???? ?????? ??? ???????? ?? ???????? positive geotropism ???????? ? by 84jUV1

VIEWS: 190 PAGES: 22

									การตอบสนองของพืช
               การตอบสนองของพืช
การตอบสนองของพืชต่ อสิ่ งแวดล้ อม
            ่
  1. การเคลือนไหวเนื่องจากการเจริญเติบโต (growth movement)
     - การตอบสนองต่ อสิ่งเร้ าภายนอก
       (paratonic movement หรือ stimulus movement)
     - การตอบสนองทีเ่ กิดจากสิ่ งเร้ าภายใน (autonomic
       movement)
             ่                      ่
   2. การเคลือนไหวเนื่องมาจากการเปลียนแปลงแรงดันเต่ ง
      (turgor movement)
   3. การตอบสนองของพืชต่ อสารควบคุมการเจริญเติบโต
       ่
การเคลือนไหวทีเ่ กิดเนื่องจากการเจริญเติบโต (growth movement)
  1. การตอบสนองที่เกิดจากสิ่ งเร้ าภายนอก (paratonic movement หรือ
        stimulus movement) มี 2 แบบ คือ
                        ิ       ่                 ั
       1.1 แบบมีทศทางเกียวข้ องสั มพันธ์ กบสิ่ งเร้ า (tropism หรือ
                                                    ้
   tropic movement) การตอบสนองแบบนีอาจจะทาให้ ส่วนของพืช
                                                              ่ ่
   โค้ งเข้ าหาสิ่ งเร้ า เรียกว่ า positive tropism หรือ เคลือนทีหนีสิ่งเร้ า
     ่
   ทีมากระตุ้น เรียกว่ า negative tropism จาแนกได้ ตามชนิดของสิ่ งเร้ า
   ดังนี้
    1.1.1 โฟโททรอปิ ซึม (phototropism) เป็ นการตอบสนอง
ของพืชที่ตอบสนองต่ อสิ่งเร้ าที่เป็ นแสง พบว่ าที่ปลายยอดพืช
            ิ
(ลาต้ น) มีทศทางการเจริญเติบโตเจริญเข้ าหาแสงสว่ าง
                                                ิ
(positive phototropism) ส่ วนที่ปลายรากจะมีทศทางการ
เจริญเติบโตหนีจากแสงสว่ าง (negative phototropism)
     โฟโททรอปิ ซึม (phototropism) เป็ นการตอบสนองของพืชที่
ตอบสนองต่ อสิ่ งเร้ าที่เป็ นแสง
 ปลายยอดพืช (ลาต้ น) มีทิศทางการ
 เจริญเติบโตเจริญเข้ าหาแสงสว่ าง
 (positive phototropism)



               ิ
ปลายรากจะมีทศทางการเจริญเติบโตหนี
จากแสงสว่ าง (negative phototropism)
       1.1.2 จีโอทรอปิ ซึม (geotropism) เป็ นการตอบสนองของพืชที่
ตอบสนองต่ อแรงโน้ มถ่ วงของโลกโดยรากพืชจะเจริญเข้ าหา
                                               ่   ้
แรงโน้ มถ่ วงของโลก (positive geotropism) เพือรับนาและแร่ ธาตุจาก
ดิน ส่ วนปลายยอดพืช (ลาต้ น) จะเจริญเติบโตในทิศทางตรงข้ ามกับ
                                                 ่
แรงโน้ มถ่ วงของโลก (negative geotropism) เพือชูใบรับแสงสว่ าง
จีโอทรอปิ ซึม (geotropism) เป็ นการตอบสนองของพืชที่
ตอบสนองต่ อแรงโน้ มถ่ วงของโลก
ปลายยอดพืช (ลาต้ น) จะเจริญเติบโตใน
ทิศทางตรงข้ ามกับแรงโน้ มถ่ วงของโลก
                         ่
(negative geotropism) เพือชู ใบรับแสง
สว่ าง


  รากพืชจะเจริญเข้ าหาแรงโน้ มถ่ วง
  ของโลก (positive geotropism)
       1.1.3 เคมอทรอปิ ซึม
(chemotropism) เป็ นการ
ตอบสนองของพืชโดยการเจริญ
เข้ าหาหรือหนีจากสารเคมี
บางอย่ างที่เป็ นสิ่ งเร้ า เช่ น
การงอกของหลอดละอองเรณู
ไปยังรังไข่ ของพืช โดยมีสารเคมี
บางอย่ างเป็ นสิ่ งเร้ า
