????? ????? Susan Strange

Shared by: 70CW46U8
Categories
Tags
-
Stats
views:
68
posted:
4/25/2012
language:
Thai
pages:
57
Document Sample
scope of work template
							     เศรษฐกิจการเมืองระหว่ างประเทศ: ศึกษาความสั มพันธ์ ระหว่ าง
                     ั
              โลกาภิวฒน์ การรวมกลุ่มทางภูมิภาคและรัฐ
(International Political Economy: Globalization Regionalism and the State)




                                      ิ
                             อาจารย์ วโรจน์ อาลี




                ้
ผลงานวิจัยฉบับนีได้ รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
                                   ธันวาคม 2548
                                                คานา

            งานวิ จั ย เรื่ องเศรษฐกิ จ การเมื อ งระหว่ า งประเทศ ว่ า ด้ ว ยโลกาภิ ว ัฒ น์
การรวมกลุ่ มทาง ภูมิภาคและรัฐ (International Political Economy: Globalization
Regionalism                             and                         the                       State)
ชิ้นนี้เป็ นการศึกษาข้อถกเถียงหนึ่งที่สาคัญโดยเฉพาะนัยยะของความสัมพันธ์ระหว่างกระ
บวนการ “โลกาภิ ว ัฒ น์ ” ที่ มี ต่ อ รั ฐ สมัย ใหม่ ดัง ข้อ เสนอจากนั ก วิ ช าการที่ ว่ า
รั ฐ ใ น ยุ ค ห ลั ง ส ง ค ร า ม เ ย็ น (Post               Cold              War               Ear)
นั้ น ก า ลั ง สู ญ เ สี ย ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง ต น
และกาลังเข้าสู่ สภาวะ “ไร้อานาจ” (Powerless)

               ั
        งานวิจยชิ้นนี้ได้พยายามรวบรวมข้อถกเถียงในส่ วนที่สนับสนุนทฤษฏีโลกาภิวฒ    ั
                                                                        ั
น์และข้อเสนอใหม่ๆของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศในปั จจุบนที่ไม่เห็นด้
วยกั บ ข้ อ เสนอตามทฤษฏี โ ลกาภิ วั ฒ น์ ที่ ได้ รั บ การยอม รั บอย่ า งแพร่ หลาย
                            ั
อย่างไรก็ดีจากการศึกษาวิจย เอกสาร ตาราและบทความพบว่ากระบวนการโลกาภิวฒน์         ั
( ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ) นั้ น ไ ม่ ไ ด้ ท า ใ ห้ อ า น า จ ข อ ง รั ฐ ล ด ล ง
ห า ก แ ต่ รั ฐ เ อ ง ก็ มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ป รั บ ตั ว (Adaptability)
จากแรงกดดันโดยเฉพาะจากระบบเศรษฐกิจตลาดโลก (Global Market Forces)

         ในหลายๆกรณี จากการศึ ก ษาพบว่า รั ฐมี ความสามารถในการเลื อก (Choose)
นโยบายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากแรงกดดันและความจาเป็ นภายในประเทศมากกว่าแรงกด
ดัน ภายนอก และก าลัง พัฒ นาระบบความร่ วมมื อ ในระดับ ภู มิ ภ าค (Regionalism)
เพื่ อ ประสานประโยชน์ แ ละต่ อ ต้ า นกระบวนการเปิ ดเสรี ของโลกาภิ วั ฒ น์
น ามาซึ่ งข้ อ สรุ ปที่ ว่ า ข้ อ เสนอของทฤษฎี โ ลกาภิ ว ั ฒ น์ ที่ ว่ า รั ฐ นั้ นเข้ า สู่ สภาวะ
“ไร้อานาจ”นั้น เป็ นการกล่าวอ้างที่เกินความเป็ นจริ ง

      ง า น วิ จั ย ไ ด้ รั บ ก า ร ส นั บ ส นุ น จ า ก ศู น ย์ วิ จั ย ค ณ ะ รั ฐ ศ า ส ต ร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต้องขอกราบขอบพระคุณ รศ.ดร.นคริ นทร์ เมฆไตรรัตน์




                                                                                                       2
ค ณ บ ดี ค ณ ะ รั ฐ ศ า ส ต ร์ แ ล ะ ศู น ย์ วิ จั ย ฯ
       ั                         ั
ที่อนุมติให้ขยายเวลาการส่ งงานวิจยซึ่งล่วงเลยกาหนดมาเป็ นเวลานาน

                   ้ ั                                     ู้
         สุ ดท้ายผูวิจยหวังว่างานชิ้นนี้จะเป็ นประโยชน์แก่ผที่สนใจในการศึกษาความสัม
พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง ก ร ะ บ ว น ก า ร โ ล ก า ภิ วั ฒ น์ แ ล ะ รั ฐ ไ ม่ ม า ก ก็ น้ อ ย
             ั         ้                                           ้ ั
หากงานวิจยชิ้นนี้ มีขอผิดพลาดหรื อขาดตกบกพร่ องประการใด ผูวิจยขออภัยมา ณ ที่น้ ี
                                                  ้
และน้อมรับข้อเสนอและข้อติเตียนที่สร้างสรรค์ดวยความยินดียง      ิ่

                                                                                     ้ิั
                                                               อาจารย์วิโรจน์ อาลี ผูวจย




                                                                                            3
                                      สารบัญ

คานา : ปั ญหาของโลกาภิวัฒน์ และรั ฐ                                 หน้า 5

ส่ วนที่ 1 คาจากัดความและข้ อจากัดของ “โลกาภิวัฒน์ ”                หน้า   9
           คาจากัดความของ “โลกาภิวฒน์”
                                      ั                             หน้า   9
           ข้อจากัดของ “โลกาภิวฒน์”
                                  ั                                 หน้า   10
           โลกาภิวฒน์เป็ นปรากฏการณ์ใหม่?
                     ั                                              หน้า   11
           ขนาดและขีดความสาคัญของโลกาภิวฒน์?  ั                    หน้า   12
           การกระจายตัวของปรากฏการณ์ทางการค้าและการลงทุน           หน้า   16

ส่ วนที่ 2 อานาจของรั ฐในการควบคุมระบบเศรษฐกิจของตนในตลาดโลก        หน้า 21
           การกล่าวเกินจริ งต่ออานาจของรัฐเดิม                     หน้า 22
           การกล่าวเกินจริ งเรื่ องการที่รัฐปรับเปลี่ยนนโยบายตาม   หน้า 24
             เสรี นิยมสมัยใหม่
           การสร้างมายาคติเรื่ องความไร้อานาจของรัฐ                หน้า 25

                                          ั
ส่ วนที่ 3 รู ปแบบของรั ฐในโลกแห่ งโลกาภิวฒน์                       หน้า   27
           ความสามารถของรัฐในการปรับตัว                            หน้า   30
           รัฐในฐานะผูสามารถหาผลประโยชน์จากโลกาภิวฒน์
                          ้                        ั                หน้า   34
           อานาจรัฐกับการรวมกลุ่มทางภูมิภาค                        หน้า   39

สรุป โลกาภิวัฒน์ การรวมกลุ่มทาง ภูมิภาคและรั ฐ                      หน้า 44

ตาราง แสดงข้ อมูลการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้ างเศรษฐกิจโลก             หน้า 46



                                                                                4
บรรณานุกรม                                                                                        หน้า 47

    เศรษฐกิจการเมืองระหว่ างประเทศ ว่ าด้วยโลกาภิวัฒน์ การรวมกลุ่มทางภูมิภาคและรัฐ
        (International Political Economy: Globalization Regionalism and the State)

คานา : ปัญหาของโลกาภิวัฒน์ และรัฐ

                     “โ ล ก า ภิ วั ฒ น์                                                   (Globalization)
                                                   ั
           กลายเป็ นแนวความคิดที่ใช้กนอย่างแพร่ หลายโดยฉพาะในทางสังคมศาสต
           ร์
                                         ั
           กลายเป็ นคาที่ถูกใช้กนอย่างแพร่ หลายในหมู่นกการเมืองและนักหนังสื อพิ
                                                                         ั
           ม พ์ โ ด ย ค ว า ม ม า ย โ ด ย ทั่ ว ไ ป ข อ ง โ ล กิ วั ฒ น์
           คื อ ก า ร ที่ เ ร า มี ชี วิ ต อ ยู่ ใ น ยุ ค ที่ ส่ ว น ส า คั ญ ข อ ง ชี วิ ต ท า ง สั ง ค ม
           วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ง ช า ติ ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง รั ฐ
           และพรมแดนถูกกาหนดด้วยกระบวนการและอิทธิพลจากระบบเศรษฐกิจร
           ะหว่า งประเทศ ซึ่ ง ทาให้ความสามารถในการจัดการของรั ฐ ลดน้อยลง
           ทั้งนี้ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศดาเนินการโดยพลังของตลาด (Market
           Forces) ที่ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ ตัวละครที่สาคัญก็คือบรรษัทข้ามชาติ
           (Multinational                    Corporation)                    ซึ่ ง ไ ม่ มี ช า ติ ไ ม่ มี รั ฐ
           และเคลื่อนย้ายตามผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ”1

         จ า ก ข้ อ ค ว า ม ด้ า น บ น
          ั
ในปัจจุบนเราคงไม่สามารถที่จะปฎิเสธความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในรัฐสมัยใหม่ใน
ปั จ จุ บั น ไ ด้ ไ ม่ ว่ า จ ะ เ ป็ น เ รื่ อ ง น โ ย บ า ย ท า ง สั ง ค ม
น โ ย บ า ย ก า ร เ ปิ ด เ ส รี ท า ง ก า ร ค้ า แ ล ะ ท า ง ก า ร เ งิ น
รั ฐ บ า ล ไ ม่ ว่ า จ ะ มี อุ ด ม ก า ร ณ์ ท า ง ก า ร เ มื อ ง ทั้ ง แ บ บ ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย

1
    โปรดพิจารณา Paul Hirst and Graham Thompson, Globalization in Question, Cambridge, 2000.



                                                                                                                 5
                                                 ้
สังคมนิยมหรื อแม้กระทังรัฐสวัสดิการก็ตองปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิ
                                ่
จ ที่ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป ทั้ ง สิ้ น
ภายใต้ก รอบความคิ ด แห่ ง การขยายตัว ของตรรกะของระบบเศรษฐกิ จ ทุ น นิ ย ม
ที่ เ สนอว่ า รั ฐ นั้น เสื่ อ มอ านาจหรื อไร้ ป ระสิ ท ธิ ภ าพ (Powerless or inefficient)
ใ น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
เนื่องจากอิทธิของบรรษัทข้ามชาติที่เป็ นอิสระในการเคลื่อย้ายทุนและระบบเศรษฐกิจทุน
นิ                                                 ย                                           ม
ได้สร้างข้อจากัดและได้เสนอทางเลือกทางนโยบายทางเศรษฐกิจที่เหลือแต่นโยบายเสรี นิ
ยมสมั ย ใหม่                  (Neo-Liberalism)        โดยรั ฐ ต่ า งๆต้ อ งรั บ เอานโยบายเช่ น
ก า ร เ ปิ ด เ ส รี ท า ง ก า ร ค้ า แ ล ะ ท า ง ก า ร เ งิ น
การให้ เ อกชนเข้า ด าเนิ น กิ จ กรรมทางเศรษฐกิ จ แทนรั ฐ ในกรณี ข องรั ฐ วิ ส าหกิ จ
ล ด ก า ร ใ ห้ ก า ร อุ ด ห นุ น (Less                      Subsidization)            ข อ ง รั ฐ
และรับเอาแนวความคิดในเรื่ องการจัดการตลาดตามตัวแบบของอเมริ กา2

          อย่างไรก็ดีงานวิจยชิ้นนี้ มุ่งเน้นที่จะเสนอว่าแนวความที่ว่าโลกาภิวฒน์น้ นกาลัง
                               ั                                                      ั ั
ท า ใ ห้ อ า น า จ ข อ ง รั ฐ ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ภ า ย ใ น ป ร ะ เ ท ศ นั้ น
เป็ นการกล่าวอ้างที่เกินความเป็ นจริ ง เนื่องจากความใหม่ของกระบวนการ “โลกาภิวฒน์”              ั
แ ล ะ ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ที่ ร ว ด เ ร็ ว ข อ ง รู ป แ บ บ ข อ ง ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ โ ล ก
ท า ใ ห้ ค ว า ม เ ข้ า ใ จ เ รื่ อ ง ข อ ง ส ภ า ว ะ “ข้ า ม ช า ติ ” ค ล า ด เ ค ลื่ อ น
เพราะในความเป็ นจริ งการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนว่าจะมีลก                      ั
ษณะข้ามชาติ โดยเฉพาะของบรรษัทข้ามชาติ (Multinational Corporation) มากขึ้นนั้น
รัฐสมัยใหม่เองก็ปรับตัวและเป็ นเงื่อนไขสาคัญสาหรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโล
ก ใ น ปั จ จุ บั น ด้ ว ย เ ช่ น กั น
                                      ิั
ในขณะเดียวกันรัฐต่างๆต่างก็มีววฒนาการณ์ทางประวัติศาสตร์และสถาบันที่ดูแลด้านกา
ร พั ฒ น า เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ที่ แ ต ก ต่ า ง กั น



2
  โปรดพิจารณา Richard Robison and Kevin Hewison, ‘Introduction: East Asia and the Trials of Neo-
liberalism’ Journal of Development Studies, Vol.41, No.2, February 2005, pp.183 – 196.



                                                                                                        6
                                        ั ่
เพราะฉะนั้นการอิทธิพลของกระบวนการโลกาภิวฒน์ยอมมีผลกระทบต่างกันไปในแต่ล
ะรัฐ หรื อในแต่ละระบบเศรษฐกิจ

         นอ ก เ ห นื อ จ า ก ข้ อ ถ ก เ ถี ย ง ท า ง ท ฤ ษ ฎี ที่ ง า นวิ จั ย ชิ้ น นี้ จ ะ เ ส น อ แ ล้ ว
งานวิ จั ย ยัง จะเสนอข้อ มู ล ต่ า งๆที่ มี อ ยู่ ใ นปั จจุ บ ัน เพื่ อ พิ สู จน์ ว่ า “โลกาภิ ว ัฒ น์ ”
นั้ น มี ข้ อ จ า กั ด                           แ ล ะ ที่ ส า คั ญ ที่ สุ ด
      ั                                     ั
งานวิจยจะทาการศึกษาเอกสารงานวิจยที่ไม่ได้รับความสนใจจากนักวิชการที่สนับสนุน
“โ            ล         ก            า             ภิ           วั            ฒ              น์           ”
โดยเฉพาะในประเด็น ของการปรั บตัว ของรั ฐ และการเพิ่มความส าคัญของอ านาจรั ฐ
ความสามารถของรัฐของรัฐบาลต่างๆในสิ่ งแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเมืองในปั จจุบน                               ั
ก                 ล่                   า                    ว                       คื                    อ
    ่
แม้วาโลกาภิวฒน์จะเดินหน้าพัฒนาไปสู่ ขีดสู งสุ ดคือการเชื่อมระบบเศรษฐกิจระหว่างปร
                ั
ะเทศโดยผ่านกลไกของการเงินระหว่างประเทศ (International Finance)

           แต่ ใ นขณะเดี ย วกัน รั ฐ ต่ า งๆ ต่ า งก็ เพิ่ ม ความสามารถในการเก็ บ ออม (Savings)
และการลงทุน (Investment) ทั้งนี้ รัฐยังสามารถควบคุมราคาของเงินได้ไม่มากก็นอย (Price             ้
of                                                                                                Capital)
และที่สาคัญรัฐ พยายามเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุ มการไหลเข้าไหลออกของเงิ น
(Control of Capital Flow) ได้ม ากขึ้ น โดยเฉพาะหลัง วิก ฤติ เ ศรษฐกิ จในปี 25403
จ า ก ข้ อ ถ ก ถี ย ง ดั ง ก ล่ า ว
                                ่
เราอาจจะสามารถสรุ ปได้วารัฐเองก็พยายามสร้างกลไกและมาตราการที่จะควบคุมและจัดกา
ร กั บ ก ร ะ บ ว น ก า ร โ ล ก า ภิ วั ฒ น์ เ พื่ อ ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ ข อ ง ต น เ อ ง
รั ฐ ไ ม่ ไ ด้ ห ม ด อ า น า จ ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ( โ ด ย เ ฉ พ า ะ ใ น ภ า ค ม ห ภ า ค )
อย่างที่กลุ่มสนับสนุนโลกาภิวฒน์ได้เสนอไว้
                                    ั

       ระบบเศรษฐกิ จ ของประเทศญี่ ปุ่ นและกลุ่ ม ประเทศในเอเชี ย ตะวัน ออก NICs
(Newly                       Industrialized                            Countries)

3
 เช่นในกรณี ของมาเลเซี ยเป็ นต้น โปรดพิจารณา K.S. Jomo, ‘Growth After the Asian Crisis: What
Remains of the East Asian Model’, Discussion Paper Series No. G24, UNTAD, March 2001.



                                                                                                              7
ตัวอย่างที่ดีที่แสดงว่ารัฐที่แข็งนั้นสามารถทาการควบคุมระบบเศรษฐกิจและสังคมของตนไ
ด้ และน าไปสู่ สภาวะการขยายตั ว ทางเศรษฐกิ จ ในรอบหลายทศวรรษที่ ผ่ า นมา
โดยในหลายๆครั้ งรั ฐ เหล่ า นี้ ปรั บ ตัว และหาประโยชน์ จ ากกระบวนการโลกาภิ ว ฒ น์     ั
มากกว่ า ถู ก บัง คับ จากกระบวนการโลกาภิ ว ัฒ น์ ใ ห้ ป รั บ ตัว และถู ก เอาผลประโยชน์
(Exploited)
                   ั                             ั
กล่าวคืองานวิจยชิ้นนี้เห็นกระบวนการโลกาภิวฒน์เป็ นกระบวนการการที่รัฐต่างๆปฎิสัมพัน
ธ์ ก ั น ทางเศรษฐกิ จ ในตลาดโลก (Internationalization             of       the      States)
โดยรัฐจะทาการหาผลประโยชน์โดยใช้อานาจและความสามารถในการต่อรองสาหรับบรรษั
ท และควบคุ ม ระบบเศรษฐกิ จ ของตนเอง อย่ า งไรก็ ดี ในขณะเดี ย วกั น รั ฐ ต่ า งๆ
ก็ มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ แ ล ะ ข น า ด ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ที่ ไ ม่ เ ท่ า เ ที ย ม กั น
เพราะฉะนั้นความสามารถในการหาผลประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจโลกของรัฐนั้นแตกต่าง
กันไป ซึ่ งก็ข้ ึนอยูกบรัฐมากกว่าที่ข้ ึนอยูกบระบบตลาด4
                     ่ ั                    ่ ั

                                       ั
           จากข้อเสนอดังกล่าวงานวิจยชิ้นนี้จะเน้นประสบการณ์ของประเทศเอเชียตะวันออก
ที่ รั ฐ มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง ต น เ อ ง สู ง
อ ย่ า ง ไ ร ก็ ดี แ ม้ ว่ า วิ ก ฤ ติ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ใ น ปี 2540
                        ่
จะเสนอข้อถกเถียงที่วารัฐในเอเชียตะวันออกได้เสี ยความสามารถในการควบคุมระบบเศรษ
ฐกิ จของตนให้ แ ก่ ก ระบวนการโลกาภิ ว ั ฒ น์ โ ดยเฉพาะเรื่ องการเงิ น (Finance)
และองค์ ก ารระหว่ า งประเทศ (เช่ น กองทุ น ส ารองระหว่ า งประเทศ หรื อ IMF)
แ ต่ ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ ดั ง ก ล่ า ว ก็ มี ผ ล ก ร ะ ท บ เ ป็ น เ พี ย ง ร ะ ย ะ เ ว ล า สั้ น ๆ
โดยจะเห็ น ได้ว่ า หลัง วิ ก ฤติ เ ศรษฐกิ จ รั ฐ ต่ า งๆในภู มิ ภ าคเอเชี ย ตะวัน ออก เช่ น ไทย
                                                                           ั
อินโดนีเซี ย มาเลเซี ย เกาหลี และญี่ปุ่นต่างปรับตัวและเพิ่มอานาจให้กบกลไกของรัฐมากกว่า
ที่จะลดขนาดและอานาจของรัฐตามตัวแบบของ IMF (International Monetary Fund)5



4
  โปรดพิจารณา Richard Doner and Garry Haws, ‘The Political Economy of Growth in Southeast Asia
and North East Asia’, in M. Dorraj, (ed)., The Changing Political Economy of the Third World,
London, 1995.
5
  โปรดพิจารณา Virot Ali, Economic Growth, State Power and Classes in Thailand, M.A. Dissertation,
University of Manchester, 2001.



