?????????????????? Qualitative

Document Sample
?????????????????? Qualitative Powered By Docstoc
					History
   1961 Robert S. McNamara
   Planning : it was the thing to do.
   Context :
       steady economic growth and general propensity
       method and technology help decision making
   Believe : godsend to the top
Five characteristics
   Line-management function.

   Help Decision.

   Effective planning involves a process together.

   Unique (different environment)

   Continual change.
แนวความคิดการวางแผนกลยุทธ์
Strategic Planning concept
         การวางแผนกลยุทธ์เป็ นเครื่องมือของภาคเอกชนที่
ภาครัฐนามาใช้ในการวางแผนเพื่อช่วยให้การบริหารงาน
เป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตัวแบบของการวางแผนกล
       ี
ยุทธ์ท่ภาครัฐนามาปรับใช้สามารถแบ่งได้อย่างน้อย 6 ตัว
                                                ั
แบบ(Bryson & Roering, 1987) ซึ่งรายละเอียดมีดงต่อไปนี้
1. Harvard Policy model
                  ั
    เป็ นตัวแบบที่พฒนาโดย Harvard Business School
      ้
    ตังแต่ในช่วงทศวรรษที่ 1920 ซึ่งเป็ นตัวแบบที่ภาครัฐ
    นามาใช้อย่างแพร่หลาย
   เป้าหมายของตัวแบบดังกล่าวต้องการที่ช่วยหน่วยธุรกิจ
                     ี
    พัฒนาตนเองให้มความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่
    หน่ วยงานดารงอยู่
1. Harvard Policy model (cont.)
   เน้นการวางแผนกลยุทธ์ในระดับของธุรกิจ
   การวิเคราะห์ SWOT
   การวิเคราะห์ค่านิยมทางการบริหารและค่านิยมทาง
    สังคม
                       ่ ี
    พยายามที่จะพัฒนาสิงที่มความเหมาะสมที่สุดระหว่างกล
              ่
    ยุทธ์และสิงแวดล้อม
1. Harvard Policy model (cont.)
                                                 ้ ี
    ในระดับองค์การ : ถ้าภาครัฐสามารถที่จะกาหนดผูมส่วน
                    ้ ี ี
    ได้ส่วนเสียและผูท่มหน้าที่ในการกาหนดแผน
                     : ถ้าทีมจัดการมีอานาจในการวางแผน
    และตัดสินใจในการดาเนินการตามแผนนันได้  ้
                ั
    ในระดับปฏิบติการ : การวิเคราะห์ SWOT ถูกนามาใช้
   ในระดับชุมชน : การวิเคราะห์ SWOT จะต้องคานึงถึงการ
    กาหนดคาว่าภายในและภายนอกองค์การ
2. Strategic planning systems
   จะเป็ นการตอบคาถามว่า
    - เราจะไปทางไหน (พันธกิจ)
    - ทาอย่างไรถึงจะไปจุดที่ต้องการ(กลยุทธ์)
    - แผนการดาเนินการดังกล่าวเป็ นอย่างไร(งบประมาณ)
                 ้
    - แล้วเราจะรูได้อย่างไรว่าเราได้ดาเนินการตามแผนงาน
    ดังกล่าว(Control)
2. Strategic planning systems (cont.)
                                               ั ้
    เป็ นระบบที่เน้นการตัดสินใจกาหนดและนาไปปฏิบติขาม
    ระดับและหน้าที่ภายในองค์การ
   การจัดสรรและการควบคุมทรัพยากรเป็ นไปตามกรอบ
    ของกลยุทธ์ภายใต้การตัดสินใจอย่างมีเหตุและผล
                                   ่
    เป็ นความพยายามในการตัดสินใจทัวๆไปในส่วนที่
    เกี่ยวข้องกับการดาเนินงาน
2. Strategic planning systems (cont.)
   การดาเนินงานจึงจาเป็ นต้องมี
                     ี ั
    - วัตถุประสงค์ท่ชดเจน
    - การรวมอานาจสู่ส่วนกลาง
           ้ั
    - ตัวชีวดผลการทางาน
    - ข้อมูลเกี่ยวกับผลการดาเนินงานกับต้นทุนการทางาน
                                 ้ ี
    ประยุกต์ใช้ในภาครัฐเกี่ยวกับผูมอานาจตัดสินใจทางการ
    เมืองและการควบคุมการทางานมากกว่าผลลัพธ์
3. Stakeholder management
                   ้ ี
    เน้นการกาหนดผูมส่วนได้ส่วนเสียและการกาหนดเกณฑ์
    ที่จะใช้ในการประเมินผลการทางาน
   การกาหนดกลยุทธ์จะต้องเกิดจากการพัฒนาของผูท่มี  ้ ี
    ส่วนได้ส่วนเสีย
        ้
    ดังนันพันธกิจและค่านิยมจาเป็ นที่จะต้องเกิดจากการ
                        ้ ี่
    กาหนดร่วมกันของผูมสวนได้ส่วนเสียทังหมด้
4. Content approach

