original philosophy by Zw48Ik7

VIEWS: 27 PAGES: 4

									                                                                                                                                1

                                                     ปรัชญา (Philosophy)

               ่
ความหมายและทีมาของคา
ปรัชญา                  ประกอบมาจาก ปร + ช ญา แปลว่า ความรู ้เหนือกว่าความรู ้ทวไป   ั่
Philosophy มาจากศัพท์ภาษากรี กว่า Philosophy ประกอบมาจาก Philo + Sophia แปลว่า ความต้องการที่จะเรี ยนรู ้


                                          ้ ั    ั
                                        ผูบญญัติศพท์ “ปรัชญา” เพื่ออธิ บายคาว่า
                                                      “Philosophy” คือ
                                       พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์

ทัศนะของนักปรัชญาทีมต่อความหมายของคา1
                   ่ ี
เพลโต             “ปรั ชญามุ่งที่ จะเข้ าใจสิ่ งที่ เป็ นนิรันดร์ และแก่ นแท้ ของสรรพสิ่ ง
อริสโตเติล       “ปรั ชญาเป็ นศาสตร์ ที่ค้นคว้ าหาความจริ งของสิ่ งที่ อยู่ในตัวเอง”
ค้ านท์          “ปรั ชญาคือศาสตร์ ที่ว่าด้ วยความรู้ และการสอบสวนความรู้ ”
สเปนเซอร์        “ปรั ชญาเป็ นการรวบรวมความรู้ ที่สมบูรณ์ ”
วุ้นต์                    “ปรั ชญาเป็ นการรวบรวมความรู้ จากวิทยาศาสตร์ สาขาต่ างๆ
กองต์                     “ปรั ชญาเป็ นศาสตร์ ต้นตอของศาสตร์ ทั้งปวง”
                                     No science is complete without philosophy

สาขาทางปรัชญา
         ปรัชญา 4 สาขาใหญ่ ๆ คือ
1. อ ภิ ป รั ช ญ า (Metaphysics)                   ศึ ก ษ า เ กี่ ย ว กั บ โ ล ก จั ก ร ว า ล แ ล ะ ธ ร ร ม ช า ติ ข อ ง ม นุ ษ ย์
    อ ภิ ป รั ชญ าจ ะ แ ส วง ห าค วามจ ริ ง สุ ด ท้ า ย ห รื อ ค วามจ ริ ง อั น ติ ม ะ (Ultimate            reality)        เ ช่ น
                                        ั
    โลกและจักรวาลมีความสัมพันธ์กนอย่างไร มนุษย์มีเสรี ภาพหรื อไม่
2. ญาณวิทยาหรื อทฤษฎี ความรู ้ (epistemology or theory of knowledge) ศึ กษาเกี่ ยวกับแหล่งความรู ้สูงสุ ด เช่ น
                                                                        ั
    มนุษย์รู้ความจริ งสูงสุดอย่างไร มนุษย์รู้ได้อย่างไรว่าสิ่ งที่รู้น้ นถูกต้องหรื อไม่
3. อัฆวิทยา หรื อ คุณวิทยา (Axiology) ศึกษาเกี่ยวกับคุณค่าต่าง (value) แบ่งออกเป็ น
    3.1 จริ ย ศาสตร์ ห รื อจริ ย ปรั ช ญา (ethics or ethical philosophy) ศึ ก ษาเกี่ ย วกับ คุ ณ ค่ า ความประพฤติ
                                                ั่
          เกณฑ์การตัดสิ นการกระทา ความดีชวมีจริ งหรื อไม่ เป็ นต้น
    3.2 สุนทรี ยศาสตร์ (aesthetics) ศึกษาเกี่ยวกับคุณค่าทางศิลปะและธรรมชาติ
4. ตรรกวิทยา (Logic) ศึกษาเกี่ยวกับระบบการใช้เหตุผลของมนุษย์ การโต้แย้ง ความสมเหตุสมผล




1
    รองศาสตราจารย์สุเมธ เมธาวิทยกูล, 2540 : 2 - 3
                                                                                                                      2




          ปรัชญา 2 แพร่ ง
1.   ปรัชญาบริ สุทธิ์ (Pure philosophy) ว่าด้วยความเป็ นจริ งทางปรัชญาล้วนๆ มี 2 คือ อภิปรัชญา และ ญาณวิทยา
2.   ปรั ช ญาประยุ ก ต์ (Applied          philosophy)        คื อ การศึ กษาปรั ช ญาเฉพาะเรื่ อง (Special    topics)
     เป็ นการนาเอาปรัชญาบริ สุทธิ์ไปตีความปรากฎการต่างๆ เช่น ปรัชญาสังคม ปรัชญาการเมือง ปรัชญากฎหมาย

