3 OD page 83 117 1 by EqGveB

VIEWS: 143 PAGES: 51

									            คู่มือปฏิบัติงาน Comprehensive Clinic
                  สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก
                        ปี การศึกษา 2554




ผู้ประสานงานรายวิชาคลินิกตรวจพิเคราะห์ โรคในช่ องปาก : ผศ.ดร.เปรมทิพย์ ชลิดาพงศ์




                       คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2553 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                    ั
                                                  70

                        คาแนะนาในการใช้ Comprehensive Chart
                                                                       โดย ผศ.ดร.เปรมทิพย์ ชลิดาพงศ์

         เพื่อให้นกศึกษาเข้าใจเกี่ยวกับแฟ้ มผูป่วย Comprehensive Chart
                  ั                            ้
จึงได้จดทาคู่มือแนะนาการใช้ โดยเน้นรายละเอียดในเรื่ องแบบฟอร์มซักประวัติ ตรวจ วินิจฉัย
       ั
วางแผนการรักษา พร้อมทั้งได้แนบตัวอย่างการซักประวัติ ตรวจ วินิจฉัย วางแผนการรักษา
    ้
ในผูป่วยสมมุติรายหนึ่ง
                                             ั                                ั
นักศึกษาต้องอ่านทาความเข้าใจก่อนลงปฏิบติงานในคลินิกและควรนามาในขณะปฏิบติงานในคลินิก

    ้
แฟมผู้ป่วย (patient record)
         แฟ้ มผูป่วย (patient record) มีไว้เพื่อใช้เก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผูป่วย
                ้                                                                     ้
                                            ้
ข้อมูลเหล่านี้ได้แก่ ประวัติและการตรวจผูป่วย การวินิจฉัย การวางแผนการรักษา
                  ู        ้
ข้อตกลงที่ได้พดคุยกับผูป่วย รายละเอียดการรักษา
           ้
ใบส่ งตัวผูป่วยไปยังทันตแพทย์หรื อบุคลากรการแพทย์อื่น ๆ รายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบติการ    ั
รายงานผลการถ่ายภาพรังสี และภาพรังสี แบบสอบถามสุ ขภาพ
                      ั                   ้
ประโยชน์สาคัญที่นกศึกษาได้จากแฟ้ มผูป่วย คือ
เพื่อบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผูป่วยทาให้การดูแลรักษาผูป่วยเกิดประสิ ทธิ ภาพ
                                   ้                        ้
                         ั                                        ู้
และใช้เป็ นสื่ อทาให้ทนตแพทย์อื่น ๆ ทราบการรักษาต่าง ๆ ที่ผป่วยได้รับ ประโยชน์อื่น ๆ ได้แก่
เป็ นหลักฐานเมื่อเกิดปั ญหาทางกฎหมาย
                                        ั             ้
เป็ นแหล่งข้อมูลสาหรับการเรี ยนรู ้แก่ทนตแพทย์ที่ตองการเพิ่มพูนประสบการณ์ เป็ นข้อมูลการวิจย ั
และใช้เป็ นข้อมูลสาหรับตรวจสอบการบริ หารจัดการ (audit) ดังนั้น
นักศึกษาควรให้ความสาคัญในการบันทึกข้อมูลให้ตรงตามความเป็ นจริ งและมีรายละเอียดที่สมบูรณ์
ที่สุด

ส่ วนประกอบของแฟมผู้ป่วย (ดูเพิ่มเติม Appendix 1 )
                   ้
     1. Patient Identification and demographic data
     2. ใบยินยอม (Informed Consent)
     3. แบบสอบถามสุ ขภาพ (Health questionnaire)
     4. แบบฟอร์มซักประวัติ ตรวจ วินิจฉัย วางแผนการรักษา (Comprehensive patient history
        examination)
     5. แบบฟอร์มการ update ประวัติทางการแพทย์ (Patient’s Medical Data Updated)
                                                    ้
     6. แบบฟอร์มบันทึกการรักษาของคลินิกแรกรับผูป่วย (Treatment Record)
     7. แบบฟอร์ม Interdepartmental Communication
                             คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                          ั
                                                   71

    8. แบบฟอร์ม consultation
    9. ภาพถ่ายรังสี periapical
    10. แบบฟอร์มเฉพาะงานของคลินิกอื่น ๆ ในโรงพยาบาลทันตกรรม

1. Patient Identification and Demographic Data
        คือ ส่ วนของแฟ้ มผูป่วยที่บนทึกข้อมูลส่ วนตัวผูป่วย ได้แก่ ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ วัน/เดือน/ปี
                             ้      ั                   ้
                                       ้
เกิด อายุ เพศ อาชีพ เลขทะเบียนผูป่วย (Hospital Number หรื อ HN)
        ู้              ั
ประวัติผป่วยส่ วนนี้จดเตรี ยมโดยแผนกเวชระเบียนของโรงพยาบาล
                                                            ้
        วัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็ นข้อมูลบ่งชี้บุคคล ติดต่อผูป่วย ประกอบการวินิจฉัย
และวางแผนการรักษา เช่น โรคบางอย่างพบได้มากในบางกลุ่มอายุและเพศ
อาชีพและที่อยูเ่ ป็ นข้อมูลสาคัญในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เช่น อาชีพค้าขายอาหารโต้รุ่ง
อาจไม่สะดวกที่จะนัดในเวลาเช้า เป็ นต้น

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
                           ้                      ่     ้
1. ตรวจสอบชื่อ นามสกุล ผูป่วย กับแฟ้ มประวัติวาเป็ นผูป่วยคนนั้น ๆ หรื อไม่
2. ศึกษาอายุ เพศ อาชีพ ที่อยู/่ ภูมิลาเนา เพื่อนามาใช้ประกอบการวินิจฉัยและวางแผนการรักษา

2. ใบยินยอม (Informed Consent)
         คือ ส่ วนที่เป็ นคายินยอมรับการรักษาในโรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์
  ้                                                            ิ
ผูป่วยทุกคนที่มารับการรักษาที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จะต้องเซ็นต์ยนยอมรับการรักษา
วัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็ นหลักฐานทางกฎหมายในกรณี จาเป็ น นักศึกษาต้องระลึกเสมอว่า
    ้
ผูป่วยทุกคนจะต้องได้รับการรักษาโดยใช้หลักการที่ถูกต้องเหมาะสม ด้วยความระมัดระวัง
                                                    ้
และไม่ประมาทเลินเล่อ จนทาให้เกิดผลเสี ยหายต่อตัวผูป่วย
         ู้              ั
ประวัติผป่วยส่ วนนี้จดเตรี ยมโดยแผนกเวชระเบียนของโรงพยาบาล

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
                    ้
        ตรวจสอบว่าผูป่วยได้เซ็นยินยอมรับการรักษาแล้วหรื อยัง

                                                         ั
3. แบบสอบถามสุ ขภาพ (The Health Questionnaire) (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
         คือแบบสอบถามเกี่ยวกับสุ ขภาพทัวไปที่ให้ผป่วยกรอกข้อมูลเอง
                                        ่         ู้
  ้                 ้
ผูป่วยใหม่ทุกคนและผูป่วยเก่าที่ขาดการติดต่อเกิน 6 เดือน จะต้องตอบแบบสอบถามนี้
                                                                 ู้
แผนกเวชระเบียนของโรงพยาบาลจะจัดเตรี ยมแบบสอบถามสุ ขภาพให้ผป่วยกรอก
เมื่อมาลงทะเบียน

                              คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                           ั
                                                  72

วัตถุประสงค์
                                        ้
เพื่อเป็ นข้อมูลเบื้องต้นทาให้ทราบว่าผูป่วยมีสุขภาพทัวไปและประวัติการรักษาทางการแพทย์เป็ นอย่า
                                                      ่
งไร
          แบบสอบถามสุ ขภาพ แบ่งเป็ น 6 ส่ วน ดังนี้
          ส่ วนที่ 1 : Patient identification ได้แก่ ชื่อ วัน/เดือน/ปี เกิด อายุ เพศ
                                          ้
          ส่ วนที่ 2 : คาชี้แจงสาหรับผูป่วย
          ส่ วนที่ 3 : แสดงเหตุผล/อาการที่ทาให้มาพบทันตแพทย์
          ส่ วนที่ 4 : คาถามเกี่ยวกับข้อมูลทางการแพทย์ที่จาเป็ น เช่น
โรคหรื ออาการที่กาลังได้รับรักษา
                             ้
อาการป่ วยรุ นแรงที่ทาให้ตองพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรื อผ่าตัด ยาที่กาลังรับประทาน
อาการแพ้ยา/อาการไม่ปกติจากการรับประทานยา
          ส่ วนที่ 5 : คาถามเกี่ยวกับโรคหรื ออาการของโรคทางระบบ
                                  ู้
          ส่ วนที่ 6 : ลายเซ็นต์ผป่วย และวันที่ทาแบบสอบถาม
แบบสอบถามสุ ขภาพ ทาให้การซักประวัติทางการแพทย์ (medical history) รวดเร็ วและครอบคลุม
                                            ้
แต่อาจมีโอกาสผิดพลาดได้ ในกรณี ที่ ผูป่วยไม่เข้าใจคาถาม อ่านและเขียนไม่ได้
มองตัวหนังสื อไม่เห็น หรื อ กาเครื่ องหมายผิดช่อง

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
                                                ้                   ้
1. นักศึกษาต้องทวนคาถามในแบบสอบถามกับผูป่วย เพื่อให้แน่ใจว่าผูป่วยเข้าใจถูกต้อง
   และตอบทุกคาถาม
           ้
2. ถ้าผูป่วยตอบว่าใช่ในหัวข้อโรคหรื ออาการทางระบบ นักศึกษาต้องถามรายละเอียดเพิ่มเติม
   เพื่อนาข้อมูลบันทึกไว้ในช่อง past & present systemic medical conditions
             ่
   ซึ่ งอยูในแบบฟอร์ มการซักประวัติ
   ให้นกศึกษาอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการซักประวัติทางการแพทย์ (Review of the systems) ใน
         ั
   Appendix 2 )

4. แบบฟอร์ มซักประวัติ ตรวจ วินิจฉัย และวางแผนการรักษา (Comprehensive Patient History
                          ั
and Examination Form) (ดูตวอย่างใน Appendix 1)

                                 ้                                                         ้
           การซักประวัติและตรวจผูป่วยเป็ นขั้นตอนแรกและสาคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งในการรักษาผูป่ว
                                                     ้                   ้           ิ
ย วัตถุประสงค์หลักของการซักประวัติและการตรวจผูป่วย คือ ทาให้ได้ขอมูลเพื่อใช้วนิจฉัยโรค
และวางแผนการรักษาให้เหมาะสมสาหรับผูป่วย    ้
                     ั                                 ั ้
อีกทั้งเป็ นโอกาสที่นกศึกษาจะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกบผูป่วย (professional relationship)

                             คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                          ั
                                                  73

         ู้
ทาให้ผป่วยเกิดความศรัทธา เชื่อมัน และไว้วางใจต่อตัวนักศึกษา
                                 ่
สิ่ งเหล่านี้เป็ นกุญแจดอกสาคัญไปสู่ ความสาเร็ จของการจัดการดูแลผูป่วยแบบองค์รวม
                                                                  ้
           การซักประวัติเป็ นศาสตร์ และศิลป์ นักศึกษาต้องมีความรู้ทางด้านการแพทย์ ทันตแพทย์
                              ั
สังคม จิตวิทยา และมีทกษะในการสื่ อสาร (เช่น ทักษะการฟัง
                                        ้
การเลือกใช้คาให้เหมาะกับระดับผูป่วย ทักษะการตั้งคาถาม และภาษาท่าทาง)
เพื่อที่จะเชื่ อมโยงอาการที่ผป่วยบอกเล่าไปสู่ การวินิจฉัย เพื่อที่จะถามให้ตรงประเด็นและเหมาะสม
                                   ู้
             ้
ทาให้ได้ขอมูลที่เป็ นประโยชน์สาหรับการวินิจฉัยโรค
                      ั
ในการซักประวัตินกศึกษาควรจะทาตามลาดับของหัวข้อในแบบฟอร์มการซักประวัติและตรวจผูป่วยเ          ้
พื่อป้ องกันการลืม ในบางครั้งอาจต้องถามข้ามหัวข้อไปมาบ้าง ตามคาตอบของผูป่วย      ้
ซึ่ งเชื่อมโยงไปยังคาถามในหัวข้ออื่น ๆ เพื่อให้เกิดความราบรื่ นในการซักประวัติ
                                 ้
           การบันทึกข้อมูลผูป่วยนักศึกษาควรบันทึกเป็ นภาษาอังกฤษ โดยใช้ medical terminology
                          ้
อาจใช้ภาษาไทยได้บางเล็กน้อย
องค์ ประกอบของแบบฟอร์ มซักประวัติ ตรวจ วินิจฉัย วางแผนการรั กษา มีดังนี้
           4.1 Chief Complaint (ดูแบบฟอร์มใน Appendix 1)
                                          ู้                               ้
                    คือ อาการ สิ่ งที่ผป่วยวิตกกังวล หรื อ ปั ญหา ที่ทาให้ตองมาพบทันตแพทย์
                                                ู้                     ั
           นักศึกษาควรบันทึกตามคาพูดที่ผป่วยบอกเล่า เพื่อทาให้ทนตแพทย์ประเมินเรื่ องการรับรู ้
           (perception) ของผูป่วยเกี่ยวกับปั ญหาที่ผป่วยมี chief complaint มักจะสั้นประมาณ 1
                                      ้                 ู้
           บรรทัด มักเป็ นคาพูดประโยคแรก ๆ ที่บอกกับทันตแพทย์ อาจมีมากกว่า 1 อย่าง
           และส่ วนใหญ่ไม่เกิน 2 ถึง 3 อย่าง
           ถ้ามีมากกว่าหนึ่งอย่างนักศึกษาควรเรี ยงลาดับตามความสาคัญ
                    ตัวอย่าง :
                    “ปวดฟัน ร้าวไปถึงหัว นอนไม่หลับมา 2-3 คืนแล้ว”
                    “ฟันโยก เหงือกบวม กัดฟันไม่ได้เลย เจ็บมาก”
                    “รู ้สึกว่ามีฟันผุ เห็นเป็ นสี ดา ๆ แต่ไม่มีอาการอะไร”
                    “แม่บอกให้มาตรวจฟั น เพราะไม่ได้ตรวจมานานแล้ว”
                    “มาตรวจสุ ขภาพฟันประจาปี
                    Chief complaint จะต้องเป็ นเหตุผลที่แท้จริ งที่ทาให้มาพบทันตแพทย์
                                             ้      ้
           ไม่ใช่ชนิดของการรักษาที่ตองการ ผูป่วยอาจบอกว่า “มาจัดฟัน” “มาอุดฟัน”
           “มาขูดหินปูน” หรื อ “มาตรวจฟัน”
           นักศึกษาควรถามต่อเพื่อให้ได้เหตุผลที่แท้จริ งที่ทาให้มาพบทันตแพทย์ โดยถามว่า
                                                           ้
           “ทาไมจึงต้องการจะมาทาเช่นนั้น” หรื อ “ผูป่วยมีอาการอะไรจึงจะมา จัดฟัน อุดฟัน
           ขูดหินปูน หรื อ มาตรวจฟัน” ซึ่ งจะทาได้เหตุผลที่แท้จริ ง เช่น “ฟันซ้อนเกไม่สวยงาม”
                  ่
           “ฟันยืน” “ฟันเป็ นรู ” “รู้สึกสาก ๆ ที่ฟัน” เป็ นต้น
                             คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                          ั
                                            74

                 ู้
        กรณี ที่ผป่วยอาจตอบสับสน หรื อตอบไม่ตรงประเด็น นักศึกษาอาจบันทึก chief
                                            ู้
complaint โดยเขียนสรุ ป อาการ หรื อสิ่ งที่ผป่วยวิตกกังวล
หรื ออยากให้ทนตแพทย์ช่วยเหลือ
              ั

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
              ้                                    ้
1. เมื่อพบผูป่วยเป็ นครั้งแรก นักศึกษาทักทายผูป่วย และแนะนาตัวเอง ตัวอย่าง เช่น
          “สวัสดีครับ/ค่ะ คุณลุง/หรื อคุณป้ า…..
                                                 ้
    (เพื่อตรวจสอบชื่อ/นามสกุลว่าตรงกับแฟ้ มผูป่วยหรื อไม่) หมอ
    ชื่อ….เป็ นนักศึกษาทันตแพทย์ปีที่…. จะมาทาการตรวจรักษาให้นะครับ/ค่ะ”
2. การถาม Chief complaint อาจเริ่ มถาม ดังนี้
          “วันนี้มีปัญหาหรื อมีอาการอะไรจะให้หมอช่วยค่ะ/ครับ”
3. นาทักษะในการสื่ อสารที่ได้เรี ยนแล้วมาใช้ในการซักประวัติ ทักษะเหล่านี้ ได้แก่ active
    listening skill การถามเจาะลึก การถามแบบ probing การแสดง empathy เป็ นต้น
4. ควรบันทึกข้อมูลเป็ นภาษาอังกฤษโดยพยายามใช้ medical term ให้มากที่สุดอาจใช้
    ภาษาไทยปะปนได้บาง     ้

                                           ั
4.2 History of Present Illness (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
         คือ ประวัติ รายละเอียดของ chief complaint
               ั               ู้
เป็ นประวัติต้ งแต่ครั้งแรกที่ผป่วยเริ่ มมีอาการหรื อเริ่ มสังเกตอาการ (onset of the problem)
                                  ่
มีอาการขณะที่กาลังทาอะไรอยูหรื อมีเหตุการณ์ใดเกิดร่ วมด้วย (setting of the condition)
         ู้
โดยให้ผป่วยเล่าอาการไปตามลาดับเวลาที่เกิดขึ้น (chronological manifestations)
                   ่                            ้
และการรักษาที่ผานมา นอกจากนี้ ควรถามผูป่วยว่าอาการเหล่านั้น
                            ้
มีผลกระทบอย่างไรต่อผูป่วยและบุคคลรอบข้าง
  ้
ผูป่วยมีความคาดหวังว่าทันตแพทย์จะช่วยได้อย่างไร และ
ความคิดเห็นของผูป่วยเกี่ยวกับสาเหตุการเกิดของโรคหรื ออาการ
                     ้
     ตัวอย่าง :
     การถามเกี่ยวกับอาการปวด นักศึกษาควรถามคลอบคลุมหัวข้อ ดังนี้
     1) Timing ได้แก่
         Onset “ ครั้งแรกที่เริ่ มมีอาการเมื่อไร ”
                                                           ั
         Duration .” ระยะเวลาที่เริ่ มเป็ นจนถึงปัจจุบน ” หรื อ
                                             ่
                       “ อาการปวดเป็ นอยูนานเท่าไร” (duration of bout of pain)



                       คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                    ั
                                            75

