?? ????? ??? ATM by LKv7uOFt

VIEWS: 0 PAGES: 38

									                                            บทที่ 2
                                                           ่
                                    เอกสารและข้ อมูลทีเ่ กียวข้ อง

                                        ั
โครงการ การพัฒนาฐานข้อมูลครุ ภณฑ์ของศูนย์วทยบริ การ      ิ
คณะผูจดทาได้ศึกษาเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องสาหรับการดาเนินโครงการดังต่อไปนี้
         ้ั
             2.1) ความหมายของการพัฒนาฐานข้อมูลครุ ภณฑ์          ั
             2.2) ขั้นตอนการสร้างฐานข้อมูล
             2.3) การใช้โปรแกรมสาเร็ จรู ป
2.1) ความหมายของการพัฒนาฐานข้ อมูลครุ ภัณฑ์
             1.) ความหมายของ ครุ ภัณฑ์ และฐานข้ อมูล
             “ครุ ภั ณ ฑ์ ” ถื อ เป็ นเครื่ องมื อ อย่ า งหนึ่ ง ที่ ส ามารถท าให้ อ งค์ ก ร คนหนึ่ งคน
ส า ม า ร ถ ป ร ะ ส บ ค ว า ม ส า เ ร็ จ ใ น ห น้ า ที่ ก า ร ง า น ก า ร เ งิ น
แ ล ะ อ า น ว ย ค ว า ม ส ะ ด ว ก ห ล า ย อ ย่ า ง ใ น ก า ร ท า ง า น ใ ห้ ร ว ด เ ร็ ว มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ
ถ้ า ข า ด ค รุ ภั ณ ฑ์ อ า จ จ ะ ท า ใ ห้ ง า น ห รื อ โ ค ร ง ก า ร ไ ม่ ป ร ะ ส บ ผ ล ส า เ ร็ จ
หรื อประสบผลสาเร็ จแต่อาจจะไม่ดีเท่าทีควร
             ฐานข้ อมู ล (Database)              หมายถึ ง กลุ่ ม ของข้ อ มู ล ที่ มี ค วามสั ม พั น ธ์ ก ั น
น ามาเก็ บ รวบรวมเข้า ไว้ด้ว ยกัน อย่ า งมี ร ะบบและข้อ มู ล ที่ ป ระกอบกัน เป็ นฐานข้อ มู ล นั้ น
ต้องตรงตามวัตถุ ประสงค์การใช้งานขององค์กรด้วยเช่ นกัน เช่ น ในสานักงานก็รวบรวมข้อมูล
ตั้ง แต่ ห มายเลขโทรศัพ ท์ ข องผู ้ที่ ม าติ ด ต่ อ จนถึ ง การเก็ บ เอกสารทุ ก อย่ า งของส านั ก งาน
                                            ั
ซึ่ งข้อมูลส่ วนนี้ จะมี ส่วนที่สัมพันธ์กนและเป็ นที่ตองการนาออกมาใช้ประโยชน์ต่อไปภายหลัง
                                                             ้
ข้อ มู ล นั้น อาจจะเกี่ ย วกับ บุ ค คล สิ่ ง ของสถานที่ หรื อ เหตุ ก ารณ์ ใ ด ๆ ก็ ไ ด้ที่ เ ราสนใจศึ ก ษา
หรื ออาจได้มาจากการสังเกต การนับหรื อการวัดก็เป็ นได้ รวมทั้งข้อมูลที่เป็ นตัวเลข ข้อความ
แ ล ะ รู ป ภ า พ ต่ า ง ๆ ก็ ส า ม า ร ถ น า ม า จั ด เ ก็ บ เ ป็ น ฐ า น ข้ อ มู ล ไ ด้
แ ล ะ ที่ ส า คั ญ ข้ อ มู ล ทุ ก อ ย่ า ง ต้ อ ง มี ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั น
เพราะเราต้องการนามาใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต
             ระบบฐานข้ อมู ล (Database System) หมายถึ ง การรวมตัวกันของฐานข้อมูลตั้งแต่
                                               ั           ั
2ฐานข้อมูลเป็ นต้นไปที่มีความสัมพันธ์กนโดยมีวตถุประสงค์เพื่อเป็ นการลดความซ้ าซ้อนของข้อ
มูล และทาให้การบารุ งรักษาตัวโปรแกรมง่ายมากขึ้น โดยผ่านระบบการจัดการฐานข้อมูล หรื อ
เรี ยกย่อ ๆ ว่า DBMS
                                                                                                                              5




               2.) องค์ ประกอบของระบบฐานข้ อมูล
               ระบบฐานข้อมูลเป็ นเพียงวิธีคิดในการประมวลผลรู ปแบบหนึ่ งเท่านั้นแต่การใช้ฐานข้อ
มูลจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลักดังต่อไปนี้
                  2.1 แอพลิเคชันฐานข้อมูล (Database Application)
                  2.2 ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System หรื อ DBMS)
                  2.3 ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ (Database Server)
                  2.4 ข้อมูล (Data)
                         ้
                  2.5 ผูบริ หารฐานข้อมูล (Database Administrator หรื อ DBA)
               2 . 1 )                  แ อ พ พ ลิ เ ค ชั น ฐ า น ข้ อ มู ล
เป็ นแอพพลิ เ คชั น ที่ ส ร้ า งไว้ใ ห้ ผู ้ ใ ช้ ง านสามารถติ ด ต่ อ กั บ ฐานข้ อ มู ล ได้ อ ย่ า งสะดวก
ซึ่ ง มี รู ป แ บ บ ก า ร ติ ด ต่ อ กั บ ฐ า น ข้ อ มู ล แ บ บ เ ม นู ห รื อ ก ร า ฟ ฟิ ก
โยผูใ ช้ไ ม่ จ าเป็ นต้องมี ค วามรู ้ เ กี่ ย วกับ ฐานข้อมู ล เลยก็ ส ามารถเรี ย กใช้ง านฐานข้อมู ล ได้เช่ น
       ้
บริ การเงินสด ATM
               ระบบจั ด การฐานข้ อ มู ล หมายถึ ง กลุ่ ม โปรแกรมหรื อซอฟต์ แ วร์ ชนิ ด หนึ่ ง
ที่ ส ร้ างขึ้ นมาเพื่ อ ท าหน้ า ที่ บ ริ หารฐานข้ อ มู ล โดยตรง ให้ มี ป ระสิ ทธิ ภาพมากที่ สุ ด
เ ป็ น เ ค รื่ อ ง มื อ ที่ ช่ ว ย อ า น ว ย ค ว า ม ส ะ ด ว ก ใ ห้ ผู ้ ใ ช้ ส า ม า ร ถ เ ข้ า ถึ ง ข้ อ มู ล ไ ด้
โดยที่ ผูใ ช้ไ ม่ จาเป็ นต้องรั บ รู ้ เกี่ ย วกับ รายละเอี ยดภายในโครงสร้ างฐานข้อมู ล พูดง่ าย ๆ ก็ คื อ
           ้
DBMS                  นี้ เ ป็ น ตั ว ก ล า ง ใ น ก า ร เ ชื่ อ ม โ ย ง ร ะ ห ว่ า ง ผู ้ ใ ช้ แ ล ะ โ ป ร แ ก ร ม ต่ า ง ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปั จจุบน ได้แก่ Microsoft Access, ั
FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็ นต้น
                              ่
               2.2) หน้ าทีของระบบจัดการฐานข้ อมูล มีดังนี้
                  2.1 กาหนดมาตรฐานข้อมูล
                  2.2 ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลแบบต่าง ๆ
                  2.3 ดูแล - จัดเก็บข้อมูลให้มีความถูกต้องแม่นยา
                  2.4 จัดเรื่ องการสารอง และฟื้ นสภาพแฟ้ มข้อมูล
                  2.5 จัดระเบียบแฟ้ มทางกายภาพ (Physical Organization)
                  2.6 รักษาความปลอดภัยของข้อมูลภายในฐานข้อมูล และป้ องกันไม่ใช้ขอมูลสู ญหาย                 ้
                                                                                                          6




            2.7 บารุ งรักษาฐานข้อมูลให้เป็ นอิสระจากโปรแกรมแอพพลิเคชันอื่น ๆ
            2.8                เ ชื่ อ ม โ ย ง ข้ อ มู ล ที่ มี ค ว า ม สั ม พั น ธ์ เ ข้ า ด้ ว ย กั น
                            ้
เพื่อรองรับความต้องการใช้ขอมูลในระดับต่างๆ




