PS 705 Virot 1

Document Sample
PS 705 Virot 1 Powered By Docstoc
					                                            1

         คำบรรยำยวิชำ PS 705 แนวคิดเชิงทฤษฎีในกำรบริหำรรัฐกิจ
              Theoretical Orientation in Public Administration
              ดร.วิโรจน์ ก่ อสกุล วันที่ 12 ธันวำคม พ.ศ.2551

        จุดประสงค์ของการเรี ยนปริญญาโทคือทาให้ มหาบัณฑิตวิเคราะห์และสื่อสารเป็ น
   ้
ทังการพูดและการเขียน                                  การจัดการยุคใหม่จะเน้ นการมีส่วนร่วม
การเรี ยนในวันนี ้ก็จะเน้ นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเช่นกัน
                    ้
        หัวข้ อ/เนือหำวิชำ
        1.ขอบข่ายและพัฒนาการของวิชารัฐประศาสนศาสตร์
        2.องค์การและการจัดการ
        3.การบริหารการพัฒนาและการบริหารรัฐกิจเปรี ยบเทียบ
        4.การจัดการภาครัฐแนวใหม่และการปฏิรูประบบราชการภาครัฐ
                                                       ้     ้
        เอกสารเล่มสีแดงจะใช้ สาหรับการบรรยายสองครังคือครังที่บรรยายโดยอ.ชลิดาและครัง     ้
ที่บรรยายโดยอ.วิโรจน์
        กำรวัดผล
        1.การมีส่วนร่วม 10 คะแนน
                      ้
        2.Quiz 3 ครัง 30 คะแนน
        3.รายงาน 30 คะแนน
        4.สอบปลายภาค 3 ข้ อ 30 คะแนน
        หัวข้ อรำยงำน
        1.เลือก 1 ทฤษฎี/ 1 ตัวแบบ/ 1 เทคนิคการบริหารที่ท่านสนใจ
                                                                                      ุ
        2.ศึกษาการนามาประยุกต์ใช้ ในประเทศไทย/องค์การ/หน่วยงานที่ทางานอยู่หรื อที่ค้ นเค
ย
        3.บทวิเคราะห์
        4.ข้ อเสนอแนะ เช่น เหมาะที่จะนามาใช้ ในเมืองไทยหรื อไม่ ควรปรับปรุงตรงไหน
        5.บทสรุป
                                                     2

        6.ความยาว 15-20 หน้ า พิมพ์หรื อเขียนด้ วยลายมือตัวเอง
        7.มีอ้างอิงในเนื ้อหา-บรรณานุกรม
                                 ุ
        8.ส่งรายงานในสัปดาห์สดท้ ายของการเรี ยน
        สำระสำคัญของกำรบรรยำย
        1.ความหมาย
        2.ขอบข่ายวิชารัฐประศาสนศาสตร์
        3.พัฒนาการวิชารัฐประศาสนศาสตร์

                     ้
         **เข้าสู่เนือหาการบรรยาย**
         รั ฐประศำสนศำสตร์ : กำรบริหำรรั ฐกิจ
         รัฐประศาสนศาสตร์            (Public       Administration:          ขึ ้นต้ นด้ วยตัวพิมพ์ใหญ่ )
หมายถึงวิชาว่าด้ วยการบริหารและการปกครองประเทศ
         การบริหารรัฐกิจ           (public         administration:             ขึ ้นต้ นด้ วยตัวพิมพ์เล็ก)
หมายถึงกิจกรรมการบริ หารภาครัฐ หรื อการบริ หารราชการแผ่นดิน
         สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งจะเรี ยกไม่เหมือนกัน เช่น นิด้า มหาวิทยาลัยเอกชน
โรงเรี ยนนายร้ อยตารวจ          ม.ราชภัฎ         และม.จุฬาฯ         จะเรี ยกว่ารัฐประศาสนศาสตร์
ส่วนม.รามคาแหง            (Plan       C)       และม.ธรรมศาสตร์ จะเรี ยกว่าบริหารรัฐกิจ                 ้
                                                                                                     ทังนี ้
   ้
ทังสองวิชามีความคล้ ายกัน แต่รัฐประศาสนศาสตร์ เป็ นชื่อวิชา ส่วนบริหารรัฐกิจเป็ นกิจกรรม
         ควำมหมำยของรั ฐประศำสนศำสตร์ (รปศ.)
         Felix A. Nigro & Lloyd G. Nigro (1980) เขียนหนังสือชื่อ Modern Public
                                             ึ
Administration กล่าวว่ารปศ.เป็ นวิชาที่ศกษาถึง
         1.ความพยายามร่วมกันของกลุ่มคนในทางสาธารณะ
                                               ั
         2.กิจกรรมของฝ่ ายบริหาร ฝ่ ายนิติบญญัติ และฝ่ ายตุลาการ
         3.เรื่ องการกาหนดนโยบายสาธารณะ                   ่              ่
                                                        ึึงเป็ นส่วนหนึงของกระบวนการนโยบาย
ผู้มีสิทธิกาหนดนโยบาย           เช่น      ฝ่ ายบริหารออกมติครม.            หรื อประกาศสานักนายกฯ
            ั
ฝ่ ายนิติบญญัติออกกฎหมายโดยสภา หรื อฝ่ ายตุลาการออกเป็ นคาสังศาลสูงสุด ่
                                                     3

