Atal Bihari Vajpayee ??????

Document Sample
Atal Bihari Vajpayee ?????? Powered By Docstoc
					                                  สาธารณรัฐอินเดีย
                                  Republic of India
          ่
ข้ อมูลทัวไป
                ่
ทีต้ง: ตั้งอยูในภูมิภาคเอเชียใต้ ทิศเหนื อติดกับจีน เนปาล และภูฏาน
   ่ ั
ทิศตะวันตกเฉี ยงเหนื อติดกับปากีสถาน ทิศตะวันออกติดบังกลาเทศ
ทิศตะวันออกเฉี ยงเหนือติดพม่า ทิศตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงใต้ติดมหาสมุทรอินเดีย
พืนที่ : 3,287,590 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็ นอันดับ 7 ของโลก
    ้
เมืองหลวง : กรุ งนิวเดลี (New Delhi)
เมืองสาคัญ : มุมไบเป็ นศูนย์กลางทางการค้า การเงิน และการคมนาคม เป็ นเมืองท่าสาคัญ
และเป็ นแหล่งผลิตภาพยนตร์ ฮินดีที่ใหญ่ที่สุด
                                                                 ั
: บังกาลอร์ เป็ นเมืองศูนย์กลางของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีช้ นสู ง
โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อิเล็กทรอนิกส์ การบิน และอวกาศ
: เจนไนเป็ นศูนย์กลางธุ รกิจในภาคใต้ของอินเดีย อุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรมรถยนต์
                                                            ั
: กัลกัตตา เป็ นเมืองหลวงเก่าของอินเดีย และเป็ นเมืองใหญ่อนดับ 2
ภูมิอากาศ : มีสภาพภูมิอากาศแตกต่างกันอย่างมากเนื่องจากมีพ้ืนที่กว้างใหญ่
                  ่                           ่
ตอนเหนื ออยูในเขตหนาว ขณะที่ตอนใต้อยูในเขตร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยในที่ราบช่วงฤดูร้อน ประมาณ
35 องศาเซลเซียส และฤดูหนาว ประมาณ 10 องศาเซลเซียส
ประชากร : 1.13 พันล้านคน มากเป็ นอันดับ 2 ของโลก (2550)
เชื้อชาติ : อินโด-อารยัน ร้อยละ 72 ดราวิเดียน ร้อยละ 25 มองโกลอยด์และอื่นๆ ร้อยละ 3
ภาษา : ภาษาฮินดีเป็ นภาษาที่ใช้โดยประชาชนส่ วนใหญ่
ภาษาอังกฤษเป็ นภาษาที่ใช้ในวงราชการและธุ รกิจ นอกจากนั้นยังมีภาษาท้องถิ่นอีกนับร้อยภาษา
            ั
แต่ที่ใช้กนมากมี 14 ภาษา คือ อูรดู เตลูกู เบงกาลี ทมิฬ และปัญจาบี
ศาสนา : ฮินดู ร้อยละ 81.3 มุสลิมร้อยละ 12 คริ สต์ร้อยละ 2.3 ซิกข์ร้อยละ 1.9 อื่น ๆ (พุทธ
และเชน) ร้อยละ 2.5
วันสาคัญ : วันชาติ (Republic Day) วันที่ 26 มกราคม
: วันเอกราช (Independence Day) วันที่ 15 สิ งหาคม
การศึกษา : อัตราการรู้หนังสื อโดยเฉลี่ยร้อยละ 59.5 (ชาย ร้อยละ 70.2 หญิง ร้อยละ 48.3)
หน่ วยเงินตรา : รู ปี (Indian Rupee)
1 ดอลลาร์ สหรัฐ เท่ากับ 45.5 รู ปี
GDP : 927.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2550)
รายได้ เฉลียต่ อหัว : 880 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2550)
              ่
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ : ร้อยละ 7.8 (ปี 2550)
ทุนสารองเงินตราต่ างประเทศ : 145 พันล้านเหรี ยญสหรัฐ (มกราคม-เมษายน2549)
อัตราเงินเฟอ : ร้อยละ 5.6 (ปี 2549)
              ้
ดุลการค้ า : ขาดดุล 51 พันล้านเหรี ยญสหรัฐ (World Trade Atlas; ปี 2549)
การลงทุนโดยตรงจากต่ างประเทศ 10,000 ล้านเหรี ยญสหรัฐ (ปี 2549
มูลค่ าการส่ งออก : 120 พันล้านเหรี ยญสหรัฐ (+21.8%) (World Trade Atlas ; ปี 2549)
มูลค่ าการนาเข้ า : 171 พันล้านเหรี ยญสหรัฐ (+24.5%) (World Trade Atlas ; ปี 2549)
สิ นค้ าส่ งออก : อัญมณี และเครื่ องประดับ น้ ามันเชื้อเพลิง แร่ เหล็ก เหล็กและผลิตภัณฑ์ เครื่ องนุ่งห่ม
                               ั                             ้
ผ้าทอ ยาและเวชภัณฑ์ เคมีภณฑ์และอินทรี ย ์ ผลิตภัณฑ์ดานวิศวกรรม (Engineering Goods)
ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์การเกษตร แร่ ธาตุ เครื่ องหนัง สิ นค้าหัตถกรรม
                                                               ้
สิ นค้ านาเข้ า : ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม น้ ามันดิบ ผลิตภัณฑ์ตนทุนการผลิต ทองและเงิน
ไข่มุกและพลอยต่างๆ เครื่ องจักร เครื่ องจักรที่ใช้ไฟฟ้ า เวชภัณฑ์และสารเคมี เหล็กและโลหะ
สิ นแร่ โลหะและเศษเหล็ก น้ ามันสาหรับบริ โภค
ประเทศคู่ค้า :สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮ่องกง อังกฤษ เยอรมนี จีน ญี่ปุ่น เบลเยี่ยม
                                                                          ่
ตลาดนาเข้ า : จีน สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน ออสเตรเลีย เบลเยียม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สิ งคโปร์
ตลาดส่ งออก : สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน สิ งคโปร์ สหราชอาณาจักร เยอรมนี เบลเยียม           ่
อิตาลี ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์
ระบอบการเมือง : ประชาธิปไตยระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)
ระบบการปกครอง : สาธารณรัฐ (Federal Republic) แบ่งเป็ น 28 รัฐ และดินแดนสหภาพ (Union
Territories) อีก 7 เขต
ประมุขของรัฐ : นางประติภา ปาทิล (Mrs. Pratibha Patil) เข้ารับตาแหน่งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม
2550
ประธานวุฒิสภา(ราชยสภา) : นาย Bhairon Singh Shekhawat รองประธานาธิบดี
ทาหน้าที่ประธานวุิิสภาโดยตาแหน่ง (Chairman of Rajya Sabha) เข้ารับตาแหน่ง
เมื่อเดือนสิ งหาคม 2545
ประธานสภาผู้แทนราษฎร (โลกสภา) : นาย Somnath Chatterjee (Speaker of Lok Sabha)
เข้ารับตาแหน่ง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2547
คณะรัฐบาล เข้ารับตาแหน่ง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2547
                                                                    ่
: Dr. Manmohan Singh นายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศ
: นาย P. Chidambaram รัฐมนตรี คลัง
: นาย Kamal Nath รัฐมนตรี พาณิ ชย์




การเมืองการปกครอง

อินเดียเป็ นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา
มีประธานาธิบดีเป็ นประมุขของประเทศ และกระจายอานาจการปกครองในลักษณะสหพันธรัฐ
(Federal System) แบ่งออกเป็ นรัฐต่างๆ 28 รัฐ โดยล่าสุ ดเมื่อเดือนมกราคม 2544
โลกสภาได้เห็นชอบร่ างรัฐบัญญัติในการจัดตั้งรัฐใหม่ 3 รัฐ คือ รัฐฉัตตีสครห์ (Chattisgarh)
รัฐอุตตะรันจัล (Uttaranchal) และรัฐฉรขันท์ (Jharkhand) ซึ่งแยกออกจากรัฐมัธยประเทศ
อุตตระประเทศ และรัฐพิหาร ตามลาดับ และสหภาพอาณาเขตของรัฐบาลกลาง (Union Territories)
อีก 7 เขต
รัฐธรรมนูญอินเดียแบ่งแยกอานาจระหว่างรัฐบาลกลาง (Government of India) และรัฐบาลมลรัฐ
(State Government) อย่างชัดเจน
โดยรัฐบาลกลางดาเนินการเรื่ องการป้ องกันประเทศด้านนโยบายต่างประเทศ การรถไฟ การบิน
และการคมนาคมอื่นๆ ด้านการเงิน ด้านกฎหมายอาญา ฯลฯ
ส่ วนรัฐบาลมลรัฐมีอานาจในการรักษาความสงบเรี ยบร้อยและรักษากฎหมาย การพัินาเศรษฐกิจ
สังคม และวัินธรรมของมลรัฐ

