Your Federal Quarterly Tax Payments are due April 15th Get Help Now >>

chapter06-Computer-Software by tangsupajiranon

VIEWS: 2 PAGES: 12

ในปัจจุบันเป็นยุคของเทคโนโลยี ซึ่งคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในองค์การต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ หรือภาคเอกชน โดยมีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในงานด้านต่าง ๆ เช่น งานคำนวณ งานวิเคราะห์ งานวางแผน งานเขียนแบบ งานออกแบบ งานทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และ ทางการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งงานต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นจะต้องอาศัยซอฟท์แวร์หรือโปรแกรมในการสั่งการ โปรแกรมบางอย่างเป็นโปรแกรมเฉพาะงาน (Special propose) แต่โดยทั่วไปที่องค์การต่าง ๆ ใช้มักจะ เป็นโปรแกรมทั่วไป (General propose) หากมองในส่วนของฮาร์ดแวร์ (Hardware) เครื่องคอมพิวเตอร์ ประสิทธิภาพสูง (Supercomputer) มักจะใช้กับงานเฉพาะด้าน ส่วนคอมพิวเตอร์ประเภทอื่น มักจะใช้ เครื่องในจุดประสงค์ทั่วไป ในบทนี้จะกล่าวถึงประเภทของซอฟต์แวร์หลัก ๆ หน้าที่ของระบบปฏิบัติการ (Operating system) โดยเฉพาะเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์ประยุกต์ ภาษาของเครื่องคอมพิวเตอร์และ เครื่องมือในการพัฒนาโปรแกรมนอกจากนั้น จะกล่าวถึงการเลือกใช้โปรแกรมและภาษาที่เหมาะสมใน การใช้งาน

More Info
									                         บทที่ 6 ซอฟตแวรระบบสารสนเทศ
         ในปจจุบันเปนยุคของเทคโนโลยี ซึ่งคอมพิวเตอรเขามามีบทบาทในองคการตาง ๆ ไมวาจะเปน
ภาครัฐ หรือภาคเอกชน โดยมีการนําเครื่องคอมพิวเตอรเขามาชวยในงานดานตาง ๆ เชน งานคํานวณ
งานวิเคราะห งานวางแผน งานเขียนแบบ งานออกแบบ งานทางดานวิทยาศาสตร วิศวกรรมศาสตร และ
ทางการแพทย เปนตน ซึ่งงานตาง ๆ เหลานี้จําเปนจะตองอาศัยซอฟทแวรหรือโปรแกรมในการสั่งการ
โปรแกรมบางอยางเปนโปรแกรมเฉพาะงาน (Special propose) แตโดยทั่วไปที่องคการตาง ๆ ใชมักจะ
เปนโปรแกรมทั่วไป (General propose) หากมองในสวนของฮารดแวร (Hardware) เครื่องคอมพิวเตอร
ประสิทธิภาพสูง (Supercomputer) มักจะใชกับงานเฉพาะดาน สวนคอมพิวเตอรประเภทอื่น มักจะใช
เครื่องในจุดประสงคทั่วไป
         ในบทนี้จะกลาวถึงประเภทของซอฟตแวรหลัก ๆ หนาที่ของระบบปฏิบัติการ (Operating
system) โดยเฉพาะเครื่องไมโครคอมพิวเตอร ซอฟทแวรประยุกต ภาษาของเครื่องคอมพิวเตอรและ
เครื่องมือในการพัฒนาโปรแกรมนอกจากนั้น จะกลาวถึงการเลือกใชโปรแกรมและภาษาที่เหมาะสมใน
การใชงาน

ซอฟตแวรคืออะไร

        ซอฟตแวรเปนรายละเอียดของชุดคําสั่ง (Instructions) ที่ควบคุมการปฏิบัติการของเครื่อง
คอมพิวเตอร       หากปราศจากซอฟตแวรเครื่องคอมพิวเตอรก็ไมสามารถที่จะทํางานได     หนาที่ของ
ซอฟตแวรมีดังนี้ (1) จัดการเกี่ยวกับทรัพยากรภายในองคการ (2) เปนเครื่องมือในการสรางความ
ไดเปรียบของทรัพยากรที่มีตอคูแขงขัน (3) กระทําเปนสื่อกลางระหวางองคการและการเก็บสารสนเทศ
ภายในหนวยงาน

         โปรแกรมซอฟตแวร (Software programs) เปนชุดคําสั่งที่เขียนขึ้นมาเพื่อสั่งใหเครื่อง
คอมพิวเตอรทํางานตามคําสั่ง (Coding programs) คําสั่งที่เขียนขึ้นอาจใชภาษาทางคอมพิวเตอรที่
ตางกัน จะอยูในรูปของภาษาชั้นสูง (High level language) ซึ่งเปนภาษาที่มนุษยสามารถจะอานเขาใจ
ได จะออกมาในรูปของภาษาอังกฤษ โดยที่บางภาษาจะงายตอการเรียนรูของผูใช แตบางภาษาผูใชก็
จําเปนจะตองมีความรูทางคอมพิวเตอร จึงจะสามารถใชงานได โปรแกรมซอฟตแวรโดยสวนใหญจะ
เขียนจากนักโปรแกรม (Programmer) ซึ่งการเขียนโปรแกรมจะตองอาศัยทัศนะและความชํานาญในการ
เขียน โดยผูเขียนโปรแกรมจะตองเขาใจระบบการวางผังโปรแกรม (Programming flow system) ซึ่ง
ออกแบบโดยนักวิเคราะหระบบ (System analyst) นักโปรแกรมจึงตองพิจารณาถึงภาษาที่จะใชในการ
เขียนโปรแกรม       หรือบางครั้งอาจจะถูกกําหนดโดยนักวิเคราะหระบบหรือผูวาจางใหเขียนดวยภาษาใด
ภาษหนึ่ง ดังนั้นนักเขียนโปรแกรมจึงจะตองมีการเรียนรูถึงภาษาที่ใชในการเขียนโปรแกรมหลายภาษา
เชน BASIC COBOL PRG PL/1 PASCAL C+ C++ FOXPRO PROBASE และ CLIPPER เปนตน และใน
ปจจุบันไดมีการพัฒนาเครื่องมือที่ชวยในการเขียนโปรแกรมไดสะดวกขึ้น ซึ่งเรียกวา 4GL (Forth
generation language) ทําใหการเขียนโปรแกรม การแกไข การปรับปรุง การออกแบบรายงาน และอื่น
ๆ สามารถทําไดงายขึ้น

       ประเภทของซอฟตแวรหลัก (Major types of software) ซอฟตแวรสามารถที่จะแบง
ออกเปน 2 ประเภท ใหญ ๆ ดังนี้