                                                                                                    8
                  ั
          งานวิจย ชิ้ นนี้ จะแบ่ ง ออกเป็ น 3 ส่ วนด้วยกันคื อ ในส่ วนที่ หนึ่ ง จะอภิ ป รายถึ ง
ค า จ า กั ด ค ว า ม แ ล ะ ข้ อ จ า กั ด ข อ ง                          “โ ล ก า ภิ วั ฒ น์ ”
เพื่อนาไปสู่ คาอธิ บายที่เหมาะสมและสามารถอธิ บายความสัมพันธ์ที่กระบวนการโลกาภิวฒ             ั
น์ มี ต่ อ รั ฐ ที่ ต ร ง ต า ม ค ว า ม เ ป็ น จ ริ ง ไ ม่ ใ ช่ ม า ย า ค ติ (Myth)
สาหรับในส่ วนที่สองจะอภิปรายถึงอานาจของรัฐในการควบคุมระบบเศรษฐกิจของตนในต
ลาดโลก เพื่ อเสนอข้อ ถกเถี ย งว่า รั ฐชาติ ใ ช้อ านาจในการหาผลประโยชน์ ท างเศรษฐกิ จ
                                  ่ ั
และระบบเศรษฐกิจโลกขึ้นอยูกบการใช้อานาจดังกล่าว ไม่ใช่พลังของตลาด (Market Force)
ที่ ไ ม่ ส า ม า ร ถ ค ว บ คุ ม ไ ด้               แ ล ะ ใ น ส่ ว น สุ ด ท้ า ย จ ะ ส รุ ป ถึ ง
รู ปแบบของรัฐในโลกแห่งโลกาภิวฒน์      ั




                    ส่ วนที่ 1 คาจากัดความและข้ อจากัดของ “โลกาภิวัฒน์ ”

          คาจากัดความของ “โลกาภิวัฒน์ ”

        ก่ อ น อื่ น ก า ร ท า ค ว า ม เ ข้ า ใ จ กั บ ค า จ า กั ด ค ว า ม นั้ น เ ป็ น เ รื่ อ ง ส า คั ญ
                                                       ั
คาจากัดความโดยทัวไปของโลกาภิวฒน์ที่ใช้กนอยู่ในปั จจุบน ดังที่แสดงมาข้างต้นนั้น
                      ่                   ั                             ั
                                            ั
เป็ นคาจากัดความที่เรี ยกว่า โลกาภิ วฒน์เด่น (Strong Globalization) แต่ในปั จจุบน                         ั
มี ค า จ า กั ด ค ว า ม อื่ น ๆ อี ก                                                                        3



                                                                                                                9
คาจากัดความที่ควรจะได้รับความสนใจเพื่อการวิเคระห์ที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ของก
ารเปลี่ ยนแปลง โดยเฉพาะต่ อ บทบาทของรั ฐ ในปั จจุ บ ันมากกว่าการรั บเอามายาคติ
(Myth)           ข อ งโ ล ก าภิ วั ฒ น์ ที่ ใช้ ก ั น อยู่ อ ย่ า ง แ พ ร่ ห ล ายเ ป็ นแ ก นส าคั ญ
        ั                                        ั ั
ทั้งนี้นกวิชาการให้คาจากัดความต่อโลกาภิวฒน์ดงต่อไปนี่

                                                        ั
         1. คาจากัดความของ Ohmae คือ โลกาภิวฒน์เด่น ในขณะที่อานาจรัฐลด
            (Strong Globalization; State Power Erosion). 6
         2. ค าจ ากั ด ความของ The             Economist        คื อ โลกาภิ ว ั ฒ น์ เ ด่ น
            ในขณะที่อานาจรัฐไม่เปลี่ยนแปลง (Strong State; State Power Unchanged).7
         3. ค าจ ากัด ความของ Hirst และ Thompson คื อ โลกาภิ ว ฒ น์ ด้อ ย       ั
            (ปฎิ สัมพันธ์ระหว่างรัฐสู ง) อานาจรัฐลดเป็ นลาดับ (Weak Globalization
            (Strong Internationalization); State Power Reduced in Scope).8

         ใ น ก า ร ศึ ก ษ า ใ น ปั จ จุ บั น ที่ เ ส น อ ม า ข้ า ง ต้ น
มี เ ห ตุ ผ ล เ พี ย ง พ อ ที่ จ ะ ป ฎิ เ ส ธ ค า จ า กั ด ค ว า ม ที่ 1
แ ล ะ เ ห็ น ด้ ว ย กั บ ค ว า ม เ ห็ น ที่ ว่ า โ ล ก า ภิ วั ฒ น์ ด้ อ ย ห รื อ่ อ น ก า ลั ง
อย่า งไรก็ดี ใ นกรณี ค าจ ากัด ความในส่ ว นของรั ฐ ของ Hirst และ Thompson นั้น
ที่ ว่ า อ า น า จ ก า ลั ง ล ด ล ง เ ป็ น ล า ดั บ นั้ น
ได้มาจากการศึกษาในช่วงที่เกิดวิกฤติของรัฐสวัสดิการในยุโรปและวิกฤติเศรษฐกิจในเอเ
                ั
ชีย ซึ่งในปัจจุบน คาอธิบายดังกล่าวอาจจะมีปัญหาในการวิเคราะห์ เนื่องจากข้อมูลใหม่ๆ
โ ด ย เ ฉ พ า ะ ง า น ข อ ง Linda                                                      Weiss9
เสนอว่ารัฐชาติต่างๆหลังวิกฤติท้งในยุโรปและเอเชียต่างก็ปรับตัวและเสริ มสร้างอานาจข
                                 ั
อ ง รั ฐ ใ น ก า ร ป รั บ เ ป ลี่ ย น โ ค ร ง ส ร้ า ง ข อ ง ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
ม า ก ก ว่ า ป ล่ อ ย ใ ห้ อ า น า จ รั ฐ นั้ น ล ด ล ง ไ ป เ ป็ น ล า ดั บ

6
  โปรดพิจารณา K. Ohmae, The Borderless World, New York, 1990.
7
  โปรดพิจารณา The Economist, 7 October 1995, pp. 15-16.
8
  Paul Hirst and Graham Thompson, Globalization in Question.
9
  โปรดพิจารณา Linda Weiss, ‘State Power and the Asian Crisis’, GHC Working Paper, No. 2, 1999.




                                                                                                  10
เพราะฉะนั้น งานวิ จัย ชิ้ น นี้ จะใช้ค าจ ากัด ความของ Weiss                 เป็ นตัว แบบ (Model)
การวิเคระห์ต่อไป กล่าวคือ

         4. โลกาภิ ว ัฒ น์ ด้อ ย (ปฎิ สั ม พัน ธ์ ร ะหว่ า งรั ฐ สู ง ) อ านาจรั ฐ มี ก ารปรั บ ตัว
            และมีความหลากหลาย (Weak Globalization (Strong Internationalization);
            State Power Adaptability and Differentiation Emphasized).

         ข้ อจากัดของ “โลกาภิวัฒน์ ”

                     ั
            ในปัจจุบนคากล่าวอ้างของนักวิชาการที่สนับสนุนแนวความคิดตามทฤษฎีโลกา
    ั
ภิวฒน์ โดยเฉพาะในเรื่ อง การขยายตัว ของกิ จกรรมข้ามพรมแดน (Cross Border
Activities) เ ช่ น ก า ร ข้ า ม พ ร ม แ ด น ข อ ง สิ น ค้ า แ ร ง ง า น ทุ น
แ ล ะ เ งิ น นั้ น เ ป็ น เ รื่ อ ง ที่ ย า ก ที่ จ ะ ป ฎิ เ ส ธ แ ต่ ป ร ะ เ ด็ น ที่ ส า คั ญ ก็ คื อ
อ ะ ไ ร คื อ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ เ ห ล่ า นี้ ที่ เ รี ย ก ว่ า โ ล ก า ภิ วั ฒ น์
ทั้งนี้เพื่อตอบคาถามดังกล่าว งานวิจยจะศึกษาแก่นของข้อถกเถียงซึ่งมีอยู่ 3 ประเด็นคือ
                                            ั

                          ั
         1. ปรากฏการณ์ดงกล่าวเป็ นปรากฏการณ์ใหม่หรื อไม่
                            ั
         2. ปรากฏการณ์ดงกล่าวมีขนาดและขีดความสาคัญอย่างไร
         3. ก า ร ก ร ะ จ า ย ตั ว ข อ ง ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ ดั ง ก ล่ า ว
            ว่าเป็ นปรากฏการณ์ระดับโลกหรื อไม่




         โลกาภิวัฒน์ เป็ นปรากฏการณ์ ใหม่ ?

                                  ั
          ปรากฏการณ์ ของโลกาภิ วฒน์เป็ นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิ ดขึ้นด้ว ยปั จจัยใหม่ ๆ
หรื อเป็ นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์?




                                                                                                      11
          จ า ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง นั ก เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์ ก า ร เ มื อ ง ไ ด้ เ ส น อ ว่ า
โลก าภิ วั ฒ น์ น้ ั นไม่ ใ ช่ สิ่ งใหม่ หาก แต่ การเ คลื่ อนไหวข องสิ นค้ า แ รงงาน
ทุ น แ ล ะ เ งิ น ใ นปั จ จุ บั น มี อั ต ร า แ ล ะ ข น า ด ที่ ใ ก ล้ เ คี ย ง กั บ ก า ร ค้ า ใ น ปี 1913
ทั้งนี้ในเรื่ องของการเปิ ดเสรี ของการค้าและการเงินระหว่างประเทศก็ไม่ได้แตกต่างไปจา
ก ปั จ จุ บั น ม า ก นั ก ใ น ข ณ ะ ที่ ป ร ะ เ ท ศ อุ ต ส า ห ก ร ร ม
โดยเฉลี่ ย แล้ว มี ผ ลผลิ ต รวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP)
ของการส่ ง ออกในปี 1913 สู ง กว่ า การส่ ง ออกในปี 1973 แม้ก ระทั่ง ในปี 1991
มุ ล ค่ า ข อ ง ก า ร ส่ ง อ อ ก ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ พั ฒ น า แ ล้ ว คิ ด เ ป็ น                        17.9%
ซึ่งไม่ต่างจากตัวเลขเดียวกันในปี 1913 ซึ่งอยูที่ 16%  ่

              ส าหรั บ การค้ า ระหว่ า งประเทศ การไหลเวี ย นของเงิ น ทุ น ในปี 1913
สู ง ก ว่ า ใ น ท ศ ว ร ร ษ ที่                                                            1980
สาหรับประเด็นเรื่ องการเปิ ดการเงินนั้นเปลี่ ยนแปลงตามเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
กล่าวคือขึ้นไปถึ งจุดสู งสุ ดตั้งแต่ปี 1914 และหลังจากนั้นลดลงเนื่ องจากสงครามโลก
จากนั้ นขยายตั ว หลั ง สงครามโดยเฉพาะในยุ โ รป เอเชี ยและสหรั ฐ อเมริ กา
จ น ก ร ะ ทั่ ง ท ศ ว ร ร ษ ที่                                                            1970
ที่ เ กิ ด วิ ก ฤติ เ ศรษฐกิ จ โลกประกอบกั บ การขยายตัว ของนโยบายเศรษฐกิ จ แบบ
Keynesianism                       ซึ่ ง ท า ใ ห้ ก า ร เ ปิ ด เ ส รี ท า ง ก า ร เ งิ น ล ด ล ง
อย่างไรก็ดีการขยายตัวของการเปิ ดเสรี ไม่ใด้เป็ นปรากฏการณ์ใหม่แต่เปลี่ยนแปลงไปตาม
นโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐและนโยบายของมหาอานาจ10

         ข้ อ เ ส น อ ป ร ะ ก า ร ที่ ส อ ง ข อ ง นั ก เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์ ก า ร เ มื อ ง
ก ล่ า ว คื อ ห ลั ง ส ง ค ร า ม โ ล ก ค รั้ ง ที่ ส อ ง
เกิ ด การหดตัว ทางการค้า ระหว่ า งประเทศเริ่ มขึ้ นในทศวรรษที่ 1960 เรื่ อยมา
      ่
แม้วาการผลิตหรื อการยกระดับของประเทศด้อยพัฒนามาเป็ นประเทศกาลังพัฒนาจะมีมา
ก ขึ้ น โ ด ย เ ฉ พ า ะ ใ น ภู มิ ภ า ค เ อ เ ชี ย ต ะ วั น อ อ ก แ ล ะ ล า ติ น อ เ ม ริ ก า

10
  โปรดพิจารณา Robert Zevin, ‘Are World Financial Markets More Open?’, in Tariq Baruni and Juliet
Schor, (eds)., Financial Openness and National Autonomy, Oxford 1992.



                                                                                                          12
ทั้ ง นั ก เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์ ก า ร เ มื อ ง อ ย่ า ง Wade11
เห็นว่าการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมนั้นได้สร้างปัญหาของการผลิตที่
ข ย า ย ตั ว ม า ก เ กิ น ที่ ต ล า ด โ ล ก จ ะ ร อ ง รั บ ไ ด้ (overproduction)
ดั ง ตั ว เ ล ข ที่ เ ส น อ ว่ า ก า ร ค้ า ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ร ะ ห ว่ า ง ปี 1965-1980
ลดลงโดยคิ ดเป็ นอั ต ราส่ ว นเท่ า กั บ 1.65%                     และระหว่ า งปี 1980-1990
ตัวเลขดังกล่าวเท่ากับ 1.34%

                                           ่
         จากข้อมุลดังกล่าวสรุ ปได้วาการค้าระหว่างประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่เข้าใจกัน
ม                        า                          ก                       นั                        ก
เพราะการผลิตสิ นค้าแค่เคลื่อนย้ายจากประเทศพัฒนาแล้วไปสู ้ประเทศกาลังพัฒนาเท่านั้น
ด้ ว ย เ ห ตุ ผ ล ข อ ง ต้ น ทุ น แ ล ะ ใ น ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น
ก า ร ผ ลิ ต ดั ง ก ล่ า ว ก็ เ ริ่ ม ผั น จ า ก ภ า ค ก า ร ผ ลิ ต เ ป็ น ภ า ค บ ริ ก า ร ม า ก ขึ้ น
ท า ใ ห้ ภ า พ ทั่ ว ไ ป ข อ ง ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ โ ล ก เ ชื่ อ ม โ ย ง กั น ม า ก ขึ้ น
แต่ในเชิงขนาดของเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้น มีการขยายตัวหรื อการสะสมทุนน้อยลง
(Less Accumulation) ซึ่งจะทาการวิเคราะห์อย่างละเอียดในส่ วนต่อไป

         ขนาดและขีดความสาคัญของโลกาภิวัฒน์ ?

                                            ั ั
         คาถามที่สาคัญอีกประเด็นคือโลกาภิวฒน์น้ นเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของดล
กไปมากเท่าใด ทั้งนี้ ในการวิเคราะห์นอกเหนือจากการศึกษาขนาดของการขยายตัวแล้ว
ที่สาคัญเราต้องวิเคราะห์ถึงความสาคัญที่การเปลี่ยนแปลงและที่ต่อระบบเศรษฐกิจโลกด้ว
ย
                                                ั                          ั
โดยปัจจัยในการวิเคราะห์จะหยิบยกเอาข้อมูลที่นกวิชาการฝ่ ายที่สนับสนุนโลกาภิวฒน์ก
ล่าวอ้าง 2 ประการคือการขยายตัวของการลงทุนข้ามชาติ (Foreign Direct Investment)
และ การเคลื่อนย้ายของทุน (Capital Mobility)


11
 โปรดพิจารณา Robert Wade, ‘Globalization and it’s Limits: Reports of Death of the National
Economy Are Greatly Exagerated’, in Suzanne Berger and Ronald Dore (eds)., National Diversity and
Global Capitalism, New York, 1996. pp. 29-59.



                                                                                                      13
          ก า ร ล ง ทุ น ข้ า ม ช า ติ จ า ก นี้ ไ ป จ ะ ใ ช้ ตั ว ย่ อ ว่ า FDI
นั้ น ใ น ทั ศ น ะ ข อ ง นั ก วิ ช า ก า ร ที่ ส นั บ ส นุ น โ ล ก า ภิ วั ฒ น์ นั้ น
คื อ ก า ร เ ค ลื่ อ น ย้ า ย ข อ ง เ งิ น ล ง ทุ น เ พื่ อ ก า ร ผ ลิ ต ใ น ป ร ะ เ ท ศ อื่ น
เ ป็ น ปั จ จั ย แ ล ะ ก ล ไ ก ที่ ส า คั ญ ส า ห รั บ ก า ร ข ย า ย ตั ว
และความเชื่ อ มโยงของระบบเศรษฐกิ จ โลกภายใต้ ก ระบวนการโลกาภิ ว ัฒ น์
การกล่าวอ้างถึงการขยายตัวของตัวเลขดังกล่าวว่าได้นาไปสู่ การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้
างของเศรษฐกิ จโลกโดยผ่านบรรษัทข้ามชาติ (Multinational Corporation: MNCs)
ที่ ท าการลงทุ น และท าการผลิ ตในต่ า งประเทศและมี สภาพที่ ไม่ มี ชาติ น้ ั น12
แท้จ ริ ง แล้ว เป็ นการกล่ า วอ้า งที่ ไ ม่ ส อดคล้อ งกับ ความเป็ นจริ ง ดัง ข้อ ถกเถี ย ง 3
ประการที่จะเสนอดังต่อไปนี้

     1. ป ริ ม า ณ ข อ ง ภ า ค ที่ ไ ม่ ท า ก า ร ผ ลิ ต ใ น FDI
        ใ น ปั จ จุ บั น มี ข้ อ มู ล ม า ก ม า ย ที่ เ ส น อ ว่ า ก า ร ล ง ทุ น ข อ ง FDI
        ส่ วนมากนั้นถูกนาไปใช้เพื่อการลงทุนในภาคที่ไม่ได้ทาการผลิตหากเป็ นภาคเก็ง
        กาไร (Speculative Venues) และภาคบริ การทางการเงิน (Financial Services) เช่น
        ส น า ม ก อ ล์ ฟ อ สั ง ห า ริ ม ท รั พ ย์ โ ร ง แ ร ม ห้ า ง ส ร ร พ สิ น ค้ า
        ธนาคารและบริ ษั ท ประกั น ภั ย และอื่ น ๆ 13                   ทั้ งนี้ ประเทศที่ FDI
        ล ง ทุ น ใ น ภ า ค ก า ร ผ ลิ ต ม า ก ที่ สุ ด ใ น โ ล ก อ ย่ า ง ญี่ ปุ่ น
        โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังลงทุนในภาคที่ไม่ทาการผลิตถึง 61.3%

     2. ก า ร ก ร ะ จุ ก ตั ว ข อ ง ก า ร ล ง ทุ น ข อ ง FDI
        ใน ภ า ค ที่ มี อยู่ แ ล้ ว ม า ก ก ว่ า ล ง ทุ นใ น กิ จ ก ร รม ท า ง เ ศ รษ ฐ กิ จ ใ ห ม่ ๆ
        มี ข้ อ มู ล เ ส น อ ว่ า ก า ร ล ง ทุ น ใ น ภ า ค ก า ร ผ ลิ ต ข อ ง FDI
        จะเน้นลงทุนในกิจการร่ วมทุนมากกว่าในการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ท้ งหมด                    ั
12
   โปรดพิจารณา Barbara Stalling and Wolfgang Streeck, ‘Capitalism in Conflict? The United States,
Europe and Japan in the Post Cold War World’, in B. Stallings (ed)., Global Change, Regional
Response, Cambridge, 1995.
13
   Weiss, ‘State Power and the Asian Crisis’.



                                                                                                    14
           ในท ศ ว รร ษ ที่ 1980           ก า ร ร ร่ ว ม ล ง ทุ นเ ริ่ ม มี ลั ก ษ ณ ะ เ ก็ ง ก าไ ร
           และไม่ ไ ด้ส นใจที่ จ ะลงทุ น ในภาคการผลิ ต ระยะยาว โดยเฉพาะ FDI
           ข อ ง อั ง ก ฤ ษ แ ล ะ ส วี เ ด น ที่ เ น้ น ก า ร ซื้ อ หุ ้ น บ ริ ษั ท ต่ า ง ๆ
           เพื่ อห าผ ล ป ร ะโ ยช น์ ใน ตล าด หุ ้ น ร ะย ะสั้ น ใ นท ศ ว ว ร ษ ต่ อ ม า FDI
           ของสหรัฐอเมริ กาเองก็ขยายการลงทุนในรู ปแบบดังกล่าว โดยเพิ่มจากเดิม 67%
           มาเป็ น 80%         ในปลายทศวรรษที่ 1980                     จึ ง สรุ ปได้ ย ากว่ า FDI
           เป็ นจักรกลสาคัญในการขยายภาคการผลิตในเศรษฐกิจโลก14

       3. เกิ ดการลดลงของFDI ในภาคการลงทุนระยะยาว จากข้อสังเกตุในข้อที่สอง
          กล่าวคือการลงทุนระยะยาวโดยเฉพาะในทศวรรษที่ 1990 ลดลง จาก 21% เป็ น
          18%                                ใ น ห มู่ ป ร ะ เ ท ศ พั ฒ น า แ ล้ ว
          และเริ่ ม ผัน การลงทุ น ในกองทุ น รวมและพัน ธบัต ร ซึ่ งการลงทุ น ในส่ ว นนี้
          เพิ่มขึ้นในระยะเวลาเดียวกันคิดเป็ นร้อยละ 28%15

          จากข้ อ มู ล ดั ง กล่ า วจะเห็ น ได้ ว่ า ตั ว เลขและความส าคั ญ ของการลงทุ น
จ ะ เ ห็ น ว่ า ใ น ท า ง เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์ ก า ร เ มื อ ง FDI
ไม่ได้เป็ นปัจจัยที่สาคัญถึงขนาดเป็ นตัวแทนแห่งการสร้างความเชื่อมโยงให้แก่เศรษฐกิจโ
ล ก โ ด ย เ ฉ พ า ะ ใ น ภ า ค ก า ร ผ ลิ ต ม า ก จ น มี นั ย ย ะ ส า คั ญ แ ต่ อ ย่ า ง ใ ด
                            ่
ยิงไปกว่านั้นจะเห็นได้วาจากพฤติกรรมการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติในปัจจุบนจะเห็นไ
  ่                                                                              ั
ด้ ว่ า บ ร ร ษั ท ข้ า ม ช า ติ ล ง ทุ น ไ ด้ ก็ เ พ ร า ะ น โ ย บ า ย ข อ ง รั ฐ ต่ า ง ๆ
ที่ อนุ ญ าติ ให้ มี ก ารล งทุ นในภาค ก ารเงิ น เ พื่ อผ ล ป ร ะโ ยช น์ ท างเ ศ ร ษ ฐ กิ จ
บ ร ร ษั ท เ อ ง ไ ม่ ไ ด้ มี อ า น า จ ใ น ก า ร บั ง คั บ รั ฐ
หรื อกดดันรัฐให้เปิ ดเสรี ทางการผลิตและการเงินอย่างที่มีการกล่าวอ้าง

          ก า ร เ ค ลื่ อ น ย้ า ย ข อ ง ทุ น
                     ั                             ั
ก็เป็ นอีกประเด็นที่นกวิชาการที่สนับสนุทฤษฎีโลกาภิวฒน์ให้การสนับสนุนโดยเสนอว่า

14
     Hirst and Thompson, Globalization in Question.
15
     อ้างแล้ว



                                                                                                    15
ใ น ปั จ จุ บั น เ ศ ร ษ ฐ กิ จ โ ล ก มี ค ว า ม เ ชื่ อ ม โ ย ง สู ง
ในขณะเดี ย วกันความเชื่ อ มโยงดังกล่ าวทาให้รัฐและฐานการผลิ ต (Production and
Location) รวมทั้งความแตกต่างด้านกฏระเบียบของสถาบัน (Institutional Framework)
ล                   ด            น้              อ             ย          ล                   ง
ส่ งผลให้บรรษัทข้ามชาติสามารถที่จะเคลื่อนย้ายฐานการผลิตและการลงทุนได้อย่างเสรี
อัน จะส่ ง ผลให้ รั ฐ ต่ า งๆต้อ งเปลี่ ย นแปลงมาตรการ กลไกและ โครงสร้ า งพื้ น ฐาน
เพื่ อ ดึ ง ดู ด การลงทุ น จากบรรษัท เหล่ า นี้ เพื่ อ การขยายตัว ทางเศรษฐกิ จ ของรั ฐ นั้น ๆ
                                    ั
อย่างไรก็ดีในการศึกษาในปัจจุบนพบว่าในความเป็ นจริ งบทบาทของบรรษัทข้ามชาติน้ น               ั
จากัด เพราะเนื่ องจาก สัดส่ วนของการถือครองหุ ้น การตัดสิ นใจ อานาจในการบริ หาร
นโยบายของบรรษัท รวมทั้งการว่าจ้าง ทรัพยากรบุคคลและการวิจยและพัฒนา (R&D) ั
รวมศูนย์และขึ้นอยูกบบรรษัทที่อยูในประเทศแม่16
                       ่ ั             ่

          ที่สาคัญจากการศึกษาพบว่ามีเหตุผลสาคัญเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ทาให้บรรษั
ท                ข้          า             ม          ช             า             ติ
ย้ายหรื อขยายฐานการผลิตเนื่องจากเพียงต้องการลดต้นทุนทางการผลิตเป็ นเหตุผลที่สาคั
ญ
                    ั
ทั้งนี้ปรากฏการณ์ดงกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากระบบการขนส่ งที่มีราคาถูกลงและระบบสารส
                                     ้
นเทศที่สามารถทาให้บรรษัทเหล่านี้คุมที่จะลงทุนและหาผลประโยชน์ในต่างประเทศที่มี
ต้นทุนต่าหรื อมีมาตรฐานทางกฏหมายที่ลาหลัง้

       ถ้าหากการลดต้นทุนทางการผลิตเป็ นสาเหตุสาคัญที่จะทาให้บรรดาบรรษัทข้ามช
า ติ ล ง ทุ น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ก า ลั ง พั ฒ น า
เราคงจะเห็นการเคลื่อนย้ายของเงินทุนจานวนมหาศาลเข้าสู่ ปรเทศกาลังพัฒนาดังกล่าว
                             ั
อย่างไรก็ดี หลักฐานจากการวิจยพบว่าในปี 1991 สัดส่ วนของ FDI ของโลกถึ ง 81%
ไหลเข้า สู่ ป ระเทศพัฒ นาแล้ว ที่ มี ต ้น ทุ น โดยเฉพาะแรงงานสู ง (High Wage)
และฐานภาษี สู ง (High Tax) เช่ นสหรั ฐอเมริ ก า อังกฤษ เยรมันนี และแคนนาดา

16
 โปรดพิจารณา Yao-Su Hu, ‘Global or Stateless Corporations are National Firms with International
Operations’, California Management Review, Winter 1992.