           Nicholas Henry (1980) เขียนตาราชื่อ Public Administration and Public Affairs
กล่าวว่ารปศ.มีเอกลักษณ์
มีความแตกต่างจากรัฐศาสตร์ ในแง่ที่เป็ นวิชาที่ให้ ความสนใจต่อการศึกษาโครงสร้ าง
และพฤติกรรมของระบบราชการ                             ้
                                               รวมทังเป็ นศาสตร์ ที่มีระเบียบวิธีการศึกษาของตนเอง
(เดิมรปศ.ไม่มีเอกลักษณ์                                         ั
                                              ส่วนใหญ่ขึ ้นอยู่กบคณะรัฐศาสตร์                         เช่น
                                                            ่
ภาควิชาการบริหารรัฐกิจของม.รามคาแหงเป็ นส่วนหนึงของคณะรัฐศาสตร์ แต่หลายสถาบันที่
รปศ.                          ้
                       จะตังเป็ นคณะ                   เช่น                 นิด้า               ปั จจุบน    ั
ม.รามคาแหงมีการเรี ยนการสอนโปรแกรมรัฐประศาสนศาสตร์ แยกจากคณะรัฐศาสตร์ ประมาณ
8-9 สาขา คือ รามฯ 1 รามฯ 2 ลพบุรี ระยอง นนทบุรี สงขลา เชียงใหม่ และสุโขทัย
โดยเป็ นปริญญารัฐประศาสนศาสตร์ มหาบัณฑิต (MBA))
           วิชา                                                                                      รปศ.
                                                        ึ                       ่
ยังแตกต่างจากศาสตร์ บริหารในแง่ที่ว่าเป็ นวิชาที่ศกษาองค์การของรัฐึึงไม่แสวงหากาไรเหมือ
นเอกชน             และเป็ นวิชาที่สนับสนุนให้ องค์การของรัฐมีโครงสร้ าง               กลไกการตัดสินใจ
และพฤติกรรมของข้ าราชการ                เพื่อให้ มีความพร้ อมในการบริการสาธารณะ                 อนาคต
ท้ องถิ่นจะรับหน้ าที่ให้ บริ การสาธารณะมากขึ ้น                                  ประเทศที่ล ้าหน้ าไทย
การบริการของรัฐส่วนมากอยู่ที่ท้องถิ่น                                         เหตุเกิดที่ไหนก็แก้ ไขที่นนั่
ทาให้ รวดเร็วและประหยัดงบประมาณ ในไทย นโยบายสาธารณะ อบต. และอบจ.
จะต้ องมีความพร้ อมที่จะถ่ายโอนอานาจ                                   เช่น                           4-5
ปี ที่แล้ วมีการโอนหน่วยงานดับเพลิงของตารวจไปให้ กทม.
แต่การศึกษาและสาธารณสุขของอบต.และอบจ.หลายแห่งยังไม่พร้ อม
           James W. Fesler (1980) เขียนตาราชื่อ Public Administration Theory and
Practice          กล่าวว่า                                           ั
                                  รปศ.คือการกาหนดและการปฏิบติตามนโยบายของระบบราชการ
  ่                                       ั
ึึงระบบราชการมีขนาดใหญ่โตและมีลกษณะของความเป็ นสาธารณะ
           George J. Gordon (1978) เขียนตาราชื่อ Public Administration in America กล่าวว่า
รปศ.หมายถึงกระบวนการ                                                                               ้
                                                                                                ขันตอน
                                              4

                      ่                              ้
องค์การและบุคคลึึงดารงตาแหน่งทางราชการทังหลายและมีส่วนเกี่ยวข้ องในการกาหนดและ
นาเอากฎหมาย                        ระเบียบแบบแผนต่างๆ                  ่                 ั
                                                                     ึึงออกโดยฝ่ ายนิติบญญัติ
ฝ่ ายบริหารและฝ่ ายตุลาการไปปฏิบติ       ั
        ขอบข่ ำยวิชำรั ฐประศำสนศำสตร์
        1.การเมืองและนโยบายสาธารณะ (บรรยายโดยอ.วิโรจน์)
        2.องค์การและทฤษฎีองค์การ (บรรยายโดยอ.รวิภา)
        3.เทคนิคการบริหาร วิทยาการจัดการ กระบวนการบริหาร (บรรยายโดยอ.วิโรจน์)
        กำรเมือง
                                                       ั
        1.การเมืองเป็ นเรื่ องของอานาจ เช่น การอนุมติ การอนุญาต การจัดสรรทรัพยากร
                                                               ุ
        2.การเมืองเป็ นการจัดสรรทรัพยากรของรัฐหรื อสิ่งที่มีคณค่าในสังคม เช่น ตาแหน่ง
        3.การเมืองเป็ นเรื่ องของความขัดแย้ ง                 เช่น                ก่อนเลือกตัง้
                        ั           ุ
แต่ละพรรคจะว่าให้ กนเพราะมีมมมองที่แตกต่างกัน
        4.การเมืองเป็ นเรื่ องของการประนีประนอม เช่น หลายพรรคมาร่วมกันจัดตังรัฐบาล     ้
ประนีประนอมกันจัดสรรผลประโยชน์ให้ ลงตัว
        5.การเมืองเป็ นเรื่ องเกี่ยวกับรัฐและการบริหารประเทศ
        6.การเมืองเป็ นเรื่ องของการกาหนดนโยบายของรัฐ                                      เช่น
               ้
นักการเมืองทังระดับชาติและระดับท้ องถิ่นมีหน้ าที่กาหนดนโยบายให้ สอดคล้ องกับความต้ องก
ารของชุมชน/ท้ องถิ่น
        บทบำทหลักของฝ่ ำยกำรเมือง
        1.การกาหนดนโยบาย อาจออกเป็ นพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา มติครม.
หรื อประกาศสานักนายกฯ
                                                   ั
        2.การกากับดูแลและติดตามผลการปฏิบติตามนโยบายของข้ าราชการประจา
                    ้                                    ้
        3.การแต่งตังหรื อให้ ความเห็นชอบในการแต่งตังข้ าราชการระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวง
หัวหน้ าส่วนราชการระดับกรม
        ก่อนปี พ.ศ.2551            ข้ าราชการไทยมี         11     ระดับ      แต่หลังพ.ศ.2551
     ั
ได้ จดประเภทของการบริ หารออกเป็ น 4 ประเภท เช่น ผู้บริหารระดับสูงคือปลัดกระทรวง,
                                                 5

