Embed
Email

02-Fiscal-Policy-and-Moentary-Policy

Document Sample
02-Fiscal-Policy-and-Moentary-Policy
Description

GNP (Gross National Product : ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) คือ มูลค่าตามราคาตลาดของสินค้า และบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ชาติหรือประเทศหนึ่งๆสามารถผลิตได้ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ถ้ากล่าวถึง GNP ของไทย จะกล่าวรวมถึงบริษัทที่มีสัญชาติไทยผลิตได้ไม่ว่าจะผลิตที่ประเทศใดก็ตาม จะถูกนับรวมเป็น GNP ไทยทั้งสิ้น บริษัทต่างชาติที่ผลิตในไทย จะไม่ถูกนับเป็น GNP (GNP ให้ยึดสัญชาติเป็นหลัก)
GDP (Gross Domestic Product : ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) หมายถึง มูลค่าตามราคาตลาดของสินค้า และบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ถูกผลิตได้ภายในประเทศในระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง มีขอบเขตประเทศเป็นตัวแบ่ง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทต่างชาติ หรือของไทย ขอเพียงผลิตภายในประเทศไทย นับรวมเป็น GDP ไทยทั้งสิ้น

Stats
views:
5
posted:
2/16/2012
language:
pages:
7
BS_2 : 111146 1



Lecture 2

นโยบายการคลัง และนโยบายการเงิน

(Fiscal Policy and Monetary Policy)



ความหมายศัพท



GNP (Gross National Product : ผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติ) คือ มูลคาตามราคาตลาดของสินคา และบริการ

ขั้นสุดทายทั้งหมดที่ชาติหรือประเทศหนึ่งๆสามารถผลิตไดในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ถากลาวถึง GNP ของไทย จะกลาว

รวมถึงบริษัทที่มีสัญชาติไทยผลิตไดไมวาจะผลิตที่ประเทศใดก็ตาม จะถูกนับรวมเปน GNP ไทยทั้งสิ้น บริษัทตางชาติที่ผลิต

ในไทย จะไมถูกนับเปน GNP (GNP ใหยึดสัญชาติเปนหลัก)

GDP (Gross Domestic Product : ผลิตภัณฑมวลรวมภายในประเทศ) หมายถึง มูลคาตามราคาตลาดของสินคา

และบริการขั้นสุดทายทั้งหมดที่ถูกผลิตไดภายในประเทศในระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง มีขอบเขตประเทศเปนตัวแบง ไมวา

จะเปนบริษัทตางชาติ หรือของไทย ขอเพียงผลิตภายในประเทศไทย นับรวมเปน GDP ไทยทั้งสิ้น

ทั้ง GDP และ GNP เปนมูลคาที่ผลิตได ไมจําเปนตองขายไดก็ได ผลิตและเก็บไวในคลังสินคาก็นับเปน GDP, GNP

ไดเชนกัน

ภาวะเงินเฟอ เปนภาวะที่เงินเฟอสูงมาก คือ เหตุการณที่ราคาสินคาสูงขึ้น (คาของเงินนอยลง : เงินเทาเดิมซื้อของได



นอยลง) วิธีวัดเงินเฟอวัดจาก CPI (Consumer Price Index) ปจจุบนเงินเฟอประมาณ 1% เปนการวัดจากสินคาอุปโภคบริโภค

ไมรวมคอมพิวเตอร และสินคาฟุมเฟอย และ CPI รวมน้ํามันดวย เพราะน้ํามันเปนวัตถุดิบของทุกอยาง มี 2 ลักษณะ คือ

1. เงินเฟอพื้นฐาน ไมรวมน้ํามัน ประมาณ 0.0x%

2. เงินเฟอปกติ

ทําไมจึงเกิดเงินเฟอ มองได 2 แง

1. Demand – Pull Inflation เปนการเฟอทางดานดีมานต (คิดถึงป 41) หลายบริษัทตองการขยายสาขา ดังนั้นตอง

จางคนเพิ่ม เมื่อมีคนมีรายไดเพิ่มขึ้น คนก็จับจายซื้อของมากขึ้น เมื่อมีเงินมากตองการสินคามาก และสินคาก็

