??????? ?? ??? Plato

Document Sample
??????? ?? ??? Plato Powered By Docstoc
					สิ่งที่เราควรจะรู้คืออะไร
 ญาณวิทยาของโสเครตีส
(EPISTEMOLOGY OF SOCRATES)
ทฤษฏีแบบ (THEORY OF FORMS)
      • ความรูทงปวงได้มาจากแบบ คาว่า “แบบ” หมายถึง
              ้ ั้
                   ่            ิ             ่
        ลักษณะทีรวมเอาคุณสมบัตต่าง ๆ ของสิงหนึ่ง ๆ มาไว้ใน
                        ่                             ิ
        ความคิด ซึงเป็ นลักษณะสากล เช่น แบบของมนุษย์มได้
                                      ิ ี ิ
        หมายถึงคนผิวขาว เพราะมนุษย์มได้มผวขาวทุกคน
                     ั้                  ิ ่ี
• แบบของมนุษย์นน เราต้องนาเอาคุณสมบัตทมนุษย์มเี หมือนกัน
  มารวมกันไว้ เช่น มีสองขา สองแขน และสองมือ ฯลฯ
                          ้ ั้
• โสเครตีสถือว่า “ความรูทงปวงได้มาจากแบบ” จึงเท่ากับถือว่า
                                                ่
  “เหตุผลเป็ นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้นันเอง”
            ิ                  ึ
  ความรู้มได้เกิดจากความรู้สก หรือ ประสาทสัมผัสดังที่
                                 ้          ้
  พวกโซฟิ สต์เชื่อถืออยู่ในเวลานัน แต่ความรูในทัศนะของ
  โสเครตีส คือ ความแท้จ ริง (TRUTH) (เช่ น เดีย วกับ สัจ
  ธรรมของพระพุทธเจ้า) หรือแบบนันเอง่
                                                ื ้
• ผูมความรูอย่างแท้จริงตามทัศนะของโสเครตีสก็คอ “ผูที่รู้
    ้ ี       ้
  ว่าแบบของสรรพสิ่งทังหลายคืออะไรนันแหละ จึงจะ
                          ้               ่
  ถือว่าเป็ นผูที่ร้จริง”
                ้ ู
                                              ่
       • แนวความคิดของโสเครตีสในเรืองแบบนี้ได้ทาลาย
                                          ้ ้
         อิทธิพลพวกโซฟิสต์แทบทังสิน และผูทได้รบอิทธิพล้ ่ี ั
             ่               ุ่                 ้
         เรืองแบบนี้มากทีสดคือเพลโตผูเป็ นศิษย์รกของท่าน   ั
           ่
         นันเอง
• โสเครตี ส ได้ ก ล่ า วถึ ง เรื่ อ งอั ต ตาหรื อ ตั ว ตน (SELF) และ
  วิญญาณ (SOUL) ไว้ว่า “ข้าพเจ้ามิได้ทาอะไรนอกจากชี้นา
  และปรารภเชิงเตือนสติท่านทังหลายให้เลิกสนใจในเรื่อง
                                           ้
  รูปร่าง หน้ าตา ข้าวของ เงินทอง หรือวัตถุแล้วหันมาสนใจ
  เรื่องวิญญาณของท่ านเอง โดยพยายามทาวิญญาณของ
  ตนให้ดี”
                      ่            ั
• คาว่าวิญญาณในทีน้ี หมายถึง ปญญาและจิตสานึกแห่งความ
                 ่                   ่           ่
  รับผิดชอบ ซึงโสเครตีสถือว่าเป็ นเรืองของตัวตนทีแท้จริง
• คาว่า ตัวตน มิได้หมายถึงร่างกายของมนุษย์ แต่หมายถึง
    ั        ่                 ึ ้
  ปญญาซึงสามารถพัฒนาให้ถงขันสูงสุดได้
• โสเครตีสได้ชให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า “ใครก็ตามที่ปรารถนาจะ
                   ้ี
