BS_2 : 111146 1
Lecture 2
นโยบายการคลัง และนโยบายการเงิน
(Fiscal Policy and Monetary Policy)
ความหมายศัพท
GNP (Gross National Product : ผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติ) คือ มูลคาตามราคาตลาดของสินคา และบริการ
ขั้นสุดทายทั้งหมดที่ชาติหรือประเทศหนึ่งๆสามารถผลิตไดในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ถากลาวถึง GNP ของไทย จะกลาว
รวมถึงบริษัทที่มีสัญชาติไทยผลิตไดไมวาจะผลิตที่ประเทศใดก็ตาม จะถูกนับรวมเปน GNP ไทยทั้งสิ้น บริษัทตางชาติที่ผลิต
ในไทย จะไมถูกนับเปน GNP (GNP ใหยึดสัญชาติเปนหลัก)
GDP (Gross Domestic Product : ผลิตภัณฑมวลรวมภายในประเทศ) หมายถึง มูลคาตามราคาตลาดของสินคา
และบริการขั้นสุดทายทั้งหมดที่ถูกผลิตไดภายในประเทศในระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง มีขอบเขตประเทศเปนตัวแบง ไมวา
จะเปนบริษัทตางชาติ หรือของไทย ขอเพียงผลิตภายในประเทศไทย นับรวมเปน GDP ไทยทั้งสิ้น
ทั้ง GDP และ GNP เปนมูลคาที่ผลิตได ไมจําเปนตองขายไดก็ได ผลิตและเก็บไวในคลังสินคาก็นับเปน GDP, GNP
ไดเชนกัน
ภาวะเงินเฟอ เปนภาวะที่เงินเฟอสูงมาก คือ เหตุการณที่ราคาสินคาสูงขึ้น (คาของเงินนอยลง : เงินเทาเดิมซื้อของได
ั
นอยลง) วิธีวัดเงินเฟอวัดจาก CPI (Consumer Price Index) ปจจุบนเงินเฟอประมาณ 1% เปนการวัดจากสินคาอุปโภคบริโภค
ไมรวมคอมพิวเตอร และสินคาฟุมเฟอย และ CPI รวมน้ํามันดวย เพราะน้ํามันเปนวัตถุดิบของทุกอยาง มี 2 ลักษณะ คือ
1. เงินเฟอพื้นฐาน ไมรวมน้ํามัน ประมาณ 0.0x%
2. เงินเฟอปกติ
ทําไมจึงเกิดเงินเฟอ มองได 2 แง
1. Demand – Pull Inflation เปนการเฟอทางดานดีมานต (คิดถึงป 41) หลายบริษัทตองการขยายสาขา ดังนั้นตอง
จางคนเพิ่ม เมื่อมีคนมีรายไดเพิ่มขึ้น คนก็จับจายซื้อของมากขึ้น เมื่อมีเงินมากตองการสินคามาก และสินคาก็
ขาด กลายเปนของนอย แตคนตองการเยอะ ของก็ราคาแพงขึ้น
2. Cost – Push Inflation ประมาณป 2518 และ 2525 เกิดกรณีที่วัตถุดิบสินคาเพิ่มสูงขึ้นมาก มันจะดันใหราคา
สินคาเพิ่มสูงมากขึ้นดวย ในชวง 2 ปนั้น เปนชวงที่ราคาน้ํามันมีผลกระทบมาก
เศรษฐกิจตกต่ํา ภาวะเศรษฐกิจที่เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจนอย บริษัทไมแข็งแรง ประชาชนไมมีเงินในมือ
คนวางงานมาก เมื่อเงินในมือนอย ก็ไมมีเงินซื้อสินคา บริษัทขายสินคาไมออก ไมผลิต ปลดคนงาน ประชาชนไมมีรายได