         1.     ซอฟตแวรระบบ (Systems software) เปนโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อใชในการ
ควบคุมระบบการทํางานของเครื่อง โดยทําหนาที่ในการติดตอระหวางฮารดแวรกับผูใช โดยซอฟตแวร
ดังกลาวจะเปนตัวกลางในการควบคุมการทํางานของอุปกรณปอนเขาและแสดงผล            (Input-Output
device) เชน แปนคีย เมาส จอภาพ และเครื่องพิมพ เปนตน นอกจากนั้นยังควบคุมในเรื่องการสงผาน
ขอมูล (Data bus) การแจงเตือนความผิดปกติของเครื่อง (Syntax error) เชน ขอความ “Harddisk
controller failed” หมายถึง อุปกรณที่ควบคุมการทํางานของจานแมเหล็กมีปญหา ดังรูปที่ 6.1 แสดง
ประเภทของซอฟตแวรและการแสดงความสัมพันธระหวางซอฟตแวรระบบ           ซอฟตแวรประยุกต    กับ
ฮารดแวร
                                      ซอฟตแวรประยุกต

                                 (Application software) 
                                       ซอฟตแวรระบบ


                                           ฮารดแวร

                                        (Hardware




        รูปที่ 6.1 แสดงประเภทของซอฟตแวร และการแสดงความสัมพันธระหวางซอฟตแวรระบบ ซอฟตแวร
ประยุกตกับฮารดแวร (Laudon and Laudon.1996:230)

       ซอฟตแวรระบบ สามารถแบงออกเปน
       1.1 ระบบปฏิบัติการ ซึ่งทําหนาที่ดังนี้
               การจัดตารางงานใหกับเครื่องคอมพิวเตอร
               การจองทรัพยากรของคอมพิวเตอร
               การแสดงเหตุการณบนจอภาพ
       1.2 ภาษาที่ใชในการแปล
               การแปลโปรแกรมที่ละบรรทัด (Interpreter)
               การแปลโปรแกรมทีละโปรแกรม (Compiler)
       1.3 โปรแกรมอรรถประโยชน (Utility program)
               การปฏิบัติการประจํา (Routine operations) เชนการจัดเรียงขอมูล       การเรียก
                  รายการ (List) การพิมพ (Print)
               การจัดการขอมูล (Manage data) เชน การสรางแฟม การรวมแฟม

       2. ซอฟตแวรประยุกต (Application software) ประกอบดวย
            2.1 ภาษาทางโปรแกรม (Programming languages) เชน
                    ภาษาแอสเซมบลี (Assembly language)
                    ภาษาฟอรแทน (FORTRAN)
                    ภาษาโคบอล (COBOL)
                    ภาษาพีแอลวัน (PL/1)
                    ภาษาเบสิก (BASIC)
                    ภาษาปาสคาล (PASCAL)
                    ภาษาซี (C)

              2.2 โปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อประยุกตใชในธุรกิจ เชน ระบบบัญชี (Accounting
system) ระบบการควบคุมการผลิต (Production control system) ระบบการวิเคราะหการตลาด
(Marketting analysis system) และระบบการบริหารโรงพยาบาล (Hospital management system)
เปนตน

      ภาษาในยุคที่สี่ (Fourth-generation language) ในสวนของซอฟตแวรระบบจะมี
โปรแกรมหลายโปรแกรมที่เปนที่นิยมใชกัน โดยเฉพาะของไมโครซอฟต เชน MS-DOS (Microsoft
disk operating system) WIN’95 (WINDOWS 95 disk operating system) WINDOWS NT (ใชกับ
ระบบเครือขาย) PC-DOS (Personal Computer Disk Operating System) OS/2 (Operating
System/2) UNIX (XENIX) เปนระบบปฏิบัติการที่ใชกับเครื่องไมโครคอมพิวเตอรประสิทธิภาพสูง
เครื่องเวอรกสเตชั่น และเครื่องคอมพิวเตอรขนาดกลาง System 7 เปนระบบปฏิบัติการที่ใชกับเครื่อง
แมคอินทอช (Macintosh) โปรแกรมที่กลาวมาเปนระบบปฏิบัติการ [Operating System (OS)] OS เปน
ชุดคําสั่งซึ่งทําหนาที่ในการควบคุมและการจัดการเกี่ยวกับกิจกรรมตาง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร

         หนาที่ของระบบปฏิบัติการ (Functions of the operating system) ระบบปฏิบัติการมี
หนาที่ในการดูแลการทํางานของเครื่องคอมพิวเตอร เปรียบเสมือนผูจัดการในการจัดสรรทรัพยากรในการ
ใชงาน ระบบปฏิบัติการมีหนาที่หลัก 3 ประการ ไดแก

          1. การจองและการกําหนด (Allocation and assignment) ระบบปฏิบัติการจะจอง
ทรัพยากรสําหรับงานที่จะใชกับโปรกรมประยุกต โดยมีการจัดลําดับการทํางาน การจัดหาพื้นที่ในสวน
ของหนวยความจําหลักในสวนของขอมูลและการควบคุมการทํางานของอุปกรณปอนเขาและแสดงผล
เชน เครื่องพิมพ จอภาพ และการเชื่อมการติดตอสื่อสาร
        2. การจัดตาราง (Scheduling) มีงานหลาย ๆ งานที่สามารถทําพรอมกันในคอมพิวเตอร
โดยระบบปฏิบัติการจะทําหนาที่ในการลําดับความสําคัญชองงาน เพื่อเรียงลําดับการทํางาน (Priority
and sequence) โดยงานที่กําหนดความสําคัญสูง (High priority) จะไดรับการปฏิบัติกอนงานที่มีระดับ
ความสําคัญต่ํา เชน งานออนไลน (Online) จะไดรับการปฏิบัติกอนงานสงจดหมาย (Mailling)
        3. การติดตาม (Monitoring) ระบบปฏิบัติการจะติดตามการทํางานของระบบคอมพิวเตอร
โดยมีการตามงานที่อยูในระหวางการประมวลผลและผูที่ใชงานคอมพิวเตอรอยู คือ สามารถบอกไดวามี
งานอะไรบางที่กําลังทํางานอยู หรืองานอะไรที่ทําเสร็จแลว งานแตละงานใชเวลาเทาไร ใครเปนผูใช
และไดรับอนุญาตใหใชสิทธิ์อะไรบาง เชน อานขอมูลได แตเขียนขอมูลหรือแกไขขอมูลไมได เปนตน

        การใชโปรแกรมหลายโปรแกรมพรอมกัน (Multiprogramming) มีระบบปฏิบัติการบาง
ระบบ ที่สามารถจะควบคุมการทํางานของผูใชโปรแกรมหลายโปรแกรมพรอมกัน โดยมีผูใชหลายคนนั่ง
อยูในจอภาพ และมีการเรียกใชงานที่แตกตางกันในเวลาเดียวกัน ลักษณะนี้ระบบปฏิบัติการจะตองมี
ความสามารถในการจัดสรรทรัพยากร ดังรูปที่ 6.2 แสดงความแตกตางของการทํางานโปรแกรมเดียว
และการทํางานหลายโปรแกรมพรอมกัน




                                                                               โปรแกรมที่ 1

                  ระบบ                                       ระบบ              โปรแกรมที่ 2
                                   โปรแกรมที่ 1
                ปฏิบัติการ                                 ปฏิบัติการ 
                                                                               โปรแกรมที่ 3
              (Operating                                 (Operating 
                              หนวยความจําที่ไมไดใช                   หนวยความจําที่ไมไดใช