ขาด กลายเปนของนอย แตคนตองการเยอะ ของก็ราคาแพงขึ้น

2. Cost – Push Inflation ประมาณป 2518 และ 2525 เกิดกรณีที่วัตถุดิบสินคาเพิ่มสูงขึ้นมาก มันจะดันใหราคา

สินคาเพิ่มสูงมากขึ้นดวย ในชวง 2 ปนั้น เปนชวงที่ราคาน้ํามันมีผลกระทบมาก

เศรษฐกิจตกต่ํา ภาวะเศรษฐกิจที่เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจนอย บริษัทไมแข็งแรง ประชาชนไมมีเงินในมือ

คนวางงานมาก เมื่อเงินในมือนอย ก็ไมมีเงินซื้อสินคา บริษัทขายสินคาไมออก ไมผลิต ปลดคนงาน ประชาชนไมมีรายได









By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html

BS_2 : 111146 2



เปาหมายของระบบเศรษฐกิจ



1. ความเจริญ (Growth) การวัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปกติวัดจาก GDP (สวนใหญจะไดยิน GDP เปน

หลัก) เนื่องจากจะเห็นวา GNP มีเพียงนิดเดียว เพราะสวนใหญบริษัทตางชาติเขามาผลิตในประเทศเราเปนสวนใหญ การจะ

บอกวาระบบเศรษฐกิจมีความเจริญหรือไม สวนใหญเรามักจะไดยินวา GDP เพิ่มขึ้น x% หรือ ลดลง x% แตสวนใหญตอง

เพิ่มขึ้น เขาจะไมบอกวา GDP ปนี้เปน 1 ลานลานบาท ปนั้น 1 แสนลานบาท สวนใหญไมพูดเชนนี้ สวนใหญจะบอกเปน %

การบอกเปน % จะเปนตัวบอกวาระบบเศรษฐกิจของประเทศนี้มีความเจริญหรือไมเจริญ ปจจุบันรัฐบาลบอกวาจะเพิ่ม GDP

ไดประมาณ 6.xx% ซึ่งการบอกวาการเพิ่มของ GDP ในปริมาณมากๆเปนเรื่องดีหรือไม ก็นาจะดี แตจริงๆไมเชิง (ไมควรสรุป

เชนนั้น) เชน USA มี GDP เพิ่มขึ้น 2% และ ไทยก็มี GDP เพิ่มขึ้น 2% เชนกัน หมายความวาในปนี้ความเจริญทางเศรษฐกิจ

ของไทยและ USA เทากันใชหรือไม คําตอบคือไมเทากัน เพราะมีความแตกตางกันตรงที่ USA เปนประเทศใหญที่เจริญแลว

ดังนั้น ตัวเลข GDP ในรูปเงินจะใหญมาก ดังนั้น GDP ในกลุมประเทศนี้การเพิ่ม 2-3% ถือวาภาพรวมระบบเศรษฐกิจของเขา

เจริญแลว แตถาประเทศอยางไทยที่มีขนาดเล็กและกําลังพัฒนา การเพิ่มแค 2–3% ถือวาไมเจริญเลย ควรจะเพิ่มประมาณ 7-8%

ถึงจะถือวาประเทศเราเศรษฐกิจเจริญ สําหรับประเทศกลุมดอยพัฒนามากๆ ควรเพิ่มมากกวา 10% ถึงจะเรียกวาเขาเจริญ

เพราะฉะนั้น การดู GDP เทียบกันตรงนี้ ที่ดูวาตาง กัน เพราะฐานตางๆกัน ในกลุมประเทศพัฒนาแลว GDP ฐานใหญแลวการ

เพิ่มอีก 2-3% คือการเพิ่มขึ้นที่เยอะมาก กลุมกําลังพัฒนาและดอยพัฒนามากๆ มีฐานเล็กดังนั้น ตองเพิ่มในปริมาณที่มากๆ ขึ้น

ไปอีก





17% ระดับที่เปนไปไมได

ระดับป 41

ระดับที่อยากได

7%

ระดับที่เปนไปได



2. เสถียรภาพ (Stability) ความเจริญควรจะเจริญเทากันไปเรื่อยๆตลอดไป เจริญอยางมีเสถียรภาพ เชน ถา GDP

เราเพิ่มที่ 7% ก็ควรจะ 7% ไปเรื่อยๆ (Ideal Case) ในลักษณะราบเรียบ (ดูกราฟประกอบ) แตถาบอกวาประเทศเรามีความเจริญ