By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html
BS_2 : 111146 2
เปาหมายของระบบเศรษฐกิจ
1. ความเจริญ (Growth) การวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปกติวัดจาก GDP (สวนใหญจะไดยิน GDP เปน
หลัก) เนื่องจากจะเห็นวา GNP มีเพียงนิดเดียว เพราะสวนใหญบริษัทตางชาติเขามาผลิตในประเทศเราเปนสวนใหญ การจะ
บอกวาระบบเศรษฐกิจมีความเจริญหรือไม สวนใหญเรามักจะไดยินวา GDP เพิ่มขึ้น x% หรือ ลดลง x% แตสวนใหญตอง
เพิ่มขึ้น เขาจะไมบอกวา GDP ปนี้เปน 1 ลานลานบาท ปนั้น 1 แสนลานบาท สวนใหญไมพูดเชนนี้ สวนใหญจะบอกเปน %
การบอกเปน % จะเปนตัวบอกวาระบบเศรษฐกิจของประเทศนี้มีความเจริญหรือไมเจริญ ปจจุบันรัฐบาลบอกวาจะเพิ่ม GDP
ไดประมาณ 6.xx% ซึ่งการบอกวาการเพิ่มของ GDP ในปริมาณมากๆเปนเรื่องดีหรือไม ก็นาจะดี แตจริงๆไมเชิง (ไมควรสรุป
เชนนั้น) เชน USA มี GDP เพิ่มขึ้น 2% และ ไทยก็มี GDP เพิ่มขึ้น 2% เชนกัน หมายความวาในปนี้ความเจริญทางเศรษฐกิจ
ของไทยและ USA เทากันใชหรือไม คําตอบคือไมเทากัน เพราะมีความแตกตางกันตรงที่ USA เปนประเทศใหญที่เจริญแลว
ดังนั้น ตัวเลข GDP ในรูปเงินจะใหญมาก ดังนั้น GDP ในกลุมประเทศนี้การเพิ่ม 2-3% ถือวาภาพรวมระบบเศรษฐกิจของเขา
เจริญแลว แตถาประเทศอยางไทยที่มีขนาดเล็กและกําลังพัฒนา การเพิ่มแค 2–3% ถือวาไมเจริญเลย ควรจะเพิ่มประมาณ 7-8%
ถึงจะถือวาประเทศเราเศรษฐกิจเจริญ สําหรับประเทศกลุมดอยพัฒนามากๆ ควรเพิ่มมากกวา 10% ถึงจะเรียกวาเขาเจริญ
เพราะฉะนั้น การดู GDP เทียบกันตรงนี้ ที่ดูวาตาง กัน เพราะฐานตางๆกัน ในกลุมประเทศพัฒนาแลว GDP ฐานใหญแลวการ
เพิ่มอีก 2-3% คือการเพิ่มขึ้นที่เยอะมาก กลุมกําลังพัฒนาและดอยพัฒนามากๆ มีฐานเล็กดังนั้น ตองเพิ่มในปริมาณที่มากๆ ขึ้น
ไปอีก
17% ระดับที่เปนไปไมได
ระดับป 41
ระดับที่อยากได
7%
ระดับที่เปนไปได
2. เสถียรภาพ (Stability) ความเจริญควรจะเจริญเทากันไปเรื่อยๆตลอดไป เจริญอยางมีเสถียรภาพ เชน ถา GDP
เราเพิ่มที่ 7% ก็ควรจะ 7% ไปเรื่อยๆ (Ideal Case) ในลักษณะราบเรียบ (ดูกราฟประกอบ) แตถาบอกวาประเทศเรามีความเจริญ
17% (อยางที่อาจารยบอก ตัวเลขมากก็ไมใชวาดี เพราะเปนไปไมได) ซึ่ง 17% ตองไมสามารถเกาะไป 17% ไดตลอดแนนอน
ดังนั้น ควรเจริญลดลงมาในระดับหนึ่ง ซึ่งรักษาใหคงที่ตลอดดีกวา แตอยางที่บอกวาเปน Ideal (อยากได) แตก็ไมมีใคร