                                                                                              16
นอกจากนั้นข้อมูลทางสถิติยงเสนอว่ามีการขยายตัวของการลงทุนข้ามชาติในกลุ่มประเท
                                  ั
ศ พั ฒ น า แ ล้ ว เ พิ่ ม ขึ้ น 12%  ตั้ ง แ ต่ ปี 1967 ถึ ง 1991  โ ด ย FDI
ของสหรัฐอเมริ กาและอังกฤษมีขนาดใหญ่กว่าจานวนเงินทุนในเอเชียและประเทศด้อยพั
ฒนารวมกัน

         จ า ก ข้ อ มู ล ดั ง ก ล่ า ว
จะเห็นได้ว่าบรรษัทข้ามชาติ ไม่ลงทุนในประเทศที่ มีค่าจ้างแรงงานหรื อฐานภาษี ที่ต่ า
เนื่องจาก

   1. ปั จ จุ บ ั น บรรษัท ข้า มชาติ ใ ห้ ค วามส าคัญ ต่ อ การผลิ ต ที่ ใ ช้ เ ทคโนโลยี่ สู ง
      ซึ่ ง เ ป็ น ต้ น ทุ น ที่ ค ง ที่ (Fixed                                      Cost)
      ใ น เ ค รื่ อ ง จั ก ร แ ล ะ ส า ม า ร ถ ค ว บ คุ ม ผ ล ข อ ง ก า ร ผ ลิ ต
                                   ้
      (Output)ได้มากกว่าและคุมกว่าการลงทุนในต้นทุนที่แปรผัน (Variable Cost)
      เ ช่ น ค่ า จ้ า ง แ ล ะ วั ต ถุ ดิ บ ทั้ ง นี้ ใ น ป ร ะ เ ท ศ พั ฒ น า แ ล้ ว
      ค่าจ้างของแรงงานที่มีความรู ้และความสามารถสู ง (Knowledge Intensive Labor)
      เ ป็ น ต้ น ทุ น ที่ ค ง ที่ ที่ ไ ม่ มี ต้ น ทุ น ใ น ก า ร ถ่ า ย ท อ ด ค ว า ม รู ้
      และสามารถทางานได้มีประสิ ทธิ ภาพสู งกว่าแรงงานที่ไม่มีความรู ้ (Unskilled or
      Semi-Skilled Labor)

                                                                           ้
   2. ระบบการผลิตสมัย ใหม่ ให้ความสาคัญกับเครื อข่ายระหว่างผูผลิต (Producers)
      ผู ้ จั ด จ า ห น่ า ย (Suppliers)                         แ ล ะ ต ล า ด (Market)
      ที่มีความสามารถในการดูดซับสิ นค้า(Absorb) และบริ โภค (Consume) ได้สูง
                          ้
      ในขณะเดียวกันผูผลิตสามารถรับรู ้ถึงความต้องการของลูกค้าได้ในระดับภูมิภาค
      (Regional) ส าม า ร ถ ท าใ ห้ ป รั บ ตั ว ต่ อ ค ว า ม ต้ อ งก า ร ข อง ต ล า ด ได้ สู ง
      ซึ่ ง ถ้ า เ ป็ น ก า ร ผ ลิ ต ใ น ร ะ ดั บ โ ล ก
                            ้  ้
      บรรษัทข้ามชาติตองใช้ตนทุนสู งในการศึกษาตลาดและการขนส่ งขนส่ ง

   3.
        การทาการลงทุนในประเทศพัฒนาแล้วสามารถทาได้ง่ายเนื่องจากความสัมพันธ์เ



                                                                                             17
            ชิงสถาบัน (เช่นการเป็ นสมาชิกในกลุ่ม OECD การรวมกลุ่มทางภูมิภาคเช่น EU
            แ ล ะ ก ร อ บ ก ฏ ร ะ เ บี ย บ ข อ ง ส ถ า บั น ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ เ ป็ น ต้ น )
            ค ว า ม สั ม พั น ธ์ เ นื่ อ ง จ า ก ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์
            (การให้ความช่ ว ยเหลื อหลังสงครามโลกครั้ งที่ ส องแก่ ยุโ รปตะวันตกภายใต้
            Marshall Plan และญี่ปุ่น เป็ นต้น) รู ปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับธุรกิจ
            ความสัมพันธ์ระหว่างสมาคมธุรกิจระหว่างประเทศและสถาบันทางการศึกษาเป็
            นต้น ทาให้การการค้าทั้งในและระหว่างประเทศเป็ นไปได้โดยง่าย

            การกระจายตัวของปรากฏการณ์ ทางการค้ าและการลงทุน

           การวิเคราะห์ในสองส่ วนที่แล้วที่วิเคราะห์ในประเด็นเรื่ องความใหม่ของโลกาภิว ั
ฒ น์ แ ล ะ ค ว า ม ส า คั ญ แ ล ะ ขี ด ค ว า ม ส า ม า ร ถ ข อ ง โ ล ก า ภิ วั ฒ น์
ในส่ วนต่อไปการศึกษาจะให้ความสาคัญแก่ประเด็นเรื่ องของการกระจายตัวของการค้าแ
ล ะ ก า ร ล ง ทุ น ใ น ร า ย ล ะ เ อี ย ด
เพื่ อ น าไปสู่ ข ้อ เสนอที่ ชัด เจนยิ่ ง ขึ้ น โดยเน้น ในเรื่ อ งของการผลิ ต ในระดับ ประเทศ
การแบ่งแยกระหว่างกลุ่มประเทศเหนือและใต้ และการรวมกลุ่มทางภูมิภาคตามลาดับ

           ก า ร ผ ลิ ต ใ น ร ะ ดั บ ป ร ะ เ ท ศ
หากเราเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจของรัฐต่างๆขยายตัวและมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นผ่านการ
ค้ า แ ล ะ ก า ร ล ง ทุ น จ า ก ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ม า ก ก ว่ า ส มั ย ใ ด ๆ
แ ต่ จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า พ บ ว่ า ใ น ป ร ะ เ ท ศ อ ย่ า ง ญี่ ปุ่ น ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า แ ล ะ EU
มี ข น า ด ข อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ จ า ก ก า ร ส่ ง อ อ ก โ ด ย เ ฉ ลี่ ย เ พี ย ง 12% ข อ ง GDP
นั่ น ย่ อ ม ห ม า ย ค ว า ม ว่ า ส า ห รั บ ป ร ะ เ ท ศ อุ ต ส า ห ก ร ร ม ชั้ น แ น ว ห น้ า 90%
ข อ ง กิ จ ก ร ร ม ก า ร ผ ลิ ต นั้ น เ พื่ อ ต อ บ ส น อ ง ต่ อ ต ล า ด ภ า ย ใ น ข อ ง ตั ว เ อ ง17
                 ่
จึงพอสรุ ปได้วาการผลิตในระดับประเทศยังเป็ นส่ วนที่สาคัญสาหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิ
                     ั                                              ั
จในโลกยุคปัจจุบน ฉะนั้นการสรุ ปในกรอบของโลกาภิวฒน์จึงดูเหมือนมีเหตุผลน้อยมาก



17
     Robert Wade, ‘Globalization and its Limits’.



                                                                                                    18
          ก า ร แ บ่ ง แ ย ก ร ะ ห ว่ า ง ก ลุ่ ม ป ร ะ เ ท ศ เ ห นื อ แ ล ะ ใ ต้
ส า ห รั บ นั ก วิ ช า ก า ร ที่ ท า ก า ร ส นั บ ส นุ น ท ฤ ษ ฎี โ ล ก า ภิ วั ฒ น์ นั้ น
                ่
มีความเชื่อที่วาการค้าระหว่างประเทศระหว่างกลุ่มประเทศเหนือกับใต้น้ นมีการผสมกลม ั
กลื น และขยายแผ่ ก ว้ า งออกไป (Diffusion)                         แต่ ใ นความเป็ นจริ ง การค้ า
ก า ร ผ ลิ ต แ ล ะ ก า ร ล ง ทุ น นั้ น ก ร ะ จุ ก ตั ว อ ยู่ ใ น ก ลุ่ ม ป ร ะ เ ท ศ เ ห นื อ
หรื อ ก ลุ่ ม ป ร ะ เ ท ศ พั ฒ น า แ ล้ ว ก ล่ า ว คื อ ร ะ ห ว่ า ง ปี 1970          แ ล ะ 1989
ก า ร ค้ า ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ พั ฒ น า แ ล้ ว ข ย า ย ตั ว จ า ก 81%          เ ป็ น 84%18
ในขณะที่ ล ดการค้า การผลิ ต และการลงทุ น ในประเทศใต้ห รื อ ประเทศก าลัง พัฒ นา
ส าหรั บประเทศก าลัง พัฒ นาดู เ สมื อนว่า จะมี ก ารขยายตัว ทางเศรษฐกิ จ อย่างต่อ เนื่ อ ง
แต่ในความเป็ นจริ งการขยายตัวดังกล่าวลดลงเนื่องจากไม่สามารถปรับตัวหรื อก้าวกระโด
ด                                                                                          (Shift)
ไปสู่ การผลิตสิ นค้าที่มีคุณภาพและมีประสิ ทธิภาพตามความต้องการของตลาดในประเทศ
พัฒนาแล้ว โดยเปรี ยบเทียบ และการลงทุนเหล่ านี้ ส่ว นมากมาจากทุนภายในประเทศ
ไม่ใช่ทุนต่างประเทศเป็ นหลัก

          การรวมกลุ่มทางภูมิภาค
การค้าและการลงทุนในกลุ่มประเทศเหนือหรื อพัฒนาแล้ว
           ั      ั
ในปัจจุบนเริ่ มมีลกษณะทางภูมิภาค เช่น EU มีสัดส่ วนของการค้าในภูมิภาคคิดเป็ น 62%
ของเศรษฐกิจการส่ งออกทั้งหมด การค้าในกรอบของ NAFTA ระหว่างสหรัฐอเมริ กา
แคนนาดาและเม็กซิโก เพิมขึ้นระหว่างปี 1980 ถึง 1992 จาก 68% เป็ น 79%
                            ่
จากการค้าระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น                  และสหรัฐกับ                     EU
การรวมกลุ่มและการค้าในภูมิภาคกลายเป็ นรู ปแบบที่ขยายตัวมากขึ้นในเอเชีย
                         ุ่
โดยเฉพาะในกรณี ของญี่ปนใช้ประเทศ NICs เป็ นฐานการผลิตและส่ งออกสิ นค้าของตน
ทั้งนี้ระหว่างปี 1986-1992 การค้าในภูมิภาคเอเชียเพิมขึ้นจาก 32.4% เป็ น 47.7%19
                                                     ่
จากมูลค่าการส่ งออกทั้งหมด      ซึ่งลดความพึ่งพิงที่มีต่อสหรัฐอเมริ กาลงด้วยตามลาดับ
กล่าวคือในเอเชียการค้าในภูมิภาคขยายตัวเร็วกว่าการค้าระหว่างเอเชียกับสหรัฐอเมริ กา

18
     อ้างแล้ว
19
     อ้างแล้ว



                                                                                                 19
          ในแง่การลงทุนโดยเฉพาะในเอเชียหลังข้อตกลงพล่าซ่า (Plaza Accord) ในปี
1985 ทาให้เกิดการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจการลงทุน (Investment-Driven Economic
Interdependence)               อย่างมากกล่าวคือญี่ปุ่นกลายเป็ นเจ้าของ              FDI
รายสาคัญแทนสหรัฐอเมริ กา                  เปรี ยบเทียบในทศวรรษที่                  1980
    ุ่
ญี่ปนมีการลงทุนข้ามชาติเพียงครึ่ งเดียวของสหรัฐอเมริ กา คิดเป็ นเงินจานวน 9.8
พันล้านเหรี ยญสหรัฐ                         จนทศวรรษที่                            1990
       ุ่
ญี่ปนขยายการลงทุนข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียประมาณ                                     30%
มากกว่าสหรัฐอเมริ กาคิดเป็ นเงิน                41.8                พันล้านเหรี ยญสหรัฐ
                                                 ุ่
พัฒนาการของการค้าภายในภูมิภาคเอเชียโดยญี่ปนได้สร้างเครื อข่ายของการผลิตที่สาคัญ
ของโลก20
อย่างไรก็ดีการค้าระหว่างภูมิภาคกลายเป็ นแหล่งการค้าและการลงทุนที่สาคัญสาหรับสห
รัฐ EU และญี่ปุ่น การส่ งออกระหว่างภูมิภาคของทั้งสามภูมิภาคคืออเมริ การเหนือ
เอเชียและยุโรปเพิ่มขึ้นจากการส่ งออกทั้งหมดในดลกจาก 31% ในปี 1980 เป็ น 43% ในปี
199221

         ส่ วนในภาคการเงิน ตั้งแต่ที่มีการยกเลิกการใช้มาตรฐานทอง (Gold Standard)
ในปี 1971 และหันมาใช้มาตราการการเปิ ดเสรี ของอัตราแลกเปลี่ยน (Liberalization of
Exchange                                                                               Controls)
ส่ งผล ให้ ก ารไหล เวี ยนของเ งิ นในระบบ เศ รษ ฐกิ จโ ลก ขยายตั ว อย่ า งมาก
กล่าวคือการค้าเงินกลายเป็ นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สาคัญอย่างยิงและมีการค้าต่อวันที่สูง
                                                                      ่
มาก นี่ เป็ นปรากฏการณ์ ดังที่ Susan Strange ได้เสนอไว้คือ “Casino Capitalism”
ที่ เ งิ น ไ ห ล เ วี ย น เ ข้ า อ อ ก ไ ด้ อ ย่ า ง เ ส รี
และส่ งผลให้รัฐบาลของแต่ละประเทศไม่สามารถควบคุมการไหลเวียนของเงินในเศรษฐ
กิ จ ของตนได้ ท าให้ ต ลาดหุ ้ น พึ่ ง พิ ง อยู่ก ับ ทุ น ประเภทนี้ และที่ ส าคัญ ส่ ง ผลค่ า เงิ น



20
     โปรดพิจารณา James Follows, Looking at the Sun, New York, 1994.
21
     Stallings and Streeck, ‘Capitalism in Conflict’.



                                                                                                  20
แ ล ะ เ ส ถี ย ร ภ า พ ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ22
                                                            ั
ซึ่งเป็ นข้ออ้างที่สาคัญของนักวิชาการที่สนับสนุนทฤษฏีโลกาภิวฒน์

          อย่างไรก็ดีปัจจุบนได้มีการเสนอข้อมูลมากมายเกี่ยวกับความสามารถของรัฐในก
                           ั
า ร ค ว บ คุ ม ต ล า ด เ งิ น (Money               Market)              ของตน
ทั้งนี้การควบคุมดังกล่าวกระทาโดยผ่านกลไกต่อไปนี้

       1. รั ฐ สามารถควบคุ ม การไหลเวี ย นของเงิ น ผ่า นมาตรการส่ ง สริ ม หรื อ กี ด กัน
          เช่นอัตราดอกเบี้ย หรื อมาตการชะลอการไหลออก (Speed Bump) เป็ นต้น

       2. การไหลเวี ย นของเงิ น ลงทุ น ไม่ มี ผ ลต่ อ การออม กล่ า วคื อ ในปี 1992
          ตัวเลขเฉลี่ยนของการออมใน 11 ประเทศ คิดจากสัดส่ วนของ GDP อยูที่อตรา                  ่ ั
          0.5-25% โดยกลุ่มที่ออมน้อยที่สุดคือ (ระหว่าง 0.5-2%) สหรัฐอเมริ กา อังกฤษ
          ออสเตรเลี ย และสวี เ ด็ น ส่ ว นประเทศที่ มี อ ัต ราการออมปานกลางได้แ ก่
          เ ย อ ร มั น นี แ ล ะ อ อ ส เ ต รี ย (ร ะ ห ว่ า ง 10-15%)
          และสาหรับกลุ่มที่มีการออมสู งที่สุดคือ (ระหว่าง 20-25%) ได้แก่ประเทศญี่ปุ่น
          ไ ต้ ห วั น แ ล ะ เ ก า ห ลี ใ ต้
                   ้                                 ั
          ทั้งนี้ ขอมูลเสนอว่าการลงทุนนั้นมีอตราขนานไปกับเงินออม ในขณะเดี ยวกัน
          การลงทุ นของประเทศต่ างๆ คิ ดจากสัด ส่ ว นของ GDP อยู่ที่ อตรา 15-36%           ั
          โ ด ย ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า แ ล ะ อั ง ก ฤ ษ อ อ ส เ ต ร เ ลี ย แ ล ะ ส วี เ ด็ น
          อ ยู่ ใ น ช่ ว ง ข อ ง ก ลุ่ ม ป ร ะ เ ท ศ ที่ ท า ก า ร ล ง ทุ น น้ อ ย ที่ สุ ด (15-19%)
          ในขณะที่เยอรมันนี ออสเตรี ยและไต้หวันอยู่ในช่ ว งกลาง (ระหว่าง 22-25%)
          ส่ ว นญี่ ปุ่ นและเกาหลี ใ ต้ อยู่ใ นกลุ่ ม ที่ มี ก ารลงทุ น สู ง สุ ด (ระหว่ า ง 31-36%)
                                          ั
          นามาซึ่งข้อสรุ ปคือโลกาภิวฒน์ไม่ได้ทาให้มีการนาเงินออมออกมาใช้เพื่อการลง
          ทุ         น        ใ        น        ต         ล       า        ด        เ       งิ     น
          หารแต่รัฐเหล่านี้ทาการควบคุมเงินออมเพื่อนรักษาไว้ซ่ ึ งเสถียรภาพทางการเงินข



22
     โปรดพิจารณา Susan Strange, Casino Capitalism, Manchester, 1997.