1.1.4 ไฮโดรทรอปิ ซึม
  (hydrotropism) เป็ นการ
  ตอบสนองของพืชที่
  ตอบสนองต่ อความชืน   ้
  ซึ่งรากของพืชจะงอกไปสู่
             ้
  ที่มีความชืน
        1.1.5 ทิกมอทรอปิ ซึม (thigmotropism) เป็ นการตอบสนอง
ของพืชบางชนิดที่ตอบสนองต่ อการสั มผัส เช่ น การเจริญของ
                                         ื่
มือเกาะ (tendril) ซึ่งเป็ นโครงสร้ างที่ยนออกไปพันหลักหรือ
                ื่                           ้
เกาะบนต้ นไม้ อนหรือพืชพวกที่ลาต้ นแบบเลือยจะพันหลักใน
ลักษณะบิดลาต้ นไปรอบๆเป็ นเกลียว เช่ น ต้ นตาลึง ต้ นพลู ต้ นองุ่น
ต้ นพริกไทย เป็ นต้ น
            ิ     ่           ั
1.2 แบบมีทศทางทีไม่ สัมพันธ์ กบทิศทางของสิ่ งเร้ า
     (nasty หรือ nastic movement)
                            ้         ิ ่ ื     ่ ้
          การตอบสนองแบบนีจะมีทศทางคงทีคอ การเคลือนขึนหรือลง
               ึ้
เท่ านั้น ไม่ ขนกับทิศทางของสิ่ งเร้ า
        การบานของดอกไม้ (epinasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ด้านในหรือ
ด้ านบนของกลีบดอกยืดตัวหรือขยายขนาดมากกว่ ากลุ่มเซลล์ ด้านนอก
หรือด้ านล่ าง
        การหุบของดอกไม้ (hyponasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ ด้านนอก
หรือด้ านล่ างของกลีบดอกยืดตัวหรือขยายขนาดมากกว่ ากลุ่มเซลล์
ด้ านในหรือด้ านบน
        ตัวอย่ างเช่ น - ดอกบัว ส่ วนมากมักหุบในตอนกลางคืน และ
บานในตอนกลางวัน
                       - ดอกกระบองเพชร ส่ วนมากจะบานใน
ตอนกลางคืนและหุบในตอนกลางวัน
                                     ้     ั
        การบานของดอกไม้ ขึนอยู่กบชนิดของพืชและสิ่ งเร้ า เช่ น อุณหภูมิ
ความชื้น แสง เป็ นต้ น ถ้ าสิ่ งเร้ าเป็ นแสงแล้วทาให้ เกิดการตอบสนอง (เกิดการ
    ่
เคลือนไหว ด้ วยการบานการหุบของดอกไม้ ) โฟโตนาสที (photonasty) ถ้ า
อุณหภูมิเป็ นสิ่ งเร้ าก็เรียกว่ า เทอร์ มอนาสที (thermonasty) ตัวอย่ างเช่ น ดอกบัว
ส่ วนมากมักหุบในตอนกลางคืนและบานในตอนกลางวัน แต่ ดอกกระบองเพชร
จะบานในตอนกลางคืนและจะหุบในตอนกลางวัน ทีเ่ ป็ นเช่ นนีเ้ นื่องจากใน
                                   ่
ตอนกลางคืนจะมีอุณหภูมิตาหรือเย็นลง ทาให้ กลุ่มเซลล์ด้านในของกลีบดอก
เจริญมากกว่ าด้ านนอกจึงทาให้ กลีบดอกบานออก แต่ ตอนกลางวันอากาศอุ่นขึน            ้
             ้
อุณหภูมิสูงขึนจะทาให้ กลุ่มเซลล์ด้านนอกเจริญยืดตัวมากกว่ าดอกจะหุบ
         การบานและการหุบของดอกไม้ มีเวลาจากัด เท่ ากับการเจริญของเซลล์
                                              ่
ของกลีบดอก เมื่อเซลล์เจริญยืดตัวเต็มทีแล้วจะไม่ หุบหรือบานอีกต่ อไป กลีบดอก
จะโรยและหลุดร่ วงจากฐานดอก
โฟโตนาสที (photonasty)
2. การตอบสนองทีเ่ กิดจากสิ่ งเร้ าภายในของต้ นพืชเอง
(autonomic movement)
           เป็ นการตอบสนองทีเ่ กิดจากการกระตุ้นจากสิ่ งเร้ าภายใน
 จาพวกฮอร์ โมนโดยเฉพาะออกซิน ทาให้ การเจริญของลาต้ นทั้งสอง
 ด้ านไม่ เท่ ากัน ได้ แก่
        2.1 การเอนหรือแกว่ งยอดไปมา (nutation movement)
             ่
 เป็ นการเคลือนไหวทีเ่ กิดเฉพาะส่ วนยอดของพืช สาเหตุเนื่องจาก