สามารถรักษาไดอยางนี้จริงๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเปนไปไดก็คือเราพยายามทําจุดโคง พยายามใหเกิดความแกวงตัวนอยที่สุด
สําหรับสมัยป 2541 จะเปนโคงใหญ (ดูกราฟ) ชวงกราฟขึ้นเปนลักษณะป 39 – 40 มีขอสังเกตคือชวงนั้นหลายคนเงินเดือนสูง
ทุกคนมีงานทํา บริษัทตางๆตองการแรงงานสูงมาก ความเจริญสูงมาก จนป 2541 GDP เพิ่มขึ้นไปที่ 17% เพิ่มเร็วมากดังรูป ใน
กรณีที่เพิ่มขึ้นมาก ก็จะมีดานตกลงดวยตามมาเชนกัน ซึ่งเปนลักษณะปกติของ Business Cycle ของระบบเศรษฐกิจ เมื่อไรขึ้น
ตองลง ไมมีที่จะขึ้นอยางเดียวแลวไมมีลง เมื่อเราขึ้นมาที่จุด Peak 17% ก็จึงเกิดการตกลงอยางรุนแรง เพียงแตชวงที่จะขึ้นมา
ใหม ประเทศไทยใชเวลาคอนขางนาน เรายังขึ้นไมได เพราะฉะนั้นเราไมอยากใหเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ํา เราจึงไมอยากให
ระบบเศรษฐกิจเราขึ้นสูงมาก เราจึงมีความพยายามที่จะทําใหการขึ้นขึ้นใหนอย เมื่อใดที่ขึ้นนอยยอมตกนอยนั่นเอง เปน
ธรรมชาติ ดังนั้น จึงเปนจุดหมายของทุกรัฐบาลที่อยาขึ้นใหมาก พยายามรักษาใหคงที่มากที่สุด
คําถาม กรณีของจีนที่มี GDP สูงมาก มีโอกาสตกหรือไม
ตอบ มี เพราะเมื่อใดที่ขึ้นสูงยอมตองมีลง แตรัฐบาลจีนก็จะพยายามที่จะใชวิธีตางๆไมใหมันสูงมากเกินไป
คําถาม กรณีเศรษฐกิจจะลม มีสัญญาณอะไรบอกหรือไม และทําไมป 2541 จึงพลาด
By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html
BS_2 : 111146 3
ตอบ มี เงินเฟอ ในป 2541 ทุกคนตื่นเตนกับการเติบโตของ GDP ที่สูงมาก เรากําลังจะเจริญแลว
คําถาม ถาป 2541 ไมถูกโจมตีคาเงินบาท เศรษฐกิจจะตกลงไปหรือไม
ตอบ ยังไงก็ตก แมไมมีการโจมตีคาเงินบาท และบอกไมไดวาจะเร็วแคไหน ที่จะตก ซึ่งเปนไปตามระบบ
3. ความเปนธรรม (Equity) ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตรความเปนธรรมไมใชเรื่องดี เพราะเมื่อใดก็ตามที่ระบบ
เศรษฐกิจมีความเปนธรรมมาก นั่นหมายความวาไมวาคุณจะทํางานหนักเพียงไร คุณไดผลตอบแทนเทากันทั้งหมด คนที่
ทํางานหนัก คนทํางานนอย คนไมทํางาน จะถูกแบงผลตอบแทนใหเทากันหมด เศรษฐศาสตรจึงมองวาความเปนธรรมไมใช
เรื่องดีนัก เพราะทุกคนจะไมกระตือรือรน
4. เสริภาพ (Freedom) ใครอยากทําอะไรก็ได โดยที่รัฐบาลจะเปนผูดูแลไมใหเกิดการเอารัดเอาเปรียบกันเกินไป
ใน 4 ขอนี้เราจะเนนไปที่ขอ 2 ความเสถียรภาพที่รัฐบาลพยายามทํามากที่สุด และเราจะทําอยางไรใหเกิดความ-
เสถียรภาพมากที่สุด
หนี้สาธารณะ (Public Debt)