               ั             ้
  เอาใจใส่กบตัวตนจะต้องรูเสียก่อนว่า ตัวตนคืออะไร เมื่อ
  ไม่ร้จึงลุ่มหลงในลาภ ยศ ชื่อเสียง เงินทอง โดยคิดว่าสิ่ง
       ู
  เหล่านี้ คือตัวตน"
           ่            ั   ่ ่ ั                  ่ื
• ตัวตนทีแท้จริงคือปญญา สิงทีปญญาต้องการมิใช่ชอเสียง เงิน
  ทอง แต่เป็ นความรู้
• การเอาใจใส่ตอตัวตนจึงหมายถึงการแสวงหาความรู้และการใช้
                  ่
  เหตุผลในการดารงชีวิต คนที่มีเหตุผลในการดารงชีวิตไม่
  จาเป็ นต้ องเป็ นนักปราชญ์สาขาต่าง ๆ หรื อเป็ นนักการเมือง คน
  ทุกอาชีพทุกฐานะ ย่อมมีเหตุผลด้ วยกันทุกคน แต่เป็ นเหตุผลที่
                                                 ่
  ต้ องมีการตรวจสอบอยูเ่ สมอว่ามิใช่เหตุผลที่อยูภายใต้ นิสยั
            ึ
  ความรู้สกหรื ออารมณ์ของตนเอง
• หลักการนี ้อาจสรุปได้ วาคนที่มีปัญญาย่อมพิจารณาสิ่งต่าง ๆ
                          ่
                                                    ่
  ด้ วยเหตุผล ไม่ตกเป็ นทาสของอารมณ์ จึงเรี ยกได้ วาเป็ นคนเจริ ญ
• โสเครตีสเชื่อว่าคนที่มีปัญญาย่อมจะละเว้ นความชัวเสมอ แม้ วา
                                                      ่         ่
                    ่                                   ่
  มนุษย์จะต้ องอยูในสังคม แต่ถ้าคนมีเหตุผลแล้ วก็ยอมรู้จก    ั
  แยกแยะว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนชัว่
• ด้ว ยเหตุ น้ี โสเครตีส จึง ยืน ยัน ว่ า “ไม่ มี
  ใครท าความผิ ดหรื อ ความชั ว ร้ า ย     ่
  ต่ าง ๆ ด้วยความตังใจ แต่ ที่ทาผิดไป
                         ้
     ้
  นั นก็เนื่ องจากขาดปั ญญาความรู้และ
  คิดว่าสิ่งที่ตนทาลงไปนันดีที่สดแล้ว”
                             ้       ุ
• วิธีการของโสเครตีสนี้ ได้ให้คติทางการศึกษาไว้ 3
  ประการ คือ
                   ้่                              ู้
       • วิชาความรูยอมมีคุณค่าในการชักนามนุษย์ให้รแจ้งเห็น
                                    ิ         ้
         จริงในศีลธรรมและการดารงชีวต ฉะนัน วิชาความรูจง  ้ึ
                                          ่ ุ
         เป็ นของสากล และเป็ นความจริงทีทกคนยอมรับ
                          ้     ั
       • การแสวงหาความรูและปญญาย่อมกระทาได้โดยการ
         สนทนา ซักถาม และไตร่ตรองหาความจริงด้วยตนเอง
       • การศึกษาย่อมมีความมุงหมายทีจะส่งเสริมสติปญญา
                              ่       ่               ั
                                        ่               ้ ้
         ความคิด ใคร่ครวญ มิใช่เพียงเพือให้เกิดความรูเท่านัน
                                                  ิ
• โดยสรุปแล้ว โสเครตีสเป็ นนักปรัชญาผู้ใหญ่ ได้ท้งมรดกทาง
                                                ้ ่
  ความคิดไว้ให้แก่โลกมีคุณค่ามหาศาล ท่านเป็ นผูเริมต้นจุดไฟ
  แห่ง ความคิด ในการแสวงหาความจริง ด้ว ยการเป็ น ศัต รูก ับ
  กิเลสตัณหา มีชวตอยู่อย่างเรียบง่าย เพื่อใฝ่หาคุณธรรมด้วย