        Frequency “ มีอาการถี่แค่ไหน” เช่น ปวดตลอดเวลา (continuous) ปวดเป็ น ๆ
                   หาย (intermittent) ถ้าปวดเป็ น ๆ หาย ๆ “ปวดถี่แค่ไหน” เช่น
                   ปวดทุกวัน ทุกอาทิตย์ เป็ นต้น
        Time pattern “มีอาการปวดเป็ นประจาในช่วงใดช่วงหนึ่งของวันหรื อไม่” เช่น
                    มักปวดตอนเช้าหลังตื่นนอน หรื อตอนเย็น ๆ หลังเลิกงาน เป็ นต้น
     2) Setting ของอาการที่เกิดขึ้น ว่ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นพ้องกัน หรื อขณะเริ่ มมี
        กาลังทาอะไรอยู่
                                            ู้                               ้
     3) Location ตาแหน่งที่เป็ น ควรให้ผป่วยชี้ตาแหน่งที่มีอาการ บางครั้งผูป่วยอาจ
        บอกไม่ได้แน่นอนก็ให้พยายามชี้ขอบเขตของบริ เวณที่มีอาการ
     4) Quality มีอาการปวดหรื อเสี ยว เช่น brief sensitivity (เสี ยว) sharp/
        lancinating/pain
                                                                     ๊
        (ปวดแปล๊บ ๆ ปวดจี๊ด ปวดเสี ยว) throbbing pain (ปวดตุบ ๆ เป็ นจังหวะ)
        dull aching pain (ปวดตื้ อ ๆ ปวดหนัก ๆ เมื่อย ๆ บีบ ๆ) burning pain
        (ปวดแสบร้อน) tingling sensation (เจ็บเหมือนมีเข็มเล็ก ๆ ทิ่ม) electric-
        liked pain (ปวดเหมือนไฟช๊อต) หรื อ ปวดจนรู้สึกเหนื่อย เป็ นต้น
     5) Severity ปวดรุ นแรงแค่ไหน อาจใช้ verbal rating scale วัด (เช่น น้อย,
        ปานกลาง, มาก) หรื อใช้ numerical rating scale (เช่น 0,1,2,….10)
     6) Aggravating factors ปั จจัยที่ทาให้ปวดยิงขึ้น เช่น น้ าเย็น/อาหารเย็นจัด
                                                 ่
                                                    ้
        น้ าร้อน/อาหารร้อนจัด อาจเป็ นปั จจัยกระตุน การล้างหน้าลูบหน้า การกัดฟัน
        การเคี้ยว เป็ นต้น
     7) Relieving factors ปั จจัยที่ทาให้ทุเลาปวด เช่น น้ าเย็นจัด การหยุดพักไม่เคี้ยว
        การกินยาแก้ปวด เป็ นต้น
     8) Associated manifestation มีอาการอื่นร่ วมด้วยหรื อไม่ เช่น บวม เป็ นไข้
        อ่อนเพลีย เป็ นต้น
                                               ้
     9) อาการปวดมีผลกระทบอย่างไรต่อผูป่วย หรื อบุคคลรอบข้างหรื อไม่ อย่างไร
              ้
     10) ผูป่วยคิดว่าทันตแพทย์จะช่วยได้อย่างไร (Patient expectation)
            ้
     11) ผูป่วยคิดว่าสาเหตุของอาการเกิดจากอะไร

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
1.   ควรถามประวัติเกี่ยวกับ chief complaint เป็ นขั้นตอนตามคู่มือข้างต้น
2.   บันทึกประวัติให้เป็ นระบบระเบียบลงในช่อง History of present Illness
3.                                        ้
     บันทึกผลกระทบของอาการนั้นกับตัวผูป่วยและบุคคลรอบข้าง
4.   บันทึกความคาดหวังของการรักษาลงในช่อง patient expectation
                       คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                    ั
                                           76




                                                        ั
4.3 ประวัติทางการแพทย์ (Medical History) (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
          ประวัติทางการแพทย์ประกอบด้วย ประวัติโรคทางระบบ (Past & present
systemic medical conditions) และการรักษา การฉายแสงหรื อเคมีบาบัด
(Chemo/radiotherapy) การเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
และ/หรื อการรับการผ่าตัดในอดีต (Past hospitalisation/operation) ยาที่กาลังรับประทาน
(Current drug taken) ประวัติการแพ้ยาและสารอื่น (Allergy) ภาวะตั้งครรภ์ (Pregnancy)
          วัตถุประสงค์หลักของประวัติทางการแพทย์ คือ
                                                                     ้
ทาให้การรักษามีความปลอดภัยต่อชีวิตและสุ ขภาพโดยรวมของผูป่วย ตัวอย่างเช่น
  ้
ผูป่วยที่มีลิ้นหัวใจรั่ว หรื อใส่ ลิ้นหัวใจเทียมมีโอกาสที่จะเกิด Bacterial endocarditis
                                                      ้
หลังการทาหัตถการทางทันตกรรมที่มีเลือดออก ผูป่วยที่มีภาวะ cerebrovascular accident
มักได้รับยากันแข็งตัวของเลือดทาให้เลือดหยุดยากถ้าต้องทาการถอนฟัน เป็ นต้น
           รายละเอียดเกี่ยวกับการถามอาการที่เกี่ยวกับโรคทางระบบและการ premedication
    ่
อยูในเอกสารประกอบใน Appendix 2

                                                                  ั
       4.3.1 Past and Present Systemic Medical Conditions (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
                                                                            ้
                      คือ ประวัติโรคทางระบบซึ่งมีความสาคัญในการให้การรักษาผูป่วย
              ่
       สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
       1. นักศึกษาเริ่ มต้นถามด้วยการใช้คาถามปลายเปิ ด (open-ended question) เช่น
            “สุ ขภาพโดยทัวไปของคุณเป็ นอย่างไร” “ร่ างกายแข็งแรงดีไหม”
                              ่
            “มีโรคประจาตัวอะไรบ้าง”
       2. นักศึกษาควรเริ่ มถามจากข้อมูลในแบบสอบถามสุ ขภาพ (The Health
                                    ู้
                Questionnaire) ที่ผป่วยตอบ (ดู Appendix 1)
                                       ่                    ั
       3. นักศึกษาควรมีความรู ้วาอาการอย่างไรสัมพันธ์กบโรคอะไร
            นักศึกษาอ่านจากหัวข้อ Review of systems (ดูในแบบฟอร์ม Appendix 2)
            ซึ่ งในหัวข้อนี้ จะรวบรวมอาการแสดงของโรคทางระบบชนิดต่าง ๆ
                  ั
            ให้นกศึกษาไว้ประกอบการซักประวัติโรคทางระบบ
       4. ถ้าผูป่วยตอบว่ามีโรคทางระบบกาลังรักษาอยู่
                    ้
             นักศึกษาควรถามรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษา ได้แก่ (1)
             ระยะเวลาที่เป็ นโรคนั้น (2) แพทย์หรื อสถานพยาบาลที่ให้การดูแล (3)
                                                          ่                    ่
             การรักษาที่ได้รับ (4) ภาวะของโรคในขณะนี้ วาคงที่หรื อควบคุมให้อยูใน
            ระดับปกติหรื อไม่ เช่น ความดันโลหิ ต ระดับน้ าตาลในเลือด เป็ นต้น
                      คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                   ั
                                          77

               ้
       5. ถ้าผูป่วยรับยาเป็ นประจา ให้ถามต่อ (1) ชื่อยา (2) dose ยา (3)
          ความถี่ของการกินยา (4) กินยารักษาภาวะอะไรอยู่
       6. บันทึกข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นลงในช่อง Past and present systemic
          Medical Condition
                                                                            ้
           ทำสัญลักษณ์กำรมีโรคระบบที่ทำงคลินิกเตรี ยมไว้ให้ที่ปกในของแฟ้ มผูป่วยและเขียนชื่อโร
                ู้
           คที่ผป่วยเป็ น


                                                  ั
       4.3.2 การรักษา Chemo/radiotherapy (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
                  ้
                ผูป่วยมะเร็ งมักได้รับการรักษาโดยการฉายรังสี หรื อใช้เคมีบาบัด
                                    ้
       ทาให้สุขภาพโดยรวมของผูป่วยอ่อนแอลง
       เนื่องจากผลข้างเคียงที่เกิดจากการฉายแสงและเคมีบาบัด
                       ่
       ไปทาลายเนื้อเยือและเซลล์ที่ปกติ ทาให้ติดเชื้อง่าย เลือดหยุดยาก
       มีแผลและอาการระคายเคืองในช่องปาก เป็ นต้น



                ่
         สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
         1. นักศึกษาควรถามและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ (1)
ฉายแสงหรื อเคมีบาบัดของมะเร็ ง ชนิดใด (2) เมื่อไรและเป็ นระยะเวลานานเท่าใด (3) dose
ของรังสี หรื อยาเคมีที่ได้รับ

                                                 ั
       4.3.3 Past Hospitalisation/operations (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
                              ้
               ทาให้ทราบว่าผูป่วยมีโรค/อาการทางระบบที่มีอาการรุ นแรงจนต้องรับการรั
       กษาตัวในโรงพยาบาล หรื อการผ่าตัด
                        ั
       ประวัติน้ ีทาให้ทนตแพทย์ประเมินสภาวะโรคทางระบบ สุ ขภาพร่ างกาย
       การตอบสนองของร่ างกายหลังการผ่าตัด หรื อผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด



              ่
       สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
       1. นักศึกษาอาจถามว่า “เคยป่ วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
             หรื อไม่ “หรื อ” “เคยได้รับการผ่าตัดหรื อไม่”
                  ้             ่
       2. ถ้าผูป่วยมีประวัติวาเคยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรื อผ่าตัด
            นักศึกษาควรถามและบันทึก (1) สาเหตุ (2)

                     คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                  ั
                                   78

   รายละเอียดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล (3) ผลการรักษา (4)
   อาการแทรกซ้อน

                                   ั
4.3.4 Current Drug Taken (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
                ู้
          ยาที่ผป่วยรับประทานเป็ นประจาอาจจะมีผลต่อการรักษาของทันตแพทย์
ควรถามครอบคลุมถึงยาที่แพทย์จ่ายให้ ยาที่ซ้ื อกินเอง
และยาสมุนไพร/วิตามิน/อาหารเสริ ม
          วัตถุประสงค์เพื่อป้ องกัน drug interaction
หรื อเพื่อป้ องกันไม่ให้เกิดผลแทรกซ้อนหลังการรักษา ตัวอย่าง
       ู้
กรณี ผป่วยรับประทานยาละลายลิ่มเลือด เช่น Aspirin เหงือกโตจากยา phenyltoin
cyclosporine และ calcium-channel blocker เป็ นต้น
นอกจากนี้ รอยโรคในช่องปากบางชนิดก็อาจเกิดจากผลข้างเคียงของยา

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
1. นักศึกษาควรถามและบันทึก ดังนี้ (1) ชื่อยา (2) Dose ยา (3)
ความถี่ของการกินยา (4) โรคหรื ออาการที่เป็ น
                                    ั
2. กรณี ที่คนไข้จาชื่ อยาไม่ได้ให้นกศึกษาควรถามว่าใช้เพื่อรักษาโรคอะไร
และกินยาใน
     ขนาดเท่าไร
     ถ้าคนไข้นายามาโดยไม่มีชื่อบนซองยานักศึกษาอาจขอให้เภสัชกรประจาโรงพย
                                               ั                  ู้
     าบาลระบุชื่อจากลักษณะยาที่คนไข้นามาให้นกศึกษาควรบอกให้ผป่วยนายาที่กา
                                  ั
     ลังกินมาให้ดูในคราวหน้าที่นดมาทาการรักษา

4.3.5 Allergy
           วัตถุประสงค์ทาให้ทราบอาการแพ้ยา หรื อสารอื่น ๆ
เพื่อป้ องกันไม่ให้เกิดอาการซ้ าซ้อนอีก
                                         ู้       ิ
เพราะอาการแพ้อาจรุ นแรงจนถึงทาให้ผป่วยเสี ยชีวตได้ (Anaphylatic shock)
นักศึกษาควรแยกแยะอาการที่เกิดจากการแพ้ (Allergy)
ออกจากอาการที่เป็ นผลข้างเคียงของยา (Side effect of medication)
                             ่               ่
           อาการแพ้ยา เช่น ผืนแดง (rash) ; ผืนนูน (hives) ; คัน (urticaria) ;
แผลตุ่มน้ าของเนื้ อเยืออ่อนในช่องปาก (Erythema multiforme) ;
                       ่
                                       ิ
ซึ่ งอาจรุ นแรงทาให้เกิดรอยโรคขึ้นที่ผวหนัง ตา และอวัยวะเพศด้วยเรี ยกว่า

              คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                           ั
                                                 79

             Steven Johnson Syndrome ; บวมตามร่ างกาย หรื อรอบตา รอบริ มฝี ปาก
             (Angioneurotic adema) ; หายใจลาบาก หายใจไม่ออก (Anaphylaxis) เป็ นต้น
                     อาการที่เป็ นผลข้างเคียงของยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปากแห้ง
             ท้องผูก ปัสสาวะขัด เป็ นต้น

                    ่
             สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
                                              ้
                  1. นักศึกษาควรถามว่าผูป่วยเคยมีอาการแพ้ยาอาหารหรื อสารอื่น ๆ หรื อไม่
                      อาจถามว่า “เมื่อกินยา/อาหารหรื อสัมผัสโดนสิ่ งใดแล้วมีผนคัน เป็ นตุ่มน้ า
                                                                                ื่
                      บวม หายใจขัด/ ลาบากหรื อไม่”
                                                   ้          ั
                  2. บันทึกชื่อของสิ่ งที่แพ้ ถ้าผูป่วยไม่รู้จกชื่อยา ให้ถาม
                      “ว่าเป็ นยาที่ใช้รักษาอะไร” เพื่อที่จะได้แยกแยะกลุ่มยาได้
                            ้
                  3. ถ้าผูป่วยมี
                                     ั
                      Allergyให้นกศึกษาทาสัญลักษณ์การแพ้ยาที่ทางคลินิกจัดหาให้ไว้ที่ปกด้านใน
                                 ้
                      ของแฟ้ มผูป่วย เขียนชื่อสารและอาการที่แพ้

                                             ั
                        4.3.6 Pregnancy (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
                                                       ู้
                        วัตถุประสงค์ทาให้ทราบว่าขณะนี้ผป่วยกาลังตั้งครรภ์หรื อไม่
             เพราะการรักษาอาจมีผลต่อภาวะตั้งครรภ์
             หรื อในทางกลับกันภาวะตั้งครรภ์อาจทาให้เกิดรอยโรคในช่องปาก
                            ้
             ควรถามในผูหญิงวัยเจริ ญพันธุ์ทุกคน
                    ่
             สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
             1. นักศึกษาควรถามและบันทึกดังนี้ “ประจาเดือนมาตามปกติหรื อไม่” หรื อ “กาลัง
                   ตั้งครรภ์หรื อไม่”
             2. ถ้ากาลังตั้งครรภ์ให้ถามและบันทึก กาหนดการคลอดบุตร อายุครรภ์ และ
                   ปั ญหาที่มีในระหว่างตั้งครรภ์

                           ั
4.4 Family History (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
     วัตถุประสงค์ของการถามโรคในครอบครัว เพื่อประเมินว่ามีโรคทางพันธุ กรรม
                                                                  ้
หรื อโรคติดเชื้อ (infectious disease) ซึ่ งอาจจะส่ งผลต่อสุ ขภาพผูป่วยหรื อไม่
                   ู้                                                     ู้
นอกจากนี้การที่ผป่วยมาขอรับการรักษาอาจเป็ นผลจากประสบการณ์ที่ผป่วยพบเห็นการป่ วยของ
สมาชิกในครอบครัว

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
                            คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                         ั
                                               80

     นักศึกษาควรถามว่าสมาชิกในครอบครัวระดับ second-degree relative คือพ่อแม่ ปู่ ย่า
             ้                          ้
ตายาย พี่นอง ลูกและหลาน (ที่เกิดจากลูกผูป่วยเอง) มีโรคประจาตัว
หรื อป่ วยด้วยโรคทางระบบใดบ้าง

                                                              ั
4.5 Psycho-Social History and Environment Factors (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
    ข้อมูลจากประวัติส่วนนี้ทาให้เข้าใจถึงอิทธิ พลของปั จจัยที่มีผลต่อสุ ขภาพ
                                             ้                             ้
การส่ งเสริ มป้ องกัน และการดูแลสุ ขภาพของผูป่วย ทาให้เข้าใจปั ญหาของผูป่วยมากยิงขึ้น
                                                                                ่
ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์สาคัญทั้งในการวินิจฉัยโรค วางแผนการรักษา
                  ู้
และส่ งเสริ มให้ผป่วยดูแลสุ ขภาพด้วยตัวเอง

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
นักศึกษาควรถามหัวข้อหลัก ดังนี้
1. Patient profile เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับ ครอบครัวผูป่วย สมาชิกในครอบครัว
                                                    ้
                   ั
      ความสัมพันธ์กบคนในครอบครัว อาชีพการงานหรื อการเรี ยน
2. Life Style เช่น กิจวัตรประจาวันทัวไป การผ่อนคลายอารมณ์
                                       ่
3. Source of both stress and support ความเครี ยดอาจเกิดจากครอบครัว
                     ั
      ความสัมพันธ์กบคนใกล้ชิด สถานะทางการเงิน การทางาน/เรี ยน หรื อการเกษียณอายุ
      อาจถามว่าครอบครัวเข้าใจหรื อให้กาลังใจในเรื่ องอาการเจ็บป่ วยหรื อไม่
4. Environment and context สิ่ งแวดล้อมทางกายภาพ ทางสังคม
      ตลอดจนบริ บทและเงื่อนไขที่มีผลต่อสุ ขภาพและต่อการรักษา




                                            ั
4.6 Oral and Maxillofacial History (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
      วัตถุประสงค์ทาให้ทราบอาการบาดเจ็บ และความผิดปกติที่เกิดบริ เวณใบหน้า
ความสนใจในการดูแลสุ ขภาพช่องปาก
                                                             ่
อาการแทรกซ้อนหรื อปั ญหาจากการรักษาทางทันตกรรมที่ผานมา ทัศนคติต่อการรักษาที่ผานมา่
       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
      นักศึกษาควรถาม ดังนี้
                                                                      ั
      1. Head/Face/Jaw/Teeth Trauma ถามประวัติอาการบาดเจ็บ เช่น อุบติเหตุจากรถ หกล้ม
                                                                ั
           ตกจากที่สูง ถูกตี ถูกต่อย บริ เวณศีรษะและใบหน้า ให้นกศึกษา บันทึก (1)
           ความรุ นแรง (2)เวลาที่เกิด และ (3) การรักษาที่ได้รับ
                          คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                       ั
                                          81

2. Orofacial pain ถามประวัติอาการปวดบริ เวณใบหน้าและช่องปาก ควรใช้คาถามต่อไปนี้
   เพื่อถามคัดกรองผูป่วย้
        คาถามคัดกรองอาการ orofacial pain (Locker & Grushka 1987)
        ท่านเคยมีอาการปวดดังนี้หรื อไม่
                   1) อาการปวดบริ เวณข้อต่อขากรรไกร
                   2) อาการปวดบริ เวณหน้าหู
                   3) อาการปวดในกระบอกตาหรื อรอบตา
                   4) อาการปวดเมื่ออ้าปากกว้างหรื อหาวนอน
                   5) อาการปวดแปล๊บ ๆ ที่บริ เวณใบหน้าหรื อที่แก้ม
                                      ้
                   6) อาการปวดที่ขอต่อขากรรไกรเวลาเคี้ยวอาหาร
                   7) อาการปวดบริ เวณขมับ
                   8) อาการเมื่อย ๆ ตึง ๆ บริ เวณใบหน้า
                   9) อาการปวดแสบร้อนที่ลิ้นหรื อบริ เวณในปาก
               ้                                        ั
        ถ้าผูป่วยตอบว่ามีอาการปวดในข้อใดข้อหนึ่งให้ซกถามต่อว่า (1) เป็ นตั้งแต่เมื่อไร
                                                                ั
   (2) ความถี่ที่เป็ น และ (3) ความรุ นแรงของอาการปวด ให้บนทึกเป็ นระดับขั้นว่าน้อย
   ปานกลาง หรื อมาก
3. Oral ulceration on Discomfort in the Mouth ถามประวัติการเป็ นแผลในช่องปาก
                                          ่
   หรื ออาการระคายเคืองบริ เวณเนื้อเยือช่องปาก ถ้ามีให้ถามและบันทึกเรื่ อง (1) ความถี่
   (2) ระยะเวลาการหายของแผล และ (3) ปั จจัยที่เกี่ยวข้อง
                                                                     ่
4. Discomfort in the mouth ถามประวัติอาการระคายเคืองบริ เวณเนื้ อเยือช่องปาก
   ถ้ามีให้ถามและบันทึกเรื่ อง (1) ความถี่ (2) ระยะเวลาการหายของแผล และ (3)
   ปั จจัยเกี่ยวข้อง
5. Head/Face/Neck Radiotherapy ถามประวัติการใช้รังสี บาบัดมะเร็ ง
   ถ้ามีให้ถามและบันทึก (1) ชนิดของมะเร็ ง (2) บริ เวณที่เป็ น (3) ระยะเวลาที่การรักษา
   และ (4) การรักษาที่ได้รับ
                                                      ้
6. Previous Dental Check-Up / Treatments ถามว่าผูป่วยเคยไปพบทันตแพทย์หรื อไม่
   ถ้าเคย ถามต่อว่าไปพบเมื่อมีอาการหรื อไปเพื่อตรวจเช็คอาการเป็ นประจา
   และถ้าไปเป็ นประจาให้ระบุความถี่ต่อปี
                                ้                                        ้
7. Previous Treatments ถ้าผูป่วยไม่เคยได้รับการรักษาทางทันตกรรมก็ไม่ตองถามต่อ
           ้                            ั
   หากผูป่วยเคยรับการรักษาให้นกศึกษาถามต่อว่าไปทาการรักษาอะไร
8. Previous Problems/Complications
                    ้             ้ ้
   นักศึกษาไม่ตองถามข้อนี้ถาผูป่วยไม่เคยได้รับการรักษาทางทันตกรรมมาก่อน

