journal astrology

Document Sample
journal astrology Powered By Docstoc
					                                         ิ
                          โหราศาสตร์ในมิตแห่งพุทธศาสตร์
                           Astrology in Buddhist Dimension.
                                                                                          ั
                                                                                  อาจารย์รตนะ ปัญญาภา
                                                บทคัดย่อ
           บทความนี้มีความประสงค์ที่จะนาเสนอมุมมองของพระพุทธศาสนาต่อการดูด
ว       ง       ห       รื      อ         โ      ห       ร       า        ศ       า         ส       ต        ร์
พ ร้ อ ม น า เ ส น อ แ น ว ท า ง ก า ร ว า ง ท่ า ที ต่ อ โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ใ น ท า ง ที่ เ ห ม า ะ ส ม
ผลการศึ ก ษาพบว่ า พระพุ ท ธ ศาสนาไม่ ไ ด้ ส อนให้ ยึ ด ติ ด เรื่ อ งฤกษ์ ง ามยามดี
ความพร้ อ มที่ สุ ด คื อ ฤกษ์ ที่ ดี ที่ สุ ด ดวงชะตาไม่ ส ามารถที่ จ ะต้ า นลิ ขิ ต แห่ ง กรรมได้
น                 อ                ก                  จ                า                  ก                 นี้
โหราศาสตร์หรือการดูดวงยังจัดเป็นเดรัจฉานวิชาที่ขัดขวางต่อวิถีแห่งการดาเนินชีวิ
ต              ด้            ว                ย             ปั             ญ                ญ                า
และอาจจะกลายเป็ นสิ่ ง ที่ ทาให้ ประโยชน์ สูญ หายไปจากการรอคอยฤกษ์ ย ามก็ ไ ด้
พ ร ะ ส ง ฆ์ ที่ ท า ห น้ า ที่ ห ม อ ดู ห รื อ โ ห ร า จ า ร ย์ ก็ ถื อ ว่ า ท า ผิ ด ต่ อ พ ร ะ วิ นั ย
เพราะพระพุ ท ธเจ้ า ไม่ ท รงอนุ ญ าตให้ พ ระสงฆ์ เ รี ย นวิ ช าดู ด วง ผู้ เ ขี ย นเสนอว่ า
ผู้ ใ ช้ โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ทั้ ง พ ร ะ ส ง ฆ์ แ ล ะ ค ฤ หั ส ถ์
น่ า จ ะ ใ ช้ โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ใ ห้ เ กิ ด ป ร ะ โ ย ช น์ ใ น ฐ า น ะ เ ค รื่ อ ง ส่ ง เ ส ริ ม ก า ลั ง ใ จ
ขณะเดี ย วกั น ก็ เ ป็ น เครื่ อ งมื อ ชี้ น าให้ ม นุ ษ ย์ ด ารงตนอยู่ ใ นความไม่ ป ระมาท
แ ล ะ ด า เ นิ น ชี วิ ต ด้ ว ย ค ว า ม เ ชื่ อ มั่ น ใ น ก ฎ แ ห่ ง ก ร ร ม
ผู้ ใ ห้ บ ริ ก า ร ห รื อ ห ม อ ดู ที่ เ ป็ น พ ร ะ ส ง ฆ์
ควรใช้โหราศาสตร์เชื่อมโยงเข้าสู่การฝึกตนตามแนวทางแห่งไตรสิกขาให้มีความมั่น
ค ง ทั้ ง ท า ง ก า ย                                    จิ ต            แ ล ะ ปั ญ ญ า
อาจจะชี้นาให้ผู้รับบริการไปทาวิธีเสริมดวงด้วยการไปกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ต า ม วั ด ต่ า ง ๆ ห รื อ น า วั ต ถุ ม ง ค ล ม า เ ส ริ ม ร า ศี ซึ่ ง เ ป็ น ก า ร น า ผู้ ค น เ ข้ า วั ด
แ ล ะ ต้ อ ง ถื อ โ อ ก า ส ใ ช้ โ ห ร า ศ า ส ต ร์ เ ชื่ อ ม โ ย ง ไ ป สู่ ห ลั ก ก ร ร ม
เ น้ น ใ ห้ ยุ ติ ก า ร ท า บ า ป แ ล ะ ใ ห้ ท า ดี ต ล อ ด ไ ป
เ พ ร า ะ อ า น า จ ด ว ง ด า ว ไ ม่ ส า ม า ร ถ ที่ จ ะ อ ยู่ เ ห นื อ ก ฎ แ ห่ ง ก ร ร ม ไ ด้
แ ล ะ โ ย ง ไ ป สู่ ห ลั ก ก า ร แ ก้ ปั ญ ห า ที่ ถู ก ต้ อ ง ต า ม แ น ว ท า ง ข อ ง อ ริ ย สั จ ๔
โดยปราศจากวิธีการทางไสยศาสตร์ใดๆ

ค าส าคั ญ :  โหราศาสตร์ , การดู ด วง, โชคชะตา, พระสงฆ์ , พุ ท ธศาสตร์
และพระพุทธศาสนา


                                                Abstract
        This article intends to offer a view of Buddhism on horoscope or

astrology and some guidelines to properly react to astrology. The results
                                         ๒



showed that Buddhism does not teach people to cling onto auspicious time.
Readiness is the best occasion. Fate cannot resist the destiny of Karma. In
addition, astrology or horoscope is a bestial subject which obstructs the

way of life with wisdom, and it could cause loss of advantages by waiting

for auspicious time. Buddhist monks who serve as fortune tellers or
astrologers are considered wrong to the discipline because the Buddha did
not allow monks learn horoscope. The author proposes that both monks
and general people should use the advantages of astrology as

encouragement and tools that could guide them to live their lives without
negligence, trusting in the Law of Karma. Clairvoyant monks should link
Astrology to the self-training in the way of the three studies (morality,

concentration, and wisdom) for people can have stability in physical,
mentality, and intelligence. They may suggest their clients to worship holy
things at temples for their encouragement or buy some sacred objects to
increase their grandeur. This method can persuade people to visit more
temples and is a good opportunity to link astrology to the Law of Karma

which focuses on ending committing a sin and keeping doing virtue forever.
The powers of the stars cannot be higher than the Law of Karma which can
be linked to the correct solution in the way of the 4 Noble Truths without

any means of black magic.

Keywords: astrology, horoscope, fortune, monks, Buddhism

บทนา
          สั ง คมไทยในปั จ จุ บั น ได้ ป ระสบปั ญ หากั บ ภาวะวิ ก ฤติ ห ลาย ๆ ด้ า น
ไ ม่ ว่ า จ ะ เ ป็ น ท า ง ด้ า น ก า ร เ มื อ ง   สั ง ค ม  แ ล ะ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
โ ด ย เ ฉ พ า ะ อ ย่ า ง ยิ่ ง ปั ญ ห า ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
                                                   ๓



อั น เป็ น ปั จ จั ยส าคั ญ ซึ่ ง จะ โย งไปหาปั ญ หา อื่ น ด้ ว ย จ าก ภ าว ะวิ กฤ ติ เ หล่ า นี้
ท า ใ ห้ ค น จ า น ว น ม า ก เ กิ ด ค ว า ม เ ค รี ย ด น อ ก จ า ก นี้ ยั ง มี ปั ญ ห า อื่ น ๆ
อันเกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น อุ ทกภัย วาตภัย อั คคีภัย รวมทั้งปั ญหาความยากจน
สิ่ ง เ ห ล่ า นี้ ท า ใ ห้ เ กิ ด ปั ญ ห า ค ว า ม เ ค รี ย ด ค ว า ม วิ ต ก กั ง ว ล
ม นุ ษ ย์ จ า เ ป็ น ต้ อ ง ห า ท า ง อ อ ก ต่ า ง                                                     ๆ
เ ท่ า ที่ ส า ม า ร ถ ผ่ อ น ค ล า ย ค ว า ม ตึ ง เ ค รี ย ด ห รื อ ค ว า ม เ ดื อ ด ร้ อ น ไ ด้
ไ ม่ ว่ า จ ะ เ ป็ น ท า ง ด้ า น วั ต ถุ ห รื อ ท า ง ด้ า น จิ ต ใ จ
บางคนอาจหาทางออกโดยการประกอบอาชญากรรม เช่น จี้ปล้น ชิงทรัพย์ เป็นต้น
บางคนหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่งทางใจบางคนหันเข้าปรึกษาหมอดูหรือโหราจาร
ย์ เ พื่ อ พ ย า ก ร ณ์ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ใ น อ น า ค ต เ พื่ อ ล ด ค ว า ม ก ร ะ ว น ก ร ะ ว า ย ใ จ
ผ่อนคลายความตึงเครียดทางจิตใจของตน
            เมื่อมามองบริบทในสังคมไทยอันมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจาชาติ
แ ล ะ บุ ค ค ล ที่ จ ะ ม า เ ป็ น ผู้ น า ใ น ด้ า น จิ ต วิ ญ ญ า ณ ก็ คื อ พ ร ะ ส ง ฆ์
ผู้ ที่ ช า ว บ้ า น ใ ห้ ค ว า ม นั บ ถื อ
ใ น ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น พ ร ะ ส ง ฆ์ เ อ ง ก็ ต้ อ ง ท บ ท ว น บ ท บ า ท ตั ว เ อ ง ที่ มี ต่ อ สั ง ค ม
โ ด ย เ ฉ พ า ะ อ ย่ า ง ยิ่ ง เ กี่ ย ว กั บ ค ว า ม เ ชื่ อ ต่ า ง ๆ ข อ ง ช า ว บ้ า น เ ช่ น
คว า ม เชื่ อเกี่ ยว กั บเรื่ อ ง โ หร า ศา สต ร์ หรื อ ที่ เรี ยก ว่ า ก า ร ท านา ย โ ชคช ะ ต า
อ ย่ า ง ไ ร ก็ ต า ม พ ร ะ ส ง ฆ์ มี ก ฎ ร ะ เ บี ย บ ห รื อ วิ นั ย
โดยห้ า มพระสงฆ์ เรี ย นวิ ช าโหราศาสตร์ ซึ่ ง พิ เ ชฏฐ์ กาลามเกษตร (อ้ า งใน สานิ ต
ศิ ริ ศิ ษ ฐ์ กุ ล , ๒ ๕ ๓ ๕ :                                                               ๒ )
ไ ด้ ใ ห้ ก ล่ า ว ถึ ง บ ท บ า ท ข อ ง พ ร ะ ส ง ฆ์ ใ น ฐ า น ะ ผู้ ท า น า ย ด ว ง ช ะ ต า ว่ า
เ ริ่ ม ล ด บ ท บ า ท ล ง เ พ ร า ะ มี ก า ร ท บ ท ว น ถึ ง วิ นั ย ส ง ฆ์
ท า ใ ห้ ป ร ะ ช า ช น หั น ไ ป พึ่ ง ห ม อ ดู อ า ชี พ ม า ก ยิ่ ง ขึ้ น
เพราะพระพุทธศาสนาเรื่องโชคชะตาและการดูดวงว่าไม่มีอิทธิพลต่อการควบคุมชีวิต
ข                    อ               ง          ม              นุ               ษ               ย์
พระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิเสธการนาความเชื่อเรื่องโชคลางและไสยศาสตร์มาเป็นหลักยึ ด
ถือในการดารงชีวิต
               อย่ า งไรก็ ต าม บทบาทของพระสงฆ์ ที่ มี ต่ อ สั ง คมในการแก้ ปั ญ หาต่ า ง ๆ
ที่ เ กิ ด ขึ้ น ก็ ยั ง คงด าเนิ น ต่ อ ไปตราบใดที่ พ ระสงฆ์ ยั ง เป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของสั ง คม
เช่ น เดี ย วกั บ การให้ ค าตอบเรื่ อ งของโหราศาสตร์ เป็ น ประเด็ น ทางจริ ย ธรรม คื อ
ก า ร ที่ พ ร ะ ส ง ฆ์ ตั้ ง ตั ว เ อ ง เ ป็ น ห ม อ ดู ใ บ้ ห ว ย
แ ล ะ บ อ ก ฤ ก ษ์ เ พื่ อ รั ก ษ า ศ รั ท ธ า ข อ ง ช า ว บ้ า น ถู ก ต้ อ ง ห รื อ ไ ม่
อ ะ ไ ร เ ป็ น ตั ว ตั ด สิ น ใ น ก า ร ใ ห้ ค า ต อ บ นี้ ใ น ก า ร เ ส น อ บ ท ค ว า ม นี้
มีจุดประสงค์เพื่อต้องการทราบถึงประเด็นสาคัญดังต่อไปนี้
           ๑. แนวคิดเกี่ยวกับโหราศาสตร์
           ๒. ผลกระทบของโหราศาสตร์ต่อวิถีชีวิตคนไทย
                                                     ๔



           ๓. ท่าที่ของพระพุทธศาสนาต่อโหราศาสตร์
           ๔. นานาทัศนะของนักปราชญ์เกี่ยวกับโหราศาสตร์
           ๕. บทสรุป



แนวคิดเกี่ยวกับโหราศาสตร์
       ๑.๑       ความหมาย
                ค าว่ า “โหราศาสตร์ ” (ASTROLOGY) มี ศั พ ท์ ม าจากภาษาสั น สฤกต
หมายถึ ง วิ ช าที่ ว่ า ด้ ว ยเวลาและค าว่ า โหราศาสตร์ ตามต าราของ “วราหมิ หิ ร ะ”
กล่าวว่าเป็นคาที่มาจากคาประสม สองคา คือ “อโห”และ“ราตรี” ซึ่งแปลว่า วันและคืน
แต่ได้ตัดอักษรพยางค์แรกและพยางค์หลังออกเสีย (อโห+ราตรี) จึงเหลือเพียงคาว่า
“โหรา” ตามตาราของวราหมิหิระ โหราศาสตร์มาจากคาว่า “อโห” แปลว่า กลางวัน
และ”ราตรี ” แปลว่ า กลางคื น แต่ ไ ด้ ตั ด อั ก ษรพยางค์ แ รกและพยางค์ ห ลั ง ออกเสี ย
จึ ง เหลื อ เพี ย งค าว่ า “โหรา” ยั ง มี อี ก ค าที่ ใ ช้ แ ทนโหราศาสตร์ คื อ โชติ ย ศาสตร์
มาจากคาว่า โชติ แปลว่า แสงสว่าง หรือดวงดาว (มานพ นักการเรียน, ๒๕๔๙ : ๑)
           ดั                              ง                               นั้                             น
โหราศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการทานายหรือการพยากรณ์ชะตาของมนุษย์และ
ป        ร       า      ก        ฏ       ก       า       ร      ณ์         ต่       า      ง               ๆ
ของโลกโดยอาศัยการโคจรของดวงดาวเป็นหลักและมีการรวบรวมเป็นสถิติเพื่อเป็นข้
อ มู ล ใ น ก า ร พ ย า ก ร ณ์ สิ่ ง ต่ า ง ๆ ที่ อ ยู่ ภ า ย ใ ต้ ก ฎ เ ก ณ ฑ์ เ ดี ย ว กั น
มี ค วามเชื่ อ มโยงทั้ ง ต าแหน่ ง และการเคลื่ อ นไหวของดวงดาวในเชิ ง ดาราศาสตร์
ซึ่ ง ร ว ม ทั้ ง พ ร ะ อ า ทิ ต ย์ พ ร ะ จั น ท ร์ ด า ว เ ค ร า ะ ห์ แ ล ะ ด ว ง ด า ว ต่ า ง ๆ
ดวงชะตาของมนุ ษ ย์ จ ะขึ้ น อยู่ กั บ การเคลื่ อ นไหวของดวงดาวในขณะตกฟาก
ซึ่ ง โ ห ร า จ า ร ย์ จ ะ เ ชื่ อ ว่ า อิ ท ธิ พ ล ข อ ง ด ว ง ด า ว ต่ า ง ๆ
จ ะ ส่ ง ผ ล ต่ อ บุ ค ลิ ก ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง บุ ค ค ล นั้ น ๆ
การรับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกลักษณะของคนกับการเคลื่อนไหวของดวงดาว
จ ะ ท า ใ ห้ โ ห ร า จ า ร ย์ ส า ม า ร ถ ท า น า ย เ ส้ น ท า ง ที่ จ ะ เ ป็ น ไ ป ข อ ง บุ ค ค ล นั้ น ไ ด้
ซึ่ ง อ า จ จ ะ ไ ม่ ใ ช่ เ พี ง แ ค่ ปั จ เ จ ก บุ ค ค ล แ ต่ อ า จ จ ะ ร ว ม ทั้ ง ก ลุ่ ม สั ง ค ม
และประเทศชาติได้ด้วย (Nicki Tesch, ๑๙๙๗ : ๑)
           ส่วนคาว่า “Astrology” ในภาษาอังกฤษนั้น มีรากศัพท์มาจากภาษากรีซ ๒
ค า คื อ “ASTROW”                      หมายถึ ง ดวงดาว กั บ “LOGOS”                             หมายถึ ง
                                                   ๕



