BSCS 5E ?? ? 7E by 9Q1057zw

VIEWS: 108 PAGES: 11

									                                                         บทความวิชาการ


 การสอนวิทยาศาสตร์ โดยเน้ นทักษะกระบวนการ
                                                                                                สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ*

                             ั
*ภาควิชาชีววิทยา และหน่วยวิจยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่ งแวดล้อมเพื่อการเรี ยนรู ้ คณะวิทยาศาสตร์
                                         ุ
มหาวิทยาลัยศรี นคริ นทรวิโรฒ 114 ถนนสุ ขมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุ งเทพฯ 10110
โทรศัพท์: 02-649-5000 ต่อ 8101, 8306; e-mail: somkiatp@swu.ac.th, phsomkiat@hotmail.com



       จุดมุ่งหมายสาคัญสาหรับการสอนวิทยาศาสตร์                                    ั                         ั
                                                                        และไม่ใช่ทกษะที่เกิดขึ้นจากการทาปฏิบติการต่างๆ
คื อการสอนให้ผูเ้ รี ย นสามารถใช้ก ระบวนการคิ ด                         (psychomotor หรื อ hands-on skill)
( thinking                 skill)          ด้ ว ย ต น เ อ ง ไ ด้
แ ล ะ ช่ ว ย ใ ห้ ผู ้ เ รี ย น เ กิ ด ทั ก ษ ะ ที่ ส า คั ญ            ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
โ ด ย เ น้ น ใ ห้ ผู้ เ รี ย น ส า ม า ร ถ ตั้ ง ส ม ม ติ ฐ า น
                                                                                               ั
                                                                                   สมาคมอเมริ กนเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยา
(hypothesizing) ได้ และสามารถจัดการข้อมู ลต่ างๆ
                                                                        ศาสตร์ (The American Association for the
ด้ ว ย ทั ก ษ ะ ก า ร คิ ด อ ย่ า ง มี เ ห ตุ ผ ล
                                                                        Advancement of Science : AAAS, 1970)
ทักษะที่สาคัญนี้ สามารถอธิ บายได้ดวยคาศัพท์ที่เกี่ยว
                                            ้
                                                                        จาแนกทักษะกระบวนการตามลักษณะความยากง่าย
ข้องต่างๆ เช่น วิธีทางวิทยาศาสตร์ (scientific method)
                                                                        ของทั ก ษ ะ ต่ า งๆ ออกเป็ น 2 ประ เภทได้ แ ก่
ความคิ ดที่ เป็ นวิท ยาศาสตร์ (scientific thinking)
                                                                        ทัก ษะกระบวนการทางวิ ท ยาศาสตร์ ข้ ัน พื้ น ฐาน
และการคิ ด เชิ งวิ จ ารณ์ (critical                  thinking)
                                                                        (basic or simpler science process skill)
                          ั ่
คาศัพท์ที่นิยมใช้กนทัวไปแทนทักษะดังกล่ าวนี้ คือ
                                                                                                               ั
                                                                        และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ข้ นผสมผสา
ทั ก ษะกระบวนการทางวิ ท ยาศาสตร์ (science
                                                                        น (integrated or more complex science process
process                                                   skill)
                                                                        skill) ซึ่งรายละเอียดแสดงดังตารางที่ 1
ซึ่งหมายถึงความสามารถและความชานาญในการใช้
ความคิดและกระบวนการคิดเพื่อ ค้นคว้าหาความรู้แ                                 1.
ล ะ แ ก้ ปั ญ ห า ต่ า ง ๆ                                                                             ั ้
                                                                        ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ข้นพืนฐา
การคิดลักษณะนี้ เป็ นทักษะทางปั ญญา (intellectual
                                                                        น
skill)             ซึ่ ง เ ป็ น ก า ร ท า ง า น ข อ ง ส ม อ ง


ก้ าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปี ที่ 8(2): 2551                           28
               ประกอบด้วย 8 ทักษะได้แก่ การสังเกต
(observing) การวัด (measuring) การจาแนกประเภท                            2.
(                                             classifying)
                                                                                                  ั
                                                                   ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ข้นผสมผ
การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเป
สกับ เวลา (using space/space and space/time                        สาน
relationships) การใช้ ต ัว เลข (using            number)                         ประกอบด้วย 5 ทักษะได้แก่ การตั้ง
ห รื อ ก า ร ค า น ว น ( calculating)                              ส ม ม ติ ฐ า น ( formulating       hypothesis)
ก า ร จั ด ก ร ะ ท า แ ล ะ สื่ อ ค ว า ม ห ม า ย ข้ อ มู ล         การก าหนดนิ ยามเชิ งปฏิ บั ติ การ (operational
(manipulating and communicating data)                              defining            of         the    variable
ก า ร ล ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น จ า ก ข้ อ มู ล ( inferring)         การกาหนดและควบคุ มตัวแปร (identifying and
และการท านาย (predicting) หรื อ การพยากรณ์                         controlling variable) การทดลอง (experimenting)
(forecasting)                                                      และการตี ค วามหมายข้ อ มู ล และ ลงข้ อ สรุ ป
                                                                   (interpreting data and conclusion)



ต า ร า ง ที่ 1.               ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ทั ก ษ ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ต่ า ง ๆ
           และตัวบ่งชี้การเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (competency indicator)

   ทักษะ                                     ความหมาย                                                               ่
                                                                                                        ความสามารถทีแสดงว่ าเกิดทักษะแล้ ว
                                        ั ้
I. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ข้นพืนฐาน
1.               ก า ร สั ง เ ก ต ห ม า ย ถึ ง ก า ร ใ ช้ อ วั ย ว ะ รั บ สั ม ผั ส ต่ า ง ๆ - ชี้ บ่ งและบรรยายลักษณะเชิ งคุ ณภาพโดยใช้ปร
การสังเกต อย่ า งใดอย่ า งหนึ่ งหรื อหลายอย่ า งร่ วมกั น ได้ แ ก่ ตา หู จมู ก ลิ้ น           สัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรื อหลายอย่างร่ วมกัน
           แ ล ะ ก า ย สั ม ผั ส โ ด ย ก า ร ม อ ง เ ห็ น ไ ด้ ยิ น ด ม ก ลิ่ น รั บ ร ส -
           แ ล ะ สั ม ผั ส วั ต ถุ ห รื อ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ต่ า ง ๆ                             บรรยายสมบัติเชิงปริ มาณของวัตถุโดยการกะป
           เ พื่ อ เ ก็ บ ข้ อ มู ล ร า ย ล ะ เ อี ย ด ข อ ง สิ่ ง นั้ น ๆ                     ณได้
                                                                             ้ ั
           โดยไม่ใส่เอาความรู ้สึกนึกคิดหรื อประสบการณ์เดิมของผูสงเกตลงไป - บรรยายการเปลี่ยนแปลงของสิ่ งที่สงเกตได้              ั

             ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตจาแนกลักษณะของข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้เป็ น
             3 ประเภท ได้ แ ก่ ข้ อ มู ล ลั ก ษณะเชิ ง คุ ณ ภาพ ข้ อ มู ล เชิ ง ปริ มาณ
             (โดยกะประมาณ) และข้อมูลเกี่ ยวกับการเปลี่ ยนแปลงลักษณะต่างๆ
             ของสิ่ งที่ศึกษา
2. การวัด         ก า ร วั ด                                   ห ม า ย ถึ ง - เลือกเครื่ องมือได้เหมาะสมกับสิ่ งที่ตองการวัด      ้
             ก า ร เ ลื อ ก แ ล ะ ใ ช้ เ ค รื่ อ ง มื อ วั ด เพื่ อ หาปริ มาณข องสิ่ งต่ าง ๆ - บอกเหตุผลในการเลือกเครื่ องมือวัดได้



ก้ าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปี ที่ 8(2): 2551                      29
                                                                                                      ั
             ออกมาเป็ นตั ว เลขที่ แ น่ น อ น ไ ด้ อ ย่ า ง เ ห ม าะ ส ม แ ล ะ ถู ก ต้ อ ง - บอกวิธีวดและวิธีใช้เครื่ องมือวัดได้อย่างถูกต้อง
             โดยมีหน่วยกากับเสมอ                                                           - วัดปริ มาณต่างๆ เช่น ความกว้าง ความยาว ความ
                                                                                             อุณหภูมิ ปริ มาตร น้ าหนัก ได้อย่างถูกต้อง
                                                                                           - ระบุหน่วยของตัวเลขจากการวัดได้
ตารางที่ 1. (ต่อ)

   ทักษะ                                             ความหมาย
3.               ก า ร จ า แ น ก ป ร ะ เ ภ ท                                       ห ม า ย ถึ ง             - เรี ยงลาดับหรื อแบ่งพวกสิ่ งต
การจาแนก การ แ บ่ ง พวกห รื อ เ รี ย ง ล าดั บ วั ต ถุ ห รื อ เ หตุ การ ณ์ อ อกเ ป็ น ป ร ะเ ภท ต่ าง ๆ     - เรี ยงลาดับหรื อแบ่งพวกสิ่ งต
   ประเภท โดยใช้ข ้อมู ลพื้ นฐานจากสมบัติ ของสิ่ งที่ ศึ กษานั้นเป็ นเกณฑ์ ซึ่ งอาจเป็ นความเหมื อน                           ู้
                                                                                                            - บอกเกณฑ์ที่ผอื่นใช้เรี ยงลาด
            ความแตกต่าง หรื อความสัมพันธ์ระหว่างสิ่ งที่กาลังศึกษา
4.               ส เ ป ส ข อ ง วั ต ถุ ห ม า ย ถึ ง ที่ ว่ า ง ที่ วั ต ถุ นั้ น ค ร อ บ ค ร อ ง อ ยู่      - ชี้บ่งรู ป 2 มิติและวัตถุ 3 มิติท
                  ั                                                              ั
การหาความ ซึ่ งมีลกษณะเช่นเดียวกับวัตถุน้ ัน โดยทัวไปสเปสของวัตถุมีลกษณะเป็ นสามมิติ ได้แก่
                                                        ่                                                   - วาดรู ป 2 มิติจากวัตถุหรื อรู ป
   สัมพันธ์ ความกว้าง ความยาว และความสูง                                                                    - บอกชื่อของรู ปและรู ปทรงเร
                  ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุ ได้แก่                                                    - บอกความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ม
ระหว่างสเปส ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง รู ป 2             มิ ติ แ ล ะ รู ป ท ร ง 3           มิ ติ     (1) ระบุรูปทรง 3 มิติที่เห็นจ
                                                      ่
            และความสัมพันธ์ระหว่างตาแหน่งที่อยูของวัตถุ                                                       (2) เมื่อเห็นเงารู ป 2 มิติ ของ
กับสเปสและ หนึ่ งกั บ วั ต ถุ อี ก ชนิ ดหนึ่ ง ส่ วนความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งสเปสกั บ เวลา ได้ แ ก่               รู ปทรง 3 มิติของวัตถุตน ้
            การแสดงทิศทางหรื อตาแหน่งของวัตถุในเวลาต่าง ๆ กัน                                                 (3) เมื่อเห็นวัตถุรูปทรง 3 ม
สเปสกับเวลา                                                                                                            มิติ ที่จะเกิดขึ้นได้
                                                                                                              (4) บอกรู ปของรอยตัด 2 มิต
                                                                                                                     รู ปทรง 3 มิติออกเป็ น 2
                                                                                                            - บอกตาแหน่งหรื อทิศทางขอ
                                                                                                                                  ั
                                                                                                            - บอกทิศทางที่สมพันธ์ระหว่าง
                                                                                                            -
                                                                                                              บอกความสัมพันธ์ของสิ่ งที่อ
                                                                                                              นได้
                                                                                                            - บอกความสัมพันธ์ระหว่างการ
                                                                                                            - บอกความสัมพันธ์ระหว่างก



5.              ก า ร ใ ช้ ตั ว เ ล ข                               ห ม า ย ถึ ง - สามารถนับจานวนสิ่ งของหร
         ั                                                              ั
การใช้ตวเลข การนับจานวนของวัตถุหรื อเหตุการณ์และการนาตัวเลขแสดงจานวนที่นบได้มาคิดคานวณ - บอกวิธีคานวณได้ คิดคานวณ
   หรื อการ โดยใช้การบวก ลบ คูณ หาร หาค่าเฉลี่ย หรื อวิธีการคานวณอื่นๆ
  คานวณ



