Auguste Comte 1798 1857 ?? ??? ? by 4zp8tDG

VIEWS: 304 PAGES: 69

									ประวัติศาสตร์ทางความคิดในทางนิติศาสตร์

                    โดย
         อาจารย์สุภาวิณี จิตต์สุวรรณ์
     กฎที่ ม นุ ษ ย์ ส ร้ า งขึ้ น จะ เป็ น กฎหมายก็ ต่ อ เมื่ อ
สอดคล้องกับเหตุผลที่ถูกต้องและด้วยวิธีนี้ก็เป็นที่เห็นได้
ชัดว่า มันหลั่งไหลมาจากกฎธรรมชาติที่ถูกต้อง ที่เป็น
นิรันดร ถ้าหากกฎหมายเบี่ยงเบนไปจากเหตุผลที่ถูกต้อง
เรามักเรียกว่า กฎหมายที่ไม่ยุติธรรม แต่ในกรณีเช่นนี้
มันไม่ใช่กฎหมายเลยด้วยซ้้า แต่เป็นการสร้างความชอบ
ธรรมให้กับความรุนแรง

                               ...เซนต์ ทอมัส อะไควนัส
   ท้าไมจึงศึกษาแนวความคิดของทางตะวันตก
       เนื่องจากเราเพิ่งจะรับเอาวิชากฎหมายจากชาติตะวันตกมาไม่ถึงร้อย
ปีและเรายังไม่สามารถย่อยความรู้นี้ให้ซึม ซาบเข้าสู่วัฒนธรรมของเราได้
อย่างสนิท ดังนั้น เราจึงมีความจ้าเป็นต้องท้าความเข้าใจความรู้ของ
ตะวันตกให้ถ่องแท้ยิ่งกว่านี้ ต่อไปเราจึงจะสามารถย่อยความรู้เหล่านั้น
ให้ เ ป็ น ความรู้ ข องเราเอง แล้ ว น้ า มาสานเชื่ อ มโยงเป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ของ
วัฒนธรรมของเราได้ ความคิดเรื่องนามธรรมเป็นเรื่องที่ประณีตซับซ้อน
ยิ่งกว่าเรื่องที่เป็นรูปธรรม ในเมื่อในเรื่องเทคโนโลยีเรายังไม่ทันเขา การ
ที่จะคาดหวังให้สร้างสรรค์ในเรื่องความรู้ความคิดในขณะที่ระดับวิชาการ
ในสถาบันการศึกษาชั้นสูงของเรายังมีอย่างจ้ากัด สิ่งที่เราท้าได้ในขณะนี้
ก็คือ อดทนที่จะศึกษาวิชาที่มีอยู่ให้เกิดความรู้อย่างแตกฉานและมีความ
อดทนที่ จ ะถ่ า ยทอดความรู้ ที่ ไ ด้ ม าโดยยากนี้ ใ ห้ แ ก่ อ นุ ช นรุ่ น หลั ง และ
พัฒนาจนกระทั่งมาตรฐานทางวิชาการของเราขยับยกให้สูงขึ้นถึงระดับ
ทั ด เที ย มกั บ ชาติ ต ะวั น ตก ถึ งตอนนั้ น การสร้ า งสรรค์ ท างวิช าการก็จ ะ
เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ประวัติศาสตร์ทางความคิดของทางตะวันตก
    1.         แนวความคิดที่ว่าด้วยคุณค่าและวัตถุประสงค์ของ
กฎหมายในเชิงวิทยาศาสตร์
               คำว่ำ “คุณค่ำ” หรือ Value เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่อง
คุณภำพ (Quality) ซึ่งคุณค่ำนี้ คือ ทัศนคติ (Attitude) ที่
มนุษย์มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่ำ มีควำมยุติธรรม หรืออยุติธรรม ดีหรือเลว
สวยหรื อ ไม่ ส วย มี คุ ณ ประโยชน์ ห รื อ มี โ ทษ กำรศึ ก ษำคุ ณ ค่ ำ ของ
กฎหมำยนั้นเรียกว่ำ Philosophy of Ethics บำงคนเรียกว่ำ
Teleology คือ กำรศึกษำถึงวิวัฒนำกำรของสิ่งต่ำง ๆ โดยเริ่มต้น
ศึกษำคุณค่ำหรือวัตถุประสงค์ของมัน
        ในทำงศำสนำนั้น ศำสดำของทุกศำสนำมักจะกล่ำวถึงวัตถุประสงค์
ของศำสนำเสมอ และกฎเกณฑ์ ท ำงศำสนำนั้ น ก็ จ ะตั้ ง ขึ้ น เพื่ อ บรรลุ
วัตถุประสงค์อันนี้
        ในระยะแรก ๆ ของกำรวิวัฒนำกำรทำงศำสนำนั้นจะเห็นได้ว่ำ ศำสดำ
มักจะตั้งวัตถุประสงค์ให้เป็นแบบขั้นสุดยอดเสมอ (Ultimate Aim)
และกำรสอนให้ ป ระพฤติ ต ำมกฎเกณฑ์ ท ำงศำสนำนั้ น ก็ เ พื่ อ บรรลุ
วัตถุประสงค์อันนี้ วัตถุประสงค์ในทำงศำสนำนั้นเป็นแบบอุดมกำรณ์นิยม
(Idealism) กล่ำวคือ ในศำสนำโรมันคำธอลิคมักจะกล่ำวถึงพระเจ้ำ
(God)                  กล่ำวถึงชีวิตในสวรรค์ซึ่งเป็นชีวิตร่วมในสังคมของพระเจ้ำ
(New life in communion with God) ส่วนในทำง
พระพุทธศำสนำนั้น วัตถุประสงค์ขั้นสุดยอดก็เพื่อที่จะบรรลุนิพพำน ซึ่ง
หมำยควำมว่ำ มนุษยโลกจะได้หลุดพ้นจำกกำรเวียนว่ำยตำยเกิด หลุดพ้น
จำกกงกำกงเกวียนหรือกฎแห่งกรรม ผู้สอนศำสนำทุกผู้ทุกนำมพยำยำม
สอนให้สำนุศิษย์มีควำมเชื่ออย่ำงท่วมท้นในสิ่งอันเป็นอุดมกำรณ์เหล่ำนี้
เพื่ อ ให้ ป ฏิ บั ติ ต ำมหลั ก กำรและกฎเกณฑ์ ท ำงศำสนำ นี่ คื อ คุ ณ ค่ ำ
(Value) ของกำรมีกฎเกณฑ์และปฏิบัติตำมกฎเกณฑ์ทำงศำสนำ
        อุ ด มกำรณ์ เหล่ ำ นี้ ไ ม่ ใ ช่ สิ่ ง ที่ เ ป็น ปฏิ ฐ ำน แต่ เ ป็น สิ่ งที่ อ ยู่น อกเหนื อ ธรรมชำติ ซึ่ ง
เรียกว่ำ เมตำฟิสิคส์ (Metaphysics) สิ่งเหล่ำนี้อยู่นอกเหนือควำมคิดและเหตุผล
ของมนุษย์ในกำรที่จะอ้ำงอิงไปถึง (Beyond the realm of human
reasoning) พวกที่เชื่อในสิ่งเหล่ำนี้เป็นพวกจิตนิยม (Idealist) ในทำงศำสนำยุค
หลัง ๆ จะมีขบวนกำรต่อต้ำนลัทธิจิตนิยม หรืออุดมกำรณ์ นิยม และขบวนกำรต่อต้ำนนี้ก็
คือ พวกที่เชื่อในลัทธิปฏิฐำนนิยม (Positivism) พวกนี้พยำยำมศึกษำคุณค่ำของ
ศำสนำว่ำเป็นปฏิฐำน กล่ำวคือ จุดมุ่งหมำยในกำรปฏิบัติตำมหลักเกณฑ์แห่งศีลธรรม
ทำงศำสนำจะทำให้คนเป็นคนดี ทำให้คนอยู่กันอย่ำงสันติในโลกมนุษย์ปัจจุบัน ทำให้
ประเทศชำติเจริญรุ่งเรือง เช่น ถ้ำทุกคนอยู่ในควำมสงบไม่รบรำฆ่ำฟันกัน คุณค่ำของมัน
ก็จะมีอยู่ว่ำ กำรพัฒนำเศรษฐกิจของชำติจะเป็นไปด้วยดีมีกำรลงทุนอย่ำงสม่ำเสมอ
ควำมมั่นคงของชำติก็จะถูกรักษำไว้ให้เนิ่นนำน ทั้งนี้เพรำะตำมทฤษฎี ปฏิฐำนนิยมแบบ
วิทยำศำสตร์ (Scientific Positivism) นั้น ปรำกฏกำรณ์ที่เรียกว่ำ ศำสนำหรือ
แบบแผนทำงศำสนำนั้ น มี ค วำมเกี่ ย วเนื่ อ งกั บ ปรำกฏกำรณ์ แ บบอื่ น ๆ ด้ ว ย เช่ น
ปรำกฏกำรณ์ทำงกำรเมือง เศรษฐกิจ อำรยธรรม และอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ กำรประเมิน
คุ ณ ค่ ำ ของศำสนำจึ ง ขึ้ น อยู่ กั บ ว่ ำ เมื่ อ มั น มี กิ ริ ย ำสั ม พั น ธ์ หรื อ ปฏิ กิ ริ ย ำตอบโต้ กั บ
ปรำกฏกำรณ์แบบอื่น ๆ แล้ว มันจะให้คุณหรือให้โทษแก่สังคมมำกน้อยขนำด เรื่องนรก
สวรรค์นี้ต้องจัดว่ำเป็นอจินไตย (Unknowable
                  Emile Durkheim
            เกิดในปี ค.ศ. 1858 ที่ประเทศฝรั่งเศส
       ได้สอนปรัชญำในสถำบันกำรศึกษำหลำยสถำบันก่อนที่จะได้มำเป็น
อำจำรย์ ผู้ บ รรยำย ณ มหำวิ ท ยำลั ย บอร์ โ ด (University                         of
Bordeaux)                   เขำเป็นผู้มีควำมเพียรและมำนะอุตสำหะในกำรศึกษำ
อย่ำงลึกซึ้งถึงประวัติควำมเป็นมำของศำสนำ และทัศนคติที่บุคคลในสังคม
ล้ำสมัย (Primitive Societies) โดยผลกำรวิจัยของเขำปรำกฏ
ออกมำว่ ำ ในสั ง คมล้ ำ สมั ย นั้ น มนุ ษ ย์ ถู ก ครอบง ำในเรื่ อ งศำสนำและ
อิ ท ธิ ป ำ ฏิ ห ำ ริ ย์ ต่ ำ ง ๆ ใ น ท ำ ง เ ท ว วิ ท ย ำ แ ล ะ ท ำ ง อ ภิ ธ ร ร ม ะ
(Metaphysics) ครั้นเมื่อสังคมเจริญมำกขึ้นด้วยอำนำจของสสำร
ธรรมะ อำนำจปำฏิหำริย์ และควำมศักดิ์สิทธิ์ทำงศำสนำจึงลดลง คนจึง
มองศำสนำเป็นเพียงแนวทำงประพฤติปฏิบัติ ซึ่งเรียกว่ำ Norm เพื่อให้
เ กิ ด ค ว ำ ม ส ง บ สุ ข ใ น สั ง ค ม เ ท่ ำ นั้ น ซึ่ ง Durkheim เ รี ย ก ว่ ำ
Laicization หมำยถึง ทุกสิ่งทุกอย่ำงเริ่มแยกตัวออกจำกเทววิทยำและ
หลักอภิธรรมะ คือ เริ่มวิวัฒนำกำรมำเป็นปฏิฐำนนิยมนั่นเอง
          Saint – Simon (1760-1825)
      นักปรัชญำเมธีในสมัยศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นผู้วำงรำกฐำนไว้ให้ปรัชญำ
เมธีในศตวรรษที่ 19 กล่ำวไว้ว่ำ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งเดียวที่จะ
ท้าให้มนุษย์รู้จักค้นพบคุณค่าของสังคมและสนับสนุนผลประโยชน์ของ
กลุ่มชน และการจะท้าดังนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราคิดว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่ง
ของธรรมชาติ เขำได้เน้นให้เห็นถึ งบทบำทของข้ อ เท็จ จริงในธรรมชำติที่
สังเกตได้ (Observedfacts) และเน้นให้เห็นถึงควำมสำคัญของกำร
สังเกต กำรตั้งสมมติฐำน และกำรทดลองแบบวิทยำศำสตร์ ดังนั้น จะเห็นได้
ว่ำ ตั้งแต่บัดนั้นมำ ควำมคิดของปรัชญำเมธีมีลักษณะจะเป็น แบบปฏิฐำน
คือ ผูกพันเฉพำะแต่กับข้อเท็จจริงในสังคม กล่ำวคือ กำรนำเอำควำมคิดทำง
ปรัชญำมำผูกติดให้สัมพันธ์กับวัตถุและข้อเท็จจริงทำงธรรมชำตินั้น เป็นกำร
ประยุกต์เอำวิทยำศำสตร์ของนิวตัน (Newtonian Science) มำใช้กับ
ควำมสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคม
      Auguste Comte (1798-1857)
      กล่ำวว่ำ ควำมคิดทำงปรัชญำนั้นวิวัฒนำกำรมำเป็นสำมขั้นตอน คือ
Theological, Metaphysical และ Positivist Stages
      เขำเปรี ย บเที ย บว่ ำ มั น คล้ ำ ยกั บ ชี วิ ต ของมนุ ษ ย์ โดยในวั ย เยำว์ นั้ น
(Infancy) เด็กมักคลั่งศำสนำ คนที่มีควำมคิดยังไม่พัฒนำจะเหมือนเด็ก
คือ ฝักใฝ่ในพระเจ้ำภูตผีปีศำจ และสิ่งเหลือเชื่อทั้งหลำย ครั้นเข้ำวัยหนุ่ม
(Adolescence)                คนเรำเริ่มเชื่อในสิ่งที่เป็นนำมธรรม (Abstact
Principle) นอกเหนือธรรมชำติ ครั้นเข้ำวัยผู้ใหญ่ (Maturity) คนเรำ
จะคิดเป็นปฏิฐำน คือ เชื่อในเรื่องข้อเท็จจริงที่สังเกตได้ในธรรมชำติเท่ำนั้น
      แนวควำมคิดเหล่ำนี้ Comte ต้องนิรนัย (Deducing) เอำมำจำก