(1) การบริหารรัฐบาลกลาง
ฝ่ ายนิติบัญญัติ
ประกอบด้วย 2 สภา คือ ราชยสภา (Rajya Sabha) หรื อวุิิสภา และโลกสภา (Lok Sabha)
            ้
หรื อสภาผูแทนราษฎร การตรากฎหมายต่างๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภา
                                                         ั
ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ราชยสภามีสมาชิก 250 คน ปัจจุบนมีสมาชิก 245 คน โดย 12
              ้
คนจะเป็ นผูทรงคุณวุิิในสาขาต่างๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิ บดีทุกๆ 2 ปี และอีก 233
                                   ้
คน มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม เป็ นผูแทนของรัฐและ Union Territories
โลกสภามีสมาชิก 545 คน โดยสมาชิก 543 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (530 คน มาจากแต่ละรัฐ
ส่ วนอีก 13 คน มาจาก Union Territories) และอีก 2 คน มาจากการคัดเลือกของประธานาธิบดี
จากกลุ่มอินโด-อารยันในประเทศ ทั้งนี้มีวาระคราวละ 5 ปี เว้นเสี ยแต่จะมีการยุบสภา
ฝ่ ายบริหาร
                                                         ้
ประธานาธิบดี เป็ นประมุขของรัฐ และเป็ นหัวหน้าคณะผูบริ หาร (Head of Executive of the Union)
ซึ่งประกอบด้วยรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาล
                                            ้
ประธานาธิ บดีได้รับการเลือกตั้งทางอ้อมจากผูแทนของทั้ง 2 สภา
                 ั
รวมทั้งสภานิติบญญัติของแต่ละรัฐ ดารงตาแหน่งคราวละ 5 ปี
สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็ นวาระที่ 2 ได้
                                                    ้
รองประธานาธิบดี ได้รับการเลือกตั้งทางอ้อมจากผูแทนของทั้ง 2 สภา ดารงตาแหน่งคราวละ 5 ปี
และเป็ นประธานราชยสภาโดยตาแหน่ง
                    ้
นายกรัฐมนตรี เป็ นผูที่มีอานาจในการบริ หารอย่างแท้จริ ง ดารงตาแหน่งคราวละ 5 ปี
ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิ บดี เป็ นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี (Council of Ministers)
ซึ่งประกอบด้วย รัฐมนตรี (Ministers) รัฐมนตรี ที่ข้ ึนตรงต่อนายกรัฐมนตรี (Ministers of State -
Independent Charge) และรัฐมนตรี ช่วยว่าการ (Ministers of State) รับผิดชอบโดยตรงต่อโลกสภา


ฝ่ ายตุลาการ
อานาจตุลาการเป็ นอานาจอิสระ ไม่ข้ ึนกับฝ่ ายบริ หาร มีหน้าที่ปกป้ องและตีความรัฐธรรมนูญ
                                                      ้
ศาลฎีกา (Supreme Court) เป็ นศาลสู งสุ ดของประเทศ ผูพิพากษาประจาศาลฎีกา มีจานวนไม่เกิน 25
คน แต่งตั้งโดยประธานาธิ บดี ระดับรัฐ มีศาลสู ง (High Court) เป็ นศาลสู งสุ ดของแต่ละรัฐ
รองลงมาเป็ น Subordinate Courts ซึ่ งแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ
(2) การบริหารระดับรัฐ
                                                   ้่
โครงสร้างของฝ่ ายบริ หารในแต่ละรัฐ ประกอบด้วยผูวาการรัฐ (Governor) เป็ นประมุข
ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิ บดี รัฐบาลมลรัฐ (State Government)
ประกอบด้วยมุขมนตรี (Chief Minister) เป็ นหัวหน้า และคณะรัฐมนตรี ประจารัฐ (State Ministers)
                                                                           ั
ทั้งนี้ รัฐบาลแห่งรัฐจะมาจากพรรคการเมือง หรื อได้รับแต่งตั้งจากสภานิติบญญัติแห่งรัฐ
(Legislative Assembly)

ประวัติศาสตร์ โดยสั งเขป
                        ั
อินเดียมีประวัติศาสตร์ อนยาวนาน ประมาณ 1,500 ปี ก่อนคริ สต์กาล ชาวดราวิเดียน (Dravidian)
และชาวอารยัน (Aryan) ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในอินเดีย
โดยได้สร้างอารยธรรมอันเป็ นพื้นฐานของอารยธรรมฮินดูที่มีความคงทนต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
เช่น ศาสนาฮินดู ภาษาสันสกฤต และระบบ ชั้นวรรณะ
อารยธรรมอารยันหรื อฮินดูรุ่งเรื องมาจนถึงราวคริ สต์ศตวรรษที่ 12
แต่มีระยะหนึ่งที่อารยธรรมพุทธรุ่ งเรื องในอินเดีย คือ ตั้งแต่พุทธกาลถึงราว 3
                      ั
ศตวรรษก่อนคริ สต์ศกราชในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
ต่อมาอารยธรรมอิสลามได้เริ่ มขยายอิทธิ พลเข้ามาในอินเดียตั้งแต่คริ สต์ศตวรรษที่ 8
โดยพ่อค้ามุสลิมจากตะวันออกกลาง และจักรวรรดิอาหรับได้ส่งกองทัพมาโจมตีแคว้นซิ นด์
        ั ่
(ปั จจุบนอยูในปากีสถาน) จักรวรรดิที่มีความยิงใหญ่ในสมัยนั้น คือ จักรวรรดิโมกุล
                                                ่
(คริ สต์ศตวรรษที่ 16 -18) เป็ นสมัยที่มีการแพร่ ขยายอิทธิ พลวัินธรรมโมกุลอย่างกว้างขวาง
ทั้งในด้านการปกครอง ภาษา ศิลปะ สถาปั ตยกรรม และศาสนาอิสลาม อย่างไรก็ดี
ในสมัยของพระเจ้า Aurangzeb ซึ่ งเป็ นผูเ้ คร่ งศาสนาอิสลาม
ได้ออกกฎหมายที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวฮินดูและมุสลิม
และเป็ นเหตุให้ชาวอินเดียต่อต้านอานาจของจักรวรรดิ เมื่อสิ้ นอานาจของพระเจ้า Aurangzeb ในปี
2250 จักรวรรดิโมกุลก็ค่อยๆ แตกแยกและเสื่ อมลง เป็ นโอกาสให้องกฤษเข้ามามีอานาจแทนที่
                                                                  ั
และอังกฤษเริ่ มเข้าไปมีอิทธิ พลในอนุทวีปตั้งแต่คริ สต์ศตวรรษที่ 17 เพื่อค้าขายพร้อม ๆ
กับครอบครองดินแดนและแทรกแซงในการเมืองท้องถิ่น
                        ่
จนกระทังอินเดียตกอยูภายใต้การปกครองของอังกฤษ ในปี 2420
          ่
                          ิ
โดยมีสมเด็จพระราชิ นีวคตอเรี ยแห่งอังกฤษทรงดารงตาแหน่งสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอินเดีย
                              ั
หลังจากการรณรงค์ต่อสู ้กบการปกครองของอังกฤษมาเป็ นเวลานาน ภายใต้การนาของมหาตมะ
                                                    ่
คานธี อินเดียจึงได้รับเอกราชและร่ วมเป็ นสมาชิกอยูภายใต้เครื อจักรภพ เมื่อวันที่ 15 สิ งหาคม 2490
                            ์
โดยยังมีพระมหากษัตริ ยของอังกฤษเป็ นประมุข
                                   ้
และทรงแต่งตั้งข้าหลวงใหญ่เป็ นผูสาเร็ จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ ต่อมาในวันที่ 26 มกราคม
2493 ได้มีการสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย โดยมีประธานาธิบดีเป็ นประมุขของรัฐ
และนายเยาวหราล เนห์รู ดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรี คนแรกของอินเดีย

