vaiable hypothesis by HC120528021245

VIEWS: 13 PAGES: 17

									                      ิ
ตัวแปรและการกาหนดสมมุตฐาน
                                   โดย
                 ผศ. ดร. ชัชวาลย์ วงษ์ ประเสริฐ
ตัวแปร (Variables)
                      ่ ี่            ั     ่
หมายถึง แนวความคิดทีมคาหลายค่า นักวิจยจะมุงหาแบบแผน
                                          ้           ้
   ความสัมพันธ์ และความผันแปรของตัวแปรตังแต่ 2 ตัว ขึนไป
             ่ ั           ่
   ในขณะทีตวแปรตัวแรกมีคาผันแปรไป อีกตัวหนึ่งก็จะมีค่าผันแปร
                 ้
   ตามไปด้วย ทังนี้ทราบได้โดยการสังเกตความสัมพันธ์เชิงประจักษ์
     ่ ้
   ทีเกิดขึน
ลักษณะและชนิดของตัวแปร
        ั
ในการวิจยทางด้านพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ ส่วนใหญ่จะศึกษาตัว
          ่ ่                                        ่
   แปรทีเกียวข้องกับคุณลักษณะ และพฤติกรรมของมนุ ษย์ ซึงสามารถ
   แบ่งลักษณะของตัวแปรออกได้เป็ น 2 ลักษณะ
ลักษณะและชนิดของตัวแปร
มโนทัศน์ หรือ สังกัป หรือมโนมติ (Concept) คือคาทีสามารถระบุคุณลักษณะ
                                                     ่
                                                          ้
   คุณสมบัติ และมีความหมาย เช่น เพศ อายุ ความสูง เชือชาติ คานี้ม ี 2
   ลักษณะ คือ
         1.1 Descriptive Word คือ คาทีบรรยายให้ทราบว่าเป็ นอย่างไร
                                        ่
         1.2 Logical Word คือ คาเชิงตรรกะ เป็ นคาเชือมประโยคให้ม ี
                                                       ่
   ความหมาย
   นอกจากนี้คาว่า Concept หรือ "แนวคิด" หมายถึงภาพทีเกิดจากความเข้าใจ
                                                            ่
                 ้ ั      ่                                    ้
   รวมกันของผูสงเกตสิงต่าง ๆ ของมนุ ษย์ และธรรมชาติทเี่ กิดขึนภายใต้
       ่                         ้               ่ี
   เงือนไขเดียวกันเสมอ รวมทังเป็ นสัญลักษณ์ทออกมาในลักษณะนามธรรมที่
   สือให้เข้าใจกันได้ ทังนี้ "แนวคิด" จะมีสาระ (Content) ของแนวคิดด้วย
     ่                  ้
ลักษณะและชนิดของตัวแปร
Construct คือความคิดรวบยอด (Concept) ชนิดหนึ่งทีเฉพาะเจาะจงลงไป
                                                   ่
                ั ้
     ในงานวิจยนัน ๆ สามารถแจกแจงเป็ นรายละเอียดและวัดเป็ นตัวเลขได้
     จึงทาให้ Construct มีความหมายมากขึนกว่า Concept
                                          ้
     Construct อาจหมายถึง ข้อความทีเป็ นนามธรรม เป็ นตัวแปรทีแสดง
                                      ่                        ่
                              ่     ่           ้
     ความหมายเฉพาะบุคคล ซึงคนทัวไปอาจรับรูตรงกันหรือไม่ตรงกันก็
                           ั            ่
     ได้ ตัวแปรประเภทนี้มกเป็ นตัวแปรทีเป็ น "นามธรรม" เช่น ความวิตก
                                  ้
     กังวล ความเกรงใจ ความเป็ นผูนา แรงจูงใจ ทัศนคติต่อการเลือกตัง้
           ่
เป็ นต้น ซึงความเป็ นนามธรรมนี้ ทาให้ไม่สามารถสังเกตโดยตรงได้ ต้อง
              ่
     อาศัยเครืองมือในการวัด และต้องนิยามการวัดตัวแปรในลักษณะนี้ให้
                      ิี
     ชัดเจน โดยระบุวธการวัดลงไปด้วย
ลักษณะของตัวแปร
1. ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น (Independent Variable) คือตัวแปรตัวแรกที่
      บ่งบอกลักษณะเชิงสาเหตุ
2. ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือตัวแปรทีบงบอกถึงผลทีแปรผัน
                                              ่ ่           ่
      ตาม
3. ตัวแปร ทีมลกษณะคงทีทไม่สามารถจะทาการเปลียนแปลงได้ (Organic
                 ่ ีั   ่ ่ี                      ่
      Variables)
4. ตัวแปรทีมารบกวนระหว่างเหตุและผล (Intervening Variable)