ชีวิตจริงของตนเป็นแน่แท้ เพรำะเมื่อเป็นเด็กเขำเป็น คำธอลิคที่ดี ต่อมำเขำ
เลิกนับถือศำสนำ และในที่สุดก็มำเป็นนักปฏิฐำนนิยมผู้มีจิตใจวิทยำศำสตร์
   แนวความคิดในการศึกษาคุณค่าของกฎหมายแบบเมตาฟิสิคส์
        (Metaphysical Study of Value)


       กฎหมำยต้องมีคุณค่ำจึงจะตรงกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ดังนั้น
ผู้ร่ำงกฎหมำย ผู้ใช้กฎหมำยตลอดจนปรัชญำเมธีต้องสนใจในเรื่องวิธี
กำรศึกษำคุณค่ำของกฎหมำย และในกำรศึกษำนี้ต้องกำรวิธีกำรทำง
ปรัชญำชั้นสูง ดังที่ Plato กล่ำวไว้ว่ำ “รัฐจะไม่สำมำรถแก้ปัญหำ
ของสังคมได้เลย จนกระทั่งปรัชญำเมธีมำเป็นผู้บริหำรรัฐ หรือผู้บริหำร
รัฐกลำยเป็นปรัชญำเมธีไป
     Plato กล่ำวว่ำ ในอุดมรัฐนั้น ผู้มีปัญญำอันสูงส่งเท่ำนั้นที่จะ
สำมำรถใช้จิตแสวงหำกฎเกณฑ์แห่งควำมยุติธรรมได้
     กำรใช้จิตนี้ Plato กล่ำวว่ำ ไม่จำเป็นต้องอำศัยประสบกำรณ์
ทฤษฎี เ มตำฟิ สิ ค ส์ อั น นี้ ป ฏิ เ สธหลั ก กำรที่ ว่ ำ ประสบกำรณ์
(Experience) จะสำมำรถช่วยให้มนุษย์แสวงหำควำมยุติธรรมใน
สังคมได้ กำรใช้ประสบกำรณ์เข้ำช่วยพิเครำะห์กฎหมำยนี้ เป็นสิ่งที่
ตรงกันข้ำมกับทฤษฎีเมตำฟิสิคส์ และกำรใช้ประสบกำรณ์ในปรัชญำนี้
เรียกว่ำ ประจักษวำท (Empiricism) ซึ่งตรงกันข้ำมกับอุดมกำรณ์
นิยมแบบเมตำฟิสิคส์
      ปรัชญำของ Plato เกี่ยวกับเรื่องกำรค้นหำแบบ Form แห่งควำม
ยุติธรรมนี้ ได้มีอิทธิพลอย่ำงมำกมำยในปรัชญำของ Aristotle และ
ปรัชญำของนักปรำชญ์สำนัก Stoics
      Aristotle กล่ำวว่ำ ในโลกแห่งควำมเป็นจริง กำรค้นพบกฎที่มี
ควำมยุติธรรมโดยธรรมชำตินั้นจะกระทำกันอย่ำงสมบูรณ์แบบไม่ได้ เพรำะ
สติปัญญำของมนุษย์นั้นมิได้สูงส่งทัดเทียมกันหมด กำรใช้จิตศึกษำค้นหำ
ควำมยุติธรรมนี้ย่อมเป็นของยำกมำก
      แ น ว ค ว ำ ม คิ ด ข อ ง Aristotle ต่ ำ ง กั บ Plato ต ร ง ที่ ว่ ำ
Aristotle ยังคิดว่ำ กฎแห่งควำมยุติธรรมโดยธรรมชำติ ซึ่งเรียกว่ำ กฎ
ธรรมชำติ (Natural Law) นี้มีได้ในสังคมปัจจุบันและอำจมีปรัชญำ
เมธีคิดค้นขึ้นได้ เพรำะฉะนั้น Aristotle จึงเป็นพวกนิยมลัทธิสัจธรรม
(Realism) คือคิดว่ำ กฎหมำยธรรมชำติอำจเป็นของจริงได้ คือ เป็น
สัจจะ ไม่ใช่เป็นเพียงกฎหมำยแต่เพียงในนำม หรือที่เรียกว่ำ ลัทธินำมนิยม
(Nominalism)
       ควำมยุติธรรมโดยธรรมชำตินั้นแบ่งได้เป็นสองชนิดคือ
       (1) Corrective Justice: คือ ควำมยุติธรรมที่มีไว้เพื่อแก้ไขกฎหมำย
เดิมที่ไม่ยุติธรรมหรือมีไว้เพื่อชดเชยควำมเสียหำย เช่น ชดเชยให้ค่ำเสียหำยจำก
กำรผิดสัญญำ
       (2) Distributive Justice: คือ ควำมยุติธรรมในกำรแบ่งสันปันส่วน
กฎแห่งควำมยุติธรรม โดยมีปัญหำ 2 ประกำรคือ
            (2.1) เรำจะค้นหำกฎนี้ได้อย่ำงไร
                               ้
           (2.2) กฎที่ค้นหำนีจะมำใช้ในสังคมได้อย่ำงไร
       กล่ำวกันว่ำ กำรค้นกฎหมำยที่ยุติธรรมนั้น จะต้องใช้จิตชั้นสูง ซึ่งเป็นแบบ
อุดมกำรณ์นิยม และกำรใช้จิตแบบอุดมกำรณ์นิยมของ Aristotle เป็นประเภท
เดี ย วกั บ Plato                 คื อ เป็ น แบบอภิ ป รั ช ญำปรนั ย (Objective
Metaphysics) หรืออุดมกำรณ์นิยมปรนัย (Objective Idealism) โดย
มีควำมเชื่อว่ำ มโนคติหรือจิตที่ค้นหำจะต้องมีสูตรหรือแบบฟอร์มอยู่แล้ว ปรัชญำ
เมธีเพียงค้นหำแบบฟอร์มที่เป็นปรนัยเท่ำนั้น จิตที่ค้นหำจะต้องเป็นจิตที่มีสัจจะและ
รอบรู้ (Rational Mind) ของปรัชญำเมธี
      ด้วยเหตุนี้เขำจึงคิดทฤษฎีแห่งควำมเสมอภำคขึ้น (The Theory
of Equality) ซึ่งเขำกล่ำวว่ำ ควำมยุติธรรมจะเข้ำใจได้ในหลักแห่ง
ควำมเสมอภำคเท่ำนั้น ซึ่งควำมเสมอภำคมีอยู่สองชนิดคือ
      (1) Numerical Equality : หลักอันนี้ให้มนุษย์มีควำมเท่ำ
เทียมกันในบำงเรื่อง โดยถือเสมือนว่ำ คนมีควำมเสมอภำคกัน ทุกคนมี
สิทธิได้รับควำมคุ้มครองจำกกฎหมำยเท่ำเทียมกัน (All Citizens are
Equal Before The Law)
      (2) Proportional Equality : ในบำงเรื่องจะมำยึดหลักให้
คนเท่ำเทียมกันไม่ได้ แต่ควำมเท่ำเทียมกันในบำงเรื่องต้องเป็นสัดส่วน ใน
บำงเรื่ อ งคนควรได้ รั บ ส่ ว นแบ่ ง โดยเฉพำะในเรื่ อ งที่ เ กี่ ย วกั บ ทรั พ ย์ ต ำม
ฐำนำนุรูป คือ แบ่งสันปันส่วนโดยคำนึงถึงควำมสำมำรถ ผลงำน และ
ควำมสำเร็จของเขำ
         ลักษณะของกฎที่มีควำมยุติธรรมโดยธรรมชำตินั้น ต้องเป็นกฎทั่วไปที่ใช้ได้กับ
คนทุกคน เนื่องจำกว่ำ คนเรำมีควำมเท่ำเทียมกัน จึงต้องอยู่ภำยใต้กฎเกณฑ์ที่เท่ำ
เทียมกัน Stoic คล้ำยกับ Aristotle ตรงที่มีควำมเห็นว่ำ กฎธรรมชำตินี้เป็นสิ่ง
ที่ต้องนำมำใช้ในรัฐปัจจุบันและเป็นหน้ำที่ของรัฐโดยตรงที่จะต้องนำกฎนี้มำใช้ จะ
เห็นได้ว่ำ ปรัชญำของ Stoic มีควำมคล้ำยกับ Aristotle แต่แตกต่ำงกับ
Plato โดยมีข้อแตกต่ำงดังนี้
         (1) Plato สนใจแต่เฉพำะกฎหมำยที่เป็นอุดมกำรณ์และไม่สนใจกฎหมำย
ปฏิฐำนที่มีอยู่ในสังคม และมีควำมสงสัย (Sceptic) อยู่ตลอดเวลำว่ำ มนุษย์ใน
สังคมจะสำมำรถค้นหำกฎหมำยอุดมกำรณ์ได้หรือไม่ โดยในกำรค้นหำกฎหมำย
อุดมกำรณ์นั้น Plato ใช้จิตเป็นหลักและเชื่อว่ำเป็นกำรค้นหำกฎหมำยเท่ำนั้น
ไม่ ใ ช่ ส ร้ ำ งกฎหมำยขึ้ น มำใหม่ กำรค้ น หำนี้ ใ ช้ เ หตุ ผ ลประกอบกั บ จิ ต และไม่
จำเป็นต้องใช้ประสบกำรณ์ วิธีกำรค้นหำแบบนี้เรียกว่ำ A priori method
         (2) กฎอุดมกำรณ์เหล่ำนี้จะกลำยมำเป็นกฎหมำยธรรมดำไม่ได้ โดยอำศัย
กำรประพฤติปฏิบัติตำม กล่ำวอีกอย่ำงหนึ่งก็คือว่ำ Plato ปฏิเสธวิธีกำรที่เรียกว่ำ
A posteriori method
       แนวควำมคิดของ Stoic ได้มีอิทธิพลต่อนักนิติศำสตร์สมัยโรมันอย่ำงมำก ในสมัย
สำธำรณรัฐในโรมันโบรำณนั้น มีนักนิติศำสตร์ผู้หนึ่งชื่อ Cicero ได้พยำยำมนำเอำ
แนวควำมคิดของ Stoic ในกำรค้นหำกฎแห่งควำมยุติธรรมมำใช้ Cicero กล่ำวว่ำ กฎ
แห่งควำมยุติธรรมนั้น เป็นกฎซึ่งเกิดจำกเหตุผลตำมธรรมชำติของมนุษย์ซึ่งมีสติปัญญำ
และกฎนี้ Cicero เรียกว่ำ กฎหมำยธรรมชำติ (Jus Naturale)                      กฎหมำย
ธรรมชำติเป็นควำมยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปและควำมข้อนี้ปรำกฏอยู่ในประมวล
กฎหมำย Corpus Juris Civilis ของ Justinian Cicero กล่ำวว่ำ เป็นหน้ำที่
ของรัฐที่จะต้องสร้ำงกฎหมำยทั่วไปให้ใกล้เคียงกฎหมำยธรรมชำติและกฎที่รัฐสร้ำงขึ้นนี้
Cicero เรียกว่ำ Jus – Gentium ซึ่งเป็นกฎทั่วไปไม่ใช่กฎเฉพำะแห่งท้องถิ่นใด
ท้องถิ่นหนึ่ง กฎเฉพำะที่ใช้ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งนั้นเรียกว่ำ Jus Civile โดยมีข้อ
ควรสังเกตดังนี้
       (1) กำรค้นพบกฎธรรมชำตินี้เป็นเรื่องของเหตุผลและจิตของมนุษย์ประกอบกัน
เป็นวิธีกำร เป็นแบบ A priori method
       (2) กฎนี้อำจกลำยมำเป็นกฎหมำยปฏิฐำน (Positive Law) ได้ และกำรที่จะ
กลำยมำเป็นกฎหมำยปฏิฐำนก็โดยอำศัยอำนำจของผู้มีอำนำจสร้ำงกฎหมำย Cicero
ปฏิเสธเรื่องกำรใช้หลักประพฤติปฏิบัติ (habit) แต่กลับเชื่อเรื่องควำมสัมพันธ์ของ
เหตุผลและจิตในกำรกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นในสังคม พูดอีกอย่ำงหนึ่งก็คือ เชื่อในเรื่องคำสั่ง
(Command) ไม่เชื่อเรื่อง A posteriori method ในกำรสร้ำงกฎหมำย
       กฎหมำยธรรมชำติของ Cicero อันเป็นกฎซึ่งเกิดจำกเหตุผลตำม
ธรรมชำติ ข องมนุ ษ ย์ ซึ่ ง มี สติ ปั ญ ญำ ซึ่ งเป็ น หน้ ำ ที่ ข องรั ฐ ที่จ ะต้ อ งสร้ ำ ง
กฎหมำยทั่วไปให้ใกล้เคียงกฎหมำยธรรมชำตินั้น เป็นแนวคิดที่คล้ำยคลึง
กับ แนวควำมคิด ของพระธรรมปิ ฎก (2543, หน้ำ 38) ซึ่ งมี ควำมเห็นว่ ำ
พระพุทธศำสนำมองธรรมชำติของมนุษย์ว่ำ หำกไม่พิจำรณำถึงธรรมชำติ
ของมนุษย์ ศำสตร์ทั้งหลำยจะไม่เกิดประโยชน์แก่มนุษย์เท่ำที่ควร ศำสตร์
ทุกศำสตร์จะต้องลงไปถึงธรรมชำติของมนุษย์ และจะต้องตั้งอยู่บนฐำนของ
ปัญญำที่เข้ำใจควำมจริงตั้งแต่ธรรมชำติของมนุษย์เพรำะว่ำในที่สุดนั้น กำร
จัดตั้งวำงระบบทุกอย่ำงเรำทำขึ้นมำเพื่อประโยชน์แก่มนุษย์ ถ้ำไม่เข้ำใจ
ธรรมชำติของมนุษย์แล้ว เรำก็ไม่รู้ว่ำชีวิตมนุษย์จะอยู่ไปทำไม เขำต้องกำร
อะไรและเรำควรทำอะไรให้เขำ ถ้ำเรำไม่เข้ำใจธรรมชำติหรือควำมจริงแห่ง
ชีวิตของมนุษย์ สิ่งที่เรำทำให้เขำนั้นแทนที่จะเป็นประโยชน์อำจจะกลำยเป็น
โทษเป็นพิษเป็นภัยแก่เขำก็ได้ ทั้งที่เรำอำจจะมีเจตนำดีก็ตำม
      มำตรกำรทำงด้ำนกำรปกครองและกฎหมำยจะเป็นสิ่งที่ส่งเสริม
กำรค้นคว้ำแสวงปัญญำและกิจกรรมต่ำง ๆ เพื่อพัฒนำภูมิปัญญำของ
ประชำชน เพื่อให้ชีวิตเข้ำถึงควำมดีงำม ควำมเป็นเลิศ ควำมสุข และ
อิสรภำพที่แท้จริง กำรปกครองที่มีกฎหมำยเป็นเครื่องมือในกำรจัดสรร
สั ง คมเพื่ อ ให้ ม นุ ษ ย์ อ ยู่ กั น โดยสงบเรี ย บร้ อ ยนี้ จึ ง มี ค วำมมุ่ ง หมำย
เพื่อให้ควำมเป็นอยู่ที่สงบเรียบร้อยนั้นเป็นสภำพที่เอื้อต่อกำรที่แต่ละ