ก้ าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปี ที่ 8(2): 2551                      30
ตารางที่ 1. (ต่อ)
   ทักษะ                                                     ความหมาย
6.                การจัด กระท าและสื่ อ ความหมายข้อ มู ล หมายถึ ง การน าข้อ มู ล ที่ ไ ด้จ ากการสั ง เกต การวัด การทดลอง-          เล
                                                                                                                        -
การจัดกระทา และจากแหล่ ง อื่ น ๆ มาจัด กระท าใหม่ เ ช่ น การหาความถี่ เรี ย งล าดับ จัด แยกประเภท หรื อ ค านวณหาค่ า ใหม่          บ
                                ู้
             ที่สามารถแสดงให้ผอื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลชุดนั้นได้ดีข้ ึน โดยอาจแสดงในรู ปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ      -          อ
และสื่ อความ แผนผัง วงจร กราฟ สมการ การเขียน และการบรรยาย                                                               -          เป
                                                                                                                        -          บ
หมายข้อมูล                                                                                                              -          บ
7.                                                                               ั
                    การลงความคิดเห็ นจากข้อมูล หมายถึงการเพิ่มเติมความคิดเห็นให้กบข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผล -
การลงความ       โดยอาศัยพื้นฐานความรู ้เดิมหรื อประสบการณ์เดิมช่วยในการแสดงความคิดเห็นนั้นๆ                                        อ
                                                                                                                                   เ
คิดเห็นจาก
   ข้อมูล
8.                  การ ท าน ายห รื อ การ พยากร ณ์ ห มายถึ ง การ สรุ ป ผ ล ลั พ ธ์ ห รื อ ค าต อ บ ล่ วง ห น้ า ก่ อ น ท ด ล อ ง - ก
การทานาย                                                                                                             ่
                โดยอาศัยหลักฐานจากข้อมูล ข้อเท็จจริ งหรื อปรากฏการณ์ที่เกิดซ้ าๆ กัน หลักการ กฎ หรื อทฤษฎีที่มีอยูแล้ว           - ก
   หรื อการ         การพยากรณ์ ข ้อ มู ล เชิ ง ปริ ม าณหรื อ ข้อ มู ล ที่ ส ามารถแสดงเป็ นตารางหรื อ กราฟได้ ท าได้ 2 แบบ คื อ     (1
   พยากรณ์      การพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลที่ศึกษา และการพยากรณ์ภายนอกของข้อมูลที่ศึกษา
                                                                                                                                   (2

                                 ั
II. ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ข้นผสมผสาน
9. การตั้ง         การตั้ งสมมติ ฐ าน หมายถึ ง การคิ ด หาค าตอบล่ ว งหน้ า ก่ อ นท าการทดลอง โดยอาศั ย การสั ง เกต - ห
                                                                                          ั
  สมมติฐาน ความรู ้ และประสบการณ์เดิ มเป็ นพื้นฐาน คาตอบที่ คิดล่วงหน้านี้ เป็ นสิ่ งที่ ยงไม่ทราบหรื อยังไม่เป็ นหลักการ กฎ
              หรื อทฤษฎีมาก่อน

                สมมติฐานหรื อคาตอบที่คิดไว้ล่วงหน้าส่วนใหญ่เป็ นข้อความที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม
                      ส ม ม ติ ฐ า น ที่ ตั้ ง ไ ว้ อ า จ ถู ก ห รื อ ผิ ด
                                                                                           ั
                ซึ่งจะทราบได้ภายหลังการทดลองหาคาตอบเพื่อสนับสนุนหรื อคัดค้านสมมติฐานที่ต้ งไว้
ตารางที่ 1. (ต่อ)
   ทักษะ                                   ความหมาย                                                                        ่
                                                                                                              ความสามารถทีแสดงว
10.             ก า ร ก า ห น ด นิ ย า ม เ ชิ ง ป ฏิ บั ติ ก า ร - กาหนดความหมายและขอบเขตของคาศัพท
การกาหนด ห ม า ย ถึ ง ก า ร ก า ห น ด ค ว า ม ห ม า ย แ ล ะ ข อ บ เ ข ต ข อ ง ค า ต่ า ง ๆ ตัวแปรต่างๆ ที่สามารถสังเกตและวัดได้
          ( ที่ อ ยู่ ใ น ส ม ม ติ ฐ า น ที่ ต้ อ ง ก า ร ท ด ล อ ง )
นิยามเชิง ให้เข้าใจตรงกันและสามารถสังเกตหรื อวัดได้


ก้ าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปี ที่ 8(2): 2551                   31
     ั
ปฏิบติการ
11.            การก าหนดตั ว แปร หมายถึ ง การบ่ ง ชี้ ตั ว แปรต้ น ตั ว แปรตาม - ชี้บ่งและกาหนดตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และ
                                                        ้
การกาหนด และตัวแปรเกิน (extraneous variable) ที่ตองควบคุมในสมมติฐานหนึ่งๆ                               ้
                                                                                              ตัวแปรที่ตองควบคุม (control variable) ได้
               ตัวแปรต้นหรื อตัวแปรอิ สระ คื อ สิ่ งที่ เป็ นเหตุ ที่ ท าให้ เกิ ดผลต่ างๆ
และควบคุม หรื อสิ่ งที่เราต้องการทดลองดูวาเป็ นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเช่นนั้นจริ งหรื อไม่
                                         ่
   ตัวแปร      ตั ว แ ป ร ต า ม คื อ สิ่ ง ที่ เ ป็ น ผ ล เ นื่ อ ง ม า จ า ก ตั ว แ ป ร ต้ น
          เมื่อตัวแปรต้นเปลี่ยนแปลงไปตัวแปรตามจะเปลี่ยนแปลงตามด้วย
               ตั ว แ ป ร ที่ ต้ อ ง ค ว บ คุ ม คื อ สิ่ ง อื่ น ๆ
          น อ ก จ า ก ตั ว แ ป ร ต้ น ที่ ส่ ง ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ ก า ร ท ด ล อ ง
          ซึ่ ง จ ะ ต้ อ ง ค ว บ คุ ม ใ ห้ เ ห มื อ น ๆ กั น
          จึงจะทาให้ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนของการทดลองได้



