Your Federal Quarterly Tax Payments are due April 15th Get Help Now >>

Remodeling and adapaibility of the periodontium by 61o2DR8

VIEWS: 73 PAGES: 9

									                                                                                     1

                                   เอกสารประกอบการสอน
                      เรื่อง Remodeling and adaptability of the periodontium

รหัสวิชา                                    ั
                      ทพวป 332 หลักมูลปริทนตวิทยา
ภาควิชา                          ่
                      เวชศาสตร์ ชองปาก
ผู้สอน                อ.ทพญ.กันยวัชร์ รัตนสุวรรณ
เวลาสอน                   ่
                      1 ชัวโมง
วัตถุประสงค์          1. นักศึกษาสามารถอธิบายการปรับเปลี่ยนรูปร่างและการปรับตัวของ
                                   ั
                         อวัยวะปริทนต์ตามหน้ าที่ปกติได้
                      2. นักศึกษาสามารถแปลผลจากข้ อมูลที่ตรวจพบได้

          ้
ขอบเขตเนือหา
1. Periodontal reaction to physiologic force
            a. The tensional theory
            b. The viscoelastic system theory
            c. Transmission of occlusal forces to bone
2. Adaptic changes in periodontal tissues
            a. Formative and remodeling function of PDL
            b. Cementum resorption and repair
            c. Remodeling of alveolar bone
3. Physiologic migration of the teeth
4. Physiologic tooth mobility
5. External force and the periodontium
                                                                                                          2

Remodeling and adaptability of the periodontium

1. Periodontal reaction to physiologic force
        Physiologic force หมายถึงแรงตามธรรมชาติที่มากระทาต่อฟั น ทาให้ ฟันเคลื่อนในลักษณะปกติ
                                                   ั
โดยไม่ทาให้ เกิดความเสียหายต่อตัวฟั นและอวัยวะปริทนต์                                      (periodontium)
  ่           ั                                                    ่
ซึงอวัยวะปริทนต์จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อแรงที่มากระทาเพื่อให้ ฟันอยูในสภาวะที่ทาหน้ าที่ได้       มี     2
                                             ่
ทฤษฎีที่กล่าวถึงปฏิกิริยาของอวัยวะปริ -ทันต์ตอการสบฟั น คือ The tensional theory และ The viscoelastic
system theory

The tensional theory
                                                                       ั
          เน้ นไปที่เส้ นใยพรินซิเปิ ล (principle fiber) ของเอ็นยึดปริทนต์ (periodontal ligament: PDL)
  ่
ซึงมีหน้ าที่หลัก          คือ         รองรับฟั น     และส่งผ่านแรงไปยังกระดูก                         ั
                                                                                     เมื่อมีแรงกดลงที่ตวฟั น
เส้ นใยพรินซิเปิ ลจะเปลี่ยนจากลักษณะคลื่นเป็ นเหยียดตรง และส่งผ่านแรงไปยังกระดูกเบ้ าฟั น (alveolar bone)
ทาให้ เกิดการขยายของเบ้ าฟั น                                                                     (socket)
          ่
จนกระทังถึงขีดจากัดของกระดูกเบ้ าฟั นแรงจะถูกส่งผ่านไปยังฐานกระดูกขากรรไกร (basal bone) ด้ านล่าง
แต่ทฤษฎีนี ้ไม่สามารถอธิบายการทดลองเรื่ องการตอบสนองของอวัยวะปริทนต์ตอ    ั ่      physiologic        force
     ุ
ได้ ทกกรณี



                                                                     ก
                                                                     ข
                                                                          ค




รู ปที่    1        ภาพตัดขวางขากรรไกรล่างของมนุษย์        เส้ นประเป็ นเส้ นแบ่งระหว่างฐานกระดูกขากรรไกร
และส่วนยื่นเบ้ าฟั น (alveolar process) (ก) external plate of cortical bone (ข) alveolar bone proper (ค)
cancellous bone
                                                                                                              3

