Ch9 ERP1 by GQ7vn8e4

VIEWS: 38 PAGES: 61

									                                                                                                  1

                                  ิ
                            ประวัตความเป็ นมาของแนวคิด ERP

       แนวคิด ERP เริ่ มในยุคปี ค.ศ. 1990 ที่ประเทศสหรัฐอเมริ กา จุดกาเนิดเริ่ มแรกของ ERP
มาจากแนวคิดของการพัฒนาระบบการบริ หารการผลิตรวม (Material Requirement Resource Planning /
Manufacturing Resource Planning, MRP System) ของอุตสาหกรรมการผลิตในอเมริ กา โดยคาว่า ERP
                           ั
และแนวคิดของ ERP นั้นก็พฒนามาจาก MRP นันเอง   ่
       ในที่น้ ีจะทาการอธิบาย        ความเป็ นมาของ       MRP       โดยย่อว่ามีความเป็ นมาอย่างไร
                                                                                ิ่
และทาไมจึงพัฒนามาเป็ น ERP ได้ ซึ่ งจะช่วยให้สามารถเข้าใจความหมายของ ERP ได้ดียงขึ้น
       และตัวแนวคิด ERP เองก็ยงมีววฒนาการอยู่ จาก ERP ก็จะเป็ น Extended ERP และจะพัฒนาไปเป็ น
                               ั ิั
Next Generation ERP ต่อไปในอนาคต




                                 รู ปที่ 1 พัฒนาการจาก MRP สู่ ERP

กาเนิดของ MRP
          แนวคิดMRPเกิดขึ้นครั้งแรกที่อเมริ กาในยุคต้นของ ทศวรรษ 1960 ในช่วงแรก MRP ย่อมาจาก
Material               Requirement                 Planning         (การวางแผนความต้องการวัสดุ )
                                             ้
เป็ นวิธีการในการหาชนิดและจานวนวัสดุที่ตองใช้ในการผลิตตามตารางเวลาและจานวนสิ นค้าที่ได้วางแผน
โดย MPS (Master Production Schedule)
                                                                     ้
          วิธี MRP เป็ นเทคนิคในการจัดการ ที่สามารถหารายการวัสดุที่ตองใช้ในการผลิตสิ นค้าสาเร็ จรู ป
                                                                 ั
ตามแผนการผลิตหลักที่ได้วางไว้ โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทนสมัย สามารถสร้างใบรายการวัสดุ
                                                                                                                 2

(bill        of              material)ได้อย่างรวดเร็ ว       และสามารถบอกชนิดของวัสดุ                      ้
                                                                                                จานวนที่ตองการ
              ้
และเวลาที่ตองการได้อย่างแม่นยา
          แต่วธีิ                                                                                            MRP
นี้ไม่มีความสามารถในการตรวจสอบหาข้อแตกต่างระหว่างแผนการผลิตกับสภาพการผลิตจริ งที่ shop floor
เนื่องจากไม่มีฟังก์ชนเกี่ยวกับการป้ อนกลับข้อมูลกลับมาปรับแผนใหม่ อย่างไรก็ตาม วิธี MRP
                        ั่
     ั
ก็ยงดีกว่าวิธีการควบคุมสิ นค้าคงคลังแบบเดิม                                  ช่วยให้สามารถลดจานวนวัสดุคงคลัง
และยกประสิ ทธิ ภาพการวางแผนการผลิตและการสังซื้ อวัตถุดิบได้เป็ นอย่างดี
                                                           ่
Closed Loop MRP
          ย่างเข้ายุคปี                              ค.ศ.                        1970                        MRP
ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในการป้ อนกลับข้อมูลการผลิตจริ งใน                            shop               floor
นอกจากนั้นยังเพิ่มแนวคิดเรื่ อง การวางแผนความต้องการกาลังการผลิต (Capacity Requirement Planning)
                                    ิั
          ระบบ MRP ที่ได้ววฒนาการโดยรวมเอาความสามารถรับ feed back จากฝ่ ายการผลิต และ CRP
เข้าไปนี้           ต่อมาถูกเรี ยกว่า           MRP           แบบวงปิ ด        (Closed        Loop           MRP)
                           ั
ในขั้นตอนนี้ของวิวฒนาการเราจะเห็นว่ามีการรวมเอางานการวางแผนการผลิต
และการบริ หารการผลิตเข้าเชื่ อมโยงกัน จากที่ก่อนหน้านั้นทางานแยกกัน
          Closed Loop MRP นี้ประสบความสาเร็ จอย่างมากในอุตสาหกรรมการผลิตในปั จจุบน MRP                 ั
ที่ใช้ในทุกธูรกิจการผลิตก็คือ Closed Loop MRP นี้เอง
การพัฒนาไปสู่ MRP II
          จากความสาเร็ จของ Closed Loop MRP ก็เกิดการพัฒนาต่อยอดขึ้นเป็ น MRP II ในยุคปี ค.ศ. 1980
(โดย              MRP                         ่
                                     ใหม่น้ ียอมาจาก           Manufacturing          Resource         Planning)
ซึ่ งได้รวมการวางแผนและบริ หารทรัพยากรการผลิตอื่นๆ นอกจากการวางแผนและควบคุมกาลังการผลิต
และวัตถุดิบการผลิต เข้าไปในระบบด้วย
          MRP II ได้ววฒนาการถึงขั้นที่รวมหน้าที่ต่างๆ ซึ่ งประกอบด้วย การวางแผนงบการจัดซื้ อวัตถุดิบ
                              ิั
การวางแผนต้นทุนสิ นค้าคงคลังของระบบบริ หารสิ นค้าคงคลัง
                                        ั
การวางแผนกาลังคนที่สัมพันธ์กบกาลังการผลิต ซึ่ งเป็ นเรื่ องที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต เข้าอยูในระบบ   ่
MRP II
          ด้วยความสามารถนี้ทาให้                     MRP           II        เป็ นระบบที่สามารถส่ งข้อมูลทุกชนิด
                  ้
ที่ระบบบัญชีตองการให้แก่ระบบบัญชีได้ นันคือ MRP II เป็ นระบบที่รวมเอา Closed loop MRP ,
                                                      ่
ระบบบัญชี                                             และระบบซิ มูเลชัน
                                                                      ่                               เข้าด้วยกัน
เป็ นการขยายขอบเขตของสิ่ งที่สามารถวางแผนและบริ หารให้กว้างขวางออกไปยิงขึ้นกว่าเดิม    ่
          โดยการใช้ระบบ MRP II ธุ รกิจการผลิตสามารถที่จะวางแผนและบริ หารระบบงานต่างๆ คือ
การขาย บัญชี บุคคล การผลิต และสิ นค้าคงคลัง เข้าด้วยกัน ได้อย่างบูรณาการ ด้วยความสามารถนี้ทาให้
                                                                                                         3

MRP II เริ่ มถูกเรี ยกว่า BRP (=Business Resource Planning) และเริ่ มเป็ นแนวคิดหลักของระบบ CIM
(=Computer Integrated Manufacturing)




จาก MRP II ไปเป็ น ERP
        MRP II เป็ นแนวคิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ERP ได้ขยายแนวคิดของ MRP II
                    ั
ให้สามารถใช้ได้ท้ งองค์กรของธุ รกิจที่หลากหลาย
โดยการรวมระบบงานหลักทุกอย่างในองค์กรเข้ามาเป็ นระบบเดียวกัน
        นันคือ ERP เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะสามารถตัดสิ นใจในด้านธุ รกิจอย่างมีประสิ ทธิภาพ
          ่
และแบบเรี ยลไทม์
โดยอาศัยข้อมูลทุกชนิดจากทุกระบบงานในองค์กรที่ระบบนามาบันทึกเก็บไว้ในฐานข้อมูลรวมเดียวกัน
การพัฒนาต่ อจาก ERP
        แนวคิด ERP เกิดจากการขยาย MRP II ซึ่งเป็ นระบบที่ optimize ในส่ วนการผลิต ให้เป็ นระบบที่
                  ั          ั
optimize ทั้งบริ ษท ในปั จจุบนมีการพัฒนา E-Business อย่างรวดเร็ ว และทาให้ขอบเขตของการ optimize
                                                                                ิั
ต้องมองให้กว้างมากขึ้นไปกว่าเดิมเป็ น global optimize นันหมายความว่า ERP ก็จะมีววฒนาการต่อไปอีก
                                                        ่


                        ERP คืออะไร
 ห่ วงโซ่ ของกิจกรรมขององค์ กร
          องค์กรธุ รกิจประกอบกิจกรรมธุ รกิจในการส่ งมอบสิ นค้าหรื อบริ การให้แก่ลูกค้า
กิจกรรมดังกล่าวเป็ นกิจกรรม                                                                 “สร้ างมูลค่ า”
          ของทรัพยากรธุ รกิจให้เกิดเป็ นสิ นค้าหรื อบริ การและส่ งมอบ            “มูลค่ า” นั้นให้แก่ลูกค้า
โดยกระบวนการสร้างมูลค่าจะแบ่งออกเป็ นส่ วนๆ                     โดยแต่ละส่ วนจะรับผิดชอบงานในส่ วนของตน
และมูลค่าสุ ดท้ายจะเกิดจากการประสานงานระหว่างแต่ละส่ วนหรื อแผนกย่อยๆ
ดังนั้นกิจกรรมที่สร้างมูลค่านั้น      ประกอบด้วยการเชื่อมโยงของกิจกรรมของแผนกต่างๆ              ในองค์กร
                       ั
การเชื่อมโยงของบริ ษทเพื่อให้เกิดมูลค่านี้ เรี ยกว่า “ห่ วงโซ่ ของมูลค่ า (value chain)”
                                                                                                4




                                                                                ั
                              รู ปที่ 2 ห่ วงโซ่ ของกิจกรรมที่สร้ างมูลค่ าให้ กบลูกค้ า

       จากรู ปแบ่งกิจกรรมออกเป็ นส่ วนสาคัญ 3 ส่ วนคือ การจัดซื้ อ การผลิต การขาย

 ปัญหาทีเ่ กิดขึนในการบริหารธุรกิจ
                     ้
        ธุ รกิจที่มีขนาดใหญ่                    การเชื่อมโยงของกิจกรรมการเพิ่มมูลค่าของแต่ละแผนก
  มักจะมีปัญหาเรื่ องการสู ญเปล่าและการขาดประสิ ทธิ ภาพ
  อีกทั้งการใช้เวลาระหว่างกิจกรรมที่ยาวเกินไป                                    ทาให้ผลผลิตต่าลง
  เกิดความยากลาบากในการรับรู ้สถานภาพการทางานของแผนกต่างๆ                                      ได้
  ทาให้การตัดสิ นใจในการลงทุนและบริ หารทรัพยากรต่างๆ                                  ทาได้ยากขึ้น
  การบริ หารเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุ ดแก่องค์กรไม่สามารถทาได้




                                                                 ้
                              รู ปที่ 3 ปัญหาเชิงบริหารทีเ่ กิดขึน
                                                                                                             5

ปัญหาเชิงบริหาร ที่เกิดขึ้นได้แก่
  1. การขยายขอบเขตการเชื่อมโยงของกิจกรรม
        เมื่อบริ ษทเติบโตใหญ่ข้ ึน
                     ั                                                                 ั
                                                              กิจกรรมการสร้างมูลค่าให้กบลูกค้าจะเพิ่มขึ้น
  การเชื่อมโยงของกิจกรรมจะยาวขึ้น
  2. โครงสร้ างการเชื่อมโยงของกิจกรรมซับซ้ อนขึน้
                       ั                                           ั
         เมื่อบริ ษทโตขึ้น การแบ่งงานของกิจกรรมสร้างมูลค่าให้กบแผนกต่างๆ และการเชื่อมโยงของ
  กิจกรรมจะซับซ้อนขึ้น
  3. เกิดการสู ญเปล่ าในกิจกรรมและความรวดเร็วในการทางานลดลง
       เมื่อการเชื่อมโยงของกิจกรรมต่างๆ       ขยายใหญ่และซับซ้อนขึ้น         จะเกิดกาแพงระหว่างแผนก
  เกิดการสู ญเปล่าของกิจกรรม                              ความสัมพันธ์ในแนวนอนระหว่างกิจกรรมจะช้าลง
  ทาให้ประสิ ทธิภาพในการเชื่ อมโยงกิจกรรมทั้งหมดต่าลง
  4. การรับรู้ สภาพการเชื่ อมโยงของกิจกรรมทาได้ ยาก
        เมื่อการเชื่อมโยงของกิจกรรมต่างๆ ขยายขอบเขตใหญ่ข้ ึน
  ความซับซ้อนในการเชื่ อมโยงกิจกรรมมากขึ้น การรับรู ้สภาพหรื อผลของกิจกรรมในแผนกต่างๆ
                                         ู้             ั
  ทาได้ยากขึ้น ไม่สามารถส่ ง ข้อมูลให้ผบริ หารรับรู้ได้ทนที
                                      ่
  5. การลงทุนและบริ หารทรัพยากรเพือให้ เกิดประโยชน์ สูงสุ ดทาได้ ยาก
                  ู้
        ทาให้ผบริ หารไม่สามารถตัดสิ นใจอย่างรวดเร็ ว                           และทันเวลาในการลงทุน
  และบริ หารทรัพยากรขององค์กรเพื่อให้ลูกค้าเกิดความพอใจสู งสุ ดในสิ นค้าและบริ การ

           เมื่อเกิดปัญหาต่ างๆ การนา ERP
                                             ่
  มาใช้ ในการบริหารธุรกิจจึงเป็ นหนทางหนึ่งทีจะช่ วยแก้ ปัญหาเหล่ านั้นได้

   ระบบ ERP หมายถึงอะไร
                ERP            ย่อมาจาก            Enterprise       Resource           Planning         หมายถึง
  การวางแผนทรัพยากรทางธุ รกิจขององค์กรโดยรวม
  เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างสู งสุ ดของทรัพยากรทางธุ รกิจขององค์กร
                ERP         จึงเป็ นเครื่ องมือที่นามาใช้ในการบริ หารธุ รกิจเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร
  อีกทั้งยังช่วยให้สามารถวางแผนการลงทุนและบริ หารทรัพยากรขององค์กรโดยรวมได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
  ERP                 จะช่วยทาให้การเชื่อมโยงทางแนวนอนระหว่างการจัดซื้ อจัดจ้าง                         การผลิต
  และการขายทาได้อย่างราบรื่ น                                                      ผ่านข้ามกาแพงระหว่างแผนก
  และทาให้สามารถบริ หารองค์รวมเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุ ด
                                                                                                    6

            ระบบ ERP เป็ นระบบสารสนเทศขององค์กรที่นาแนวคิดและวิธีการบริ หารของ ERP
                            ั
มาทาให้เกิดเป็ นระบบเชิงปฏิบติในองค์กร ระบบ ERP สามารถบูรณาการ (integrate)รวมงานหลัก (core
                                     ั
business process) ต่างๆ ในบริ ษททั้งหมด ได้แก่ การจัดจ้าง การผลิต การขาย การบัญชี
                                                   ั
และการบริ หารบุคคล เข้าด้วยกันเป็ นระบบที่สัมพันธ์กนและสามารถเชื่อมโยงกันอย่าง real time




                                        รู ปที่ 4 บทบาทของ ERP
ลักษณะสาคัญของระบบ ERP คือ
1. การบูรณาการระบบงานต่ างๆ ของระบบ ERP
          จุดเด่นของ ERP คือ การบูรณาการระบบงานต่างๆ เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การจัดซื้ อ จัดจ้าง การผลิต
การขาย           บัญชีการเงิน      และการบริ หารบุคคล        ซึ่ งแต่ละส่ วนงานจะมีความเชื่อมโยงในด้าน
การไหลของวัตถุดิบสิ นค้า (material บทบาทของ ERP
                                       flow) และการไหลของข้อมูล (information flow)                ERP
ทาหน้าที่เป็ นระบบการจัดการข้อมูล                     ซึ่ งจะทาให้การบริ หารจัดการงานในกิจกรรมต่างๆ
ที่เชื่อมโยงกันให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด พร้อมกับสามารถรับรู ้สถานการณ์และปั ญหาของงานต่างๆ ได้ทนที  ั
ทาให้สามารถตัดสิ นใจแก้ปัญหาองค์กรได้อย่างรวดเร็ ว
                                                                                             7




2. รวมระบบงานแบบ real time ของระบบ ERP รวมงานทุกอย่ างเข้ าเป็ นระบบเดียวกัน
                               รู ปที่ 5
                การรวมระบบงานต่างๆ ของระบบ ERP จะเกิดขึ้นในเวลาจริ ง(real time) อย่างทันที
เมื่อมีการใช้ระบบ ERP ช่วยให้สามารถทาการปิ ดบัญชีได้ทุกวัน เป็ นรายวัน คานวณ
                            ั
ต้นทุนและกาไรขาดทุนของบริ ษทเป็ นรายวัน
                                                                                               8




                            รู ปที่ 6 การรวมระบบงานของ ERP แบบ Real Time


3. ระบบ ERP มีฐานข้ อมูล(database) แบบสมุดลงบัญชี
          การที่ระบบ ERP สามารถรวมระบบงานต่าง ๆ เข้าเป็ นระบบงานเดียว แบบ Real time ได้น้ น     ั
ก็เนื่องมาจากระบบ ERP มี database แบบสมุดลงบัญชี ซึ่ งมีจุดเด่น คือ คุณสมบัติของการเป็ น 1 Fact 1
                                   ั
Place ซึ่ งต่างจากระบบแบบเดิมที่มีลกษณะ 1 Fact Several Places ทาให้ระบบซ้ าซ้อน ขาดประสิ ทธิ ภาพ
เกิดความผิดพลาดและขัดแย้งของข้อมูลได้ง่าย




 ERP                                                                               package
คืออะไร                     รู ปที่ 7 ERP มี database แบบสมุดลงบัญชี
         ERP                                                                      package เป็ น
                                                            ั ้
application software package ซึ่ งผลิตและจาหน่ายโดยบริ ษทผูจาหน่าย ERP package (Vendor หรื อ
Software Vendor) เพื่อใช้เป็ นเครื่ องมือในการสร้างและบริ หารงานระบบ ERP โดยจะใช้ ERP package
                                                                                                  9

ในการสร้างระบบงานการจัดซื้ อจัดจ้าง การผลิต       การขาย     การบัญชี          และการบริ หารบุคคล
ซึ่ งเป็ นระบบงานหลักขององค์กรขึ้นเป็ นระบบสารสนเทศรวมขององค์กร
โดยรวมระบบงานทุกอย่างไว้ในฐานข้อมูลเดียวกัน

จุดเด่ นของ ERP package
                                  ่                        ้
1. เป็ น Application Software ทีรวมระบบงานหลักอันเป็ นพืนฐานของการสร้ างระบบ ERP ขององค์ กร
        ERP package จะต่างจาก software package ที่ใช้ในงานแต่ละส่ วนในองค์กร เช่น production
control software, accounting software ฯลฯ แต่ละ software ดังกล่าวจะเป็ น application software
เฉพาะสาหรับแต่ละระบบงานและใช้งานแยกกัน ขณะที่ ERP package นั้นจะรวมระบบงานหลักต่างๆ
                            ่
ขององค์กรเข้าเป็ นระบบอยูใน package เดียวกัน ซึ่ งเป็ นพื้นฐานสาคัญของการสร้างระบบ ERP
ขององค์กร
2. สามารถเสนอ business scenario และ business process ซึ่งถูกสร้ างเป็ น pattern ไว้ได้
         ERP package ได้รวบรวมเอาความต้องการสาคัญขององค์กรเข้าไว้ เป็ นระบบในรู ปแบบของ business
process          มากมาย              ู้
                               ทาให้ผใช้สามารถนาเอารู ปแบบต่างๆ ของ business                 process
ที่เตรี ยมไว้มาผสมผสานให้เกิดเป็ น                                    business              scenario
ที่เหมาะสมกับลักษณะทางธุรกิจขององค์กรของผูใช้ได้้
3. สามารถจัดทาและเสนอรู ปแบบ business process ทีเ่ ป็ นมาตรฐานสาหรับองค์ กรได้
         การจัดทา business process ในรู ปแบบต่างๆ นั้นสามารถจัดให้เป็ นรู ปแบบมาตรฐานของ business
               ้
process ได้ดวย ทาให้บางกรณี เราเรี ยก ERP ว่า standard application software package

สาเหตุทต้องนา ERP package มาใช้ ในการสร้ างระบบ คือ
            ี่
1. ใช้ เวลานานมากในการพัฒนา software
         การที่จะพัฒนา       ERP     software     ขึ้นมาเองนั้น     มักต้องใช้เวลานานมากในการพัฒนา
และจะต้องพัฒนาทุกระบบงานหลักขององค์กรไปพร้อมๆ กันทั้งหมด จึงจะสามารถรวมระบบงานได้
ตามแนวคิดของ ERP ซึ่ งจะกินเวลา 5-10 ปี แต่ในแง่ของการบริ หารองค์กร ถ้าต้องการใช้ ระบบ ERP
ฝ่ ายบริ หารไม่สามารถจะรอคอยได้เพราะสภาพแวดล้อมในการบริ หารมีการเปลี่ยนแปลงตลอด
               ั                          ้
ระบบที่พฒนาขึ้นอาจใช้งานไม่ได้ ดังนั้นผูบริ หารจึงไม่เลือกวิธีการพัฒนา ERP software เองในองค์กร
2. ค่ าใช้ จ่ายในการพัฒนาสู งมาก
         การพัฒนา       business software     ที่รวมระบบงานต่างๆเข้ามาอยูใน ่       package เดียวกัน
    จะมีขอบเขตของงานกว้างใหญ่มากครอบคลุมทุกประเภทงาน
    ต้องใช้เวลานานมากในการพัฒนาและค่าใช้จ่ายก็สูงมากตามไปด้วย หรื อถ้าให้บริ ษทที่รับพัฒนา software
                                                                                  ั
    ประเมินราคาค่าพัฒนา ERP software ให้องค์กร ก็จะได้ในราคาที่สูงมาก ไม่สามารถยอมรับได้อีกเช่นกัน
                                                                                                  10

3. ค่ าดูแลระบบและบารุ งรักษาสู ง
        เมื่อพัฒนา           business     software          ขึ้นมาใช้เอง         ้
                                                                              ก็ตองดูแลและบารุ งรักษา
และถ้ามีการเขียนโปรแกรมเพิ่มหรื อแก้ไขโปรแกรม
                           ่
การบารุ งรักษาจะต้องทาอยูอย่างยาวนานตลอดอายุการใช้งาน
เมื่อรวมค่าบารุ งรักษาในระยะยาวต้องใช้เงินสู งมาก อีกทั้งกรณี ที่มีการปรับเปลี่ยน Software ไปตาม
platform         หรื อ    network      ระบบต่างๆ     ที่เปลี่ยนไปหรื อเกิดขึ้นใหม่     ก็เป็ นงานใหญ่
ถ้าเลือกที่จะดูแลระบบเองก็ตองรับภาระค่าใช้จ่ายในการบารุ งรักษานี้ พร้อมกับรักษา บุคลากรด้าน IT
                             ้
นี้ไว้ตลอดด้วย