4.1 Portfolio method

4.2 Competitive analysis
4. Content approach
4.1 Portfolio method
   เน้ นในประเด็นของการจัดการการลงทุนและการจัดการ
    ความเสี่ยงเพื่ อทาให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุด
   เน้ นมิติของการแข่งขันกับธุรกิจประเภทเดียวกัน แต่ใน
    ขณะเดียวกันก็แสวงหาความร่วมมือทางธุรกิจเพื่อให้เกิด
    การพัฒนาทางธุรกิจ
   สามารถที่จะให้คาตอบในเชิงที่ จะเปรียบเทียบได้อย่าง
    ชัดเจน
4. Content approach (cont.)
4.2 Competitive analysis
                ี
 เน้นคนที่มอานาจในการตัดสินใจขององค์การ

 Porter : 5 force model

                                                 ้ั
    - คู่แข่งในอุตสาหกรรม / อานาจในการต่อรองของผูจด
                                ้
    จาหน่ าย / อานาจต่อรองของผูบริโภค / ศักยภาพของใน
    การเข้ามาแข่งขันใหม่ / ศักยภาพการพัฒนาผลิตภัณฑ์
    ทดแทน
4. Content approach (cont.)
4.2 Competitive analysis (cont.)
 จากการวิเคราะห์ 5 พลังองค์การจะต้องทาการวิเคราะห์