อธิบดีหรื อเทียบเท่า                                                      เป็ นอานาจของฝ่ ายการเมือง
ส่วนผู้บริหารระดับต้ นคือรองอธิบดีหรื อเทียบเท่า รับผิดชอบโดยปลัดกระทรวงและอธิบดี
         ควำมหมำยของกำรบริหำร
         การบริหารเป็ นศิลปะ                       คนเรี ยนเก่งใช่ว่าจะควบคุมการบริหารเก่งเสมอไป
                                                          ้
หมอที่เรี ยนเก่งและรักษาเก่งอาจไม่ได้ เป็ นผู้บริหารชันเลิศ นักบริหารที่เก่งจะต้ องอาศัยศิลปะ
     ั้
มีทงความรู้                           ั
                                  รู้จกเลือกคนมาใช้ งาน                               ั
                                                                           และรู้จกการประสานงานคน
ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่อาจเรี ยนแค่ระดับปานกลาง แต่จะเรี ยนไปด้ วยทากิจกรรมไปด้ วย
เช่น เป็ นประธานชมรม เมื่อเรี ยนจบจึงประสบความสาเร็จมากกว่าคนที่เรี ยนอย่างเดียว
         Chester Barnard กล่าวว่า การบริหารคือการทางานของคณะบุคคลตังแต่ 2 คนขึ ้นไป     ้
            ั               ้
ที่ร่วมปฏิบติการให้ บรรลุเปาหมายร่วมกัน               เช่น        ครอบครัวมีพอ    ่       แม่    ลูก
                  ั
มอบหมายให้ หวหน้ าครอบครัวหาเงิน ส่วนแม่บ้านดูแลลูกหรื อค้ าขาย
         ลักษณะเด่ นของกำรบริหำร
                                ั                ้
         1.การบริหารต้ องมีวตถุประสงค์หรื อเปาหมาย
         2.ต้ องอาศัยคนเป็ นองค์ประกอบสาคัญ
         3.ต้ องใช้ ทรัพยากรการบริ หารเป็ นองค์ประกอบพื ้นฐาน เช่น คน เงิน วิธีการทางาน
                    ั
         4.ต้ องมีลกษณะการดาเนินการเป็ นกระบวนการทางสังคม
         5.ต้ องเป็ นการดาเนินการร่วมกันระหว่างบุคคล 2 คนขึ ้นไป
         6.ต้ องร่วมมือร่วมใจกันทางานให้ บรรลุภารกิจ
         7.เป็ นการดาเนินงานร่วมกันอย่างมีเหตุมีผล เพื่อให้ บรรลุตามภารกิจ/แผนที่ตงเอาไว้   ั้
               ั                                       ั
         8.มีลกษณะเป็ นการตรวจสอบผลการปฏิบติงานกับวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้
                              ั
         9.การบริหารไม่มีตวตน แต่มีอิทธิพลต่อความเป็ นอยู่ของมนุษย์
         บทบำทของฝ่ ำยบริหำร/ข้ ำรำชกำรประจำ
         1. Routine Function งานประจา มีกฎกติกาแน่นอน ปฏิบติตามกฎหมาย เช่น          ั
งานทะเบียนราษฎร์ งานสืบสวนสอบสวน งานแพทย์ งานพยาบาล
                                                                        ั
         2. Policy Implementation การนานโยบายไปปฏิบติให้ เกิดผล หากนโยบายดี
                        ั
แต่ไม่มีคนนาไปปฏิบติก็จะไม่บงเกิดผล     ั
                                               6

        3. Provision of Information การเตรี ยมการด้ านข้ อมูลข่าวสาร เช่น ข้ อมูลประชากร
ข้ อมูลเศรษฐกิจ
        4.                   Policy              Initiation              การคิดริเริ่มสร้ างสรรค์
เนื่องจากเป็ นผู้อยู่ใกล้ ชิดประชาชนจึงต้ องมีความคิดริเริ่มในการแก้ ปัญหาให้ ประชาชน
หรื อนาความรู้ไปใช้ ในหน่วยงาน
        5. Other Special Assignment งานอื่นที่ได้ รับมอบหมายอย่างถูกกฎหมาย