                     คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                  ั
                                             82

       หากเคยรักษาให้ถามว่ามีอาการแทรกซ้อนหรื อปั ญหาใด ๆ จากการรักษาหรื อไม่
                  ่
       และให้ระบุวาเกิดอาการอะไรหรื อปั ญหาอะไร

                               ั
4.7 Personal History (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
     วัตถุประสงค์เพื่อประเมินพฤติกรรมที่อาจเสี่ ยงต่อการเกิดโรค เช่น การสู บบุหรี่
ดื่มแอลกอฮอล์ ความถี่การกินอาหาร ชนิดของอาหารที่กิน นิสัยนอกหน้าที่ของฟัน
(parafunctional habit) การทาความสะอาดช่องปากและฟัน การทาความสะอาดฟั นปลอมถอดได้
retainer หรื อ เฝื อกฟัน เป็ นต้น

                                                                       ั
          4.7.1 พฤติกรรมการใช้ สารทีเ่ สี่ ยงต่ อโรคและยาเสพติด (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
                     พฤติกรรมการใช้สารที่เสี่ ยงต่อโรค เช่น การสู บบุหรี่ (smoking) การใช้ยา
          เส้น (smokless tobacco) การเคี้ยวหมาก (Betel guid) ดื่มเหล้า (dringking)
          การใช้ยาเสพติด(drug abuse) และอื่น ๆ
                 ่
          สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
          นักศึกษาควรถามทุกพฤติกรรมการใช้สารที่เสี่ ยงต่อโรค การสู บบุหรี่ (Smoking)
                                                                     ั
          โดยถามว่าขณะนี้ทาพฤติกรรมดังกล่าวหรื อไม่ ถ้าทาให้บนทึกความถี่ เช่น
          สู บกี่มวนต่อวัน (cigarette/day) และสู บมาแล้วกี่ปี ถ้าผูป่วยได้ทาในปัจจุบน
                                                                   ้                ั
          ถามต่อว่าเคยทาพฤติกรรมเสี่ ยงนั้น ๆ ในอดีตหรื อไม่
          ถ้าเคยบันทึกปริ มาณและระยะเวลาที่เคยทา

                                        ั
          4.7.2 Dietary Behaviour (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
                  วัตถุประสงค์เพื่อประเมินพฤติกรรมการกินอาหาร
          นาไปประเมินความเสี่ ยงของการเกิดโรคในช่องปากเช่น โรคฟันผุ โรคฟันสึ ก




                 ่
          สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
          นักศึกษาควรถามสิ่ งเหล่านี้
          1. Meal/Day
                                               ู้
                   ถามจานวนมื้ออาหารทุกมื้อที่ผป่วยรับประทานและบันทึกโดยกาลงในช่องที่เห
                   มาะสม

                        คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                     ั
                                                  83

                                                 ้
                2. Favorite taste ถามว่าผูป่วยชอบรับประทานอาหารรสใดมากที่สุด
                       โดยให้นกศึกษาจัดกลุ่มว่าเป็ นประเภทใด (1) รสเผ็ด (2) หวาน (3) เปรี้ ยว (4)
                                 ั
                       เค็ม และ (5) อื่น ๆ
                3. Favorite food consistency
                       ถามว่าผูป่วยชอบทานอาหารประเภทใดมากที่สุดโดยให้นกศึกษาจัดกลุ่มว่าเป็ น
                               ้                                                ั
                       ประเภทใด (1) ปกติ (2) แข็ง (เช่นกระดูก เมล็ดพืชแข็ง ๆ) (3) นิ่ม (เช่น
                       ขนมเค้ก ขนมแป้ ง) (4) เป็ นเส้นใย (เช่น ผัก ผลไม้) และ (5) อื่น ๆ
                4. การบันทึกในตารางการบริ โภค
                     ั
                ให้บนทึกรายละเอียดในแต่ละประเภทของอาหารและเครื่ องดื่มตามหัวข้อต่อไปนี้
                                             ั
                           a. Details ให้บนทึกรายละเอียดของเครื่ องดื่มหรื ออาหาร เช่น น้ าอัดลม
                               โซดา กาแฟผสมนมข้นหวาน ลูกอมฮอลล์ หมากฝรั่ง sugar free
                               แกงส้ม
                           b. Frequency ความถี่ในการบริ โภค เช่น 1 ครั้ง/วัน 3 ครั้ง/สัปดาห์
                                       ้
                               หากผูป่วยตอบว่า นานๆ ครั้ง หรื อ บางโอกาส ไม่ควรบันทึกว่า นานๆ
                               ครั้ง หรื อ บางโอกาส
                                                                  ่
                               แต่ให้พยายามหาวิธีการถามให้ได้วาหมายถึงความถี่เท่าไร
                                               ั
                           c. In meals ให้บนทึกถ้ามีการบริ โภคอาหารชนิ ดนั้นๆ ในมื้ออาหารหลัก
                                     ั
                               ใช้ตวย่อจาก Remarks เช่น ดื่มน้ าอัดลมตอนมื้อเที่ยง บันทึก L
                                                   ั
                           d. Between meals ให้บนทึกถ้ามีการบริ โภคอาหารชนิดนั้นๆ
                               ระหว่างมื้ออาหารหลัก เช่น ดื่มอัดลมระหว่างมื้อเช้ากับเที่ยง
                               และระหว่างมื้อเที่ยงกับมื้อเย็น บันทึก B/L, L/D
                                                             ั
        อาหารหรื อเครื่ องดื่มแต่ละชนิดสามารถบันทึกได้ท้ งช่อง In meals และ Between meals
หากมีการบริ โภคทั้งระหว่างมื้อและในมื้ออาหาร
        ในกรณี ที่ไม่มีการบริ โภคอาหารหรื อเครื่ องดื่มในประเภทนั้นๆ ให้กากบาทในช่อง No
เท่านั้น
        Remarks: ให้แสดงเหตุผลในการบริ โภคหรื อหากมีรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น
อมลูกอมเพราะแก้ง่วงตอนอ่านหนังสื อ อมลูกอมเพราะเป็ นเบาหวาน
ดื่มน้ าหวานร่ วมกับข้าวเพราะต้องการให้คล่องคอเนื่องจากน้ าลายน้อย

4.1 Soft drink หมายถึงการดื่มเครื่ องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ผสม โดยทัวไปหมายถึง เครื่ องดื่มที่มี
                                                                   ่
    carbonate ผสมทาให้มีรสซ่า และมักเติมรสหวานลงไปด้วย เป็ นสาเหตุให้เกิดฟัน Erosion
    ซึ่งจะ ขึ้นกับปริ มาณและวิธีการดื่มและการทาความสะอาดฟัน และอาจรวมถึงน้ าผัก ผลไม้
    เครื่ องดื่มชู กาลัง
                             คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                          ั
                                                   84

  4.2 Cofee/Tea/Milk/Chocholate หมายถึงการดื่มเครื่ องดื่มประเภท ชา กาแฟ ชอคโกแลต นม ที่มี
      รสหวาน
  4.3 Candy หมายถึงการรับประทานท๊อฟฟี่ ลูกอม
  4.4 Chewing gum (sugar) นักศึกษาถามเรื่ องการเคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่มีน้ าตาล และไม่มีน้ าตาล
  4.5 Sour food
      นักศึกษาถามเรื่ องการรับประทานอาหารรสเปรี้ ยวและการทาความสะอาดฟันหลังรับประทาน
      อาหารที่มีรสเปรี้ ยว
  4.6 Sweets หมายถึงขนมทุกชนิ ด ทั้งขนมไทย ขนมซอง Bakery ช็อคโกแลตแท่ง
  4.7 Others หมายถึงอาหารและเครื่ องดื่มอื่นๆ
      ที่มีความเสี่ ยงต่อการเกิดโรคในช่องปากและไม่สามารถระบุรวมได้ในข้อ 4.1-4.6

                                         ้
5. In case of eating before bedtime หากผูป่วยมีการบริ โภคอาหารหรื อเครื่ องดื่มก่อนนอน
ให้ถามมีการแปรงฟันอีกหรื อไม่ก่อนจะนอน

                                                                    ั
                  4.7.3 Plaque Control and Oral Hygiene Care (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
                           วัตถุประสงค์เพื่อประเมินพฤติกรรมการทาความสะอาดช่องปาก และ
            เครื่ องมือชนิ ดถอดได้ที่ใส่ ในช่องปาก เช่น ฟันปลอม retainer เฝื อกฟัน

                       ่
                สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
                นักศึกษาควรถาม ดังนี้
                1. Tooth Brush Type ชนิดของขนแปรงที่แข็งทาให้เกิดฟันสึ ก (abrasion,
                         attrition) นักศึกษาถามชนิดขนแปรงที่ใช้และบันทึก
                2. Dentrifice ชนิดของยาสี ฟันอาจทาให้เกิดฟั นสึ ก หรื อการเกิดฟันผุ
                         นักศึกษาถามชนิดของยาสี ฟัน และประเมินว่ามี fluoride หรื อไม่
                3. Brushing technique
                         เทคนิคการแปรงฟันมีผลต่อการสึ กของฟันและความสะอาดในช่องปาก
                                               ้
                         นักศึกษาถามวิธีการ ผูป่วยแต่ละรายอาจแปรงหลายเทคนิ ค
                         ความถี่ต่อวันและแปรงฟันนานเท่าใดแล้วบันทึก
                4. Type of oral hygiene aids
                         นักศึกษาควรถามว่าใช้เครื่ องมืออื่นในการทาความสะอาด
                                                                   ้
                         ช่องปากและฟันหรื อไม่ และใช้อะไร ผูป่วยอาจตอบว่าใช้ Dental floss
                         ไม้จิ้มฟัน เป็ นต้น ถามต่อเรื่ องความถี่ในการใช้

                              คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                           ั
                                             85

                                                                                   ่ ้
          5. Mouth rinse นักศึกษาถามเรื่ องการใช้น้ ายาบ้วนปาก ถ้าใช้ ให้ระบุชื่อยีหอที่ใช้
                รู ้ส่วนผสมที่สาคัญ เช่น ฟลูออไรด์ สารกันเสี ยวฟัน เหตุผลในการใช้
                ความถี่ในการใช้
          6. Appliance รวมถึงฟันปลอมชนิดถอดได้ occlusal splint, retainer เป็ นต้น
              ให้ระบุชนิด และสภาพของฟั นปลอม เช่น TP มีการแตกหัก หลวม
          7. Appliance care ประเมินเรื่ องการดูแลทาความสะอาด
                        ้
         โดยถามว่าผูป่วยได้แปรงทาความสะอาดทุกครั้งหลังมื้ออาหาร
         หรื อก่อนถอดเก็บหรื อไม่
                                                                ้
ความถี่ในการใช้อุปกรณ์ทาความสะอาดช่องปากทุกชนิด หากผูป่วยตอบว่า นานๆ ครั้ง
หรื อ บางโอกาส ไม่ควรบันทึกว่า นานๆ ครั้ง หรื อ บางโอกาส แต่ให้พยายามหาวิธีการถาม
       ่
ให้ได้วาหมายถึงความถี่เท่าไร กี่ ครั้ง/วัน หรื อ /สัปดาห์

         4.7.4 Abnormal Oral Habits and /or Parafunctional Habits
             ั
         (ดูตวอย่างในAppendix 1 )
                  วัตถุประสงค์เพื่อประเมินพฤติกรรมการใช้ฟันนอกหน้าที่
         พฤติกรรมเหล่านี้
                                                ั
         อาจทาให้เกิดพยาธิ สภาพที่ฟันอวัยวะปริ ทนต์และระบบบดเคี้ยวได้

                ่
         สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
         นักศึกษาต้องถามพฤติกรรมดังนี้
        1. Bruxism เป็ นพฤติกรรมกัดฟันโดยมีการไถฟันไปมา (grinding)
                                 ั                               ้
     ทาให้เกิดเสี ยงดัง สิ่ งที่นกศึกษาควรถามเพื่อประเมินว่าผูป่วยนอนกัดฟันหรื อไม่คือ (1)
                                           ้                       ิ
     ถามว่ามีใคร (เช่น พ่อแม่ พี่นอง หรื อเพื่อน) เคยได้ยนเสี ยงนอนกัดฟั นหรื อไม่ (2)
     เคยมีความ
                 รู ้สึกเมื่อยที่ใบหน้าหรื อเจ็บที่ฟันหลังตื่นนอนตอนเช้าหรื อไม่ (3)
                    ฟันที่เคยอุดไว้
                 มักแตกบ่อย ๆ หรื อไม่ (4)
                    มักมีอาการเสี ยวฟันเป็ นครั้งเป็ นคราวโดยไม่มีสาเหตุ
                                         ้                              ้
                 ชัดเจนหรื อไม่ ถ้าผูป่วยตอบว่าใช่ ก็ให้สงสัยว่าผูป่วยมีนิสัยนอนกัดฟัน
                                                        ั            ่
                    ควรถามต่อเรื่ องเวลาว่า (1) ปั จจุบนยังเป็ นอยูหรื อไม่ และ (2) บ่อยแค่ไหน
        2. Clenching เป็ นพฤติกรรมการกัดเน้นฟันโดยกัดย้า ๆ ไม่ไถฟันไปมา มักเกิดใน
               ช่วงที่เผลอขณะกาลังคิดอะไรเพลิน ๆ หรื อขณะมีใจจดจ่อทาสิ่ งหนึ่งสิ่ งใด
             ้                     ั
         ผูป่วยมักทาโดยไม่รู้ตว และมักจะคิดว่าไม่มีพฤติกรรมนี้ นอกจากนี้ อาจเกิดในขณะ
                        คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                     ั
                                           86

          นอนหลับได้บาง   ้
       3. Bracing เป็ นพฤติกรรมที่ฟันบนและฟันล่างแตะกันตลอดเวลาในขณะพักไม่เคี้ยว
           อาหารหรื อพูด ท่าพักที่ถูกต้องของขากรรไกร คือฟันบนและล่างจะต้องอยูห่าง    ่
          กันเล็กน้อย การที่ฟันบนล่างสัมผัสกันทาให้กล้ามเนื้อ mastication มีการหดเกร็ ง
          อาจทาให้มีอาการเมื่อย ๆ ที่ใบหน้า หรื อมีโอกาสที่จะเกิด clenching เบา ๆ แต่
          เป็ นตลอดเวลาโดยที่ผป่วยไม่ได้สังเกต นักศึกษาควรถามว่า “เวลาที่ผป่วยอยู่
                                  ู้                                            ู้
          เฉย ๆ ไม่ได้เคี้ยวอาหารหรื อพูด ฟันบนและล่าง แตะกันตลอดเวลาหรื อไม่”
                    ้                             ู้                         ั่
          หรื อถ้าผูป่วยไม่แน่ใจอาจลองบอกให้ผป่วยสังเกตตัวเองในขณะที่นงบนเก้าอี้ทา
                                                          ้
          ฟันว่าฟันแตะกันหรื อไม่ ถ้ามีอาการนี้หรื อถ้าผูป่วยไม่แน่ใจ ก็ให้คาแนะนาแก่
            ้                                          ู้
          ผูป่วยว่าท่าพักที่ถูกต้องทาอย่างไร เพื่อให้ผป่วยมี self awareness โดยให้ลองพูด
          อักษร “M” เพราะเมื่อพูดตัวอักษรนี้แล้วฟันจะห่างกันเล็กน้อยในขณะที่ริมฝี ปาก
          บนล่างปิ ดสนิท และกล้ามเนื้อผ่อนคลาย
                                          ้
       4. Lip/Nail/Cheek biting ถามว่าผูป่วยชอบกัดเล็บ กัดเม้มริ มฝี ปาก หรื อกัดข้างแก้ม
          เล่นเวลาเผลอ ๆ หรื อไม่ นักศึกษาอาจลองสังเกตอาการขณะซักประวัติ ในผูที่       ้
          ชอบกัดเม้มริ มฝี ปากเป็ นประจาจะเห็นรอยฟันบนริ มฝี ปาก รอยถลอกที่กระพุง        ้
          แก้ม หรื อเห็นว่าปลายเล็บบิ่นขรุ ขระ
                                              ้
       5. Tongue thrusting นักศึกษาถามผูป่วยว่าชอบเอาลิ้นดุนฟันหรื อไม่ หรื อลองให้
              ้
          ผูป่วยกัดฟันกลืนน้ าลาย แล้วสังเกตว่าปลายลิ้นดันฟันหรื อไม่ อาจจะมีลกษณะ ั
          ของการสบเปิ ดบริ เวณฟันหน้า (anterior open bite)
                                            ้
       6. Mouth breathing นักศึกษาถามผูป่วยว่าชอบหายใจทางปากหรื อไม่ หรื อให้
                      ้
          สังเกตว่าผูป่วยมีริมฝี ปากแห้ง เหงือกอักเสบบริ เวณฟั นหน้าบน
                               ้                     ้
       7. Pipe smoking ในผูป่วยบางราย (มักเป็ นผูชายกลางคน) อาจคาบไปน์จนทาให้เกิด
          ฟันหน้าเป็ นร่ อง
       หมายเหตุ อาการแสดงในช่องปากของ bruxism, clenching และ bracing มักมี
       buccal ridging (หรื อ prominent linea alba buccalis)
                                     ั
       รอยหยักที่ขอบลิ้นสัมพันธ์กบร่ องฟันล่าง (Indentation of tongue หรื อ crenation of
       tongue) และมีฟัน attrition

                                                             ั
4.8 การตรวจภายนอกช่ องปาก (Extra Oral Examination) (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
ในการตรวจให้ใช้หลักการพื้นฐาน 4 ข้อคือ (1) ดู (inspection) (2) ฟัง (auscultation) (3)
คลา (palpation) และ (4) เคาะ (percussions) มาใช้ในการตรวจผูป่วย้
                              ้
การตรวจอาจเริ่ มตั้งแต่แรกพบผูป่วยขณะ ซักประวัติ โดยการสังเกตกริ ยาท่าทาง (general

