Judging by the number of defamation cases filed against members of the Thai press this year,
it seems that a handful in government, led by Prime Minister Thaksin Shinawatra, feel that their
good reputations have been maligned. For them the only recourse is to defend their integrity in

Fair enough, one might argue. After all, libel law exists in the country’s Penal Code as a form of
protection of people’s reputations against unethical or irresponsible reporting, and abuse of
public speech.

But going by the rate and the ease with which defamation suits are being filed one after the other,
one can see an alarming trend that libel law is being misused -- or even abused -- by powerful
sectors in society.

The amounts sought in damages also reveal that the state, politicians and business interests have
a penchant for suing big. In fact the magnitude of the lawsuits seems disproportionate to the
alleged transgressions the legal charges intend to address.

This has led many to believe that indeed the real intention of the defamation suits is to instill fear
among the government’s critics, stifle free expression and harass or silence independent media.

Since Shin Corp sued media reform advocate Supinya Klangnarong and an editor, publisher and
board member of Thai Post in 2003 and again in 2004, there has been a spate of defamation
cases against the press in Thailand.

Supinya’s criminal suit is now awaiting promulgation and depending on the court’s verdict will
be the disposition of the civil suit in which Shin Corp is seeking 400 million baht in damages.
Both suits revolve around published statements by Supinya that profits of the conglomerate had
soared since Thaksin came to power in 2001.

Thai Post is also fighting a separate 200 million baht lawsuit filed by the same telecoms giant,
partly owned by Thaksin’s family, after the paper suggested that the corporation has benefitted
unfairly from its close connections to government.

The lawsuits and the damages sought by Shin Corp are staggering, but what’s even more
alarming is that it set off a rash of legal actions against the press on an even bigger scale.

As the trial for Shin Corp’s criminal libel case against Supinya and Thai Post was about to start,
a gas distribution company, Picnic Corp, sued two newspapers belonging to the Matichon
Publishing Group for a whopping 15 billion baht, so far the biggest civil suit ever filed against
any individual or entity in Thailand.

The charges were brought against the daily newspaper, Matichon, and its weekly business
publication, Prachachat Turakij, after they wrote about concerns over alleged accounting fraud in
the listed company.

Picnic was set up by a former deputy commerce minister who was forced to resign from the
Cabinet last July when members of his family, who control the energy company, were charged
with fraud.
The English-language ‘Bangkok Post’ is also fighting a one billion baht defamation lawsuit filed
by the Airports of Thailand and the National Bangkok International Airport over an erroneous
report about cracks on the runway at the yet to be opened Suvarnabhumi Airport.
This, despite apologies and a published correction from the daily paper.

On October 11, Thaksin himself filed lawsuits against ‘Manager Daily’, seeking 500 million baht
for defamation. The case, filed in both criminal and civil courts, stemmed from comments by a
senior Buddhist monk who was critical of Thaksin. The comments were published in the
newspaper, founded by media baron Sondhi Limpthongkul, on September 28.

A week before, Thaksin filed separate defamation charges against Sondhi and his Channel 9
television co-host for their comments during the ‘Thailand Weekly’ program, also demanding
500 million baht in compensation. The program, produced by Manager Media Group's sister
company, has since been axed.

It is hard to predict how the defamation cases will be decided on. What is clear is that there will
be more to come, unless politicians, powerful businesses and the state realize that a critical press
is essential, and that public interest is paramount to individual interests and personal reputations.

While disagreements exist among legal minds, media experts and academics on whether libel
should be decriminalised, there is some consensus pointing to the need to amend the present libel
law to strengthen protection on stories that are of public interest, and to incorporate the
mediating mechanism on the public's right to reply, as provided under Thailand's 1941 Printing

The prevailing conditions should convince everyone that it is imperative to act now.
-- Rosario Liquicia