โครงสร้ างของ ERP package




                                 รู ปที่ 8 โครงสร้ างของ ERP package

1. Business Application Software Module
      ประกอบด้วย Module ที่ทาหน้าที่ในงานหลักขององค์กร คือ การบริ หารการขาย การบริ หารการผลิต
  การบริ หารการจัดซื้ อ บัญชี การเงิน บัญชีบริ หาร ฯลฯ แต่ละ Module สามารถทางานอย่างโดดๆ ได้
  แต่ก็มีการเชื่ อมโยงข้อมูลระหว่าง    Module                                      ั
                                                    กัน เมื่อกาหนด parameter ให้กบ module
  จะสามารถทาการเลือกรู ปแบบ           business        process     หรื อ    business      rule
  ให้ตอบสนองเป้ าหมายขององค์กรตาม business scenario                 โดยมี business process
  ที่ปรับให้เข้ากับแต่ละองค์กรได้
                                                                                                 11

       ERP       package ที่ต่างกันจะมีเนื้อหา และน้ าหนักการเน้นความสามารถของแต่ละ           Module
  ไม่เหมือนกัน และเหมาะกับการนาไปใช้งานในธุ รกิจที่ต่างกัน ในการเลือกจึงต้องพิจารณาจุดนี้ดวย้
2. ฐานข้ อมูลรวม (Integrated database)
      Business application module จะ share ฐานข้อมูลชนิด Relational database (RDBMS) หรื ออาจจะเป็ น
  database เฉพาะของแต่ละ ERP package ก็ได้ Software Module จะประมวลผลทุก transaction
  แบบเวลาจริ ง และบันทึกผลลงในฐานข้อมูลรวม โดยฐานข้อมูลรวมนี้สามารถถูก access จากทุก
  Software Module ได้โดยตรงโดยไม่จาเป็ นต้องทา batch processing หรื อ File transfer ระหว่าง Software
  Module เหมือนในอดีต และทาให้ขอมูลนั้นมีอยู่ “ทีเ่ ดียว” ได้
                                     ้
3. System Administration Utility
      Utility                                                         ้
                    กาหนดการใช้งานต่างๆ ได้แก่ การลงทะเบียนผูใช้งาน, การกาหนดสิ ทธิ การใช้,
  การรักษาความปลอดภัยข้อมูล, การบริ หารระบบ LAN และ network ของ terminal, การบริ หารจัดการ
  database เป็ นต้น
4. Development and Customize Utility
       ERP สามารถออกแบบระบบการทางานใน business process ขององค์กรได้อย่างหลากหลาย ตาม
                                                                    ้
  business scenario แต่บางครั้งอาจจะไม่สามารถสร้างรู ปแบบอย่างที่ตองการได้ หรื อมีความต้องการที่จะ
                                                  ั
  Customize บางงานให้เข้ากับการทางานของบริ ษท ERP package จึงได้เตรี ยม Utility
                                              ้
  ที่จะสนับสนุนการพัฒนาโปรแกรมส่ วนนี้ไว้ดวย โดยจะมีระบบพัฒนาโปรแกรมภาษา 4GL (Fourth
  Generation Language) ให้มาด้วย

Function ของ ERP package
                                                                                          ั
       ERP package โดยทัวไปจะจัดเตรี ยม Software module สาหรับงานหลักของธุ รกิจต่าง ๆ ไว้ดงนี้
                         ่
       1. ระบบบัญชี
              1.1 บัญชีการเงิน – General, Account Receivable, Account Payable,
                             Credit/Debit, Fixed Asset, Financial, Consolidated
                             Accounts, Payroll, Currency Control(multi-currency)
              1.2 บัญชีบริ หาร – Budget Control, Cost Control, Profit Control,
                             Profitability Analysis, ABC Cost Control,
                             Management Analysis, Business Plan
       2. ระบบการผลิต
              2.1 ควบคุมการผลิต – Bill of Material, Production Control, MRP,
                                       Scheduling, Production Cost Control, Production
                                       Operation Control, Quality Control, Equipment
                                                                                           12

                                        Control, Multi-location Production Supporting
                                        System
                2.2 ควบคุมสิ นค้าคงคลัง – Receipt/Shipment Control, Parts Supply
                                    Control, Raw Material, Stocktaking
                2.3 การออกแบบ           – Technical Information Control, Parts Structure
                                    Control, Drawing Control, Design Revision
                                        Support System
                2.4 การจัดซื้ อ        – Outsourcing/Purchasing, Procurement,
                                    Acceptance, การคืนสิ นค้า, ใบเสนอราคา, ใบสัญญา
             2.5 ควบคุมโครงการ – Budget, Planning, Project Control

       3. ระบบบริ หารการขาย         – Demand/Sales Forecasting , Purchase Order, Sales
                                   Planning/Analysis, Customer Management,
                                   Inquiry Management, Quotation Management,
                                   Shipment Control, Marketing, Sale Agreement,
                                   Sale Support, Invoice/Sales Control
       4. Logistics               – Logistic Requirement Planning ,
                                   Shipment/Transport Control, Export/Import
                                   Control, Warehouse management, Logistics
                                   Support
      5. ระบบการบารุ งรักษา        – Equipment Management, Maintenance Control,
                                   Maintenance Planning
       6. ระบบบริ หารบุคคล          – Personnel Management, Labor Management,
                                   Work Record Evaluation, Employment, Training
                                   & HRD, Payroll, Welfare Management

           ี่
คุณสมบัติทดีของ ERP package
        1. มีคุณสมบัติ online transaction system เพื่อให้สามารถใช้งานแบบ real time ได้
        2. รวมข้อมูลและ information ต่างๆ เข้ามาที่จุดเดียว และใช้งานร่ วมกันโดยใช้ integrated
database
        3. มี application software module ที่มีความสามารถสู งสาหรับงานหลักๆ ของธุ รกิจได้
อย่างหลากหลาย
                                                                                                            13

       4. มีความสามารถในการใช้งานในหลายประเทศ ข้ามประเทศ จึงสนับสนุนหลายภาษา
หลายสกุลตรา
                        ่
       5. มีความยืดหยุน และสามารถปรับเปลี่ยนขยายงานได้ง่าย เมื่อระบบงานหรื อโครงสร้างองค์
กรมีการเปลี่ยนแปลง
               ั
       6. มีข้ นตอนและวิธีการในการติดตั้งสร้างระบบ ERP ในองค์กรที่พร้อมและชัดเจน
       7. เตรี ยมสภาพแวดล้อม(ระบบสนับสนุน) สาหรับการพัฒนาฟังก์ชนที่ยงขาดอยูเ่ พิ่มเติมได้
                                                                       ั ั
                     ั
       8. สามารถใช้กบเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆ
       9. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็ นมาตรฐานระดับโลก มีความเป็ นระบบเปิ ด (open system)
                                                                 ่          ั
      10. สามารถ interface หรื อเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบงานที่มีอยูแล้วในบริ ษทได้
      11. มีระบบการอบรมบุคลากรในขั้นตอนการติดตั้งระบบ
      12. มีระบบสนับสนุนการดูแลและบารุ งรักษาระบบ

ชนิดของ ERP package
                   ่ ั
1. ERP ชนิดทีใช้ กบทุกธุรกิจหรือเฉพาะบางธุรกิจ
       ERP          package                                                          ั
                                โดยทัวไปส่ วนมากถูกออกแบบให้สามารถใช้ได้กบงานแทบทุกประเภทธุ รกิจ
                                      ่
แต่งานหลักของธุ รกิจซึ่ งได้แก่           การผลิต                   การขาย             Logistics           ฯลฯ
มักจะมีความแตกต่างกันตามประเภทของธุ รกิจ                                ดังนั้นจึงมี     ERP            package
                                    ่
ประเภทที่เจาะจงเฉพาะบางธุ รกิจอยูในตลาดด้วย เช่น ERP package สาหรับอุตสาหกรรมเคมี
อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมยา เป็ นต้น
2. ERP สาหรับธุรกิจขนาดใหญ่ หรือสาหรับ SMEs
       แต่เดิมนั้น       ERP     package        ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในธุ รกิจขนาดใหญ่อย่างแพร่ หลาย
ต่อมาตลาดเริ่ มอิ่มตัว              ผูผลิตจึงได้เริ่ มหันเป้ ามาสู่ บริ ษทขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้นเรื่ อยๆ
                                        ้                                ั
     ่
ไม่วาจะเป็ นธุ รกิจขนาดใหญ่                                          ขนาดกลาง                     หรื อขนาดย่อม
ระบบและเนื้อหาของระบบงานหลักต่างๆจะไม่แตกต่างกันมาก
เพียงแต่ในธุ รกิจขนาดใหญ่จะมีปริ มาณของเนื้องานมากขึ้น                            ั
                                                                           ปัจจุบนมี             ERP package
ที่ออกแบบโดยเน้นสาหรับการใช้งานในธุ รกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยเฉพาะ ออกมาจาหน่ายมากขึ้น
เช่น
        - Oracle Application/Oracle
        - People Soft
     - SAP
        - CONTROL
        - IFS Application
        - MFG/PRO
                                                                                                          14

       - J.D. Edwards




                        ทาไมปัจจุบันจึงมีความจาเป็ นต้ องนาระบบ ERP มาใช้

 สภาพปัจจุบันของข้ อมูลระบบสารสนเทศ
1. การขาดการประสานรวมกันของระบบงาน
        ระบบข้อมูลสารสนเทศที่มีมาแต่เดิมนั้น             ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาในแต่ละ
หน่วยงานแยกกันไป                  โดยมุ่งเน้นให้มีการประหยัดพลังงาน                 การใช้เครื่ องจักรแทนคน
และการทาให้เป็ นอัตโนมัติให้มากที่สุด                                                        ผลที่ตามมาก็คือ
ระบบข้อมูลสารสนเทศที่สร้างขึ้นมาจะแตกต่างกันไปตามแผนกต่างๆ                             และเป็ นเอกเทศต่อกัน
ทาให้เกิดความล่าช้าของการไหลหรื อการเชื่ อมต่อของข้อมูลระหว่างระบบงานที่ต่างกัน
ซึ่ งจะเป็ นอุปสรรคทาให้ไม่สามารถสร้างระบบงานที่รวดเร็ วได้
 2. การขาดความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกันของข้ อมูล
                                                     ่
           เนื่องจากมีการกระจัดกระจายของข้อมูลอยูตามแผนกต่างๆ
และมีระบบข้อมูลสารสนเทศแยกตามแผนกต่างๆ                      กัน            ทาให้เกิดความซ้ าซ้อนของข้อมูล
และการที่จะให้แผนกต่างๆ                                                        ้
                                                                          ใช้ขอมูลร่ วมกันนั้นเป็ นไปได้ยาก
ทาให้เป็ นอุปสรรคกีดขวางการทางานประสานร่ วมกันระหว่างแผนก
และทาให้การที่แต่ละแผนกจะใช้ความสามารถของตนเองช่วยกันแก้ปัญหาและบริ หารงานอย่าง
                ั
สร้างสรรค์น้ นไม่สามารถเกิดขึ้นได้
3. การขาดความรวดเร็วในการตอบสนอง
                          ่
            ระบบข้อมูลที่ผานมานั้น ข้อมูลที่เกิดขึ้นในแต่ละแผนกนั้นจะถูกประมวลผลแบบ                     Batch
processing เป็ นช่วงๆ เช่น เดือนละครั้ง ฯลฯ                                          ้
                                                                            ทาให้ขอมูลของแต่ละแผนกนั้น
กว่าจะถูกนาไปใช้ในองค์กรโดยรวมเกิดความล่าช้า ดังนั้นการบริ หารที่สามารถวิเคราะห์ขอมูลสดได้ ณ     ้
                                           ั
เวลานั้น (real time) เพื่อการตัดสิ นใจได้ทนท่วงที (timely decision) เป็ นไปไม่ได้และเกิดขึ้นยากได้
4. ขาดความสามารถด้ าน globalization
                                    ่
           ระบบข้อมูลสารสนเทศที่ผานมานั้น                                        ถูกสร้างขึ้นมาใช้เฉพาะงาน
ไม่สามารถรองรับการทาธุ รกิจแบบข้ามชาติ และไม่สามารถทาให้กระบวนการทางธุ รกิจ (business process)
เป็ นแบบ                                           ้
                     global ได้ ดังนั้นการใช้ขอมูลข้ามประเทศเพื่อร่ วมงานกันจึงเกิดขึ้นยาก ผลก็คือ
                                                                                                                15

                     ั                                                ั
ทาให้การตัดสิ นใจที่ทนเหตุการณ์ บนพื้นฐานของสภาพความจริ งปั จจุบนของการดาเนินการแบบ global
ไม่สามารถทาได้
             ื
5. ความไม่ ยดหยุ่นของระบบข้ อมูลสารสนเทศ
         ระบบข้อมูลสารสนเทศเดิมส่ วนใหญ่จะพัฒนากันขึ้นมาเอง
ระบบจึงประกอบด้วยโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่                               ่
                                                    ขาดความยืดหยุนในการแก้ไขเพิ่มเติมและดูแลระบบ
จึงเป็ นการยากต่อการปรับปรุ งเพื่อให้สามารถรับมือกับการบริ หารเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ วได้




 การวางฐานรากของแนวคิด ERP และการนา ERPมาใช้ ทาได้ โดย
                                              ่
1. การรับรู้ สภาพแวดล้ อมของการบริ หารทีมีการแข่ งขันสู ง
                                                  ั
        สภาพแวดล้อมการบริ หารธุ รกิจในปั จจุบนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก                       รุ นแรงและต่อเนื่ อง
         ้
การที่ตองเผชิ ญกับการแข่งขันอย่างรุ นแรงจากต่างประเทศทัวโลก   ่
                   ่
และเพื่อการอยูรอดขององค์กรต่อไปในอนาคต
ความสามารถที่จะปรับตัวและรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปนี้                                จึงเป็ นสิ่ งสาคัญมาก
ความเร็ วในการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง จะมีผลต่อผลประกอบการขององค์กร
 2. การรับรู้ ถึงปั ญหาและการแก้ ไขปั ญหาด้ านการบริหาร
                               ้
        เมื่อถึงยุคบริ หารที่ตองแข่งขันสู ง            ปั ญหาต่างๆ             ที่เกิดขึ้นต้องเร่ งแก้ไขโดยด่วน
ไม่สามารถรอได้แม้แต่นาทีเดียว                              หมดยุคการทางานที่ล่าช้า                ไม่เห็นภาพรวม
ไม่สามารถตัดสิ นได้รวดเร็ วและ ทันเวลา ดังนั้นการวางฐานรากของ ERP และการนา ERP เข้ามาใช้เป็ นสิ่ ง
ที่จาเป็ น
3. การสร้ างระบบสารสนเทศองค์ กรใหม่ โดยสร้ างระบบ ERP
       เพื่อให้การนา          ERP      มาใช้เป็ นไปอย่างถูกต้องตามแนวคิด        ERP          สิ่ งที่ขาดไม่ได้ก็คือ
การสร้างระบบสารสนเทศองค์กรใหม่โดยสร้างระบบ ERP โดยใช้ชุดโปรแกรม ERP                                        package
                                 ่
เนื่องจากระบบข้อมูลที่มีอยูแล้วนั้น ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาการบริ หารงานตามแนวคิดของ ERP ได้
4. การลงมือนา ERP มาใช้
     องค์กรหลายองค์กรทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีความมุ่งมันที่จะแก้ปัญหาการ
                                                                             ่
บริ หารโดยนา ERP มาใช้
 ความสามารถในการแข่ งขันขององค์ กร
                                                                                                      16

       การนา           ERP            มาใช้เป็ นสิ่ งที่คาดหวังว่าจะเป็ นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปองค์กร
ในการปฏิรูปองค์กรจาเป็ นต้องเข้าใจว่า         ขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรเกิดขึ้นได้อย่างไร
ซึ่ งความสามารถในการแข่งขันหรื อความเข้มแข็งขององค์กรนั้นมี 3 ส่ วนด้วยกัน




                                     รู ปที่ 9 ความสามารถในการแข่ งขันขององค์ กร

1. ความเข้ มแข็งของสิ นค้ าหรือบริการ
         การแข่งขันส่ วนนี้มองเห็นได้ง่ายที่สุด        องค์กรที่เข้มแข็งสามารถรักษาความเข้มแข็งไว้ได้นาน
เนื่องจากมีสินค้าและบริ การที่แตกต่างจากคนอื่น
             ิ
และช่วงชีวตของสิ นค้าและบริ การในอดีตนั้นค่อนข้างยาวนาน
     ่          ั
แต่วาในปั จจุบนการสร้างความแตกต่างของสิ นค้าและบริ การนั้นเป็ นเรื่ องที่ทาได้ยาก
         ิ
ช่วงชีวตของสิ นค้าและบริ การก็ส้ ันลง                        จึงทาให้ความสามารถขององค์กรนั้นตัดสิ นกันที่
ความสามารถในการพัฒนาสิ นค้าและบริ การใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ วและต่อเนื่อง
 2. ความเข้ มแข็งด้ านกระบวนการทางธุรกิจ (business process)
       เป็ นการแข่งขันในเรื่ องของความมีประสิ ทธิ ภาพในการสร้างมูลค่าเพิมในกระบวนการทางธุ รกิจ ตาม
                                                                           ่
business              scenarioในการผลิตสิ นค้าและบริ การ              เช่น        กระบวนการพัฒนาสิ นค้า,
                                                  ั
กระบวนการในการส่ งมอบสิ นค้าหรื อบริ การให้กบลูกค้า
กระบวนการเหล่านี้ตองรวดเร็ วเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้มาก
                       ้                                                     และเป็ นพลังการแข่งขันที่สาคัญ
                                                                                           ้
ดังนั้นองค์กรจาเป็ นต้องมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุ งกระบวนการทางธุ รกิจให้กาวหน้าและทันส
มัยอยูเ่ สมอ
3.                                                   ความเข้ มแข็งด้ านการพัฒนาสิ นค้ าและบริการแบบใหม่ ๆ
                                                                    ่
รวมทั้งความสามารถในการสร้ างกระบวนการทางธุรกิจแบบใหม่ ๆ ทีมีประสิ ทธิภาพ
                                                                                         17

     ความเข้มแข็งเกิดจากความสามารถในการพัฒนาสิ นค้าและบริ การแบบใหม่ๆ
และความสามารถในการสร้างกระบวนการทางธุ รกิจ                    (business process)      แบบใหม่
บนพื้นฐานของรู ปแบบธุ รกิจ (business scenario) อย่างต่อเนื่อง

 การนา ERP มาใช้ และการเชื่อมโยงไปสู่ กจกรรมการปฏิรูปองค์ กร
                                        ิ




                                       รู ปที่ 10 การนา ERP มาใช้ ปฏิรูปองค์ กร
  1. ริเริ่มกิจกรรมปฏิรูปองค์ กรโดยการนา ERP มาใช้
                                   ั                                                  ั
         การนา ERP มาใช้น้ น จะต้องผลักดันกิจกรรมการปฏิรูปองค์กรทุกระดับชั้นตั้งแต่ช้ นรากฐาน
องค์กร ชั้นกระบวนการทางธุ รกิจ และชั้นระบบสารสนเทศองค์กร




                                     ่
               รู ปที่ 11 พลังขับเคลือนของกิจกรรมการปฏิรูปองค์ กรจากการนา ERP มาใช้
                                                                                                       18

          การนา                                      ERP                                            ั
                                                                                            มาใช้น้ น
                                                                ั
ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การสร้างระบบข้อมูลสารสนเทศองค์กรใหม่ท้ งระบบโดยใช้ระบบ ERP เท่านั้น
ก่อนอื่นต้องเริ่ มจากกิจกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงจิตสานึกให้เห็นความสาคัญของการปฏิรูปองค์กร
ซึ่ งเป็ นการปฏิรูปในชั้นรากฐานขององค์กร เพื่อทาให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดของ ERP ทัวทั้งองค์กร
                                                                                          ่
ต่อจากนั้นต้องทบทวนห่วงโซ่กิจกรรม(ห่วงโซ่ของมูลค่า)                        เดิมและสร้างระบบใหม่ข้ ึน
                                                                  ิ่
ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้ดียงขึ้น
และนี่ก็คือการปฏิรูปกระบวนการทางธุ รกิจ จากนั้นจะใช้กระบวนการทางธุ รกิจเป็ นฐาน เพื่อสร้างระบบ ERP
ขึ้นมาใหม่เป็ นระบบสารสนเทศขององค์กร
ซึ่ งถือว่าเกิดการปฏิรูปในชั้นระบบสารสนเทศขององค์กรจากการนา ERP มาใช้
2. การฝังลึกของกิจกรรมปฏิรูปองค์ กรทีเ่ กิดจากการนา ERP มาใช้




                         การฝังลึกของกิจกรรมปฏิรูปองค์ กรที่เกิดจากการปฏิรูปรากฐานองค์ กร

        เมื่อมีการปฏิรูปชั้นรากฐานขององค์กรฝังลึกขึ้น
จะทาให้เกิดแรงผลักดันเพื่อการปฏิรูปองค์กรอย่างต่อเนื่ องและสามารถส่ งผลให้เกิดความสามารถ
ที่จะผลิตสิ นค้าและบริ การใหม่ๆ                  ที่สร้างสรรค์ได้อย่างรวดเร็ วตรงตามความต้องการของตลาด
การสร้างผลิตภัณฑ์หรื อบริ การใหม่ๆ                  นี้              จะส่ งผลเรี ยกร้องให้เกิดการปฏิรูปใหม่ๆ
ในชั้นระบบสารสนเทศองค์กรด้วย เช่น เกิดความคิดว่าแนวคิด ERP นั้นน่าจะขยายขอบเขตให้ใหญ่ข้ ึน
ซึ่งจะเป็ นผลทาให้เกิดการปฏิรูปอย่างต่อเนื่ องของระบบ ERP

 กิจกรรมปฏิรูปองค์ กรโดยการนา ERP มาใช้
       การนา ERPมาใช้ส่งผลให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ คือ
1. การปฏิรูปการทางาน
                                                                                                   19

        การนา                                         ERP                                              ั
                                                                                               มาใช้น้ น
จะทาให้เกิดการทบทวนกระบวนการทางธุ รกิจของห่วงโซ่ของกิจกรรมที่มีอยูเ่ ดิมว่า เป็ นไปตามแนวคิดของ
ERP หรื อไม่ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ การนา ERP มาใช้ จะทาให้เกิดการปฏิรูประบบการทางานที่มีอยูเ่ ดิมโดยปริ ยาย
การปฏิรูปการทางานส่ งผลกระทบต่อการบริ หารธุ รกิจด้าน
 -                                                            ั
                    การเพิ่มประสิ ทธิ ภาพและความเหมาะสมให้กบกระบวนการทางธุ รกิจ
 -                  การทาให้การบริ การรวดเร็ ว ไวต่อเหตุการณ์
 -                  การลดลงของค่าใช้จ่าย
2. การปฏิรูปการบริ หารธุรกิจ
        การนา ERP มาใช้น้ น จะทาให้สามารถรวมศูนย์งานทั้งหมดในห่วงโซ่กิจกรรม (ห่วงโซ่ของมูลค่า)
                               ั
ได้                 และสามารถรู ้ถึงกิจกรรมในห่วงโซ่กิจกรรมได้แบบ             real                time
เมื่อสามารถรับรู้ถึงสภาพการณ์โดยรวมของการบริ หารอย่างแจ่มแจ้ง
ก็จะทาให้สามารถดูแลบริ หารและลงทุนทรัพยากรทางการบริ หารต่างๆ ได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ

3. การปฏิรูปวัฒนธรรมและวิถีขององค์ กร
          ในการปฏิรูปการทางาน
มีความจาเป็ นต้องแก้ไขรู ปแบบโครงสร้างองค์กรแบบดั้งเดิมที่แบ่งแยกในแนวตั้งตาม            function
        ั
และมีช้ นมากมาย                   โดยจะต้องปฏิรูปโครงสร้างให้เป็ นแบบแนวราบ                 (flat)
ซึ่ งสามารถควบคุมห่วงโซ่ของกิจกรรมเพิ่มมูลค่าตลอดตามแนวนอนได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรแบบนี้จะส่ งผลให้เกิดการปฏิรูปวัฒนธรรมและวิถี ขององค์กรในด้าน
 -               การเป็ นตัวเองและความกระตือรื อร้นของพนักงาน
 -               การใช้ความสามารถของพนักงานให้เกิดผล (empowerment)
 -               การใช้ความคิดสร้างสรรค์ในฐานะขององค์กรให้เกิดผล


         ปัจจัยต่ าง ๆ ที่ควรพิจารณาเมื่อนา ERP มาใช้ ในองค์กร
    1.   ปัจจัยด้านต้นทุน (Cost)
    2.   ปัจจัยด้านเทคโนโลยี (Technology)
    3.   ปัจจัยด้านเทคนิค (Technical)
    4.   ปัจจัยด้านการวางแผนกลยุทธ์ (Strategy)
    5.   ปั จจัยด้านการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุ รกิจ (Business Process Re-engineering-BPR)
    6.   ปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงการจัดการ (Change Management)
    7.   ปัจจัยด้านการจัดการโครงการ (Project Management)
    8.   ปัจจัยด้านบุคลากร (Human Resource)
                                                                                                       20

    9. ปัจจัยด้านการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Chang Culture Organization)

        ความเป็ นผู้นา และบทบาทของผู้บริหารต่ อการนา ERP มาใช้

 ความเป็ นผู้นา(leadership) ของผู้บริหารต่ อการนา ERP มาใช้
                                                   ้      ้
     ความสัมพันธ์ที่บอกถึงสาเหตุที่ทาให้ความเป็ นผูนาของผูบริ หารเป็ นสิ่ งที่ขาดไม่ได้คือ




                               รู ปที่ 13 ความเป็ นผู้นาของผู้บริหารในการนา ERP มาใช้
              ่
1. การเปลียนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาวะแวดล้อมการบริหาร
                                                 ั
        สภาวะแวดล้อมการบริ หารในปั จจุบนนั้นเปลี่ยนแปลงรวดเร็ วมาก
เนื่องจากเป็ นยุคของการเปิ ดสู่ โลกกว้าง การเข้ายุคการแข่งขันอย่างรุ นแรง
และยุคที่การเปลี่ยนแปลงเป็ นเรื่ องปกติ
2. การเสริมความแกร่ งด้ านการแข่ งขันโดยการปฏิรูปองค์ กร
          การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมการบริ หารดังกล่าว                              ทาให้การปฏิรูปองค์กร
เป็ นสิ่ งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทาให้มีความจาเป็ นต้องปฏิรูปการทางาน ปฏิรูปการบริ หาร และปฏิรูปวัฒนธรรม
และวิถีขององค์กรด้วย
3. การสร้ างรากฐานของการปฏิรูปองค์ กรโดยใช้ ระบบ ERP
                                                                                                         21

          เพื่อที่จะสามารถปฏิรูปองค์กรให้ได้รวดเร็ ว ทันต่อสภาพแวดล้อมการบริ หารที่เปลี่ยนแปลง
   อย่างรวดเร็ ว จาเป็ นต้องปฏิรูประบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร โดยการนาระบบ ERP มา
  ใช้เป็ นรากฐานของระบบข้อมูลสารสนเทศขององค์กร
4. ความเป็ นผู้นาของผู้บริ หาร
          การนา ERP มาใช้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การสร้างระบบข้อมูลสารสนเทศใหม่เท่านั้น
แต่เป็ นการนาเครื่ องจักรขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์กรเข้ามาใช้ และการที่จะปฏิรูปองค์กรนั้น
                                     ู้
คนที่สามารถผลักดันได้ ก็มีเพียงแต่ผบริ หารเท่านั้น ดังนั้นในการนา ERP มาใช้
              ้       ้
ความเป็ นผูนาของผูบริ หาร จึงเป็ นสิ่ งที่ขาดไม่ได้

 บทบาทของผู้บริหารทีต้องปฏิบัติในการนา ERP มาใช้
                               ่
                             ้                                        ้
          นอกจากความเป็ นผูนาของการบริ หารแล้ว ในการนา ERP มาใช้ ผูบริ หารยังต้องมีบทบาทที่
      สาคัญดังต่อไปนี้
1. การเป็ นหัวหอกในการปฏิรูปจิตสานึก
          ก่อนที่จะนา          ERP       มาใช้        ้                                 ั
                                                    ผูบริ หารจะต้องไม่มองข้ามสภาพปั จจุบนขององค์กร
แต่จะต้องเป็ นหัวหอกในการปฏิรูปจิตสานึกต่อความสาคัญของการปฏิรูปองค์กร
และจะต้องรับบทบาทในการผลักดันเรื่ องการปฏิรูปจิตสานึกขององค์กรโดยรวม
  ้                    ้
ผูบริ หารจะต้องเป็ นผูอธิ บายให้พนักงานเข้าใจ   โดยบางครั้งจะต้องวนไปรอบๆ           องค์กรด้วยตัวเอง
และพูดคุยกับพนักงานแต่ละคนๆ ให้ร่วมแรงกันปฏิบติ  ั
2. ร่ วมในการออกแบบและการตัดสิ นใจในการนา ERP มาใช้
         การนา ERP มาใช้ต่างกับการทาโครงการเพียงเพื่อสร้างระบบสารสนเทศใหม่เป็ นอย่างมาก
เพราะการสร้างระบบ                      ERP                  คือการสร้างระบบสารสนเทศใหม่ที่รวมศูนย์
และมีความสามารถทาให้เกิดการบริ หารที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปการทางาน                การปฏิรูปการบริ หาร
การปฏิรูปวัฒนธรรมและวิถีขององค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรโดยรวมได้รับประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ด




3. การเป็ นผู้นาอย่ างต่ อเนื่องในการนา ERP มาใช้
         ้
       ผูบริ หารไม่ใช่แค่เป็ นผูเ้ ริ่ มต้นเท่านั้น        ้                                        ้ ั
                                                         ผูบริ หารจะต้องไม่ปล่อยให้เป็ นหน้าที่ของผูใต้บงคับ
บัญชาในการดาเนินการผลักดันการนา                     ERP มาใช้ เพราะถ้าเป็ นเช่นนั้นจะไม่ประสบผลสาเร็ จ
  ้                    ้
ผูบริ หารจะต้องเป็ นผูนาอย่างต่อเนื่องในการนา ERP มาใช้ในองค์กร

 ขั้นตอนการนา ERP มาใช้
                                                                                                22

                         ั
       การนา ERP มาใช้น้ น มีความจาเป็ นที่จะต้องแบ่งออกเป็ น 5 ขั้นตอนใหญ่




                          รู ปที่ 14 ขั้นตอนของการนา ERP มาใช้
   1. ขั้นตอนการวางแนวความคิดการนา ERP มาใช้




                                  รู ปที่ 15 กระบวนการของขั้นตอนการวางแนวคิด
1. จัดตั้งทีมแกนกลาง (core team)
       เป็ นการจัดตั้งทีมงานแกนกลาง เพื่อผลักดันการนา ERP มาใช้รวมทั้งจัดทาแผนการวางแนวคิด
                                                            ้                    ั
   การทา ERP มาใช้ และควรมีที่ปรึ กษาที่มีประสบการณ์ดาน ERP ซึ่งควรมาจากบริ ษทที่ปรึ กษาที่
   เป็ นกลาง เพื่อจะได้ให้คาปรึ กษาที่น่าเชื่อถือแก่ผบริ หารได้
                                                     ู้
2.             การทาความเข้ าใจและวินิจฉัยสถานภาพปัจจุบันของรู ปทางธุรกิจ(business          scenario)
และกระบวนการทางธุรกิจ (business process)
                                                                                                23

                                                      ้
     ทีมงานแกนกลางจะทางานในการรับฟังข้อมูลจากทั้งผูบริ หาร
และจากแต่ละหน่วยงานภายในบริ ษทในประเด็นเกี่ยวกับสถานภาพปั จจุบนของกระบวนการทางธุ รกิจ
                                  ั                                 ั
และทาการวินิจฉัยวิเคราะห์
3. การทาประเด็นปั ญหาปัจจุบันของรู ปแบบทางธุรกิจและกระบวนการทางธุรกิจให้ ชัดเจนเป็ นรู ปธรรม
                                                         ั
  จากนั้นจะต้องทาการสรุ ปสถานภาพและประเด็นปั ญหาปั จจุบนของรู ปแบบธุ รกิจ
                               ั
และกระบวนการทางธุ รกิจให้ชดเจนเป็ นรู ปธรรม
                       ่
 4. การกาหนดรู ปแบบทีควรจะเป็ น
       โดยการออกแบบระบบการทางานขององค์กรไปสู่ ภาพลักษณ์ที่ตองการในอนาคต
                                                                  ้
                         ้                   ้                                                ั
โดยให้มีการเข้าร่ วมของผูบริ หารในขั้นตอนนี้ดวย และโดยการเปรี ยบเทียบภาพอนาคตกับสถานภาพปั จจุบน
จะทาให้สามารถมองเห็นแนวว่า              ควรจะทาการปฏิรูปองค์กรอย่างไร      แล้วสรุ ปแนวทางหลักๆ
ในการทากิจกรรมเพื่อปฏิรูปองค์กรโดยนา ERP มาใช้
 5. การรณรงค์ ปฏิรูปจิตสานึก

ต้องมีการปฏิรูปจิตสานึกให้คนทั้งองค์กรเห็นพ้องร่ วมกันในสถานภาพปั จจุบนไปสู่ สภาพที่ควรจะเป็ น
                                                                             ั
เปิ ดโอกาสให้บุคลากรจากหน่วยงานภายในองค์กรเข้าร่ วม เพื่อแสวงหาภาพของ องค์กรที่ควรจะเป็ นร่ วมกัน
6. แผนการวางแนวคิดสาหรั บการปฏิรูปวิสาหกิจ
            เป็ นการวางแผนแนวความคิดเพื่อการปฏิรูปองค์กร
                                                                       ั           ้
เพื่อกาจัดช่องว่างระหว่างประเด็นปั ญหาของการบริ หารธุ รกิจในปั จจุบนกับภาพที่ตองการจะให้เป็ นในอนาคต
7. แผนการวางแนวคิดการนา ERP มาใช้
      ให้วางแผนแนวคิดการนา ERP มาใช้ โดยยึดตามแนวคิดของการปฏิรูปองค์กร โดนเน้นว่าการนา ERP
        ั
มาใช้น้ นเป็ นการนาเครื่ องจักรขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์กรเข้ามาใช้
8. การตัดสิ นใจในการนา ERP มาใช้ โดยผู้บริ หาร
       ซึ่ งเป็ นขั้นตอนสุ ดท้าย                    ั                ้
                                         เพื่อขออนุมติการตัดสิ นของผูบริ หารเพื่อนา              ERP
                                                            ั      ้
มาใช้โดยยึดหลักแนวคิดที่วางไว้ และหลังจากได้รับคาอนุมติจากผูบริ หารแล้ว ก็จะเริ่ มต้นการวางแผนการนา
ERP มาใช้ต่อไป




   2. ขั้นตอนการวางแผนการนา ERP มาใช้
                                                                                                            24




                                        รู ปที่ 16 งานสาหรับขั้นตอนการวางแผน

1. จัดตั้งคณะกรรมการกาหนดแนวทาง
                                                      ู้
         จัดตั้งคณะกรรมการกาหนดแนวทางโดยให้ผบริ หารเป็ นประธาน                              คณะกรรมการชุดนี้
                                                                          ั
ไม่เพียงแต่มีบทบาทในการวางแผนโครงการนา ERP มาใช้เท่านั้น แต่ยงมีบทบาทจนกระทังสิ้ นสุ ดโครงการ ่
เช่น                     ติดตาม                    ความก้าวหน้าของโครงการ,                      ปั ญหาที่เกิดขึ้น
รวมทั้งปั ญหาต่างๆที่จาเป็ นต้องอาศัยมุมมองจากการบริ หารจัดการในการแก้ไขอย่างรวดเร็ ว
โดยจะเป็ นหน่วยงานที่มีอานาจตัดสิ นใจสู งสุ ดในการแก้ไขปั ญหาที่เกี่ยวกับโครงการนา ERP มาใช้
           ดังนั้นสมาชิกของคณะกรรมการกาหนดแนวทางจึงต้องประกอบด้วย
ผูที่มีหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆ
  ้                                                                                 ที่เกี่ยวข้องภายในองค์กร
โดยเฉพาะอย่างยิงในการตัดสิ นใจเกี่ยวกับกระบวน
                    ่                                                                              การทางธุ รกิจ
จะต้องมีผรับผิดชอบที่เป็ นตัวแทนมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธุ รกิจ (process owner)
              ู้
และมีอานาจตัดสิ นใจเข้าร่ วมด้วย
 2. จัดตั้งระบบและโครงสร้ างขององค์ กร
                                                              ั
            คณะกรรมการกาหนดแนวทาง จะต้องตั้งทีมปฏิบติงานโครงการนา ERP                         มาใช้ งานของ
โครงการนา                                                ERP                                           มาใช้คือ
การกาหนดลาดับขั้นตอนของกระบวนการทางธุ รกิจใหม่โดยอ้างอิงจากรู ปแบบธุ รกิจที่วางแผนไว้
และทาการสร้างระบบ ERP โดยการกาหนด parameter ต่างๆ เข้าไปใน ERP Package
            ดังนั้น     จึงจาเป็ นที่จะต้องคัดเลือกบุคลากรต่างๆ                ้
                                                                    ที่มีความคุนเคยกับกระบวนการทางธุ รกิจ
            ั
ในปั จจุบน จากหน่วยงาน ที่มีอานาจในการตัดสิ น กาหนดกระบวนการทางธุ รกิจใหม่ (เจ้าของ กระบวนการ)
เพื่อร่ วมประสานงานในการตัดสิ นกาหนดกระบวนการทางธุ รกิจ โดยต้องให้ บุคคลากรหลัก (key person)
                                                                                                                25

ของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าร่ วมในการตัดสิ นกาหนดกระบวนการทางธุ รกิจ                            นอกจากนี้
โครงการนา                            ERP                 มาใช้               ต้องดาเนินการสร้างระบบสารสนเทศ
ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศล่าสุ ดอย่างเต็มที่ให้เกิดเป็ นโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศขึ้นมา
อีกทั้งจะต้องเกี่ยวข้องกับการปรับโอนระบบเก่าสู่ ระบบใหม่                  ดังนั้นจึงมีความจาเป็ นที่จะต้องมีสมาชิก
จากฝ่ ายระบบสารสนเทศเข้าร่ วมในโครงการด้วย
                                 ้
  3. ทาวัตถุประสงค์ และเปาหมายของการนา ERP มาใช้ ให้ มีความชัดเจน
                                                                                  ั
          การเริ่ มต้นโครงการนา ERP มาใช้แรกสุ ด จะต้องทาให้วตถุประสงค์ของการนา ERP
มาใช้ให้มีความชัดเจน เป็ นรู ปธรรม พึงนึกเสมอว่า การปฏิรูปที่คิดไว้ในการวางแผนนั้น คือ การปฏิรูปอะไร
อย่างไร                และจาเป็ นจะต้องสร้างระบบ               ERP           อย่างไร ซึ่งต้องกาหนดให้ชดเจน     ั
อีกทั้งต้องกาหนดเป้ าหมายของผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการปฏิรูปด้วย
 4. กาหนดขอบข่ ายและวิธีการนา ERP มาใช้
           ซึ่งมี 2 รู ปแบบคือ
          1. ใช้โครงสร้างระบบ ERP ในการปรับเปลี่ยนทุกๆ ส่ วนของธุ รกิจในครั้งเดียวเลย(big                        bang
          approach)
          2.            เริ่ มต้นด้วยบางส่ วนของธุ รกิจก่อน        แล้วค่อยๆขยายขอบข่ายออกไปเป็ นขั้นเป็ นตอน
(phasing approach) ซึ่ งจะต้องพิจารณาลาดับก่อนหลังของส่ วนที่ธุรกิจที่เป็ นเป้ าหมายด้วย
        ในกรณี ที่มีฐานของธุ รกิจมากหลายแหล่ง จะเลือกแบ่งออกเป็ นขั้นๆ ในการขยายฐานออกไป หรื อจะนา
ERP มาใช้สาหรับทุกฐานในครั้งเดียวกัน เป็ นสิ่ งสาคัญที่จะต้องตัดสิ นใจ
5. ตรวจสอบให้ แน่ ใจเกี่ยวกับการใช้ ERP package
         ในการสร้างระบบ                 ERP นั้น            การใช้       ERP         package เป็ นสิ่ งที่ขาดไม่ได้
จาเป็ นที่จะต้องได้รับความเห็นพ้องกันว่า จะใช้ ERP package ในการสร้างระบบ ERP
6. คัดเลือก ERP package ทีจะใช้       ่
                               ั ้
         การคัดเลือกบริ ษทผูผลิต ERP package ที่จะใช้ในการสร้างระบบ ERP การคัดเลือก ERP package นี้
จุดสาคัญคือต้องมองภาพอนาคตที่คาดหวังขององค์กร
และพิจารณาว่าสิ่ งที่จะเลือกนั้นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการนา ERP มาใช้ตามที่วางแนวคิดไว้หรื อไม่
                   ้
ในกรณี ที่เลือกผูจาหน่าย                         ERP                   package                      จากต่างประเทศ
ให้ดาเนินการสารวจกรณี ตวอย่างของบริ ษทภายในประเทศ เกี่ยวกับผลในการนา ERP มาใช้ภายในประเทศ
                                   ั           ั
และพิจารณาระดับความสามารถ                                           ความจริ งจังที่จะเข้ามาทาตลาดในประเทศด้วย
ตลอดจนความมันคงของการบริ หารจัดการและสถานภาพการลงทุนในการพัฒนา
                     ่
สถานภาพความต่อเนื่องของการ                                         Upgrade                                 Software
นั้นรวมทั้งการปรับแต่งสาหรับการใช้ภายในประเทศ(localization)                         และความรวดเร็ วในการทาการ
localization version ใหม่ๆ สาหรับตลาดในประเทศนั้นเร็ วมากน้อยอย่างไร
                                                                                                        26




                         ่
7. คิดเลือกพันธมิตรทีให้ การสนับสนุน
      เมื่อตัดสิ นใจเลือก ERP package ได้แล้ว ขั้นต่อไปเป็ นการตัดสิ นใจเลือกพันธมิตรที่จะให้การ
สนับสนุนในการสร้างระบบ ERP ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการนา ETP มาใช้จะเป็ นอย่างไร
       ่ ั
ขึ้นอยูกบฝี มือของพันธมิตรที่จะเข้ามาทางานจริ ง
8. กาหนดกรอบของการปฏิรูปการทางานและการปฏิรูปการบริหาร
        พิจารณารู ปแบบธุ รกิจ (scenario) ของการบริ หารธุ รกิจโดยรวม และพิจารณาตัดสิ นว่าจะต้องทา
อะไรบ้างในการปฏิรูปการทางานและการบริ หารงาน                     ส่ วนรายละเอียดของรู ปแบบทางธุ รกิจ และ
กระบวนการทางธุ รกิจนั้น จะทากันอีกครั้งในขั้นตอนของการพัฒนาระบบ โดยพิจารณาจาก Function
การใช้งานและส่ วนอื่น ๆ ที่มากับ ERP package ที่นามาใช้ประกอบกันด้วย
            ้
9. จัดตั้งเปาหมายเวลาและงบประมาณในการนา ERP มาใช้
           ควรจัดทาหมายกาหมดการคร่ าวๆ สาหรับการนา ERP มาใช้และเป้ าหมาย (milestone)                    หลักๆ
ในแต่ละช่วง รวมถึงการพิจารณาตัดสิ นใจถึงงบประมาณค่าใช้จ่ายโดยคร่ าวๆ
10. อนุมัติแผนการนา ERP มาใช้
                                                                               ั
          ในขั้นท้ายสุ ด จะเป็ นการจัดทาเอกสารแผนงานซึ่ งจะรวบรวมแผนปฏิบติงานต่างๆในการนา ERP
มาใช้                                                                    ้
                                     จากนั้นจะต้องจัดให้มีการประชุมของผูบริ หารระดับสู งขององค์กรทั้งหมด
เพื่อให้มีมติเห็นชอบในการเริ่ มโครงการการนา                 ERP                      มาใช้อย่างเป็ นรู ปธรรม
                                   ั              ้
และท้ายสุ ดจะต้องได้รับการอนุมติเห็นชอบจากผูบริ หารระดับสู งสุ ดด้วย

    3. ขั้นตอนการพัฒนาการนา ERP มาใช้



                                   งานสาหรับขั้นตอนการพัฒนา
                                                                                                                27




                                         รู ปที่ 17 งานสาหรับขั้นตอนการวางแผน
1. การจัดทาแผนโครงการการพัฒนา
          ควรทาการวางแผนโครงการโดยละเอียด สาหรับการนา ERP มาใช้ โดยการกาหนดงานที่
                    ั
จาเป็ นต้องปฏิบติเพื่อให้โครงการดาเนินไปได้                 แล้วแบ่งงานนั้นออกเป็ นหน่วยย่อย           และระบุเวลา
และเป้ าหมาย                        (milestone)                                        ที่จะได้รับของแต่ละขั้นตอน
โดยจาเป็ นที่จะต้องใส่ เป้ าหมายของแต่ละช่วงที่ถูกแบ่งเอาไว้ในแผนด้วย
2. การสารวจสภาวะของระบบงานปัจจุบัน
          การที่พิจารณาปรับปรุ งกระบวนการทางธุ รกิจ (business process) ที่สร้างจากรู ปแบบธุ รกิจ(business
scenario) นั้น จะเริ่ มต้นจากการสารวจสภาวะของระบบงานปั จจุบน             ั
3. การกาหนดรู ปแบบธุรกิจและกระบวนการทางธุรกิจที่น่าจะเป็ น
        เป็ นการกาหนดรู ปแบบของการดาเนินธุ รกิจ (business scenario) ที่จะดาเนินต่อจากนี้ไป
                                            ่
สาหรับในแต่ละธุ รกิจรายสาขาที่อยูในแผนการปฏิรูป หลังจากนั้นจะทาการทบทวนกระบวนการทางธุ รกิจ
                            ่
(business process) ที่ผานมา ว่าจะต้องทาการปฏิรูป ปรับปรุ ง รวบลัดตัดแต่ง ระบบงานเก่าอย่างไร
ให้เกิดเป็ นกระบวนการทางธุ รกิจใหม่                  และสอดคล้องตามรู ปแบบธุ รกิจใหม่               ที่ได้กาหนดขึ้น
โดยกระบวนการทางธุ รกิจที่น่าจะเป็ นนี้ สามารถที่จะทาการเปลี่ยนแปลงหรื อหันไปใช้แผน(สารอง)อื่นๆได้
         ่ ั
ขึ้นอยูกบผลการประเมินความเหมาะสมสอดคล้องของ ERP package
4. การประเมินความเหมาะสมสอดคล้องกัน
           เป็ นการประเมินความเหมาะสมสอดคล้องกัน ระหว่างกระบวนการทางธุ รกิจที่น่าจะเป็ น กับ
กระบวนการทางธุ รกิจที่มีให้เลือกใช้จาก ERP package
5. การใช้ ERP package อย่างมีประสิ ทธิภาพ
          การตัดสิ นใจขั้นสุ ดท้ายเกี่ยวกับกระบวนการทางธุ รกิจว่าจะกาหนดอย่างไรรวมถึงการจะหัน
                                          ั
ไปเลือกใช้แผนสารองอื่นหรื อไม่น้ น จุดสาคัญที่สุดคือ ต้องพิจารณาว่าจะสามารถใช้กระบวนการทางธุ รกิจ
ที่มีให้เลือกจาก ERP package ให้เป็ นประโยชน์ได้อย่างเต็มที่หรื อไม่
6. การพัฒนา ERP package เพิมเติม       ่
                              ่
          ในกรณี ที่สรุ ปได้วา ไม่สามารถที่จะสร้างกระบวนการทางธุ รกิจ ที่น่าจะเป็ นขึ้นมาได้จากการ
ผสมผสานของกระบวนการทางธุ รกิจที่มีให้เลือกจาก                                   ERP                         package
      ่
แม้วาจะพิจารณาเรื่ องการใช้แผนสารองแล้วก็ตาม                        ก็มีความจาเป็ นที่จะต้องพิจารณาทางเลือกอื่นๆ
เพื่อแก้ปัญหา เช่น การพัฒนา Software เพิ่มเติม(add on) เพื่อใช้ร่วมกับ ERP package
หรื อการใช้ระบบอื่นๆ                          ภายนอกเข้ามาช่วย โดยมีการประสานกันกับ ERP                     package
                                                                                                          28