ที่มา: ดัดแปลงจาก Carranza FA. and Bernard GW. The Tooth-Supporting Structure. In: Newman MG,
Takei HH, Carranza FA, eds. Carranza’s Clinical Periodontology. 9 th ed. Philadelphia: W.B.
Saunders, 2002; 46.
The viscoelastic system theory
          เน้ นไปที่การเคลื่อนของฟั นจะถูกควบคุมโดยการเคลื่อนของของเหลวภายในอวัยวะปริ ทนต์ ั
                      ั                                                          ั
เมื่อมีแรงกดลงที่ตวฟั น ของเหลวนอกเซลล์ (extracellular fluid) จากเอ็นยึดปริทนต์จะไหลไปยังช่องไขกระดูก
(marrow space) ของกระดูกเบ้ าฟั นผ่านทางรูพรุนของผิวกระดูกเบ้ าฟั น (alveolar bone proper)
      ้                       ั
ดังนันแรงสบที่เอ็นยึดปริทนต์ได้ รับจะถูกถ่ายทอดไปยังกระดูกเบ้ าฟั น
  ่                                                 ั ั
ซึงรูพรุนนี ้เป็ นช่องทางเชื่อมต่อระหว่างเอ็นยึดปริทนต์กบส่วนกระดูกพรุน (cancellous bone) ของกระดูกเบ้ าฟั น
พบมากในส่วนของคอฟั น1/3 มากกว่าส่วนกลางรากฟั น 1/3 และส่วนปลายรากฟั น 1/3




รู ปที่ 2 แสดงโครงสร้ างกระดูกเบ้ าฟั น (1) alveolar bone proper (lamina dura ในภาพถ่ายรังสี) (2)
cancellous bone (trabecular bone ในภาพถ่ายรังสี) (3) external plate of cortical bone
ที่มา: Holmstrup P. Anatomy of the Periodontium. In: Wilson TG, Korman KS, eds. Fundamentals of
Periodontics. 2nd ed. Illinois: Quintessence, 2003; 25.

Transmission of occlusal forces to bone
                                                          ั
         การเรี ยงตัวของเส้ นใยพรินซิเปิ ลของเอ็นยึดปริทนต์                            ั
                                                                                    มีลกษณะคล้ ายสะพานแขวน
เมื่อมีแรงในแนวแกนฟั น          (axial          force)      มากระทาจะเสมือนมีแรงกดฟั นลงไปในกระดูกเบ้ าฟั น
แรงในแนวแกนฟั นจะกระจายผ่านเส้ นใยกลุมเรี ยงตัวแนวเฉียง
                                              ่                     (oblique         fiber)      ่
                                                                                               สูกระดูกเบ้ าฟั น
                    ่                                 ่       ุ
เนื่องจากเส้ นใยกลุมเรี ยงตัวแนวเฉียงเป็ นเส้ นใยกลุมใหญ่ที่สดของเส้ นใยพรินซิเปิ ล
      ้                                                                       ุ ุ
ดังนันแรงในแนวแกนฟั นที่ลงมาจะถูกกระจายและกดด้ วยปริมาณเฉลี่ยน้ อยที่สดสู่ทกตารางพื ้นที่ของผิวรากฟั น
  ่
สูกระดูกเบ้ าฟั น                                       ่
                                     พบว่าเส้ นใยกลุมเรี ยงตัวแนวเฉียงเปลี่ยนจากลักษณะคลื่นกลายเป็ นยืดตรง
                                                                                                       4