ทําไมจึงเรียกวาหนี้สาธรารณะ เพราะรัฐบาลเปนผูกูหนี้มา และไมวาใครจะกูก็ตาม รัฐบาลชุดตอไปมีหนาที่ชําระคืน
เงินกูนั้นเสมอ และรัฐจะนําเงินที่ไหนคืนก็คือ เอาภาษีประชาชนมาคืน ดังนั้นเปรียบเสมือนประชาชนเปนผูใชคืน จึงมีคําบอก
วาไมวาใครกู ภาษีประชาชนเปนผูใชคืน เพราะรัฐเองก็มีแหลงเงินเพียงแหลงเดียวเทานั้น
เหตุผลของการกอหนี้สาธารณะ คือ เพื่อการลงทุนเปนเหตุผลหลัก เชน กรณีของการลงทุนบาง Project เรานาจะกอ
หนี้สาธารณะมากกวาการนําภาษีประชาชนมากอสราง เชน ถาตองการสรางถนนเสนนึงที่ยาวมาก เราสมควรจะนําเงินภาษีมา
สรางเลยไหม เราก็สามารถทําได แตปญหาคือไมมีความเปนธรรม เพราะถนนเสนนี้มีผูใชมากมายไปกวา 20 ป ดังนั้น
ประชาชนที่เสียภาษีในปที่สรางถนนควรรับผิดชอบในถนนเสนนี้ทั้งเสนหรือไม ตอบ ไมควร เพราะตอตอไปอีก 20 ปก็จะมี
ประชาชนกลุมใหมมาเสียภาษีเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นในการกอสรางใดที่มีระยะเวลานานในการใชประโยชนใชสอย หรือมีผูมี
สวนไดสวนเสียคอนขางเยอะ เราควรกอหนี้มาจาก 1 คน และเก็บภาษีแตละปจากประชาชนใชคืนหนี้ ดังนั้นใครที่ได
ประโยชนจากถนนเสนนี้ก็จะเสียภาษี เสียคาใชจายดวยทุกๆป นาจะแฟรมากกวา การที่จะนําเอาภาษี 1 ปไปสรางถนนเลย
เปนตัวอยางหนึ่งที่ชี้ใหเห็นวาควรกอหนี้สาธารณะเพื่อลงทุนมากกวา
กรณีทางรถไฟลอยฟาในกรุงเทพฯ สมควรสรางหนี้ หรือใชเงินภาษีในการสราง ถามองกันจริงๆ ทางรถไฟนี้มีผูได
ประโยชนฝายเดียวคือชาวกรุงเทพฯ แตการใชภาษีมาจากคนทั่วประเทศ ดังนั้น การทําสิ่งเหลานี้จะแฟรกวาดวยการให
สัมปทานบางบริษัทไป และคอยๆเก็บมาในกี่ปวากันไป แลวคอยกลับเปนของรัฐบาล และบริษัทรับสัมปทานก็จะเก็บ
คาบริการ คาใชจายตางๆ จาผูใชบริการเอง เพื่อใหคุมทุนของบริษัท ดังนั้นการตัดสินใจจะใชเงินจากแหลงใด ตองดู
ผลประโยชนที่ไดรับตางๆ การกอหนี้สาธารณะ จะชวยกอใหเกิดความเสถียรภาพทางเศรษฐกิจดวยไดเชนกัน
เครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของรัฐบาล
1. นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)
2. นโยบายการเงิน (Monetary Policy)
เปน 2 เครื่องมือที่รัฐจะใชคุมไมใหการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเกินไป ถาสูงมาก จะใช 2 เครื่องมือพยายามกดระดับ
By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html
BS_2 : 111146 4
ไมใหสูงมาก หรือถาการเติบโตลงเยอะ ก็จะใช 2 นโยบายนี้พยายามพยุงใหสูงขึ้น
นโยบายการคลังกับปญหาเงินเฟอ