นโยบายรัฐบาลชุ ดปัจจุบัน
ด้ านการต่ างประเทศ
1. ดาเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็ นอิสระ (Independent Foreign Policy)
เน้นผลประโยชน์แห่งชาติเป็ นหลัก
                                                    ั          ั
ส่ งเสริ มความเท่าเทียมกันในการดาเนิ นความสัมพันธ์กบประเทศที่พินาแล้วกับประเทศกาลังพัิ
นา และส่ งเสริ มหลักการ Multi-Polarity
                                                      ั
2. ให้ความสาคัญสู งสุ ดกับการเสริ มสร้างความสัมพันธ์กบประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด
(Neighbourhood Diplomacy) คือ ประเทศสมาชิกของสมาคมความร่ วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้
(South Asia Association for Regional Cooperation : SAARC) 7 ประเทศ ได้แก่ บังคลาเทศ ภูฏาน
เนปาล มัลดีฟส์ ปากีสถานและศรี ลงกา ั
3. นอกจากประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม SAARC แล้ว ยังให้ความสาคัญกับ อัฟกานิสถาน อิรัก อิหร่ าน
และอาเซียน ซึ่ งถือเป็ นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดเช่นกัน
โดยให้ความสาคัญต่อการดาเนินนโยบายมองตะวันออก (Look East) อย่างต่อเนื่อง
                          ั
4. ส่ งเสริ มความสัมพันธ์กบจีน โดยเฉพาะความร่ วมมือทางเศรษฐกิจ
และการแก้ไขปั ญหาข้อพิพาทเรื่ องพรมแดน
                              ่
5. กระชับความสัมพันธ์ที่ดีอยูแล้วกับรัสเซี ยให้แน่นแฟ้ นยิงขึ้น
                                                          ่
                                        ้
โดยเฉพาะด้านการทหารและเทคโนโลยีดานอวกาศและนิวเคลียร์
6. ขยายความร่ วมมือกับสหรัฐ
โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
                                    ั
7.เพิมความสาคัญต่อความสัมพันธ์กบตะวันออกกลาง
      ่
โดยคานึงถึงรากฐานความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัินธรรม
                    ั
ในขณะเดียวกันก็ยงคงมีความร่ วมมือที่ใกล้ชิดกับอิสราเอลโดยเฉพาะด้านการทหาร
8. แสดงบทบาทเป็ นประเทศผูให้ต่อภูมิภาคแอฟริ กา โดยจัดตั้งกลุ่ม Team-9
                                ้
โดยอินเดียเป็ นศูนย์กลางและให้ความช่วยเหลือภายใต้กรอบ UNDP
แก่ประเทศแอฟริ กาตะวันตกอีก 8 ประเทศ คือ Bukina Faso, Cote d’Ivoire, Ivory Coast,
Equatorial Ginea, Ghana, Ghinea Bissau, Mali และ Senegal ในด้านความมันคงทางอาหาร
                                                                      ่
การขจัดความยากจน การพัินาการเกษตร
โดยคานึงถึงประชาชนเชื้อสายอินเดียที่อาศัยในภูมิภาคนี้ เป็ นจานวนมาก


สถานการณ์ ทสาคัญี่
การเมืองภายใน
พรรค Indian National Congress
                                                                 ้
เป็ นฝ่ ายได้รับคะแนนเสี ยงมากที่สุดในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรครั้งล่าสุ ด (ครั้ งที่ 14)
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2547 อย่างพลิกความคาดหมาย และเป็ นแกนนาจัดตั้งรัฐบาลผสม (14
พรรคพันธมิตร) เรี ยกว่า The United Progressive Alliance (UPA) โดยมี Dr. Manmohan Singh
เป็ นนายกรัฐมนตรี ชาวซิกข์คนแรกของอินเดีย
   ้                                         ้
ผูที่ได้รับเลือกเป็ นประธานโลกสภา (สภาผูแทนราษฎร) คือ นาย Somnath Chatterjee
ซึ่งเป็ นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ (Communist Party of India (Marxist) )
คนแรกที่ได้ดารงตาแหน่งดังกล่าว นาย Rajnath Singh ซึ่งเป็ นหัวหน้าพรรค BJP
        ้
เป็ นผูนาฝ่ ายค้านและพันธมิตรซึ่ งเรี ยกว่า National Democratic Alliance (NDA) ประกอบด้วยพรรค
BJP เป็ นแกนนาร่ วมกับพรรคอื่นๆ อีก 8 พรรค
การบริหารประเทศครบรอบ 2 ปี ของรัฐบาลนาย Manmohan Singh (พ.ค. 2549)
รัฐบาลซึ่ งเป็ นรัฐบาลผสม (United Progressive Alliance – UPA) ประกอบด้วยพรรคพันธมิตรต่างๆ
19 พรรค และมีพรรค Congress เป็ นแกนนา แถลงในโอกาสครบรอบ 2 ปี ว่า
สามารถพัินาประเทศตามแผน National Common Minimum Programme ได้อย่างดี
โดยสามารถแก้ปัญหาความมันคงภายในประเทศ
                               ่
ลดปัญหาความรุ นแรงในสังคมและความขัดแย้งระหว่างชนชั้นวรรณะ
ดาเนินการตามคามันสัญญาที่ให้ไว้ในการพัินาและส่ งเสริ มบทบาทของประชาชน
                       ่
ส่ งเสริ มการตรวจสอบความโปร่ งใสของรัฐบาลเพื่อสร้างธรรมาภิบาล
ให้โอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนที่ดอยโอกาส ้
                                                ั
และประสบผลสาเร็ จในการสร้างความสัมพันธ์กบประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศมหาอานาจ
                          ้
และประเทศอื่นๆ ที่เป็ นหุ นส่ วนทางเศรษฐกิจ
                            ่
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนี้ได้ผานพ้นการบริ หารประเทศครบสองปี ในบรรยากาศไม่ดีนก      ั
เนื่องจากแรงกดดันของพรรคการเมืองฝ่ ายซ้ายและพรรคร่ วมรัฐบาลที่เฝ้ าตรวจสอบและโจมตีนโย
บายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตลอดเวลาทาให้บางโครงการต้องสะดุดลง โดยพรรค BJP
ซึ่ งเป็ นพรรคแกนนาฝ่ ายค้านกลับไม่มีบทบาทในการกดดันรัฐบาลมากนัก
เนื่องจากมีปัญหาภายในพรรค BJP
พรรคการเมืองฝ่ ายซ้ายได้โจมตีนโยบายส่ งเสริ มการลงทุนจากต่างประเทศในกิจการค้าปลีก (FDI
in retail sectors) กิจการประกันภัย กิจการธนาคาร และการปรับปรุ งท่าอากาศยาน
และยังโจมตีการดาเนิ นนโยบายกับสหรัฐฯ และอิหร่ าน นอกจากนี้
รัฐบาลยังล้มเหลวในการแก้ปัญหาราคาสิ นค้าและน้ ามันที่เพิ่มขึ้น ปั ญหาหนี้สินของเกษตรกร
                                                              ั่
และล่าสุ ดโดนโจมตีอย่างหนักหลังรัฐบาลประกาศขึ้นโควต้าที่นงในสถาบันการศึกษาชั้นสู งแก่ชน
ชั้นล้าหลังเป็ นร้อยละ 27 (เดิมร้อยละ 22.5)
กระบวนการปรับความสั มพันธ์ กบปากีสถาน  ั
                                                                 ้
อินเดียกับปากีสถานต่างอ้างสิ ทธิ เหนือดินแดนแคชเมียร์ เนื่องจากผูปกครองแคว้นเป็ นชาวฮินดู
                   ่ ั
และเลือกที่จะอยูกนอินเดีย แต่ประชาชนส่ วนมากเป็ นชาวมุสลิม
                                   ่ ั
ซึ่งมีความเหมาะสมกว่าที่จะอยูกบปากีสถานซึ่ งเป็ นประเทศมุสลิม
อินเดียยือนกรานว่าแคว้นแคชเมียร์ เป็ นส่ วนหนึ่งของอินเดีย
และกรณี พิพาทจะต้องได้รับการแก้ไขในกรอบทวิภาคีเท่านั้น จึงปฏิเสธบทบาทจของประเทศ /
องค์การที่สามโดยเด็ดขาดขณะที่ปากีสถานต้องการให้มีการลงประชามติ และต้องการจะ
“Internationalize” ปัญหา แคชเมียร์ โดยประสงค์ให้นานาประเทศ /
องค์การที่สามเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย
                                 ั
ความสัมพันธ์สองประเทศมีพินาการดีข้ ึน เมื่ออดีตนรม. Atal Bihari Vajpayee และปธน.
Musharraf ได้ประกาศกระบวนการเจรจา Composite Dialogue ภายหลังการประชุมสุ ดยอด
SAARC (ม.ค. 2547) ที่กรุ งอิสลามาบัด
ซึ่ งเป็ นการรื้ อฟื้ นการเจรจาอีกครั้งภายหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่รัฐสภาอินเดียในปี 2544 โดย
Composite Dialogue เป็ นกระบวนการเจรจาที่มี roadmap
ระบุเงื่อนเวลาการเจรจาอย่างชัดเจนครอบคลุมทุกประเด็น เช่น
การแก้ไขปั ญหาเขตแดนโดยเฉพาะปัญหาในแคชเมียร์ (ปากีสถานให้ความสาคัญ)
เรื่ องการก่อการร้าย (อินเดียให้ความสาคัญ) กระบวนการสร้างความไว้เนื้ อเชื่ อใจ
และการส่ งเสริ มความสัมพันธ์ระดับประชาชนสู่ ประชาชน ขณะนี้ได้เจรจามาสามรอบแล้ว
และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในระดับหนึ่ง
                                                                                    ู้
อย่างไรก็ตาม เหตุระเบิดที่มุมไบ เกือบพร้อม ๆ กัน 7 แห่ งต้นเดือน ก.ค. 2549 ที่มีผบาดเจ็บ 700 คน
และเสี ยชีวต 200 คน นั้น อินเดียเชื่อว่าเป็ นฝี มือของกลุ่มก่อการร้าย Lashkar-e-Taiba (LeT)
               ิ
             ่
ที่มีฐานอยูในเขตแคชเมียร์ ของปากีสถาน ที่มีหน่วยข่าวกรอง Inter-Service Intelligence (ISI)
ของปากีสถานให้การสนับสนุนอยู่ โดยอาจจะร่ วมมือกับขบวนการ Islamic Movement of India
(SIMI) ซึ่ งเป็ นขบวนการผิดกฎหมายในอินเดีย แม้กลุ่ม LeT
จะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็ นผูก่อการร้ายดังกล่าวตั้งแต่ตน
                                   ้                        ้
แต่จากการที่เชื่อมันว่าปากีสถานอยูเ่ บื้องหลังเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าว
                       ่
กอปรกับกระแสความรู ้สึกต่อต้านปากีสถานของประชาชนชาวอินเดียที่มีอยูขณะนี้      ่
ทาให้ทางการอินเดียได้แจ้งขอเลื่อนการเจรจาระดับปลัด กต. ของทั้งสองฝ่ าย
จากเดิมที่จะมีข้ ึนในกรุ งนิวเดลีในวันที่ 21 ก.ค. ออกไปก่อนจนกว่าจะสามารถกาหนดวันใหม่ได้
ซึ่งการเจรจาระดับปลัด กต. นี้ก็เพื่อทบทวนความคืบหน้าการเจรจา Composite Dialogue
รอบที่สามที่เพิ่งเสร็ จสิ้ นไปเร็ วๆ นี้ กับเพื่อกาหนดวันสาหรับการเจรจาในสาขาต่างๆ
สาหรับรอบที่สี่ต่อไป ทั้งนี้ ความตึงเครี ยดได้ลดลงเล็กน้อย เมื่อ ปลัด กต.
สองฝ่ ายมีโอกาสหารื อกันในระหว่างการประชุม SAARC ระดับ ปลัด กต. ที่กรุ งธากา เมื่อวันที่ 31
ส.ค. 2549 โดยสองฝ่ ายเห็นร่ วมกันที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการระเบิดที่มุมไบ
       ั
แต่ยงไม่ได้ตกลงเรื่ องการประชุม Composite Dialogue

