Present Simple Tense - Learners.in.th by WmG6GKX

VIEWS: 335 PAGES: 11

									                                                                                                               1
                                          Present Simple Tense

                                                       ั
           Present Simple Tense คือประโยคที่เป็ นปัจจุบน ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็ นประจา
                                                                                      ่
เป็ นจริ งเสมอตามปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่ งมักจะมีคาว่า now , today , every day อยูในประโยค
ซึ่งเป็ นประโยคที่มีประธานตัวเดียวและกริ ยาตัวเดียว เป็ นประโยคแบบง่าย

หลักการใช้ Present Simple Tense
                        ั
              1) ใช้กบเหตุการณ์ที่กระทาซ้ า ๆ เป็ นประเพณี และเป็ นนิสัย (Repeated actions , customs and
habits) ซึ่งมักจะมี Adverb of Frequency (คากริ ยาวิเศษณ์บอกความถี่) เช่น sometimes, usually เป็ นต้น และ
Adverb of time (คากริ ยาวิเศษณ์บอกเวลา) เช่น every day, every week เป็ นต้น อยูในประโยคด้วย     ่
                      - He usually visits his family every weekend.                     (repeated action)
                      - Ethiopians always celebrate Christmas on 7 January. (custom)
                      - He sometimes goes to bed at nine o'clock.                  (habit)
                          ั
               2) ใช้กบเหตุการณ์ที่เป็ นจริ งเสมอ (universal truth)
                      - The earth goes round the sun.
                      - The sun rises in the east and sets in the west.
                      - The sun shines by day ; the moon shines by night.
                            ั
               3) ใช้กบความสามารถ (ability)
                      - He plays the guitar very well.
                      - That man speaks English as well as he speaks his own language.
                4) ใช้แทน Future หลังคา if , unless, in case ในขณะที่ประโยคเงื่อนไข และคา when , until, as
soon as, before , after
                       - If the weather is fine tomorrow , we shall have a picnic.
                       - We shall go out when the rain stops.
                       - We can't begin playing as soon as the whistle blows.
                      - I shall eat before he arrives.
                 5) คากริ ยาบางคา เราจะไม่ใช้รูป present continuous tense
     ่              ั                                            ่           ั
แม้วาเหตุการณ์น้ นจะกาลังเกิดขึ้นหรื อกาลังดาเนินอยูในปั จจุบนก็ตาม เช่น verb to be --- I am late now.
กริ ยาเหล่านี้แบ่งออกเป็ น 6 ชนิดคือ
                              5.1 กริ ยาที่บ่งภาวะที่บงคับไม่ได้ (verb for states over which we have no control)
                                                        ั
                                   ได้แก่ กริ ยา see , hear , feel , taste , smell เช่น
                                        - I see that it is raining again.
                                        - I hear someone knocking at the door.
                                                                                                              2
                                     - This towel feels very soft.
                                     - This soup tastes good.
                                     - His breath smells bad.
                         5.2 กริ ยาที่แสดงความนึกคิด (verb for ideas) เช่น know (รู้) , understand (เข้าใจ) ,
think (คิด) , believe (เชื่อ) , disbelieve (ไม่เชื่อ) , suppose (สมมุติ) , doubt (สงสัย) , agree (เห็นด้วย),
disagree (ไม่เห็นด้วย) , realize (ตระหนัก) , consider (พิจารณา) , notice (สังเกต) , recognize (จาได้) , forget
(ลืม) , remember (จา) , recall (ระลึกได้) เช่น
                                   - He now knows as much about the lesson as you do.
                                   - I believe what he is saying is true.
                                   - We agree to his suggestion.
                                   - The teacher considers him as an industrial srtudent.
                                   - I dony recall where I met him.           etc.
                          5.3 กริ ยาที่แสดงความชอบและความไม่ชอบ (Verbs for liking and disliking) เช่น
like (ชอบ) ,dislike (ไม่ชอบ) , love (รัก) , hate (เกลียด) , detest (ชิงชัง) , prefer (ชอบ) , forgive (ยกโทษ) ,
trust (ไว้ใจ) , distrust (ไม่ไว้ใจ) เช่น
                                  - I like the movie I saw yesterday.
                                  - She detests people who are unkind to animals.
                                  - We prefer to go out without him.
                                  - I distrust this young lady. etc.
                          5.4 กริ ยาที่แสดงความปรารถนา (verbs for wishing) เช่น wish (ปรารถนา) , want
(ต้องการ) , desire (ปรารถนา) เช่น
                                 - He wishes to leave as early as possible.
                                 - She wants to go to Italy.
                                 - We all desire happiness and health.
                          5.5 กริ ยาที่แสดงความเป็ นเจ้าของ (Verbs of possession) เช่น possess (เป็ นเจ้าของ) ,
have (มี) , own (เป็ นเจ้าของ) , belong to (เป็ นของ) เช่น
                                - He possesses two new cars.
                                - She has more money than she needs.
                                - I own several actres of land.
                                - This bicycle belongs to my brother.
                          5.6 กริ ยาเฉพาะบางคา (Certain other verbs) เช่น be (เป็ น อยู่ คือ) , appear (ปรากฏ) ,
seem (ดูเหมือน) , mean (หมายความว่า) , please (พอใจ) , displease (ไม่พอใจ) , differ (แตกต่าง) , depend
                                                                                                            3
         ่ ั
(ขึ้ นอยูกบ , พึ่งพา) , resemble (ดูเหมือน) , deserve (สมควรได้รับ) , refuse (ปฏิเสธ) , result (ส่ งผลให้) ,
suffice (พอเพียง) , consist of (ประกอบด้วย) , contain (ประกอบด้วย) , hold (บรรจุ) , fit (เหมาะสม คู่ควร) ,
suit (เหมาะสม) เช่น
                             - She is very selfish.
                             - He resembles his father.
                             - She refuses to marry him.
                             - New Zealand consists of two islands.
                             - The pink dress she is wearing suits her. ......etc...


