???????????????? ( Macro environment) by 7wo72Ec2

VIEWS: 79 PAGES: 6

									                  สิ่ งแวดล้ อมมหภาค ( Macro environment)

          สิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ( Economics Environment)
          การที่ผซ้ื อจะซื้ อสิ นค้าหรื อไม่
                  ู้                                                        ่ ั
                                                                ย่อมขึ้นอยูกบภาวะทางเศรษฐกิจด้วย
ซึ่ งภาวะทางเศรษฐกิจแต่ละประเภทส่ งผลกระทบต่อการส่ งสิ นค้าออกและการนาเข้า อัตราเงินเฟ้ อ
อัตราดอกเบี้ย ดุลการค้า ภาวะการว่างงาน การกระจายรายได้ต่อธุ รกิจในภาวะต่างๆด้วย เช่น
ในภาวะที่เศรษฐกิจรุ่ งเรื อง           อัตราการจ้างงานจะสู ง    รายได้ของคนในประเทศก็จะมากขึ้น
ดังนั้นจึงทาให้มีอานาจซื้ อสู งขึ้น                                             ั
                                                               สิ้ นค้าของบริ ษทเราก็จะขายได้มากขึ้น
      ้                              ่
แต่ถาเศรษฐกิจภายในประเทศอยูในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยหรื อตกต่า
                ั
ก็จะส่ งผลให้อตราการว่างงานจะสู ง                                                  ้
                                                                        รายได้ของผูบริ โภคก็จะน้อยลง
                                       ้
ความต้องการที่จะซื้ อสิ นค้าของผูบริ โภคก็จะลดลง
                                                     ั
อานาจซื้ อก็จะลดลงและส่ งผลให้สินค้าของบริ ษทขายได้นอยลงด้วย ้

                        ั
ผลกระทบต่ อธุรกิจ : บริษทผลิตเสื้อผ้ าแฟชั่น
ผลดี
-ถ้าเศรษฐกิจรุ่ งเรื อง             หรื อเศรษฐกิจดี          ก็จะทาให้ผบริ โภคมีฐานะการเป็ นอยูที่ดีข้ ึน
                                                                               ู้                               ่
                          ่
เมื่อฐานะความเป็ นอยูดีข้ ึน            ก็จะทาให้ความต้องการในสิ นค้าประเภทเสื้ อผ้าแฟชันเพิ่มมากขึ้น ่
                                ั
ก็จะส่ งผลให้สินค้าของบริ ษทขายได้มากขึ้น                     เสื้ อผ้าแฟชันเป็ นสิ นค้าที่มีความต้องการสู ง
                                                                                  ่
และมีความต้องการอยูตลอดเวลา ่                     เพราะ            เสื้ อผ้าแฟชันมีการเปลี่ยนแปลงอยูเ่ รื่ อยๆ
                                                                                    ่
และผูบริ โภคจาเป็ นที่จะต้องซื้ อเสื้ อผ้าใหม่ๆ ตามสมัยนิยมอยูเ่ ป็ นประจา
        ้
           ั
-ถ้าบริ ษทมีกาไรจากการดาเนินการเพิ่มมากขึ้น ก็จะสามารถขยายกิจการออกไปในตลาดที่กว้างขึ้น
-ถ้าธุ รกิจของเราเป็ นธุ รกิจที่ขายสิ นค้าราคาแพงก็จะสามารถขายได้เพิ่มมากขึ้น
เพราะถ้าคนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น                                                                              ่
                                                                                      ชีวตความเป็ นอยูก็จะดีข้ ึน
                                                                                         ิ
ความต้องการในสิ นค้าก็จะต้องการระดับที่ดีข้ ึนด้วย
ผลเสี ย
-ถ้าเศรษฐกิจซบเซา             หรื อชะลอตัว                                  ู้
                                                           ก็จะทาให้ผบริ โภคมีฐานะทางการเงินฝื ดเคือง
อัตราการว่างงานก็จะสู งขึ้น                ก็จะส่ งผลให้ความต้องการในสิ นค้าประเภทเสื้ อผ้าแฟชันลดลง          ่
                                  ั
ก็จะส่ งผลให้สินค้าของบริ ษทขายได้นอยลง      ้                                                   เพราะเสื้ อผ้าแฟชัน
                                                                                                                   ่
เป็ นเสื้ อผ้าที่เปลี่ยนไปตามแต่ละยุคสมัย                                                  ซึ่ งถ้าเศรษฐกิจฝื ดเคือง
  ้
ผูบริ โภคก็จะไม่นิยมที่จะซื้ อเสื้ อผ้าใหม่ๆบ่อยครั้ง
-ถ้าเศรษฐกิจดีข้ ึน                          ้
                            ความต้องการของผูบริ โภคก็จะต้องการสิ นค้าที่มีคุณภาพหรื อราคาที่สูงขึ้น
ดังนั้นถ้าเรามีสินค้าที่มีราคาถูก                                          ก็อาจจะส่ งผลกระทบได้
         ้
เพราะผูบริ โภคหันไปใช้สินค้าที่มีราคาแพงขึ้น
-ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี                 ของก็จะมีราคาแพง               ในขณะที่ราคาสิ นค้ายังคงเท่าเดิม
แต่ราคาต้นทุนในการผลิตก็จะสู งขึ้น             เพราะว่า          วัสดุที่ใช้ในการผลิตมีราคาสู งขึ้น
ค่าแรงคนงานก็จะสู งขึ้น ค่าขนส่ งสิ นค้าก็จะสู งตามไปด้วย

    สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมและทางสังคม ( Cultural and Social
Environment)
      วัฒนธรรม(Cultural)
เป็ นตัวที่ส่งผลกระทบในการกาหนดรู ปแบบและทัศนคติของคนในสังคมและการเปลี่ยนแปลงทาง
                                                         ิ
ด้านวัฒนธรรมก็จะส่ งผลกระทบต่อรู ปแบบของการดาเนิ นชีวตและค่านิยมของคนในสังคมในลักษ
ณะที่ต่างๆกัน
      สั งคม        (Social)        สภาวะทางสังคมเป็ นเรื่ องเกี่ยวกับความเชื่ อ       ค่านิยม
และทัศนคติของบุคคลในสังคม                                                             ในบางที
สภาพแวดล้อมทางสังคมของแต่ละบุคคลอาจจะไม่เหมือนกัน
สภาวะทางสังคมจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา                                             ทาให้คนในสังคม
พยายามที่จะปรับเปลี่ยนตนเองให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
                               ้
ดังนั้นจึงทาให้ความต้องการของผูบริ โภคเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

                        ั
ผลกระทบต่ อธุรกิจ : บริษทผลิตเสื้อผ้ าแฟชั่น
ผลดี
-ค่านิยมของคนในแต่ละสังคม                                            ก็มีค่านิ ยมที่แตกต่างกันไป
ทุกคนต่างต้องการเป็ นที่ยอมรับของคนในสังคม
เสื้ อผ้าก็เป็ นอีกอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความเป็ นตัวเอง               และทาให้คนอื่นยอมรับเรา
ดังนั้นคนในสังคมจึงมีความต้องการในการซื้ อสิ นค้าประเภทเสื้ อผ้าสู ง
เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนตนเองให้เข้ากับสังคม จึงทาให้ทางบริ ษทสามารถขายสิ นค้าได้อยูตลอด
                                                          ั                          ่
-
                                            ั       ่              ้
อิทธิ พลจากทางวัฒนธรรมทาให้ทางบริ ษทรับรู ้วาความต้องการของผูบริ โภคในสังคมต้องการสิ นค้
าประเภทใด เช่น วัฒนธรรมไทย นิยมแต่งตัวเรี ยบร้อย หญิงไทยไม่ควรแต่งตัวโป๊ จนเกินไป
ดังนั้น                    เมื่อเราทราบว่า                          วัฒนธรรมไทยเป็ นอย่างนี้
                                    ั
เราก็ควรเลือกออกแบบสิ นค้าที่ไม่ขดต่อหลักวัฒนธรรมของไทย
-ในแต่ละช่วงเวลา ก็มีความนิยมหรื อความต้องการทางด้านเสื้ อผ้าที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ปี
2549                                                ่ ั
             เป็ นปี เฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวฉลองสิ ริราชย์สมบัติครบ 60 ปี
ความต้องการของตลาดในเรื่ องของเสื้ อสี เหลือง      ก็มีมากจนสิ นค้าขาดตลาด            ดังนั้น
        ั
ทางบริ ษทก็ควรจะคานึงถึงกระแสนิยมและผลิตเสื้ อเหลืองออกมาจาหน่ายตามที่เห็นว่าสมควร