คือ นโยบายที่ดําเนินการโดยกระทรวงการคลัง มี 3 ดาน สําหรับการแกปญหาเงินเฟอ และเศรษฐกิจตกต่ํา
1. การใชจายเงินของรัฐบาล
1.1 Demand – Pull Inflation เมื่อใดก็ตามที่เกิดเงินเฟอดานนี้ แสดงวาเงินในระบบเศรษฐกิจมีมากเกินไป วิธี
แกคือ หยุดการใชจายเงินของรัฐ เชน มีโครงการอะไรใหญๆ ใหหยุดใหหมด เพราะการจางคือ รัฐเอาเงิน
จายลงระบบ ในทางปฏิบัติไมนาทําได เนื่องจากมีขาราชการทั่วไปประเทศเกือบ 2 ลานคน ซึ่งเราจะหยุด
จายไมได ซึ่งเปนนโยบายในแงทฤษฎี ซึ่งปฏิบัติไดยาก
1.2 Cost – Push Inflation วัตถุดิบเชนน้ํามันแพง สิ่งที่งายสุด คือ การเอากองทุนน้ํามันมาโปะไว นําเงินออกมา
จายเพื่อหยุดราคาวัตถุดิบนั้น(สนับสนุนวัตถุดิบที่เกิดปญหา) เพราะถาไมหยุด จะทําใหสินคาแพงดวย
2. ดานภาษี ภาษีแบงได 3 ประเภท ภาษีเงินไดบุคคลธรรมดา, นิติบุคคล, บริโภค
2.1 Demand – Pull Inflation ตองทําการเพิ่มภาษี เนื่องจากมีเงินมาก ก็ทําใหเงินนอย ผลคือทุกคนมีเงินนอยลง
แลวควรเก็บภาษีใดมากขึ้น เพื่อใหไดผลดีที่สุด ตอบ คือ ภาษีบุคคลธรรมดา เพราะจะทําใหเกิดการ
แกปญหาไดเร็วที่สุด เนื่องจากเมื่อมีการประกาศอัตราภาษี จะทําใหบริษัทในฐานะนายจางทําการเก็บไวให
ไดทันที เพราะผูมีรายไดนี่แหละที่กอใหเกิดเงินเฟอ สําหรับภาษีนี้ควรจะเรียกเก็บจากผูมีรายไดต่ํา ถึงปาน
กลาง เพราะผูมีรายไดกลุมนี้ใชเงินเกงมากที่สุด และเปนกลุมใหญที่กอใหเกิดเงินเฟอมากที่สุด สําหรับ
กลุมรายไดสูง เราเก็บภาษีเขาเยอะ เขาก็ไมจน และเขาใชเงินไมเกง ดังนั้นการเก็บภาษีคนกลุมรายไดสูงจึง
ไมมีผลใดมากนัก, เพิ่มอัตราภาษีนิติบุคคล จะทําใหกําไรลดลง การขยายกิจการลดลง กําลังผลิตลดลง การ
จางงานจะไมเพิ่มขึ้น ภาวะเงินเฟอก็จะเริ่มคงที่, การเพิ่มภาษีบริโภคจะทําใหคนรูสึกคนจนลง(ภาษีบริโภค
จะโดนกับประชาชนทุกกลุม ไมวาจะมีรายไดหรือไมมีรายได) คนจะซื้อของนอยลง เพราะรูสึกวาราคา
แพงขึ้น สําหรับกรณีสินคาฟุมเฟอย (เหลา, บุหรี,่ เครื่องสําอาง) นาจะมีการขยับภาษี เพราะยังไงเราก็ตอง
ซื้อไมวาจะสถานการณใด แตในทางปฏิบัติมักไมคอยทํา เพราะบางครั้งบริษัทเหลานี้จะเปนเบื้องหลังของ
รัฐบาลแบบในบางประเทศ ในทางปฏิบัติเปนทางที่ควรทํามาก แตมักทําไมไดในทางปฏิบัติ ในภาวะเงิน
เฟอนี้รัฐตองเก็บเงินที่ดึงไดไมวาวิธีใด จะตองเก็บไวหามนําไปลงทุน มิฉะนั้นเงินจะกลับสูระบบ และเฟอ
อีก
2.2 Cost – Push Inflation ลดภาษีสินคานั้นๆ เนื่องจากวัตถุดิบทําใหเกิดปญหา ดังนั้นการลดภาษีสินคานาจะ