บุคคลในสังคมนั้นจะได้มีโอกำสเรียนรู้ ฝึกหัด ศึกษำ พัฒนำตนให้
เข้ำถึงชีวิตที่ดีงำมยิ่ง ๆ ขึ้นไป กำรปกครองที่แท้และกฎหมำยที่ถูกต้อง
จึงมีจุดหมำยสอดคล้องกับธรรมชำติของมนุษย์
                           พระธรรมปิฎก
      วินัยเป็นระเบียบชีวิตและระบบกิจกำรของสังคมมนุษย์ที่จัดตั้งขึ้นมำ
ด้ ว ยปรี ช ำญำณที่ เ ข้ ำ ถึ ง ควำมจริ ง ของกฎธรรมชำติ เพื่ อ ให้ ม นุ ษ ย์ ไ ด้
ประโยชน์จำกธรรม คือ ควำมจริงของกฎธรรมชำตินั้น และจะได้มีชีวิตที่ดี
งำม วินัยจึงต้องตั้งอยู่บนฐำนของควำมเข้ำใจในควำมจริง และกำรที่มนุษย์
จะเข้ำถึงควำมดีงำมนี้ได้ มนุษย์จะต้องเรียนรู้ฝึกหัดพัฒนำตน วินัยจึงเป็น
เครื่องมือพัฒนำที่จะนำพำมนุษย์ให้เข้ำถึงธรรมและได้ประโยชน์จำกธรรม
นั้น กฎหมำยกับวินัยมีควำมใกล้เคียงกัน พระพุทธเจ้ำทรงบัญญัติสิกขำบท
แต่ละข้อเพื่อประโยชน์ดังนี้
      1. เพื่อประโยชน์แก่สงฆ์หรือส่วนรวม
      2. เพื่อประโยชน์แก่ตัวบุคคล
      3. เพื่อประโยชน์แก่ชีวิตของมนุษย์
      4. เพื่อประโยชน์แก่ประชำชนทั่วไปที่เป็นสังคมใหญ่
      5. เพื่อประโยชน์แก่ตัวพระศำสนำ
      กฎหมำยที่ แ ท้ จึ ง ประสำนประโยชน์ ข องบุ ค คลเข้ ำ กั บ สั ง คมและ
ประสำนสมมติของมนุษย์ให้เข้ำกับควำมจริงแท้ของธรรมชำติ กำรตั้ง
กฎเกณฑ์หรือกติกำสังคมเพื่อประโยชน์ในกำรสร้ำงสภำพที่มนุษย์จะอยู่กัน
ด้วยควำมสงบเรียบร้อยเป็นอันดี โดยให้สภำพที่สงบเรียบร้อยนั้น เป็น
เครื่องเกื้อหนุนต่อกำรที่มนุษย์เหล่ำนั้นทุกคนจะเข้ำถึงชีวิตที่ดีงำมยิ่ง ๆ ขึ้น
ไป คือ เป็นกำรสร้ำงสภำพเอื้อต่อกำรที่บุคคลจะได้พัฒนำควำมสำมำรถใน
กำรที่จะมีชีวิตที่ดี โดยกฎสำมำรถออกเป็นสองชนิด ดังนี้
      1. กฎธรรมชำติ เป็นกฎแห่งควำมจริงแท้ที่มีอยู่เป็นอยู่ของมันตำม
ธรรมดำ เรำต้องรู้ และรู้ให้ชัดให้ทั่วตลอด ไม่รู้เรำก็พลำด กฎไม่ผิด เรำ
พลำดเอง
      2. กฎมนุษย์ เป็นกฎที่มนุษย์สร้ำงขึ้นมำ เมื่อมนุษย์สร้ำงเองก็มี
พลำดกลำยเป็นกฎที่ผิด
     เมื่อดูประวัติศำสตร์โรมันจะพบว่ำ ในสมัยสำธำรณรัฐตอนปลำยต่อ
สมัยคลำสสิคนั้น มีผู้พิพำกษำประเภทหนึ่งเรียกว่ำ Praetors ได้รับ
มอบอำนำจจำกจักรพรรดิ โดยบัญชำที่เรียกว่ำ Imperium จึงสำมำรถ
เขียนคำสั่ง (Interdicts) ประกำศกฎหมำยใหม่ ๆ ขึ้นได้ ซึ่งกฎหมำยนี้
มีควำมยุติธรรมโดยธรรมชำติแฝงอยู่ กฎหมำยที่ออกมำโดยบัญชำของ
Praetors นี้เรียกว่ำ Jus Gentium เป็นกฎที่สืบมำจำกกฎหมำย
ธรรมชำติ (Jus Naturale) โดยตรง
     ปรัชญำกรีกและโรมันในเรื่องกำรค้นหำควำมยุติธรรมตำมทฤษฎีเม
ตำฟิ สิ ค ส์ นี้ ต กทอดมำถึ ง สมั ย กลำงโดยปรั ช ญำเมธี ส องท่ ำ นคื อ
St.Augustine และ St. Thomas Aquimas แต่ในสมัยกลำงนี้
ศำสนจักรมีอิทธิพลอยู่เหนืออำณำจักร ด้วยเหตุนี้ เหตุผลบริสุทธิ์ (Pure
Reason) ในสมัยกรีกและโรมันจึงตกอยู่ภำยใต้กำรเจือปนของกฎเกณฑ์
ทำงเทววิ ท ยำและอภิ เทวำ ท ำให้ เหตุผ ลกลำยเป็ นเหตุ ผลแบบอภิ เทวำ
(Divine Reason)
                  St. Augustine
      ซึ่งเป็นผู้นิยมในหลักของ Plato      ในเรื่องของกำรใช้เหตุผล
ประกอบดวงจิตเพื่อกำรค้นหำสูตรแห่งควำมยุติธรรม แต่เหตุผลนั้นมี
อิทธิพลทำงศำสนำอยู่มำก St. Augustine เหมือนกับ Plato
ตรงที่ว่ำ Augustine เชื่อว่ำกฎหมำยนี้เป็นอุดมกำรณ์ และเชื่อว่ำ
สังคมอุดมกำรณ์นั้นเป็นสังคมแห่งควำมรัก (Community of
Love) ซึ่งเขำคิดว่ำในสังคมธรรมดำจะไม่สำมำรถมีกฎหมำยแบบ
อุดมกำรณ์ได้ Augustine               เป็นพวกนำมนิยม คือ เชื่อว่ำ
กฎหมำยที่ดีมีได้แต่ในนำมเท่ำนั้น โดยในสังคมแห่งควำมรักของเขำ
นั้น กฎหมำยอุดมกำรณ์ต้องประกันควำมสงบเรียบร้อยและศีลธรรม
อันดีงำมของประชำชนที่อยู่อำศัย
                  St. Thomas Aquinas
         ได้ให้คำจำกัดควำมของกฎหมำยไว้ว่ำ “กฎหมำยเป็นระเบียบแห่งเหตุผล
  (Reason) สำหรับประโยชน์ของส่วนรวม กฎหมำยต้องมีกำรประกำศใช้
  โดยผู้บริหำรสังคม” สำหรับ Thomas Aquinas นั้น กำรแสวงหำ
  ควำมยุติธรรม ต้องเป็นควำมยุติธรรมที่ทำควำมเจริญให้แก่ส่วนรวม ไม่ใช่
  เพื่อส่วนตัว นอกจำกจิตที่แสวงหำควำมยุติธรรมจะต้องเป็นจิตที่อยู่ภำยใต้
  เงื่อนไขของเหตุผลของมนุษย์แล้ว ยังต้องอยู่ในเหตุผลของอภิเทวำด้วย ซึ่ง
  เขำเรียกว่ำ Higher or devine reason
•        Aquinas กล่ำวว่ำ ผู้ที่ใช้เหตุผลค้นหำกฎแห่งควำมยุติธรรมนี้ ต้อง
  เ ป็ น สั ง ค ม (Community) ห รื อ ไ ม่ ก็ ต้ อ ง เ ป็ น ตั ว แ ท น ข อ ง สั ง ค ม
  (Representatives of the People) ทั้งนี้ เพรำะควำมยุติธรรม
  เป็ น เรื่ อ งของส่ ว นรวม กล่ ำ วคื อ จะต้ อ งน ำควำมเจริ ญ มำสู่ ส่ ว นรวม
  นอกจำกนั้น เมื่อได้ค้นพบกฎแห่งควำมยุติธรรมแล้วต้องประกำศใช้อย่ำง
  แพร่หลำย (Publication) ด้วยเพื่อที่จะทำให้ทุกคนในสังคมรับทรำบ
                     ในยุคต้นศตวรรษที่ 12
       เป็นสมัยที่มีกำรรวบรวมกฎหมำยพระขึ้นเป็นหมวดหมู่เช่นเดียวกันกับ
กฎหมำยมนุษย์ เรียกว่ำ Corpus Juris Canonici ในกฎหมำยพระ
นั้นส่วนที่เป็นของนักปรำชญ์ทำงศำสนำเชื่อว่ำ Gratian นั้น ได้ถูกแก้ไข
โดยเติมข้อควำมเข้ำไปว่ำ “กฎหมำยธรรมชำติเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมำย
พระเจ้ ำ ที่ ป ระกำศใช้ โ ดยทำงศำสนจั ก ร” ควำมข้ อ นี้ไ ม่ มี ผู้ใ ดอธิ บ ำยได้
จนกระทั่ง St. Thomas                       Aquinas             เขียนบทควำมชื่อว่ำ
Summae Theologica กล่ำวว่ำ ที่จริงแล้ว กฎหมำยธรรมชำติ
ยังคงเป็นเหมือนเดิมทุกประกำร กล่ำวคือ ยังขึ้นอยู่กับเหตุผลของมนุษย์
แต่ในกำรใช้เหตุผลนั้นต้องขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ทำงศำสนำ ซึ่งในทำงทฤษฎี
อำจจะกล่ำวได้ว่ำ กำรอธิบำยเช่นนี้ทำให้กำรใช้เหตุผลมีสภำพเปลี่ยนไป
แต่ ใ นทำงปฏิ บั ติ แ ล้ ว จะเห็ น ได้ ว่ ำ ไม่ มี อ ะไรเปลี่ ย นแปลง ทุ ก อย่ ำ ง
เหมือนเดิมทุกประกำร
                        ในราวศตวรรษที่ 16-17
        เป็นยุคของกำรปฏิรูปศำสนำและเป็นยุคที่อำณำจักรกำลังประกำศตนเองออก
จำกอิทธิพลของศำสนจักร ในขณะเดียวกันก็เป็นยุคที่มีกำรพัฒนำวิชำคณิตศำสตร์
และวิ ท ยำศำสตร์ อ ย่ ำ งแพร่ ห ลำย เหตุ ก ำรณ์ เ หล่ ำ นี้ มี อิ ท ธิ พ ลต่ อ วิ ธี ก ำรค้ น หำ
กฎหมำยที่ยุติธรรมอย่ำงมำก ทำให้เกิดเป็นระบบคิดที่มีลักษณะสำคัญดังนี้คือ
        (1) Secularism คือ ไม่เชื่อในเรื่องของศำสนำ หรืออำณำจักรนิยม
        (2) Rationalism คือ วิตรรกวำท
        (3) Radicalism คือ ลัทธิรนแรงุ
        (4) Individualism คือ ปัจเจกชนนิยม
        (5) Absolutism คือ อสัมพันธ์
        ระบบคิดดังกล่ำวเริ่มวิวัฒนำกำรขึ้นมำโดยนักนิติศำสตร์ชำวเนเธอร์แลนด์ผู้
หนึ่งชื่อ Hugo Grotius ซึ่งเขียนหนังสือกฎหมำยระหว่ำงประเทศภำค
สงครำมและภำคสันติ (De Jure Belli ac Pacis) ขึ้นในปี 1625 เขำเป็นนัก
นิติศำสตร์ที่มีสติปัญญำมำก
       สรุปตำมระบบคิดแบบเมตำฟิสิคส์แบบเดิมนั้น กฎหมำยที่มีควำม
ยุติธรรมจะต้องมุ่งถึงผลประโยชน์ของมหำชนเป็นสำคัญด้วย Plato
เป็นบุคคลที่มีควำมคิดแบบนี้ ครั้นมำถึงสมัยของ Aristotle กลับ
มุ่งไปยังควำมเสมอภำค (Equality) ของปัจเจกชน ครั้นมำถึงสมัย
กลำง St. Augustine กลับมุ่งคำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคมด้วย
ในสังคมแห่งควำมรักของ St. Augustine นั้น เขำกล่ำวว่ำ
กฎหมำยต้องมุ่งถึงประโยชน์ของมหำชน ต้องสร้ำงควำมมั่นคง สร้ำง
ให้ เ กิ ด ควำมสงบเรี ย บร้ อ ยและศี ล ธรรมอั น ดี ง ำมของประชำชน
แนวควำมคิดอันนี้ตกทอดมำถึง St. Thomas
        เมื่อสิ้นสมัยกลำงระบบคิดแบบเมตำฟิสิคส์นี้มีแนวควำมคิดที่ขัดกัน 2 แนวคือ
        (1) Collectivism : มุ่งประโยชน์ของมหำชน โดยปรัชญำเมธีที่มีชื่อว่ำ Grotius
และ Pufendorf โดยทั้งสองคนมีควำมเชื่อว่ำ กฎหมำยต้องมุ่งถึงประโยชน์ของมหำชน
เขำมองมนุษย์ในแง่ของอุดมกำรณ์ เนื่องจำกกฎหมำยเกิดจำกกำรคิดค้นของเหตุผลของมนุษย์
เขำจึงคิดว่ำ ธรรมชำติของมนุษย์มีอิทธิพลในกำรใช้เหตุผลอยู่มำก ซึ่งโดยธรรมชำติของมนุษย์
นั้น ว่ำกันตำมจริงเป็นผู้มีเหตุผล (Reasonableness) มีมิตรไมตรี (Sociability)
ด้วยเหตุผลนั้นจึงอุทิศประโยชน์ให้กับสังคม
        (2) Individualism : มุ่งประโยชน์ของเอกชน                     โดยปรัชญำเมธีที่มีชื่อว่ำ
Thomas Hobbes โดยเขำคิดว่ำ มนุษย์เห็นแก่ตัว กำรเข้ำมำรวมกลุ่มในสังคมเพื่อ
ประโยชน์ส่วนตัว แนวควำมคิดของ Hobbes นี้ทั้ง Rousseau และ Kant นำไปใช้
ปฏิบัติตำม เมื่อสมัยที่มีกำรปฏิวัติในฝรั่งเศสนั้น สิทธิเสรีภำพของมนุษยชนเป็นสิ่งที่เทิดทูลมำก
ที่สุดเพรำะทำง Jacobins และ Napoleon เป็นพวกนิยมควำมคิดของ Rousseau
ทั้งนั้น เพรำะฉะนั้นจะเห็นหลักควำมเสมอภำค (Equality) หลักเสรีภำพทำงเศรษฐกิจ