ผลเสี ย
-เมื่อค่านิยมและความต้องการเกี่ยวกับเสื้ อผ้าเปลี่ยนไป
ก็ส่งผลให้ทางบริ ษทต้องเปลี่ยนรู ปแบบสิ นค้าเพื่อรองรับความต้องการของสิ นค้าอยูตลอดเวลา
                      ั                                                                ่
ทาให้เสี ยงบประมาณในด้านต่างๆเพิ่มมากขึ้น               รวมไปถึงสิ นค้าเก่าที่ไม่ได้รับความนิยมแล้ว
ก็จะเหลือค้างเก็บ ไม่สามารถขายได้อีกต่อไป
-ค่านิยมและความต้องการของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันไป
       ้
และผูบริ โภคอาจหันไปบริ โภคสิ นค้าอีกประเภทหนึ่งตามกระแสนิยม
                  ั             ั
ซึ่ งอาจทาให้บริ ษทขายได้ไม่ดีดงเดิม                เช่น                       ู้
                                                                 ในขณะนี้ผบริ โภคนิยมเสื้ อสี เขียว
             ั
แต่ทางบริ ษทผลิตเสื้ อสี เหลืองออกมาเป็ นจานวนมาก
ก็จะทาให้ทางบริ ษทขายสิ นค้าได้ไม่มากเท่าที่ควร เพราะผูบริ โภคหันไปซื้ อสิ นค้าของบริ ษทคู่แข่ง
                    ั                                      ้                                ั
                 สิ่ งแวดล้ อมจุลภาค ( Micro Environment)

        บริโภค ( Customers)
        ผูบริ โภค
          ้                             หมายถึง                  กลุ่มลูกค้าหรื อกลุ่มตลาดเป้ าหมาย
               ั                                                  ้
ซึ่ งทางบริ ษทต้องพยายามจัดหาสิ นค้าที่ตรงกับความต้องการของผูบริ โภค ซึ่ งลูกค้าเหล่านี้แบ่งเป็ น
ลูกค้ารายใหญ่                         คือการขายส่ ง               และลูกค้ารายย่อยคือการขายปลีก
                 ั     ่ ั                          ้
นอกจากนี้ยงขึ้นอยูกบอานาจในการต่อรองของผูบริ โภค ถ้าสิ นค้ามีให้เลือกมากมายหลายบริ ษท               ั
อานาจในการต่อรองของบริ ษทก็จะมีนอยั        ้                                   ้
                                                                           แต่ถาสิ นค้ามีให้เลือกน้อย
อานาจในการต่อรองของบริ ษทก็จะมีมาก  ั
ความต้องการของผูบริ โภคนั้นก็ยงเกี่ยวข้องกับค่านิยมของผูบริ โภคแต่ละคน
                        ้             ั                    ้
ว่ามีความต้องการในสิ นค้าและบริ การอย่างไร                                       และมากน้อยเพียงใด
                              ่ ั
ซึ่ งค่านิยมเหล่านี้ก็ข้ ึนอยูกบสภาพแวดล้อมภายในสังคมที่มีอิทธิ พลต่อผูบริ โภค
                                                                         ้