         ควำมสัมพันธ์ ระหว่ ำงฝ่ ำยกำรเมืองกับกำรบริ หำร
         นโยบายเป็ นตัวเชื่อมระหว่างฝ่ ายการเมือง (ข้ าราชการกาเมือง) กับฝ่ ายบริหาร
(ข้ าราชการประจา)                            โดยฝ่ ายการเมืองเป็ นผู้กาหนดนโยบายและอนุมติ ั
ส่วนข้ าราชการประจาเป็ นผู้นานโยบายไปปฏิบติ   ั
                            ู                                 ั
นโยบายจะเกิดประโยชน์สงสุดต่อเมื่อผู้กาหนดและผู้นาไปปฏิบติคานึงถึงประโยชน์สาธารณะ
         นโยบำยสำธำรณะ
         Thomas R. Dye เขียนตาราชื่อ Understanding Public Policy (1984) กล่าวว่า
นโยบายสาธารณะคือสิ่งที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทาหรื อไม่กระทา (Whatever governments
chose to do or not to do) เช่น รัฐบาลจะตัดสินใจว่าจะสร้ างรถไฟฟาหรื อไม่          ้
                                                                                ่
หรื อรัฐเข้ าไปดูแลราคาสินค้ าและบริการแต่จะแถลงต่อสภาหรื อไม่เป็ นอีกเรื่ องหนึง
         Ira Sharkansky เขียนตาราชื่อ Policy Analysis in Political Science (1970) กล่าวว่า
นโยบายสาธารณะคือกิจกรรมต่างๆที่กระทาโดยรัฐบาล เช่น การต่างประเทศ การทหาร
         David                                  Easton                              (1953)
กล่าวว่านโยบายสาธารณะเป็ นอานาจในการจัดสรรคุณค่าและผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคม เช่น
งบประมาณ ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ
         Harold D. Lasswell & Abraham Kaplan (1970) กล่าวว่า
นโยบายสาธารณะเป็ นการกาหนดเปาหมาย   ้             (Goals)       ค่านิยม/คุณค่า    (Values)
               ั
และการปฏิบติต่างๆ                (practices)             ตามโครงการของรัฐ              เช่น
                          ุ
ผู้กาหนดนโยบายต้ องมีคณธรรมจริยธรรมและคานึงถึงค่านิยมของคนส่วนใหญ่
                                                   7

          อ.อมร                                รั กษาสัตย์                                      กล่าวว่า
นโยบายสาธารณะเป็ นความคิดของรัฐบาลที่ว่าจะทาอะไรหรื อไม่ อย่างใด เพียงใด เมื่อใด เช่น
จะขุดคอคอดกะหรื อไม่ ขุดอย่างไร ขุดเมื่อใด มีคนและงบประมาณมากน้ องแค่ไหน
เพียงพอหรื อไม่
          อ.ถวัลย์ วรเทพพุฒพงษ์ กล่าวว่า นโยบายสาธารณะเป็ นแนวทางปฏิบติของรัฐบาล
                                ิ                                                             ั
  ่
ึึงกาหนดวัตถุประสงคืแน่นอน               ไม่ทางใดก็ทางหนึง    ่            เพื่อแก้ ไขปั ญหาในปั จจุบน ั
        ้
เพื่อปองกันหรื อหลีกเลี่ยงปั ญหาในอนาคต                                       ึ
                                                          และให้ เกิดผลที่พงปรารถนา                 เช่น
หลายจังหวัดฝนแล้ งึ ้าึากและหลายจังหวัดน ้าท่วมึ ้าึาก รัฐบาลจะแก้ ไขและปองกันอย่างไร     ้
จะแก้ ไขปั ญหาจราจรในกรุงเทพอย่างไร
          อ.วิโรจน์                                ก่ อสกุล                                     นิยามว่า
นโยบายสาธารณะว่าเป็ นกิจกรรมที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทาหรื อไม่กระทา
เพื่อแก้ ไขปั ญหาของสังคมส่วนร่วม
          นโยบำยสำธำรณะเป็ นสหวิทยำกำร
                                                                                ุ
          นโยบายสาธารณะเป็ นเรื่ องที่ต้องใช้ ความรู้หลายด้ านเพื่อให้ มีมมมองหลายมิติ
ก่อนกาหนดนโยบาย ผู้บริหารระดับสูงจะต้ องใช้ ความรู้และมองหลายมิติอย่างเป็ นองค์รวม
ดังนี ้
          1.รัฐศาสตร์
          2.เศรษฐศาสตร์           เช่น    มีเงินพอหรื อไม่           มีเงินก้ อนเดียวจะเอาไปทาอะไร
จะสร้ างถนนหรื อทางรถไฟก็ต้องดูฐานะทางการเงิน
เศรษฐกิจโลกมีผลกระทบกับเมืองไทยแล้ วจะเก็บภาษี อย่างไร
          3.จิตวิทยา       เป็ นการทาให้ คนเชื่อและยอมรับในนโยบายสาธารณะนัน                 ้       เช่น
                                                           ่
การสร้ างถนนที่ต้องผ่านใจกลางวัด โบสถ์ หรื อสุเหร่าึึงเป็ นความเชื่อของคน
          4.มานุษยวิทยา การกาหนดนโยบายต้ องดูว่าคนในชาติมีเชื ้อชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต
หรื อกายภาพอย่างไร
                                                        ู
          5.ภูมิศาสตร์ เป็ นการส่งเสริมนโยบายให้ ถกที่ เช่น การกาหนดเมืองอุตสาหกรรม
สถานที่การสร้ างเขื่อน สถานที่ทานาข้ าว สถานที่ทานากุ้ง
                                           8