ซึ่ งก่อนที่จะตัดสิ นใจใช้แนวทางนี้                                 ู้
                                               ทางที่ดีควรจะต้องให้ผจาหน่าย         ERP     package
ได้ทราบและมีส่วนร่ วมจะดีที่สุด
7. ความร่ วมมือของเจ้ าของกระบวนการและการทาให้ เห็นพ้อง
        เพื่อให้การกาหนดกระบวนการทางธุ รกิจเป็ นไปอย่างราบรื่ น จะต้องได้รับความร่ วมมือจาก
ส่ วนที่มีอานาจในการตัดสิ นใจเกี่ยวกับกระบวนการทางธุ รกิจ
และให้สมาชิกในส่ วนนั้นมีความเห็นพ้องต้องกันด้วย
                     ่
8. การตัดสิ นใจเพือการปฏิรูปการบริ หาร

                                                                                          ้
การตัดสิ นใจได้ดีจะต้องมีระบบข้อมูลที่จาเป็ นและวิธีการเพื่อการตัดสิ นใจทางธุ รกิจของผูบริ หารในการปฏิ
รู ปการบริ หาร เช่น การพิจารณากาหนดมาตรการลดระยะเวลาของรอบการดาเนิ นการจากเดือนเป็ นวัน
รวมทั้งมาตรการที่จะทาให้สามารถปิ ดบัญชีได้เป็ นรายวัน
                   ่
9. การตัดสิ นใจเพือการปฏิรูปวัฒนธรรมและวิถีขององค์ กร
         ทาการกาหนดขอบข่ายของการเปิ ดข้อมูลที่ได้รับจากระบบ                                              ERP
กาหนดขอบข่ายของข้อมูลที่สามารถใช้ร่วมกัน
รวมทั้งพิจารณาการสร้างสิ่ งแวดล้อมและระบบการทางานที่ช่วยเสริ มสร้างความร่ วมมือกัน
10. การสนับสนุนของผู้บริหารและการตัดสิ นใจอย่ างรวดเร็ว
        ในการสร้างกระบวนการทางานที่น่าจะเป็ นนั้น               บางครั้งต้องมีการตัดสิ นใจปฏิรูปการทางานที่
ข้ามหรื อเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ าย      ผูบริ หารจึงต้องเป็ นผูช้ ีแนะในการปรึ กษาหารื อกับฝ่ ายงานที่เกี่ยวข้อง
                                       ้                    ้
โดยผ่านทางคณะกรรมการกาหนดแนวทาง                                   (steering                      committee)
      ้                           ู้
แต่ถาหากไม่สามารถหาข้อสรุ ปได้ผบริ หารก็จะต้องทาการตัดสิ นใจขั้นสุ ดท้าย
เพื่อให้โครงการดาเนินไปได้อย่างแน่วแน่

4. ขั้นตอนการใช้ งานและทาให้ เกิดฐานรากของการนา ERP มาใช้
                                                                                                               29

                           รู ปที่ 18 งานของขั้นตอนการใช้ งานและทาให้ เกิดฐานรากของ ERP

     เป็ นขั้นตอนเกี่ยวกับการใช้งานระบบ ERP อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประสิ ทธิ ผลของการปฏิรูปสู งสุ ด

1. ทาให้ ทุกคนในกระบวนการทางธุรกิจใช้ งานอย่างมีประสิ ทธิภาพ
       ในขั้นตอนการพัฒนา                      จะต้องจัดให้มีการศึกษาและฝึ กอบรมล่วงหน้าแก่ผปฏิบติงานให้รู้วา
                                                                                             ู้ ั                ่
เมื่อเริ่ มใช้ระบบ ERP แล้ว                       รู ปแบบธุ รกิจและกระบวนการทางธุ รกิจจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เพื่อให้เกิดการยอมรับและสร้างฐานให้พร้อมที่จะใช้ประโยชน์ ERP อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นหลังจากที่
เสร็ จสิ้ นการสร้างระบบ                   ERP              แล้ว      จะต้องมีการศึกษาและฝึ กอบรมอย่างต่อเนื่อง
ว่าสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ ERP อย่างเต็มที่
                           ่
2. สร้ างสิ่ งแวดล้อมทีส่งเสริมให้ เกิดการใช้ ประโยชน์ ของข้ อมูล
          จัดสร้างสิ่ งแวดล้อมที่ส่งเสริ มให้สามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
จากข้อมูลซึ่ งบ่งบอกถึงสภาวะของธุ รกิจอย่างแท้จริ งที่ได้จากระบบ                                              ERP
และต้องส่ งเสริ มให้การใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างสู งสุ ดนี้เกิดเป็ นวัฒนธรรมขององค์กร
3. สร้ างบรรยากาศของการปฏิรูปวัฒนธรรมและวิถีขององค์ กร
          มีการขยายผลของการปฏิรูประบบงาน และการปฏิรูปการบริ หารที่เกิดจากการนา                      ERP มาใช้
ไปสู่ การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร ซึ่ งจะส่ งผลให้เกิดบรรยากาศของการปฏิรูปวัฒนธรรมและวิถีขององค์กร
                                           ่
4. สร้ างสิ่ งแวดล้อมของการทางานทีส่งเสริมความร่ วมมือกัน
           ให้ทาการสร้างสิ่ งแวดล้อม ที่จะส่ งเสริ มให้เกิดการทางานร่ วมมือกันข้ามแผนก ข้ามฝ่ าย เกิดขึ้น
                 ้
ผ่านการใช้ขอมูลร่ วมกันที่ได้รับจากระบบ ERP และทาให้เกิดเป็ นวัฒนธรรมความ ร่ วมมือขึ้นในองค์กร
5. ประเมินประสิ ทธิภาพของการปฏิรูป
            ทาการประเมินผลอย่างต่อเนื่องถึงผลจากการนาระบบ ERPมาใช้ โดยวัดเทียบกับวัตถุประสงค์
และเป้ าหมายของการนา                           ERP          มาใช้                                 ั
                                                                                ตามเป้ าหมายที่ต้ งไว้ตอนเริ่ มต้น
                                 ั
ถ้าหากยังไม่สามารถบรรลุวตถุประสงค์และเป้ าหมายที่วางไว้ต้ งแต่แรก  ั
จะต้องดาเนินมาตรการเพื่อปรับเปลี่ยนแผนเพื่อให้บรรลุเป้ าหมายให้ได้

5. ขั้นตอนพัฒนาการอย่างต่ อเนื่อง
                                                                                ิ่          ้
      เป็ นขั้นตอนการพัฒนาให้ระบบ ERP ที่นาเข้ามาใช้ เพิ่มประสิ ทธิ ภาพและดียงขึ้น สิ่ งที่ตองทา คือ
1. การดาเนินการอย่ างต่ อเนื่องของการปฏิรูปองค์ กร
     เชื่อมโยงผลลัพธ์ของการนา ERP มาใช้ไปสู่ กิจกรรมการปฏิรูปองค์กรที่ไม่หยุดยั้ง
ผลักดันให้มีการปฏิรูปองค์กรอย่างต่อเนื่องหลังจากการใช้ ERP นั้นเป็ นสิ่ งสาคัญมาก
2. การขยายขอบข่ ายของการใช้ ERP
                                                                                                             30

   ใช้ประโยชน์ที่ได้รับจากการนา ERP มาใช้เป็ นรากฐานในการเผยแพร่ แนวคิดของ ERP
ออกสู่ ลูกค้าและคู่คา ทาให้เกิดการเพิมประสิ ทธิ ภาพในการบริ หารจัดการ
                    ้                ่

                          ประเด็นปัญหาการนา ERP มาใช้

 ประเด็นปัญหาในขั้นตอนของแนวคิดและการวางแผน ได้แก่
                                                ่
1. การปฏิรูปจิตสานึกอย่ างทั่วถึงและเต็มทีน้ ันทาได้ ยาก
                                        ่
       การปฏิรูปจิตนึกให้ทุกคนรู ้วามีความจาเป็ นต้องปฏิรูปองค์กรนั้นเป็ นเรื่ องที่ยากยิง โดยมีสาเหตุมาจาก
                                                                                           ่
   - การเลิกยึดติดกับประสบการณ์ความสาเร็จในอดีตนั้นทาได้ ยาก
                ้
             ผูบริ หารจัดการและคนทางานจานวนมากในปัจจุบน          ั
                  ่ ั
มักยึดติดอยูกบประสบการณ์ความสาเร็ จในอดีต
จนส่ งผลทาให้เกิดการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงและเป็ นอุปสรรคต่อการปฏิรูปองค์กร
ในขณะที่การปฏิรูปองค์กรโดยการนา                        ERP             มาใช้         จาเป็ นต้องปฏิรูปสถานภาพ
        ั
ปัจจุบนจึงจะบรรลุเป้ าหมายได้ ดั้งนั้นจึงจาเป็ นที่จะต้องเลิกการยึดติดกับประสบการณ์ความสาเร็ จในอดีต
  - การพัฒนาให้ มีจิตสานึกที่ แข่ งขันได้ ในระดับโลก
             ควรต้องพิจารณาว่ากระบวนการทางธุ รกิจที่ใช้ในอดีตนั้น
สามารถที่จะแข่งได้ในระดับโลกจริ งหรื อไม่ ถ้ากระบวนการแบบเดิมไม่สามารถที่จะแข่งขันได้อีกต่อไป
ก็จะต้องทาการปฏิรูป หรื อไม่ก็กาจัดออกไป ดังนั้นจึงจาเป็ นต้องมีการปรับเปลี่ยนจิตสานึกกันอย่างจริ งจัง
                         ่
 - ทาลายสิ่ งทีปิดกั้นข้ อมูล
             การนา ERP มาใช้ จาเป็ นต้องทาการบูรณาการระบบงานข้ามแผนกข้ามฝ่ ายเข้าด้วยกัน
ภายใต้ฐานข้อมูลร่ วมกัน                                                            ้
                                                    จึงส่ งผลให้การเปิ ดเผยและใช้ขอมูลร่ วมกันข้ามแผนกข้ามฝ่ าย
เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องรวดเร็ วขึ้น          หากบุคลากรยังขาดจิตสานึกในการปฏิรูปวัฒนธรรมและวิถีขององค์กร
โดยเก็บข้อมูลเอาไว้ภายในแผนกหรื อองค์กรเท่านั้น                      ผลที่ตามคือมีการแบ่งแยกข้อมูลเป็ นสองส่ วน
คือข้อมูลภายใน                             และข้อมูลภายนอก                                           อย่างชัดเจน
                       ้
ทาให้การใช้ขอมูลร่ วมกันและโปร่ งใสข้ามแผนกหรื อองค์กรนั้นเป็ นไปได้ยากมาก
2. การทาให้ ผ้ ูบริ หารเข้ าใจ ERP นั้นค่ อนข้ างทาได้ ยาก
                                  ู้
            เป็ นสิ่ งสาคัญมากที่ผบริ หารจะต้องเข้าใจว่า                       การนา                        ERP
          ั                                                        ้
มาใช้น้ นจะทาให้สามารถปฏิรูปองค์กรได้อย่างไรบ้าง และผูบริ หารต้องเป็ นแกนนาในการนา ERP มาใช้
     ่                     ู้
แต่วาการทาให้ผบริ หารเข้า ERP นั้นค่อนข้างทาได้ยาก และมักจะไม่เห็นด้วยว่าจาเป็ นต้องนา ERP
มาใช้อย่างรวดเร็ ว            ด้วยเหตุน้ ี     จึงทาให้การทาแผนการและการตัดสิ นใจเพื่อนา                    ERP
                    ู้        ้
มาใช้โดยมีผบริ หารเป็ นผูนาเกิดขึ้นได้ยาก
3. ยุทธศาสตร์ ของธุรกิจไม่ ชัดเจน
                                                                                                       31

               ้          ุ                      ั
        หากผูบริ หารไม่มียทธศาสตร์ ทางธุ รกิจที่ชดเจนแล้ว
การกาหนดวัตถุประสงค์และเป้ าหมายการปฏิรูปโดยการนา                   ERP         มาใช้ก็จะทาได้ยากยิง   ่
และถ้าปล่อยให้การกาหนดวัตถุประสงค์และเป้ าหมายของการปฏิรูปมีความไม่ชดเจน   ั                 กากวม
ก็จะทาให้ไม่สามารถวางแผนแนวคิดในการนา ERP มาใช้อย่างเป็ นรู ปธรรมได้ และส่ งผลให้การนา ERP
มาใช้ไม่คืบหน้า
4. ไม่ สามารถข้ ามระบบเก่าขององค์ กรได้
                 ั
        การปฏิบติงานด้วยการนา                                ERP                                   ั
                                                                                           มาใช้น้ น
จะต้องไม่ยดติดกับสถานภาพปั จจุบนของงานที่องค์กรหรื อหน่วยงานดาเนินอยู่
             ึ                    ั
และพิจารณาทบทวนตั้งแต่รากฐาน
                             ึ
จึงมีความจาเป็ นที่จะต้องไม่ยดติดแม้แต่ประสบการณ์ความสาเร็ จในอดีต
ดังนั้นจึงมักจะได้รับการต่อต้านจากภายในองค์กร          ฉะนั้นการปฏิรูปโดยการนา ERP มาใช้น้ น         ั
ถ้าหากคาดหวังว่าจะเกิดจากการสะสมการปรับปรุ ง             จากระดับล่างโดยพนักงานภายในองค์กรเป็ นหลัก
จะทาให้การนา ERP มาใช้ไม่สามารถคืบหน้าไปได้

                            ี่ ี่                  ่
5. การทาให้ ได้ รับผลลัพธ์ ทดีทสุด(Optimize) ทัวทั้งองค์ กรนั้นทาได้ ยาก
                                                        ั
          การบริ หารจัดการโดยการนา ERP มาใช้น้ น ไม่ใช่การปรับให้มีประสิ ทธิ ผลสู งสุ ดเป็ นส่ วนๆ
ของแต่ละแผนก/หน่วยงาน                    แต่จะต้องทาการปรับให้มีประสิ ทธิผลสู งสุ ดโดยภาพรวมของทั้งองค์กร
และแผนก/หน่วยงาน                  นันก็คือ จะต้องพิจารณาทบทวนภาระงานและบทบาทของแต่ละหน่วยงาน
                                    ่
ดังนั้นในขณะที่สรุ ปรวมแนวคิดของการนา                   ERP            มาใช้            อาจจะเกิดการขัดกัน
ซึ่ งผลประโยชน์หรื อเกิดการประทะกันระหว่างแผนก/หน่วยงาน
และถ้าหากให้แต่ละหน่วยงานปรับตัวซึ่ งกันและกันเอง
ก็จะทาให้ไม่สามารถได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระดับทั้งองค์กรได้ และทาให้การนา ERP มาใช้ไม่คืบหน้า
6. การใช้ ERP package นั้นไม่ สามารถให้ ความมั่นใจได้ อย่างเต็มที่
                              ั
           การนา ERP มาใช้น้ น สิ่ งที่ขาดไม่ได้คือ การใช้ ERP package อย่างไรก็ตามการนา ERP package
                 ้
สาเร็ จรู ปจากผูผลิตภายนอกมาสร้างระบบสารสนเทศใหม่ที่จะเป็ นแกนหลัก                              (backbone)
ของระบบงานนั้น ซึ่ งมักจะได้รับการปฏิเสธจากสายงานและฝ่ ายระบบสารสนเทศ ผลที่ตามมาก็คือ
ผูที่เกี่ยวข้องจะยังคงมีความคุนเคยและสบายใจที่จะใช้วธีการพัฒนาในรู ปแบบเดิมมากกว่า
    ้                           ้                         ิ
                    ั
และหันหลังให้กบการนา ERP package มาใช้

 ประเด็นปัญหาในขั้นตอนของการพัฒนา ได้แก่
  1. ความยากในการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจ
                                                                                                                       32

            งานหลักของขั้นตอนการพัฒนาได้แก่                              การวางแผนกาหนดรู ปแบบธุ รกิจที่คาดหวัง
แล้วทาการออกแบบกระบวนการทางธุ รกิจที่จะทาให้รูปแบบของธุ รกิจที่คาดหวังนั้นเกิดขึ้นเป็ นรู ปธรรม
แต่เนื่ องจากคุณสมบัติของระบบ                  ERP          นั้น               เป็ นการประสานรวมกันของระบบงาน
ดังนั้นขอบข่ายของงานที่เกี่ยวข้องกับการนา              ERP               มาใช้จึงกว้างขวาง              และส่ งผลให้การ
ออกแบบและตัดสิ นใจสาหรับกระบวนการทางธุ รกิจนั้น เป็ นงานที่ยาก
2. ความยากในการใช้ ERP อย่างมีทกษะ         ั
                                                                ู้           ้
           เนื่องจาก ERP package เป็ น Software ที่ผผลิตเป็ นผูกาหนดมาตรฐานและทาการผลิตขึ้นมา
            ้
ดังนั้นผูใช้เองจะไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาภายใน                   package                                 ที่มีขนาดใหญ่มาก
อีกทั้งระบบสารสนเทศที่สร้างโดย                           package                            นี้ก็จะมีขนาดใหญ่ตามด้วย
                                                                                    ั         ่
ดังนั้นการสร้างกระบวนการทางธุ รกิจแบบใหม่และสามารถใช้งานได้ดีน้ น ถือได้วาเป็ นงานที่ยากทีเดียว
 3. ความยากในการทาความเข้ าใจกระบวนการทางธุรกิจของ ERP package
      ERP                           package                         จะมีรูปแบบของกระบวนการธุ รกิจหลากหลาย
ซึ่ งครอบคลุมธุ รกิจมากมายหลายสาขาให้เลือกใช้                               การพัฒนาระบบ                              ERP
นั้นจะต้องทาความเข้าใจแง่มุมต่างๆ                                          ของกระบวนการทางธุ รกิจที่มีให้เลือกใช้
                                     ั
และสามารถเลือกส่ วนที่จะใช้กบองค์กรของตนได้
                                                                                            ั
      ดังนั้น ควรหาโอกาสเรี ยนรู ้ โดยการเข้าร่ วมงานสัมมนาหรื อการประชุม ที่จดโดยผูผลิตERP package  ้
และขอความช่วยเหลือสนับสนุนจากผูเ้ ชี่ยวชาญของพันธมิตรผูให้การสนับสนุน  ้
                                                        ่ ั
ซึ่ งคุณภาพของความช่วยเหลือสนับสนุนนี้ ขึ้นอยูกบระดับความรู ้หรื อประสบการณ์ของผูเ้ ชี่ยวชาญนั้นๆ
                         ิ
ผูเ้ ชี่ยวชาญมักจะใช้วธีการอธิบายจากเอกสารย่อๆ ของผูเ้ ชี่ยวชาญพร้อมๆ กับการใช้งานหน้าจอของระบบ
ERP              จริ งๆ ซึ่ งยากที่จะเข้าใจกระบวนการทางธุ รกิจที่            ERP           package            มีมาให้เลือก
อีกทั้งวิธีการเรี ยนบนหน้าจอนั้นจะทาให้เกิดความสับสนปนกัน
ระหว่างกระบวนการทางธุ รกิจซึ่ งเป็ นเรื่ องสาคัญหรื อหัวใจหลักของงาน
กับกระบวนการใช้งานระบบซึ่ งเป็ นเรื่ องเป็ นเรื่ องวิธีการใช้งาน และนี่เป็ นจุดอ่อนของวิธีน้ ี
                 ิ
4. การไม่ มีวธีการทีเ่ ป็ นมาตรฐานในการแสดงถึงกระบวนการทางธุรกิจ
          เนื่องจากไม่มีวธีที่เป็ นมาตรฐาน
                           ิ                           ในการที่จะอธิ บายกระบวนการทางธุ รกิจให้เข้าใจได้ง่าย
ในรู ปแบบของรู ปภาพ                          สัญลักษณ์                      เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกลุ่มผูเ้ กี่ยวข้อง
กับรายละเอียดของรู ปแบบธุ รกิจและกระบวนการทางธุ รกิจ
เมื่อดาเนินโครงการไปอาจทาให้เกิดความขัดแย้ง                   ทาให้เสี ยเวลาออกแบบกระบวนการทางธุ รกิจใหม่
ย่อมส่ งผลต่อการพัฒนา                               ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเพิ่มขึ้น                                     เช่น
บางโครงการต้องสู ญเสี ยเงินทุนสาหรับการพัฒนาไปถึง 40% โดยไม่สามารถเหลือเอกสารที่จบต้อง                              ั
และสามารถนามาใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคตได้                                                  ่
                                                                   หรื อบางกรณี ถึงแม้วาจะมีการทาเอกสารไว้ก็ตาม
แต่คุณภาพแย่ เป็ นเอกสารที่สมาชิกที่เข้าร่ วมภายหลัง ไม่สามารถทาความเข้าใจได้
                                                                                                        33