ปรัชญากับศาสตร์ต่างๆ
          ปรัชญากับวิทยาศาสตร์
                      วิทยาศาสตร์                                                   ปรัชญา
                          ั
ความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ที่จดระบบแล้ว                                               ั
                                                        ประสบการณ์สามัญที่จดระบบแล้วและศึกษาส่วนย่อยเป็ นส่
                                                        วนๆ โดยเฉพาะ
                                      ั      ั                                                        ั
รวบรวมข้อเท็จจริ งจากประสบการณ์ให้สมพันธ์กบส่วนย่อย รวบรวมข้อเท็จจริ งจากประสบการณ์ให้สมพันธ์สอดคล้องกั
                                                        บส่วนรวม
                         ้
วิทยาศาสตร์แต่ละสาขามีขอสรุ ปจากัดซึ่งอาจขัดแย้งกับวิทย ประสานความขัดแย้งของวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆโดยประม
าศาสตร์สาขาอื่นๆ                                        วลเป็ นเรื่ องเกี่ยวกับความเป็ นจริ ง (Reality)
พิจารณาข้อเท็จจริ ง                                     ประเมินค่าข้อเท็จจริ ง
ยึดความเป็ นจริ งของสสาร พลังงาน                        สื บค้น ความสมเหตุสมผลของสมมติฐาน
และอธิบายข้อเท็จจริ งตามสมมติฐาน
วิธีการคือ สังเกต ทดลอง ตามสมมติฐานที่มีเหตุผล          วิธีการคือ หาเหตุผลจากข้อเท็จจริ งในประสบการณ์
                                                        จากความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์

            ปรัชญากับศาสนา
                         ศาสนา                                                          ปรัชญา
                 ้
มีศาสดาเป็ นผูประกาศคาสอน                                        ั
                                                              มีนกปรัชญาประกาศทัศนะซึ่งไม่ใช่ศาสดา
มีคมภีร์เป็ นที่รวบรวมคาสอน
   ั                                                          มีหนังสื อแต่ไม่ใช่คมภีร์และไม่ศกดิ์สิทธิ์เหมือนศาสนา
                                                                                  ั           ั
มีพิธีกรรม                                                    ไม่มีพิธีกรรม
มีศาสนิกนับถือ เลื่อมใส                                       มีหรื อไม่ก็ได้
มีศาสนสถาน                                                    ไม่มีศาสนสถาน
แสวงห าความจ ริ ง ด้ ว ย พื้ น ฐ าน คื อ ศรั ท ธา เห ตุ ผ ล   แสวงหาความจริ งด้วยเหตุผลและการเก็งความจริ ง
และการปฏิบติตามั

   ั
วิวฒนาการปรัชญา
        - ก่อน ค.ศ.624 – 550 มี คาถามทางปรั ชญาอันหนึ่ ง ที่ สร้ างข้อสงสัยให้เหล่านักคิ ดทั้ง คาถามนั้นคื อ
                             ้
             “สรรพสิ่ งเกิดขึนจากอะไร หรื ออะไรคือปฐมธาตุของจักรวาล (what is the first element)
        - ทาเลสเชื่อว่า ต้นกาเนิดของสรรพสิ่ งคือน้ า
                                                                                                                                        3


                                         ปั ญหาทางปรัชญาที่รอคอยคาตอบคือ
                                  1) ความเป็ นจริ งที่แท้คืออะไร [What is reality]
                               2) เรารู ้ความเป็ นจริ งได้อย่างไร [Theory of knowledge]
                            ั
                3) เราจะปฏิบติตนอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับความเป็ นจริ งนั้น [How to according to reality)