ถ้ อ ยค าหรื อ ค าพูด ซึ่ ง แปลรวมกั น ว่ า เป็ น การพูด เกี่ ย วกั บ ดวงดาว (สุ พัต รา สุ ภ าพ,
๒๕๑๘ : ๑๖๙)
           ๑.๒        ความเป็นมา
                โ ห ร า ศ า ส ต ร์ เ ป็ น วิ ช า ที่ เ ก่ า แ ก่ อี ก วิ ช า ห นึ่ ง
ซึ่ ง ม นุ ษ ย์ ไ ด้ ใ ห้ ค ว า ม ส น ใ จ อ ยู่ ทุ ก ยุ ค ทุ ก ส มั ย
ก ล่ า ว กั น ว่ า โ ห ร า ศ า ส ต ร์ เ กิ ด ขึ้ น พ ร้ อ ม กั บ ค ว า ม เ ชื่ อ ใ น เ ท พ เ จ้ า เ ช่ น
ก า ร บู ช า พ ร ะ อ า ทิ ต ย์ ห รื อ พ ร ะ จั น ท ร์
มนุษย์เกิดความสงสัยในสิ่งที่ตนได้สัมผัสจึงเกิดปัญหาและได้หาทางออกโดยการให้ค
ว า ม เ ค า ร พ แ ล ะ นั บ ถื อ ต่ อ ม า จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง นั ก โ บ ร า ณ ค ดี
ได้พบต้นกาเนิดของโหราศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔ และพ.ศ.๒๓๙๖ ท่าน เซอร์ เฮนรี
เลย์อาร์ด (Sir Henry Layard) กับผู้ช่วยของเขาคือ นายฮอร์มัซด์ รัซซัม (Hormuzd
Rassam) ไ ด้ ค้ น พ บ ศิ ล า จ า รึ ก ( ท า ด้ ว ย ดิ น เ ห นี ย ว ) จ า น ว น ๒ ๒ , ๐ ๐ ๐ ชิ้ น
ในซา กปรั ก หั ก พั ง ของหอสมุ ด ของก ษั ต ริ ย์ อั ซ ซู ร์ บานิ ป า ล ( Ashurbanipal)
ใ น นิ เ น เ ว ฮ์ ( Nineveh) ป ร ะ เ ท ศ แ อ ซ ซี เ รี ย ( Assyria) ซึ่ ง สู ญ ช า ติ ไ ป แ ล้ ว
ใ น บ ร ร ด า ศิ ร า จ า รึ ก เ ห ล่ า นี้ ( Babylonia) ร ว ม ๗ ๐ ชิ้ น ซึ่ ง มี ชื่ อ เ รี ย ก ว่ า
“ความรุ่ ง โรจน์ ข องเบล” (THE                    LLUMINATION                    OF              BEL)
บรรยายถึ ง บารมี ข องซาร์ ก อนแห่ ง อั ค คาด (SARGON    OF     ACCAD)
ผู้พิชิตอาณาจักรซูเมอร์ (ประมาณ ๑๘๑๗ ปีก่อนพุทธกาล) จากการศึกษาศิลาจารึก
ท่ า น    เ อ .          เ อ็ ซ .               เ ซ ย ซ์              ( A.H.SAYCE)
ศาสตราจารย์ ผู้ ช่ ว ยแผนกนิ รุ ก ติ ศ าสตร์ เ ปรี ย บเที ย บมหาวิ ท ยาลั ย อ็ อ กซ์ ฟ อร์ ด
กล่าวไว้ในหนังสือ “ศาสนาของบาบิโลเนียโบราณ” (THE RELIGION OF THE
ANCIENT                                         BABYLONIA) ว่ า “บ า บิ โ ล เ นี ย คื อ
ถิ่ น ก า เ นิ ด ที่ แ ท้ จ ริ ง ข อ ง ก า ร ต ร ว จ ก า ร ณ์ ท า ง ด า ร า ศ า ส ต ร์ ”
ใ น ท า น อ ง เ ดี ย ว กั น กั บ ท่ า น ม อ ร์ ริ ส จ า ช โ ท ร ว์ ( Morris    Jastrow)
ศ า ส ต ร า จ า ร ย์ แ ผ น ก ภ า ษ า                                        เ ซ ไ ม ท์
แ ห่ ง ม ห า วิ ท ย า ลั ย เ พ น น์ ซิ ล ว า เ นี ย ไ ด้ ก ล่ า ว ไ ว้ ใ น ห นั ง สื อ
“ศาสนาของบาบิโลเนียและแอซซีเรีย” THE RELIGION OF BABYLONIA AND
ASSYRIA) ว่า “ระบบจักรราศีทั้งปวงเกิดมาจากโดรงเรียนดาราศาสตร์บาบิโลเนีย ”
(ประยูร พลอารีย์, ม.ป.ป. : ๑๘)
        จึ ง อ า จ ส รุ ป เ ป็ น ข้ อ ยุ ติ ไ ด้ โ ด ย ป ร า ศ จ า ก ข้ อ ส ง สั ย ใ ด ๆ ว่ า
วิชาโหราศาสตร์ที่เรากาลังศึกษาและค้นคว้ากันอยู่ทุกวันนี้กาเนิดมาจากบาบิโลเนียซึ่
ง    ไ    ด้     สู    ญ       ช     า       ติ     ไ    ป     น     า     น      แ    ล้   ว
                                                  ๖



และดินแดนที่อาณาจักรบาบิโลเนียนี้ตั้งอยู่ในสมัยอดีตอันไก
ล โ พ้ น ก็ คื อ บ น ลุ่ ม แ ม่ น้ า ยู เ ฟ ร ติ ส แ ล ะ ไ ท ร ก ริ ส
( EUPRATES,                                                 TIGRIS)
ซึ่งในปัจจุบันคือบริเวณที่ตั้งของประเทศอิรักในตะวันออกก
ลาง
         ๑.๓      ค ว า ม เ ชื่ อ ใ น โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ยู เ ร เ นี ย น
(URANIAN ASTROLOGY)
          โหราศาสตร์ยูเรเนียนหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ส า ก ล
เป็นโหราศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาจากระบบเดิมซึ่งผู้ ที่ค้นพ
บและเป็นที่มีชื่อเสียงที่สุดในโหราศาสตร์ยูเรเนียนคืออัลเฟรด วิตเตอ (Alfred Witte)
ชาวเยอรมันและได้ก่อตั้งโรงเรียนโรงเรียนโหราศาสตร์ฮัมเบอร์ก (HUMEBURGER
SCHULE)
         ค า ว่ า “โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ยู เ ร เ นี ย น ” ห ม า ย ถึ ง
โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ยุ ค ป ฏิ รู ป ที่ ไ ด้ ก า ร ป รั บ ป รุ ง ใ ห้ เ ข้ า กั บ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์
เพื่อเจตนาเบี่ยงเบนความสนใจของชาวอเมริกันและบรรดาผู้มีการศึกษาทั้งหลายซึ่ง
กาลังพากันเสื่อมศรัทธาต่อวิชาโหราศาสตร์เต็มที่แล้ว (ประยูร พลอารีย์, ม.ป.ป. : ๔)
ปัจจุบันมีโหราจารย์ของไทยได้ศึกษาโหราศาสตร์ยูเรเนียนกันมากขึ้นและผู้ที่โดดเด่
น ม า ก ที่ สุ ด         คื อ    พ ล ต รี ป ร ะ ยู ร          พ ล อ า รี ย์
ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นปรมาจารย์วิชาโหราศาสตร์ยูเรเนียนและได้ตั้งโรงเรียนโหราศ
าสตร์กรุงเทพฯ ขึ้น




           โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ยู เ ร เ นี ย น
มี ลั ก ษ ณ ะ เ ป็ น ก า ร ท ด ล อ ง โ ด ย มี ค ว า ม ค ล้ า ย ค ลึ ง กั บ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ม า ก
ดั       ง     ที่     ไ      ด้     ก       ล่     า       ว       แ       ล้      ว      ว่      า
เหตุที่ก่อตั้งโหราศาสตร์ยูเรเนียนเพื่อต้องการให้ชาวอเมริกันหันมาสนใจศาสตร์นี้มา
ก         ซึ่ ง ใ น ป ร ะ เ ด็ น นี้ พ ล ต รี ป ร ะ ยู ร
พลอารีย์ได้สรุปลักษณะของโหราศาสตร์ยูเรเนียนไว้ดังนี้
                                                      ๗



           ๑. น า เ อ า ท ฤ ษ ฎี ก า ร ส ะ ท้ อ น                                          ( Antescien)
              มาประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์อย่างกว้างขวาง
           ๒. โดยอาศัยทฤษฎีการสะท้อนดังกล่าวได้พัฒนาขึ้นที่เรี ยกว่า“จุดอิทธิพล”
(Sensitive Point) ซึ่งหมายรวมถึง “ศูนย์รังสี” ด้วย (Half Sum)
       ๓. ได้ ค้ น พบดาวเคราะห์ ด วงใหม่ ที่ ยั ง ไม่ รู้ จั ก (Unknown          Planet)
และได้สร้างปฏิทินบอกตาแหน่งของดวงดาวเหล่านั้น
                                                                      อัลเฟรด วิตเตอ
       ๔. ใ ช้ สิ่ ง ที่ เ รี ย ก กั น ว่ า “โ ค้ ง ส ริ ย ย า ต ร์ ”
สาหรับการพยากรณ์จรตามอายุขัย                                          (Alfred Witte)
                                                                                  ผู้ก่อตั้งสานักโหราศาส
                                                                                           ตร์ฮัมบูร์ก
                                                                                  และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ
                                                                                  ว่าโหราศาสตร์ยูเรเนีย
                                                                                               น
           ๕. แยกเรือนชะตาเมรเดียนและเรือนชะตาลัคนาให้ออกจากกันโดยเด็ดขาด
       ๖. พั ฒ น า เ รื อ น ช ะ ต า ห ลั ก ขึ้ น                                                              ๖
แบบเป็นดวงชะตาอนุเคราะห์สาหรับการพยากรณ์ในรายละเอียด


                ๑.๔          ความเชื่อในโหราศาสตร์ไทย
                     เ       ป็        น           ที่    ท   ร    า  บ      กั      น        ดี     ว่       า
โหราศาสตร์ได้รับอิทธิพลมาจากโหราศาสตร์อินเดียหรือที่เรียกกันว่า โชติ ยศาสตร์
ซึ่งสาขาหนึ่งในบรรดา ๑๘ ศาสตร์ ที่พระพุทธเจ้าเคยเรียนเมื่อครั้งเป็นพระราชกุมาร
แ ต่ อ ย่ า ง ไ ร ก็ ต า ม โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ไ ท ย ก็ ยั ง ไ ม่ เ ห มื อ น ข อ ง อิ น เ ดี ย โ ด ย ที เ ดี ย ว
เพราะไทยไม่ ไ ด้ รั บ โดยตรงจากอิ น เดี ย แต่ ไ ด้ รั บ สื บ ทอดต่ อ จากพม่ า และมอญ
ผู้ ที่ เ รี ย นวิ ช านี้ ก็ คื อ ผู้ ที่ อ ยู่ ใ นวั ง และพระสงฆ์ จากหลั ก ฐานที่ พ อเป็ น ตั ว อย่ า งคื อ
ศิลาจารึก วัดป่ามะม่วงด้านที่สองมีคากล่าวสรรเสริญพระปัญญาของพระยาลิไทยว่า
“เรี ย นพระวิ นั ย พร ะอภิ ธ รรม โดยโ ลกาจา รย์ มี พ ร าหม ณ์ แ ลด าบส ” เป็ น ต้ น
สมเด็ จ บพิต รทรงพระราชบั ญ ญัติ คั ม ภี ร์ เพทศาสตราคม ธรรมนิ ย ม มี โ ชคศาสตร์
(ตาราโหร) เป็นต้น
          โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ไ ท ย มี เ อ ก ลั ก ษ ณ์ เ ฉ พ า ะ ต น
โดยน าความเชื่ อ ในเรื่ อ งของสิ่ ง ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ เ ข้ า มาเกี่ ย วข้ อ งด้ ว ย ซึ่ ง แบ่ ง ออกเป็ น ๓
ประเภท ดังนี้
          ๑. ภ า ค ค า น ว ณ เ ป็ น เ รื่ อ ง ข อ ง ก า ร ค า น ว ณ ตั ว เ ล ข ก า ร นั บ ตั ว เ ล ข
แ ล ะ ก ฎ เ ก ณ ฑ์ ใ น เ รื่ อ ง ข อ ง ก า ร ห า ต า แ ห น่ ง ข อ ง ด ว ง ด า ว ต่ า ง ๆ เ ช่ น
กฎเกณฑ์ ใ นการผู ก ดวง โดยใช้ คั ม ภี ร์ ห รื อ ต ารา เป็ น หลั ก ในการพยากรณ์ เช่ น
คัมภีร์สุรยาตร์ เป็นคัมภีร์สาหรับคานวณหาจุดเถลิงศก, วัน, ยาม, ราศี, เป็นต้น
                                                       ๘