โครงสร้ างของประโยค Present Simple

      1. ในกรณี ที่กริ ยาในประโยคเป็ น Verb to be
                   Subject + Verb to be (ช่องที่ 1) + ส่ วนขยาย
        1.1 ประโยคบอกเล่า ( Statement )
                   Subject + Verb to be (is / am / are) + ………………………
                   They are the singers.
        1.2 ประโยคปฏิเสธ ( Negative )
                   Subject + Verb to be (is / am / are) + not + ……………….
                   They are not the singers.
        1.3 ประโยคคาถาม (Question)
                   Verb to be (is / am / are) + Subject + ……………….?
                   Wh question words + Verb to be (is / am / are) + Subject + ……………….?
                   Is she a singer ?
                   Where is your house ,Prateep ?
        2.ในกรณี ที่กริ ยาในประโยคเป็ น กริ ยาหลัก จะใช้โครงสร้างนี้
           2.1 ประโยคบอกเล่า (Positive Sentence)
                   Subject + Verb 1 (เติม s,es) + (Object)
           - ถ้าประธานเป็ นเอกพจน์ ( He, She, It, Tom, My sister, Chip ) ที่คากริ ยาจะต้องเติม s หรื อ es
           - ถ้าประธานเป็ นพหูพจน์ ( They, We, You, I, My sisters, Chip and Trig ) ให้คงกริ ยานั้นไว้
                 ้
เหมือนเดิม (ไม่ตองเติมอะไรทั้งสิ้ น)
                   She studies English four times a week.
                   We study Thai everyday.
                                                                                                                4