เศรษฐกิจการค้า

นโยบายด้ านเศรษฐกิจและสั งคมในปัจจุบัน
1) อนุรักษ์ ปกป้ อง และส่ งเสริ มความสมัครสมานสามัคคี
และความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม
             ั                              ่
2) ทาให้อตราการเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจ อยูในระดับ 7-8 % อย่างมีเสถียรภาพ
                                  ่
3) ส่ งเสริ มสวัสดิการและความอยูดีกินดีของเกษตรกรและแรงงาน
4) ส่ งเสริ มบทบาทของสตรี ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และกฏหมาย
5) ให้โอกาสอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะการศึกษาและการจ้างงาน แก่ชาวอินเดีย
วรรณะต่าและชนกลุ่มน้อย
6) ส่ งเสริ มบทบาทภาคเอกชน นักวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และวิชาชีพอื่นๆ
ซึ่งจะเป็ นพลังขับเคลื่อนที่สาคัญของสังคม

สภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจ
อินเดียเป็ นประเทศกาลังพัินาที่มีรายได้ต่า ประชากรกว่าร้อยละ 60 ยังประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ปั ญหาความยากจนและการว่างงานเป็ นปั ญหาสาคัญ
เนื่องจากการปิ ดประเทศและดาเนินนโยบายปกป้ องอุตสาหกรรมภายในมานาน อย่างไรก็ดี
อินเดียเริ่ มเปิ ดเสรี ทางเศรษฐกิจ เมื่อปี 2534 เนื่องจากต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่าอย่างรุ นแรง
จุดเปลี่ยนที่สาคัญ คือ การแปรรู ปรัฐวิสาหกิจ
ซึ่ งส่ งผลให้มีการลงทุนจากต่างชาติในกิจการด้านไฟฟ้ า พลังงาน และอุตสาหกรรมต่างๆ
                           ้
นอกจากนี้ ได้เปิ ดเสรี ดานโทรคมนาคมและการสื่ อสารในปี 2543
ทาให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของอินเดียดีข้ ึนเรื่ อยๆ
         ั
ปั จจุบนอินเดียเป็ นตลาดใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างยิงจากนานาชาติ
                                                           ่
ในปี 2547 เศรษฐกิจอินเดียเติบโตเป็ นอันดับที่ 12 ของโลก และเป็ นอันดับ 3
ในเอเชียรองจากญี่ปุ่นและจีน โดยมี GDP 505.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เศรษฐกิจอินเดียไตรมาสสุ ดท้ายของ ปี 2546 เติบโตถึงร้อยละ 10
เนื่องจากเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตรได้เต็มที่ การส่ งออกเติบโตถึงร้อยละ 10
รายได้จากการลงทุนโดยตรงของต่างชาติมีจานวน 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยต่าลง
                    ่
อัตราเงินเฟ้ ออยูในระดับร้อยละ 4.91 ตลาดเงินทุนแข็งแกร่ ง เงินทุนสารองต่างประเทศสู งกว่า 1
แสนล้านดอลลาร์ สหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

การสร้ างเมืองเทคโนโลยีสารสนเทศเเห่ งอินเดีย (Silicon Valley)
อินเดียมีความเจริ ญก้าวหน้าในด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นอย่างยิง      ่
                                       ่
โดยเติบโตอย่างรวดเร็ วในช่วง 10 ปี ที่ผานมา สร้างรายได้จาก 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2534
เป็ น 17.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2545 ซึ่ งเป็ นมูลค่าการส่ งออกซอฟต์แวร์ และบริ การถึง 9.6
พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2547 ทั้งนี้
                                                  ่
เพราะอินเดียมีประชากรร้อยละ 6 ที่มีความเป็ นอยูและการศึกษาดีในระดับนานาชาติ
และมีสถาบันการศึกษาคุณภาพสู งที่เน้นการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
นอกจากนี้ อินเดียยังเห็นว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เป็ นอุตสาหกรรมสะอาดปราศจากมลพิษ
เป็ นการสร้างทรัพย์สินทางปั ญญา ซึ่ งมีการลงทุนต่าและมีมูลค่าเพิ่มในการส่ งออกสู งมาก
ประกอบกับการสนับสนุนอย่างจริ งจังของภาครัฐ ทั้งในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น
มีการจัดตั้งองค์กรเฉพาะของภาครัฐ ที่ทาหน้าที่สนับสนุนการพัินาการส่ งออกซอฟต์แวร์ คือ
Software Technology Parks of India (STPI)
                                         ั
รัฐกรณาฏกะ (Karnataka) เป็ นรัฐที่มีศกยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสู งที่สุดของประเทศ
                                                         ั                   ั
โดยเฉพาะที่เมืองบังกาลอร์ ซ่ ึ งเป็ นเมืองหลวง โดยมีบริ ษทชั้นนากว่า 30 บริ ษท ได้ชื่อว่าเป็ น Silicon
Valley แห่งอินเดีย ซึ่ งเป็ นศูนย์รวมแห่งอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ที่ใหญ่เป็ นอันดับ 4 ของโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอินเดีย

ด้ านการทูต
ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอินเดีย เมื่อวันที่ 1 สิ งหาคม 2490
                                      ่
ขณะนี้ไทยมีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยูที่กรุ งนิวเดลี และมีสถานกงสุ ลใหญ่อีก 3 แห่ง
ที่เมืองกัลกัตตา เมืองมุมไบ และเมืองเจนไน ปั จจุบน นายจีระศักดิ์ ธเนศนันท์
                                                 ั
ดารงตาเเหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจาสาธารณรัฐอินเดีย โดยเข้ารับตาเเหน่ง เมื่อปี พ.ศ. 2546
ส่ วนอินเดียมีสถานเอกอัครราชทูตที่กรุ งเทพฯ และมีสถานกงสุ ลใหญ่ที่เชียงใหม่
และกาลังจะเปิ ดที่สงขลา โดยมีนางสาวละตา เรดดี (Latha Reddy)
เป็ นเอกอัครราชทูตอินเดียประจาประเทศไทย และเข้ารับต่าแหน่งเมื่อ มกราคม 2550

ด้ านการเมือง
ในช่วงสงครามเย็นและสงครามกัมพูชา ความสัมพันธ์ไทย-อินเดียค่อนข้างห่างเหิ น
เนื่องจากไทยเห็นว่าอินเดีย (ภายใต้การนาของนางอินทิรา คานธี ) มีความใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต
และรับรองรัฐบาลเฮง สัมริ น ในขณะที่ไทยเป็ นสมาชิก SEATO
ซึ่ งอินเดียเห็นว่าไทยมีความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และเป็ นพันธมิตรกับปากีสถาน อย่างไรก็ดี
ความสัมพันธ์ ไทย-อินเดียใกล้ชิดขึ้นในปลายทศวรรษที่ 1980
เมื่ออินเดียเริ่ มดาเนิ นนโยบายเปิ ดเสรี ทางเศรษฐกิจในปี 2534 และดาเนินนโยบายมองตะวันออก
(Look East Policy)
ที่ให้ความสาคัญกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้และเอเชียตะวันออกมากขึ้น
ซึ่ งสอดคล้องกับนโยบายมองตะวันตก (Look West Policy) ของไทย
ที่ให้ความสาคัญกับภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริ กา
ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจึงพัินาไปในทางที่ดีข้ ึน
โดยมีการเปลี่ยนแปลงการเยือนระดับสู งหลายครั้ง ในช่วงปี 2544-2546 ในสมัยรัฐบาลพรรค BJP
ของอดีตนายกรัฐมนตรี Vajpayee และรัฐบาลชุดใหม่ของอินเดียภายใต้การนาของพรรคคองเกรส
                      ั                                    ั
ได้แสดงเจตจานงที่ชดเจนว่าต้องการกระชับความสัมพันธ์กบไทยให้แน่นแฟ้ นยิงขึ้น   ่
กลไกความร่ วมมือทวิภาคีที่สาคัญ คือ คณะกรรมาธิ การร่ วมเพื่อความร่ วมมือทวิภาคี (Joint
Commission for Bilateral Cooperation) จัดตั้งเมื่อปี 2532 และมีการประชุมไปทั้งหมดแล้ว 4 ครั้ง
นอกจากนี้ จากผลการเยือนอินเดียของนรม. เมื่อ 3 มิ.ย. 2548
             ั
สองฝ่ ายได้จดตั้งกลไกคณะกรรมการร่ วม (Joint Working Group) ระดับอธิบดี
เพื่อติดตามและเร่ งรัดความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ครอบคลุมทุกสาขา
และเพื่อเสริ มกลไกความร่ วมมือคณะกรรมาธิ การร่ วม (JC) ที่มีอยูเ่ ดิมแล้ว
โดยได้มีการประชุมครั้งที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 9-10 มกราคม 2549

ด้ านความมั่นคง
ไทยและอินเดียมีความร่ วมมือด้านความมันคงในกรอบคณะทางานร่ วมด้านความมันคง ไทย-
                                          ่                                  ่
อินเดีย (Thailand-India Joint Working Group on Security)
ฝ่ ายไทยมีเลขาธิ การสภาความมันคงแห่งชาติเป็ นหัวหน้าคณะ
                                ่
ฝ่ ายอินเดียมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศซึ่ งรับผิดชอบงานด้านความมันคงเป็ นหัวหน้าคณะ
                                                                         ่
มีการประชุมกันแล้ว 4 ครั้ง เมื่อเดือนพฤษภาคม ธันวาคม 2546 สิ งหาคม 2547 และตุลาคม 2548
ล่าสุ ด ไทยเป็ นเจ้าภาพการประชุมครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2550

ด้ านเศรษฐกิจ
ไทยให้ความสาคัญต่อการดาเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอินเดียอย่างยิง  ่
โดยคานึงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของอินเดีย
ทั้งในแง่ของการอัตราการเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจและขนาดของตลาด ซึ่งมีประชากรระดับกลาง-
สู ง ที่มีกาลังซื้ อสู ง ประมาณ 300 ล้านคน
ตลอดจนความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กลไกที่สาคัญได้แก่
คณะกรรมการร่ วมทางการค้า (Joint Trade Committee) ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส จัดตั้งเมื่อปี 2532
มีการประชุมครั้งล่าสุ ด เมื่อเดือนกันยายน 2546

การค้ า
การค้าไทย-อินเดียในปี 2549 มีมูลค่า 3,406.9 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ คิดเป็ นสัดส่ วน 1.33
ของมูลค่าการค้าไทยต่อโลก เพิมขึ้นร้อยละ 21.43 ไทยส่ งออก 1,803.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
                             ่
และนาเข้าจากอินเดีย 1,603.3 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ โดยไทยได้ดุลครั้งแรกในปี 2548 มูลค่า 255.8
ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2548 อินเดียเป็ นคู่คาลาดับที่ 19 ของไทย
                                           ้
และมูลค่าการลงทุนของไทยในอินเดียเป็ นลาดับที่ 3 ในกลุ่มอาเซี ยนรองจากสิ งคโปร์ และมาเลเซี ย

การจัดตั้งเขตการค้ าเสรี ไทย-อินเดีย (Free Trade Area : FTA)
ไทยและอินเดียได้ร่วมลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย
เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ในระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็ นทางการของนายกรัฐมนตรี อินเดีย
            ั
โดยมีวตถุประสงค์เพื่อให้เป็ นกลไกสาคัญที่จะขจัดอุปสรรคทางการค้าและช่วยขยายการค้าระหว่าง
                               ั
กัน นอกจากนี้ เขตการค้าเสรี ยงจะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติดวย  ้
สาระสาคัญของกรอบความตกลงฯ คือ
1) เริ่ มการเจรจาการค้าสิ นค้าในเดือนมกราคม 2547 ให้แล้วเสร็ จเดือนมีนาคม 2548
และกาหนดเปิ ดเสรี ลดภาษีเหลือ 0 ภายในปี 2553
2) ให้ทยอยเปิ ดเสรี การค้าบริ การและการลงทุนในสาขาที่มีความพร้อมก่อน
โดยเริ่ มเจรจาเดือนมกราคม 2547 และให้เสร็ จภายในเดือนมกราคม 2549
                                                                                       ั
3) สิ นค้าเร่ งรัดการลดภาษี (Early Harvest Scheme : EHS) 82 รายการ เริ่ มมีผลบังคับใช้วนที่ 1
กันยายน 2547 โดยลดภาษีลง 50% จากอัตราภาษี ณ วันที่ 1 มกราคม 2547 จากนั้นวันที่ 1 กันยายน
2548 ลดภาษีลง 75% และในวันที่ 1 กันยายน 2549 ลดลง 100% หรื อภาษีเป็ น 0
ซึ่ งเป็ นผลให้มูลค่าการค้าไทย-อินเดีย เพิมขึ้นอย่างมาก
                                          ่
          ั
ปัจจุบนสองฝ่ ายยังคงผลักดันการเจรจาในกรอบ FTA ต่อไป โดยได้เจรจามาแล้ว 14 ครั้ง
และคาดว่าจะสามารถสรุ ปการเจรจาในกรอบการค้าสิ นค้าได้ภายในปี 2550