           2.3) ดาต้ าเบสเซิร์ฟเวอร์
           เป็ นคอมพิวเตอร์ที่คอยให้บริ การการจัดการฐานข้อมูลซึ่ งก็คือเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ระบ
บ จั ด ก า ร ฐ า น ข้ อ มู ล ท า ง า น อ ยู่ นั่ น เ อ ง
เพราะฉะนั้นควรเป็ นคอมพิวเตอร์ ที่มีความรวดเร็ วในการทางานสู งกว่าคอมพิวเตอร์ ที่ใช้งานโดย
ทัวไป
   ่
           2.4) ข้ อมูล
           ข้ อ มู ล คื อ เ นื้ อ ห า ข อ ง ข้ อ มู ล ที่ เ ร า ใ ช้ ง า น
ซึ่ ง จ ะ ถู ก เ ก็ บ ใ น ห น่ ว ย ค ว า ม จ า ข อ ง ด า ต้ า เ บ ส เ ซิ ร์ ฟ เ ว อ ร์
โยจะถูกเรี ยกมาใช้งานจากระบบจัดการฐานข้อมูล
           2.5) ผู้บริหารฐานข้ อมูล
           ผูบริ หารฐานข้อมูล คือ กลุ่มบุ คคลที่ทาหน้าที่ ดูแลข้อมูลผ่านระบบจัดการฐานข้อมูล
             ้
ซึ่ ง จ ะ ค ว บ คุ ม ใ ห้ ก า ร ท า ง า น เ ป็ น ไ ป อ ย่ า ง ร า บ รื่ น
               ั
นอกจากนี้ยงทาหน้าที่กาหนดสิ ทธิ การใช้งานข้อมูลกาหนดในเรื่ องความปลอดภัยของการใช้งาน
                                                    ้
พร้อมทั้งดูแลดาต้าเบสเซิ ร์ฟเวอร์ ให้ทางานอย่างปกติดวย
                                                                                                                 7




2.2) ขั้นตอนการพัฒนาฐานข้ อมูลครุ ภัณฑ์
              การจั ด การฐานข้ อมู ล หรื อDatabase            Management           System            (DBMS)
นั้ น ช่ ว ย ล ด ข้ อ บ ก พ ร่ อ ง ใ น ก า ร ป ร ะ ม ว ล ผ ล แ ฟ้ ม ข้ อ มู ล
ลดความซ้ า ซ้ อ นของข้อ มู ล และสามารถปรั บ ปรุ ง ฐานข้อ มู ล ให้ท ัน สมัย และมี ค วามถู ก ต้อ ง
ซึ่ งวัต ถุ ป ระสงค์ ที่ ส าคั ญ ในการจั ด ท าระบบสารสนเทศหรื อฐานข้ อ มู ล นั้ น เพื่ อ สร้ า ง
                          ้
วิเคราะห์ และท าให้ผูใ ช้ที่ เหมาะสมได้รับ ข้อมู ล และสารสนเทศที่ หลากหลาย จุ ดเริ่ มต้นก็ คื อ
การส ร้ างข้ อ มู ล หรื อการหา (Finding)                  ข้ อ มู ล ม าให้ ไ ด้ เ มื่ อไ ด้ ข้ อ มู ล มาแล้ ว
     ั
มีข้ นตอนการดาเนินการตามมาดังนี้
                1. การจัด เก็ บ (Storing) จ าเป็ นต้อ งระบุ วิ ธี ก ารต่ า งๆ ในการจัด เก็ บ ข้อ มู ล
โดยอาศัยเกณฑ์ต่างๆที่จาเป็ นสาหรับการวิเคราะห์ การเข้าถึง และผูที่มีศกยภาพเป็ นผูใช้
                                                                          ้ ั                   ้
                2. การแปลงผัน (Converting) การวิเคราะห์รูปแบบต่างๆ ที่ใช้งานได้
                3.                                                   ก า ร ส่ ง ( Conveying)
                                                    ั                                                     ้
ปกติ แล้วข้อมู ลไม่ ไ ด้มีป ระโยชน์ แค่ใ นที่ จดเก็ บ ต้นแหล่ ง เท่ า นั้น แต่ ต้องถู ก ส่ งถ่ า ยไปยัง ผูใ ช้
(คนหนึ่งหรื อหลายคน)
                4. การท าซ้ า (Reproducing) อาจจ าเป็ นต้ อ งท าซ้ าหลายฉบับ (copies)
ในรู ปแบบต่างๆ
                5.       การจ าแนกประเภท (Classifying)                 การตั ด สิ นใจก าหนดหั ว เรื่ อง
ที่ถูกต้องเพื่อจัดเก็บข้อมูลเป็ นเรื่ องที่สาคัญยิง
                                                  ่
                6.                                    ก า ร สั ง เ ค ร า ะ ห์ ( Synthesizing)
            ้
ต้องใช้ขอมูลจากหลายแหล่งเพื่อให้มีสารสนเทศที่พอเพียงสาหรับตัดสิ นใจ
                7.                                     ก า ร จั ด ก ร ะ ท า ( Manipulating)
ข้อมูลอาจมีความหมายมากขึ้นโดยการจัดกระทาเชิงสถิติ
                                                       ู้
                8. การสื บค้น (Retrieving) การที่ผใช้ที่เหมาะสมสามารถเข้าถึงข้อมูลเมื่อต้องการ
เป็ นเรื่ องสาคัญ
                                                                                                                    8




             9.  การพิ จ ารณาทบทวน (Reviewing)               ข้ อ มู ล อะไรที่ จ าเป็ นต้ อ งมี ไ ว้
แ ล ะ มี ไ ว้ เ ป็ น เ ว ล า น า น แ ค่ ไ ห น
ระบบจัดเก็บและสมรรถภาพในการจัดกระทาสามารถรับมือกับข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ จานวนมา
กได้หรื อไม่
             10.                                  ก า ร ท า ล า ย ( Destroying)
                                                                               ่
การพิจารณาทบทวนว่าข้อมูลใดจาเป็ นหรื อข้อมูลใดใช้อยูเ่ ป็ นประจาบ่งบอกได้วาควรขจัดข้อมูลใ
ดออกไป




              1.) องค์ ประกอบทางด้ านข้ อมูล
              เป็ นองค์ประกอบที่สาคัญอีกองค์ประกอบหนึ่งที่จาเป็ นต้องมีในระบบฐานข้อมูล ควรมี
                ั
คุณสมบัติดงต่อไปนี้
                    1.1 มีความถูกต้อง ทันสมัย สมเหตุสมผล
                    1.2                      มี ค ว า ม ซ้ า ซ้ อ น ข อ ง ข้ อ มู ล น้ อ ย ที่ สุ ด
เนื่องจากข้อมูลในฐานข้อมูลสามารถประกอบด้วยตารางตั้งแต่หนึ่ งตารางขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์
กัน ข้อมูลในแต่ละตารางจะต้องมีความซ้ าซ้อนของข้อมูลน้อยที่สุด หรื อไม่มีเลย
                    1.3                             มี ก า ร แ บ่ ง กั น ใ ช้ ง า น ข้ อ มู ล
                                                             ้
ข้อมู ล ภายในฐานข้อ มู ล ควรมี ล ัก ษณะที่ ส ามารถให้ผูใ ช้ง านหลายคนใช้ข ้อมู ล นั้นร่ ว มกันได้
เ ป็ น ก า ร แ บ่ ง กั น ใ ช้ ข้ อ มู ล                                                       ( Sharing)
คื อ ผู ้ ใ ช้ ง า น ห ล า ย ค น ส า ม า ร ถ ดึ ง ข้ อ มู ล ชิ้ น เ ดี ย ว กั น ม า ดู ไ ด้ พ ร้ อ ม กั น
แต่การแก้ไขข้อมูลจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทาได้
              ดั ง นั้ น นิ ย า ม ข อ ง ฐ า น ข้ อ มู ล จึ ง ห ม า ย ถึ ง
                                               ั
การเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กนไว้ในที่ที่เดียวกัน
              2.) ข้ อมูลในระบบฐานข้ อมูล มีส่วนประกอบย่ อยๆหลายส่ วน อาจแบ่ งระดับได้ ดังนี้
                    2.1      บิ ต (Bit:   Binary       Digit)       หน่ ว ยข้ อ มู ล พื้ น ฐานที่ เ ล็ ก ที่ สุ ด
                                                                                            ่
เป็ นข้อมูลพื้นฐานที่เล็กที่สุดภายในแฟ้ มข้อมูลซึ่ งเป็ นหน่วยข้อมูลพื้นฐานที่เก็บอยูในหน่วยความ
จาภายในคอมพิวเตอร์ บิทนี้จะแทนด้วยตัวเลข 1 ตัว ได้แก่ 0 หรื อ 1 อย่างใดอย่างหนึ่ ง เรี ยกตัวเลข
                  ่
1 หรื อ 0 นี้วา 1 บิท ซึ่ งเพียงพอต่อการบอกความหมายว่า “ใช่” หรื อ “ไม่ใช่”
                                                                                                     9




                                                                              ั
               2.2 ไบท์ (Byte) หรื อ อักขระ (Character) ข้อมู ล ซึ่ ง ได้แก่ ตวอัก ษรแต่ล ะตัว
หมายรวมถึ งตัวอักษร ตัวเลข หรื อเครื่ องหมายต่างๆ เช่ น A, B, C……Z, 0, 1 . . . 9
และสั ญลัก ษณ์ พิ เ ศษอื่ นๆ เช่ น $, &, +, - ฯลฯ เมื่ อถู ก น าไปเก็ บ ไว้ใ นคอมพิ วเตอร์
                 ่
จะถูกแปลงอยูในรู ปของบิตหลายบิตที่มาประกอบกัน โดยตัวอักษร 1 ตัว จะแทนด้วย บิต 7 หรื อ
8 บิต มีค่าเท่ากับ 1 ไบท์
               2.3                                 เ ข ต ข้ อ มู ล ห รื อ ฟิ ล ด์ ( Field)
ตัวอักษรแต่ละตัวจะถูกนามาประกอบกันเป็ นกลุ่มคาซึ่ งมีความหมาย เช่น ชื่อ-สกุล
               2.4        ระเบี ย นหรื อเรคอร์ ด (Record)        หมายถึ ง กลุ่ ม ข้ อ มู ล (field)
เมื่อนาเขตข้อมูลหลายเขตข้อมูลมารวมกันจะเรี ยกว่าเป็ น ระเบียนหรื อเรคอร์ ด
               2.5     แฟ้ มข้ อ มู ล หรื อไฟล์ (File)   หมายถึ ง กลุ่ ม ของระเบี ย น (Record)
ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ เ รื่ อ ง เ ดี ย ว กั น
ระเบียนแต่ละระเบียนของข้อมูลชนิดเดียวกันจะสามารถนามารวมกันเป็ น แฟ้ มข้อมูลหรื อไฟล์