    ระบุพลังที่ส่งผลต่อองค์การ
    ประเมินว่าแต่ละพลังส่งผลต่อองค์การอย่างไร
                                            ้
    ตัดสินว่าองค์การควรเข้าไปอยู่ในธุรกิจนันหรือไม่
5. Strategic issues management
   เน้ นการเจรจาตกลงและการแก้ไขปัญหาของประเด็นทางกล
    ยุทธ์
   ประเด็นทางกลยุทธ์ในที่นี้ ได้แก่
          ่ ่
     สิงทีกระทบต่อองค์การและองค์การจะต้องดาเนินการอย่างใด
                         ่       ั          ั
        อย่างหนึ่งเพื่อทีจะบรรลุวตถุประสงค์ดงกล่าว
     การกาหนดประเด็นทางกลยุทธ์อาจได้มาจากการวิเคราะห์
        จาก SWOT หรือการประเมินสภาพแวดล้อม
                                                 ั ิ
     ประเด็นทางกลยุทธ์จะส่งผลต่อผลการปฏิบตงานขององค์การ
6. Process Strategies
6.1 Strategic negotiations
     มองการวางแผนกลยุทธ์ในประเด็นของการเจรจาต่อรอง
                          ่
        ระหว่างกลุ่มผู้เกียวข้องภายในองค์การ
6.2 Logical incrementalism
                     ่                           ่ ่
     มองกลยุทธ์วาเป็นความสัมพันธ์แบบของกลุ่มทีเกียวข้องกับ
        การตัดสินใจ
                 ่ี ้                        ่
     กลยุทธ์ทเกิดขึนจากการตัดสินใจส่วนเพิมจะเน้นการกระจาย
                   ั                 ั ิ
        อานาจให้กบกลุ่มในระดับปฏิบตการเพื่อปรับกลยุทธ์ใน
        สอดคล้องกับบริบท
6. Process Strategies (cont.)
6.3 Innovation framework
   นวัตกรรมคือกลยุทธ์
                      ่
    กิจกรรมเฉพาะของฝายจัดการจะสนับสนุ นการกลยุทธ์
    เช่น การทางานเป็ นทีม การปรับโครงสร้างองค์การ ฯลฯ
   การพัฒนาแนวทางสู่ความสาเร็จโดยการกระจายอานาจ
               ั
    และการปฏิบติ
            ั
    การปลูกฝงวัฒนธรรมของการเป็ นเจ้าของกิจการ
ความหมายของการวางแผนเชิงกลยุทธ์
   King and Cleland (1978)
         ่
      “สิงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวัตถุประสงค์และความ
                                   ั
      เชื่อมโยงระหว่างวัตถุประสงค์กบทรัพยากรที่ถูก
                           ั          ั
      นามาใช้เพื่อให้บรรลุวตถุประสงค์ดงกล่าว”
ความหมายของการวางแผนเชิงกลยุทธ์
   Olsen and Eadie (1982)
                                              ้
      “ความพยายามที่จะสร้างระบบเพื่อใช้เป็ นพืนฐานใน
      การตัดสินใจและการดาเนินงาน ซึ่งจะใช้เป็ นแนวทาง
      ว่าองค์การเป็ นอะไร องค์การต้องการจะทาอะไรและ
                         ้
      ทาไมถึงต้องทาเช่นนัน”
ความหมายของการวางแผนเชิงกลยุทธ์
   Toft (1986)
       “กระบวนการวางแผนอย่างเป็ นทางการซึ่งเน้นการ
       วิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์”
ความสาคัญของการวางแผนกลยุทธ์
   Bryson(1995)
       การเปลี่ยนแปลงของประชากร
       การเปลี่ยนแปลงในค่านิยม
          ่            ี ่ ้
        กลุมผลประโยชน์ท่เพิมขึน
       การแปรรูปกิจการของรัฐ
       การจากัดของภาษี
ความสาคัญของการวางแผนกลยุทธ์
   Bryson(1995) (cont.)
     ความรับผิดชอบของระบบบริหารส่วนกลาง ส่วน
         ิ
      ภูมภาค ส่วนท้องถิ่น และการให้เงินอุดหนุ น
     ความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก
            ่ ้
     การเพิมขึนขององค์การไม่แสวงหากาไร
  ้
ขันตอนการวางแผนกลยุทธ์
                           ้
     Bryson(1995)ได้กาหนดขันตอนการวางแผนกลยุทธ์
                         ้
     ภาครัฐออกเป็ น 10 ขันตอน
           ่
    1. มติรวมกันในกระบวนการวางแผนกลยุทธ์
                              ้ ี่
    2. การกาหนดหน่ วยงานและผูมสวนเกี่ยวข้อง
                     ั              ี ั
    3. การกาหนดวิสยทัศน์และกลยุทธ์ท่ชดเจน
    4. การประเมิน SWOT
ขันตอนการวางแผนกลยุทธ์(ต่อ)
  ้
                               ี
 5. การกาหนดประเด็นกลยุทธ์ท่องค์การต้องเผชิญ
                                  ้
 6. การกาหนดกลยุทธ์ตามประเด็นในขันตอนที่ 5
 7. การทบทวนและการปรับแผนกลยุทธ์
                                         ั
 8. การกาหนดความสาเร็จขององค์การตามวิสยทัศน์
                             ั
 9. การพัฒนากระบวนการปฏิบติตามกลยุทธ์
 10. การประเมินกลยุทธ์และกระบวนการวางแผนกลยุทธ์
ข้อแตกต่างระหว่าง การวางแผนระยะยาว การวางแผน
ระยะสัน การวางแผนทัวไป กับการวางแผนเชิงกลยุทธ์
      ้             ่
1. การวางแผนระยะยาว
    ข้อกาหนดเบื้องต้ น

                  ้
2. การวางแผนระยะสัน
    การดาเนินงาน

              ่
3. การวางแผนทัวไป
ความแตกต่างระหว่างการวางแผนโดยทัวไปกับ ่
การวางแผนเชิงกลยุทธ์
  1. ระยะเวลา
      อย่างน้ อย 5-10 ปี โดยเน้ นกระบวนการจัดทา
       อย่างเป็ นทางการ
      ประมาณ 1-5 ปี ให้ ความสาคัญกับแรงผลักดัน
       ทางด้านการเมืองและแรงผลักดันทางด้าน
       เศรษฐกิจ
                                ่
ความแตกต่างระหว่างการวางแผนโดยทัวไปกับ
การวางแผนเชิงกลยุทธ์
  2. จุดมุ่งหมาย
                               ู
      เป็ นการวางแผนที่ ถกต้ องตามกฎและเป็ นการ
        นานโยบายมาปรับเป็ นแผน
                            ้
      เป็ นเครื่องที่ช่วยผูบริหารในการตัดสินใจใน
                      ี
        ทางเลือกที่มอยู่
ความแตกต่างระหว่างการวางแผนโดยทัวไปกับ  ่
การวางแผนเชิงกลยุทธ์
  3. ความยืดหยุน่
      การมีอิสระในการตัดใจจะเป็ นปัญหาในการทา
       ตามแผน
      การมีอิสระในการตัดสินใจเป็ นสิ่งที่มีความ
       จาเป็ นในประเด็นที่ มีความซับซ้ อน
ความแตกต่างระหว่างการวางแผนโดยทัวไปกับ    ่
การวางแผนเชิงกลยุทธ์
  4. การดาเนินงาน
      เน้ นการพัฒนาทางด้านกายภาพ