การลงทุน
                                                                                     ่
ในปี 2549 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยลงทุนในอินเดียมูลค่ารวม 75.6 ล้านบาท โดยในรอบ 10 ปี ที่ผานมา
                                         ั
โครงการของอินเดียในไทยได้รับการอนุมติมี 144 โครงการ มีมูลค่า 831.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่ วนใหญ่เป็ นโครงการลงทุนขนาดเล็กและกลาง นอกจากนั้น
มีกลุ่มเครื อเจริ ญโภคภัณฑ์เข้าไปลงทุนในเจนไน บริ ษท Delta Electronic, Stanley Electric
                                                   ั
Company และ Stanley Automative ในกัวร์ กาวน์ (Gurgaon) ธนาคารกรุ งไทยในมุมไบ
และมีการลงทุนร่ วมระหว่าง Thai Summit กับ Neel Auto ส่ วนใหญ่เป็ นการลงทุนสาขาเคมีภณฑ์  ั
และกระดาษ สาขาอิเล็กทรอนิกส์และเครื่ องใช้ไฟฟ้ า และสาขาเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร
ในปี 2549 โครงการลงทุนจากอินเดียที่ได้รับอนุมติส่งเสริ มการลงทุน มีจานวน 18 โครงการ
                                               ั
เพิ่มขึ้น 2 โครงการ จากปี 2548 ในแง่มูลค่าการลงทุนมีการลงทุนทั้งสิ้ น 2,671 ล้านบาท
                                             ั
โครงการส่ วนใหญ่เป็ นการลงทุนในสาขาเคมีภณฑ์และกระดาษ
                                                     ั    ั
และสาขาอิเล็กทรอนิกส์และเครื่ องใช้ไฟฟ้ า โดยปัจจุบนบริ ษท Tata
ได้เข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมรถปิ กอัพและอุตสาหกรรมเหล็กที่ไทยแล้ว
ด้ านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
ไทยและอินเดียได้ร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยความร่ วมมือว่าด้วยวิทยาศาสตร์
วิชาการและสิ่ งแวดล้อม และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ณ กรุ งนิวเดลี
           ั
และได้จดการประชุมคณะกรรมการร่ วมว่าด้วยความร่ วมมือด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ไทย-
อินเดีย ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ที่กรุ งเทพฯ ล่าสุ ด การประชุมคณะกรรมการร่ วมครั้งที่ 2
จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 ที่กรุ งนิวเดลี ภายใต้ความตกลงดังกล่าว
                                                             ั
ครอบคลุมกิจกรรมส่ งเสริ มความร่ วมมือ เช่น การร่ วมวิจยและพัินา การฝึ กอบรม
และการศึกษาดูงาน ในสาขาต่างๆ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอวกาศ
เทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรวิทยา ยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยาง เป็ นต้น นอกจากนี้
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติ (NECTEC)
                                                                ั       ้
สานักงานพัินาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้คดเลือกผูรับทุนเยาวชนไทย จานวน 100
คน ไปฝึ กอบรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ณ Infosys Leadership Institute (ILI) เมืองไมเซอร์
                                                                      ั
ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547- วันที่ 9 มีนาคม 2548 โดยบริ ษท Infosys
                    ั
สนับสนุนค่าที่พกค่าอาหาร ค่าเดินทางในประเทศอินเดีย และค่าทัศนศึกษา

การท่องเที่ยว
                                                                                   ั
ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียเป็ นตลาดที่สาคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยเป็ นตลาดใหญ่อนดับที่ 14
เมื่อเทียบกับตลาดขาเข้าจากประเทศอื่นๆ ของไทย และมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3.43
ชาวอินเดียนิยมมาท่องเที่ยวที่ไทยเป็ นอันดับ 2 รองจากสิ งคโปร์ โดยในปี 2549 (ม.ค.-ต.ค.)
มีจานวน 315,766 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2548 ร้อยละ 21.20 คิดเป็ นร้อยละ 5
                                                ั
ของนักท่องเที่ยวอินเดียทั้งหมด ไทยส่ งเสริ มให้นกท่องเที่ยวอินเดียมาไทย
โดยเน้นนักท่องเที่ยวตลาดบน ซึ่ งมีจานวนกว่า 100 ล้านคน และมีเป้ าหมายให้มาใช้บริ การ
ด้านสุ ขภาพ การพักผ่อนหย่อนใจ ธุ รกิจ/การประชุมสัมมนา
สาหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปอินเดีย ประมาณ 30,000 คนต่อปี
                   ่
ส่ วนใหญ่เพื่อไปเยียมชมสังเวชนียสถาน หรื อเพื่อการศึกษา

ด้ านการบิน
เมื่อเดือนตุลาคม 2546 อดีตนายกรัฐมนตรี อินเดีย (นาย Vajpayee)
ประกาศว่าจะดาเนิ นนโยบายเปิ ดน่านฟ้ าเสรี (Open Skies Policy) โดยอินเดียให้สิทธิไทยบินไป
เดลี กัลกัลตา เจนไน มุมไบ 7 เที่ยวต่อสัปดาห์ และให้บินไปเมืองท่องเที่ยวอีก 18 เมืองในอินเดีย
รวมทั้งพุทธคยาและพาราณสี (เริ่ มบินเมื่อ ต.ค. 49) โดยไม่จากัดจานวนเที่ยวบิน
โดยมีเงื่อนไขคือไม่ให้ Fifth Freedom Rights (ในการบินต่อไปยังจุดอื่น)
และให้สายการบินทาความตกลงทางพาณิ ชย์ (มิใช่ให้สิทธิ บินเสรี โดยอัตโนมัติ)
ในขณะที่ไทยให้สิทธิอินเดียบินมายังกรุ งเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และเมืองอื่นๆ ได้ 7 วันต่อสัปดาห์
โดยในผลการเจรจาการบินล่าสุ ด เมื่อวันที่ 9-10 ก.พ. 2549 ที่กรุ งเทพ
                                                 ั่                           ั่
ไทยเจรจาได้สิทธิความจุที่ประมาณ 18,000 ที่นง/สัปดาห์ จากเดิม 8,606 ที่นง/สัปดาห์ โดยเป็ น
quota ที่อินเดียจะทยอยให้ในระยะ 3 ปี และไทยได้สิทธิบินไปเมืองไฮเดอราบาด 3 เที่ยว/สัปดาห์
ซึ่ งจะมีผลบังคับใช้ในช่วง ต.ค. 2549 – มี.ค. 2550
             ั
นอกจากนี้ยงสิ ทธิ ในการบินไปบังกะลอร์ และเจนไน 7 เที่ยว/สัปดาห์ จากเดิม 5 เที่ยว/สัปดาห์
และเพิมเที่ยวบินกรุ งเทพฯ-นิวเดลี 7 เที่ยวเป็ น 14 เที่ยว แต่ให้มีผลบังคับใช้ในเดือน มี.ค. 2551-ต.ค.
        ่
                           ั
2552 ซึ่ง ครม. ได้มีมติอนุมติผลการเจรจาดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2549

การเชื่อมโยงเครือข่ ายคมนาคม
ในปี 2544
นายกรัฐมนตรี ไทยและอินเดียเห็นพ้องให้มีความร่ วมมือไตรภาคีในการเชื่ อมโยงถนนระหว่างไทย-
พม่า-อินเดีย เพื่อส่ งเสริ มการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการไปมาหาสู่ ระหว่างประชาชน
โดยเชื่ อว่า
การเชื่อมโยงเครื อข่ายคมนาคมดังกล่าวจะเป็ นประโยชน์ต่อการขยายความร่ วมมือทางเศรษฐกิจระ
หว่างภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน
ไทยและพม่าได้ลงนามสัญญาก่อสร้างเส้นทางระยะแรก 18 กม. (แม่สอด-เมียวดี-เชิงเขาตะนาวศรี )
เมื่อ ก.พ. 48 และก่อสร้างแล้วเสร็ จเมื่อเดือนมิถุนายน 2549 นอกจากนี้ ไทยและพม่าได้ลงนาม
MOU เพื่อสารวจเส้นทางและออกแบบเส้นทางระยะต่อจากกม.ที่ 18 ยาว 40 กม. (เชิงเขาตะนาวศรี -
                                ั
กอกะเร็ ก) โดยครม.มีมติอนุมติเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2548 ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า
สาหรับการทา feasibility study ทั้งนี้
ได้มีการประชุมคณะทางานสามฝ่ ายด้านเทคนิคและการเงินที่กรุ งนิวเดลี ระหว่างวันที่ 6-7 กันยายน
2549 โดยตกลงให้ศึกษาความเป็ นไปได้ในการหารายได้ (financial feasibility study)
จากการก่อสร้างถนนทั้งสาย
และไทยและอินเดียยืนยันข้อเสนอให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่พม่า

ด้ านการศึกษา
ไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่ วมมือด้านการศึกษาไทย-อินเดีย
ในการเยือนอินเดียของนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนมิถุนายน 2548
                                                                                        ั
ซึ่ งเป็ นการส่ งเสริ มพัินาการทางด้านการศึกษาร่ วมกัน โดยครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนการวิจย
ข้อมูลและเครื่ องมือการสอน การแลกเปลี่ยนนักศึกษา นักวิชาการ คณาจารย์ระหว่างกัน
การจัดสัมมนา การประชุมร่ วมกัน การให้ทุนการศึกษา เป็ นต้น
                       ั
ซึ่ งจะยังประโยชน์ให้กบการพัินาทรัพยากรมนุษย์ของทั้งสองประเทศอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ

ด้ านสั งคมและวัฒนธรรม
                   ั
ไทยกับอินเดียได้จดทาความตกลงว่าด้วยความร่ วมมือด้านวัินธรรม เมื่อปี 2520
แต่ยงขาดการดาเนิ นการที่ต่อเนื่อง และไม่มีผลเป็ นรู ปธรรมชัดเจน ดังนั้น
      ั
ในการประชุมคณะกรรมาธิ การร่ วมฯ ครั้งที่ 4 เมื่อกุมภาพันธ์ 2546
                                            ั
ฝ่ ายไทยจึงได้เสนอให้มีการจัดทาแผนปฏิบติการ (Plan of Action)
                                                                ้
เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนกิจกรรมในอันที่จะส่ งเสริ มความสัมพันธ์ดานวัินธรรมและความเข้าใจอัน
                                                    ั
ดีระหว่างประชาชนกับประชาชน โดยมีเป้ าหมายที่ชดเจนและมีผลอย่างเป็ นรู ปธรรม
เนื่องจากความร่ วมมือทางวัินธรรมจะเป็ นกลไกสาคัญที่จะทาให้ประชาชนทั้งสองฝ่ ายใกล้ชิดกัน
ยิงขึ้น อันจะนาไปสู่ ความร่ วมมือในด้านอื่นๆ ต่อไป
   ่
               ่                              ั
ขณะนี้กาลังอยูในระหว่างการจัดทาแผนปฏิบติการดังกล่าว
นอกจากนี้
                                                  ั
สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจาประเทศไทยได้จดตั้งศูนย์อินเดียศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสต
ร์ และศูนย์สันสกฤตศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และเมื่อครั้งที่อดีตนายกรัฐมนตรี นาย Vajpayee
เยือนไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2546
                                          ั
สองฝ่ ายเห็นชอบที่จะให้มีการจัดตั้งศูนย์วินธรรมไทยและอินเดียในแต่ละประเทศ
          ั           ่
ขณะนี้ท้ งสองฝ่ ายอยูในระหว่างการหาสถานที่ที่เหมาะสม

              ่
ความตกลงทีสาคัญกับประเทศไทย
1. ความตกลงทางการค้า (ปี 2511)
2. ความตกลงว่าด้วยการบริ การเดินอากาศ (ปี 2512)
3. ความตกลงว่าด้วยความร่ วมมือด้านวัินธรรม (ปี 2520)
                                         ้
4. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซอน (ปี 2528)
5.
ความตกลงว่าด้วยความร่ วมมือระหว่างสานักงานคณะกรรมการส่ งเสริ มการลงทุนของไทยและอินเ
ดีย (ปี 2540)
                                    ้
6. ความตกลงว่าด้วยการส่ งเสริ มและคุมครองการลงทุน (ปี 2543)
7. ความตกลงว่าด้วยความร่ วมมือในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ในทางสันติ (ปี 2543)
8. ความตกลงว่าด้วยความร่ วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปี 2544)
9. ความตกลงว่าด้วยความร่ วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่ งแวดล้อม (ปี 2545)
10. ความตกลงว่าด้วยความร่ วมมือด้านการสารวจและใช้ประโยชน์จากอวกาศส่ วนนอก (ปี 2545)
11. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่ วมมือทางวิชาการเกษตร เทคโนโลยีการเกษตร
และเศรษฐกิจการเกษตร (ปี 2546)
12. กรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย (ปี 2546)
13. ความตกลงด้านความร่ วมมือทางการท่องเที่ยว (ปี 2546)
14.
                                                  ้
ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสาหรับผูถือหนังสื อเดินทางทูตและหนังสื อเดินทางรา
ชการ (ปี 2546)
15. โครงการความร่ วมมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (ปี 2546)
16. สนธิ สัญญาความช่วยเหลือซึ่ งกันและกันทางกฎหมายในเรื่ องทางอาญา (ปี 2547)
17. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่ วมมือด้านการศึกษา ไทย-อินเดีย (ปี 2548)
18. บันทึกความตกลงว่าด้วยมิตรภาพและความร่ วมมือระหว่างจังหวัดภูเก็ตกับเมืองพอร์ ตแบลร์ (ปี
2548)
19. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่ วมมือด้านพลังงานหมุนเวียน (ปี 2550)
             ั
20. แผนปฏิบติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนทางวัินธรรม ระหว่างปี 2550-2552 (ปี 2550)