ผลกระทบต่ อธุรกิจ : ธุรกิจเบเกอรี่
ผลดี
-ความต้องการของลูกค้าเป็ นหลักสาคัญในการที่จะผลิตเค้กแต่ละประเภท
                                 ้
เพราะถ้าเราผลิตมาแล้วลูกค้าไม่ตองการ               ก็จะไม่สามารถขายได้            ดังนั้น
ถ้าเราทราบว่าลูกค้าต้องการเค้กประเภทใด ก็ผลิตเค้กประเภทนั้นตามความต้องการของลูกค้า
                               ่ ั
-ความต้องการของลูกค้าก็ข้ ึนอยูกบค่านิยมในแต่ละยุคแต่ละสมัย                 ตัวอย่างเช่น
ในสมัยนี้มีความนิยมในชาเขียว                                                      ดังนั้น
ทางร้านก็ควรที่จะปรับปรุ งสิ นค้าให้มีเค้กชาเขียวเพื่อที่จะรองรับความต้องการของลูกค้า            หรื อ
ในปั จจุบน ั                                              ้
                                                        ผูบริ โภคหันมาใส่ ใจเรื่ องของสุ ขภาพมากขึ้น
ดังนั้นทางร้านจึงปรับปรุ งสิ นค้าให้สอดคล้องกับความต้องการ
โดยที่ผลิตเค้กที่มีไขมันต่าหรื อไม่มีน้ าตาล เป็ นต้น
-ลูกค้าเป็ นสื่ อที่ดีที่สุดในการประชาสัมพันธ์        ผลิตภัณฑ์ของเรา               ถ้าลูกค้าท่านหนึ่ง
ได้เคยรับประทานเค้กของทางร้าน และติดใจในรสชาติ ก็จะกลับมารับประทานอยูเ่ ป็ นประจา
และโดยส่ วนมากก็จะช่วยบอกต่อไปยังลูกค้าท่านอื่นๆ                                   และลูกค้าท่านอื่นๆ
ก็จะมาซื้ อเค้กจากทางร้านของเรา ทาให้เค้กของร้านเราเป็ นที่ติดตลาด
ผลเสี ย
-เมื่อความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงบ่อย ทาให้ทางร้านต้องปรับปรุ งผลิตภัณฑ์อยูบ่อยครั้ง     ่
ทาให้เสี ยงบประมาณในการดาเนินงาน และมีความเสี่ ยงในการจาหน่ายสิ นค้าใหม่
-ถ้าเกิดผลกระทบต่างๆกับลูกค้า ก็จะทาให้ลูกค้าไม่มาซื้ อเค้กจากทางร้านเหมือนเช่นเคย เช่น
ลูกค้าถูกไล่ออกจากงาน ลูกค้าก็จะไม่นิยมที่จะรับประทานเค้ก
-กระแสนิยมในบางครั้งอาจทาให้ลูกค้าหันไปบริ โภคสิ นค้าประเภทอื่นๆ
แทนที่จะบริ โภคเค้กเหมือนแต่ก่อน เช่น ลูกค้าอาจจะหันไปบริ โภคไอศกรี มเป็ นเค้กวันเกิด
แทนที่จะบริ โภคเค้ก เป็ นเค้กวันเกิด เป็ นต้น

         แข่ งขัน(Competitors)
        คู่แข่งขัน          หมายถึง                                                  ั
                                                บริ ษทอื่นๆที่เสนอขายสิ นค้าให้กบกลุ่มลูกค่าเดียวกัน
                                                     ั
ในราคาที่ใกล้เคียงกัน ทาให้เกิดการแย่งลูกค้ากัน ซึ่ งบริ ษทคู่แข่งนี้ ก็แบ่งเป็ น 2 ประเภท
                                                                 ั
คือบริ ษทคู่แข่งทางตรง
         ั                               ั
                                 คือบริ ษทที่ขายของประเภทเดียวกัน                        ราคาใกล้เคียงกัน
กลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียวกัน                   เช่น               ลูกค้าเลือกที่จะซื้ อมันฝรั่งทอดกรอบเลย์
แทนที่จะไปซื้ อมันฝรั่งทอดกรอบเทสโต้                                                บริ ษทคู่แข่งทางอ้อม
                                                                                           ั
           ั                                              ้
คือบริ ษทที่ขายสิ นค้าหรื อบริ การคนละประเภทกันแต่ถาลูกค้าไปบริ โภคสิ นค้าของบริ ษทหนึ่ง       ั
                                 ั
จะไม่บริ โภคสิ นค้าของอีกบริ ษทหนึ่ง เช่น ลูกค้าเลือกที่จะไม่รับประทานอาหารในร้าน MK
เลยไม่ไปซื้ อเสื้ อผ้าใน Siam Square
  ในปั จจุบน ั                                                               คู่แข่งธุ รกิจต่างๆมีมากมาย
ดังนั้นแต่ละบริ ษทจึงต้องพยายามหาจุดเด่นและสร้างแรงจูงใจให้กบลุกค้า
                   ั                                                  ั
รวมไปถึงการโฆษณาสิ นค้าของทางบริ ษทด้วย      ั