          -      พัฒนาการทางปรั ชญาแบ่ งออกเป็ น 4 ยุคคื อ 1) ปรั ชญาตะวันตกยุคโบราณ หรื อปรั ชญากรี กโบราณ
                 (Ancient Greek Philosophy) ประมาณ ศตวรรษที่ 6-7 ก่อน ค.ศ. เช่น ทาเลส อแนกซิ เมนเตอร์ เฮราคลีตุส
                 ฯลฯ เพลโต โสกราตีส อริ สโตเติล 2) ปรัชญาตะวันตกยุคกลาง (Medieval Philosophy) ประมาณ ศตวรรษที่
                 1-15 เช่น เซนต์ ออกัสติน 3) ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ (Modern Philosophy) ประมาณ ศตวรรษที่ 16 – 18
                                                                                         ั
                 เช่น จอห์น ลอค ค้านท์ เบคอน เดส์การ์ ตส์ 4) ปรัชญาตะวันตกสมัยปั จจุบน (Contemporary Philosophy)
                 ประมาณ ศตวรรษที่ 19 เป็ นต้นมา เช่น เอ็งเก็ลส์ จอห์น ดิวอี้ บูเบอร์ ฯลฯ

ประเด็นทางปรัชญา
                                             ้
1. ธรรมชาติของโลก “อะไรคื อเนื อแท้ ของโลก โลกและจักรวาลตลอดจนธรรมชาติของมนุษย์ มีความเป็ นจริ งอย่ างไร
       อะไรที่ อยู่ในฐานที่ เรี ยกว่ าจริ ง”
       จิตนิยม (Idealism) “สิ่ งที่ เป็ นจริ งแท้ คือจิ ต”
                     แนวคิดของเพลโตแสดงให้เห็นว่า
                     1)         อสสาร เป็ นความจริ งแท้ ม ากกว่ า สสาร เพราะสสารต้อ งอยู่ ที่ ใ ดที่ ห นึ่ ง ขณะที่ อ สสาร
                                ไม่จากัดเนื้อที่ และไม่กินที่ อสสารที่น้ ีคือ จิต
                     2)         อ ส ส า ร มี ลั ก ษ ณ ะ นิ รั น ด ร ไ ม่ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ข อ ง โ ล ก วั ต ถุ
                                ไม่มีผลกระทบกับการดารงอยูของจิต ่
                     3)         อสสารทาให้โลกมีกฎเกณฑ์
                     4)                                                              ่
                                คุณค่า เช่น ความงาม ความดี ฯลฯ เป็ นสิ่ งที่มีอยูจริ ง ค่านั้นคือ อสสาร
สสารนิยม (Materialism) “สิ่ งทั้ งหลายที่ ปรากฏให้ เห็ นตามสภาพธรรมชาติ เป็ นจริ งโดยตัวของมันเอง ไม่ ขึ้นกับจิ ต
วัตถุเป็ นปฐมเหตุ”
                     1)                                                                                              ้
                                 สสารนิยมเป็ นเอกนิยม ได้แก่การครองที่ การเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา รู ้ได้ดวยประสาทสัมผัส
                     2)          สสารนิยม เชื่อว่า โลกประกอบจากหน่วยย่อยหลายๆ หน่วย
                     3)          สสารนิยม ยอมรับทฤษฎีการทอนลง
                     4)          สสารนิยม ถือว่า ค่าเป็ นสิ่ งสมมติ
                     5)          ส ส า ร นิ ย ม เ ห็ น ว่ า ก า ร เ ค ลื่ อ น ไ ห ว ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น แ ก่ โ ล ก
                                 นั้นไม่แตกต่างจากเครื่ องจักรกล
ธรรมชาตินิยม (Naturalism) “โลกและจักรวาล ประกอบจาก 2 สิ่ งธรรมชาติคือ
                 1)      สิ่ งที่ ดารงอยู่ในระบบของอวกาศและเวลา เช่ น ก้ อนหิ น ก้ อนเมฆ
                 2)                     ้
                         สิ่ งที่ เกิดขึนและดับลงโดยมีสาเหตุ นั้นคือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ”
                                                                                                                           4

สรุปความ
        -                                                                                        ้
                จิตนิยม “จิ ตไม่ ปฏิ เสธความมีอยู่ของสสาร แต่ ความเป็ นจริ งแท้ ในโลกและจักรวาลขึนอยู่กับจิ ต”
        -       สสารนิยม “สสารคือความจริ งแท้ ทุกอย่ างเกิดจากสสารและสสารมีระบบการทางานที่ ซับซ้ อน”
        -       ธรรมชาตินิยม “ไม่ ยอมรั บความยิ่งใหญ่ ของจิ ต แต่ ยอมรั บการมีอยู่ของสสารในฐานะเป็ นสิ่ งที่ เห็ นได้
                สัมผัสได้ และมีอยู่ในระบบของเวลาและอวกาศ”