               2.2 ประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence)
                     Subject + do not (don't) / does not (doesn't) + Verb (ช่องที่ 1) +......................
                                                                          ้
               - ประธานเป็ นเอกพจน์ใช้ does not (doesn’t) + verb (ไม่ตองเติม s,es) เช่น
                     She does not study English four times a week.
                     Chip does not come from the earth.
               - ประธานเป็ นพหูพจน์ ใช้ do not (don’t) + verb รู ปเดิม เช่น
                     We do not study Thai everyday.
                     They do not like to eat fish.
               2.3 ประโยคคาถาม (Question Sentence)
                   2.3.1 Yes/No Questions จะต้องนา Verb to do ( Do , Does ) มาวางไว้หน้าประโยคดังนี้
                                                                            ั
          - ถ้าประธานเป็ นเอกพจน์ วาง Does ไว้หน้าประโยคและให้ตด s หรื อ es ที่คากริ ยาออก คงไว้รูป
เดิม อย่าลืม ประธานจะต้องเขียนเป็ นตัวเล็ก ยกเว้นชื่อ และ I ต้องเขียนตัวใหญ่เสมอ และที่ทายประโยค         ้
ต้องใส่ เครื่ องหมาย ? ด้วย
หมายเหตุ ลักษณะของคาถามแบบนี้ จะต้องตอบด้วย Yes หรื อ No
                     Does she study English Four times a week ?
                     - Yes, she does. / No, she does not. (doesn’t)
          - ถ้าประธานเป็ นพหูพจน์ วาง Do ไว้หน้าประโยค อย่าลืมใส่ เครื่ องหมาย ?
                     Do you study Thai everyday ?
                     - Yes, I do. / No, I do not. (don’t)
                     Do they like swimming and windsurfing ?
                     - Yes, they do. / No, they do not. (don’t)
                  2.3.2 Wh questions มีโครงสร้างดังนี้
                     "Wh question words" + do/does + S +V (ช่องที่ 1).............?
                     Where do you live ?
                     - I live in Bangkok.
                     What does he buy at the counter ?
                     - He buys a new trousers.
หมายเหตุ ลักษณะของคาถามที่ข้ ึนต้นด้วย Wh question ห้ ามตอบ Yes หรือ No
                                                                                                          5
Adverb of Frequency
        Adverbs ที่ใช้ในประโยค Present Simple Tense เราเรี ยกว่า Adverb of Frequency เป็ น Adverb
ที่นามาขยายคากริ ยา เพื่อบอกถึงความถี่ของการกระทากริ ยานั้น ๆ และจะวางไว้หน้าคากริ ยานั้น ๆ ด้วย เช่น
        always แปลว่า สม่าเสมอ 100 %
        usually แปลว่า เป็ นประจา 80 %
        often แปลว่า บ่อย ๆ 60 %
        sometimes แปลว่า บางครั้งบางคราว 30 %
        seldom แปลว่า นาน ๆ ครั้ง 10 %
        never แปลว่า ไม่เคย 0 %
เช่น She always goes to school early.
        Malee usually cooks dinner.
        They often drink milk.
        Somsak seldom visits his grandma.

กฎการเติม s และ es ในคากริยา
         ในประโยคที่มีกริ ยาแท้เป็ นกริ ยาหลัก และเป็ นประโยคบอกเล่านั้น ถ้าประธานเป็ นเอกพจน์บุรุษที่
3 เช่น He, She, It, Peter, My father เป็ นต้น จะต้องเติม s, es ที่กริ ยา ซึ่งมีหลักการเติม s, es ดังนี้
           1. เติม es ที่คากริ ยาที่ลงท้ายด้วย s,ss,ch,x หรื อ o เช่น
                 Dang goes to the post office.
                 He catches the train to Ayuttaya.
                 The bus no.13 passes Lumpini Park.
        2. คากริ ยาที่ลงท้ายด้วย y เปลี่ยน y เป็ น i แล้วเติม es เช่น
                 She studies in the United States of America.
                 The baby cries at midnight.
        ยกเว้ น คากริ ยาที่ลงท้ายด้วย y ซึ่งหน้า y เป็ นสระ (a,e,i,o,u) ให้เติม s ได้เลย เช่น
                 The boy plays the guitar well.
                 My mother buys many things in that store.
                                           ั
        3.คากริ ยาปกติอื่น ๆ เติม s ได้ทนที เช่น
                  He wants to go to the beach.
                 The dogs eats bone.
                                                                                                         6
                                          Past Simple Tense