                      คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                   ั
                                           87

appearance) การตรวจควรทาเป็ นลาดับขั้น จากภายนอกช่องปากสู่ ภายในช่องปาก
จากขวาไปซ้าย จากบนลงล่าง เพื่อจะได้ไม่หลงลืม
                                              ั
        4.8.1 General Appearance เป็ นการดูลกษณะทัว ๆ ไป เช่น ท่าทางการเดิน
                                                      ่
        อารมณ์จิตใจ การรับรู้ ความรู้สึกตัว (Conscious) อากับกริ ยา
                           ้
        นักศึกษาควรสังเกตผูป่วยตั้งแต่แรกพบ ขณะซักประวัติ และบันทึกในแบบฟอร์ม

       4.8.2 Extra oral Examination
                 ้
       การตรวจผูป่วยควรเริ่ มตรวจจากภายนอกช่องปากให้เสร็ จสิ้ นก่อนที่จะตรวจในช่อง
       ปาก

              ่
       สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
                 ั
       สิ่ งที่นกศึกษาควรตรวจได้แก่
       1. ศีรษะ ดูขนาดและรู ปร่ าง
       2. ผมและผิวหนัง ดูความหนา บาง สี ผม และผิวหนัง ผิวแห้งและผมบางอาจ
             จะเกิดจาก ectodermal dysplasia หรื อผลของ chemotherapy เป็ นต้น
       3. ใบหน้า ดู symmetry ของใบหน้า ใบหน้าที่ไม่สมมาตรอาจเกิดจาก
             developmental condition เช่น condylar hyperplasia เกิดจากการขยายตัวของ
             เนื้องอก หรื อเกิดจากการบวมอักเสบ จากการติดเชื้ อในช่องปากแพร่ กระจาย
             มาตาม tissue space
                                                                       ั
       4. หู ตา จมูก ดูการอักเสบของหู เช่น การอักเสบของหูช้ นนอก การบวมรอบ
             ดวงตา จากการอักเสบติดเชื้อจากฟัน อาการแพ้ หรื อ conjunctivitis ตรวจดู
             จมูก เช่น รู จมูกตีบ หรื อยกขึ้น ซึ่ งอาจเป็ นผลของการอักเสบในช่องปาก
             เนื้องอกหรื อถุงน้ าในช่องปาก
       5. TMJ and masticatory muscles นักศึกษาควรตรวจดังนี้ คือ
              ก. การเคลื่อนของขากรรไกรในแนวดิ่ง (vertical range of movement)
                              ้                                              ้
                   คนปกติอาปากได้กว้างประมาณ 3 นิ้วมือ โดยไม่เจ็บ (ในผูหญิงมากกว่า 35
                                 ้
                   มม. และในผูชายมากกว่า 40 มม.)
              ข. การเคลื่อนที่ของขากรรไกรในแนวราบ (excursion) อาจตรวจคร่ าว ๆ
                           ู้
                   โดยให้ผป่วยเยื้องคางไปมาซ้ายขวา แล้วถามว่าเจ็บหรื อไม่
                ค. แนวการอ้าปาก เช่น straight, corrected deviation, deviation (or deflection)
                ง. การคลาบริ เวณด้าน lateral และ posterior ของข้อต่อขากรรไกร
                                                             ่
                   โดยใช้แรงกดประมาณ 0.5 กก. เพื่อ ดูวามีอาการกดเจ็บหรื อไม่
                จ. การคลาบริ เวณกล้ามเนื้ อบดเคี้ยว กล้ามเนื้ อมัดที่คลาได้นอกช่องปาก
                      คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                   ั
                                          88

              คือ temporalis (anterior, middle และ posterior part) superficial masseter
              (origin body insertion) และ deep masseter กดด้วยแรงประมาณ 1 กก.
              ด้วยนิ้วชี้และนิ้วกลาง กดนิ่ง ๆ ชัวครู่ ถามผูป่วยว่าเจ็บหรื อไม่ กล้ามเนื้อ
                                                 ่          ้
                                                                           ิ
              lateral pterygoid และ medial pterygoid อาจตรวจโดยใช้วธี provocation
              test ซึ่ งจะไม่กล่าวในที่น้ ี temporalis tendon ตรวจโดยกดด้วยแรง
              ประมาณ 0.5 กก. ที่บริ เวณสันเหงือกหลังต่อจากฟันซี่ 8 ล่าง
                                 ิ
           ฉ. การตรวจคอ ดูสีผวหนัง contour texture symmetry สี การบวมของ
              ต่อมน้ าลาย/ต่อม thyroid และคลา submandibular lymph node

                                                                     ั
        บันทึกและวาดขอบเขตสิ่ งผิดปกติที่ตรวจพบทั้งหมดลงในช่องที่ให้บนทึกและใน
diagram รู ปศีรษะและใบหน้า ให้ได้ใกล้เคียงกับความเป็ นจริ งที่สุด

                                                       ั
4.9 การตรวจภายในช่ องปาก (Intraoral Examination) (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
       4.9.1 Oral Hygiene ประเมินสภาพอนามัยช่องปากเป็ น 3 ระดับ Good Fair และ
       Poor
       4.9.2 Soft Tissue Examination ต้องตรวจดูส่วนต่าง ๆ ของช่องปากตามลาดับ
                                                         ั
       โดยทัวไป หากประเมินแล้วไม่พบความผิดปกติให้บนทึกว่า within normal limits
             ่
       (WNL)

       สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ *
              ่
                                               ้
       1 การตรวจริ มฝี ปากจะต้องตรวจดูดวยตา (inspection) และใช้นิ้วชี้คลา (bidigital
                                 ั
             palpation) ต้องรู ้ลกษณะปกติของริ มฝี ปากซึ่ งอาจแตกต่างกันได้มาก
                      ั
             และรู ้ลกษณะที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะที่มีโรคต้องดูสี รู ปร่ าง ผิว และรอยโรค
                                      ิ          ่
             (lesion) ต้องคลาดูผว ความยืดหยุน (elasticity) และความหนาแน่น (firmness)
             ของอวัยวะบนผิวและภายในริ มฝี ปาก นอกจากนี้ควรตรวจเส้นประสาทคู่ที่ 7
                                   ู้
             (CN.VII) โดยให้ผป่วยเผยอริ มฝี ปากให้เห็นฟันหรื อให้ยิม  ้
                          ั
             สภาพปกติน้ นสังเกตได้จากการเคลื่อนไหวของริ มฝี ปาก และมุมปาก
                                                                ่
             ซึ่ งควรจะเคลื่อนไหวเท่ากันทั้งซ้ายและขวา เมื่ออยูท่าพัก (rest position)
             ริ มฝี ปากบนและล่างควรติดกัน
       2 เพดานปาก (palate) ควรตรวจทั้งเพดานแข็ง และเพดานอ่อน (hard และ soft
             palate) การตรวจเพดานควรจะคลาและดูการเปลี่ยนแปลงของสี ความแน่น
                                                   ่
             ลักษณะสัมผัส (texture) ของเนื้อเยือ หรื อดูรูปร่ าง (form) ที่แตกต่างกันไป
                 ่                                                ่ ้
             เยือเมือกของเพดานแข็งจะยึดติดแน่นกับกระดูกที่อยูขางในและมักมี
                     คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                  ั
                                   89

  keratinization
          ่
  ทาให้เยือเมือกซึ่ งตามปกติมีสีชมพูจะมีสีคล้ าไปทางน้ าเงินขาวปนเทา
                                       ่
  ส่ วนเพดานอ่อนถูกปกคลุมด้วยเยือเมือกบางกว่าที่ปกคลุมเพดานแข็งและไม่มี
                                                      ่
  cornified epithelium จะมี mucous glands และเยือเมือกมากมาย
  ทาให้สีของเพดานอ่อนมีสีแดงกว่าเพดานแข็ง
  นอกจากนี้ควรตรวจเส้นประสาทสมองคู่ที่ 9 และ 10 (CN IX และ X)
              ู้
  โดยให้ผป่วยออกเสี ยง “อา”
  ถ้ามีความผิดปกติของเส้นประสาทสมองลิ้นไก่จะถูกยกไม่สมมาตรกัน
  โดยเฉียงไปทางด้านที่ปกติ
                                           ่
3 Labial & Buccal mucosa การตรวจเยือเมือกด้านริ มฝี ปาก (labial mucosa)
  ต้องดึงริ มฝี ปากบนและล่างเพื่อดูสี และลักษณะของผิวและรอยโรค (lesion)
                   ้
  การคลาก็ตองทาในการตรวจทุกราย
  ควรจะเริ่ มต้นจากขอบนอกของริ มฝี ปากเรื่ อยไปจนถึง vestibule
  การคลาจะใช้แบบ bidigital หรื อ bimanual ก็ได้ labial gland
              ้                                                  ้
  เห็นได้ดวยตาเปล่าและคลาพบว่าเป็ นก้อนนิ่มคล้ายเม็ดสาคูที่ตมสุ กแล้ว
                             ้
4 การตรวจเยื่อเมือกกระพุงแก้ม (buccal mucosa)
                                         ั
  ควรถ่างออกให้เห็นเพื่อตรวจดูสีลกษณะของพื้นผิว หรื อรอยโรค (lesion)
  ควรจะดู vestibular mucosa ที่เป็ นร่ องไปจนถึง alveolar process ด้าน
  posterior ก็ควรดูไปจนถึง maxillary tuberosity
                 ่              ้
  ตามปกติเยือเมือกในกระพุงแก้มจะมีสีชมพูในคนผิวคล้ าหรื อดา
                       ้                                    ้
  อาจพบว่ากระพุงแก้มมีสีคล้ าเป็ นหย่อม ๆ บริ เวณกระพุงแก้มอาจพบ normal
                     ั
  variation ได้ดงนี้คือ ectopic sebaceous gland หรื อ Fordyce’s granules, lineal
  alba buccalls และ parotid papilla เป็ นต้น
                                                ้
5 ลิ้น (Tongue) ในการตรวจลิ้นต้องตรวจดูดวยตา สังเกตพื้นผิวของลิ้น
  สังเกตดูลิ้น ในตาแหน่งปกติและในขณะที่เคลื่อนไหว
  จะดูลิ้นให้ละเอียดได้บริ เวณกว้างขวาง
            ้                        ่
  ควรใช้ผาก๊อสจับปลายลิ้นให้อยูระหว่างหัวแม่มือและนิ้วชี้ ค่อย ๆ
  ดึงลิ้นออกมาอย่างนิ่มนวล เราจะเห็นขอบลิ้น
  โคนลิ้นและด้านบนของลิ้นอย่างชัดเจน สังเกต fillform papillae, fungiform
  papillae, circumvallate papillae และ foliate papillae, foramen cecum, lingual
  tonsil หรื อ tissue, lingual veins และ anterior lingual glands
  การตรวจเส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 โดยให้ผป่วยแลบลิ้นออกมา
                                                  ู้

              คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                           ั
                                   90

    ในคนปกติลิ้นจะยืนออกมาตรง  ่
    ถ้ามีความผิดปกติลิ้นจะเบ้ไปทางด้านที่มีความผิดปกติของเส้นประสาทสมอง
6   Floor of the mouth การตรวจพื้นช่องปาก
                                                               ั    ู้
    ทาได้โดยตรวจด้วยตาและคลาการตรวจโดยการดูน้ นควรให้ผป่วยกระดกลิ้นขึ้น
               ้         ้
    และผูตรวจใช้ดานหลังของ mouth mirror
    ดันลิ้นเพื่อให้เห็นเนื้ อเยื่อบริ เวณพื้นของปากในขณะที่ลิ้นกาลังเคลื่อนที่ดูการอักเ
    สบของ caruncle หรื อขนาดของ sublingual ridges ที่โตผิดปกติ ตาแหน่งของ
                                              ั ู้
    lingual frenum จะเห็นได้ชดเมื่อให้ผป่วยกระดกลิ้นไปแตะเพดาน
             ่
    หรื อยืนลิ้นไปแตะด้าน lingual
                                         ู้             ้
    ของฟันหน้าบนในขณะที่ผป่วยกระดกลิ้นผูตรวจควรดูความสัมพันธ์ระหว่างพื้น
    ช่องปากกับ alveolar ridge
                                 ่                 ื่
    และสังเกตดูเนื้ อเยือของพื้นช่องปากที่ยนขึ้นไปบนช่องว่างที่ไม่มีฟันด้วย
7   การคลาพื้นช่องปากโดยใช้นิ้วมือของทั้งสองมือ (bimanual palpation)
        ้                    ่ ้
    ผูตรวจควรยืนอยูขางหน้าผูป่วย            ้
    ซึ่ งนังตัวตรงโดยให้ศีรษะก้มต่าและขากรรไกรล่างตกเล็กน้อยเพื่อให้กล้ามเนื้อที่
           ่
                                                      ้
    พื้นของปากหย่อนตัวเต็มที่ในการคลาผูตรวจควรใช้นิ้วมือซ้ายคลาในช่องปากท
    างด้านซ้ายของผูป่วย    ้
                                                          ้
    และใช้นิ้วชี้มือขวาคลาทางขวาของพื้นปากของผูป่วยการตรวจควรกดอวัยวะต่า
    งๆ
                                                                 ่
    ลงไปหานิ้วมือของอีกมือหนึ่ งที่รองรับพื้นของปากอยูนอกปากการตรวจจะง่ายแ
                       ้
    ละได้ผลดีเมื่อผูป่วย relax การคลาพื้นช่องปากควรเริ่ มต้นตั้งแต่ที่ midline
    ไปทางด้านข้างจนถึงด้านหลังสุ ดของพื้นปากให้คลาไปไกลที่สุดเท่าที่จะทาได้โ
                    ู้
    ดยไม่ทาให้ผป่วยเจ็บ
8   Oropharynx และบริ เวณ tonsil
    จะตรวจดูได้โดยใช้ที่กดลิ้นหรื อจะใช้กระจกส่ องในปากกดก็ได้แต่จะต้องระวังใ
                                   ่ ั
    ห้กระจกติดแน่นอยูกบด้ามการกดลิ้นต้อง ทาให้ถูกเพราะลิ้นจะหดตัวไปปิ ด
    oropharynx
    ได้ง่ายควรใช้ปลายที่กดลิ้นหรื อกระจกกดที่โคนลิ้นตรงรอยต่อระหว่างส่ วนที่อยู่
    ในแนวราบกับส่ วนที่ต้ งฉาก         ั
                                                            ู้
    ควรกดไปข้างหน้าและลงข้างล่างถ้าทาไม่ถูกวิธีผป่วยจะอาเจียนและมองไม่เห็น
    oropharynx ได้สะดวก
9   ต่อมน้ าลาย (Salivary glands)
                  ั
    โดยตรวจดูลกษณะทางสรี ระวิทยาและกายภาพของต่อมน้ าลายต่าง ๆ ได้แก่
              คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                           ั
                                   91

   ต่อมน้ าลาย sublingual, ต่อมน้ าลาย submaxillary, ต่อมน้ าลาย parotid,
                                            ่
   รวมถึงท่อรู เปิ ดของต่อมน้ าลายต่าง ๆ ดูวามีการอักเสบหรื อไม่
   อัตราการไหลของน้ าลายผิดปกติหรื อไม่
* จากคู่มือปฏิบติงานคลินิกตรวจพิเคราะห์โรค 2548
                ั

                                                       ั
4.9.3 Gingival and Periodontal examination (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
                                                          ่
           เป็ นการตรวจประเมินสภาพการอักเสบของเนื้ อเยือปริ ทนต์ั
                     ่
โดยทัวไปว่าอยูในระดับ mild, moderate หรื อ severe inflammation
         ่
เพื่อนาไปสู่ การวินิจฉัยว่าผูป่วยเป็ นโรคเหงือก หรื อโรคปริ ทนต์ชนิดใด
                             ้                               ั
เฉพาะที่หรื อทัวไป และความรุ นแรงระดับไหน
                 ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ **
       ่
           ในการตรวจ gingival tissue ควรตรวจดูสี (color) รู ปร่ าง (form)
ความหนาแน่น (consistency) bleeding on probing ความลึกของร่ องลึกปริ ทนต์  ั
(periodontal pocket) ความกว้างของเหงือกยึด (attached gingiva)
การตรวจควรทาเป็ นขั้น ๆ โดยเริ่ มที่เหงือกบริ เวณ third molar
                                           ้
ข้างใดข้างหนึ่งก่อนเรื่ อยไปตามด้านกระพุงแก้ม ริ มฝี ปากและด้านลิ้น
                                  ั
จนถึงฟันด้านตรงข้าม ตรวจดูท้ ง attached gingiva และ free gingiva
ก่อนลงมือตรวจต้องทาให้เหงือกแห้งเสี ยก่อนเพราะเหงือกที่เปี ยกจะสะท้อนแสงแล
                                ั
ะทาให้เห็นรายละเอียดไม่ได้ชดเจน นักศึกษาใช้ periodontal probe
                   ั
วัดร่ องลึกปริ ทนต์ทุกซี่ (Buccal 3 จุด Palatal/Lingual 3 จุด) ทาบันทึกในหน้า
diagram หากมี probing depth > 3 มม. ในขณะ probe ให้สังเกตการมี pus และ
exudate การโยกของฟัน และ furcation involvement และทาบันทึกด้วย
** จากคู่มือปฏิบติงานคลินิกตรวจพิเคราะห์โรค 2548
                       ั

                                        ั
4.9.4 Hard tissue examination (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
           เป็ นการตรวจฟัน การขึ้นของฟัน ฟันผุ ฟันที่มีการสร้างตัวผิดปกติ
       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
                                   ้
1. dental caries ตรวจบันทึกว่าผูป่วยมีฟันผุหรื อไม่
                                          ้
2. disorders of teeth ตรวจบันทึกว่าผูป่วยมีความผิดปกติของฟันจากสาเหตุอื่น ๆ
      หรื อไม่ เช่น จาก developmental disorder, abrasion, attrition, erosion
                                                                     ้
3. unerupted or missing tooth or partial eruption ตรวจบันทึกว่าผูป่วยมีฟันขึ้น
                   ั
     ไม่สัมพันธ์กบอายุหรื อไม่ หรื อมีฟันคุดหรื อไม่
5. บันทึกใน dental and periodontal examination diagram นอกจากนี้ควร

              คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                           ั
                                              92

               บันทึกฟันที่อุด ครอบฟัน รักษารากฟัน โดยใช้สีให้ถูกต้องลงใน diagram
               ดังตาราง

                        ี่
ตารางที่ 1: สั ญลักษณ์ ทใช้ ใน Dental and Periodontal Diagram
                        TOOTH                                               OTHER SYMBOLS
Blue : Lesion, temporary filling, being treated RCT                         Hypersensitivity
Black: Filling, RCT (root obturated)                                        Spacing, open contact
Red: Extracted, missing                                                     Food impaction
Yellow: Crown, bridge                                                       Pulpal exposure
Green: Impacted, partial eruption                           NV              Non-vital tooth
PERIODONTIUM                                                                Discoloration
Red line: Gingival margin                                                   Periapical radiolucency
Green line: Mucogingival line                                               Extrusion, intrusion
Blue: Periodontal pocket                                                    Drifting



                                 ั
           4.9.5 Occlusion (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
                                                           ้
                     โดยการตรวจลักษณะการสบฟันของผูป่วยตาม Angle’s classification
           ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ของขากรรไกรในแนว saggital plane
           โดยพิจารณาความสัมพันธ์ของฟันกรามแท้ซี่แรกบนและล่าง ซึ่ งได้แก่ Angle’s
           class I, II, III
                          ั
           รวมทั้งให้บนทึกลักษณะความผิดปกติของการสบฟันที่ตรวจพบได้อย่างชัดเจนด้วย
           เช่น crowding, open bite, cross bite, scissor bite ลงในช่อง others

                  ่
           สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
           1. การตรวจใน centric (หรื อ static occlusion) นักศึกษาควรดู vertical และ
                horizontal overlap บันทึกค่าเป็ นมิลลิเมตร ตรวจ premature contact และ
                Traumatic occlusion แล้วบันทึกซี่ฟัน
           2. การตรวจใน eccentric (หรื อ dynamic occlusion) นักศึกษาควรดู Occlusal
                 scheme, working guiding teeth, protrusive guiding teeth
           3. การตรวจ Interference ใน working และ non-working side รวมทั้ง protrusive


                         คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                      ั
                                           93

           บันทึกฟันที่มี interference นอกจากนี้ควรตรวจ Traumatic occlusion ใน
           eccentric ด้วย

        4.9.6 Additional observe manifestations
                                                ั                       ั
                ในกรณี ที่อาจมีความผิดปกติที่นกศึกษาพบและซึ่ งไม่ได้มีหวข้อให้เขียนบัน
        ทึก นักศึกษาอาจนามาบันทึกอาการผิดปกติในช่องนี้ เช่น cleft lip, cleft palate
        หรื อความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการช่องปากแห้ง น้ าลายน้อย

                                             ั
4.10 Findings on area of chief complaint (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
       บันทึกความผิดปกติที่ตรวจพบเกี่ยวกับ Chief complaint ของผูป่วย
                                                                ้

                               ั
4.11 Interesting finding (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
         บันทึกลักษณะผิดปกติอื่น ๆ
ที่น่าสนใจที่ทนตแพทย์ตรวจพบแต่ไม่ได้เป็ นอาการสาคัญของ
              ั
  ้
ผูป่วยตัวอย่างการบันทึกการตรวจฟันผุ
         37 : occlusal deep caries exposed pulp, positive on exploration and percussion
(Patient reported sharp), Patient has prolonged sharp pain with cold testing. Patient also
reported pain with cold/hot food or when chewing. This tooth has history of spontaneous
pain on and off.