2. ธรรมชาติของมนุษย์ “อะไรที่ ทาให้ มนุษย์ สามารถแสดงพฤติกรรมต่ างๆได้ มนุษย์ประกอบด้ วยอะไรฯลฯ”
            ้
จิตนิยม “เนือแท้ ของมนุษย์คือจิต”ด้ วยเหตุผลคือ
                   1) มนุษย์มีการริ เริ่ ม
                   2) มนุษย์มีการเรี ยนรู ้
                   3) มนุษย์มีความรู ้สึกขัดแย้ง
         เพลโตแยกจิตเป็ น 3 ระดับคือ 1) ภาคตัณหา 2) ภาคน้ าใจ 3) ภาคปั ญญา
                                                                                                               ั
         ฟรอยด์ มองว่า จิตของมนุษย์ประกอบจาก 3 ส่วนคือ 1) id สภาพจิตใต้สานึก 2) Ego จิตมีสามัญสานึก มีความรู ้ตว
3) Super – go จิตสานึกที่เหนือกว่าสานึกทัวไป เช่น มโนธรรม อุดมการณ์ (จิตเหล่านี้มกจะอยูเ่ หนือเหตุผล)
                                          ่                                      ั
               ้
สสารนิยม “เนือแท้ ของมนุษย์คือสสาร การกระทาทุกอย่ างเกิดจากสมองหรื อประสาทสั่งการ ไม่ ใช่ จิต”
ธรรมชาตินิยม “จิ ตและสสารไม่ ได้ แยกอิสระจากกัน จิ ตวิญญาณไม่ เป็ นอมตะ มนุษย์ ตายลง กายและจิ ตจะดับพร้ อมๆกัน”

3.             ั
       มนุษย์กบจุดมุ่งหมายของชีวต “มนุษย์ ดาเนินชี วิตไปอย่ างมีจุดมุ่งหมายหรื อไม่
                                   ิ
       มนุษย์ ควรทาอย่ างไรกับตัวเองและควรปฏิ บัติอย่ างไรกับผู้อื่น”
สุ ขนิยม (Hedonism) “ความสุขคือสิ่ งดีที่สุดในชี วิต”
                      1) อัตนิยม “ควรแสวงหาความสุขให้ ตัวเองให้ มากที่ สุด โดยไม่ ต้องคานึงถึงผู้อื่น
                           จะคานึงถึงก็ต่อเมื่อผู้อื่นนามาสุข มาให้ ตนเท่ านั้น”
                      2) สุขนิยมสากล “เน้ นความสุขของสังคม ไม่ ใช่ ความสุขส่ วนบุคคล”
อสุ ขนิยม (Non – hedonism) “ความสุขไม่ ใช่ สิ่งดีที่สุด ไม่ ใช่ สิ่งมีค่าที่ สุด สิ่ งที่ ดีและมีค่าที่ สุดคือ
ความสงบของจิ ตและการรู้ จักความจริ งของโลกและชี วิต
                      1) ปั ญญานิ ย ม “ความรู้ เป็ นสิ่ งดี สู ง สุ ด และมี ค่ าในตั ว เอง นั้ น คื อ ความสมบู ร ณ์ ทางปั ญญา
                          ปั ญญาคือความสามารถในการใช้ เหตุผลเพื่อแสวงหาความจริ งที่ แยกมนุษย์ ออกจากสัตว์ ”
                              ุ
                      2) วิมตินิยม “สิ่ งที่ ดีสูงสุดคือ ความสงบของจิ ตซึ่ งปราศจากความสุขและทุกข์ ”
มนุ ษ ยนิ ย ม (Humanism) “คุ ณ ค่ า ความส าคั ญ สู ง สุ ด ได้ แ ก่ ค วามเป็ นมนุ ษ ย์ ” กลุ่ม นี ้เ ดิ น ทางสายกลาง คิ ด ท า
ด้ วยตัวของมนุษย์ เอง
อัตถิภาวนิยม (Existentialism) “ความเป็ นจริ งแท้ คือความเป็ นตัวของตัวเอง จะเลือกกระทาในสิ่ งที่ พอใจเท่ านั้น”
                                          ิ
          ลัทธิน้ ีไม่สนใจแก่นแท้ของชีวต เน้นความสาคัญของมนุษย์แต่ละคนในฐานะปั จเจกบุคคล 3 เรื่ องคือ
                      1) เสรี ภาพ
                      2) การเลือก
                      3) การรับผิดชอบต่อการกระทา (รับผิดชอบต่อตนเองและต่อโลก)

								
To top