               ่
5. ตัวแปรทีไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์นก (Extraneous Variables)
             ่                              ั
      เป็ นต้น
การนิยามตัวแปร
          ั ั          ่ ึ
ในการวิจยปญหาทีศกษาส่วนใหญ่ประกอบด้วยตัวแปรต่างๆ มากมาย
        ่         ู้         ั
     เพือให้ผอ่านงานวิจยมีความเข้าใจตรงกัน จึงต้องมีการนิยามตัวแปร
            ่ ู้ ิ ั                      ้
     การทีผวจยจะสามารถนิยามตัวแปรนันต้องอาศัยข้อมูลและข้อเท็จจริง
                 ่ ้ิั                  ้
     ต่างๆ ซึงผูวจยจะหาข้อมูลเหล่านันได้จาก
                               ั ่ ่
1. ทฤษฎีและเอกสารงานวิจยทีเกียงข้อง
2. อาศัยข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ทได้จากการรวบรวมข้อมูล (Empirical
                                   ่ี
     appoach) ซึงจะใช้กบตัวแปรทีเป็ นนามธรรม (Construct) และยังไม่ม ี
                     ่     ั          ่
     ใครศึกษามาก่อน
การนิยามตัวแปร
                                                   ั้
การนิยามตัวแปรอาจจะใช้แนวทางหนึ่งแนวทางใดหรือใช้ทงสองแนวทาง
   ประกอบกันก็ได้เนื่องจากลักษณะตัวแปรมีลกษณะทังทีเป็ น Concept
                                          ั      ้ ่
   และ Construct การนิยามตัวแปรจึงทาได้ 2 ลักษณะได้แก่
การนิยามตัวแปร
1. นิยามในลักษณะองค์ประกอบ (Constitutive definition) เป็ นการ
                       ้                                         ั
     อธิบายว่าตัวแปรนันหมายถึงอะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง มักจะใช้กบ
     ตัวแปรทีเป็ น Concept เช่น นิยามเพศว่าเป็ นลักษณะทางกายภาพของ
             ่
         ่
     คนซึงแบ่งออกเป็ นเพศชายและเพศหญิง
การนิยามตัวแปร
2.นิ ยามในลักษณะนิยามปฏิบติการ (Operational Definition) นิยาม
                               ั
            ั ิ
     ปฏิบตการ หมายถึง การให้คาจากัดความ แนวความคิด โดยการระบุการ
           ั ิ      ี       ่                        ิ
     ปฏิบตการ (วิธการ) ทีจะสังเกตการณ์และวัดคุณสมบัตของแนวความคิดนัน   ้
                        ่        ่ี ั                      ่ี ั
     การนิยามแบบนี้เชือมทฤษฎีทสงเกตการณ์ไม่ได้ กับทฤษฎีทสงเกตได้เข้า
                          ่                ั ิ   ่
     ด้วยกัน จะสังเกตได้วา การนิยามเชิงปฏิบตการเชือมแนวความคิดเชิง
     ทฤษฎีเข้ากับประสบการณ์เชิงประจักษ์ (Sense Experience) ทีสงเกตได้ หาก
                                                              ่ ั
                      ่               ั ิ                           ั้
     ปราศจากเสียซึงการนิยามเชิงปฏิบตการแล้ว ย่อมทาให้ทฤษฎีทงหลายเป็ น
                 ่                                                ั ิ
     นามธรรมอยูตลอดไป ไม่สามารถทดสอบได้ การนิยามเชิงปฏิบตการจึงช่วย
         ี                          ั                      ิี
     ให้มการทดสอบทฤษฎีในอัตวิสยต่าง ๆ กันได้ โดยการระบุวธการไว้อย่าง
                   ั ั
     ชัดเจน ทาให้นกวิจยสามารถทาการวัดค่า สังเกตการณ์ ปรากฏการณ์ท่ี
     ต้องการศึกษาได้โดยปราศจากความกากวม
การนิยามตัวแปร
                                                 ่
การนิยามตัวแปรในลักษณะนี้ประกอบด้วยลักษณะทีสาคัญ 4 ประการคือ
1. คุณลักษณะหรือองค์ประกอบของตัวแปร
                   ่                           ี
2. พฤติกรรมทีแสดงออก เนื่องจากตัวแปรชนิดนี้มคุณลักษณะแฝง ไม่สามารถสังเกต
                                                   ั ่
     หรือวัดได้โดยตรง จึงต้องวัดทางอ้อม โดยนักวิจยเชือว่าคุณลักษณะภายในจะเป็ น
     ตัวกาหนดให้บุคคลแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาภายใต้สภาวะหรือ
         ่       ่
     เงือนไขทีเหมาะสม
                       ่    ่