                                                                                                   21
           อ ง ต น 23 อ ย่ า ง ไ ร ก็ ดี ต ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง ก า ร อ อ ม
           แ ล ะ ก า ร ล ง ทุ น ยั ง ส า ม า ร ถ ตี ค ว า ม ไ ด้ อี ก ว่ า ป ร ะ เ ท ศ ต่ า ง ๆ
           ไม่สามารถถอนการลงทุนและดึงการออมเข้าสู่ ตลาดเพื่อการลงทุนได้ตามอาเภอใ
           จ

       3. เงิ นทุ น ในตงาดหลัก ทรั พย์หรื อ ตลาดหุ ้น มี ล ัก ษณะ “ทวิ ล ัก ษณะ” (Dualism)
          ม า ก ก ว่ า มี ลั ก ษ ณ ะ “ข้ า ม ช า ติ ” (Transnationalism)                ก ล่ า ว คื อ
          ตล าด ก าร เ งิ น โ ดย เ ฉ พ า ะใ น ก ร ณี ข อ งก า รถื อ หุ ้ น ใ นบ ริ ษั ท ม หา ช น
          นั้ นเงิ น ทุ น อยู่ ภ ายใต้ ก ฏระเบี ย บทางสถาบัน ของตลาดการเงิ น รั ฐ นั้ นๆ
          โ ด ย จ ะ มี ลั ก ษ ณ ะ ข้ า ม ช า ติ ก็ ต่ อ เ มื่ อ ยั ง ไ ม่ เ ข้ า สู่ ต ล า ด ใ ด ๆ
          ห รื อ ท า ก า ร ล ง ทุ น ใ น พั น ธ บั ต ร อั ต ร า แ ล ก เ ป ลี่ ย น (ซื้ อ ข า ย เ งิ น )
          ห รื อ ต ล า ด ใ น อ น า ค ต เ ท่ า นั้ น
                      ั
          ในกรณี ดงกล่าวรัฐยังคงมีอานาจในการควบคุมการไหลเวียนไม่มากก็นอย                 ้

        จากข้อ มู ล ดัง กล่ า วสามารถสรุ ป ได้ว่ า การเงิ น โลกในกระแสโลกาภิ ว ัฒ น์
ไม่ได้ทาให้เกิดการปรับตัวของตลาดการเงินต่างๆด้วยแรงกดดันของการไหลเวียนของเงิ
น โ ด ย เ ฉ พ า ะ ใ น ก ร อ บ ข อ ง ก ฏ ร ะ เ บี ย บ ข อ ง ส ถ า บั น
เพราะความแตกต่ า งดัง กล่ า วท าให้ เ กิ ด การไหลเวี ย นและการลงทุ น เพื่ อ ผลก าไร
หากแต่ รั ฐ ต่ า งยัง คงไว้ซ่ ึ งอ านาจในการปรั บ ระบบเพื่ อ ดึ ง ดู ด กี ด กั น ส่ งเสริ ม
                 ่
ตามความยืดหยุนของตลาดภายในเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interests)




23
     Linda Weiss, The Myth of the Powerless State, New York, 1998.



                                                                                                     22
        ส่ วนที่ 2 อานาจของรัฐในการควบคุมระบบเศรษฐกิจของตนในตลาดโลก

                      ั
           ในปั จจุบนโดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 อานาจของระบบการเงินโลก
(Global                                                                                Finance)
                        ่
ได้รับการวิเคราะห์วามีอานาจเหนือนโยบายทางการเงินและการคลังของรัฐและกาลังกดดั
น ใ ห้ รั ฐ บ า ล ต่ า ง ๆ ใ ห้ รั บ เ อ า น โ ย บ า ย เ ส รี นิ ย ม ส มั ย ใ ห ม่ (Neo-Liberal)
ที่ มี น โยบายทางการคลัง ที่ อ นุ รั ก ษ์นิ ย ม (Conservative) กล่ า วคื อ ลดอ านาจของรั ฐ
ลดค่าใช้จ่ายสาธารณะและส่ งเสริ มการเปิ ดเสรี ให้เอกชน (โดยเฉพาะทุนต่างประเทศ)
ให้ ก ลไกของตลาดท าหน้ า ที่ ใ นการจั ด การผลประโยชน์ ใ นระบบเศรษฐกิ จ
ทั้ง นี้ แนวคิ ด ดั ง กล่ า วกลายเป็ นนโยบายหลั ก ขององค์ ก รระหว่ า งประเทศต่ า งๆ
เพื่อส่ งเสริ มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

                                                              ้
        อย่างไรก็ดีจากแนวคิดดังที่กล่าวมาข้างต้น เราสามารถได้ขอสรุ ปสองประการคือ




                                                                                               23
     1. ตลาดการเงิ น โลก (Global Monetary Market) นั้น มี อ านาจมาก
        โดยสามารถบี บคันให้รัฐบาลต่างๆรับเอานโยบายทางการคลังที่ อนุ รัก ษ์นิยม
                        ่
                   ่
        ทาให้รัฐอยูในสภาพ “ไร้อานาจ”

     2. ไม่ ว่ า รั ฐ แข็ ง หรื อรั ฐ อ่ อ น (Strong State or Weak    State)
        รัฐบาลของรัฐเหล่านี้ต่างก็ตองยอมลดความสาคัญในการจัดการระบบเศรษฐกิจข
                                            ้
        องตนในโลกแห่งการเงินระหว่างประเทศ

           จ า ก ข้ อ ส รุ ป ส อ ง ป ร ะ ก า ร ปั ญ ห า เ รื่ อ ง “ค ว า ม ไ ร้ อ า น า จ ”
ข อ ง รั ฐ นั้ น ห า ก พิ จ า ร ณ า อ ย่ า ง เ ผิ ญ ๆ
     ่                    ่
แม้วาจะปฏิเสธไม่ได่วาในปัจจุบนข้อเสนอดังกล่าวดูเหมือนจะมีน้ าหนักที่ว่ารัฐกาลังสู ญเ
                                    ั
สี ย ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร คุ ม น โ ย บ า ย ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง ต น
       ้                         ่                                    ั ่
แต่ขอเสนอดังกล่าวนั้นวางอยูบนสมมุติฐานว่าความสัมพันธ์น้ นยิงจะทาให้รัฐลดอานาจล
งไปเรื่ อยๆ แต่ ยง มี มิติ ข องข้อ ถกเถี ยงที่ ว่า รั ฐนั้น มี ค วามสามารถปรั บ ตัว (Adaptable)
                    ั
ต่ อ แ ร ง ก ด ดั น ไ ด้ จ า ก ทั้ ง ใ น แ ล ะ น อ ก รั ฐ ไ ด้
หากเราทาการวิเคราะห์ตามกรอบทฤษฎีการปรับตัวแล้วพบว่าทฤษฏีโลกาภิวฒน์มีปัญหา           ั
                             ั
และสามารถโต้แย้งได้ท้ งหมด 3 ประการคือ การกล่าวเกิ นจริ งต่ออานาจของรัฐเดิ ม
การกล่าวเกินจริ งเรื่ องการที่รัฐปรับเปลี่ยนนโยบายตามเสรี นิยมสมัยใหม่และการสร้างมา
ยาคติเรื่ องความไร้อานาจของรัฐ

          การกล่าวเกินจริงต่ ออานาจของรัฐเดิม

           จากการศึกษาโดยนักเศรษฐศาสตร์พบว่านักวิชาการที่สนับสนุนทฤษฎีโลกาภิวฒ                             ั
น์ ก ล่ า ว เ กิ น จ ริ ง ใ น ป ร ะ เ ด็ น เ รื่ อ ง อ า น า จ รั ฐ เ ดิ ม
เ พื่ อ ท า ใ ห้ ข ้ อ ถ ก เ ถี ย ง ข อ ง ก า ร ล ด อ า น า จ ห รื อ ไ ร้ อ า น า จ ข อ ง รั ฐ มี น้ า ห นั ก
ก ล่ า ว คื อ ก ล่ า ง อ้ า ง ว่ า ก่ อ น ก า ร พั ฒ น า ข อ ง ร ะ บ บ ก า ร เ งิ น โ ล ก ใ น ปั จ จุ บั น
เ ดิ ม รั ฐ นั้ น มี อ า น า จ ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม จั ด ก า ร
ว า ง แ ผ น แ ล ะ แ ท ร ก แ ท ร ง ใ น เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ม ห ภ า ค ข อ ง ต น




                                                                                                            24
                  ั
อย่างไรก็ดีมีนกวิชาการมากมายตั้งคาถามกับความสามารถของรัฐในการควบคุมเศรษฐกิ
จว่ามีประสิ ทธิภาพมากตามที่ทฤษฎีโลกาภิวฒน์ได้เสนอไว้มากน้อยเพี่ยงใด24
                                                    ั
             ตามทฤษฎี Keynesian การประกันอัตราแลกเปลี่ยนที่คงที่ (Fixed Exchanged
Rate)                       ภ า ย ใ ต้ ก ร อ บ ข อ ง ร ะ บ บ Bretton                      Woods
นั้นจะสร้างเสถียรภาพให้แก่รัฐในการบริ หารจัดการและควบคุมนโยบายทางเศรษฐกิจใน
ร ะ ดั บ ม ห ภ า ค ข อ ง ต น
                            ้                                  ่
แต่ในความเป็ นจริ งมีขอมูลสนับสนุนข้อกล่าวอ้างที่วารัฐเคยมีอานาจสู งและสามารถควบ
คุ ม เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง ต น ไ ด้ น้ อ ย
ทั้ง นี้ มี ก ารเสนอข้อ ถกเถี ย งว่า ค ากล่ า งอ้า งนั้น เกิ น จริ ง โดยนัก เศรษฐศาสตร์ Michael
Mann25              ที่ เ สนอว่ า แท้ จ ริ งแล้ ว ภายใต้ ร ะบบ               Bretton      Woods
ซึ่ ง เ ป็ น ช่ ว ง ห ลั ง ส ง ค ร า ม โ ล ก ค รั้ ง ที่ ส อ ง นั้ น รั ฐ ต่ า ง ๆ
อ ยู่ ใ น ช่ ว ง ที่ มี ฟื้ น ฟู ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว ท า ใ ห้ รั ฐ ต่ า ง ๆ
โดยเฉพาะประเทศพั ฒ นาแล้ ว สามารถน าเอาส่ วนเกิ น (Fiscal                                Surplus)
จ า ก ก า ร ข ย า ย ตั ว ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ไ ป ท า ก า ร ใ ช้ จ่ า ย โ ด ย รั ฐ ไ ด้
นันก็หมายถึงสามารถออกนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อส่ งเสริ มการขยายตัวมากในเศรษฐกิจ
   ่
มหภาค

           แต่ในทศวรรษ 1970 ที่ ก ารขยายตัวทางเศรษฐกิ จของประเทศเหล่านี้ ล ดลง
ก ล่ า ว คื อ เ กิ ด ก า ร ช ล อ ตั ว ข อ ง ร า ย ไ ด้ แ ท้ (Real                             Income)
ท า ใ ห้ ป ร ะ เ ท ศ พั ฒ น า แ ล้ ว เ ลิ ก ก า ร ใ ช้ จ่ า ย จ า ก ส่ ว น เ กิ น ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
ทาให้กิจกรรมทางเศรษฐกิ จมหภาคเช่ น การใช้นโยบายงบประมาณสมดุล (Balancing
Budgets)            การให้ ค วามช่ ว ยเหลื อ แก่ ก ารพัฒ นาเศรษฐกิ จ                      ถู ก ยกเลิ ก
ซึ่ ง ก็ เ ป็ น ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ ที่ เ กิ ด จ า ก ปั ญ ห า ท า ง ก า ร ค ลั ง ภ า ย ใ น
ไ ม่ ไ ด้ เ กิ ด จ า ก แ ร ง ก ด ดั น จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร โ ล ก า ภิ วั ฒ น์ แ ต่ อ ย่ า ง ใ ด
เพราะฉะนั้ นนโยบายต่ า งๆในปั จ จุ นั บ ที่ เ สมื อ นว่ า รั ฐ ก าลั ง ถู ก กดดั น ให้ ล ดภาษี
24
   โปรดพิจารณาข้อถกถียงของ Robert Wade, Linda Weiss อ้างแล้ว และ Ha Joon Chang,
Globalization, Economic Development and the Role of the State, New York, 2002.
25
   โปรดพิจารณา Michael Mann, ‘The Global Future of the Nation State’, Paper Presented at the
Direction of Contemporary Capitalism Conference, Sussex, 1996.



                                                                                                     25
ล ด ก า ร อุ ด ห นุ น (Subsidization)                จั ด โ ค ร ง ส ร้ า ง ภ า ษี ใ ห ม่
ตามแรงกดดัน ของการเปิ ดเสรี ม ากขึ้ น กล่ า วคื อ ตามแรงกดดัน ของนายทุ น ข้า มชาติ
ที่ ส า ม า ร ถ อ อ ก ไ ป ห า ต ล า ด ที่ มี โ ค ร ง ส ร้ า ง ภ า ษี ที่ ต่ า ที่ สุ ด
แต่ถาหากพิจารณาในกรอบของประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าแรงกดดันดังกล่าวเป็ นเรื่ องธร
     ้
รมดา ดังที่เสนอว่า

                  “อ ย่ า ง น้ อ ย ตั้ ง แ ต่ ศ ต ว ว ร ษ ที่ 13
        ป ร ะ ช า ช น จ ะ ย อ ม จ่ า ย ภ า ษี ที่ สู ง เ มื่ อ อ ยู่ ใ น ส ภ า ว ะ ส ง ค ร า ม
        และจะไม่ยอมเสี ยในอัตราเดียวกันในช่วงปกติ หรื อในช่วงเศรษฐกิจซบเซา
        (ในขณะที่ ร ายได้แ ท้ห ยุด หรื อ ชลอตัว ) โดยเฉพาะหลัง ทศวรรษที่ 1970
        เ ป็ น ต้ น ม า ท า ใ ห้ ร า ย ไ ด้ ข อ ง รั ฐ ล ด ล ง
        ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ ดั ง ก ล่ า ว เ ป็ น ข้ อ เ ท็ จ จ ริ ง ท า ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์
        ไม่ได้เป็ นสภาพหลังยุคสมัยใหม่หรื อยุคโลกาภิวฒน์”26    ั

         ใ น ปั จ จุ บั น ก า ร รั บ เ อ า น โ ย บ า ย ก า ร ค ลั ง ที่ อ นุ รั ก ษ์ นิ ย ม
เกิดจากแรงกดดันจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในมากกว่าจะเป็ นเรื่ องจากภายนอก
นอก เห นื อจ าก นั้ นปั ญ หาเ ช่ นเ ศร ษ ฐ กิ จซ บ เ ซ า (Economic                    Recession)
ปั ญ หาการเปลี่ ย นแปลงทางโครงสร้ า งของประชากร (Demographic Change)
         เป็ นสาเหตุที่กดดันให้รัฐเพิ่มการเก็บภาษีเพื่อใช้จ่ายในการช่วยเหลือผูตกงานและ
                                                                                    ้
                        ั
เกษียณอายุ ในกรณี ดงกล่าว หากรัฐไม่ได้ถูกคุกคามจากภายนอก (ในมิ ติความมันคง)                ่
ผูล งคะแนนเสี ย งส่ ว นมากจะไม่ เ ห็ น ด้ว ยกับ นโยบายที่ เ น้น การใช้จ่ า ยของรั ฐ ที่ สู ง
  ้
ทั้งนี้ในกรณี การเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางเศรษฐกิจจากภายนอกก็ส่งผลให้รัฐใช้จ่ายลด
ลง เช่ น ในปี 1973 ที่ เ กิ ด วิ ก ฤติ ก ารณ์ น้ ามัน ท าให้ เ กิ ด สภาวะเงิ น เฟ้ อ (Inflation)
ทาให้รัฐต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อควบคุมเงินเฟ้ อ27



26
  Michael Mann, ‘The Global Future of the Nation State’.
27
  โปรดพิจารณา Sven Steinmo, ‘The End of Redistribution? International Pressures and Domestic
Policy Choices’, Challenge!, vol.37, no.6, 1994.



                                                                                                  26
            จ า ก ข้ อ ถ ก เ ถี ย ง ดั ง ก ล่ า ว ส า ม า ร ถ ส รุ ป ไ ด้ ว่ า
อุ ป ส ร ร ค ต่ า ง ๆ เ ช่ น ส ภ า ว ะ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ซ บ เ ซ า ปั ญ ห า ก า ร ค ลั ง ภ า ย ใ น
ที่ ผู ้ก าหนดนโยบายของรั ฐ ต้อ งเผชิ ญ เป็ นสาเหตุ ส าคัญ ส าหรั บ การปรั บ ตัว ของรั ฐ
ซึ่ งก็ ห ม ายถึ งว่ า รั ฐป รั บตั ว ไปตาม สถานการณ์ ด้ ว ยเหตุ ผ ลภายในม ากกว่ า
                                                     ่
และเมื่อเศรษฐกิจโลกซบเซาในรอบทศวรรษที่ผานมารัฐก็ยงคงจะลดค่าใช้จ่ายและแทกแ
                                                                ั
ซ ง ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ น้ อ ย ก ว่ า เ ดิ ม
                                                          ั
นโยบายเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการขยายตัวของโลกาภิวฒน์หรื อแรงกดดันจากการเปิ ดเสรี ม
ากนัก แต่ ห ากโลกาภิ ว ัฒ น์ ส ามารถสร้ า งโอกาสทางการขยายตัว ทางเศรษฐกิ จ ได้
รัฐก็จะเพิมการใช้จ่ายเนื่องจากแรงกดดันภายใน
             ่

                                               ่
        การกล่าวเกินจริงเรื่องการที่รัฐปรับเปลียนนโยบายตามเสรีนิยมสมัยใหม่

         จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า ใ น ปั จ จุ บั น
เป็ นความจริ งที่ ว่ า ไม่ ใ ช่ ทุ ก รั ฐ ที่ ด าเนิ น นโยบายทางเศรษฐกิ จ เสรี นิ ย มสมัย ใหม่
ทาให้ก ารกล่ า วอ้างที่ ว่ารั ฐ มี ส ภาวะ “ไร้ อ านาจ” ต้อ งได้รั บ การพิ จารณาอย่า งจริ ง จัง
                      ั
หนึ่งในประเทศที่พฒนาแล้วที่ไม่ได้ดาเนินนโยบายทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบของเสรี นิย
มสมัยใหม่คือเยอรมันนี ซึ่งยังคงให้ความสาคัญกับนโยบายทางเศรษฐกิจแบบ Keynesian
ม า ตั้ ง แ ต่ ส มั ย ห ลั ง ส ง ค ร า ม โ ล ก ค รั้ ง ที่ ส อ ง
โดยเน้นการเก็บภาษีที่สู งเพื่อช่ ว ยการรวมระบบเศรษฐกิ จเขากับเยอรมันนี ตะวันออก
                                    ั                          ้
ยิงไปกว่านั้นธนาคารพาณิ ชย์ยงคงใช้นโยบายการให้เงินกูในการรักษาเสถียรภาพทางการ
  ่
ล ง ทุ น                ก า ร ผ ลิ ต แ ล ะ ก า ร แ ข่ ง ขั น
แ ล ะ ที่ ส า คั ญ รั ฐ บ า ล เ ย อ ร มั น นี เ ป็ น ตั ว ล ะ ค ร ที่ ส า คั ญ ใ น ก า ร ดู แ ล
ประสานการลงทุนทางอุตสาหกรรมของบรรษัทต่างๆของเยอรมันนีในเอเชียซึ่ งแสดงให้เ
ห็นถึงความสามารถของรัฐในการควบคุมเศรษฐกิจของตน

          ใ น รู ป แ บ บ ค ล้ า ย ๆ กั น
ญี่ปุ่นเองก็เป็ นอีกประเทศที่รัฐบาลมีโครงการมากมายในการควบคุมดูแลการขยายตัวของ
ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ โ ด ย เ ฉ พ า ะ ก ร ะ ท ร ว ง MITI
                 ั
ที่เลือกว่าบริ ษทใดควรได้รับการสนับสนุนเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกป



                                                                                              27
ร ะ เ ท ศ ญี่ ปุ่ น ร ว ม ทั้ ง ยั ง ค ง ดู แ ล อั ต ร า ก า ร ว่ า ง า น
ที่สาคัญตั้งแต่วิกฤติการณ์น้ ามันสองครั้งรัฐบาลญี่ปุ่นกลับเพิ่มบทบาทในการแทรกแซง
ช่ า ว ย เ ห ลื อ แ ล ะ บั ง คั บ ใ ห้ อุ ต ส า ห ก ร ร ม ต่ า ง ๆ
เปลี่ ย นแปลงโครงสร้ า งการผลิ ต เพื่ อ รองรั บ สภาวะราคาน้ ามัน ที่ สู ง ขึ้ นของโลก
เพื่อรักษาไว้ซ่ ึงความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้การเก็บภาษีบริ โภค (Consumption Tax)
ก็เป็ นอีกกลไกที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของรัฐในการควบคุมเศรษฐกิจในระดับมห
ภาคของตน

          อ ย่ า ง ไ ร ก็ ดี ไ ม่ ไ ด้ มี เ พี ย ง รั ฐ แ ข็ ง 28 (Strong                     States)
อย่างเยอรมันนีและญี่ปุ่นเท่านั้นที่มีความสามารถและเลือกนโยบายการปรับตัวเมื่อถูกกด
ดั น จ าก สิ่ งแว ดล้ อ ม ภายนอก ในข ณะเดี ยว กั น รั ฐอ่ อน (Weak                            States)
ก็ มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ป รั บ ตั ว ต่ อ แ ร ง ก ด ดั น จ า ก ภ า ย น อ ก ไ ด้ เ ช่ น กั น
โดยเฉพาะในกรณี ของออสเตรเลี ย ที่ ถื อ นโยบาย “Economic                              Rationalism”
ที่ ด า เ นิ น น โ ย บ า ย ก า ร ค ลั ง แ บ บ ข า ด ดุ ล (Deficit                       Spending)
เพื่อส่ งเสริ มและรักษาเสถียรภาพของระบบสวัสดิการ (Welfare) ตลาดแรงงาน (Labor
Market)            และนโยบายการส่ งเสริ มอุ ต สาหกรรม (Industrial                            Policy)
และที่สาคัญเหตุที่รัฐเลือกใช้นโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็ นไปตามแรงกดดันของตลาดการเงิน
ที่       บั       ง       คั       บ         ห        รื       อ        ก       ด       ดั          น
แต่เป็ นสาเหตุที่ประชาชนเลือกรัฐบาลพรรคแรงงานเพื่อสกัดพรรคอนุรักษ์นิยมที่สนับส
นุนแนวนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรี นิยมสมัยใหม่

                                                                          ั
         เพระฉะนั้นจึงเป็ นการยากที่จะเชื่อในคากล่าวอ้างของนักทฤษฎีโลกาภิวฒน์ที่เสน
อว่า ระบบการเงินโลก (Global Finance) เป็ นกลไกสาคัญที่กดดันและทาให้รัฐไร้อานาจ
อย่างไรก็ดีคาถามที่สาคัญต่อมาคือทาไมแนวความคิดเรื่ องรัฐไร้อานาจจึงได้รับความนิยม
ในหมู่นกวิชาการและนักการเมืองมากมายนัก
       ั
28
                                ั
 รัฐแข็งที่เสนอมาข้างต้น ไม่ใช่รฐที่ใช้อานาจบีบบังคับ (Coercive State)
หากเป็ นรัฐที่มีความสามารถในการจัดการและดูแลเพื่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมภายในของประเ
ทศ สาหรับคาอธิ บายเพิ่มเติม โปรดพิจารณา Linda Weiss and John Hobson, States and Economic
Development: A Comparative Historical Analysis, Cambridge, 1995.