                   ีิ
                      ั
  เหตุผล ท่านจึงได้รบการยกย่องและกล่าวถึงตราบเท่าวันนี้
ความดีและความรูมีอยู่ 2 ชนิด
                    ้
                          ่           ้
       • ความดี (บุญ) ทีเราเคยทามาตังแต่อดีต มีผลทาให้เรา
         สุขกายสบายใจ (บุญบันดาล)
                                   ิ ั ั
       • ความดีทเี่ ราได้ทาไว้ในชีวตปจจุบน
• ความรู้มีความสัมพันธ์กบการกระทาเปรี ยบได้ กบผู้คมเครื่ องจักร
                               ั                      ั ุ
  ถ้ าเครื่ องจักรทางานตามระเบียบและถ้ าน ้ามันเชื่อเพลิงมี
  เพียงพอก็จะก่อให้ เกิดผลที่เราต้ องการ
• การกระทาความดีบางครังต้ องอาศัยตนเองและคนอื่น นับว่าเป็ น
                                 ้
  สิ่งจาเป็ นอย่างยิ่งที่เราจะต้ องมีความรู้เกี่ยวกับความดี
• ความรู้ทกชนิดเป็ นสิ่งที่ดี การแสวงหาความรู้และการได้ รับ
              ุ
                                             ่
  ความรู้ให้ ความพึงพอใจที่แน่นอนและมันคงแก่เรา
• ความรู้ทางศิลปะรวมทังความรู้ทางปรัชญาศาสนาก็ให้ ความพึง
                             ้
  พอใจในการดารงชีวิตแก่เราเหมือนกัน
ญาณวิทยาของเพลโต
         (Plato, B.C.429-347)


               ้ ิ่
• เป็ นนักคิดผูยงใหญ่ของโลก ได้
                      ้
  เสนอทฤษฎีความรูทเี่ ด่นชัด 3
         ้
  กรณีดวยกัน คือ
       1.ภาพฝาผนังในถ้า
       2.ทฤษฎีเส้นแบ่ง
                    ่
       3.คาสอนเรือง “แบบ”
             ้
 ภาพฝาผนังในถา               1
(His allegory of the cave)
           โลกมืดแห่งถา
                      ้               โลกที่สว่างไสว
                เงา                      ต้นแบบ
                                ่ี ่     ้ ั้
เพลโตไม่ยอมรับความคิดของโซฟิสต์ทวา ความรูทงหมด
เป็ นแบบสัมพัทธ์
                     ความแตกต่าง
โลกประสาทสัมผัส        ระหว่ าง    โลกแห่งความคิด
(โลกที่มองเห็นได้)                 (โลกแห่งเหตุผล)
ทฤษฎีเส้นแบ่ง (Divided Line)                                 2
                                           ่      ้ ่ี
• ในกระบวนการค้นพบความรู้ หรือกว่าจะได้มาซึงความรูทแท้จริง จิต
         ้       ้                ้
  มนุษย์ตองผ่านขันตอนการพัฒนา 4 ขันตอน คือ

            ความดี (รูปแบบ)            ความรู้ (Knowledge)
โลกแห่ง                                                       ความ
 เหตุผล                                 ความคิด/คานวณ          รู้
          วัตถุทางคณิตศาสตร์
                                      (Thinking/Reasoning)

โลกแห่ง          ่
               สิงต่าง ๆ                ความเชื่อ (Belief)
                                                              ความ
ประสาท
                                          จินตนาการ           เห็น
 สัมผัส       จินตภาพ
                                          (Imagine)          ภูเขาทอง