                                                                          ุ
และเนื่องจากแรงในแนวแกนฟั นจะกดกระดูกเบ้ าฟั นด้ วยแรงเฉลี่ยน้ อยที่สด และผ่านเส้ นใยจานวนมากที่สด      ุ
         ้                 ั
ดังนันอวัยวะปริทนต์สามารถทนต่อแรงในแนวแกนฟั นมากกว่าแรงแนวอื่น
               เมื่อมีแรงในแนวนอน     (horizontal       force)    หรื อแรงในแนวเฉียง      (tipping force)
จะเกิดการเคลื่อนของฟั นใน 2 ส่วน ส่วนแรกเกิดในขอบเขตของเอ็นยึดปริทนต์ และส่วนที่ 2     ั
เกิดที่แผ่นกระดูกด้ านแก้ ม (buccal plate)และด้ านลิ ้น (lingual plate) ของกระดูกเบ้ าฟั น
โดยในส่วนปลายของรากฟั นจะเคลื่อนในทิศตรงกันข้ ามกับตัวฟั น ในบริเวณที่มีแรงดึง (tension site)
                             ั                        ู
เส้ นใยพรินซิเปิ ลจะมีลกษณะยืดตึง ในบริเวณที่ถกกด (pressure site) เส้ นใยพรินซิเปิ ลจะถูกกด
           ้
ดังนันจึงเกิดการเคลื่อนของฟั นร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงที่กระดูกเบ้ าฟั นในทิศทางที่รากเคลื่อนที่ไป
ในฟั นรากเดียวจุดหมุนจะอยู่ระหว่างส่วนกลางรากฟั น              1/3        –        ส่วนปลายรากฟั น    1/3
ดังนันเอ็นยึดปริทนต์จะมีลกษณะเหมือนนาฬิกาทรายโดยมีตาแหน่งที่คอดที่สดคือตาแหน่งที่เป็ นจุดหมุน
             ้           ั     ั                                              ุ
                                    ่
ในฟั นหลายรากจุดหมุนจะอยูที่กระดูกระหว่างรากฟั น
แรงในแนวนอนหรื อในแนวเฉียงจะทาให้ รากฟั นกดพื ้นที่ของเอ็นยึดปริ -
ทันต์และกระดูกเบ้ าฟั นเฉพาะในบริเวณปลายรากและคอฟั น
เส้ นใยตรงข้ ามพื ้นที่ด้านที่กดจานวนเล็กน้ อยเกิดการตึง
                                                     ั ่
ทาให้ เกิดการสะสมแรงกดและแรงดึงของเอ็นยึดปริทนต์ตอกระดูกเบ้ าฟั นบริเวณนัน       ้
                                  ั                                         ั
ชี ้ให้ เห็นว่าแรงในแนวนอนมีศกยภาพสูงมากที่จะทาให้ โครงสร้ างอวัยวะปริทนต์บาดเจ็บ



                                          ก                 ข




รู ปที่ 3 (ก) ภาพแสดงจุดหมุนในฟันรากเดียวอยูระหว่างส่วนกลางรากฟั น 1/3 – ส่วนปลายรากฟั น 1/3 (ข)
                                            ่
                                ั
ภาพแสดงลักษณะของเอ็นยึดปริ ทนต์ในบริ เวณที่มีการดึง
และการกดเมื่อมีแรงในแนวนอนหรื อแรงในแนวเฉียงมากระทา
ที่มา: Carranza FA. and Bernard GW. The Tooth-Supporting Structure. In: Newman MG, Takei HH,
Carranza FA, eds. Carranza’s Clinical Periodontology. 9th ed. Philadelphia: W.B. Saunders, 2002;
40.
                                                                                                                 5

2. Adaptic changes in periodontal tissues
Formative and remodeling function of PDL
                              ั      ่
           เซลล์ของเอ็นยึดปริทนต์มีสวนในการสร้ างและการละลายของเคลือบรากฟั น                 และกระดูกเบ้ าฟั น
  ่
ซึงเกิดขึ ้นระหว่างการเคลื่อนที่ของฟั นในการทางานปกติ (physiologic tooth movement) การบดเคี ้ยว
และการซ่อมแซมจากการบาดเจ็บ
                      ั
           เอ็นยึดปริทนต์จะมีการปรับรูป            (remodeling)             เกิดขึ ้นอย่างสม่าเสมอตลอดเวลา
โดยเส้ นใยเก่าและเซลล์แก่จะแตกสลายไป             และมีเส้ นใยใหม่และเซลล์ใหม่เกิดขึ ้น        ่
                                                                                            ซึงเซลล์สร้ างเส้ นใย
(fibroblasts) จากเส้ นใยคอลลาเจน (collagen fibers) และเซลล์ต้นกาเนิดที่เหลืออยู่ (residual mesenchymal
                           ั
cells) ในเอ็นยึดปริทนต์จะแปรสภาพ (differentiate) ไปเป็ นเซลล์สร้ างกระดูก (osteoblasts)
และเซลล์สร้ างเคลือบรากฟั น                                                                     (cementoblasts)
      ้
ดังนันอัตราของการสร้ างและการแปรสภาพของเซลล์สร้ างกระดูก                               เซลล์สร้ างเคลือบรากฟั น
และเซลล์สร้ างเส้ นใย มีอิทธิพลต่อการสร้ างเส้ นใยคอลลาเจน เคลือบรากฟั น (cementum) และกระดูกเบ้ าฟั น
                                                                             ั
(alveolar bone) แต่ถ้ามีการสร้ างกระดูกอ่อน (cartilage) ในเอ็นยึดปริทนต์จะเป็ นการซ่อมแซมที่ผิดปกติ
    ่                                      ั
ซึงจะเกิดเมื่อมีอาการบาดเจ็บที่เอ็นยึดปริทนต์