5. ความยากในการพัฒนาแบบซึ่งต้ องมีการทดสอบปรุ งปรุ งหลายรอบ
        การที่จะพัฒนาระบบเพื่อให้เป็ นไปตามรู ปแบบธุ รกิจ
และกระบวนการทางธุ รกิจที่คาดหวังว่าน่าจะเป็ นให้สมบูรณ์ตามต้องการทุกรายละเอียดแทบจะเป็ นไปไม่ได้
ดังนั้น การเลือกหากระบวนการทางธุ รกิจที่มีความคล้ายใกล้เคียง ERP package เป็ นสิ่ งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
                            ิ
ซึ่ งบางครั้งอาจจะต้องใช้วธีการพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นโดยการ                                          Customize
ด้วยเหตุผลนี้เมื่อทาการออกแบบกระบวนการทางธุ รกิจอย่างคร่ าวๆ เสร็ จ ก็จะสร้างระบบต้นแบบขึ้นก่อน
และลองใช้งานระบบ                       ERP         ต้นแบบนั้น                    แล้วตรวจสอบและประเมินผล
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะนาไปใช้สาหรับปรับเปลี่ยนการออกแบบกระบวนการทางธุ รกิจ
หรื อเพิ่มเติมตามความเหมาะสมให้ดีข้ ึน                         แล้วสร้างระบบต้นแบบที่ปรับปรุ งใหม่อีกครั้ง
และตรวจสอบประเมินผลซ้ า                          ั
                                   ซึ่ งตามปกติมกจะทาซ้ าเช่นนี้ อย่างน้อย               2-3          ครั้ง
ดังนั้นการพัฒนาในรู ปแบบการทาซ้ าให้เสร็ จภายในระยะเวลาที่กาหนดเช่นนี้เป็ นงานที่ยากพอควร
           ่ ้
6. การเพิมขึนของ Customize
                                                                               ่
        จากการสารวจสถานภาพที่แท้จริ งของโครงการนา ERP มาใช้ที่ผานมา พบว่าค่าใช้จ่ายในการ
Customize ERP package ที่เรี ยกกันว่า การพัฒนาเพิมเติม หรื อนิยมเรี ยกกันว่า Add-on development
                                                        ่
นั้นสู งถึง 30 % ของค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโครงการ ERP ทั้งหมด ยิงถ้าทาการ Customize เองทั้งหมด
                                                                          ่
ก็ตองเสี ยค่าใช้จ่ายในการให้ดูแลรักษาระบบเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ถามีการ Customize ระบบมากการ
     ้                                                                      ้
                        ่
Upgrade ระบบก็จะยุงยากและเสี ยค่าใช้จ่ายสู ง ซึ่ งจะส่ งผลกระทบในอนาคตเพิ่มมากขึ้น
7. ความยากในการการบริหารโครงการ
       โครงการพัฒนาระบบ                 ERP            นั้นจาเป็ นต้องแก้ไขปั ญหาต่างๆ       ในระดับองค์กร
โครงการที่ประสบความสาเร็ จในการพัฒนาระบบ                                                              ERP
ตามแผนงานการพัฒนาและแผนงบประมาณที่วางไว้ตอนแรกนั้นน้อยมาก
โครงการจานวนไม่นอยล้มเหลวเนื่องจากเวลาที่ยาวนานในการพัฒนา และค่าใช้จ่ายที่เกินกว่าที่วางแผนไว้
                      ้
                                                                       ่
ดังนั้นเมื่อพิจารณาเทียบกับโครงการพัฒนาในรู ปแบบ customize ที่ผานมานั้น โครงการพัฒนาระบบ ERP
จึงค่อนข้างมีความเสี่ ยงสู ง       ดังนั้นการบริ หารจัดการโครงการการนา                 ERP                ั
                                                                                                  มาใช้น้ น
จะยากกว่าโครงการพัฒนาแบบ customize มาก

 ประเด็นปัญหาในขั้นตอนของการใช้ งานและการปรับปรุ งพัฒนา ได้แก่
   1. ความยากในการศึกษาและฝึ กอบรมเกี่ยวกับรู ปแบบและกระบวนการทางธุรกิจ
         การนา ERP มาใช้น้ น ต่อเนื่องจากการฝึ กอบรมเกี่ยวกับการปฏิรูปจิตสานึกในขั้นตอน
                                       ั
ของการออกแบบและวางแผน
ควรให้การศึกษาฝึ กอบรมผูเ้ กี่ยวข้องในสายงานตั้งแต่ข้ นตอนการพัฒนาระบบจนถึงขั้นตอนการใช้งานระบ
                                                      ั
บ         ERP             ด้วย           อย่างไรก็ตาม การให้การศึกษาเรื่ องวิธีใช้งานระบบ ERP
                                                                                                                    34

และกระบวนการทางธุ รกิจของระบบ                       ERP                 ที่เกี่ยวข้องกับแผนกตัวเองเท่านั้นคงไม่พอ
ต้องสร้างความเข้าใจถึงรู ปแบบธุ รกิจขององค์กร                       ความเข้าใจการไหลของงานของแผนกตัวเอง
และแผนกอื่นที่เกี่ยวข้อง                              ให้เห็นบทบาทและตาแหน่งของตัวเองในองค์กรทั้งหมด
และความเข้าใจถึงการบูรณาการของงานของตัวเองและของแผนกอื่น                                                          ฯลฯ
ด้วยเหตุน้ ีจึงจาเป็ นต้องทาให้ภาพของรู ปแบบธุ รกิจและกระบวนการทางธุ รกิจของระบบ ERP ที่ใช้อยู่
มองเห็นเป็ นภาพที่เข้าใจง่ายแก่คนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องโดยใช้วธีการนาเสนอที่เป็ นมาตรฐานร่ วมกัน
                                                                  ิ
2. ความไม่ ก้าวหน้ าของการใช้ ประโยชน์ จากข้ อมูลของระบบ ERP และความร่ วมมือข้ ามแผนก
            เนื่องจากฐานข้อมูลแบบสมุดลงบัญชี                                         ของระบบ                      ERP
    เป็ นขุมทรัพย์ของข้อมูลที่บ่งบอกถึงรายละเอียดและสภาวะแท้จริ งของธุ รกิจและการบริ หาร
    ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างคลังข้อมูล,                   การสร้างเครื่ องมือในการดึงข้อมูลมาใช้                  ฯลฯ
    เพื่อช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลของระบบ ERP ได้ง่ายขึ้น การใช้ขอมูลร่ วมกันของระบบ ้
    ERP              นั้นย่อมส่ งผลให้เกิดความ                                               ร่ วมมือกันระหว่างฝ่ าย
    เกิดการรวบรวมสั่งสมความรู ้ของพนักงานและทาให้เกิดความคิดริ เริ่ มสร้างสรรค์ระดับองค์กร
    รวมทั้งความสามารถในการแก้ไขปั ญหาได้อย่างรวดเร็ ว                                    ประเด็นปั ญหาในส่ วนนี้คือ
    การสร้างกลไกให้ขอมูลมีความโปร่ งใสและสามารถใช้ร่วมกันได้
                          ้
3. ความยากในการดูแลรักษาระบบ ERP
                ตามปกติแล้ว การสร้างระบบ ERP ควรหาที่ปรึ กษาที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาระบบ ERP
โดยใช้ ERP package เข้ามาช่วย จึงควรให้ที่ปรึ กษาดังกล่าวเข้าร่ วมเป็ นสมาชิกในครงการ การนา ERP
          ้
มาใช้ดวยในขั้นตอนการพัฒนาระบบ                      ERP                                     และให้ทางานใกล้ชิดกับ
สมาชิกของโครงการที่เป็ นคนในองค์กร                   แต่เมื่อเสร็ จสิ้ นโครงการ                และเริ่ มต้นใช้งานแล้ว
                   ั
ที่ปรึ กษาเหล่น้ นก็จะหมดหน้าที่                                    การดูแลรักษาระบบ ERP หลังจากนั้น
ทาโดยสมาชิกโครงการที่เป็ นคนในเท่านั้น                       ซึ่ งโดยทัวไปแล้ว
                                                                         ่                                        ่
                                                                                                  คนที่เหลืออยูก็คือ
กลุ่มของผูที่รับผิดชอบระบบสารสนเทศเป็ นหลัก
              ้
             อีกด้านหนึ่ง ในขั้นตอนการพัฒนาระบบ ERP นั้น แม้จะมีเอกสารการออกแบบบันทึกการ
ประชุมต่างๆ              มากมายเกิดขึ้นก็ตาม                        โดยทัวไปแล้ว
                                                                            ่               เมื่อสร้างระบบเสร็ จสิ้ น
นอกจากคู่มือการใช้ระบบที่เป็ นเอกสารที่เกี่ยวกับระบบที่เสร็ จสิ้ น                                        เอกสารอื่นๆ
มักจะไม่ได้ถูกเก็บอย่างเป็ นระบบ                                                                  โดยเฉพาะอย่างยิง    ่
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและการตัดสิ นใจขั้นสุ ดท้ายเกี่ยวกับรู ปแบบธุ รกิจ
และกระบวนการทางธุ รกิจ ซึ่ งสาคัญที่สุดนั้น ส่ วนใหญ่จะเหลือเป็ นส่ วนๆ ไม่เป็ นระบบ                            ดังนั้น
ประเด็นที่สาคัญก็คือ                    จะต้องสร้างและเก็บรักษาเอกสารที่เกี่ยวกับ                        รู ปแบบธุ รกิจ
                                    ่
และกระบวนการทางธุ รกิจให้อยูในรู ปและเนื้อหาที่สมบูรณ์ ประกอบด้วย ข้อมูล รู ปภาพ สัญลักษณ์
ที่เข้าใจได้ง่าย ให้พร้อมสาหรับการเริ่ มใช้งานระบบ ERP
                                                                                                            35

 4. ความยากในการพัฒนาต่ อยอดให้ สอดคล้ องกับยุทธศาสตร์ การบริ หารธุรกิจ
         ปัจจุบน การพัฒนาแนวคิดของ ERP ให้ต่อยอดสอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ การบริ หารธุ รกิจใน ยุค E-
               ั
 Business นั้นเป็ นสิ่ งที่เกิดขึ้น แต่เนื่ องจากสภาพแวดล้อมของการบริ หารจัดการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุ นแรง
 และรวดเร็ วของทุกวันนี้ ทาให้การพัฒนาต่อยอด ERP ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์
 หรื อยุทธศาสตร์ การบริ หารจัดการใหม่ๆ นั้นยากยิงขึ้นทุกวัน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้ าหมายนี้ได้
                                                      ่
 จาเป็ นต้องเตรี ยมพร้อมที่จะขยายแนวคิด ERP หากมีความจาเป็ นได้ทุกเมื่อ
                                                            ้
 เพื่อให้สอดคล้องรองรับกับกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ ของผูบริ หารและองค์กร
 5. ความยากในการขยายขนาดของระบบ ERP
         การขยายแนวคิด ERP นั้น ก็คือการที่จะต้องขยายการเชื่ อมโยงของห่วงโซ่กิจกรรม
 จากที่เคยคิดเฉพาะในองค์กรออกไปข้างนอกองค์กร ถึง ลูกค้า ตัวแทนจาหน่าย supplier
            ั
 และบริ ษทในเครื อข่ายธุ รกิจเดียวกัน ฯลฯ
 ซึ่ งต้องอาศัยการทาความเข้าใจร่ วมกันขององค์กรที่เกี่ยวข้องมากขึ้นอย่าง ไม่เคยมีมาก่อน
 การที่จะขยายขอบข่ายอย่างไรนั้น ถือเป็ นการตัดสิ นใจในระดับบริ หารที่สาคัญยิง   ่

                                                           ื
               ความสาเร็จและความล้ มเหลวในการนา ERP มาใช้ คออะไร

 กรณีทประสบความล้มเหลวในการนา ERP มาใช้
              ี่
  1. ไม่ สามารถปฏิรูปการทางานได้
          เป้ าหมายการนา ERP มาใช้เพื่อปฏิรูปการทางาน เช่น การลดต้นทุน การเพิ่มความเร็ ว การเพิ่ม
 ประสิ ทธิภาพในการทางาน                           เป็ นต้น                                      ั
                                                                                 แต่ในทางปฏิบติจริ ง
 ยังคงดาเนินการตามกระบวนการทางธุ รกิจ(Business Process) เหมือนกับที่เคยทามาแต่เดิม
 2. ไม่ สามารถปฏิรูปการบริ หารจัดการได้
          หลังจากนา ERP มาใช้                       ้                                    ิ
                                             การใช้ขอมูลที่ได้ไม่มีความก้าวหน้า ยังคงใช้วธีการจัดการ
 เหมือนกับที่เคยทามา ไม่ทาให้เกิดการปฏิรูปการจัดการ



 3. ระยะเวลาพัฒนานานและต้ นทุนสู ง
        การสร้างระบบ ERP ใช้ระยะเวลาพัฒนานาน                มีตนทุนสู ง
                                                               ้           การนาไปใช้ล่าช้ากว่ากาหนด
            ้                          ั
 ยิงทาให้ตนทุนของการพัฒนาสู งกว่าที่ต้ งเป้ าไว้มาก ทาให้ ERP กลายเป็ นของแพง
   ่
 4. ต้ นทุนของการดูแลรักษาหลังจากนามาใช้ สูง
           การนา ERP มาใช้จะทาให้เกิดระบบสารสนเทศขององค์กรใหม่ โดยใช้ ERP Package
 ซึ่งควรจะทาให้การดูแลรักษาทาได้ง่าย และต้นทุนในการดูแลรักษาลดลง แต่ในความเป็ นจริ ง เนื่องจากมี
                                                                                                   36

Software ที่พฒนาขึ้นด้วยมือที่เรี ยกว่า Add-on
                   ั                                          สาหรับการ Customize                  ่
                                                                                                อยูมาก
ทาให้ตนทุนไม่ต่างจากการพัฒนาแบบ Customize ที่ทาด้วยมือ
        ้
5. ไม่ สามารถตาม Upgrade version ของ ERP Package ได้
             เมื่อมีการ Upgrade version ของ ERP Package                         ้
                                                                              ผูผลิต ERP package
แจ้งว่าจะยกเลิกการบารุ งรักษา version เก่า แต่เมื่อจะพยายาม upgrade version ของ ERP package ที่นามาใช้
                                                   ั
ก็จะพบว่ามีความขัดแย้งกับ Software ที่พฒนาขึ้นแบบ Add on โดยการ Customize
ทาให้ทราบว่าต้องทาการสร้างขึ้นมาใหม่ ดังนั้นในการ upgrade version ของ ERP package
จาเป็ นต้องมีการทดสอบและการพัฒนาที่ยงยาก  ุ่               ้
                                                     และมีตนทุนการ       upgrade     version     เท่าๆ
กับการนาเอาระบบใหม่เข้ามาใช้


 สาเหตุของความล้ มเหลวในการนา ERP มาใช้ แบ่งออกเป็ น 3 ขั้นตอน
1. สาเหตุของความล้ มเหลวในขั้นตอนวางแผน

    1. การนามาใช้ โดยผู้บริหาร ไม่ ได้ ตัดสิ นใจ
                                                  ้           ั
                เป็ นการนา ERP มาใช้โดยผูบริ หารไม่ได้ตดสิ นใจ ทั้งๆที่การนา ERP มาใช้น้ น          ั
    มีเป้ าหมายเพื่อสร้างแนวคิดเรื่ อง       ERP       เพื่อปฏิรูปองค์กร       และฝังรากฐานอย่างมันคง
                                                                                                  ่
                              ่
    ขาดการปฏิรูปจิตสานึกที่วา ต้องมีการปฏิรูปองค์กรก่อน โดยมักจะหยุดอยูเ่ พียงแค่การนา ERP
                                         ้
    มาใช้โดยฝ่ ายระบบสารสนเทศเป็ นผูผลักดัน
    2. การนามาใช้ แบบทดลอง
                          ั่
            เนื่องจากไม่มนใจในการใช้                               ERP                        package
    จึงทดลองทาเพียงแค่เปลี่ยนส่ วนหนึ่งของการดาเนินงานขององค์กรโดยใช้              ERP        package
                                                ่
    หากทาเพียงเท่านี้ ไม่สามารถที่จะกล่าวได้วาเป็ นการนา ERP มาใช้
    3. การนามาใช้ เป็ น Stand Alone Operation Application
                                       ั
            นา ERP package มาใช้กบเพียงส่ วนหนึ่งของการดาเนินงานขององค์กร โดยใช้ ERP Package
    เป็ น Stand Alone Operation Application หากเป็ นเช่นนี้ ไม่ได้นา ERP มาใช้



    4. การนามาใช้ ในการสร้ างระบบสารสนเทศ
            ในกรณี ที่เป้ าหมายของการนา       ERP         มาใช้เน้นที่การสร้างระบบสารสนเทศ
                                                                   ่
    โดยไม่เป็ นไปตามแนวความคิดของ ERP จึงยังคงห่างไกลที่จะกล่าวได้วาเป็ นการสร้างแนวคิด ERP
    และฝังรากฐานอย่างมันคง ่
                                                                                                             37

2. สาเหตุของความล้ มเหลวในขั้นตอนพัฒนา
       1. การนา ERP มาใช้ โดยไม่ ทบทวน flow ของการดาเนินงานใหม่
                                              ่                                 ่
           เป็ นการนา ERP มาใช้โดยไม่ไปยุงเกี่ยวกับ business process ซึ่ งใช้อยูในปั จจุบน
                                                                                         ั
ทาให้ไม่เกิดการปฏิรูปการทางาน ERP จึงเป็ นเพียงโครงการสร้างระบบสารสนเทศโดยใช้ ERP
package เท่านั้น
     2. การนามาใช้ มีการ customize มาก
            เนื่องจากขาดการพิจารณา business process หรื อ flow ของการดาเนินงานในปัจจุบน          ั
จึงทาให้ไม่สามารถใช้ business process ที่ ERP package มีให้เลือกใช้ได้ ส่ งผลให้มีการ customize
                          ้
ปริ มาณมากขึ้น ทาให้ตนทุนการพัฒนาของการนา ERP มาใช้สูง ทาให้บางครั้งอาจมีการยกเลิกการนา ERP
มาใช้กลางคันด้วย
3. สาเหตุของความล้ มเหลวในขั้นตอนใช้ งานและขั้นตอนพัฒนาต่ อยอด
     1. มีความพยายามต่าในการแสวงหาประสิ ทธิผลต่ อเนื่องหลังจากนามาใช้
            การนามาใช้โดยไม่มีการทบทวน business process เดิม การนามาใช้เป็ น operation application,
การนามาใช้บางส่ วน,                                            การนามาใช้โดยมีเป้ าหมายเพื่อปฏิรูปองค์กร
หากไม่แสวงหาประสิ ทธิ ผลของการปฏิรูปการทางานอย่างจริ งจัง
ประสิ ทธิ ผลของการนามาใช้ก็จะไม่เพิ่มขึ้น
    2. มีความพยายามต่าในการใช้ ข้อมูลหลังจากนามาใช้
           ในกรณี ที่ทาการสร้างเพียงบางส่ วนของฐานรากของระบบสารสนเทศขององค์กร
                                      ้
จะทาให้ขาดความก้าวหน้าในการใช้ขอมูลจาก ERP ในลักษณะ real time                                  เพื่อการตัดสิ นใจ
  ้
ผูบริ หารยังคงใช้รูปแบบการบริ หารโดยใช้จากข้อมูลที่รวบรวมสรุ ปรายเดือน
 กรณีทประสบความสาเร็จในการนา ERP มาใช้
               ี่
    1. การนามาใช้ มีประสิ ทธิผลในเชิงการจัดการ
                                            ้                             ั
             มีการวัดผลการนา ERP มาใช้ดวยดัชนีที่เป็ นตัวเลขได้ และที่วดด้วยดัชนีที่เป็ นตัวเลข ได้ยาก
     แต่ก็เห็นผลทั้งสองอย่างได้อย่างชัดเจน และมีผลเชื่ อมโยงไปสู่ การปฏิรูปองค์กร
    2. ใช้ ERP ได้ อย่ างชานาญและมุ่งสู่ การปฏิรูปวัฒนธรรมและวิถีองค์ กร
                  ้         ้ั           ้
               ผูบริ หาร ผูจดการ และผูรับผิดชอบหน้างานแต่ละระดับ เชื่อถือข้อมูลที่ได้จากระบบ ERP
     และใช้ในการตัดสิ นใจ                        ดาเนินงานประจาวัน                         เกิดความร่ วมมือกัน
     และการมีขอมูลร่ วมกันระหว่างหน่วยงาน เป็ นผลทาให้มุ่งไปสู่ การปฏิรูปวัฒนธรรม และวิถีองค์กร
                    ้



                                          ่            ั ้
  3. สามารถพัฒนาได้ โดยใช้ ระยะเวลาพัฒนาทีส้ั นตามที่ต้งเปาไว้
                                                                                                         38

              การสร้างระบบ ERP โดยใช้ ERP Package สามารถทาได้ภายในระยะเวลาที่กาหนด
   ระยะเวลาพัฒนายังสั้นกว่าที่ผานมา ่
                                                    ่
 4. สามารถพัฒนาได้ โดยใช้ ต้นทุนในการพัฒนาทีต่าตามที่ต้ ังเปาไว้   ้
              ต้นทุนของการพัฒนาในการสร้างระบบ                     ERP             ่                ั
                                                                               อยูภายในขอบเขตที่ต้ งเป้ าไว้
   ซึ่ งเกี่ยวเนื่องกับการที่ใช้ระยะเวลาพัฒนาสั้น เมื่อเปรี ยบเทียบกับการพัฒนาระบบ Customize ที่ผานมา่
 5. กระจายในแนวนอนได้ อย่ างรวดเร็ว
            สามารถกระจายการนา                       ERP                    มาใช้ในแนวนอนได้อย่างรวดเร็ ว
   เช่นกระจายไปยังกลุ่มธุ รกิจที่แตกต่างกันภายในบริ ษทและบริ ษทในเครื อ
                                                            ั         ั
                    ั                                                    ้
   นอกจากนี้ยงสามารถลดต้นทุนสาหรับการกระจายในแนวนอนได้ดวย ซึ่ งทาให้ประสิ ทธิ ผลของการนา
   ERP มาใช้ยงสู งขึ้นิ่
 6. เสริมสร้ างฐานสาหรับการพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์ กร
              การนา        ERP        มาใช้   ช่วยเสริ มสร้างฐานสาหรับการพัฒนาระบบสารสนเทศองค์กร
   ซึ่งการใช้ฐานสาหรับการพัฒนาดังกล่าว จะทาให้สามารถขยายระบบ ERP ออกไป โดยการนา SCM,
                  ่
   CRM อยูรอบๆ และทั้งหมดสามารถทางานร่ วมกันอย่างบูรณาการได้
 7. ต้ นทุนในการดูแลรักษาต่า
              การดูแลรักษา หลังจากนา ERP มาใช้ทาได้ง่าย ทาให้ตนทุนในการดูแลรักษาต่า ้
   เมื่อเทียบกับที่ผานมา ่
 8. สามารถตาม Upgrade version ของ ERP Package หลังจากนามาใช้ ได้
             เนื่องจากสามารถตาม Upgrade version ของ ERP Package ได้โดยไม่มีตนทุนที่สูง        ้
   เหมือนกับการสร้างระบบ ERP ใหม่ ทาให้ระบบสามารถรองรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศล่าสุ ด
   เป็ นการเพิ่มประสิ ทธิ ผลยิงขึ้น ในการจัดการของการนา ERP มาใช้
                                 ่