       รูปที่ 6.2 แสดงความแตกตางของการทํางานโปรแกรมเดียว และการทํางานหลายโปรแกรมพรอมกัน
(Laudon and Laudon.1996:231)

          นอกจากนั้นระบบปฏิบัติการยังสามารถที่จะสรางหนวยจัดเก็บขอมูลเหมือน (Virtual Storage)
ซึ่งเปนวิธีการจัดการโปรแกรมอยางมีประสิทธิภาพ โดยคอมพิวเตอรจะมีการแบงโปรแกรมใหญใหเปน
สัดสวนเล็ก ที่มีความยาวคงที่ (Small fixed) เรียกวาหนา (Page) หรือแบงเปนสัดสวนไมคงที่
(Variable-length portions) ซึ่งเรียกวาเซ็กเมนท (Segments) แตละเซ็กเมนทจะมีความยาว
โดยประมาณ 2 - 4 กิโลไบต การแบงโปรแกรมใหออกเปนหนา จะทําใหการเก็บโปรแกรมใน
หนวยความจําหลักงายและรวดเร็วในการเรียกขึ้นมาใชจากหนวยเก็บขอมูลสํารอง

            หนวยความจําหลัก                               หนวยเก็บขอมูลสํารอง (จานแมเหล็ก)
                                                           [Secondary storage (disk)]
         (Primary memory)
           โปรแกรม A (Program A)                                      โปรแกรม A 

                บรรทัด 1,2,3                                       (Program A)


           โปรแกรม B (Program B)                                      โปรแกรม B

                บรรทัด 7,8,9                                        (Program B)


           โปรแกรม C (Program C)                                      โปรแกรม C

                บรรทัด 52 - 80                                      (Program C)



       รูปที่ 6.3       แสดงการสรางหนวยจัดเก็บขอมูลเสมือน    (Virtual      storage)           (Laudon   and
Laudon.1996:233)

         การจัดแบงเวลา (Time sharing) เปนความสามารถของระบบปฏิบัติการ ที่อนุญาตใหผูใช
หลายคนสามารถที่จะแบงทรัพยากรของคอมพิวเตอร ใหประมวลผลพรอมกัน ซึ่งแตกตางจากการทํา
โปรแกรมหลายโปรแกรมพรอมกัน (Multi programming) ตรงที่ หนวยประมวลผลกลาง (CPU) จะมีการ
แบงเวลาใหแตละผูใชไดใชเวลาในการทํางานที่แนนอน หากเกินเวลาที่กําหนด โปรแกรมนั้นจะออกจาก
การประมวลผล เพื่อเปดโอกาสใหโปรแกรมอื่นไดทํางานแทน ในสภาพแวดลอมของการแบงเวลา ผูใช
หลายคนสามารถที่จะจองเวลาในการทํางาน การจัดโดยวิธีนี้อนุญาตใหผูใชหลายคนติดตอกับ CPU ได
ในเวลาเดียวกัน
         การประมวลผลหลายชุดพรอมกัน        (Multi     processing)       เปนคุณสมบัติอยางหนึ่งของ
ระบบปฏิบัติการ ที่สามารถจะประมวลผลคําสั่งตั้งแต 2 คําสั่งในเวลาเดียวกันในระบบคอมพิวเตอรเดียว
(Single computer system) โดยการใชตัวประมวลผล (CPU) มากกวา 1 ตัว ใหทํางานในลักษณะ
คูขนาน (Work in parallel) ระบบปฏิบัติการสามารถที่จะให CPU หลายตัวทําคําสั่งที่แตกตางกันจาก
โปรแกรมเดียวกัน หรือตางโปรแกรมในเวลาเดียวกัน โดยมีการแบงงานระหวาง CPU แตละตัวในขณะที่
การทํางานหลายโปรแกรม (Multiprogramming) จะมีการใช CPU ตัวเดียว แตวิธีของการประมวลผล
หลายชุด (Multiprogramming) จุมีการใช CPU หลายตัว
         โปรแกรมแปลภาษาและอรรถประโยชน (Language translation and utility program)
โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาดวยภาษาคอมพิวเตอร เชน ภาษาโคบอล (COBOL) ฟอรแทน (FORTRAN) หรือ
ภาษาซี (C-language) เครื่องคอมพิวเตอรจะตองแปลงจากภาษาที่มนุษบอานได (Human readable)
เชน A B C D และอื่น ๆ ใหเปนภาษาเครื่อง (Machine language) ซึ่งจะเปนเลขฐานสอง (Binary
digit) ประกอบดวย เลข 0 และ 1 ภาษาที่มนุษยอานไดจะเรียกวาภาษาระดับสูง (High level
language) และโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาดวยภาษาระดับสูง จะเรียกวา รหัสตนกําเนิด (Source code) ซึ่ง
เครื่องคอมพิวเตอรไมสามารถที่จะอานได จึงจะตองมีการแปลรหัสตนกําเนิด ใหเปนรหัสภาษาเครื่อง
(Object code) ซึ่งจะทําใหคอมพิวเตอรเขาใจในคําสั่ง ที่ผูเขียนโปรแกรมไดสั่งใหปฏิบัติ การแปลรหัส
ตนกําเนิดใหเปนรหัสภาษาเครื่อง จะตองอาศัยตัวแปล ซึ่งมี 2 ประเภท คือ (1) คอมไพเลอร
(Compiler) และ (2) อินเตอรพรีเตอร (Interpreter) Compiler เปนระบบปฏิบัติการเฉพาะในการ
แปลภาษาระดับสูง เปนภาษาเครื่อง สําหรับการประมวลผล (Execute) โดยคอมพิวเตอร แต
Interpreter เปนตัวแปล (Translator) รหัสตนกําเนิด เปนรหัสภาษาเครื่อง ซึ่งการแปลจะแปลแตละ
รหัสตนกําเนิดเปนรหัสภาษาเครื่อง และประมวลผลในเวลาเดียวกัน ดังรูปที่ 6.4 สวนโปรแกรม
อรรถประโยชนจะเปนซอฟตแวรระบบที่จะชวยใหผูทําโปรแกรมหรือผูใชมีความสะดวกในการใชเครื่อง
คอมพิวเตอร เชน ประกอบดวยโปรแกรมใชงานประจํา (Routine) โปรแกรมทํางานซ้ํา (Repetitive
tasks) และอื่น ๆ ซึ่งสามารถแบงใหผูใชหลายคนใชรวมกันได


              โปรแกรมรหัสตนกําเนิด (Source code program)


                 โปรแกรมแปลภาษา (Compiler program)

                                                                                        รหัสภาษาเครื่องอื่น
                       รหัสภาษาเครื่อง (Object code)
                                                                                         (Other object


                      ตัวเชื่อมโปรแกรม (Linkage editor)


                 ภาษาเครื่องที่จัดเรียงแลว (Load module)




       รูปที่ 6.4 แสดงกระบวนการแปลภาษา (The language translation process) (Laudon and
Laudon.1996:234)