การเยือนของผู้นาระดับสู ง
ฝ่ ายไทย
พระบรมวงศานุวงศ์
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย
ในฐานะอาคันตุกะของรองประธานาธิบดีอินเดีย เมื่อวันที่ 10-28 มีนาคม 2530 (ค.ศ. 1987)
- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จฯ เยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการ เมื่อวันที่
7-21 เมษายน 2535 (ค.ศ. 1992)
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการ
เพื่อทรงร่ วมพิธีมอบรางวัล UNEP Sasakawa Environment Prize เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน - 1
ธันวาคม 2539 (ค.ศ. 1996)
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย
(หมู่เกาะอันดามันและนิ โคบาร์ ) อย่างเป็ นทางการ เมื่อวันที่ 21-25 ธันวาคม 2539 (ค.ศ. 1996)
- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จฯ เยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการ
                                                                            ั
พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และหม่อมเจ้าหญิงสิ ริวณวรี มหิ ดล
ตามคากราบบังคมทูลเชิญของรองประธานาธิบดีอินเดีย เมื่อวันที่ 23-27 ธันวาคม 2541 (ค.ศ. 1998)
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ วางศิลาฤกษ์ ณ
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 (ค.ศ. 2001)
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดียเป็ นการส่ วนพระองค์
เมื่อวันที่ 2-12 เมษายน 2544 (ค.ศ. 2001)
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนกรุ งนิวเดลี
เพื่อร่ วมสัมมนา “International Conference on Biodiversity and Natural Products: Chemistry and
Medical Application” และทรงบรรยายทางวิชาการในการสัมมนาดังกล่าว เมื่อวันที่ 26-31 มกราคม
2547 (ค.ศ. 2004)
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนกรุ งนิวเดลี
เพื่อร่ วมประชุม “International Conference on Chemistry Biology Interface : Synergy New
Frontiers” เมื่อวันที่ 19-26 พฤศจิกายน 2547 (ค.ศ. 2004)
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการ
ตามคากราบบังคมทูลเชิญของรองประธานาธิบดีอินเดีย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์- 10 มีนาคม 2548
(ค.ศ. 2005)
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย เพื่อรับรางวัล Indira
Gandhi Prize for Peace, Disarmament and Development เมื่อวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2548
-สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย
เพื่อเข้าร่ วมการประชุม Third World Organization for Women in Science (TWOWS) Third
General Assembly and International Conference ที่เมืองบังกาลอร์ เมื่อวันที่ 21-25 พฤศจิกายน
2548 และ ที่กรุ งนิวเดลี เมื่อวันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2548
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ
                        ั                ั                       ั
พร้อมด้วยคณะนักวิจยจากสถาบันวิจยจุฬาภรณ์ และคณะของบริ ษทปูนซีเมนต์ไทย เยือนอินเดีย
                                                                   ั
ระหว่างวันที่ 10-13 ตุลาคม 2549 เพื่อทอดพระเนตรกิจการของบริ ษท Shantha Biotechnics
Limited เมืองไฮเดอราบัด ในวันที่ 12 ตุลาคม 2549
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ
เยือนอินเดียเป็ นการส่ วนพระองค์ เพื่อเข้าร่ วมการประชุมกับ WTO ระหว่างวันที่ 8-12 พฤศจิกายน
2549
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย ระหว่างวันที่ 5-9 มีนาคม
2550 โดยทรงเป็ นพระอาคันตุกะของ รมว กต อินเดีย โดยเสด็จฯ เยือนกรุ งนิวเดลี รัฐคุชราต
รัฐกรณาฏกะ รัฐเบงกอลตะวันตก และรัฐทมิฬนาดู
- พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินดดามาตุ ั
จะเสด็จไปทรงเป็ นประธานในพิธีเปิ ดโครงการฉลองมหามงคลพุทธารามมหาราชชยันตี ณ
วัดไทยพุทธคยาอินเดีย เมืองคยา รัฐพิหาร ระหว่างวันที่ 24-26 มีนาคม 2550
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนอินเดีย
เพื่อทรงเปิ ดนิทรรศการภาพถ่ายฝี พระหัตถ์ “Bharata In Reflection”
และทรงระนาดเอกเบิกโรงการแสดงโขนไทยสู่ แดนรามายณะ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 60
ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-อินเดีย ระหว่างวันที่ 9-11 สิ งหาคม 2550
รัฐบาล
- พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดีย
นับเป็ นการเยือนอย่างเป็ นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี ไทย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม - 1 เมษายน
2532 (ค.ศ. 1989)
- นายสุ รินทร์ พิศสุ วรรณ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เยือนอินเดียตามคาเชิญของนาย Salman Khurshid
รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 9-12 พฤศจิกายน 2537 (ค.ศ. 1994)
- นายพิทกษ์ อินทรวิทยนันท์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
            ั
เยือนอินเดียเพื่อหาลู่ทางขยายการค้าและการลงทุนในกรอบ BIMST-EC เมื่อวันที่ 27-31 พฤษภาคม
2540 (ค.ศ. 1997)
- พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ประธานที่ปรึ กษาพิเศษของนายกรัฐมนตรี
                                                                     ้
ด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ เดินทางไปกรุ งนิวเดลีในฐานะผูแทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 24-25 มิถุนายน 2540 (ค.ศ. 1997)
                                     ่
- นายสุ รินทร์ พิศสุ วรรณ รัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการ
                                             ่
ตามคาเชิญของนาย Jaswant Singh รัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 8-10
กรกฎาคม 2543 (ค.ศ. 2000)
                                         ่
- นายสุ รเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการ
เมื่อวันที่ 11-14 กรกฎาคม 2544 (ค.ศ. 2001)
- พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการ เมื่อวันที่ 26-29 พฤศจิกายน
2544 (ค.ศ. 2001)
- พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545
(ค.ศ. 2002)
- นพ.พรหมินทร์ เลิศสุ ริยเ์ ดช รองนายกรัฐมนตรี ไปอินเดีย เพื่อประชุม ASEAN-India Business
Summit เมื่อวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2545 (ค.ศ. 2002)
                                       ่
- นายสุ รเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศ
เข้าร่ วมประชุมคณะกรรมาธิ การร่ วม ไทย-อินเดีย ครั้งที่ 4 ที่กรุ งนิวเดลี เมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์
2546 (ค.ศ. 2003)
                                     ่
- น.พ.สุ รพงษ์ สื บวงษ์ลี รัฐมนตรี วาการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร
เข้าร่ วมงาน India-Soft 2003 โดยเป็ นแขกของรัฐบาลอินเดีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 (ค.ศ. 2003)
- นายกร ทัพพะรังสี รองนายกรัฐมนตรี จัด Roadshow ที่กรุ งนิวเดลี มุมไบ บังกาลอร์ และเจนไน
                             ่
โดยเป็ นแขกของรัฐมนตรี วาการกระทรวงพาณิ ชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย เมื่อวันที่ 5-10 สิ งหาคม
2546 (ค.ศ. 2003)
                                           ่
- นายสุ รเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศ
เยือนเมืองชัยปุระและกรุ งนิวเดลี เพื่อร่ วมการประชุมระดับรัฐมนตรี ไทย-พม่า-อินเดีย
เรื่ องการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 21-23 ธันวาคม 2546 (ค.ศ.2003)
                                       ่
- นายสุ รเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการ
                           ่
ตามคาเชิ ญของรัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 8-10 มิถุนายน 2547
(ค.ศ.2004)
                                ่
- นายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรี วาการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
เยือนเจนไนและบังกาลอร์ และร่ วมงาน “Bangalore Bio 2004” เมื่อวันที่ 9-11 กรกฎาคม 2547
(ค.ศ.2004)
           ั
- นายอุทย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาเยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการ
ตามคาเชิญของประธานโลกสภาและประธานราชยสภา เมื่อวันที่ 11-18 กรกฎาคม 2547 (ค.ศ.2004)
                                         ่
- นายสุ รเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนอินเดีย
เพื่อถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ที่เมืองพุทธคยา รัฐพิหาร เมื่อวันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2547
(ค.ศ.2005) และเพื่อกล่าวสุ นทรพจน์ในการสัมมนา “Hindustan Times Leadership Initiative”
- พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดีย (working visit) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 (ค.ศ.
2005)
                                   ่
- นายกันตธี ร์ ศุภมงคล รัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศ
เยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการระหว่างวันที่ 7-8 สิ งหาคม 2549 (ค.ศ. 2006)
ก่อนหน้าการเข้าร่ วมการประชุมระดับรัฐมนตรี BIMSTEC ครั้งที่ 9 ที่กรุ งนิวเดลี ที่มีข้ ึนในวันที่ 9
สิ งหาคม 2549 (ค.ศ. 2006)
- พลเอก สุ รยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนอินเดียอย่างเป็ นทางการ ระหว่างวันที่ 25-27
มิถุนายน 2550 (ค.ศ. 2007)
ฝ่ ายอินเดีย
- นาย V. V. Giri ประธานาธิ บดีอินเดีย เยือนไทยอย่างเป็ นทางการ เมื่อปี 2515 (ค.ศ. 1972)
- นาย Rajiv Gandhi นายกรัฐมนตรี อินเดีย เยือนไทยอย่างเป็ นทางการ เมื่อวันที่ 19-20 ตุลาคม 2529
(ค.ศ. 1986)
- นาย P.V. Narasimha Rao นายกรัฐมนตรี อินเดีย เยือนไทยอย่างเป็ นทางการ เมื่อวันที่ 7-10
เมษายน 2536 (ค.ศ. 1993)
- นาง Vasundhara Raje รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย
เยือนไทยอย่างเป็ นทางการ เมื่อวันที่ 6-8 กรกฎาคม 2542 (ค.ศ. 1999)
                                       ่
- นาย Yashwant Sinha รัฐมนตรี วาการกระทรวงการคลัง เข้าร่ วมการประชุม ACD ครั้งที่ 1 ที่ชะอา
จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 18-19 มิถุนายน 2545 (ค.ศ. 2002)
- นาย Atal Behari Vajpayee นายกรัฐมนตรี อินเดีย เดินทางแวะผ่านไทย
                                           ั
หลังการประชุมสุ ดยอดอาเซี ยนที่กมพูชา และได้หารื อข้อราชการกับนายกรัฐมนตรี
ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 (ค.ศ. 2002)
- นาย L K Advani รองนายกรัฐมนตรี อินเดียเยือนไทยอย่างเป็ นทางการ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2546
(ค.ศ. 2003)
                                   ่
- นาย Arun Shourie รัฐมนตรี วาการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ
                                                                                 ั
และกระทรวงการแปรรู ปรัฐวิสาหกิจอินเดีย เข้าร่ วมการประชุม ACD ครั้งที่ 2 ที่จงหวัดเชียงใหม่
เมื่อวันที่ 21-22 มิถุนายน 2546 (ค.ศ. 2003)
- นาย Atal Behari Vajpayee นายกรัฐมนตรี อินเดีย เยือนไทยอย่างเป็ นทางการ เมื่อวันที่ 8-12
ตุลาคม 2546 (ค.ศ. 2003)
                                         ่
- นาย Yashwant Sinha รัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Arun Jaitley
             ่
รัฐมนตรี วาการกระทรวงพาณิ ชย์และอุตสาหกรรม เข้าร่ วมการประชุม BIMST-EC ระดับรัฐมนตรี
     ั
ที่จงหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2547 (ค.ศ.2004)
                                             ่
- นาย Dayanidhi Maran รัฐมนตรี วาการกระทรวงการสื่ อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ
เข้าร่ วมการสัมมนา Ministerial Conference on Broadband and ICT Development ที่กรุ งเทพฯ
เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2547 (ค.ศ.2004)
                                               ่
- ดร. Anbumani Ramadoss รัฐมนตรี วาการกระทรวงสาธารณสุ ขและสวัสดิการครอบครัว
เข้าร่ วมการประชุม The Second Asia Pacific Ministerial Meeting (APMM-II) ที่กรุ งเทพฯ เมื่อวันที่
10-12 กรกฎาคม 2547 (ค.ศ. 2004)
- นาง Sonia Gandhi ประธานพรรครัฐบาลและพรรคพันธมิตร United Progressive Alliance
เข้าร่ วมการประชุม XV International AIDS Conference (IAC) ที่กรุ งเทพฯ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม
2547 (ค.ศ.2004)
                                                                               ้
- นาย Manmohan Singh นายกรัฐมนตรี อินเดียเยือนไทย เพื่อเข้าร่ วมการประชุมผูนา BIMSTEC
ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2547 (ค.ศ.2004)
                                     ่
- นาย K.Natwar Singh รัฐมนตรี วาการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เดินทางแวะผ่านไทย
เมื่อวันที่ 15-16 ตุลาคม 2547 (ค.ศ.2004)

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:24
posted:5/22/2012
language:Thai
pages:21