17% (อยางที่อาจารยบอก ตัวเลขมากก็ไมใชวาดี เพราะเปนไปไมได) ซึ่ง 17% ตองไมสามารถเกาะไป 17% ไดตลอดแนนอน

ดังนั้น ควรเจริญลดลงมาในระดับหนึ่ง ซึ่งรักษาใหคงที่ตลอดดีกวา แตอยางที่บอกวาเปน Ideal (อยากได) แตก็ไมมีใคร

สามารถรักษาไดอยางนี้จริงๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเปนไปไดก็คือเราพยายามทําจุดโคง พยายามใหเกิดความแกวงตัวนอยที่สุด

สําหรับสมัยป 2541 จะเปนโคงใหญ (ดูกราฟ) ชวงกราฟขึ้นเปนลักษณะป 39 – 40 มีขอสังเกตคือชวงนั้นหลายคนเงินเดือนสูง

ทุกคนมีงานทํา บริษัทตางๆตองการแรงงานสูงมาก ความเจริญสูงมาก จนป 2541 GDP เพิ่มขึ้นไปที่ 17% เพิ่มเร็วมากดังรูป ใน

กรณีที่เพิ่มขึ้นมาก ก็จะมีดานตกลงดวยตามมาเชนกัน ซึ่งเปนลักษณะปกติของ Business Cycle ของระบบเศรษฐกิจ เมื่อไรขึ้น

ตองลง ไมมีที่จะขึ้นอยางเดียวแลวไมมีลง เมื่อเราขึ้นมาที่จุด Peak 17% ก็จึงเกิดการตกลงอยางรุนแรง เพียงแตชวงที่จะขึ้นมา

ใหม ประเทศไทยใชเวลาคอนขางนาน เรายังขึ้นไมได เพราะฉะนั้นเราไมอยากใหเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ํา เราจึงไมอยากให

ระบบเศรษฐกิจเราขึ้นสูงมาก เราจึงมีความพยายามที่จะทําใหการขึ้นขึ้นใหนอย เมื่อใดที่ขึ้นนอยยอมตกนอยนั่นเอง เปน

ธรรมชาติ ดังนั้น จึงเปนจุดหมายของทุกรัฐบาลที่อยาขึ้นใหมาก พยายามรักษาใหคงที่มากที่สุด

คําถาม กรณีของจีนที่มี GDP สูงมาก มีโอกาสตกหรือไม

ตอบ มี เพราะเมื่อใดที่ขึ้นสูงยอมตองมีลง แตรัฐบาลจีนก็จะพยายามที่จะใชวิธีตางๆไมใหมันสูงมากเกินไป

คําถาม กรณีเศรษฐกิจจะลม มีสัญญาณอะไรบอกหรือไม และทําไมป 2541 จึงพลาด



By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html

BS_2 : 111146 3

ตอบ มี เงินเฟอ ในป 2541 ทุกคนตื่นเตนกับการเติบโตของ GDP ที่สูงมาก เรากําลังจะเจริญแลว

คําถาม ถาป 2541 ไมถูกโจมตีคาเงินบาท เศรษฐกิจจะตกลงไปหรือไม

ตอบ ยังไงก็ตก แมไมมีการโจมตีคาเงินบาท และบอกไมไดวาจะเร็วแคไหน ที่จะตก ซึ่งเปนไปตามระบบ



3. ความเปนธรรม (Equity) ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตรความเปนธรรมไมใชเรื่องดี เพราะเมื่อใดก็ตามที่ระบบ

เศรษฐกิจมีความเปนธรรมมาก นั่นหมายความวาไมวาคุณจะทํางานหนักเพียงไร คุณไดผลตอบแทนเทากันทั้งหมด คนที่

ทํางานหนัก คนทํางานนอย คนไมทํางาน จะถูกแบงผลตอบแทนใหเทากันหมด เศรษฐศาสตรจึงมองวาความเปนธรรมไมใช

เรื่องดีนัก เพราะทุกคนจะไมกระตือรือรน



4. เสริภาพ (Freedom) ใครอยากทําอะไรก็ได โดยที่รัฐบาลจะเปนผูดูแลไมใหเกิดการเอารัดเอาเปรียบกันเกินไป



