? ?? ? ?? ? Six Sigma

Document Sample
? ?? ? ?? ? Six Sigma Powered By Docstoc
					                                                 ่
              30208 การบัญชีการเงินและการบัญชีเพือการจัดการ
                                               ้
                                      แนวคิดเบืองต้ นทางการบัญชี
1) ลักษณะของการบัญชี และหน่ วยงานธุรกิจ
          การบัญชี เป็ นศิลปะของการรวบรวม บันทึก จาแนก
และสรุ ปผลข้อมูลอันเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจในรู ปของตัวเงิน เพื่อให้ผใช้ขอมูลนาไปใช้ในการตัดสิ นใจ
                                                                             ู้ ้
              ั
          วิวฒนาการ มี 3 ยุค
          1) ยุคก่ อนระบบบัญชี ค่ ู 5,000 ปี มาแล้ว เป็ นบันทึกรายรับรายจ่าย
          2) ยุคระบบบัญชี ค่ ู รายการทางการเงินที่เกิดขึ้น จะมีการบันทึกทางด้านเดบิตและเครดิต
โดยจานวนเงินด้านเดบิตต้องเท่ากับเครดิต เดบิต = เครดิต
          3) ยุคปัจจุบัน กิจการมีการผลิตสิ นค้าและบริ การครั้งละมาก ๆ
                                                                                ้
จึงต้องจัดทางบการเงินเพื่อแสดงผลการดาเนิ นงานของกิจการเป็ นงวด ๆ เพื่อให้ขอมูลแก่ผใช้ ู้
      ้                ้
ทั้งผูใช้ภายนอกและผูใช้ภายใน
ประเภทของการบัญชี มี 2 ประเภท
          1) การบัญชีการเงิน
          เพื่อรวบรวมข้อมูลทางการเงินของกิจการใดกิจการหนึ่ง เป็ นข้อมูลทางการเงิน โดยมุ่งที่ผใช้ภายนอก คือ
                                                                                              ู้
ผูลงทุน ลูกจ้าง ผูให้กู้ ผูขายสิ นค้า รัฐบาล สาธารณชน
  ้                 ้      ้
          จะไม่ครอบคลุมรายงานการวิเคราะห์ของฝ่ ายบริ หารเพื่อใช้ในการตัดสิ นใจ
และครอบคลุมภายในกิจการเอง
          ส่ วนประกอบของงบการเงินที่สมบูรณ์
          1) งบดุล
          2) งบกาไรขาดทุน
          3) งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่ วนของเจ้าของ
          4) งบกระแสเงินสด
          5) หมายเหตุประกอบงบการเงิน

           2) การบัญชีบริหาร
                     เพื่อใช้ในการวางแผนและควบคุมการดาเนินงานให้เป็ นไปอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
                          ้
           “การบัญชีตนทุน” เป็ นทั้ง การบัญชีบริ หาร (การบัญชีเพื่อการจัดการ) และ การบัญชีการเงิน
                   ้                                            ้
เป็ นทั้งเอาบัญชี ตนทุนไปเขียนในบัญชีการเงิน และทั้งให้เสนอผูบริ หาร
วัตถุประสงค์ ของการบัญชี
                ้
        1) ต่อผูใช้ภายนอก
 -                            ้
                        ให้ขอมูลที่เป็ นประโยชน์ ต่อการตัดสิ นใจลงทุนและให้สินเชื่อ
 -                      ให้ขอมูลที่เป็ นประโยชน์ต่อการประเมินกระแสเงินสด
                                ้
 -                      ให้ขอมูลเกี่ยวกับทรัพยากรของกิจการ
                                  ้
  -                                 ทรัพยากรเศรษฐกิจ , ภาระผูกผัน,ส่ วนของเจ้าของ
  -                                 การดาเนินงานและกาไร
  -                                 สภาพคล่อง ความสามารถในการชาระหนี้
  -                                                   ้
                                    การจัดการของผูบริ หาร
        2) ต่อผูใช้ภายใน
                  ้                        เพื่อประโยชน์ต่อการวางแผนและควบคุม โดยมีดดังนี้
                    2.1) การวางแผนกาไร
                    2.2) การวางแผนด้านการจัดหาเงินทุน
                    2.3) การวางแผนและควบคุมด้านงบประมาณ
                    2.4) การปรับปรุ งกิจการ
                    2.5) การยกเลิกส่ วนงาน
1.1.3 วงจรธุรกิจและประเภทกิจการธุรกิจ
        1) วงจรธุ รกิจ มี 2 ส่ วน คือ
                    1. ส่ วนเกี่ยวกับการลงทุน
                    2. ส่ วนเกี่ยวกับการดาเนินงาน
        1) การลงทุน
                      ้
                    ผูลงทุน
                        - รู ปเจ้าหนี้
                        - รู ปเข้าร่ วมเป็ นเจ้าของ
                        - รู ปทั้งเจ้าหนี้ และร่ วมเป็ นเจ้าของ
        2) การดาเนินงาน
 -                      นาเงินสดมาดาเนินงาน
 -                      วัตถุดิบหรื อบริ การ
 -                      ผลิตภัณฑ์
 -                      สิ ทธิเรี ยกร้อง
                                                 ้
                                               ผูลงทุน
                                  การจ่ายคืน               การลงทุน
                                                  เงินสด
             การจัดเก็บเงิน                                             การจัดหาวัตถุดิบ
                                                                           หรื อบริ การ

               สิ ทธิเรี ยกร้อง                                           วัตถุดิบหรื อบริ การ



               การขาย                                                 เปลี่ยนรู ปวัตถุดิบ
               ผลิตภัณฑ์                       ผลิตภัณฑ์                 หรื อบริ การ




ประเภทของกิจการธุรกิจ
1. แบ่งตามผลผลิต
        1.1 กิจการให้บริ การ ร้านตัดผม,โรงแรม,ธนาคาร
        1.2 กิจการเกี่ยวกับสิ นค้า
 -                   พาณิ ชยกรรม ซื้ อมาขายไป ไม่ได้ผลิตเอง        = ห้าง ต่าง ๆ
 -                   อุตสาหกรรม นาวัตถุดิบมาผลิตสิ นค้า                   ั
                                                                   = บริ ษทผลิตรถ ผลิตปูนซีเมนต์
2. แบ่งตามลักษณะจัดตั้งกิจการ
        2.1 กิจการเจ้าของคนเดียว           ไม่จากัดหนี้
                   ้
        2.2 ห้างหุ นส่ วน
 -                            ้
                     ห้างหุ นส่ วนสามัญ (จากัดความรับผิด,ไม่จากัดความรับผิด)
 -                              ้
                     ห้างหุ นส่ วนจากัด
                 ั
        2.3 บริ ษท
 -                          ั
                     บริ ษทจากัด (3 คน)
 -                        ั
                     บริ ษทเอกชน (15 คน)

                                 ่
1.2 สถาบันวิชาชีพและกฎหมายทีเ่ กียวข้ องกับการบัญชี
       สถาบันวิชาชีพทางบัญชี มี 2 ประเภท
       1. ในประเทศ
 -               สภาวิชาชีพบัญชี
 -                       ้
                 สมาคมผูตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย
       2. ต่างประเทศ
 -                 คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชี ระหว่างประเทศ
 -                            ้
                   สมาคมผูสอบบัญชีแห่งประเทศสหรัฐอเมริ กา
 -                              ั
                   สหพันธ์นกบัญชีระหว่างประเทศ
          กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
 -                 พรบ.การบัญชี 2543
 -                 พรบ.วิชาชีพการบัญชี 2547
 -                 ประกาศกรมพัฒนาธุ รกิจการค้า
 -                 กฎหมายอื่น ๆ
             ู้
คุณสมบัติผทาบัญชี พ.ศ. 2547
                                  ขนาดธุรกิจ                                   วุฒิฯ ผู้ทาบัญชี
           ้               ั
 1. ห้างหุ นส่ วนและบริ ษทจากัด ตามกฎหมายไทย ซึ่ ง ณ วันเปิ ด     -
                ่
 ปิ ดบัญชี ที่ผานมามีรายการหนึ่ง รายการใดหรื อทุกรายการ ดังนี้    ไม่ต่ากว่าอนุปริ ญญาหรื อประกาศนียบัตร
     - ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้าน                                 วิชาชีพชั้นสู ง (ปวส)
     - สิ นทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้าน                               ทางการบัญชีหรื อเทียบเท่า
     - รายได้รวมไม่เกิน 30 ล้าน

 2. กิจการต่อไปนี้
                ้            ั
      - ห้างหุ นส่ วนและบริ ษทจากัดที่มีทุนจดทะเบียนสิ นทรัพย์รวม
 และรายได้รวมเกินกว่าข้อ 1
              ั
      - บริ ษทมหาชนจากัด                                          - ไม่ต่ากว่าปริ ญญาตรี ทางการบัญชี
      - นิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ ที่ประกอบธุ รกิจในไทย        หรื อเทียบเท่า
      - กิจการรวมค้าตามประมวลรัษฎากรกร
          ้
      - ผูประกอบธุ รกิจธนาคาร เงินทุน
                                        ิ
 หลักทรัพย์เครดิตฟองชิ เอร์ ประกันชีวต ประกันวินาศภัย
      -
    ้
 ผูประกอบธุ รกิจซึ่ งได้รับการส่ งเสริ มการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยก
 ารส่ งเสริ มการลงทุน
แม่ บทการบัญชี
            แนวทางพื้นฐานในการจัดทาและนาเสนองบการเงิน
                                                       ั
รวมทั้งเป็ นเกณฑ์ในการกาหนดมาตรฐานและการปฏิบติทางการบัญชี
วัตถุประสงค์
         1) เป็ นแนวทางในการพัฒนามาตรฐานการบัญชีในอนาคต
และในการทบทวนมาตรฐานการบัญชีที่มีในปัจจุบน      ั
                                                                 ั
         2) เป็ นแนวทางในการปรับข้อกาหนดมาตรฐาน และการปฏิบติทางการบัญชี
         3)
                        ั
เป็ นแนวทางให้องค์กรที่จดทามาตรฐานการบัญชีแต่ละประเทศสามารถพัฒนามาตรฐานการบัญชี เองได้
                               ้ั
         4) เป็ นแนวทางสาหรับผูจดทางบการเงินในการนามาตรฐานการบัญชีมาปฏิบติ  ั
                             ั                ั
รวมทั้งเป็ นแนวทางในการปฏิบติสาหรับเรื่ องที่ยงไม่มีมาตรฐานการบัญชีรองรับ
         5)
                     ้                                                ั
เป็ นแนวทางสาหรับผูสอบบัญชีในการแสดงความคิดเห็นต่องบการเงินว่าได้จดทาขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีหรื อไ
ม่
         6)
         ู้
ช่วยให้ผใช้งบการเงินสามารถเข้าใจความหมายของข้อมูลที่แสดงในงบการเงินซึ่ งจัดทาขึ้นตามมาตรฐานการบัญชี
         7)
ช่วยให้ผสนใจได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในการกาหนดมาตรฐานการบัญชีของคณะกรรมการมาตรฐานการบั
         ู้
ญชี

             ่
ขอบเขตทีเ่ กียวข้ องของแม่ บทการบัญชี
      1. วัตถุประสงค์ของงบการเงิน
      2. ลักษณะเชิงคุณภาพที่กาหนดว่าข้อมูลในงบการเงินมีประโยชน์
      3. คานิยาม การรับรู ้ และการวัดมูลค่าขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็ นงบการเงิน
      4. แนวคิดเกี่ยวกับทุนและการรักษาระดับทุน

แนวทางในการจัดทางบการเงิน
วัตถุประสงค์ของงบการเงิน
        1. ให้ขอมูลเกี่ยวกับฐานะการเงิน
               ้
        2. ให้ขอมูลเกี่ยวกับผลการดาเนินงาน
                 ้
        3. ให้ขอมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของกิจการ
                   ้
ข้อสมมุติฐานในการจัดทางบการเงิน
        1. เกณฑ์คงค้าง
        2. การดาเนิ นงานต่อเนื่อง

องค์ ประกอบของงบการเงิน
        1. ในการวัดฐานะการเงิน        = สิ นทรัพย์, หนี้สิน, ส่ วนของเจ้าของ
        2. ในการวัดผลการดาเนินงาน     = รายได้, ค่าใช้จ่าย
การวัดมูลค่ าองค์ ประกอบของงบการ มี 4 เกณฑ์
        (1) ราคาทุนเดิม                        ั
                              (2) ราคาทุนปัจจุบน       (3) มูลค่าที่จะได้รับ                    ั
                                                                               (4) มูลค่าปั จจุบน

ลักษณะเชิ งคุณภาพของงบการเงิน
         1) ความเข้าใจได้ (ทันที)
         2) ความเกี่ยวข้องกับการตัดสิ นใจ (ข้อมูลที่มีประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสิ นใจ)
         3) ความเชื่อถือได้
 -                  เป็ นตัวแทนอันเที่ยงธรรม
 -                  เนื้ อหาสาคัญกว่ารู ปแบบ
 -                  ความเป็ นกลาง
 -                  ความระมัดระวัง
 -                  ความครบถ้วน
         4) การเปรี ยบเทียบกันได้
                ้
         “โดยมีขอจากัด”
                  1) การทันต่อเวลา
                  2) ความสมดุลระหว่างประโยชน์ที่ได้รับกับต้นทุนที่เสี ยไป
                  3) ความสมดุลของลักษณะเชิงคุณภาพ
         มาตรฐานการบัญชีและนโยบายการบัญชี
         มาตรฐานการบัญชี = (หลักการบัญชี)
                           ั         ึ                ั
แนวทางที่จะแนะนาให้นกบัญชีใช้ยดถือเป็ นหลักปฏิบติในการรวบรวม จดบันทึก จาแนก สรุ ปผล
และรายงานเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการเงิน
                                                              ั                  ั
         นโยบายการบัญชี = หลักการ หลักเกณฑ์ ประเพณี ปฏิบติ กฎและวิธีปฏิบติที่เฉพาะ
ที่กิจการนามาใช้ในการจัดทาและนาเสนองบการเงิน
                                            หน่ วยที่ 2
                                        รายงานทางการเงิน
แนวคิด
            รายงานทางการเงิน เป็ นรายงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการเงิน
ของกิจการโดยมีงบการเงินเป็ นส่ วนประกอบที่สาคัญของรายงานทางการเงิน
                                                   ู้
ทั้งนี้เพื่อเป็ นการสื่ อสารข้อมูลทางการเงินให้แก่ผใช้ เพื่อนาไปตัดสิ นใจเชิงเศรษฐกิจ
            งบการเงิน เป็ นรายงานทางการเงินวันที่แสดงฐานะการเงิน
,ผลการดาเนินงาน,กระแสเงินสดกิจการแสดงผลของการบริ หารงานของฝ่ ายบริ หารและเศรษฐกิจ
ส่ วนประกอบงบการเงิน
            1) งบดุล
            2) งบกาไรขาดทุน
            3) งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่ วนของเจ้าของ
            4) งบกระแสเงินสด
            5) หมายเหตุประกอบงบการเงิน
ข้อกาหนดโดยรวมในการจัดทางบการเงิน
            1) การแสดงงบการเงินโดยถูกต้องตามที่ควรและเป็ นไปตามมาตรฐานการบัญชี
            2) การดาเนินงานต่อเนื่ อง
            3) เกณฑ์คงค้าง
            4) ความสม่าเสมอ
            5) ความมีสาระสาคัญ
            6) การห้ามหักกลบ
            7) ข้อมูลเปรี ยบเทียบ

          การระบุชื่องบการเงิน
              ู้                                ั                                            ั
มีไว้เพื่อให้ผใช้งบการเงินสามารถจาแนกข้อมูลที่จดทาตามมาตรฐานการบัญชีออกจากข้อมูลอื่นที่มีได้จดทาขึ้นตา
มมาตรฐานการบัญชี โดยต้องแสดงข้อมูลต่อไปนี้
          1) ชื่อของกิจการหรื อสัญลักษณ์ของกิจการที่นาเสนองบการเงินนั้น
          2) ข้อความที่บอกว่าเป็ นงบการเงินเฉพาะกิจการหรื องบการเงินของกลุ่มกิจการ
          3) วันที่ในงบดุลหรื อรอบระยะเวลาของงบที่เกี่ยวข้อง
          4) สกุลเงินที่ใช้รายงาน
          5) จานวนหลักที่ใช้ในการแสดงตัวเลขในงบการเงิน
งบดุล
องค์ ประกอบของงบดุล (1) สิ นทรัพย์       (2) หนี้สิน      (3) ส่ วนของเจ้าของ
1. สิ นทรัพย์
1.1 สิ นทรัพย์หมุนเวียน
 -         เงินสด
 -         รายการเทียบเท่าเงินสด         (ตราสารพาณิ ชย์)
 -         เงินลงทุนชัวคราว
                      ่                  (ตราสารหนี้ หรื อ ตราสารทุน)
 -         ลูกหนี้การค้า
 -         ตัวเงินรับการค้า
              ๋
 -         สิ นค้าคงเหลือ                ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
 -         สิ นทรัพย์หมุนเวียนอื่น ๆ              ้
                                         รายได้คางรับ

1.2 สิ นทรัพย์ไม่หมุนเวียน
 -        เงินลงทุนระยะยาว
 -        ที่ดิน,อาคาร,อุปกรณ์
 -                        ั            ั
          สิ นทรัพย์ไม่มีตวตน = สิ ทธิบตร สัมปทาน         ค่านิยม เครื่ องหมายการค้า

2. หนีสิน
      ้              = ภาระผูกพันของกิจการ
2.1 หนี้สินหมุนเวียน
 -                                    ้ื
           เงินเบิกเกินบัญชี และเงินกูยมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน
 -         เจ้าหนี้การค้า
 -                ้ื
           เงินกูยมระยะยาว ที่ถึงกาหนดชาระภายใน 1 ปี
 -         หนี้สินหมุนเวียนอื่น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
                                   รายได้รับล่วงหน้า
2.2 หนี้สินไม่หมุนเวียน
 -                ้
           เงินกูระยะยาว
 -            ้ ้
           หุ นกูระยะยาว

3. ส่ วนของเจ้ าของ      = ส่ วนได้เสี ยคงเหลือในสิ นทรัพย์ของกิจการ

                  สิ นทรัพย์ -             หนี้สิน -          ส่ วนของเจ้าของ
                          ้
          ถ้ากิจการห้างหุ นส่ วน       เรี ยกว่า                            ้
                                                       “ส่ วนของผูเ้ ป็ นหุ นส่ วน”
                       ั
          ถ้าเป็ นบริ ษทจากัด          เรี ยกว่า                    ้ ้
                                                       “ส่ วนของผูถือหุ น”

                                           หน่ วยที่ 3
                                     กระบวนการทางการบัญชี 1
วงจรบัญชี           เป็ นลาดับขั้นตอนทางการบัญชี
ซึ่ งเริ่ มจากการบันทึกรายการบัญชีที่เกิดขึ้นในสมุดรายวันแล้วผ่านรายการไปยังบัญชีแยกประเภท ปรับปรุ งรายการ
ปิ ดบัญชี และจัดทางบการเงินของรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง
                           ลาดับขั้น                                             รายการ
                               1                                           การวิเคราะห์รายการ
                               2                                             การผ่านรายการ
                               3                                  การจัดทางบทดลองก่อนปรับปรุ งรายการ
                               4                                           การปรับปรุ งรายการ
                               5                                  การจัดทางบทดลองหลังปรับปรุ งรายการ
                               6                                              การปิ ดบัญชี
                               7                                                              ั
                                                                การคานวณยอดคงเหลือของบัญชีที่ยงไม่ได้ปิด
                               8                                           การจัดทางบการเงิน

ผังบัญชี โครงร่ างบัญชี ของกิจการ      ประกอบด้วย      รายการชื่อบัญชี พร้อมด้วยรหัสบัญชี
บัญชีมี 5 ประเภท
           1) สิ นทรัพย์
           2) หนี้สิน
           3) ส่ วนของเจ้าของ
           4) รายได้
           5) ค่าใช้จ่าย

เอกสารทางการบัญชี
         1. เอกสารทางบัญชีที่ได้จากแหล่งภายนอกกิจการ เนื่ องจากประกอบการขาย,แลกเปลี่ยน,การรับเงิน เช่น
ใบเสร็ จรับเงิน ใบส่ งของ ใบกากับสิ นค้าที่ผขายออกให้กิจการ
                                            ู้
         2. เอกสารทางบัญชีที่กิจการจัดทาขึ้น
                  2.1 เอกสารหลักฐานการรับเงิน
                2.2 เอกสารหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่พนักงาน
                2.3 หลักฐานสาหรับการลงบัญชีของกิจการ



                              ั
        สมุดบัญชี สมุดที่ใช้บนทึกรายการบัญชี ซึ่ งเป็ นรายการที่มีหลักฐานจากเอกสารทางบัญชีที่กล่าวมาแล้ว
สมุดบัญชีแบ่งเป็ น 2 ประเภท คือ
        1) สมุดบันทึกรายการขั้นต้น = จดบันทึกรายการการค้าต่าง ๆ
มี 2 ชนิด
                                                       ้
                 1.1) สมุดรายวันเฉพาะ = รายการที่ตองบันทึกบ่อย ๆ มาก ๆ
                         (1) สมุดเงินสด
                         (2) สมุดรายวันรับเงิน
                         (3) สมุดรายวันจ่ายเงิน
                         (4) สมุดรายวันชื้ อ
                         (5) สมุดรายวันขาย
                 1.2) สมุดรายวันทัวไป = ถ้ากิจการไม่เปิ ดสมุดรายวันเฉพาะ
                                  ่
ก็จะบันทึกรายการค้าทุกอย่างไว้ในสมุดรายวันทัวไป่
        2) สมุดบันทึกรายการขั้นปลาย หรื อ สมุดรายวันแยกประเภท โดยบันทึกรายการผ่านจากสมุดรายวัน มี
2 แบบ คือ
                 2.1 แบบบัญชีตามมาตรฐาน (ทัวไป)  ่
                 2.2 แบบแสดงยอดคงเหลือ (แบบแยกประเภทย่อย)

                      ั
การบันทึกรายการบัญชีข้นต้ น
        มี 2 ระบบ คือ
        1. ระบบบัญชีคู่
        2. ระบบบัญชีเดี่ยว
                                                          โดยสรุ ป
                สิ นทรัพย์                                                    หนี้สิน
         (+)                 (-)                                         ส่ วนของเจ้าของ
                ค่าใช้จ่าย                                                    รายได้
        (+)                  (-)                                     ลด (-)           เพิ่ม (+)

สรุ ป
        เดบิต =          สิ นทรัพย์, ค่าใช้จ่าย   เพิ่ม         /    หนี้สิน รายได้ ส่ วนของเจ้าของ   ลด
       เครดิต =        สิ นทรัพย์, ค่าใช้จ่าย     ลด       /       หนี้สิน รายได้ ส่ วนของเจ้าของ    เพิ่ม




การบันทึกรายการบัญชีข้ันปลายและงบทดลองก่อนปรับปรุงบัญชี
         1) การผ่านรายการจากสมุดรายวัน        บัญชีแยกประเภท
                “เป็ นการนารายการที่บนทึกในสมุดรายวันไปบันทึกในบัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง”
                                     ั
โดยนารายการจากช่องเดบิตของสมุดรายวันไปบันทึกทางด้านซ้ายของบัญชี แยกประเภทและนารายการจากช่องเคร
ดิตของสมุดรายวันทัวไป บันทึกทางด้านขวาของบัญชีแยกประเภท ด้วยจานวนเงินเดียวกัน
                     ่
ตัวอย่าง
                                           สมุดรายวันทัวไป
                                                       ่
1 ม.ค. เงินสด                                                30,000 Dr.
                ทุน                                                  30,000 Cr.

                                                 ผ่านรายการบัญชี
                                                  1. บัญชีเงินสด
1 ม.ค. รายการ
       ทุน                                                  30,000 Dr.
                                                   2. บัญชี ทุน
       รายการ
       เงินสด                                                             30,000 Cr.