12.                ก า ร ท ด ล อ ง ห ม า ย ถึ ง ก า ร ท า ป ฏิ บั ติ ก า ร ด้ ว ย วิ ธี ใ ด ๆ   -   กาหนดตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรค
                                                           ั
การทดลอง เพื่อหาคาตอบหรื อตรวจสอบสมมติฐานที่ ต้ งไว้ ทักษะนี้ ประกอบด้วย 3                      -                              ั
                                                                                                    วางแผนการทดลอง โดยระบุข้ นตอน อุปกร
             กิจกรรมหลัก ได้แก่                                                                 -       ั
                                                                                                    ปฏิบติการตามแผนที่วางไว้ได้จนสาเร็จ
                   ( 1 ) ก า ร อ อ ก แ บ บ ก า ร ท ด ล อ ง ห ม า ย ถึ ง                         -   บันทึกผลการทดลองที่ได้อย่างถูกต้องและเท
             การวางแผนก่ อนลงมื อทดลองจริ ง เพื่ อ ก าหนดวิ ธี การ ทดลอ ง
             ซึ่ ง ต้ อ ง มี ก า ร ก า ห น ด แ ล ะ ค ว บ คุ ม ตั ว แ ป ร
             แ ล ะ เ ลื อ ก ใ ช้ อุ ป ก ร ณ์ ห รื อ ส า ร เ ค มี ต่ า ง ๆ
             ที่จะใช้ในการทดลองได้อย่างเหมาะสม
                                ั                                        ั
                   (2) การปฏิบติการทดลอง หมายถึง การลงมือทาปฏิบติการทดลองจริ ง
                   (3)              ก า ร บั น ทึ ก ผ ล ก า ร ท ด ล อ ง ห ม า ย ถึ ง
             การจดบันทึ กข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่ งอาจเป็ นผลการสังเกต สารวจ
             วัด หรื อวิธีอื่นๆ
13.                ก า ร ตี ค ว า ม ห ม า ย ข้ อ มู ล ห ม า ย ถึ ง                              - แปลความหมายหรื อบรรยายลักษณะและสม
การตีความ- การแปลความหมายหรื อบรรยายลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่                           -
                                                                  ั
                    การตีความหมายข้อมูลในบางครั้งอาจต้องใช้ทกษะกระบวนการอื่นๆ                     สรุ ปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ได้จากการท
หมายข้อมูล ด้วย เช่น ทักษะการสังเกต ทักษะการคานวณ เป็ นต้น                                        นได้
                    ก า ร ล ง ข้ อ ส รุ ป ห ม า ย ถึ ง ก า ร ส รุ ป ค ว า ม
และการลง สัมพันธ์ของข้อมูลจากการทดลองได้
    ข้อสรุ ป
                                                                      ตุ                               ผ                        ล
ความสาคัญของทักษะกระบวนการทางวิ
                                                                      ซึ่ งทาให้ผเู ้ รี ยนเรี ยนรู ้และมีความเข้าใจในเนื้ อหาวิท
ทยาศาสตร์                                                             ย า ศ า ส ต ร์ ไ ด้ อ ย่ า ง มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ
       ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็ นลัก                          โดยเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์ใหม่และประสบ
ษณะที่ใช้อธิ บายลักษณะทัวไปของการคิดอย่างมีเห
                        ่                                             ก า ร ณ์ เ ดิ ม ที่ มี อ ยู่


ก้ าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปี ที่ 8(2): 2551                        32
ทักษะเหล่านี้ช่วยให้ผเู ้ รี ยนสามารถขยายแนวความคิ                     โดยผูเ้ รี ยนเรี ยนรู้ เพื่อหาปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่ งที่สน
ดจากข้ อ มู ล ที่ เ ก็ บ รวบรวมได้ (small                idea)         ใจกับสิ่ งแวดล้อมด้วยตนเองจากพื้นฐานประสบการ
และเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเพื่ออธิ บายโดยภาพรวม                       ณ์และความรู ้เดิมที่แตกต่างกันในแต่ละระดับชั้นที่ศึ
(big idea) ของปรากฎการณ์ใดๆ ได้อย่างมีเหตุผล                           กษาอยู่ จากนั้ นจึ ง น ามาสร้ า งเป็ นความรู ้ ใ หม่
                   ั
นอกจากนี้ ยงต้องทดสอบแนวคิดภาพรวมที่ผเู ้ รี ยนส                       ในลักษณะเดียวกับทฤษฎีสร้างความรู้ดวยตนเองขอ ้
ร้างขึ้นด้วยวิธีการต่างๆ ด้วย                                          งพีเอเจต์ (Peajetian constructivism)
                                                ้
            การเรี ยนรู ้ เนื้ อหาวิทยาศาสตร์ ดวยทักษะกร                           ดังนั้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จึ
ะบวนการวิทยาศาสตร์ น้ ี เป็ นการสะสมแนวคิดทางวิ                        งเป็ นทักษะแกน (core skill หรื อ key skill หรื อ life
ทยาศาสตร์ อย่างต่อเนื่องและเพิ่มเติมประสบการณ์ท                        skill) ที่จาเป็ นสาหรับการเรี ยนรู้ตลอดชีวิต (lifelong
างวิทยาศาสตร์ จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่มีอยูใ             ่         learning) และช่ ว ยพัฒ นาทัก ษะในการสื่ อ สาร
น เ ว ล า นั้ น จ า ก แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล ต่ า ง ๆ                      (communicating skill) ความคิดเชิงวิจารณ์ (critical
ร ว ม ถึ ง จ า ก ก า ร ท ด ล อ ง ด้ ว ย ต น เ อ ง ด้ ว ย               thinking) และทัก ษะในการแก้ปั ญหา (problem-
                 ้
การเรี ยนรู้ดวยทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ จึงมีค                        solving                                              skill)
วามสาคัญในการพัฒนาความเข้าใจเนื้ อหาด้านวิทยา                          จากหลักฐานที่เก็บรวบรวมได้ในช่วงเวลานั้นๆ
ศ                    า           ส          ต                ร์
ดังนั้นการพัฒนาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ จึงเ                          การสอนวิทยาศาสตร์ โดยใช้ ทักษะกระบว
ป็ นเป้ าหมายส าคัญ ในด้ า นวิ ท ยาศาสตร์ ศึ ก ษา                      นการทางวิทยาศาสตร์
            ั
ซึ่ งปั จจุบนได้บรรจุในหลักสู ตรวิทยาศาสตร์ ทวทุกภู   ั่
                                                                                                         ้
                                                                                เมื่อผูเ้ รี ยนเรี ยนรู้ดวยทักษะกระบวนการทาง
มิภาคของโลก
                                                                       วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ แ ล้ ว
            ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ช่วยให้ผเู ้ รี ย
                                                                       จะเกิดลักษณะที่สอดคล้องกับการสอนวิทยาศาสตร์ แ
นเข้า ถึ ง การรู้ วิ ท ยาศาสตร์ (science literacy)
                                                                       บบโครงงาน (project-based science instruction :
                                       ั
ได้ตามลักษณะที่สมาคมอเมริ กนเพื่อความก้าวหน้า
                                                                       PIBI) (Berenfeld, 1994; NRC, 1996) ดังนี้
ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ก า ห น ด ไ ด้ แ ก่
                                                                                (                                            1)
โลกทัศน์ท างวิทยาศาสตร์ (scientific worldview)
                                                                                สามารถกาหนดและตั้งคาถามงานวิจยได้      ั
การสื บเสาะเพื่ อ หาความรู้ ด้ า นวิ ท ยาศาสตร์
                                                                                (2) สามารถกาหนดสมมติฐานการวิจยได้        ั
(scientific inquiry) และกิ จกรรมทางวิทยาศาสตร์
                                                                                (                                            3)
(scientific                                       enterprise)
                                                                                สามารถกาหนดตัวแปรที่สามารถวัดค่าเชิ งคุ
               ้
การเรี ยนรู้ดวยทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ในระ
                                                                       ณภาพหรื อปริ มาณได้
ดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาอย่างมีประสิ ทธิ ภา
                                                                                (                                            4)
พสามารถพัฒนาขึ้นได้โดยการเรี ยนรู้ดวยการค้นพบ ้
                                                                                สามารถออกแบบวิธีการสารวจผลการวิจยไ         ั
(discovery learning) ซึ่ ง เป็ นทฤษฎี ของเจโรมี
                                                                       ด้
บ รู น เ น อ ร์ ( Jerome                             Bruner)