ใน 4 ขอนี้เราจะเนนไปที่ขอ 2 ความเสถียรภาพที่รัฐบาลพยายามทํามากที่สุด และเราจะทําอยางไรใหเกิดความ-

เสถียรภาพมากที่สุด



หนี้สาธารณะ (Public Debt)



ทําไมจึงเรียกวาหนี้สาธรารณะ เพราะรัฐบาลเปนผูกูหนี้มา และไมวาใครจะกูก็ตาม รัฐบาลชุดตอไปมีหนาที่ชําระคืน

เงินกูนั้นเสมอ และรัฐจะนําเงินที่ไหนคืนก็คือ เอาภาษีประชาชนมาคืน ดังนั้นเปรียบเสมือนประชาชนเปนผูใชคืน จึงมีคําบอก

วาไมวาใครกู ภาษีประชาชนเปนผูใชคืน เพราะรัฐเองก็มีแหลงเงินเพียงแหลงเดียวเทานั้น

เหตุผลของการกอหนี้สาธารณะ คือ เพื่อการลงทุนเปนเหตุผลหลัก เชน กรณีของการลงทุนบาง Project เรานาจะกอ

หนี้สาธารณะมากกวาการนําภาษีประชาชนมากอสราง เชน ถาตองการสรางถนนเสนนึงที่ยาวมาก เราสมควรจะนําเงินภาษีมา

สรางเลยไหม เราก็สามารถทําได แตปญหาคือไมมีความเปนธรรม เพราะถนนเสนนี้มีผูใชมากมายไปกวา 20 ป ดังนั้น

ประชาชนที่เสียภาษีในปที่สรางถนนควรรับผิดชอบในถนนเสนนี้ทั้งเสนหรือไม ตอบ ไมควร เพราะตอตอไปอีก 20 ปก็จะมี

ประชาชนกลุมใหมมาเสียภาษีเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นในการกอสรางใดที่มีระยะเวลานานในการใชประโยชนใชสอย หรือมีผูมี

สวนไดสวนเสียคอนขางเยอะ เราควรกอหนี้มาจาก 1 คน และเก็บภาษีแตละปจากประชาชนใชคืนหนี้ ดังนั้นใครที่ได

ประโยชนจากถนนเสนนี้ก็จะเสียภาษี เสียคาใชจายดวยทุกๆป นาจะแฟรมากกวา การที่จะนําเอาภาษี 1 ปไปสรางถนนเลย

เปนตัวอยางหนึ่งที่ชี้ใหเห็นวาควรกอหนี้สาธารณะเพื่อลงทุนมากกวา

กรณีทางรถไฟลอยฟาในกรุงเทพฯ สมควรสรางหนี้ หรือใชเงินภาษีในการสราง ถามองกันจริงๆ ทางรถไฟนี้มีผูได

ประโยชนฝายเดียวคือชาวกรุงเทพฯ แตการใชภาษีมาจากคนทั่วประเทศ ดังนั้น การทําสิ่งเหลานี้จะแฟรกวาดวยการให

สัมปทานบางบริษัทไป และคอยๆเก็บมาในกี่ปวากันไป แลวคอยกลับเปนของรัฐบาล และบริษัทรับสัมปทานก็จะเก็บ

คาบริการ คาใชจายตางๆ จาผูใชบริการเอง เพื่อใหคุมทุนของบริษัท ดังนั้นการตัดสินใจจะใชเงินจากแหลงใด ตองดู

ผลประโยชนที่ไดรับตางๆ การกอหนี้สาธารณะ จะชวยกอใหเกิดความเสถียรภาพทางเศรษฐกิจดวยไดเชนกัน



เครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของรัฐบาล

1. นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)

2. นโยบายการเงิน (Monetary Policy)

เปน 2 เครื่องมือที่รัฐจะใชคุมไมใหการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเกินไป ถาสูงมาก จะใช 2 เครื่องมือพยายามกดระดับ

By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html

BS_2 : 111146 4

ไมใหสูงมาก หรือถาการเติบโตลงเยอะ ก็จะใช 2 นโยบายนี้พยายามพยุงใหสูงขึ้น

นโยบายการคลังกับปญหาเงินเฟอ

คือ นโยบายที่ดําเนินการโดยกระทรวงการคลัง มี 3 ดาน สําหรับการแกปญหาเงินเฟอ และเศรษฐกิจตกต่ํา