       *        สมุดรายวันทัวไป
                            ่             ด้าน     เดบิต (Dr)             บัญชีแยกประเภทลงเป็ น (Cr.)
                สมุดรายวันทัวไป
                              ่           ด้าน     เครดิต (Cr.)            บัญชีแยกประเภทลงเป็ น (Dr.)

        2) การจัดทางบทดลองก่อนปรับปรุ งบัญชี
        งบทดลอง คือ งบที่แสดงยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ในวันใดวันหนึ่ง
วัตถุประสงค์ของการทางบทดลอง เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องเบื้องต้นของการบันทึกรายการตามหลักการบัญชีคู่

วัตถุประสงค์
        1) เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของยอดคงเหลือของบัญชี แยกประเภทต่าง ๆ
        2) เพื่อสรุ ปรวบยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน
        3) เพื่อนาตัวเลขจากงบทดลองไปจัดทางบการเงินได้สะดวก รวดเร็ วขึ้น
สาเหตุงบทดลองผิด
                     ั
       1) ละเลย ไม่บนทึกรายการหรื อลืม                  1) บันทึกด้านเดบิต-เครดิตไม่เท่ากัน
       2)การบันทึกผิดบัญชี                              2) หายอดคงเหลือผิด
       3) การบันทึกรายการผิดที่ชดเชยกันเอง              3) เก็บยอดคงเหลือจากบัญชีมาลงในงบทดลองผิดที่
                                                        หรื อใส่ จานวนผิด
                                                        4) รวมตัวเลขในงบทดลองผิด

วิธีแก้ไข
            1) ตรวจสอบที่ผิดในงบทดลอง
            2) ตรวจสอบที่ผิดในบัญชีแยกประเภท
            3) ตรวจสอบที่ผิดในสมุดบันทึกรายการขั้นต้น
                                                 หน่ วยที่ 4
                                           กระบวนการทางการบัญชี 2
4.1 การปรับปรุ งบัญชี ทเี่ กี่ยวกับรายได้ และค่ าใช้ จ่าย

             ี่
1. สาเหตุทต้องปรับปรุ งบัญชี
                                                                             ั       ั
         เนื่องจากในระหว่างงวดอาจมีรายการค้าบางรายการ ที่เกิดขึ้นแล้วแต่ยงไม่ได้บนทึกบัญชี
หรื อบันทึกบัญชีแล้ว แต่คาบเกี่ยวกับงวดบัญชี ต่อไป เพื่อให้ได้งบการเงินที่ถูกต้องตามเกณฑ์คงค้าง
จึงต้องมีการปรับปรุ งรายการบัญชีตอนสิ้ นงวด

การปรับปรุ งบัญชี มี 3 ประเภท
       1) การปรับปรุ งบัญชีที่เกี่ยวกับรายได้
 -                รายได้รับล่วงหน้า
 -                          ้
                  รายได้คางรับ
       2) การปรับปรุ งบัญชีที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย
 -                ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
 -                ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
       3) การปรับปรุ งบัญชีที่เกี่ยวกับการปรับมูลค่าสิ นทรัพย์ซ่ ึ งมีหลายกรณี แต่จะกล่าวแค่
 -                หนี้สงสัยจะสู ญ
 -                วัสดุสิ้นเปลือง
 -                ค่าเสื่ อมราคา

ขั้นตอนการปรับปรุ งบัญชี
       1) บันทึกรายการปรับปรุ งในสมุดรายวันทัวไป
                                             ่
       2) นารายการที่บนทึกในสมุดรายวันทัวไป ไปยังบัญชี แยกประเภทที่เกี่ยวข้อง
                       ั                 ่
       3) หายอดคงเหลือต่าง ๆ เพื่อไปทา “งบทดลองหลังปรับปรุ งบัญชี ”

การปรับปรุ งบัญชี                                                                   ค่าเช่ารับล่วงหน้า
1. กรณี เกี่ยวกับรายได้ที่เกิดขึ้นแล้ว และได้บนทึกบัญชีแล้วในระหว่างงวด
                                              ั                                         (หนี้สิน)
         1.1 บันทึกเป็ นหนี้สิน เช่น กรณี 1 รับ ค่าเช่ารับล่วงหน้า บันทึก
                                                                       2 กรณี
                                                       (บัญชี หนี้สิน)
                                                                                            รายได้ค่าเช่า
                                                                                              (รายได้)

จะได้ เงินสด (Dr)                                              36,000
             รายได้ค่าบริ การรับล่วงหน้า (Cr)                                     36,000

          ถ้ากิจการรับรายได้ค่าบริ การวันที่ 22 ม.ค. และปิ ดบัญชี 31 ม.ค.
          จะคิดเป็ นรายได้          1 = 36,000 * 1 = 12,000 บาท (รับจริ ง)
                                                 
                                          3        3




ปรับปรุ งบัญชีใหม่                                             รายได้ค่าบริ การรับล่วงหน้า           24,000
         รายได้ ค่าบริ การรับล่วงหน้า         36,000                 (31 ม.ค.)

                              (22 ม.ค.)                        รายได้ค่าบริ การ             12,000
                                                                     (31 ม.ค.)
  2             ั
          กรณี บนทึกเป็ น “รายได้”
                                              รายได้ค่าเช่า
จากกรณี       รายได้ค่าเช่า                    (รายได้)
                รายได้
                                              ค่าเช่ารับล่วงหน้า
                                                    (หนี้สิน)                                 หนี้สิน

        สมมุติ รับเงินสด          รายได้ค่าบริ การ             36,000
22 ม.ค.          เงินสด (Dr)                                                      36,000
                         รายได้ค่าบริ การ (Cr)                                                       36,000
        ปรับปรุ ง
                                                       สมุดรายวัน
31 ม.ค.           รายได้ค่าบริ การ                                                24,000
                           รายได้ค่าบริ การรับล่วงหน้า                                               24,000

                                                     รายได้ ค่าบริการ
31 ม.ค.                       รายได้ค่าบริ การรับล่วงหน้า       24,000            เงินสด             36,000
                                       (Dr)                                          (Cr)
                                           รายได้ ค่าบริการรับล่วงหน้ า
                                                      31 ม.ค. รายได้ค่าบริ การ                   24,000
                                                                      (Cr)

สรุ ป

                                               รายได้ค่าบริ การ 12,000
                                                      (31 ม.ค.)
          รายได้ค่าบริ การ 36,000
                 (22 ม.ค.)
                                               รายได้ค่าบริ การรับล่วงหน้า 24,000
                                                             (31 ม.ค.)


                                                 ั       ั
กรณี ที่ 2 การปรับปรุ งรายได้ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยงไม่ได้บนทึกบัญชี เรี ยกว่า “รายได้ ค้างรับ”
            ดอกเบี้ยค้างรับ (Dr)                                xx
                    ดอกเบี้ยรับ                                            Xx

สมมุติ 12 ม.ค. ซื้ อพันบัตรรัฐบาล 73,000           ดอกร้อยละ 5 / ปี
วันสิ้ นงวด 31 ม.ค. กิจการมีรายได้ ดอกเบี้ย เกิดขึ้นเป็ น 73,000 × 5 ×
                                                                               20
                                                                                      วัน = 200 บาท
                                                                     100        365




                                                             ่
                                                 สมุดรายวันทัวไป
31 ม.ค. ดอกเบี้ยค้างรับ (Dr)                                         200
                ดอกเบี้ยรับ (Cr)                                                 200
                                                         ้
                                               สมุดดอกเบียค้ างรับ
        ดอกเบี้ยรับ      200
                                                           ้
                                                 สมุดดอกเบียรับ
                                                                     ดอกเบี้ยค้างรับ             200
2. การปรับปรุ งรายการค่ าใช้ จ่าย
       2.1) รายการที่ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นและได้บนทึกแล้วในระหว่างงวด
                                              ั
       บันทึกเป็ นสิ นทรัพย์
เช่น
          ค่าเช่าอาคารจ่ายล่วงหน้า               ค่าเช่าอาคารจ่ายล่วงหน้า                  22,000
                  (สิ นทรัพย์                            (สิ นทรัพย์)
                    24,000
                                                        ค่าเช่าอาคาร
                                                         (ค่าใช้จ่าย         2,000

สมมุติ 15 ม.ค. จ่ายค่าเช่าอาคารล่วงหน้า 6 เดือน คิดเป็ นเงิน 24,000 × ½ × 1 = 2,000 บาท
                                                                          
                                                                                  6

                                                       สมุดรายวัน
        ค่าเช่าอาคารจ่ายล่วงหน้า (Dr)                                    24,000
                 เงินสด (Cr)                                                      24}000

“ปรับปรุ งใหม่ ”           ต้องคิด ครึ่ งเดือน         = 24,000 × ½ × 1 = 2,000 บาท
                                                                      
                                                                         4




                                                       สมุดรายวัน
       ค่าเช่าอาคารจ่ายล่วงหน้า                               2,000
                 เงินสด                                                   2,000
                                                ค่ าเช่ าอาคารจ่ ายล่วงหน้ า
        เงินสด (Dr)                           24,000 ค่าเช่าอาคาร (Cr)                     2,000

                                                      ค่ าเช่ าอาคาร
                   ค่าเช่าอาคารจ่ายล่วงหน้า                      2,000

        2.2) กรณี บนทึกจ่ายเงินสดทั้งจานวนเป็ นค่าใช้จ่าย
                   ั

               ค่าเช่าอาคาร                      ค่าเช่าอาคาร
                (ค่าใช้จ่าย                       (ค่าใช้จ่าย

                                                 ค่าเช่าอาคารจ่ายล่วงหน้า
                                                         (สิ นทรัพย์)
                                                              ่
                                                  สมุดรายวันทัวไป
        ค่าเช่าอาคารจ่ายล่วงหน้า (Dr)                                             22,000
                 ค่าเช่าอาคาร (Cr)                                                          22,000

                                                     ค่ าเช่ าอาคาร
        เงินสด            24,000                                        ค่าเช่าอาคารจ่ายล่วงหน้า     22,000

                                              ค่ าเช่ าอาคารจ่ ายล่วงหน้ า
                  ค่าเช่าอาคาร        2,000

        กรณี ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยงไม่ได้บนทึกบัญชี เรี ยก “ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย”
                                           ั       ั
                เดบิต ค่าใช้จ่าย                                       ××
                      เครดิต ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย                               ××

สมมุติ พนักงาน 1 คน ยังไม่ได้มารับเงินเดือน
31 ม.ค. เงินเดือน                                    8,000
                 เงินเดือนค้างจ่าย                             8,000

ปรับปรุ งใหม่
                                                      เงินเดือน
                  เงินเดือนค้างจ่าย                           8,000

                                                  เงินเดือนค้างจ่าย
                                                           เงินเดือน                       8,000

                         ่
4.2 การปรับปรุ งบัญชี เกียวกับ “การปรับมูลค่ าสิ นทรัพย์ ”และ”การทางบทดลองหลังปรับปรุ งบัญชี ”
                    ้
1. การปรับปรุ งหนีสงสั ยจะสู ญ
         จะบันทึกเป็ น ค่าใช้จ่ายประจางวด และนาไปหักจากลูกหนี้ในงบดุล เพื่อแสดงยอดลูกหนี้สุทธิ
ที่คาดว่าจะเก็บเงินได้

            เดบิต หนี้สินสงสัยจะสู ญ                                         ××
                               ่
                  เครดิต ค่าเผือหนี้สงสัยจะสู ญ                                      ××
วิธีการประมาณหนี้สงสัยจะสู ญ มี 2 วิธี
1) คานวณเป็ นร้อยละของยอดขาย
        (1.1) ร้อยละของยอดขายรวม
        (1.2) ร้อยละของยอดขายเชื่อ
                 สมมุติ       ยอดขายรวม                     ยอดขายเชื่อ
                        25×1           100,000              80,000

        โดยคิด หนี้สงสัยจะสู ญ ร้อยละ 1
                           25×1        1,000                800
บันทึกบัญชี
        หนี้สงสัยจะสู ญ                                     1,000
                      ่
                ค่าเผือหนี้สงสัยจะสู ญ                              1,000

2) คานวณเป็ นร้อยละของยอดลูกหนี้
                                                      ั
       (2.1) คานวณเป็ นรอยละของยอดลูกหนี้ = ลูกหนี้ท้ งหมดจะคงที่
       (2.2) คานวณโดยจัดกลุ่มลูกหนี้จาแนกตามอายุของหนี้ที่คางชาระ
                                                              ้
                         ปี                             ยอดลูกหนี้สิ้นปี
                         25×1                           40,000
                         25×2                           60,000
       ตั้งหนี้สงสัยจะสู ญเป็ นร้อยละ 3
                 25×1 หนี้สงสัยจะสู ญ       40,000 × 0.03 = 1,203 บาท
                                                           ่
                                               สมุดรายวันทัวไป
        หนี้สงสัยจะสู ญ                                                    1,200
                      ่
                ค่าเผือหนี้สงสัยจะสู ญ                                               1,200

                                               งบดุล (31 ธ.ค.51)
                                                  สิ นทรัพย์
สิ นทรัพย์หมุนเวียน
-
-
ลูกหนี้                                                                              40,000
          ่
หัก ค่าเผือหนี้สงสัยจะสู ญ (40,000×0.03                                              (1,200)
ลูกหนี้สุทธิ                                                                         38,800
                          ่
         ปี 25×2 สมมุติวาไม่มีการตัดจาหน่ายหนี้สงสัยจะสู ญเลย ในระหว่างปี            เมื่อสิ้ นปี 25×2
กิจการมีลูกหนี้ 60,000 บาทจะคานวณหนี้สงสัยจะสู ญได้ดงนี้     ั
         หนี้สงสัยจะสู ญ            =          60,000×0.03
                                    =          1,800
         ตั้งหนี้สงสัยจะสู ญเป็ นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้เพียง 1,800-1,200 = 600 บาท

                                                           ่
                                               สมุดรายวันทัวไป
31 ธ.ค. 25×2 หนี้สงสัยจะสู ญ                                               600
                                ่
                          ค่าเผือหนี้สงสัยจะสู ญ                                     600
                                                งบดุล 31 ธ.ค. 25×2
สิ นทรัพย์หมุนเวียน
-
-
ลูกหนี้                                                                              60,000
          ่
หัก ค่าเผือหนี้สงสัยจะสู ญ (60,000×0.03)                                             (1,800)
ลูกหนี้สุทธิ                                                                         58,200


                                   หนี้สงสัยจะสู ญ ปี 25×2 - 25×1 = 25×2
2. การปรับปรุ งวัสดุสิ้นเปลือง (ของที่ใช้แล้วหมดไป)
        ซื้ อวัสดุสิ้นเปลือง                                                 ××­
        หัก วัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือ                                           ××
        วัสดุสิ้นเปลืองใช้ไป                                                 ××
 1 เมื่อมีการซื้ อวัสดุสิ้นเปลือง

                   เดบิต วัสดุสิ้นเปลือง                             ××
                         เครดิต เงินสด (หรื อเจ้าหนี้)                        ××
 2          ั
        ใช้วสดุสิ้นเปลืองและต้องบันทึกวันสิ้ นงวด
                   เดบิต วัสดุสิ้นเปลืองใช้ไป                        ××
                         เครดิต วัสดุสิ้นเปลือง                               ××

3. การปรับปรุ งค่ าเสื่ อมราคา
       ส่ วนหนึ่งของมูลค่าสิ นทรัพย์ถาวรที่กิจการตัดเป็ นค่าใช้จ่ายประจางวดบัญชีที่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ นทรัพย์
นั้น
                  เดบิต ค่าเสื่ อมราคา                                 ××
                            เครดิต ค่าเสื่ อมราคาสะสม                         ××
       1 บัญชีค่าเสื่ อมราคา                   = บัญชีประเภทค่าใช้จ่าย แสดงในงบกาไรขาดทุน
       2 บัญชีค่าเสื่ อมราคาสะสม               = บัญชีประเภทปรับมูลค่าสิ นทรัพย์ แสดงเป็ นรายการหักจากราคาทุน
                                               ของสิ นทรัพย์ถาวรในงบดุล
       ปั จจัยที่เกี่ยวข้อง มี 3 ประการ
       1) ราคาทุนของสิ นทรัพย์
       2) อายุใช้งานโดยประมาณของสิ นทรัพย์
       3) ราคาซากของสิ นทรัพย์ = มูลค่าคงเหลือ (เมื่อหมดการใช้งาน)

วิธีคิดค่ าเสื่ อมราคา
1) ตามอัตราคงที่ ตามวิธีเส้นตรง
            ค่าเสื่ อมราคาต่อปี      =        ราคาทุน - ราคาซาก
                                                        อายุการใช้งาน(ปี )     = คิดเป็ น % ของมูลค่าสิ นทรัพย์
2) ตามอัตราเปลี่ยนแปลงตามชัวโมงการทางานหรื อตามจานวนผลผลิต
                                  ่
ตามชัวโมง
     ่            ค่าเสื่ อมราคาต่อชัวโมง.เครื่ องจักร = ราคาทุน - ราคาซาก
                                       ่
                                                      จานวนชัวโมง.เครื่ องจักรทั้งหมด
                                                             ่
       ค่าเสื่ อมราคาเครื่ องจักรต่อปี = จานวนชัวโมง.เครื่ องจักรที่ใช้ × ค่าเสื่ อมราคาต่อชัวโมง.เครื่ องจักร
                                                    ่                                        ่
ตามผลผลิต ค่าเสื่ อมราคาต่อหน่วยผลผลิต = ราคาทุน – ราคาซาก
                                                                                       ั
                                                      จานวนหน่วยสิ นค้าที่จะผลิตได้ท้ งสิ้ น
                  ค่าเสื่ อมราคาเครื่ องจักรต่อปี     = จานวนหน่วยของผลผลิต × ค่าเสื่ อมราคาต่อหน่วยผลผลิต
3) การคิดค่าเสื่ อมราคาในอัตราลดลง
       3.1)วิธีผลรวมจานวนปี

                         ผลรวมจานวนปี = n ( n  1 )
                                            
                                                 2           N = อายุใช้งานของสิ นทรัพย์
       หา มูลค่าสิ นทรัพย์ซ่ ึ งใช้คิดค่าเสื่ อมราคา = ราคาทุน - ราคาซาก
  สมมุติ ผลรวม จานวนปี              = 15
       ปี      อายุใช้งานคงเหลือ               คานวณ                 ค่าเสื่ อมราคา          ค่าเสื่ อมราคาสะสม
       1                5                      5 ×60,000
                                                            =       20,000                  20,000
                                          15

        2                4                4 ×60,000
                                                           =       16,000                   36,000
                                          15

        3                3                3 ×60,000
                                                           =       12,000       = 60,000 48,000
                                          15

        4                2                2 ×60,000
                                                           =       8,000                    56,000
                                          15

        5                1                1 ×60,000
                                                           =       4,000                    60,000
                                          15

                         15

        3.2) วิธียอดทวีคูณ
                                                                      100%
                             อัตราค่าเสื่ อมราคาตามเส้นตรง =                          ×2
                                                                 อายุการใช้งาน


 ปี             คานวณ                          ค่าเสื่ อมราคา                ราคาตามบัญชี
 1            40% × 80,000                         32,000                       48,000
 2            40% × 48,000                         19,200                       28,800
 3            40% × 28,800                         11,520                       17,280
 4            40% × 17,280                         6,912                        10,368
 5            40% × 10,368                         4,147                         6,221             ราคาซากที่เหลือ
                                                   73,739
การจัดทางบทดลองหลังการปรับปรุ งบัญชี
สาเหตุ
       1) เพื่อให้มนใจว่าการปรับปรุ งบัญชีได้บนทึกรายการถูกต้องตามหลักบัญชีคู่
                   ั่                         ั
       2) เพื่อให้การจัดทางบการเงินได้สะดวกและรวดเร็ วขึ้น

4.3 การปิ ดบัญชี การหายอดคงเหลือ การจัดทางบกาไรขาดทุนและงบดุล
        การปิ ดบัญชี
        เป็ นการปิ ดบัญชีประเภทรายได้และค่าใช้จ่ายไปแสดงไว้ในบัญชีกาไรขาดทุนเพื่อความสะดวกในการหาย
อดกาไรหรื อขาดทุนสุ ทธิ ตอนสิ้ นงวด โดยการบันทึกรายการปิ ดบัญชีในสมุดรายวันทัวไป
                                                                             ่
แล้วผ่านไปยังบัญชีแยกประเภท
                                            หน่ วยที่ 5
                                          งบกระแสเงินสด
        งบกระแสเงินสด
เป็ นงบการเงินซึ่ งแสดงให้เห็นถึงการได้มาและใช้ไปของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดของกิจการที่เกิดขึ้นใน
ระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี โดยจาแนกเป็ นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดาเนินงาน //กิจกรรมลงทุน // และ
กิจกรรมจัดหาเงิน

วัตถุประสงค์
        1) ให้ขอมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของเงินสด
               ้
และรายการเทียบเท่าเงินสดของกิจการระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี
                 ้
        2) ให้ขอมูลกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี
โดยจาแนกเป็ นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดาเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน

ประโยชน์ ของงบกระแสเงินสด
      1) ความสามารถของกิจการในการสร้างเงินสดภายในกิจการเอง จากกิจกรรมดาเนินงาน
      2) การบริ หารสิ นทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนของกิจการ
      3) การใช้เงินสดเพื่อลงทุนในสิ นทรัพย์ไม่หมุนเวียน
      4) การได้มาของเงินสดจากแหล่งภายนอกกิจการ
      5) สาเหตุของความแตกต่างระหว่างกาไรสุ ทธิ และเงินสดของกิจการ

รู ปแบบของงบกระแสเงินสด แสดงเป็ น 3 ส่ วน คือ
       1) แสดงกระแสเงินสดจากกิจกรรมดาเนิ นงาน
       2) แสดงกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน
       3) แสดงกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
                                                 ้
       เงินสด เงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ตองจ่ายคืนเมื่อทวงถาม
       ราการเทียบเท่าเงินสด เงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสู ง โดยมีลกษณะั
               1) พร้อมเปลี่ยนเป็ นเงินสดในจานวนที่ทราบ
                                                                        ั
               2) มีความเสี่ ยงต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่าน้อย หรื อไม่มีนยสาคัญ
       ประเภทกิจกรรมที่แสดงในงบกระแสเงินสด
               1) กิจกรรมดาเนินงาน = สร้างรายได้และค่าใช้จ่ายให้ทากาไรสุ ทธิ แก่เจ้าของ
               2) กิจกรรมลงทุน          = การลงทุนในสิ นทรัพย์เพื่อใช้สร้างรายได้
               3) กิจกรรมจัดหาเงิน = จัดหาทุน
การจัดทางบกระแสเงินสด มี 3 วิธี
           1) วิธีวเิ คราะห์รายการจากงบการเงิน
                      ั
           2) วิธีบญชีรูปตัว T
           3) วิธีกระดาษทาการ
วิธีวเิ คราะห์ รายการจากงบการเงิน
สู ตร
                                          ้ ้
             เงินสด = หนี้สิน + ส่ วนของผูถือหุน - สิ นทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินสด

           การเปลี่ยนแปลงของเงินสด = การเปลี่ยนแปลงของบัญชี ที่ไม่ใช่เงินสดทั้งหมด

วิธีการ โดยการวิเคราะห์รายการในงบกาไรขาดทุน และ การเปลี่ยนแปลงของบัญชี ต่าง ๆในงบดุล
                          ั
        นาผลการวิเคราะห์ดงกล่าวมาจัดทารายงาน จาแนก ตามกิจกรรมทั้งสามประเภทในงบกระแสเงินสด

กระแสเงินสดจากกิจกรรมดาเนินงาน ทาได้ 2 วิธี คือ
       1) วิธีทางตรง
       2) วิธีทางอ้อม