ชวยลดราคาสินคาลงได
3. หนี้สาธารณะ
3.1 Demand – Pull Inflation เมื่อประชาชนมีเงินเยอะ รัฐก็ทําการกูเงินจากประชาชน (กูมาเก็บ ไมไดนําไป
ลงทุน)โดยการออกพันธบัตรเพื่อขายประชาชน โดยในชวงนี้ควรออกมูลคาหนาตั๋วที่คอนขางต่ํา เพราะ
กลุมที่ตองการคือ รายไดต่ํา ถึงปานกลาง ขอเสีย ตองใหดอกเบี้ยที่คอนขางสูง เพราะรัฐตองแขงกับ
ธนาคาร เพราะชวงนี้ธนาคารก็จะทําการระดมเงินฝากเพื่อนําไปปลอยกูเชนกัน ถาธนาคารไดเงินไป
ปญหาเงินเฟอก็ไมหยุด ดังนั้นรัฐตองใหดอกเบี้ยแขงกับธนาคาร
3.2 Cost – Push Inflation กูเงินไปโปะวัตถุดิบนั้นๆ
การแกไขปญหากรณีเงินเฟอ (ทุกคนมีรายไดสูง มีเงินเยอะ) นโยบายที่ไดผลที่สุดและมักใช คือ การใชนโยบายเรื่อง
ภาษี ซึ่งจะทําใหประชาชนรูสึกจนลง (ไมใชจนจริงๆ) แตกรณีของหนี้สาธารณะแมทําการขายพันธบัตรใหประชาชนแต
By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html
BS_2 : 111146 5
ประชาชนก็ยังรูสึกวาตนเองมีเงินอยูปกติ ดังนั้น ก็ยังซื้อของจับจายกันตามปกติ
By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html
BS_2 : 111146 6
ความรูเกี่ยวกับกองทุนรวมวายุภักดิ์ หนึ่ง
กองทุนรวม หมายถึง ถาเราไมมั่นใจในการบริหารเงินเพื่อการลงทุน กลัวความเสี่ยง ปญหาตางๆ เราอาจทําการซื้อ
กองทุนรวม โดยกองทุนรวมจะทําการเปดขายกองทุนรวม อาจจะคนละ 10,000 20,000 รวมเงินและนําไปลงทุนแทนเรา
เพราะบริษัทพวกนี้จะมีขอมูล ประสบการณตางๆ มากกวาเรา ดังนั้น นาจะสามารถบริหารใหเราไดดีกวา สําหรับการจะเลือก
กกองทุนรวม ก็สามารถดูลักษณะการลงทุนในกองทุนรวมไดจาก หนังสือชี้ชวน หากไมตองการความเสี่ยงมาก ก็ลงใน
กองทุนรวมประเภทหุนกู แตถากลาไดกลาเสีย ก็ลงทุนในประเภทหุนทุน, ตราสารทุน เปนตน ผลตอบแทนแลวแตเงื่อนไขแต
ละกองทุนรวมอาจไดปนผลทุกป หรือเมื่อจบสิ้นกองทุนก็ไดผลตอบแทนคืนครั้งเดียว
กรณีของกองทุนรวมวายุภักดิ์ หนึ่ง จะทําหนาที่ใหประชาชนซื้อกองทุน อยางต่ํา 1 หมื่น ไปลงทุนในรัฐวิสาหกิจ
หรือบริษัทที่ตองการจะอุม สําหรับผลตอบแทนจะไดการันตี 3% (ไมขาดทุน) โดยหาในชวง 10 ป ในแตละปไมไดประกันวา
จะไดผลตอบแทน 3% เทากันทุกป (แลวแตผลประกอบการแตละป) แตเมื่อสิ้นปที่ 10 ของการรวมกองทุน จะไดรับเงิน 1
กอน เพื่อทําการเฉลี่ยแตละปใหครบ 3% แตปญหาคือคาของเงินไมเทากัน เชน อาจารยจะใหเงิน 100 บาทวันนี้ กับในอีก 10 ป