          3.) ความสั มพันธ์ ในฐานข้ อมูล
          ใ น ก า ร จั ด เ ก็ บ ข้ อ มู ล ใ น ฐ า น ข้ อ มู ล
                                              ั
จะจัดเก็บในรู ปแบบตารางที่มีความสัมพันธ์กนในฐานข้อมูลสามารถสร้างความสัมพันธ์ของตารา
งโดยกาหนดให้ตารางที่มีคุณลักษณะเหมือนกันมาสร้างความสัมพันธ์กน         ั
             3.1 ความสั มพันธ์ แบบหนึ่งต่ อหนึ่ง (One-to-One Relationship)
                                                                            ั
เป็ นลักษณะความสัมพันธ์ที่มีระเบียนเพียง 1 ระเบียน ในแฟ้ ม A มีความสัมพันธ์กบระเบียนเพียง
1 ระเบียนในแฟ้ ม B และในทางกลับกัน ระเบียน 1 ระเบียนในแฟ้ ม B
                     ั
ก็จะมีความสัมพันธ์กบระเบียนเพียง 1 ระเบียนในแฟ้ ม A
             3.2 ความสั มพันธ์ แบบ 1 ต่ อกลุ่ม (One-to-Many Relationship)
เป็ นลักษณะความสัมพันธ์ที่มีระเบียนเพียง 1 ระเบียน ในแฟ้ ม A
                 ั
มีความสัมพันธ์กบหลายระเบียนในแฟ้ ม B และทางกลับกันหลายระเบียนในแฟ้ ม B
                   ั
จะมีความสัมพันธ์กบระเบียนเพียง 1 ระเบียนในแฟ้ ม A
             3.3 ความสั มพันธ์ แบบกลุ่มต่ อเนื่อง (Many-to-Relationship)
                                                                        ั
เป็ นลักษณะความสัมพันธ์ที่มีหลายระเบียนในแฟ้ ม A มีความสัมพันธ์กบ 1 ระเบียนในแฟ้ ม B
                                                         ั
และทางกลับกัน 1 ระเบียนในแฟ้ ม B จะมีความสัมพันธ์กบหลายระเบียนในแฟ้ ม A
                                                                                                               10




           3.4 ความสั มพันธ์ แบบกลุ่มต่ อกลุ่ม (Many-to-Many Relationship)
                                                                 ั
เป็ นลักษณะความสัมพันธ์ที่แต่ละระเบียนในแฟ้ ม A มีความสัมพันธ์กบหลานระเบียนในแฟ้ ม B
                                                           ั
และในทางกลับกันแต่ละระเบียนในแฟ้ ม B จะมีความสัมพันธ์กบหลายระเบียนในแฟ้ ม A

             4.) ประเภทโครงสร้ างของข้ อมูล
             ข้อมูลในฐานข้อมูลโดยทัวไปจะถูกสร้างให้มีโครงสร้างที่ง่ายต่อความเข้าใจและการใช้
                                   ่
           ้                                  ่       ั
งานของผูใช้โดยทัวไปแล้วฐานข้อมูลที่ใช้อยูในปั จจุบน จะมีโครงสร้าง 3 แบบ ด้วยกันคือ
                     ่
             4.1                                  ฐ า น ข้ อ มู ล แ บ บ ล า ดั บ ขั้ น
เป็ นลักษณะของฐานข้อมูลที่มีความสัมพันธ์ของข้อมูลเป็ นแบบหนึ่ งหรื อแบบหนึ่ งต่อกลุ่มแต่จะไ
ม่มีความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่มในฐานข้อมูลแบบนี้
                ลั ก ษ ณ ะ โ ค ร ง ส ร้ า ง ข อ ง ฐ า น ข้ อ มู ล แ บ บ ล า ดั บ ขั้ น รี้
       ั                                                                         ่
จะมีลกษณะคล้ายต้นไม้ที่คว่าหัวลงจึงอาจเรี ยกโครงสร้างฐานข้อมูลแบบนี้ ได้วาเป็ นโครงสร้างแ
บบต้น ไม้ (Tree Structure) โดยจะมี ร ะเบี ย นที่ อ ยู่ แ ถวบนซึ่ งจะเรี ย กว่า ระเบี ย นพ่ อ แม่
ร ะ เ บี ย น ใ น แ ถ ว ถั ด ล ง ม า จ ะ เ รี ย ก ว่ า ร ะ เ บี ย น ลู ก ซึ่ ง ร ะ เ บี ย น พ่ อ แ ม่
จ ะ มี ร ะ เ บี ย น ลู ก ไ ด้ ม า ก ก ว่ า ห นึ่ ง ร ะ เ บี ย น
แต่ระเบียนลูกแต่ละระเบียนสามารถมีระเบียนพ่อแม่ได้เพียงหนึ่งระเบียนเท่านั้น



           4.2 ฐ า น ข้ อ มู ล แ บ บ เ ค รื อ ข่ า ย ( Network                                       Database)
ข้ อ มู ล ภ า ย ใ น ฐ า น ข้ อ มู ล แ บ บ นี้ ส า ม า ร ถ มี ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั น แ บ บ ใ ด ก็ ไ ด้
เ ช่ น อ า จ เ ป็ น แ บ บ ห นึ่ ง ต่ อ ห นึ่ ง ห นึ่ ง ต่ อ ก ลุ่ ม ห รื อ ก ลุ่ ม ต่ อ ก ลุ่ ม
แ ล ะ ไ ม่ จ า เ ป็ น ต้ อ ง มี ล า ดั บ ชั้ น ที่ สู ง ก ว่ า
ซึ่ งจะทาให้การค้นคืนข้อมูลเป็ นไปได้โดยง่ายขึ้นกว่าแบบลาดับขั้น
           4.3 ฐ า น ข้ อ มู ล แ บ บ เ ชิ ง สั ม พั น ธ์ ( Relational                                Database)
ฐ า น ข้ อ มู ล เ ชิ ง สั ม พั น ธ์ เ ป็ น ฐ า น ข้ อ มู ล ที่ มี ค ว า ม นิ ย ม ใ ช้ กั น ม า ก ใ น ปั จ จุ บั น
ซึ่ งส ามารถ ใ ช้ ง านได้ ก ั บ เครื่ องคอมพิ ว เตอร์ ทุ ก ระ ดั บ ตั้ งแต่ ไ มโครคอมพิ ว เตอ ร์
จ น ก ร ะ ทั่ ง ถึ ง เ ม น เ ฟ ร ม ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์
ฐานข้ อ มู ล แบบนี้ จะมี โ ครงสร้ างข้ อ มู ล ต่ า งจากฐานข้ อ มู ล สองแบบแรก กล่ า วคื อ
                       ่
ข้อมูลจะถูกเก็บอยูในรู ปแบบของ ตาราง (Table) ซึ่ งภายในตารางก็จะแบ่งออกเป็ น แถว (Row)
แ        ล         ะ                  ค        อ         ลั        ม         น์                (      Column)
                                                                                                             11




แต่ ล ะ ต า ร า ง จ ะ มี จ า น ว น แถ ว ไ ด้ ห ล า ย แ ถ ว แ ล ะ จ า นว น ค อ ลั ม น์ ไ ด้ ห ล า ย ค อ ลั ม น์
แ ต่ ล ะ แ ถ ว ส า ม า ร ถ เ รี ย ก ไ ด้ อี ก อ ย่ า ง ว่ า ร ะ เ บี ย น ห รื อ เ ร ค ค อ ร์ ด ( Record)
                                               ่
คอลัมน์ในแต่ละคอลัมน์สามารถเรี ยกได้วา เขตข้อมูลหรื อฟิ ลด์ (Field)
            ฐานข้อมูลเชิ งสัม พันธ์ สามารถค้นคื นรายละเอี ยดด้วยการเชื่ อมตารางต่างๆ ตั้ง แต่ 2
ตารางขึ้ นไป โดยการใช้ คุ ณ ลั ก ษณะของ Field                       ที่ เ หมื อ นกั น ที่ อ ยู่ ใ นทุ ก ๆ ตาราง
                                                                                 ั
ซึ่ งขั้นตอนหรื อการเชื่ อมความสัมพันธ์ระหว่างตารางนี้ เรี ยก “การปฏิบติการเชื่อมความสัมพันธ์ ”
(Join Operation) และจะได้ตารางใหม่ที่ทาการเชื่ อมข้อมูลแล้ว ซึ่ งทาให้ได้ขอมูลที่ตองการได้   ้          ้
ซึ่ งการค้นคืนในฐานข้อมูลเชิ งสัมพันธ์น้ ี จะมีประสิ ทธิ ภาพอย่างมากเพราะช่วยให้เกิดความหลาก
หลายในการประยุกต์ใช้งานมากขึ้น
            การปฏิบติการเชื่ อมความสัมพันธ์ระหว่างตารางจะจัดเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความเกี่ยว
                      ั
ข้ อ ง กั น ใ ห้ อ ยู่ ต า ร า ง เ ดี ย ว กั น
         ้
ซึ่ งมีขอดีคือทาให้สามารถค้นคืนข้อมูลได้ในเวลาอันรวดเร็ วกว่าการจัดเก็บไว้ในหลายๆ ตาราง
แ ต่ มี ข้ อ เ สี ย คื อ ก า ร ที่ น า ข้ อ มู ล ต่ า ง ๆ
             ั                                                           ั
ที่สัมพันธ์กนมาไว้ในตารางเดียวกันก็จะทาให้ปริ มาณข้อมูลที่จดเก็บในตารางก็เพิมขึ้นด้วย            ่