       ้ั ่
• การรูจกสิงสากลต้องอาศัยความรู้ มิใช่มเี พียงแต่
  จินตนาการ ความคิดและความเห็น ความรูเท่านัน ้ ้
            ้       ่ ่ ี ่
  ทาให้คนรูแบบหรือสิงทีมอยูจริง เช่น แบบความดี
              ิ
  แบบความยุตธรรม แบบของความขาว เป็ นต้น
คาสอนเรื่องแบบ (Form)
• จากทฤษฎีเส้นแบ่ง เพลโตได้แบ่งโลกออกเป็ น 2 ส่ วน คือ

              โลกแห่งมโนคติ หรือ แบบ
             (The world of Idea or Form)


                โลกแห่งประสาทสัมผัส
              (The world of Sensation)
• เพลโตถือว่า ประสาทสัมผัสเข้าถึงความจริงไม่ได้ ด้วยเหตุผล 7
   ประการ คือ
                        ้
1. การถือว่า ความรูมาจากผัสสะ “คนเป็ นมาตรการวัดทุกสิงทุก ่
   อย่าง” (โซฟิ สต์) ก่อให้เกิดความยุ่งยากในสังคม เพราะต่างคน
                     ั ิ          ่ ่
   ต่างทา ต่างปฏิบตไปตามสิงทีตนเห็นว่าดี โสเครตีสถูกประหาร
                      ั                 ั
   ก็เพราะทฤษฎีผสสะครองเมือง ที่ตดสินคดีไปตามความรู้สก          ึ
   ของตน
                            ้ ึ                 ่
2. ผัสสะก่อให้เกิดความรูสกขัดแย้ง (ในตัวเอง) สิงเดียวกันเมื่ออยู่
             ่                  ั
   ในสภาพทีต่างกันก็ทาให้ผสสะแตกต่างกัน ผัสสะ (ความรูสก)    ้ ึ
                          ่
   ไม่สามารถให้ความเทียงตรงได้
3. เพลโตปฏิเสธแนวคิดของปิ ทากอรัสว่า ถ้าทฤษฎีผสสะเป็ น       ั
                ู
   จริง การพิสจน์ การยอมรับ การปฏิเสธ การโต้แย้งใด ๆ ย่อม
   ไม่ มีผ ล เพราะทุ ก คนย่ อ มเป็ น ฝ่า ยถู ก ทัง สิ้น เพราะผัส สะ
                                                 ้
     ้
   ทังหมดเป็ นความจริงเท่ากัน ผัสสะของเด็กกับผัสสะของครู
   ย่อมถูกต้องพอ ๆ กัน การเรียนการสอนก็ไม่ม ีผลอะไร แต่
          ่                                                ื
   เท่าทีเป็ นอยู่มนุ ษย์แสวงหาความจริงแท้ ซึ่งมนุ ษย์ถอว่ามีอยู่
   อย่างปรนัย (objective) อย่างแน่ นอน มนุ ษย์โต้เถียงกัน
                                       ่               ่ ั
   เพราะต้องการแสวงหาความจริงทีเป็ นสากลทีผสสะยังเข้าไม่
   ถึง
4. ถ้าถือว่า ผัสสะ คือ ความจริง ก็แปลว่า คนกับสัตว์มผสสะ   ี ั
   เช่นเดียวกัน ผัสสะของสัตว์ย่อมเป็ นจริงเท่า ๆ กับผัสสะของ
   คน
                             ้
5. ทฤษฎีของปิ ทากอรัสนันขัดแย้งในตัวเอง เพราะปิ ทากอรัส
             ่ ่           ้                             ้
   เห็นว่า สิงทีปรากฏแก่ขาพเจ้าว่าจริง ย่อมเป็ นจริงแก่ขาพเจ้า
                                                    ่
   คนอื่นจะเป็ นอย่างไรเป็ นเรื่องของแต่ละบุคคล สิงใดใครเห็น
                               ้              ี
   ย่อมเป็ นจริงสาหรับคนนัน กลายเป็ นว่า ไม่มความจริงสากลที่
   ทุ ก คนมองเห็ น เหมือ นกัน ต่ า งคนต่ า งเห็ น ต่ า งคนต่ า ง
   ความคิด
               ั
6. ทฤษฎีผส สะท าลายความจริง ที่มีอ ยู่อ ย่างปรนัย และท าให้