1. การใชจายเงินของรัฐบาล

1.1 Demand – Pull Inflation เมื่อใดก็ตามที่เกิดเงินเฟอดานนี้ แสดงวาเงินในระบบเศรษฐกิจมีมากเกินไป วิธี

แกคือ หยุดการใชจายเงินของรัฐ เชน มีโครงการอะไรใหญๆ ใหหยุดใหหมด เพราะการจางคือ รัฐเอาเงิน

จายลงระบบ ในทางปฏิบัติไมนาทําได เนื่องจากมีขาราชการทั่วไปประเทศเกือบ 2 ลานคน ซึ่งเราจะหยุด

จายไมได ซึ่งเปนนโยบายในแงทฤษฎี ซึ่งปฏิบัติไดยาก

1.2 Cost – Push Inflation วัตถุดิบเชนน้ํามันแพง สิ่งที่งายสุด คือ การเอากองทุนน้ํามันมาโปะไว นําเงินออกมา

จายเพื่อหยุดราคาวัตถุดิบนั้น(สนับสนุนวัตถุดิบที่เกิดปญหา) เพราะถาไมหยุด จะทําใหสินคาแพงดวย

2. ดานภาษี ภาษีแบงได 3 ประเภท ภาษีเงินไดบุคคลธรรมดา, นิติบุคคล, บริโภค

2.1 Demand – Pull Inflation ตองทําการเพิ่มภาษี เนื่องจากมีเงินมาก ก็ทําใหเงินนอย ผลคือทุกคนมีเงินนอยลง

แลวควรเก็บภาษีใดมากขึ้น เพื่อใหไดผลดีที่สุด ตอบ คือ ภาษีบุคคลธรรมดา เพราะจะทําใหเกิดการ

แกปญหาไดเร็วที่สุด เนื่องจากเมื่อมีการประกาศอัตราภาษี จะทําใหบริษัทในฐานะนายจางทําการเก็บไวให

ไดทันที เพราะผูมีรายไดนี่แหละที่กอใหเกิดเงินเฟอ สําหรับภาษีนี้ควรจะเรียกเก็บจากผูมีรายไดต่ํา ถึงปาน

กลาง เพราะผูมีรายไดกลุมนี้ใชเงินเกงมากที่สุด และเปนกลุมใหญที่กอใหเกิดเงินเฟอมากที่สุด สําหรับ

กลุมรายไดสูง เราเก็บภาษีเขาเยอะ เขาก็ไมจน และเขาใชเงินไมเกง ดังนั้นการเก็บภาษีคนกลุมรายไดสูงจึง

ไมมีผลใดมากนัก, เพิ่มอัตราภาษีนิติบุคคล จะทําใหกําไรลดลง การขยายกิจการลดลง กําลังผลิตลดลง การ

จางงานจะไมเพิ่มขึ้น ภาวะเงินเฟอก็จะเริ่มคงที่, การเพิ่มภาษีบริโภคจะทําใหคนรูสึกคนจนลง(ภาษีบริโภค

จะโดนกับประชาชนทุกกลุม ไมวาจะมีรายไดหรือไมมีรายได) คนจะซื้อของนอยลง เพราะรูสึกวาราคา

แพงขึ้น สําหรับกรณีสินคาฟุมเฟอย (เหลา, บุหรี,่ เครื่องสําอาง) นาจะมีการขยับภาษี เพราะยังไงเราก็ตอง

ซื้อไมวาจะสถานการณใด แตในทางปฏิบัติมักไมคอยทํา เพราะบางครั้งบริษัทเหลานี้จะเปนเบื้องหลังของ

รัฐบาลแบบในบางประเทศ ในทางปฏิบัติเปนทางที่ควรทํามาก แตมักทําไมไดในทางปฏิบัติ ในภาวะเงิน

เฟอนี้รัฐตองเก็บเงินที่ดึงไดไมวาวิธีใด จะตองเก็บไวหามนําไปลงทุน มิฉะนั้นเงินจะกลับสูระบบ และเฟอ