       1. วิธีทางตรง ปรับปรุ งรายได้และค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์คงค้างในงบกาไรขาดทุนให้เป็ นเกณฑ์เงินสด
อธิบายได้ตามลาดับ ดังนี้
                (1) เงินสดรับจากการขายสิ นค้า
                         งบกาไรขาดทุน            งบดุล
                รายได้จากการขาย         + ลูกหนี้การค้าที่ลดลง =     เงินสดรับจากการขายสิ นค้า
   -                                      ลูกหนี้การค้าที่เพิมขึ้น =
                                                             ่
                (2) เงินสดรับจากดอกเบี้ยและเงินปั นผล
                                            หน่ วยที่ 6
                                   การบัญชีภาษีอากรสาหรับธุรกิจ
                      ั่
         6.1 ความรู้ ทวไป
         การบัญชีภาษีอากร เป็ นการนารายการทางบัญชี ซึ่ งบันทึกไว้ตามหลักการบัญชีที่รับรองทัวไปมาปรับปรุ ง
                                                                                           ่
เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของประมวลรัษฎากร
เพื่อประโยชน์ในการเสี ยภาษีและในด้านของการเสี ยภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น
                                      ั
         การบัญชีภาษีอากร เป็ นการปฏิบติในการปรับปรุ งกาไรหรื อขาดทุนทางบัญชีดวย   ้

วัตถุประสงค์ การบัญชี ภาษีอากร
                                        ้
        1) คานวณจานวนภาษีอากรที่ตองเรี ยกให้ถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์
        2) เป็ นพื้นฐานสาคัญในการวางแผนภาษีอากร
                       ั            ้
        3) ช่วยให้บริ ษทหรื อห้างหุ นส่ วนนิติบุคคล เตรี ยมความพร้อมต่อการตรวจสอบภาษีอากรของเจ้าหน้าที่รัฐ
        4) เพื่อประโยชน์ในการบริ หารการจัดเก็บภาษีอากร
โดยกาหนดเงื่อนไขในการคานวณภาษีอากรและกาหนดการจัดทาบัญชีพิเศษ

ความแตกต่ างระหว่างการบัญชีกรเงินและการบัญชีภาษีอากร
      1) ค่าสึ กหรอและค่าเสื่ อมราคาทรัพย์สิน
                                                          ั่
      2) ค่าสึ กหรอและค่าเสื่ อมราคาทรัพย์สินประเภทรถยนต์นง
      3) รายได้ประเภทเงินปันผล
      4) ค่ารับรอง
      5) ผลขาดทุนสุ ทธิ ของกิจการ
      6) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับภาษีอากร

การจัดทาบัญชีพิเศษตามประมวลรัษฎากรกร
       1) บัญชีแสดงรายได้หรื อรายรับประจาวัน - บุคคลธรรมดา
       2) บัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่ายและการนาส่ งภาษี - บุคคลธรรมดา หรื อ นิติบุคคล
                                                          ั           ้
       3) บัญชีงบดุล บัญชีทาการและบัญชีกาไรขาดทุน - บริ ษทหรื อห้างหุ นส่ วนนิติบุคคล

                                               ั
        รายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม บุคคลธรรมดา บริ ษทจากัด ห้างหุ ้นส่ วนนิติบุคคลที่ประกอบธุ รกิจ รายรับเกิน
1,800,000 บาท / ปี โดยจัดทารายงานดังนี้
        1) รายงานภาษีอากร
        2) รายงานภาษีซ้ื อ
       3) รายงานสิ นค้าและวัตถุดิบ
       4) รายงานจ่ายอะไหล่โดยไม่คิดมูลค่า (จัดทาเฉพาะการขายสิ นค้าที่รับประกันสิ นค้าที่ขายเท่านั้น)

                                    ้
       รายงานภาษีธุรกิจเฉพาะ ผูประกอบกิจการ (อธิ บดีกรมสรรพกรกาหนด)
ความรับผิดของผู้มีหน้ าที่เสี ยภาษีและบทกาหนดโทษ
       1) ความรับผิดทางแพ่ง
                                                                      ้
              (1.1) เบี้ยปรับ คานวณจากจานวนภาษีจริ งที่ผเู้ สี ยภาษีตองรับผิดชอบ
                 1) ความผิดเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการ                ไม่ถูกต้อง     = 1 เท่า
                                                                        เกินระยะเวลา = 2 เท่า
                 2) ความผิดเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย - 1.5%
                 3) ความผิดเกี่ยวกับการหักภาษีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิม - 2 เท่า หรื อ 1,000 บาท
                                                                         ่
                 4) ความผิดเกี่ยวกับการหักภาษีการออกใบกากับภาษี - 2 เท่า
                       ้
                 5) ผูประกอบการจดทะเบียนมิได้เก็บสาเนาใบกากับภาษีในกรณี ภาษีขายไว้ = 0.2 %
                         ้
                 6) ผูประกอบการจดทะเบียนมิได้เก็บใบกากับภาษี = 0.2 %
                 7) ออกใบกากับภาษีใบเพิ่มหนี้หรื อใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิ ออก = 2 เท่า
                 8) นาใบกากับภาษีปลอมมาใช้ = 2 เท่า
              (1.2) เงินเพิ่ม
                           ื่
                 1) ไม่ยนรายการภายในเวลาที่กาหนด 1.5 %
                 2) ความรับผิดในเงินเพิ่มเกี่ยวกับใบกากับภาษี 1.5%
                 3) กรณี ที่บุคคลใดออกใบกากับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรื อ
ใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิ ที่จะออกตามกฎหมาย 1.5%
                                                   ่
                 4) กรณี นาใบกากับภาษีปลอมไม่วาทั้งหมดหรื อบางส่ วนมาใช้ในการคานวณภาษี 1.5%

       2) ความรับผิดทางอาญา
         2.1) โทษปรับสถานเดียว หรื อมีโทษปรับหรื อจาคุกไม่เกิน 6 เดือน ทั้งจา ทั้งปรับ
                              ้
               1) ความผิดที่ตองระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
                                ้
               2) ความผิดที่ตองระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
                                  ้
               3) ความผิดที่ตองระวางโทษ จาคุกไม่เกิน 1 เดือน หรื อปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรื อทั้งจา ทั้งปรับ
       2.2) ความผิดที่มีโทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือนหรื อปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรื อทั้งจาทั้งปรับ
       2.3) กรณี ความผิดที่มีโทษจาคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท
6.2 การบัญชีภาษีเงินได้ นิติบุคคล

ผู้มีหน้ าทีเ่ สี ยภาษีเงินได้ นิติบุคคล
                     ั               ้                  ั                            ั       ั
             1) บริ ษทหรื อห้างหุ นส่ วนนิ ติบุคคลที่ต้ งขึ้นตามกฎหมายไทย = บริ ษทจากัด,บริ ษทมหาชนจากัด
           ้                   ้
ห้างหุ นส่ วนจากัด ห้างหุ นส่ วนสามัญจดทะเบียน
                       ั               ้                  ั
             2) บริ ษทหรื อห้างหุ นส่ วนนิ ติบุคคลที่ต้ งตามกฎหมายต่างประเทศ (มีแหล่งเงินได้ในประเทศไทย)
                                   ั            ้                    ั
                         2.1) บริ ษทหรื อห้างหุ นส่ วนนิติบุคคลที่ต้ งตามกฎหมายต่างประเทศและกระทากิจการในที่อื่น ๆ
รวมทั้งในประเทศไทย
                         2.2)
       ั                                    ั                                      ้       ้
บริ ษทหรื อห้างหุ ้นส่ วนนิ ติบุคคลที่ต้ งตามกฎหมายต่างประเทศมีลูกจ้างหรื อผูแทนหรื อผูทาการติดต่อในการประก
อบกิจการในประเทศไทย
                         2.3)
         ั                                    ั
บริ ษทหรื อห้างหุ ้นส่ วนนิ ติบุคคลที่ต้ งตามกฎหมายต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินบางประเภทตามมาตรา 40(2) (3) (4) (5) หรื อ (6)
ที่จ่ายจากประเทศไทยหรื อจ่ายในประเทศไทย
                                         ั
             3) มูลนิธิหรื อสมาคมที่ต้ งขึ้นตามกฎหมายไทยหรื อกฎหมายของต่างประเทศที่ประกอบกิจการมีรายได้
             4) กิจการร่ วมค้า

ผู้ไม่ มีหน้ าที่เสี ยภาษีเงินได้ นิติบุคคล
                                    ่
           1) นิติบุคคลที่ไม่อยูในบัญญัติของมาตรา 39
                  ้
           2) ผูที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายอื่น
 -                      เก็บภาษีซอน   ้
 -                      สถานเอกอัครราชทูต สถานทูต สถานกงสุ ลใหญ่ สถานกงสุ ล องค์การสหประชาชาติ
 -                      มูลนิธิ-
                        ่
สมาคมที่รัฐมนตรี วาการกระทรวงการคลังประกาศกาหนดให้เป็ นองค์การหรื อสถานสาธารณกุศล
 -                                      ้
                        กิจการที่ตองเสี ยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม
                                                            หน่ วยที่ 7
                                                       การบัญชี ต้นทุน
ความหมาย วัตถุประสงค์ และขอบข่ ายของการบัญชี ต้นทุน
ความหมาย
            สารสนเทศทางการบัญชีมี 2 ประเภท คือ
 -                                                        ้
                         การบัญชีการเงิน เช่น เจ้าหนี้ ผูลงทุน เป็ นต้น
 -                                                      ้               ้
                         การบัญชีเพื่อการจัดการ เช่น ผูประกอบการหรื อผูบริ หาร
ซึ่ งเป็ นผูที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผน การมอบหมายงานการควบคุมและติดตามผล
            ้

วัตถุประสงค์ ของการบัญชี ต้นทุน
        1) เพื่อใช้ในการคานวณต้นทุนการผลิตสิ นค้าและบริ การ
        2) เพื่อใช้ในการวัดผลกาไรขาดทุนประจางวด
        3) เพื่อใช้ในการวางแผนและควบคุม
        4) เพื่อใช้เป็ นเครื่ องมือในการตัดสิ นใจ
        5) เพื่อใช้ในการประเมินผลการดาเนิ นงานของทรัพยากรต่าง ๆ ความมีประสิ ทธิ ภาพ
ความมีประสิ ทธิผลในการใช้ทรัพยากร

  ้
ผูบริ หารมีหน้าที่สาคัญในธุ รกิจ 4หน้าที่ คือ
         1) การวางแผน
         2) การจัดองค์การ
         3) การควบคุม
         4) การตัดสิ นใจ

ขอบเขตของการบัญชี ต้นทุน
      1) ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริ ง
      2) ต้นทุนโดยประมาณ
      3) ต้นทุนมาตรฐาน
      4) ต้นทุนตามความรับผิดชอบ
      5) ต้นทุนกิจกรรม
ประเภทของต้ นทุน (จาแนกเป็ น 5 ประเภท คือ)
      1) จาแนกเป็ นต้นทุนที่ไม่เกี่ยวกับการผลิตและต้นทุนเกี่ยวกับการผลิต
      2) จาแนกตามระยะเวลา
      3) จาแนกตามพฤติกรรมของต้นทุน
      4) จาแนกตามการควบคุมเพื่อวัดผลการปฏิบติงาน ั
      5) จาแนกเพื่อประโยชน์ในการตัดสิ นใจ

องค์ ประกอบของต้ นทุนการผลิต
          ต้ นทุนการผลิต คือ ต้นทุนหรื อค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสิ นค้าซึ่ งมี 3 องค์ประกอบ คือ
ต้นทุนวัตถุทางตรง ค่าแรงทางตรงและค่าใช้จ่ายการผลิต
          ต้ นทุนขั้นต้ น คือ ต้นทุนสิ นค้าในระดับแรก ซึ่ งประกอบด้วยวัตถุทางตรงและค่าแรงทางตรง
          ต้ นทุนแปลงสภาพ คือ ต้นทุนที่ใช้ในการแปลงสภาพวัตถุทางตรงให้เป็ นสิ นค้าสาเร็ จรู ป ในระดับเบื้องต้น
ต้นทุนแปลงสภาพสาหรับกิจการเล็ก ๆ ที่ไม่มีกระบวนการผลิตมาก ต้นทุนแปลงสภาพ คือ ค่าแรงทางตรง
                                 ้
ในกรณี มีกระบวนการผลิตที่ตองใช้กาลังการผลิตของโรงงาน เครื่ องจักร ต้นทุนแปลงสภาพในระดับต่อมาคือ
ค่าใช้จ่ายการผลิต

การคานวณต้ นทุนการผลิต พิจารณาได้ 2 กรณี ดังนี้
      1) กรณี ไม่มีงานระหว่างทาต้นงวดและปลายงวด

        1. กรณีไม่ มีงานระหว่างทาต้ นงวดและปลายงวด สมการที่ใช้คานวณต้นทุนการผลิตจะเป็ นดังนี้

            ต้นทุนการผลิตสิ นค้าที่ผลิตเสร็ จ = วัตถุทางตรงใช้ไป + ค่าแรงทางตรง + ค่าใช้จ่ายการผลิต

        2. กรณีมีงานระหว่างทาต้ นงวดและปลายงวด สมการที่ใช้คานวณต้นทุนการผลิตจะเป็ นดังนี้

       ต้นทุนการผลิตสิ นค้าที่ผลิตเสร็ จ = วัตถุทางตรงใช้ไป + ค่าแรงทางตรง + ค่าใช้จ่ายการผลิต
                                           + งานระหว่างทาต้นงวด - งานระหว่างทาปลายงวด

การคานวณต้ นทุนขาย
      สมการต้นทุนสิ นค้าขายของกิจการผลิตสิ นค้าอาจแสดงตามสมการดังนี้

   สิ นค้าคงเหลือต้นงวด + ต้นทุนการผลิตสิ นค้าที่ผลิตเสร็ จในงวดนี้ = ต้นทุนขาย + สิ นค้าคงเหลือปลายงวด
                                                     หรื อ
   ต้นทุนขาย = สิ นค้าคงเหลือต้นงวด + ต้นทุนการผลิตสิ นค้าที่ผลิตเสร็ จในงวดนี้ - สิ นค้าคงเหลือปลายงวด
วงจรบัญชี ต้นทุนและงบการเงินของกิจการผลิตสิ นค้ า
ผังบัญชี
  รหัสบั
                 ชื่อบัญชี                                                ความหมาย
   ญชี
 1400        สิ นค้ าคงเหลือ
 1410       สิ นค้าสาเร็ จรู ป      ของที่ทาหรื อผลิตสาเร็ จไว้เพื่อขาย
 1420      สิ นค้าระหว่างทา ของที่ทาหรื อผลิตสาเร็ จบางส่ วน และต้องทาหรื อผลิตเพิ่มเติมก่อนที่จะขายได้
 1430                               ของที่ซ้ื อหรื อได้มาเพื่อใช้เป็ นส่ วนผสมหรื อส่ วนประกอบอันสาคัญในการทาหรื อ
              คุมยอดวัตถุ
                                    ผลิตสิ นค้าสาเร็ จรู ป
 รายได้
 4000        รายได้ จากการขาย
                          ื่
               และรายได้ อน
 4010                           รายได้ที่เกิดจากการขายซึ่ งเป็ นธุ รกิจหลักของกิจการเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินสด
           รายได้จากการขาย
                                สิ ทธิ เรี ยกร้องให้ชาระเงิน หรื อ สิ่ งที่คิดมูลค่าเป็ นเงินได้
 4020      สิ นค้ารับคืนและส่ ว สิ นค้าที่รับคืนจากลูกค้ากรณี ต่าง ๆ เช่น แตก หัก เสี ยหาย
                    นลด         และส่ วนลดจากการขายสิ นค้านั้น
 ต้ นทุน
 5000          ต้นทุนขาย
 5010            ซื้ อวัตถุ         ผลิต: มูลค่าซื้ อวัตถุมาทาการผลิตเพื่อขาย
 5020      สิ นค้าส่ งคืนและส่ วน                               ู้
                                    ส่ งสิ นค้าคืนและส่ วนลดที่ผขายยอมลดให้จากราคาที่กาหนดไว้
                    ลดรับ
 5030      เงินเดือนและค่าแ ผลตอบแทนพนักงานสาหรับการทางานที่ทาหน้าที่ผลิต/ให้บริ การโดยตรง
                    รง
 5031                       เงินที่จ่ายเพิมจากเงินเดือน/ค่าจ้างปกติเนื่ องจากการทางานนอกเหนื อจากเวลาทางา
                                          ่
               ค่าล่วงเวลา
                            นปกติ
 5032          เงินรางวัล   ผลตอบแทนพิเศษที่จ่ายให้พนักงานที่ทาหน้าที่ผลิต/ให้บริ การโดยตรง
 5090      คุมยอดค่าใช้จ่ายการ ค่าใช้จ่ายการผลิต
                 ผลิต
 5091                              ส่ วนหนึ่งของต้นทุนทางอ้อมที่เป็ นค่าวัตถุดิบที่ไม่ได้ใช้ในการผลิตสิ นค้าโดยตรง
                                   วัตถุดิบทางอ้อมไม่ถือเป็ นต้นทุนที่สาคัญของสิ นค้า
              ค่าวัตถุทางอ้อม
                                                 ั
                                   และมักจะไม่ผนแปรไปตามปริ มาณการผลิตสิ นค้าหรื อกิจกรรมการผลิตอย่างมีสา
                                   ระสาคัญ



 509                             ส่ วนหนึ่งของต้นทุนทางอ้อมที่เป็ นค่าแรงงานที่ไม่ได้ใช้ในการผลิตสิ นค้าโดยตรง
 2                               ค่าแรงทางอ้อมไม่ถือเป็ นต้นทุนที่สาคัญของสิ นค้า
           ค่าแรงทางอ้อม
                                                 ั
                                 และมักจะไม่ผนแปรไปตามปริ มาณการผลิตสิ นค้าหรื อกิจกรรมการผลิตอย่างมีสาร
                                 ะสาคัญ
 509 เงินสมทบกองทุนประกันสัง                 ั
                                 เงินที่บริ ษทจ่ายสมทบให้แก่กองทุนประกันสังคมของคนงาน
 3                      คม

 509                           ค่าน้ า ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ที่ใช้ในการดาเนินกิจการในโรงงาน
             ค่าสาธารณูปโภค
 4
 509                           ค่าภาษีโรงเรื อนโรงงาน
              ค่าภาษีโรงเรื อน
 5
 509                           ค่าเสื่ อมราคาเครื่ องจักร อุปกรณ์การผลิตและอาคารโรงงาน
                ค่าเสื่ อมราคา
 6
 509                           ค่าซ่อมแซมในโรงงาน
                ค่าซ่อมแซม
 7
 509                                                       ั
                               เช่น ค่าเบี้ยประกันอัคคีภย โจรกรรมภัย และภัยอื่น
             ค่าเบี้ยประกันภัย
 8                             ที่จ่ายให้แก่ผเู ้ อาประกันภัยในโรงงาน
 509 ค่าใช้จ่ายการผลิตอื่ ค่าใช้จ่ายการผลิตอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น
 9                     นๆ
 ค่ าใช้ จ่ายในการขายและบริหาร และค่ าใช้ จ่ายอืน   ่


การบันทึกบัญชี
บัญชีที่เกี่ยวข้อง ควรมีอย่างน้อย 6 บัญชี ดังนี้
          (1) บัญชีคุมวัตถุ
          (2) บัญชี เงินเดือนและค่าแรง
          (3) บัญชีคุมค่าใช้จ่ายการผลิต
          (4) บัญชีงานระหว่างทา
          (5) บัญชีสินค้าสาเร็ จรู ป
                      ้
          (6) บัญชีตนทุนขาย
        ปัจจัยการผลิตมี 3 ปั จจัย คือ วัตถุทางตรง ค่าแรงงานทางตรงและค่าใช้จ่ายการผลิต

การคิดค่ าใช้ จ่ายการผลิตล่วงหน้ า
            กรณี ที่กิจการมีการผลิตสิ นค้าต้องการตัวเลขเกี่ยวกับต้นทุนเพื่อนาไปตัดสิ นใจด้านต่าง ๆ เช่น
                           ้
การตั้งราคาขายว่าจะคุมทุนหรื อมีกาไรตามที่วางแผนหรื อไม่ การตัดสิ นใจว่าจะผลิตต่อไปหรื อหยุดการผลิต
การตัดสิ นใจว่าจะซื้ อหรื อผลิตเอง เป็ นต้น
          ้                                                                                     ั
การใช้ขอมูลต้นทุนจริ งซึ่ งต้องรอจนถึงวันสิ้ นงวดปิ ดบัญชี จึงจะทราบต้นทุนทั้งหมดทาให้ไม่ทนต่อการตัดสิ นใจ
ค่าใช้จ่ายการผลิตมีลกษณะเดียวกัน คือ
                         ั
จะทราบต้นทุนที่เกิดขึ้นจริ งต้องรอถึงวันสิ้ นงวดเนื่องจากรายการค่าใช้จ่ายการผลิตมีหลายรายการที่ยงไม่ทราบแม้เ
                                                                                                       ั
มื่อสิ้ นงวด เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ า ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เป็ นต้น



        สู ตรในการคานวณอัตราจัดสรรล่วงหน้า คือ
                อัตราค่าใช้จ่ายการผลิต = ประมาณค่าใช้จ่ายการผลิต/ปริ มาณกิจกรรมร่ วม

          ประมาณค่ าใช้ จ่ายการผลิต
กิจการต้องทราบโครงสร้างต้นทุนโดยประมาณซึ่ งมาจากข้อมูลในอดีตและประสบการณ์
ข้อมูลที่ใช้ในการคานวณอัตราจัดสรรล่วงหน้าควรเป็ นข้อมูลรอบบัญชีที่ยาว เช่น ข้อมูลรายเดือน หรื อมากกว่านั้น
    ้
แต่ถาเป็ นข้อมูลระยะสั้น เช่น รายสัปดาห์ หรื อรายวัน
การคานวณอัตราจัดสรรอาจไม่ใกล้เคียงความเป็ นจริ งเพราะระยะเวลาสั้นอาจยังไม่รวมข้อมูลต้นทุนบางรายการ
ทางเลือกที่ดีที่สุด รายเดือนหรื อรายปี และที่ดีที่สุดคือรายปี
เพราะระยะเวลานานสามารถรวบรวมลักษณะของค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าระยะสั้น
                                                                       ั
          ปริ มาณกิจกรรมรวม คือปริ มาณหรื อจานวนเงินที่มีความสัมพันธ์กบค่าใช้จ่ายการผลิตอย่างมีสาระสาคัญ
ได้แก่ ค่าใช้จ่ายการผลิตมีความสัมพันธ์กบ  ั
                   1) หน่วยสิ นค้าที่ผลิต
                   2) ต้นทุนวัตถุดิบทางตรง
                   3) จานวนชัวโมงเครื่ องจักร
                               ่
                   4) จานวนชัวโมงแรงงานทางตรง และ
                                 ่
                   5) ต้นทุนค่าแรงทางตรง
          ดังนั้น ปริ มาณกิจกรรมรวม ถือเป็ นเกณฑ์ในการจัดสรรค่าใช้จ่ายการผลิต

หลักในการพิจารณาเลือกวิธีการคานวณอัตราจัดสรรค่ าใช้ จ่ายการผลิต
       1) อัตราที่เลือกควรง่ายในการคานวณ
       2) ปั จจัยหรื อกิจกรรมที่เลือกควรเป็ นปั จจัยที่ง่ายในการวัดและจัดเก็บข้อมูลในแต่ละงาน
       3) ปั จจัยกิจกรรมที่เลือกสามารถแทนค่าการคานวณค่าใช้จ่ายการผลิตได้ทุกงานที่ผลิต
      4) หลักการคานวณที่เลือกสามารถแทนค่าการคานวณค่าใช้จ่ายการผลิตได้ทุกงานที่ผลิต
      กรณี ที่กิจกรรมมีหลายแผนก
ควรกาหนดอัตราแต่ละแผนกซึ่ งอาจใช้หลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันตามลักษณะการผลิตที่แตกต่าง

งบการเงินของกิจการผลิตสิ นค้ า
       กิจการที่ผลิตสิ นค้าคงเหลือ จะประกอบด้วยสิ นค้า 3 ประเภท คือ
                1) วัตถุคงเหลือ
                2) งานระหว่างทาคงเหลือ
                3) สิ นค้าสาเร็ จรู ปคงเหลือ