            ๒        .                       ภ    า         ค       พ       ย         า      ก       ร       ณ์
เป็นเรื่องของการเชื่อมโยงกฎเกณฑ์ในการตีความและเชื่อมโยงความหมายออกเป็นลั
กษณะของคาทานาย อาจแบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะ คือ ๑) การพยากรณ์ในด้านอดีต
๒) การพยากรณ์ปัจจุบัน ๓) การพยากรณ์ในด้านอนาคต
            ๓. ภาคพิ ธี เป็ น กา รน า หลั ก ของไสยศาสต ร์ เ ข้ ามา เกี่ ย วข้ อ งด้ ว ย
ห              รื             อ             เ           รี           ย            ก               ว่           า
พิธีสะเดาะเคราะห์โดยนาพิธีกรรมทั้งของพราหมณ์กับพุทธศาสนามาประสมกันเพื่อใ
ห้ เ กิ ด ศ รั ท ธ า กั บ ผู้ ม า รั บ บ ริ ก า ร อ นึ่ ง ส า ห รั บ พ ร ะ ส ง ฆ์ นั้ น ใ ช้ ดู ฤ ก ษ์ ดี ไ ม่ ดี
เพื่อนาไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาด้วย
            ๑.๖          ความสัมพันธ์ของโหราศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ
                  ก . โ ห ร า ศ า ส ต ร์ กั บ พุ ท ธ ศ า ส ต ร์ เ ป็ น ที่ ก ล่ า ว ข า น กั น ม า ก ว่ า
ห ลั ก ข อ ง โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ไ ม่ ส า ม า ร ถ จ ะ เ ข้ า กั บ ห ลั ก พุ ท ธ ศ า ส น า ไ ด้
เ พ ร า ะ ห ลั ก ข อ ง พุ ท ธ ศ า ส น า นั้ น ส อ น ว่ า ท า ดี ไ ด้ ดี ท า ชั่ ว ไ ด้ ชั่ ว
ใ ค ร ท า ก ร ร ม อ ะ ไ ร ไ ว้ ย่ อ ม ไ ด้ รั บ ผ ล ก ร ร ม นั้ น
แต่อย่างไรก็ตามนักโหราจารย์ก็ปรับปรุงวิธีการในการทานายเพื่อให้เข้ากับหลักของ
ศ า ส น า ซึ่ ง พ ล ต รี ป ร ะ ยู ร พ ล อ า รี ย์ ไ ด้ ก ล่ า ว เ รื่ อ ง นี้ ไ ว้ ว่ า
“วิ ช าโหราศาสตร์ ไ ม่ ใ ช้ ศ าสตร์ ที่ ห ลาย ๆ ท่ า นเข้ า ใจ แต่ เ ป็ น ศาสตร์ แ ห่ ง ปั ญ ญา
ที่เกี่ยวกับปรัชญาอันสูงยิ่ง เครื่องมือสาคัญของวิชาโหราศาสตร์คือวิชาตรรกศาสตร์
( Logic) โ ด ย เ ฉ พ า ะ คื อ ก า ร อุ ป ม า อุ ป มั ย ( Analogy) เ มื่ อ ศึ ก ษ า สู ง ขึ้ น ๆ
จะพบว่ า มี ธ รรมชาติ ค ล้ า ยเป็ น ศาสนา ศาสนาหนึ่ ง และที่ น่ า สนใจอย่ า งยิ่ ง ก็ คื อ
เข้ากันกับพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี” (ประยูร พลอารีย์, ม.ป.ป. : ๑๑)
         ดั ง นั้ น นั ก โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ไ ท ย โ ด ย ส่ ว น ใ ห ญ่
จะอ้างอิงถึงหลักธรรมในพุทธศาสนาเป็นตัวหลักสาคัญในการพยากรณ์ เช่น จารัส
ศิริ (๒๕๐๘ : ๑๐-๑๒) ได้กล่าวถึงหลักกiรมในพุทธศาสนากับหลักพรหมลิขิตไว้ว่า
“อั น ที่ จ ริ ง ห ลั ก พ ร ห ม ลิ ขิ ต ห รื อ อิ ท ธิ พ ล ด ว ง ด า ว ก็ คื อ ก ร ร ม ลิ ขิ ต นั้ น เ อ ง
ดวงดาวเป็นสถิติส่องทางให้รู้วาระกรรมได้ก่อนก็มาจากสถิติการโคจรของดวงดาวนั่
นเอง ระหว่างสถิติกับกรรมลิขิต จึงเป็นเรื่องที่ผมเชื่อตามเหตุผลดังที่ได้เรียนมาแล้ว”
            ข .           โ ห ร า ศ า ส ต ร์ กั บ ป รั ช ญ า
หลักปรัชญาของโหราศาสตร์ก็คือหลักว่าด้วยธรรมชาติ โดยนาดาวพระเคราะห์ต่าง
ๆ
มาวิเคราะห์อุปมาอุปมัยเครื่องมือที่สาคัญก็คือตรรกศาสตร์มีการวิเคราะห์ตามเหตุผล
ที่           เ            ป็           น              จ             ริ           ง
นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงหลายท่านได้เรียนวิชาโหราศาสตร์และได้ประยุกต์หลักทางโห
ร า ศ า ส ต ร์ ใ ห้ เ ข้ า กั บ ห ลั ก ป รั ช ญ า ข อ ง ต น เ ช่ น ไ พ ธ า ก อ รั ส ( Pythagoras)
หลัง จากที่พานัก อยู่ อียิป ต์ได้ ระยะหนึ่ง แล้ว เดิน ทางมายัง บาบิ ลอนเป็ นเวลาถึง ๘ ปี
                                                     ๙



แ ล ะ ไ ด้ ศึ ก ษ า ห า ค ว า ม รู้ เ กี่ ย ว กั บ เ รื่ อ ง ด ว ง ด า ว
ดั ง นั้ น เ ข า จึ ง ไ ด้ ป ร ะ ก า ศ ป รั ช ญ า แ น ว ใ ห ม่ ว่ า
“อั น เ อ ก ภ พ นั้ น มี ภ า ว ะ ที่ ก ล ม ก ลื น กั น ดุ จ ค ว า ม ไ พ เ ร า ะ ข อ ง ด น ต รี ”
แ ล ะ ไ ด้ ดั ด แ ป ล ง ห ลั ก ค ว า ม คิ ด โ ห ร า ศ า ส ต ร์ บ า บิ ล อ น ที่ ม อ ง เ ห็ น ค น เ ป็ น
“สิ่งมีอยู่ที่ถูกลิขิตด้วยโชคชะตา” (A               fated     being) ว่า “อันคนนั้นที่แท้จริงก็คือ
“ปั จ เจกชนที่ เ สรี ” (A free individual) หรื อ แม้ ก ระทั่ ง เพลโต (Plato)
ยั ง ก ล่ า ว ถึ ง วิ ช า โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ไ ว้ ว่ า
“คุณค่าของโหราศาสตร์ก็อยู่ตรงที่ทาให้เราสามารถสร้างความกลมกลืนกับลีลาจังหว
ะของเอกภพและช่ ว ยให้ เอกภพสร้า งความสมดุ ลแก่ ตั ว มัน เอง (สุ น ทร ทั ศ นจั น ทร์ ,
๒ ๕ ๓ ๙ :                                                                  ๑ ๔ ๕ ) ดั ง นั้ น
ความสัมพันธ์กันระหว่างโหราศาสตร์กับปรัชญาจึงมีหลักที่คล้ายคลึงกันมากตั้งแต่จุด
เ ริ่ ม ต้ น จ น จุ ด สุ ด ท้ า ย ข อ ง ชี วิ ต
แต่ โ หราศาสตร์ มี ข้ อ แต่ ต่ า งก็ คื อ ได้ น าภาคพิ ธี ก รรมความเชื่ อ มาใช้ กั บ ศาสตร์
และยังสามารถนามาวิเคราะห์เป็นรูปธรรมได้ด้วย
                  ค.      โ ห ร า ศ า ส ต ร์ กั บ จิ ต วิ ท ย า               วิ ช า จิ ต วิ ท ย า
เ ป็ น ส า ข า ห นึ่ ง ข อ ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ที่ ศึ ก ษ า ข อ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง ค น
โ ด ย วิ เ ค ร า ะ ห์ ก า ร แ ส ด ง อ อ ก จ า ก ก า ร ก ร ะ ท า เ ห ล่ า นั้ น
เ พื่ อ น า ม า แ ก้ ไ ข แ ล ะ ป รั บ ป รุ ง ต่ อ ไ ป
ดังนั้นนักโหราจารย์ที่ดีจะต้องนาโครงสร้างของจิตวิทยามาใช้ในการพยากรณ์คนทีม                                ่
า                รั            บ            บ              ริ           ก                า                  ร
เพราะถ้านักโหราจารย์ทราบโครงสร้างจิตวิทยาได้ดีแล้จะสามารถพยากรณ์ดวงของ
บุคคลนั้นได้ดีด้วย
                  ง .         โ ห ร า ศ า ส ต ร์ กั บ ด า ร า ศ า ส ต ร์
โ ห ร า ศ า ส ต ร์ กั บ ด า ร า ศ า ส ต ร์ ไ ม่ ส า ม า ร ถ แ ย ก อ อ ก จ า ก กั น ไ ด้
การจะเป็นนักโหราศาสตร์ที่ดีนั้นจะต้องสร้างโครงสร้างของดาราศาสตร์ด้วยเหมือนกั
น       เ พ ร า ะ นั ก โ ห ร า จ า ร ย์ จ ะ ต้ อ ง ต ร ว จ ดู ด ว ง ด า ว ต่ า ง ๆ
ที่ โ คจรรอบโลกมาเป็ น เครื่ อ งตั ด สิ น ในการท านายพยากรณ์ ด วงชะตาของคนนั้ น
สมัยแรกเริ่มนั้นวิชาดาราศาสตร์ยังไม่แยกออกจากโหราศาสตร์จึงทาให้นักโหราจาร
ย์ มี ค ว า ม รู้ ใ น เ รื่ อ ง ด า ร า ศ า ส ต ร์ ด้ ว ย
แต่ปัจจุบันดาราศาสตร์แยกออกจากโหราศาสตร์อันเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
                  จ .          โ ห ร า ศ า ส ต ร์ กั บ ไ ส ย ศ า ส ต ร์
หลั ก ของไสยศาสตร์ ส ามารถน ามาประยุ ก ต์ ใ ห้ เ ข้ า กั บ หลั ก ของโหราศาสตร์ ไ ด้
โดยจะเป็นในรูปรูปของพิธีกรรมต่าง ๆ เช่นการดูฤกษ์ ซึ่งเป็นพิธีกรรมของพราหมณ์
แ ต่ เ นื่ อ ง จ า ก พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า กั บ ศ า ส น า พ ร า ห ม ณ์ มี ค ว า ม เ กี่ ย ว เ นื่ อ ง กั น
และสังคมไทยได้รับพระพุทธศาสนาพร้อมกับพิธีกรรมบางอย่างในศาสนาพราหมณ์ด้
                                                        ๑๐



ว              ย                                             ดั               ง            นั้             น
โหราศาสตร์ไทยจึงมีพิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องพร้อมทั้งมีความเชื่อบางประการในสิ่งศั
กดิ์สิทธิ์ สิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์
                 ช. โหร าศา สตร์ กั บ ศาสต ร์ ต่ า ง ๆ เช่ น โหราศาสตร์ ก ารเมื อ ง
โหราศาสตร์ กั บ เศรษฐกิ จ ปั ญ หาต่ า ง ๆ ที่ เ กิ ด ขึ้ น ไม่ ว่ า จะเป็ น ปั ญ หาการเมื อ ง
ปั       ญ        ห        า        ท     า       ง       เ       ศ         ร       ษ      ฐ       กิ       จ
ได้มีนักโหราจารย์จานวนไม่น้อยได้พยายามอ่านดวงชะตาของดวงเมืองว่าจะมีเหตุก
า ร ณ์ อ ะ ไ ร เ กิ ด ขึ้ น ห รื อ ไ ม่ ห รื อ ท า ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ว่ า น า ย ก ค น ต่ อ ไ ป คื อ ใ ค ร
เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ปี นี้ จ ะ ดี ห รื อ ไ ม่                                        ดั ง นี้ เ ป็ น ต้ น
จึงทาให้นักโหราจารย์จะต้องมีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ด้วยเพื่อจะได้พยากรณ์ได้ถูกตา
มหลักของศาสตร์นั้น ๆ
            ๑.๗        ประโยชน์ของโหราศาสตร์
                 ประโยชน์ ข องโหราศาสตร์ เ กิ ด ขึ้ น กั บ บุ ค คลที่ มี ค วามเชื่ อ ถื อ เท่ า นั้ น
เ พ ร า ะ วิ ช า นี้ ยั ง ไ ม่ ส า ม า ร ถ พิ สู จ น์ ไ ด้ ต า ม ห ลั ก ข อ ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์
ถึงแม้ว่าจะมีนักโหราจารย์บางทาพยายามทาให้โหราศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ก็ตาม
แ ต่ ห ลั ก โ ห ร า ศ า ส ต ร์ นั้ น ยั ง ศ า ส ต ร์ ลึ ก ลั บ อ ยู่ ดี
แต่ อ ย่ า งไรก็ ต ามวิ ช าโหราศาสตร์ ก็ ยั ง มี ป ระโยชน์ ซึ่ ง พิ ไ ลรั ต น์ รุ จิ ว ณิ ช ย์ กุ ล
(๒๕๒๔ : ๓๔-๔๐) ได้สรุปประโยชน์ของโหราศาสตร์ไว้เป็น ๒ ประเภทดังนี้
                 ๑.๗.๑             ประโยชน์ทางโหราศาสตร์ ได้แบ่งไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
                       ก.         ใ ช้ ส า ห รั บ พ ย า ก ร ณ์ เ ห ตุ ก า ร ณ์ อ น า ค ต
วิ ช าโหราศาสตร์ มี ค วามโน้ ม เอี ย งไปทางด้ า นการพยากรณ์ เ หตุ ก ารณ์ ใ นอนาคต
เพื่อต้องการทราบว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่
                       ข .             ใ ช้ ใ น กิ จ ก า ร ฤ ก ษ์ พ า น า ที
อัน เป็ น กิ จ กรรมอย่ า งหนึ่ ง ของวิ ช าโหราศาสตร์ ซึ่ ง ถื อ ว่ า เป็ น โหราศาสตร์ ป ระยุ ก ต์
ใ ช้ ใ น ก า ร ใ ห้ ฤ ก ษ์ แ ล ะ ห้ า ม ฤ ก ษ์
เพื่อเลือกหรือกาหนดวันเวลามงคลสาหรับประกอบกิจกรรมหรือเริ่มกิจกรรมงานต่าง
ๆ ทั้งนี้รวมทั้งวันเวลาสิ้นสุดกิจการงานเหล่านั้น
                       ค. ใช้ เ ป็ น ความรู้ ขั้ น พื้ น ฐานส าหรั บ ศาสตร์ ลึ ก ลั บ ต่ า ง ๆ เช่ น
ไ ส ย ศ า ส ต ร์            ลาง           สั ง ห ร ณ์          ก า ร แ ก้ เ ค ล็ ด ต่ า ง ๆ ฯ ล ฯ
ซึ่งเครื่องมือหลักที่จะนาไปสู่ความรู้แจ้งในศาสตร์นี้คือ วิชาโหราศาสตร์
                       ง. ใช้ เป็ นความรู้ ขั้ นพื้นฐานของวิ ชาพยากรณ์ศ าสตร์ อื่น ๆ เช่ น
หัตถศาสตร์ เลขเจ็ดตัว กราฟ ฯลฯ
                       จ                                                                                            .
ใ ช้ ส า ห รั บ ก า ร บุ ก เ บิ ก จั ก ร ว า ล เ พื่ อ ส า ร ว จ สิ่ ง ห รื อ ส่ ว น ที่ ม นุ ษ ย์ ยั ง ไ ม่ ท ร า บ
ได้มีนักโหราจารย์ในอดีตได้ค้นพบดาวพระเคราะห์ ซึ่งยังไม่มีใครค้นพบมาก่อน คือ
                                                   ๑๑



อัลเฟรด วิต เตอ (Alfred Witte) ซึ่ งได้ค้ นพบดาวพระเคราะห์ ๘ ดวงในจั กรวาล
นอกจากนี้ยังสามารถนาไปใช้กับทุกสิ่งทุกอย่างทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต


          ๒. ประโยชน์ทางด้านสังคมและจิตวิทยา
             ป ร ะ โ ย ช น์ ด้ า น นี้ ไ ด้ มี นั ก วิ ช า ก า ร ห ล า ย ท่ า น ไ ด้ ก ล่ า ว ไ ว้ ว่ า
มี ป ร ะ โ ย ช น์ ท า ง ด้ า น จิ ต วิ ท ย า เ พื่ อ ช่ ว ย เ ห ลื อ ผู้ ที่ มี ค ว า ม ทุ ก ข์
บางคนถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายแต่นักโหราจารย์ผู้ฉลาดสามารถแก้ไขปัญหานีได้โดยบอก              ้
ผู้ ม ารั บ บริ ก ารมิ ใ ห้ คิ ด เช่ น นั้ น ได้ ดั ง ที่ สุ พั ต รา สุ ภ าพ (๒๕๑๘ :              ๑๖๑)
ได้กล่าวถึงประโยชน์ของโหราศาสตร์ไว้ว่า
           “ผู้ ที่ เ ชื่ อ ถื อ เห็ น ว่ า ชี วิ ต ของมนุ ษ ย์ ขึ้ น อยู่ กั บ อิ ท ธิ พลของดาวพระเคราะห์
ไม่ ว่ า จะในทางที ดี หรื อ ร้ า ยก็ ต าม ฉะนั้ น การปฏิ บั ติ ต นให้ ถู ก ต้ อ งจึ ง เป็ น สิ่ ง ดี
เ ป็ น ก า ร ป ร ะ พ ฤ ติ ใ ห้ เ ห ม า ะ ส ม กั บ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ไ ม่ ป ร ะ ม า ท
และหาทางผ่อนหนักเป็นเบาเคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะบุคคลที่ไม่ ประสบความ
สาเร็จในชีวิตหรือคนที่มีความทุก ข์มักจะชอบหาดหราหรือ หมอดู เพื่อขอคาแนะนา
เพื่ อ ความสบายใจของตนเอง ฉะนั้ น โหรหรื อ หมอดู บ างครั้ ง ท า หน้ า ที่ ค ล้ า ยๆ
กั บ นั ก จิ ต วิ ท ย า เ พ ร า ะ เ ป็ น ก า ร ร ะ บ า ย อ า ร ม ณ์ ข อ ง ค น บ า ง ค น
แ ล ะ เ ป็ น ที่ ไ ด้ ป รั บ ป ล อ บ จิ ต ใ น บ า ง เ รื่ อ ง
แ ต่ มี เ ห มื อ น กั น ที่ ยิ่ ง ห า โ ห ร ห รื อ ห ม อ ดู ยิ่ ง เ ศ ร้ า ใ จ เ พ ร า ะ เ มื่ อ
เขาทานายว่าโชคเคราะห์ไม่ดีก็กลัดกลุ้ม จึงต้องหาทางสะเดาะเคราะห์วิธีการต่างๆ
เช่น รดน้ามนต์ บนบานศาลกล่าว ตักบาตร เป็นต้น”
        สาหรับนักจิตแพทย์หลายท่านได้กล่าวถึงโหราศาสตร์ ว่ามีประโยชน์สาหรับ
คนป่ ว ยทางด้ า นจิ ต ใจมากเหมื อ นกั น เช่ น รองอธิ บ ดี ก รมสุ ข ภาพจิ ต น.พ.ธงชั ย
ท วิ ช า ช า ติ                        ไ ด้ ก ล่ า ว ไ ว้ ว่ า
“โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ในยามที่มีปัญหาสุขภาพจิต
หากๆได้รับข้อมูลที่เป็นวิชาการจากกรมสุขภาพจิตจะทาให้เป็นความหวังให้กับประช
า                    ช                น                 ไ                ด้
เพราะลาพังบุคคลากรของกรมสุขภาพจิตคงจะช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาคว
ามเครียดได้ไม่หมด” (เดลินิวส์, ๒๕๔๐ : ๓)
        อย่ า ง ไร ก็ ต า ม บา ง คน มี คว า ม เ ชื่ อที่ ผิ ด ห ลั ก ข อง วิ ช า โ หร า ศา สต ร์
เพราะมีความเชื่อว่าอิทธิพลดวงดาวสามารถกาหนดโชคชะตามนุษย์ให้เป็นไปตามที่
ก า ห น ด         เ รี ย ก ว่ า        พ ร ห ม ลิ ขิ ต ห รื อ ด า ร า ลิ ขิ ต
บุ ค ค ล นั้ น จึ ง ป ล่ อ ย ชี วิ ต ใ ห้ เ ป็ น ต า ม ย ถ า ก ร ร ม
ไม่ขวนขวายเมื่อโอกาสมาถึงและไม่พยายามหลีกเลี่ยงแก้ไขเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นให้บ
ร ร เ ท า เ บ า บ า ง ล ง                                                      ดั ง นั้ น
                                                    ๑๒



นักโหราจารย์ก็ควรที่จะนาหลักของศาสนามาประยุกต์ใช้ควบคู่กับหลักการพยากรณ์
นั้นด้วย
         ค        ว            า    ม     จ          ริ         ง     แ     ล้     ว
การใช้ตาแหน่งของดวงดาวในท้องฟ้ามาเป็นหลักในการทานายดวงชะตาของบุคคล
แ ล ะ พ ย า ก ร ณ์ โ ช ค เ ค ร า ะ ห์ ต่ า ง ๆ นั้ น ไ ม่ ไ ด้ ห ม า ย ค ว า ม ว่ า
ดวงดาวจะใช้ อิ ท ธิ พ ลบั น ดาลเจ้ า ชะตาให้ เ ป็ น ไปดั ง นั้ น ไม่ หากหมายความว่ า
ดวงดาวเป็ น เครื่ อ งชี้ ถึ ง วาสนาและโชคชะตาของเจ้ า ของดวงชะตานั้ น ๆ เท่ า นั้ น
ดั                               ง                        นั้                     น
เจ้าของชะตาย่อมมีอานาจอย่างเต็มที่ในการปรับปรุงตนเองหรือกระทาตนเองให้เป็น
ผลดีหรือผลร้ายแก่ตนต่อไปได้อีกเสมอ


ผลกระทบของโหราศาสตร์ต่อวิถีชีวิตคนไทย
           ค ว า ม เ ชื่ อ ใ น โ ห ร า ศ า ส ต ร์
ได้มีหลากหลายอาชีพนาไปเป็นแนวทางในการตัดสินใจการดาเนินชีวิตจนทาทาให้เ
กิ ด ค ว า ม เ สี ย ห า ย ต่ อ อ า ชี พ แ ล ะ ท รั พ ย์ สิ น ทั้ ง ข อ ง ต น เ อ ง แ ล ะ ส่ ว น ร ว ม
ทาให้ประเทศขาดการพัฒนาไปในทางที่ดี อัน เนื่องมาจากความเชื่อผิด ๆ เหล่า นี้
ได้แพร่ขยายไปทุกกลุ่มคนในสังคมไทย เช่น
           ผ ล ก ร ะ ท บ ด้ า น ก า ร เ มื อ ง
มีรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยได้นาความเชื่อโหราศาสตร์มาเป็นบทในการตัดสินใจกา
ร พิ จ า ร ณ า แ ต่ ง ตั้ ง ห รื อ โ ย ก ย้ า ย ใ น ต า แ ห น่ ง รั ฐ ม น ต รี ต่ า ง ๆ
ท า ใ ห้ เ กิ ด ก า ร บ ริ ห า ร ร า ช ก า ร แ ผ่ น ดิ น ล้ า ช้ า
ข า ด ก า ร ป ร ะ ติ ด ป ร ะ ต่ อ จ น ท า ใ ห้ ป ร ะ เ ท ศ เ กิ ด ก า ร เ สี ย ห า ย
ช า ว ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ต้ อ ง ย ก เ ลิ ก สั ญ ญ า ห ล า ย ๆ อ ย่ า ง ก็ เ พ ร า ะ ค ว า ม ล่ า ช้ า
ร อ ฤ ก ษ์ ดู ย า ม ข อ ง ผู้ น า ป ร ะ เ ท ศ เ ช่ น ส มั ย ข อ ง พ ล เ อ ก ช ว ลิ ต ย ง ใ จ ยุ ท ธ
ไ ด้ น า ค า ท า น า ย ข อ ง ห ม อ ดู ม า เ ป็ น ก ร อ บ ใ น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ว่ า จ ะ ท า อ ะ ไ ร
บ้ า น ห ลั ง นี้ อ ยู่ ไ ม่ เ ป็ น ม ง ค ล
จะต้ อ งย้ า ยไปคฤหาสน์ ย่ า นนนทบุ รี อั น เป็ น ท าเลที่ ตั้ ง ตามหมอดู ไ ด้ ท านายไว้
ซึ่ ง ค ว า ม เ ชื่ อ นี้ ท า ใ ห้ นั ก ข่ า ว ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ห ล า ย ส า นั ก
พ า กั น ล ง ข่ า ว ค ว า ม เ ชื่ อ ข อ ง ผู้ น า ป ร ะ เ ท ศ ห รื อ แ ม้ ก ร ะ ทั่ ง ก า ร ท า ป ฏิ วั ติ
ไ ด้ น า ค า ท า น า ย ข อ ง ห ม อ ดู ว่ า จ ะ ล ง มื อ ป ฏิ วั ติ วั น ที่ เ ท่ า ไ ห ร่ เ ว ล า กี่ โ ม ง
การปฏิวัติจึงจะประสบความสาเร็จ
           ผ ล ก ร ะ ท บ ด้ า น เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
นักธุรกิจหลายรายได้นาความเชื่อเหล่านี้มาเป็นบทตัดสินเช่นเดียวกันกับนักการเมือง
จะท าให้ ร ะบบธุ ร กิ จ เสี ย ดุ ล ขาดช่ ว งในการบริ หารงานและไม่ ทั น ฝ่ า ยตรงกั น ข้ า ม
ร ะ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ใ น ปั จ จุ บั น ต้ อ ง อ า ศั ย ค ว า ม ร ว ด เ ร็ ว แ ล ะ เ ป็ น ร ะ บ บ ดั ง นั้ น
                                                      ๑๓



ถ้ า ห า ก นั ก ธุ ร กิ จ ค อ ย ค า นึ ง ถึ ง ฤ ก ษ์ ย า ม อ ะ ไ ร
จะทาให้เกิดความเสียหายต่อลูกค้าและกิจการของตนเอง
              ผ ล ก ร ะ ท บ ด้ า น ใ น ร ะ ดั บ ช า ว บ้ า น
ค ว า ม เ ชื่ อ ข อ ง ช า ว บ้ า น ถื อ ว่ า เ ป็ น วิ ถี ชี วิ ต เ ล ย ก็ ไ ด้ โ ด ย เ ฉ พ า ะ ใ น ช น บ ท
ช า ว บ้ า น จ ะ ท า อ ะ ไ ร จ ะ ต้ อ ง ดู ฤ ก ษ์ ที่ เ ห ม า ะ ส ม เ สี ย ก่ อ น
แ ต่ ค ติ ค ว า ม เ ชื่ อ ข อ ง ช า ว บ้ า น นั้ น มี ป รั ช ญ า มี เ ห ตุ ผ ล ใ น ก า ร เ ชื่ อ เ ช่ น
ในการท าการเกษตร ก็ ต้ อ งรอดู ถึ ง ฤดู ก าลว่ า เวลาช่ ว งนี้ จ ะท าการปลู ก อะไร
ซึ่ ง ป ร า ก ฏ อ ยู่ ใ น จ า รี ต ป ร ะ เ พ ณี
อย่างไรก็ตามบางอย่างความเชื่อของชาวบ้านก็ทาให้เสียหายได้เช่นกัน
              ดั ง นั้ น ค ว า ม เ ชื่ อ ที่ เ ร า เ ชื่ อ ถื อ กั น อ ยู่ นั้ น
ไ ม่ ไ ป ท า ล า ย ป ร ะ โ ย ช น์ ทั้ ง ต น เ อ ง แ ล ะ ผู้ อื่ น เ ป็ น ค ว า ม เ ชื่ อ ที่ ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล
คื อ ต้ อ ง ใ ช้ ปั ญ ญ า พิ จ า ร ณ า ด้ ว ย ว่ า
สิ่ ง ที่ เ ร า ท า ล ง ไ ป นั้ น มั น เ ห ม า ะ ส ม กั บ ก า ล เ ท ศ ะ ห รื อ ไ ม่ อ ย่ า ง ไ ร
ซึ่ ง ห ลั ก พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ก็ ก ล่ า ว ไ ว้ แ ล้ ว ว่ า มี ค ว า ม เ ชื่ อ ( ศ รั ท ธ า ) ที่ ไ ห น
ปัญญาจะต้องควบคู่ไปด้วยเพื่อไม่ให้หลงจนเกินขอบเขตที่ดีงามต่อไป

ท่าที่ของพระพุทธศาสนาต่อโหราศาสตร์
           ๑. แนวคิดเรื่องฤกษ์งามยามดีตามแนวพุทธศาสตร์
              แ ก่ น แ ท้ แ ห่ ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า นั้ น
เน้ น การประพฤติ ต นให้ ไ ด้ ป ระโยชน์ ด้ ว ยความเพี ย ร หรื อ ที่ เ รี ย กว่ า “วิ ริ ย วาท”
ถื อ เอาประโยชน์ ที่ เ กิ ด จากการกระท าเป็ น ใหญ่ แม้ จ ะไม่ ไ ด้ ป ฏิ เ สธปั จ จั ย อื่ น ๆ
ไม่ว่าจะเป็นดวงดาว แต่ทว่าดวงดาวนั้นไม่ได้มีอิทธิพลมาหักล้างอานาจแห่งกรรมได้
ดั ง จ ะ เ ห็ น ไ ด้ จ า ก ค ว า ม ใ น นั ก ขั ต ต ช า ด ก ซึ่ ง มี เ รื่ อ ง เ ล่ า ว่ า
มีชาวบ้านนอกมาขอลูกสาวชาวกรุงให้ลูกชายของตน ครั้นถึงวันกาหนดเข้ามารับตัว
เ ผ อิ ญ ต ร ง กั บ วั น ฤ ก ษ์ ไ ม่ ดี ช า ว บ้ า น น อ ก จึ ง ร อ ไ ป วั น ห นึ่ ง
ช า ว ก รุ ง ไ ด้ บ อ ก เ ลิ ก ข้ อ ต ก ล ง นั้ น เ สี ย แ ล ะ ย ก ลู ก ส า ว ใ ห้ แ ก่ ร า ย อื่ น ไ ป
มี ผู้ พู ด กั น ถึ ง เรื่ อ งนี้ จนกระทั่ ง ถึ ง หมู่ ภิ ก ษุ ส งฆ์ (มานพ นั ก การเรี ย น, ๒๕๔๙ : ๕)
พร ะ พุ ท ธ เ จ้ า จึ ง ไ ด้ ต รั ส ว่ า “ป ร ะ โ ย ช น์ ไ ด้ ล่ ว ง ค น โ ง่ เ ข ล า ผู้ มั ว ค อ ย ฤ ก ษ์ อ ยู่
ประโยชน์เป็นฤกษ์ของมันเอง ดวงดาวจะทาอะไรได้ ” (ขุ.ชา. ๒๗/๔๙/๒๐)
             นอกจากนี้ ในสุปุพพัณหสูตร ยังมีพระพุทธพน์ยืนยันว่า
                   “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตทางกาย
             วาจา ใจ ในเวลาเช้า......ในเวลากลางวัน.....ในเวลาเย็น วันนั้น
             ย่อมเป็นวันที่ดีของสัตว์เหล่านั้น..”
                                                   ๑๔