        จากรูปที่ 6.4 กระบวนการแปลภาษาจะเริ่มจากการอานรหัสตนกําเนิดเขาหนวยประมวลผลกลาง
(CPU) จากนั้นจะผานโปรแกรมแปลภาษาเพื่อที่จะแปลภาษาระดับสูงใหเปนภาษาเครื่อง ในขณะที่มีการ
แปลภาษาอาจจําเปนจะตองอาศัยรหัสภาษาเครื่องอื่นชวย เพื่อจัดเรียงภาษาเครื่องใหงายและสะดวกใน
การนําไปประมวลผล
        ระบบปฏิบัติการของไมโครคอมพิวเตอร (Microcomputer operating system) จะมี
ลักษณะเฉพาะ โดยขึ้นอยูกับระบบปฏิบัติการ และฮารดแวร โปรแกรมสําเร็จรูปไมสามารถใชขาม
ระบบปฏิบัติการได เชน โปรแกรมสําเร็จรูปที่ใชบนระบบปฏิบัตการ MS-DOS จะไมสามารถนําไปใชบน
                                                          ิ
Window ได ระบบปฏิบัติการที่นิยมใชในเครื่องคอมพิวเตอร ดังตารางที่ 6.1 สวนรายละเอียดจะกลาว
ดังตอไปนี้โดยสังเขป

       ตารางที่ 6.1 แสดงผูนําระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร (Leading microcomputer operating
systems) (Laudon and Laudon.1996:236)

              ั
      ระบบปฏิบติการ                                       คุณลักษณะ
DOS                           -                    ั
                                  เปนระบบปฏิบติการบนเครื่อง IBM เรียกวา PC-DOS และ IBM
                                  Compatible เรียก MS-DOS
WINDOWS 95                    -                      ั
                                  เปนระบบปฏิบติการ 32 บิต มีความสามารถเรื่องกราฟก การทํางาน
                                  หลายงาน (Multitasking) และความสามารถทางเครือขาย
WINDOWS NT                    -                  ั
                                  เปนระบบปฏิบติการ    32      บิต    สําหรับไมโครคอมพิวเตอรและ
                                  เวอรกสเตชั่น สามารถทํางานหลายงาน มีการประมวลผลหลายชุด
                                  พรอม ๆ กัน (Multiprocessing) และทํางานในลักษณะเครือขาย
OS/2          (Operating          (Network)
system/2)                     -   เปนระบบปฏิบติการสําหรับเครื่องสวนบุคคลของ IBM รุน PS/2 มีขอ
                                               ั
                                                  ่
                                 ไดเปรียบตรงทีสามารถใชกับตัวประมวลผล (Microprocessor) แบบ
UNIX (XENIX)                     32 บิต สนับสนุนการทํางานหลายงานและเครือขาย
                             -                  ั
                                 เปนระบบปฏิบติการที่ใชกับเครื่องไมโครคอมพิวเตอรเวอรกสเตชั่น
                                 เครื่องคอมพิวเตอรขนาดกลางและขนาดใหญ สนับสนุนการทํางาน
                                 หลายงาน            มีผูใชหลายคนในการประมวลผล       (Multi-user
                                 processing)                              ั
                                                    และเครือขายสามารถใชกบฮารดแวรคอมพิวเตอรได
SYSTEM 7                         หลายรุน
                             -                ั
                                 เปนระบบปฏิบติการของเครื่อง Apple รุน Macintosh สนับสนุนการ
                                 ทํางานหลายงาน การสรางกราฟก และอุปกรณหลายสื่อ

          MS-DOS (Microsoft Disk Operating System) เปนโปรแกรมควบคุมระบบปฏิบัติการโปรแกรม
หนึ่ง ที่มีชื่อเสียง เปนที่รูจักแพรหลายในวงการคอมพิวเตอร โปรแกรมควบคุมระบบปฏิบัติการ เรียกยอวา
OS ทําหนาที่ในการควบคุมการทํางานของอุปกรณตาง ๆ ใหเปนไปตามคําสั่งในโปรแกรม เชน การใช
อุปกรณรับเขา (Input device) และอุปกรณแสดงผล (Output device) ทําหนาที่จัดลําดับงาน จัดเก็บ
ขอมูลภายในสื่อ การใชหนวยความจํา เปนตน ดังนั้นโปรแกรมควบคุมระบบปฏิบัติการจึงเปรียบเสมือน
รากฐานของระบบ            MS-DOS          เปน   OS  ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใชกับงานเครื่องคอมพิวเตอรที่ใช
Microprocessor รุน 8086, 8088, 80286, 80386, 80486 สําหรับผลิตภัณฑเครื่องคอมพิวเตอร IBM
                                              ้
Compatible ทั่วไป สวนตัวประมวลผลตังแต Pentium ขึ้นไปมักจะนิยมใชกับ WINDOWS 95 ซึ่งจะ
กลาวถึงภายหลัง

         สวนประกอบของ MS-DOS ทุกครั้งที่เปดเครื่องคอมพิวเตอร เครื่องจะอานโปรแกรมจัด
ระบบงานลงในหนวยความจําของคอมพิวเตอรโดยอัตโนมัติ สวนของหนวยความจําที่เก็บโปรแกรมจัด
ระบบงานนี้เรียกวาหนวยความจําระบบ ลักษณะนี้เปนจุดเริ่มของการใชงาน โปรแกรมจัดระบบสําหรับ
MS-DOS นั้นจะมีสวนประกอบโปรแกรม 3 สวน คือ IO.SYS MS-DOS.SYS และ COMMAND.COM ทั้ง
3 โปรแกรมจะทําหนาที่ในการจัดการทํางานทุอยางในระบบ สําหรับ MS-DOS.SYS และ IO.SYS นั้นเปน
ไฟลระบบและถูกซอนไวในขณะที่เราสั่งงาน
         IO.SYS เปนสวนที่ทําหนาที่ควบคุมการทํางานของอุปกรณปอนเขา (Input device) และ
อุปกรณแสดงผล (Output device) เชนแปนพิมพ จอภาพ และเครื่องพิมพ เปนตน
         MS-DOS.SYS เปนสวนที่ใชในการเขาถึง (Access) โปรแกรมยอย (Routine) ตาง ๆ ของดอส
                          ู
เมื่อโปรแกรมมีการเรียกใชรทีนเหลานั้น ตัว MS-DOS.SYS จะรับขอมูลตาง ๆ จากโปรแกรมตาง ๆ ผาน
จากรีจิสเตอรทําการควบคุมการทํางาน (Control block) และจัดพารามิเตอรในการเรียกใช IO.SYS ให
ทํางานตามที่ตองการ
         COMMAN.COM ทําหนาที่เปนคนประสาน คอยรับคําสั่งจากผูใชผานทางแปนพิมพ เพื่อสงผาน
คําสั่งไปยังคอมพิวเตอร เปรียบเสมือนตัวเชื่อมผูใชกบโปรแกรมจัดระบบ
                                                    ั