(Economic Liberalism) ทรัพย์สินส่วนตัว (Private Property) มีควำมสำคัญ
มำกที่สุด ควำมคิดแบบปัจเจกนิยมนี้ทำลำยล้ำงควำมคิดของพวกเทววิทยำหรืออภิสิทธิ์ของพวก
เจ้ำขุนมูลนำยที่ขัดกันและกดขี่เสรีภำพของประชำชน Kant กล่ำวว่ำ ผู้ออกกฎหมำยเพื่อ
ปัจเจกชนนี้ เพียงแต่ใช้เหตุผลคิดค้นสูตรและแบบฟอร์มก็จะได้สำเร็จโดยง่ำยซึ่ง Kant เรียกว่ำ
The Categorical Imperative
       ตัวบทกฎหมำยที่ใช้บังคับกันทุกวันนี้ ใช่ว่ำจะมีคุณค่ำทุกข้อทุกบทไปก็หำไม่ แม้ว่ำ
ตำมทฤษฎีนั้น กฎหมำยต้องมีคุณค่ำในตัวของมัน ตัวบทบำงข้อปรำกฏแก่สำยตำของ
ปุถุชนทั่วไปว่ำมีควำมยุติธรรม แต่ในควำมเป็นจริงแล้วไม่ได้จรรโลงควำมยุติธรรมแก่ผู้คน
ในสั ง คมเลย ด้ ว ยเหตุ นี้ เ รำจึ ง ต้ อ งแยกบำงสิ่ ง ที่ ป รำกฏแก่ ส ำยตำของเรำ
(Appearance) ออกจำกควำมเป็นจริง (Reality) เสียก่อน เปรียบเสมือนไม้ที่
จุ่มลงไปในน้ำซึ่งปรำกฏแก่สำยตำของเรำว่ำงอ แต่ตำมควำมเป็นจริงแล้วมันไม่งอ ชำย
คนนี้ดูเหมือนว่ำซื่อตรง แต่ควำมเป็นจริงแล้วเป็นคนโกง พื้นบ้ำนนี้ปรำกฏว่ำมันเป็น
ของแข็ง แต่นักฟิสิคส์บอกว่ำ ควำมจริงมันมีเพียงกลุ่มอี เล็คตรอนวิ่งกันพลุ่งพล่ำน จึง
เห็นว่ำ เรำรู้จักแยกสิ่งเป็นจริงกับสิ่งที่ปรำกฏอยู่แล้วในชีวิตประจำวันของเรำ
       ที่จริงแล้วไม่เฉพำะแต่ตัวบทกฎหมำยเท่ำนั้นที่ต้องกำรควำมเป็นจริง แต่สรรพสิ่งใน
โลกเรำนี้ ทั้ ง มวลล้ ว นแต่ มี ป รั ช ญำเมธี พ ยำยำมแสวงหำควำมเป็ น จริ ง ด้ ว ยกั น ทั้ ง นั้ น
ปรั ช ญำเมธีมิ ไ ด้สนใจค้ น คว้ำเพีย งแต่ เรื่ องกระแสของเหตุ ก ำรณ์อัน ได้แก่ กำรเติบโต
วิวัฒนำกำร ต้นกำเนิด และจุดหมำยปลำยทำงของโลกเท่ำนั้น แต่ยังสนใจค้นคว้ำเรื่อง
ธำตุแท้ของโลกด้วย อะไรบ้ำงที่อำจจะเริ่มต้นมีขึ้นมำได้และวิวัฒนำกำรต่อไป และมีเรื่อง
อะไรบ้ำงไหมที่ไม่ อำจจะเริ่ม ต้นขึ้น มำได้ นี่คื อปัญหำเรื่อ งควำมเป็น จริง (Reality)
หรือเรียกตำมศัพท์ปรัชญำว่ำ ปัญหาสัตวิทยา (Ontology)
           Sir William Blackstone
       เป็นอำจำรย์ใหญ่ในกำรสอนกฎหมำยอังกฤษ วิธีกำรสอนกฎหมำยของเขำนั้นป็น
วิธีกำรที่ Bentham เรียกว่ำ The Method of Exposition และสอน
กฎหมำยเท่ำที่เป็นอยู่ ทั้งนี้เพรำะ Blackstone      ได้รับอิทธิพลของกฎหมำย
ธรรมชำติเป็นอย่ำงมำก เขำกล่ำวว่ำ Common Law หรือ Equity เป็นข้อบท
กฎหมำยที่ผู้พิพำกษำค้นพบ (Discovery or finding) และประกำศใช้ขึ้น
เรียกว่ำ The Declaratory Theory of The Common Law
เพรำะฉะนั้น Common Law จึงพัฒนำด้วยวิธีอุปนัย (Induction) เท่ำนั้น
Blackstone จึงสอนแต่คำพิพำกษำและวิธีกำรอุปนัย ซึ่งทำให้ Bentham ไม่
พอใจอย่ำงมำก เขำคิดว่ำเขำควรจะหำวิธีกำรสอนใหม่เรียกว่ำ The Method of
Censure คือ สอนว่ำกฎหมำยควรเป็นอย่ำงไร มหำชนจะแก้ไขกฎหมำยอย่ำงไร
บำงคนเรียกว่ำ Censorial Jurisprudence กฎหมำยนั้นต้องแก้ไขถ้ำไม่ทำ
ประโยชน์ให้กับสังคม กฎหมำยหำใช่สูตรคณิตศำสตร์ที่คงตัวอยู่ชั่วนิรันดรไม่ หลักนี้
แหละที่เป็นหลักอรรถประโยชน์ในลัทธิปฏิบัตินิยม
                          Bentham
       เสนอให้มีกำรปฏิรูปกฎหมำย ในขณะที่ Edmund Burke กำลัง
ต่อต้ำนกำรเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมำยในกำรปฏิวัติฝรั่งเศส Bentham จึง
โจมตี Burke ที่กล่ำวว่ำ กฎหมำยพัฒนำโดยใช้ระยะเวลำนำนไม่ใช่เปลี่ยนแปลง
โดยปัจจุบันทันด่วน ส่วน Bentham กล่ำวแก้ว่ำ กำรเปลี่ยนแปลงทำงกฎหมำย
นั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป เรียกว่ำ Gradualism ไม่ใช่ Radicalism เขำ
กล่ำวว่ำ หน้ำที่ของกฎหมำยคือ สร้ำงสรรค์ให้เกิดควำมสุขในสังคมและให้ควำม
มั่นคงแก่สังคมมำกที่สุด คนเรำนั้นสนใจอยู่เฉพำะควำมสะดวกสบำยและกลัวควำม
ทุกข์ กฎหมำยจึงควรมีหน้ำที่ 4 อย่ำงดังนี้
 –   To provide subsistence (กำรดำรงไว้ซึ่งควำมอยู่รอด)
 –   To produce abundance (กำรก่อให้เกิดซึ่งควำมอุดมสมบูรณ์)
 –   To favour equality (กำรเข้ำข้ำงซึ่งควำมเสมอภำค)
 –   To maintain security (กำรรักษำไว้ซึ่งควำมมั่นคง)
      ทำงคิดวิธีแก้ปัญหำว่ำ ทำอย่ำงไรจึงจะทำให้คนเรำทรำบว่ำ กฎหมำยที่มีอยู่
ไม่มีอรรถประโยชน์ ทำอย่ำงไรจึงจะทำให้คนคิดเปลี่ยนแปลงกฎหมำยให้ดีขึ้น อะไร
เป็น สำเหตุ ใ ห้ ค นไม่ คิ ด เปลี่ ย นแปลงกฎหมำยในทำงที่ ดี ก ว่ ำ ซึ่งปั ญ หำดั งกล่ำ ว
Bentham เน้นให้เห็นถึงเงื่อนไข 2 สิ่ง ดังนี้
      (1) ควำมรู้ในเรื่องควำมทุกข์และควำมสุข : กฎหมำยนั้นมีมำนำนหลำยร้อยปี
โดยเฉพำะกฎหมำย Common Law                         จึงจำเป็นอย่ำงยิ่งที่คนเรำจะต้องรู้
พอสมควรจึงจะเข้ำใจได้ว่ำ มันให้ควำมทุกข์หรือควำมสุขแก่ปัจเจกชน คือ ต้องใช้
ประสบกำรณ์ (Experience) หรือใช้ผัสสะ (Perception Sensation)
หำกคนเรำไม่เข้ำใจเรื่องนี้แล้วก็จะไม่คิดแก้ไข
      (2) ต้ อ งขจั ด อุ ป สรรคต่ ำ ง ๆ ที่ จ ะมำบดบั ง ควำมเชื่ อ ที่ ว่ ำ กฎหมำย
เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้ำคนเรำถึงจะทรำบว่ำของเดิมไม่ดี แต่คิดว่ำเปลี่ยนไม่ได้ก็ไร้
ประโยชน์
      เงื่อนไขสองข้อนี้สำคัญมำกโดยในทัศนะของ Bentham แล้วมีอุปสรรค
ต่ำง ๆ นำนัปกำรที่ทำให้คนมองไม่เห็นปัญหำนี้ Bentham กล่ำวว่ำ ต้องให้คน
รับทรำบในเรื่องควำมทุกข์สุขจึงจะเข้ำใจและแก้ไขปัญหำดังกล่ำวได้
      แนวความคิดเกี่ยวกับกฎหมายธรรมชาติยุคฟื้นฟู
           (Revived Natural Law)
      ระบบคิดแบบเมตำฟิสิคส์ที่พัฒนำมำตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และมำใช้เป็น
ผลสำเร็จในศตวรรษที่ 18 นั้น เป็นแบบคิดที่มีวัตถุประสงค์ที่เป็นกำรทำลำยล้ม
ล้ำงระบบกฎหมำยในสังคมและมีแนวโน้มที่จะสร้ำงสรรค์กฎหมำยใหม่โดยใช้
เหตุผลบริสุทธิ์ (Pure Reason) ในขณะนั้นมีแนวปรัชญำแบบอนุรักษ์
นิย ม คื อ ส ำนั ก ประวั ติ ศำสตร์ทำกำรต่อ ต้ำ นควำมคิดรุนแรงนี้ตลอดเวลำ
แนวควำมคิดแบบนี้หยุดยั้งควำมเจริญก้ำวหน้ำในกำรพัฒนำกฎหมำย และใน
ไม่ช้ำก็มีผู้คิดเสนอให้มีกำรแก้ไขระบบเมตำฟิสิคส์ในระบบเดิมให้ดีขึ้นและไม่น่ำ
แปลกใจที่ว่ำระบบเมตำฟิสิคส์ของ Immanuel Kant จะได้รับกำรรับรอง
เพื่อเป็นแนวทำงกำรแก้ไขระบบเดิมให้ดีขึ้น ทั้งนี้เพรำะระบบคิดของ Kant
แม้ว่ำจะเป็นระบบคิดแบบเมตำฟิสิคส์ก็ตำม แต่ Kant                ก็มีแนวคิดที่เปิด
โอกำสให้ ป รั ช ญำเมธี รุ่ น หลั ง น ำไปเปลี่ ย นแปลงแก้ ไ ขพั ฒ นำให้ ดี ขึ้ น ได้
เพรำะฉะนั้ น ระบบคิ ด แบบใหม่ จึ ง อุ บั ติ ขึ้ น มำในเยอรมั น โดย Rudolf
Stammler โดยเสนอระบบคิดที่แผงมำจำกทฤษฎีของ Kant
        มีนักนิติศาสตร์เยอรมันชื่อ Josef Kohler ได้น้าลัทธิเฮเกลมาปรับปรุงใหม่โดยยอมรับ
หลักวิวัฒนาการแต่ไม่ยอมรับ หลักปฏิพัฒนา เขาคิดว่ากฎหมายเป็นปรากฏการณ์ของวัฒนธรรม
หรืออารยธรรม เพราะฉะนั้นจึงเคลื่อนตัววิวัฒนาการไปกับการพัฒนาการทางวัฒนธรรม หลักนี้
ต่างกับปฏิพัฒนาซึ่งถือว่า กฎหมายเป็นปรากฏการณ์ของมโนคติ ซึ่งปฏิพัฒนาตลอดเวลา ท้าให้
กฎหมายวิวัฒนาการ ซึ่งหลักอันนี้ถือว่า กฎหมายเคลื่อนตัวแบบประจักษวาท อันเป็นการที่เน้น
เรื่องการพัฒนาการทางกฎหมายไปพร้อมกับวัฒนธรรม หน้าที่ของกฎหมายคือ ช่วยในการพัฒนา
อารยธรรม ซึ่งการพัฒนาทางอารยุธรรมนี้อาจมีการสะดุดลงได้โดยเหตุบางประการ หน้าที่ของ
กฎหมายคือ ต้องช่วยลดอุปสรรคในการพัฒนาอารยธรรมเหล่านี้ให้น้อยที่สุดหรือไม่มีเลย กฎที่ท้า
หน้าที่นี้ได้ดีที่สุดในเวลาและสถานที่เฉพาะจะเป็นกฎที่ยุติธรรม กฎหมายจึงมีหน้าที่สร้างสรรค์
ความเจริ ญ ทางอารยธรรม แต่ อ ารยธรรมแห่ง สั ง คมจะเจริญ จนมีค่ า สู ง ได้ นั้ น ต้ อ งมี เ งื่ อ นไข 3
ประการดังนี้
        (1) คุณค่าทางอารยธรรมมีได้ก็ต่อเมื่อมีคุณค่าทางสังคมทุกประเภทอยู่พร้อมมูล
        (2) คุณค่าทางวัฒนธรรม หมายถึง ความเจริญในทางวัตถุและจิตใจ (Material and
Intellectual Civilization) ความเจริญทางวัตถุต้องไม่ขัดต่อจิตใจของมนุษย์
        (3) ความเจริญจะมีได้ต่อเมื่อประโยชน์เป็นของส่วนรวมและประโยชน์ของปัจเจกชนไม่ขัด
ต่อผลประโยชน์ของส่วนรวม เรียกว่า Collectivism
        กฎหมายจึงต้องบัญญัติออกมาโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะท้าให้เงื่อนไขทั้งสามประการส้าเร็จ
ลุล่วงไปด้วยดี จึงจะน้าความเจริญมาสู่อารยธรรมและสังคม จากแนวความคิดนี้จะเห็นได้ว่า
Kohler เน้นให้เห็นว่า กฎหมายหาใช่สูตรปรนัยที่คิดค้นขึ้นไม่ แต่เป็นสิ่งที่คนสร้างขึ้น เพื่อ
สร้างสรรค์ความเจริญของสังคม
      ต่อมำได้มีนักนิติศำสตร์สำนักประวัติศำสตร์และพวกคิดฟื้นฟูแก้ไข
ระบบเมตำฟิสิคส์เป็นลัทธิรุนแรง (Radicalism) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญ
ส่วนหนึ่งของระบบคิดแบบเมตำฟิสิคส์ได้ทำให้เกิดกำรปฏิวัติในฝรั่งเศสในปี
1789 โดยทำลำยล้ำงระบบเดิมหมดทั้งทำงสังคมและกฎหมำย
      แนวควำมคิดรุนแรงเหล่ำนี้ได้เกิดควำมคิดต่อต้ำนขึ้นทั้งในอังกฤษและ
เยอรมันนี ในอังกฤษนั้นมีนักกำรเมืองชื่อ Edmund Burke เขำเขียน
หนังสือชื่อว่ำ Reflections on The Revolution in France
(1790)          เขียนต่อต้ำนลัทธิรุนแรงในฝรั่งเศส ตำมแนวควำมคิดของ
Burke นั้น กฎหมายต้องค่อย ๆ วิวัฒนาการทีละขั้นตอน ท้าให้มี
ประวัติความเป็นมายืดยาว มีภูมิหลังที่จะต้องศึกษา การวิวัฒนาการ
ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป อาศัยเวลานาน ซึ่งแนวควำมคิดแบบนี้เป็นแบบ
อนุรักษ์นิยม
 Friedrich Carl Von Sarvigny (1779-1861)
       เขำเขี ย นหนั งสื อ โจมตี ร ะบบเมตำฟิสิ ค ส์ ขึ้ น มำเล่ ม หนึ่ ง ชื่ อ ว่ ำ Of     The
Vocation of Our Age for Legislation and Jurisprudence
(1814) ในหนังสือเล่มนี้เขำคัดค้ำนกำรสร้ำงประมวลกฎหมำยตำมระบบคิดแบบเม
ตำฟิสิคส์ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อ้ำงว่ำเป็นต้นกำเนิดของประมวลแพ่ง ปรัสเซีย ออสเตรีย
และฝรั่งเศส ในทัศนะของเขำนั้นเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เพรำะเนื้อหำสำระของกฎหมำยนั้น
พัฒนำมำแต่สมัยดึกดำบรรพ์จะมำแก้ไขเอำง่ำย ๆ ไม่ได้ นอกจำกนี้ยังมีภูมิหลังทำง
ประวัติศำสตร์อันไม่อำจเปลี่ยนแปลงได้ กฎหมำยเหมือนภำษำ คือ ค่อย ๆ เกิดขึ้นและ
เจริญงอกงำมจำกสภำพแวดล้อมและวัฒนธรรมอันเป็นของเฉพำะในแต่ละสังคม คือ
เกิดจำกดวงจิตและวิญญำณของชนทั้งหลำย (Volksgeist)                                       ในสมัยนั้น
นักภำษำศำสตร์ เช่น Herdar และ Schelling กำลังเผยแพร่ลัทธินี้ซึ่งเรียกว่ำ
Romanticism                   เน้นให้เห็นว่ำ องค์ประกอบหรือแหล่งที่มำนั้นไม่ใช่เหตุผล
กล่ำวคือ เป็น Irrational Element                         เป็นสิ่งสำคัญมำกที่มีอิทธิพลในกำร
วิวัฒนำกำรกฎหมำย กล่ ำวคือ ดวงจิตของชำติ เขำ ดวงจิตอัน นี้เป็นปัจจัยเดียวที่
ก่อให้เกิดกฎหมำยขึ้น
Savigny แบ่งการวิวัฒนาการกฎหมายออกเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้คือ

       (1) ในสมัยแรกเดิมทีนั้น กฎหมำยบังเกิดขึ้นมำโดยที่ชนในชำติไม่ได้
ส ำนึ ก อย่ ำ งแท้ จ ริ ง คื อ เริ่ม จำกแนวแห่งควำมประพฤติที่ทุก คนในชำติ
ปฏิบัติตำมมำนำน คือ เกิดจำก Common Conviction of The
People คือ เป็นแบบ a posteriori method กฎหมำยเกิดโดย
ไม่รู้สำนึกของคนในชำติ (Unconscious Growth)
       (2) เมื่ออำรยธรรมของมนุษยชำติได้พัฒนำกำรขึ้น ก็มีพวกที่อยู่ใน
วิชำชีพกฎหมำย (Legal Profession) เป็นผู้สร้ำงกฎหมำยขึ้น
       (3) ครั้ น เมื่ อ อำรยธรรมของประเทศสู ง ขึ้ น มำอี ก ชั้ น หนึ่ ง ก็ มี นั ก
นิติศำสตร์ (Jurists) เป็นผู้ร่วมสร้ำงกฎหมำยขึ้น
     Savigny จึงเสนอวิธีกำรศึกษำกฎหมำย (Method of
Legal Study)           โดยให้ศึกษำภูมิหลังของกฎหมำย ทั้งทำง
ประวัติศำสตร์ สังคม และวัฒนธรรม ควำมคิดอันนี้เป็นที่ประทับใจ
ของคนทุกฝ่ำยคือ
     (1) Nationalist : พวกชำตินิยมที่ต่อต้ำนกำรทำประมวล
กฎหมำยตำมแนวแบบแผนของฝรั่งเศส
     (2) Romanticist : นักภำษำศำสตร์
     (3) Classicism : พวกที่นิยมกฎหมำยโรมัน ซึ่งขณะนั้นถือว่ำ
เป็นหัวใจของระบบกฎหมำยเยอรมัน
     (4) Democrats : ซึ่งกำลังมีอิทธิพลสูงขึ้นทุกที พวกนี้พอใจ
ทฤษฎีตำมที่กล่ำวว่ำกฎหมำยมำจำกปวงชน
       นอกจำกนี้ Saint – Simon ให้ควำมสำคัญของธรรมชำติ
มำกกว่ำจิตของมนุษย์ เขำคิดว่ำ สสำรกำหนดจิตของมนุษย์ได้ และ
สสำรเคลื่อนตัวไปตำมกฎเกณฑ์ ของมัน โดยไม่มีข้อยกเว้น เมื่อเขำ
นำเอำสสำรธรรมชำติมำอธิบำยสังคม เขำกล่ำวว่ำสังคมพัฒนำไปตำม
กฎธรรมชำติตำมแนวทำงซึ่งเขำเรียกว่ำ Course of History
เขำกล่ำวว่ำ ในระบบนำยทุนนั้น ผู้นำทำงอุตสำหกรรม (Captains
of Industry) จะเป็นผู้ตกลงกับกรรมกรเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้
ดีขึ้น
      กำรเปลี่ยนแปลงของสังคมนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตำมกฎพัฒนำกำร
แห่งสสำรธรรมะ Marx กล่ำวว่ำ มนุษย์จะเป็นสื่อให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลง
ขึ้ น และกำรเปลี่ ย นแปลงนี้ เ ป็ น ไปอย่ ำ งรุ น แรงและต้ อ งใช้ ก ำลั ง หั ก โค่ น
เพรำะฉะนั้น Marx จึงวิจำรณ์พวก French Socialist Utopians
ว่ำเป็นพวกสุทรรศน์นิยม (Optimism) ซึ่งพวกนี้ในทรรศนะของ Marx
แล้วไม่สำมำรถจะเข้ำใจเรื่องกำรขัดแย้งในทำงผลประโยชน์ของชนชั้นได้
      กำรต่อต้ำนระหว่ำงชนผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่นั้นจะนำไปสู่กำรสังเครำะห์ จะ
เกิดชนชั้นขึ้นใหม่ ซึ่งจะมีผู้กดขี่กลุ่มใหม่และผู้ถูกกดขี่กลุ่มใหม่เกิดขึ้น สำเหตุ
และเครื่ อ งมื อ ในกำรกดขี่ เ รี ย กว่ ำ รำกฐำนทำงเศรษฐกิ จ (Economic
Infrastructure) ที่ยอมให้มี Private Property ส่วนเครื่องมือใน
กำรกดขี่ มี หลำยรูป แบบ เช่ น ศำสนำ รัฐ กฎหมำย ผลผลิตต่ำง ๆ และ
เงินตรำ เครื่องมือเหล่ำนี้เป็นโครงสร้ำงเบื้องบน (Superstructure) บน
ฐำนของเศรษฐกิจทั้งสิ้น พวกกระฎุมพีพยำยำมสร้ำงภำพลวงตำให้คนงงงวย
หลงคิดว่ำ ของเหล่ำนั้นเป็นของจำเป็นแก่สังคม ที่จริงแล้วหำใช่เช่นนั้นไม่
       Marx เชื่อว่ำ เมื่อสังคมในระบบนำยทุนนี้พัฒนำมำถึงระดับหนึ่ง คนจะ
หลงงมงำยกั บ ทรั พ ย์ สิ น และจะพยำยำมแข่ ง กั น กั น อย่ ำ งหนั ก (Intensive
Competition) เพื่อแสวงหำโชคลำภ ในที่สุดก็จะมีกำรใช้เครื่องจักรในกำร
ผลิตขึ้นใช้มำกขึ้น (Labour Saving Device) ในโรงงำนจะมีกำรผลิตแข่ง
กัน ผลจึงมีวำ     ่
       ประกำรแรก คนว่ำงงำนมีจำนวนมำกขึ้น
       ประกำรที่สอง กำรเอำเครื่องจักรมำผลิตแข่งกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลำดจนใน
ที่สุดพวกทุนทรัพย์น้อยจะหมดอำนำจในทำงกำรผลิตและจะเกิดกำรรวมอำนำจ
ทำงกำรผลิตขึ้นเรียกว่ำ Monopoly คนจนจะเพิ่มขึ้นตำมไปด้วย ณ จุดนี้เอง
จะเป็ น จุ ด ระเบิ ด ของพวกกรรมกรกั บ พวกชนชั้ น นำยทุ น ระดั บ ล่ ำ งจะรวมตั ว กั น
ต่อต้ำนเพรำะควำมบำดหมำง (alienation) กำลังพัฒนำในจิตของคนพวกนี้
อย่ ำ งถึ ง ขี ด สุ ด กำรต่ อ ต้ ำ นในระยะแรก ๆ นั้ น จะเป็ น ไปในรู ป สหบำลกรรมกร
(Trade Unions) และกำรตั้งพรรคกำรเมือง (Political Parties) และใน
ที่สุด Marx              ทำนำยไว้ว่ำ จะมีกำรเริ่มใช้อำวุธและควำมรุนแรงหักโค่นกัน
ท้ำยที่สุดก็จะตั้งเผด็จกำรกรรมกรขึ้น
        Marx กล่ำวว่ำ พวกกระฎุมพีซึ่งเป็นชนชั้นปกครองจะพยำยำมซ่อนเร้นหรือบิดเบือน
ข้อเท็จจริงว่ำ กฎหมำยเป็นสิ่งจำเป็นในสังคม เขำกล่ำวว่ำ กฎหมำยเป็นเครื่องมือกดขี่ของ
ชนชั้นปกครอง (Doctrine of Class Character of Law) สิ่งนี้เป็นควำมจริงอัน
จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่เมื่อมีกำรตั้งเผด็จกำรกรรมกรขึ้นแล้วเรื่องกำรใช้กฎหมำยก็ยังเป็นของ
จ ำเป็ น กฎหมำยในเผด็ จ กำรกรรมกรมี ไ ว้ เ พื่ อ ช่ ว ยให้ ก ำรพั ฒ นำไปสู่ ร ะบบสั ง คมแบบ
คอมมิวนิสต์เป็นไปโดยง่ำยและรวดเร็วขึ้น เพรำะฉะนั้น เรำจะเห็นว่ำในปัจจุบันนี้ประเทศที่
อ้ำงว่ำเป็นเผด็จกำรกรรมกร กฎหมำยที่เขำใช้คงมีวัตถุประสงค์ 3 ประกำร
        ประกำรแรก ใช้เป็นเครื่องมืออบรมบ่มนิสัยของประชำชนให้เชื่อมั่นในระบบสังคมแบบ
คอมมิวนิสต์
        ประกำรที่ ส อง ใช้เ ป็ น เครื่ อ งมื อ สร้ ำ งระบบเศรษฐกิ จ ให้ ป ฏิ บั ติ ก ำรได้ ผ ลดี ยั ง ควำม
สมบูรณ์พูลสุขมำสู่ประชำชน
                                                               ิ
        ประกำรที่สำม ใช้เป็นเครื่องมือปรำบปรำมกำรปฏิวัตซ้อนของพวกที่ยังฝักใฝ่ในควำม
เชื่ออันจะเป็นแนวทำงนำสังคมกลับไปเป็นแบบสภำพเดิม
        กฎหมำยกับรัฐจึงมีควำมสัมพันธ์กันอย่ำงใกล้ชิด รัฐและกฎหมำยต่ำงเป็นเครื่องมือใน
กำรกดขี่ ซึ่งทั้งสองเป็นโครงสร้ำงเบื้องบนที่สร้ำงขึ้นโดยมนุษย์ แต่กลับมำมีอำนำจเหนือ
มนุษย์ ซึ่งในที่สุดรัฐและกฎหมำยจะเหือดหำยไป
      แนวความคิดเกี่ยวกับสานักกฎหมายบ้านเมือง
       กฎหมายบ้ า นเมื อ งทั้ ง ระบบประกอบด้ ว ยกฎหมายลายลั ก ษณ์ อั ก ษรที่
บั ญ ญั ติ ขึ้ น เป็ น ส่ ว นส้ า คั ญ กฎหมายที่ บั ญ ญั ติ ขึ้ น นั้ น แท้ ที่ จ ริ ง เป็ น ไปตาม
เจตนารมณ์ของรั ฏฐาธิ ปัตย์ เป็น ท้านองว่า รัฏฐาธิปัต ย์ จะบั ญญัติกฎหมาย
อย่ า งไรก็ ไ ด้ ต ามใจชอบ ฉะนั้ น แนวโน้ ม ทางความคิ ด เกี่ ย วกั บ การบั ญ ญั ติ
กฎหมายจึงค่อยแปรเปลี่ยน ซึ่งในระยะก่อนหน้านั้นมีความคิดว่า การบัญญัติ
กฎหมายนั้นเป็นการบัญญัติไปตามเหตุผล (Reason) ตามธรรมชาติ อันเป็น
แนวความคิดของส้านักกฎหมายธรรมชาติ มาบัดนี้เกิดมีความคิดใหม่โดยเห็น