                                                                                    ั
           5) ขั้นตอนการสร้ างฐานข้ อมูล ขั้นตอนการใช้สร้างตารางข้อมูลจาก Access มีดงนี้
              5.1 เปิ ดโปรแกรม Access เลือกฐานข้อมูลเปล่า และตั้งชื่อฐานข้อมูล
              5.2 เลือกรายการสร้างตารางในมุมมองออกแบบ
                                                                                  12




                                             1




2




    5.3 ในช่องเขตข้อมูลกาหนดชื่อ Field และชนิดข้อมูล และบันทึกเป็ น (ชื่อตาราง)
    5.4 คลิกตกลง จะได้ตารางข้อมูลที่เราตั้งชื่อ




                                                                 4



                       3
                                                 13




 5




5.5 เปิ ดตารางข้อมูล แล้วกรอกข้อมูลในช่องตาราง
                                                                                                  14




              5.6 เราสามารถสร้ า งตารางข้ อ มู ล ได้ ห ลาย ๆ ตารางในฐานข้ อ มู ล เดี ย วกั น
      ้        ้
ถ้ามีขอมูลที่ตองการเก็บหลาย ๆ ข้อมูล




                                       6




2.3) การใช้ โปรแกรมสาเร็จรู ปพัฒนาฐานข้ อมูลครุ ภัณฑ์
            1.) โปรแกรม Macromedia Dream weaver 8 คื อ โปรแกรมหรื อเครื่ องมื อ
ที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซด์ระดับมืออาชี พ มีความสามารถในการใช้สร้ าง ออกแบบ เขียนโค้ด
เว็บ เพ็จ บริ ห ารจัด การเว็ บ ไซต์ และเว็บ แอพพลิ เ คชั่น ได้อ ย่า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ ช่ ว ยลดงาน
ลดเวลาในการพัฒนาเว็บเพ็จ โดยสามารถสร้างโค้ดได้หลายภาษา เช่น HTML, PHP, ASP, JSP ฯ
และสามารถติดต่อกับฐานข้อมูลได้หลายฐานข้อมูล เช่น MySQL, PostgreSQL, MS Access, MS
SQL Server ฯ
            1.1 จุดเด่ นของโปรแกรม Macromedia Dream weaver 8
               1.1.1 โปรแกรมจะท าการแปลงรหัส ให้เป็ นภาษา HTML โดยอัตโนมัติดัง นั้น
ผูใช้ที่ไม่มีความรู ้ ด้านนี้ก็สามารถทาได้
  ้
               1.1.2 มี แถ บเครื่ องมื อ หรื อแถบค าสั่ ง ที่ ใ ช้ ใ นการควบคุ มก ารท างาน
แบ่งออกเป็ นหมวดหมู่จึงช่วยในการทางานที่ดีข้ ึน และรวดเร็ วยิงขึ้น
                                                               ่
                                                                                           15




           1.1.3 สนับสนุนเว็บเพจที่เป็ นภาษาไทยได้ดี
                                                                       ้
           1.1.4 มีคุณสมบัติที่สามารถจัดการกับรู ปภาพเคลื่อนไหว โดยไม่ตองอาศัย Plugin
           1.1.5 สามารถเรี ยกใช้ตารางจากภายนอก โดยการอิมพอร์ทจาก Text File
           1.1.6 เป็ นโปรแกรมที่สามารถสนับสนุนการใช้งาน CSS (Cascading Style Sheet)
           1 . 1 . 7 มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ท า Drop     down            Menu
รวมไปถึงการทาให้รูปภาพเปลี่ยนเมื่อนาเมาส์ไปชี้ เป็ นต้น
        1.2 ความสามารถของ Macromedia Dream weaver 8
           1.2.1 สร้างเว็บเพจภาษาไทย
                      ั      ั่
           1.2.2 รู ้จกฟังก์ชนต่าง ๆ ของ Macromedia Dream weaver




              1.3 การเริ่ มใช้ งานโปรแกรม Dream weaver 8เมื่อเข้าสู่ โปรแกรม Dream weaver 8
จะปรากฏกรอบ Workspace                    Setup    ให้ ค ลิ ก เลื อ ก Designer   แล้ ว คลิ ก OK
เพื่อเข้าสู่ หน้าจอการออกแบบของโปรแกรม Macromedia Dream weaver 8
                                                                                                 16




            จ า ก นั้ น จ ะ ป ร า ก ฏ ห น้ า จ อ Start                                       Page
ซึ่ งเป็ นเครื่ องมื อ ส าหรั บ เริ่ มต้ น การท างาน โดยตั ว เลื อ กจะแบ่ ง เป็ น 3 กลุ่ ม ดั ง รู ป
สาหรับการสร้างเว็บเพจเปล่าแบบพื้นฐาน ให้เลือกกลุ่ม Create New แล้วคลิกที่ HTML




          1.4 ส่ วนประกอบของโปรแกรม Dream weaver 8
                                                                                               17




               1.4.1 แถบชื่อเรื่อง (Title Bar) แสดงชื่อแฟ้ มข้อมูลที่กาลังใช้งานอยู่
               1.4.2 แถบคาสั่ ง (Menu Bar) เป็ นส่ วนที่เก็บคาสั่งต่าง ๆ
ที่ใช้งานในโปรแกรมDreamweaver 8
               1.4.3 แถบ Document Tool Bar เป็ นส่ วนที่ใช้ในการจัดการกับเว็บเพจ ณ
ขณะนั้น เช่นการเปลี่ยนมุมมองในการดูหน้าเว็บเพจ
               1.4.4 แถบ Insert Bar เป็ นกลุ่ ม เครื่ อ งมื อ ที่ ใ ช้ ส ร้ า งองค์ป ระกอบต่ า ง ๆ
ในเว็บเพจ ซึ่งประกอบด้วยชุดเครื่ องมือ 8 ชุดด้วยกัน
               1.4.5 พืนทีออกแบบ (Document Window)
                       ้ ่
เป็ นส่ วนที่ใช้สาหรับใส่ เนื้ อหาและจัดองค์ประกอบของเว็บเพจ
โดยประกอบด้วยมุมมองการทางาน 3 รู ปแบบด้วยกันคือ Design, Code และ Code and Design
               1.4.6. แถบสถานะ (Status Bar) เป็ นส่ วนที่แสดงสถานะของการใช้งานโปรแกรม ณ
ขณะนั้น หน้าต่าง Properties เป็ นส่ วนของคาสั่งที่ใช้ในการกาหนดคุณสมบัติขององค์ประกอบต่าง
ๆ ที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงหรื อตกแต่ง
               1.4.7. Panel Group เป็ นกลุ่มของแผงควบคุม ที่ใช้แทนคาสังและติดต่อกับฐานข้อมูล
                                                                             ่

        1.5 มุมมองต่ าง ๆ ของ Document Windows
        ใ น ก า ร อ อ ก แ บ บ ห น้ า เ ว็ บ เ พ จ ด้ ว ย โ ป ร แ ก ร ม Dreamweaver              8
เราสามารถเลือกรู ปแบบหรื อมุมมองของหน้าต่างเว็บเพจได้ 3 รู ปแบบด้วยกันคือ

            Show Code View ใช้แสดงหน้าจอออกแบบเป็ นภาษา HTML

            Show Code and Design View ใช้แสดงหน้าจอออกแบบเป็ นภาษา HTML
          และหน้าจอออกแบบจริ ง

            Show Design View ใช้แสดงหน้าจอออกแบบเป็ นหน้าจอออกแบบจริ ง
                                                                                       18




          1.6 การซ่ อนและแสดงเครื่องมือออกแบบ
          ในการออกแบบเว็บเพจนั้น บางครั้งต้องการใช้เครื่ องมือเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการออกแบบ
               ้                                   ั่
แต่บางครั้งก็ตองการซ่ อนเครื่ องมื อต่าง ๆ ไว้ชวขณะเพื่อดูหน้าเว็บเพจที่ออกแบบไว้ให้ชัดเจน
การซ่อนและแสดงเครื่ องมือออกแบบในโปรแกรม Dreamweaver 8 สามารถทาได้หลายวิธีดวยกัน      ้
ดังนี้
                                                               ่ ้
          วิธีที่ 1 โดยการคลิกที่คาสัง Windows แล้วคลิกคาสังที่ตองการใช้งาน
                                      ่
          วิธีที่ 2 โดยการคลิกที่ปุ่มลูกศรเล็ก ๆ หน้าแถบ Panel
          วิธีที่ 3 กดแป้ นพิมพ์ <F4> เพื่อซ่อนหรื อแสดงเครื่ องมือทั้งหมด