       6.ประวัติศาสตร์                                                            เช่น
การแก้ ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้ องเข้ าใจประวัติความเป็ นมา
                      ู
และต้ องได้ ข้อมูลที่ถกต้ องก่อนเข้ าไปแก้ ไข
       7.วิทยาศาสตร์ เช่น การแพทย์ วิศวกรรม สถาปั ตยกรรม เทคโนโลยีต่างๆ
       8.นิติศาสตร์         การกาหนดนโยบายต้ องดูว่าสอดคล้ องกับกฎหมาย      กฎระเบียบ
หรื อความสัมพันธ์ในชุมชนหรื อไม่
       9.ปรัชญา เป็ นเรื่ องของค่านิยมของคนในสังคม
       10.คณิตศาสตร์ และสถิติ                                                     เช่น
                                      ั
ก่อนกาหนดนโยบายต้ องทาการวิจยหรื อสารวจความเห็นของประชาชน
แล้ วคานวณข้ อมูลออกมาเป็ นสถิติ
       11.บริหารธุรกิจและศาสตร์ อื่นๆ
นโยบายสาธารณะจะต้ องเหมือนบริ หารธุรกิจคือเน้ นสะดวกรวดเร็ว คานึงถึงลูกค้ า

           ควำมสำคัญของนโยบำยสำธำรณะ
           1.เป็ นเครื่ องมือของรัฐบาลในการกาหนดทิศทางของประเทศ              เช่น    10
ปี ที่แล้ วไทยเราจะเป็ นเสือตัวที่ห้า                                               2-3
ปี ที่ผ่านมาบอกว่าไทยเราจะเป็ นครัวโลกและเน้ นการท่องเที่ยว
             ั
แต่ปัจจุบนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกและปั ญหาการเมืองในประเทศ
นักท่องเที่ยวจึงไม่อยากมาเที่ยวเมืองไทย
การท่องเที่ยวก็ต้องกาหนดแผนให้ สอดคล้ องกับสถานการณ์
           2.เป็ นเครื่ องมือของรัฐบาลในการตอบสนองความต้ องการของประชาชน
ท้ องถิ่นจะอยู่ใกล้ ชิดกับชาวบ้ านจึงรู้ความต้ องการของชาวบ้ านอย่างแท้ จริง
                                                          ุ
ท้ องถิ่นจึงเป็ นผู้ให้ บริการสาธารณะแก่ชาวบ้ านได้ ดีที่สด
           3.เป็ นเครื่ องมือของรัฐบาลในการแก้ ไขปั ญหาที่สาคัญของประชาชน
นักการเมืองเป็ นผู้อาสาเข้ ามาดูแลประชาชนโดยใช้ นโยบายแก้ ไขปั ญหาความเดือดร้ อน
           4.เป็ นการใช้ อานาจของรัฐบาลเพื่อจัดสรรค่านิยมของสังคม
                                             9

        5.เป็ นเครื่ องมือของรัฐในการสร้ างความเป็ นธรรมในสังคม                          เช่น
ดูแลคนพิการหรื อผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ห่างไกล
        6.เป็ นเครื่ องมือของรัฐในการเสริมสร้ างความเสมอภาคในโอกาสแก่ประชาชน             เช่น
การกระจายโอกาสด้ านการศึกษา
        7.เป็ นเครื่ องมือของรัฐในการกระจายรายได้ ให้ แก่ประชาชน                         เช่น
การกระจายงบประมาณไปสู่ท้องถิ่น
        8.เป็ นเครื่ องมือของรัฐบาลในการกระจายความเจริ ญไปสู่ชนบท                        เช่น
สร้ างสาธารณูปโภคหรื อความจาเป็ นพื ้นฐานไปสู่ชนบท
        9.อื่นๆ เช่น การอนุรักษ์ สิ่งแวดล้ อม การรักษาความสงบเรี ยบร้ อยภายในประเทศ
                     ่
การรักษาความมันคง การต่างประเทศ เป็ นเครื่ องมือในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม
รัฐธรรมนูญ                2540       และ          2550        พูดถึงคุณธรรมจริยธรรมมากที่สด ุ
การบรรยายจึงจะกล่าวถึงคุณธรรมและจริยธรรม
        ควำมหมำยของกำรวิเครำะห์ นโยบำย
        Sunsan              B.     Hansen          (1983      pp.       14-15)       กล่าวว่า
การวิเคราะห์นโยบายหมายถึงการมุ่งเน้ นการวิเคราะห์อย่างเป็ นระบบ             ชัดเจนต่อผลผลิต
(Outputs)                และผลกระทบ         (Effects)      ของนโยบายที่มีต่อสังคม        เช่น
                       ั
การสร้ างเขื่อนมีวตถุประสงค์เพื่อการเกษตรและผลิตไฟฟา     ้
แต่มีผลกระทบมากมายที่ต้องใช้ เวลานานในการแก้ ไข เช่น สัตว์ป่า สัตว์น ้า ที่อยู่อาศัย
                             ้
การสร้ างถนนในบางครังก็เป็ นต้ นเหตุของการบุกรุ กทาลายป่ า
        Jame                                      E.                              Anderson
เห็นว่าการวิเคราะห์นโยบายเกี่ยวข้ องกับการตรวจสอบและการหาเหตุและผลของนโยบาย
โดยวิเคราะห์การก่อรูปนโยบาย เนื ้อหาของนโยบาย และผลกระทบของนโยบายเฉพาะเรื่ อง
        E.S.Quade               กล่าวว่า         การวิเคราะห์นโยบายคือความพยายามแยกแยะ
                                          ั
หรื อกาหนดปั ญหาที่เกิดขึ ้นออกมาให้ ชดเจนเพื่อหาทางแก้ ไขหรื อบรรเทาปั ญหานัน  ้
        Thomas                           R.                   Dye                    กล่าวว่า
การวิเคราะห์นโยบายเป็ นการพรรณนาและอธิบายเหตุและผลของสิ่งที่รัฐบาลทา
                                             10