 ด้ านสองด้ านของลาต้ น (บริเวณยอดพืช) เติบโตไม่ เท่ ากัน ทาให้ ยอด
                              ่
 พืชโยกหรือแกว่ งไปมาขณะทีปลายยอดกาลังเจริญเติบโต
             2.2 การบิดลาต้ นไปรอบๆเป็ นเกลียว (spiral
movement) เป็ นการเคลื่อนไหวที่ปลายยอดค่ อยๆบิดเป็ น
          ้                     ้
เกลียวขึนไป เมื่อเจริญเติบโตขึน ซึ่งเป็ นการเคลื่อนไหว
ที่มองไม่ เห็นด้ วยตาเปล่ า โดยปกติเราจะมองเห็นส่ วน
                            ้
ยอดของพืชเจริญเติบโตขึนไปตรงๆ แต่ แท้ จริงแล้ วใน
               ้     ้
ส่ วนที่เจริญขึนไปนันจะบิดซ้ ายขวาเล็กน้ อย
                                    ้
     พืชบางชนิดมีลาต้ นอ่ อนทอดเลือยและพันหลักใน
ลักษณะการบิดลาต้ นไปรอบๆ              เป็ นเกลียวเพื่อพยุง
ลาต้ น เรียกว่ า twining เช่ น การพันหลักของต้ นมะลิ
วัลย์ พริกไทย อัญชัน ตาลึง ฯลฯ
          ่                            ่
   การเคลือนไหวทีเ่ กิดเนื่องจากการเปลียนแปลงแรงดันเต่ ง
                (turgor movement)

                 ื           ่
            ปกติพชจะมีการเคลือนไหวตอบสนองต่ อการสั มผัส
                                      ื
(สิ่ งเร้ าจากภายนอก) ช้ ามาก แต่ มีพชบางชนิดที่ตอบสนองได้ เร็ว
                                    ่
โดยการสั มผัสจะไปทาให้ มีการเปลียนแปลงของปริมาณนาภายใน   ้
                                                       ่
เซลล์ ทาให้ แรงดันเต่ ง (turgor pressure) ของเซลล์ เปลียนแปลงไป
ซึ่งเป็ นไปอย่ างรวดเร็วและไม่ ถาวร ซึ่งมีหลายแบบ คือ
1. การหุบของใบจากการสะเทือน (contract movement)
        - การหุบใบของต้ นไมยราบ ตรงบริเวณโคนก้ านใบและ
  โคนก้ านใบย่ อยจะมีกลุ่มเซลล์ ชนิดหนึ่ง (เซลล์ พาเรงคิมา)
                                                   ี
  เรี ยกว่ า พัลไวนัส (pulvinus) ซึ่งเป็ นเซลล์ ท่ มีขนาดใหญ่ และ
  ผนังเซลล์ บาง มีความไวสูงต่ อสิ่งเร้ าที่มากระตุ้น เช่ น การ
  สัมผัส เมื่อสิ่งเร้ ามาสัมผัสหรื อกระตุ้นจะมีผลทาให้ แรงดันเต่ ง
  ของ กลุ่มเซลล์ ดังกล่ าวเปลี่ยนแปลงอย่ างรวดเร็ว คือ เซลล์
                 ้
  จะสูญเสียนาให้ กับเซลล์ ข้างเคียงทาให้ ใบหุบลงทันที หลังจาก
    ้          ้
  นันสักครู่ นาจะซึมผ่ านกลับเข้ าสู่เซลล์ พัลไวนัสอีก แรงดันเต่ ง
                   ้
  ในเซลล์ เพิ่มขึนทาให้ แรงดันเต่ งและใบกางออก
                                   ่        ่
         - การหุบของใบพืชพวกทีมีการเปลียนแปลงรู ปร่ างไป
    ่
เพือจับแมลง ได้ แก่ ใบของต้ นหม้ อข้ าวหม้ อแกงลิง
ต้ นสาหร่ ายข้ าวเหนียว ต้ นกาบหอยแครง ต้ นหยาดนาค้ าง     ้
                   ้
เป็ นต้ น พืชพวกนีถือได้ ว่าเป็ นพืชกินแมลงจะมีการ
      ่                         ่       ่ั
เปลียนแปลงรู ปร่ างของใบเพือทาหน้ าทีจบแมลง ภายในใบจะ
                                     ่
มีกลุ่มเซลล์หรือขนเล็กๆ (hair) ทีไวต่ อสิ่ งเร้ าอยู่ทางด้ านใน
             ่
ของใบ เมือแมลงบินมาถูกหรือมาสัมผัสจะเกิดการสู ญเสี ยนา           ้
           ่
ใบจะเคลือนไหวหุบทันที แล้ วจึงปล่ อยเอนไซม์ ออกมาย่ อย
โปรตีนของแมลงให้ เป็ น กรดอะมิโน จากนั้นจึงดูดซึมทีผว        ่ ิ