                        “บุคคลประพฤติชอบในเวลาใด, เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี
            (สุ น กฺ ข ตฺ ต ) มงคลดี (สุ ม งฺ ค ล ) สว่ า งดี (สุ ป ภาต ) รุ่ ง ดี (สุ ห ฎฐิ ต )
            ขณะดี (สุขโณ) ยามดี (สุมุหุตฺโต) และเป็นการบูชาดีแล้ว (สุยิฎฐ)
            ในเพื่อ พรหมจารี ทั้ ง หลาย (เป็ น ผู้ ป ระพฤติ ดี ร่ ว มกั น ) กายกรรม
            ว                 จี           ก                ร              ร                  ม
            มโนกรรมและความปรารถนาดี ข องผู้ นั้ น เป็ น สิ่ ง ดี ง ามถู ก ต้ อ ง
            เมื่ อ บุ ค คลท ากรรมอั น ดี ง าม ถู ก ต้ อ งแล้ ว ย่ อ มได้ รั บ ผลดี ง าม
            บุ ค คลเหล่ า นั้ น ได้ รั บ ประโยชน์ แ ล้ ว ขอจงมี ค วามสุ ข ไร้ โ รค
           งอกงามในพระพุทธศาสนา มีความสุขพร้อมด้วยญาติทั้งปวง”
                                                        (องฺ.ติก. ๒๐/๒๘๕/๕๙๕)
           ใ          น      อ      บ         า         ย        มุ     ข                    ๖
ได้ระบุชัดเจนว่าคนผัดวันประกันพรุ่งย่อมทาให้สูญเสียผลประโยชน์เพราะความเกียจ
ค                             ร้                             า                              น
คนเกียจคร้านมักจะสูญเสียผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ที่พึงจะได้ก็ผ่านพ้นเลยไป
ด้ ว ยสาเหตุ ข้ อ อ้ า ง ๖ ประการคื อ หนาวหนั ก ร้ อ นหนั ก เช้ า นั ก สายนั ก หิ ว นั ก
แ ล ะ ก ร ะ ห า ย นั ก ค น ที่ ช อ บ อ้ า ง แ ล้ ว ไ ม่ ท า ง า น ไ ม่ ท า สิ่ ง ที่ ค ว ร ท า
ย่ อ ม ไ ม่ ไ ด้ รั บ ค ว า ม มั่ ง คั่ ง ท า ง ท รั พ ย์ สิ น
และผลประโยชน์ทั้งหลายก็ล่วงเลยผ่านบุคคลนั้นไปเสีย (P.A. Payutto, ๑๙๙๖ : ๖)
            จ า ก แ น ว คิ ด ข้ า ง ต้ น ส า ม า ร ถ ส รุ ป ค ว า ม ไ ด้ ว่ า
บุ ค ค ล ผู้ ที่ มี ค ว า ม เ ชื่ อ เ รื่ อ ง ด ว ง ช ะ ต า เ รื่ อ ง ฤ ก ษ์ ง า ม ย า ม ดี
จ ะ ท า อ ะ ไ ร ก็ จ ะ ร อ ค อ ย แ ต่ ฤ ก ษ์ ท า ใ ห้ สู ญ เ สี ย ป ร ะ โ ย ช น์ ไ ป ม า ก ต่ อ ม า ก
โ ด ย เ ฉ พ า ะ อ ย่ า ง ยิ่ ง ผู้ ที่ เ ป็ น ผู้ น า ท า ง ค ร อ บ ค รั ว ผู้ น า ชุ ม ช น
แม้ก ระทั่ง ผู้น าในระดับ ประเทศ ถ้ ามั วคอยแต่ฤ กษ์ ย่อ มเสีย ประโยชน์ อย่ างแน่ นอน
ดังแนวคิดตามพระพุทธพจน์ข้างต้น ย่อมหมายความว่า พระพุทธศาสนาถือหลักว่า
ฤ ก ษ์ ง า ม ย า ม ดี อ ยู่ ที่ ก า ร ก ร ะ ท า ข อ ง ต น เ อ ง
ไ ม่ จ า เ ป็ น ต้ อ ง ค า นึ ง ถึ ง อ า น า จ ข อ ง ด ว ง ด า ว แ ต่ ป ร ะ ก า ร ใ ด
ความพร้อมที่สุดเมื่อโอกาสมาถึงนั่นคือฤกษ์งามยามดีที่ดีที่สุด
            ๒. โหราศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชา
           ตามหลั ก พระพุ ท ธศาสนา “วิ ช าโหราศาสตร์ ” จั ด เป็ น เดรั จ ฉานวิ ช า
เ พ ร า ะ เ ป็ น วิ ช า ที่ ไ ม่ ไ ด้ ท า ใ ห้ ค น เ กิ ด ปั ญ ญ า
มีแต่คอยจะทาให้ผู้ที่เชื่อตามหมกมุ่นงมงายในศาสตร์ลึกลับและไม่ได้เป็นเพื่อความดั
บทุกข์ (พระนิพพาน)
               ค า ว่ า เ ด รั จ ฉ า น ต ร ง กั บ ภ า ษ า บ า ลี ว่ า           “ติ ร จฺ ฉ า น วิ ชฺ ช า ”
และตรงกับภาษาอังกฤษว่า “IOWARTS” หมายถึง วิชาที่ไปขวาง หมายความว่า
                                                     ๑๕



เป็นวิชาที่ ขวางหรื อขัดกับความเป็นพระ หรื อเป็นวิช าที่ไม่เข้า กับความเป็นสมณะ
หาไม่เป็นวิชาของสัตว์ดิรัจฉานไม่ (ม.กวีวงศ์, ๒๕๓๗ : ๙๖)
             พ ร ะ เ ท พ เ ท วี ( ป ร ะ ยุ ท ธ์ ป ยุ ตฺ โ ต , ๒ ๕ ๒ ๘ : ๖ ๖ )
ได้ ใ ห้ ค วามหมายของเดรั จ ฉานวิ ช าไว้ ว่ า เป็ น ความรู้ ที่ ข วางต่ อ ทางพระนิ พ พาน
เช่ น รู้ ใ นการท าเสน่ ห์ รู้ ใ นการท าให้ ค นถึ ง วิ บั ติ รู้ เ รื่ อ งภู ต ผี รู้ ใ นทางท านาย เช่ น
ห ม อ ดู เ ป็ น ต้ น เ มื่ อ เ รี ย น ห รื อ ใ ช้ ป ฏิ บั ติ ต น เ อ ง ก็ ห ล ง เ พ ลิ น ห ม ก มุ่ น
  ้      ู้ ่ื                        ั ิ ิ    ่
ทังทาให้ผอนลุ่มหลงงมงาย ไม่เป็นอันปฏิบตกจหน้าทีและประกอบการตามเหตุผล”
            ดั ง นั้ น                      “เ ด รั จ ฉ า น วิ ช า ”
จึ ง เ ป็ น วิ ช า ที่ ไ ม่ เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ พ ร ะ ส ง ฆ์ ผู้ ป ร ะ ส ง ค์ ต่ อ พ ร ะ นิ พ พ า น
แ ต่ จ ะ เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ พ ร ะ ส ง ฆ์ ที่ เ ป็ น นั ก พั ฒ น า
เพราะสามารถน ามาประยุ ก ต์ ส อนประชาชนให้ เ ข้ า ใจถึ ง แก่ น แท้ ข องศาสนาได้
อันเป็นอุบายหรือสิ่งล่อลวงให้ผู้ที่หลงในวิชานี้ได้เข้าใจหลักธรรม
            พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องเดรัจฉานวิชา ไว้ในพรหมชาลสูตร ดังนี้
                        “พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ไ ม่ ท ร ง เ ลี้ ย ง ชี พ ด้ ว ย เ ด รั จ ฉ า น วิ ช า
           ดิ รั จ ฉานวิ ช าในที่ นี้ คื อ ทายอวั ย วะ ทายนิ มิ ต ทายอุ ป บาตร
           (คื อ สิ่ ง ที่ ต กจากเบื้ อ งบน เช่ น อสนี บ าต เป็ น ต้ น ) ท านายฝั น
           ท า น า ย ลั ก ษ ณ ะ                         ท า น า ย ห นู กั ด ผ้ า
           ทาพิธีบูชาไฟ.....เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสี่ยงสัตว์”
                       “พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ไ ม่ ท ร ง เ ลี้ ย ง ชี พ ด้ ว ย เ ด รั จ ฉ า น วิ ช า
           ดิ รั จ ฉ า น วิ ช า ใ น ที่ นี้ ( เ กี่ ย ว กั บ ท า ย ลั ก ษ ณ ะ ต่ า ง ๆ ) คื อ
           ทายลั ก ษณะแก้ ว มณี ทายลั ก ษณะไม้ พ อง.....ทายลั ก ษณะเต่ า
           ทายลักษณะมฤค”
                     “พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ไ ม่ ท ร ง เ ลี้ ย ง ชี พ ด้ ว ย ดิ รั จ ฉ า น วิ ช า
           ดิรัจฉานวิชาในที่นี้คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพ ว่าพระราชาจักยกทัพออก
           พ ร ะ ร า ช า จั ก ไ ม่ ย ก ทั พ อ อ ก . . . . พ ร ะ ร า ช า อ ง ค์ นี้ จั ก ช น ะ
           พระราชาองค์นี้จักแพ้”
                        “ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ไ ม่ ท ร ง เ ลี้ ย ง ชี พ ด้ ว ย ดิ รั จ ฉ า น วิ ช า
           ดิรัจฉานวิชาในที่นี้คือ พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราสจักมีสุริยคราส
           จั ก มี นั ก ษั ต รคราส....ดวงอาทิ ต ย์ แ ละดาวนั ก ษั ต รจั ก กระจ่ า ง
           ทั้งการพยากรณ์ผลของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้”
                   “พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ไ ม่ ท ร ง เ ลี้ ย ง ชี พ ด้ ว ย ดิ รั จ ฉ า น วิ ช า
           ดิรัจฉานวิชาในที่นี้คือ จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีอาหารได้ง่าย
                                                    ๑๖



           จั ก มี อ า ห า ร ห า ไ ด้ ย า ก . . . จั ก มี ค ว า ม ส า ร า ญ ห า โ ร ค มิ ไ ด้
           หรือนับคะแนนคานวณนับประมวล แต่งกาพย์ โลกายตศาสตร์”
                     “พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ไ ม่ ท ร ง เ ลี้ ย ง ชี พ ด้ ว ย ดิ รั จ ฉ า น วิ ช า
           ดิ รั จ ฉ า น วิ ช า ใ น ที่ นี้ คื อ ใ ห้ ฤ ก ษ์ อ า ว า ห ม ง ค ล
           ให้ ฤ กษ์ วิ ว าหมงคล...เป็ น หมอทรงเจ้ า บวงทรวงพระอาทิ ต ย์
           บวงทรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนพ่นไฟ ทาพิธีเชิญขวัญ”
                      “พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ไ ม่ ท ร ง เ ลี้ ย ง ชี พ ด้ ว ย ดิ รั จ ฉ า น วิ ช า
           ดิ รั จ ฉ า น วิ ช า ใ น ที่ นี้ คื อ                     ท า พิ ธี บ น บ า น
           ท า พิ ธี แ ก้ บ น ร่ า ย ม น ต์ ขั บ ผี . . . ป รุ ง ย า ท า ส ม า น ป้ า ย ย า ต า
           ทาการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล”
                                                                       (ที.สี.๙/๘๙/๑๑๔)
              จ า ก ค า ส อ น ข้ า ง ต้ น เ ป็ น เ ค รื่ อ ง แ ส ด ง ใ ห้ เ ห็ น แ ล้ ว ว่ า
พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธให้พระสงฆ์เรียนวิชาโหราศาสตร์เพื่อทานายทายทักดวงชะต
า ห รื อ ใ ห้ ฤ ก ษ์ ใ น ง า น พิ ธี ก ร ร ม ต่ า ง ๆ เ พื่ อ ห วั ง ใ น ล า ภ สั ก ก า ร ะ
สิ่ ง นี้ อ าจเป็ น เหตุ ท าให้ พ ระสงฆ์ ห ลงในลาภสั ก การะแล้ ว ท าให้ ล ะเลยกิ จ ของสงฆ์
อันเป็นหน้าที่ที่พระสงฆ์ควรปฏิบัติ
              น อ ก จ า ก นั้ น พ ร ะ ส ง ฆ์ ที่ ท า ห น้ า ที่ เ ป็ น ห ม อ ดู ห รื อ โ ห ร า จ า ร ย์
ยังถือได้ว่าประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยที่ได้ทรงบัญญัติไว้ในพระวินัยปิฎก ดังนี้
           “ดู ก่ อ น ภิ ก ษุ ทั้ ง ห ล า ย ภิ ก ษุ ไ ม่ พึ ง เ รี ย น ดิ รั จ ฉ า น วิ ช า รู ป ใ ด เ รี ย น
ต้องอาบัติทุกกฎ”
           “ดู ก่ อ น ภิ ก ษุ ทั ง ห ล า ย ภิ ก ษุ ไ ม่ พึ ง ส อ น ดิ รั จ ฉ า น วิ ช า รู ป ใ ด ส อ น
ต้องอาบัติทุกกฎ” (วินย. ๗/๔๕/๖๖)
            ค ว า ม จ า ก พ ร ะ วิ นั ย ปิ ฎ ก ดั ง ก ล่ า ว
ส ะ ท้ อ น ใ ห้ ป ร ะ ช า ช น ที่ นิ ย ม ไ ป ดู ด ว ง กั บ พ ร ะ ส ง ฆ์ ส า เ ห นี ย ก ว่ า
นั่ น คื อ ก า ร ท า บ า ป อ ย่ า ง ห นึ่ ง ที่ ส น บั ส นุ น ใ ห้ พ ร ะ ส ง ฆ์ ก ร ะ ท า ผิ ด พ ร ะ วิ นั ย
แ ม้ พ ร ะ ส ง ฆ์ เ อ ง ถ้ า ยิ น ย อ ม ป ร ะ พ ฤ ติ ต น เ ป็ น โ ห ร า จ า ร ย์ ห รื อ ห ม อ ดู
นั่นก็เท่ากับว่าละเมิดพระวินัยบัญญัติโดยเจตนาที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน
          ๓. พ ร ะ ส ง ฆ์ กั บ บ ท บ า ท ห ม อ ดู                                   :
             ความขัดแย้งระหว่างศรัทธาและพระธรรมวินัย
              จ า ก ส อ ง ป ร ะ เ ด็ น ข้ า ง ต้ น ที่ ร ะ บุ ชั ด เ จ น ว่ า
พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ไ ม่ ไ ด้ ส อ น ใ ห้ ยึ ด ติ ด เ รื่ อ ง ฤ ก ษ์ ง า ม ย า ม ดี
และถือว่าโหราศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชาที่ขัดต่อวิถีแห่งการดาเนินชีวิตด้วยปัญญา
ดั ง นั้ น พ ร ะ ส ง ฆ์ ห รื อ นั ก บ ว ช ใ น พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า
จึ ง จ า เ ป็ น ต้ อ ง ยึ ด ห ลั ก ป ฏิ บั ติ ต น ต า ม แ น ว ท า ง นี้
                                                     ๑๗



การทาหน้าที่เป็นหมอดูหรือโหราจารย์ของพระสงฆ์จึงถือเป็นพฤติกรรมทีขดแย้งต่อพ                     ่ ั
ร ะ ธ ร ร ม วิ นั ย อ ย่ า ง แ ท้ จ ริ ง                            แ ต่ ก ร ะ นั้ น ก็ ต า ม
ประชาชนเป็นจานวนมากยังให้ความศรัทธาต่อพระสงฆ์ในฐานะหมอดูหรือโหราจาร
ย์ ม า ก ก ว่ า ค ว า ม เ ป็ น พุ ท ธ ส า ว ก ผู้ ป ร ะ ก า ศ ค า ส อ น ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า
โ ด ย ไ ม่ ไ ด้ เ ข้ า ถึ ง แ ก่ น แ ห่ ง สั จ ธ ร ร ม ใ น พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า เ ล ย แ ม้ แ ต่ น้ อ ย
พ ร ะ ส ง ฆ์ บ า ง รู ป เ อ ง ก็ ยั ง ใ ห้ บ ริ ก า ร เ ส มื อ น ห นึ่ ง เ ป็ น กิ จ วั ต ร เ สี ย ด้ ว ย ซ้ า
พฤติ ก ารณ์ ดั ง กล่ า วจึ ง ถื อ เป็ น ความขั ด แย้ ง ทางจริ ย ธรรม (Moral    Dilemma)
ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่พุทธสาวกผู้สืบทอดพระพุทธศาสนากับ หน้าที่ผู้สนองศรัทธา
ของชาวบ้ า นอั น เป็ น ความเชื่ อ ถื อ ระดั บ ปั จ เจกบุ ค คล ในความขั ด แย้ ง ดั ง กล่ า วนี้
มีประเด็นที่พึงพิจารณาอย่างน้อย ๒ ประเด็น ได้แก่
              ๓.๑ ความถูกต้องตามพระธรรมวินัย