                               ั
4.12 Radiographic findings (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
       เป็ นการอ่าน
                         ั                                   ้
และแปลผลภาพถ่ายรังสี ที่นกศึกษาพิจารณาส่ งตรวจให้เหมาะสมกับผูป่วยแต่ละคน

สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ ***
       ่
      นักศึกษาจะต้องฝึ กอ่านฟิ ล์มอย่างเป็ นระบบ พร้อมกับแปลฟิ ล์มให้ถูกต้องโดย
1. พยายามกวาดสายตาดูฟิล์มอย่างเป็ นระบบ
      2. ในฟิ ล์ม periapical full mouth ให้ดูแต่ละโรคก่อน เช่น ฟันผุ โดยดูจากซี่ 18 
                                                 ั
      28  38 48 จากนั้นจึงมาดูโรคปริ ทนต์ โดยเรี ยงลาดับการดูภาพรังสี อย่างเดิม
      แล้วเปลี่ยนเป็ นโรค อื่นเรื่ อย ๆ
                                                                  ้
3. ภาพรังสี แบบ OPG. ให้ดูโดยเริ่ มดูจากที่กระดูกก่อน จากรู หูขางขวา, glenoid fossa,
     zygoma, maxilla เรื่ อยจนถึงรู หูทางด้านซ้าย จากนั้นให้ดู condyle ข้างซ้าย

                      คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                   ั
                                            94

    ไล่ลงตามขอบล่างไปเรื่ อย ๆ จนถึง condyle ข้างขวา จากนั้นให้ดูฟันจากซี่ 18  28
     38 48 ดูความทึบของ maxillary sinus เทียบกัน 2 ข้าง
4. ฟิ ล์ม periapical หรื อ bitewing ควรไล่ดูทีละซี่ อย่างเป็ นระบบ โดยดูจาก crown, root,
    PDL., lamina dura, bone
*** จากคู่มือปฏิบติงานคลินิกตรวจพิเคราะห์โรค 2548 (สาขาวิชารังสี วทยา)
                   ั                                                  ิ
                          ั
4.13 Problem lists (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
                            ้
         เป็ นการวิเคราะห์ขอมูลที่ได้จากประวัติ                      และการตรวจทั้งหมด
                                  ั         ้
วิเคราะห์กลันกรองว่าปั ญหาที่มีท้ งหมดของผูป่วยมีอะไรบ้าง
              ่

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
นักศึกษาเขียนเรี ยงตามลาดับความสาคัญเป็ นข้อ ๆ
ตัวอย่าง เช่น
           1. 25 caries exposed pulp, with history of pain on and off
           2. Complicated medical condition because of having artificial heart valve and on
               warfarin needed premedication
           3. Financial difficulty, traveling, and time constraint
           4. other medical conditions needed attention are hypertension, drug allergy to
              ibuprofen and sulfa
           5. active dental caries, abrasion, retained roots, and extruded 28
           6. denture stomatitis may associated with candida infection
           7. Clenching/bracing habit
           8. edentulous area
           จะเห็นว่า                           สภาวะเศรษฐกิจ              เวลาการทางานธุ ระกิจ
และระยะทางการเดินทางก็อาจเป็ นปั ญหาสาหรับผูป่วย       ้
นอกเหนือจากภาวะโรคทางระบบของผูป่วย          ้

                       ั
4.14 Diagnosis (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
         การวินิจฉัยเป็ นการรวบรวมข้อมูลที่สาคัญจากประวัติและการตรวจ
เพื่อนามาวิเคราะห์จดกลุ่มว่าเป็ นลักษณะของโรคนั้น ๆ หรื อไม่
                    ั
      ั                  ั
ถ้ามีลกษณะเข้ากันได้กบลักษณะโรคใด ก็จะให้การวินิจฉัยว่าเป็ นโรคนั้น
บางครั้งอาจยังไม่ได้ definitive diagnosis ก็จะให้การวินิจฉัยเบื้องต้น (provisional or
working diagnosis) ก่อน เพื่อที่จะ investigate โดยใช้การรักษาเบื้องต้น หรื อ diagnostic
tests ต่าง ๆ เช่น Blood test, Biochemical test, Immunological test, microbiology tests หรื อ
                       คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                    ั
                                           95

Biopsy เพื่อให้ได้ definitive diagnosis
                                                                      ั
ในบางครั้งลักษณะข้อมูลที่ได้จากประวัติและการตรวจสามารถเข้ากันได้กบโรคหลายโรค
ดังนั้นการ diagnosis อาจเป็ นในลักษณะ Differential Diagnosis คือ list
                                                                             ่
ของหลายโรคเรี ยงตามลาดับตามความเป็ นไปได้โดยลาดับที่น่าจะเป็ นไปได้สูงสุ ดอยูในลาดั
บต้น ๆ การวินิจฉัยโรคถูกต้องเป็ นจุดเริ่ มต้นของการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
การวินิจฉัยโรค นักศึกษาควรเรี ยงลาดับตามความสาคัญดังนี้
      1. ลาดับแรกของการวินิจฉัยโรคควรจะเป็ นอาการของ chief complaint
                    ู้
           ที่ทาให้ผป่วยมาพบทันตแพทย์
      2. ลาดับต่อมาเรี ยงตามความรุ นแรงของโรคที่ตรวจพบ
      3. Terminology ในการวินิจฉัยให้อางอิงตาม classification ของโรคในกลุ่มต่าง ๆ
                                       ้
           หรื อใช้คาที่กระชับสั้น

                           ั
4.15 Holistic Plan (ดูตวอย่างใน Appendix 1)
        ข้อมูลที่รวบรวมมาจากการวินิจฉัย                            problem            list
รวมทั้งสิ่ งที่ผป่วยต้องการคาดหวังค่าใช้จ่ายและเวลาถูกนามาใช้เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมา
                ู้
ะสมกับผูป่วย้                     แผนการรักษาควรให้อาจารย์ตรวจเช็คเมื่อผ่านการตรวจแล้ว
                                                 ้
นักศึกษาต้องคุยและตกลงเรื่ องแผนการรักษากับผูป่วย แผนการรักษาอาจแบ่งได้เป็ น 3
phases คือ
    1) Emergency ต้องรี บทาเร่ งด่วนเพื่อบาบัดอาการฉุ กเฉิ นต่าง ๆ เช่น ปวด บวม
        ฟันแตก วัสดุอุดหลุด เป็ นต้น
    2) Urgency
                                                                   ้       ่
        ควรต้องรี บทาเพราะถ้ารอนานเกินไปโรคอาจลุกลามทาให้ตองรักษายุงยากและเสี ยค่
        าใช้จ่ายมาก เช่น ฟันผุลึกใกล้โพรงประสาทฟัน
    3) Pertinent treatment plan
                                                    ู้      ่
        เป็ นแผนการรักษาอาการและโรคทั้งหมดที่ผป่วยมีอยูโดยเรี ยงลาดับขั้นตอนตามควา
                                     ้
        มจาเป็ นเพื่อให้ผลที่สุดกับผูป่วย เช่น ก่อนจัดฟันควรต้องทา gingivitis treatment
                             ุ
        หรื อ filling ฟันที่ผหรื อถอนฟันบางซี่ ออกก่อน เป็ นต้น
        หรื ออาจต้องปรึ กษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่ มถอนฟันผูป่วย เป็ นต้น
                                                        ้

4.16    Risk analysis/causal and related factors


                      คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                   ั
                                            96


        ขั้นตอนการระบุระดับความเสี่ ยงในการเกิดโรคต่างๆในช่องปากและประเมินสาเหตุ
                      ั
และปั จจัยที่สัมพันธ์กบความเสี่ ยงในการเกิดโรคต่างๆ ในช่องปาก (Risk analysis for oral
disease & overall causal and related factors)

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
1. ระบุระดับความเสี่ ยงในการเกิดโรคต่างๆในช่องปาก ได้แก่ โรคฟันผุ โรคปริ ทนต์ Non    ั
      carious lesion , oral cancer ได้ โดยกาช่องระดับความเสี่ ยงแยกตามโรคดังกล่าว
      (พิจารณาเกณฑ์ในการตัดสิ นใจในการระบุความเสี่ ยงตามเอกสารประกอบ) Appendix 5
2. วิเคราะห์สาเหตุ              ปั จจัยที่เกี่ยวข้องในการเกิดความเสี่ ยงของโรคต่างๆในช่องปาก
                                      ั ั
      รวมทั้งระบุเหตุผลในการปฏิบติตวหรื อบริ บทที่มีผลต่อความเสี่ ยงในการเกิดโรคต่างๆใ
                      ้
      นช่องปากของผูป่วย เช่น
      Host: ลักษณะรู ปร่ างฟัน การสบฟัน การเรี ยงตัวของฟัน การใช้ฟลูออไรด์ พันธุกรรม
      โรคประจาตัวที่มีผลต่อสุ ขภาพช่องปาก ยาที่รับประทาน เป็ นต้น
      Agent : ระดับแผ่นคราบจุลินทรี ย ์ หิ นปูน ปริ มาณเชื้อ S. mutans, Lactobacilli
      Oral Environment: ปริ มาณและคุณสมบัติของน้ าลาย
      Environment/ Context สิ่ งแวดล้อม ปั จจัย เงื่อนไขต่างๆ ที่มีผลต่อสุ ขภาพช่องปาก เช่น
      พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การทาความสะอาดช่องปาก การสู บบุหรี่
      การดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งเหตุผลหรื อเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการเกิดโรคหรื อ
      การดูแลสุ ขภาพช่องปาก เช่น ทัศนคติ ความเชื่อ สิ่ งแวดล้อมทางกายภาพ ทางสังคม
      ความเครี ยด ความเอาใจใส่ อาชีพ เป็ นต้น
           โดยบันทึกสาเหตุ ปั จจัย และเหตุผลเป็ นภาพรวมต่อความเสี่ ยงทุกโรคในช่อง
      Overall causal and related factors
4.17 Preventive options
           ขั้นตอน การวางแผนการป้ องกันโรคในช่องปาก (Preventive plan)




                       คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                    ั
                                                   97

               ่
        สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
        1. วางแผนได้สอดคล้องกับระดับความเสี่ ยง สาเหตุของความเสี่ ยงและบริ บทของผูป่วย   ้
        2. นาเงื่อนไข
        บริ บทหรื อปั จจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการป้ องกันโรคต่างๆในช่องปากมาใช้ในการร่ วมวางแ
                  ้
        ผนกับผูป่วย
                    ้      ู้
        3. ให้ขอมูลแก่ผป่วยเพียงพอในการตัดสิ นใจเลือกแนวทางการป้ องกันโรค

5. แบบฟอร์ มสรุ ปการการเปลียนแปลงประวัติทางการแพทย์ (Medical Updating Form)
                              ่
            ั
      (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
           คือ                                                                        ้
                         แบบฟอร์มบันทึกเพื่อสรุ ปการเปลี่ยนแปลงประวัติทางการแพทย์ของผูป่วย
เพื่อให้รู้ภาวะของโรคทางระบบในขณะปัจจุบน ั

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
                         ู้
           ทุกครั้งที่ผป่วยมารักษากับนักศึกษา
นักศึกษาควรถามผูป่วยว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการรักษาทางการแพทย์อย่างไรบ้าง เช่น
                       ้
มีโรคใหม่ หรื อ มีการเปลี่ยนยาในการรักษาโรคเดิม เป็ นต้น ถ้ามี
         ั
ให้นกศึกษาบันทึกการเปลี่ยนแปลงในแบบฟอร์ม



6.    แบบฟอร์ มบันทึกการรักษาของคลินิกแรกรับผู้ป่วย (Treatment Record for Comprehensive
                              ั
       Clinic Form) (ดูตวอย่างใน Appendix 1 )
                                       ั               ้
                     คือแบบฟอร์มที่ใช้บนทึกการรักษาผูป่วยใน comprehensive clinic
การรักษาที่คลินิกนี้ คลอบคลุมถึง การบาบัดฉุกเฉิน การสั่งจ่ายยา
                            ั
การส่ งตรวจทางห้องปฏิบติการเพิ่มเติม
                                ู้
การให้ความรู ้เบื้องต้นแก่ผป่วยในเรื่ องการทาความสะอาดในช่องปาก (oral hygiene instruction)
                         ู้
การให้คาปรึ กษาแก่ผป่วยเพื่อให้ความรู ้และทาให้คลายกังวล (reassurance) รายละเอียดที่ควรบันทึก
ได้แก่ การวินิจฉัย รายละเอียดของการรักษา การตอบสนองต่อการรักษา การประเมินผลการรักษา
                  ู้
อาการต่าง ๆ ที่ผป่วยบอก การตรวจที่พบ การให้ความร่ วมมือหรื อไม่ให้ความร่ วมมือในการรักษา
       ู้                                                                ู้
การที่ผป่วยผิดนัด หรื อ เลื่อนนัด หรื อ มาสาย สิ่ งที่ได้สัญญาว่าจะทาให้ผป่วย ปั ญหาที่เกิดขึ้น

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
                ั                   ู้
1. ทุกครั้งที่นกศึกษาให้การรักษาแก่ผป่วย
นักศึกษาต้องบันทึกข้อมูลดังกล่าวข้างต้นให้สมบูรณ์ถูกต้องตรงกับความเป็ นจริ ง
                              คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                           ั
                                                     98

2. นักศึกษาต้องเซ็นต์ชื่อทุกครั้ง และให้อาจารย์นิเทศงานเซ็นกากับด้วย

7.                                                                               ั
     แบบฟอร์ มการส่ งต่ อผู้ป่วย (Interdepartmental Communication Form) (ดูตวอย่างใน
           Appendix 1 )
                                       ้
       คือแบบฟอร์ มที่ใช้ในการส่ งต่อผูป่วยไปรับการรักษายังคลินิกต่าง ๆ ในโรงพยาบาลทันตกรรม
                          ้
และทาให้ทราบภาพรวมว่าผูป่วยคนหนึ่ง ๆ ได้รับการส่ งต่อไปยังคลินิกใดบ้าง ภายในโรงพยาบาล
ทันตกรรม

       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
               ั             ้
1. ทุกครั้งที่นกศึกษาจะส่ งผูป่วยเข้ารับการตรวจการปรึ กษาการรักษาในคลินิกไหน
นักศึกษาจะต้องกรอกข้อมูลที่หน้า interdepartmental communication ในช่อง DATE, FROM , TO,
RECORD, และลงลายมือชื่อกากับในช่อง DENTIST สาหรับ นทพ.
จะต้องมีลายมือชื่ ออาจารย์นิเทศก์งานกากับเสมอ
                                            ้
2. นักศึกษาดูรายละเอียดเกณฑ์การส่ งต่อผูป่วยไปแต่ละคลินิกใน Appendix 3 หน้า 141

                    ้                     ั ้
ตัวอย่างการส่ งต่อผูป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้กบผูป่วย 1 คน
    DATE          FROM            TO                                                                          DENTIST
                                                                     RECORD
               CC-OD        X-ray
                                               For X-ray periapical film 18, 25, 36
               CC-OD       OS
                                               For extraction 25, 36 and surgical removal of 18
               CC-OD   Orofacial
                                               For proper treatment of TMD
                     pain & TMD
               CC-OD Special
                                               For diastema closure of 11,12
                     (operative)
               CC-OD Special
                                               For consultation and proper treatment of full mouth
                      (C &B)                   rehabilitation



8.                                                                    ั
      แบบฟอร์ มการปรึกษาเพือการวางแผนการรักษา (Consultation Form) (ดูตวอย่างใน
                           ่
      Appendix 3 )


                                คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                             ั
                                                      99

                                         ้
      คือ แบบฟอร์ มเพื่อปรึ กษาการรักษาผูป่วยระหว่างคลินิกเฉพาะทาง ในโรงพยาบาลทันตกรรม
คณะทันตแพทย์



       ่
สิ่ งทีนักศึกษาควรปฏิบัติ
1. นักศึกษาบันทึกที่แบบฟอร์มการปรึ กษาเพื่อการวางแผนการรักษา
                                                    ้
ถึงอาการและผลการตรวจเบื้องต้น และระบุปัญหาที่ตองการคาปรึ กษา (ดูตวอย่างใน      ั
Appendix 3)
2. นักศึกษาต้องบันทึกที่หน้า interdepartmental communication
ว่าได้ส่งผูป่วยไปปรึ กษาที่คลินิกเฉพาะทางใด ดังนี้ Refer to ….................. clinic for
            ้
consultation




                                 คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                              ั
                                                                              100

                                                ตัวอย่ างแบบฟอร์ มการประเมินต่ างๆ
   1. แบบฟอร์มประเมินเจตคติในคลินิกตรวจพิเคราะห์โรค ของสาขาอายุรศาสตร์
                            แบบประเมิน Clinical Conduct ในคลินิกตรวจพิเคราะห์ โรค
                            สาหรับนักศึกษาทันตแพทย์ ชั้นปี ที่ 5 และ 6 ปี การศึกษา 2552
   ชื่อนักศึกษา..............................................................รหัส..............................................ชั้นปี ................
                ั
   วันที่ลงปฏิบติงาน........................................................................................
                     ั
   คลินิกที่ลงปฏิบติงาน  Oral Medicine (OM)  Orofacial Pain & TMD (OPT)
                         เกณฑ์การประเมิน                                                      ผลประเมิน                           หมายเหตุ
1. การเตรี ยมความรู้ในการลงปฏิบติงาน          ั
                     ั
2. ความสามรถในการปฏิบติงาน
3. ความกระตือรื อร้นในการเรี ยนรู้
4. ทักษะการตอบคาถามและการอภิปราย
             ั ั     ้
5. การปฏิบติตวต่อผูป่วย อาจารย์
เพื่อนร่ วมงานและเจ้าหน้าที่
6. ตรงต่อเวลา
7. แต่งกายเรี ยบร้อยเหมาะสม
8. ใช้เวลาว่างในคลินิกได้เหมาะสม
9.
ทางานตามที่ได้รับมอบหมายครบถ้วนและทันตามกาหนดเว
ลา
        ั
10. ปฏิบติตามหลักการควบคุมการติดเชื้อ
11. อื่นๆ .................................................................