ว่า การบัญญัติกฎหมายนั้นบัญญัติเป็นไปตามเจตจ้านง (Will) ของรัฏฐาธิ
ปัตย์ กฎหมายแทนที่จะเป็นเรื่องของเหตุผล (Reason) กลับกลายเป็นเรื่อง
ของเจตจ้านง (Will) ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องของอ้านาจ (Power) รัฐด้วย
แนวความคิดทางกฎหมายในศตวรรษที่ 19                         จึงค่อย ๆ เปลี่ยนจาก ทฤษฎี
กฎหมายที่ถือเหตุผลเป็นใหญ่ (Rational Theory of Law) ไปเป็น
ทฤษฎีกฎหมายที่ถือเจตจ้านง (Will Theory of Law) หรือทฤษฎี
กฎหมายที่ถือว่า กฎหมาย คือ ค้าสั่ง (Command Theory of Law)
ซึ่งเป็นแนวความคิดของส้านัก Legal Positivism
       แนวควำมคิดของสำนักกฎหมำยบ้ำนเมืองมีสำระสำคัญอยู่ที่กำร
อธิ บ ำยว่ ำ กฎหมำยนั้ น เป็ น สิ่ ง ที่ ถู ก ก ำหนดขึ้ น ด้ ว ยควำมจงใจของรั ฐ
(Law is something deliberately made) ควำมคิดนี้
ค่ อ ยพั ฒ นำขึ้ น ในสมั ย ใหม่ ภ ำยใต้ ร่ ม เงำของควำมคิ ด เกี่ ย วกั บ อ ำนำจ
อธิปไตยที่อธิบำยว่ำ รัฐย่อมมีอำนำจบัญญัติกฎหมำยได้โดยปรำศจำก
ข้ อ จ ำกั ด นอกจำกนี้ นิ ติ ศ ำสตร์ ส ำมำรถพั ฒ นำมำกขึ้ น จนถึ ง ขนำด
สำมำรถแยกควำมแตกต่ ำ งระหว่ ำ งกฎหมำยกั บ จำรี ต ประเพณี แ ละ
ศี ล ธรรมอย่ ำ งชั ด เจน จนกระทั่ ง มองเห็ น ว่ ำ “ลั ก ษณะพิ เ ศษ” ของ
กฎหมำยอยู่ที่กำรมีผลบังคับ (sanction)                      แล้วมีกำรสรุปไปถึงว่ำ
ลักษณะบังคับหรืออำนำจบังคับเป็น “สำระสำคัญ” (essence) ของ
กฎหมำย
           Pufendorf (1632-1694)
       เป็นผู้เสนอว่ำ กฎหมำยนั้นอำจแยกออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เป็น
“เนื้อหำ” กับส่วนที่เป็น “บทบังคับ” ส่วนที่เป็นเนื้อหำจะกล่ำวถึงว่ำ กฎหมำย
สั่งให้กระทำหรือละเว้นอะไร และส่วนที่เป็นบทบังคับเป็นส่วนที่กำหนดว่ำ ถ้ำ
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตำมคำสั่งหรือขัดขืนข้อห้ำมตำมเนื้อหำของบทกฎหมำยแล้ว เขำ
จะถูกลงโทษหรือผู้บังคับให้ได้รับผลร้ำย เขำกล่ำวว่ำ บทบัญญัติของกฎหมำย
จะต้องมีทั้ง 2 ส่วน ถ้ำบทบัญญัติใดมีอยู่ส่วนเดียว คือ สั่งหรือห้ำมเพียง
อย่ำงเดียว แล้วไม่มีบทบังคับ (Sanction) แล้วกฎเกณฑ์เหล่ำนั้นก็เป็น
กฎหมำยที่ไม่บริบูรณ์ในตัว (Jus Imperfectum) เมื่อผู้มีหน้ำที่ตำม
กฎหมำยกระทำฝ่ำฝืนหน้ำที่แต่ไม่มีบทบังคับ บทบัญญัตินั้นก็ไม่มีผลบังคับ
บทบัญญัติที่ไม่มีบทบังคับเช่นนี้ จึงสมควรแล้วที่จะถูกเรียกว่ำ เป็นกฎหมำยที่
ไม่สมบูรณ์
              Christian Thomasius
       ซึ่งเป็นผู้นำควำมคิดของ Pufendorf              มำพัฒนำคิดต่อว่ำ
บทบัญญัติของกฎหมำยจะต้องมีลักษณะที่เรียกว่ำ “อำนำจบังคับ” คำนี้
ภำษำลำตินเรียกว่ำ Vis Obligandi ซึ่งแปลเป็นภำษำอังกฤษว่ำ
Binding Force พอจะแปลว่ำ “อำนำจผูกพัน” รวมควำมว่ำ บท
กฎเกณฑ์ที่เป็นกฎหมำยนั้นจะต้องมีพลังหรืออำนำจในกำรผูกพันคน ต้อง
เป็นบทกำหนดหน้ำที่ที่มีลักษณะบังคับ หำกผู้ใดฝ่ำฝืนย่อมต้องได้รับโทษ
หรื อ รั บ เครำะห์ ก รรมอย่ ำ งใดอย่ ำ งหนึ่ ง จำกแนวคิ ด เช่ น นี้ ท ำให้ นั ก
กฎหมำยของยุโรปในสมัยนั้นค่อย ๆ มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่ำ ข้อสำคัญที่
ทำให้กฎหมำยแตกต่ำงจำกศีลธรรมอยู่ที่ตัว “อำนำจบังคับ” นี้เอง
     ความคิดของ Thomasius (1665-1728)
     และ Immanuel Kant (1724-1804)
        ซึ่งมีแนวคิดว่ำ กฎเกณฑ์ของกฎหมำยจะต้องบังคับในสิ่งที่บังคับได้จึง
จะเรียกได้ว่ำมีลักษณะบังคับ เพรำะฉะนั้น เนื้อหำของบทบัญญัติใดที่ไม่มี
ลักษณะบังคับกันได้ คนก็จะไม่ไปขอศำลให้มำบังคับให้ เพรำะถ้ำไปขอให้
บั ง คั บ ก็ ไ ม่ มี ป ระโยชน์ อั น ใด จะเห็ น ได้ ว่ ำ ไม่ ว่ ำ ศำลในที่ ใ ด ยุ ค ใด
วั ฒ นธรรมใด มี บ ทบั ญ ญั ติ เ กี่ ย วกั บ เรื่ อ งที่ บั ง คั บ ได้ อำทิ เ ช่ น ไม่ ว่ ำ ใน
วั ฒ นธรรมใดต่ ำ งก็ มี บั ญ ญั ติ ว่ ำ เป็ นหน้ำ ที่ ข องสำมี ที่จ ะไม่ มี ชู้ หรือ ไปมี
ควำมสัมพันธ์นอกสมรส กฎหมำยก็จะมีกำรตอบสนองเป็นกำรลงโทษ อำจ
เป็นเหตุหย่ำ หรือเป็นโทษกฎหมำยอำญำ เพรำะว่ำ ลักษณะของกำรไปมีชู้
เป็นอำกำรภำยนอก ถ้ำใครไปทำก็บังคับได้ แต่ไม่มีกฎหมำยในชำติไหนที่จะ
บังคับสำมีให้รักภริยำหรือภริยำให้รักสำมี ซึ่งไม่ว่ำในสังคมใดก็สอนให้สำมี
และภริยำรักใคร่สำมัคคีกัน แต่จะมีกฎหมำยบังคับให้สำมีภริยำรักกันไม่ได้
เมื่อบังคับให้สำมีรักไม่ได้ ก็อำจไปฆ่ำตัวตำย แต่ไม่มีใครไปหำศำลให้บังคับ
ให้ เพรำะว่ำ เป็นเรื่องที่บังคับไม่ได้
        Thomasius จึงสอนว่ำ กฎหมำยจะต้องมีลักษณะบังคับ แต่
สิ่งที่จะมีลักษณะบังคับจะต้องบังคับได้ด้วย สิ่งที่บังคับได้จะต้องเป็นสิ่ง
ภำยนอกและมองเห็นได้ ของที่ไม่เห็นบังคับไม่ได้ก็เป็นคำกล่ำวที่ถูกต้อง
ควำมคิ ด ของเขำเน้ น ควำมส ำคั ญ อยู่ ที่ ว่ ำ กฎหมำยจะต้ อ งเป็ น สิ่ ง ที่
บังคับได้ และสิ่งที่บังคับได้ต้องเป็นสิ่งภำยนอก เพรำะฉะนั้น เขำจึงพูด
ว่ำ เรื่องที่กฎหมำยควรจะบัญญัติจะต้องเป็นเรื่องภำยนอกเท่ำนั้น คำ
สอนนี้มำจำกกำรเพ่งพิศพินิจพิจำรณำจำกลักษณะของกฎหมำย จึง
เป็นทฤษฎีกฎหมำย แล้วก็พูดต่อไปถึงทฤษฎีนิติบัญญัติว่ำ นิติบัญญัติ
ควรจะบั ญ ญัติ อะไร เขำสอนว่ ำ ควรจะบั ญ ญัติ แต่ สิ่ งภำยนอก สิ่ ง
ภำยนอกเท่ำนั้นที่จะเป็นวัตถุ (Object) ที่กฎหมำยสมควรไปยุ่งเกี่ยว
จัดกำร
      ในศตวรรษที่ 18 ก่อให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลงวิธีพิจำรณำและกฎหมำย
อำญำ และเกิดเป็นหลักทำงกฎหมำยอำญำว่ำ โทษจะลงได้กับคนที่ได้กระทำ
ผิดเท่ำนั้น หลักกำรนี้นับว่ำ เป็นผลงำนที่ เป็นมรดกตกทอดที่สำคัญที่สุดใน
ประวั ติ ศ ำสตร์ ข องมนุ ษ ย์ ใ นด้ ำ นกฎหมำยและวั ฒ นธรรมที่ ต้ อ งยอมรั บ ว่ ำ
ตะวันตกเขำก้ำวหน้ำกว่ำวัฒนธรรมของชำติอื่น ๆ และเป็นที่รับรู้กันทั่วไปใน
ศตวรรษที่ 19 ว่ำ กฎหมำยเป็นสิ่งที่จะมำวำงระเบียบบังคับเรื่องภำยนอก
ไม่ใช่มำบังคับกันในเรื่องที่เป็นควำมเชื่อในเรื่องจิตใจ และกำรทำทรมำนในวิธี
พิจำรณำเป็นสิ่งที่ไม่สมควรและถูกยกเลิกไป
      จะเห็ น ได้ ว่ ำ ควำมคิ ด ของ Pufendorf,                   Christian
Thomasius รวมทั้ง Kant ต่ำงก็เป็นนักคิดที่เน้นเรื่องว่ำ กฎหมำย
จะต้องเป็นสิ่งที่กำหนดเกี่ยวกับกำรกระทำภำยนอก ซึ่งเป็นกำรรับควำมคิดช่วง
ต่อจำก Thomasius เหมือนกัน
      ดังนั้น ในศตวรรษที่ 19            ควำมคิดที่ถือว่ำ กฎหมำยเป็นคำสั่งหรือ
ข้อบังคับตำมเจตจำนงของรัฐจึงเป็นที่รับรองกันโดยทั่วไป
    ประวัติศาสตร์ของอุดมการณ์ตามหลักนิติธรรม

      หลักนิติธรรม หมำยถึง กำรเคำรพเชื่อฟังต่อกฎหมำย ซึ่งหลัก
ดัง กล่ำวมีคุณค่ำทั่วไปและคุณลักษณะที่ ถูกสั่ง สมกลั่นกรองมำเป็น
ระยะเวลำยำวนำนในประวัติศำสตร์อำรยธรรมของมนุษย์ หำกมองลึก
ลงสู่ บ ริ บ ท (context)ทำงสั ง คม กำรเมื อ งของประวั ติ ศ ำสตร์
ดังกล่ำว จะพบว่ำ กำรต่อสู้ช่วงชิงอำนำจของบรรพชนผู้กล้ำหำญรุ่น
แล้วรุ่นเล่ำต่อผู้ปกครองในดินแดนต่ำง ๆ เพื่อให้ได้มำซึ่งสิ่งที่เรียกว่ำ
อิสรภำพส่วนบุคคล (Individual liberty) เป็นจุดหมำย
ปลำยทำงของหลั ก นิ ติ ธ รรมในฐำนะเป็ น เสำเอกส ำคั ญ แห่ ง หลั ก
กฎหมำย
       ในระบบคิดของโรมันโบรำณซึ่งอยู่ในรูปของ “กฎหมำยสิบสองโต๊ะ” (Laws of
the twelve tables) ซึ่งได้จัดทำขึ้นในลักษณะเลียนแบบประมวลกฎหมำยของโซ
ลอน (Solon’s Code of Laws) ของกรีก ได้ก่อรำกฐำนควำมคิดเกี่ยวกับ
อิสรภำพขึ้นจำกควำมพยำยำมของพวกชนชั้นกลำง (Plebeians) ซึ่งเป็นคนส่วน
ใหญ่ในยุคนั้นที่ต่อสู้ช่วงชิงอำนำจจำกพวกชนชั้นสูง (Patricians) ซึ่งเป็นชนกลุ่ม
น้อยที่ควบคุมอำนำจในกำรบัญญัติและใช้กฎหมำย จนสำมำรถผลักดันให้มีกำรตรำ
กฎหมำยที่บัญญัติ ขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ที่มีลักษณะแน่น อน มีหลักฐำน
สำมำรถเผยแผ่ ใ ห้ ป ระชำชนทั่ ว ไปรั บ รู้ แ ละปฏิ บั ติ ต ำมได้ ซึ่ ง ควำมคิ ด ดั ง กล่ ำ วอำจ
ตรวจสอบได้ในบทแรกเริ่มของกฎหมำยมหำชน (Public Law) ซึ่งปรำกฏอยู่ในโต๊ะที่
9 ของกฎหมำยนี้ด้วยข้อบัญญัติที่ว่ำ “สิทธิพิเศษ” (privileges) หรือกฎข้อบังคับใด
ๆ ไม่ อำจถูกตรำขึ้น ได้เพื่อประโยชน์ข องเอกชนคนใดคนหนึ่ง นอกจำกนี้ ยัง เป็นกำร
ก ำหนดวำงคุ ณ ลั ก ษณะส ำคั ญ ของกฎหมำยในกำรวำงหลั ก กว้ ำ ง ๆ ทั่ ว ไป
(generality) และเรื่องควำมแน่นอนของกฎหมำย (certainty) ซึ่งทำให้ผู้คน
สำมำรถเข้ำใจ คำดหมำย และถือประโยชน์จำกกฎหมำยได้เสมอกัน หำกมองในแง่มุม
นี้จะพบว่ำ กฎหมำยถูกกำหนดบทบำทในเชิงสร้ำงสรรค์ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่คนส่วน
ใหญ่โดยเฉพำะในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภำพ
       ในยุคชั้นกลำง (Middle Ages) ของยุโรป (ประมำณช่วง ค.ศ.