          คําสั่งในระบบ MS-DOS จะแบงเปน 2 ประเภท คือ
          1. คําสั่งภายใน (Internal command) เปนคําสั่งที่มีอยูแลวภายในระบบ สามารถ
เรียกใชไดแตจะไมปรากฏชื่อใหเห็น เชน คําสั่ง DIR (Directory) เปนการเรียกขอมูลจากหนวยเก็บ
ขอมูลสํารอง ขึ้นมาดูเพื่อคนหาแฟมขอมูล คําสั่ง COPY เปนการสํารองขอมูลไว REN (Rename) เปน
การเปลี่ยนชื่อแฟมขอมูลโดยที่ขอมูลภายในยังคงเหมือนเดิม คําสั่ง TYPE เปนการเรียกดูรายละเอียด
ของขอมูลแตละแฟมขึ้นมาดู แตแฟมนั้นจะตองอยูในรูปของขอความ (Text file) และคําสั่ง CLS (Clear)
เปนคําสั่งลบขอความบนจอภาพ โดยที่ขอมูลที่อยูภายในแฟมจะไมหาย เปนตน
          2. คําสั่งภายนอก (External command) คําสั่งประเภทนี้ตองเรียกใชจากแผนโปรแกรม
                                                                              ี
หรือจากหนวยความจําสํารองที่ไดสรางเก็บคําสั่งตาง ๆ เหลานี้ไวหากไมมก็จะไมสามารถเรียกคําสั่ง
ขึ้นมาใชได เชน คําสั่ง CHKDSK (Check disk) เปนคําสั่งที่ใชในการตรวจสอบหนวยเก็บขอมูลสํารองวา
มีพื้นที่ในการเก็บเทาไร ใชไปเทาไร คงเหลือเทาไร และมีสวนหนึ่งสวนใดของหนวยเก็บขอมูลสํารอง
เสียหรือไม
          ในปจจุบันคําสั่งนี้มักจะถูกแนะนําใหเปลี่ยนมาใชเปนคําสั่ง SCANDISK มากกวา เนื่องจาก
ความสามารถในการตรวจสอบละเอียดกวา
          คําสั่ง FORMAT เปนการจัดเตรียมโครงสรางภายในแผน หรือจานแผนเหล็ก ตลอดจน
องคประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวของใหสื่อสารไดรูเรื่อง ในระหวางการเก็บบันทึก หรือเรียกใชขอมูลในระบบ
MS-DOS ขณะเดียวกันจะเปนการวิเคราะหแผนจานแมเหล็กสําหรับตําแหนง (TRACK) ที่เสีย และมีการ
ทําลายขอมูลใด ๆ ที่อยูบนแผนดวย ดังนั้นกอนทําการฟอรแมตตองใหแนใจวาขอมูลเดิมนั้นไมตองการ
ใชจริง เปนตน
          WINDOWS 95 เปนระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟตที่ไดรับการออกแบบเปน 32 บิต ซึ่งมี
ความสามารถครอบคลุมถึงระบบปฏิบัติการบน DOS ดวย WINDOWS 95 จะออกแบบในลักษณะรู)ภาพ
งายแกการเรียนรู   และมีคุณสมบัติเหนือกวา       DOS    มาก     ทั้งในสวนของการทํางานหลายงาน
(Multitasking) การทํางานในลักษณะเครือขาย (Network) ไมเพียงแต WINDOWS 95 จะจัดการกับ
ฟงกชันของระบบปฏิบัติการพื้นฐานทั้งระบบแตยังมีเครื่องมือและคุณลักษณะเดน ดังนี้ (1) มีระบบติดตอ
กับผูใชโดยแสดงเปนกราฟ (Graphical user interface) ใชภาพ สัญลักษณ หนาตางและขอความบน
หนาจอโดยสามารถที่จะใชอุปกรณเมาสเปนตัวควบคุม (2) มีความสามารถในการเปดเอกสารไดครั้งละ
หลายไฟล และสามารถใชโปรแกรมหลายโปรแกรมในเวลาเดียวกัน โดยที่แตละไฟล และโปรแกรมจะมี
หนาตางเปนของตนเอง (3) มีโปรแกรมตาง ๆ ติดมากับ Windows 95 เชน โปรแกรมเวิรด โปรเซสซิ่ง
(Word processing) เรียก Word Pad โปรแกรมวาดรูป (Paint) และเกม
          1. ไอคอน My Computer จะมีคําสั่งเมนูบาร (Menu bar) ไดแก File Edit View และ Help
โดยที่ในหนาตางนี้จะมีรูปแผนแมเหล็ก (Floppy disk drive) จานแมเหลก (Hard disk drive) ซีดีรอม
(CD-ROM) Control panel Printer และ Dial-up Networking เปนตน
          2. ไอคอน       Network      Neighbourhood       จะใหบริการเกี่ยวกับการใชขอมูลรวมกันของ
คอมพิวเตอรและเครื่องที่อยูในเครือขาย อาจจะมีหลายเครือขายเชื่อมกันก็ได
          3. ไอคอน Recycle bin ทําหนาที่เปนที่เก็บไฟล และโฟลเดอร หรือสิ่งตาง ๆ ที่ไมไดใชงาน
ไปเก็บไว หากตองการลบออกก็สามารถลบทิ้งไดเลย แตถาหากเปลี่ยนใจก็สามารถเรียกไฟลกลับมาใช
ใหมได
          4. ไอคอน Inbox เปรียบเสมือนกับตูไปรษณียและหองสมุด ผูใชสามารถที่จะสงขอมูลและ
ติดตอสื่อสารกันไดโดยผานระบบ E-mail (Electronic mail) ระบบอินเตอรเน็ต (Internet) สามารถใช
บริการออนไลน (Online) และสงโทรสาร (Fax) เปนตน
          WINDOWS NT เปนระบบปฏิบัติการในสวนของเครือขาย (Network) ลาสุดของไมโครซอฟท
คลายกับ WINDOWS 95 พัฒนามาจาก LAN Manager และ WINDOWS for workgroup โดย
WINDOWS NT มี 2 รุน (Version) ไดแก WINDOWS NT Server และ WINDOWS NT Workstation
โดยที่ Server จะทไหนาที่ระบบปฏิบัติการเครือขายที่ดีกวา
          คุณสมบัติของระบบปฏิบัติการ WINDOWS NT มีดังนี้
          1. สามารถใชกับตัวประมวลผล (Processor) ไดหลายแบบ ทั้ง Pentium, DEC และ Alpha
โดยยายรูปแบบโปรแกรมขามระบบได
          2. สามารถเพิ่มขยายหนวยความจําไดถึง 4 จิกกะไบต (4 GB)
          3. ทํางานไดในลักษณะหลายงานพรอมกัน และสามารถเปลี่ยนแปลงรายการแบบพหุคุณ หรือ
หลายรายการพรอมกัน (Multithreading)
          4. สามารถใชกับเครื่องคอมพิวเตอรที่มีตัวประมวลผล (CPU) มากกวา 2 Processor
          5. สามารถสรางระบบแฟมของตนเองเปนแบบ NTFS ซึ่งแตเดิมจะเปนแบบ FAT (File
Allocation Table) เพียงอยางเดียว
                                                    ี
          6. สามารถสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอรที่มจานแมเหล็กหลายตัวตอเปนชุด ซึ่งเรียกวา RAID
          7. มีระบบปองกันความปลอดภัยของขอมูลโดยสรางรหัสผานใหกับผูใชแตละคน และสามารถ
กําหนดวันเวลาในการใชงาน
          8. โปรแกรมที่ใชระบบ DOS ก็สามารถจะนํามาใชบน WINDOWS NT ได