ก้ าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปี ที่ 8(2): 2551                          34
         (                                   5)                   ใ ช้ ค วาม คิ ดแ บบวิ เ คร าะ ห์ อย่ า งเป็ นเห ตุ ผ ล
             ั                             ั
         ปฏิบติการเพื่อทดสอบสมมติ ฐานการวิจยไ                     แ ล ะ พิ จ า ร ณ า ห า ค า อ ธิ บ า ย ห ล า ย ๆ
ด้                                                                อย่ า งส าหรั บ พิ สู จ น์ ข ้ อ สมมติ ที่ ต นเองตั้ ง ไว้ไ ด้
         (6) บันทึก วิเคราะห์ และตีความข้อมูลได้                  (NRC, 1996)
         (7) สามารถสรุ ปผลจากข้อมูลได้                                                 ั
                                                                             ปั จจุบนเป็ นที่ยอมรับว่าวิธีการสอนแบบสื บ
         (8) นาเสนอข้อมู ล ในรู ปแบบการบรรยาย                     เสาะ                   (inquiry-based            instruction)
(oral         presentation) หรื องานเขี ยน (writing               เป็ นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสาหรับการสอนเพื่อให้เกิดทั
presentation) ได้                                                 กษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Bybee et al.,
            ผูเ้ รี ยนที่เรี ยนแบบโครงงานต้องมีทกษะกระ
                                                 ั                2006)
บวนการทางวิทยาศาสตร์ ตามระดับความรู้ พ้ืนฐานแ                     สาหรับวิธีการสอนวิทยาศาสตร์ ในประเทศไทยในปั
ละประสบการณ์เดิมที่มีอยูเ่ พื่อวางแผนการทดลองแ                          ั
                                                                  จจุบนเป็ นแบบให้ผเู้ รี ยนสร้างความรู้ได้ดวยตนเอง   ้
ละจัดการเวลาส าหรั บ โครงงานที่ ผูเ้ รี ย นสนใจได้                (                                            constructivism)
(Colly, 2006) นอกจากการสอนแบบโครงงานแล้ว                          โดยการสื บเสาะหาความรู้ ต ามรู ปแบบการเรี ย นรู้
ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ยงนามาใช้ในการเรี
                                        ั                         BSCS 5E (5E learning model) ซึ่ งประกอบด้วย 5
ย น ก า ร ส อ น แ บ บ อื่ น ๆ เ ช่ น                              ขั้นตอนได้แก่ การวางแผน (engage) การส ารวจ
การสื บเสาะเพื่ อ หาความรู้ ด้ า นวิ ท ยาศาสตร์                   (explore) การอธิ บาย (explain) การขยายความรู้
(scientific inquiry) การเรี ยนรู้โดยใช้ปัญหาเป็ นฐาน              (elaborate) และการประเมิน (evaluate) (BSCS,
(problem-based learning : PBL) เป็ นต้น                           2006) จากการสอนแบบ BSCS 5E ที่สรุ ปในตารางที่
            การสื บเสาะเพื่อหาความรู ้วิทยาศาสตร์ น้ ี เป็        2 จะเห็ นได้ว่าการสอนแบบสื บเสาะตามรู ปแบบ
                        ั
นกิจกรรมที่ใช้ทกษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ อย่าง                      BSCS                                                      5E
ม า ก ตั้ ง แ ต่ ก า ร สั ง เ ก ต ก า ร ตั้ ง ค า ถ า ม           นี้ช่วยให้ผเู ้ รี ยนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาส
ก า ร ส า ร ว จ ข้ อ มู ล จ า ก ห นั ง สื อ ต า ร า               ต ร์ ใ น ทุ ก ๆ                          ขั้ น ต อ น
ห รื อ แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล อื่ น ๆ ที่ มี อ ยู่ แ ล้ ว             จนสามารถขยายผลเพื่อเป็ นความรู้หรื อประสบการ
ก า ร ว า ง แ ผ น ท ด ล อ ง                                       ณ์ พ้ืนฐานในการเรี ยนรู ้ ในเนื้ อหาวิทยาศาสตร์ อื่นๆ
การทบทวนเพื่อหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทดลอ                     ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง ไ ด้
ง การใช้เครื่ องมือต่างๆ เพื่อการรวบรวม วิเคราะห์                 นอกจากนี้ ยัง มี ก ารขยายรู ป แบบการเรี ย นรู้ แ บบ
แ ล ะ ตี ค ว า ม ข้ อ มู ล น า เ ส น อ ค า ต อ บ                  BSCS 5E                                         เ ป็ น 7E
อธิ บายและท านายผลจากข้ อ มู ล การทดลอง                           โ ด ย เ พิ่ ม เ ติ ม ขั้ น ต อ น ก่ อ น ก า ร ว า ง แ ผ น คื อ
แ ล ะ น า เ ส น อ ข้ อ มู ล ใ น รู ป แ บ บ ต่ า ง ๆ               ก า ร ส า ร ว จ ค ว า ม เ ข้ า ใ จ เ ดิ ม ( elicit)
ดังนั้นผูเ้ รี ยนที่เรี ยนด้วยการสื บเสาะเพื่อหาความรู้ดา
                                                        ้         และขั้ นตอนสุ ดท้ า ยหลั ง จากการประเมิ น คื อ
นวิทยาศาสตร์ น้ ี จะมีความสามารถในการตั้งข้อสมม                   การขยายผลจากการประเมิน (extend) (Eisenkraft,
ติ                                (           assumption)