ระบบบัญชีต้นทุนและต้ นทุนกิจกรรม
ระบบบัญชี ต้นทุน แบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ
                               ้
           1) ระบบบัญชี ตนทุนงานสั่งทา คือ ระบบที่เก็บข้อมูลต้นทุนวัตถุดิบ
ค่าแรงและค่าใช้จ่ายการผลิตแยกตามแต่ละงานที่ลูกค้าสัง     ่
                           ั                                                           ่ ั
เป็ นระบบต้นทุนที่ใช้กบการผลิตสิ นค้าที่มีหลายชนิดแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันขึ้นอยูกบลักษณะของสิ นค้า เช่น
กิจการขายอสังหาริ มทรัพย์ การรับเหมาก่อสร้าง กิจการรับจ้างผลิตสิ นค้า รับจ้างพิมพ์งาน เป็ นต้น
                                 ้
           2) ระบบบัญชี ตนทุนช่วง คือ ระบบการผลิตสิ นค้าเป็ นจานวนมาก ผ่านกระบวนการผลิตหลายลาดับขั้น
จากการนาวัตถุดิบเข้ากระบวนการผลิตผ่านการผลิตจากแผนกหนึ่งไปยังอีกแผนกหนึ่งจนผลิตเสร็ จ
                             ั
เป็ นระบบต้นทุนที่ใช้กบการผลิตสิ นค้าที่มีการผลิตต่อเนื่องและเป็ นจานวนค่อนข้างมาก
                                         ั
เหมาะสาหรับกิจการผลิตสิ นค้าที่มีลกษณะเหมือน ๆ กันและเป็ นจานวนมากในแต่ละงวด เช่น
สิ นค้าที่ใช้บริ โภคประจาวันในครัวเรื อน การผลิตผ้า สิ่ งทอ เหล้า เบียร์ กระดาษ พลาสติก ฯลฯ
การคานวณต้นทุนต่อหน่วยจาเป็ นต้องนาต้นทุนทั้งหมดเฉลี่ยเป็ นต้นทุนต่อหน่วยที่ผลิตได้
           ขั้นตอนของระบบต้นทุนช่วง แบ่งเป็ น 5 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ
           1. เมื่อเบิกวัตถุ และ /หรื อรับโอนงานระหว่างทาจากแผนกอื่น
           2. เมื่อจ่ายค่าแรง
           3. เมื่อจัดสรรค่าใช้จ่ายการผลิตเข้าการผลิต
           4. เมื่อโอนงานระหว่างทาที่ผลิตเสร็ จให้แผนกอื่นผลิตต่อ หรื อโอนเข้าต้นทุนสิ นค้าสาเร็ จรู ป
           5. เมื่อขายสิ นค้าและบันทึกต้นทุนขาย

การคานวณหน่ วยเทียบเท่ากรณีมีงานระหว่างทาคงเหลือ
           หน่วยเทียบเท่าการผลิต
                                  ั
คือจานวนหน่วยของสิ นค้าที่ยงผลิตไม่เสร็ จและโดยประมาณตามอัตราส่ วนที่เสร็ จเป็ นจานวนหน่วยเทียบเท่าสิ นค้า
ที่ผลิตเสร็ จ ตัวอย่างเช่น มีสินค้าระหว่างผลิตหรื อที่ผลิตยังไม่เสร็ จ 100 หน่วย
                              ่
           กรณีที่ 1 สมมุติวากระบวนการผลิตทยอยป้ อนต้นทุนการผลิตวัตถุ
                                                        ่
ค่าแรงและค่าใช้จ่ายการผลิตในอัตราเดียวกัน สมมุติวาวิศวกรโรงงานให้ขอมูลแก่นกบัญชีวา
                                                                             ้   ั ่
สิ นค้าที่ผลิตยังไม่เสร็ จ 100 หน่วยผลิตเสร็ จไปแล้วร้อยละ 60
                 กรณี น้ ีหน่วยเทียบเท่าการผลิต = 100 ×60% = 60 หน่วย

                              ่                   ั      ั ั
           กรณีที่ 2 สมมุติวากระบวนการผลิตใส่ วตถุใส่ วตถุท้ งหมด ตั้งแต่เริ่ มการผลิต
                                                          ่
ส่ วนค่าแรงและค่าใช้จ่ายการผลิตในอัตราเดียวกัน สมมุติวาวิศวกรโรงงานให้ขอมูลแก่นกบัญชีวา
                                                                                ้      ั ่
สิ นค้าที่ผลิตยังไม่เสร็ จ 100 หน่วยผลิตเสร็ จไปแล้วร้อยละ 60
           กรณี น้ ีหน่วยเทียบเท่าทางการผลิตต้องแยกคานวณ ดังนี้

              หน่วยเทียบเท่าทางการผลิตส่ วนของวัตถุ = 100 × 100% = 100 หน่วย
              หน่วยเทียบเท่าทางการผลิตส่ วนของต้นทุนแปลงสภาพ (ค่าแรงและค่าใช้จ่ายการผลิต)
                                                        = 100 × 60        = 60 หน่วย
                              ่                   ั ั
           กรณีที่ 3 สมมุติวากระบวนการผลิตใส่ วตถุท้ งหมด ตั้งแต่เริ่ มการผลิต
                                                          ่
ส่ วนค่าแรงและค่าใช้จ่ายการผลิตในอัตราเดียวกัน สมมุติวาวิศวกรโรงงานให้ขอมูลแก่นกบัญชีวา
                                                                               ้     ั ่
สิ นค้าที่ผลิตยังไม่เสร็ จ ได้ใช้วตถุไปแล้ว 100% ค่าแรง 60% ค่าใช้จ่ายการผลิต 70%
                                  ั
           กรณี น้ ีหน่วยเทียบเท่าทางการผลิตต้องแยกคานวณ ดังนี้

     หน่วยเทียบเท่าทางการผลิตของงานระหว่างทาที่เป็ นวัตถุ = 100 × 100% = 100 หน่วย
     หน่วยเทียบเท่าทางการผลิตของงานระหว่างทาค่าแรง        = 100 × 60% = 60 หน่วย
     หน่วยเทียบเท่าทางการผลิตของงานระหว่างทาค่าใช้จ่ายการผลิต
                                                          = 100 × 70% = 70 หน่วย
       วิธีการคานวณต้นทุนงานระหว่างทาต้นงวดมารวมกับต้นทุนที่เกิดขึ้นในงวดมี 2วิธี คือ
                        ้
               1. วิธีตนทุนถัวเฉลี่ย
               2. วิธีเข้าก่อนออกก่อน

ต้ นทุนกิจกรรม
ความหมาย
                                                             ั
         ต้นทุนกิจกรรม คือ การวัดค่าต้นทุนและผลการปฏิบติงานที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรไปในกิจกรรมต่าง ๆ
                                                  ้
ของธุ รกิจเพื่อให้บรรลุเป้ าหมายในรู ปของสิ่ งที่ตองการคิดต้นทุน
ต้นทุนกิจกรรมจึงมิใช่ระบบที่ใช้ในการคานวณต้นทุนในการผลิตสิ นค้าเท่านั้น
    ั
แต่ยงเป็ นระบบที่ใช้ในการคานวณต้นทุนตามความรับผิดชอบ โดยจาแนกหน่วยงานตามความรับผิดชอบ
และวัดต้นทุนเฉลี่ยตามกิจกรรมที่รับผิดชอบ

         ี่
คาศัพท์ ทใช้ ในต้ นทุนกิจกรรม
                    ้
        1. ศูนย์ตนทุน
                      ้                          ้
        2. สิ่ งที่ตองการคิดต้นทุนหรื อต้นทุนที่ตองการจะวัด
        3. ตัวผลักดันต้นทุน

ประโยชน์ ของต้ นทุนกิจกรรม
           1. การแบ่งปั นนี้ จะทาให้มีการแบ่งกลุ่มของค่าใช้จ่ายการผลิตมากขึ้น
เพราะเมื่อใช้อตราค่าใช้จ่ายการผลิตเพียง 1 อัตราเปรี ยบเสมือนมีกลุ่มค่าใช้จ่ายการผลิตเพียง 1 กลุ่ม
                ั
เมื่อมีการแยกกิจกรรมออกมา จะทาให้การหาอัตราค่าใช้จ่ายการผลิตละเอียดขึ้นตามกิจกรรมที่ทาให้เกิดต้นทุน
           2. ฐานที่ใช้แบ่งต้นทุนนั้นจะมีหลายฐาน ซึ่ งจะช่วยแบ่งต้นทุนให้แปรไปตามกิจกรรมที่ถูกต้องยิงขึ้น
                                                                                                    ่
             ้
ทาให้ได้ตนทุนผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องและยุติธรรมยิงขึ้น่
           3. ตามความคิดเดิมนั้น ค่าใช้จ่ายการผลิตเป็ นค่าใช้จ่ายทางอ้อม
                                       ่
แต่ที่จริ งแล้วสามารถที่จะติดตามได้วาเป็ นของผลิตภัณฑ์ใด เป็ นจานวนเท่าใด



ข้ อจากัดในการแบ่ งต้ นทุนตามกิจกรรม
          1. การแบ่งปั นค่าใช้จ่ายการผลิต ไม่ควรใช้ปริ มาณเป็ นฐานในการแบ่งเพียงอย่างเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิงสาหรับกลุ่มอานวยความสะดวกและสวัสดิการในการผลิต
                   ่
          2. ถ้ามีค่าใช้จ่ายการผลิตจานวนน้อย
ไม่จาเป็ นต้องใช้ระบบนี้ เพราะจะต้องเสี ยค่าใช้จ่ายในการคิดต้นทุนมาก
ผลประโยชน์ที่ได้รับอาจไม่คุมกับค่าใช้จ่ายที่เสี ยไป
                               ้

                       ่            ้
ประเภทของธุรกิจทีจะใช้ ระบบนีได้ ผลดี
                                               ั
          ธุ รกิจที่จะใช้ระบบนี้ได้ผลดี ต้องมีลกษณะดังนี้
                                                                                ั
          1. มีการผลิตสิ นค้าหลายชนิ ด มีปริ มาณต่างกัน หรื อมีกระบวนการผลิตที่ซบซ้อน ไม่เหมือนกัน
          2. การผลิตสิ นค้าแต่ละชนิ ดมีกิจกรรมต่างกัน
          3. มีการเพิ่มชนิดของผลิตภัณฑ์มากขึ้น
          4. ต้นทุนค่าใช้จ่ายการผลิตมีจานวนสู งและมีแนวโน้มจะสู งขึ้น
          5.
ฝ่ ายบริ หารหรื อฝ่ ายการตลาดไม่ค่อยสนใจเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตที่ใช้ระบบเดินมาใช้ประกอบการตัดสิ นใจตั้งราค
าเพราะไม่มีความเชื่ อถือ
          6. เทคนิคในการผลิตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
                                                   หน่ วยที่ 8
                                          ั่                      ่
                                 ความรู้ ทวไปเกี่ยวกับการบัญชี เพือการจัดการ
ความหมาย
         กระบวนการของการจัดทาข้อมูลเสนอต่อฝ่ ายบริ หารระดับต่างๆ
                                                                 ่
เพื่อใช้ในการตัดสิ นใจในการบริ หารงานของกิจการ จึงมีความยึดหยุนกว่าบัญชีการเงิน
จัดการข้อมูลที่เป็ นประโยชน์ต่อการตัดสิ นใจมีรายละเอียดเชิงลึก ไม่เปิ ดเผยต่อบุคคลภายนอก

ข้ อแตกต่ างของบัญชีการเงิน โดยมีประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
        1) การมุ่งเน้นอนาคต
        2) ความเกี่ยวข้องกับข้อมูล
        3) คุณภาพของข้อมูล
        4) ส่ วนงานขององค์กร
        5) หลักการบัญชีที่รับรองทัวไป
                                   ่
                    ั
        6) การปฏิบติตามข้อบังคับตามกฎหมาย
                      ่
หน้ าที่ของการบัญชีเพือการจัดการ
                             ้
         1) การวางแผน ให้ขอมูลจัดทาแผนระยะสั้นและระยะยาว
                               ้        ้
         2) การสังการ ให้ขอมูลเพื่อกระตุนจูงใจและชี้นาให้มีการทางานตามแผนที่กาหนด
                 ่
                                          ั
         3) การควบคุม รายงานผลการปฏิบติงาน และการเปรี ยบเทียบกับแผนที่วางไว้

แนวคิดและทฤษฏี
       1) การกระจายอานาจ                  จัดโครงสร้างแบบการแบ่งงานกันทาและมอบหมายหน้าที่
       2) การบริ หารแบบลีน                มุ่งลดความสิ้ นเปลือง เพื่อให้มีผลงานที่มีคุณภาพ - ต้นทุนต่า
                  ้
       3) ทฤษฏีขอจากัด                    เป็ นการจัดการความซับซ้อนหรื อข้อจากัดที่เป็ นคอขวด ให้สามารถ
                                          ดาเนินงานได้ง่าย และมีประสิ ทธิ ภาพ
        4) การจัดการคุณภาพโดยรวม (TQM) มุ่งเน้นให้ความสาคัญสู งสุ ดต่อลูกค้า โดยมีความร่ วมมือของ
                                          บุคลากรทัวทั้งองค์กร
                                                     ่
        5) แนวคิดและทฤษฏีอื่น
               5.1) การเปรี ยบเทียบกับต้นแบบที่เป็ นเลิศ (Bench mark)
                                                                     ั
               กระบวนการวัดและเปรี ยบเทียบผลผลิตและวิธีปฏิบติขององค์กรเองกับองค์กรอื่น ที่ถือว่าประสบ
               ผลสาเร็ จ โดยมี 4 กระบวนการที่สาคัญ คือ
  -                       การวางแผน
  -                                     ้
                          การวิเคราะห์ขอมูล
  -                       การสื่ อสารและตั้งเป้ าหมาย
  -                                ั
                          การปฏิบติงาน
การวัดผลงานแบบดุลยภาพ (BSC) (เครื่องวัดตามวิธีสี่มุมมอง,หลักมิติสมดุล)
        การวัดผลการดาเนิ นงานของธุ รกิจในด้านต่าง ๆ 4 ด้าน โดยต้องสมดุล,สอดคล้อง กับวิสัยทัศน์
พันธกิจและกลยุทธ์ โดยมี 4 ด้าน คือ
               1) ด้านการเงิน
               2) ด้านลูกค้า
               3) ด้านกระบวนการภายใน
               4) ด้านการเรี ยนรู้และเจริ ญเติบโต

ระบบทันเวลาพอดี (JIT)
      การจัดระบบการบริ หารให้มีความสามารถ ดังนี้
 -             ทาสิ่ งที่ลูกค้าต้องการ
 -             ทันเวลาต้องการ
 -             ผลิตในจานวนที่ลูกค้าต้องการ

ซิกส์ ซิกม่ า (Six Sigma)
        เป็ นการประยุกต์ความรู้ทางสถิติมาปรับปรุ งการดาเนินงาน และลดของเสี ย มี 5 กระบวนการเรี ยกว่า
DMAIC
        1) การกาหนดปั ญหา (D)
        2 การวัด (M)
        3) การวิเคราะห์ (A)
        4) การปรับปรุ ง (I)
        5) การควบคุม (C)

          ่
ต้ นทุนเพือการจัดการเชิ งกลยุทธ์
         การจัดการเชิงกลยุทธ์ เป็ นแนวทางในการนาธุ รกิจไปสู่ ความสาเร็ จ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
โดยมีเป้ าหมายระยะยาว เพื่อสร้างความได้เปรี ยบทางการแข่งขัน โดยมุ่งให้เกิดประสิ ทธิ ภาพและประสิ ทธิ ผล
สามารถสนองต่อความต้องการของผูมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการ
                                    ้

ระดับของการจัดการเชิงกลยุทธ์
1) ระดับบริหาร                                          ความสาคัญของการจัดการเชิ งกลยุทธ์ ต่อองค์ กร
        1.1 กลยุทธ์คงที่                                1) มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน
        1.2 กลยุทธ์เจริ ญเติบโต                                          ั
                                                        2) มีแผนงานที่ชดเจน
                       ั
        1.3 กลยุทธ์ตดทอน                                3) การได้เปรี ยบทางการแข่งขัน
        1.4 กลยุทธ์ฟ้ื นฟู                              4) เน้นประสิ ทธิภาพและประสิ ทธิผล
                                                        5) คานึงถึงผูมีส่วนเกี่ยวข้อง
                                                                      ้
2) ระดับธุรกิจ                                          กระบวนการของการจัดการเชิ งกลยุทธ์
        2.1 กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง                     1) วิเคราะห์สภาพแวดล้อม (วิเคราะห์ SWOT)
                    ู้
        2.2 กลยุทธ์ผนาด้านต้นทุน                        2) วางแผนกลยุทธ์
        2.3 กลยุทธ์การตอบสนองอย่างรวดเร็ ว              3) ดาเนินการตามกลยุทธ์
                                                        4) ควบคุมกลยุทธ์

3) ระดับหน้ าที่
        3.1 การตลาด
        3.2 การผลิต
        3.3 การจัดการทรัพยากรมนุษย์

กลยุทธ์ ต่าง ๆ มีดังนี้
1) การจัดจ้ างภายนอกกิจการ
                        ู้
         การจ้างให้ผอื่นผลิตหรื อดาเนินการแทน
                                                 ู้
โดยมีการโอนความเป็ นเจ้าของในกระบวนการทางานไปให้ผรับจ้าง เพื่อทางานแทน
                                                          ั
การทา คืองานด้านการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) โดยมีสาเหตุดงนี้
      (1) การได้ใช้เวลามุ่งเน้นกับธุ รกิจหลัก
      (2) ความยากในการบริ หารบุคลากรที่มีความชานาญเฉพาะ
      (3) การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ
      (4) การมุ่งลดต้นทุน
      (5) การก้าวทันเทคโนโลยี
      (6) การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ขั้นตอนการทา Outsourcing
       (1) การตัดสิ นใจที่จะ Outsourcing
                          ้
       (2) การคัดเลือกผูรับจ้าง
       (3) การทาสัญญาจ้าง
       (4) การโยกย้ายบุคลากร
                      ั
       (5) การปฏิบติตามสัญญา
       (6) การสิ้ นสุ ดสัญญาและการต่อสัญญา

ข้ อควรพิจารณาในการจัดจ้ างจากภายนอกกิจการ
        (1) โอกาสในการเรี ยนรู้จากการผลิตหรื อดาเนินการเอง
        (2) การเป็ นมาตรการสุ ดท้ายหลังจากที่มีการปรับปรุ งงานของกิจการแล้ว
        (3) ความผูกพันในระยะยาว
                                                      ้่
        (4) ผลกระทบกับบุคลากรที่มีอยูเ่ ดิมของกิจการผูวาจ้าง
        (5) การสู ญเสี ยความเป็ นอิสระ
        (6) กระบวนการทางาน
        (7) ข้อควรระวังเกี่ยวกับความลับทางการค้า
        (8) ระดับการให้บริ การตามสัญญา
        (9) ธุ รกิจระหว่างประเทศ
        (10) ตรวจสอบคุณภาพงาน

                         ิ
2) ต้ นทุนตามวงจรชี วต (LCC)
                                                          ิ
         ต้นทุนที่เกิดขึ้นตามลาดับของกิจการหรื อตามวงจรชีวตผลิตภัณฑ์ มี 2 ลักษณะดังนี้
         1. วงจรชีวิตตามลาดับกิจกรรม
                  (1.1) กิจกรรมต้นน้ า เกิดก่อนการผลิต สิ นค้า ได้แก่
  -                             ั
                             วิจยและพัฒนา
  -                          การออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการ
                (1.2) กิจกรรมการผลิตสิ นค้า ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง = วัตถุทางตรง
ค่าแรงงานทางตรงและค่าใช้จ่ายการผลิต
                (1.3) กิจกรรมปลายน้ า เป็ นกิจกรรมที่เกิดขึ้นหลังการผลิตสิ นค้าแล้ว
  -                         การจัดจาหน่ายและการจัดส่ งสิ นค้า
  -                         การบริ การหลังการขาย
        2. ต้นทุนตามวงจรผลิตภัณฑ์
                (2.1) ขั้นแนะนา
                (2.2) ขั้นเจริ ญเติบโต
                (2.3) ขั้นอิ่มตัว
                (2.4) ขั้นตกต่า
        3. ต้นทุนตามเป้ าหมาย = ราคาตามเป้ าหมาย - กาไรที่ตองการ้
                (3.1) การกาหนดราคาตามสภาพตลาด
                (3.2) การกาหนดราคาตามต้นทุน

ความสาคัญของต้ นทุนตามเปาหมาย้
      1) เป็ นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
      2) มุ่งเน้นความต้องการของลูกค้า
      3) มุ่งสู่ การปรับปรุ ง การดาเนินงานอย่างเป็ นระบบและต่อเนื่ อง
      4) มุ่งสู่ การลดต้นทุนตามวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์



        4. ต้นทุนคุณภาพ (COQ)
        ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพื่อผลิตสิ นค้าหรื อบริ การให้มีคุณภาพตามที่กาหนด
                   ้
        คุณภาพที่ตองนามาพิจารณา มีดงนี้   ั
        1) คุณภาพของการออกแบบ
        2) คุณภาพของการผลิต
        3) คุณภาพในการใช้งาน
        4) คุณภาพของการบริ การหลังการขาย

ต้นทุนของคุณภาพมีหลายประเภท ดังนี้
       1) ต้นทุนในการป้ องกัน      ป้ องกันการเกิดของเสี ย เพื่อมันใจว่าสิ นค้ามีคุณภาพตามที่กาหนด
                                                                  ่
       2) ต้นทุนในการประเมิน       ต้นทุนที่ใช้ในการตรวจสอบและวัดคุณภาพของสิ นค้าและบริ การ
       3) ต้นทุนของความล้มเหลว     สิ นค้าไม่ตรงตามความต้องการของลูกค้า
                                               หน่ วยที่ 9
                                     การวิเคราะห์ ต้นทุน ปริมาณ กาไร
ความสาคัญ
                     ้
       การวิเคราะห์ตนทุน ปริ มาณ กาไร มีความสาคัญต่อกิจการ คือ
                                     ้
กิจการสามารถใช้เป็ นเครื่ องมือช่วยผูบริ หารในการวางแผนและตัดสิ นใจทางธุ รกิจได้หลายประการ เช่น
การกาหนดกลยุทธ์ทางการตลาด การวางแผนกาไร การกาหนดโครงสร้างต้นทุนเป็ นต้น

พฤติกรรมต้ นทุน และกาไรส่ วนเกิน
การจาแนกต้นทุนในลักษณะพฤติกรรมต้นทุน แบ่งต้นทุนออกเป็ น 3 ประเภท
       1) ต้นทุนผันแปร         = วัตถุทางตรง, ค่าแรงทางตรง
       2) ต้นทุนคงที่          = ค่าเช่าอาคาร, ค่าเสื่ อมราคา, ค่าภาษี, เงินเดือนพนักงาน
       3) ต้นทุนผสม (ต้นทุนกึ่งผันแปร)          = ค่าตอบแทนพนักงานขาย,ค่านายหน้าการขาย
                                           Y = ต้นทุนผสม หรื อต้นทุนรวม
         Y = a+bx
                                               A =ต้นทุนคงที่ ,b = อัตราต้นทุนผันแปร
                                                                                   ั
                                               X =ปริ มาณกิจกรรมที่มีความสัมพันธ์กบต้นทุนผันแปร เช่น
                                                     ปริ มาณการขาย,ปริ มาณการผลิต
การวิเคราะห์พฤติกรรมต้นทุน วิธีสูงสุ ด - ต่าสุ ด
วิธีทา
        1) เลือกกิจกรรมสู งสุ ด – ต่าสุ ด พร้อมต้นทุนรวม
        2) คานวณหาอัตราต้นทุนผันแปร / 1 หน่วยกิจกรรม (ค่า b) จากสู ตร ดังนี้
                                               ผลต่างต้นทุนรวม ณ กิจกรรมสู งสุ ด – ต่าสุ ด
                อัตราต้นทุนผันแปร (b) =
                                                    ผลต่างของกิจกรรมสู งสุ ด - ต่าสุ ด