       Past Simple Tense คือ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเสร็ จสิ้ นในช่วงระยะเวลาอันสั้นในอดีต หรื อใช้ในการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็
นประจาหรื อเป็ นนิสัยในอดีต

หลักการใช้ Past Simple Tense
                ั
        1.ใช้กบเหตุการณ์หรื อการกระทาที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีตและก็จบลงไปแล้วในอดีตโน้นก่อนที่จะพู
ดประโยคนี้ ออกมา ในกรณี เช่นนี้มกจะมีคา กลุ่มคาหรื อประโยค (Clause)
                                      ั
ที่แสดงความเป็ นอดีตมากากับไว้เสมอได้แก่
          คา                            กลุ่มคา                        ประโยค
         ago                        last night                   When he was young
         once                       last week (month)            When he was fifteen
         yesterday                  last year                    After he had gone
         formerly                   in 1980                      Whenever he saw me
                                    yesterday morning            When I lived in Paris
                                    during the war
        เช่น
         (1) Simon went to the cinema yesterday.
            ไซมอนไปดูหนังเมื่อวานนี้
          (2) I lived in America three years ago.
                    ่                                               ่
             ฉันอยูอเมริ กาเมื่อ 3 ปี ล่วงมาแล้ว (เดี๋ยวนี้ไม่ได้อยูแล้ว)

                ั                                            ั                 ั
         2. ใช้กบการกระทาซึ่ งกระทาเป็ นประจาในอดีตแต่ปัจจุบนมิได้กระทาการณ์น้ นอีกแล้ว ในกรณี น้ ี
จะมี Adverb บอกความถี่ บ่อย ๆ
                    ้
มาร่ วมด้วยก็ได้แต่ตองมีคาบอกเวลาที่เป็ นอดีตแน่นอนมากากับไว้ตลอดไป เช่น
          (1) She walk to school every day last week.
                                                        ่
              หล่อนเดินไปโรงเรี ยนทุกวันเมื่อสัปดาห์ที่ผานมา
          (2) I always got up late last year.
              ผมนอนตื่นสายเสมอๆ เมื่อปี กลายนี้

               ั
        3. ใช้กบการกระทาในอดีต แสดงลาดับความต่อเนื่องของเหตุการณ์ กรณี น้ ี verb ทุกตัวต้องเป็ น
Past Simple Tense ตลอดไป เช่น
                                                                                                   7
          (1) I opened my bag, took out some money and gave it to my friend.
             ผมเปิ ดกระเป๋ าเอาเงินออกมาและก็ให้เพื่อนไป
          (2) He jumped out of the house, saw a police man and ran away.
             เขากระโดดออกมาจากบ้านเห็นตารวจก็วงหนีไป ิ่

โครงสร้ างประโยค
                                                ั
1. ประโยคบอกเล่า คือ คากริ ยาช่อง 2 ซึ่ งใช้กบประธานทุกตัว
                   Subject + Verb 2
         คากริ ยาช่อง 2 มี 2 กลุ่ม คือ
         1. คากริ ยาไม่ปกติ (Irregular Verbs)
         จะเปลี่ยนจากช่อง 1 เป็ นช่อง 2 ด้วยการไม่เติม -ed เช่น
                  go --> went ไป
                  come --> came มา
                  sing --> sang ร้องเพลง
                  eat --> ate ทาน
         2. คากริ ยาปกติ (Regular Verbs)
         จะเปลี่ยนจากช่อง 1 เป็ นช่อง 2 ด้วยการเติม -ed เช่น
                   walk --> walked เดิน
                  love --> loved รัก
                  play --> played เล่น
                  study --> studied เรี ยน, ศึกษา