   สภาพความจริงและความไม่จริงไร้ความหมาย เป็ นไม่ได้ทสง           ่ี ิ่
   เดียวกันจะเป็ นจริงและเท็จในเวลาเดียวกัน
             ้
7. ผัสสะทังปวง อันที่จริงมีองค์ประกอบที่ไม่ได้เกิดจากผัสสะ
                                         ี
   เช่น ข้าพเจ้าพูดว่า “กระดาษแผ่นนี้สขาว” ทุกคนอาจคิดว่านัน         ่
   เป็ น ผลการตัด สิน ของผัส สะที่บ ริสุ ท ธิ ์ แต่ ใ นความเป็ น จริง
                 ่
   บทสรุปนันผ่านการคิดเปรียบเทียบมโนภาพทีมอยูในใจ (ภาพ่ ี ่
     ่             ่                 ้
   ทีเห็นเป็ นสิงเฉพาะ แต่ภาพในใจนันเป็ นสิงสากล)่
ลักษณะของโลกแห่งมโนคติหรือแบบ
• โลกแห่งมโนคติ เป็ นโลกแห่งความจริงแท้ ในขณะ
    ่
  ทีโลกแห่งประสาทผัสสะเป็ นการลอกเลียนแบบ
• การเข้าใจหรือเข้าถึงโลกแห่งมโนคติ เป็ นเรื่องที่
             ั
  ต้องอาศัยปญญาหรือเหตุผลเพื่อความเข้าใจโลก
  แห่งมโนคติ
                                         ่ ่ ี ่
1. แบบเป็ นสาระ (substance) เป็ นสิงทีมอยูอย่างอิสระ ไม่ขนอยู่    ้ึ
   กับ สิ่ง ใด สาระมิใ ช่ ส สาร แต่ เ ป็ น อสสาร เป็ น เบื้อ งต้น ของ
               ่           ้
   จักรวาล สิงเฉพาะทังหมดเป็ นการปรากฏตัวของแบบ
2. แบบเป็ นสากลภาพ (universal)                      ั
                                             มีลกษณะสากล มิใช่สง       ิ่
                   ิ่
   เฉพาะ แต่สงเฉพาะมีภาวะสากลอยู่
                 ่ ั                              ่
3. แบบเป็ นสิงนิรนดร (eternal) เป็ นสิงคงที่ถาวร ไม่มการ             ี
                        ิ่             ้       ิ่
   เปลี่ยนแปลง มิใช่สงที่ถูกสร้างขึน แต่สงเฉพาะทุกชนิด ล้วน
   ถู ก สร้ า งขึ้ น ตามแบบ หรื อ ลอกเลี ย นแบบ สิ่ ง เฉพาะ
        ่
   เปลียนแปลงได้ เกิดได้ตายได้ แต่แบบไม่เกิดไม่ตาย เป็ นอมต
   ภาพ
4. มีเอกภาพ (unity) เป็ นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย
   เช่น มนุษย์แม้จะมีหลายชาติ หลายภาษา แต่แบบของมนุษย์
   มีแบบเดียวเท่านัน ้
             ่          ู
5. แบบเป็ นสิงสมบูรณ์สงสุด (absolute perfection) ความเป็ น
                                 ู
   จริงของแบบ คือ ความสมบูรณ์สงสุด แบบเป็ นภาวะทีไม่่
                   ่                   ่ ี
   บกพร่อง ไม่เปลียนแปลง เป็ นต้นแบบทีมความสมบูรณ์ใน
   ตัวเอง ทาลายไม่ได้
                     ่
6. แบบเป็ นเหตุผล อยูเหนือกาละและเทศะ : ถ้าแบบ
     ่                  ่
  อยูในกาละ ก็จะต้องเปลียนแปลง สูญสลาย และถ้า
         ่                     ่ ่
  แบบอยูในเทศะ ก็อาจพบได้ในทีใดทีหนึ่งด้วย
  สายตา หรือกล้องโทรทรรศน์หรือจุลทรรศน์
ชนิดของแบบ (Kind of Forms or Ideas)
                                  ิ
1. แบบทางศีลธรรม เช่น ความยุตธรรม ความดี และความงาม
            ่ ่ ี ั
2. แบบของสิงทีมตวตน เช่น ม้า คน ต้นไม้
3. แบบของคุณสมบัติ เช่น ความขาว ความหนัก ความเค็ม ฯลฯ
                    ่ี       ้ึ