ก้ าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปี ที่ 8(2): 2551                     35
2003)      ตัว อย่ า งของการเรี ย นการสอนแบบ 7E                      ในบทเรี ยนเรื่ อง “เข็มขัดนิรภัย” แสดงดังตารางที่ 3

ตารางที่ 2. การสอนแบบสื บเสาะตามรู ปแบบ BSCS 5E (Bybee et al., 2006)

ขั้นตอน              วิธีการโดยสรุ ป
การวางแผน            ผู้ ส อ น จั ด กิ จ ก ร ร ม ห รื อ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ใ น ร ะ ย ะ เ ว ล า สั้ น ๆ เ พื่ อ ก ร ะ ตุ ้ น ใ ห้ ผู ้ เ รี ย น อ ย
                     แ ล ะ เ พื่ อ ใ ห้ ผู้ เ รี ย น แ ส ด ง ค ว า ม รู้ เ ดิ ม
                     กิ จ ก ร ร ม ดั ง ก ล่ า ว ค ว ร เ ชื่ อ ม โ ย ง ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ เ ดิ ม แ ล ะ สิ่ ง ที่ ผู ้ เ รี ย
                                                                                 ้
                     ผูเ้ รี ยนต้องใช้ความรู้เดิมที่มีและจัดเรี ยงความคิดใหม่ดวยตนเองเพื่อให้ได้คาตอบของกิจกรรมที่กาลังปฏิบ

การสารวจ             ผู ้ ส อ น จั ด กิ จ ก ร ร ม ห รื อ ส ถ า น ก า ร ณ์ ใ ห้ ผู ้ เ รี ย น ส า ร ว จ ปั ญ ห า ห รื อ ป ร ะ เ ด็ น ท
                     เ พื่ อ ใ ห้ ท ร า บ ถึ ง ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ค ล า ด เ ค ลื่ อ น ( misconception) ก ร ะ บ ว น ก า ร แ ล ะ ท
                     ร ว ม ถึ ง ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง แ น ว คิ ด ต่ า ง ๆ ผู ้ เ รี ย น อ า จ ท า กิ จ ก ร ร ม ป ฏิ
                     เ พื่ อ ใ ห้ ส า ม า ร ถ ดึ ง ค ว า ม รู ้ เ ดิ ม ไ ป ส ร้ า ง แ น ว คิ ด ใ ห ม่ ๆ ส า ร ว จ ปั ญ ห า ห รื อ ค า ถ า ม ที่ ต
                     และหาวิธีตอบคาถามเบื้องต้น

การอธิบาย            ผู ้ ส อ น จั ด กิ จ ก ร ร ม ห รื อ ส ถ า น ก า ร ณ์ ที่ เ ปิ ด โ อ ก า ส ใ ห้ ผู้ เ รี ย
                     แ ส ด ง ค ว า ม รู ้ ที่ ไ ด้ ม า จ า ก ขั้ น ต อ น ก า ร ว า ง แ ผ น แ ล ะ ก
                     ร ว ม ถึ ง แ ส ด ง ทั ก ษ ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ แ ล ะ พ ฤ ติ ก ร ร ม ท า ง
                                                       ้
                     ขั้นตอนนี้ เป็ นการเปิ ดโอกาสให้ผูสอนได้นาเสนอความรู ้ กระบวนการ และทักษะใหม่ได้โดยตรงด้ว
                     การบรรย าย การสาธิ ต เป็ นต้ น ซึ่ งท าให้ ผู้ เ รี ย นเข้ า ใจ เนื้ อหาที่ ผู ้ ส อนต้ อ งก ารได้ อ ย่ า
                     และสามารถเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ งและสาคัญนอกเหนือไปจากความรู้ในหลักสู ตรได้

การขยายความรู้ ผู ้ ส อ น จั ด กิ จ ก ร ร ม ห รื อ ส ถ า น ก า ร ณ์ ที่ ท้ า ท า ย ผู้ เ รี ย น ใ ห้ ส า ม า ร ถ ข ย
               ห รื อ เ ติ ม เ ต็ ม ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ใ น เ นื้ อ ห า แ ล ะ ทั ก ษ ะ ต่ า ง ๆ ไ ด้ จ า ก ค ว า ม รู ้ ใ ห ม่ ที่ ไ ด้ ใ น ขั้ น
               ท าให้ ผู ้เ รี ยนสามารถพัฒ นาความรู ้ ค วามเข้ า ใจที่ ลึ ก ซึ้ งและกว้า งขวาง มี ข ้ อ มู ล มากขึ้ น และ
               ซึ่ งสามารถนาไปใช้ในกิจกรรมเพิ่มเติมอื่นๆ ได้

การประเมิน           ผู ้ส อนจัด กิ จ กรรมหรื อสถานการณ์ ที่ ท าให้ ผู ้เ รี ยนสามารถวิ เ คราะห์ วิ จ ารณ์ และอภิ ป รายซั ก ถ
                     เ พื่ อ ใ ห้ ผู้ เ รี ย น ส า ม า ร ถ ต ร ว จ ส อ บ ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ด้ ว ย
                                    ู้
                     และเพื่อให้ผสอนสามารถประเมินความก้าวหน้าทางการเรี ยนของผูเ้ รี ยนให้บรรลุตามจุดประสงค์ของกา