การเติม ed ที่ท้ายคากริยา
                                             ่
        1. คากริ ยาช่อง 1 ที่ลงท้ายด้วย e อยูแล้ว ให้เติมเฉพาะ d ตัวเดียว เช่น
                  move ---> moved เคลื่อนที่, เคลื่อนย้าย
                                                                       ั
        2. คากริ ยาช่อง 1 ที่เป็ นคาพยางค์เดียว มีสระตัวเดียว และมีตวสะกดตัวเดียว ต้องเพิ่ม
ตัวสะกด อีก 1 ตัว แล้วจึงเติม ed เช่น
                  plan ---> planned วางแผน
                                                   ้
        ยกเว้น ถ้าลงท้ายด้วย h, w, x หรื อ y ไม่ตองเพิ่มตัวสะกด เช่น
                  tax ---> taxed เก็บภาษี
        3. คากริ ยาช่อง 1 ที่เป็ นคา 2 พยางค์ แต่ลงเสี ยงหนัก (stress)
          ้                  ้                       ั
ที่พยางค์ทายและที่พยางค์ทายมีสระตัวเดียว และมีตวสะกดตัวเดียว ต้องเพิมตัวสะกดอีก 1 ตัว แล้วจึงเติม ed
                                                                           ่
                                                                                                              8
เช่น

                  refer ---> referred อ้างถึง
                                                   ้
        ยกเว้น ถ้าลงท้ายด้วย h, w, x หรื อ y ไม่ตองเพิ่มตัวสะกด เช่น
                  allow ---> allowed อนุญาต
        4. คากริ ยาที่ลงท้ายด้วย y ให้พิจารณาดังนี้
                                  ่
           4.1 ถ้าตัวอักษรที่อยูหน้า y เป็ นพยัญชนะ ต้องเปลี่ยน y เป็ น i ก่อน แล้วจึงเติม ed เช่น
                  study ---> studied เรี ยน, ศึกษา
                                    ่                                          ั
           4.2 ถ้าตัวอักษรที่อยูหน้า y เป็ นสระ (a, e, i, o, u) ให้เติม ed ได้ทนที เช่น
                  play ---> played เล่น
                             ั                                         ั
        5. คากริ ยาที่ไม่มีลกษณะพิเศษตามข้อ 1 - 4 ให้เติม ed ได้ทนที เช่น
                  walk ---> walked เดิน

2. ประโยคปฏิเสธ
        จะต้องคานึงถึงคากริ ยาในประโยคบอกเล่าดังนี้
        1. ถ้าประโยคบอกเล่ามี Verb to be เมื่อเปลี่ยนเป็ นประโยคปฏิเสธ ให้เติมคาว่า "not" ที่ทาย    ้
Verb to be เช่น
        บอกเล่า : John was a doctor.
        => ปฏิเสธ : John was not a doctor. หรื อ John wasn't a doctor.
        2. ถ้าประโยคบอกเล่ามีคากริ ยาช่วย เมื่อเปลี่ยนเป็ นประโยคปฏิเสธให้เติมคาว่า "not"
    ้
ที่ทายคากริ ยาช่วย เช่น
        บอกเล่า : John could play golf.
        => ปฏิเสธ : John could not play golf.
        บอกเล่า : They would play golf with John.
        => ปฏิเสธ : They would not play golf with John.
                                       ั
        3. ถ้าประโยคบอกเล่าไม่มีท้ ง Verb to be และคากริ ยาช่วย เมื่อเปลี่ยนเป็ นประโยคปฏิเสธ
                                                   ั
ให้เติมคาว่า did not (didn't) ที่หน้าคากริ ยา (ใช้กบประธานทุกตัว) แล้วเปลี่ยนคากริ ยาเป็ นรู ปเดิม (ช่อง 1)
เช่น
        บอกเล่า : John played golf with Jim.
        => ปฏิเสธ : John did not play golf with Jim.
        บอกเล่า : They went to Chiang Rai yesterday.
        => ปฏิเสธ : They did not go to Chiang Rai yesterday.
                                                                                                      9