        ลักษณะกำรวิเครำะห์ นโยบำยสำธำรณะ
        1.เป็ นการประยุกต์ความรู้ในหลายสาขาวิชา                                          เช่น
รัฐศาสตร์ มองความต้ องการและความพึงพอใจของประชาชน
เศรษฐศาสตร์ มองฐานะทางเศรษฐกิจ
        -Fact รู้ข้อเท็จจริง เข้ าถึงข้ อมูลที่แท้ จริง
        -Values           ค่านิยมของคน/กลุ่มที่แตกต่างกัน        เช่น      ค่านิยมของชาวบ้ าน
ค่านิยมของนายทุนต่างกัน การวิเคราะห์นโยบายจึงต้ องคานึงถึงค่านิยมของคนส่วนใหญ่
                             ั
        -Action การปฏิบติเป็ นไปเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม
        2.ใช้ วิธีการหลายวิธี ดังนี ้
        -Predict การพยากรณ์เพื่อวางแผน
        -Description การพรรณนาจากการสังเกตหรื อการเข้ าไปมีส่วนร่วม
        -Evaluation การประเมิน
        -Prescription การชี ้แนะ การบัญญัติเงื่อนไข หรื อการให้ คาแนะนา
        ตัวแบบในกำรวิเครำะห์ นโยบำยสำธำรณะ (อธิบายเฉพาะบางตัวแบบเท่านัน)             ้
                        ้
        1.ตัวแบบชนชันนา (Elite Model)
        2.ตัวแบบกลุ่ม (Group Model)
        3.ตัวแบบเชิงระบบ (System Model)
        4.ตัวแบบสถาบัน (Institution Model)
        5.ตัวแบบกระบวนการ (Process Model)
        6.ตัวแบบหลักเหตุผล (Rational Model)
                           ่
        7.ตัวแบบส่วนเพิม/เปลี่ยนแปลงจากเดิมบางส่วน (Incremental Model)
        8.ตัวแบบทฤษฎีเกม (Game Theory Model)
        9.ตัวแบบทางเลือกสาธารณะ (Public Choice Model)
        ตัวแบบชนชั้นนา                   (Elite         Model)                         ้
                                                                    คุณลักษณะของชนชันนาคือ
เป็ นคนส่วนน้ อยของสังคม เป็ นผู้มีอานาจและอาจมีอภิสิทธิ์สงในสังคม เช่น ไม่ต้องเข้ าแถว
                                                               ู
มีอิทธิพลเหนือคนส่วนใหญ่ในสังคม
                                                  11

และได้ รับการยอมรับว่ามีฐานะสูงในสังคมจึงได้ รับความไว้ เนื ้อเชื่อใจ เช่น ข้ าราชการระดับสูง
นักการเมือง ผู้นาธุรกิจ
                                ้
                            ชนชันปกครอง
                    ผลผลิต        นโยบาย
                            ประชาชน

                       ั
          นโยบายที่มีลกษณะ Elite Model เช่น การเจรจา FTA ส่วนใหญ่เป็ นข้ าราชการระดับสูง
ธนาคารแห่งประเทศไทย                            ผู้นาธุรกิจเอกชน                  หรื อนักการเมือง
โดยชาวบ้ านที่เกี่ยวข้ องจริงๆไม่ได้ มีส่วนรับรู้แต่กลับได้ รับผลกระทบ เช่น เกษตรกร
          ตัวแบบกลุ่ม                                  (Group                             Model)
ส่วนใหญ่เกิดขึ ้นในสังคมประชาธิปไตยและเป็ นสังคมที่มีความหลากหลาย
  ้
ทังที่เป็ นกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มอิทธิพล เช่น ชมรม สมาคม สหภาพ กลุ่มเกษตรกรต่างๆ
กลุ่มเหล่านี่จะเข้ าไปผลักดัน เสนอแนะ ชี ้แนะ หรื อกดดันจนรัฐต้ องยอมทาตามข้ อเรี ยกร้ องนัน  ้
                                      ผู้กาหนดนโยบาย
           กลุมผลประโยชน์ A
              ่                                                 ่
                                                             กลุมผลประโยชน์ B
                ทักษะและอานาจ แรงผลักดัน             แรงผลักดัน ทักษะและอานาจ
              ทางการเมือง                                      ทางการเมือง