                                                                                                     28
          การสร้ างมายาคติเรื่องความไร้ อานาจของรัฐ

          ความเชื่ อเรื่ องรัฐไร้อานาจนั้น ขยายตัวเนื่ องจากนโยบายทางการเงิน (Monetary
Policy)                              ที่ เ พิ่ ม ค ว า ม ส า คั ญ ใ น ท ศ ว ร ร ษ ที่ 1980
โ ด ย เ ฉ พ า ะ ก า ร ตั ด ค่ า ใ ช้ จ่ า ย ส วั ส ดิ ก า ร ใ น ส วี เ ด็ น แ ล ะ รั ฐ ส วั ส ดิ ก า ร อื่ น ๆ
ทั้ ง นี้ ป ร ะ ก อ บ กั บ ก า ร โ จ ม ตี ค่ า เ งิ น ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ต่ า ง ๆ
ทาให้แนวความคิดเรื่ องรัฐไร้อานาจเป็ นที่แพร่ หลาย

          ใ น ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น ผู ้ น า ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ
โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วที่ใช้นโยบายทางเศรษฐกิจแบบเสรี นิยมต่างมีบทบาทสาคัญ
ในการเสนอแนวความคิดที่ว่ารัฐนั้นกาลังไร้อานาจท่ามกลางโลกที่เชื่ อมประสานกัน
ก ล่ า ว คื อ นี้ เ ป็ น ก า ร ส ร้ า ง ม า ย า ค ติ (Myth)
เพราะนโยบายเสรี นิยมสมัยใหม่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนใรประเทศตนมากนัก
                                                          ั
และเพื่อเสนอแก่ประชาชนว่าระบบเศรษฐกิจในปั จจุบนไม่สามารถควบคุมได้เนื่องจากก
ระบวนการดลกาภิ ว ัฒ น์ นอกจากนั้ น หากแต่ เ ป็ นที่ ต ้อ งการของบรรดานายทุ น
ที่เห็นว่าการลงทุนและการผลิตในประเทศตนไม่สามารถแข่งขันกับมหาอานาจทางเศรษ
ฐกิ จ ใหม่ ๆ จึ ง กดดัน ให้นัก การเมื อ งเรี ย กร้ อ งและใช้เ วที ก ารเมื อ งระหว่ า งประเทศ
หรื อองค์กรระหว่างประเทศเพื่อขายตวามคิดดังกล่าวและกดดันเพื่อให้ประเทศกาลังพัฒน
าอื่นๆเปิ ดการค้าเสรี เพื่อแทรกตัวเข้าไปหาผลประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจอื่นๆ

            ่
        แม้วาจะเป็ นความจริ งที่รัฐบาลต่างๆในโลกต่างปรับตัวกับแรงกดดันของระบบเศ
รษฐกิ จ โลกที่ ข ยายตั ว หรื อหดตั ว แต่ สิ่ งที่ ส าคั ญ อยู่ ที่ ค วามสามารถ (Capacity)
ข อ ง รั ฐ ที่ จ ะ ป รั บ เ ป ลี่ ย น ก ล ยุ ท ธ เ พื่ อ ห า ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์
                                               ั
ไม่ใช่ยอมรับการกดดันจากสิ่ งที่เรี ยกว่าโลกาภิวฒน์โดยรัฐนั้นไร้อานาจ




                                                                                                             29
                         ส่ วนที่ 3 รูปแบบของรัฐในโลกแห่ งโลกาภิวัฒน์

          นักทฤษฎีโลกาภิวฒน์ไม่ได้เพียงแค่กล่าวอ้างเกินจริ งเรื่ องเกี่ยวกับรัฐไร้อานาจเท่า
                           ั
นั้ น หากยั ง มี ก ารน าไปกล่ า วอ้ า งโดยทั่ ว ไปอย่ า งมาก (Over              Generalize)
ซึ่งเป็ นอีกประเด็นที่แสดงถึงจุดอ่อนของทฤษฎีที่ได้รับความนิยมซึ่ งเห็นว่าทุกรัฐเริ่ มมีนโ
ย บ า ย ที่ เ ห มื อ น กั น ห รื อ บ ร ร จ บ เ ข้ า ห า กั น (Convergence)
ภายใต้กรอบของเสรี นิยมสมัยใหม่

           ในประเด็ น ดั ง กล่ า วเราต้ อ งหั น มาให้ ค วามส าคัญ แก่ ก ารพิ จ ารณาเรื่ อง
“ความหลากหลายของระบบทุนนิ ยมของรัฐ ” (Varieties of National Capitalism)
อย่ า ง หย า บ ที่ สุ ด เ ร า ส า ม า ร ถ วิ เ ค ร าะ ห์ ถึ ง ค ว า ม แ ตก ต่ า ง ใน ร ะ ดั บ ภู มิ ภ า ค
โดยแบ่ ง เป็ นตั ว แบบ (Model)                    ของยุ โ รป เอเชี ยตะวัน ออก และอเมริ กั น
เพื่ อ ค้ น หาความแตก ต่ า งของความสาม ารถ ของรั ฐ (State                                   Capacities)
ในการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจภายในของประเทศ

         แ ม้ ก ร ะ ทั่ ง ส า ห รั บ ผู ้ ที่ เ ห็ น ด้ ว ย ว่ า ท ฤ ษ ฎี โ ล ก า ภิ วั ฒ น์
ไ ด้ ท า ก า ร ก ล่ า ว อ้ า ง ใ น ห ล า ย ๆ ป ร ะ เ ด็ น เ กิ น ค ว า ม เ ป็ น จ ริ ง
            ็ ั
อย่างไรก็ดีกมีนกวิชาการบางส่ วนที่เห็นว่าผลกระทบของระบบเศรษฐกิจโลกในปั จจุบน              ั
                                                ้
ส่ งผลต่อการดาเนินนโยบายของรัฐจริ งแต่ตองศึกษาให้รอยคอบถึงนโยบายที่รัฐเลือกใช้ใ
                       ่ ั
นการปรับตัวซึ่งขึ้นอยูกบสภาวะของการเป็ นรัฐแข็งหรื อรัฐอ่อน




                                                                                                        30
               ั
       มีงานวิจยมากมายที่พยายามเสนอความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการโลกาภิวฒน์  ั
แ ล ะ รั ฐ ที่ เ ร า ค ว ร ใ ห้ ค ว า ม ส น ใ จ
โดยในช่วงแรกขอสรุ ปข้อเสนอต่างๆอย่างรวบรัดเพื่อเป็ นฐานในการวิเคราะห์รูปแบบขอ
                    ั                                      ั
งรัฐในโลกแห่งโลกาภิวฒน์ที่สอดคล้องกับความเป็ นจริ งในปัจจุบนมากกว่า

         มี ง านวิ จัย ที่ เ สนอว่ า รั ฐ ชาติ ย ัง เป็ นตัว ละครที่ ส าคัญ ส าหรั บ การสะสมทุ น
(Accumulation)
ในขณะที่ เ ริ่ มมี ต ั ว ละครที่ เ พิ่ ม ความส าคั ญ เช่ น รั ฐ ที่ มี อ านาจทางเศรษฐกิ จ สู ง
และองค์กรระหว่างประเทศที่กาลังมีบทบาทในการจัดโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโลก
น อ ก จ า ก นั้ น ยั ง ข้ อ เ ส น อ ข อ ง Hirst                                    แ ล ะ Thompson
เสนอว่ารัฐนั้นถูกลดบาทบาทเป็ นลาดับและต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเศรษฐกิจของต
                                               ้
น โดยอ านาจและความส าคัญ ของผูจัด การเศรษฐกิ จ หรื อ ข้า ราชการ (Technocrats)
ลดลงไปด้วย29
        ส่ วนแนว คิ ดในสาย Marxist                           เห็ นว่ า รั ฐยั ง ค งมี ค วาม ส าคั ญ อยู่
แต่ไม่ใช้ในฐานะหน่วยที่รักษาอธิปไตยของรัฐทางเศรษฐกิจแต่เป็ นหน่วยที่สร้างความชอ
บธรรมแก่แรงกดดันทางเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศและภายในประเทศ กล่าวคือ

                                                                  ้
                “รัฐชาติสมัยใหม่ไม่ได้มีอานาจในการปกครองหรื อคุมครองประช
         า                                   ช                             น
         แต่กลายเป็ นเครื่ องมือของชนชั้นหนึ่งที่แจกจ่ายและหาผลประโยชน์ภายใน
                        ั
         ความสัมพันธ์อนสลับซับซ้อนระหว่างเศรษฐกิจของประเทศและระบบเศร
         ษฐกิจทุนนิยมโลก” 30

           จ า ก ก า ร ตี ค ว า ม ข้ า ง ต้ น
รั ฐ ถู ก ล ด ค ว า ม ส า คั ญ ห รื อ ถู ก จ า กั ด ค ว า ม ใ ห ม่ ใ น ค ว า ม ห ม า ย ที่ ก ว้ า ง
29
 Hirst and Thompson, Globalization in Question,
30
 โปรดพิจารณา Gregory Albo, ‘A World Market of Opportunities? Capitalist Obstacles and Left
Economic Policy’, in Leo Panitch (ed.), Socialist Register 1997: Ruthless Criticism of all that Exists,
London, 1997.



                                                                                                       31
ก ล า ย เ ป็ น เ พี่ ย ง แ ค่ ก ล ไ ก ที่ ส า ม า ร ถ ถู ก ค ร อ บ ง า
กลายเป็ นเปลือกที่ให้ความชอบธรรมแก่อานาจที่แสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้
น แ ละดู เ สมื อนไม่ มี อ านาจใดๆ เหนื อระบ บ เศ ร ษฐ กิ จ ของตนแ ต่ อย่ า งใด
อย่างไรก็ดีคาถามที่สาคัญคือรัฐทุกรัฐสามารถถูกอธิบายภายใต้คาจากัดความที่เป็ นมโนภา
พ (Concept) เหล่านี้หรื อไม่

           เป็ นที่น่าสังเกตว่าคาจากัดความของ “รัฐ” เหล่านี้ สอดคล้องกับคาอธิ บายของ
รั ฐ อ่ อ น ท า ง ท ฤ ษ ฎี รั ฐ ศ า ส ต ร์
ซึ่ งจะไม่ ส ามารถใช้ ใ นการอธิ บายหน่ วยทางการเมื องเช่ นประเทศใน EU
ยกตัวอย่างในกรณี ของประเทศเยอรมันนีที่รัฐชาติยงคงวางแผนทางเศรษฐกิจของตนอยูแ
                                                         ั                                            ่
     ่
ม้วาจะต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับกรอบของ EU อย่างไรก็แล้วแต่ในรอบหลายปี ที่ผานมา                     ่
รัฐบาลเยอรมันนี กลับเพิ่มความสามารถแก่รัฐโดยผ่านกลไกทางกฏหมายและสถาบัน
                                                              ั
ทาให้สามารถวางแผนการพัฒนาเสรษฐกิจของตนได้ท้ งในมิติของการค้นคว้าทางเทคโน
โ ล ยี่ อุ ต ส า ห ก ร ร ม แ ล ะ ก า ร ป ร ะ ส า น ค ว า ม ร่ ว ม มื อ แ ล ะ ส่ ง เ ริ ม ก า ร ล ง ทุ น
เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันที่เกิดขึ้นทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค31

           แ ม้ ว่ า Hirst                                                       แ ล ะ Thompson
                                   ั
จะเห็นด้วยกับมิติของรัฐที่ยงคงความสาคัญในด้านการรักษาไว้ซ่ ึ งความชอบธรรมและเป็
น ก ล ไ ก ที่ บั ง คั บ ใ ช้ ก ฏ ห ม า ย
แ ต่ ยั ง ค ง เ ห็ น ว่ า รั ฐ ก า ลั ง ล ด อ า น า จ ไ ป เ รื่ อ ย ๆ โ ด ย เ ฉ พ า ะ ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
ถ้ า ห า ก เ ป็ น อ ย่ า ง นั้ น แ ล้ ว รั ฐ ที่ อ า น า จ ท า ง ก ฏ ห ม า ย อ า น า จ ท า ง ก า ร เ มื อ ง
แต่ไม่สามารถใช้ควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตนดูเหมือนจะเป็ นสิ่ งที่เป็ นไปไม่ได้อ
ย่ า ง น้ อ ย ก็ ท า ง ท ฤ ษ ฎี แ ต่ ถ้ า ห า ก ม อ ง ใ น ก ร อ บ ท า ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์
ความคิ ด ดั ง กล่ า วสอดคล้ อ งการตี ค วามของนั ท ฤษฎี เ สรี นิ ย มในศตวรรษที่ 18
                                                  ้
ที่รัฐจะกลายเป็ นเพียงกลไกให้ความคุมครองตลาดที่ดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบเส




31
     Linda Weiss and John Hobson, States and Economic Development’.



                                                                                                          32
รี ซึ่งวิวฒนาการของรัฐมีแต่จะรวมศูนย์อานาจเข้าสู่ ส่วนกลางมากขึ้นในศตวรรษต่อๆมา
          ั
แม้กระทั้งในด้านเศรษฐกิจ32

          ทั้ งนี้ งานวิ จั ย ชิ้ น นี้ จะยึ ด มุ ม มองที่ เ ห็ น ว่ า รั ฐ นั้ นมี รู ปแบบหลากหลาย
และสามารถปรั บ ตัว ได้ ซึ่ งเป็ นคุ ณ สมบัติ ที่ ส าคัญ อย่ า งยิ่ ง ของรั ฐ ชาติ ส มัย ใหม่
ก ล่ า ว คื อ รั ฐ ยั ง ค ง จ ะ มี บ ท บ า ท ส า คั ญ แ ล ะ เ พิ่ ม ขึ้ น
อันเป็ นตัวกลางในการสร้างความชอบธรรมระหว่างแรงกดดันจากนอกรัฐและภายในรัฐ
ซึ่ ง จ ะ ป รั บ ตั ว ไ ป เ รื่ อ ย ๆ
                                    ั่
เพื่อผลประโยชน์ของรัฐที่ชงน้ าหนักระหว่างผลประโยชน์ที่ได้รับจากแรงกดดันนอกรัฐแ
ละการรักษาผลประโยชน์เพื่อแรงกดดันภายใน 33 เพื่อขยายความแนวความคิดดังกล่าว
        ั
งานวิจยจะทาการวิเคราะห์บทบาทของรัฐที่เพิ่มขึ้นในทั้งหมด 3 ประเด็นด้วยกันคือ

        ประการแรก รัฐนั้นเพิ่มความสามารถในการปรับตัวและควบคุมเศรษฐกิจภายใน
ไม่ได้ลดบทบาทไปอย่างใด

                                    ้                                   ั
        ประการที่ส อง รัฐแข็งเป็ นผูได้รับผลประโยชน์จากกระบวนการดลกาภิ วฒน์
                 ่
ไม่ได้ตกเป็ นเหยืออย่างที่กล่าวอ้าง

         ป         ร         ะ          ก          า          ร        ที่       ส          า          ม
รัฐพยายามปรับตัวและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านการค้าแล
ะ ก า ร ล ง ทุ น ไ ว้ ไ ม่ ไ ด้ ก ร ะ โ จ น เ ข้ า สู่ ต ร ร ก ะ ข อ ง ต ล า ด โ ล ก อ ย่ า ง เ ต็ ม ตั ว
หากกาลังสานความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนในกรอบของการรวมกลุ่มทางภูมิภาคเพื่อต่อต้
านกระบวนการโลกาภิวฒน์      ั

         ความสามารถของรัฐในการปรับตัว


32
   โปรดพิจารณา งานเขียนของ John Locke ใน John Dunn, The Political Thought of John Locke: An
Historical Account of the Argument of the Two Treatises of Government. Cambridge. 1969.
33
   Linda Weiss and John Hobson, States and Economic Development’.



                                                                                                        33
         ประเด็นเรื่ องความสามารถของรัฐในการปรับตัวทางโครงสร้างเศรษฐกิจ (State
Capacity of Economic Adjustment) ถูกตี ความคลาดเคลื่ อจากความเป็ นจริ งไปมาก
เนื่องจากถูกครอบงาจากการตีความของ 2 ทฤษฎีหลักคือ ทฤษฎีเสรี นยิมสมัยใหม่ (Neo-
Liberalism) และ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคของ Keynesian

            ในกรณี ของกลุ่ประเทศในเอเชียตะวันออกว่าเหล่านี้ต่างมีความสามารถในการคว
บคุ ม มิ ติ อื่ น ๆของสั ง คมนอกเหนื อ จากการควบคุ ม เศรษฐกิ จ ในภาคมหภาคเท่ า นั้น
การวางแผนนโยบายทางอุสาหกรรมก็เป็ นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสาคัญของ
รัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจและปรับตัวเพื่อการแข็งขัน หรื อแม้กระทังในกลุ่มประเทศ EU ่
ที่ ดู เ สมื อ นว่ า นโยบายการพั ฒ นาอุ ต สาหกรรมน่ าจะไม่ มี ค วามหลากหลาย
แ ต่ ก ลั บ เ พิ่ ม ค ว า ม ส า คั ญ เ ช่ น ใ น ก ร ณี ข อ ง เ ย อ ร มั น นี ดั ง ที่ ก ล่ า ว ไ ป แ ล้ ว
คื อ ก า ร ที่ รั ฐ มี น โ ย บ า ย ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม ก า ร พั ฒ น า เ ท ค โ น โ ล ยี่
โดยบรรษัทที่สามารถพัฒนาขีดความสามารถจะได้รับความช่วยเหลือและผลตอบแทนจา
ก                                                 รั                                                    ฐ
หรื อความสามารถของรัฐในการแก้ไขวิกฤติการชลอตัวของรัฐที่บรรษัทต่างต้องให้ความ
ร่                          ว                     ม                        มื                           อ
นอกจากนี้กรอบของการรวมกลุ่มทางภูมิภาคนั้นช่วยกีดกันการไหลเข้าของสิ นค้าเพื่อการ
ปกป้ องผลประโยชน์ร่วมกันในภูมิภาค โดยผ่านมาตราการเช่นมาตราฐาน สาธารณสุ ข
ม า ต ร ก า ร ก า ร ป้ อ ง กั น ก า ร ทุ่ ม ต ล า ด เ ป็ น ต้ น
ใ น ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น ก า ร ร ว ม ก ลุ่ ม ท า ง ภู มิ ภ า ค ยั ง ช่ ว ย ส่ ง เ ส ริ ม
ทาหน้าที่ในการใช้ขนาดของเศรษฐกิจเพื่อหาผลประโยชน์ในตลาดโลกผ่านกลไกความสั
          ่
มพัน์ผานองค์กรระหว่างประเทศที่การรวมกลุ่มสร้างขึ้น เช่น ความสัมพัน์ในกรอบของ
ASEM หรื อแม้กระทังการมีบทบาทและอานาจในกรอบของ WTO เป็ นต้น34
                          ่




34
 โปรดพิจารณา John Ikenburry, ‘Liberalism and Empire: Logics of Order in an American Unipolar
Age’, Review of International Studies (2004) 30:4, pp. 609-630.



                                                                                                        34
           จากข้อเสนอดังกล่ าวจะเห็นได้ว่า การจัดให้รัฐอยู่ภายใต้ก รอบความคิ ดเดี ยว
หรื อหยาบๆอาจจะทาให้ภาพความเป็ นจริ งต่อประเด็นเรื่ องความสามารถของรัฐในการปรั
บ ตั ว ถู ก ม อ ง ข้ า ม ไ ป เ ช่ น ใ น ก ร ณี ข อ ง ญี่ ปุ่ น
         ั
ที่ปัจจุบนมีการกล่าวอ้างญี่ปุ่นก็เป็ นอีกประเทศที่ปรับตัวโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยเฉพ
า ะ ใ น ก ร อ บ ข อ ง ส ถ า บั น ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ แ ล ะ น โ ย บ า ย ท า ง อุ ต ส า ห ก ร ร ม
ที่กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (Ministry of International Trade and
Industry:                                                                                 MITI)
ลดบทบาทในการวางแผนและแทรกแซงทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นโดยปรับเปลี่ยนบทบาทจากก
ารส่ งเสริ มการส่ งออกเป็ นการส่ งเสริ มการนาเข้าเนื่องจากการประท้วงของสหรัฐอเมริ กา
35

ซึ่งเดิมเป็ นประเด็นที่ไม่ได้รับความสาคัญเนื่องจากเป็ นการยากมากที่สินค้าต่างประเทศจะ
ส า ม า ร ถ ท า ต ล า ด ใ น ป ร ะ เ ท ศ ญี่ ปุ่ น ไ ด้
                                  ั                                ั
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทาให้นกวิชาการที่สนับสนุนทฤษฎีโลกาภิวฒน์กล่าวอ้างถึงชัยช
นะค่ายเสรี นิยมสมัยใหม่

           แ ต่ ป ร ะ เ ด็ น อ ยู่ ที่ ว่ า ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง น โ ย บ า ย ข อ ง MITI
                                                                   ั
ไม่ ไ ด้เ กิ ด จากการกดดัน ปรั บ ตัว ไปตามกระแสโลกาภิ ว ฒ น์ หากแต่ ก ระทรวง MITI
ไม่มีความจาเป็ นที่จะต้องส่ งเสริ มการส่ งออก หรื อส่ งเสริ มพัฒนาอุตสาหกรรมอีกต่อไป
แม้ว่าการปรั บเปลี่ ยนนโยบายจะทาให้ MITI สู ญเสี ยเครื่ องมือ (Tools) เช่ นเงินทุน
เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน และการควบคุมใบอนุญาตต่างๆ อย่างไรก็ดี กระทรวง
MITI            ได้ ส ร้ า งเครื่ องมื อ ใหม่ ๆ ซึ่ งเหมาะสมกั บ สภาพแวดล้ อ มในปั จ จุ บ ั น
นอกจากนี้ภาระกิจของกระทรวงยังคงเน้นที่การให้การสนับสนุนสมาคมอุตสาหกรรมใน
เรื่ องการหาวัตถุดิบ การส่ งเสริ มและผลักดันการลงทุนของบรรษัทญี่ปุ่นในต่างประเทศ
ก า ร ส นั บ ส นุ น ก า ร พั ฒ น า น ว ต ก ร ร ม แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี่




35
 โปรดพิจารณา Keith Cowling and Philip Tomlinson, ‘Re-visiting The Roots of Japan’s Structural
Decline: The Role of The Japanese Corporation’, Warwick Economic Research Papers No. 624, 2002.