3. สถานการณ์หรือสิงเร้าทีเหมาะสม ทาให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมาและพฤติกรรม
       ้
     นันๆสามารถวัดได้
                     ่ ้ ่              ่            ้
4. เกณฑ์ทเี่ ป็ นเครืองชีบงว่าพฤติกรรมทีแสดงออกมานัน มีความหมายเช่นใดเป็ นที่
     ต้องการหรือไม่
การวัดตัวแปร
                      ั        ั      ่ ่
การวัดตัวแปร ในการวิจยนี้ จะมีตวแปรทีเกียวข้องคือ ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม และตัวแปร
     ควบคุม การวัดตัวแปรตามเหล่านี้ สามารถวัดได้เป็ น 4 ระดับคือ
 1. ระดับนามมาตรา (Nominal Scale) มักใช้เป็ นตัวแปรต้นในการแยกพวก แยกกลุ่มของคน
     สิงของต่าง ๆ ค่าสถิตทนามาใช้ในการวัด คือ Mode วัดความสัมพันธ์ ใช้ X2 - test เป็ น
       ่                 ิ ่ี
     ต้น
2. ระดับอันดับมาตรา (Ordinal Scale) ใช้วดเพือเรียงลาดับตัวแปรจากน้อยไปหามาก ค่าสถิติ
                                        ั ่
     ทีนามาใช้ในการวัด คือ Median, Mode และ Correlation
         ่
3. ระดับช่วงมาตราอันตรภาค (Interval Scale) ใช้ในการแบ่งพวก แบ่งชัน บอกช่วงทีแน่นอน
                                                                      ้        ่
     ระหว่างหน่วยได้ เพราะไม่มจุด 0 เช่น ความร้อน .....C/F ค่าสถิตทใช้คอ Mean, Median,
                                 ี                                ิ ่ี ื
     Mode, S.D. และค่าสหสัมพันธ์สหสัมพันธ
4. ระดับอัตราส่วนมาตรา (Ratio Scale) ซึงข้อมูลมีคุณสมบัติ 1,2,3 ตามลาดับ
                                       ่
    และมี 0 ตามธรรมชาติ เช่น ความยาว ความหนา น้าหนัก ฯลฯ การวัด
                         ่       ่ี ุ                  ่      ิ
    เช่นนี้ เป็ นการวัดทีสมบูรณ์ทสด สามารถวัดได้โดยใช้คาสถิตทุกชนิด
             ิ
การกาหนดสมมุตฐาน (Hypothesis)
สมมุตฐาน หมายถึงข้อความในรูปของวลี เป็ นข้อความทีมคา/Concept ตังแต่ 2
     ิ                                                    ่ ี                         ้
   Concept ขึนไป ทีมความสัมพันธ์กนแบบมีทศทางหรือไม่มทศทางก็ได้
               ้      ่ ี              ั        ิ                 ี ิ
   สมมุตฐานจึงเป็ นคาตอบล่วงหน้า/คาตอบชัวคราวของปญหาการวิจย
           ิ                                  ่               ั                     ั
       ่     ้            ั                             ิ
   นันเอง ทังนี้การวิจยเชิงปริมาณ จาเป็ นต้องมีสมมุตฐานการวิจย ส่วนการั
         ั                  ้                     ิ
   วิจยเชิงคุณภาพบางครังไม่จาเป็ นต้องมีสมมุตฐานการวิจย สมมุตฐานั                 ิ
   สถิติ (Statistical Hypothesis) เป็ นสมมุตฐานทีเกิดขึนในกรณีทผวจย
                                            ิ       ่ ้                 ่ี ู้ ิ ั
                                                      ่ ่
   รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและจะอ้างอิงไปสูกลุมประชากรโดยการ
   ทดสอบสมมุตฐาน   ิ
             ิ
การกาหนดสมมุตฐาน (Hypothesis)
 ่                  ิ             ิ ั้
ซึงการกาหนดสมมุตฐานทางสถิตนนจะประกอบด้วย 2 ส่วนเสมอไป คือ
    1. Null Hypothesis (Ho) เป็ นสมมุตฐานทีเขียนอยูในลักษณะทีไม่มความ
                                       ิ    ่       ่        ่ ี
                      ี
    แตกต่างหรือไม่มความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
                                ้                     ่
    วิชากายภาพของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปี ท่ี 4 ทีเรียนซ่อมเสริมโดยการใช้
      ่
    สือประสม ไม่แตกต่างจากกการเขียนโดยวิธปกติ   ี
    2. Alternative Hypothesis (H1) เป็ นสมมุตฐานทีแสดงถึงความแตกต่าง
                                              ิ   ่