      เน้ นกลยุทธ์และกิจกรรมเป็ นศูนย์กลาง

               ่
  5. ลักษณะทัวไป
      เน้ นระดับมหภาค เช่น จังหวัด ฯลฯ

      เน้ นประเด็นที่ กลยุทธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ความแตกต่างระหว่างการวางแผนโดยทัวไปกับ  ่
การวางแผนเชิงกลยุทธ์
  6. รูปแบบ
            ู
      มีรปแบบมาตรฐานเดียวกัน
      รูปแบบเปลี่ยนตามประเด็นและพื้นที่
  7. เป้ าประสงค์
      รวมเป้ าประสงค์ของหน่ วยงานเข้าไปด้วย
      ไม่จาเป็ นต้ องรวมอยู่ในเป้ าประสงค์ของกล
         ยุทธ์แต่อาจจะปรากฏอยู่ในเอกสารอื่น
                                    ่
ความแตกต่างระหว่างการวางแผนโดยทัวไปกับ
การวางแผนเชิงกลยุทธ์
  8. วิธีการ
      ใช้การคาดการณ์จากข้อมูลในอดีตและข้อมูล
        ในปัจจุบน ั
      ออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความไม่
        ต่อเนื่ องของสภาพแวดล้อมกับการคาดการณ์
        ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดจากการตัดสินใจ
                                  ่
ความแตกต่างระหว่างการวางแผนโดยทัวไปกับ
การวางแผนเชิงกลยุทธ์
  9. การประเมินผลของแผน
      การประเมินผลเป็ นไปตามรูปแบบที่
       หน่ วยงานกาหนด กระบวนการและรูปแบบ
       เปลี่ยนแปลงได้ยาก
      การจัดการจะมีการทบทวนและมีการปรับ
       กระบวนการและรูปแบบเพื่อให้การทางาน
       เป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่ ไม่ใช่การวางแผนเชิงกลยุทธ์
         การวางแผนเชิงกลยุทธ์ไม่ได้เป็ นตัวแทนของการ
          คิดเชิงกลยุทธ์และการกระทาเชิงกลยุทธ์
         การวางแผนเชิงกลยุทธ์ไม่ใช่การนาองค์การ
         การวางแผนเชิงกลยุทธ์ไม่ได้เป็ นการคาดการณ์ใน
          อนาคต
                                    ั้
          การวางแผนเชิงกลยุทธ์ไม่ใช่ขนตอนที่เรียบง่าย
          และคาดการณ์ได้
   ้
 ขันตอนการวางแผนกลยุทธ์
               ้
             ขันตอนที่ 1
มติร่วมกันในกระบวนการวางแผนกลยุทธ์
มติร่วมกันในกระบวนการวางแผนกลยุทธ์
        ้
  เป็ นขันตอนที่ จะกาหนดว่าจะมีแผนในการกาหนด
 แผนกลยุทธ์อย่างไร
 เกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ ดังต่ อไปนี้
     ใครควรจะเข้ามาเกี่ยวข้อง
     เมื่อไรที่จะมีการตัดสิ นใจส าคัญๆเกิดขึ้น
     ประเด็นใดที่ จะต้องมีการให้ความเห็นชอบร่วมกันในแต่
           ้
     ละขันตอนของกระบวนการ
จุดเน้ นในการวางแผนและผลลัพธ์ที่ต้องการ
    ในขันตอนนี้ จะต้ องมีการกาหนดมติร่วมกันไม่ว่าจะ
          ้
    เป็ น
     จุดมุ่งหมายและคุณค่าของการวางแผนกลยุทธ์
     ใครที่จะเข้ามาเกี่ยวข้ องและเกี่ยวข้ องในประเด็นใด
     ลาดับขันตอนที่จะต้องปฏิบติตาม
              ้                   ั
     รูปแบบและระยะเวลาที่จะต้ องมีการรายงาน
     ทรัพยากรที่ต้องนาเข้ามาใช้ในการดาเนินงานของ
       ้
     ขันตอนต่างๆ
                 ั
ประโยชน์ที่จะได้รบจากกระบวนการ
 การกาหนดจุดมุ่งหมายและคุณค่าของการวางแผน
 กลยุทธ์จะทาให้ เกิดความตระหนักกับทุกส่ วนที่
                   ้
 เกี่ยวข้อง รวมทังเป็ นการสร้างความชอบธรรมในการ
 ดาเนินงานและการใช้ทรัพยากรขององค์การหรือ
 หน่ วยงาน
 การกาหนดผู้ที่เกี่ยวข้องจะแสดงให้ เห็นถึง เครือข่าย
 ที่ เกี่ยวข้องกับการวางแผนและผู้ที่เกี่ยวข้องในการ
 ดาเนินงานในแต่ละขันตอน ้
                 ั
ประโยชน์ที่จะได้รบจากกระบวนการ
 การกาหนดลาดับขันตอนจะทาให้ เกิดทาให้ การ
                      ้
 ทางานตามแผนเป็ นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ เพราะ
 ทราบว่าใครเป็ นผู้มีอานาจในการตัดสินใจ