        การเลือกใชระบบปฏิบัติการกับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร         (Selecting a microcomputer
operating system) กอนอื่นผูใชจะตองมีการพิจารณาถึงโปรแกรมประยุกต (Application program) ที่
จะนํามาใชวาตองการทํางานอะไร และมีจํานวนผูใชกี่คน จําเปนตองใชขอมูลและโปรแกรมตาง ๆ
รวมกันหรือไม ผูใชแตละคนอยูที่เดียวกันหรืออยูคนละแหง ประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร โดย
เฉพาะตัวประมวลผล ขนาดความจุของหนวยความจํา โปรแกรมประยุกตที่มีใชอยูเดิมกับระบบปฏิบัติการ
ชนิดไหน ตนทุนในการจัดหาระบบปฏิบัติการวามีมากนอยเทาไร และความสามารถในการบริการหลังการ
ขายของผูจัดจําหนาย ซึ่งแตละปจจัยก็มีผลตอการตัดสินใจจัดหาระบบปฏิบัติการ เพื่อใหเหมาะสมกับ
องคการและงบประมาณที่มี

ซอฟตแวรประยุกต
       ซอฟตแวรประยุกต (Application software) เปนโปรแกรมที่ผูใชตองการใชเฉพาะงาน
เชน โปรแกรมประยุกตทางโรงงานอุตสาหกรรม ใชควบคุมการผลิต ควบคุมตนทุน และควบคุมการ
ทํางานของเครื่องจักร หรือโปรแกรมประยุกตทางโรงพยาบาล โดยที่ฝายแพทยใชเก็บประวัติคนไข
อาการของโรคที่เคยไดรับการรักษา ตัวยาที่ใช ผลการรักษา และใชในการบริหาร การควบคุมสินคาคง
คลังของยา การจัดซื้อยา การบริหารการเงิน และการบริการขอมูลแกบุคคลทั่วไปที่ตองการรูขอมูลของ
โรงพยาบาล       เปนตน  การเขียนโปรแกรมประยุกตอาจจะตองมีการเลือกใชภาษาที่ใชในการพัฒนา
โปรแกรมเพื่อใหเหมาะสมกับงาน ภาษาที่ใชในการพัฒนา โปรแกรมสามารถแบงเปนยุคตาง ๆ ไดหลาย
ยุค

         ยุคของภาษาที่ใชในการพัฒนาโปรแกรม (Generations of programming languages)
สามารถแบงไดเปน 4 ยุค ไดแก
         ยุคที่หนึ่ง (The first generating) นักเขียนโปรแกรมตองมีความสามารถในการเรียนรู
เกี่ยวกับภาษาเครื่อง (Machine language) ซึ่งลักษณะการเขียนจะใชเลขฐานสอง (Binary code) ซึ่ง
ประกอบดวย 0 กับ 1 และ ลักษณะของโปรแกรมประยุกตและใชเฉพาะงาน คําสั่งที่ใชจะเปน บวก ลบ
คูณ หาร การคํานวณชา และจะตองอาศัยนักโปรแกรมเปนคนปฏิบัติ ดังรูปที่ 6.6
     ก.ยุคภาษาคอมพิวเตอร



       ยุคที่หนึ่ง (First generation) 

       ยุคที่สอง (Second generation) 

                ยุคที่สาม (Third generation) 

     ข.จําแนกภาษา (Specific 



       ภาษาเครื่อง (Machine language) 

       ภาษาแอสเซมบลี (Assembly language) 

              ภาษาฟอรแทน (FORTRAN) 

                        ภาษาลิสป (LISP) 

                        ภาษาโคบอล (COBOL) 

                            ภาษาเบสิก (BASIC) 

                            ภาษาพีแอลวัน (PL/1) 

                                      ภาษาซี (C) 
    1940           1950             1960           1970             1980         1990



       รูปที่ 6.6 แสดงยุคภาษาของคอมพิวเตอร (Generations of programming languages) (Laudon and
Laudon.1996:242)

        ยุคที่สอง (The second generation) ไดมีการพัฒนาภาษเครื่องใหงายแกการศึกษาโดย
สามารถใชภาษามนุษยใหมากขึ้น จึงไดมีการพัฒนาภาษาแอสเซมบลี (Assembly language) ขึ้น แทน
การใชเลขฐานสองและสามารถเรียกคําสั่งขึ้นมา ภาษาที่ใชจะตองผานการแปล (Translator) ซึ่งเรียกวา
คอมไพเลอร (Compiler) โดยคอมไพเลอรจะทไหนาที่ในการแปลคําสั่งที่คลายภาษาอังกฤษใหเปน
ภาษาเครื่อง
        ยุคที่สาม (The third generation) อยูในชวง 1950 ถึง 1970 นักพัฒนาโปรแกรมไดสราง
ภาษาขึ้นมาใหมโดยสามารถใชคําสั่งทางคณิตศาสตรมากขึ้น      (Mathematic)   เชนภาษาฟอรแทน
[FORTRAN (Formula Translator Program)] สามารถใชนิพจนทางคณิตศาสตรได เชน Z=A+B
ภาษาโคบอล [COBOL (Common Business Oriented Language)] ซึ่งมีการใชรูปแบบของ
ภาษาอังกฤษมากขึ้น เชน คําสั่งเรียงขอมูล (Sort) คําสั่งพิมพ (Print) โดยที่ผูเขียนโปรแกรมไมจําเปน
จะตองรูจักเลขฐานสอง ซึ่งภาษาในยุคที่สามจะเรียกวาภาษาระดับสูง (High-level language)
         ยุคที่สี่ (Fourth-generation)         เปนยุคที่ไดมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อชวยในการเขียน
โปรแกรมใหงายขึ้น หรือสรางงานไดสะดวกขึ้น เชน โปรแกรมโลตัส 1-2-3 (Lotus 1-2-3) โปรแกรม
เวิรดโพรเซสซิ่ง (Word processing) โปรแกรมดีเบส (dBASE) สวนโปรแกรมที่ใชในการเรียกขอมูล
(Query language) และโปรแกรมสรางรายงาน เชน RPG-III, SQL ภาษาที่ใชในการสรางกราฟ
(Graphics languages) เชน Harvard Graphics Systat และ SAS Graph เปนตน