                                                                                               35
ผ่านการเจรจาการค้าในภูมิ ภาคและการให้เงิ น ช่ ว ยเหลื อการพัฒนาระหว่างประเทศ
(Overseas Development Aid: ODA)36

          จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าสถาบันหรื อรัฐมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อ
ป้ อ ง กั น ค ว า ม ล้ ม เ ห ล ว ซึ่ ง ไ ม่ ส า ม า ร ถ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ด้ ง่ า ย นั ก
แม้ด้ว ยจากการกดดัน ขององค์ก รระหว่า งประเทศอย่า งเช่ น IMF, World Bank
หรื อข้อตกลงที่เกิ ดจากการเจรจาการค้าเสรี ที่ก าลังได้รับความนิ ยมในปั จจุ บนก็ตาม37   ั
กล่าวคือรัฐยังคงมีความสามารถในการใช้เครื่ องมือทางนโยบาย (Policy Instrument)
ซึ่ งแตกต่ างไปตามความสามารถของรั ฐ ต่างๆ ทาให้เ ห็ นถึ งความหลากหลายของรั ฐ
ไ ม่ ใ ช่ มี เ พี ย ง ค า อ ธิ บ า ย เ พี ย ง ต า ม ท ฤ ษ ฏี ก ร ะ แ ส ห ลั ก เ ท่ า นั้ น
ที่สาคัญการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายเช่นในกรณี ของการเปลี่ยนแปลนโยบายส่ งเสริ มอุต
สาหกรรมของญี่ ปุ่น ก็มีก ารเปลี่ ยนชื่ อเป็ น นโยบายการส่ งเสริ มทางเทคโนโลยี่แทน
(Technology              Policy)           ซึ่ ง ส อ ดค ล้ อ งต่ อก าร เ ป ลี่ ย นแ ป ล งที่ เ ท ค
        ่ ้
โนโลยีตองปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเนื่องจากความต้องการของตลาดและการแข่งขันที่มา
ก                                                ขึ้                                             น
                                                        ั
จากความสามารถในการปรับเปลี่ยนดังกล่าวทาให้นกทฤษฎีที่สนับสนุนโลกาภิวฒน์หรื อ              ั
เสรี นิยมสมัยใหม่เข้าใจผิดว่านโยบายทางเศรษฐกิจของตนใช้ได้ผล

        อีกประเด็นที่ควรให้ความสาคัญและวิเคราะห์คือประเด็นเรื่ องของสถาบันทางเศร
ษ ฐ กิ จ แ ล ะ ค ว า ม เ ชื่ อ ม โ ย ง ที่ ทุ น ภ า ย ใ น ป ร ะ เ ท ศ มี ต่ อ รั ฐ ก ล่ า ว คื อ
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของทุนภายในไม่จาเป็ นต้องสอดคล้องตามนโยบายเศรษฐกิจม
ห         ภ        า           ค          เ         ส         ม          อ         ไ           ป
กล่าวคือสถาบันและรัฐในหลายๆกรณี ไม่ได้ช้ ี นาทุนภายในประเทศโดยผ่านกฎเกณฑ์
แต่สถาบันและรัฐให้ความช่วยเหลือให้ได้เกืดผลก็ต่อเมื่อทุนภายในมีประสิ ทธิภาพด้วย


36
                                                                              ุ่
   ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ Mr. Takero Mori เลขานุการเอก สถานเอกอัคราชทูตญี่ปนประจาประเทศไทย
วันที่ 23 กันยายน 2548.
37
  โปรดพิจารณา Japan Federation of Economic Organizations, ‘Expectations for the Japan-Singapore
Free Trade Agreement’, http://www.keidanren.or.jp/english/policy/2000/049.html



                                                                                                 36
           ที่น่าสนใจอีกประการคือการปรับตัวทางเศรษฐกิจเพื่อตอบสนองต่อวิกฤติทางเศ
                                                    ั
รษฐกิจอาจจะแตกต่างกันไป ซึ่ งไม่ได้ข้ ึนอยู่กบเครื่ องมือหรื อการเปิ ดเสรี เข้าสู่ ตลาดโลก
ดั ง เ ช่ น ใ น ก ร ณี ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ สิ ง ค์ โ ป ร์ กั บ ป ร ะ เ ท ศ อั ง ก ฤ ษ
ป ร ะ เ ท ศ ที่ พึ่ ง พิ ง ต ล า ด โ ล ก อ ย่ า ง ม า ก เ ช่ น สิ ง ค์ โ ป ร์
ซึ่ ง เ ป็ น ป ร ะ เ ท ศ ที่ มี ข น า ด ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ใ ห ญ่ ก ว่ า ป ร ะ เ ท ศ อั ง ก ฤ ษ
ยั ง ค ง ใ ช้ ม า ต ร า ก า ร ค ว บ คุ ม ก า ร อ อ ม แ ล ะ ก า ร ล ง ทุ น อ ย่ า ง ม า ก
และใช้มาตราการดังกล่าวเป็ นฐานเพื่อก้าวไปสู่ การลงทุนในเทคโนดลยี่สมัยใหม่ในต่างป
ร ะ เ ท ศ อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว
ส าหรั บประเทศอั ง กฤษ ที่ เ ศรษฐกิ จพึ่ งพิ ง ตลาดโลกอย่ า งมากเช่ นเดี ยวกั น
กลับ มี ความสามารถน้อยในการปรั บ เปลี่ ยนโครงสร้ างของอุตสาหกรรมของตนเอง
และกลายเป็ นประเทศที่ ไ ม่ ส ามารถปรั บ เปลี่ ยนโครงสร้ า งเพื่ อ การแข่ ง ขั น
ท า ใ ห้ อั ง ก ฤ ษ ป รั บ ไ ป สู่ ก า ร ล ง ทุ น ใ น ต ล า ด ก า ร เ งิ น แ ท น
            ่
สรุ ปได้วาการเปิ ดเสรี ต่อเศรษฐกิจโลกไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องเสื่ อมอานาจไปด้วยตาม
ค ส า ม สั ม พั น ธ์ ดั ง ก ล่ า ว
รัฐเองสามารถปรับตัวและมีความสามารถในการควบคุมเศรษฐกิจของตนเพื่อยังคงรักษา
ความสามารถในการสะสมทุนต่อปได้ (Accumulation)38

          ยิ่        ง          ไ          ป          ก          ว่          า        นั้     น
ความสามารถในการในการประสานนโยบายและกลยุทธ์ของรัฐนั้นขึ้นอยูกบการจัดการข           ่ ั
อ ง ส ถ า บั น ร า ช ก า ร ที่ ดู แ ล เ รื่ อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
ซึ่ ง ท า ก า ร ตั ด สิ น ใ จ เ ชิ ง น โ ย บ า ย นั้ น มี ค ว า ม เ ป็ น อิ ส ร ะ (Autonomous)
กล่าวคืออิสระจากแรงกดดันทางการเมืองและแรงกดดันจากความต้องการของสังคม
(แ ม้ จ ะ ไ ม่ เ ส ม อ ไ ป แ ล ะ ท า ไ ด้ ย า ก ) แ ล ะ มี ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ (Accountable)
ของข้าราชการในการใช้ความสามารถในการสร้างนโยบายทางเศรษฐกิจและให้ความช่วย
เ ห ลื อ แ ก่ ภ า ค ธุ ร กิ จ เ มื่ อ เ กิ ด วิ ก ฤ ติ
               ั ั
นอกจากนี้ยงมียงสถาบันทางเศรษฐกิจยังมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับภาค

38
 โปรดพิจารณา Garry Rodan (ed)., Singapore Changes Guard: Social, Political and Economic
Directions in the 1990s, London, 1993.



                                                                                                37
                ั         ั
ธุ รกิจ และมีวินยในการปฏิบติตามนโยบายของรัฐ ทาให้ประเทศอย่างญี่ปุ่น เยอรมันนี
ไต้หวันสามารถประสานและสร้างกลยุทธ์เพื่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้
อย่างมีประสิ ทธิภาพ39

         เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจมหภาคตามสู ตรของโลกาภิ
วั ฒ น์ อ า จ จ ะ ใ ช้ ไ ม่ ไ ด้ กั บ ทุ ก ป ร ะ เ ท ศ
เนื่องจากแต่ละรัฐมีโครงสร้างทางสถาบันที่รองรับและประสานประโยชน์ทางเศรษฐกิจแ
ล ะ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ป รั บ ตั ว ที่ แ ต ก ต่ า ง กั น ไ ป
                                ่
ในส่ วนต่อไปจะทาการวิเคราะห์วาเหตุใดรัฐกาลังเพิ่มความสามารถในการควบคุมเศรษฐ
กิจมากกว่าลดลง โดยเฉพาะในสภาวะที่ระบบเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงและพึ่งพามากขึ้น

         รัฐในฐานะผู้สามารถหาผลประโยชน์ จากโลกาภิวัฒน์

                                                 ั
       ในเมื่อนักวิชาการที่สนับสนุนทฤษฎีโลกาภิวฒน์ไม่สามารถวิเคราะห์ถึงความแต
ก ต่ า ง ข อ ง รั ฐ ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ แ ล้ ว
ทาให้ความสามารถในการวิเคราะห์บทบาทของรัฐในการหาผลประโยชน์จากกระบวนกา
        ั ั                       ้                                            ั
รโลกาภิวฒน์น้ นลดลงไป ทาให้ได้ขอสรุ ปที่ไม่เป็ นไปตามสภาพความเป็ นจริ งในปัจจุบน

          มี ข ้อ มู ล มากมายเสนอว่ า ประเทศอย่า งญี่ ปุ่ น เกาหลี สิ ง ค์โ ปร์ และไต้ห วัน
เป็ นตัวอย่างของรัฐที่สามารถหาผลประโยชน์จากกระบวนการโลกาภิวฒน์โดยเฉพาะใน             ั
ก ร ณี ข อ ง ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม ก า ร ล ง ทุ น ข้ า ม ช า ติ ข อ ง บ ร ร ษั ท ข้ า ม ช า ติ ข อ ง ต น40
กล่าวคือมีการส่ งเสริ มและให้การสนับสนุ นทางการเงินเพื่อการลงทุนในต่างประเทศ
                                                            ่
ส่ งเสริ มความร่ วมมือทางนวตกรรมและเทคโนโลยีระหว่างบรรษัทอื่นๆและที่สาคัญส่ งเส
ริ มการสร้างเครื อข่ายเพื่อการย้ายการลงทุนในระดับภูมิภาค41


39
   โปรดพิจารณา Peter Evans, Embedded Autonomy, Princeton, 1995.
40
   Linda Weiss and John Hobson, States and Economic Development’.
41
   โปรดพิจารณา Scott Callon, Divided Sun: MITI and the Breakdown of Japanese High-Tech
Industrial Policy, Stanford, 1995.



                                                                                                       38
           การขยายเศรษฐกิ จ ของญี่ ปุ่ นกลายเป็ นนโยบายหลั ก ของระบบราชการ
โ ด ย ผ่ า น ห น่ ว ย ง า น เ ช่ น ก ร ะ ท ร ว ง MITI
                                                            ั
เพื่อจัดการกับปั ญหาการปรับการค้าที่ไม่สมดุลย์กบสหรัฐอเมริ กา โดยการย้ายการลงทุน
อุ ต ส า ห ก ร ร ม ก า ร ผ ลิ ต ไ ป ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ
โ ด ย เ ฉ พ า ะ อุ ต ส า ห ก ร ร ม ไ ม โ ค ร อิ เ ล็ ค ท ร อ นิ ก ส์ ซึ่ ง เ ดิ ม MITI
ไ ด้ สั่ ง ใ ห้ บ ริ ษั ท ใ น อุ ต ส า ห ก ร ร ม นี้ ไ ด้ ส่ ง แ ผ น ใ น ร ะ ย ะ 5                    ปี
ส า ห รั บ ก า ร ล ด ต้ น ทุ น ท า ง ก า ร ผ ลิ ต
และรัฐก็ให้ความช่วยเหลือในการย้ายการลงทุนโดยใช้กลไกของการมืองระหว่างประเทศ
แ               ล              ะ            ก              า            ร           ทู             ต42
      ั
บริ ษ ทต่างๆของญี่ ปุ่นที่ ก าลังศึ ก ษาแผนย้ายการลงทุนตามกรอบของกระทรวง MITI
อ                                  ยู่                              นั้                               น
รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้บรรลุขตกลงพลาซ่าซึ่ งทาให้ค่าเงินเยนต่าลงทาให้การเคลื่อนย้ายการลง
                             ้
ทุ น เ ป็ น ไ ป อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว จ า ก ข้ อ สั ง เ ก ต ดั ง ก ล่ า ว จ ะ เ ห็ น ไ ด้ ว่ า MITI
ไ ม่ ไ ด้ เ ป็ น ปั จ จั ย เ ดี ย ว ที่ ท า ใ ห้ ก า ร ย้ า ย ก า ร ล ง ทุ น ข อ ง ญี่ ปุ่ น ส า เ ร็ จ
ห รื อ ว่ า รั ฐ ส า ม า ร ถ ใ ช้ อ า น า จ ใ น ผ ลั ก ใ ห้ บ ริ ษั ท ต่ า ง ๆ ย้ า ย ก า ร ล ง ทุ น
                 ่ ่                                  ั
หรื อแม้กระทังที่วาการย้ายการลงทุนของบริ ษทเกิดจากการปรับตัวต่อการขาดสมดุลทาง
ก า ร ค้ า กั บ ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า
หากแต่เป็ นการแดสงให้เห็นถึงความสามารถของรัฐที่สามารถใช้เครื่ องมือและนโยบายเพื่
อ ห า ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร โ ล ก า ภิ วั ฒ น์
อ ย่ า ง ไ ร ก็ ดี รั ฐ นั้ น ต้ อ ง มี ค ว า ม พ ร้ อ ม ใ น แ ง่ ต่ า ง ๆ (Conditions)
เพื่อให้นโยบายของรัฐใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุ ด

          อี ก ป ร ะ เ ด็ น ที่ น่ า ส น ใ จ คื อ
รัฐที่แข็งสามารถที่จะปรับตัวเพื่อช่วยเหลือบรรษัทต่างๆให้สามารถปรับได้อย่างมีประสิ ท
ธิ ต่ อ ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม ภ า ย น อ ก ป ร ะ เ ท ศ
ยกตัวอย่างเช่นระบบราชการของญี่ปุ่นสามารถสร้างเครื่ องมืออย่างเช่นเงินช่วยเหลือการพั
ฒ น า ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ                                ห รื อ          ODA

42
     โปรดพิจารณา Warren Davis, The Semiconductor Industry, Washington, 1992.



                                                                                                       39
เ พื่ อ ส ร้ า ง เ ค รื อ ข่ า ย ภ า ย น อ ก ป ร ะ เ ท ศ ใ ห้ แ ก่ บ ร ร ษั ท ภ า ย ใ น ป ร ะ เ ท ศ
ทั้ ง นี้ ใ น เ งื่ อ น ไ ข ข อ ง ก า ร เ บิ ก จ่ า ย เ งิ น
ก า ร สั่ ง ซื้ อ สิ น ค้ า ต้ อ ง เ ป็ น ไ ป ต า ม ก ฏ ร ะ เ บี ย บ ข อ ง ญี่ ปุ่ น แ ล้ ว
รั ฐ บาลญี่ ปุ่ นจท าการส่ งข้า ราชการที่ ดู แ ลเรื่ อง ODA                   ไปอยู่ ใ นประเทศนั้ น
เพื่อทาการศึกษาและเปิ ดโอกาสให้รัฐบาลและนักลงทุนสามารถเข้าไปรับงานในประเทศ
นั้ น ๆ พ ร้ อ ม กั บ ส่ ง เ ส ริ ม น โ ยบ า ย เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง ญี่ ปุ่ น กั บ รั ฐ บ า ล ที่ เ ปิ ด รั บ
เพื่อเป็ นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิ ดรับตัวแบบความสัมพันธ์และการบริ หารระหว่างรัฐ
และธุรกิจแบบญี่ปุ่น43

                      ่
       อย่างไรก็ดีแม้วาประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีโครงสร้างท
างสถาบันและรู ปแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับธุรกิจที่แตกต่างไปจากตัวแบบของญี่ปุ่
น     แ ต่ เ นื่ อ ง จ า ก อิ ท ธิ พ ล ข อ ง ญี่ ปุ่ น
หลายๆประเทศก็เลือกนโยบายทางสถาบันและนโยบายทางอุตสาหกรรมไม่มากก็นอย            ้
การขยายอิทธิพลในรู ปแบบความร่ วมมือทางภูมิภาคของญี่ปุ่นจะเป็ นแรงผลักดันและเป็ น
ตัวแบบที่สาคัญสาหรับการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริ กาที่เชื่อถือในรู ปแบบตาม
ทฤษฎีเสรี นิยมสมัยใหม่

      รัฐกับการเคลื่อย้ายการลงทุนของบรรษัทก็เป็ นอีกประเด็นหนึ่งที่ควารได้รับควา
                                ั ั
มสนใจ กล่าวคือตามทฤษฎีโลกาภิวฒน์น้ น ที่เห็นว่า



                            ั
          “บรรษัทข้ามชาติน้ นไม่ได้ยึดติดกับระบบเศรษฐกิจของชาติใดในกิจกรรม
          ทางการค้าของตน โดยมุ่งหาทุนดอบเบี้ยต่ า ฐานการผลิ ตที่มีตนทุนถูก
                                                                      ้
          โดยเฉพาะชิ้นส่ วน วัตถุดิบ และรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนจากทัวโลก”44
                                                                    ่


43
   โปรดพิจารณา Robert Wade, ‘Japan, the World Bank and the Art of Paradigm Maintenance: The
East Asian Miracle in Political Perspective, New Left Review No. 271, May/June 1996.
44
   โปรดพิจารณา Kent Calder, ‘Japan’s Changing Role in Asia’, in The Japan Society, New York,
1991.



                                                                                                            40
          ห า ก ข้ อ เ ส น อ ดั ง ก ล่ า ว เ ป็ น จ ริ ง
บรรษัทแบะทุนญี่ปุ่นก็ควรจะเคลื่อนย้ายการลงทุนและฐานการผลิ ตเมื่อโอกาสอานวย
ก่ อ น ก า ร ต ก ล ง พ ล า ซ่ า เ มื่ อ ค่ า เ งิ น เ ย น ยั ง ค ง แ ข็ ง
ก็ เ พ ร า ะ ส ถ า บั น ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ โ ด ย เ ฉ พ า ะ ก ร ะ ท ร ว ง MITI
ยั ง ไ ม่ เ ห็ น ค ว า ม จ า เ ป็ น ที่ จ ะ ย้ า ย ฐ า น ก า ร ล ง ทุ น
แ ม้ ก ร ะ ทั่ ง ใ น ป ร ะ เ ท ศ ที่ มี ส ถ า บั น ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ที่ แ ข็ ง อ ย่ า ง เ ช่ น
ประเทศสิ งค์โปร์ที่รัฐสามารถให้ความช่วยเหลือแก่บรรษัทต่างชาติที่ยายการลงทุนมาสู่ ป
                                                                                ้
ร ะ เ ท ศ ต น โ ด ย ใ ห้ ก า ร ส นั บ ส นุ น ท า ง โ ค ร ง ส ร้ า ง พื้ น ฐ า น (Infrastructure)
การสนับสนุ นเชิ งการเงินและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับธุ รกิ จเหมือนกับบรรษัทใน
ป ร ะ เ ท ศ เ อ ง แ ต่ จ า ก เ นื่ อ ง จ า ก ก า ร ข า ด แ ค ล น พื้ น ที่
           ์
รัฐบาลสิ คโปร์พยายามผลักดันทั้งบรรษัทของตนและบรรษัทข้ามชาติไปทาการรลงทุนใ
นนิ คมอุตสาหกรรม (Industrial Parks) ต่างๆในภูมิภาค เช่นในประเทศจี น มาเลเซี ย
ฮ่ อ ง ก ง อิ น โ ด นี เ ซี ย แ ล ะ ล่ า สุ ด ใ น ป ร ะ เ ท ศ เ วี ย ด น า ม แ ล ะ ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย
ซึ่ ง ก า ร ไ ห ล อ อ ก ข อ ง บ ร ร ษั ท ข อ ง สิ ง ค์ โ ป ร์
อ อ ก ไ ป ห า ฐ า น ก า ร ผ ลิ ต ใ ห ม่ ๆ เ นื่ อ ง จ า ก ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม ข อ ง รั ฐ ทั้ ง สิ้ น45
                                                                           ั
ไม่ได้เกิดจากการย้ายด้วยพฤติกรรมของบรรษัทข้ามชาติอย่างที่นกวิชการที่สนับสนุนโล
       ั ั
กาภิวฒน์ดงที่เสนอมาข้างต้นแต่อย่างใด

            จากตัว อย่ า งการเคลื่ อ นย้า ยกาลงลทุ น ที่ ไ ด้ รั บ การสนั บ สนุ น ของรั ฐ นั้ น
ด าเนิ นการไปตามกรอบ “ขยายในกรอบของภู มิ ภ าค ”                             (Regionalization)
ใ น ลั ก ษ ณ ะ ที่ รั ฐ ชี้ น า (State-Led,                      State                Directed)
โดยที่ รั ฐและธุ รกิ จจะท าการออกส ารวจพื้ นที่ ในประเทศต่ า งๆในภู มิ ภาค
โ ด ย ค ว า ม ร่ ว ม มื อ จ า ก รั ฐ อื่ น ที่ ต้ อ น รั บ ก า ร ล ง ทุ น
เ พื่ อ ห า โ อ ก า ส ท า ง ก า ร ล ง ทุ น แ ล ะ เ จ ร จ า เ พื่ อ ข อ สิ ท ธิ พิ เ ศ ษ ต่ า ง ๆ
ทั้ งนี้ ยัง มี ก ารจั ด ตั้ งหน่ ว ยงาน รั ฐ ต่ อ รั ฐ (Government    to         Government)
เช่ น สภาเศรษฐกิ จ ร่ ว มสิ ค์โ ปร์ จี น (Singapore-China Joint Steering Council)

45
  โปรดพิจารณา Far Eastern Economic Review collection, Japan in Asia, Hong Kong, 1991. pp.116-
117.