           1.7 การสร้ างหน้ าเว็บเพจใหม่
             1.7.1 คลิกคาสัง File>New...ที่แถบเมนู
                             ่
                                                            ั
             1.7.2จะปรากฏกรอบ New Document ขึ้นมาโดยคลิกที่ตวเลือก Basic page ในช่อง
Category
             1.7.3 คลิกตัวเลือก HTML ที่ช่อง Basic page
             1.7.4 คลิกปุ่ ม Create
                                                                                                 19




                                       ื้
           1.8 การกาหนดคุณสมบัติพนฐานของเว็บเพจ
           ก่ อ นการออกแบบเว็บ เพจทุ ก ครั้ ง ควรเริ่ ม จากการก าหนดคุ ณ สมบัติ พ้ื น ฐาน เช่ น
ชื่อเว็บเพจ (Title) สี พ้ืน (Background color) สี ของข้อความ (Text color) เป็ นต้น Page Properties4
                            ้
โดยสามารถกาหนดได้ดวยคาสัง Modify  ่

       1.9 การก าหนดลั ก ษณะการแสดงผล (Appearance)                          เป็ นคุ ณ สมบัติ ท ั่ว ไป
ในการแสดงผลของหน้าเว็บเพจ มีรายละเอียดดังนี้
          1. Page font รู ปแบบตัวอักษร
          2. Size ขนาดตัวอักษร
          3. Text color สี ของข้อความทัวไป
                                        ่
          4. Background color สี พ้ืนหลังของหน้าเว็บเพจ
          5. Background image ภาพฉากหลังของหน้าเว็บเพจ
          6. Repeat วิธีแสดงภาพฉากหลังแบบซ้ า ๆ
          7. Left margin ระยะของด้านซ้ายของหน้าเว็บเพจ
          8. Right margin ระยะของด้านขวาของหน้าเว็บเพจ
          9. Top margin ระยะของด้านบนของหน้าเว็บเพจ
          10. Bottom margin ระยะของด้านล่างของหน้าเว็บเพจ
                                                                                                  20




                                     ่
          1.10 การกาหนดค่ า เพือใช้ ในการสร้ างเว็บเพจ ภาษาไทย มีดังนี้
             1. เลื อ กค าสั่ ง ที่ เ มนู บ าร์ โ ดยเลื อ ก Modify จากนั้น เลื อ ก Page   Properties
                                                        ่
(หรื อสามารถเลือกได้ที่ปุ่ม Page Properties ที่อยูบนพาแนล Properties Inspector)
             2. จากนั้นให้เลือกที่หมวดของ Title/Encoding
             3. ในช่อง Encoding นั้นให้เลือกที่ Thai (Windows)
             4. จากนั้นคลิก OK




                 2
                                                                     3
                                                     4
                                                                                                          21




               1.11 การบันทึก (Save) เว็บเพจ
                                                                    ั
               ไฟล์เว็บเพจของ Dreamweaver 8 ถ้ายังไม่ ได้บนทึ ก (Save) ข้อมูลที่ ทาการแก้ไ ข
จะสั ง เกตได้จากบนแถบชื่ อเรื่ อง (Title Bar) จะมี เครื่ องหมาย * ปรากฏอยู่ท ้า ยชื่ อ ไฟล์
                                          ั                            ั      ้
ซึ่ งเป็ นเครื่ องหมายเตือนว่ายังไม่ได้บนทึก (Save) ข้อมูลของไฟล์น้ น ไฟล์ขอมูลของ Dreamweaver
8 จะถู ก จัด เก็ บ ให้ เ ป็ นไฟล์ ป ระเภท html ให้ อ ัต โนมัติ ค าสั่ ง ที่ ใ ช้ ใ นการจัด เก็ บ ข้อ มู ล
สามารถเลือกใช้ได้ดงนี้    ั
                  1. File>Save… จัดเก็บไฟล์โดยใช้ชื่อเดิม
                  2. File>Save As… จัดเก็บไฟล์โดยใช้ชื่อใหม่
                  3. File>Save as Template… จัดเก็บเป็ นไฟล์เทมเพลต
                  4. File>Save to Remote Server จัดเก็บไว้ที่ Remote Server
                  5. File>Save All จัดเก็บทุกไฟล์ที่เปิ ดใช้งานอยู่
                                 ั
                  6. นอกจากนี้ ยงสามารถใช้แป้ นพิมพ์ <Ctrl>+<S> แทนการใช้คาสั่ง File>Save…
หรื อFile>Save As…ได้

               2.) โปรแกรม Microsoft Access 2003 เป็ นโปรแกรมหนึ่ งในชุ ด Microsoft Office
Professional Edition 2003 และ Microsoft Office Professional Enterprise 2003
ซึ่ ง ถื อ เ ป็ น ส่ ว น ห นึ่ ง ข อ ง Microsoft                 Office        System            นั่ น เ อ ง
ระบบบริ หารดาต้าเบสชนิดนี้ถูกออกแบบขึ้นมาให้มีเครื่ องมือต่างๆที่มีประสิ ทธิ ภาพสู ง
               2.1 ฐานข้ อ มู ล หมายถึ ง แหล่ ง ที่ ใ ช้ส าหรั บ เก็ บ รวบรวมข้อมู ล (Data Collection)
ห รื อ แ ฟ้ ม ข้ อ มู ล ที่ ถู ก จั ด เ ก็ บ ไ ว้ ใ น ร ะ บ บ ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์
โดยที่ ข ้ อ มู ล เหล่ า นั้ นต้ อ งมี ค วามสั ม พัน ธ์ ซ่ ึ งกั น และกั น สามารถสื บค้ น ได้ (Retrieval)
สามารถแก้ไขข้อมูลได้ (Modified) สามารถปรับปรุ งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูลได้ (Update)
ห          รื       อ        จั      ด      เ       รี        ย      ง     ไ    ด้            (       Sort)
โดยมีโปรแกรมที่ใช้ในการจัดระบบฐานข้อมูลเป็ นส่ วนที่รับผิดชอบจัดการฐานข้อมูล (Database
Management System: DBMS)
               2.2 ระบบฐานข้ อมูล หมายถึง การพัฒนาแฟ้ มข้อมูล โดยการรวบรวมแฟ้ มข้อมูลหลาย
ๆ แ ฟ้ ม ข้ อ มู ล เ ข้ า ด้ ว ย กั น มี ก า ร ข จั ด ค ว า ม ซ้ า ซ้ อ น ข อ ง ข้ อ มู ล อ อ ก
และเก็ บ แฟ้ มข้อ มู ล เหล่ า นี้ ไว้ที่ ศู น ย์ ก ลาง เพื่ อ การใช้ ง านและควบคุ ม ดู แ ลรั ก ษาร่ ว มกั น
เ มื่ อ ต้ อ ง ก า ร ใ ช้ ง า น แ ล ะ เ ป็ น ผู้ มี สิ ท ธิ ที่ จ ะ ใ ช้ ข้ อ มู ล เ ท่ า นั้ น
                                                                                                   22




ที่ ส ามารถดึ งข้ อ มู ล ที่ ต้ อ งการออกไปใช้ ไ ด้ ข้ อ มู ล บางส่ วนอาจใช้ ร่ วมกั น ผู ้ อื่ น ได้
             ้
แต่บางส่ วนผูมีสิทธิ เท่านั้นจึงจะสามารถใช้ได้

          2.3 หลักการจัดทาฐานข้ อมูล
             2 . 3 . 1 ต้ อ ง มี ร ะ เ บี ย บ แ ล ะ ง่ า ย ต่ อ ก า ร จั ด ก า ร
ส่ ว นการน าคอมพิ ว เตอร์ ม าใช้ ก ับ ฐานข้อ มู ล ช่ ว ยท าให้ เ พิ่ ม ความเร็ ว ในการค้น หาข้อ มู ล
และจัดเก็บข้อมูลได้มาก
             2.3.2 ต้ อ งมี ก ารวางแผนที่ ดี แ ละต้ อ งทราบวัต ถุ ป ระสงค์ ข องการใช้ ง าน
    ้                  ้
มีขอมูลอะไรบ้างที่ตองการบันทึกเอาไว้ในระบบคอมพิวเตอร์
          2.4 แนวทางการวิเคราะห์ ระบบก่ อ นจั ด ทาฐานข้ อ มู ล ควรวิเคราะห์ ข ้อมู ล เบื้ องต้น
โดยอาจทดลองถามคาถามกับตัวเองดังนี้
             2.4.1 ข้อมูลอะไรที่เราต้องการเรี ยกใช้จากฐานข้อมูล
             2.4.2 หัวเรื่ องอะไรที่เราต้องการใส่ ลงในฐานข้อมูล
                                                   ั
             2.4.3 แต่ละหัวเรื่ องมีความสัมพันธ์กนอย่างไร
             2.4.4 ข้อมูลประเภทใดที่จะใส่ ลงในแต่ละหัวเรื่ อง
          2.5 เริ่มใช้ งานโปรแกรม Microsoft Access 2003
             2.5.1 คลิกเมาส์เริ่ มต้นที่ปุ่ม Start
             2.5.2 เลื่อนเมาส์ข้ ึนไปที่ไอคอน Program
             2.5.3 เลื่อนเมาส์ไปที่ไอคอน Office 2003
             2.5.4 เลื่อนเมาส์ไปที่ไอคอน Microsoft Access แล้วคลิก 1 ครั้ง
                                 23