4. แบบของวัตถุทประดิษฐ์ขน เช่น แบบของโต๊ะ ตู้ เตียง ปากกา ฯลฯ
                       ิ
5. แบบแห่งความอยุตธรรม และ แบบแห่งความน่าเกลียด เช่น ความ
   โสโครกและความสกปรก ฯลฯ
          ั              ้
   แบบมีลกษณะเป็ นทังชนิดที่อยู่เหนื อโลก อยู่พ้นโลก เช่น พระเจ้า
             ่ ั           ่ ั            ่ ่ ่
   และชนิดทียงสัมพันธ์อยูกบโลก หรือเป็ นสิงทีอยูในใจของมนุ ษย์ แบบ
                  ่             ้
   มีลาดับลดหลันกันเป็ นชัน ๆ แบบที่สูงสุด คือ แบบแห่งความดีและ
                                        ้
   แบบชนิดนี้เป็ นต้นกาเนิดของความจริงทังหลาย
• เพลโตกล่าวว่า “โลกแห่งแบบ นอกจากจะเป็ นโลก
  ที่แ ท้ จ ริง ในลัก ษณะอุ ต รภาพ (transcendence)
  แล้วยังเป็ นโลกแห่งแบบในลักษณะอัพภันตรภาพ
  (immanence) ซึ่งปรากฏตัวอยู่ในสิงทังหลายที่ ่ ้
  มนุ ษ ย์ พ บเห็น และสัม พัน ธ์ อ ยู่ ทุ ก เวลาและทุ ก
  สถานที”   ่
               สรุปญาณวิทยาของเพลโต
• เพลโตปฏิเสธความรู้ที่เกิดจากประสาทสัมผัสทังหมด ปฏิเสธ
                                                      ้
                    ่
  ทฤษฎีผิด ๆ ที่วาความรู้คือความเห็น ความเห็นที่ถกก็ไม่อาจู
             ่                     ั้
  เรี ยกได้ วาเป็ นความรู้ ความรู้นนเราต้ องรู้ด้วยปั ญญา
• ความรู้ต้องเป็ นความเข้ าใจที่เต็มเปี่ ยมและสมบูรณ์เป็ นความ
                           ้          ึ                        ้
  เข้ าใจที่มีเหตุผล ดังนัน ความรู้จงเกิดขึ ้นด้ วยปั ญญาเท่านัน
• ความเห็นที่ถกต้ องอาจเปลี่ยนแปรได้ โดยวาทศิลป ความเห็นที่
                  ู                                     ์
  ถูกจึงไม่คงที่ไม่แน่นอน แต่ความรู้ที่แท้ จริ งคงที่แน่นอน ไม่คลอน
  แคลน ความเห็นอาจจริ งหรื อไม่จริ งก็ได้ แต่ความรู้ต้องเป็ นจริง
  เสมอ
                    ้
• สรุปแล้ว ความรูตามทัศนะของเพลโตคือ
        ้ ่
  ความรูทเี่ กียวกับแบบ (Idea)
             ั
• เพลโตมีทศนะคล้ายกับโสเครตีสโดยถือว่า
               ั้
  "ความรู้ทงปวงได้มาจากแบบ"
                            ั
      ลักษณะของแบบพอสรุปได้ดงนี้
•   แบบเป็ นสาร
•   แบบเป็ นสากลภาพ
•                ิ่
    แบบไม่ใช่สงของ แต่เป็ นความคิด
•   แบบเป็ นสารัตถะของสรรพสิง   ่
•                           ่                      ้
    แบบเป็ นแต่ละแบบ เป็ นสิงสมบูรณ์ตามชนิดของแบบนัน ๆ
•           ้ึ ่ ั            ้
    แบบไม่ขนอยูกบเวลา และพืนที่
•   แบบเป็ นหนึ่ง
•              ่
    แบบไม่เปลียนแปลงและไม่อาจสลายไปได้
•             ่ ่
    แบบเป็ นสิงทีมเี หตุผล
          ่
• หลัก ทัว ไปเกี่ย วกับ แบบมีอ ยู่ ว่ า
 "ที่ ใดก็ตามที่ สร้างแบบได้ ที่ นัน ้
 ย่ อ มมี แ บบ คื อ ที่ ใ ดก็ต ามที่ มี
 ของหลายสิ่ งเรี ย กได้ ว่ า เป็ น
 ชนิดเดียวกัน ที่นันก็มีแบบ"
                     ้

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:95
posted:5/21/2012
language:Thai
pages:33