                                                                                                     41
เ พื่ อ ใ ห้ ก า ร ส นั บ ส นุ น ท า ง ก า ร เ งิ น โ ค ร ง ส ร้ า ง พื้ น ฐ า น
                                      ้
ความช่วยเหลือทางกฏหมายแก่บรรษัทที่ยายการลงทุนไปยังประเทศจีน

         ทั้ ง นี้ เ พื่ อ ส นั บ ส นุ น ก า ร ด า เ นิ น ง า น ข อ ง รั ฐ บ า ล
ภ า ค รั ฐ แ ล ะ ภ า ค เ ศ ร ษ ฐ กิ จ จ ะ ร่ ว ม มื อ กั น เ ก็ บ ข้ อ มู ล ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
เตรี ยม พ ร้ อม ในก าร ให้ ค ว าม ช่ วยเ หลื อในภ าคก ารเ งิ น แ ละก าร ฝึ กอบ ร ม
แ ล ะ คั ด ส ร ร บ ร ร ษั ท ที่ พ ร้ อ ม ไ ป ท า ก า ร ล ง ทุ น ใ น ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ
ใน ข ณ ะ ที่ นิ ค ม อุ ต ส า ห ก ร ร ม เ ห ล่ า นี้ ก า ลั ง อ ยู่ ใ น ขั้ นต อ นข อ งก า ร ก่ อ ส ร้ า ง
ก า ร ข ย า ย ฐ า น ก า ร ล ง ทุ น จ า ก ป ร ะ เ ท ศ จี น ไ ป ถึ ง ป ร ะ เ ท ศ อิ น โ ด นี เ ซี ย
หากรัฐบาลสิ งค์โปร์ประสบความสาเร็จก็จะสามารถเชื่อมภาคการผลิตของตนในต่างประ
เ ท ศ กั บ อุ ต ส า ห ก ร ร ม ใ น ภ า ค บ ริ ก า ร ใ น ป ร ะ เ ท ศ
จ ะ ท า ใ ห้ ข น า ด ข อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ สิ ง ค์ โ ป ร์ มี ข น า ด ใ ห ญ่ ขึ้ น
                 ั
สร้างกาไรให้กบประเทศได้มากขึ้นและกลายเป็ นตัวแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจในกรอ
บของการรวมกลุ่มทางภูมิภาคแบบสิ งค์โปร์ (Singaporean Regional Model)

          ใ น รู ป แ บ บ ที่ ค ล้ า ย ๆ กั น
ประเทศเกาหลีและประเทศไต้หวันก็เป็ นประเทศที่มีการยกเลิกกฏเกณฑ์และมาตราการต่
า ง ๆ ที่ เ ดิ ม กี ด กั น ก า ร ไ ห ล อ อ ก ข อ ง บ ร ร ษั ท แ ล ะ เ งิ น ทุ น ข อ ง ต น
        ั
ปั จจุ บนก็ปรั บเปลี่ ยนมาดาเนิ นนโยบายที่ หาประโยชน์จากกระบวนการโลกาภิ ว ฒ น์        ั
โดยมีส่งเสริ มซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็ น 4 มาตราการสาคัญคือ

         1. รัฐมีการส่ งเสริ มให้บรรษัทภายในประเทศของตนระดมทุนเพื่อขยายกิจการจ
            ากตลาดการเงินต่างประเทศ เพื่อลดการสนับสนุนของรัฐ46

         2. ใ ช้ เ ค รื่ อ ง มื อ อ ย่ า ง เ ช่ น                                                 ODA
            เพื่อขยายการลงทุนของบรรษัทของตนในต่างประเทศ47
46
  โปรดพิจารณา Chu, ‘The East Asian NICs: A State Led Path to the Developed World’, in Barbara
Stalling and Wolfgang Streeck, ‘Capitalism in Conflict? The United States, Europe and Japan in the
Post Cold War World’, in B. Stallings (ed)., Global Change, Regional Response, Cambridge, 1995



                                                                                                        42
        3. บรรษัทภายในประเทศได้รับการส่ งเสริ มทางการเงินเพื่อนาไปสู่ การร่ วมทุน
           กับบรรษัทข้ามชาติโดยเฉพาะใรมิติของเทคโนโลยี่ เช่น เทคโนโลยี่อวกาศ
           ชิ้ น ส่ วนอิ เ ล็ ค ทรอนิ ก ส์ การติ ด ต่ อ สื่ อสาร และเทคโนโลยี่ ชี ว ภาพ
           อ ย่ า ง เ ช่ น ใ น ก ร ณี ข อ ง ไ ต้ ห วั น
                                                        ั
           รัฐจะให้การสนับสนุนทางการเงินให้กบบรรษัทของไต้หวันเพื่อเข้าซื้ อหุ ้น
                                             ั                   ่
           ร่ วมทุนหรื อแม้กระทังซื้อบริ ษทที่ผลิตเทคโนโลยีระดับสู งของสหรัฐอเมริ กา
                                   ่
           ส า ห รั บ ใ น ก ร ณี ข อ ง เ ก า ห ลี ใ ต้ นั้ น
           รัฐบาลให้การส่ งเสริ มและพัฒนาธนาคารเพื่อการนาเข้าและส่ งออก (Export-
           Import                                                                 Bank)
           ซึ่งเป็ นกลไกสาคัญในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่สาคัญสาหรับบรร
           ษัทที่จะเคลื่อนย้ายการลงทุนไปต่างประเทศ48

        4. มีการส่ งเสริ มการเคลื่อนย้ายการลงทุนแบบรัฐนา เช่นในกรณี ของสิ งค์โปร์
           ซึ่งไต้หวันเองก็ได้มีการลงทุนสร้างนิคมวิทยาศาสตร์ชินฉู (Hsinchu Science
           Park) ในอ่าวซูบิค (Subic Bay) ในประเทศฟิ ลิปปิ นส์

        จากการพิจารณาข้อมูลดังกล่าวแล้วทาให้ไม่สามารถที่จะเชื่อตามแนวทฤษฏีโลก
าภิวฒน์ ที่ว่ารัฐตกอยู่ในสภาพเป็ นผูต้ งรับโดยเฉพาะต่ออานาจข้ามชาติ (Transnational
     ั                                ้ั
Forces)
             ู้ ั        ้
อย่างไรก็ดีผวิจยไม่ได้ตองการที่จะสรุ ปว่าทุกรัฐมีความสามารถที่จะส่ งเสริ มมาตราการส่ ง
เ ส ริ ม ก า ร เ ค ลื่ อ น ย้ า ย ก า ร ล ง ทุ น ไ ป ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ด้
แต่ ป ระเด็น คื อ บางประเทศสามารถตัด สิ น ใจทางเศรษฐกิ จ และหาผลประโยชน์ไ ด้
( ใ น ก ร ณี ข อ ง รั ฐ แ ข็ ง ) จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร โ ล ก า ภิ วั ฒ น์
                       ่
อย่างไรก็ดีเป็ นการชี้วารัฐยังคงมีอานาจและสามารถปรับตัวได้
47
                                                      ั
   การให้ความช่วยเหื อผ่าน ODA ของเกาหลีและไต้หวัน มีลกษณะของการจัดการคล้ายๆของญี่ปุ่น
หากแต่การให้ความช่วยเหลือส่วนมากเป็ นการลงทุนทางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยบรรษัทของตนมากก
ว่าการพัฒนาในกรอบที่กว้างกว่าแบบของญี่ปุ่น
48
   Chu, ‘The East Asian NICs’.



                                                                                      43
            ตั ว อ ย่ า ง จ า ก รั ฐ ต่ า ง ๆ ใ น เ อ เ ชี ย ต ะ วั น อ อ ก
                ่
จะเห็นได้วาความสามารถในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางอุตสาหกรรมนั้นเป็ นจริ งและ
มี ก า ร ด า เ นิ น ก า ร ไ ป อ ย่ า ง แ พ ร่ ห ล า ย
โดยเฉพาะรั ฐที่ มีพฒนาการหลังสงครามโลกครั้งที่ส องภายใต้กรอบของรั ฐมุ่งพัฒนา
                             ั
(Developmental                                                                                   States)49
ทั้ง นี้ ข้อ มู ล ดัง กล่ า วยัง เสนอว่ า แม้ว่ า ระบบเศรษฐกิ จ โลกจะเชื่ อ มโยงกัน มากขึ้ น
ประเทศอย่ า งญี่ ปุ่ น เกาหลี ใ ต้ ไต้ห วัน สิ งค์ โ ปร์ ล้ ว นแต่ ย ัง มี ส ภาพที่ แ ข็ ง แกร่ ง
เมื่อเปรี ยบเทียบกับประเทศที่มีความสามารถในการควบคุมเศรษฐกิจของตนเองต่าอย่างเช่
นสหรั ฐ อเมริ กาหรื ออั ง กฤษ ซึ่ งมุ่ ง เน้ น ที่ จะน าเงิ น ออมมาใช้ ใ นการลงทุ น
                           ้
(โดยมากในตลาดหุน) เพื่อคงไว้ซ่ ึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้แก่แรงงาน
อั น เ ป็ น ก า ร ด า เ นิ น น โ ย บ า ย ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ที่ ไ ม่ มี เ ส ถี ย ร ภ า พ เ ท่ า ที่ ค ว ร
อี ก ข้ อ สั ง เ ก ต ที่ น่ า ส น ใ จ คื อ
มีการรับเอาตัวแบบของการควบคุมระบบเศรษฐกิจแบบรัฐมุ่งพัฒนามาใช้ในกลุ่มประเทศ
กาลังพัฒนามากขึ้น แทนที่จะใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบเสรี นิยมสมัยใหม่
            ทั้ ง นี้ ก ร ะ บ ว น ก า ร โ ล ก า ภิ วั ฒ น์
น่ า จะได้รั บ การพิ จ ารณาว่ า มี นัย ยะทางการเมื อ งมากกว่ า (Political Implications)
ม า ก ก ว่ า นั ย ย ะ ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
กล่าวคือเราสามารถพิจารณาความเป็ นการเมืองในโลกาภิวฒน์ได้ว่าเป็ นปรากฏการณ์เพื่อ
                                                                    ั
ต้องการเปิ ดตลาดแรงงานและเพิ่มอานาจให้แก่ทุนในประเทศพัฒนาแล้วได้สามารถหาผล
ป ร ะ โ ย ช น์ ใ น ต ล า ด อื่ น ๆ ผ่ า น ก า ร ค้ า ก า ร ล ง ทุ น
ก า ร ผ ลิ ต แ ล ะ ก า ร เ งิ น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ก า ลั ง พั ฒ น า
เนื่องจากกาลังสู ญเสี ยความสามารถในทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจากประเทศในเอเชียตะ
วันออก50

           อานาจรัฐกับการรวมกลุ่มทางภูมิภาค

49
     โปรดพิจารณา Chalmers Johnson, MITI and the Japanese Miracle, Stanford, 1982.
50
     โปรดพิจารณา Ha Joon Chang, Kicking Away the Ladder, London, 2002.



                                                                                                          44
                                          ั
         ประเด็นสุ ดท้ายของงานวิจยชิ้นนี้ คือ ภายใต้ยุคที่เรี ยกว่ายุคแห่ งโลกาภิวฒน์น้ น   ั ั
อ า น า จ รั ฐ ก า ลั ง เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป ไ ม่ ไ ด้ มี ส ภ า พ ข อ ง ค ว า ม “ไ ร้ อ า น า จ ”
กล่าวคือรัฐกาลังเพิ่มอานาจทั้งในมิติของภายในและในมิติภายนอกผ่านการเชื่อมโยงกันผ่
านการรวมกลุ่มทางภูมิภาค

            ในขณะที่ดูเสมือนว่าเครื่ องมือทางเศรษฐกิจมหภาคไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิ
ท ธิ ภ า พ เ นื่ อ ง จ า ก แ ร ง ก ด ดั น จ า ก ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ต ล า ด โ ล ก
การเคลื่ อ นย้า ยของประชากรแล ะการเงิ น ที่ ก าลั ง มี อ านาจการควบคุ ม ของรั ฐ
                    ้
อย่างไรก็ดีขอมูล ต่างๆ ต่างก็เสนอว่าในหลายๆประเทศมีความพยายามด้านกฏหมาย
(Regulatory                        Framework)                      เ พื่ อ เ พิ่ ม อ า น า จ ใ ห้ กั บ รั ฐ
อ ย่ า ง ไ ร ก็ ดี รั ฐ นั้ น ต่ า ง ต อ บ ส น อ ง ต่ อ แ ร ง ก ด ดั น แ ต ก ต่ า ง กั น ไ ป
ซึ่ ง ขึ้ น อ ยู่ กั บ ส ภ า พ ท า ง ก า ร เ มื อ ง แ ล ะ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ส ถ า บั น ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
ก ร ะ นั้ น ก็ ต า ม มี ก ล ยุ ท ธุ์ อ ยู่                                                                2
ประการที่มีการใช้อย่างแพร่ หลายในการเพิ่มอานาจของรัฐเพื่อปรับตัวในบริ บทของโลกา
     ั
ภิวฒน์ การปรับตัวเหล่านี้ได้แก่

         1. ก า ร ป รั บ ตั ว ใ น ร ะ ดั บ ที่ สู ง ก ว่ า (Upwards)
            โ ด ย ก า ร เ พิ่ ม อ า น า จ ข อ ง รั ฐ ผ่ า น ก า ร ส ร้ า ง พั น ธ มิ ต ร (Alliances)
            ระหว่างรัฐต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

         2. ก า ร ป รั บ ตั ว ใ น ร ะ ดั บ ล่ า ง (Downwards)
            โดยรัฐสร้างพันธมิตรกับธุรกิจภายในประเทศเพื่อการควบคุมและแทรกแซง
            ตลาด

                  ั
        ในกรณี ท้ งสองรัฐต่างปรับตัวและสร้างกลไก เครื่ องมือเพื่อเสริ มสร้ างอานาจ
พฤติ ก รรมเหล่ า นี้ ท าให้ รั ฐ มี ล ัก ษณะเป็ น “รั ฐ ปฏิ กิ ริ ยา” (Catalytic State)
ตามคาจากัดความของ Michael Lind ดังที่เสนอว่า




                                                                                                          45
                    “. . . รั ฐ ป ฎิ กิ ริ ย าจ ะ หาลู่ ท าง เ พื่ อ บ ร ร ลุ เ ป้ าหม ายข องต น
            โ ด ย พึ่ ง พ า ท รั พ ย า ก ร ที่ ต น มี น้ อ ย ล ง
            และหันไปให้ความสาคัญกับการสร้างอานาจให้แก่รัฐโดยผ่านการสร้างเครื
            อข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ บรรษัทข้ามชาติ องค์กรระหว่างประเทศ
            และกลุ่มองค์กรเอกชนต่างๆ” 51

          ก ล่ า ว คื อ เ ป็ น รู ป แ บ บ ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง รั ฐ แ บ บ ใ ห ม่
ที่รัฐใดรั ฐหนึ่ งจะพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์เชิ งกลยุทธกับอีก รัฐหรื อหลายๆรั ฐ
กับ บรรษัท หรื อ แม้ก ระทั่ง กับ ประชาชน เพื่ อ วัต ถุ ป ระสงค์ใ นการบรรลุ เ ป้ าหมาย
โดยยัง คงรั ก ษาไว้ ซ่ ึ งความเป็ นอิ ส ระจากการสร้ า งความสั ม พั น ธ์ ใ นมิ ติ อื่ น ๆ
เ ช่ น เ รื่ อ ง ค ว า ม มั่ น ค ง                                       เ ป็ น ต้ น
เป้ าหมายที่ ส าคัญได้แก่ ก ารรั ก ษาไว้ซ่ ึ ง อานาจในการควบคุ มระบบเศรษฐกิ จ ของตน
ซึ่งเป็ นปฎิกิรกยาที่สาคัญต่อความพยายามในการต่อต้านปัจจัยที่นาไปสู่ การลดอานาจของ
รัฐภายใต้กระบวนการโลกาภิวฒน์       ั

         มีนักวิชาการมากมายที่เห็นด้วยกับข้อเสนอว่ารัฐ “สัมบูรณ์ ” (Integral State)
กาลังถูกลดทอนอานาจ โดยอานาจเบ็ดเสร็ จในการควบคุม ชายแดน ความชอบธรรม
แ ล ะ ก า ร ผ ลิ ต ก า ลั ง สู ญ สิ้ น ไ ป ซึ่ ง จ ริ ง ใ น บ า ง ก ร ณี แ ต่ ใ น ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น
แ ร ง ก ด ดั น ดั ง ก ล่ า ว ก็ ท า ใ ห้ รั ฐ ต้ อ ง เ ป ลี่ ย น บ ท บ า ท
แ ล ะ ใ น ห ล า ย ๆ ก ร ณี ก็ ท า ใ ห้ รั ฐ ส า ม า ร ถ ห า ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ เ พิ่ ม ขึ้ น ไ ด้
จ า ก โ อ ก า ส ใ ห ม่ ๆ ที่ เ กิ ด ขึ้ น ม า
ในแง่ น้ ี จึ ง เป็ นที่ จ าเป็ นว่ า ในการศึ กษากระบวนการโลกาภิ ว ั ฒ น์ การศึ ก ษา
“อ า น า จ ข อ ง รั ฐ ” แ ล ะ “บ ท บ า ท ข อ ง รั ฐ ” เ ป็ น สิ่ ง ที่ ล ะ เ ล ย ไ ม่ ไ ด้
เพราะรัฐนั้นมีความสามารถในการปรับตัว แต่ไม่ใช่ในกรอบของ “รัฐสัมบูรณ์”

       จากข้อ สั ง เกตเบื้ อ งต้น เราสามารถที่ จ ะอธิ บ ายความเป็ นรั ฐ ปฏิ กิ ริ ยาได้
โดยต้องเข้าใจว่าแนวความคิดดังกล่าวแตกต่างไปจากแนวความคิดเรื่ องรัฐสัมบูรณ์ในหล

51
     โปรดพิจารณา Michael Lind, ‘The Catalytic State’, The National Interest, Spring 1992.



                                                                                                    46
า ย มิ ติ ซึ่ ง ไ ด้ แ ก่ ใ น มิ ติ แ ร ก ใ น ก ร อ บ ข อ ง รั ฐ ป ฏิ กิ ริ ย า
รั ฐ จะสร้ า งเครื อข่ า ยของความสั ม พัน ธ์ ก ั บ รั ฐ อื่ น หรื อแม้ก ระทั่ง ส่ วนที่ ไ ม่ ใ ช้ รั ฐ
ไม่ ไ ด้ป รั บ ตัว และต่ อ ต้า นด้ว ยตนเอง รู ป แบบของความสั ม พัน ธ์ ภ ายใต้รั ฐ ปฏิ กิ ริ ย า
ถู ก ส ร้ า ง ขึ้ น ทั้ ง ใ น ร ะ ดั บ ภู มิ ภ า ค แ ล ะ น า น า ช า ติ
ตัวอย่างของความสัมพันธ์ในรู ปแบบดังกล่าวของรัฐต่างได้แก่ การก่อตั้ง EU APEC และ
NAFTA เป็ นต้น

         ประการที่ ส อง อย่า งไรก็ ดี รั ฐ ปฏิ กิ ริ ย านั้น มี ค วามสามารถที่ แ ตกต่ า งกัน ไป
เ ช่ น ป ร ะ เ ท ศ ญี่ ปุ่ น แ ล ะ เ ย อ ร มั น นี
นั้ นพยายามสร้ างความสั ม พั น ธ์ ท้ ั งในมิ ติ ภายในประเทศแล ะต่ า งป ระเท ศ
และสามารถใช้ จุ ด แข็ ง ภายในประเทศเพื่ อ หาผลประโยชน์ ใ นระดั บ ภู มิ ภ าค
ส า ห รั บ ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า นั้ น
ความสัมพันธ์ในระดับนานาชาติเป็ นกลไกที่สาคัญกว่าในการหาผลปรโยชน์และหาผลป
ระโยชน์กีรัฐ แม้ว่าบางครั้งต้องเอาเปรี ยบบรรษัทภายในประเทศเพื่อการเปลี่ ยนแปลง
ส า ห รั บ ป ร ะ เ ท ศ อื่ น ๆ เ ช่ น ป ร ะ เ ท ศ รั ส เ ซี ย
ซึ่ ง ข า ด ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม ก ล ไ ก ต่ า ง ๆ ภ า ย ใ น
ก็กลายเป็ นประเทศที่ถูกไม่ตองการในฐานะคู่ความสัมพันธ์ในระบบดังกล่าว52
                           ้

                                                                        ้
          ตัวอย่างที่สาคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐนั้นพยายามใช้ขอตกลงระหว่างประเทศในก
รอบของการรวมกลุ่มทางภูมิภาคเพื่อหาผลประโยชน์แก่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศไ
ด้ แ ก่ ข้ อ ต ก ล ง NAFTA                                                           แ ล ะ APEC
โ ด ย ใ น ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ดั ง ก ล่ า ว ทั้ ง รั ฐ แ ข็ ง แ ล ะ อ่ อ น ต่ า ง ร่ ว ม มื อ กั น
ซึ่ ง โ ด ย ป ก ติ รั ฐ อ่ อ น มั ก จ ะ เ ป็ น ผู ้ ที่ พ ย า ย า ม ที่ จ ะ ห า คู่ ค ว า ม สั ม พั น ธ์
เ พื่ อ ที่ จ ะ ข ย า ย ก ร อ บ ข อ ง ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ อ อ ก สู่ ภ า ย น อ ก
แ ล ะ จ ะ เ ป็ น ก า ร ผ ลั ก ดั น ใ ห้ รั ฐ อ่ อ น อื่ น ๆ
ต่ า งพยายามที่ จ ะสร้ า งความสั ม พัน ธ์ ดัง กล่ า วเพื่ อ พัฒ นาการผลิ ต และการค้า ของตน

52
  โปรดพิจารณา Victor Sumsky, ‘Russia and ASEAN: Emerging Partnership’, in Stockholm
International Peace Research Institute Research Paper No. 19. 2002.