         โรซาริ โอ ลิ กิเซี ย
                 ้            ้                                                           ้
กลับมาอีกครังด้ วยการตังคาถามกับสถานการณ์สื่อมวลชนบ้ านเราที่ขณะนี ้ต้ องเผชิญหน้ ากับคดีฟองร้ องหมิ่น
ประมาทจากทังนักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรี นายทุนโทรคมนาคมสื่อสาร
และผู้มีอานาจที่มีความใกล้ ชิดกับรัฐบาลไทยรักไทย
               ้                ่                     ้      ้         ่
         การฟองร้ องที่นาไปสูการพิจารณาไต่ความในศาลทังหลายทังปวงอยูภายใต้ รูปการที่โจทก์ระบุ
ข้ อความที่สื่อมวลชนนาเสนอนันเป็ นการทาลายชื่อเสียงของตนเองและองค์กร ดังนัน ้
การดาเนินการทางกฎหมายเช่นนี ้คือการปกปองชื่อเสียงของตนเองในศาล
                                             ้                ั           ่ ั้          ้
           ลิกิเซียยอมรับว่ากฎหมายฟองหมิ่นประมาทที่บงคับใช้ อยูนนมีเจตจานงเพื่อปกปองชื่อเสียงของบุคคล
     ู                                                                ้
ที่ถกกล่าวหาอย่างไม่เป็ นธรรมหรื อไร้ ความรับผิดชอบ รวมทังการบิดเบือนคาพูดของบุคคลนันๆ     ้
แต่ถ้าพิจารณาจากคดีหลายๆตัวอย่างที่เป็ นที่ฟองร้ องกันอยูในขณะนี ้  ่
จะเห็นอะไรบางอย่างที่บงบอกว่ากฎหมายนี ้ถูกใช้ อย่างผิดวิธีหรื อถูกทาให้ เกิดการตีความที่ผิดโดยผู้มีอานาจใ
           ด้ วยจานวนค่าเสียหายที่ต้องชดใช้ อย่างมหาศาลของโจทก์ที่ไม่บรรทัดฐานใดชัดเจนนัน    ้
ลิกิเซียเห็นหลายกรณีดไม่สมเหตุสมผลกับสิ่งที่สื่อมวลชนพยายามจะเสนอไปยังสาธารณชนแม้ แต่น้อย
           หลายฝ่ ายมองว่าสิ่งที่ผ้ มีอานาจเหล่านันทา       ้
ก็เพื่อต้ องการสร้ างความกลัวให้ เกิดขึ ้นในแวดวงของคนที่ชอบวิจารณ์รัฐบาล
หรื อต้ องการปิ ดปากสื่อที่เป็ นอิสระไม่ให้ อ้าปากส่งเสียง
                                               ่       ้
           กรณีที่บริ ษัทชิน คอปอร์ เรชัน จากัดฟอง น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์
เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ และ นสพ. ไทยโพสต์ ในปี 2546 และ 2547
เป็ นกรณีรูปธรรมที่เห็นได้ ชดเจนที่สดั     ุ
           หลังจากกรณีนี ้เป็ นต้ นมา
การฟองร้ องสื่อมวลชนด้ วยค่าชดเชยมหาศาลเป็ นหลักร้ อยล้ านพันล้ านก็พาเหรดตามกันมา
       ่                                         ่ ้
ไม่วาจะเป็ นบริ ษัทปิ คนิ ก คอปอร์ เรชันฟองหนังสือพิมพ์มติ ชน และประชาชาติ ธุรกิ จ ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษ
ในเรื่ องตัวเลขทางบัญชีและเรื่ องเงินในบัญชีผิดปกติ
                         ้                                              ิ
จนเป็ นที่มาของการฟองร้ องที่มีการเรี ยกค่าชดเชยสูงสุดในประวัตศาสตร์ ถึง 5,000 ล้ านบาท
           จากนัน บางกอกโพสต์์ ถูกท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย
และบริ ษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพฯแห่งใหม่ (บทม.) ฟองร้ องเรี ยกค่าเสียหาย 10
ล้ านบาทกรณีที่เสนอข่าวรอยร้ าวที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ทังที่มีการขอโทษและแก้ ไขข้ อมูลที่อ้างแหล่งข่าวผิดพลาดแล้ วก็ตาม
                                                     ้   ้ั                      ้
           รวมไปถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณฟอง ผูจดการรายวัน ด้ วยตัวเองทังคดีแพ่งและอาญา 500
                                                                  ่                ่
ล้ านบาทกรณีที่อ้างแหล่งคาพูดของหลวงตามหาบัวที่ระบุวาพ.ต.ต.ทักษิณไม่ตางอะไรกับเทวทัต
                     ่                 ู                                       ้
และอีกกรณีหนึงที่นายสนธิพดพาดพิงถึงพ.ต.ท.ทักษิณเรื่ องการแต่งตังสมเด็จพระสังฆราช ในรายการ
“เมื องไทยรายสัปดาห์สญจร” โดยเรี ยกร้ องค่าเสียหายอีก 500 ล้ านบาทเช่นกัน
           ลิกิเซียเห็นว่าสิ่งที่แวงวงสื่อมวลชน นักวิชาการและภาคสังคมจะต้ องรี บทาต่อไปในขณะนี ้คือ
                                   ้                                                 ่
หาทางออกและมาตรการปองกันการรายงานของสื่อมวลชนที่เป็ นผลประโยชน์ตอสาธารณะโดยรวมให้ เป็ นไปอ
ย่างรอมชอมกับสิทธิสวนบุคคลภายใต้ พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484
           นี่คือวาระเร่งด่วนที่ต้องรี บเดินหน้ าโดยเร็ ว

To top