ก้ าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปี ที่ 8(2): 2551                        36
ตารางที่ 3. ตัวอย่างการเรี ยนการสอนแบบสื บเสาะตามรู ปแบบ Eisenkraft’s 7E (Eisenkraft, 2003)

ขั้นตอน      ตัวอย่ างการเรียนการสอนแบบสืบเสาะแบบ Eisenkraft’s 7E เรื่อง “เข็มขัดนิรภัย”
การสารวจความ ครู ถามนักเรี ยนว่า                                                           ่
                                                                                “สมมติวานักเรี ยนต้องออกแบบเข็มขัดนิรภัยสาหรับ
เข้าใจเดิม   นักเรี ยนคิดว่าเข็มขัดนิรภัยต้องมีความแตกต่างจากเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์อื่นๆ
                      ั                           ั                                     ั่                     ั
             ขอให้นกเรี ยนเขียนสรุ ปคาตอบที่นกเรี ยนคิดและเปรี ยบเทียบกับเพื่อนๆ ที่นงข้างๆ และครู จะขอให้นกเรี ยนบางคนอ่า
             ทั้งห้องฟัง (ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 5 – 10 นาทีของเวลาเรี ยนทั้งหมด)

                                               ั                  ู้                                        ิ
การวางแผน (1) นักเรี ยนหาความสัมพันธ์ระหว่างอุบติเหตุทางรถยนต์ที่ผพบเห็นบอกเล่าในภาพยนตร์หรื อเหตุการณ์ในชีวตจริ ง

การสารวจ (1)       เริ่ มจากนั ก เรี ย นทดลอง สร้ างรู ปปั้ นคนจ ากดิ นเ หนี ยวนั่ ง ลงในร ถยนต์ ที่ ครู จั ด ให้ จากนั้ นน ารถย น
                   และตรวจสอบการชนกาแพงของรถและรู ปปั้ นคน

การอธิบาย (1)      ค รู อ ธิ บ า ย เ กี่ ย ว กั บ ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ ที่ นั ก เ รี ย น เ ห็ น ต า ม ก ฎ ข้ อ ที่ 1         ข อ ง นิ ว
                                            ่
                   “วัตถุจะรักษาสภาพอยูนิ่งหรื อเคลื่อนที่ดวยความเร็ วคงที่ในแนวเส้นตรง นอกจากจะมีแรงลัพธ์ที่มีค่าไม่เท่ากับศูนย์มากร
                                                            ้

                          ิ
การวางแผน (2) นักเรี ยนดูวดีโอเรื่ อง “การทดสอบการชนของรถยนต์” เพิ่มเติม

การสารวจ (2)       ครู ถามนักเรี ยนว่า       ทาอย่างไรนักเรี ยนถึงช่วยให้รูปปั้ นคนไม่ได้รับการบาดเจ็บจากการชนกาแพง             นักเรี ยนห
                   รู ปปั้ นคนต้องการเข็มขัดนิรภัยสาหรับการทดลองชนกาแพงซ้ าอีกครั้ง                                                     นัก
                   ทาเข็มขัดนิรภัยและผูกรู ปปั้ นคนเข้ากับรถยนต์ก่อนการชนกาแพง                                                  หลังจากก
                   นักเรี ยนพบว่าเข็มขัดนิรภัยจากลวดสามารถป้ องกันไม่ให้รูปปั้ นคนชนกับกาแพง
                   แต่ลวดได้เฉื อนเนื้อดินเหนียวเข้าไปครึ่ งหนึ่งของตัวรู ปปั้นคน

การอธิบาย (2)      นักเรี ยนคิดว่าต้องสร้างเข็มขัดนิรภัยให้กว้างกว่าเดิม ครู อธิบายเพิ่มเติมเรื่ องความสัมพันธ์ระหว่างความดัน แรง และพื้นท

การขยายความรู ้ นักเรี ยนสามารถสร้างเข็มขัดนิรภัยที่ดีกว่าเดิม และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแรงต่างๆ และกฎข้อแรกของนิวตันได้

การประเมิน         ครู ขอให้นักเรี ยนออกแบบเข็มขัดนิ รภัยสาหรับรถแข่งที่ มีความเร็ ว 250 กิ โลเมตรต่อชัวโมง และเปรี ยบเที ยบกับเข็ม
                                                                                                       ่
                   NASCAR ใช้

การขยายผล               ้       ั
                   ครู ทาทายให้นกเรี ยนสารวจการทางานของถุงลมนิรภัยและเปรี ยบเทียบความเหมือนและความแตกต่างระหว่างเข็มขัดนิร
                   ค รู ถ า ม นั ก เ รี ย น ว่ า “ก ล ไ ก ก า ร ท า ง า น ข อ ง ถุ ง ล ม นิ ร ภั ย เ ป็ น
                                                                 ั
                   ทาไมถุงลมนิรภัยจึงไม่พองตัวออกมาเมื่อได้รับอุบติเหตุเล็กน้อยแต่พองตัวออกมาเมื่อรถชนต้นไม้”


         นอกจากนี้การเรี ยนการสอนวิทยาศาสตร์ ใน                   เป็ นการออกแบบการสอนแบบย้อนกลับ (backward
       ั
ปั จจุบนตามหลักสู ตรการศึกษาแกนกลางขั้นพื้นฐาน                    design)
ยังเปลี่ยนรู ปแบบการจัดการเรี ยนรู้จากการออกแบบ                                                      ู้
                                                                  ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากการกาหนดสิ่ งที่ผสอนต้องการใ
การสอนแบบเดิ นหน้ า (forward              design)                 ห้ความรู้โดยเขียนจุดประสงค์การเรี ยนรู้หรื อจุดประ