อีก

2.2 Cost – Push Inflation ลดภาษีสินคานั้นๆ เนื่องจากวัตถุดิบทําใหเกิดปญหา ดังนั้นการลดภาษีสินคานาจะ

ชวยลดราคาสินคาลงได

3. หนี้สาธารณะ

3.1 Demand – Pull Inflation เมื่อประชาชนมีเงินเยอะ รัฐก็ทําการกูเงินจากประชาชน (กูมาเก็บ ไมไดนําไป

ลงทุน)โดยการออกพันธบัตรเพื่อขายประชาชน โดยในชวงนี้ควรออกมูลคาหนาตั๋วที่คอนขางต่ํา เพราะ

กลุมที่ตองการคือ รายไดต่ํา ถึงปานกลาง ขอเสีย ตองใหดอกเบี้ยที่คอนขางสูง เพราะรัฐตองแขงกับ

ธนาคาร เพราะชวงนี้ธนาคารก็จะทําการระดมเงินฝากเพื่อนําไปปลอยกูเชนกัน ถาธนาคารไดเงินไป

ปญหาเงินเฟอก็ไมหยุด ดังนั้นรัฐตองใหดอกเบี้ยแขงกับธนาคาร

3.2 Cost – Push Inflation กูเงินไปโปะวัตถุดิบนั้นๆ



การแกไขปญหากรณีเงินเฟอ (ทุกคนมีรายไดสูง มีเงินเยอะ) นโยบายที่ไดผลที่สุดและมักใช คือ การใชนโยบายเรื่อง

ภาษี ซึ่งจะทําใหประชาชนรูสึกจนลง (ไมใชจนจริงๆ) แตกรณีของหนี้สาธารณะแมทําการขายพันธบัตรใหประชาชนแต



By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html

BS_2 : 111146 5

ประชาชนก็ยังรูสึกวาตนเองมีเงินอยูปกติ ดังนั้น ก็ยังซื้อของจับจายกันตามปกติ









By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html

BS_2 : 111146 6

ความรูเกี่ยวกับกองทุนรวมวายุภักดิ์ หนึ่ง

กองทุนรวม หมายถึง ถาเราไมมั่นใจในการบริหารเงินเพื่อการลงทุน กลัวความเสี่ยง ปญหาตางๆ เราอาจทําการซื้อ

กองทุนรวม โดยกองทุนรวมจะทําการเปดขายกองทุนรวม อาจจะคนละ 10,000 20,000 รวมเงินและนําไปลงทุนแทนเรา

เพราะบริษัทพวกนี้จะมีขอมูล ประสบการณตางๆ มากกวาเรา ดังนั้น นาจะสามารถบริหารใหเราไดดีกวา สําหรับการจะเลือก

กกองทุนรวม ก็สามารถดูลักษณะการลงทุนในกองทุนรวมไดจาก หนังสือชี้ชวน หากไมตองการความเสี่ยงมาก ก็ลงใน

กองทุนรวมประเภทหุนกู แตถากลาไดกลาเสีย ก็ลงทุนในประเภทหุนทุน, ตราสารทุน เปนตน ผลตอบแทนแลวแตเงื่อนไขแต

ละกองทุนรวมอาจไดปนผลทุกป หรือเมื่อจบสิ้นกองทุนก็ไดผลตอบแทนคืนครั้งเดียว

กรณีของกองทุนรวมวายุภักดิ์ หนึ่ง จะทําหนาที่ใหประชาชนซื้อกองทุน อยางต่ํา 1 หมื่น ไปลงทุนในรัฐวิสาหกิจ

หรือบริษัทที่ตองการจะอุม สําหรับผลตอบแทนจะไดการันตี 3% (ไมขาดทุน) โดยหาในชวง 10 ป ในแตละปไมไดประกันวา

จะไดผลตอบแทน 3% เทากันทุกป (แลวแตผลประกอบการแตละป) แตเมื่อสิ้นปที่ 10 ของการรวมกองทุน จะไดรับเงิน 1

กอน เพื่อทําการเฉลี่ยแตละปใหครบ 3% แตปญหาคือคาของเงินไมเทากัน เชน อาจารยจะใหเงิน 100 บาทวันนี้ กับในอีก 10 ป

ขางหนา เราอยากไดเงินในวันนี้มากกวา เพราะคาของเงินลดลงตลอด และลดลงดวยคาเงินเฟอ

(เพิ่มเติม) ประเด็นของการทํากองทุนรวมวายุภักดิ์ หนึ่ง เพราะเงินในระบบธนาคารคอนขางลนระบบ ธนาคารไม