                                                                                                       47
ในหลายๆกรณี ประเทศที่ไม่มีความสามารถในการเชื่อมประสานกับภาคธุรกิจหรื อภาคกา
ร        ผ        ลิ           ต       ภ       า         ย        ใ       น
                            ั
ก็พยายามสร้างความสัมพันธ์ดงกล่าวเพื่อขยายและหาโอกาสทางเศรษฐกิจภายนอกเช่นใ
นกรณี ของออสเตรเลี ยที่ ผลัก ดัน APEC และสหรั ฐอเมริ ก าในการผลัก ดัน NAFTA
เป็ นต้น

         ใ น บ ริ บ ท ดั ง ก ล่ า ว อ า จ จ ะ ส รุ ป ไ ด้ ว่ า ย ก เ ว้ น EU
ที่พยายามสร้างกรอบความสัมพันธ์ให้ไปไกลกว่ารัฐปฏิกิริยาโดยการพัฒนาองค์กรเหนือ
รั ฐ (Supranational                                                            Institution)
พฤติกรรมของรัฐอื่นๆนั้นเป็ นพฤติกรรมของรัฐที่เริ่ มเสี ยความมันคง (Insecure State)
                                                                    ่
ก าลั ง หาเครื่ องมื อ ใหม่ ๆ ในการกระตุ ้น การขยายตัว ทางเศรษฐกิ จ การจ้ า งงาน
และการประสานประโยชน์ในภูมิภาคมากกว่าการแข็งขันที่จะทาให้เกิดความเสี ยหายแก่ร
ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง ต น ม า ก ก ว่ า 53 ก ล่ า ว อี ก นั ย ห นึ่ ง ก็ คื อ
ก า ร ร ว ม ก ลุ่ ม ท า ง ภู มิ ภ า ค ที่ ก ล ไ ก ภ า ย ใ น ที่ ข า ด ค ว า ม ส า ม า ร ถ
การรวมกลุ่มทางภูมิภาคก็เป็ นทางออกหนึ่งที่รัฐพยายามที่จะดิ้นรนเพื่อกดดันให้เกิดการป
รับตัวภายในภาคเศรษฐกิจภายใน

           จ า ก ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ใ น ส่ ว น ที่ ก ล่ า ว ม า นั้ น
                                                   ั
เสนอว่าตัวละครทางอานาจที่สาคัญในความสัมพันธ์ดงกล่าวจะไม่ใช่ประเทศอย่างสหรัฐ
อ เ ม ริ ก า ห รื อ อ อ ส เ ต ร เ ลี ย
แต่เป็ นประเทศที่มีความสามารถในการควบคุมและประสานประโยชน์ภายใน เช่นญี่ปุ่น
ซึ่งเป็ นรัฐปฏิกิริยาที่สามารถใช้ความสัมพันธ์ในการรวมกลุ่มทางภูมิภาคเพื่อสร้างอานาจ
แก่บรรษัทของตนโดยยังคงสร้างผลประโยชน์ให้แก่ระบบเศรษฐกิจภายในของตนในขณ
ะ ที่ ห า ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ ภ า ย น อ ก
ทาให้ในระยะยาวประเทศอย่างสหรัฐอเมริ กาและออสเตรเลียไม่ได้รับผลประโยชน์มากนั




53
     John Ikenburry, ‘Liberalism and Empire’.



                                                                                          48
                                                                ั
กในการเพิ่มอานาจให้แก่รัฐเนื่องจากบรรษัทต่างไปสร้างความสัมพันธ์กบตัวละครเด่นมา
กกว่า54

           อ ย่ า ง ไ ร ก็ ดี             ใ น ศ ต ว ร ร ษ ที่                   21
รัฐที่ประสบความสาเร็จที่สุดคือรัฐที่สามารถนาเอาความสามารถพื้นฐานภายในโดยเฉพา
ะความสามารถของรั ฐ แข็ ง ในการสร้ า งความสั ม พัน ธ์ ก ั บ รั ฐ หรื ออ านาจอื่ น ๆ
ไ ม่ ว่ า จ ะ เ ป็ น บ ร ร ษั ท ข้ า ม ช า ติ ส ม า ค ม ธุ ร กิ จ
เพื่ อสร้ า งข้อตกลงในลัก ษณะของภาคี ร ะหว่างภาครั ฐกับภาคเศรษฐกิ จ (หรื อธุ รกิ จ )
ใ น ป ร ะ เ ด็ น ปั ญ ห า ต่ า ง ๆ ที่ เ ผ ชิ ญ ณ
                                           ้
ขณะนั้นซึ่งจะสามารถเพิ่มอานาจของรัฐเพื่อคุมครองผลประโยชน์ของชาติพร้อมๆกับขอ
งธุรกิจ

             เพื่ อ โต้ เ ถี ย งกั บ ข้ อ เสนอของนั ก วิ ช การที่ ส นั บ สนุ น ทฤษฏี โ ลกาภิ ว ัฒ น์
ที่ ว่ า รั ฐ ก า ลั ง เ ข้ า สู ส ภ า ว ะ “ไ ร้ อ า น า จ ” นั้ น เ ป็ น ค า ก ล่ า ว อ้ า ง ที่ เ กิ น จ ริ ง
เ พ ร า ะ จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า ดั ง ที่ วิ เ ค ร า ะ ห์ ม า ข้ า ง ต้ น นั้ น
รัฐที่มีความสามารถและเป็ นรัฐแข็งนั้นสามารถสร้างเครื่ อข่ายความสัมพันธ์ท้งภายในรัฐแ           ั
ละภายนอกรั ฐ และเป็ นผู ้ ไ ด้ รั บ ผลประโยชน์ จ ากกระบวนการโลกาภิ ว ั ฒ น์
ส่ วนรัฐอ่อนที่ขาดความสามารถก็จะสู ญเสี ยอานาจในการควบคุมกิจการภายในมากขึ้นกว่
า                    ที่                 เ            ป็               น                อ                     ยู่
แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถหาช่องทางอื่นๆเพื่อรักษาผลประโยชน์ได้ในฐานะเป็ นรัฐปฏิ
กิ ริ ย า ไ ด้ ไ ม่ ม า ก ก็ น้ อ ย ทั้ ง นี้ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ยั ง ค ง ด า เ นิ น ไ ป
และการปรับตัวของรัฐนั้นก็จะมีรูปแบบใหม่ๆที่เราสามารถศึกษาได้ในอนาคต




54
 โปรดพิจารณา John Hobson, The Wealth of States: A Comparative Sociology of International
Economic and Political Change, Cambridge, 1997.



                                                                                                                49
                       สรุปโลกาภิวัฒน์ การรวมกลุ่มทาง ภูมิภาคและรัฐ

         ง า น วิ จั ย ชิ้ น นี้ ไ ด้ โ ต้ เ ถี ย ง กั บ ข้ อ เ ส น อ ข อ ง ท ฤ ษ ฎี โ ล ก า ภิ วั ฒ น์
ที่ ว่ า รั ฐ ส มั ย ใ ห ม่ นั้ น ก า ลั ง มี ส ภ า ว ะ “ไ ร้ อ า น า จ ”
โ ด ย เ ฉ พ า ะ ใ น ก า ร ค ว บ คุ ม ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง ต น เ อ ง
            ั ้                                  ั
โดยงานวิจยได้ขอสรุ ปจากการศึกษาวิจยทั้งหมด 3 ประการด้วยกันคือ

           ป             ร       ะ         ก      า       ร       ที่      ห        นึ่        ง
ระบบเศรษฐกิ จ ของโลกในปั จ จุ บ ัน นั้ นมี ล ัก ษณะเป็ นเศรษฐกิ จ ระหว่ า งประเทศ
ก ล่ า ว คื อ เ ป็ น เ ว ที ที่ รั ฐ ต่ า ง พ ย า ย า ม ห า ผ ล ป ร ะ โ ย ช น์ แ ข่ ง ขั น กั น
โดยรั ฐ ต่ า งๆใช้ อ านาจและความสามารถภายในในการขยายตั ว ในตลาดโลก
                                         ั                                     ั
แต่ไม่ใช่ ระบบเศรษฐกิจโลกาภิวฒน์ ที่ เกิ ดตัวละครที่เป็ นอิสระและมีลกษณะข้ามชาติ
ที่ ส ามารถกดดั น ให้ รั ฐ เปลี่ ย นแปลงโครงสร้ า งทางเศรษฐกิ จ ภายในของตน
และในขณะเดียวกันรัฐไม่สามารถเข้าควบคุมกิจกรรมใดๆของตนทางเศรษฐกิจเลยนั้น
เป็ นการกล่าวอ้างที่เกินจริ ง แม้ว่าในภาคการเงินระหว่างประเทศจะมีสภาพข้ามชาติบาง             ้
แต่ ไ ม่ ใ ช่ ทุ ก มิ ติ ส่ ว นในภาคการผลิ ต การค้า และมายาคติ เ รื่ อ งบรรษัท ข้า มชาติ น้ ัน
ไม่ได้มีพลังอย่างที่กล่าวอ้างไว้

           ป       ร         ะ       ก       า     ร       ที่    ส       อ          ง
               ่
ข้อเสนอที่วารัฐต่างๆต้องเลือกเอานโยบายทางเศรษฐกิจในกรอบเสรี นิยมสมัยใหม่มาปฏิ
บั                                                                                   ติ
                                           ั ั
เพื่อให้สอดประสานกับพลังของโลกาภิวฒน์น้ นก็เป็ นข้อกล่าวอ้างที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นเ
ดี                    ย                      ว                 กั                    น
                 ั ั
เพราะโลกาภิวฒน์น้ นอาจจะเป็ นข้ออ้างทางการเมืองเพื่อสร้างผลประโยชน์แก่รัฐที่กาลังข
าดความได้เปรี ยบในตลาดโลกเนื่ องจากการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้นจากการศึ กษาพบว่า
รั ฐ นั้นมี ค วามหลากหลายทางโครงสร้ า งและที่ ส าคัญ มี ความสามารถในการปรั บ ตัว
ซึ่ งมี ลกษระเป็ นรัฐปฏิ กิ ริยา ดังในกรณี ของประเทในเอเชี ยตะวันออกอย่างเช่ น ญี่ปุ่น
         ั
เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิ งค์โปร์เป็ นต้น หรื อแม้กระทังประเทศในยุโรปเองเช่นเยอรมันนี
                                                     ่



                                                                                                      50
ก็ไม่ได้ดาเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเสรี นิยมสมัยใหม่เพื่อยังคงความได้เปรี ยบท่ามกลางก
ร         ะ      แ          ส      โ      ล     ก      า      ภิ   วั    ฒ      น์
                 ่
ทั้งนี้จะเห็นได้วารัฐที่เป็ นรัฐแข็งจะมีความสามารถเชิงโครงสร้างและสถาบันทางเศรษฐกิ
จที่สามารถประสานประโยชน์และควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับธุรกิจและในขณะเ
ดียวกันก็มีความสามารถในการใช้กลไกของการวางแผนและการร่ วมมือในระดับภูมิภาคเ
พื่อขยายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

          ป ร ะ ก า ร สุ ด ท้ า ย ค ว า ม ส า ม า ร ถ ข อ ง รั ฐ นั้ น แ ต ก ต่ า ง กั น
เพราะฉะนั้นความสามารถในการในการหาผลประโยชน์ในโอกาสที่โครงสร้างของเศรษ
ฐ กิ จ โ ล ก เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป นั้ น ไ ม่ เ ท่ า กั น
โ ด ย รั ฐ แ ข็ ง นั้ น ส า ม า ร ถ เ ป็ น ผู ้ ไ ด้ เ ป รี ย บ ม า ก ก ว่ า รั ฐ อ่ อ น
                                          ็ ั
ทั้งนี้รูปแบบของการปกป้ องผลประโยชน์กมีลกษณะเป็ นการสร้างความร่ วมมือในรู ปแบ
บ ข อ ง ก า ร ร ว ม ก ลุ่ ม ท า ง ภู มิ ภ า ค ม า ก ขึ้ น
อันเป็ นการสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธนอกรัฐมากขึ้น



นอกเหนือจากความสาเร็จในการขยายความสามารถทางเศรษฐกิจของรัฐต่างๆในเอเชียต
ะวัน ออก และความสามารถในการปรั บ ตั ว ต่ อ การท้ า ทายใหม่ ๆ ที่ เ กิ ด ขึ้ นนั้ น
    ้ ั
ผูวิจยเห็นว่าในอนาคตน่าจะมีรัฐที่มีรูปแบบในการดาเนินนโยบายทางเศรษฐกิจใหม่ๆเกิด
ขึ้ น ทั้ ง ใ นก ร อ บ ข อ งค ว า ม สั ม พั น ธ์ น อ ก รั ฐ แ ล ะ ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ภ า ย ใ น รั ฐ
อัน เป็ นรู ป แบบที่ ท ดแทนกระบวนการโลกาภิ ว ัฒ น์ ที่ เ น้น ความเสื่ อ มก าลัง ของรั ฐ
                         ั
ซึ่งต้องทาการศึกษาวิจยในเชิงลึกต่อไปในอนาคต




                                                                                                    51
                                            ตารางแสดงข้ อมูลการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้ างเศรษฐกิจโลก55
                                                               (ข้อมูลปี 1970-2001)
Country                       Descriptor                      1970   1975   1980   1985   1990   1995   1996   1997   1998    1999       2000   2001
Total emerging market
economies                     Net private capital flows       7.17   13.9   10.8   5.56   42.8   211    225    115    66.2    67.4       36.4   116
Total emerging market
economies                     Net private direct investment   2.1    3.67   7.16   9.2    19     95.8   120    141    152         155    142    140.6
Total emerging market         Net private portfolio
economies                     investment                      0.17   0.4    0.8    7.51   0.85   41.4   79.6   39.4   0.29    4.76       17.3   31.83
Total emerging market
economies                     Current account                 11.3   16.8   44.4   -27    28.6   93.3   -95    -65    -56     22.7       65.5   -3.32
Africa                        Net private capital flows       2.97   9.35   4.95   0.1    1.09   7.91   7.85   12.1   6.77    10.3       8.95   7.94
Africa                        Net private direct investment   0.6    1.25   0.47   0.59   1.6    2.2    4.68   8.23   6.64    8.99       7.97   8.78
                              Net private portfolio
Africa                        investment                      0.1    0.23   0.34   0.18   1.36   3.07   2.58    7     6.55    8.68       4.48   4.63
Africa                        Current account                 4.06   18.9   0.04   -2.4   5.68   16.8   -6.7   -7.9   -20         -17    -3.6   -9.08
Asia, crisis countries        Net private capital flows        1     2.4    10.2   2.26   23.6   53.9   67.4   -16    -28     2.91       -22    10.56
Asia, crisis countries        Net private direct investment   0.26    1     1.18   0.8    6.33   8.81   9.83   9.78   10.4    13.1       9.07   9.04
                              Net private portfolio
Asia, crisis countries        investment                      0.02   0.3    0.18   2.61   0.81   18.8   25.5   8.43   -8.2    12.8       13.2   3.25
Asia, crisis countries        Current account                 1.65   4.52   7.25   -4.5   15.9   40.4   -53    -25    69.7    61.7       44.3   23.21
Other Asian emerging
markets                       Net private capital flows       0.9    1.4    6.26   9.92   9.45   38.4   52.7   22.3   -12         -0.6   4.56   12.98
Other Asian emerging
markets                       Net private direct investment   0.25   0.51   1.78   2.39   3.18   39.3   44.4   45.3   49.6    41.1       38.4   38.92
Other Asian emerging          Net private portfolio
markets                       investment                       0     0.01   0.06   3.26   2.18   2.57   3.94   -0.1   -7.2        -8.9    -8    -0.16
Other Asian emerging
markets                       Current account                 1.96   3.57   7.97   -11    12.6   9.17   16.3   50.4   41.4    36.7       34.9   34.12
Middle East and Europe        Net private capital flows       0.78   14.9   37.3   2.88   13.5   14.3   13.4   22.5   10.1    1.08       -18     1.2
Middle East and Europe        Net private direct investment   0.41   1.81   1.41   1.57   1.41   7.46   8.45   7.4    8.19    5.45       8.19    9.7
                              Net private portfolio
Middle East and Europe        investment                       0      0     0.02   3.14   1.84   0.35   -5.4   -5.8   -17         -10     -7    -3.33


                         55
                              ข้อมูลจาก www.imf.org/external/pubs/ft/weo/2000/02/data/




                                                                                                                             52
Middle East and Europe       Current account                 2.49   33     84.7   -9.7   1.16   6.76   4.48   2.87   -31     1.22       41.6   18.29
                             Descriptor                      1970   1975   1980   1985   1990   1995   1996   1997   1998    1999       2000   2001
Country                      Net private capital flows       0.36   12.7   36.2   -2.7   12.7   46     64     67.6   61.7    40.4       47.5   65.11
Western Hemisphere           Net private direct investment   1.1    3.23   5.65   4.39   6.74   25     39.4   53.4   56.5    65.3       56.6   50.6
                             Net private portfolio
Western Hemisphere           investment                      0.05   0.13   0.93   -1.7   0.04   2.73   38.3   19.2   19.8    9.27       6.31   18.2

Western Hemisphere           Current account                 4.06   15.4   27.6   -1.6   1.55   37.1   -39    -65    -89         -56    -59    -66.5
Countries in transition      Net private capital flows       n.a.   n.a.   n.a.   n.a.   1.26   51.1   19.3   6.22   28.4    13.4       16.1   18.17
Countries in transition      Net private direct investment   n.a.   n.a.   n.a.   n.a.   0.27   13.1   12.8   17.2   20.3    20.7       21.7   23.5
                             Net private portfolio
Countries in transition      investment                      n.a.   n.a.   n.a.   n.a.    0     14.6   14.7   10.6   6.04        -7.1   8.28   9.23
Countries in transition      Current account                 n.a.   n.a.   n.a.   n.a.   19.2   1.42   -17    -20    -26         -3.8   6.88   -3.38




                                                                    บรรณานุกรม

                          Barbara Stalling and Wolfgang Streeck, ‘Capitalism in Conflict? The United States,
                              Europe and Japan in the Post Cold War World’, in B. Stallings (ed)., Global Change,
                              Regional Response, Cambridge, 1995.

                          Chalmers Johnson, MITI and the Japanese Miracle, Stanford, 1982.

                          Chu, ‘The East Asian NICs: A State Led Path to the Developed World’, in Barbara
                             Stalling and Wolfgang Streeck, ‘Capitalism in Conflict? The United States, Europe
                             and Japan in the Post Cold War World’, in B. Stallings (ed)., Global Change, Regional
                             Response, Cambridge, 1995

                          Far Eastern Economic Review collection, Japan in Asia, Hong Kong, 1991. pp.116-117.

                          Garry Rodan (ed)., Singapore Changes Guard: Social, Political and Economic Directions
                              in the 1990s, London, 1993.




                                                                                                                            53
Gregory Albo, ‘A World Market of Opportunities? Capitalist Obstacles and Left Economic
   Policy’, in Leo Panitch (ed.), Socialist Register 1997: Ruthless Criticism of all that
   Exists, London, 1997.

Ha Joon Chang, Globalization, Economic Development and the Role of the State, New
   York, 2002.

Ha Joon Chang, Kicking Away the Ladder, London, 2002.

James Follows, Looking at the Sun, New York, 1994.

Japan Federation of Economic Organizations, ‘Expectations for the Japan-Singapore Free
    Trade Agreement’, http://www.keidanren.or.jp/english/policy/2000/049.html

John Hobson, The Wealth of States: A Comparative Sociology of International Economic
    and Political Change, Cambridge, 1997.

John Ikenburry, ‘Liberalism and Empire. Logics of Order in an American Unipolar Age’,
    Review of International Studies (2004) 30:4, pp. 609-630.

John Locke ใน John Dunn, The Political Thought of John Locke: An Historical Account of
    the Argument of the Two Treatises of Government. Cambridge. 1969.

Keith Cowling and Philip Tomlinson, ‘Re-visiting The Roots of Japan’s Structural
    Decline: The Role of The Japanese Corporation’, Warwick Economic Research Papers
    No. 624, 2002.

Kent Calder, ‘Japan’s Changing Role in Asia’, in The Japan Society, New York, 1991.

K. Ohmae, The Borderless World, New York, 1990.



                                                                                        54
K.S. Jomo, ‘Growth After the Asian Crisis: What Remains of the East Asian Model’,
    Discussion Paper Series No. G24, UNTAD, March 2001.

Linda Weiss and John Hobson, States and Economic Development: A Comparative
    Historical Analysis, Cambridge, 1995.

Linda Weiss, ‘State Power and the Asian Crisis’, GHC Working Paper, No. 2, 1999.

Linda Weiss, The Myth of the Powerless State, New York, 1998.

Michael Lind, ‘The Catalytic State’, The National Interest, Spring 1992.

Michael Mann, ‘The Global Future of the Nation State’, Paper Presented at the Direction
   of Contemporary Capitalism Conference, Sussex, 1996.

Paul Hirst and Graham Thompson, Globalization in Question, Cambridge, 2000.

Peter Evans, Embedded Autonomy, Princeton, 1995.

Richard Doner and Garry Haws, ‘The Political Economy of Growth in Southeast Asia and
    North East Asia’, in M. Dorraj, (ed)., The Changing Political Economy of the Third
    World, London, 1995.

Richard Robison and Kevin Hewison, ‘Introduction: East Asia and the Trials of Neo-
    liberalism’ Journal of Development Studies, Vol.41, No.2, February 2005, pp.183 –
    196.




                                                                                      55
Robert Wade, ‘Globalization and it’s Limits: Reports of Death of the National Economy
   Are Greatly Exagerated’, in Suzanne Berger and Ronald Dore (eds)., National
   Diversity and Global Capitalism, New York, 1996. pp. 29-59.

Robert Wade, ‘Japan, the World Bank and the Art of Paradigm Maintenance: The East
   Asian Miracle in Political Perspective, New Left Review No. 271, May/June 1996.

Robert Zevin, ‘Are World Financial Markets More Open?’, in Tariq Baruni and Juliet
   Schor, (eds)., Financial Openness and National Autonomy, Oxford 1992.

Scott Callon, Divided Sun: MITI and the Breakdown of Japanese High-Tech Industrial
    Policy, Stanford, 1995.

Susan Strange, Casino Capitalism, Manchester, 1997.

Sven Steinmo, ‘The End of Redistribution? International Pressures and Domestic Policy
   Choices’, Challenge!, vol.37, no.6, 1994.

The Economist, 7 October 1995, pp. 15-16.

Victor Sumsky, ‘Russia and ASEAN: Emerging Partnership’, in Stockholm International
    Peace Research Institute Research Paper No. 19. 2002.

Virot Ali, Economic Growth, State Power and Classes in Thailand, M.A. Dissertation,
    University of Manchester, 2001.

Warren Davis, The Semiconductor Industry, Washington, 1992.

Yao-Su Hu, ‘Global or Stateless Corporations are National Firms with International
   Operations’, California Management Review, Winter 1992.



                                                                                    56
ข้อมูลจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลกจาก
www.imf.org/external/pubs/ft/weo/2000/02/data/

สัมภาษณ์ Mr. Takero Mori เลขานุการเอก สถานเอกอัคราชทูตญี่ปุ่นประจาประเทศไทย
    วันที่ 23 กันยายน 2548.




                                                                          57

						
Related docs
Other docs by 70CW46U8
www promo exilim ru
Views: 88  |  Downloads: 0
Motion for Appointment of Chapter 11 Trustee
Views: 38  |  Downloads: 0
Modelo Casos de Uso
Views: 20  |  Downloads: 0
Equipment Bid 2011 BID RESULTS
Views: 24  |  Downloads: 0
SINDICATO DOS TRABALHADORES EM TRANSPORTES
Views: 359  |  Downloads: 0
CASO FORTUITO OF UERZA MAYOR Art 514 CC
Views: 5  |  Downloads: 0
eutanasia etiica
Views: 126  |  Downloads: 0
Informaccionnyi pasport
Views: 9  |  Downloads: 0
Using Calculator Statistics
Views: 17  |  Downloads: 0