                                    ่
              ผลลัพธ์ของนโยบายที่กลุม A                                        ่
                                                         ผลลัพธ์ของนโยบายที่กลุม B
              ต้ องการ                                   ต้ องการ
         จากภาพ                    ในการกาหนดนโยบายอย่างน้ อยจะมีกลุ่มคนสองกลุ่มขึ ้นไป
                    ั
แต่ละกลุ่มจะมีทกษะและอานาจทางการเมือง ผู้กาหนดนโยบายจะต้ องพิจารณาจากแรงกดดัน
ทักษะ                   และเหตุผล             มีเจรจาประนีประนอมเพื่อให้ เกิดความสมดุล
แต่ละกลุ่มเห็นว่าตนได้ รับความเป็ นธรรม                                             เช่น
                                           ุ
กลุ่มชาวไร่อ้อยกับกลุ่มโรงงานผลิตน ้าตาลมีมมมองและความต้ องการแตกต่างกัน
คณะกรรมการมาจาก 3 ฝ่ ายคือ กระทรวงเกษตรฯ ตัวแทนโรงงาน และตัวแทนชาวไร่อ้อย
หรื อกลุ่มผู้ใช้ แรงงานและนายจ้ างจะมีคณะกรรมการจากกระทรวงแรงงาน ตัวแทนนายจ้ าง
                                       ั
และตัวแทนลูกจ้ าง ศาลแรงงานก็จะมีตวแทนจากนายจ้ างและลูกจ้ าง
         กำรนำนโยบำยไปปฏิบัติ
                                              12

         Mazmanian                                          and                        Sabatier
                                                    ั
ให้ ความหมายของการนานโยบายไปปฏิบติว่าเป็ นกระบวนการในการนานโยบายพื ้นฐานทัวไป             ่
มาดาเนินการให้ ลล่วงุ                          ่
                                             ึึงอาจอยู่ในรูปของกฎหมาย               คาพิพากษา
      ่
คาสังของรัฐบาลหรื อมติคณะรัฐมนตรี ก็ได้
         Van                 Meter               and            Van       Horn          มองว่า
                             ั                    ้
การนานโยบายไปปฏิบติเป็ นการกระทาทังภาครัฐและภาคเอกชน
โดยคณะบุคคลหรื อปั จเจกบุคคลก็ได้
                                     ั
การกระทาดังกล่าวก็เพื่อบรรลุวตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ ในนโยบาย
         ตัวแบบของกำรนำนโยบำยสำธำรณะไปปฏิบัติ
         1.Rational Model ตัวแบบหลักเหตุผล ยึดความมีเหตุมีผลเป็ นหลัก
         2.Management                                    Model                ตัวแบบการจัดการ
                                       ั
นโยบายจะสาเร็จหรื อไม่ขึ ้นอยู่กบการจัดการ/ความสามารถของผู้นา สมรรถนะขององค์การ
และขีดความสามารถของผู้ปฏิบติ               ั
         3.Organization Development Model องค์การยุคใหม่จะเน้ นการมีส่วนร่วม
          ุ
โดยให้ บคลากร/ประชาชนมีส่วนร่วมในการนานโยบายไปปฏิบติ                ั            โดยมีฐานคติว่า
                                   ุ                                    ้
หากหน่วยงานเปิ ดโอกาสให้ บคลากรมีส่วนร่วมก็จะทาให้ นโยบายนันมีประสิทธิภาพ
         4.Bureaucratic Process Model ตัวแบบด้ านกระบวนการของระบบราชการ
มองสภาพความเป็ นจริงทางสังคม
                                             ั
เชื่อว่าอานาจในการจัดการไม่ได้ อยู่ที่หวหน้ าหรื อบุคคลใดบุคคลหนึง    ่
                          ั่
แต่กระจัดกระจายอยู่ทวไปทังองค์กร ้
         5.Political                                  Model                ตัวแบบด้ านการเมือง
                                         ั
ความสาเร็จของนโยบายขึ ้นอยู่กบความสามารถของบุคคลที่เป็ นตัวแทนของหน่วยงาน/สถาบัน
ว่ามีความผูกพันหรื อมีเครื อข่ายกับหน่วยงานภายนอกมากน้ อยแค่ไหน
ตัวแบบนี ้เชื่อว่าการสร้ างความสมานฉันท์หรื อการมีส่วนร่วมจะช่วยลดความขัดแย้ งภายในหน่ว
ยงาน ทาให้ นโยบายประสบความสาเร็จและมีประสิทธิภาพ
         6.General Model เป็ นการนาตัวแบบหลายตัวมาผสมผสานกัน
                                                13

       ปั จจัยสำคัญในกำรนำนโยบำยไปปฏิบัติ
                                 ้
       1.ลักษณะของนโยบายนัน เช่น ความชัดเจน ผลกระทบ ผู้ผลักดัน
                                                     ั
       2.วัตถุประสงค์ของนโยบาย สามารถนาไปปฏิบติได้ จริง
       3.ความเป็ นไปได้ ทางการเมือง
นโยบายบางเรื่ องขัดแย้ งกันทางการเมืองจึงไม่สามารถนาไปปฏิบติได้ ั                เช่น    ภาษี มรดก
                 ั
นานๆจะมีนกการเมืองและนักวิชาการหยิบยกขึ ้นมาแต่ผ่านได้ ยาก
ภาษี มรดกของหลายประเทศค่อนข้ างสูง แต่หากบริจาคให้ สาธารณะก็จะได้ รับลดหย่อนภาษี
หน่วยงานสาธารณะจึงได้ รับบริจาคมรดกมาก
       4.ความเป็ นไปได้ ทางเทคนิคหรื อทฤษฎี
       5.ความเพียงพอของทรัพยากร                                 คนเป็ นทรัพยากรที่สาคัญที่สด     ุ
หากไม่มีคนก็ประสบความสาเร็จได้ ลาบาก
       6.ทัศนคติของผู้นานโยบายไปปฏิบติ  ั
หากนักการเมืองกาหนดนโยบายออกมาแล้ วแต่ข้าราชการประจาไม่เห็นด้ วย
           ้
นโยบายนันก็จะประสบความสาเร็จน้ อย                  ้
                                              ดังนันจึงต้ องให้ ผ้ เู กี่ยวข้ องมีส่วนร่วมในการคิด
                        ั ึ
วางแผน และลงมือปฏิบติจงจะสาเร็จ
       7.ความสัมพันธ์ระหว่างกลไกต่างๆ                                         ที่นานโยบายไปปฏิบติ  ั
หากหน่วยงานต่างๆมีความเข้ าอกเข้ าใจกัน
             ้
นโยบายนันก็จะประสบความสาเร็จและมีประสิทธิภาพ
       ตัวแบบกำรนำนโยบำยไปปฏิบัตของ Meter & Horn (ดูภาพในเอกสารประกอบ)
                                          ิ
       1.มาตรฐานและวัตถุประสงค์ของนโยบาย คือมีความชัดเจน มีคน เงิน และแรงจูงใจ
                               ่
       2.การสื่อสาร การส่งคาสัง และการถ่ายทอดในหน่วยงานดีหรื อไม่
                                      ั
       3.ทัศนะของผู้นานโยบายไปปฏิบติเป็ นอย่างไร ดีหรื อไม่
       4.สภาวะทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองเป็ นอย่างไร มีปัญหาหรื อไม่
       5.การสนับสนุนจากผู้ปฏิบติ   ั
หากหน่วยงานเต็มใจก็จะมีส่วนร่วมในการคิดวางแผนและลงมือปฏิบติ              ั
               ้
นโยบายนันก็จะประสบความสาเร็ จ
                                           14