                                      ่
        ตารางที่ 6.2 แสดงภาษาโปรแกรมทีนิยมใชในการพัฒนาระบบงาน

       ภาษา                                                  คุณสมบัติ
ภาษาแอสเซมบลี            -   เหมาะสําหรับชางวิศวกรระบบ (System engineer) ใชในการเขียนโปรแกรม
(Assembly language)                      ั                             ี่ 
                             ระบบปฏิบติการ หรือโปรแกรมอะไรก็ไดทตองการเขาถึงเครื่องคอมพิวเตอรได
                             เร็ว เนื่องจากเปนภาษากึ่งระดับสูงและภาษาเครื่อง

ภาษาฟอรแทน              -                                                                     
                             พัฒนาในป 1956 เหมาะสําหรับงานวิทยาศาสตร และวิศวกรรมศาสตร ที่ขอมูล
(FORTRAN language)           เปนตัวเลขงานธุรกิจ บางอยางก็สามารถใชไดโดยเฉพาะ FORTRAN 77
                             ขอจํากัด สนับสนุนในเรื่องของการปอนเขา และแสดงผลไมดีเทาที่ควร

ภาษาโคบอล                -   เหมาะสําหรับการเขียนโปรแกรมทางธุรกิจ เชน งานบัญชี การเงิน และ
(COBAL language)             โปรแกรมธุรกิจการคาทั่วไป เรียนรูงาย มีโครงสรางแนนอน แบงเปน 4 ขั้นตอน
                                           ี่ ั
                             ขอจํากัดอยูทตวโปรแกรมยาว ทําใหการแกไขโปรแกรมจากควนภายนอกทําได
                             ยาก

ภาษาเบสิก                -   เปนภาษาโปรแกรมที่ใชกับงานทั่วไป (General-propose programming) มัก
(BASIC)                      ใชกับเครื่องไมโครคอมพิวเตอรเพื่อการศึกษาโปรแกรม

ภาษาพีแอลวัน             -                       ั
                             เปนภาษาโปรแกรมที่พฒนาโดย IBM ในป ค.ศ.1964 สําหรับการพัฒนา
(PL/1 language)              โปรแกรมทางดานธุรกิจ และโปรแกรมประยุกตทางดานวิทยาศาสตร

ภาษาปาสคาล               -   เปนภาษาทางดานโปรแกรมเหมาะสําหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร และใชใน
(PASCAL language)            การฝกหัดเขียนโปรแกรมที่เกี่ยวกับเสียง (Sound programming) เขียนขึ้นใน
                             ป    ค.ศ.1960    การแปลคําสั่งใชหนวยความจํานองมากจึงเหมาะกับเครื่อง
                             ไมโครคอมพิวเตอร        มีโครงสรางและสามารถควบคุมตรรกะทางโปรแกรม
                                                                       ่
                             (Control program logic) ไดโดยงาย มีคําสังมากที่มีประสิทธิภาพ

ภาษาซี                   -   พัฒนาโดยบริษัท AT&T ในหองทดลองเบล ในป ค.ศ.1970 เหมาะสําหรับการ
(C language)                 เขียนระบบปฏิบัติการยูนิกซ    (UNIX)      มีคุณลักษณะการคํานวณคลาย
                             ภาษาแอสเซมบลี โปรแกรมที่พัฒนาพัฒนาดวยภาษาซี สามารถใชกับเครื่อง
                                          ี่
                             คอมพิวเตอรทหลากหลาย เชน เครื่องไมโครคอมพิวเตอร คอมพิวเตอรขนาด
                             กลาง (Mini) และเครื่องคอมพิวเตอรขนาดใหญ (Mainframe)

ภาษาลิสป                -   เปนภาษาคอมพิวเตอรเกาแก คิดคนขึ้นโดยสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเสตต
(LISP language)                                                ั
                             หรือ MIT เมื่อป ค.ศ.1950 โดยมีวตถุประสงคสําหรับใชในการดําเนินงานกับ
                             รายการขอมูล ปจจุบันเปนที่นิยมใชกับงานดานปญญาประดิษฐ (Artificial
                             intelligence)

          ี
ภาษาอารพจี              -                 ั         ั
                             เปนภาษาที่พฒนาโดยบริษท ไอบีเอ็ม จํากัด มีจุดประสงคเพื่อทํารายงานที่
[Report      Program         ซับซอนสําหรับงานประยุกตทางธุรกิจ       ใชกับเครื่องคอมพิวเตอรขนาดเล็ก
Generator (RPG)]             ปจจุบันนักเขียนโปรแกรมไดใชภาษานี้กับเครื่องไอบีเอ็มรุน S/36 และ AS/400


      ภาษาโปรแกรมที่นิยมใช (Popular programming language) มีหลายภาษาที่นักพัฒนา
โปรแกรมนิยมใช ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความถนัด ความชํานาญของผูเขียนโปรแกรม ประสิทธิภาพของเครื่อง
คอมพิวเตอร ตัวแปลภาษาที่จัดหาได และความเหมาะสมของระบบงานที่ใชพิจารณา ดังตารางที่ 6.2
แสดงภาษาโปรแกรมที่นิยมใชในการพัฒนาระบบงาน

วิธีการเลือกซอฟตแวรและภาษาของโปรแกรม

         โดยทั่วไปผูบริหารมักจะไมใชผูเชี่ยวชาญทางดานคอมพิวเตอร           จึงไมทราบเกี่ยวกับความ
แตกตางระหวางภาษษโปรแกรมวางานภายในองคการควรจะใชโปรแกรมประยุกตที่พัฒนาดวยภาษา
อะไรจึงเหมาะสม        เพื่องายแกการเรียนรู   การนําไปใชโดยไมจําเปนจะตองมีความรูดานคอมพิวเตอร
มากมาย (User friendly) ดังนั้นปจจัยที่มีความสําคัญในการพิจารณาเลือกใชซอฟตแวร รวมทั้งภาษา
ของโปรแกรมมีดังนี้
         พิจารณาเลือกใชซอฟตแวรรวมทั้งภาษาของโปรแกรม มีดังนี้
         1. เลือกความเหมาะสม (Appropriateness) บางภาษาเหมาะสําหรับงานที่มีจุดประสงค
ทั่วไป (General propose) เชน COBOL เหมาะสําหรับงานธุรกิจ แตไมเหมาะสําหรับงานทาง
คณิตศาสตร แตบางภาษาก็เหมาะสําหรับงานเฉพาะอยาง (Special-propose) ดังนั้นกอนตัดสินใจเลือก
ซื้อจะตองพิจารณาตามเหมาะสมกับผูใชและงานที่ใช
         2. เหตุผลประกอบ (Sophistication) ภาษาในระดับสูงจะมีโครงสรางของโปรแกรม และ
ขอมูลที่แนนอน การควบคุมโครงสรางจากการเขียนโปรแกรมจึงงายแกการตรวจสอบและแกไข โดยมี
ความเปนไปได โดยการสรางตารางและดูคาจากตาราง เชน ตารางการเสียภาษี ผูใชจะดูรายไดสุทธิแลว
พิจารณาวาจะตองเสียภาษีในอัตราสวนกี่เปอรเซ็นต
         3. การพิจารณาขององคการ (Organization considerations) เพื่อที่จะทําใหการ
ทํางานขององคการมีประสิทธิภาพ             ภาษาที่จะใชในการพัฒนาโปรแกรมจะตองงายตอการเรียนรูของ
พนักงาน การบํารุงรักษาโปรแกรม (Maintain) และการแกไข (Change) โปรแกรมจะตองมีความยืดหยุน
ในการพัฒนารองรับการเติบโตขององคการ ซึ่งองคการจะตองมีการวางแผนในระยะยาว ในการติดตั้ง
ระบบ คาใชจายควบคูกัน โดยทั่วไปองคการมักจะเลือกภาษาที่มีโครงสรางดี งายตอการเรียนรู การ
บํารุงรักษา และสามารถขยายความสามารถในระยะยาวได
         4. การพิจารณาการสนับสนุน (Support) โปรแกรมที่จัดหามาจะตองมีผูจัดจําหนายที่คอย
ใหการสนับสนุนในกรณีที่ผูใชมีปญหาในการชงาน            ผูจัดจําหนวยจะตองมีผูเชี่ยวชาญที่สามารถให
คําแนะนําในการแกปญหา โดยไมคิดคาบริการที่แพงจนเกินไป
         5. พิจารณาประสิทธิภาพของตัวโปรแกรม (Efficiency) ตัวโปรแกรมอาจจะไดรับการ
พัฒนาโดยภาษาโปรแกรมในยุคที่สามดวยภาษาใดภาษาหนึ่ง แลวแตความเหมาะสม เชน COBOL PL/1
หรือ PASCAL แตในปจจุบันบางองคการนิยมใชเครืองมือชวยในการพัฒนาโปรแกรม เชน ORACLE
                                                       ่
Sybase หรือ Informix ซึ่งทําใหการเขียนโปรแกรม การแกไข การเพิ่มเติม การปรับปรุงทําไดงายและ
สะดวก ซึ่งเปนการเพิ่มประสิทธิภาพใหกับความสมบูรณของขอมูล