กลาปลอยใหกูเงิน กลัว (NPL) ดังนั้น เพื่อใหเกิดการลงทุนจึงขายกองทุนรวมวายุภักดิ์ หนึ่ง เพื่อใหผูมีเงินฝากในธนาคารไป

ถอนเงินเพื่อซื้อกองทุน และตัวกองทุนจะเอาเงินไปทําการลงทุนตอให



นโยบายการคลังกับปญหาเศรษฐกิจตกต่ํา



1. การใชจายเงินของรัฐบาล มีเงินในมือประชาชนนอยมาก สิ่งที่รัฐบาลทําได คือ การจายเงินเขาไปเยอะๆ เมื่อเงิน

ในมือประชาชนมือเยอะ ก็จะเกิดการใชจายเกิดขึ้น มีการจางงาน ระบบเศรษฐกิจก็จะฟนตัวได

2. ดานภาษี ทําการลดภาษี แตอาจไมไดผลกับกรณีที่ระบบเศรษฐกิจตกมากๆเกือบถึงกนเหว เพราะคนจํานวนมาก

เริ่มที่จะไมมีรายได ภาษีก็ไมมีผลอะไร ดังนั้น การลดภาษีก็เหมือนไมชวยอะไรเลย การใชนโยบายภาษีตองดู

สถานการณทางเศรษฐกิจใหดี นอกจากนี้ตองดูความคาดหวังของประชาชน พวกเขายังคิดวาเศรษฐกิจจะตกต่ํา

อีกหรือไม ประชาชนอาจเก็บเงินไมยอมนํามาใชจาย ดังนั้น รัฐบาลบางชุดจึงฝนใหประชาชนเพื่อสรางขวัญ

กําลังใจใหประชาชน มีความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจ

3. หนี้สาธารณะ แกโดยกูเงินมาจายภายใน

3.1 กูเงินจากภายนอกประเทศ

3.2 กูเงินจากธนาคารแหงประเทศไทย เปนแหลงที่รัฐบาลนิยมกู เพราะงาย เนื่องจากธนาคารแหงประเทศไทย

เปนผูผลิตธนบัตร โดยวิธีการกูรัฐบาลจะออกพันธบัตรของตน เพื่อเปน Backup วางที่แบงคชาติ

นอกจากนี้สามารถใชทองคําเปน Backup หรือใชพันธบัตรรัฐบาลก็ไดเปน Backup แตก็มีบางประเทศไม

ตองทําพันธบัตรไป Backup เชน USA เพราะในตลาดตองการ USD สูงมาก









By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html

BS_2 : 111146 7



นโยบายการเงิน



ธนาคารแหงประเทศไทย เปนผูดูแล ตามทฤษฎี แบงคชาติ กระทรวงการคลัง และรัฐบาล ไมควรกาวกายกันและกัน

แตประเทศไทยก็ทํา ที่ทําไดเพราะประเทศเราเศรษฐกิจคอนขางเล็ก เพื่อใหนโยบายเปนไปในทางเดียวกัน ก็จึงจําเปนตองให

การกระทํา และนโยบายเหมือนกัน

1. ซื้อ-ขายพันธบัตร พันธบัตรที่นํามาใชซื้อขาย ก็คือพันธบัตรของรัฐบาลนั่นเองที่รัฐนํามาเปน Backup ซึ่งแบงค

ชาติจะเปนผูดูแลเม็ดเงินในระบบวามีเหมาะสมหรือไม

- ถามีเงินมากเกินไป แบงคชาติจะขายพันธบัตรออกเพื่อดึงเงินกลับคืน ซึ่งตองใหอัตราสูงคืนที่คอนขางสูง

- ถามีเงินนอยเกินไป แบงคชาติจะตองพยายามรับซื้อคืนพันธบัตรใหมากที่สุด เพื่อฉีดเงินกลับสูระบบ



2. อัตราดอกเบี้ย ไมใชเปนการสั่งจากแบงคชาติ แตแบงคชาติจะกระทําที่แบงคชาติ ซึ่งจะสงผลลักษณะนี้

แบงคชาติไมไดทําธุรกรรมใดๆโดยตรงกับประชาชน แตธนาคารพาณิชยทั่วไปจะมีแหลงเงินเพื่อไปปลอยกู 2