1100-1400)                  ควำมคิดที่ว่ำ ควรมีกำรจำกัดอำนำจทำงกำรเมือง
ผู้ปกครองได้ปรำกฏเป็นที่แพร่หลำยมำกขึ้น อุดมคติกว้ำง ๆ ของหลักนิติธรรม
เรื่อง ควำมเป็นเลิศของกฎหมำย (Supremacy of Law) หรือกฎหมำย
เป็นใหญ่ จึงได้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป โดยมีรำกฐำนควำมคิดเชิงกฎหมำย
ธรรมชำติเป็นรำกฐำนของกำรดำรงอยู่ของกฎหมำย ซึ่งเป็นหลักสำกลที่ไม่อำจ
เปลี่ยนแปลงกำกับอยู่ เป็นเวลำนับศตวรรษในช่วงนี้ที่ต่ำงยอมรับในลัทธิควำม
เชื่อว่ำ กษัตริย์ หรือผู้มีอำนำจปกครองใด ๆ มิใช่ผู้สร้ำงกฎหมำย แต่ทว่ำเป็น
เพียงผู้สำมำรถประกำศหรือค้นพบกฎหมำย หรือแก้ไขกฎหมำยที่ถูกใช้ไป
ในทำงที่ผิดให้กลับคืนเหมือนเดิมเท่ำนั้น มีเพียงพระผู้เป็นเจ้ำ (God) ที่ทรง
สร้ำงกฎหมำยอันศักดิ์สิทธิ์ขึ้น โดยที่ทั้งผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองต่ำงก็ตกอยู่
ใต้บัญญัติของพระเจ้ำและกฎหมำยเฉกเช่นเดียวกัน
         ในสมัยรัฐสมัยใหม่ ได้มีกำรเปลี่ยนแปลงโครงสร้ำงทำงเศรษฐกิจของยุโรป ซึ่งเริ่ม
จำกกำรแปรเปลี่ยนระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินในศตวรรษที่ 13-15 ไปสู่ระบบนำยทุน
(Capitalistic System) กำรเกิดขึ้นของเมืองในลักษณะชุมชน (Community)
ที่มีผู้คนมำรวมตัวใช้ชีวิตและผลประโยชน์ร่วมกันทำให้เกิดเป็นศูนย์กลำงกำรค้ำขำยและ
ตำมมำด้วยกำรก่อตัวของ “ชนชั้นกลำง”ขึ้นในฐำนะชนชั้นเศรษฐีใหม่ ซึ่งประกอบด้วย
พ่อค้ำและนักธุรกิจ เคียงแข่งไปกับชนชั้นที่มีอำนำจอยู่แต่เดิม คือ พวกเจ้ำขุนมูลนำยหรือ
ชนชั้นศักดินำ
         ชนชั้นกลำงที่เกิดขึ้นใหม่นี้เองที่นับว่ำมีส่วนสำคัญในกำรต่อสู้ช่วงชิงอำนำจสูงสุดให้
มำตกอยู่แก่กษัตริย์ จำกกำรร่วมมือกันระหว่ำงพวกพ่อค้ำและกษัตริย์เพื่อต่อสู้ลิดรอน
อำนำจของพวกเจ้ำศักดินำทั้งหลำยซึ่งเป็นผู้ถือครองอำนำจหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินรำยใหญ่
และมักทำตัวเป็นอุปสรรคกีดกันกำรค้ำของชนชั้นเศรษฐีใหม่ โดยมีควำมปรำรถนำสังคมที่
มี ก ำรรวมศู น ย์ อ ำนำจที่ มั่ น คง มี ก ำรจั ด ระเบี ย บหรื อ ออกกฎเกณฑ์ อั น แน่ น อน เพื่ อ
ประโยชน์ต่อกำรค้ำหรือกำรขยำยตัวในกิจกำรเศรษฐกิจของพวกศักดินำ ดังนั้น กำร
เกิดขึ้นของรัฐชำติและระบอบสมบูรณำญำสิทธิรำชย์จึง เป็นสัญลักษณ์ของควำมเสื่อม
สลำยของระบบขุนนำง (feudalism) ที่เปิดเผยควำมไม่ชอบธรรมภำยในตัวเองให้
ปรำกฏมำกขึ้น โดยดุลแห่งควำมชอบธรรมของอำนำจจึงได้ถูกเปลี่ยนมือมำรวมศูนย์สู่
ส่วนกลำง คือ กษัตริย์ ในฐำนะประมุขและสัญลักษณ์ของรัฐชำติที่เพิ่มก่อตัวขึ้น และ
จำกจุดนี้เองที่หลักเรื่องควำมเป็นเลิศสูงสุดของกฎหมำยได้เสื่อมสลำยลงชั่วครำว
                        มาเคียเวลลี (Machiavelli)
          มำเคียเวลลี ได้เสนอควำมคิดว่ำ รัฐเป็นสิ่งที่มีควำมหมำยและมีคุณค่ำอยู่ในตัว
ของมันเอง สำรัตถะของรัฐอยู่ที่ควำมมีอำนำจบังคับเหนือประชำชนในเขตแดนของตน
มนุษย์ทุกคนมีลักษณะเยี่ยงสัตว์เดรัจฉำนและไม่มีใครที่จะรักษำสัจจะกับใคร มนุษย์จะ
ทำดีก็ต่อเมื่อถูกบังคับ มิฉะนั้นมนุษย์ก็จะทำชั่วอย่ำงเลี่ยงไม่พ้น ดังนั้น กำรจะตั้งตน
เป็นใหญ่รวบรวมบ้ำนเมืองให้เป็นปึกแผ่นได้นั้น ไม่อำจทำได้ด้วยกำรอำศัย หลักธรรม
กำรมีอำนำจทำงกำรเมืองเป็นเรื่องของกำรต่อสู้ช่วงชิงและกำรเอำชนะผู้อื่น ผู้ที่ประสงค์
จะได้ ม ำซึ่ งอ ำนำจหรื อ ต้ อ งกำรรั ก ษำอ ำนำจให้ มั่ น คง จึ งไม่ ค วรผูกพัน ตนไว้กับหลัก
ศีลธรรม มโนธรรม พระผู้เป็นเจ้ำ หรือกฎหมำยธรรมชำติ เขำเน้นว่ำ กำรรักษำสัจจะนั้น
เป็ น สิ่ ง ที่ มี คุ ณ ค่ ำ น่ ำ สรรเสริ ญ แต่ ก ำรจะรั ก ษำอ ำนำจกำรเมื อ งไว้ ใ ห้ ไ ด้ นั้ น ไม่ อ ำจ
หลีกเลี่ยงไม่ใช้วิธีหลอกลวงปลิ้นปล้อนเป็นเครื่องมือได้ ตำมทัศนะของเขำนั้น ผู้ปกครอง
ควรจะแสดงออกซึ่ ง ควำมจริ ง ใจ ควำมรั ก ในควำมถู ก ต้ อ งและมี ม นุ ษ ยธรรม แต่
ผู้ปกครองจะต้องถือคติอยู่ในใจอย่ำงเคร่งครัดว่ำ เมื่อถึงครำวจะต้องรักษำบ้ำนเมือง
รักษำอำนำจรัฐไว้จะต้องไม่ยึดถือคุณธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น เขำกล่ำวว่ำ พระรำชำผู้ทรงปรีชำ
ชำญนั้น นักปรำชญ์ย่อมไม่ตำหนิหำกพระองค์จะใช้วิธีกำรอันผิดธรรมดำเพื่อจะรักษำ
บ้ำนเมืองเอำไว้ แม้ว่ำกำรกระทำนั้นอำจจะถูกตำหนิว่ำชั่วช้ำสำมำนย์ แต่ผลดีที่เกิดขึ้น
ต่อส่วนรวมย่อมเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นจำกกำรถูกกล่ำวหำว่ำกระทำชั่วช้ำได้เสมอ
  จัง โบแดง (Jean Bodin 1530-1596)
     เขำเป็นนักกฎหมำยชำวฝรั่งเศสที่ได้คิดและได้เขียนหนังสือว่ำด้วยรัฐ 6
เล่ม จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เขำพยำยำมชี้ให้เห็นว่ำ รัฐจะดำรงอยู่
และด ำเนิ น ไปได้ จ ะต้ อ งมี อ ำนำจกำรปกครองสู ง สุ ด ในแผ่ น ดิ น ที่ เ รี ย กว่ ำ
“อำนำจอธิปไตย” (Sovereignty) โดยเขำให้คำนิยำมไว้ว่ำ “อำนำจ
อธิปไตย คือ อำนำจสูงสุดเหนือประชำชนในรัฐอันไม่ถูกจำกัด หรือยับยั้ง
โดยกฎหมำยใด ๆ” และได้กล่ำวไว้อีกตอนหนึ่งว่ำ “ อำนำจอธิปไตย คือ
อำนำจเหนือพลเมืองของรัฐ เป็นอำนำจเด็ดขำด และเป็นนิรันดร”
     เนื้ อ หำสำระของอ ำนำจอธิ ปไตยคือ อำนำจในอั นที่จ ะตรำกฎหมำย
ยกเลิ ก กฎหมำย และแก้ ไ ข เปลี่ ย นแปลงกฎหมำย อ ำนำจในอั น ที่ จ ะท ำ
สงครำมและสันติภำพ อำนำจในอันที่จะเก็บภำษีอำกร อำนำจในอันที่จะ
แต่งตั้งเจ้ำหน้ำที่ อำนำจในอันที่จะอภัยโทษ อำนำจในอันที่จะพิพำกษำคดี
และอำนำจในอันที่จะเพิ่มหรือลดค่ำเงินตรำ
       จัง โบแดง ได้สรุปตอนท้ำยไว้ว่ำ “อำนำจต่ำง ๆ ทั้งหลำย เหล่ำนี้ล้วน
แต่รวมอยู่ในอำนำจตรำกฎหมำย ยกเลิกกฎหมำยและแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมำย
ซึ่งท่ำนเรียกว่ำอำนำจนิติ บัญญัติ” ทั้งนี้ เพรำะผู้ทรงไว้ซึ่งอำนำจนิติบัญญัติ
หรืออีกนัยหนึ่ง คือ อำนำจในอันที่จะตรำกฎหมำยบังคับ หรือ อนุญำตให้
บุคคลกระทำกำรหรือละเว้นไม่กระทำกำรใด ๆ ก็ได้ ย่อมทรงไว้ซึ่งอำนำจในอัน
ที่จะห้ำมไม่ให้ผู้อื่นทำสงครำม หรือสันติภำพ เก็บภำษีอำกร อภัยโทษ ฯลฯ
       ในทำงนิติบัญญัตินั้น คำอธิบำยที่ว่ำ “อำนำจอธิปไตยย่อมไม่ถูกยับยั้ง
หรือจำกัดโดยกฎหมำยใด ๆ (Legibus                 Soluta)” เท่ำกับเป็นกำร
ประกำศว่ำ ภำยใต้เขตแดนของรัฐที่มีอำนำจอธิปไตยรัฐย่อมมีอำนำจที่จะ
บัญญัติกฎหมำย คือ มีอำนำจบัญญัติกฎเกณฑ์ให้แก่ตนเองและประชำชน
ของตนปฏิบัติตำม โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับใคร หรือกฎเกณฑ์ของผู้ใด อำนำจนิติ
บัญญัติ หรืออำนำจบัญญัติกฎหมำยนี้ จึงเป็นลักษณะแสดงออกอย่ำงหนึ่งว่ำ
รัฐมีอิสระในกำรกำหนดตนเอง และต่อมำจึงถือกันว่ำ อำนำจนิติบัญญัติเป็น
เครื่องแสดงออกว่ำ องค์กำรนั้น ๆ เป็นรัฐหรือไม่ มีอำนำจอธิปไตยหรือไม่
       แม้โบแดงจะกล่ำวถึงอำนำจอธิปไตยว่ำเป็นอำนำจสูงสุดและไม่ถูกจำกัด แต่องค์ อธิปัตย์
ตำมทัศนะของเขำก็ต้องอยู่ภำยใต้บังคับแห่งกฎหมำยธรรมชำติ (Jus Naturale) กฎหมำย
นำนำชำติ (Jus Gentium) และหลักที่ว่ำสัญญำต้องเป็นสัญญำ (Pacta Sunt
Servanda) ที่โบแดงว่ำ อำนำจอธิปไตยไม่ถูกจำกัดหรือยับยั้งด้วยกฎหมำยใด ๆ นั้น แท้จริง
แล้ว เขำหมำยถึงว่ำไม่ถูกจำกัดโดยกฎหมำยใด ๆ ที่มนุษย์บัญญัติขึ้น คือ ไม่ถูกจำกัดด้วย
กฎหมำยส่วนบัญญัติคือ Leges ในกฎหมำยโรมัน หมำยควำมว่ำ รัฐมีอำนำจจะออก
กฎหมำย แก้ไข เปลี่ยนแปลงหลักควำมยุติธรรม หลักธรรมะหรือกฎหมำยประเภทที่เป็น Jus
ในกฎหมำยโรมันได้ตำมอำเภอใจ ดังนั้น กำรที่ จัง โบแดง อธิบำยว่ำ อำนำจอธิปไตยเป็น