 สาเหตุของความสาเร็จในการนา ERP มาใช้ แบ่งออกเป็ น 3 ขั้นตอน

1. สาเหตุของความสาเร็จในขั้นตอนวางแผนของการนา ERP มาใช้
  1. การเน้ นการปฏิรูปจิตสานึก
                                                          ั
           เน้นการปฏิรูปความคิดและจิตสานึกภายในบริ ษทว่า จะทาการปฏิรูปองค์กรก่อนการนา ERP
                ้                    ้
มาใช้ โดยผูบริ หารจะต้องเป็ นผูนาในการดาเนินกิจกรรมเพื่อปฏิรูปจิตสานึกของแต่ละฝ่ าย ภายในบริ ษท    ั
                                       ้
หลังจากการปฏิรูปจิตสานึกแล้ว ผูบริ หารสู งสุ ดต้องประกาศให้ทราบถึงการดาเนินการปฏิรูป โดยนา ERP
                                                                                              ่
เข้ามาใช้เป็ นเครื่ องมือดาเนินการดังกล่าว และจะต้องไม่ยึดติดกับวิธีการจัดการ วิธีการทางานที่ผานมา
                                                                                                        39

 2. มีการทาแผนปฏิรูปล่ วงหน้ า
              หลังจากการปฏิรูปจิตสานึกแล้ว ควรมีการปฏิรูปวัฒนธรรมและวิถีขององค์กร
การปฏิรูปการบริ หาร การปฏิรูปการทางาน โดยให้ทุกฝ่ ายภายในบริ ษทเข้ามามีส่วนร่ วม
                                                                        ั
                        ่
รวมทั้งบุคลากรที่อยูในสายการผลิต
 3. การเลือกผู้จาหน่ าย ERP package ทีเ่ หมาะสม
             การเลือก ERP package ที่เหมาะสม จะมีผลต่อความสาเร็ จมาก ดังนั้นจึงจาเป็ นต้องประเมิน ERP
                                ้
package และประเมินผูจาหน่ายจากหลายแง่หลายมุม โดยเฉพาะการนา                                 ERP มาใช้น้ น  ั
หมายถึงการจะต้องทา                    outsourcing                ู้
                                                            ให้ผจาหน่าย              ERP          package
ทาการสร้างระบบสารสนเทศขององค์กรที่เป็ นหลักต่อไปในอนาคต
                              ้
ดังนั้นจึงจาเป็ นต้องเป็ นผูจาหน่ายที่สามารถ คาดหวังว่าจะทาการพัฒนาปรับปรุ ง ERP package
                                            ั่
อย่างต่อเนื่ องและมีการบริ หารจัดการที่มนคงต่อไปอนาคต
                   ่
  4. การเลือกทีปรึกษาทีเ่ หมาะสม
             การเลือกที่ปรึ กษา            ควรต้องพิจารณาว่าเชี่ยวชาญใน              ERP          package
ไหนและเชี่ยวชาญในธุ รกิจการดาเนินงานแบบใด
โดยคิดไว้เสมอว่าที่ปรึ กษาให้การสนับสนุนชัวคราวเท่านั้น
                                                 ่
จึงต้องพยายามสร้างบุคลากรเพื่อเป็ นแกนหลักภายใน
    5. การกาหนดขอบเขตการนามาใช้ และ scenario การนามาใช้ อย่างชัดเจน
              กาหนดขอบเขตของการนา                  ERP      มาใช้พร้อม         ๆ        กับทาแผนการปฏิรูป
ซึ่ งอาจจะเลือกทาในลักษณะรวมระบบงานทั้งหมดเข้าด้วยกันทีเดียว
หรื อในขั้นแรกจะจากัดไว้เพียงในขอบเขตของงานบาง                                               ประเภทท่านั้น
แล้วจึงขยายขอบเขตการรวมระบบงานออกไป
ทั้งนี้ตองคานึงถึงการปฏิรูปให้ห่วงโซ่ของมูลค่าของกิจกรรมมีประสิ ทธิ ผลสู งสุ ดด้วยวิธีการบูรณาการระบบ
         ้
งาน                               ่
                             ไม่วาจะเลือกแบบใดก็ตามต้องเข้าใจว่าการจากัดขอบเขตของงานให้แคบมากเกินไป
จะทาให้ประสิ ทธิผลในเชิงจัดการของการนา ERP มาใช้ ลดลง และควรรวม function
ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินและการวัดผล                  เช่น         การบัญชีการเงิน,        การบัญชีบริ หาร
           ้
เข้าไว้ดวยเพื่อช่วยในการเชื่อมโยง ERP เข้ากับการปฏิรูปการบริ หาร

2. สาเหตุของความสาเร็จในขั้นตอนพัฒนาการนา ERP มาใช้
   1. การกาหนดรู ปแบบธุรกิจ
                                                                ้
         มีการกาหนดรู ปแบบธุ รกิจเป้ าหมายโดยรวมการปฏิรูปเอาไว้ดวย                           รู ปแบบธุ รกิจ
คือการกาหนดแนวทางหรื อ                             scenario                                      ของธุ รกิจ
                                                                                                               40

           ั                                   ่ ั
โดยปกติมกจะกาหนดไว้หลายรู ปแบบขึ้นอยูกบประเภทสิ นค้าและ                                         ั
                                                                                บริ การที่บริ ษทเสนอให้แก่ลูกค้า
        ้
ซึ่งมีขอควรระวัง
               - การใช้ business process scenario ของ ERP package อย่างมีประสิ ทธิ ผล
                   โดยจาเป็ นที่จะต้องทาความเข้าใจถึงรู ปแบบธุ รกิจที่ ERP package
                   สามารถทาได้เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่มีประสิ ทธิ ผล
               - การเลือกเวลาเริ่ มการทาต้นแบบ                     (prototyping)                  อย่างเหมาะสม
                   โดยใช้แนวทางขั้นตอนที่กาหนด             business       scenario         เป้ าหมายให้เสร็ จก่อน
                   จึงค่อยทาต้นแบบ ทาการทดสอบและประเมิน business scenario ที่กาหนด
    2. การออกแบบ business process
               ทาการออกแบบ business process โดยรวมการปฏิรูปการทางานเข้าไว้ดวยตาม Business     ้
             ้                             ้
scenario ที่ตองการและกาหนดไว้ ซึ่ งมีขอควรระวัง
               - สานึกถึงความสาคัญของการออกแบบ                                business                     process
                                                                                     ั
                   รวมเอาการปฏิรูปการทางานไว้เป็ นปั จจัยสาคัญ ระวังไม่ให้ข้ นตอนการพัฒนาของการนา
                   ERP มาใช้ กลายเป็ นเพียงโครงการเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศ
               - ใช้ business process ของ ERP package อย่างมีประสิ ทธิ ผล โดยการออกแบบ business
                   process ต้องอาศัยวิธีการที่เรี ยกว่าการวิเคราะห์ FIT/GAP (การวิเคราะห์ความเหมาะสม)
                   ซึ่งเปรี ยบเทียบ business scenario และ business process ที่วางแผนกับ business scenario
                   และ              business           process            ที่           ERP              package
                                                             ่
                   สามารถนาเสนอได้และทาการวิเคราะห์วาจุดที่แตกต่างกันคือจุดใด
                   แล้วจึงร่ างแผนว่าจะแก้ไขจุดที่แตกต่างกันอย่างไร
                   ความสามารถในการคิดหาแนวทางทดแทนได้อย่างรวดเร็ ว
                   เป็ นปัจจัยสาคัญของความสาเร็ จหรื อความล้มเหลว
               - ออกแบบโดยแบ่งแยก business process และ operation                          process เป็ นสิ่ งสาคัญ
                   โดยไม่ปะปน            flow       ของงานที่เป็ นสาระสาคัญ            (business        process)
                   กับการใช้งานบนหน้าจอ(operation process) เข้าด้วยกัน
               - ใช้ template ให้เป็ นประโยชน์ Template คือ ERP package ที่สามารถใช้งานได้ทนที                 ั
                   โดยมีการกาหนด parameter ไว้ล่วงหน้า                     และรวมถึงเอกสารอธิ บาย, flow
                   การทางาน,คู่มือการทางาน, เอกสารสรุ ปการออกแบบ add on ฯลฯ ปัจจุบน                              ั
                   เริ่ มมีการนาเสนอ ERP package ในรู ปแบบของ template ที่สามารถใช้งานได้ทนที ซึ่ง       ั
                                                     ้
                   template นี้ได้รับการพัฒนาโดยผูจาหน่าย ERP package หรื อที่ปรึ กษา
   3. การทาต้ นแบบ (prototyping) ของ ERP package
                                                                                                              41

           ขั้นสุ ดท้ายของการออกแบบ                business         process      คือ      การพัฒนาระบบ        ERP
ที่จะนาไปใช้งานจริ งโดยการกาหนด parameter ของ ERP package ให้ดาเนินการตาม business scenario
                                                 ้
และ business process ที่ออกแบบไว้ ซึ่งมีขอควรระวัง
               - การกาหนด parameter ของ ERP package ที่จะสะท้อน business scenario และ business
                   process ที่ออกแบบอย่างถูกต้องนั้น ทาโดยใช้เครื่ องมือกาหนด parameter ที่ ERP package
                   มีให้ และควรสะท้อน business scenario และ business process ที่ออกแบบอย่างถูกต้อง
              - บันทึก parameter ที่กาหนดเป็ นเอกสารเก็บไว้ โดยทัวไป เครื่ องมือกาหนด parameter ของ
                                                                              ่
                   ERP package นั้นจะออกแบบลักษณะ interactive ซึ่ งสามารถเปลี่ยนแปลงหรื อกาหนด
                   parameter ได้โดยง่าย
   4. การทดสอบและการประเมิน business process และการออกแบบ business process ซ้า
          การออกแบบกระบวนการทางธุ รกิจโดยการเลือกกระบวนการทางธุ รกิจจาก                                     package
   ตามรู ปแบบธุ รกิจ แล้วกาหนด parameter พัฒนาให้เป็ นระบบ ERP นั้นอาจไม่สาเร็ จใน ครั้งแรกทีเดียว
                                       ้
   ส่ วนใหญ่จะเป็ นการพัฒนาที่ตองทาแบบทวนซ้ าเป็ นวงจร(cycle) ซึ่งต้อง ประกอบด้วยวงจร
               - การออกแบบ business process ออกแบบ business process อย่างหยาบๆ ตามScenario
                        ้
                   ที่ตองการ
               - การทดสอบและการประเมินด้วยต้นแบบ                                                       (prototype)
                                               ั
                   เพื่อประเมินว่าจุดใดที่ยงขาดและจุดใดที่จาเป็ นต้องเปลี่ยนแปลง
                                                                                ้ ่                  ้
                   สิ่ งสาคัญคือต้องคานึงถึงการร่ วมทาการประเมินของผูที่อยูหน้างานซึ่ งจะเป็ นผูใช้ระบบ
                   ERP                   จริ ง        ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับความเห็นชอบและเกิดความเข้าใจล่วงหน้า
                   และการมีส่วนร่ วมในการวางแผนและการประเมินผลนี้ยงเป็ นการให้ความรู ้เกี่ยวกับ ERP
                                                                                   ั
                                   ู้ ่
                   ล่วงหน้าแก่ผที่อยูหน้างาน ซึ่ งจะทาให้การนา ERP มาใช้ประสบความสาเร็ จ
               - การ                  feedback            ไปยังการออกแบบ                  business         process
                   ผลการทดสอบและการประเมินต้นแบบจะนาไปใช้ในการออกแบบแผนทดแทน business
                   process อีกครั้ง ซึ่ งเป็ นการกลับไปยังการเริ่ มทบทวนการออกแบบ business process
                   ซึ่ งบางครั้งต้องพิจารณาทบทวน business scenario หรื อ การออกแบบ business process
                   ในรายละเอียดที่ไม่ได้รวมไว้ในตอนแรก
               - การ                 feedback          ไปยังต้นแบบ               (prototype)       จากผลดังกล่าว
                   จะทาการเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงการกาหนด parameter ของ ERP package อีกครั้ง และ
                   feedback ไปยังการพัฒนาต้นแบบ
    5. การเลือกพัฒนาแบบ add on และการสร้ างระบบภายนอก
                                                                                                          42

                                                                      ้
           ในการพัฒนา business process ตาม business scenario ที่ตองการนั้น ถ้าหากเป็ นไปได้ควรเลือกจาก
business มาตรฐานที่มีให้เลือกใน ERP package แต่ในบางครั้ง function ที่ ERP package มีให้ไม่เพียงพอ
กรณี เช่นนี้จะต้องเลือกอย่างเหมาะสมว่าจะ ทาการพัฒนา แบบ add on หรื อ สร้างระบบภายนอก
              -         กรณี ที่เลือกพัฒนาแบบ add on โดยเป็ นการ customize ERP package ซึ่งอาจจะมี
              การเปลี่ยนแปลงรู ปแบบหน้าจอ
              การพิมพ์แบบฟอร์มบันทึกในรู ปแบบพิเศษของบริ ษทโดยเฉพาะ ั               การสร้าง        interface
              สาหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบเดิมที่บริ ษทมีอยู่ ถือว่าเป็ นการพัฒนาแบบ add on
                                                                ั
                                                                            ้
              - กรณี ที่เลือกการสร้างระบบภายนอก อาจมีกรณี ที่ตองการใช้ subsystem ที่มีใช้มาแต่เดิม
                         ้
              โดยไม่ตองทาการ input เข้าไปใน ERP package ด้วยหน้าจอ input ของ ERP package โดยตรง
                              ้                                                                ้
              หรื อกรณี ที่ตองการ input เข้าไปใน ERP package ผ่าน web อาจมีกรณี ที่ตองการ output
                                                                                                 ้
              ออกจาก ERP package ด้วย output subsystem ที่สร้างขึ้นใหม่ภายนอก ในกรณี ที่ตองการสร้าง
              interface ที่ ERP package ไม่สามารถตอบสนองได้เช่นนี้ จะต้องสร้างระบบภายนอกระบบ
              ERP ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบ ERP ขึ้น
   6. การพัฒนาแบบ add on และการสร้ างระบบภายนอก
             การพัฒนาแบบ add on และการสร้างระบบภายนอกทาได้ดงนี้               ั
              - วิธีการพัฒนาแบบ add on เป็ นการพัฒนา software module เพิ่มขึ้นมา โดยข้อกาหนดของ
                                                  ้
                   business process ที่ตองทาให้สาเร็ จโดยใช้ add on software นั้น
                   จะถูกกาหนดไว้ในขั้นตอนการออกแบบ                        business      process           รวม
                   และต้องพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของ business process อย่างถูกต้อง
                                                    ั
              - วิธีการสร้างระบบภายนอก มีท้ งกรณี ที่เป็ นการพัฒนา software เฉพาะของตนเอง
                   ซึ่ งจาเป็ นต้องพิจารณาจุดต่าง ๆ และกรณี ที่นา package พิเศษเฉพาะ จาเป็ นต้องเลือก
                   package และนามาใช้
      7. การสร้ าวงเทคโนโลยีในการสร้ างระบบ
                                                                        ั
              การพัฒนาระบบ ERP ในการนา ERP มาใช้น้ น ถือว่าเป็ นการสร้างระบบสารสนเทศ
ขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศล่าสุ ด เพราะ ERP package นั้นทางานทางานได้ภายใต้ database
software และ operating system ล่าสุ ดบน high capacity disk subsystem และมีการใช้ Microprocessor
ที่มีประสิ ทธิภาพสู ง         นอกจากนี้ network ที่ใช้ก็เป็ นเทคโนโลยีสารสนเทศล่าสุ ด เช่น network ของ
                                                                                                        ้
IP(Internet Protocol) แบบใหม่ หรื อ mobile network เป็ นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่ งประสิ ทธิ ภาพที่ตองการ
และการทางานของระบบที่มีเสถียรภาพ                             ดังนั้นการสร้างพนักงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ
และการมีที่ปรึ กษาที่เชี่ยวชาญคอยสนับสนุนจึงมีความสาคัญมาก
      8. การทดสอบ
                                                                                                          43

                                                    ั                                  ั
            การทดสอบเป็ นขั้นตอนที่จะทาให้เห็นได้ชดว่า การนา ERP มาใช้น้ นเป็ นการ ออกแบบ
business process ตาม business scenario สิ่ งสาคัญของการทดสอบคือต้องทดสอบว่า business process
ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานั้นเป็ นไปตาม             business                    scenario            ที่คาดหมาย
                                                                                 ู้ ่
การทดสอบเป็ นขั้นตอนที่สาคัญในการให้ความรู ้เกี่ยวกับการทางานล่วงหน้าแก่ผที่อยูหน้างานซึ่ งจะเป็ นผูใช้
                                                                                                     ้
ระบบ             ERP           รวมถึงการให้           ความรู ้เกี่ยวกับ            business      process
                                            ู้ ่
และการเตรี ยมความพร้อมการใช้งานเพื่อทาให้ผที่อยูหน้างานสามารถใช้งานระบบ                             ERP
ได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ

 สาเหตุของความสาเร็จในขั้นตอนใช้ งานและขั้นตอนพัฒนาต่ อยอดของการนา ERP มาใช้
                      ่
1. การให้ ความรู้ เกียวกับการทางานและการใช้ งาน
           การให้ความรู ้ก่อนการใช้งานจริ ง การให้ความรู ้เกี่ยวกับการทางานและการใช้ระบบ                ERP
     ู้ ่
แก่ผที่อยูหน้างานเป็ นสิ่ งสาคัญ                 จาเป็ นต้องจัดเตรี ยมคู่มือการทางานและการใช้งานล่วงหน้า
                                                                          ั
ควรให้ความรู้ในเรื่ องของการทางาน และการใช้งานระบบควบคู่กบรู ปแบบของธุ รกิจขององค์กรโดยรวม
และกระบวนการทางธุ รกิจที่เกี่ยวข้องรวมถึงของแผนกอื่นๆด้วย สิ่ งที่สาคัญต้องมีความเข้าใจว่า business
process         ของฝ่ ายตัวเองมีความสัมพันธ์อย่างไรกับ        business        process            ของฝ่ ายอื่น
และมีการบูรณาการรวมระบบงานอย่างไร                ซึ่ งจะทาให้เข้าใจถึงแนวคิดพื้นฐานของ                  ERP
และทาให้ประสิ ทธิผลของการนา ERP มาใช้ สู งขึ้น
2. การยกระดับความชานาญของฝ่ ายผู้ใช้
                                                                                           ้
         หลังจากเริ่ มใช้ระบบ ERP จริ งแล้ว จะต้องมีการยกระดับความชานาญของฝ่ ายผูใช้เพื่อให้สามารถ
เข้าใจและเชื่อมันในข้อมูลของระบบ
                 ่                            ERP             และนาไปใช้ประโยชน์ในการบริ หารจัดการได้
โดยต้องดาเนินการให้ระดับบริ หารสามารถร้องขอข้อมูลที่ยากๆ                        จากระบบ                 ERP
และนาข้อมูลไปใช้ในการพิจารณาตัดสิ นใจ                              ้ั                 ้
                                                          ระดับผูจดการสามารถใช้ขอมูลจากระบบ ERP
ในการตัดสิ นใจเชิงจัดการได้                   และสามารถขอข้อมูลใหม่ๆ                                     ้
                                                                                             จากระบบได้ดวย
              ้
นอกจากนี้ ตองสนับสนุนให้พนักงานหน้างานสามารถใช้ประโยชน์ขอมูลของระบบ   ้                                 ERP
            ั
ในการปฏิบติงานประจาวันได้เช่นเดียวกัน
รวมทั้งต้องเพิ่มความถูกต้องเที่ยงตรงของการป้ อนข้อมูลในลักษณะ real time เพื่อให้เกิดความเชื่อถือระบบ
                                                                        ั
ERP และทาให้การใช้ระบบ ERPสามารถแทรกซึมเข้าไปในการปฏิบติงานประจาวันของพนักงาน
3. การแสวงหาประสิ ทธิผลของการนา ERP มาใช้ อย่างต่ อเนื่อง
         การนา                               ERP                                 มาใช้ให้ประสบผลสาเร็ จนั้น
ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงประสิ ทธิ ผลในเชิงการบริ หารเท่านั้น
      ้
แต่ตองแสวงหาประสิ ทธิ ผลอย่างต่อเนื่ องหลังจากการนามาใช้ดวย      ้            โดยดาเนินการปฏิรูปการทางาน
พร้อมทั้งมีการกาหนดนิยามดัชนีประเมินประสิ ทธิ ผลในเชิงการจัดการอย่างชัดเจน
                                                                                                                44

   และเริ่ มทาโครงการปฏิรูปการทางาน                         เพื่อให้บรรลุผลดังกล่าว                           เช่น
   โครงการปรับปรุ งอัตราการส่ งมอบตามกาหนด โครงการลดสิ นค้าคงคลัง โครงการลด Lead time เป็ นต้น
   การดาเนินการใช้ระบบเพื่อการปรับปรุ งกระบวนการต้องทาอย่างต่อเนื่ อง                            ผลของกิจกรรม
   อาจจะเกิดการเรี ยกร้องให้ปรับปรุ งกระบวนการทางธุ รกิจของระบบ                          ERP                   ขึ้น
                             ั
   ทาให้เกิดวัฏจักรที่ทาให้ตวระบบเอง มีการพัฒนา และความต่อเนื่ องเช่นนี้จะทาให้ประสิ ทธิ ผลของการนา
   ERP มาใช้สูงขึ้น
   4. การกระจายการนา ERP มาใช้ ในแนวนอนอย่างรวดเร็ว
               หลังจากที่ประสบความสาเร็ จในการนา             ERP           มาใช้ในฝ่ ายงานที่กาหนดในขั้นแรก
   การกระจายประสิ ทธิผลของความสาเร็ จไปยังฝ่ ายงานอื่นๆ
   อย่างรวดเร็ วจะทาให้ประสบความสาเร็ จในเชิงจัดการของการนา                  ERP             มาใช้สูงขึ้นอย่างมาก
                                ั
   แต่การที่จะทาให้เป็ นไปได้น้ น          ควรดาเนินการจัดทาเอกสารการออกแบบ business                      process
                                                                                          ั
   ที่รวบรวมรายละเอียดการออกแบบอย่างเป็ นระบบและเพื่อหลีกเลี่ยงปั ญหาความไม่ชดเจนในการนา ERP
   มาใช้เป็ นครั้งแรก             จึงต้องมีการทา           template              ซึ่งเป็ นสิ นทรัพย์ภายในบริ ษท   ั
                   ้
   จากนั้นสิ่ งที่ตองทาคือการเก็บรายละเอียดว่า มีการกาหนด business scenario อย่างไร มีการออกแบบ
   business process ให้เป็ นไป ตามนั้นอย่างไรมีนิยาม Transaction ที่เกี่ยวข้องอย่างไร เชื่ อมโยงกับการกาหนด
   parameter อย่างไร



   5. การพัฒนาต่ อยอดระบบ ERP
              การนา ERP มาใช้ จะช่วยให้มีการบูรณาการรวมระบบงานหลักในธุ รกิจเข้าด้วยกัน ทาให้ flow
   ของงานในธุ รกิจรวดเร็ ว           มีความถูกและเที่ยงตรงสู ง      ทาให้สามารถสร้าง         back        bone
   ของการจัดการบริ หารธุ รกิจได้           เกิดการปฏิรูปการบริ หารจัดการที่รวดเร็ ว      เข้มแข็งขึ้นในองค์กร
   ช่วยเสริ มสร้างความสามารถในการแข่งขัน                                     และความได้เปรี ยบในการแข่งขัน
   สิ่ งที่ควรคานึงถึงอยูเ่ สมอคือต้องทาการพัฒนาต่อยอดสู่ อนาคต                     การพัฒนาต่อยอดทาได้โดย
   เริ่ มจากการพิจารณา ทบทวน business model ขึ้นใหม่ และพิจารณา business scenario ใหม่ที่จะรองรับ
   business model ดังกล่าว แล้วจึงทาการพิจารณา business process สาหรับสิ่ งนั้น