2.5.5 Clickเพื่อสร้างแฟ้ มใหม่
                                                                                        24




  2.5.6 Clickเพื่อสร้างฐานข้อมูลเปล่า




  2.5.7 ตั้งชื่อแฟ้ ม

2.6 เมื่อเปิ ดใช้ Database จะปรากฏ database windows มี tab 6 tab ให้ เลือกใช้ ดังรู ป
                                                                                                                   25




    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7




               1.                Tables เพื่อใช้ในการสร้างตารางเพื่อจัดเก็บข้อมูล มีการจัดการในรู ปคล้ายกับ

                                  ั                    ั
Spreadsheet ส่ วน Column เทียบได้กบ Field Row เทียบได้กบ Records
            2.                         Queries เป็ นส่ ว นที่ จ ัด การข้อมู ล จากตารางที่ มี อ ยู่
                                         ้
เช่นการเลือกแสดงผลเฉพาะบาง Field ที่ตองการ หรื อการกรอกข้อมูลเพื่อแสดงเฉพาะ Record
ที่กาหนด Criteria
                  3.                                                         Forms                (แ บ บ ฟ อ ร์ ม )
เ พื่ อ ใ ช้ ส ร้ า ง ฟ อ ร์ ม ใ น ก า ร บั น ทึ ก ข้ อ มู ล แ ท น ก า ร ป้ อ น ข้ อ มู ล จ า ก ต า ร า ง โ ด ย ต ร ง
อาจจะใช้แ สดงผลข้อ มู ล ที่ ต้อ งการแทนการเลื อ กจาก Queries หรื อ อาจใช้ส ร้ า งเป็ นเมนู
โดยทั่ว ไปแล้ว ยัง เป็ นส่ วนช่ วยเพิ่ ม สี สั น ให้ ก ับ ฐานข้อมู ล ของลัก ษณะการท างานกับ จอภาพ
เพิ่มความสะดวกให้กบผูใช้งาน  ั ้
                  4.                                                           Report                  (ร า ย ง า น )
                                  ้
ใช้ในการสร้างรายงานที่ตองการพิมพ์ออกทางเครื่ องพิมพ์
                  5.เพ็จ Page
                                                                                                     26




             6. Macros (แมโคร) เป็ นส่ ว นที่ เ ก็ บ ค าสั่ ง ส าเร็ จ ในรู ปของ                macro
เมื่อต้องการสร้างโปรแกรมอัตโนมัติ
             7.            Module (โมดูล) เป็ นส่ วนที่เก็บชุ ดคาสั่งในรู ปของภาษา Access
Basic           Code            เ มื่ อ ต้ อ ง ก า ร ส ร้ า ง โ ป ร แ ก ร ม ส า เ ร็ จ รู ป เ ช่ น กั น
แต่มีความซับซ้อนและมีชุดคาสั่งมากขึ้น

           2.7 แถบเครื่องมือ Database
           ใ น Access                          จ ะ มี แ ถ บ เ ค รื่ อ ง มื อ ห ล า ย ชุ ด
                                          ่ ั
และแถบเครื่ องมือที่แสดงแต่ละขณะจะขึ้นอยูกบว่าวินโดวส์ ของส่ วนประกอบชนิ ดใดถูกเลือกใช้
งานอยู่ เช่ น ถ้ า เลื อก วิ น โดวส์ ของ Database       จะ ปรากฏ แถ บเครื่ อง Database
ถ้าเลือกวินโดวส์ของตาราง หรื อ Table ก็จะปรากฏ แต่แถบเครื่ องมือของ Table เท่านั้น เป็ นต้น




ตารางแถบเครื่องมือ Database
      สร้างไฟล์ฐานข้อมูลใหม่                                         คัดลอกรู ปแบบ
      เปิ ดไฟล์ฐานข้อมูลที่มีอยูเ่ ดิม                               ยกเลิกคาสั่งที่ได้ทาไปแล้ว (Undo)
        เก็บบันทึกข้อมูล                                             เชื่อมโยงกับโปรแกรมอื่น
        พิมพ์                                                        วิเคราะห์
             ั
        ดูตวอย่างก่อนพิมพ์จริ ง                                      แสดงแบบไอคอนใหญ่
        การตรวจสะกดคา                                                แสดงแบบไอคอนเล็ก
        สลับตัวอักษรเป็ นภาษาไทยหรื อภาษอังกฤษ                       แสดงแบบรายการ
        เปิ ดพจนานุกรม                                               แสองแบบรายละเอียด
        ตัด                                                          คาสั่งที่ใช้แล้ว
        ก๊อปปี้                                                      สร้างฟอร์มอัตโนมัติ
        วาง                                                          ผูช่วย Office
                                                                        ้
                                                                                                     27




            2.8 วิ ธี ก ารสร้ าง      Database จากไดอะล็ อ กบ๊ อ กซ์ Microsoft Access
(ขณะกาลังเข้าสู่ โปรแกรม) เริ่ มสร้าง Database ครั้งแรก
               2.8.1 เลื อกฐานข้อมู ลเปล่ า แล้วตอบโดยใช้เมาส์ คลิ ก ที่ปุ่ ม " ตกลง “ดังรู ปที่ 1
ด้านล่าง
               2.8.2 ตั้งชื่อไฟล์ก่อนทุกครั้ง ได้ท้ งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
                                                    ั
               2.8.3 คลิกเมาส์ ที่ปุ่ม "สร้ าง" ไฟล์ที่สร้ างจะมีนามสกุล .mdb โดยอัตโนมัติ
ตัว อย่า งเช่ นถ้า สร้ า งไฟล์ Database ชื่ อ Study ก็ จ ะได้ชื่ อไฟล์ Database ว่า Study.mdb
เป็ นต้นดังรู ปที่ 2




                                                                                    รู ปที่ 1




                                                                                         รู ปที่ 2




          2.9 การสร้ าง Table
                                                                                           28




           2.9.1 เลือกช่องตาราง (Table tab) ใน Database window
           2.9.2 คลิกปุ่ ม New (สร้างใหม่)
           2.9.3 ให้ระบุชื่อ / ชนิดของ Field ดังรู ป ข้างล่างนี้ และกาหนดคุณสมบัติ (Property)
                              ์       ั
ของแต่ละ Fieldและกาหนดคียหลักให้กบ ID ด้วย
                                                                                           29




           3 . ) โ ป ร แ ก ร ม Photoshop                                                  CS2
เป็ นโปรแกรมคอมพิ ว เตอร์ ที่ ร วบรวมเครื่ องมื อ ส าหรั บ ตกแต่ ง ภาพประสิ ทธิ ภาพสู ง
                                                               ้
เพื่อการทางานระดับมาตรฐานสาหรับนักออกแบบมืออาชีพที่ตองการสร้างสรรค์งานกราฟิ กที่โด
ดเด่น ทั้งงานที่ใช้บนเว็บและงานสิ่ งพิมพ์
พื้นที่การทางาน (Work Area)
             3.1 Work Area หรื อ พื้ น ที่ ก ารท างานของโปรแกรม Adobe Photoshop
จะประกอบด้วยเครื่ องมือสาหรับการตกแต่งไฟล์ภาพต่าง ๆ ดังนี้
                 3.1.1 Menu bar คือส่ วนที่แสดงชื่อเมนูต่างๆ ของโปรแกรม
                 3.1.2 Toolbox คือส่ วนของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการสร้างชิ้นงานหรื อตกแต่งภาพ
                 3.1.3 Tool options bar คือส่ วนที่กาหนดคุณสมบัติของอุปกรณ์ที่เลือกจาก Toolbox
                                                                                    ั
                 3.1.4 Palettes คือส่ วนที่ใช้ตรวจสอบและกาหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ให้กบรู ปภาพ
                 3.1.5 Status bar คื อ ส่ ว นที่ แ สดงรายละเอี ย ดต่ า ง ๆ ของชิ้ น งาน เช่ น
ขนาดของมุมมอง
             3.2 รู ปภาพ ขนาดของไฟล์ คาแนะนาการใช้ งานของอุปกรณ์ ทเี่ ลือกจาก Toolbox

   Menu
   bar
 Tool options bar


   Toolbox
30
                                                                                                           31




              3.3 เครื่องมือต่ างๆ (Toolbox)




             ห ม า ย เ ห ตุ ปุ่ ม Toolbar                 ที่ มี เ ค รื่ อ ง ห ม า ย ส า ม เ ห ลี่ ย ม เ ล็ ก ๆ
อยู่ด้า นล่ า งขวาเมื่ อ กดปุ่ มสามเหลี่ ย มดัง กล่ า ว โปรแกรมจะแสดงเครื่ อ งมื อ อื่ น ๆ ออกมาเช่ น