Cementum resorption and repair
            การละลายตัวของเคลือบรากฟั นเกิดจากสาเหตุเฉพาะที่หรื อสาเหตุทางระบบก็ได้
                                                          ่
หรื ออาจเกิดโดยไม่พบสาเหตุ สาเหตุเฉพาะที่ที่พบได้ บอยได้ แก่ การบาดเจ็บเหตุสบฟั น (trauma from
occlusion) การเคลื่อนฟั นจากการจัดฟั น (orthodontic movement) แรงจากฟั นที่ขึ ้นเก แรงจากถุงน ้า (cyst)
เนื ้องอก (tumors) สาเหตุทางระบบถือว่าเป็ นปั จจัยเสริม หรื อ เหนี่ยวนาให้ เกิดการละลายของเคลือบรากฟั น
เช่น การขาดสารแคลเซียม Hypothyroidism, hereditary fibrous osteodystrophy และ Paget’s disease
            การละลายตัวของเคลือบรากฟั นจะเห็นเป็ นรอยเว้ าที่ผิวรากฟั น มักพบ multinucleated giant cells
และ large mononuclear macrophages ในบริเวณข้ างเคียงที่ติดกับบริเวณที่มีการละลายของเคลือบรากฟั น
               ่ ั                                                                 ้
รอยเว้ าที่อยูใกล้ กนอาจรวมกันเป็ นรอยเว้ าขนาดใหญ่ได้ อาจมีการละลายถึงชันเนื ้อฟั น (dentine) ข้ างใต้
                              ั
หรื อถึงโพรงประสาทฟั นแต่มกไม่มีอาการปวด             การละลายตัวของเคลือบรากฟั นไม่จาเป็ นต้ องเกิดติดต่อกัน
อาจจะมีการละลาย                                การสร้ างซ่อมแซมและการสะสมใหม่ของเคลือบรากฟั นสลับกันไป
เคลือบรากฟั นที่สร้ างใหม่แยกจากรากฟั นเดิมโดยเห็นเส้ นแบ่งเรี ยกว่า                   “reversal              line”
                                ั               ั       ั
จะมีการฝั งตัวของเอ็นยึดปริ ทนต์เพื่อทาหน้ าที่สมพันธ์กบเคลือบรากฟั นใหม่ ถ้ าเซลล์ของเยื่อบุผิว (epithelium
cells) งอกยื่นเข้ าไปในบริเวณที่มีการละลายตัวจะไม่มีเคลือบรากฟั นใหม่เกิดขึ ้น การซ่อมแซมของเคลือบรากฟั น
         ั้
เกิดได้ ทงในฟั นที่ตายและมีชีวิต
            ภาวะ(ฟั น)ยึดแข็ง           (ankylosis)               เกิดขึ ้นในฟั นที่มีการละลายของเคลือบรากฟั น
และมีการเชื่อมกันระหว่างเคลือบรากฟั นและกระดูกเบ้ าฟั น                                                         ั
                                                                                            โดยไม่มีเอ็นยึดปริทนต์
                                                                                                                         6

  ่                                                                     ้
ซึงเป็ นการซ่อมแซมที่ผิดปกติ อาจเริ่มจากมีสภาพอักเสบที่ปลายรากอย่างเรื อรัง พบได้ ในการปลูกถ่ายฟั น
(tooth replantation) การบาดเจ็บเหตุสบฟั น และเกิดรอบๆฟั นฝั ง (embedded tooth)