สรุป
          ซอฟตแวรเปนรายละเอียดของชุดคําสั่ง         ที่ควบคุมการปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร
โดยทั่วไปการใชงานกับเครื่องคอมพิวเตอรจะมี 2 วัตถุประสงค คือ (1) การใชคอมพิวเตอรกับงานเฉพาะ
(Special propose) (2) การใชคอมพิวเตอรกับงานทั่วไป (General propose) ดังนั้นเราจึงสามารถแบง
ประเภทของซอฟตแวรเปน 2 ประเภท คือ (1) ซอฟตแวรระบบ (System software) เปนโปรแกรมที่
เขียนขึ้นมาเพื่อใชในการควบคุมระบบการทํางานของเครื่อง โดยทําหนาที่ในการติดตอระหวางฮารดแวร
กับผูใช (2) ซอฟตแวรประยุกต (Application software) เปนโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาโดยมีจุดประสงคใน
การใชงานในองคการ เชน งานบัญชี งานควบคุมการผลิต งานโรงพยาล และงานโรงแรม เปนตน การ
เขียนซอฟตแวรประยุกตจําเปนจะตองเลือกภาษาใหเหมาะสมกับประเภทงาน
          ซอฟตแวรระบบสามารถแบงเปน (1) ระบบปฏิบัติการ (2) ภาษาที่ใชในการแปล (3) โปรแกรม
อรรถประโยชน สวนซอฟตแวรประยุกตจะตองพิจารณาคียภาษาทางโปรแกรม ซึ่งมีหลายภาษา เชน (1)
แอสเซมบลี (2) ภาษาฟอรแทน (3) ภาษาโคบอล (4) ภาษาพีแอลวัน (5) ภาษาเบสิก (6) ภาษา
ปาสคาล (7) ภาษาซี เปนตน
          ระบบปฏิบัติการ (Operating system) มีหนาที่ 3 ประการ ไดแก (1) การจองและการ
กําหนดการใชทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร (2) การจัดตารางงานใหกับตัวประมวลผล โดยดูที่ลําดับ
ความสําคัญของงาน และ (3) การติดตามการทํางานของระบบคอมพิวเตอร ระบบปฏิบัติการของเครื่อง
ไมโครคอมพิวเตอรที่นิยมใช ไดแก (1) MS-DOS (2) WINDOWS 95 (3) WINDOWS NT (4) OS/2
(5) UNIX (6) System 7 ของเครื่อง Apple รุน Macintosh
         ในสวนของโปรแกรมประยุกตจําเปนจะตองมีการเลือกภาษาเพื่อใชในการพัฒนา                      จึงจะตอง
ศึกษาถึงจุดเข็ง และจุดออนของแตละภาษา ในสวนภาษาไดมีวิวัฒนาการมา 4 ยุคแลว ไดแก (1) ยุคที่
1 จะเปนยุคของภาษาเครื่อง (Machine language) ซึ่งจะใชเลขฐานสอง คือ 0 และ 1 เปนตัวกําหนด
คําสั่ง (2) ยุคที่ 2 เริ่มประยุกตภาษามนุษยกับภาษาเครื่องเขาดวยกัน แลวสรางเปนภาษาแอสเซมบลี
ขึ้นมา      ในกรณีนี้เครื่องคอมพิวเตอรจะเขาใจในสิ่งที่ผูเขียนไดตอเมื่อคําสั่งนั้นจะตองผานการแปลโดย
                                                                                       
คอมไพเลอร (Compiler) (3) ยุคที่ 3 เปนยุคที่มีการประยุกต โดยการนําความรูทางคณิตศาสตรเขามา
ชวยในการพัฒนาโปรแกรม ทําใหเครื่องคอมพิวเตอรทราบคานิพจน และมีการใชภาษาระดับสูงมากขึ้น
(High level language) เชน ภาษาโคบอล (4) ยุคที่ 4 มีการสรางเครื่องมือในการชวยพัฒนาโปรแกรม
ใหงายขึ้น เชน โปรแกรมโลตัส 1-2-3 โปรแกรมเวิรดโปรเซสซิ่ง โปรแกรมดีเบส และโปรแกรมตาง ๆ
อีกมากมาย โดยเฉพาะภาาาที่ใชกราฟกเขามาชวยในการติดตอสื่อสารระหวางเครืองกับผูใช     ่
         โปรแกรมภาษาที่นิยมใช ไดแก (1) ภาษาแอสเซมบลี (2) ฟอรแทน (3) โคบอล (4) เบสิก (5)
พีแอลวัน (6) ปาสคาล (7) ภาษาซี (8) ภาษาลิสป (LISP) (9) ภาษาอารพีจี (RPG)
         วิธีการเลือกซอฟตแวรและภาษาใหพิจารณาปจจัยดังนี้                (1)             เลือกความเหมาะสม
(Appropriateness)         (2)   เหตุผลประกอบ     (Sophistication)          (3)       การพิจารณาขององคการ
(Organization considerations) (4) การพิจารณาการสนับสนุน (Support) (5) พิจารณาประสิทธิภาพ
ของตัวโปรแกรม (Efficiency)
 

								
To top