ขางหนา เราอยากไดเงินในวันนี้มากกวา เพราะคาของเงินลดลงตลอด และลดลงดวยคาเงินเฟอ
(เพิ่มเติม) ประเด็นของการทํากองทุนรวมวายุภักดิ์ หนึ่ง เพราะเงินในระบบธนาคารคอนขางลนระบบ ธนาคารไม
กลาปลอยใหกูเงิน กลัว (NPL) ดังนั้น เพื่อใหเกิดการลงทุนจึงขายกองทุนรวมวายุภักดิ์ หนึ่ง เพื่อใหผูมีเงินฝากในธนาคารไป
ถอนเงินเพื่อซื้อกองทุน และตัวกองทุนจะเอาเงินไปทําการลงทุนตอให
นโยบายการคลังกับปญหาเศรษฐกิจตกต่ํา
1. การใชจายเงินของรัฐบาล มีเงินในมือประชาชนนอยมาก สิ่งที่รัฐบาลทําได คือ การจายเงินเขาไปเยอะๆ เมื่อเงิน
ในมือประชาชนมือเยอะ ก็จะเกิดการใชจายเกิดขึ้น มีการจางงาน ระบบเศรษฐกิจก็จะฟนตัวได
2. ดานภาษี ทําการลดภาษี แตอาจไมไดผลกับกรณีที่ระบบเศรษฐกิจตกมากๆเกือบถึงกนเหว เพราะคนจํานวนมาก
เริ่มที่จะไมมีรายได ภาษีก็ไมมีผลอะไร ดังนั้น การลดภาษีก็เหมือนไมชวยอะไรเลย การใชนโยบายภาษีตองดู
สถานการณทางเศรษฐกิจใหดี นอกจากนี้ตองดูความคาดหวังของประชาชน พวกเขายังคิดวาเศรษฐกิจจะตกต่ํา
อีกหรือไม ประชาชนอาจเก็บเงินไมยอมนํามาใชจาย ดังนั้น รัฐบาลบางชุดจึงฝนใหประชาชนเพื่อสรางขวัญ
กําลังใจใหประชาชน มีความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจ
3. หนี้สาธารณะ แกโดยกูเงินมาจายภายใน
3.1 กูเงินจากภายนอกประเทศ
3.2 กูเงินจากธนาคารแหงประเทศไทย เปนแหลงที่รัฐบาลนิยมกู เพราะงาย เนื่องจากธนาคารแหงประเทศไทย
เปนผูผลิตธนบัตร โดยวิธีการกูรัฐบาลจะออกพันธบัตรของตน เพื่อเปน Backup วางที่แบงคชาติ
นอกจากนี้สามารถใชทองคําเปน Backup หรือใชพันธบัตรรัฐบาลก็ไดเปน Backup แตก็มีบางประเทศไม
ตองทําพันธบัตรไป Backup เชน USA เพราะในตลาดตองการ USD สูงมาก
By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html
BS_2 : 111146 7
นโยบายการเงิน
ธนาคารแหงประเทศไทย เปนผูดูแล ตามทฤษฎี แบงคชาติ กระทรวงการคลัง และรัฐบาล ไมควรกาวกายกันและกัน
แตประเทศไทยก็ทํา ที่ทําไดเพราะประเทศเราเศรษฐกิจคอนขางเล็ก เพื่อใหนโยบายเปนไปในทางเดียวกัน ก็จึงจําเปนตองให
การกระทํา และนโยบายเหมือนกัน
1. ซื้อ-ขายพันธบัตร พันธบัตรที่นํามาใชซื้อขาย ก็คือพันธบัตรของรัฐบาลนั่นเองที่รัฐนํามาเปน Backup ซึ่งแบงค
ชาติจะเปนผูดูแลเม็ดเงินในระบบวามีเหมาะสมหรือไม
- ถามีเงินมากเกินไป แบงคชาติจะขายพันธบัตรออกเพื่อดึงเงินกลับคืน ซึ่งตองใหอัตราสูงคืนที่คอนขางสูง
- ถามีเงินนอยเกินไป แบงคชาติจะตองพยายามรับซื้อคืนพันธบัตรใหมากที่สุด เพื่อฉีดเงินกลับสูระบบ