    ระหว่างตัวแปรหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ซึงการเขียน Alternative
                                                        ่
    Hypothesis เขียนได้ 2 แบบ คือ แบบมีทศทาง และแบบไม่มทศทาง
                                          ิ                ี ิ
     ิ
สมมุตฐานการวิจัย
สมมุตฐานการวิจย (Research Hypothesis) คือสมมุตฐานทีเขียนใน
     ิ           ั                               ิ   ่
                                       ั ่ ้ิั
   ลักษณะของความคาดหวังของนักวิจย ซึงผูวจยอาจกาหนดไว้ใน
                    ่ ั ั               ่       ั ้ ้ ่ ั
   ทิศทางใดก็ตามทีนกวิจยคาดหวังไว้ ซึงการวิจยนันขึนอยูกบ
                              ่ ั ั
   เหตุผลหรือข้อมูลต่าง ๆ ทีนกวิจยมีอยู่ เช่น "การสอนซ่อมเสริม
           ่ื
   โดยใช้สอประสม จะทาให้ผลสัมฤทธิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
                                     ์
                          ้
   กายภาพของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 สูงกว่าการสอนซ่อม
               ี
   เสริมด้วยวิธปกติ" เป็ นต้น
             ิ
การเขียนสมมุตฐานการวิจัย
1. การเขียนสมมุตฐานการวิจยแบบมีทศทาง (Directional Hypothesis) คือ
                 ิ              ั          ิ
               ่            ั          ่ ่
    การเขียนเมือนักวิจยมีความเชือมันหรือมีเหตุผลเพียงพอในการคาดหวัง
    ความแตกต่างทีจะเกิดขึนระหว่างกลุ่มทังสอง เช่น เด็กทีม ี I.Q. สูงจะมี
                        ่     ้                    ้         ่
    ความกังวลใจมากกว่าเด็กทีม ี I.Q ต่า
                                    ่
2. การเขียนสมมุตฐานการวิจยแบบไม่มทศทาง (Non directional Hypothesis)
                   ิ              ั          ี ิ
                          ิ           ั ่
    คือการเขียนสมมุตฐานการวิจยทีไม่กาหนดทิศทางความคาดหวังหรือ
    ความสัมพันธ์ทแตกต่างกัน เช่น เด็กทีม ี I.Q สูงกับเด็กทีม ี I.Q. ต่ามีความ
                     ่ี                          ่         ่
    กังวลใจแตกต่างกัน เป็ นต้น
                          ิ
ข้ อสั งเกตในการเขียนสมมุตฐานการวิจัย
                  ิ                       ั ่ ่                         ่
ไม่ควรเขียนสมมุตฐานก่อนการศึกษางานวิจยทีเกียวข้อง ควรเขียนให้อยูในรูปของคาบอกเล่า
                            ่ ี                     ่ ่ ้
     ไม่ควรเขียนในลักษณะทีไม่มความแตกต่างระหว่างสิงทีตองการจะทราบ 2 กลุ่ม และคา
                      ิ      ั                          ิ       ่ ี       ั
     ทุกคาในสมมุตฐานการวิจยต้องชัดเจนไม่กากวม สมมุตฐานทีดควรจะมีลกษณะดังนี้ คือ
                                                                      ่
     ประการแรก เขียนในรูปของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ทีจะศึกษา โดยให้
           ิ    ้         ่             ่             ั
     สมมุตฐานนันมีความเกียวโยงกับจุดมุงหมายในการวิจยและมีความเป็ นไปได้ ประการที่
                                      ิ         ั
     สอง การกาหนดทิศทางของสมมุตฐานในการวิจย ควรจะมีหลักฐานและข้อมูลอย่าง
     สมเหตุสมผล ไม่ใช่กาหนดเอาเองตามใจชอบ สมมุตฐานทีดตองสอดคล้องกับปญหาการ
                                                  ิ       ่ ี ้               ั
        ั           ่                      ั้ ั ั                           ่
     วิจย ประการทีสาม ทาการทดสอบได้ทงในปจจุบนและอนาคต ประการทีส่ี ใช้ภาษาง่าย
     ๆ ไม่กากวม กระทัดรัด ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง และไม่กว้างจนเกินไปคือมีขอบเขตที่
                        ิ      ่ ี ั้                         ิ     ่
     พอเหมาะ และสมมุตฐานทีดนนไม่จาเป็ นว่าจะต้องเป็ นสมมุตฐานทีถูกเสมอไป

								
To top