 การกาหนดรูปแบบและระยะเวลาที่ แน่ นอนทาให้
 แน่ ใจได้ว่าจะมีทรัพยากรที่ เพียงพอในการดาเนินงาน
 ไม่ว่าจะเป็ นงบประมาณ คนตัดสินใจและดาเนินการ
 ระยะเวลา การให้ ความสนับสนุน
                 ั
ประโยชน์ที่จะได้รบจากกระบวนการ
    การมีมติร่วมกันในการวางแผนกลยุทธ์จะทาให้
    มันใจได้ว่าในการพิจารณาดาเนินงานตามกลยุทธ์
      ่
    หนึ่ งจะได้รบข้อมูลที่ เพียงพอ และมีทิศทางที่
                ั
    สอดคล้องกันในการดาเนินงานของทังองค์การหรือ
                                          ้
                                             ้
    หน่ วยงานเพราะผ่านความเห็นชอบจากทังส่ วนที่
    เกี่ยวข้องในการดาเนินงานและผู้นาขององค์การ
จะเริ่มต้นอย่างไร
   ให้ ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนเชิงกลยุทธ์
   เทคนิคที่ เกี่ยวข้องในการวางแผนกลยุทธ์
       การระดมสมอง
       nominal group technique
       snow card technique
       oval mapping process
   จานวนของมติร่วมกัน
ควรมีมติร่วมกันจานวนเท่าไร
   ให้ ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนเชิงกลยุทธ์
   เทคนิคที่ เกี่ยวข้องในการวางแผนกลยุทธ์
       การะดมสมอง
       nominal group technique
       snow card technique
       oval mapping process
  ้
ขันตอน
1. การจัดตังกลุ่มที่ จะต้ องดาเนินการ
              ้
2. การประเมินองค์การอย่างรวดเร็วเพื่อที่ จะเตรียม
   ความพร้อมในการวางแผนกลยุทธ์
3. กลุ่มที่ ดาเนินการจะต้ องมีความชอบธรรม
4. เน้ นการตัดสินใจของกลุ่มทังอย่างเป็ นทางการและ
                                ้
   ไม่เป็ นทางการ
5. มีการกาหนดรูปแบบของกลุ่ม
  ้
ขันตอน
6. จัดทากลไกในการเข้ามามีส่วนร่วมของแต่ ละกลุ่มไม่
   ว่าจะเป็ นการให้ คาปรึกษา การแก้ปัญหา และการ
   เจรจาต่ อรอง ฯลฯ
7. ผลจากกระบวนการจะต้ องเข้าไปมีส่วนในการ
   กาหนดนโยบายขององค์การ
8. ที มงานสนับสนุนการวางแผนกลยุทธ์
                                     ั
9. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสาคัญๆต้ องได้รบความรู้เกี่ยวกับ
   การวางแผนกลยุทธ์
  ้
ขันตอน
10. มีการจัดลาดับความสาคัญของหัวข้อในการวางแผน
   กลยุทธ์
11. เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจะต้องมีการกาหนด
   มติร่วมกันเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
   ดังกล่าว
  ้
ขันตอนการวางแผนกลยุทธ์
           ้
        ขันตอนที่ 2
     การกาหนดอานาจ
     Identifying mandates
What is mandates ?
    know exactly what it is formally and informally
    required to do (and not do) by external authorities
       Formal requirements
           Laws, ordinances, articles of incorporation,
            charters.
       Informal requirements
           The cultural norms or expectations of key
            stakeholders such as the electorate or their duly-
            elected representatives.
Purpose and Outcomes
1. Identification of the organization's formal and
   informal mandates
2. Interpretation of what is required as a result of
   these mandates (leading perhaps to explicit goals
   or performance indicators)
3. Clarification of what is not ruled out by these
   mandates.
Process
1. Have someone compile the organization's formal
   and informal mandates
2. Review the mandates in order to clarify what is
   required and what is allowed
3. Regularly remind organizational members what