ด้ านในนั้นเอง
                  ่              ่
2. การหุบใบตอนพลบคาของพืชตระกูลถัว (sleep movement)
                                         ่
          เป็ นการตอบสนองต่ อการเปลียนแปลงความเข้ มของแสงของพืช
ตระกูลถั่ว เช่ น ใบก้ ามปู ใบมะขาม ใบไมยราบ ใบถั่ว ใบแค ใบกระถิน ใบ
ผักกระเฉด เป็ นต้ น โดยที่ใบจะหุบ ก้ านใบจะห้ อยและลู่ลงในตอนพลบคา            ่
เนื่องจากแสงสว่ างลดลง ซึ่งชาวบ้ านเรียกว่ า “ต้ นไม้ นอน” แต่ พอรุ่ งเช้ า
ใบก็จะกางตามเดิม การตอบสนองเช่ นนีเ้ กิดจากการเปลียนแปลง      ่
                              ั
แรงดันเต่ งของกลุ่มเซลล์ พลไวนัสที่โคนก้ านใบ โดยกลุ่มเซลล์ พลไวนัสนี้ ั
เป็ นกลุ่มเซลล์ ขนาดใหญ่ และผนังเซลล์ บาง มีความไวสู งต่ อสิ่ งเร้ าที่มา
กระตุ้น เมื่อไม่ มีแสงสว่ างหรือแสงสว่ างลดลง มีผลทาให้ เซลล์ ด้านหนึ่ง
           ้ ั
สู ญเสี ยนาให้ กบช่ องว่ างระหว่ างเซลล์ ที่อยู่เคียงข้ างทาให้ แรงดันเต่ งลดลง
ใบจึงหุบลง ก้ านใบจะห้ อยและลู่ลง พอรุ่งเช้ ามีแสงสว่ างนาจะเคลือน้       ่
                             ่ ้
กลับมาทาให้ แรงดันเต่ งเพิมขึนและเซลล์ เต่ งดันให้ ที่ลู่น้ันกางออก
  3. การเปิ ดปิ ดของปากใบ (guard cell movement)
                                   ้        ั
          การเปิ ด-ปิ ดของปากใบขึนอยู่กบความเต่ งของเซลล์ คุม
(guard cell) ในตอนกลางวันเซลล์ คุมมีกระบวนการสั งเคราะห์ ด้วยแสง
        ้                                 ้        ้ ้
เกิดขึน ทาให้ ภายในเซลล์ คุมมีระดับนาตาลสู งขึน นาจากเซลล์
                                                                  ่ ้
ข้ างเคียงจะซึมผ่ านเข้ าเซลล์ คุม ทาให้ เซลล์ คุมมีแรงดันเต่ งเพิมขึน
ดันให้ ผนังเซลล์ คุมที่แนบชิดติดกันให้ เผยออก จึงทาให้ ปากใบเปิ ด
                 ้
แต่ เมื่อระดับนาตาลลดลงเนื่องจากไม่ มีกระบวนการสั งเคราะห์ ด้วยแสง
   ้
นาก็จะซึ่มออกจากเซลล์ คุม ทาให้ แรงดันเต่ งในเซลล์ คุมลดลงเซลล์ จะ
เหี่ยวและปากใบก็จะปิ ด
                                                  ่
        การตอบสนองต่ อสิ่ งเร้ าของพืชด้ วยการเคลือนไหวแบบต่ างๆ ที่
      ้                                      ิ
เกิดขึนจะมีผลต่ อประสิ ทธิภาพในการดารงชีวตของพืช สรุปได้ ดงนี้ั
                                                  ื
         1. การหันยอดเข้ าหาแสงสว่ าง ช่ วยให้ พชสั งเคราะห์ อาหารได้ อย่ างทั่วถึง
         2. การหันรากเข้ าสู่ ศูนย์ กลางของโลก ช่ วยให้ รากอยู่ในดิน ซึ่งเป็ นแหล่ง
  ่ ื        ้
ทีพชได้ รับนาและแร่ ธาตุ
         3. การเจริญเข้ าหาสารเคมีของละอองเรณู ช่ วยในการผสมพันธุ์
การขยายกลีบช่ วยในการกระจายหรือรับละอองเกสร
                   ่
         4. การเคลือนไหวแบบ nutation , spiral movement และ twining
                       ื                ่             ิ่            ่
movement ช่ วยให้ พชเกาะพันกับสิ่ งอืนๆสามารถชู กงหรือยอด เพือรับแสงแดด
                     ่
หรือชูดอกและผลเพือการสื บพันธุ์หรือกระจายพันธุ์
         5. การหุบของต้ นกาบหอยแครงช่ วยในการจับแมลงหรืออาหาร การหุบ
ของไมยราบช่ วยในการหลบหลีกศัตรู

								
To top