           ทาอย่ างไรที่จะทาให้ การนา ERP มาใช้ ให้ ประสบความสาเร็จ

                            ่
             จากบทความที่ผานมา                            ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ทาให้การนา      ERPมาใช้
ประสบความล้มเหลวและประสบความสาเร็ จไปแล้ว                     วิธีการที่จะนา ERP มาใช้ให้ประสบความสาเร็ จ
ต้องมีความเข้าใจสาเหตุพ้ืนฐานเหล่านี้
                                                                                                                         45




                             รู ปที่ 19 การทาให้ การนา ERP มาใช้ ให้ ประสบความสาเร็จ

      1. เข้ าใจแนวคิดของ ERP และการนา ERP มาใช้
                                                                        ู้      ้ั       ้ ่
                สิ่ งจาเป็ นที่สุดก่อนการนา ERP มาใช้คือ การที่ผบริ หาร ผูจดการ ผูที่อยูหน้างานทุกคนขององค์กร
          ที่วางแผนจะ นา ERP มาใช้เข้าใจสาระสาคัญของแนวคิด ERP โดยเฉพาะสิ่ งที่สาคัญคือ
                -                 เข้ าใจแนวคิดของ            ERP                       ว่าเป็ นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ลูกค้า
การกระจายห่วงโซ่ของมูลค่าของกิจกรรม                                                สาหรับนาเสนอต่อลูกค้าในแนวนอน
                                         ึ
และทาการรวมระบบงานโดยไม่ยดติดกับฝ่ าย และโครงสร้างขององค์กรในปัจจุบน เพื่อทาการปรับ ERP         ั
ให้เกิดประสิ ทธิ ผลสู งสุ ดขององค์กรโดยรวม
                - เข้ าใจว่าการนา ERP มาใช้ จาเป็ นต้ องสร้ างและฝังรากแนวคิดของ ERP อย่างมั่นคงในองค์ กร
และการนา              ERP          มาใช้       เป็ นสิ่ งที่ทาเพื่อปฏิรูปองค์กร    ซึ่ งต้องมีการพัฒนาระบบ             ERP
เพื่อเป็ นฐานข้อมูลสนับสนุนรวมไว้ดวย        ้
                - เข้ าใจว่าการนา ERP มาใช้ คือกิจกรรมปฏิรูปองค์ กร ซึ่ งได้แก่ การปฏิรูปการทางาน
การปฏิรูปการบริ หารจัดการ การปฏิรูปวัฒนธรรมและวิถีขององค์กร การปฏิรูประบบสารสนเทศขององค์กร คือ
การนา ERP มาใช้จริ งๆ
                                                                                                             46

                ่
    2. หลีกลียงการนามาใช้ เพียงบางส่ วน
             การนา ERP มาใช้เป็ นการนาสิ่ งที่รวมระบบงานมาใช้ ไม่ใช่เข้าใจว่าเป็ นการนา Stand Alone
Operation Application มาใช้                   หรื อ การนามาใช้เพียงบางส่ วนกับงานที่กาหนดเท่านั้น ดังนั้นจึงควร
หลีกเลี่ยงการนามาใช้เพียงบางส่ วน รู ปแบบต่อไปนี้ แสดงรู ปแบบการนา ERP มาใช้ที่ประสบความสาเร็ จ
         1. การนามาใช้ แบบ big bang ตั้งแต่ เริ่มต้ น
                                                      ้
                    ในการนา ERP มาใช้ สิ่ งที่ตองการคือการกระจายห่วงโซ่ของมูลค่าของกิจกรรมในแนวนอน
            โดยมีเป้ าหมายเป็ นงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง หรื อที่เรี ยกว่าการนามาใช้แบบ big bang
         2. การนามาใช้ แบบเฟส
                        ในกรณี ที่ไม่สามารถนามาใช้แบบ big bang ได้ เนื่องจากเงื่อนไขด้าน ความเสี่ ยง ต้นทุน เวลา
            จะ                       ใช้แนวทางขยายงานเป้ าหมายออกไปทีละส่ วนตามลาดับแบบ step by step
            แม้จะเป็ นการนามาใช้                                                                        แบบเฟส
            อย่างน้อยที่สุดจะต้องรวมระบบงานที่เกี่ยวข้องกับงานหลักที่เป็ นเป้ าหมายให้ได้          เช่น      การ
            นามาใช้โดยรวมระบบงานของวัสดุและบัญชี                     การนามาใช้โดยการรวมระบบงานของการขยาย
            ขอบเขตของการผลิตและวัสดุบญชี          ั                 ฯลฯ               ถึงแม้จะใช้แนวทางแบบเฟส
            ก็ตองวางแผนการขยายขอบเขตของการรวมระบบงานเอาไว้ล่วงหน้า
                  ้
            และต้องดาเนินการรวมระบบงานในขอบเขตที่กว้างขวางโดยเร็ วที่สุด
                                  ี่
         3. การนามาใช้ ทรวมกับระบบบัญชี
                    การรวมระบบงานกับระบบบัญชีเข้าด้วยกัน เพื่อทาให้สามารถวัดผลของการจัดการ ผลของการ
         บริ หารองค์กรแบบ real time ได้ เกิดเป็ นการบริ หารจัดการในรู ปแบบที่ทาให้สามารถมองเห็นได้
         ทาให้เกิดประสิ ทธิ ผลในการบริ หารจัดการทาได้ง่าย
    3. ใช้ วธีการพัฒนาทีใช้ business process model ซึ่งมีรายละเอียดคือ
             ิ                  ่
         1. กาหนดแนวทางของการใช้ business process model
                                                    ั
                       ควรตั้งเป็ นแนวทางตั้งแต่ข้ นแรกของการพัฒนาให้มีการจัดทา business process model สาหรับ
            business scenario และ business process และทา business scenario, business process
                     ่
            ให้อยูในรู ปที่สามารถมองเห็นและเข้าใจได้ดวยตา    ้          และกาหนดให้ใช้       business      model
            เป็ นภาษากลางในการออกแบบ                  business process พร้อมทั้งกาหนดการใช้เครื่ องมือออกแบบ
            business process ด้วย
                           ั ้
                    ปั จจุบนผูจาหน่าย ERP package หันมาเริ่ มใช้ business process model ในการนาเสนอ business
            scenario และ business process ที่ ERP package มีให้เลือกใช้ดวย  ้
                                                                                                     47




                                      รู ปที่ 20 ในบทบาทของภาษากลาง

       จากนั้น ทาการพัฒนาด้วยขั้นตอนที่แสดงไว้ในรู ปตอนล่าง




                                                      ่
                             รู ปที่ 21 วิธีการพัฒนาทีใช้ Business process model
 2. ร่ าง business scenario
         ร่ าง business process scenario เป้ าหมายโดยอ้างอิงกับ business scenario ที่ ERP       package
 นาเสนอ             ERP package บางตัวอาจมี business process model ของ business                 scenario
 ที่นาเสนอไว้ให้ ในขณะเดียวกัน ใช้เครื่ องมือช่วยออกแบบ business process และ              จัดทา business
 process model ที่แสดง business scenario ที่ร่างไว้
3. prototyping ตาม business scenario
       กาหนด parameter ของ ERP package ตาม business scenario ที่ร่างและทา Prototyping
                                                                                                                48

      4. ทดสอบและประเมิน business scenario
              ลองใช้งาน ERP package ที่ทา prototyping ทดสอบและประเมินความเหมาะสมของ Business
         scenario ที่ร่าง
       5. ออกแบบ business process
                   ใช้ผลของการทดสอบและการประเมิน business scenario ทาการเพิ่มเติม แก้ไข business scenario
         และทาการออกแบบ business process โดยอ้างอิงกับ business process ที่ ERP package นาเสนอ
         ERP package บาง package อาจมี business process model ของ business process ที่นาเสนอไว้ให้
         ซึ่ งควรนาไปใช้อย่างมีประสิ ทธิ ผล ผลที่ได้คือการจัดทา business process model ที่แสดง business
         process ที่ออกแบบโดยใช้เครื่ องมือออกแบบ                                   business process model
              ั                                                 ั
         ที่จดทาขึ้นนี้ จะเป็ นเอกสารที่เป็ นสิ นทรัพย์ของบริ ษทที่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิ ทธิ ผลในภายหลัง คือ
         ในขั้นตอนใช้งาน, การฝังรากอย่างมันคงและการพัฒนา ต่อยอด, การดูแลรักษา, การทา version update,
                                                  ่
         การพัฒนาต่อยอดระบบ ERP ฯลฯ
       6. prototyping ตาม business process
                  ทาการออกแบบ parameter ของ ERP package ตาม business process ที่ออกแบบ และทา
prototyping
       7. ทดสอบประเมินผล business process
                  ลองใช้ ERP package ที่ทา prototyping ทดสอบและประเมิน business process ที่ออกแบบ
        8. ทาซ้า
                  ทาการแก้ไขและเพิ่มเติม        business     scenario                         business     process
             อีกครั้งจากผลการทดสอบและการประเมิน แล้วทา prototyping อีก ซึ่ งเป็ นการทาซ้ าของวงจร
             การออกแบบ, prototyping, การทดสอบและการประเมิน                                  ในการแก้ไขปรับปรุ งนั้น
             จะต้องทาทาการแก้ไขปรับปรุ ง            business                        process      model      ไปด้วย
                          ั
             ตามปกติมกจะได้ผลสรุ ปหลังจากทาซ้ า 2 หรื อ 3 ครั้ง                กระบวนการทาซ้ านี้จะทาให้ parameter
             ของ ERP package ถูกกาหนดและนิ่ง และแนวทางในการพัฒนาแบบ add on
             หรื อการสร้างระบบภายนอกก็จะชัดเจน ในขณะเดียวกัน business scenario และ business process
             model เสร็ จสมบูรณ์
                ิ               ่
      4. ใช้ วธีการพัฒนาทีใช้ ประโยชน์ ของ template
              เมื่อนา ERP มาใช้ การใช้ประโยชน์จาก template ทาให้สามารถกาหนด business scenario และ
      ออกแบบ business process ซึ่ งเป็ นขั้นตอนที่ยากที่สุดได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ โดยการเปรี ยบเทียบกับ
      business              scenario ที่กาหนดล่วงหน้าเป็ น template และการเปรี ยบเทียบกับ business process ที่
      ออกแบบไว้ล่วงหน้าเป็ น               template            ซึ่ งมีผลช่วยลดปริ มาณงานของการพัฒนาลงอย่างมาก
      ลดจานวนครั้งของการทวนซ้ าการออกแบบ,                              prototyping,            ทดสอบและประเมิน
                                                                                                    49

ทาให้สามารถเพิ่มความเร็ วของการดาเนินการโครงการ
สิ่ งนี้ช่วยลดต้นทุนการพัฒนาและลดระยะเวลาของการนา ERP มาใช้ ประสบความสาเร็ จ
     Template คือ ERP package ที่สามารถใช้งานได้ทนที โดยการกาหนด parameter ไว้ล่วงหน้า
                                                        ั
และรวมถึงเอกสารอธิบาย, flow การทางาน, คู่มือการทางาน, คู่มือการทางาน, เอกสารสรุ ปการออกแบบ
                                                                           ้
add on, report form ที่มีใน add onฯลฯ ตามปกติ template จะถูกนาเสนอโดยผูจาหน่าย ERP package หรื อ
                                                            ั      ้
ที่ปรึ กษา แต่บางครั้งอาจมีการจัดเตรี ยม template ภายในบริ ษท โดยผูใช้ ERP package เพื่อการกระจายใน
แนวนอนอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ

5. เข้ าใจความยากในการนา ERP มาใช้ และบริหารโครงการอย่างระมัดระวัง
                เพื่อทาให้การนา ERP มาใช้ประสบความสาเร็ จ จะต้องคานึงถึงความยากในการนา ERP
มาใช้                         ้
                      ตั้งแต่ตน         และทาการบริ หารโครงการการนา ERP มาใช้อย่างระมัดระวัง
การบริ หารโครงการการนา                 ERP                    ั                                ่
                                                มาใช้ในปั จจุบนยังพึ่งพาความสามารถส่ วนบุคคลอยูมาก
                                     ่
จึงถือว่ายังขาดความสมบูรณ์และอยูในระดับความสาเร็ จที่ต่า             ทาให้โครงการการนา        ERP
มาใช้ประสบความสาเร็ จมีจานวนจากัด และไม่สามารถ                  ตอบสนองต่อการขยายตัวในอนาคตได้
ดังนั้นการเพิ่มระดับความสมบูรณ์ของการบริ หารโครงการที่เป็ น                   ระบบเพื่อให้ใคร    ๆ
สามารถทาสาเร็ จได้จึงเป็ นเรื่ องสาคัญเร่ งด่วน

  สิ่ งทีต้องพิจารณาในการบริหารโครงการการนา ERP มาใช้
          ่
    1. ใช้ ERP package ทีเ่ ป็ น black box
        การกาหนด business scenario ใหม่                 การออกแบบ และการกาหนด business process
                                                    ั
    ใหม่ให้สอดรับนั้นเป็ นสิ่ งจาเป็ นจากการปฏิวติการทางาน การกาหนดเหล่านี้ ต้องใช้เครื่ องมือ ERP
    package                                 ซึ่ งถือว่าเป็ น black box ในการทางานซึ่ งไม่ใช่เรื่ องง่าย
    ดังนั้นจะต้องเอาชนะความยากลาบากนี้                 ในขณะที่ทาการบริ หารโครงการ
      2. พัฒนาระบบสารสนเทศขนาดใหญ่
              การนา                                                                               ERP
    มาใช้งานเป็ นการพัฒนาระบบสารสนเทศขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศล่าสุ ด
                ้
    โดยสิ่ งที่ตองทาคือ การใช้ software ขนาดใหญ่ที่เป็ น black box ที่เรี ยกว่า ERP package บน
    platform            ของ              hardware,              software         ที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุ ด
    ในการสร้างระบบที่มีประสิ ทธิภาพสู งตามที่                                                ต้องการ
    และจะต้องทาให้การทางานมีเสถียรภาพในฐานะที่เป็ นระบบสารสนเทศหลักขององค์กร
                                          ิ
   3. ใช้ สภาพแวดล้ อมสนับสนุนและใช้ วธีการบริหารโครงการใหม่
                                                                                                       50

               การนา                                                                                  ERP
                                  ิ
        มาใช้งานจาเป็ นต้องใช้วธีการบริ หารโครงการแบบใหม่ที่ใช้เทคนิคทางวิศวกรรมและใช้ประโยชน์
        ของระบบสารสนเทศ                                        สาหรับสนับสนุนการบริ หารโครงการเข้าช่วย
        ซึ่งวิธีการบริ หารโครงการแบบใหม่ จะทาการวางแผนโครงการโดยการวิเคราะห์ project process
        แบ่งสิ่ งที่ตองทาเป็ นหน่วยการปฏิบติงานย่อยอย่างละเอียด เท่าที่สามารถทาได้ล่วงหน้า (Work
                     ้                      ั
        Breakdown Structure)                                               ั
                                                          แต่ละหน่วยปฏิบติการย่อย ต้องกาหนด ขั้นตอน,
                                              ้
        การจัดสรรทรัพยากร, การลงบัญชีตนทุน ให้มีความชัดเจน
        4. ใช้ ประโยชน์ ของเทคนิคการบริหารโครงการใหม่
                วิธีการบริ หารโครงการแบบใหม่ จะทาการวางแผนโครงการโดยการวิเคราะห์ project process
        แบ่งสิ่ งที่ตองทาออกเป็ นหน่วยปฏิบติงานย่อยอย่างละเอียด เท่าที่สามารถทาได้ล่วงหน้า (Work
                       ้                        ั
                                                                             ั
        Breakdown structure) นอกจากนั้นสาหรับแต่ละหน่วยการปฏิบติการย่อย ยังต้องทาให้ข้ นตอน,      ั
        การจัดสรรทรัพยากร,                        กาหนดการลงบัญชีตนทุน ้                    มีความชัดเจน
        โดยทั้งหมดนี้จะเป็ นการกาหนดเกณฑ์ (base Line) ของโครงการ
                         กราฟต่อไปนี้แสดงตัวอย่างการทาระยะเวลา                  และต้นทุนสะสมในรู ปกราฟ
        โดยแสดงถึงเส้นเกณฑ์ในการดาเนินโครงการ                การใช้เทคนิคการบริ หารโครงการใหม่ที่เรี ยกว่า
        EVMS (Earned Valued Management System) เป็ นสิ่ งจาเป็ นเพื่อให้โครงการประสบความสาเร็ จ
                                                                     ้
        โดยระบบนี้ จะบอกให้รู้ถึงความก้าวหน้า และการลงบัญชีตนทุนของทุกขั้นตอนการปฏิบติการย่อย   ั
        สามารถทาการ                               Monitorโครงการ และคาดการณ์จุดที่จะไปถึงในขั้นสุ ดท้าย
        และสามารถประเมินความเสี่ ยงโดย                          ติดตามดูความแตกต่างจากเกณฑ์ (base line)
        อยูเ่ สมอพร้อมๆ กับการดาเนิ นมาตรการป้ องกัน                   ล่วงหน้าได้




                รู ปที่ 22 การเฝ้ าดูเกณฑ์ (Base line) ผลการดาเนินการจริง และการคาดการณ์
6. เมื่อใช้ งานจริง ให้ คิดว่ายังเสร็จแค่ 50 %
                                                                                                          51

                                                        ้
    การนา ERP มาใช้ไม่ได้จบตรงการเริ่ มใช้งานจริ ง แต่ตองคิดว่าการเริ่ มใช้งานจริ งเป็ นการได้มาครึ่ งทาง
เท่านั้น การใช้งานจะประสบผลสาเร็ จ ต้องมีกิจกรรมการให้ความรู ้อย่างต่อเนื่ อง, การปฏิรูปองค์กรอย่าง
ต่อเนื่อง, การแสวงหาประสิ ทธิ ผลอย่างต่อเนื่ อง โดยต้องประกาศให้ทราบทัวกันภายในบริ ษท
                                                                         ่                ั

7. คานึงถึงการกระจายในแนวนอนตั้งแต่ แรก
     การนา       ERP        มาใช้จาเป็ นต้องมีการกระจายในแนวนอน          คือการกระจายสู่ สายธุ รกิจอื่น,
การระจายสู่ โรงงานอื่นของบริ ษทั           ฯลฯ                 ความสามารถทาการกระจายในแนวนอน
                                                                     ั่       ั
และการกระจายในวงกว้างอย่างรวดเร็ วจะทาให้ การนา ERP มาใช้ทวทั้งบริ ษท ประสบความสาเร็ จ
เพื่อให้การกระจายในแนวนอนใน                                                          บริ ษททาได้ง่าย
                                                                                           ั
                                                                           ั
จาเป็ นต้องจัดทาผลสาเร็ จของการนามาใช้ครั้งแรกให้เป็ น template ภายในบริ ษท โดยใน          การจัดทานี้
การทาให้สามารถมองเห็น business scenario และ business process ของ template ของ
      ั    ้
บริ ษทได้ดวยตาเป็ น business process model เป็ นสิ่ งสาคัญ

8. วางระบบดูแลรักษา ERP
   ความสามารถดูแลรักษาระบบ ERP ได้อย่างดี จาเป็ นต้อง สร้างบุคลากรสาหรับการดูแลรักษา
รวมทั้งจัดทาเอกสารสาหรับการดูแลรักษา

9. ขยายและต่ อยอดระบบ
   หากประสบผลสาเร็ จในการนา ERP มาใช้ การรี บขยายต่อยอด ERP โดยใช้ประโยชน์จากการมี
รากฐานของระบบสารสนเทศขององค์กรที่ได้จากการสร้างระบบ ERP และการฝังรากของแนวคิด ERP ช่วย
 เพิ่มความสาเร็ จของการนา ERP มาใช้ ซึ่ งอาจขยายต่อยอด
           -              ขยายไปสู่       E-business             โดยการทาระบบ      E-Commerce
                                     ั                    ั ้
                 มีระบบความสัมพันธ์กบลูกค้า,ความสัมพันธ์กบคู่คา, ซัพพลายเออร์
           - ขยายไปสู่ SCM โดยพัฒนาต่อยอดไปสู่ ความร่ วมมือกับซัพพลายเออร์ โดยผ่านระบบ SCM
                                                                                ั
              และการสร้างความแตกต่างด้วย business model ที่เหนื อกว่าบริ ษทอื่นเพื่อสร้างขีด
              ความสามารถให้สูงขึ้น
                                                               ั
            - ขยายไปสู่ CRM สร้างความร่ วมมือที่สร้างสรรค์กบลูกค้า เป็ นการสร้างความแตกต่างให้
                                            ั
              เหนื อกว่าในการแข่งขันกับบริ ษทอื่นสู งขึ้น


                                     แนวโน้ มของ ERP ยุคหน้ า
          ศตวรรษที่                                  21                                  ที่เพิ่งเริ่ มต้นนี้
                           ั
เป็ นช่วงเวลาที่องค์กรบริ ษททั้งหลายกาลังเผชิญกับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง            และการปฏิรูปครั้งใหญ่
                                                                                                        52

เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้อย่างทันท่วงที
องค์กรทั้งหลายจึงได้เลิกล้มแนวทางเดิม                              คือ                        ทาทุกอย่างเอง
ไปสู่ การบริ หารที่มีการสร้างเครื อข่ายกับองค์กรอื่นเพื่อเปลี่ยนไปเป็ นองค์กรยุคใหม่
และจากความก้าวหน้าของอินเทอร์ เน็ต
ทาให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ กลายเป็ นโครงสร้างพื้นฐานสาหรับการติดต่อเชื่ อมโยงกันอย่างง่ายดาย ซึ่ งช่วยให้
E-Business                                                                       แพร่ หลายได้อย่างกว้างขวาง
                      ั
ส่ งผลให้องค์กรบริ ษทต่างๆสามารถดาเนินธุ รกิจได้เร็ วขึ้นด้วยต้นทุนที่ลดลง             นันคือ E-Business
                                                                                         ่
กลายเป็ นตัวเร่ ง (enabler) ของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ องค์กรยุคใหม่

1. แนวโน้ มของ E-Business
   1.1. แนวคิดของ E-Business
        ERP Research Promotion Forum ได้ให้คาจากัดความของ E-Business โดยเปรี ยบเทียบให้ ERP
    เป็ นกลไกสาหรับการปฏิรูปให้ห่วงโซ่ของมูลค่าภายในองค์กรมีประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ด ส่ วน E-Business
    นั้นเป็ นกลยุทธ์สาหรับการปฏิรูปห่วงโซ่ของมูลค่าทั้งหมดข้ามองค์กร
    ครอบคลุมตั้งแต่คู่คาไปจนถึงลูกค้าให้มีประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ด
                         ้
         คาจากัดความของ ERP กับ E-Business
          - ERP เป็ นวิธีบริ หารจัดการห่วงโซ่ของลูกค้าภายในองค์กรให้มีประสิ ทธิผลสู งสุ ด
          - ระบบ ERP เป็ นวิธีการทาง IT ในการทาให้แนวคิดเกิดขึ้นเป็ นรู ปธรรม
          - E-Business            คือกลยุทธ์ทางธุ รกิจ ซึ่ งใช้เทคโนโลยีอินเทอร์ เน็ตเพื่อเชื่ อมโยงองค์กร
                ้
              ผูป้อนวัตถุดิบ             ้
                                      หุ นส่ วนทางธุ รกิจ        และลูกค้า            อย่างเป็ นระบบเปิ ด
              เพื่อยกประสิ ทธิ ผลของการบริ หารธุ รกิจในทุกๆขั้นตอนของห่วงโซ่ของมูลค่าให้สูงยิงขึ้น
                                                                                                 ่