3. ประโยคคาถาม
       จะต้องคานึงถึงคากริ ยาในประโยคบอกเล่าดังนี้
       1. ถ้าประโยคบอกเล่ามี Verb to be เมื่อเปลี่ยนเป็ นประโยคคาถาม ให้ทาดังนี้
          (1) เอา Verb to be ขึ้นต้นประโยค
          (2) คาที่เหลือเรี ยงเหมือนเดิม
                                              ้
          (3) ใส่ เครื่ องหมายคาถาม (?) ที่ทายประโยค เช่น
          บอกเล่า : John was a doctor.
          => คาถาม : Was John a doctor?
          บอกเล่า : They were at home.
          => คาถาม : Were they at home?
       2. ถ้าประโยคบอกเล่ามีคากริ ยาช่วย เมื่อเปลี่ยนเป็ นประโยคคาถาม ให้ทาดังนี้
          (1) เอาคากริ ยาช่วยขึ้นต้นประโยค
          (2) คาที่เหลือเรี ยงเหมือนเดิม
                                                ้
          (3) ใส่ เครื่ องหมายคาถาม (?) ที่ทายประโยค เช่น
          บอกเล่า : John could play golf.
          => คาถาม : Could John play golf?
          บอกเล่า : They would go to Chiangrai.
          => คาถาม : Would they go to Chiangrai?
                                      ั
       3. ถ้าประโยคบอกเล่าไม่มีท้ ง Verb to be และคากริ ยาช่วย เมื่อเปลี่ยนเป็ นประโยคคาถาม ให้ทาดังนี้
                                                    ั
          (1) เอาคาว่า Did ขึ้นต้นประโยค (ใช้กบประธานทุกตัว)
          (2) เปลี่ยนคากริ ยาเป็ นรู ปเดิม (ช่อง 1)
                                                  ้
          (3) ใส่ เครื่ องหมายคาถาม (?) ที่ทายประโยค เช่น
          บอกเล่า : John played golf with Jim.
          => คาถาม : Did John play golf with Jim?
          บอกเล่า : They went to Chiangrai yesterday.
          => คาถาม : Did they go to Chiangrai yesterday?
                                                                               10
                                          บรรณานุกรม

http://www.school.net.th/library/create-web/10000/language/10000-5372.html
http://www.kr.ac.th/ebook2/renu/05.html
http://grammar.exteen.com/20060822/present-simple-tense
http://gpa.tmk.ac.th/exe/exe3/_present_simple_tense.html
http://www.grammarforyou.com/2009/01/tense_mean/
http://streetenglish.exteen.com/20071025/present-simple-tense-it-s-so-simple
http://internationalschool.eduzones.com/reno/3148
http://www.igetweb.com/www/dsrupta/index.php?mo=3&art=181444
http://www.freewebs.com/wichaimakyou/PSTMainmenu.html
http://www.kr.ac.th/ebook2/noot/01.html
http://gotoknow.org/blog/kruju/100395
http://gpa.tmk.ac.th/exe/exe5/_past_simple_tense.html
http://www.freewebs.com/wichaimakyou/PastMainmenu.html
http://www.geocities.com/Athens/Acropolis/3811/english/past_simple_tense.htm
http://www.eduzones.com/knowledge-2-1-35835.html
http://englishgrammarkrab.blogspot.com/2009/07/tense-2.html
http://edtech.kku.ac.th/~s48321275011/485050300-6/past1.htm
                                                                                                                                                          11
                                                                        สารบัญ

Present Simple Tense......................................................................................................................................1
  หลักการใช้ Present Simple Tense ..............................................................................................................1
  โครงสร้างของประโยค Present Simple ......................................................................................................3
  Adverb of Frequency ..................................................................................................................................5
  กฎการเติม s และ es ในคากริ ยา ..................................................................................................................5
Past Simple Tense ...........................................................................................................................................6
  หลักการใช้ Past Simple Tense ...................................................................................................................6
  โครงสร้างประโยค ......................................................................................................................................7
                 ้
  การเติม ed ที่ทายคากริ ยา ............................................................................................................................7

								
To top