        พระสงฆ์ในฐานะเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาและดารงรักษาพระธรรมวินัย
ควรจะยึ ด หลั ก พุ ท ธโอวาทที่ พระพุท ธเจ้ า ได้ ป ระทานไว้ ใ นมหาปริ นิ พ พานสู ต รว่ า
“ธ ร ร ม วิ นั ย ที่ แ ส ด ง บั ญ ญั ติ แ ล้ ว จั ก เ ป็ น ค รู แ ท น พ ร ะ อ ง ค์ สื บ ต่ อ ไ ป ” ( ที . ม .
๑ ๐ / ๒ ๑ ๖ / ๑ ๖ ๖ )                        ซึ่ ง พุ ท ธ โ อ ว า ท ดั ง ก ล่ า ว นี้
ป ร ะ ห นึ่ ง จ ะ เ ตื อ น ส ติ พ ร ะ ส า ว ก ใ ห้ ยึ ด มั่ น ต า ม ค ร ร ล อ ง แ ห่ ง พ ร ะ ธ ร ร ม วิ นั ย
แม้ ว่ า พระองค์ จ ะปริ นิ พ พานไปแล้ ว ก็ ต าม สิ่ ง ใดอั น เป็ น สิ่ ง นอกธรรมนอกวิ นั ย
น า ไ ป สู่ ค ว า ม ง ม ง า ย ขั ด ข ว า ง ต่ อ วิ ถี แ ห่ ง ปั ญ ญ า
ก็ไม่ควรที่จะน้อมนาเข้ามาสู่วิถีแห่งสงฆ์
            น อ ก จ า ก นี้ สิ่ ง ที่ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ท ร ง เ น้ น อี ก ป ร ะ ก า ร ห นึ่ ง คื อ
ก า ร พึ่ ง ต น เ อ ง แ ล ะ พึ่ ง ธ ร ร ม ะ ก า ร ป ฏิ บั ติ ต น เ ป็ น ค น ดี
ดังพระบาลีจากพระไตรปิฎกที่พึงพิจารณา ดังนี้
                       “ดู ก่ อ นอานนท์ ผู้ ห นึ่ ง ผู้ ใ ด บั ด นี้ ก็ ดี เวลาเราล่ ว งแล้ ว ก็ ดี
            เ ป็ น ผู้ มี ต น เ ป็ น เ ก า ะ เ ป็ น ที่ พึ่ ง ไ ม่ ใ ช่ มี สิ่ ง อื่ น เ ป็ น ที่ พึ่ ง
            ภิกษุเหล่าใดใคร่ศึกษา เหล่านั้นจักเป็นผู้เลิศ”
                                                                             (ที.ปา. ๑๑/๙๐/๖๐)
                        “ดูก่อนพราหมณ์ เราไม่ใช่ไม่มีที่พึ่ง เรามีที่พึ่งคือธรรม”
                                                                              (ม.อุ. ๑๔/๘๐/๘๓)
                        “ดู ก่ อ นภิ ก ษุ ตถาคตอรหั น ตสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ้ า ผู้ ท รงธรรม
            เป็ น ธรรมดา ก็ ฉั น นั้ น อาศั ย ธรรมนั่ น เอง สั ก การะย าเกรงธรรม
            มีธรรมเป็นเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยาตรา มีธรรมเป็นใหญ่”
                                                                          (อัง.ติก. ๒๐/๑๔๑๕๐)
            จากพระบาลีดังกล่าว เมื่อพระสงฆ์ได้รับการไหว้วานจากชาวบ้านให้ดูดวง
จึ ง ค ว ร ถื อ โ อ ก า ส ใ ห้ ธ ร ร ม ะ ต า ม พ ร ะ บ า ลี ข้ า ง ต้ น นั่ น คื อ
ส อ น ใ ห้ ช า ว บ้ า น หั น ไ ป พึ่ ง ค ว า ม เ พี ย ร ข อ ง ตั ว เ อ ง
                                                    ๑๘



แ ล ะ พึ่ ง ธ ร ร ม ะ คื อ ค ว า ม ดี ข อ ง ตั ว เ อ ง เ ป็ น เ ค รื่ อ ง น า ท า ง ชี วิ ต
แ ม้ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ก็ ท ร ง มี ธ ร ร ม ะ เ ป็ น ที่ พึ่ ง
แ ล ะ ไม่ ไ ด้ ส อ นใ ห้ ม นุ ษ ย์ พึ่ ง สิ่ ง ใ ด เล ย น อก จ า ก ต นเ อ ง แ ล ะ ธร ร ม อั น มี ใ น ต น
ซึ่     ง       วิ    ธี       ก          า         ร     ดั     ง     ก       ล่      า      ว        นี้
เป็นสิ่งที่สามารถทาได้ง่ายและก่อให้เกิดความเจริญศรัทธาที่แท้จริงแก่พุทธศาสนิกช
น      เ พ ร า ะ ก า ร ดู ด ว ง ห รื อ ท า น า ย ท า ย ทั ก นั้ น
หากเกิดไม่เป็นไปดังที่ทานายทายทักก็ยิ่งจักทาให้เสื่อมเสียศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชน
ไปมากกว่าเดิม การยึดครรลองแห่งพระธรรมวินัยจึงถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด
                ๓.๒การสนองศรัทธาเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพจิต

             ถ้ามองบทบาทการเป็นหมอดูของพระสงฆ์ในฐานะผู้ให้การเยียวยาปัญหาสุ
ข        ภ       า       พ      จิ      ต        ข     อ      ง        ช       า     ว       บ้     า       น
อาจจะท าให้ รู้ สึ ก ว่ า การเป็ น หมอดู ข องพระสงฆ์ ไ ม่ ไ ด้ ท าผิ ด ร้ า ยแรงเกิ น ไป
เพราะบางครั้งระดับสติปัญญาของชาวบ้านที่จะเข้าใจการแก้ไขปัญหาตามวิถีพุทธจริ
ง ๆ ส า ห รั บ บ า ง ค น นั้ น ก็ อ า จ จ ะ เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ย า ก
ซ้ า ยั ง เ ข้ า ใ จ ว่ า ก า ร ท า ห น้ า ที่ ห ม อ ดู เ ป็ น ห น้ า ที่ อ ย่ า ง ห นึ่ ง ข อ ง พ ร ะ ส ง ฆ์
ถ้ า ไ ม่ ท า ถื อ เ ป็ น ก า ร ขั ด ต่ อ ศ รั ท ธ า ป ร ะ ช า ช น
ซึ่งพระสงฆ์เองอาจจะสนองศรัทธาโดยถือโอกาสสอดแทรกธรรมะให้ผู้รับบริการด้วย
อ า ทิ ห ลั ก อิ ท ธิ บ า ท , อ ริ ย สั จ ห รื อ ทิ ฏ ฐ ธั ม ม สั ง วั ต ต นิ ก ธ ร ร ม เ ป็ น ต้ น
ซึ่งถือว่าไม่ได้ห่างไกลจากแนวทางของพระพุทธศาสนามากนัก
                  ต่ อ ป ร ะ เ ด็ น ดั ง ก ล่ า ว นี้ อ า จ ก ล่ า ว ไ ด้ ว่ า
พระสงฆ์อาจจะต้องรักษาศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อพระสงฆ์ ด้วยการดูดวงเพื่อส่งเสริมกา
ลั ง ใจหรื อ สุ ข ภาพจิ ต แต่ อ าจจะยิ น ยอมที่ จ ะต้ อ งโทษอาบั ติ เ ล็ ก น้ อ ย (ทุ ก กฏ)
เ พื่ อ รั ก ษ า ศ รั ท ธ า ข อ ง ช า ว บ้ า น ไ ว้                      อี ก ป ร ะ ก า ร ห นึ่ ง นั้ น
พ ร ะ ส ง ฆ์ ใ น ฐ า น ะ ต้ อ ง อ า ศั ย ผู้ อื่ น เ ลี้ ย ง ชี พ ( ป ร ท ตฺ ตู ป ชี วี )
จ า เ ป็ น จ ะ ต้ อ ง ป ร ะ พ ฤ ติ ต น ใ ห้ เ ป็ น ผู้ เ ลี้ ย ง ง่ า ย ( สุ ภ ร ต า )
เ มื่ อ ช า ว บ้ า น มี ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร สิ่ ง ใ ด พ ร ะ ส ง ฆ์ จึ ง ค ว ร ส น อ ง ศ รั ท ธ า ต า ม นั้ น
แ ม้ วิ ธี คิ ด เ ช่ น นี้ อ า จ จ ะ ส ว น ท า ง ต่ อ พ ร ะ ธ ร ร ม วิ นั ย
แต่ก็อาจจะเป็นวิธีประยุกต์อีกทางหนึ่งที่จะสามารถช่วยประชาชนในเชิงสุขภาพจิตแ
ล ะ ชี้ น า สู่ ห ลั ก ค า ส อ น ใ พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ไ ด้
ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติว่าจะประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมแก่ฐานานุรูปอย่างไร


นานาทัศนะของนักปราชญ์เกี่ยวกับโหราศาสตร์
           นั ก วิ ช า ก า ร เ ป็ น จ า น ว น
ได้ ใ ห้ ค วามคิ ด เห็ น เกี่ ย วกั บ โหราศาสตร์ ไ ว้ ห ลากหลาย บางคนกล่ า วหาว่ า
โ ห ร า ศ า ส ต ร์ เ ป็ น ศ า ส ต ร์ ที่ ง ม ง า ย ท า ใ ห้ ค น ไ ม่ พั ฒ น า
                                                    ๑๙



เ พ ร า ะ มั ว แ ต่ ค อ ย ฤ ก ษ์ ที่ โ ห ร า จ า ร ย์ ใ ห้ ม า
บ า ง ค น ก็ ใ ห้ ค ว า ม ห ม า ย ที่ ส นั บ ส นุ น ค ว า ม เ ชื่ อ โ ห ร า จ า ร ย์ อ ย่ า ง เ ต็ ม ที่ ว่ า
โหราศาสตร์ เ ป็ น วิ ช าที่ ท าให้ ค นได้ ท ราบถึ ง กรรมของตนเองได้ อย่ า งไรก็ ดี
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างความคิดเห็นของนักวิชาการบางคนไว้ให้เกิดแนวทางในการ
คิดและวางท่าทีชีวิตตนต่อโหราศาสตร์ ดังนี้
           พุทธทาสภิกขุ (๒๕๒๙ : ๗๑) ได้กล่าวไว้ว่า “โหราศาสตร์มันเป็น Art และ
Science        อั นหนึ่งซึ่ งควรมีไ ว้ใ นโลกอย่ างน้อยที่สุ ดก็ เพื่อชมเล่น เช่น Art                   และ
Science                  อย่ า ง อื่ นๆ เ ช่ น ศิ ล ปก ร ร ม ก า ร แ ก ะ สลั ก เ ป็ นต้ นเ หมื อน กั น
เ ร า มี บ้ า น เ รื อ น อ า ศั ย อ ยู่ ไ ด้ ส บ า ย โ ด ย ไ ม่ ต้ อ ง มี ก ร อ บ รู ป แ ข ว น ป ร ะ ดั บ
แ ต่ ถ้ า เ ร า จ ะ มี แ ข ว น บ้ า ง พ อ เ ห ม า ะ                                                     ๆ
มั น ก็ ไม่ เสี ย หา ยอะ ไรหรื อไม่ เหนื่ อยเปล่ าเกิ นไป . .. . กา ร ครอง ชี วิ ต ข อง เร า
ซึ่ ง เ ร า จ า เ ป็ น ต้ อ ง อ า ศั ย ห ลั ก ก ร ร ม เ ป็ น ตั ว เ รื อ น
และหลักโหราศาสตร์เป็นกรอบรูปแขวนประดับเรือน ฉันใดก็ฉันนั้น”
           ปั ญ ญ า นั น ท ภิ ก ษุ       (๒๕๔๐ :                      ๒ ๘ -๒ ๙ ) ไ ด้ ก ล่ า ว ไ ว้ ว่ า
“พร ะ พุ ท ธศ า ส น า ไ ม่ มี ค า ว่ า “ด ล บั น ด า ล ” ข อใ ห้ เ ร า เ ข้ า ใ จ ข้ อ นี้ ไ ว้ ด้ ว ย คื อ
ไ ม่ มี อ ะ ไ ร ที่ มี อ า น า จ ด ล บั น ด า ล ใ ห้ ใ ค ร เ ป็ น อ ะ ไ ร
เ ร า จ ะ ดี ก็ ด้ ว ย ก า ร ท า ดี ข อ ง เ ร า ชั่ ว ก็ ด้ ว ย ก า ร ท า ชั่ ว ข อ ง เ ร า
มั่ ง มี ก็ ด้ ว ย ก า ร แ ส ว ง ห า ท รั พ ย์ รู้ จั ก ห า รู้ จั ก เ ก็ บ รู้ จั ก ใ ช้
รู้จักทาให้มันเจริญงอกงาม…สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนาคือ ธรรมะ”
           บุ ญ มี เมธางกู ร (๒๕๒๒ :                     ๑๗๐) ผู้ ศึ ก ษาฝ่ า ยอภิ ธ รรมได้ ก ล่ า ว
“ผู้ ศึ ก ษาวิ ท ยาการต่ า งๆ ทั้ ง จากในและนอกประเทศไทยจนมี ค วามรู้ ส ารพั ด
มี ดี ก รี ย า ว ๆ               ก็ ห นี ไ ม่ พ้ น จ า ก ดิ รั จ ฉ า น วิ ช า
ห รื อ ห นี อ วิ ช ช า คื อ ค ว า ม โ ง่ ค ว า ม ห ล ง ใ ห ล ใ น เ รื่ อ ง ชี วิ ต ข อ ง ต น ไ ป ไ ม่ พ้ น
จ ะ ต้ อ ง เ วี ย น ว า ย ต า ย เ กิ ด ต่ อ ๆ ไ ป แ ล ะ แ ก้ ปั ญ ห า ใ ห้ แ ก่ ชี วิ ต ไ ม่ ไ ด้
เพราะวิ ท ยาการเหล่ า นั้ น มิ ไ ด้ ว่ า ด้ ว ยเรื่ อ งของชี วิ ต จิ ต ใจ และความพ้ น ทุ ก ข์
ไ ม่ ว่ า จ ะ เ ป็ น วิ ช า นิ ติ ศ า ส ต ร์ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ พ ฤ ก ษ ศ า ส ต ร์
มนุ ษ ยศา สต ร์ .. . ล้ ว นแล้ ว แ ต่ ศึ ก ษา เพื่ อ จ ะให้ มี ค ว า มรู้ เพื่ อ จะ ได้ กิ นได้ นอน
แ ล ะ เ ส พ เ ม ถุ น เ ท่ า นั้ น ห า ไ ด้ มี ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ชี วิ ต จ ริ ง ๆ ไ ม่
หาได้มีหนทางที่จะพ้นจากทุกข์ไม่”
           ป ร ะ ยู ร    พ ล อ า รี ย์    (๒๕๒๑           :                  ๑๑)      ไ ด้ ก ล่ า ว ไ ว้ ว่ า
“วิ ช าโหราศาสตร์ ไ ม่ ใ ช่ ศ าสตร์ ที่ ห ลาย ๆ ท่ า นเข้ า ใจ แต่ เ ป็ น ศาสตร์ แ ห่ ง ปั ญ ญา
ที่เกี่ยวกับปรัชญาอันสูงยิ่ง เครื่องมือสาคัญของวิชาโหราศาสตร์คือวิชาตรรกศาสตร์
( Logic) โ ด ย เ ฉ พ า ะ คื อ ก า ร อุ ป ม า อุ ป มั ย ( Analogy) เ มื่ อ ศึ ก ษ า สู ง ขึ้ น ๆ
                                                   ๒๐