            3.4 การใช้ งาน Palettes คื อ Dialog ที่ ใ ช้ตรวจสอบและก าหนดคุ ณสมบัติต่า ง ๆ
ของรู ปภาพ เช่น Palette ของ Navigator และ Info, Palette ของ Color, Swatches เป็ นต้น Palette
ต่าง ๆ จะถูกจัดเป็ นกลุ่ ม ๆ สาหรับการซ่ อนหรื อแสดง Palettes นั้นให้คลิ กที่เมนู คาสั่ง Window
                          ้                                             ่
จากนั้นเลือก Palette ที่ตองการซ่ อนหรื อแสดง Palette ใดถูกเปิ ดใช้งานอยูจะมีเครื่ องหมายถูกหน้า
Palette
                                                                                      32




             3.4.1 Navigator Palette เป็ น Palette ที่ ใ ช้ส าหรั บ เปลี่ ย นขนาดมุ ม มอง
ที่จอภาพตามความเหมาะสม ประกอบด้วยส่ วนต่าง ๆ ดังนี้



                    Proxy Preview
                    Area
       ตัวเลขเปอร์ เซ็นต์ของภา
       พ
                                          Zoom Out         Zoom In
                                                  Zoom Slider
                                                                                                           33




               1. Proxy Preview Area คื อ ส่ ว นที่ แ สดงถึ ง ขนาดของภาพในชิ้ น งาน
ก ร อ บ สี ห ม า ย ถึ ง ข น า ด ข อ ง ชิ้ น ง า น ห า ก ก ร อ บ ข อ ง Proxy                          Preview
     ่
อยูริมสุ ดของภาพแสดงว่าภาพนั้นมีขนาดพอดีกบชิ้นงาน   ั
               2. ตั ว เลขเปอร์ เซ็ น ต์ ข องภาพ คื อ ส่ วนที่ ใ ช้ ก าหนดขนาดมุ ม มองของภาพ
        ่
ซึ่ งอยูในรู ปแบบของเปอร์ เซ็นต์ โดยค่าของขนาดภาพจริ งจะเท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์
               3. Zoom Out & Zoom In คื อส่ วนที่ ใ ช้ก าหนดขนาดมุ มมองของภาพ
ประกอบด้วยส่ วนทีใช้กาหนด 3 ส่ วน คือ
                                               ่ ้
                 3.1 Zoom out คือส่ วนที่อยูดานซ้ายสุ ด ใช้สาหรับย่อขนาดมุมมองของภาพให้เล็กลง
                                             ่ ้
                 3.2 Zoom In คือส่ วนที่อยูดานซ้ายสุ ด ใช้สาหรับขยายขนาดมุมมองของภาพให้ข้ ึน
                 3.3              Zoom                Slider             คื อ ส่ ว น ที่ เ ป็ น แ ถ บ เ ลื่ อ น
                 ห า ก เ ลื่ อ น ท า ง ด้ า น ซ้ า ย จ ะ ย่ อ ข น า ด มุ ม ม อ ข อ ง ภ า พ ใ ห้ เ ล็ ก ล ง
                 แต่หากเลื่อนมาทางขวาจะขยายขนาดมุมมองของภาพให้ใหญ่ข้ ึน

             3.4.2 Color Palette คื อ Palette ที่ ท าหน้ า ที่ เ ป็ นจานสี ซึ่ ง Mode
สี ที่ปรากฏในภาพจะเป็ นลักษณะการผสมใน Mode RGB มีส่วนประกอบต่าง ๆ ดังนี้
               1. Set foreground color คือส่ วนแสดงสี ของ foreground
               2. Set background color คือส่ วนแสดงสี ของ background
               3. RGB slider คื อ ส่ ว นที่ ใ ช้ก าหนดค่ า ของการผสมสี ใ น Mode RGB
               ซึ่ งสามารถเลื่ อนเพื่อปรับค่าสี ได้จากแถบ slide หรื อระบุเป็ นตัวเลข (0-255) เช่ น
               สี ดา คือ R=0, G=0, B=0
                4. Sample color คือส่ วนสาหรับกาหนดค่าสี ในลักษณะจุ่มเลือกสี



           Set foreground
           Set background
           color                                                                             RGB slider
           color




                                                       Sample color
                                                                                                                  34




              3.4.3 Swatches Palette คือ Palette ที่ ทาหน้าที่ ส าหรั บเก็บสี หลักๆ ที่ นิยมใช้
ส า ม า ร ถ เ ลื อ ก น า ม า ใ ช้ ไ ด้ ทั น ที แ ล ะ ถ้ า ห า ก ว่ า คุ ณ มี สี ที่ ต้ อ ง ก า ร ใ ช้ เ ป็ น ป ร ะ จ า
                     ั
สามารถบันทึกสี น้ นไว้ใน Palette นี้ได้
                              ้
           การบันทึ ก สี ที่ ตองการไว้ที่ Swatches Palette สามารถท าได้โดยเลื อกสี ที่ ตองการ                 ้
จากนั้นคลิกเมาส์ที่ปุ่มบันทึกสี ใหม่ที่ Swatches Palette จะสามารถบันทึกสี ที่ตองการได้       ้



     สี หลักๆ
     ที่ใช้เป็ นประจา



                                                                        ลบสี ที่มีอยู่
                                                  บันทึกสี ใ
                                                  หม่
            3.4.4 Styles Palette คื อ Palette ที่ มี ไ ว้ส าหรั บ เก็ บ ลวดลายอย่า งลวดเร็ ว
ส า ม า ร ถ เ ลื อ ก ล ว ด ล า ย จ า ก Palette                          นี้ ไ ป ใ ช้ ใ น ภ า พ
จ ะ ท า ใ ห้ ภ า พ ที่ คุ ณ ว า ด ไ ว้ เ ป ลี่ ย น ไ ป ต า ม ล ว ด ล า ย ที่ เ ลื อ ก ไ ว้ ทั น ที
และยังสามารถสร้างลวดลายให้ข้ ึนมาเองได้ดวย    ้
                                                             ้
         การใช้งานนั้นสามารถทาได้โดยเลื อกที่ Layer ที่ตองการจะทา Style แล้วคลิกเลือกที่
Style บน Styles Palette จากนั้น Layer จะเปลี่ยนตาม Style นั้นๆ


                 ลวดลายต่างๆ




                                                            Clear Style
                                                                    New Style
                                                                       Delete Style
                                                                                                             35




                3.4.5 History Palette เป็ น Palette ที่ แ สดงขั้น ตอนวิ ธี ก ารต่ า ง ๆ
ที่ ใ ช้ ท า ง าน กั บ ไ ฟ ล์ ภ า พ ต า ม ล าดั บ โ ด ย ส าม า ร ถ ย้ อ น ก ลั บ ไ ป ยั ง ก า ร ท า งา น ต่ า ง ๆ
ในลาดับชั้นและยกเลิกได้ ประกอบด้วยส่ วนต่าง ๆ ดังนี้
                1. ส่ วนที่ใช้กาหนดข้อมูลของการใช้ History Brush Tool
                2. เป็ นภาพที่แสดงรายละเอียดของงานที่ทาตามลาดับ
                3. History State เป็ นลาดับขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ ที่ได้กระทาลงไป
                                                      ่          ่
                4. History State Slider คือส่ วนชี้วาขณะนี้อยูที่ลาดับใด
                5. New Document คือส่ วนที่ใช้สร้างกระดาษทาการใหม่ โดยคัดลอกภาพจากลาดับ
                6. New Snapshot คือส่ วนที่ใช้สร้าง Snapshot ใหม่
                7. Trash Button คือส่ วนที่ใช้ลบขั้นตอนการทางานกับไฟล์ภาพในลาดับที่เลือกอยูออก               ่


                        2 1

                            3

                            4
                            1
                                                            5      6 7

               3.4.6 Layer Palette เป็ น Palette ที่ เก็บชิ้ นงานหรื อภาพทั้งหมด เรี ยกว่า Layer
ซึ่ ง จ ะ เ รี ย ง ล า ดั บ ก่ อ น ห ลั ง
ท าให้ เ กิ ด ความสะดวกในการจัด การแก้ไ ขโดยไม่ เ กิ ด ผลกระทบกับ ชิ้ น งานหรื อภาพอื่ น ๆ
โดยจะแก้ไขเฉพาะชิ้นงานหรื อภาพใน Layer ที่เลือกเท่านั้น ส่ วนประกอบของ Layer Palette มีดงนี้ ั
               1. Indicates Layer Visibility คื อ ส่ ว นที่ ก าหนดการแสดงผลของ Layer
หากมี สั ญ ลัก ษณ์ รู ป ตาแสดงว่ า ภาพที่ อ ยู่ ใ น Layer ดัง กล่ า วถู ก แสดงบน Work Area
หากไม่มีแสดงว่า Layer นั้นถูกซ่อนหรื อไม่แสดงผล
                                                                                                    36