Remodeling of alveolar bone
                ่
        ถึงแม้ วากระดูกเบ้ าฟั นจะเป็ นเนื ้อเยื่อแข็ง                                 ั                         ุ
                                                            แต่กลับเป็ นเนื ้อเยื่อปริทนต์ที่มีความคงตัวน้ อยที่สด
เพราะมีการละลายและซ่อมแซมตลอดเวลา                                          ้
                                                                 ขึ ้นกับทังสาเหตุเฉพาะที่และสาเหตุทางระบบ
สาเหตุเฉพาะที่ได้ แก่การใช้ งาน อายุ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์กระดูก สาเหตุทางระบบได้ แก่ฮอร์ โมน เช่น
พาราไทรอยด์ฮอร์ โมน(parathyroid                        hormone)                      และโรคที่มีอิทธิพลกับกระดูก
การปรับรูปของกระดูกเบ้ าฟั นจะเป็ นลักษณะปรับความสูง ปรับความโค้ งนูน (contour) และปรับความหนาแน่น
                                                                                   ั
มักเกิดใน 3 บริเวณดังนี ้ ในบริเวณที่ติดกับเอ็นยึดปริ -ทันต์ ในบริเวณที่ใกล้ กบเยื่อหุ้มกระดูก (periosteum)
ของแผ่นกระดูกด้ านแก้ มและด้ านลิ ้น และบริเวณตลอดผิวเยื่อบุโพรงไขกระดูก (endosteum)

3. Physiologic migration of the teeth
         การเคลื่อนที่ของฟั นไม่ได้ หยุดแม้ ฟันจะขึ ้นจนสบฟั นสมบูรณ์แล้ ว
                                           ้
ในสภาพที่ฟันถูกใช้ งานจะมีการสึกไปทังทางด้ านบดเคี ้ยว (occlusal surface) และด้ านประชิดของฟั น
(proximal                             surface)                                                  ั
                                                                         ทาให้ ด้านประชิดมีลกษณะแบนราบมากขึ ้น
และมีการเคลื่อนที่ของฟั นไปทางด้ านใกล้ กลาง ขณะเดียวกันฟั นขึ ้นด้ วยตัวเองตลอดเวลาให้ เข้ าสูระนาบการสบ่
              ิ
และรักษามิตแนวดิง    ่               (vertical               dimension)                  เพื่อชดเชยฟั นสึกด้ านบดเคี ้ยว
การเคลื่อนที่ของฟั นไปทางด้ านใกล้ กลางนี ้เกิดขึ ้นเป็ นปกติ        ไม่มีพยาธิสภาพเข้ ามาเกี่ยวข้ อง         จึงเรี ยกว่า
“Physiologic             mesial              migration”          มีการศึกษาพบว่าในคนอายุ                   40            ปี
การสึกและการเคลื่อนที่ของฟั นทาให้ ระยะจากเส้ นกึ่งกลางขากรรไกรถึงฟั นกรามซี่ที่สามสันลงประมาณ 0.5้
เซนติเมตร
                       ั
         เอ็นยึดปริทนต์ กระดูกเบ้ าฟั น และเคลือบรากฟั นจะมีการปรับตัวให้ เข้ ากับการเคลื่อนที่ของฟั นดังนี ้
                                  ่
         การงอกของฟั นในแนวดิงเพื่อชดเชยการสึกทางด้ านบดเคี ้ยวจะทาให้ การเรี ยงตัวของเส้ นใยพรินซิเปิ ลใน
            ั      ่                                                         ่
เอ็นยึดปริทนต์กลุมเรี ยงตัวบริเวณปลายรากฟั น (apical group) และกลุมเรี ยงตัวที่ช่องรากฟั น (interradicular
group) เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ เส้ นใยเหยียดตรงพร้ อมกับสร้ างเคลือบรากฟั นเพิ่มขึ ้นบริเวณปลายราก
มีการสร้ างกระดูกบริเวณสันกระดูก และส่วนล่างของกระดูกเบ้ าฟั น
         ในกรณีที่ฟันเคลื่อนที่ไปทางด้ านใกล้ กลางจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ด้านใกล้ กลาง                                หรื อ
บริเวณรับแรงกด                                 (pressure                             site)                              คือ
                                 ั ู
เส้ นใยพรินซิเปิ ลของเอ็นยึดปริทนต์ถกกดลักษณะคดเคี ้ยวเป็ นคลื่นร่วมกับการละลายของกระดูกเบ้ าฟั น
ส่วนด้ านไกลกลาง                    หรื อ               บริเวณที่รับแรงดึง                 (tension                   site)
                                              ั ู                                  ั
ตรวจพบเส้ นใยพรินซิเปิ ลของเอ็นยึดปริทนต์ถกเหยียดตรงตามช่องเอ็นยึดปริทนต์ที่กว้ างขึ ้น
ร่วมกับการสะสมของกระดูกเบ้ าฟั น และเคลือบรากฟั น เพื่อรักษาความกว้ างของช่องเอ็นยึดปริทนต์ให้ คงที่          ั
                                                                                                          7