                                                                                    รวม +
                                                                                        -
                                                                                               อาจารย์ / ทพ.........................................
    เกณฑ์การให้คะแนน                                                                                วันที่.........................................
                 คิดตามผลรวมของแต้ม + และแต้ม -                            ั
                                                                  ที่ลงปฏิบติตลอดหลักสูตร
                            >+ 2                                   =         คะแนน 10
                              0                                    =         คะแนน 8
      -                   5 จนถึง – 9                              =         คะแนน 6
                                                   คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                                                ั
                             101

< - 10                =         คะแนน 0




         คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                      ั
                                                                                   102

 2. แบบฟอร์มประเมินการทางานในคลินิกตรวจพิเคราะห์โรค

                                                 Comprehensive Chart: Evaluation Form
       ้
 ชื่อผูป่วย................................................................................................ HN ...............................................
 ชื่อ นทพ. ............................................................รหัส..........................................ชั้นปี ............. กลุ่ม............
 ชื่ออาจารย์...............................วันที่เริ่ มทา charting....................... วันที่ complete charting..........................
        หัวข้ อประเมิน (criteria)                                                                     คะแนน (Rating score)
การซักประวัติ                                                               นาหนัก
                                                                             ้                 Grade Signature/                          รวม            Remarks
(History taking)                                                            คะแนน                       date
Chief complaint & History of present illness                                     5
Medical history, current drug taking, Allergy
Family Psychosocial Hx
Oral Maxillofacial history                                                       5
Personal history & Abnormal oral habits                                          5
Dietary behavior & Plaque control / Oral                                         5
hygiene care
การตรวจภายนอก/ภายในช่ องปาก
(Extra / Intra oral examination)
General appearance & Head / neck                                                 5
examination
TMJ & masticatory muscles examination                                          (5) 3
Oral hygiene & Soft tissue examination                                           5
Periodontal examination                                                          5
Teeth examination                                                                5
Occlusion examination                                                            5
Findings on area of Chief complaint                                              5
Radiograph                                                                       5
Other findings                                                                   5
การวินิจฉัยและวางแผนการรักษาและการป้ องกัน
(Diagnosis, Treatmentand Preventive planning)
Diagnosis                                                                        5
Pertinent treatment plan
   - Holistic treatment planning                                                 5

                                                       คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                                                    ั
                                                      103

  - Treatment planning for oral diseases             5
Consultation                                         5
Effective time                                       2
Holistic critical thinking*                          5
Communication *                                      5
ระดับความยากง่ายของ case                            10
 หมายเหตุ * ให้คะแนนภายหลังเสร็ จสิ้ นการวางแผนในภาพรวม และ
   ้
 ผูป่วยคนเดียวกันให้คะแนนในใบเดียวกัน




                                  การแบ่งระดับความยากง่ายของ case

          A = case ที่ยากมาก (น้ าหนักคะแนน = 4)
                 เช่น pt - มีรอยโรคในช่องปาก
                  -         เป็ น medical compromised patient
                          - มีปัญหา orofacial pain, TMD
                          - มี Mental illness
                          - มี Mental retardation
                          - มีความผิดปกติของร่ างกาย เช่น หูหนวก เป็ นใบ้
          B = case ที่ยากปานกลาง (น้ าหนักคะแนน = 3)
                 เช่น - มีโรคของ pulp, periodontal disease, periapical disease
                          - มี Normal variation
          C = Case มีปัญหาในช่องปากเพียงเล็กน้อย (น้ าหนักคะแนน = 2)
                                                     ั
                 เช่น - Case ที่ไม่มีความผิดปกติดงข้างต้น




                                  คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                               ั
                                                 104

        เกณฑ์ การประเมินและการให้ คะแนน Comprehensive complete charting

การซักประวัติ (History taking)

1. Chief compliant and History of present illness
   A ระบุ Chief complaint (CC) ที่เป็ นสาเหตุแท้จริ งทาให้มาพบทันตแพทย์ได้ถูกต้องและไม่
                                                                                         ั
          เยินเย้อเรี ยงลาดับความสาคัญของ CC ได้ถูกต้อง ถามประวัติอาการเจ็บป่ วยปัจจุบนได้
              ่
          ครอบคลุมทุกประเด็นสาคัญ และมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ได้ชดและตรง
                                                                                  ั
                                                                                       ้
          ประเด็น เรี ยงลาดับข้อมูลเป็ นขั้นตอนไม่สับสน บอกผลกระทบของ CC นั้นต่อผูป่วยและ
          บุคคลที่เกี่ยวข้องได้ครอบคลุมและระบุความคาดหวังของผูป่วยที่มาพบทันตแพทย์ แสดง
                                                                       ้
                                               ้       ่
          ความสามารถว่าการซักถามประวัติขอมูลอยูบนพื้นฐานของการมีสมมุติฐานเพื่อการวินิจฉั
                  ยแยกโรค
   B ระบุ CC ที่เป็ นสาเหตุแท้จริ งทาให้มาพบทันตแพทย์ได้ถูกต้องและไม่เยินเย้อ เรี ยงลาดับ
                                                                                ่
                                                                         ั
          ความสาคัญของ CC ได้ถูกต้อง ถามประวัติอาการเจ็บป่ วยปัจจุบนได้ครอบคลุมทุก
          ประเด็นสาคัญ แต่ขาดรายละเอียด ข้อมูลที่ได้อาจขาดความชัดและตรงประเด็น เรี ยงลาดับ
                                                                            ้
          ข้อมูลที่ได้ดี อาจสับสนบ้างเล็กน้อย บอกผลกระทบของ CCนั้ นต่อผูป่วยและบุคคลที่
          เกี่ยวข้องบ้างและระบุความคาดหวังของผูป่วยที่มาพบทันตแพทย์ แสดงความสามารถว่า
                                                     ้
                               ้      ่
          การซักถามประวัติขอมูลอยูบนพื้นฐานของการมีสมมุติฐานเพื่อการวินิจฉัยแยกโรคบ้าง
                                                                              ั
   C ระบุ CC ที่เป็ นสาเหตุแท้จริ งทาให้มาพบทันตแพทย์ได้ถูกต้องแต่ไม่ชดเจน เรี ยงลาดับ
          ความสาคัญของ CC ได้ถูกต้อง อธิ บายเยินเย้อไม่ตรงเป้ าหมาย ถามประวัติอาการเจ็บป่ วย
                                                   ่
                   ั
          ปั จจุบนได้ครอบคลุมขาดบางประเด็นสาคัญแต่สามารถตอบคาถามอาจารย์ได้ ข้อมูลไม่
                                                                                     ้
          ชัดและเยินเย้อ เรี ยงลาดับข้อมูลยังสับสนบ้าง บอกผลกระทบของ CC นั้นต่อผูป่วยและ
                      ่
          บุคคลที่เกี่ยวข้องได้บาง แสดงและระบุความคาดหวังของผูป่วยที่มาพบทันตแพทย์
                                 ้                                   ้
                                                 ้       ่
          ความสามารถว่าการซักถามประวัติขอมูลอยูบนพื้นฐานของการมีสมมุติฐานเพื่อการวินิจฉั
          ยแยกโรคหรื ออาจแสดงบ้างเล็กน้อย
   F                                                           ั
          ระบุ CC ไม่ถูกต้อง ขาดประวัติอาการเจ็บป่ วยปั จจุบนที่เป็ นประเด็นสาคัญ ไม่สามารถ
          เรี ยงลาดับความสาคัญของ CC ได้ถูกต้อง ข้อมูลเยินเย้อตรงประเด็น เรี ยงลาดับข้อมูล
                                                             ่
          สับสนมาก ไม่บอกผลกระทบของ CC นั้นต่อผูป่วยและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ระบุความ
                                                           ้
                          ้
          คาดหวังของผูป่วยที่มาพบทันตแพทย์ ไม่แสดงความสามารถว่าการซักถามประวัติขอมูล       ้
                ่
          อยูบนพื้นฐานของการมีสมมุติฐานเพื่อการวินิจฉัยแยกโรค




                             คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                          ั
                                                   105

2. Medical History
   A ถามประวัติทางการแพทย์ได้ครอบคลุมทุกหัวข้อ มีรายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์ถูกต้อง
         สามารถให้การประเมินโรคทางระบบที่เป็ น contraindication กับการรักษาทางทันตกรรม
         (เช่น previous myocardial infraction ไม่เกิน 6 เดือน หรื อ bleeding disorders เป็ นต้น)
                               ่
         สามารถประเมินได้วาโรคทางระบบชนิดใดที่จาเป็ นต้องใช้ antibiotic (ATB) prophylaxis
         มีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าอาการที่คนไข้บอกเป็ นผลมาจากโรคทางระบบชนิดใด
         (review of the system)
                                                               ั
   B ถามประวัติทางการแพทย์ได้ครอบคลุมทุกหัวข้อ แต่ยงขาดรายละเอียดบางอย่าง (เช่น
                                            ู้
         ผลการรักษาโรคทางระบบ แพทย์ผให้การรักษาหรื อสถานพยาบาล เป็ นต้น ) หรื อมี
         รายละเอียดเกินจาเป็ น ประเมินโรคทางระบบที่เป็ น contraindication กับการรักษาทาง
         ทันตกรรม บอกโรคทางระบบที่จาเป็ นต้องใช้ ATB prophylaxisได้ มีความเข้าใจบ้างว่า
         อาการที่คนไข้บอกเป็ นผลมาจากโรคทางระบบชนิดใด (review of the system)
   C ครอบคลุมทุกหัวข้อ แต่ขาดรายละเอียดบางอย่าง (เช่น nature of allergic reaction เป็ นต้น)
         หรื อมีรายละเอียดเกินความจาเป็ น ประเมินโรคทางระบบที่เป็ น contraindication กับการ
                                  ้
         รักษาทางทันตกรรมได้บาง บอกโรคทางระบบที่จาเป็ นต้องใช้ ATB prophylaxisได้บาง มี         ้
         ความเข้าใจบ้างว่าอาการที่คนไข้บอกเป็ นผลมาจากโรคทางระบบชนิดใด (review of the
         system)
   F     ไม่ครบทุกหัวข้อ (เช่น ไม่สามารถระบุโรคทางระบบที่มี ไม่ระบุการแพ้ยาที่มี ไม่ตระหนัก
         ถึงข้อควรระวังเกี่ยวกับ drug interaction ที่อาจเกิดอันตรายต่อผูป่วย) โดยไม่สามารถ
                                                                         ้
                            ู้
         อธิ บายให้อาจารย์ผประเมินเข้าใจ ไม่สามารถประเมินโรคทางระบบที่เป็ น
         contraindication กับการรักษาทางทันต กรรม ไม่สามารถบอกโรคที่ตองให้ ATB ้
         prophylaxis ได้

3. Family and psychosocial history
                       ั
   A ทาสิ่ งเหล่านี้ท้ งหมด หรื อเกือบทั้งหมดและทาได้ดี เหมาะสม สมบูรณ์
             - ถามประวัติการเป็ นโรคทางระบบใน ปู่ /ย่า ตา/ยาย พ่อ/แม่ พี่/น้อง ลูก และหลาน
                 (Grandson/ Granddaughter )
             - ถามประวัติเรื่ อง Patient Profile เช่น บุคคล ครอบครัว
                                ั
                 ความสัมพันธ์กนในครอบครัว อาชีพการงาน หรื อการเรี ยน
             - ถามประวัติเรื่ อง Life style เช่น กิจวัตรประจาวันทัวไป การผ่อนคลายอารมณ์
                                                                   ่
             - ถามประวัติเรื่ อง Source of stress and support เช่น ความเครี ยดจากครอบครัว
                                  ั
                 ความสัมพันธ์กบคนใกล้ชิด สถานการณ์เงิน การทางาน/เรี ยน
                 การให้กาลังใจจากครอบครัว เรื่ องการเจ็บป่ วย
                               คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                            ั
                                                    106

3. Family and psychosocial history
   B ทาสิ่ งเหล่านี้และทาได้ดี
   C ทาดังหัวชื่อข้างต้นทั้งหมดหรื อเกือบทั้งหมดอาจบกพร่ องเล็กน้อยแต่แก้ไขได้เมื่ออาจารย์
          แนะนา
   F      ไม่ได้ทาสิ่ งเหล่านี้เกือบทั้งหมดหรื อทาผิดพลาดและไม่แสดงให้เห็นว่าพยายามที่จะแก้ไข
          ปรับปรุ งให้ดีข้ ึนเมื่ออาจารย์แนะนา

4. Oral & Maxillofacial History
   A ครอบคลุมทุกหัวข้อ มีรายละเอียดสมบูรณ์ครบถ้วนถูกต้อง มีความรู้ที่จะใช้คาถามเพื่อ
         screening orofacial pain condition ได้ดีมาก
   B ครอบคลุมทุกหัวข้อ แต่ขาดรายละเอียดบางอย่าง (เช่น ปริ มาณรังสี ที่รักษา เป็ นต้น) หรื อมี
         รายละเอียดที่ไม่จาเป็ น มีความรู ้ที่จะใช้คาถามเพื่อ screening orofacial pain condition ได้ดี
   C ครอบคลุมทุกหัวข้อ แต่ขาดรายละเอียดบางอย่าง (เช่น ลักษณะของcomplication/
         problems จาก previous dental treatment เป็ นต้น) มีความรู้ที่จะใช้คาถามเพื่อ screening
         orofacial pain condition ได้พอสมควร
   F     ไม่ครบทุกหัวข้อ ขาดรายละเอียดสาคัญ โดยไม่สามารถอธิ บายหรื อตอบคาถามอาจารย์ได้
         ไม่มีความรู ้ที่จะใช้คาถามเพื่อ screening orofacial pain condition

5. Personal and Abnormal Oral habit/Parafunctional
   A ครอบคลุมทุกหัวข้อ มีรายละเอียดสมบูรณ์ครบถ้วนถูกต้อง มีความรู ้ที่จะประเมินว่าผูป่วย         ้
         มี drug abuse หรื อมี parafunctional habit ได้เป็ นอย่างดีมาก
   B ครอบคลุมทุกหัวข้อ แต่ขาดรายละเอียดบางอย่าง (เช่น ระยะเวลาที่สูบบุหรี่ หรื อดื่มเหล้า
                                                                             ้
         เป็ นต้น) หรื อมีรายละเอียดที่ไม่จาเป็ น มีความรู ้ที่จะประเมินว่าผูป่วยมี drug abuse หรื อมี
         parafunctional habit ได้ดี
   C ครอบคลุมทุกหัวข้อ แต่ขาดรายละเอียดบางอย่าง (เช่น จานวน cigarettes/day เป็ นต้น) มี
                                  ้
         ความรู ้ที่จะประเมินว่าผูป่วยมี drug abuse หรื อมี parafunctional habit ได้พอสมควร
   F     ไม่ครบทุกหัวข้อ ขาดรายละเอียดสาคัญ โดยไม่สามารถอธิ บายหรื อตอบคาถามอาจารย์ได้
                                       ้
         ไม่มีความรู ้ที่จะประเมินว่าผูป่วยมี drug abuse หรื อมี parafunctional habit

6. Dietary behavior and Plaque control/Oral hygiene
    A      ครอบคลุมทุกหัวข้อ มีรายละเอียดสมบูรณ์ครบถ้วนถูกต้อง ประเมิน caries risk status ได้
           ดีมาก

                                คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                             ั
                                                   107

   B       ครอบคลุมทุกหัวข้อ แต่ขาดรายละเอียดบางอย่าง ประเมิน caries risk status ได้ดี
   C       ครอบคลุมทุกหัวข้อ แต่ขาดรายละเอียดบางอย่าง ประเมิน caries risk status ได้
           พอสมควร
   F       ไม่ครบทุกหัวข้อ ขาดรายละเอียดสาคัญ โดยไม่สามารถอธิ บายหรื อตอบคาถามอาจารย์
           ได้ ไม่มีความรู ้ที่จะประเมิน caries risk status

การตรวจภายนอก/ภายในช่ องปาก (Extra/Intra oral examination)

1. General appearances of Head and neck examination
   A นักศึกษาสามารถตรวจและบันทึก general appearances เช่น gait, blood pressure (BP),
         pulse rate (PR) และตรวจ facial form, symmetry, การตรวจคลาได้/ไม่ได้, เคลื่อนไหว
                 ่ ั
         หรื ออยูกบที่ของ lymph nodes ให้อย่างถูกต้อง
   B นักศึกษาตรวจและบันทึก general appearances เช่น gait, BP, PR และ facial form,
         symmetry, การตรวจคลา LN ได้ไม่ละเอียดและถูกต้องพอ
   C นักศึกษาตรวจและบันทึกข้อมูล general appearances ขาดไปและตรวจบันทึก facial
         form, symmetry, ตรวจคลา LN ไม่ได้
   F     นักศึกษาไม่สามารถตรวจและบันทึกข้อมูล general appearances และ facial form,
         symmetry, LN

2. TMJ and Masticatory muscles examination
                                                                       ู้
   A ตรวจ TMJ และกล้ามเนื้อบดเคี้ยวได้ครบถ้วน โดยไม่ทาให้ผป่วยมีความทุกข์ทรมานหรื อ
        เจ็บปวดเกินความจาเป็ น เทคนิคถูกต้องสมบูรณ์ แปลผลถูกต้องและใช้เวลาเหมาะสม
                                                                                         ั
        สามารถเชื่อมโยงความรู ้พ้ืนฐาน (เช่น กายวิภาค พยาธิ สรี รวิทยา) กับการปฏิบติงานได้
        เป็ นอย่างดี (ตรวจ vertical / lateral mouth opening, pattern of open / close, joint noise,
        pain on palpation at TMJ and muscles)
                                                                       ู้
   B ตรวจ TMJ และกล้ามเนื้อบดเคี้ยวได้ครบถ้วน โดยไม่ทาให้ผป่วยมีความทุกข์ทรมานหรื อ
        เจ็บปวดเกินความจาเป็ น เทคนิคถูกต้องสมบูรณ์ (อาจจะไม่ถูกต้อง100%) แปลผลถูกต้อง
        แต่อาจจะไม่ครบและอาจใช้เวลานานเล็กน้อยสามารถเชื่ อมโยงความรู ้พ้ืนฐาน (เช่น กาย
                                              ั
        วิภาค พยาธิสรี รวิทยา) กับการปฏิบติงานได้
                                                          ้
   C ตรวจ TMJ และกล้ามเนื้อบดเคี้ยวได้เกือบครบ ผูป่วยอาจมีความทุกข์ทรมานหรื อเจ็บปวด
                                                                              ิ
        บ้าง เทคนิคถูกต้องสมบูรณ์ (อาจจะไม่ถูกต้อง100%) แปลผลอาจมีผดบ้างและอาจใช้
        เวลานานกว่าปกติ สามารถเชื่ อมโยงความรู ้พ้ืนฐาน (เช่น กายวิภาค พยาธิ สรี รวิทยา) กับ

                               คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                            ั
                                                  108

                  ั        ้
         การปฏิบติงานได้บางแต่สามารถแก้ไขตามคาแนะนาของอาจารย์ได้
  F                                                                  ้
         ตรวจไม่ครบ ขาดเป็ นจานวนมาก เทคนิคผิดเป็ นส่ วนใหญ่ ผูป่วยทุกข์ทรมานเจ็บปวดเกิน
         จาเป็ น และใช้เวลานาน เกินไป ไม่สามารถระบุความผิดปกติที่เด่นชัดจากการตรวจได้
                                                                                   ั        ้
         สามารถเชื่อมโยงความรู ้พ้ืนฐาน (เช่น กายวิภาค พยาธิ สรี รวิทยา) กับการปฏิบติงานได้บาง
         แต่ไม่สามารถแก้ไขหรื อตอบคาถามตามคาแนะนาของอาจารย์ไม่ได้