2. อัตราดอกเบี้ย ไมใชเปนการสั่งจากแบงคชาติ แตแบงคชาติจะกระทําที่แบงคชาติ ซึ่งจะสงผลลักษณะนี้
แบงคชาติไมไดทําธุรกรรมใดๆโดยตรงกับประชาชน แตธนาคารพาณิชยทั่วไปจะมีแหลงเงินเพื่อไปปลอยกู 2
แหลงคือ แหลงเงินฝากของธนาคารและการกูเงินจากแบงคชาติ และแบงคชาติจะกําหนดอัตราดอกเบี้ยการกู
เงินไว เชน 5% และแบงคพาณิชยจะนําไปปลอยกูตอประมาณ 8.5% - 9% (ตนทุนบริหารประมาณ 3% + กําไร
ประมาณ 0.5%)
- ถามีเงินในระบบมากเกินไป แบงคชาติจะทําการเพิ่มอัดราดอกเบี้ยของตนเองเพิ่มขึ้น นั่นหมายวา
ตนทุนของเงินเพิ่ม สงผลใหตนทุนของบริษัทที่ตองการกูสูงขึ้น จะสงผลใหกําไรลดลง ไมจูงใจใหทํา
การขยายบริษัท
- ถามีเงินในระบบนอยเกินไป แบงคชาติจะทําการลดอัดราดอกเบี้ยของตนเอง เพราะฉะนั้น จะสงผล
ใหจูงใจที่จะมีการนําเงินออกไปลงทุน
3. เปลี่ยนแปลงอัตราเงินสํารอง แบงคชาติจะกําหนดใหทุกธนาคารทําการกําหนดเงินสํารองไวที่ธนาคารเผื่อเหตุ
ฉุกเฉิน(แบบกรณีคนแหกันมาถอน) เชน เราฝากเงินไว 100 บาท และแบงคชาติกําหนดอัตราเงินสํารองไวที่
20% นั่นหมายความวาธนาคารพาณิชยจะตองสํารองเงินไว 20 บาท และนําไปปลอยกูตอได 80 บาท
- ถามีเงินในระบบมากเกินไป แบงคชาติจะทําการเพิ่มอัตราเงินสํารอง ทําใหธนาคารปลอยเงินลงระบบ
นอยลง เพิ่มเปน 40% เราฝากเงินไว 100 บาท สํารองเงินไว 40 บาท และนําไปปลอยกูตอได 60 บาท
- ถามีเงินในระบบนอยเกินไป แบงคชาติจะทําการลดอัตราเงินสํารอง ทําใหธนาคารปลอยเงินลงระบบ
มากขึ้น ลดเปน 10% เราฝากเงินไว 100 บาท สํารองเงินไว 10 บาท และนําไปปลอยกูตอได 90 บาท
4. การกําหนดเงื่อนไขผอนสง เมื่อชวงป 41 (กอนเศรษฐกิจพัง) มีการกําหนดเงินดาวนประมาณ 25% ของการซื้อ
ของผอนสง เพื่อหยุดการซื้อ เนื่องจากมีเงินหมุนเวียนมาก แตปจจุบันคาดวาไมมีการดาวนหรือต่ํามาก เพื่อ
กระตุนใหมีการซื้อเกิดขึ้น
5. ชักจูงทางศีลธรรม เปนลักษณะการพูดคุยขอความรวมมือระหวางผูวาการแบงคชาติ กับประธานธนาคาร
พาณิชยตางๆ เพื่อขอใหชวยกันดําเนินนโยบายตางๆ อาจไดผลบาง เชน ขอใหชวยลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู แต
คงที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว ซึ่งสวนใหญธนาคารพาณิชยไมสามารถกระทําได เพราะมันมี Range การกําหนด
อัตราที่ชัดเจน เนื่องจากถาลดอัตราดอกเบี้ยลง แตไมขยับดอกเบี้ยเงินฝากก็หมายถึงการขาดทุน
By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html