   the organization is required to do, as a way of
   ensuring conformity with the mandates.
  ้
ขันตอนการวางแผนกลยุทธ์
           ้
         ขันตอนที่ 3
     การกาหนดพันธกิจ
      Identifying mission
What is Mission ?
 What  is our business ?
 Creed Statement
Purpose and Outcomes
 Clarification of mission and the subsequent
  development of a vision of success.
 The aim of mission clarification is to specify the
  organization's purposes and the philosophy and
  values that guide it.
Outcomes
   A stakeholder analysis
   A mission statement
Stakeholder Analysis Process
1. To identify exactly who the organization's
   stakeholders are.
2. To specify the criteria the stakeholders use to
   assess the organization's performance.
3. To make a judgment about how well the
   organization performs against the stakeholders'
   criteria.
Who ?
What ?
 To guess what the criteria are
 Ask the stakeholders themselves
  surveys, interviews, or group discussions
How ?
  How the various stakeholders influence the
  organization.
 To discuss what the organization needs from
  each stakeholder group.
 To rank stakeholders according to their
  importance to the organization.
Mission Statement
1. Who are we?
2. What are the basic social or political
   needs we exist to meet, or what are the
   basic social or political problems we exist
   to address?
3. What do we do to recognize, anticipate,
   and respond to these needs or problems?
Mission Statement
4. How should we respond to our key
   stakeholders?
5. What are our philosophy, values, and
   culture?
6. What makes us distinctive or unique?
   ้
 ขันตอนการวางแผนกลยุทธ์
                 ้
               ขันตอนที่ 4
การประเมินสภาพแวดล้อมและการกาหนด
  จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค
Purpose
    นาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดอ่อน
    โอกาสและอุปสรรค ขององค์การ(P)
Outcomes
   รายงานพื้นฐานขององค์การเกี่ยวกับ
     สภาพแวดล้อมภายในและภายนอก
     กลยุทธ์
   การกาหนดการกระทาที่ มีความเฉพาะเจาะจง
     การดาเนินการกับจุดอ่ อนและอุปสรรค
     การสร้างจุดแข็ง
     การแสวงหาประโยชน์ จากโอกาส
   การดาเนินการประเมินสภาพแวดล้อมอย่างเป็ นทางการ
External Environment Assessments
   แรงผลักดันและแนวโน้ ม
     PESTs
   การกาหนดผู้ควบคุมทรัพยากรหลัก
     คู่ค้า
     ลูกค้า
     ผู้จ่ายภาษี
     สมาชิก
     ผู้ออกกฎ
   ศักยภาพในการแข่งขันและความร่วมมือ
Tools
 SWOT Analysis
 Three-part model
  Scanning
  Analysis
  Reporting
Three-part model
   Scanning
     ความชัดเจนของเป้ าประสงค์
     การกาหนดคนที่ จะเข้าในกระบวนการ

     การกาหนดระยะเวลาดาเนินงาน

     การกาหนดโครงสร้าง
Three-part model
Analysis
    การระดมสมอง
    
   เดลฟาย
   ตารางผลกระทบและความเป็ นไปได้
   nominal group technique
   การพัฒนาฉากทัศน์
 Reporting
                ั่ ้
   การเผยแพร่ทวทังองค์การ
Internal Environment Assessments
   ทรัพยากร
                ั
    กลยุทธ์ปัจจุบน
     ภาพรวม
     แผนก หน่ วยงาน
     กระบวนการ
     หน้ าที่
   ผลการทางาน
             ั
     ตัวชี้วด
     ผลลัพธ์
     ประวัติการทางานที่ ผ่านมา

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:29
posted:5/23/2012
language:English
pages:68