                                                                            ั
การสะสมของเคลือบรากฟั นอย่างต่อเนื่องจะช่วยในการเรี ยงตัวใหม่ของเอ็นยึดปริ ทนต์
                                    ั
และคงสภาพการยึดเกาะของเอ็นยึดปริทนต์ในระหว่างที่ฟันมีการเคลื่อนที่

4. Physiologic tooth mobility
         ฟั นโยกเชิงสรี ระ                 (physiologic                       mobility)                 คือ
การโยกของฟั นที่เกิดขึ ้นในการทางานปกติเป็ นการโยกที่ไม่ได้ มีสาเหตุจากการบาดเจ็บ หรื อ พยาธิสภาพ
                           ่
โดยฟั นมีการเคลื่อนที่อยูภายในขอบเขตของกระดูกเบ้ าฟั น อาจจะมีการสัมผัสของรากฟั นกับขอบกระดูกเบ้ าฟั น
โดยการโยกเชิงสรี ระมีความแตกต่างกันในฟั นแต่ละซี่                     และแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของวัน
                      ุ
พบว่าฟั นโยกมากที่สดในเวลาตื่นนอนตอนเช้ าและจะค่อยๆลดลง                เนื่องจากขณะหลับฟั นไม่ได้ สบกันแน่น
      ้
ดังนันจึงมีการงอกขึ ้นของฟั นเล็กน้ อย    (slightly     extrusion)         แต่การโยกจะลดลงภายหลังตื่นนอน
เนื่องจากในช่วงเวลาที่ตื่นแรงจากการบดเคี ้ยว                 และการกลืนจะดันฟั นกลับเข้ าไปในกระดูกเบ้ าฟั น
                                                                  ุ
พบว่าฟั นรากเดียวโยกมากกว่าฟั นหลายรากโดยพบการโยกมากที่สดในฟั นตัด (incisor)




                                                              ่
รู ปที่ 4 ภาพแสดงลักษณะการโยกเชิงสรี ระ ฟั นมีการเคลื่อนที่อยูภายในขอบเขตของกระดูกเบ้ าฟั น
อาจจะมีการสัมผัสของรากฟั นกับขอบกระดูกเบ้ าฟั น
ที่มา: Lindhe J and Nyman S. Occlusal Therapy. In: Lindhe J, Karring T, Lang NP, eds. Clinical
Periodontology and Implant Dentistry. 4th ed. Oxford: Blackwell, 2003; 733

5. External forces and the periodontium
                              ั
        หน้ าที่ของอวัยวะปริ ทนต์                   คือ            เป็ นส่วนรองรับฟั นขณะที่ฟันทาหน้ าที่
                                ั
การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะปริทนต์ขึ ้นกับการกระตุ้นจากการทาหน้ าที่ของฟั น
คือมีสมดุลระหว่างแรงจากภายนอกและโครงสร้ างของอวัยวะปริทนต์  ั
        กระดูกเบ้ าฟั นมีการปรับตัวอย่างสม่าเสมอเพื่อตอบสนองต่อแรงจากภายนอกโดยเฉพาะแรงจากการบด
เคี ้ยว            บริเวณใดที่ไม่ได้ ใช้ งานจะมีการละลาย                                         ู
                                                                 และมีการเสริ มสร้ างในบริเวณที่ถกใช้ งาน
          ู
บริเวณที่ถกดึงบริเวณผนังเบ้ ารากฟั น (socket wall) จะมีเซลล์สร้ างกระดูก และออสทีออยด์ (osteoid)
                                                                                                                     8