แหลงคือ แหลงเงินฝากของธนาคารและการกูเงินจากแบงคชาติ และแบงคชาติจะกําหนดอัตราดอกเบี้ยการกู

เงินไว เชน 5% และแบงคพาณิชยจะนําไปปลอยกูตอประมาณ 8.5% - 9% (ตนทุนบริหารประมาณ 3% + กําไร

ประมาณ 0.5%)

- ถามีเงินในระบบมากเกินไป แบงคชาติจะทําการเพิ่มอัดราดอกเบี้ยของตนเองเพิ่มขึ้น นั่นหมายวา

ตนทุนของเงินเพิ่ม สงผลใหตนทุนของบริษัทที่ตองการกูสูงขึ้น จะสงผลใหกําไรลดลง ไมจูงใจใหทํา

การขยายบริษัท

- ถามีเงินในระบบนอยเกินไป แบงคชาติจะทําการลดอัดราดอกเบี้ยของตนเอง เพราะฉะนั้น จะสงผล

ใหจูงใจที่จะมีการนําเงินออกไปลงทุน



3. เปลี่ยนแปลงอัตราเงินสํารอง แบงคชาติจะกําหนดใหทุกธนาคารทําการกําหนดเงินสํารองไวที่ธนาคารเผื่อเหตุ

ฉุกเฉิน(แบบกรณีคนแหกันมาถอน) เชน เราฝากเงินไว 100 บาท และแบงคชาติกําหนดอัตราเงินสํารองไวที่

20% นั่นหมายความวาธนาคารพาณิชยจะตองสํารองเงินไว 20 บาท และนําไปปลอยกูตอได 80 บาท

- ถามีเงินในระบบมากเกินไป แบงคชาติจะทําการเพิ่มอัตราเงินสํารอง ทําใหธนาคารปลอยเงินลงระบบ

นอยลง เพิ่มเปน 40% เราฝากเงินไว 100 บาท สํารองเงินไว 40 บาท และนําไปปลอยกูตอได 60 บาท

- ถามีเงินในระบบนอยเกินไป แบงคชาติจะทําการลดอัตราเงินสํารอง ทําใหธนาคารปลอยเงินลงระบบ

มากขึ้น ลดเปน 10% เราฝากเงินไว 100 บาท สํารองเงินไว 10 บาท และนําไปปลอยกูตอได 90 บาท



4. การกําหนดเงื่อนไขผอนสง เมื่อชวงป 41 (กอนเศรษฐกิจพัง) มีการกําหนดเงินดาวนประมาณ 25% ของการซื้อ

ของผอนสง เพื่อหยุดการซื้อ เนื่องจากมีเงินหมุนเวียนมาก แตปจจุบันคาดวาไมมีการดาวนหรือต่ํามาก เพื่อ

กระตุนใหมีการซื้อเกิดขึ้น



5. ชักจูงทางศีลธรรม เปนลักษณะการพูดคุยขอความรวมมือระหวางผูวาการแบงคชาติ กับประธานธนาคาร

พาณิชยตางๆ เพื่อขอใหชวยกันดําเนินนโยบายตางๆ อาจไดผลบาง เชน ขอใหชวยลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู แต

คงที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว ซึ่งสวนใหญธนาคารพาณิชยไมสามารถกระทําได เพราะมันมี Range การกําหนด

อัตราที่ชัดเจน เนื่องจากถาลดอัตราดอกเบี้ยลง แตไมขยับดอกเบี้ยเงินฝากก็หมายถึงการขาดทุน



By : Kittipat via at www22.brinkster.com/kittipat14/lect.html


Other docs by Suprawee Tangs...
07-Financial-Analysis-Ratio-Analysis
Views: 83  |  Downloads: 0
03-Introduction-to-Economics
Views: 5  |  Downloads: 0
INTERVIEWS
Views: 7  |  Downloads: 0
Other Document
Views: 1  |  Downloads: 0
SE_lect08-Software Testing
Views: 1  |  Downloads: 0
Transaction-1
Views: 2  |  Downloads: 0
01-Company-Organization
Views: 17  |  Downloads: 0
career-management
Views: 34  |  Downloads: 1
By registering with docstoc.com you agree to our
privacy policy

You are almost ready to download!

You are almost ready to download!