จ ะ พ บ ว่ า มี ธ ร ร ม ช า ติ เ ป็ น ศ า ส น า ห นึ่ ง แ ล ะ น่ า ส น ใ จ อ ย่ า ง ยิ่ ง ก็ คื อ
เข้ากันกับพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี”
           จ า ก ทั ศ น ะ ข อ ง นั ก ป ร า ช ญ์ ดั ง ก ล่ า ว ข้ า ง ต้ น จ ะ เ ห็ น ไ ด้ ว่ า
บางทั ศ นะถื อ มองว่ า โหราศาสตร์ คื อ เครื่ อ งมือ อย่ า งหนึ่ ง ในการน าไปสู่ พุทธิ ปั ญญา
บางทั ศ นะมองว่ า โหราศาสตร์ เ ป็ น เสมื อ นเครื่ อ งประดั บ บ้ า นซึ่ ง จะมี ห รื อ ไม่ ก็ ไ ด้
จะมี ไ ว้ พ อเป็ น เครื่ อ งประดั บ ให้ ส วยงามพอดู ดี ก็ ไ ด้ ซึ่ ง การเปรี ย บเที ย บเช่ น นี้
เป็ น เสมื อ นชี้ ใ ห้ เ ห็ น ว่ า โหราศาสตร์ ก็ มี ป ระโยชน์ ต่ อ ชี วิ ต ของมนุ ษ ย์ เ ช่ น เดี ย วกั น
เพียงแต่ว่าจักนาไปใช้ประโยชน์ในทางใดหรือจะเชื่องมงายโดยไม่ได้อาศัยหลักปัญ
ญาและวิริยะเลยก็ขึ้นอยู่กับผู้ราไปใช้


บทสรุป
             จ า ก มุ ม ม อ ง ต่ า ง ๆ ดั ง ก ล่ า ว ใ น บ ท ค ว า ม นี้ จ ะ เ ห็ น ไ ด้ ว่ า
โหราศาสตร์ เ ข้ า มามี บ ทบาทต่ อ วิ ถี ชี วิ ต ของคนไทย ในทุ ก มิ ติ ตั้ ง แต่ เ กิ ด จนตาย
องค์ ป ระกอบแวดล้ อ มของชี วิ ต ก็ ยั ง ต้ อ งเกี่ ย วข้ อ งกั บ โหราศาสตร์ อาทิ การเมื อ ง
เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ห รื อ แ ม้ แ ต่ ป ร ะ เ พ ณี ท้ อ ง ถิ่ น ใ น วิ ถี ชี วิ ต ช า ว บ้ า น ก็ ต า ม
ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะโหราศาสตร์ถูกประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาตามสื่อมวลชนแทบจ
ะ ทุ ก แ ข น ง มี บ ท บ า ท ต่ อ ด า ร า นั ก แ ส ด ง ห รื อ นั ก ก า ร เ มื อ ง ร ะ ดั บ ป ร ะ เ ท ศ
ซึ่ ง เ ป็ น บุ ค ค ล ส า ธ า ร ณ ะ ที่ มี ชื่ อ เ สี ย ง
ก่ อ ใ ห้ เ กิ ด พ ฤ ติ ก ร ร ม ล อ ก เ ลี ย น แ บ บ แ ล ะ ข ย า ย ว ง ก ว้ า ง อ อ ก ไ ป อ ย่ า ง ม า ก
อี        ก       มิ       ติ      ห         นึ่    ง       ที่     พ        บ       ก็      คื        อ
การทาหน้าที่หมอดูหรือโหราจารย์ของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นพฤติกรรม
ที่ ขั ด แย้ ง ระหว่ า งการสนองศรั ท ธาชาวบ้ า นกั บ การประพฤติ ต ามพระธรรมวิ นั ย
น                  อ               ก                จ               า                ก                 นี้
โหราศาสตร์ยังเป็นศาสตร์ที่พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นเดรัจฉานวิชาคือ ขัดต่อวิถีแห่ง
การดาเนินชีวิตด้วยปัญญาไม่ส่งเสริมอัปปมาทธรรมและวิริยธรรม ต่อประเด็นเหล่านี้
ผู้เขียนขอเสนอทัศนะแนวทางอย่างน้อย ๓ ด้าน ดังนี้
               ๑. ด้านของผู้รับบริการ
                  ช า ว บ้ า น ทั่ ว ไ ป ที่ ชื่ น ช อ บ ก า ร ดู ด ว ง
ค ว ร จ ะ หั น ม า ศึ ก ษ า ห ลั ก พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ส ร้ า ง ชี วิ ต
ห รื อ บ า เ พ็ ญ เ พี ย ร ต า ม ห ลั ก พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ค ว ร จ ะ ม อ ง ว่ า
โหราศาสตร์เป็นเพียงเครื่องมือส่งเสริมกาลังใจในการสร้างชีวิตในกรณีที่โหราจารย์
ท า น า ย ไ ป ใ น ท า ง ที่ ดี ส า ห รั บ ชี วิ ต แ ต่ ใ น ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น
ถ้าโหราจารย์ทานายในลักษณะจะเป็นไปในทางทีไม่ดีสาหรับชีวิต ก็ควรจะมองว่า
นั่ น คื อ บุ ค ค ล ที่ ค อ ย ชี้ ท า ง ชี วิ ต ใ ห้ ด า ร ง ต น อ ยู่ ใ น ค ว า ม ไ ม่ ป ร ะ ม า ท
ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับหลักอัปปมาทธรรมคือการดาเนินชีวิตโดยไม่ประมาทตามหลัก
พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ไ ม่ ค ว ร จ ะ ยึ ด ถื อ ค า ท า น า ย อ ย่ า ง เ ต็ ม ที่
                                                      ๒๑



โดยไม่สนใจความเป็นจริงของชีวิต แต่ประการใด ดังที่พุทธทาสภิกขุได้ให้สติไว้ว่า
ก า ร ป ฏิ บั ติ ต น เ พื่ อ ค้ น ห า ค ว า ม สุ ข นั้ น
ความสุขที่มนุษย์ทั่วไปต้องการอาจจะไม่ใช่ความสุขตามความหมายที่แท้จริงตามหลั
ก จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า แ ล ะ ก า ร ป ฏิ บั ติ ธ ร ร ม
ถ้ า ค ว า ม สุ ข ที่ ม นุ ษ ย์ ต้ อ ง ก า ร คื อ ค ว า ม สุ ข ท า ง รู ป เ สี ย ง ก ลิ่ น ร ส
นั่ น ไ ม่ ใ ช่ ค ว า ม สุ ข ต า ม จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ข อ ง ก า ร ป ฏิ บั ติ ธ ร ร ม
ความสุขจากการกระทาหรือการปฏิบัติธรรมจาเป็นจะต้องทาความเข้าใจให้ถ่องแท้ม
ากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องความสุขที่แท้จริง (Buddhadasabhikku, ๑๙๘๖ : ๔)
            ๒. ด้านของผู้ให้บริการหรือโหราจารย์ที่เป็นบุคคลทั่วไป

             ในปัจจุบันมีหมอดูหรือโหราจารย์เป็นจานวนมากที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ
เป็ น ทั้ ง หมอดู ทั่ ว ไปและหมอดู ป ระจ าตั ว ของบุ ค คลผู้ มี ชื่ อ เสี ย ง ผู้ เ ขี ย นมองว่ า
บุ ค คลกลุ่ ม นี้ ค วรจะเป็ น แบบอย่ า งในการด าเนิ น ชี วิ ต ให้ ป ระชาชนทั่ ว ไปได้ เห็ น ว่ า
ชี วิ ต จ ะ ดี ขึ้ น ห รื อ เ ล ว ร้ า ย ล ง ไ ม่ ไ ด้ ขึ้ น อ ยู่ กั บ ด ว ง ช ะ ต า เ พี ย ง อ ย่ า ง เ ดี ย ว
แ ต่ ห า ก ขึ้ น อ ยู่ กั บ ส า เ ห ตุ ที่ ส า คั ญ คื อ ก า ร ก ร ะ ท า ข อ ง ม นุ ษ ย์ นั้ น ๆ
ไม่ ค วรใช้ โ หราศาสตร์ เป็ น เครื่ อ งมื อ ในการหาลาภสั ก การะเพี ย งอย่ า งเดี ย ว
ใ น ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น จ ะ สั ง เ ก ต เ ห็ น ไ ด้ ว่ า
หมอดูหรือโหราจารย์บางรายได้ชี้นาให้ผู้รับบริการไปทาวิธีเสริมดวงด้วยการไปกรา
บไหว้ สั ก ก า ระ สิ่ ง ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ต า ม วั ด ต่ าง ๆ หรื อ น าวั ตถุ ม งคล มา เสริ มสง่ าร า ศี
ป ร ะ เ ด็ น นี้ ถ้ า ม อ ง ใ น มุ ม ข อ ง ก า ร น า ผู้ ค น เ ข้ า วั ด ก็ ถื อ ว่ า น่ า ย ก ย่ อ ง
แต่จะดีมากถ้าได้เสริมหลักปฏิบัติเพื่อความรุ่งเรืองของชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาเ
ข้าไปด้วย เช่น หลักสังคหวัตถุ หลักกุลจิรัฏฐิติธรรม เป็นต้น
           ๓. ด้านของผู้ให้บริการหรือโหราจารย์ที่เป็นพระสงฆ์
               เ       ป็     น      ที่     ท      ร      า       บ       กั         น        ดี    ว่    า
ก า ร ท า ห น้ า ที่ เ ป็ น ห ม อ ดู ห รื อ โ ห ร า จ า ร ย์ เ ป็ น ห น้ า ที่ ที่ มี ทั้ ง คุ ณ แ ล ะ โ ท ษ
โ ด ย เ ฉ พ า ะ ถ้ า พ ร ะ ส ง ฆ์ ท า ห น้ า ที่ ห ม อ ดู ห รื อ โ ห ร า จ า ร ย์ ด้ ว ย ต น เ อ ง
ยิ่ ง เ ป็ น ค ว า ม เ ป ร า ะ บ า ง ต่ อ พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า อ ย่ า ง ยิ่ ง
เ พ ร า ะ พ ร ะ ส ง ฆ์ เ ป็ น ผู้ แ ท น ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า
อยู่ในฐานะผู้สืบวิถีแห่งพุทธิปัญญาต่อจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อถ่ายทอดสู่
พุ ท ธ ศ า ส นิ ก ช น เ ป็ น ผู้ น า ท า ง จิ ต วิ ญ ญ า ณ ผู้ เ ขี ย น ม อ ง ว่ า
เ มื่ อ ป ร ะ ช า ช น เ ข้ า ห า พ ร ะ ส ง ฆ์ เ พื่ อ ใ ห้ ดู ด ว ง ใ ห้
ต้องถือเป็นโอกาสที่สาคัญที่จะใช้โหราศาสตร์เป็นเครื่องนาทางไปสู่หลักธรรมในพระ
พุทธศาสนา ซึ่งในที่นี้ขอเน้น ๔ หลักดังต่อไปนี้
               ๓.๑ หลัก กรรม กล่า วคื อนอกจากจะดู ดวงตามหลั กโหราศาสตร์ แล้ ว
ค ว ร ส อ ด แ ท ร ก ห ลั ก ข อ ง ก า ร “ ท า ดี ไ ด้ ดี ท า ชั่ ว ไ ด้ ชั่ ว ”
ห รื อ แ น ว คิ ด เ รื่ อ ง ก ร ร ม ใ น พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ใ ห้ ช า ว บ้ า น ด้ ว ย
                                                  ๒๒



เ พ ร า ะ ต า ม ห ลั ก โ ห ร า ศ า ส ต ร์ นั้ น เ จ ต น์ จ า น ง เ ส รี แ ล ะ
โ ช ค ช ะ ต า นั บ ว่ า เ ป็ น สิ่ ง ที่ ขั ด แ ย้ ง กั น
สภาวะทางจิ ต ใจของมนุ ษ ย์ ท าให้ ม นุ ษ ย์ พ บคว ามกั บ ทุ ก ข์ อ ย่ า งหลากหลาย
ทั้งเรื่องของรูปแบบการดาเนินชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การกระทบกระทั่ง
ก า ร ใ ห้ ค า ป รึ ก ษ า                             แ ล ะ ค ว า ม ลุ่ ม ห ล ง
ซึ่ ง เหล่ า นี้ เ กิ ด จากความเข้ า ใจแนวคิ ด เรื่ อ งกรรมในพระพุ ท ธศาสนาที่ ผิ ด พลาด
( Robert                                 Wilkinson, ๒ ๐ ๐ ๖ :                                 ๑)
เ พ ร า ะ ห ล า ย ค น เ ชื่ อ ว่ า ก ร ร ม ก็ คื อ ก ร ร ม บั น ด า ล เ ห มื อ น เ ท พ บั น ด า ล
ซึ่ ง เ ป็ น ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ที่ ผิ ด แ ต่ ก ร ร ม ห ม า ย ถึ ง ก า ร ก ร ะ ท า ข อ ง ม นุ ษ ย์
และกฎแห่งกรรมเป็นกฎที่มีความยุติธรรมแน่นอนเหนือดวงดาวหรือโชคชะตาใดๆ
และควรจะเน้นในลักษณะของการทาความดีเพิ่มเติมและงดเว้นจากการทาความชั่วทั้
ง          ป       ว        ง          ใ      ห้      ต       ล        อ        ด      ไ        ป
อานาจดวงดาวหรือดาราลิขิตไม่สามารถจะมามีมีอานาจกฎแห่งกรรมไปได้
              Donald          K.            Swearer (๒๐๐๖ :                  ๒) ได้ ย้ าประเด็ น นี้ ว่ า
พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ส อ น ว่ า ส ร ร พ สิ่ ง ล้ ว น แ ล้ ว แ ต่ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง อ ยู่ เ ส ม อ
แ นว คิ ด สั จ นิ ย ม ลั ก ษ ณ ะ นี้ มี ข้ อบ่ ง ชี้ อ ย่ า ง น้ อ ย ๒ ปร ะ ก า ร คื อ ปร ะ ก า ร ที่ ๑ )
การที่ ม นุ ษ ย์ จ ะท าให้ ชี วิ ต สั ง คมและชุ ม ชนดี ขึ้ น นั้ น ก็ ด้ ว ยสั ม มาทิ ฏ ฐิ สั ม มาสติ
สั ม ม า ส ม า ธิ แ ล ะ สั ม ม า ว า ย า ม ะ ซึ่ ง ก็ คื อ ก า ร ก ร ะ ท า ห รื อ ก ฎ แ ห่ ง ก ร ร ม
ไม่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ โชคชะตา มนุ ษ ย์ มี เ งื่ อ นไขชี วิ ต ติ ด อยู่ กั บ เงื่ อ นไขแห่ ง กรรม
ไม่ได้ถูกกากับไว้ด้วยอดีตทั้งยังสามารถสร้างอนาคตด้วยการกระทาในปัจจุบันได้
ประการที่ ๒) มนุษย์ควรสานึกว่า ความเปลี่ยนของโลกปัจจุบันนี้มีความเป็นเอกภาพ
ไ ม่ ว่ า จ ะ เ ป็ น ม นุ ษ ย์ ห น้ า ไ ห น
อยู่แห่งหนและช่วงกาลเวลาใดก็ล้วนแต่ต้องประสบกับความความเปลี่ยนแปลงของโล
ก ที่ น่ า ส ะ พ รึ ง ก ลั ว ไ ด้ เ ห มื อ น กั น
มนุษย์จึงต้องเรียนรู้จากอดีตเพื่อแก้ไขปัจจุบันและสร้างอนาคต
                  ๓.๒ หลัก ไตรสิกขา ก้าตั้งคาถามง่ายๆ ว่า ทาไมมนุษย์จึงมักมีปัญหา
ก็ ส า ม า ร ถ ต อ บ ไ ด้ ง่ า ย ๆ ว่ า เ พ ร า ะ ม นุ ษ ย์ แ ต่ ล ะ ค น ไ ม่ ไ ด้ พั ฒ น า ต น เ อ ง
ทั้ ง ที่ จ ริ ง แ ล้ ว ม นุ ษ ย์ พั ฒ น า สิ่ ง ต่ า ง ๆ
มากมายแม้ ก ระทั่ ง วิ ท ยาศาสตร์ แ ละเทคโนโลยี จ นขึ้ น ชื่ อ ว่ า อารยธรรมมนุ ษ ย์
แ ต่ ม นุ ษ ย์ ก ลั บ ใ ห้ ค ว า ม ส น ใ จ กั บ ก า ร พั ฒ น า ต น เ อ ง น้ อ ย ม า ก
มนุ ษ ย์ นึ ก ล าพองว่ า ตนเองเป็ น ผู้ เ สวยผลจากการพั ฒ นา ไม่ ใ ช่ สิ่ ง ที่ จ ะต้ อ งพั ฒ นา
(P.A. Payutto, ๑๙๙๙ : ๔๑) ปัญหาจากการพัฒนาภายนอกจึงเกิดขึ้นมากมาย
จ น ถึ ง ขั้ น ต้ อ ง พึ่ ง ห ม อ ดู ห รื อ โ ห ร า จ า ร ย์
แต่ถ้ามองในอีกมิติหนึ่งนั้นเป็นการผ่อนคลายปัญหาสุขภาพจิตของชาวบ้านได้พอสม
ค                                       ว                                  ร
แต่กระนั้นก็ควรเน้นวิธีการฝึกฝนอบรมตนเองให้มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ
                                                 ๒๓