    จากรู ปด้านล่างนี้ แสดงให้เห็นภาพของ E-Business ตามคาจากัดความนี้
สาหรับระบบสารสนเทศจาเป็ นต้องใช้ระบบที่สามารถทาการประมวลผลแบบเรี ยลไทม์
                                                                                                                53

โดยมีการเชื่ อมต่อกับทุกองค์กรในห่วงโซ่ของมูลค่า




                                                                         ้
                 รู ปที่ 23 การ Optimize ห่ วงโซ่ ของมูลค่ าทั้งหมด คือเปาหมายของ E-Business

1.2 เกาะกระแส E-Business
      สิ่ งที่ลืมไม่ได้ของ             E-Business                                        คือ          ปัจจัยผลักดัน
มิได้เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเพียงอย่างเดียว จากช่วงปลายของทศวรรษที่ 1990
เป็ นต้นมา           ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านการบริ หารองค์กร                 คือ      เปลี่ยนจากระบบ
ทาทุกอย่ างด้ วยตัวเอง ที่ใช้กาลังทุนขนาดใหญ่ในการสร้างทรัพยากรทางธุ รกิจ ไปเป็ น ระบบ
ไม่ ทาทุกอย่ างด้ วยตัวเอง                                                        ่ ้
                                                     ที่ใช้พลังแห่งเครื่ องหมายยีหอสิ นค้าและองค์ความรู ้เป็ นอาวุธ
โดยมีความสามารถที่จะมีความร่ วมมือที่แน่นแฟ้ นและฉับไวระหว่างองค์กร ด้วยการใช้ E-Business
เป็ นพลังขับเคลื่อนองค์กรให้ออกจากระบบทาทุกอย่างด้วยตัวเอง
และเป็ นตัวเร่ งให้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรมการผลิตเร็ วยิงขึ้น            ่
1.3 แนวโน้ มของ E-Business
                   ่        ่
               ที่ผานมาแม้วาองค์กรที่ทาธุ รกิจอินเทอร์ เน็ตแบบ                                               ้
                                                                           B2C(ธุ รกรรมระหว่างธุ รกิจกับผูบริ โภค)
                                                 ั
      อาจจะมีปัญหาบ้าง แต่ E-business ก็ยงขยายตัวต่อเนื่ อง อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้ไปกระแสหลักของ E-
      Business          จะไม่ใช่        B2C         อีกต่อไป        แต่จะเป็ น          B2B(ธุ รกรรมระหว่างองค์กร)
      ระหว่างองค์กรธุ รกิจที่มีอยูเ่ ดิม ซึ่ง E-Business มีแนวโน้มเป็ น 2 ลักษณะ คือ
           1.             ตลาดอิเล็กทรอนิกส์ แบบ                 Private                B2B           (แบบแนวตั้ง)
ที่เน้นตลาดอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กรในกลุ่มเดียวกัน                                                          ่
                                                                             โดยมีองค์กรที่สาคัญมากสุ ดอยูตรงกลาง
จะเชื่อมต่อเป็ นระบบเดียวกันกับระบบ Supply Chain Management (SCM) ของบริ ษทใหญ่                                ั
เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งและใช้ในการบริ หารสิ นค้า
หรื อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะพิเศษที่เกี่ยวข้องกับความลับของบริ ษท          ั
                                                                                                     54

         2.         ตลาดอิเล็กทรอนิกส์ แบบ              Public        B2B               (แบบแนวนอน)
ที่เน้นตลาดอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกลุ่มต่างๆ        ไม่มีการสร้างความแตกต่าง         แต่เน้นการลดต้นทุน
       ่
โดยพุงเป้ าหมายไปที่สินค้าประเภททัวไป
                                    ่




                            รู ปที่ 24 รู ปแบบ E-Business ระหว่ างกลุ่มบริษัท



2. กระแส ERP ใหม่ ของประเทศอเมริกา (Extended ERP)
    1. กาเนิดของ Extended ERP
                                                ั                                       ั
           ในช่วงต้น ทศวรรษที่ 1990 บริ ษทต่างๆในอเมริ กา ได้มีการนา ERP มาใช้กนอย่างแพร่ หลาย
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นมาได้ถูกบดบังโดยกระแสใหม่ที่เรี ยกว่า E-Business
                  ั        ั
           ปั จจุบน บริ ษทส่ วนใหญ่ของอเมริ กา มีแนวโน้มที่จะลงทุนด้าน IT ไปที่ E-Business
มากกว่าเรื่ องของการนาERP มาใช้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า บริ ษทในอเมริ กาเลิกให้ความสาคัญกับ ERP
                                                                   ั
เพราะระบบ            E-Business                             ั            ั
                                             ที่หลายบริ ษทกาลังนามาใช้น้ น    ส่ วนใหญ่มี   backbone
หรื อโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นมาจากระบบ ERP นันเอง   ่
           ในการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็ น                          E-Business                       นั้น
มีความจาเป็ นต้องพัฒนาเครื อข่ายระหว่างองค์กรกับคู่คาและลูกค้า
                                                          ้
         ั
ควบคู่กบการปรับธุ รกรรมทั้งหมดภายในองค์กรให้เป็ นระบบดิจิตอลด้วย และเพื่อการนี้ เป็ นที่ทราบกันดีวา    ่
จาเป็ นต้องสร้างฐานข้อมูลสารสนเทศอันเป็ นหนึ่งเดียวขององค์กรทั้งหมด
                                                  ั
โดยการบูรณาการรวมระบบบริ หารสมัยใหม่ท้ งหลาย เช่น SCM (Supply Chain Management), CRM
(Customer Relationship Management), E-Commerce โดยมี ERP เป็ นศูนย์กลาง ดังนั้นปั จจุบนการมุ่งสู่ E-
                                                                                          ั
Business               จึงเกิดแนวคิดใหม่ที่เรี ยกว่า          Extended            ERP         ซึ่ งก็คือ
                                                                                                         55

การบูรณาการรวมระบบงานต่างๆขององค์กรโดยมีระบบ                               ERP       เป็ นฐาน
เพื่อให้มีความสามารถต่างๆต่อยอดขึ้นไปจากระบบ ERP เดิม
    2. ความเป็ นมาของกาเนิดของ Extended ERP
           1. การมาถึงของยุค E-Business
             การใช้เพื่อยกประสิ ทธิภาพ             การใช้เป็ นกลยุทธ์
              (E-Business ทาให้การแข่งขันสู งขึ้น)
             การใช้แบบ Stand alone (ภายใน)            การทางานแบบร่ วมมือกัน
              (collaboration กับคู่คาและลูกค้า)
                                    ้
          2. ผู้ผลิต ERP ต้ องบุกเบิกสร้ างตลาดใหม่
             การตกต่าของยอดขาย ERP (ตลาดองค์กรขนาดใหญ่อิ่มตัว
ส่ วนองค์กรขนาดเล็กขาดแคลนทุน)
             ใช้ ERP เป็ น backbone ไปสู่ E-Business(SUITE)
                                                                         ่
           3. ความก้าวหน้ าของเทคโนโลยีที่ทาให้ การรวม ERP กับระบบอืนเกิดขึนได้้
             ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ทาให้สามารถเชื่อมระบบ ERP กับระบบภายนอกได้(Internet,
การเข้าถึงแบบ Web based access)
             ข้อมูลในระบบ ERP ระบบข้อมูลแบบปิ ด                   แบบเปิ ด
                (ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเครื อข่าย)

     1. การมาถึงของยุค E-Business
           ท่ามกลางสภาวะแข่งขันอันรุ นแรงภายใต้กระแสโลกาภิวตน์        ั
     องค์กรทั้งหลายได้ลงทุนในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศระดับแนวหน้า
     เพื่อเพิ่มประสิ ทธิ ภาพการบริ หารจัดการ                                          และการผลิตอย่างเต็มที่
                                                                   ั
     โดยทบทวนและปรับปรุ งให้กระบวนการทางธุ รกิจนั้นไม่ซบซ้อนและเป็ นระบบ โดยใช้ฐานข้อมูล
     ERP                             ทาให้สามารถรู ้ถึงสถานภาพของธุ รกิจในระดับภาพรวมแบบเรี ยลไทม์
     ซึ่งมีประโยชน์มากในการสร้างกระบวนการตัดสิ นใจในเชิงบริ หารที่รวดเร็ ว
     และการวางแผนกลยุทธ์ในอนาคตขององค์กร
           หลังจากกาเนิดของเทคโนโลยีอินเทอร์ เน็ต การเกิดของร้านค้าออนไลน์ การใช้เทคโนโลยี Web
     สาหรับการบูรณาการระบบ               back         office          ล้วนเป็ นการเข้าสู่ ยค
                                                                                           ุ     E-Business
     ซึ่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์ เน็ตเพื่อเสริ มอานาจในการแข่งขันและเพิ่มกาไร
     และเป็ นการสร้างสนามแข่งขันใหม่ทางการตลาดขององค์กรธุ รกิจ
                        ุ
           ด้วยเหตุน้ ียคแห่งการใช้         ERP             เพื่อเพิ่มประสิ ทธิ ภาพในองค์กรได้สิ้นสุ ดลงแล้ว
     และกาลังเข้าสู่ ยคใหม่
                          ุ
                                                                                                 56

                                                         ้
  ซึ่ งเป็ นยุคแห่งการพัฒนาเครื อข่ายขนาดใหญ่ที่รวมทั้งผูป้อนวัตถุดิบและลูกค้าเข้าด้วยกัน เป็ นระบบ
                                                   ้
  อีกทั้งการเกิด E-Business และความต้องการใช้ขอมูลร่ วมกับองค์กรภายนอก ทาให้เกิดงานใหม่และ
  เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ที่จะสนับสนุนระบบใหม่ตามมา
  2. ผู้ผลิต ERP ต้ องบุกเบิกสร้ างตลาดใหม่
                                                                                     ่
          จากการมาถึงยุค E-Business ทาให้บทบาทหน้าที่ของระบบสารสนเทศที่อยูบนฐานของ ERP
              ั                                               ั
  ของบริ ษทต่างๆ ในอเมริ กาได้เปลี่ยนไป กว่าครึ่ งของบริ ษทใหญ่ได้นา ERP มาใช้เรี ยบร้อยแล้ว
                ั
  ส่ วนบริ ษทขนาดกลางและเล็ก มีงบประมาณจากัด ไม่สามารถจัดหา ERP ไปใช้ได้
                        ้
  ทาให้ยอดขายของผูผลิต ERP ลดลง จึงเริ่ มหาบทบาทใหม่ของ ERP สาหรับการบริ หารจัดการองค์กร
  เพื่อพัฒนาบุกเบิกให้เกิดตลาดใหม่ข้ ึน
                                      ี่                           ่
  3. ความก้าวหน้ าของเทคโนโลยีททาให้ การรวม ERP กับระบบอืนเกิดขึนได้     ้
         เทคโนโลยีที่ทาให้การบูรณาการระหว่างระบบ
  และการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบภายนอกเกิดขึ้นได้
  ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ วด้วยความก้าวหน้าของ อินเทอร์ เน็ต และเทคโนโลยีการเข้าถึงข้อมูลแบบ
  web                 based                        ทาให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับภายนอกทาได้ง่ายขึ้น
  สามารถใช้ประโยชน์และเข้าถึงข้อมูล ERP ได้อย่างรวดเร็ ว ทั้งยังมีการปรับปรุ งระบบ ERP
  ให้สอดคล้องกับระบบ                                    E-Business                              ด้วย
  นอกจากนั้นในระยะหลังมีการใช้ระบบที่มีโครงสร้างแบบคอมโพเนนต์
  การมีซอฟท์แวร์ทูลสนับสนุนการเขียนโปรแกรม                                                      ฯลฯ
                   ้
  ทาให้องค์กรผูใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนหรื อขยายระบบ ERP ได้อย่างรวดเร็ วขึ้น




3. จุดเด่ นของ Extended ERP
        Extended ERP เป็ นระบบสารสนเทศขององค์กรที่มีจุดเด่น 3 ประการ คือ




                                 รู ปที่ 25 จุดเด่ นของ Extended ERP
                                                                                                   57

           1. บูรณาการโดยมี ERP เป็ นฐาน
                  Extended            ERP              เป็ นระบบบริ หารที่ใช้รากฐานของ          ERP
           โดยการบูรณาการกับซอฟท์แวร์ ต่างๆ เช่น SCM, CRM, E-Commerce ฯลฯ
                             ้                              ั
           และสามารถใช้ขอมูลร่ วมกันสาหรับซอฟท์แวร์ ท้ งหมดได้
           2. เชื่อมโยงห่วงโซ่ของมูลค่าทั้งภายในและภายนอก
                 Extended                  ERP                  เป็ นระบบที่มีระบบ              ERP
                                                              ่
           ซึ่ งบูรณาการกระบวนการทางธุ รกิจขององค์กรอยูที่แกนกลาง
                                            ้
           และเชื่อมต่อระหว่างองค์กรกับผูป้อนวัตถุดิบด้วย SCM และบริ หารลูกค้าองค์กรโดยระบบ
           CRM ส่ งผลให้เกิดการเชื่อมโยงของห่วงโซ่มูลค่าทั้งภายในและภายนอก
           3. IP based infrastructure และ Web Application
                  ระบบต่างๆเหล่านี้ ถูกสร้างบนฐานโครงสร้างเครื อข่ายแบบ IP (Internet Protocol)
           จึงสามารถเข้าเรี ยกใช้ หรื อป้ อนข้อมูลผ่านระบบเครื อข่ายได้ อีกทั้งการใช้ Web Application
           ทาให้สามารถทาธุ รกิจแบบ E-Business ได้

3. ผลทางการบริหารของการใช้ Extended ERP
      สามารถแบ่งได้ 2 ประเด็นใหญ่ คือ
      1. การปฏิรูปโครงสร้างธุ รกิจขององค์กร
      2. การปฏิรูปกระบวนการทางธุ รกิจ




                                     การปฏิรูปโครงสร้ างองค์ กร
                         ่
สร้างระบบที่มีความยืดหยุนสู ง สามารถรวมธุ รกิจในเครื อ ซึ่ งได้มาจากการซื้ อกิจการให้เป็ นเอกภาพ
                                                                                 ่
สามารถสร้างระบบงานที่จาเป็ นสาหรับธุ รกิจใหม่ได้อย่างรวดเร็ วและมีความยืดหยุนในการขยายระบบ
สามารถรับมือกับการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรได้อย่างรวดเร็ ว
พัฒนารู ปแบบธุ รกิจใหม่
เพื่อให้สามารถป้ อนข้อมูลความต้องการหรื อตรวจสอบข้อมูลสิ นค้าคงคลังได้โดยตรง
                                   การปฏิรูปกระบวนการทางธุรกิจ
ลดระยะเวลาของวงจรการผลิต
                                                      ั ้้            ้
ขยายธุ รกิจได้โดยเป็ นผลจากการปรับปรุ งความสัมพันธ์กบผูคาปลีกและผูรับจ้างผลิต
                                                                                                  58

                    ้                   ู้ ั            ้
จากการให้มีการใช้ขอมูลร่ วมกันแก่ผจดจาหน่ายสิ นค้า และผูจาหน่ายวัตถุดิบ ทาให้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด
ช่วยให้ประสิ ทธิ ภาพการทางานสู งขึ้น
ลดมูลค่าของสิ นค้าคงคลัง เพิ่มความพอใจของลูกค้า
                                    ้
เพิ่มประสิ ทธิ ภาพการทางานของผูขายส่ ง                        ยกขีดจากัดจานวนลูกค้าที่สามารถดูแลได้
                      ่
รักษาความถี่ในการเยียมลูกค้า ลดความสู ญเสี ยโอกาสจากการขาดสิ นค้าในคลังสิ นค้า
                                      ้          ู้
กระชับความสัมพันธ์โดยการให้ใช้ขอมูลร่ วมกันแก่ผผลิต         ้
                                                          ผูขนส่ ง     ตัวแทนจาหน่ายในต่างประเทศ
ทาให้ประสิ ทธิ ภาพของธุ รกิจดีข้ ึน

                                       ผลของการใช้ Extended ERP




                               รู ปที่ 26 การปฏิรูปองค์ กรด้ วย Extended ERP
4. แนวโน้ มของ ERP ยุคหน้ า
   1. กระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศ
        1.1 ขอบเขตบูรณาการ
              ก่อนยุค ERP นั้น ระบบสารสนเทศขององค์กรถูกสร้างโดยแบ่งแยกกันในแต่ละงาน
                                                 ้
      และเชื่อมโยงแต่ละงานด้วยวิธีแลกเปลี่ยนไฟล์ขอมูลเป็ นครั้งคราว                    ด้วยเหตุน้ ี
      จึงเกิดการล่าช้าในการประสานบูรณาการข้อมูลตามแนวนอนของแต่ละงาน                     ยังผลให้
      การนาข้อมูลภายในองค์กรมาใช้ประโยชน์ในการบริ หารนั้นล่าช้า              ซึ่ งระบบ      ERP
      ขยายขอบเขตการบูรณาการสู่ ระดับทั้งองค์กร และสามารถกาจัดการล่าช้าดังกล่าวได้
     1.2 งานเป้ าหมาย
                                                                                                       59

            การทาให้เป็ นระบบงานนั้น             โดยปกติแล้วเป้ าหมายจะเริ่ มจาก      back          office
  ซึ่ งเป็ นงานประจาที่มีรูปแบบตายตัว สามารถเปลี่ยนเป็ นระบบอัตโนมัติได้ง่ายก่อน แล้วจึงขยายไปสู่
  front office ซึ่ งเป็ นงานเฉพาะทางไม่มีรูปแบบตายตัว เช่น งานวางแผน งานออกแบบ
  1.3 วัตถุประสงค์หลัก
           วัตถุประสงค์หลักของช่วง non ERP คือ การประหยัดและลดต้นทุนของทุกงานในองค์กร
  ส่ วนช่วง ERP นั้น วัตถุประสงค์หลักคือ ปฏิรูปกระบวนการทางธุ รกิจ
  โยการบูรณาการกระบวนการทางธุ รกิจทั้งหมดขององค์กรรวมกัน
  เป็ นการรวมเข้าเป็ นหนึ่งเดียวกับกลยุทธ์ขององค์กร
  1.4 โครงสร้างพื้นฐาน IT และเวลาที่ใช้ในการพัฒนาระบบ
           โครงสร้างพื้นฐาน IT นั้นเปลี่ยนจากระบบ Mainframe มาเป็ นระบบ client & server
  และกลายมาเป็ นระบบ IP based หรื อ Web Application ในยุคของ Extended ERP
  และเวลาในการพัฒนาระบบก็ลดลงด้วย
  จากนี้ไปจะต้องมีระบบที่มีความสามารถในการสร้างระบบการปฏิรูปธุ รกิจ
  และการปฏิรูปกระบวนการทางธุ รกิจในเวลาที่ส้ ัน
  เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมทางธุ รกิจที่เร็ วยิงขึ้นทุกวัน
                                                                       ่
2. แนวโน้ มของ ERP ยุคหน้ า
      ระบบ ERP ยุคหน้าซึ่ง E-Business จะเติบโตเต็มที่ จะได้รับการพัฒนายิงขึ้นไปจาก Extended ERP
                                                                               ่
  ซึ่งจะมีบทบาทในการรองรับสิ่ งต่อไปนี้
      2.1 งานหน้าร้าน (front office)
               สาหรับ ERP ยุคหน้า เป้ าหมายของสิ่ งที่จะเชื่อมโยงระหว่างองค์กรธุ รกิจนั้น
                                                                 ่
      ไม่ใช่เฉพาะการบริ หารซัพพลายเชนของผลิตภัณฑ์ที่มีอยูแล้วเท่านั้น
      แต่จะต้องครอบคลุมไปถึงการวางแผน การออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อีกด้วย
      2.2 ห่วงโซ่ของมูลค่าที่ไม่หยุดนิ่ ง
                                     ั ั
               ห่วงโซ่มูลค่าในปั จจุบนมีลกษณะปิ ด
      โดยประกอบด้วยสมาชิกหลักในองค์กรหรื อบริ ษทเดียวกัน   ั
      ในอนาคตธุ รกิจจะเป็ นแบบเปิ ดและมีเทคโนโลยีการบูรณาการระบบข้ามองค์กรที่เรี ยกว่า Dynamic
      B2B มากขึ้น
      2.3 กลยุทธ์เชิงรุ ก
                     ั
               ปัจจุบน                 กุญแจของความสามารถในการแข่งขัน                      ได้เปลี่ยนจาก
      กลยุทธ์ เพือตอบสนองรับมือกับการเปลียนแปลงสภาวะแวดล้ อมทางธุรกิจ
                   ่                           ่                                                   มาเป็ น
      กลยุทธ์ การที่ร้ ู ถึงการเปลียนแปลงล่ วงหน้ า ดังนั้น ERP ยุคหน้าจะต้องมีความสามารถที่จะวางแผน
                                   ่
             ั
      ปฏิบติ และประเมินผลการปฏิรูปโครงสร้างอย่างฉับพลันทันทีได้
                                                                                              60




                                        บรรณานุกรม

ตรี ทศ    เหล่าศีริหงษ์ทอง และ มุนินทร์ ลพบุรี.ประโยชน์ และอุปสรรคของ ERP ภายในองค์ กร.
       ส่ งเสริ มเทคโนโลยี ปี ที่ เล่มที่ 180 ,2548 (หน้า 109-114).
เตชิด คิดรุ่ งเรื อง. ERP หั วใจอุตสาหกรรมสิ่ งทอไทย หลังเลิกระบบโควต้ า. เทคนิค Techinc Magazine
       เครื่ องกลไฟฟ้ า-อุตสาหกรรม ปี ที่ 21 เล่ม 204, 2548 (หน้า 156-158).
ปราณี ชะวรรณ์ .คุณประโยชน์ และข้ อจากัดของ ERP. E-Leader ปี ที่ 15 เล่มที่ 10,2003 (หน้า 98-100).
                                                                                                    61

_____________.มาเตรี ยมพร้ อมเทคโนโลยีเพื่อใช้ ERP กันเถอะ. E-Leader ปี ที่ 16 เล่มที่ 2,2004 (หน้า 96-
        98).
ปรี ชา พันธุมสิ นชัย.ERP เผยวิธีทาจริ ง.กรุ งเทพฯ: TLAPS, 2547.
     ั
วสุ วฒน์ ปันวรนุชกุล. เตรี ยม ERP เผื่ออนาคต. E-Leader ปี ที่ 15 เล่มที่ 7, 2003 (หน้า 84-88).
http://www.eweekthailand.com/printout.php?bm!=0840425703
http://www.emerald_bibrary.com/breu/23702ac.html

								
To top