          กำรประเมินผล (Policy Evaluation)
          Darlene Russ – Elf and Hallie Preskill (2001) ให้ ความหมายของการประเมินผลว่า
เป็ นกระบวนการวางแผนอย่างเป็ นระบบเพื่อใช้ เก็บรวบรวมข้ อมูลหรื อคาถาม
               ั้
เพื่อนาไปสู่ขนตอนการประมวลความรู้หรื อใช้ ในการตัดสินใจ
          David                               Nachmias                             (1979)
                                                            ั
ให้ ความหมายว่าการประเมินผลเป็ นการศึกษาเกี่ยวกับการวิจยอย่างเป็ นระบบ
                                                                ู
ในเรื่ องเกี่ยวกับประสิทธิผลของนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ ผ้ กาหนดนโยบายในการปรับปรุง
                                           ั
การตัดสินใจเพื่อที่จะให้ นโยบายนาไปปฏิบติได้ ผลดีขึ ้น
  ่                                                ั                   ู
ึึงการประเมินจะต้ องทาอย่างสม่าเสมอเพื่อจะได้ ดดแปลงหรื อแก้ ไขให้ ถกต้ อง
          William        A.      Dunn          (1994)         ให้ ความหมายของการประเมินว่า
        ่
โดยทัวไปจะมีความหมายคล้ าย Appraisal หรื อ Rating หรื อ Assessment
คือพยายามวิเคราะห์ผลของนโยบายออกมาเป็ นคุณค่าที่จะนาไปใช้ ได้ ต่อไป
          เทคนิควิธีกำรประเมินผล
          D.L., Stufflebeam (1971) ได้ เสนอรูปแบบการประเมินผล CIPP Model ได้ แก่
                                                              ้
          1. Context Evaluation ประเมินสภาพแวดล้ อม ทังทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง
ความคิดความเชื่อ
          2. Input Evaluation ประเมินปั จจัยนาเข้ า เช่น ใครเป็ นผู้เรี ยกร้ อง
การบริหารจัดการเป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรื อไม่
          3.        Process        Evaluation                        ้
                                                      การประเมินขันตอน         กระบวนการ
หรื อกลยุทธ์ที่จะดาเนินการไปตามวัตถุประสงค์
          4.                              Product                               Evaluation
การประเมินคุณภาพในการให้ บริการประชาชนทาให้ เกิดความพึงพอใจหรื อประทับใจ
ให้ บริการอย่างรวดเร็วและเป็ นธรรม
          William Dunn (1994) เสนอรูปแบบการประเมินผลด้ วยปั จจัยหรื อองค์ประกอบต่างๆ
ดังนี ้
                                           15

         1. Efficiency ประสิทธิภาพ เช่น ต้ นทุนต่าแต่ได้ กาไรมาก สะดวกรวดเร็ว
ใช้ คนน้ อยแต่ได้ งานเยอะ
         2. Effectiveness ประสิทธิผล เป็ นไปตามแผนหรื อวัตถุประสงค์ที่วางไว้ หรื อไม่
         3.                            Adequacy                                ความพอเพียง
สามารถตอบสนองความต้ องการของประชาชนได้ เพียงพอหรื อไม่ แก้ ปัญหาได้ หรื อไม่
         4. Equity ความเป็ นธรรม จัดสรรประโยชน์อย่างเสมอภาคและเกิดความเป็ นธรรม
         5.                           Appropriate                            ความเหมาะสม
ใช้ หลักเหตุและผลในการพิจารณาระหว่างการจัดการโครงการกับความต้ องการของประชาชน
เหมาะสมกับพื ้นที่ เวลา และสิ่งแวดล้ อม
         6.          Responsiveness                                   ้
                                               การตอบสนองต่อกลุ่มเปาหมาย              เช่น
                          ้
งานที่ทาตอบสนองกลุ่มเปาหมายหรื อไม่ ประชาชนพึงพอใจหรื อไม่

       ***********************

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:420
posted:5/22/2012
language:Thai
pages:15