3. Oral hygiene and Periodontal examination
   A นักศึกษาสามารถตรวจประเมินสภาพอนามัยช่องปากโดยรวมของผูป่วยได้ถูกต้องว่าอยูใ
                                                                       ้                     ่
          นระดับ good, fair หรื อ poor
                                                  ั       ้              ่
          และสามารถประเมินสภาพเนื้อเยื่อปริ ทนต์ของผูป่วยโดยทัวไปว่าอยูในระดับ mild,
                                                                ่
          moderate หรื อ severe inflammation และทาการตรวจบันทึกลักษณะของเหงือก ทั้งสี ,
          รู ปร่ าง (form), ความหนาแน่น (consistency), bleeding
          ความลึกของร่ องเหงือกได้อย่างถูกต้องและนุ่มนวล
                                                                             ่
   B นักศึกษาสามารถตรวจประเมินสภาพอนามัยช่องปากและสภาพเนื้อเยือปริ ทนต์โดยรวมข     ั
                 ้
          องผูป่วยได้และทาการตรวจบันทึกรายละเอียดของสภาพเหงือก
                             ั     ้
          และเนื้อเยื่อปริ ทนต์ได้ขอมูลที่ถูกต้องแต่ไม่ครบถ้วน
                                                                               ่
   C นักศึกษาสามารถตรวจประเมินสภาพอนามัยช่องปากและสภาพเนื้อเยือปริ ทนต์ของผูป่วย     ั     ้
          โดยรวมของผูป่วย  ้
                                                                           ั           ้
          และทาการตรวจบันทึกรายละเอียดของสภาพเหงือกและเนื้อเยื่อปริ ทนต์ได้ขอมูลที่ถูกต้อง
          บางส่ วนและ/หรื อข้อมูลไม่ครบถ้วน
   F                                                                 ่           ั
          นักศึกษาไม่สามารถประเมินสภาพอนามัยช่องปากและสภาพเนื้อเยือปริ ทนต์โดยรวมของ
             ้
          ผูป่วยได้
          ไม่ได้ทาการตรวจและบันทึกลักษณะรายละเอียดของสภาพเหงือกและเนื้ อเยื่อปริ ทนต์    ั
                                            ้
          หรื อทาการตรวจและบันทึกได้ขอมูลที่ไม่ถูกต้อง

4. Soft tissue examination
   A        นักศึกษาสามารถทาการตรวจ,
                                                 ่
            อธิ บายและบันทึกลักษณะของเนื้อเยืออ่อนในช่องปากได้แก่ Lips, labial / buccal
            mucosa, palate, tongue, floor of the mouth, oropharynx & tonsils, frenum และ
            vestibule ได้อย่างถูกต้อง
   B        นักศึกษาสามารถทาการตรวจ,
                                            ่                                  ้
            อธิบายและบันทึกลักษณะเนื้อเยืออ่อนในช่องปากได้ถูกต้องแต่ได้ขอมูลไม่ครบถ้วน

                              คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                           ั
                                                  109

  C        นักศึกษาสามารถทาการตรวจ,
                                         ่
           อธิ บายและบันทึกลักษณะเนื้อเยืออ่อนในช่องปากได้ถูกต้องบางส่ วน และ/หรื อ
                ้
           ได้ขอมูลไม่ครบถ้วน
  F        นักศึกษาไม่สามารถทาการตรวจ,
                                             ่
           อธิ บายและบันทึกลักษณะของเนื้อเยืออ่อนในช่องปากได้ถูกต้อง

5. Hard tissue examination
                                                 ั
   A นักศึกษาสามารถตรวจบันทึกฟันผุท้ ง arrested และ active caries
                                                   ้
         ได้ถูกต้องและสามารถตรวจบันทึกว่าผูป่วยมีความผิดปกติของฟันจากสาเหตุอื่น ๆ
         หรื อไม่ เช่น developmental disorders, abrasion, attrition, erosion, tooth fracture
         และตรวจบันทึกรู ปแบบ,ขนาดและตาแหน่งของ Oral tori หรื อ exostoses
                                         ั
         ได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ นกศึกษาสามารถเลือกและใช้ diagnostic tests อื่น ๆ เช่น
         vitality test (EPT, Cold test, etc), tooth-slooth เป็ นต้น
         เพื่อประกอบการตรวจและวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
   B นักศึกษาสามารถตรวจบันทึกฟันผุ, ความผิดปกติของฟันจากสาเหตุอื่น ๆ รู ปแบบ
         ขนาดและตาแหน่งของ oral tori หรื อ exostoses
              ้
         ได้ขอมูลถูกต้องแต่ไม่ครบถ้วนและสามารถเลือกหรื อใช้ Diagnostic tests อื่น ๆ
                            ้
         ได้ถูกต้องแต่ได้ขอมูลไม่ครบถ้วน
   C นักศึกษาสามารถตรวจบันทึกฟันผุ, ความผิดปกติของฟันจากสาเหตุอื่น ๆ รู ปแบบ
                                                                   ้
         ขนาดและตาแหน่งของ oral tori หรื อ exostoses ได้ขอมูลถูกต้องบางส่ วน
         และ/หรื อไม่ครบถ้วน และสามารถเลือกหรื อใช้ Diagnostic test อื่น ๆ
                                                                     ้
         ได้อาจไม่ถูกต้องแต่ให้เหตุผลที่สมควรให้ และ/หรื อได้ขอมูลไม่ครบถ้วน
   F     นักศึกษาไม่สามารถตรวจบันทึกฟันผุ, ความผิดปกติของฟันจากสาเหตุอื่น ๆ
         รู ปแบบขนาดและตาแหน่งของ Oral tori หรื อ exostoses ได้
         รวมถึงไม่สามารถเลือกหรื อใช้ Diagnostic tests อื่น ๆ
         เพื่อประกอบการตรวจและวินิจฉัยได้

6. Occlusion examination
   A       ตรวจการสบฟันได้ครบถ้วนทุกข้อ วิธีการตรวจเทคนิคถูกต้องสมบูรณ์
           แปลผลการตรวจถูกต้องสมบูรณ์
           วิธีการใช้เครื่ องมือถูกต้องและเลือกใช้เครื่ องมือได้เหมาะสม ใช้เวลารวดเร็ ว
                            ู้
           โดยไม่ทาให้ผป่วยมีความทุกข์ทรมานหรื อความเจ็บปวดเกินความจาเป็ น
           มีความรู้แยกแยะลักษณะ normal occlusion มีความรู้ระบุภาวะ occlusal dysfunction ได้ดี
                              คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                           ั
                                                 110

  B       ตรวจการสบฟันได้ครบถ้วนทุกข้อ วิธีการตรวจเทคนิคถูกต้อง แปลผลการตรวจถูกต้อง
          วิธีการใช้เครื่ องมือถูกต้องและเลือกใช้เครื่ องมือได้เหมาะสม ใช้เวลาอาจจะนานเล็กน้อย
                          ู้
          แต่ไม่ทาให้ผป่วยมีความทุกข์ทรมานหรื อความเจ็บปวดเกินความจาเป็ น
          มีความรู้แยกแยะลักษณะ normal occlusion มีความรู้ระบุภาวะ occlusal dysfunction ได้
  C       ตรวจการสบฟันได้ครบถ้วนทุกข้อ วิธีการตรวจเทคนิค วิธีการใช้เครื่ องมือ
          เลือกใช้เครื่ องมือผิดบ้างเล็กน้อย แต่สามารถตอบคาถามหรื อแก้ไขได้เมื่ออาจารย์ guide
          ให้ ใช้เวลาอาจจะนานเล็กน้อย
                          ู้
          แต่ไม่ทาให้ผป่วยมีความทุกข์ทรมานหรื อความเจ็บปวดเกินความจาเป็ น
          มีความรู้แยกแยะลักษณะ normal occlusion มีความรู้ระบุภาวะ occlusal dysfunction
               ้
          ได้บาง
  F                                                             ั
          ตรวจการสบฟันไม่ครบ ขาดเป็ นจานวนมาก ไม่รู้จกวิธีการตรวจเทคนิคการตรวจ
          ใช้เครื่ องมือไม่เป็ น ไม่สามารถที่จะเลือกใช้เครื่ องมือได้ ใช้เวลานานมาก
                    ู้
          ทาให้ผป่วยมีความทุกข์ทรมานหรื อความเจ็บปวด ไม่มีความรู ้แยกแยะลักษณะ normal
          occlusion ไม่มีความรู ้ระบุภาวะ occlusaldysfunction

7. Finding on area of chief complaint
   A นักศึกษาสามารถตรวจ, อธิ บายและบันทึกที่เกี่ยวข้องกับอาการสาคัญได้อย่างละเอียดและ
         ถูกต้อง โดยบอกได้ถึงอาการ, อาการแสดง, การรักษาเบื้องต้น, ระยะเวลาที่พบ อีกทั้ง
         สามารถเลือกและใช้ Diagnostic tests เพื่อประกอบการตรวจและวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง
   B นักศึกษาสามารถตรวจ, อธิบายและบันทึกลักษณะที่เกี่ยวข้องกับอาการสาคัญได้ถูกต้อง
             ้                                                          ้
         แต่ขอมูลไม่ครบถ้วน และสามารถเลือกหรื อใช้ Diagnostic tests ได้ขอมูลที่ถูกต้อง แต่ไม่
         ครบถ้วน
   C นักศึกษาตรวจ, อธิ บายและบันทึกลักษณะที่เกี่ยวข้องกับอาการสาคัญได้ตองบางส่ วน
                                                                              ้
                                                                                 ้
         และ/หรื อข้อมูลไม่ครบถ้วน รวมถึงสามารถเลือกหรื อใช้ Diagnostic test ได้ขอมูลถูกต้อง
         บางส่ วน และ/หรื อข้อมูลไม่ครบถ้วน
   F     นักศึกษาไม่สามารถตรวจ, อธิ บายและบันทึกลักษณะที่เกี่ยวข้องกับอาการสาคัญได้และ
         ไม่สามารถเลือกหรื อใช้ Diagnostic tests เพื่อประกอบการตรวจและวินิจฉัยโรคได้

8. Interesting findings (other)
   A นักศึกษาสามารถ, อธิ บายและบันทึกลักษณะอื่น ๆ ที่น่าสนใจแต่ไม่ได้เป็ นอาการสาคัญ
                ้
          ของผูป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
   B นักศึกษาสามารถตรวจ, อธิ บายและบันทึกลักษณะอื่น ๆ ที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้เป็ นอาการ

                             คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                          ั
                                                 111

                      ้              ้
         สาคัญของผูป่วยได้ถูกต้องแต่ขอมูลไม่ครบถ้วน
  C      นักศึกษาสามารถตรวจ, อธิ บายและบันทึกลักษณะอื่น ๆ ที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้เป็ นอาการ
                        ้
         สาคัญของผูป่วยได้ถูกต้องบางส่ วน และ/หรื อข้อมูลไม่ครบถ้วน
  F      นักศึกษาไม่สามารถตรวจ, อธิ บายและบันทึกลักษณะอื่น ๆ ที่น่าสนใจแต่ไม่ได้เป็ นอาการ
                    ้
         สาคัญของผูป่วยได้

9. Effective time
   A นักศึกษาสามารถ complete charting เสร็ จสิ้ นภายใน 1 สัปดาห์
   B นักศึกษาสามารถ complete charting เสร็ จสิ้ นภายใน 2 สัปดาห์
   C นักศึกษาสามารถ complete charting เสร็ จสิ้ นภายใน 3 สัปดาห์
   F      นักศึกษาไม่สามารถทา complete charting ให้เสร็ จสิ้ นภายในเวลาที่กาหนด
การวินิจฉัยและวางแผนการรักษา (Diagnosis and Treatment planning)
1. Diagnosis
   A วินิจฉัยแยกโรค (working or provisional or definitive diagnosis) โดยมีความเข้าใจถูกต้อง
          สมบูรณ์อย่างแท้จริ ง criteria ในการวินิจฉัยโรคนั้นๆ
          เรี ยงลาดับการวินิจฉัยโรคได้อย่างเหมาะสม
          มีความรู ้ที่จะวินิจฉัยโรคยากเกินกว่าระดับความรู ้ของนักศึกษาชั้นปี นั้นๆ
          บอกการวินิจฉัยโรค (Differential diagnosis) และครอบคลุม
                   ้
          ระบุขอมูลสาคัญและจาเป็ นที่ได้จากการซักประวัติและการตรวจ
          แปลผลและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลนั้นกับการวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องสมบูรณ์
          บอกปัญหา (problem list)
                 ้
          ของผูป่วยได้ครอบคลุมและจัดเรี ยงลาดับตามความสาคัญถูกต้องสมบูรณ์
          มีความรู ้และเข้าใจว่าโรคทางระบบอาจทาให้เกิดอาการของช่องปากได้เป็ นอย่างดี ใช้
          terminology ในการ diagnosis ได้ถูกต้องเหมาะสมสมบูรณ์
   B วินิจฉัยแยกโรค (working or provisional or definitive diagnosis)
          โดยมีความเข้าใจอย่างแท้จริ ง criteria ในการวินิจฉัยโรคนั้นๆ
          เรี ยงลาดับการวินิจฉัยโรคได้ดี บอกการวินิจฉัยโรค (Differential diagnosis)
          ได้ถูกต้องแต่อาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด
                     ้
          ระบุขอมูลสาคัญและจาเป็ นที่ได้จากการซักประวัติและการตรวจ
          แปลผลและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลนั้นกับการวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง บอกปั ญหา
                                 ้
          (problem list) ของผูป่วยได้ครอบคลุมและจัดเรี ยงลาดับตามความสาคัญถูกต้องสมบูรณ์
          มีความรู ้และเข้าใจว่าโรคทางระบบอาจทาให้เกิดอาการของช่องปากได้เป็ นอย่างดี ใช้

                             คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                          ั
                                                 112

         terminology ในการ diagnosis ได้ถูกต้องเหมาะสม
  C      วินิจฉัยแยกโรค (working or provisional or definitive diagnosis)
                     ิ
         โดยอาจมีผดพลาดเล็กน้อย
         และเรี ยงลาดับการวินิจฉัยไม่ถูกแต่สามารถตอบคาถามของอาจารย์เพื่อแก้ไขได้
         มีความเข้าใจcriteria ในการวินิจฉัยโรคนั้นๆ บอกการวินิจฉัยโรค (Differential diagnosis)
               ้       ้
         ได้บาง ระบุขอมูลสาคัญและจาเป็ นที่ได้จากการซักประวัติและการตรวจ
                                                                                ้
         แปลผลและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลนั้นกับการวินิจฉัยโรคได้บางแต่อาจจะไม่ส
         มบูรณ์ บอกปั ญหา (problem list)
                 ้
         ของผูป่วยได้ครอบคลุมและจัดเรี ยงลาดับตามความสาคัญอาจไม่ถูกต้องทั้งหมดแต่ตอบคา
         ถามเพื่อแก้ไขได้
         มีความรู ้และเข้าใจว่าโรคทางระบบอาจทาให้เกิดอาการของช่องปากได้แต่อาจไม่สมบูรณ์
         ใช้ terminology ในการ diagnosis ได้ แต่อาจไม่ตรงบ้าง แต่สามารถแก้ไขได้
  F                                             ั
         วินิจฉัยแยกโรคผิดพลาดเป็ นส่ วนใหญ่ท้ งที่เป็ นโรคที่สมควรจะต้องทราบในระดับชั้นปี นั้
         นๆ (ตามวัตถุประสงค์การเรี ยนรู ้ในเอกสารคู่มือนักศึกษา) ไม่เรี ยงลาดับ
         ไม่สามารถบอกการวินิจฉัยแยกโรคได้
                           ้
         ไม่สามารถระบุขอมูลสาคัญและจาเป็ นที่ได้จากการซักประวัติและการตรวจ
         ไม่สามารถแปลผลและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลนั้นกับการวินิจฉัย บอกปั ญหา
                              ้
         (problem list) ของผูป่วยผิดและไม่คลอบคลุมและจัดเรี ยงลาดับตามความสาคัญผิดพลาด
         ไม่มีความรู ้และเข้าใจว่าโรคทางระบบอาจทาให้เกิดอาการของช่องปากได้ ใช้
         terminology ในการ diagnosis ไม่ถูกต้อง และไม่สามารถแก้ไขได้


2. Pertinent treatment Plan
    2.1 Holistic treatment planning
                                                     ้
   A นักศึกษาสามารถวางแผนการรักษาร่ วมกับผูป่วยโดยอาศัยความเข้าใจถึง
          สถานะทางสังคม การศึกษา สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม สภาพครอบครัว และจิตใจ
          การประกอบอาชีพ สิ่ งแวดล้อม อุปนิสัย ความคาดหวังและความรู ้สึกต่อการรักษา
          พื้นฐานความคิดที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ วัฒนธรรม ศาสนา
                  ้                                     ้
          ของผูป่วยร่ วมกับสภาวะโรคต่างๆที่เกิดขึ้นของผูป่วย
                    ั                             ้               ู้
          ทั้งนี้นกศึกษาสามารถทาความเข้าใจกับผูป่วยและสามารถทาให้ผป่วยตระหนักถึงสาเหตุข
                                                                                ้
          องการเกิดโรคและการดาเนิ นไปของโรค การหาแนวทางป้ องกันโรค ด้วยตัวผูป่วยเอง
                      ู้
          ทาให้ผป่วยตระหนักถึงผลดีของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง
          และผลเสี ยของการไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง
                             คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                          ั
                                              113

       ทั้งในแง่ผลกระทบต่อสุ ขภาพโดยรวม ผลกระทบต่อการดาเนินโรค
       ผลกระทบต่อการทางาน ผลกระทบต่อครอบครัว และผลกระทบต่อผูอื่น และ         ้
                             ้
       นักศึกษาและผูป่วยร่ วมกันเลือกวิธีการรักษา ประเภทการรักษา และ วางลาดับการรักษา
                                   ้
       ตามความเหมาะสมในผูป่วยแต่ละรายได้
                                                      ้
B นักศึกษาสามารถวางแผนการรักษาร่ วมกับผูป่วยโดยอาศัยความเข้าใจถึง
       สถานะทางสังคม การศึกษา สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม สภาพครอบครัว และจิตใจ
       การประกอบอาชีพ สิ่ งแวดล้อม อุปนิสัย ความคาดหวังและความรู ้สึกต่อการรักษา
       พื้นฐานความคิดที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ วัฒนธรรม ศาสนา
               ้
       ของผูป่วยร่ วมกับสภาวะโรคต่างๆที่เกิดขึ้นของผูป่วย้
                   ั                            ้                                ู้
       ทั้งนี้นกศึกษาสามารถทาความเข้าใจกับผูป่วยแต่อาจจะยังไม่สามารถทาให้ผป่วยตระหนัก
       ถึงสาเหตุของการเกิดโรคและการดาเนิ นไปของโรค การหาแนวทางป้ องกันโรค
                        ้
       ด้วยตัวผูป่วยเองเท่าที่ควร และ/หรื อ
                     ู้
       ทาให้ผป่วยตระหนักถึงผลดีของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง และ
       ผลเสี ยของการไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ทั้งในแง่ผลกระทบต่อสุ ขภาพโดยรวม
       และ/หรื อ ทราบถึง ผลกระทบต่อการดาเนิ นโรค ผลกระทบต่อการทางาน
       ผลกระทบต่อครอบครัว และผลกระทบต่อผูอื่น และ ้
                               ้
       นักศึกษาและผูป่วยร่ วมกันเลือกวิธีการรักษา ประเภทการรักษา และ วางลาดับการรักษา
                                     ้
       ตามความเหมาะสมในผูป่วยแต่ละรายได้
                                              ้
C นักศึกษาสามารถวางแผนการรักษาร่ วมกับผูป่วยโดยอาศัยความเข้าใจถึงสภาวะทางเศรษฐกิจแ
       ละสังคม สภาพครอบครัว และจิตใจ การประกอบอาชีพ
       ความคาดหวังและความรู ้สึกต่อการรักษา แต่อาจไม่เข้าใจดีพอเกี่ยวกับ สถานะทางสังคม
       สิ่ งแวดล้อม อุปนิสัย รักษา พื้นฐานความคิดที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ วัฒนธรรม ศาสนา
                 ้                                         ้
       ของผูป่วยร่ วมกับสภาวะโรคต่างๆที่เกิดขึ้นของผูป่วย และ/หรื อ
                          ู้
       ไม่ทาให้ผป่วยตระหนักถึงสาเหตุของการเกิดโรคและการดาเนินไปของโรค
                                            ้
       การหาแนวทางป้ องกันโรค ด้วยตัวผูป่วยเอง และ/หรื อ
                     ู้
       ทาให้ผป่วยตระหนักถึงผลดีของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง และ
       ผลเสี ยของการไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ในแง่ผลกระทบต่อสุ ขภาพโดยรวม
       แต่อาจไม่ตระหนักถึง ผลกระทบต่อการดาเนิ นโรค ผลกระทบต่อการทางาน
       ผลกระทบต่อครอบครัว และผลกระทบต่อผูอื่น และ   ้
                                 ้
       นักศึกษาและผูป่วยร่ วมกันเลือกวิธีการรักษา ประเภทการรักษา และ วางลาดับการรักษา
                                       ้
       ตามความเหมาะสมในผูป่วยแต่ละรายได้
F      นักศึกษาวางแผนการรักษาโดยไม่คานึงหรื อทาความเข้าใจถึง สถานะทางสังคม การศึกษา
       สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม สภาพครอบครัว และจิตใจ การประกอบอาชีพ
                          คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                       ั
                                                114