ก้ าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปี ที่ 8(2): 2551                     37
ส ง ค์ เ ชิ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ก่ อ น                         ป ร ะ เ ภ ท ไ ด้ แ ก่
จากนั้นสร้างกิจกรรมการเรี ยนรู ้และออกแบบการวัด             ทัก ษะกระบวนการวิ ท ยาศาสตร์ ข้ ัน พื้ น ฐาน (8
ป         ร      ะ         เ        มิ    น        ผ     ล  ทั                    ก        ษ              ะ             )
มาเป็ นการกาหนดสิ่ งที่ผเู ้ รี ยนควรได้รับหลังจากการ       และทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ข้ นผสมผสาน      ั
เ รี ย น แ ล้ ว ห รื อ เ ป้ า ห ม า ย ก า ร เ รี ย น รู้    ( 5                                           ทั ก ษ ะ )
ซึ่ งเป็ นการวัด สมรรถนะของผู้เ รี ยน (learner’s            ซึ่ งช่วยให้ผเู ้ รี ยนสามารถเชื่อมโยงความรู ้เดิมและแน
competency)                                                 ว คิ ด ใ ห ม่ ไ ด้ อ ย่ า ง ถู ก ต้ อ ง เ ห ม า ะ ส ม
จากนั้นออกแบบการวัดประเมินผลและกาหนดกิจก                    การสอนวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดทักษะกระบวนการ
ร ร ม ก า ร เ รี ย น รู ้ ด้ ว ย รู ป แ บ บ ต่ า ง ๆ แ ท น  วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ นั้ น ท า ไ ด้ ห ล า ย รู ป แ บ บ เ ช่ น
สาหรับการสอนแบบสื บเสาะตามรู ปแบบ BSCS 5E                   ก า ร ส อ น แ บ บ โ ค ร ง ง า น
สามารถออกแบบการสอนแบบย้อนกลับได้เช่ นกัน                    ก า ร ส อ น แ บ บ ใ ช้ ปั ญ ห า เ ป็ น ฐ า น
ดังในภาพที่ 1                                               หรื อการสอนแบบสื บเสาะ จากการวิจยของ BSCS       ั
                                                            พบว่า การสอนแบบสื บเสาะตามรู ปแบบ BSCS 5E
                                                                                       ั
                                                            ช่วยให้ผเู ้ รี ยนมีทกษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไ
                               ้
               กาหนดผลลัพธ์ที่ตองการ                        ด้                   ดี        ที่          สุ             ด
                   บทสรุป
              (จากมาตรฐานการเรี ยนรู ้)                     นอกจากนี้ การสอนแบบสื บเสาะยังสามารถออกแบ
         ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็ นกร               บย้อนกลับตามการเรี ยนการสอนในปั จจุบนได้เพื่อใ    ั
                                                            ห้ รี ยนมีสมรรถนะในเรื่ องของทักษะกระบวนการ
ะบวนการคิดทางปั ญญาที่ช่วยให้ผเู ้ รี ยนเข้าใจเนื้ อหากฐานการเรีผยเู้ นรู้ที่ยอมรับได้
                                           กาหนดหลั
                                       ไ ด้ ดี ขึ กรรมเพื วิทยาศาสตร์ที่ดีดวน
ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ และออกแบบกิ้ จน ่อตรวจสอบและประเมิย ผล                         ้
ซึ่ งจาแนกตามความยากง่ ายของทักษะต่างๆ เป็ น 2



                                                      พัฒนาประสบการณ์และกิจกรรมการเรี ยนรู ้โดยใช้ข้ ั
                                                         นตอนต่างๆ ในรู ปแบบการสอนแบบ BSCS 5E




               ภาพที่ 1. การออกแบบการสอนแบบย้อนกลับของการสื บเสาะตามรู ปแบบ BSCS 5E
                 ที่มา : (Bybees et al., 2006)

ก้ าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปี ที่ 8(2): 2551                     38
                    บรรณานุกรม                                        process skills through project-based science
                                                                      instruction. Science Activities 43(1): 26-33.
        ั
พิมพ์พนธ์ เดชะคุปต์, พเยาว์ ยินดีสุข, สุ รสงห์ นิรชร,             Dirk, C., and Cunningham, M. (2006). Enhancing
    วิภา เกี ยรติ ธนะบ ารุ ง, ธาริ ณี วิทยาอนิ วรรตน์ ,               diversity in science: Is teaching science process
    อ ม ร รั ต น์ บุ บ ผ โ ช ติ แ ล ะ ค ณ ะ . (2549).                 skills the answer? Cell Biology Education 5:
    วิธีวิทยาการเขียนแผนจัดการเรี ยนรู้ วิทยาศาสต                     218-226.
    ร์ ด้ ว ย ห ลั ก ก า ร ส อ น 3S+I:                            Eisenkraft, A. (2003). Expanding the 5E model.
    การบู ร ณาการที่ เ น้ นผู้ เ รี ย นเป็ นศู น ย์ ก ลาง.            The Science Teacher 70(6): 56-59.
    กรุ งเทพฯ: สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ.                          Harlen, W. (1999). Purposes and procedures of
วรรณทิพา รอดแรงค้า และพิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2542).                     assessing science process skills. Assessment in
    การพัฒนาการคิดของครู ด้วยกิจกรรมทักษะกระบ                         Education 6(1): 129-144.
    ว น ก า ร ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ . ก รุ ง เ ท พ ฯ :        Monhardt, L., and Monhardt, R. (2006). Creating a
    สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ.                                         context for the learning of science process skills
American Association for the Advancement of                           through picture books. Early Childhood
    Science. (1989). American Association for the                     Education Journal 34(1): 67-71.
    Advancement of Science Project 2061:                          National Research Council [NRC]. (1996).
    Science for All Americans. Washington, DC:                        National Science Education Standards.
    AAAS.                                                             Washington, DC: National Academy Press.
Berenfeld, B. (1994). Technology and the new                      Padilla, M. J. (1990). The Science Process Skills.
    model of science education: The global lab                        NARST Research Matters – to the Science
    experience. Machine-Mediated Learning 4(2-                        Teacher. USA: National Association for
    3): 203-207.                                                      Research in Science teaching.
Biological Sciences Curriculum Study [BSCS].                      Wilke, R. R., and Straits, W. J. (2001). The effects
    (2006). BSCS Science: An Inquiry Approach.                        of discovery learning in a lower-division
    Dubuque, IA: Kendall/Hunt.                                        biology course. Advances in Physiology
Bybee, R. W., Taylor, J. A., Gardner, A., Scotter,                    Education 25: 62-69.
    P. V., Powell, J. C., Westbrook, A., Landes, N.,              Wilke, R. R., and Straits, W. J. (2006).
    et al. (2006). The BSCS 5E Instructional                          Developing students’ process skills in today’s
    Model: Origins and Effectiveness. Colorado                        science classroom. The Texas Science
    Springs, CO: BSCS.                                                Teacher 35(1): 11-16.
Colly, K. E. (2006). Understanding ecology
    content knowledge and acquiring science


ก้ าวทันโลกวิทยาศาสตร์ ปี ที่ 8(2): 2551                     38

								
To top