        3) คานวณหาต้นทุนคงที่ (a) โดยแทนค่าอัตราต้นทุนผันแปรในต้นทุนรวม ณ ระดับกิจกรรมใดก็ได้

                             ต้นทุนคงที่ = ต้นทุนรวม - ต้นทุนผันแปร

         ช่วงที่เกี่ยวข้อง = การวิเคราะห์พฤติกรรมต้นทุนในช่วงของระดับกิจกรรมหนึ่ง ๆ
ที่กิจการคาดว่าจะดาเนิ นงาน ซึ่ งเป็ นระดับที่ไม่ทาให้การใช้ปัจจัยการผลิตคงที่ของกิจการต้องเปลี่ยนแปลงไป

กาไรส่ วนเกิน = “ส่ วนของรายได้ ทเี่ หลือหลังจากหักต้ นทุนผันแปร”
กาไรส่ วนเกินจะแสดงถึงจานวนเงินที่จะไปชดเชยต้นทุนคงที่ ถ้ากิจการมีกาไรส่ วนเกินสู งกว่าต้นทุนคงที่
ผลต่างที่เหลือก็จะเป็ นกาไรของกิจการ
ในทางตรงข้ามถ้ากิจการมีกาไรส่ วนเกินไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนคงที่ส่วนที่ขาดก็จะเป็ นผลขาดทุนของกิจการ
         1) กาไรส่ วนเกินต่อหน่วย
                 กาไรส่ วนเกินต่อหน่วย = ราคาขายต่อหน่วย - ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย
         2) กาไรส่ วนเกินรวม ทาได้ 2 วิธี
                 (2.1) ราคาขายรวม - ต้นทุนผันแปรรวม
                 (2.2) กาไรส่ วนเกินต่อหน่วย × ปริ มาณขาย
         3) อัตรากาไรส่ วนเกิน =            กาไรส่ วนเกิน
                                              ยอดขาย
                 (3.1) อัตรากาไรส่ วนเกิน           =     กาไรส่ วนเกินต่อหน่วย
                                                             ราคาขายต่อหน่วย
                 (3.2) อัตรากาไรส่ วนเกิน           =     กาไรส่ วนเกินรวม
                                                              ยอดขายรวม
                                          ้
         งบกาไรขาดทุนกับการวิเคราะห์ตนทุน ปริ มาณกาไร แบ่งได้ 2 รู ปแบบ
                            ั                                     ้ ้
        1) งบกาไรขาดทุนที่จดทาขึ้นเพื่อเสนอต่อบุคคลภายนอก (ผูถือหุน)
               เป็ นงบกาไรขาดทุนที่จาแนกต้นทุนตามหน้าที่ (การผลิต,การขาย,การบริ หาร)
                              ั                         ้
        2) งบกาไรขาดทุนที่จดทาขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายผูบริ หาร
               งบกาไรขาดทุนวิธีกาไรส่ วนเกิน โดยมีตนทุน 2 กลุ่ม (1) ต้นทุนผันแปร (2) ต้นทุนคงที่
                                                     ้
                                                                                  ้
               เพื่อแสดงให้เห็นถึงกาไรส่ วนเกิน โดยอาจเรี ยกว่า “งบกาไรขาดทุนวิธีตนทุนผันแปร”
                         ้
สมมุติฐานในการวิเคราะห์ตนทุน ปริ มาณ กาไร (มีสมมุติฐานที่สาคัญดังนี้)
        มีขอสมมุติฐานให้ราคาขายต่อหน่วย ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย และต้นทุนคงที่รวมมีค่าคงที่
           ้



การวิเคราะห์ จุดคุ้มทุน
             ้
        จุดคุมทุน (Break-Even Point)
                  ระดับปริ มาณขายหรื อระดับการขายที่รายได้เท่ากับต้นทุนพอดี หรื อจุดไม่มีกาไรและไม่ขาดทุน
หรื อกาไร = 0 มี 3 วิธี
                           ิ
        1) การวิเคราะห์ วธีสมการ
                  (1.1) ยอดขาย – ต้นทุน = กาไร
                  (1.2) ยอดขาย – ต้นทุนผันแปร – ต้นทุนคงที่ =กาไร
                  (1.3) (ราคาขาย × ปริ มาณขาย) – (ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย × ปริ มาณขาย) - ต้นทุนคงที่ = กาไร
                                       ้
        การคานวณหายอดขาย ณ จุดคุมทุน (จานวนเงิน)
                         ้                                ้
        ยอดขาย ณ จุดคุมทุน (บาท) = ปริ มาณขาย ณ จุดคุมทุน (หน่วย) × ราคาขายต่อหน่วย
                ้                              ้
        ณ จุดคุมทุน (หน่วย) = ยอดขาย ณ จุดคุมทุน (บาท)
                                                 ราคาขายต่อหน่วย
                             ิ
        2) การวิเคราะห์ วธีกาไรส่ วนเกิน
                               ้
        ปริ มาณขาย ณ จุดคุมทุน (หน่วย) =             ต้นทุนคงที่
                                                 กาไรส่ วนเกินต่อหน่วย

                      ้
        ยอดขาย ณ จุดคุมทุน (บาท)        = ต้นทุนคงที่
                                         อัตรากาไรส่ วนเกิน

                         ิ
        3) การวิเคราะห์ วธีกราฟ
               (1) กาหนดแกน x =ปริ มาณขาย, y = จานวนเงิน
               (2) ลากเส้นต้นทุนคงที่
               (3) ลากเส้นต้นทุนรวม
               (4) ลากเส้นรายได้รวม
        กราฟ cvp จะทาให้ทราบข้อมูลต่าง ๆ
                        ้
                1) จุดคุมทุน
                2) กาไร (ขาดทุน) ณ ระดับปริ มาณขายต่าง ๆ

การวิเคราะห์ จุดคุ้มทุน (กรณีขายผลิตภัณฑ์ หลายชนิด)
                               ้
        ปริ มาณขายรวม ณ จุดคุมทุน (หน่วย) =             ต้นทุนคงที่รวม
                                                กาไรส่ วนเกินถัวเฉลี่ยต่อหน่วย
                          ้
        ยอดขายรวม จุดคุมทุน (บาท)            =          ต้นทุนคงที่รวม
                                                อัตรากาไรส่ วนเกินถัวเฉลี่ย
        อัตรากาไรส่ วนเกินถัวเฉลี่ย          = กาไรส่ วนเกินถัวเฉลี่ยต่อหน่วย
                                                   ราคาขายถัวเฉลี่ยต่อหน่วย

            ่
ส่ วนเกินทีปลอดภัย
                                                                      ้
         คือปริ มาณที่ขายจริ ง ในส่ วนที่เกินกว่าปริ มาณที่ขาย ณ จุดคุมทุน
สู ตร
         ส่ วนเกินที่ปลอดภัย (หน่วย)                                                               ้
                                             = ปริ มาณขายจริ ง (หรื องบประมาณ) – ปริ มาณขาย ณ จุดคุมทุน
                                    (บาท) = ยอดขายจริ ง (หรื องบประมาณ) – ยอดขาย ณ จุดคุมทุน้
         อัตราส่ วนเกินที่ปลอดภัย (%) =               ส่ วนเกินที่ปลอดภัย (หน่วย)
                                               ปริ มาณขายจริ ง (หรื องบประมาณ) (หน่วย)
                  หรื อ                      =        ส่ วนเกินที่ปลอดภัย (บาท)
                                                 ยอดขายจริ ง (หรื องบประมาณ) (บาท)

                                   ่
การวิเคราะห์ ต้นทุน ปริมาณ กาไร เพือการวางแผนกาไรและการตัดสิ นใจ
1. การวางแผนกาไร มี 2 กรณี
        1.1 กาไรก่อนภาษี
สู ตร            กาไร = (ราคาขาย × ปริ มาณขาย) – (ต้นทุนผันแปร/หน่วย × ปริ มาณขาย) - ต้นทุนคงที่
                 กาไร = ยอดขาย – ต้นทุนผันแปร - ต้นทุนคงที่
                 ยอดขาย = ปริ มาณขาย × ราคาต่อหน่วย
        1.2 กรณี กาหนดเป็ นกาไรสุ ทธิ หรื อกาไรหลังหักภาษี
                 กาไรก่อนภาษี =           กาไรสุ ทธิ หรื อกาไรหลังหักภาษี
                                                  1 - อัตราภาษี

2. การวางแผนกาไรวิธีกาไรส่ วนเกิน
       2.1 กรณี กาหนดเป็ นกาไรก่อนภาษี
                                           ้
              ปริ มาณขายเพื่อให้ได้กาไรที่ตองการ (หน่วย)          =        ต้นทุนคงที่ + กาไรก่อนภาษี
                                                                              กาไรส่ วนเกินต่อหน่วย
                                         ้
                ยอดขายเพื่อให้ได้กาไรที่ตองการ (บาท)              =        ต้นทุนคงที่ + กาไรก่อนภาษี
                                                                                อัตรากาไรส่ วนเกิน
        2.2 กรณี กาหนดเป็ นกาไรสุ ทธิ หรื อกาไรหลังหักภาษี
                                             ้
               ปริ มาณขายเพื่อให้ได้กาไรที่ตองการ (หน่วย)        = ต้นทุนคงที่ + กาไรสุ ทธิ
                                                                                   1 - อัตราภาษี
                                                                         กาไรส่ วนเกินต่อหน่วย
                                         ้
                ยอดขายเพื่อให้ได้กาไรที่ตองการ (บาท)             = ต้นทุนคงที่ + กาไรสุ ทธิ
                                                                                   1 - อัตราภาษี
                                                                         อัตรากาไรส่ วนเกิน

การตัดสิ นใจทางการตลาด
                                   ้
         การวิเคราะห์ CVP ยังช่วยผูบริ หารตัดสิ นใจทางการตลาดได้
                 1) การตัดสิ นใจเปลี่ยนแปลงงบค่าโฆษณา
                 2) การตัดสิ นใจเปลี่ยนแปลงราคาขาย
                 3) การตัดสิ นใจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างค่าตอบแทนพนักงานขาย

การเลือกโครงสร้ างต้ นทุน
        1. ผลกระทบของโครงสร้างต้นทุนที่มีต่อกาไร
                 โครงสร้างต้นทุน สัดส่ วนระหว่างต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรของกิจการ มีความสาคัญมาก
เพราะถือว่าเป็ นการตัดสิ นใจเชิงกลยุทธ์


สรุ ป
          กิจการที่มีโครงสร้างต้นทุนที่มีสัดส่ วนต้นทุนคงที่สูงกว่ากาไรจะเปลี่ยนแปลงมากกว่าเมื่อยอดขายมีการเป
ลี่ยนแปลง
          กิจการที่มีโครงสร้างต้นทุนที่มีสัดส่ วนต้นทุนคงที่สูง ต้นทุนผันแปรต่า
ซึ่ งจะมีผลทาให้มีอตรากาไรส่ วนเกินสู งนั้นจะมีค่า Operating Leverage
                     ั
สู งกว่ากิจการที่มีโครงสร้างต้นทุนที่มีสัดส่ วนต้นทุนคงที่ต่ากว่า

                  DOL =               กาไรส่ วนเกิน
                                                                 ถ้า DOL สู ง        เสี่ ยงมากขึ้น
                                  กาไรจากการดาเนินงาน
      2. ผลกระทบของโครงสร้างต้นทุนที่มีต่อจุดคุมทุนและส่ วนเกินที่ปลอดภัย
                                                ้
                                                                         ่ ั
             การตัดสิ นใจเลือกโครงสร้างต้นทุนว่าควรจะเลือกแบบใดจึงขึ้นอยูกบการคาดการณ์แนวโน้ม
ภาวะยอดขายในอนาคต และการยอมรับความเสี่ ยงที่จะขาดทุนหากยอดขายตกต่า
                                                หน่ วยที่ 10
                                            การจัดทางบประมาณ
วัตถุประสงค์
        1) ใช้เป็ นเครื่ องมือในการวางแผน
        2) เพื่อการประสานงาน
        3) เพื่อให้เกิดแรงจูงใจ
        4) ใช้เป็ นเครื่ องมือในการควบคุม

       งบประมาณ เป็ นรายงานเกี่ยวกับตัวเลข ซึ่ งอาจจะเป็ นปริ มาณหรื อจานวนเงินก็ได้
                                      ้
ที่กาหนดเป้ าหมายของระดับกิจกรรมที่ตองการ โดยจัดทาขึ้นเป็ นแผนงานอย่างมีลายลักษณ์อกษรั
                แผนรายสั้น(หลัก) = มี 4 ไตรมาส 3 เดือน , 6 เดือน , 10 เดือน ,1 ปี
                แผนระยะยาว = 3-10 ปี
                                                             การขาย
                                                             การผลิต
                                                          ต้นทุนการผลิต
              แผนระยะสั้น งบประมาณดาเนินงาน


                                                         ลงทุน
                            งบประมาณการเงิน
                                                         เงินสด
                                                       โดยประมา
       การเตรียมการจัดทางบประมาณ  เพื่อให้ประสบผลสาเร็ จ ณ
                1) การประชุมวางแผนงบประมาณ
                2) การกาหนดความรับผิดชอบในการจัดทางบประมาณ
                3) การจัดทาคู่มืองบประมาณ
       ลาดับขั้นในการจัดทางบประมาณหลัก
          กิจการบริ การ                    กิจการพาณิ ชยกรรม         กิจการอุตสาหกรรม
 1. งบประมาณรายได้ค่าบริ การ         1. งบประมาณขาย            1. งบประมาณขาย
 2. งบประมาณต้นทุนการให้บริ การ 2. งบประมาณซื้ อ               2. งบประมาณผลิต
                                                               3.
               -                              -
                                                               งบประมาณเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต
               -                3. งบประมาณต้นทุนขาย           4. งบประมาณต้นทุนขาย
 3.                             4.                             5.
 งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดาเนินง งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดาเนินง งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดาเนินง
 าน                             าน                             าน
 4. งบกาไรขาดทุนโดยประมาณ       5. งบกาไรขาดทุนโดยประมาณ       6. งบกาไรขาดทุนโดยประมาณ

ความสั มพันธ์ ของงบประมาณหลักในกิจการอุตสาหกรรม
        1) งบประมาณขาย
        2) งบประมาณการผลิต
        3) งบประมาณเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต
        4) งบประมาณต้นทุนขาย
        5) งบประมาณลงทุน
        6) งบกาไรขาดทุนโดยประมาณ
        7) งบกระแสเงินสด
        8) งบดุลโดยประมาณ

งบประมาณดาเนินงาน
        1) งบประมาณดาเนินงาน แสดงถึงปริ มาณและจานวนเงินของรายได้
โดยมีปัจจัยต้องใช้ในการพยากรณ์ยอดขาย
 -                               ้
                  ปัจจัยภายใน ผูบริ หารกิจการควบคุมได้ นโยบายการตลาด การขาดแคลนเงินทุน
       การกาหนดราคาขาย และการใช้ดุลยพินิจของผูพยากรณ์    ้
 -                ปัจจัยภายนอก ผูบริ หารควบคุมไม่ได้ ภาวะเงินเฟ้ อ กาลังซื้ อขายของผูบริ โภค คู่แข่งขัน
                                   ้                                                     ้
เหตุการณ์ทางการเมือง ความไม่สงบของบ้านเมือง
                งบประมาณการขาย
       เป็ นรายงานเกี่ยวกับปริ มาณการรายได้ท้ งหมดที่เกิดขึ้นจากการขายสิ นค้าหรื อให้บริ การ ดังนั้นจึงแสดง
                                              ั
       จานวนจาหน่าย ราคาขายต่อหน่วย             ยอดขาย

สู ตร   ยอดขาย (บาท) = ปริ มาณขาย (หน่วย) × ราคาขายต่อหน่วย (บาท)

                                ้ั
        2) งบประมาณการผลิต ผูจดการฝ่ ายผลิตต้องวางแผนในเรื่ องต่าง ๆ ต่อไปนี้
              (1) กระบวนการผลิต
                        ั
              (2) ที่ต้ งและการวางผังโรงงาน
              (3) งบประมาณลงทุนในสิ นทรัพย์ถาวร
              (4) กาลังการผลิต
              (5) องค์ประกอบและสรุ ปต้นทุนการผลิต

สู ตร   ปริ มาณการผลิต = ปริ มาณขาย + ปริ มาณสิ นค้าคงเหลือปลายงวด - ปริ มาณสิ นค้าคงเหลือต้นงวด




งบประมาณเกียวกับต้ นทุนการผลิต ประกอบด้วย
           ่
      1) งบประมาณวัตถุทางตรง
      2) งบประมาณค่าแรงทางตรง
      3) งบประมาณค่าใช้จ่ายการผลิต จาแนกตามพฤติกรรม
 -             ค่าใช้จ่ายการผลิตผันแปร
 -             ค่าใช้จ่ายการผลิตคงที่
      4) งบประมาณต้นทุนการผลิต

สู ตร
        (1) ปริ มาณวัตถุทางตรงที่ใช้ (หน่วย) = ปริ มาณการผลิต × อัตราการใช้
        (2) ต้นทุนวัตถุทางตรงที่ใช้ (บาท) = ปริ มาณวัตถุทางตรงที่ใช้ × ราคาต่อหน่วย
        (3) ปริ มาณซื้ อวัตถุทางตรง = ปริ มาณวัตถุทางตรงที่ใช้ + วัตถุทางตรงปลายงวด - วัตถุทางตรงต้นงวด
        (4) ต้นทุนซื้ อวัตถุทางตรง = ปริ มาณซื้ อวัตถุทางตรง × ราคาต่อหน่วย
        (5) ต้นทุนค่าแรงทางตรง = ปริ มาณผลิต × เวลาที่ใช้ในการผลิตสิ นค้า 1 หน่วย × อัตราค่าแรง
        (6) ต้นทุนการผลิต = ต้นทุนวัตถุทางตรงที่ใช้ + ต้นทุนค่าแรงทางตรง + ค่าใช้จ่ายการผลิต

งบประมาณต้ นทุนขาย
สู ตร ต้นทุนขาย = สิ นค้าสาเร็ จรู ปต้นงวด + ต้นทุนการผลิตสิ นค้าสาเร็ จรู ประหว่างงวด -
สิ นค้าสาเร็ จรู ปปลายงวด

ค่าใช้จ่ายในการดาเนิ นงาน มี 2 ชนิด
          1) ค่ าใช้ จ่ายในการขาย
 -                      ผันแปร = ค่านายหน้า ค่าขนส่ ง ค่าโฆษณา สิ นค้าตัวอย่างแจกฟรี
 -                      คงที่ =     เงินเดือน
          2) ค่ าใช้ จ่ายในการบริหาร เพื่อการบริ หารโดยรวม

งบกาไรขาดทุนโดยประมาณ
       แสดงให้เห็นถึงเป้ าหมายของกาไรในงวดบัญชีต่อไป
เพราะให้ขอมูลเกี่ยวกับรายได้และค่าใช้จ่ายที่ได้จากงบประมาณต่าง ๆ
         ้

งบประมาณการเงิน
1. งบประมาณลงทุน (งบประมาณรายจ่ ายฝ่ ายทุน)
                           ั
          เป็ นงบประมาณที่จดสรรไว้ เพื่อเป็ นรายจ่ายในการจัดหาสิ นทรัพย์ถาวร
ซึ่ งคาดว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ในอนาคตเกินกว่า 1 ปี ขึ้นไป



2. งบประมาณเงินสด
       เป็ นรายงานที่แสดงประมาณการจานวนเงินสดรับและจ่ายสาหรับช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ
ตลอดจนเงินสดคงเหลือ จานวนเงินสดเกิน (ขาด) และการจัดการเงินสดเกิน (ขาด)

3. งบดุลโดยประมาณ
                ู้
        ช่วยให้ผบริ หารทราบฐานะทางการเงินโดยประมาณ ณ วันสิ้ นงวดงบประมาณ
โดยให้ขอมูลเกี่ยวกับประมาณการสิ นทรัพย์ หนี้สิน และส่ วนของเจ้าของในอนาคตของกิจการ
        ้
                                              หน่ วยที่ 11
                                        การวิเคราะห์ งบการเงิน
ความหมายของการวิเคราะห์ งบการเงิน
           การวิเคราะห์งบการเงิน คือ
เครื่ องมือในการประเมินฐานะทางการเงินและผลการดาเนิ นงานของกิจการทั้งในอดีต
        ั                                                                 ้
ปั จจุบนและแนวโน้มในอนาคตนักวิเคราะห์และนักวางแผนส่ วนใหญ่จะต้องใช้ขอมูลทางการบัญชีของกิจการ
ซึ่ งข้อมูลที่ได้มาจากงบการเงิน เช่น งบดุล จะแสดงให้ทราบถึงฐานะการเงินของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง
และงบกาไรขาดทุน จะแสดงให้ทราบถึงผลการดาเนินงานของกิจการในระยะเวลาหนึ่ง เป็ นต้น

ประโยชน์ของการวิเคราะห์งบการเงิน
                                               ่
      1. ใช้เปรี ยบเทียบผลการดาเนินงานในปี ที่ผานมา
                                                 ั
       2. ใช้ควบคุมผลของการดาเนินงานในปั จจุบนว่าเป็ นไปตามเป้ าหมายที่วางไว้หรื อไม่
       3. ใช้ในการคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
       4.
                         ้
ใช้ในการวางแผนงานโดยใช้ขอดีและข้อเสี ยที่เกิดขึ้นแล้วมาประกอบการพิจารณาวางแผนงานให้มีประสิ ทธิ ภาพที่
สุ ด

วิธีการวิเคราะห์ งบการเงิน
          1. เปรี ยบเทียบงบดุล งบกาไรขาดทุนโดยแสดงผลของการเปรี ยบเทียบเป็ น
                   1.1 จานวนเงิน
                   1.2 แสดงผลต่างเป็ นจานวนเงิน
                   1.3 แสดงผลต่างเป็ นอัตราร้อยละ
                   1.4 แสดงเป็ นอัตราส่ วน
          2. เปรี ยบเทียบแนวโน้มอัตราส่ วนของข้อมูลทางการเงินที่สาคัญ
          3. แสดงรายการต่าง ๆ ในงบดุลเป็ นอัตราร้อยละของจานวนรวม
งบกาไรขาดทุนเป็ นอัตราร้อยละของยอดขาย
          4. คานวณหาอัตราส่ วนของรายการในงบดุล งบกาไรขาดทุน หรื อจากงบดุลและงบกาไรขาดทุน

วิธีการวิเคราะห์
          การวิเคราะห์งบการเงินโดยการเปรี ยบเทียบงบการเงินเป็ นอัตราร้อยละของงวดเดียวกันนั้นเป็ นการวิเคราะ
ห์โดยเปรี ยบเทียบส่ วนประกอบแต่ละตัวของงบการเงินกับส่ วนรวม โดยเทียบส่ วนรวมเป็ น 100 และส่ วนอื่น ๆ
                            ั
ตามสัดส่ วน วิธีน้ ีนิยมใช้กบการวิเคราะห์งบดุลและงบกาไรขาดทุน
          การเปรี ยบเทียบงบดุลจะเปรี ยบเทียบสิ นทรัพย์หมุนเวียนต่อสิ นทรัพย์รวม
หรื อสิ นทรัพย์ไม่หมุนเวียนต่อสิ นทรัพย์รวม
หรื อการเปรี ยบเทียบงบกาไรขาดทุนก็อาจจะเทียบกับยอดขายโดยถือว่ายอดขายเป็ นจานวน 100 และ
คานวณหาอัตราร้อยละของต้นทุนสิ นค้าขายต่อยอดขาย กาไรต่อยอดขาย เป็ นต้น