         สิ่ งแวดล้อม อุปนิสัย ความคาดหวังและความรู ้สึกต่อการรักษา
         พื้นฐานความคิดที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ วัฒนธรรม ศาสนา
                ้                                       ้
         ของผูป่วยร่ วมกับสภาวะโรคต่างๆที่เกิดขึ้นของผูป่วย
                                ู้
         และไม่พยายามทาให้ผป่วยตระหนักถึงสาเหตุของการเกิดโรคและการดาเนิ นไปของโรค
                                            ้
         การหาแนวทางป้ องกันโรค ด้วยตัวผูป่วยเอง
                  ู้
         ทาให้ผป่วยตระหนักถึงผลดีของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง และ
         ผลเสี ยของการไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ทั้งในแง่ผลกระทบต่อสุ ขภาพโดยรวม
         ผลกระทบต่อการดาเนิ นโรค ผลกระทบต่อการทางาน ผลกระทบต่อครอบครัว
         และผลกระทบต่อผูอื่น และ นักศึกษาและผูป่วยไม่ได้ร่วมกันเลือกวิธีการรักษา
                             ้                      ้
                                                                    ้
         ประเภทการรักษา และ วางลาดับการรักษาตามความเหมาะสมในผูป่วยแต่ละรายได้

      2.2 Treatment planning for oral diseases
  A       นักศึกษาสามารถบอกแผนการรักษาที่ถูกต้องกับโรคแต่ละชนิดในช่องปากได้อย่าง
          ถูกต้อง ครบถ้วน รวมถึงสามารถบอกทางเลือกต่าง ๆในการรักษาโรคแต่ละชนิดได้อย่าง
          ถูกต้องครบถ้วน บนพื้นฐานความรู ้ของการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง
  B       นักศึกษาสามารถบอกแผนการรักษาที่ถูกต้องสาหรับแต่ละโรคได้อย่างครบถ้วนแต่อาจ
          บอกทางเลือกในแต่ละโรคได้ไม่ครบถ้วน
  C       นักศึกษาสามารถบอกแผนการรักษาที่ถูกต้องสาหรับแต่ละโรคได้
          อย่างครบถ้วนแต่อาจไม่สามารถบอกทางเลือกอื่น สาหรับแต่ละโรคได้
  F       นักศึกษาไม่สามารถบอกแผนการรักษาและทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมในโรคแต่ละ
          ชนิดได้

3. Risk analysis/casual and related factors
A สามารถดาเนินการได้ถูกต้องทั้ง 3 ข้อ โดยไม่มีการแก้ไข
         1. ความถูกต้องของการประเมินความเสี่ ยงในการเกิดโรคต่างๆในช่องปาก
         2. ความครอบคลุมประเด็นที่เป็ นสาเหตุหรื อปั จจัยที่เกี่ยวข้องในการเกิดโรคต่างๆในช่องปากความเข้าใจและความส
                         ้
            บริ บทของผูป่วยและระดับความเสี่ ยงในการเกิดโรคต่างๆ ในช่องปาก
                                              ้
B ดาเนินการทั้ง 3 ข้อดังกล่าวข้างต้น ได้โดยมีขอบกพร่ องเล็กน้อย ซึ่ งสามารถปรับปรุ งแก้ไขได้ดี
                                                                                               ั
C ดาเนินการทั้ง 3 ข้อดังกล่าวข้างต้น ผิดพลาดชัดเจน ไม่สามารถแสดงเหตุผลหรื อตอบคาถามได้ชดเจน แต่สามารถแก้ไขได
F ไม่ได้ประเมินความเสี่ ยงของการเกิดโรค ไม่สามารถแสดงเหตุผลในการวิเคราะห์ความเสี่ ยงได้ แม้ได้รับโอกาสในการแกไ


4. Preventive plan
                            คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                         ั
                                                 115

 A                    ั
      ดาเนินการได้ท้ ง 5 ข้อ ดังต่อไปนี้ได้ถูกต้อง
            1. ผูป่วยทราบถึงเหตุผลในวิธีการป้ องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับผูป่วย (สอบถามผูป่วย)
                 ้                                                      ้             ้
            2. ความยอมรับ ความสอดคล้องของแนวทางการป้ องกันโรคกับบริ บทของผูป่วย     ้
                   ้
            3. ผูป่วยทราบถึงแนวทางการป้ องกันโรคของตนเอง (สอบถามผูป่วย)    ้
            4. นักศึกษาระบุเหตุผลและความเหมาะสมในการกาหนดวิธีการป้ องกันโรคได้
            5. ความสอดคล้องในการวางแผนกับระดับความเสี่ ยง
               สาเหตุของความเสี่ ยงและบริ บทของผูป่วย้
 B                                                 ้
      ดาเนินการทั้ง 5 ข้อ ดังกล่าวข้างต้น ได้โดยมีขอบกพร่ องเล็กน้อย
      ซึ่ งสามารถปรับปรุ งแก้ไขได้ดี หรื อดาเนินการข้อ 5 ได้ถูกต้องและดาเนินการข้อ 1-4
      ได้ถูกต้อง 2-3 ข้อ
 C    ดาเนินการข้อ 5 ผิดพลาดชัดเจนหรื อดาเนินการข้อ 1-4 ได้เพียง 1 ข้อ
      และมีการปรับปรุ งแก้ไขได้
 F                                                              ั
      ไม่มีการดาเนิ นการในข้อใดๆ หรื อ เมื่อเกิดการผิดพลาดที่ชดเจนในข้อ 5
                                       ่
      ไม่สามารถปรับปรุ งแก้ไขได้แม้วาจะได้รับคาแนะนาแล้ว

                        ่
5. สามารถเตรียมผู้ป่วยทีมีโรคทางระบบก่อนให้ การรักษาทางทันตกรรมได้ อย่างเหมาะสม
   A                             ้
         นักศึกษาสามารถเตรี ยมผูป่วยที่มีโรคทางระบบแต่ละโรคก่อนให้การรักษาทางทันตกรรม
         แต่ละชนิดได้ถูกต้องครบถ้วนเหมาะสม
   B                               ้
         นักศึกษาสามารถเตรี ยมผูป่วยที่มีโรคทางระบบแต่ละโรคก่อนให้การรักษาทางทันตกรรม
         แต่ละชนิดได้
   C                                 ้
         นักศึกษาสามารถเตรี ยมผูป่วยที่มีโรคทางระบบแต่ละโรคก่อนให้การรักษาทางทันตกรรม
         แต่ละชนิดได้
   F                                   ้
         นักศึกษาไม่สามารถเตรี ยมผูป่วยที่มีโรคทางระบบแต่ละโรคก่อนให้การรักษาทางทันต
         กรรมแต่ละชนิดได้

6. Holistic Critical Thinking
                          ั
   A ทาสิ่ งเหล่านี้ท้ งหมดหรื อเกือบทั้งหมดเหมาะสม
             แปลผล ข้อมูล (รวมหลักฐานจากการอ่าน, การพูด, แผนภูมิ, คาถาม,
             ข้อมูลที่ได้จากการซักถาม เป็ นต้น) ได้ถูกต้อง
             วิเคราะห์ ข้อมูลได้ลึกซึ้ ง ทั้งผลดี ผลเสี ย และทางเลือกต่าง ๆ
             สรุ ปผล บนพื้นฐานของหลักฐานที่น่าเชื่ อถือที่รวบรวมมาได้
             ข้อสรุ ปมีความถูกต้องเหมาะสมปลอดภัยถูกหลักศีลธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ

                             คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                          ั
                                                116

           การกระทาเหมาะสมที่หลักการที่สามารถอธิบายเหตุผลได้
           มีจิตใจกว้างเปิ ดรับข้อมูลใหม่ที่มีหลักฐานและเหตุผลที่ดี
  B      ทาสิ่ งเหล่านี้เป็ นส่ วนใหญ่
           แปลผล ข้อมูล (รวมหลักฐานจากการอ่าน, การพูด, แผนภูมิ, คาถาม,
           ข้อมูลที่ได้จากการซักถาม เป็ นต้น) ถูกต้อง
           วิเคราะห์ ข้อมูลได้ดีในประเด็นที่เด่นชัด แต่อาจไม่ลึกซึ่ งครอบคลุมทั้งหมด
           สรุ ปผล บนพื้นฐานของหลักฐาน
           ข้อสรุ ปถูกต้องเหมาะสมปลอดภัยตามหลักศีลธรรมจรรยาบรรณแต่อาจไม่ละเอียดอ่อนพ
           อเพียง การกระทาเหมาะสมอธิบายได้มีจิตใจเปิ ดกว้างรับและสรุ ปตามหลักฐาน
  C      ทาสิ่ งเหล่านี้พอสมควร
                                                            ้
           แปลผล ข้อมูลผิดพลาดบ้างไม่สามารถวิเคราะห์ขอมูลได้ถูกต้องและลึกซึ้ งเท่าที่ควร
           สรุ ปผล บนพื้นฐานของหลักฐานที่อ่อนและไม่น่าเชื่ อถือเท่าที่ควร
           ข้อสรุ ป ถูกต้องตามหลักศีลธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพ การกระทายังมีขอผิดพลาด ้
           แต่อธิ บายเหตุผลได้ไม่เปิ ดรับข้อมูล/หลักฐาน มุ่งแต่จะทาความคิดตัวเอง
  F      มี bias ในการแปลผลข้อมูล (รวมหลักฐานจากการอ่าน, การพูด, แผนภูมิ, คาถาม,
              ข้อมูลที่ได้จากการซัก เป็ นต้น)
               ไม่สามารถระบุหรื อไม่สนใจข้อมูลที่ถูกต้องจาเป็ น/สาคัญ
               สรุ ปบนความ bias หรื อเหตุผลที่ไม่เหมาะสม
               ข้อสรุ ปผิดพลาดไม่ถูกต้องตามหลักศีลธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพ
               ไม่เปิ ดรับข้อมูล/หลักฐานมุ่งทาความคิดความคิดตัวเอง
               จิตใจคับแคบไม่สนใจเหตุผล

7. Communication
                                                                                      ้
   มีความสามารถในการติดต่อสื่ อสารอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ทั้งด้าน Oral และ Writing กับผูป่วย
บุคลากรทางการแพทย์, อาจารย์,เจ้าหน้าที่ ,เพื่อนร่ วมงานและสาธารณชนทัวไป   ่
   A                        ั
          ทาสิ่ งเหล่านี้ท้ งหมดหรื อเกือบหมดและทาได้ดีเหมาะสมสมบรู ณ์
                                                                                 ้
             สร้างสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดี (professional relationship) กับผูป่วย มี
                  active listening skill
                                               ู้
             สนใจต่อความรู ้สึกและสิ่ งที่ผป่วยรู ้สึกกังวล/อยากรู้/เป็ นปัญหา
                                                             ้
             ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับพบแต่ละแบบ (เช่น ผูใหญ่ เด็ก ระดับการศึกษา
                  ระดับสติปัญญา)
             ใช้ท่าทางที่แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ (empathy) อบอุ่น อ่อนโยน ให้กาลังใจ
                       ู้
                  แก่ผป่วยแสดงถึงความมันคงทางอารมณ์และมีความเชื่อมันในตัวเองแต่ไม่เชิงกระ
                                           ่                                ่
                            คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                         ั
                                           117

             ด้าง
        เลือกวิธีการที่เหมาะสมในการติดต่อสื่ อสารกับบุคลากร แพทย์ อาจารย์ เจ้าหน้าที่
        สามารถสื่ อสารข้อมูลที่สมบูรณ์ครบถ้วน ถูกต้องและจาเป็ น/สาคัญ (pertinent)
             กับอาจารย์และเจ้าหน้าที่
        เข้าร่ วมแสดงความคิดเห็นกับกลุ่ม
                                   ้
        เขียนจดหมายส่ งตัวผูป่วยหรื อขอคาปรึ กษา ได้ถูกต้องเหมาะสม
                   ิ                                                      ู้
        ใช้วธีการที่เหมาะสมในการอธิ บายและสอนทันตสุ ขศึกษาแก่ผป่วย (education &
             motivation)
B   ทาสิ่ งเหล่านี้และทาได้ดี
                                                                             ้
        สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดี (professional relationship) กับผูป่วย มี active
             listening skill
                                           ู้
        สนใจต่อความรู ้สึกและสิ่ งที่ผป่วยรู ้สึกกังวล/อยากรู้/เป็ นปัญหา
                                       ้                    ้
        ใช้ภาษา ที่เหมาะสมกับผูป่วย แต่ละแบบ (เช่น ผูใหญ่ เด็ก ระดับการศึกษา
             ระดับสติปัญญา)
        ใช้ท่าทีแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ (empathy) อบอุ่น อ่อนโยน
                              ้
             ให้กาลังใจต่อผูป่วยแสดงถึงความมันคงทางอารมณ์ และความเชื่อมันในตนเอง
                                               ่                                   ่
             แต่ไม่แข็งกระด้าง
        เลือกวิธีการที่เหมาะสมในการติดต่อสื่ อสารกับบุคลากรทางการแพทย์ อาจารย์
             เจ้าหน้าที่
        สามารถสื่ อสารข้อมูลที่สมบูรณ์ครบถ้วน
             ถูกต้องและจาเป็ น/สาคัญกับอาจารย์และเจ้าหน้าที่
        เข้าร่ วมแสดงความคิดเห็นกับกลุ่ม
                                     ้
        เขียนจดหมายส่ งต่อผูป่วยหรื อขอคาปรึ กษาได้ถูกต้อง
                     ิ
        ใช้วธีการที่เหมาะสมในการอธิ บายและสอนทันตสุ ขศึกษาแก่ผป่วย       ู้
C   ทาสิ่ งเหล่านี้ อาจบกพร่ องเล็กน้อยแต่แก้ไขได้เมื่ออาจารย์แนะนา
                                                                               ้
        สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดี (professional relationship) กับผูป่วย มี active
             listening skill
                                           ู้
        สนใจต่อความรู ้สึกและสิ่ งที่ผป่วยรู ้สึกกังวล/อยากรู้/เป็ นปัญหา
                                         ้                    ้
        ใช้ภาษา ที่เหมาะสมกับผูป่วย แต่ละแบบ (เช่น ผูใหญ่ เด็ก ระดับการศึกษา
             ระดับสติปัญญา)
        ใช้ท่าทีแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ (empathy) อบอุ่น อ่อนโยน
                                ้
             ให้กาลังใจต่อผูป่วยแสดงถึงความมันคงทางอารมณ์และความเชื่อมันในตนเองแต่ไ
                                                 ่                               ่
             ม่แข็งกระด้าง
                       คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                                    ั
                                                   118

               เลือกวิธีการที่เหมาะสมในการติดต่อสื่ อสารกับบุคลากรทางการแพทย์ อาจารย์
                  เจ้าหน้าที่
               สามารถสื่ อสารข้อมูลที่สมบูรณ์ครบถ้วน
                  ถูกต้องและจาเป็ น/สาคัญกับอาจารย์และเจ้าหน้าที่
               เข้าร่ วมแสดงความคิดเห็นกับกลุ่ม
                                          ้
               เขียนจดหมายส่ งต่อผูป่วยหรื อขอคาปรึ กษาได้ถูกต้อง
                        ิ
               ใช้วธีการที่เหมาะสมในการอธิ บายและสอนทันตสุ ขศึกษาแก่ผป่วย     ู้
   F      ไม่ได้ทาสิ่ งเหล่านี้เกือบทั้งหมด หรื อทาผิดพลาด และไม่แสดงให้เห็นว่าพยายามที่จะ
          แก้ไขปรับปรุ งให้ดีข้ ึนเมื่ออาจารย์แนะนา

8. การปรึกษาแพทย์ , ผู้เชี่ ยวชาญเฉพาะด้ าน (Consultation)
   A                                                                 ้
           นักศึกษาสามารถบอกอธิ บายความสาคัญของการส่ งต่อผูป่วยปรึ กษาแพทย์และ/หรื อ
          ผูเ้ ชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน ได้อย่างถูกต้อง มีเหตุผลตรงประเด็นและสามารถเขียนใบส่ ง
          consult ได้อย่างถูกต้อง และสามารถสื่ อสารเข้าใจได้
   B
                                                                   ้
          นักศึกษาสามารถอธิบายบอกความสาคัญของการส่ งต่อผูป่วยปรึ กษาแพทย์และ/หรื อผูเ้ ชี่ย
          วชาญเฉพาะด้านได้อย่างมีเหตุผลและสามารถเขียนใบ consult ได้
                                                              ้
   C นักศึกษาสามารถอธิ บายความสาคัญของการส่ งตัวผูป่วย ปรึ กษาแพทย์และ/หรื อ
                                     ้
          ผูเ้ ชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้บาง มีเหตุผลพอรับได้ แต่อาจเขียนใบ consult
                                                         ้
          ไม่ถูกต้องแต่ไม่เกิดความเสี ยหายร้ายแรงกับผูป่วย
   F                                                                   ้
          นักศึกษาไม่สามารถบอก,อธิ บายความสาคัญของการส่ งต่อผูป่วยเพื่อปรึ กษาแพทย์
          และ/หรื อผูเ้ ชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้อย่างถูกต้อง ไม่มีเหตุผลรองรับ ไม่ตรงประเด็น
                                                                                           ้
          และ/หรื อ เขียนใบ consult ไม่ได้ ซึ่ งอาจทาให้เกิดอันตรายหรื อส่ งผลเสี ยหายกับผูป่วยได้




                               คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ ช่องปาก)
                                            ั
                             119

                    Appendix 1
                           ้
                ตัวอย่ างแฟมผู้ป่วย
การบันทึกการซักประวัติ ตรวจ วินิจฉัย วางแผนการรักษา




         คู่มือการปฏิบติงาน Comprehensive Clinic ปี การศึกษา 2554 (สาขาวิชาอายุรศาสตร์ช่องปาก)
                      ั

								
To top