              2. Indicates if Layer is Linked คือส่ วนที่แสดงว่า Layer ใดกาลังถูกทางาน Layer นั้น
จะมี สั ญลัก ษณ์ รูป พู่ก ัน นอกจากนี้ ย ง สามารถก าหนดให้ Layer อื่ นเลื่ อนตาแหน่ ง ตาม Layer
                                         ั
                   ่
ที่กาลังทางานอยูได้โดยการคลิกให้ Layer อื่นเปลี่ยนเป็ นสัญลักษณ์รูปโซ่
                                                                                      ั
              3. Add a Layer Style คือส่ วนที่ใช้ใส่ Effect เช่น แสง เงา ต่าง ๆ ให้กบภาพใน Layer
              4. Add a mask คื อส่ วนที่ ใช้เพิ่ม Mask หรื อเพิ่ม 1 Layer ซ้อนทับ Layer
              ที่กาลังทางานอยู่ โดยทั้ง 2 จะถือเป็ น Layer เดียวกัน
              5. Create a new set คือส่ วนที่ใช้สร้าง Folder สาหรับเก็บ Layer ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
              6. Create new fill or adjustment layer คื อส่ วนที่ ใช้ปรั บค่าสี ความคมชัด
              แสงแลความสว่างในแบบต่าง ๆ ของภาพใน Layer
              7. Create a new layer คือส่ วนที่ใช้สร้าง Layer ใหม่
              8. Delete layer คือส่ วนที่ใช้ลบ Layer
              9. Layer Thumbnail คือส่ วนที่แสดงว่า Layer นั้นมีภาพใดอยู่
              10. Lock คือส่ วนที่ใช้ Lock ในรู ปแบบต่างๆ
              11. Opacity คือส่ วนที่ใช้ทาให้ Layer นั้นโปร่ งใส (ทั้ ง Fill และ Effect)
              12. Fill คือส่ วนที่ใช้ทาให้ เฉพาะ Fill ใน Layer นั้นโปร่ งใส ซึ่ งไม่รวม Effect ที่ Layer
              นั้นมีอยู่

                                                                                11
                        10                                                      12
                          2
                          1                                                     9
                          1




                                  3 4 5 6 7 8
                                  1 1 1                  1
           3.5 การจั ด ล าดั บ Layer       สามารถท าได้ โ ดยน าเมาส์ ค ลิ ก ค้ า งไว้ที่ Layer
                                              5
                       ้
แล้วลากไปยังตาแหน่งที่ตองการหรื อใช้เมนูคาสั่ง Layer -> Arrange
             1. Bring to Front       คือ ส่ ง Layer ไปยังตาแหน่งบนสุ ดของทุก Layer
             2. Bring Forward        คือ ส่ ง Layer ขึ้นไปตาแหน่งบน 1 ขั้น
                                                                                  37




  3. Send Backward              คือ ส่ ง Layer ลงไปตาแหน่งล่าง 1 ขั้น
  4. Send to Back               คื อ ส่ ง Layer ลงไปต าแหน่ ง ล่ า งสุ ดของทุ ก Layer
                                แต่ยกเว้นBackground Layer
3.6 การเปิ ดไฟล์ภาพ (Open)
   1. คลิกที่เมนูคาสั่ง File ที่แถบ Menu bar จากนั้นเลือกคาสั่ง Open
   2. จะปรากฏ Dialog แสดงรายชื่อไฟล์ต่าง ๆ เพื่อเลือกไฟล์ที่ตองการเปิ ดมาใช้งาน
                                                                  ้
                         ้
   3. คลิกเลือกไฟล์ที่ตองการเปิ ดใช้งาน จากนั้นคลิกปุ่ ม Open
                                                                                         38




  3.7 การสร้ างไฟล์ใหม่ (New)
     1. คลิกที่เมนูคาสั่ง File ที่แถบ Menu bar จากนั้นเลือกคาสั่ง new




       2. จะปรากฏ Dialog สาหรับกาหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ของไฟล์ภาพดังนี้
       -      Name           คื อ ชื่ อของชิ้ น งาน       สามารถก าหนดใหม่ เ องได้
ชื่อนี้จะไประบุที่ชื่อไฟล์ต่อไป
       - Preset คือ ขนาดงานที่โปรแกรมกาหนดมาให้ ซึ่ งมีหลากหลายขนาดให้เลือก
หรื อสามารถกาหนดเองจากช่อง Width และ Height ได้
       -           Width คื อ ข น า ด ค ว า ม ก ว้ า ง ข อ ง ง า น ( จ า ก ซ้ า ย ไ ป ข ว า )
โดยกาหนดหน่วยและขนาดได้เอง จากรู ป คือ 1024 Pixels
                                                                                               39




             -          Height        คื อ ขน าดค วา มก ว้ า ง ขอ งง าน (จ าก บนล งล่ าง )
        โดยกาหนดหน่วยและขนาดได้เอง จากรู ป คือ 768 Pixels
                                                           ั
             - Resolution คือ ความละเอียดของภาพ โดยใส่ ตวเลขค่าความละเอียดของภาพ เช่น
        งานเว็บหรื อรู ปที่แสดงบนคอมพิวเตอร์ เท่ากับ 72 pixels/inch งานสิ่ งพิมพ์เท่ากับ 150-
        200 pixels/inch
             - Color Mode คื อ โหมดสี ของภาพ ซึ่ งประกอบไปด้วย โหมดสี Bitmap,
        Grayscale, RGB Color, CMYK Color, Lab Color
                                                                                   ั
             - Background Contents คือ สี พ้ืนหลังของภาพ เมื่อเริ่ มชิ้นงานใหม่ มีดงนี้
                  -White กาหนดให้สีพ้ืนหลังเป็ นสี ขาว
                  - Background Color กาหนดให้สีพ้ืนหลังเป็ นสี เดียวกับ Background
                  - Transparent ไม่มีพ้ืนหลัง
             3. หลังจากกาหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ให้คลิกปุ่ ม OK เพื่อเริ่ มชิ้นงานใหม่

                             ้     ่
           3.8 การกาหนดพืนที่ เพือแก้ไขและตกแต่ งภาพ (Selection)
           Marquee Tool เป็ นเครื่ องมือสาหรับการกาหนด Selection โดยคลิกเลือก Marquee
Tool จาก Tool box จะมีให้เลือกใช้งาน 4 รู ปแบบตามความเหมาะสม



                                          Rectangular Marquee Tool
                                          สาหรับการสร้าง Selectionเป็ นสี่ เหลี่ยมผืนผ้า และ
                                          สี่ เหลี่ยมจัตุรัส

                                          Elliptical Marquee Tool
                                          สาหรับการสร้าง Selection เป็ นวงกลมและวงรี

                                          Single Marquee Tool
                                          ส า ห รั บ ก า ร ส ร้ า ง Selection
                                          เป็ นพื้นที่รูปเส้นตรงในแนวนอน ความกว้าง 1 pixel

                                          Single Column Marquee Tool
                                                                                            40




สาหรับการสร้าง Selection เป็ นพื้นที่รูปเส้นตรงในแนวตั้ง ความกว้าง 1 pixel
           3.9 การบันทึกข้ อมูลลงบนไฟล์ (Save)
              1. หลังจากตกแต่งไฟล์ภาพเรี ยบร้ อย จะต้องเก็บบันทึ กข้อมูลลงบนไฟล์ (Save)
        สาหรับการเรี ยกใช้งานในครั้งต่อไป โปรแกรมมีการบันทึกข้อมูลลงบนไฟล์ (Save) อยู่ 3
        ลักษณะ คือ
                                                                      ่
              2. Save บันทึกไฟล์ในรู ปแบบ (Format) ปกติ ซึ่ งจะอยูในรู ปแบบ (Format) ของ
        PSD
        Save As บันทึกไฟล์ในรู ปแบบ (Format) อื่น ๆ ได้ เช่น JPEG, BMP, GIF เป็ นต้น
              3. Save for Web บันทึกไฟล์ในรู ปแบบ (Format) สาหรับการใช้งานบนเว็บ เช่น
        ไฟล์Html และไฟล์รูปภาพ JPEG, GIF, and PGN เป็ นต้น

             ่
         ในทีนี่เป็ นแสดงการใช้ งานของ Save และ Save As
           - คลิกที่เมนูคาสั่ง File ที่แถบ Menu bar จากนั้นเลือกคาสั่ง save หรื อ Save As
                                                                         41




  1. จะปรากฏ Dialog สาหรับกาหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ของไฟล์ภาพดังนี้
     2.1 ชื่อไฟล์ (File Name)
     2.2 รู ปแบบของไฟล์ (Format)
     2.3 กาหนดคุณสมบัติของการบันทึกไฟล์ (Save Options)
       - As a Copy บัน ทึ ก ไฟล์ เ ป็ นชื่ อ อื่ น รู ป แบบ (Format) อื่ น
ขณะที่ไฟล์เดิมกาลังเปิ ดใช้งาน
       - Layers จะเก็บคุณสมบัติของ Layer ต่าง ๆ
       - Use Proof setup เก็บค่าโหมดสี ที่จะใช้แสดงสี ของภาพก่อนจะพิมพ์
                                    ั
      - Thumbnail กาหนดให้ไฟล์ที่บนทึก (Save) สามารถแสดงภาพตัวอย่างใน Dialog
ของการเปิ ดไฟล์
      - Use Lower Case Extension กาหนดให้นามสกุลไฟล์เป็ นอักษรตัวเล็ก
หลังจากกาหนดคุณสมบัตตาง ๆ ให้ คลิกปุ่ ม Save เพื่อบันทึกข้ อมูลลงบนไฟล์
                           ิ ่

								
To top