การวิเคราะห์ งบดุล
         การวิเคราะห์โดยเปรี ยบเทียบส่ วนประกอบของงบดุลนี้
จะแสดงให้เห็นว่ากิจการได้ลงทุนในสิ นทรัพย์ประเภทใด                                        ในอัตราร้อยละเท่าไร
การวิเคราะห์ขอมูลดังกล่าวโดยการเปรี ยบเทียบกับคู่แข่งขัน
               ้                                                    หรื อเปรี ยบเทียบกับกิจการอื่น          ๆ
โดยเฉลี่ยในอุตสาหกรรมเดียวกันนั้น จะแสดงให้เห็นว่ากิจการมีสินทรัพย์ประเภทใดมากเกินไปหรื อน้อยเกินไป
เช่น                  กิจการมีลูกหนี้                หรื อสิ นค้าคงเหลือน้อยกว่ากิจการอื่น                  ๆ
โดยเฉลี่ยจึงทาให้สินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการน้อยกว่ากิจการอื่นๆ
ในอุตสาหกรรมเดียวกันและมีสินทรัพย์ถาวรมากกว่ากิจการอื่นๆ                โดยเฉลี่ย          ซึ่ งอาจหมายความว่า
กิจการมีสภาพคล่องน้อยกว่ากิจการอื่นๆได้
การวิเคราะห์ งบกาไรขาดทุน
         การวิเคราะห์งบกาไรขาดทุนเป็ นการเปรี ยบเทียบส่ วนประกอบของงบกาไรขาดทุนว่ายอดขายที่กิจการได้ม
านั้น             เป็ นต้นทุนสิ นค้าขาย           ค่าใช้จ่ายการดาเนิ นงาน            เป็ นอัตราร้อยละเท่าไร
และสุ ดท้ายเหลือเป็ นส่ วนของกาไรในอัตราร้อยละเท่าไหร่ กิจการส่ วนใหญ่จะใช้การวิเคราะห์โดยเปรี ยบเทียบเป็ น
อัตราร้อยละในด้านของรายได้                          ค่าใช้จ่าย                                       ั
                                                                                    มากกว่าที่จะใช้กบงบดุล
เนื่องจากความสัมพันธ์ของรายการในงบกาไรขาดทุนมีมาก                                                  กล่าวคือ
                                 ั
ต้นทุนสิ นค้าขายมีความสัมพันธ์กบยอดขายหรื ออาจจะกล่าวได้วา    ่
รายการทุกรายการในงบกาไรขาดทุนนั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับยอดขายทั้งสิ้ น

การวิเคราะห์ งบการเงินโดยการเปรียบเทียบงบการเงินของหลาย ๆ งวด
         การวิเคราะห์งบการเงินโดยการเปรี ยบเทียบงบการเงินของหลาย ๆ งวด
เป็ นการเปรี ยบเทียบงบการเงินของงวดต่าง ๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
         การเปรี ยบเทียบงบการเงินของหลาย ๆ งวดนี้สามารถจะเปรี ยบเทียบได้มากกว่า 2 งวด คือ
                  1. เปรี ยบเทียบกับข้อมูลของงวดก่อน 1 งวด
                  2. เปรี ยบเทียบกับข้อมูลของงวดที่ใช้เป็ นฐานในการวิเคราะห์

            ่
อัตราส่ วนทีใช้ ในการวิเคราะห์
         1. อัตราส่ วนที่เกี่ยวกับสภาพคล่อง
                  1.1 อัตราส่ วนเงินทุนหมุนเวียน
                  1.2 อัตราส่ วนเงินทุนหมุนเวียนอย่างเร็ ว
         2. อัตราส่ วนที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางการเงิน
                  2.1 อัตราส่ วนหนี้สินต่อสิ นทรัพย์รวม
                  2.2 อัตราส่ วนหนี้สินต่อส่ วนของเจ้าของ
                  2.3 อัตราส่ วนความสามารถในการทากาไรเพื่อชาระดอกเบี้ย
         3. อัตราส่ วนที่เกี่ยวกับการใช้สินทรัพย์ของกิจการ
                  3.1 อัตราการหมุนเวียนของสิ นค้าคงเหลือ
                  3.2 อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้
                  3.3 อัตราการหมุนเวียนของสิ นทรัพย์ถาวร
                  3.4 อัตราการหมุนเวียนของสิ นทรัพย์รวมสิ นทรัพย์รวม
         4. อัตราส่ วนที่เกี่ยวกับความสามารถในการหากาไร
                  4.1 อัตรากาไรสุ ทธิ
                  4.2 อัตราผลตอบแทนของสิ นทรัพย์รวม
                  4.3 อัตราผลตอบแทนของส่ วนของเจ้าของ
                  4.4 กาไรต่อหุ น ้
อัตราส่ วนทีเ่ กี่ยวกับสภาพคล่องของกิจการ
         อัตราส่ วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพคล่องที่จะกล่าวถึง คือ
                    1. อัตราส่ วนเงินทุนหมุนเวียน เป็ นอัตราส่ วนที่ใช้มากในการวัดสภาพคล่องของกิจการ
                                                                   สิ นทรัพย์หมุนเวียน
                         อัตราส่ วนเงินทุนหมุนเวียน        =
                                                                   หนี้สินหมุนเวียน


         สิ นทรัพย์หมุนเวียน หมายถึง เงินสด และสิ นทรัพย์ที่เปลี่ยนสภาพเป็ นเงินสดได้ง่าย เช่น ลูกหนี้
สิ นค้าคงเหลือ เป็ นต้น
                                                                                       ้
หนี้สินหมุนเวียน หมายถึง หนี้สินระยะสั้น เช่น เจ้าหนี้การค้า ตัวเงินจ่ายระยะสั้น เงินกูระยะสั้น
                                                                ๋
      ้
เงินกูระยะยาวในส่ วนที่จะตลบกาหนดภายใน 1 ปี ภาษีเงินได้คางจ่าย ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เป็ นต้น
                                                              ้

                   2. อัตราส่ วนเงินทุนหมุนเวียนอย่างเร็ว
เป็ นอัตราส่ วนที่แสดงให้ทราบว่าเจ้าหนี้ระยะสั้นจะได้รับชาระเงินคืนอย่างเร็ วเป็ นจานวนมากน้อยเพียงไร
อัตราส่ วนเงินทุนหมุนเวียนอย่างเร็ วคานวณได้โดยหักสิ นค้าคงเหลือจากสิ นทรัพย์หมุนเวียน
และนามาเปรี ยบเทียบกับหนี้ สินหมุนเวียน
          อัตราส่ วนเงินทุนหมุนเวียนอย่างเร็ ว = สิ นทรัพย์หมุนเวียน – สิ นค้าคงเหลือ
                                                            หนี้สินหมุนเวียน


อัตราส่ วนทีเ่ กี่ยวกับโครงสร้ างทางการเงิน
         อัตราส่ วนที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางการเงินมีดงนี้
                                                        ั
                    1. อัตราส่ วนหนี้สินต่อสิ นทรัพย์รวม
                    2. อัตราส่ วนหนี้สินต่อส่ วนของเจ้าของ
                    3. อัตราส่ วนความสามารถในการทากาไรเพื่อชาระดอกเบี้ย

อัตราส่ วนทีเ่ กี่ยวกับการใช้ สินทรัพย์ของกิจการ
         1. อัตราการหมุนเวียนของสิ นค้าคงเหลือ
         2. อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้
         3. อัตราการหมุนเวียนของสิ นทรัพย์ถาวร
         4. อัตราการหมุนเวียนของสิ นทรัพย์รวม

อัตราส่ วนทีเ่ กี่ยวกับความสามารถในการหากาไร
         1. อัตรากาไรสุ ทธิ
         2. อัตราผลตอบแทนของสิ นทรัพย์รวม
         3. อัตราผลตอบแทนของส่ วนของเจ้าของ
                     ้
        4. กาไรต่อหุ น

การวิเคราะห์ แนวโน้ ม
        1. วิธีการวิเคราะห์แนวโน้มเป็ นจานวนเงินและอัตราร้อยละ แบ่งได้ 2 วิธี คือ
                 1.1 การวิเคราะห์แนวโน้มโดยใช้จานวนเงิน
                                                  ั
                 1.2 การวิเคราะห์แนวโน้มโดยใช้อตราร้อยละ
        2. วิธีการวิเคราะห์แนวโน้มเป็ นอัตราส่ วน
        3. ข้อควรระวังในการเปรี ยบเทียบ
                 3.1 การคานวณราคาสิ นค้าคงเหลือต่างกันโดยแต่ละกิจการอาจจะเลือกใช้ทางเลือกซึ่ งมีหลายวิธี
                 3.2 การคานวณค่าเสื่ อมราคาต่างกัน
                 3.3 การประมาณหนี้สงสัยจะสู ญต่างกัน




                                                 หน่ วยที่ 12
                                  การใช้ ข้อมูลทางการบัญชี เพื่อการตัดสิ นใจ
                             ี่
ลักษณะของข้ อมูลทางการบัญชี ทใช้ ในการตัดสิ นใจ
      1. เป็ นต้นทุนหรื อผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
        2. ต้นทุนหรื อผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้นจะต้องแตกต่างระหว่างทางเลือก

                                    ี่
การจาแนกประเภทข้ อมูลทางการบัญชี ทใช้ ในการตัดสิ นใจ
      สามารถจาแนกตามวัตถุประสงค์ที่จะใช้ได้หลายประเภท ดังนี้
      1. ต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร
      2. ต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อม
      3. ต้นทุนส่ วนต่าง ต้นทุนจม และต้นทุนเสี ยโอกาส

                      ่
การวิเคราะห์ ข้อมูลเพือการตัดสิ นใจในระยะสั้ น
1. การตัดสิ นใจจะผลิตเองหรือซื้อ
         การตัดสิ นใจที่จะผลิตเองหรื อจะซื้ อผลิตภัณฑ์น้ นจะต้องพิจารณาถึงต้นทุนผันแปรและค่าใช้จ่ายคงที่ทางต
                                                         ั
รงเปรี ยบเทียบกับราคาซื้ อ
            ั
นอกจากนี้ยงต้องพิจารณาถึงรายได้ที่อาจจะเสี ยไปในการนาเครื่ องมือที่ใช้ในการผลิตไปหาผลประโยชน์อย่างอื่น
หากกิจการจะผลิตเองและใช้เครื่ องมือนั้นแทนที่จะซื้ อผลิตภัณฑ์จากที่อื่น

2. การตัดสิ นใจจะผลิตต่ อหรือขาย
       การตัดสิ นใจจะผลิตต่อหรื อขายนั้น จะต้องพิจารณารายได้ส่วนเพิ่มกับต้นทุนส่ วนเพิ่มจากการผลิตต่อ
หากมีรายได้ส่วนเพิ่มมากกว่าต้นทุนส่ วนเพิ่มจึงควรตัดสิ นใจผลิตต่อหรื อขาย ในทางตรงข้าม
หากรายได้ส่วนเพิมน้อยกว่าต้นทุนส่ วนเพิมควรขาย ณ จุดแยกตัว ไม่ควรผลิตต่อ
                 ่                     ่

3. การตัดสิ นใจรับคาสั่ งซื้อพิเศษ
         การตัดสิ นใจว่าจะรับคาสังซื้ อพิเศษซึ่ งเสนอขอซื้ อในราคาต่ากว่าปกติหรื อไม่น้ น
                                   ่                                                     ั
จะพิจารณาเฉพาะต้นทุนส่ วนเพิ่มที่กิจการต้องจ่ายถ้ารับคาสั่งซื้ อนั้น
                                                     ่
โดยไม่คานึงถึงต้นทุนคงที่ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง ไม่วาจะตัดสิ นใจอย่างไร
ถ้าต้นทุนส่ วนเพิ่มนั้นน้อยกว่าราคาที่ขอซื้ อก็สามารถตัดสิ นใจรับคาสั่งซื้ อพิเศษนั้นได้

4. การตัดสิ นใจยกเลิกสายผลิตภัณฑ์ และการปิ ดโรงงานชั่ วคราว
          การตัดสิ นใจที่จะยกเลิกสายผลิตภัณฑ์ จะต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายคงที่ซ่ ึ งหลีกเลี่ยงไม่ได้
        ่ ่                                   ั
ที่มีอยูไม่วาจะเลิกหรื อไม่เลิกสายผลิตภัณฑ์น้ นก็ตาม
และจะต้องพิจารณากาไรส่ วนเกินหลังหักค่าใช้จ่ายคงที่ทางตรงว่ามีส่วนชดเชยค่าใช้จ่ายคงที่ซ่ ึ งหลีกเลี่ยงไม่ได้น้ น
                                                                                                               ั
                    ั
หรื อไม่ ในกรณี ที่ตดสิ นใจจะปิ ดโรงงานชัวคราวหรื อจะดาเนินงานต่อไปโดยมีผลขาดทุนนั้น
                                         ่
จะพิจารณาระหว่างผลขาดทุนจากการดาเนินงานต่อกับผลขาดทุนจากการปิ ดโรงงานชัวคราวซึ่ งยังคงที่บางส่ วน
                                                                                       ่
แล้วตัดสิ นใจเลือกทางเลือกที่มีผลขาดทุนน้อยที่สุด

                                         ี่
5. การตัดสิ นใจเลือกผลิตผลิตภัณฑ์ ในกรณีทมีทรัพยากรจากัด
        การตัดสิ นใจเลือกผลิตภัณฑ์ในกรณี ที่มีทรัพยากรจากัดนั้น จะไม่พิจารณากาไรส่ วนเกินต่อหน่วย
แต่จะพิจารณาจากกาไรส่ วนเกินต่อหน่วยของทรัพยากรที่จากัดนั้น
โยเลือกผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทากาไรส่ วนเกินต่อหน่วยของทรัพยากรที่จากัดนั้นสู งที่สุดก่อน



                                            หน่ วยที่ 13
                                     การประเมินผลการปฏิบัติงาน
ตอนที่ 13.1 การรายงานผลการปฏิบัติงานตามบัญชีตามความรับผิดชอบ
       13.2 การประเมินผลการปฏิบัติงานของศูนย์ ต้นทุนและศูนย์ กาไร
       13.3 การประเมินผลการปฏิบัติงานของศูนย์ การลงทุน

13.1 การรายงานผลการปฏิบัติงานตามบัญชีตามความรับผิดชอบ
                                                      ั
          - อธิบายลักษณะและการจัดทารายงานผลการปฏิบติงานตามการบัญชีตามความรับผิดชอบได้
แนวคิด :
                                                                      ั                    ้
กิจการที่มีการบริ หารงานแบบกระจายอานาจจาเป็ นต้องมีการประเมินผลการปฏิบติงานของส่ วนงานและผูบริ หารข
                                                                                   ั
องส่ วนงาน โดยการจัดทาข้อมูลตามการบัญชี ตามความรับผิดชอบ และจัดทารายงานผลการปฏิบติงาน
หัวเรื่ อง 13.1.1 แนวคิดเกี่ยวกับการบัญชีตามความรับผิดชอบ
            13.1.2 การรายงานผลการปฏิบัติงาน
            13.1.3 การปันส่ วนต้ นทุนและการกาหนดราคาโอน

                       ่
13.1.1 แนวคิดเกียวกับการบัญชีตามความรับผิดชอบ
                    - อธิบายลักษณะของการบัญชี ตามความรับผิดชอบได้
แนวคิด : การบัญชีตามความรับผิดชอบ เป็ นการรวบรวมข้อ มูลและจัดทารายงานเพื่อประโยชน์ในการวางแผน
                                                                         ้
การปั นส่ วนทรัพยากร การควบคุมและการวัดผลงานของส่ วนงาน และผูบริ หารส่ วนงานตามความรับผิดชอบ
                                                                           ้
ส่ วนงานหรื อศูนย์ความรับผิดชอบอาจจาแนก ได้เป็ น 4 ประเภท คือศูนย์ตนทุน ศูนย์รายได้ ศูนย์กาไร
และศูนย์การลงทุน
ในการจัดทาบัญชีตามความรับผิดชอบควรพิจารณาแยกประเภทต้นทุนออกเป็ นต้นทุนออกเป็ นต้นทุนที่ควบคุมได้
และต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ และการปั นส่ วนต้นทุนร่ วม
         ้
       ผูบริ หารระดับสู งจะไม่สามารถควบคุมดูแลงานของหน่วยงานได้ทวถึง  ั่
                                                                  ู้
จึงจาเป็ นต้องมอบอานาจความรับผิดชอบและการตัดสิ นใจให้แก่ผบริ หารระดับล่างลงไป
เกิดการบริหารงานแบบกระจายอานาจ
    ข้ อดีของการบริหารงานแบบกระจายอานาจ
 -              ้
              ผูบริ หารระดับสู งมีเวลามากขึ้นสาหรับงานบริ หารระดับนโยบาย
 -                ้
              ผูบริ หารระดับล่างได้รับโอกาสมากขึ้น
-            ้
           ผูบริ หารระดับล่างใกล้ชิดกับหน่วยงานย่อยมากกว่า
ข้ อเสี ยของการบริหารงานแบบกระจายอานาจ
-              ้
           ผูบริ หารระดับล่างอาจตัดสิ นใจผิดพลาด
-                ้                   ั
           ผูบริ หารระดับล่างอาจมีวตถุประสงค์แตกต่างจากวัตถุประสงค์หลักของธุ รกิจ
-          เกิดค่าใช้จ่ายในการดาเนิ นงานสู งขึ้น

ศูนย์ ความรับผิดชอบ หมายถึง หน่วยงานย่อยภายในองค์กรซึ่ งสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุน หรื อ
                           ่
รายได้ซ่ ึ งสามารถระบุได้วาต้นทุนหรื อรายได้น้ นเกี่ยวข้องกับหน่วยงาน
                                               ั
ประเภทของศู นย์ ความรับผิดชอบ
 -                 ้
             ศูนย์ตนทุน
 -           ศูนย์รายได้
 -           ศูนย์กาไร
 -           ศูนย์การลงทุน

13.1.2 การรายงานผลการปฏิบัติงาน
    - อธิบายหลักการจัดทารายงานผลการปฏิบัติงานได้
แนวคิด          :                              ั
                            รายงานผลการปฏิบติงานเพื่อวัตถุประสงค์ในการควบคุม          ั
                                                                                   มีลกษณะที่สาคัญคือ
ต้องแสดงข้อมูลที่หน่วยงานนั้นสามารถควบคุมได้
และควรแสดงเปรี ยบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นจริ งกับเกณฑ์หรื อมาตรฐานหรื องบประมาณที่กาหนดไว้
              ้
เพื่อเสนอต่อผูบริ หารตามลาดับชั้นและสอดคล้องกับโครงสร้างขององค์การ

13.1.3 การปันส่ วนต้ นทุนและการกาหนดราคาโอน
      - อธิบายเกณฑ์ การปั นส่ วนต้ นทุนและกาหนดราคาโอนได้
แนวคิด           :                    ต้นทุนบางรายการเกิดขึ้นเนื่ องจากการใช้ประโยชน์ร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ
                                                             ั
หลายหน่วยงานจึงจาเป็ นต้องมีการปั นส่ วนต้นทุนเหล่านี้ให้กบหน่วยงานที่ได้รับประโยชน์ตามเกณฑ์ที่เหมาะสม
                                                                               ั
ส่ วนการกาหนดราคาโอนที่เหมาะสมมีบทบาทสาคัญต่อการรายงานผลการปฏิบติงานของส่ วนงานต่างๆ
การกาหนดราคาโอนมี 3 วิธี คือ ราคาโอนที่ใช้การเจรจาต่อรอง                                        ้
                                                                                  ราคาโอนที่ใช้ตนทุนเป็ นเกณฑ์
และราคาโอนที่ใช้ราคาตลาดเป็ นเกณฑ์
ราคาโอนต่าสุ ด  ราคาโอน = ต้นทุนผันแปร + ต้นทุนเสี ยโอกาส  (
                                ้
กรณี กาลังผลิตว่างเปล่าไม่มีตนทุนเสี ยโอกาส)
                                                  ้
ราคาโอนสู งสุ ด  ราคาโอน = ราคาที่ซ้ื อจากผูผลิตภายนอก
( กรณีกาลังผลิตว่ างเปล่ าไม่ มีต้นทุนเสี ยโอกาส)
ราคาโอนต่าสุ ด  ราคาโอน = ต้นทุนผันแปร + ต้นทุนเสี ยโอกาส
                               = ต้นทุนผันแปร + (ราคาขายภายนอก – ต้นทุนผันแปร )
                                                 จานวนหน่วยที่โอน
13.2 การประเมินผลการปฏิบัติงานของศู นย์ ต้นทุนและศู นย์ กาไร
          - ประเมินผลการปฏิบัติงานของศู นย์ ต้นทุนและศู นย์ กาไรได้
แนวคิด : การประเมินผลการปฏิบัติงานของศูนย์ ต้นทุนและศูนย์ กาไร
จะมีการจัดทารายงานตามส่ วนงานโดยลักษณะแตกต่ างกันตามลักษณะของศู นย์ ความรับผิดชอบ
หัวเรื่ อง 13.2.1 การรายงานผลการปฏิบัติงานของศู นย์ ต้นทุน
           13.2.2 การรายงานผลการปฏิบัติงานของศูนย์ กาไร

13.2.1 การรายงานผลการปฏิบัติงานของศู นย์ ต้นทุน
                                               ั
          - อธิบายลักษณะของรายงานการปฏิบติงานของศูนย์ตนทุนได้ ้
แนวคิด : การรายงานผลการปฏิบติงานของศูนย์ตนทุนจะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริ ง
                                 ั                  ้
เปรี ยบเทียบกับต้นทุนตามงบประมาณ และผลต่างที่เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ในการประเมินผล
            ั
การปฏิบติงานของศูนย์ตนทุน้
                                      ั
       ลักษณะการรายงานผลการปฏิบติงานตามขอบเขตความรับผิดชอบ
        ้
ศูนย์ตนทุน = รายงานการเปรี ยบเทียบต้นทุนที่เกิดขึ้นจริ งกับงบประมาณที่กาหนดไว้
ศูนย์รายได้ = เปรี ยบเทียบยอดขายจริ งกับเป้ าหมายที่กาหนดไว้
ศูนย์กาไร = เปรี ยบเทียบกาไรที่เกิดขึ้นจริ งกับเป้ าหมายที่กาหนดไว้
ศูนย์ลงทุน = จัดทางบกาไรขาดทุน
                                                      ้
คานวณหาอัตราผลการตอบแทนจากการลงทุนที่ตองการหรื อเปรี ยบเทียบกาไรส่ วนที่เหลือที่เกิดขึ้นจริ ง
กับเป้ าหมายที่กาหนดไว้

13.2.2 การรายงานผลการปฏิบัติงานของศู นย์ กาไร
        - อธิบายลักษณะของรายงานผลการปฏิบัติงานของศูนย์ กาไรได้
แนวคิด : การรายงานผลการปฏิบติงานของศูนย์กาไรจะต้องแสดงข้อมูลเกี่ยวกับรายได้
                                   ั
และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องของส่ วนงาน เพื่อประโยชน์ในการประเมินผลการปฏิบติงานของศูนย์กาไร
                                                                             ั
      ้
และผูบริ หารส่ วนงาน
     การจัดทางบกาไรขาดทุน ตามส่ วนงานได้แสดงกาไรออกเป็ น 4 ส่ วน
  -                   กาไรส่ วนเกิน = ยอดขาย – ต้นทุนผันแปรทั้งหมด
  -                   กาไรที่ควบคุมได้ = กาไรส่ วนเกิน – กาไรที่ควบคุมได้กาไรที่ควบคุมได้
  -                   กาไรส่ วนงาน = กาไรที่ควบคุมได้ - กาไรที่ควบคุมได้กาไรที่ควบคุมไม่ได้
  -                   กาไรก่อนภาษีเงินได้ = กาไรส่ วนงาน – ต้นทุนรวม