ใหม่เกิดขึ ้น                                             ู
                                        และในบริ เวณที่ถกกดจะพบเซลล์สลายกระดูกร่วมกับการละลายของกระดูก
แรงบดเคี ้ยวที่กระทาต่อฟั นยังมีอิทธิพลต่อจานวน ความหนาแน่น และการเรี ยงตัวของเสี ้ยนกระดูก (bone
trabeculae)                                                         เสี ้ยนกระดูกจะมีการเรี ยงตัวเพื่อรับแรงบดเคี ้ยว
                                                        ้
โดยถ้ าแรงบดเคี ้ยวเพิ่มขึ ้นเสี ้ยนกระดูกจะเพิ่มขึ ้นทังจานวนและความหนาแน่น
และจะมีการสะสมของกระดูกเพิ่มขึ ้นในบริเวณผิวด้ านนอกของแผ่นกระดูกด้ านแก้ ม
และด้ านลิ ้นของกระดูกเบ้ าฟั น
                       ั
          เอ็นยึดปริทนต์จะตอบสนองต่อแรงกระตุ้นที่เกิดจากการบดเคี ้ยวด้ วยเช่นกัน ในภาวะปกติเอ็นยึดปริ -
                                                                  ั
ทันต์จะตอบสนองต่อแรงที่เพิ่มขึ ้นโดยขนาดของช่องเอ็นยึดปริทนต์กว้ างขึ ้นกว่าปกติ จานวนเส้ นใยพริ นซิเปิ ล
และเส้ นใยชาร์ เพย์                           (Sharpey’s                       fibers)                       เพิ่มขึ ้น
                                                ั
ภาพรังสีพบเงาโปร่งรังสีของช่องเอ็นยึดปริ ทนต์กว้ างกว่าปกติส่วนผิวกระดูกเบ้ าฟั นและกระดูกทึบหนาตัว
เสี ้ยนใยกระดูกเพิ่มจานวน                                                            และขนาดช่องไขกระดูกเล็กลง
                                                      ั
ถ้ าแรงจากการบดเคี ้ยวมากเกินกว่าที่อวัยวะปริทนต์จะทนได้ จะทาให้ เกิดภยันตรายต่ออวัยวะปริ ทนต์         ั
เรี ยกอาการบาดเจ็บชนิดนี ้ว่า การบาดเจ็บเหตุสบฟั น (trauma from occlusion)
          แต่เมื่อแรงบดเคี ้ยวน้ อยลง เช่นในภาวะสบเปิ ด (open-bite) การสูญเสียฟั นคูสบ หรื อ             ่
การเคี ้ยวฟั นข้ างเดียว           พบว่าในส่วนของกระดูกเบ้ าฟั นมีจานวนและความหนาแน่นของเสี ้ยนกระดูกลดลง
ช่องไขกระดูกมีขนาดใหญ่ขึ ้น ส่วนเงาทึบรังสีของผิวกระดูกเบ้ าฟั นบางหรื อขาดหายไป กระดูกทึบบางกว่าปกติ
              ั
เอ็นยึดปริทนต์ฝ่อบางลง                                        ั
                                        เส้ นใยของเอ็นยึดปริทนต์มีจานวนน้ อยลง                ความหนาแน่นน้ อยลง
เรี ยงตัวไม่เป็ นระเบียบและพบการเรี ยงตัวขนานกับผิวรากฟั น เรี ยกกรณีเช่นนี ้ว่า “afunctional atrophy”
ในส่วนของเคลือบรากฟั นไม่กระทบกระเทือนหรื อหนาขึ ้น
และพบว่าระยะระหว่างรอยต่อเคลือบฟั นกับเคลือบรากฟั น                         (cemento-enamel                junction)
กับขอบกระดูกเบ้ าฟั นจะเพิ่มขึ ้น

บรรณานุกรม
Carranza FA., Bernard GW. The Tooth-Supporting Structure. In: Newman MG, Takei HH,
         Carranza FA, eds. Carranza’s Clinical Periodontology. 9th ed. Philadelphia: W.B. Saunders
         Company, 2002; 36-57.
Holmstrup P. Anatomy of the Periodontium. In: Wilson TG, Korman KS, eds. Fundamentals of
         Periodontics. 2nd ed. Illinois: Quintessence, 2003; 25.
Lindhe J, Nyman S. Occlusal Therapy. In: Lindhe J, Karring T, Lang NP, eds. Clinical
         Periodontology and Implant Dentistry. 4th ed. Oxford: Blackwell, 2003; 733.
                                     ั                             ้                             ุ
ชนินทร์ เตชะประเสริฐวิทยา. โรคปริทนต์และกระบวนการรักษา. พิมพ์ครังที่ 1. กรุงเทพมหานคร: เยียร์ บ๊ คพับ
         ลิชเชอร์ , 2544.
9

								
To top