เ ข้ ม แ ข็ ง ทั้ ง ภ า ย ใ น แ ล ะ ภ า ย น อ ก                                     ก ล่ า ว คื อ
การชี้ น าประชาชนเข้ า สู่ ก ระบวนการฝึ ก ฝนอบรมตนเองที่ เ รี ย กว่ า ไตรสิ ก ขา คื อ
ในเรื่ อ งของความมี ร ะเบี ย บวิ นั ย การจั ด ระเบี ย บชี วิ ต ให้ อ ยู่ ใ นครรลองครองธรรม
(อธิ สี ล สิ ก ขา) การฝึ ก ฝนควบคุ ม จิ ต ใจไม่ ใ ห้ โ อนเอนหวั่ น ไหวต่ อ สิ่ ง เร้ า ต่ า งๆ
มี ค วามเข้ ม แข็ ง พร้ อ มจะเผชิ ญ ต่ อ สิ่ ง ยั่ ว ยุ ต่ า งๆ ได้ อ ย่ า งมั่ น คง (อธิ จิ ต สิ ก ขา)
และเน้นย้าให้ชาวบ้านฝึกฝนปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้รู้เท่าทันความเป็นไปของกฎธรรมช
าติ สามารถควบคุ ม อารมณ์ ไ ด้ ด้ ว ยการปล่ อ ยให้ ปั ญ ญาท างานเหนื อ สิ่ ง เร้ า ใดๆ
ซึ่งจะทาให้สามารถสยบปัญหาต่างๆ ได้ด้วยดี (อธิปัญญาสิกขา)
                ๓.๓ ห         ลั         ก                อ         ริ           ย        สั          จ
สิ่งสาคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ให้บริการโดยเฉพาะพระสงฆ์ควรชี้นาแก่ชาวบ้านที่มารั
บ บ ริ ก า ร ดู ด ว ง ก็ คื อ วิ ถี แ ห่ ง ก า ร แ ก้ ปั ญ ห า ที่ ถู ก ต้ อ ง
ก า ร ดู ด ว ง อ า จ จ ะ ช่ ว ย แ ก้ ไ ข ปั ญ ห า ใ น เ ชิ ง จิ ต วิ ท ย า ไ ด้ ใ น ร ะ ดั บ ห นึ่ ง
แต่ ใ นกระบวนการเสริ ม ดวงหรื อ แก้ ไ ขสะเดาะเคราะห์ ต ามวิ ธี ข องโหราศาสตร์
ควรชี้นาแนวคิดในเรื่องของการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดหรือต้นขั้วสาเหตุของปัญหานั้
น ๆ          ต า ม แ น ว ท า ง ข อ ง อ ริ ย สั จ                                                  ๔
และแก้ไขปัญหาตามมรรควิธีที่ถูกที่ควรโดยปราศจากวิธีการทางไสยศาสตร์มนต์ดาใ
ดๆ ดังที่รังสี สุทนต์ (๒๕๔๙ : ๑) ได้กล่าวไว้ว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน
ตั ว ปั ญ ห า นั้ น ต้ อ ง ก า ห น ด รู้                                 จั ด เ ป็ น ตั ว ทุ ก ข์
สาเหตุ ที่ ท าให้ เ กิ ด ปั ญ หาเป็ น สิ่ ง ที่ พึ ง ละเว้ น (ก่ อ นที่ จ ะเกิ ด ปั ญ หาในคราวต่ อ ไป)
จั ด เป็ น สมุ ทั ย การแก้ ปั ญ หาได้ จั ด เป็ น นิ โ รธ ซึ่ ง ต้ อ งท าให้ ส าเร็ จ วิ ธี แ ก้ ปั ญ หา
จัดเป็นมรรค เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาหาทางทาให้มีขึ้น
                  ๓.๔ ห ลั ก อั ป ป ม า ท ธ ร ร ม ห ลั ก ก า ร ข้ อ นี้ ถื อ ว่ า ส า คั ญ ที่ สุ ด
เ พ ร า ะ ถ้ า ผู้ ใ ห้ บ ริ ก า ร มุ่ ง ห วั ง ล า ภ สั ก ก า ร ะ เ พี ย ง อ ย่ า ง เ ดี ย ว
ก็ จ ะ พ ย า ย า ม ห า ก ล ยุ ท ธ์ ที่ จ ะ ท า ใ ห้ ผู้ รั บ บ ริ ก า ร เ กิ ด ค ว า ม ง ม ง า ย
ลุ่มหลงกับวิธีการส่งเสริมชะตาราศีแก้กรรมสะเดาะเคราะห์จนต้องใช้จ่ายเงินทองมาก
ม               า             ย                               ดั             ง            นั้         น
สิ่งสาคัญที่สุดประการหนึ่งที่ผู้ให้บริการที่เป็นพระสงฆ์ควรชี้นาชาวบ้านก็คือการดาเนิ
นชีวิ ตด้ว ยความไม่ป ระมาท ปล่ อยให้ชีวิ ตถู กควบคุม ด้ว ย “สติ ” และ “สัม ปชัญญะ”
ซึ่ ง น อ ก จ า ก จ ะ เ ป็ น วิ ธี ก า ร แ ก้ ไ ข ปั ญ ห า แ ล้ ว
ยังเป็นวิธีป้องกันการเกิดปัญหาได้อย่างดีที่สุดอีกด้วย
            โดยทั่วไปประชาชนมักจะมารับบริการดูดวงด้วยเป้าหมาย ๒ ประการ คือ
พยากรณ์ อ นาคต และหาแนวทางแก้ ปั ญ หาที่ ต นประสบ (บางส านั ก ใช้ ค าว่ า
“ แ ก้ ก ร ร ม ” ) จ า ก เ นื้ อ ห า ดั ง ก ล่ า ว ข้ า ง ต้ น จึ ง ส า ม า ร ถ ส รุ ป ไ ด้ ว่ า
นอกจากพระพุท ธศาสนาจะสอนไม่ ให้ยึ ดติด เรื่ องโชคลาง หรื อฤกษ์ง ามยามดี แล้ ว
ยั ง เ น้ น ด้ ว ย ว่ า ฤ ก ษ์ ที่ ดี ที่ สุ ด คื อ ค ว า ม พ ร้ อ ม ข อ ง อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ต่ า ง ๆ
แ ล ะ ป ร ะ โ ย ช น์ อั น พึ ง มี พึ ง ไ ด้ ที่ ป ร า ก ฏ อ ยู่ ต ร ง ห น้ า นั่ น เ อ ง
                                                    ๒๔



ด ว ง ห รื อ ด า ร า ลิ ขิ ต ไ ม่ ส า ม า ร ถ ที่ จ ะ ต้ า น ท า น ก ร ร ม ลิ ขิ ต ไ ด้ น อ ก จ า ก นี้
โหราศาสตร์ยังจัดเป็นเดรัจฉานวิชาที่ขัดขวางต่อวิถีแห่งการดาเนินชีวิตด้วยปัญญา
และอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทาให้ประโยชน์อันพึงมีพึงได้สูญหายไปจากการรอคอยฤก
ษ์           ย           า         ม             ก็          เ         ป็        น          ไ             ด้
โหราศาสตร์ในมุมมองที่สร้างสรรค์จึงน่าจะนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในฐานะเครื่องส่
ง เ ส ริ ม ก า ลั ง ใ จ ใ น ก า ร ต่ อ สู้ ปั ญ ห า แ ล ะ อุ ป ส ร ร ค น า น า ใ น ก า ร ด า เ นิ น ชี วิ ต
ขณะเดี ย วกั น ก็ เ ป็ น เครื่ อ งมื อ ชี้ น าให้ ม นุ ษ ย์ ด ารงตนอยู่ ใ นความไม่ ป ระมาท
และน้อมนาตนเข้าสู่วิถีแห่งการดาเนินชีวิตด้วยความเชื่อมั่นในความยุติธรรมของกฎ
แ ห่ ง ก ร ร ม ที่ มี อิ ท ธิ พ ล เ ห นื อ ด ว ง ช ะ ต า ใ ด ๆ
ฝึ ก ฝนอบรมตนตามแนวทางแห่ ง ไตรสิ ก ขาให้ มี ค ว ามมั่ น คงทั้ ง ทางกาย จิ ต
และปั ญ ญา รู้ เ ท่ า ทั น ปั ญ หาและแก้ ไ ขอย่ า งถู ก ต้ อ งเหมาะสมตามหลั ก อริ ย สั จ
ซึ่ ง เ ห ล่ า นี้ ล้ ว น แ ล้ ว แ ต่ เ ป็ น วิ ธี ส ร้ า ง ชี วิ ต ที่ ถู ก ต้ อ ง ดี ง า ม
และส่งเสริมสง่าราศีชีวิตที่งดงามที่สุดตามครรลองแห่งพุทธศาสตร์




                                          บรรณานุกรม

ก ร ม ก า ร ศ า ส น า ก ร ะ ท ร ว ง ศึ ก ษ า ธิ ก า ร . พ ร ะ ไ ต ร ปิ ฎ ก ภ า ษ า ไ ท ย
            ฉ บั บ สั ง ค า ย น า ใ น พ ร ะ บ ร ม ร า ชู ป ถั ม ภ์         เ ล่ ม ที่   ๗.     ก รุ ง เ ท พ ฯ :
            โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๐.
__________. พระไตรปิ ฎ กภาษาไทย ฉบับ สัง คายนาในพระบรมราชูป ถัม ภ์ เล่ ม ที่ ๙.
            กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๐.
                                                ๒๕



__________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนาในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๑๐.
           กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๐.
__________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนาในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๑๑.
           กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๐.
__________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนาในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๑๔.
           กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๐.
__________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนาในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๒๐.
           กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๐.
__________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนาในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๒๗.
          กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๐.
จ า รั ส ศิ ริ . โ ห ร า ศ า ส ต ร์ ไ ท ย อ่ า น ช ะ ต า ด้ ว ย ต น เ อ ง . พิ ม พ์ ค รั้ ง ที่ ๒ .
           กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์                เกษมบรรณกิจ, ๒๕๐๘.
บุญมี เมธางกูร. ตีแผ่ไสยศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์ . กรุงเทพฯ : สุทธิการการพิมพ์,
          ๒๕๒๒.
ปั ญ ญานั น ทภิ ก ขุ . แสงธรรม ส่ อ งทาง . (อนุ ส รณ์ ง านพระราชทานเพลิ ง ศพ
           พระครูพัชรธรรมสาร (บัวภา จนฺทสาโร). กรุงเทพฯ : บริษัทพิมพ์ดี จากัด,
           ๒๕๔๐.
ป ร ะ ยู ร พ ล อ า รี ย์ . คั ม ภี ร์ สู ต ร พ ร ะ เ ค ร า ะ ห์ ส น ธิ . ก รุ ง เ ท พ ฯ :
          โรงเรียนโหราศาสตร์กรุงเทพ, ๒๕๒๑.
___________.          อารั ม ภบทโหราศาสตร์ บทเรี ย นวิ ช าโหราศาสตร์ ตอนที่ ๑.
           กรุงเทพฯ : โรงเรียนโหราศาสตร์กรุงเทพ, ม.ป.ป.
พุทธทาสภิกขุ. พุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์ โหราศาสตร์กับพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ :
       มูลนิธิพุทธรักษา, ๒๕๒๙.
พิ   ไ   ล     รั    ต     น์         จุ     ริ    ว     ณ      ช     ย์     กุ    ล     .
       การศึกษาปัญหาสุขภาพจิตของผู้มารับบริการจากหมอดูของสมาคมโหราศ
       า ส ต ร์ แ ห่ ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย .
       วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ป ริ ญ ญ า สั ง ค ม ส ง เ ค ร า ะ ห์ ศ า ส ต ร์ ม ห า บั ณ ฑิ ต
       สาขาสั ง คมสงเคราะห์ศ าสตร์ บั ณ ฑิต วิ ทยาลัย มหาวิท ยาธรรมศาสตร์ ,
       ๒๕๒๔.
ม. กวีวงศ์. พุท ธแบบไหน อย่า งไรเป็น พุท ธ. กรุงเทพฯ :                      สานักพิมพ์ปัญญา,
        ๒๕๓๗.
                                              ๒๖



มานพ นั ก การเรี ย น.             พระพุ ท ธศาสนากั บ ความเชื่ อ เรื่ อ งโหราศาสตร์ .
           http://www.src.ac.th/web/
        index.php?option=content&task=view&id=184,
รั ง ษี    สุ ท น ต์ .    ค ว า ม รู้ เ รื่ อ ง อ ริ ย สั จ                                ๔ .
           http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.
           php?article_id=509&articlegroup_id=105 , 2549.
สานิต ศรีวิศิษฐ์กุล. หมอดู : กระบวนการสร้างตัวตน และความสัมพันธ์ทางสังคม.
        วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ป ริ ญ ญ า สั ง ค ม วิ ท ย า แ ล ะ ม นุ ษ ย์ วิ ท ย า ม ห า บั ณ ฑิ ต
        สาขาสังคมวิทยา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๕.
สุนทร ทัศนจันทร์. โหราศาสตร์ของโลกวันพรุ่งนี้ . กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์มติชน,
           ๒๕๓๙.
สุ พั ต รา สุ ภ าพ. สั ง คมและวั ฒ นธรรมไทย ค่ า นิ ย ม ครอบครั ว ศาสนา ประเพณี .
           กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนพานิช จากัด, ๒๕๑๘.
หมอดูช่วยลดปัญหาสุขภาพจิต . (๑๑ กันยายน ๒๕๔๐). เดลินิวส์, หน้า ๓.


Buddhadasabhikku. HAPPINESS & HUNGER. in Keys to Natural Truth.
           (Translated                  by               Santikaro                 Bhikkhu).
           http://www.buddhadasa.com/naturaltruth/happiness1.html, 1986.
Donald K. Swearer. BUDDHISM AND THE CHALLENGES OF THE
           MODERN WORLD. http://www. buddhadasa.in.th/site/articles.php,
           ๒๐๐๖.
Nicki           Tesch.            The              Mystery            of          Astrology.
           http://komar.cs.stthomas.edu/qm425/Tesch4.htm, ๑๙๙๗.
P.A. Payutto. Buddhism : A Layman’ Guide to Life. Bangkok :
           Mahachulalongkornrajavidyalaya University, ๑๙๙๖.
_________. Buddhist Solutions for Twenty-First Century. Bangkok :
           Mahachulalongkorn-rajavidyalaya University, ๑๙๙๙.
                                ๒๗



Robert Wilkinson. Astrology, Buddhism, and ways to end suffering.
       http://www.Aquarius
       papers.com/astrology/2006/03/astrology_buddh_1.html, ๒๐๐๖.

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:7
posted:2/26/2012
language:
pages:27