13.3 การประเมินผลการปฏิบัติงานของศู นย์ การลงทุน
        - ประเมินผลการปฏิบัติงานของศูนย์ การลงทุนได้
                                  ั
แนวคิด : การประเมินผลการปฏิบติงานของศูนย์การลงทุนสามารถทาได้หลายวิธี ได้แก่
     ั
วิธีอตราผลตอบแทนจากการลงทุน วิธีกาไรส่ วนที่เหลือ และวิธีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
หัวเรื่ อง 13.3.1 การประเมินผลการปฏิบัติงานตามวิธีอตราผลตอบแทนจากการลงทุน
                                                   ั
          13.3.2 การประเมินผลการปฏิบัติงานตามวิธีกาไรส่ วนทีเ่ หลือ
                                                           ่
          13.3.3 การประเมินผลการปฏิบัติงานตามวิธีมูลค่ าเพิมทางเศรษฐกิจ
          13.3.4 ข้ อควรพิจารณาในการประเมินผลการ

                                          ั
13.3.1 การประเมินผลการปฏิบัติงานตามวิธีอตราผลตอบแทนจากการลงทุน
                                                       ั
     - ประเมินผลการปฏิบัติงานของศู นย์ การลงทุนตามวิธีอตราผลตอบแทนจากการลงทุนได้
                                ั                              ั
แนวคิด : การประเมินผลการปฏิบติงานของศูนย์การลงทุนตามวิธีอตราผลตอบแทนจากการลงทุน
เป็ นการพิจารณากาไรที่ได้จากการดาเนิ นงานกับเงินลงทุนหรื อสิ นทรัพย์ที่ใช้ในการดาเนินงาน
โดยวัดผลเป็ นอัตราร้อยละต่อเงินลงทุน

                  อัตราผลการตอบแทนจากการลงทุน = กาไรจากการดาเนินงาน X 100

                                                   ่
                              สิ นทรัพย์ รวมถัวเฉลียหรือลงทุนถัวเฉลี่ย
จากสู ตรสามารถหา อัตรากาไรต่ อยอดขาย และอัตราการหมุนเวียนของสิ นทรัพย์ โดยเอา ยอดขายคูณ ได้ ดังนี้

           อัตราผลการตอบแทนจากการลงทุน = กาไรจากการดาเนินงาน ยอดขาย
                                                               X
                                                             ่
                                         สิ นทรัพย์รวมถัวเฉลีย   ยอดขาย


   อัตราผลการตอบแทนจากการลงทุน = กาไรจากการดาเนินงาน          ยอดขาย
                                                     X
                                       ยอดขาย                              ่
                                                       สิ นทรัพย์รวมถัวเฉลีย


                                      = อัตรากาไรขายต่ อยอด    X           อัตราการหมุนเวียนของสิ นทรัพย์


13.3.2 การประเมินผลการปฏิบัติงานตามวิธีกาไรส่ วนทีเ่ หลือ
    - ประเมินผลการปฏิบัติงานของศูนย์ การลงทุนตามวิธีกาไรส่ วนที่เหลือได้
แนวคิด :
                       ั
.การประเมินผลการปฏิบติงานของศูนย์การลงทุนตามวิธีกาไรส่ วนที่เหลือเป็ นการพิจารณากาไรที่ได้จากการดาเนิ น
งาน ส่ วนที่เหลือจากผลตอบแทนขั้นต่าจากการลงทุนที่กิจการต้องการ โดยวัดผลเป็ นจานวนเงิน
                                                 ่
13.3.3 การประเมินผลการปฏิบัติงานตามวิธีมูลค่ าเพิมทางเศรษฐกิจ
                                                               ่
    - ประเมินผลการปฏิบัติงานของศู นย์ การลงทุนตามวิธีมูลค่ าเพิมทางเศรษฐกิจได้
แนวคิด :
                      ั
.การประเมินผลการปฏิบติงานของศูนย์การลงทุนตามวิธีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจเป็ นการพิจารณากาไรที่ได้จากการ
ดาเนินงานหักหลังภาษีส่วนที่เหลือจากต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ย ถ่วงน้ าหนักของแหล่งเงินทุนของกิจการ




13.3.4 ข้ อควรพิจารณาในการประเมินผลการ
   - อธิบายปัจจัยในการประเมินผลการปฏิบัติงานของศู นย์ การลงทุนได้
                               ั                        ้                 ้
แนวคิด : .การประเมินผลการปฏิบติงานของศูนย์การลงทุนมีขอควรพิจารณาที่ตองคานึงถึงหลายประการ เช่น
จานวนและมูลค่าของสิ นทรัพย์ที่นามาประเมินผล เป็ นต้น นอกจากนี้ ควรมีการนาแนวคิด
                                    ้
การประเมินผลองค์กรอย่างสมดุลมาใช้ดวย ซึ่ งเป็ นการประเมินผลที่คานึงถึงด้านการเงิน ด้านลูกค้า
ด้านกระบวนการภายในและด้านการเรี ยนรู้และเติบโต



                                                     หน่ วยที่ 14
                                           ระบบสารสนเทศทางการบัญชี
ความหมายของข้ อมูล สารสนเทศ และระบบสารสนเทศ
         ข้ อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริ งต่างๆที่เก็บรวบรวมไว้ เป็ นเพียงสิ่ งที่บอกเหตุการณ์ต่างๆที่ได้เกิดขึ้น
แต่ไม่มีความหมาย หรื อมีประโยชน์ในการตัดสิ นใจ เช่น ขายผ้าทอเกาะยอได้ 25 ผืน ขายน้ าตาลแว่นได้ 15กิโลกรัม
เป็ นต้น
                                                                       ่
         สารสนเทศ ( Information ) หมายถึง ข้อมูลที่ได้ผานการประมวลผลและถูกจัดให้ อยูในรู ปที่                 ่
มีความหมายและมีประโยชน์ต่อการตัดสิ นใจ หรื อนาไปใช้งาน เช่น ยอดขายเพิ่มขึ้น หรื อลดลงจากปี ที่แล้ว
ในอัตราร้อยละเท่าใด
                              รูปแบบ ความสั มพันธ์ ระหว่ าง ข้ อมูลและสารสนเทศ



                           ข้อมูล       การประมวลผล             สารสนเทศ
                           (Data)        (Processing)         ( Information)
ความหมายของระบบสารสนเทศทางการบัญชี
           ระบบสารสนเทศทางการบัญชี              หมายถึง          ระบบงานที่ออกแบบขึ้นมา       เพื่อประมวลผลข้อมูล
ให้เป็ นสารสนเทศ                            หรื อ                                               ่
                                                              จากข้อมูลดิบที่ไม่มีความหมายให้อยูในรู ปที่มีความหมาย
หรื อมีประโยชน์ต่อการตัดสิ นใจของผูใช้  ้               ซึ่ งการประมวลผลข้อมูลดังกล่าว              อาจจะทาด้วยมือ
หรื อเครื่ องคอมพิวเตอร์ ก็ได้
           ระบบสารสนเทศทางการบัญชี คือ ระบบที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อแปลงหรื อประมวลผลข้อมูลทางการเงิน
( Financial data ) ให้เป็ นสารสนเทศที่มีประโยชน์ในการตัดสิ นใจต่อผูใช้    ้
ส่ วนประกอบของระบบสารสนเทศทางการบัญชี
           1. เป้ าหมายและวัตถุประสงค์ ( Goals and Objectives )
           2. ข้อมูลเข้า ( Inputs )
     -                 ยอดขายสิ นค้า ราคาขายของกิจการ
   -                   ราคาขายของคู่แข่งขัน ยอดขายของคู่แข่งขัน
           3. ตัวประมวลผล ( Processor ) คือ เครื่ อง มือที่ ใช้ ในการแปลงสภาพจากข้อมูลให้ เป็ นสารสนเทศ มักใช้
คอมพิวเตอร์ทางาน
   -                   การคานวณ การเรี ยงลาดับ
   -                   การคิดร้อยละ
   -                   การจัดหมวดหมู่ การจัดทากราฟ ฯลฯ
           4. ข้อมูลออก หรื อผลลัพธ์ ( Output ) คือ สารสนเทศที่มีประโยชน์ต่อผูใช้   ้
           5. การป้ อนกลับ ( Feedback)
           6. การ เก็บ รักษาข้อมูล ( Data Storage )
                                          ั
           7. คาสังและขั้นตอนการ ปฏิบติงาน ( Instructions and Procedures )
                    ่
                  ้
           8. ผูใช้ ( Users)
           9. การควบคุมและรักษา ความปลอดภัยของข้อมูล ( Control and Security Measures )

วัตถุประสงค์ ของระบบสารสนเทศทางการบัญชี
          ระบบสารสนเทศทางการบัญชีมีวตถุประสงค์หลัก คือ การจัดหาสารสนเทศทางการบัญชีให้แก่ผใช้ต่าง ๆ
                                            ั                                                            ู้
      ้                                           ้                     ้
ทั้งผูใช้ที่เป็ นบุคคลภายในองค์กร ซึ่ งได้แก่ ผูบริ หารระดับต่าง ๆ และผูใช้ที่เป็ นบุคคลภายนอกองค์กร เช่น ลูกค้า
นักลงทุน ฯลฯ โดยสามารถแบ่งวัตถุประสงค์ของระบบสารสนเทศทางการบัญชี ออกเป็ นวัตถุประสงค์ยอยๆ ได้ 3        ่
ประการ คือ
                                              ั
                     1. เพื่อสนับสนุนการปฏิบติงานประจาวัน
                     2. เพื่อสนับสนุนการตัดสิ นใจของผู้ บริ หาร
                                                ั
                     3. เพื่อสนับสนุนการปฏิบติตามภาระหน้าที่ทางกฎหมาย
                        ่
ลักษณะของสารสนเทศทีมีประโยชน์ ในการตัดสิ นใจ
   ั
มีลกษณะสาคัญๆ ดังนี้
      1.เกี่ยวข้องกับการตัดสิ นใจ
      2.ถูกต้องเชื่อถือได้
      3.สมบูรณ์ครบถ้วน
      4.ทันเวลา
      5.แสดงเป็ นจานวนได้
      6.ตรวจสอบความถูกต้องได้
      7. สามารถเข้าใจได้
      8.สามารถเปรี ยบเทียบได้

ลักษณะสารสนเทศสาหรับผู้บริหารระดับต่ างๆ
         องค์กรมักจะแบ่งการบริ หารออกเป็ น 3 ระดับ ได้แก่
                 1. ผู้บริหารระดับสู ง เน้นตัดสิ นใจในนโยบายระยะยาว
โดยมองอนาคตว่าองค์กรจะต้องมีการปรับปรุ งอย่างไร หรื อไม่
ควรจะก้าวไปอย่างไรในอนาคตภายใต้สภาพแวดล้อมภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา   ่
                                                                            ้
                 2. ผู้บริหารระดับกลาง ต้องการจะมีรายละเอียดที่มากขึ้นกว่าผูบริ หารระดับสู ง
                                                       ้
แต่มีขอบเขตที่แคบกว่าและต้องการรายงานที่ถี่มากกว่าผูบริ หารระดับสู ง เช่น
                                                             ู้
อาจจะต้องการข้อมูลเป็ นรายสัปดาห์หรื อรายเดือน ในขณะที่ผบริ หารระดับสู งอาจต้องการข้อมูลเป็ นรายไตรมาส
                                                           ้
เป็ นต้นและต้องการข้อมูลจากแหล่งภายนอกองค์กรน้อยกว่าผูบริ หารระดับสู ง
                 3. ผู้บริหารระดับต้ น ต้องการสารสนเทศที่มีขอบเขตที่แคบกว่า
                                                   ั
แต่มีรายละเอียดที่มากกว่าโดยเป็ นสารสนเทศที่มีลกษณะลึกเฉพาะด้าน
                               ้                                ้
และต้องการรายงานี่ถี่มากกว่าผูบริ หารระดับกลางและสู ง เพราะผูบริ หารระดับต้นจะเป็ นระยะสั้น เช่น
สมควรจะต้องสังซื้ อสิ นค้าคงคลังอีกเมื่อใดและเป็ นจานวนเท่าใด
               ่
สมควรจะต้องจัดเตรี ยมเงินสดสาหรับการใช้จ่ายในวันถัดไปอย่างไร เป็ นต้น

                ่
ระบบสารสนเทศทีใช้ ในองค์ กร
        ระบบสารสนเทศหากแบ่งตามหน้าที่งานอาจแบ่งออกเป็ นระบบต่าง ๆ ตามหน้าที่หลัก ดังนี้
              1. ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี (accounting information system)
              2. ระบบสารสนเทศด้านการเงิน (financial information system)
              3. ระบบสารสนเทศด้านการตลาด (marketing information system)
              4. ระบบสารสนเทศด้านการผลิตและการดาเนินงาน (production and operations information
system)
              5. ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล (human resource information system)
       ระบบสารสนเทศหากแบ่งตามระดับของการบริ หารองค์กร อาจแบ่งได้ดงนี้ ั
             1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems - TPS)
             2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems- MIS)
             3. ระบบสนับสนุนการตัดสิ นใจ (Decision Support Systems – DSS)
             4. ระบบผูเ้ ชี่ยวชาญ (Expert System หรื อ ES)
                                          ้
             5. ระบบสารสนเทศสาหรับผูบริ หารระดับสู ง (Executive Information System - EIS)




ระบบสารสนเทศทางการบัญชีสาหรับกิจการแต่ ละประเภท
      กิจการธุ รกิจโดยทัวไปหากแบ่งตามลักษณะของการประกอบการอาจแบ่งได้ 3 ประเภท ดังนี้
                        ่
               1. กิจการพาณิ ชยกรรม คือ ซื้อมาขายไป
               2. กิจการบริ การ
               3. กิจการอุตสาหกรรมหรื อผลิตสิ นค้า

วงจรทางการค้ า (Transaction Cycles) ได้ 4 วงจร คือ
      1. วงจรรายได้
      2.วงจรรายจ่าย
      3.วงจรการจัดการทรัพยากร
      4.วงจรบัญชีแยกประเภททัวไป และรายงานทางการเงิน
                               ่

ความหมายของวงจรรายได้
      วงจรรายได้ หมายถึง
กระบวนการทางธุ รกิจและการประมวลผลสารสนเทศที่เกี่ยวกับการจัดหาสิ นค้าหรื อบริ การให้แก่ลูกค้า
ตลอดจนถึงการรับชาระเงินค่าสิ นค้าหรื อบริ การดังกล่าวจากลูกค้า

วัตถุประสงค์ ของวงจรรายได้
        1. บันทึกรายการใบสังขายรวดเร็ วและถูกต้อง
                                ่
        2. ลูกค้าที่ได้รับการอนุมติเป็ นผูที่มีเครดิตที่น่าเชื่ อถือ
                                   ั      ้
        3. มีการส่ งสิ นค้าหรื อให้บริ การลูกค้าตรงตามเวลาที่นดหมาย  ั
        4. มีการออกบิลหรื อใบแจ้งหนี้อย่างถูกต้องและในเวลาที่เหมาะสม
        5. มีการบันทึกและจาแนกรายการเงินสดรับที่รวดเร็ วและถูกต้อง
        6. มีการผ่านรายการขายและเงินสดรับไปบัญชีแยกประเภทลูกหนี้ที่ถูกต้อง
        7. มีการป้ องกันและดูแลรักษาสิ นค้าและเงินแสดงจนกว่าจะมีการส่ งสิ นค้าหรื อนาเงินฝากธนาคาร

หน้ าที่ของวงจรรายได้
         หน้าที่ของวงจรรายได้ มีดงนี้ ั
                  1. ได้รับคาสั่งซื้ อ
                  2. ตรวจสอบวงเงินสิ นเชื่อ
                  3. ออกใบสั่งขาย
                  4. รวบรวมสิ นค้า
                  5. จัดส่ งสิ นค้า
                  6. ออกใบแจ้งหนี้
                  7. รับเงินและนาฝากธนาคาร
                  8. ผ่านบัญชีและจัดทารายงาน
                  9. บันทึกและปรับปรุ งบัญชี ลูกหนี้

ฐานข้ อมูลของวงจรรายได้ มี 2 รู ปแบบ คือ
        1. รู ปแบบแฟ้ มข้อมูล
        2. รู ปแบบฐานข้อมูล

กิจกรรมในวงจรรายได้
       วงจรรายได้ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 4 กิจกรรม ดังนี้
                          ั
              1. การอนุมติการขาย
              2. การจัดส่ งสิ นค้า
              3. การออกบิลหรื อใบแจ้งหนี้
              4. การรับเงิน

การอนุมัติการขาย
                          ั
       ขั้นตอนของการอนุมติการขายจะประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่
               1. การรับคาสังซื้ อจากลูกค้า
                            ่
                                         ั
               2. การตรวจสอบและอนุมติสินเชื่อของลูกค้า
               3. การตรวจสอบสิ นค้าคงเหลือ
               4. การออกใบสั่งขายและเอกสารต่าง ๆ

รายงานของวงจรรายได้
      รายงานเพื่อการจัดการที่เกิดจากวงจรรายได้ ที่สาคัญ ได้แก่
                 1. รายงานการวิเคราะห์การขาย
                 2. รายงานงบแยกอายุลูกหนี้

         ่
รายงานเพือการปฏิบัติงาน
                                      ่
              1. รายงานใบสั่งขายที่อยูระหว่างดาเนินการ
              2. ทะเบียนใบแจ้งหนี้ /ใบเรี ยกเก็บเงิน
              3. สมุดรายวันเงินสดรับ




ระบบสารสนเทศทางการบัญชีด้านรายจ่ าย

ความหมายของวงจรรายจ่ าย
      วงจรรายจ่าย หมายถึง
กระบวนการของกิจการทางธุ รกิจและการประมวลผลสารสนเทศที่เกี่ยวกับการซื้ อสิ นค้าและบริ การ
ตลอดจนถึงการชาระเงินค่าสิ นค้าและบริ การดังกล่าว

วัตถุประสงค์ ของวงจรรายจ่ าย
           1. เพื่อให้แน่ใจว่า
มีการสังซื้ อสิ นค้าและบริ การถูกต้องครบถ้วนตามที่กิจการต้องการและด้วยเงื่อนไขที่ดีที่สุด
         ่
           2. ได้รับสิ นค้าถูกต้องและครบถ้วนตามใบสั่งซื้ อ
           3. มีระบบการป้ องกันและรักษาสิ นค้าจนกว่าสิ นค้าจะถูกนามาใช้
           4. ใบเรี ยกเก็บเงินหรื อใบแจ้งหนี้ค่าสิ นค้าหรื อบริ การที่ได้รับจากผูขายถูกต้อง
                                                                                 ้
           5. มีการบันทึกและแจกแจงบัญชีรายจ่ายต่าง ๆ ที่ถูกต้องและรวดเร็ ว
           6.
มีการผ่านรายการหนี้ซ่ ึ งกิจการจะต้องชาระและรายการเงินสดจ่ายไปบัญชีเจ้าหนี้ รายตัวและบัญชีแยกประเภทเจ้าห
นี้ที่ถูกต้อง
                                              ั
           7. มีการชาระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ทนตามเวลาที่กาหนด
                                                                              ั                ั
           8. เพื่อให้แน่ใจว่ารายการเงินสดจ่ายทุกรายการเป็ นการจ่ายให้กบรายจ่ายที่ได้รับการอนุมติแล้ว
           9. มีการบันทึกและแจกแจงรายการเงินที่ถูกต้องและรวดเร็ ว

หน้ าที่ของวงจรรายจ่ าย
         1. ต้องการสิ นค้าหรื อบริ การ
        2.   ออกใบสังซื้ อ
                      ่
        3.   รับและเก็บรักษาสิ นค้าและ Update บัญชีสินค้า
        4.         ั
             อนุมติใบแจ้งหนี้
        5.   จ่ายเงิน
        6.   ผ่านไปยังบัญชีแยกประเภท
        7.   จัดทารายงานบันทึกและปรับปรุ งบัญชีเจ้าหนี้

ฐานข้ อมูลของวงจรรายจ่ าย มี 2 รู ปแบบ คือ
        1. รู ปแบบ
        2. รู ปแบบฐานข้อมูล




วงจรรายจ่ ายประกอบด้ วยกิจกรรมหลัก 4 กิจกรรม ดังนี้
       1. การสังซื้ อสิ นค้า
               ่
       2. การรับของ
                    ั
       3. การอนุมติใบแจ้งหนี้
       4. การจ่ายเงิน

รายงานของวงจรรายจ่ าย
      1. รายงานวิเคราะห์การทางานของผูขาย้
      2. รายงานวิเคราะห์การซื้ อ
                             ิ
      3. รายงานเหตุการณ์ที่ผดปกติ
      4. รายงานสถานะสิ นค้าคงเหลือ
      5. รายงานงบแยกอายุหนี้ (เจ้าหนี้)
      6. รายงานชาระหนี้ประจาวัน
      7. รายงานความต้องการใช้เงินสด
                               ั
      8. รายงานใบแจ้งหนี้ที่ยงค้างชาระหรื อใบแจ้งหนี้เปิ ด
      9. ทะเบียนเช็ค

ความหมายของระบบบัญชีแยกประเภททัวไป ่
        ระบบบัญชีแยกประเภททัวไป หมายถึง
                             ่
ระบบที่เก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูลรายการค้าที่เกิดจากการดาเนิ นกิจกรรมทางธุ รกิจต่าง ๆ ของกิจการ
และนามาสรุ ปผลเป็ นรายงานทางการเงินในรู ปแบบต่าง ๆ
                               ู้ ั
เพื่อประโยชน์ในการตัดสิ นใจแก่ผใช้ท้ งภายในและภายนอกกิจการ

วัตถุประสงค์ ของระบบบัญชี แยกประเภททัวไป่
        1. เพื่อให้การบันทึกรายการทางการบัญชีเป็ นไปอย่างรวดเร็ วและถูกต้องเชื่ อถือได้
        2. เพื่อให้การผ่านรายการค้าไปยังบัญชีแยกประเภทเป็ นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมและรวดเร็ ว
        3. เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างยอดเดบิตและเครดิต โดยยอดดุลทั้งสองจะต้องมีค่าเท่ากันเสมอ
                                                                                 ้
        4. เพื่อให้สามารถออกรายงานทางการเงินที่ถูกต้องเชื่อถือได้และทันเวลาที่ตองการ
        5. เพื่อประโยชน์ในการควบคุมภายในของกิจการในการป้ องกันดูแลรักษาทรัพย์สินของกิจการ

หน้ าที่ของระบบบัญชีแยกประเภท
           1. เก็บรวบรวมข้อมูลทางการบัญชี ทั้งจากระบบงานย่อยในวงจรต่าง ๆ และจากแผนกบัญชี
           2. จาแนกประเภท และใส่ รหัสบัญชีให้แก่รายการค้าต่าง ๆ ตามที่กาหนดไว้ในผังบัญชีของกิจการ
           3. ตรวจสอบความถูกต้องของรายการค้าโดยอาจจะต้องมีการตรวจสอบเกี่ยวกับจานวนเงินชื่ อบัญชี
รหัสบัญชี และอื่น ๆ
           4. ปรับปรุ งแฟ้ มรายการค้า และแฟ้ มหลักบัญชีแยกประเภทตลอดจนฐานข้อมูลอื่น ๆ
ซึ่ งได้รับผลกระทบจากรายการค้าที่เกิดขึ้นให้ถูกต้องเป็ นปั จจุบนั
           5. บันทึกรายการปรับปรุ งบัญชีเมื่อสิ้ นงวด เช่น รายการรายได้คางรับ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
                                                                        ้
ฯลฯ
           6. จัดทางบการเงิน เช่น งบกาไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด

ฐานข้ อมูล
         ฐานข้อมูลของระบบบัญชีแยกประเภททัวไปสามารถจัดทาได้ 2 รู ปแบบ คือ รู ปแบบแฟ้ มข้อมูล
                                               ่
และรู ปแบบฐานข้อมูล
         รู ปแบบแฟมข้ อมูล แฟ้ มข้อมูลที่สาคัญของระบบบัญชีแยกประเภททัวไป มีดงนี้
                  ้                                                       ่        ั
         1. แฟมหลักบัญชีแยกประเภท ถือว่าเป็ นหัวใจของฐานข้อมูลทางการบัญชี
               ้
                                                          ่
ซึ่ งจะแสดงสถานะของบัญชี แยกประเภทแต่ละบัญชีที่มีอยูในผังบัญชีของกิจการ
โดยบัญชี แยกประเภทแต่ละบัญชีในแฟ้ มหลักจะประกอบด้วยข้อมูลหลัก ๆ ดังนี้
 -                  รหัสบัญชี
 -                  ชื่อบัญชี
 -                  ประเภทของบัญชี (สิ นทรัพย์ หนี้สิน ส่ วนของเจ้าของ รายได้ หรื อค่าใช้จ่าย)
 -                  ยอดยกมาต้นปี
 -                  ยอดเดบิตและเครดิตของแต่ละเดือนในปี ปั จจุบน ั
 -                  ยอดคงเหลือ ณ ทุกสิ้ นเดือน
 -                ยอดงบประมาณของแต่ละเดือน
          2.                                                                                  ้
                                                                                            แฟมใบสาคัญรายวัน
เป็ นแฟ้ มรายการค้าหรื อแฟ้ มรายการเปลี่ยนแปลงที่ทาหน้าที่เหมือนสมุดรายวันทัวไป ่
โดยจะประกอบด้วยข้อมูลรายการต่าง                  ๆ                  ่
                                                             ที่ได้ผานบัญชีไปบัญชีแยกประเภทในงวดบัญชี ปัจจุบน  ั
ข้อมูลในแฟ้ มนี้จะจัดเรี ยงตามเลขที่ใบสาคัญรายวัน
ในการบันทึกข้อมูลในแฟ้ มนี้ แต่ละครั้งจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับเลขที่ใบสาคัญรายวัน                วันที่เกิดรายการ
                                         ั
จานวนเงินที่เดบิตและเครดิตเลขที่บญชีและคาอธิบายรายการ
          3.                                                                          ้
                                                                                    แฟมประวัติบัญชีแยกประเภท
                                                                             ่
เป็ นแฟ้ มที่บรรจุขอมูลเกี่ยวกับบัญชีแยกประเภทของแต่ละเดือนในแต่ละปี ที่ผานมาในอดีต
                     ้
ซึ่ งจะทาให้สามารถจัดทางบการเงินในอดีต และให้ขอมูลเกี่ยวกับแนวโน้มของกิจการได้
                                                      ้
          4.             แฟมหลักศูนย์ กาไร
                           ้                 เป็ นแฟ้ มที่ประกอบด้วยข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายของแผนกต่าง ๆ
หรื อศูนย์กาไรต่าง                                           ๆ                                        ของกิจการ
ซึ่งจะมีประโยชน์สาหรับนาไปจัดทารายงานตามความรับผิดชอบของผูจดการแต่ละคน  ้ั
          5. แฟมหลักงบประมาณ เป็ นแฟ้ มที่ประกอบด้วยข้อมูลจานวนงบประมาณของสิ นทรัพย์ หนี้สิน รายได้
                 ้
และค่าใช้จ่ายที่จดสรรให้แก่ศูนย์กาไรต่าง ๆ ของกิจการ
                   ั
               ้
          6. แฟมรู ปแบบรายงานทางการเงิน
เป็ นแฟ้ มที่ประกอบด้วยข้อมูลที่จาเป็ นสาหรับการจัดทารายงานทางการเงิน เช่น ชื่อหัวเรื่ องของแต่ละคอลัมน์
                       ้                   ้
ขนาดตัวอักษรที่ตองการและรู ปแบบที่ตองการ เป็ นต้น



                      ่
ระบบบัญชีแยกประเภททัวไปอาจแบ่ งการทางานเป็ น 3 ส่ วน ดังนี้
      1. การกาหนดโครงสร้างบัญชีและการสร้างแฟ้ มหลัก
      2. การบันทึกรายการขั้นต้นและการผ่านบัญชี
      3. การปรับปรุ งบัญชี การปิ ดบัญชี และการจัดทารายงานทางการเงิน

        ่                           ่
รายงานทีได้ จากระบบบัญชี แยกประเภททัวไปมีอยู่มากมาย อาจแบ่ งได้ 3 กลุ่ม ดังนี้
                              ั
      1. รายงานการวิเคราะห์บญชีแยกประเภท
      2. งบการเงิน
      3. รายงานเพื่อการจัดการ
                                             หน่ วยที่ 15
                                          การควบคุมภายใน
ความหมายของการควบคุมภายใน
          การควบคุมภายใน         หมายถึง                       ู้
                                                 กระบวนการที่ผบริ หารและบุคลากรขององค์กรจัดให้มีข้ ึน
เพื่อสร้างความมันใจอย่างสมเหตุสมผลว่า
                ่
การดาเนิ นงานขององค์กรจะบรรลุผลสาเร็ จตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้

ประเด็นสาคัญของการควบคุมภายใน มีดังนี้
       1. การควบคุมภายในเป็ นกระบวนการ
       2. การควบคุมภายในเป็ นสิ่ งที่เกิดขึ้นได้โดยคนทุกคนในองค์กร
       3. การควบคุมภายในเป็ นให้ได้เพียงความเชื่อมันในระดับที่สมเหตุสมผล
                                                     ่
       4. การควบคุมภายในเป็ นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน

วัตถุประสงค์ ของการควบคุมภายใน
         1. ด้ านการดาเนินงาน คือ วัตถุประสงค์พ้ืนฐานของการดาเนินงานในทุกองค์กร
โดยมุ่งเน้นที่กระบวนการปฏิบติงานที่มีคุณภาพ และเอื้ออานวยให้การดาเนินงานเป็ นไปตามเป้ าหมายที่กาหนดไว้
                               ั
                                                   ้
ในขณะเดียวกัน ผลที่ได้รับจากกระบวนการนั้นต้องคุมค่ากับต้นทุนที่ใช้ไป จึงจะทาให้เกิดความมีประสิ ทธิ ภาพ
                                                      ้
         2. ด้ านการรายงานทางการเงิน คือ การจัดให้มีขอมูลและรายงานทางการเงินที่ถูกต้อง เพียงพอ
                                       ั ้
และเชื่อถือได้ เพื่อสร้างความมันใจให้กบผูบริ หาร บุคลากรในองค์กร
                                 ่
และบุคคลภายนอกในการนาข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาตัดสิ นใจในเรื่ องต่างๆ
         3. ด้ านการปฏิบัติตามกฎหมาย คือ การมุ่งเน้นให้กระบวนการปฏิบติงานเป็ นไปตามกฎหมาย ระเบียบ
                                                                     ั
ข้อบังคับ เงื่อนไขตามสัญญา ข้อตกลง นโยบาย และแนวทางการปฏิบติงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
                                                                 ั
         การกาหนดวัตถุประสงค์ของการดาเนิ นงานขึ้นมานั้น
ผูบริ หารจะต้องกาหนดวิธีการทางานให้ไปสู่ วตถุประสงค์น้ น
  ้                                         ั           ั
                        ้                     ั
และในขณะเดียวกันก็ตองมีการควบคุมการปฏิบติงานต่างๆ
ในองค์กรให้ดาเนิ นไปอย่างมีประสิ ทธิ ภาพและประสิ ทธิผลด้วย การควบคุมต่างๆ เหล่านี้ ก็คือ
                             ั
การควบคุมกระบวนการปฏิบติงานภายในองค์กร หรื อเรี ยกสั้นๆ ว่า การควบคุมภายในนันเอง  ่

ข้ อจากัดของการควบคุมภายใน สรุ ปได้ดงนี้   ั
                                      ั
           1. นโยบายและวิธีการปฏิบติงานที่กาหนดให้มีข้ ึนนั้น
จะต้องเสี ยค่าใช้จ่ายไม่สูงกว่าผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เช่น การใช้บาร์ โค้ด
ในการควบคุมสิ นค้าคงเหลือย่อมจะทาให้เสี ยค่าใช้จ่ายมาก
                                                                ้
ดังนั้นในกิจการขนาดเล็กก็อาจจะไม่ใช้บาร์ โค้ดเนื่ องจากจะไม่คุมค่ากับประโยชน์ที่จะได้รับ เป็ นต้น
           2. ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความประมาณเลินเล่อ ความไม่เอาใจใส่
การขาดความระมัดระวัง การไม่เข้าใจคาสั่ง เป็ นต้น
                                                                      ั
           3. การทุจริ ตเกิดจากความร่ วมมือกันของพนักงาน โดยไม่ปฏิบติตามมาตรการควบคุมภายในที่กาหนดไว้
         ้
ทาให้ขอกาหนดเรื่ องการแบ่งแยกหน้าที่ใช้ไม่ได้ผล และยากต่อการค้นพบการกระทาทุจริ ตนั้น
                ้                ั                            ั
           4. ผูรับผิดชอบไม่ปฏิบติตามนโยบายและวิธีการปฏิบติงานที่กาหนดไว้
       ้
หรื อผูบริ หารละเลยหรื อมองข้ามความสาคัญของการควบคุมภายใน
                                                                    ่
           5. การควบคุมส่ วนใหญ่กาหนดไว้สาหรับรายการซึ่ งคาดได้วาจะเกิดขึ้นตามปกติ
                                                                            ั       ่
ดังนั้นถ้าสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไปอาจทาให้นโยบายและวิธีการปฏิบติงานที่มีอยูไม่เพียงพอที่จะป้ องกันคว
ามเสี ยหายที่จะเกิดขึ้นได้

องค์ ประกอบของการควบคุมภายใน
        องค์ประกอบที่สาคัญของการควบคุมภายใน ซึ่งจาแนก เป็ น 5 องค์ประกอบที่สาคัญ ตามแนวทางของ
COSO ซึ่ งเป็ นแม่แบบสากลของการควบคุมภายใน ประกอบด้วย
        1. สภาพแวดล้อมของการควบคุม
                 1.1 ความซื่อสัตย์และจริ ยธรรม
               1.2 ความรู้ความสามารถของบุคลากร
               1.3 การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ
               1.4 ปรัชญาและวิธีการทางานของฝ่ ายบริ หาร
               1.5 โครงสร้างการจัดองค์กร
               1.6 วิธีการมอบอานาจและความรับผิดชอบ
               1.7 นโยบายและวิธีการบริ หารด้านทรัพยากรมนุษย์
       2. การประเมินความเสี่ ยง
       3. กิจกรรมการควบคุม
 -                                            ั
                 การกาหนดนโยบายและวิธีปฏิบติงานที่ชดเจนั
 -               การสอบทานโดยคณะกรรมการบริ ษท      ั
 -               การสอบทานโดยฝ่ ายจัดการ
 -               การควบคุมการประมวลผลข้อมูล
 -               การควบคุมทางกายภาพ
 -                       ั      ั
                 การใช้ดชนีช้ ีวดผลการดาเนินงานที่สาคัญ
       4. สารสนเทศและการสื่ อสาร
       5. การติดตามประเมินผล
               5.1 การตรวจสอบภายใน
               5.2 การรายงานแบบแสดงข้อยกเว้น




            ่
ผู้มีส่วนเกียวข้ องกับการควบคุมภายใน
          1. คณะกรรมการบริ ษท ั
          2. คณะกรรมการตรวจสอบ
          3. ฝ่ ายจัดการ
          4. พนักงาน
                ้
          5. ผูตรวจสอบภายใน
                  ้
          6. ผูตรวจสอบบัญชี
          7. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


การประเมินความเสี่ ยงและกิจกรรมการควบคุม
1. การประเมินความเสี่ ยง
       1.1 การสอบทานวัตถุประสงค์ของกิจการ
       1.2 การสอบทานสภาพแวดล้อมของการควบคุม
       1.3 การระบุปัจจัยความเสี่ ยง
 -               ปัจจัยภายนอก
 -               ปัจจัยภายใน
       1.4 การจัดลาดับความเสี่ ยง


2. การออกแบบกิจกรรมการควบคุม
                                        ั
       2.1 การกาหนดนโยบายและวิธีปฏิบติงานที่ชดเจนั
       2.2 การสอบทานโดยคณะกรรมการบริ ษท      ั
       2.3 การสอบทานโดยฝ่ ายจัดการ
       2.4 การควบคุมการประมวลผล
       2.5 การควบคุมทางกายภาพ
                  ั       ั
       2.6 การใช้ดชนีช้ ีวดผลการดาเนินงานที่สาคัญ


ประเภทของการควบคุม จาแนกได้ 3ประเภท ดังนี้
      1. จาแนกตามการป้ องกัน ค้นหา แก้ไขและชี้แนะ
      2. จาแนกตามการควบคุมทัวไปและการควบคุมเฉพาะระบบ
                              ่
      3. จาแนกตามระดับการควบคุมทางธุ รกิจ



การควบคุมภายในด้ านเงินสด
วัตถุประสงค์ ของการควบคุมภายในด้ านเงินสด
        1. มีการป้ องกันรักษาเงินสดให้ปลอดภัยจากการทุจริ ตและการถูกโจรกรรม
        2. มีระบบข้อมูลข่าวสารอย่างสมบูรณ์เพียงพอที่จะทาให้ได้รับรายงานที่ถูกต้อง
        3. มีการบันทึกรายการเกี่ยวกับเงินสดเป็ นปั จจุบน ครบถ้วน และถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี
                                                       ั


                     ่    ่
การควบคุมภายในโดยทัวไปเกียวกับเงินสด
      1. การกาหนดอานาจหน้าที่
      2. การแบ่งแยกหน้าที่
      3. การตรวจนับเงินสด
      4. การประกันภัย
      5. การสับเปลี่ยนหมุนเวียนหน้าที่
      6. การจัดทางบกระทบยอดเงินฝากธนาคาร
       7. การจัดทางบประมาณเงินสด


การควบคุมภายในด้ านเงินสดรับ
      1. การออกใบเสร็ จรับเงิน
      2. การควบคุมใบเสร็ จรับเงิน
      3. การนาเงินฝากธนาคาร
      4. การบันทึกบัญชี


การควบคุมภายในด้ านเงินสดจ่ าย
      1. กรณีจ่ายเป็ นเช็ค
 -              การใช้ระบบใบสาคัญจ่าย
 -              การควบคุมใบสาคัญจ่าย
 -              การแบ่งแยกหน้าที่
 -                                            ั
                การกาหนดอานาจและวงเงินอนุมติสั่งจ่ายเช็ค
 -              การใช้เช็ค
 -              การบันทึกบัญชี และจัดเก็บเอกสาร
      2. กรณีจ่ายเงินสดย่อย
 -              ระบบเงินสดย่อยที่ไม่กาหนดวงเงินไว้แน่นอน
 -              ระบบเงินสดย่อยที่กาหนดวงเงินไว้แน่นอน
                  ่
การควบคุมภายในเกียวกับเงินสดย่ อย
      1. การใช้ระบบเงินสดย่อยที่กาหนดวงเงินไว้แน่นอน
                      ้
      2. การกาหนดผูรักษาเงินสดย่อย
      3. การจ่ายเงินสดย่อย
      4. การเบิกชดเชยเงินสดย่อย
      5. การบันทึกบัญชีและจัดเก็บเอกสาร


การควบคุมภายในด้ านการซื้อและการขาย
การควบคุมภายในด้ านการซื้อ
      1. การควบคุมภายในเกี่ยวกับการซื้ อ
      2. การควบคุมภายในเกี่ยวกับเจ้าหนี้การค้า
                           ั
             2.1 การอนุมติรายการ
             2.2 การตรวจสอบเอกสาร
      3. การแบ่งแยกหน้าที่
       4. การกระทบยอดรายการ
       5. การยืนยันยอดกับเจ้าหนี้การค้า


การควบคุมภายในด้ านการขาย
      1. การควบคุมภายในเกี่ยวกับการขาย
             1.1 การขายยอด
             1.2 การขายเชื่อ
      2. การควบคุมภายในเกี่ยวกับลูกหนี้การค้า


การควบคุมภายในด้ านสิ นทรั พย์ ถาวร
วัตถุประสงค์ การควบคุมภายในด้ านสิ นทรัพย์ ถาวร
        1. กิจการได้รับประโยชน์สูงสุ ดจากจานวนเงินที่ลงทุนในสิ นทรัพย์
                                                          ั
และการได้มาซึ่งสิ นทรัพย์ถาวรทุกรายการที่ได้รับการอนุ มติอย่างถูกต้อง
        2. สิ นทรัพย์ถาวรปลอดภัยจากการสู ญหายหรื อการทุจริ ต
        3. การเก็บรักษาและการโอนย้ายสิ นทรัพย์ถาวรเป็ นไปอย่างรัดกุม
        4. การบันทึกบัญชี เกี่ยวกับสิ นทรัพย์ ทั้งในด้านราคาของสิ นทรัพย์
และการบันทึกค่าเสื่ อมราคาเป็ นไปโดยถูกต้อง
        5. การแสดงรายการสิ นทรัพย์ถาวรในงบดุลถูกต้อง และมีการเปิ ดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ


หลักการควบคุมภายในด้ านสิ นทรัพย์ ถาวร
       1. การได้มาซึ่งสิ นทรัพย์ถาวร
       2. การดูแลรักษาสิ นทรัพย์ถาวร
       3. การจาหน่ายสิ นทรัพย์ถาวรออกจากบัญชี


การควบคุมภายในด้ านเงินเดือนและค่ าแรง
วัตถุประสงค์ ของการควบคุมภายในด้ านเงินเดือนและค่ าแรง
                                                                          ั
        1. การจ้างบุคลากร การจ่ายเงินเดือนและค่าแรงทั้งหมดได้รับการอนุมติอย่างเหมาะสม
        2. การมอบหมายงานเหมาะสม
                                                                        ั
พนักงานทั้งหมดได้รับมอบหมายงานเหมาะสมกับความสามารถและได้ปฏิบติหน้าที่งานอย่างมีประสิ ทธิภาพและบ
รรลุผลสาเร็ จ
        3. การคานวณเกี่ยวกับเงินเดือนและค่าแรง และการจ่ายเงินเดือนและค่าแรงเป็ นไปอย่างถูกต้อง
        4. การบันทึกบัญชี เกี่ยวกับเงินเดือนและค่าแรงเป็ นไปโดยถูกต้อง ครบถ้วน ตามมาตรฐานทางบัญชี
        5. การรายงานเงินได้ของพนักงานและภาษีหก ณ ที่จ่าย
                                             ั
มีการจัดทาและนาส่ งกรมสรรพกรในเวลาที่กฎหมายกาหนด


หลักการควบคุมภายในด้ านเงินเดือนและค่ าแรง
       1. การควบคุมโยระบบงบประมาณ
       2. การควบคุมโดยการแบ่งแยกหน้าที่
 -             การว่าจ้างและจัดทาทะเบียนประวัติพนักงาน
 -             การบันทึกเวลาทางาน
 -             การคานวณเงินเดือนและค่าแรง
 -             การจ่ายเงินเดือนและค่าแรง


การกากับดูแลกิจการ
ความหมายของการกากับดูแลกิจการ
        การกากับดูแลกิจการ คือ
        ั
ระบบที่จดให มีโครงสร างและกระบวนการของความสัมพันธ์ ระหว างฝ ายจัดการคณะกรรมการ
และผู ถือหุ น เพื่อสร างความสามารถ ในการแข งขัน
นาไปสู ความเจริ ญเติบโตและเพิ่มคุณค าให กับผู ถือหุ นในระยะยาว
โดยคานึงถึงผู มีส วนได เสี ยอื่นประกอบ




วัตถุประสงค์ ของการกากับดูแลกิจการ
                                              ้
        1. เพื่อเสริ มสร้างความโปร่ งใสของผูบริ หาร
        2. เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการ
        3. เพื่อให้มีการปฏิบติต่อผูถือหุ นอย่างเท่าเทียมกัน
                               ั    ้ ้
                                          ั
        4. เพื่อสอดส่ องดูแลผลการปฏิบติงานและผลประโยชน์ของกิจการในระยะยาว


                        ่
หลักการกากับดูแลกิจการทีดี
        การกากับดูแลกิจการ        หรื อ         Corporate        Governance         หมายถึง
        ั                                                                             ้ ้
ระบบที่จดให้มีโครงสร้างและกระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่าง คณะกรรมการ ฝ่ ายจัดการ และผูถือหุ น
เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน
                                          ั ้ ้
นาไปสู่ ความเจริ ญเติบโตและเพิ่มคุณค่าให้กบผูถือหุ นในระยะยาวโดยคานึงถึงผูมีส่วนได้เสี ยอื่นประกอบ
                                                                          ้

โครงสร้ างการกากับดูแลกิจการ แบ่ งออกเป็ น 5 ส่ วนได้ แก่
         1. สิ ทธิ และความเท่าเทียมกันของผูถือหุ นและผูมีส่วนได้เสี ยในกลุ่มต่างๆ
                                           ้ ้         ้
                                                                                     ั
         2. โครงสร้าง บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ และความเป็ นอิสระของคณะกรรมการบริ ษทฯ
         3. การเปิ ดเผยข้อมูลและความโปร่ งใส
         4. นโยบายการควบคุมและการบริ หารความเสี่ ยง
         5. จริ ยธรรมธุ รกิจ


การจัดการความเสี่ ยงขององค์ กร
ความหมายของการจัดการความเสี่ ยงขององค์ กร
                                                                           ั
       การจัดการความเสี่ ยงขององค์กร หมายถึงกระบวนการที่คณะกรรมการบริ ษท ฝ่ ายจัดการ
และพนักงานทุกระดับกาหนดขึ้นเพื่อนามาใช้ในการกาหนดกลยุทธ์ และวางแผนการดาเนินงาน
โดยกระบวนการจัดการความเสี่ ยงต้องได้รับการออกแบบให้สามารถระบุเหตุการณ์ที่อาจส่ งผลกระทบทางลบต่อก
        ั                                                       ่
ารบรรลุวตถุประสงค์ขององค์กร และสามารถจัดการความเสี่ ยงนั้นให้อยูในระดับที่องค์กรยอมรับได้




องค์ ประกอบของการจัดการความเสี่ ยงขององค์ กร
        1. สภาพแวดล้อมในองค์กร
        2. การกาหนดวัตถุประสงค์
        3. การระบุเหตุการณ์
        4. การประเมินความเสี่ ยง
        5. การตอบสนองความเสี่ ยง
        6. กิจกรรมการควบคุม
        7. สารสนเทศและการสื่ อสาร
        8. การติดตามผล


การควบคุมภายในกับการกากับดูแลกิจการ
         การควบคุมภายในเป็ นส่ วนหนึ่งของการกากับดูแลกิจการ
โดนการจัดการระบบการควบคุมภายในที่เหมาะสม
                                         ่
จะช่วยป้ องกันและค้นพบความเสี่ ยงที่มีอยูซ่ ึ งนาไปสู่ การแก้ไขไม่ให้เกิดความเสี ยหายได้
การควบคุมภายในยังช่วยเพิ่มประสิ ทธิ ภาพในการทางานขององค์กร                                ช่วยป้ องกันการรั่วไหล
ช่วยให้องค์กรเจริ ญเติบโตได้อย่างมันคง
                                     ่                                                สามารถแข่งขันทางธุ รกิจได้
และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้แก่ผถือหุ นและผูมีส่วนได้เสี ยทุกฝ่ าย
                               ู้ ้        ้


การควบคุมภายในกับการตรวจสอบภายใน
        การตรวจสอบภายในเป็ นกลไกสาคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้กิจการมีการควบคุมภายในที่เหมาะสม
และการควบคุมเหล่านั้นได้มีการปฏิบติตาม ตลอดจนช่วยให้กิจการมีการจัดการความเสี่ ยงที่เหมาะสมยิงขึ้น
                                  ั                                                             ่
มีการถ่วงดุลอานาจไม่ให้มีการใช้อานาจหน้าที่โดยมิชอบจึงก่อให้เกิดการกากับดูแลกิจการที่ดี
                      ่
        อาจจะสรุ ปได้วาการควบคุมภายใน                                                   การกากับดูแลกิจการ
การจัดการความเสี่ ยงขององค์กรและการตรวจสอบภายใน ต่างมีความสัมพันธ์ซ่ ึ งกันและกัน




                                 @@@@@@@@@@@@

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:74
posted:6/6/2012
language:Thai
pages:78