ผลกระทบต่ อธุรกิจ : ธุรกิจเบเกอรี่
ผลดี
-เมื่อในตลาดการค้ามีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น                              ้
                                                      เป็ นการกระตุนให้เกิดการสร้างสรรค์งานใหม่ๆ
เพื่อเป็ นการดึงดูดใจลูกค้าให้มาซื้ อสิ นค้าของเรา        เช่น                                   ่
                                                                     ถ้าเราเปิ ดร้านขายเค้กอยูที่สามย่าน
                                   ่
แต่มีคู่แข่งมาเปิ ดร้านขายเค้กอยูฝั่งตรงข้าม                   เราก็ควรหากลยุทธ์จาพวกลดราคาสิ นค้า
เพื่อเป็ นการเรี ยกลูกค้าให้มาซื้ อสิ นค้าจากทางร้านของเรา
-ถ้ามีคู่แข่งทางการค้า ก็จะทาให้เห็นเป็ นการเปรี ยบเทียบว่า สิ นค้าของเราได้รับความนิยมเพียงใด
เมื่อเทียบกับร้านค้าที่ขายสิ นค้าเบเกอรี่ ประเภทเดียวกัน                        สามารถสารวจตลาดได้วา      ่
ร้านของคู่แข่งมีสินค้าอะไรบ้าง และนามาปรับปรุ งสิ นค้าของเราให้มีคุณภาพดียงขึ้น        ิ่
ผลเสี ย
- เมื่อมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น ก็จะทาให้เราเสี ยรายได้ไป เพราะลูกค้าหันไปบริ โภคสิ นค้าของร้านคู่แข่ง
แทนที่จะบริ โภคสิ นค้าจากทางร้านเรา                     เช่น                    ถ้าทางร้านผลิตเค้กบราวนี่
ในขณะที่อีกร้านหนึ่งก็มีเค้กบราวนี่ เช่นกัน                             ถ้าลูกค้าซื้ อสิ นค้าของร้านคู่แข่ง
ก็จะทาให้รายได้ของทางร้านลดน้อยลง
-เมื่อมีคู่แข่งทางการค้าเพิ่มมากขึ้น          อานาจในการซื้ อของทางร้านก็จะน้อยลง                  เพราะว่า
ถ้าในละแวกนี้มีเพียงร้านเบเกอรี่                                                             เพียงร้านเดียว
ทุกคนในละแวกใกล้เคียงก็จะต้องมาที่ร้านของเราเพื่อซื้ อเค้กเท่านั้น                                    แต่ถา ้
ในละแวกนี้มีร้านเบเกอรี่ เพิ่มขึ้น                                      ลูกค้าอาจจะไม่ซ้ื อสิ นค้าของเรา
      ั
แต่หนไปซื้ อสิ นค้าของอีกร้านหนึ่ง
-ทาให้เสี ยงบประมาณในการปรับปรุ งสิ นค้าอยูเ่ รื่ อยๆ                  เพื่อเป็ นการแข่งขันกับร้านคู่แข่ง
และต้องพยายามเรี ยกลูกค้าให้มาซื้ อสิ นค้าจากทางร้านเรา

								
To top