อำนำจเด็ดขำดนิรันดร และไม่ถูกยับยั้งหรือจำกัดด้วยกฎหมำยใด ๆ แท้จริงหมำยถึงว่ำ รัฏฐำธิ
ปัตย์ย่อมไม่ต้องอยู่ภำยใต้อำณัติของฝ่ำยศำสนจักรหรือจักรพรรดิ หรือผู้ถืออำนำจปกครองอื่น
ใดเท่ำนั้น ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับอำนำจอธิปไตยในลักษณะนี้ ไม่อยู่ภำยใต้กฎเกณฑ์ใด ๆ เลย
เป็นควำมเข้ำใจในสมัยหลังต่อมำนี้เอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพรำะควำมจำเป็นในกำรบัญญัติกฎหมำย
ออกมำบังคับเพื่อดำเนินกิจกำรต่ำง ๆ ของรัฐสมัยใหม่ที่ทวีมำกขึ้นทุกที เมื่อมีกำรกล่ำวอ้ำงและ
เน้นควำมชอบธรรมในกำรบัญญัติกฎหมำยโดยไม่จำกัดเป็นเวลำติดต่อกันนำน ๆ ก็กลำยเป็น
ควำมเชื่อว่ำอำนำจอธิปไตยที่แสดงออกโดยกำรนิติบัญญัตินั้น เป็นอำนำจสมบูรณ์เด็ดขำดชนิด
ไม่มีขอบเขต ซึ่งนับว่ำเป็นควำมเข้ำใจผิดที่นำมนุษยชำติไปสู่วิกฤติกำรณ์ทำงสังคมในปัจจุบัน
เพรำะไม่อำจชี้ออกมำได้ว่ำ อำนำจนิติบัญญัติของรัฐสมัยใหม่นั้นมีขอบเขตเพียงใด โดยเฉพำะ
ในแง่ของกฎหมำยรัฐธรรมนูญ และกฎหมำยระหว่ำงประเทศ
        อย่ำงไรก็ดี หลักนิติธรรม (Rule of Law) ถูกทำให้แพร่หลำยและเป็นที่รู้จักใน
ศตวรรษที่ 19 ควำมสำคัญอย่ำงเป็นระบบเกิดขึ้นครั้งแรกโดยนักกฎหมำยรัฐธรรมนูญที่มี
ชื่อเสียงของอังกฤษ คือ เอ.วี.ไดซีย์ (A.V. Dicey) (1835-1922) จำกหนังสือ
“Law of the Constitution” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1885 แบบฉบับของหลัก
นิติธรรมตำมทัศนะของไดซีย์ แสดงออกโดยนัยสำคัญ 3 ประกำร คือ
        (1) กำรที่ฝ่ำยบริหำรไม่มีอำนำจลงโทษบุคคลใดได้ตำมอำเภอใจ เว้นเพียงในกรณีที่
มีกำรละเมิดกฎหมำยโดยชัดแจ้ง และกำรลงโทษบุคคลใดได้ตำมอำเภอใจ เว้นเพียงในกรณี
ที่มีกำรละเมิดกฎหมำยโดยชัดแจ้ง และกำรลงโทษที่อำจกระทำได้นั้นจะต้องกระทำตำม
กระบวนกำรปกติของกฎหมำยต่อหน้ำศำลปกติ (ordinary courts) ของแผ่นดิน
        (2) ไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมำย ไม่ว่ำเขำจะอยู่ในตำแหน่งหรือเงื่อนไขประกำรใด
ทุกคนไม่ว่ำจะเป็นเจ้ำหน้ำที่ของรัฐหรือบุคคลธรรมดำ ล้วนต้องอยู่ภำยใต้กฎหมำยและศำล
เดียวกัน
        (3) หลักทั่วไปของกฎหมำยรัฐธรรมนูญหรือสิทธิขั้นพื้นฐำน (fundamental
rights) ของประชำชนเป็นผลจำกคำวินิจฉัยตัดสินของศำลหรือกฎหมำยธรรมดำ มิใช่
เกิดขึ้นจำกกำรรับรองค้ำประกันเป็นพิเศษโดยรัฐธรรมนูญ ดังกรณีของรัฐธรรมนูญประเทศอื่น
(foreign constitutions)
      รศ.พูนศักดิ์ วรรณพงษ์ กล่ำวว่ำ มีผู้พยำยำมอธิบำยควำมหมำย
ของหลักนิติธรรมและให้ควำมเห็นประกอบในทำนองว่ำ “หลักนิติธรรม
นั้นดูได้จำกสัญลักษณ์ซึ่งเป็นรูปเทพี มือขวำถือดำบ มือซ้ำยถือตำชั่ง
มีผ้ำผูกตำ ซึ่งมีควำมหมำยว่ำ กระบวนกำรยุติธรรมจะปกป้องสิทธิอัน
ชอบธรรมของบุคคลไม่เลือกที่รักมักที่ชัง”
      โดยนั ย ดั ง กล่ ำ ว กฎหมำยควรบั ง คั บ ใช้ แ ก่ บุ ค คลทั่ ว ไปโดยไม่
ยกเว้ น และถ้ ำ จะยกเว้ น ก็ จ ะยกเว้ น ในขอบเขตของข้ อ ยกเว้ น หรื อ
ท้ำยที่สุดกฎหมำยก็อำจยกเว้นในกรณีที่กำรยกเว้นไม่ทำให้เสียควำม
ยุติธรรม ไม่ส่งเสริมกำรบ่อนทำลำยควำมมั่นคงของประเทศชำติหรือ
ศีลธรรมอันดีงำมของประชำชน
    ประวัติศาสตร์ทางความคิดของไทย

                    นิติภำษิต

คิดให้รอบ    เจำะให้ลึก              ถึงแก่นแท้
ให้แน่วแน่   ยุติธรรม                ไม่แปรผัน
แยกให้ชัด    เทียบให้เหมือน          ค่อยจำนรรจ์
อันเหตุผล    ของเรื่องนั้น           ไม่ผันแปร

                              ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์
       ปรัชญำกฎหมำยไทยก่อนยุคที่อิทธิพลควำมคิดตะวันตกจะเข้ำมำมีอิทธิพล (ตั้งแต่
สมัยรัชกำลที่ 4 ลงมำ) จะวำงรำกฐำนอยู่บนควำมคิดทั่วไปของปรัชญำตะวันออกที่
ผนวกปรัชญำกับศำสนำเข้ำกันอย่ำงแน่น แฟ้น โดยเฉพำะอิทธิพลควำมคิดในศำสนำ
พุทธ ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ปรัชญำกฎหมำยไทยดั้งเดิมอธิบำยภำพรวมของกฎหมำยจำก
ฐำนอุ ดมคติทำงศำสนำที่เน้ นเรื่ องศี ลธรรม ตลอดจนธรรมะต่ำง ๆ หำใช่เรื่ องกำรใช้
อำนำจล้วน ๆ ของฆรำวำส (ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ) ควำมเชื่อมโยงกฎหมำยไทยดั้งเดิม
กับศำสนำดังกล่ำว สำมำรถกล่ำวได้ว่ำ เป็นลักษณะเฉพำะแบบไทยที่ไม่เหมือนใครและ
มี ค วำมละม้ ำ ยคล้ ำ ยกั บ ปรั ช ญำกฎหมำยสกุ ล ส ำคั ญ สกุ ล หนึ่ ง ของตะวั น ตก นั่ น คื อ
ปรั ช ญำกฎหมำยธรรมชำติ โดยในระหว่ ำ งยุ ค มื ด ทำงอำรยธรรมและยุ ค กลำงของ
ตะวันตก (ในช่วงระหว่ำงคริสตวรรษที่ 5-16) ปรัชญำกฎหมำยสกุลนี้ได้ถูกผสมผสำน
หรื อ ครอบง ำแนวควำมคิ ด จำกศำสนำคริ ส เตี ย น หรื อ ศำสนจั ก รโรมั น คำทอลิ ก ที่ มี
ศูนย์กลำงใหญ่ในกรุงโรม แต่ปรัชญำกฎหมำยธรรมชำติก็สำมำรถสลัดตัวเองออกได้จำก
ทั้งอำนำจและอิทธิพลทำงควำมคิดของศำสนำได้ในเวลำต่อมำหลังจำกกำรเสื่อมอำนำจ
ของศำสนจั ก รโรมั น คำทอลิ ก พร้ อ มกั น นั้ น ปรั ช ญำกฎหมำยธรรมชำติ ยั ง สำมำรถ
สืบเนื่องบทบำทหรือดำรงอิทธิพลเป็นสำยควำมคิดสำคัญของนิติปรัชญำตะวันตกได้จน
จวบย่ำงเข้ำคริสตวรรษที่ 18-19 จึงปรำกฏปรัชญำกฎหมำยสกุลอื่นเข้ำมำสำแดง
บทบำทเคียงแข่งหรือลบล้ำง
      ในคริสตวรรษที่ 18-19 ปรัชญำกฎหมำยธรรมชำติเป็นกระแส
หลักทำงควำมคิดของนิติปรัชญำตะวันตก โดยที่กระแสควำมคิดเช่นนี้
ในเนื้อแท้เป็นแนวควำมคิดแบบอุดมคตินิยม/จิตนิยม (Idealism)
และศีลธรรมนิยม (Moralism) กฎหมำยถูกพิจำรณำให้เป็นส่วน
หนึ่งของระบบจริยธรรมทั่วไป เป็นเรื่องควำมมีเหตุผลหรือควำมเป็น
ธรรมที่มิได้มีบ่อเกิดจำกกำลังอำนำจหรือกำรกระทำตำมอำเภอใจของ
ปั จ เจกชนที่ เ ป็ น ผู้ ป กครองแต่ อ ย่ ำ งใด ลั ก ษณะเช่ น นี้ เมื่ อ มอง
เปรียบเทียบกับปรัชญำกฎหมำยไทยดั้งเดิมแล้วดูจะไม่แตกต่ำงกันนัก
ในเชิงจุดยืนทำงควำมคิดที่มองกฎหมำยเป็นเรื่องควำมมีเหตุมีผลหรือ
ควำมเป็นธรรมเช่นกัน (Value-Oriented Jurisprudence)
        ในปี ค.ศ. 1689 ล็อค ตีพิมพ์งำนเขียนที่มีชื่อว่ำ ธรรมชำติในข้อเขียน :
Two Treaties of Civil Government ที่ยืนยันว่ำ ภำวะแห่ง
ธรรมชำติมีกฎธรรมชำติ (Law of Nature) ซึ่งได้ตีออกเผยแพร่เพียง 1
ปีหลังกำรปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (The Glorious Revolution) ในอังกฤษ
พร้อมแนวคิดที่ต่อต้ำนทฤษฎีเทวสิทธิ (Divine Right) ของกษัตริย์และ
สนับสนุนสิทธิในกำรปฏิวัติหรือแข็งข้อต่อต้ำน (Right to Rebel) รัฐบำลที่
ไ ม่ เ ป็ น ธ ร ร ม ซึ่ ง ใ น ข ณ ะ นั้ น สั ง ค ม ไ ท ย ยั ง อ ยู่ ใ น ช่ ว ง ส มั ย ร ะ บ อ บ
สมบูรณำญำสิทธิรำชย์ของสมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำช แม้ว่ำในยุคสมัยของ
พระนำรำยณ์นี้สังคมไทยได้มีกำรติดต่อกับตะวันตกค่อนข้ำงมำกทั้งทำงด้ำน
กำรค้ำและวัฒนธรรมและเป็นยุคสมัยที่ อำรยธรรมตะวันตกเริ่มเข้ำมำมีอิทธิพล
ในสังคมไทย ผู้ปกครองเปิดกว้ำงในเรื่องเสรีภำพในกำรนับถือศำสนำต่ำง ๆ
หำกในขณะเดียวกันก็มีกฎหมำยจำกัดสิทธิมิให้รำษฎรไทย มอญ ลำว ไป
แต่งงำนกับแขกฝรั่งอังกฤษคุลำมลำยู ซึ่งสังคมไทยในยุคนั้นยังไม่รู้จักกำรอ้ำง
สิทธิธรรมชำติหรือสิทธิมนุษยชนใด ๆ ในกำรต่อต้ำนอำนำจรัฐที่ไม่เป็นธรรม
อำนำจสูงส่งของกษัตริย์ในฐำนะเจ้ำชีวิตยังเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องสะพรึงกลัว
      ในยุคนี้ปรำกฏแนวคิดหรืออุดมกำรณ์ที่ใช้ท้ำทำยหรือปฏิเสธอำนำจรัฐที่
ไม่เป็นธรรม เพรำะในยุคสมัยพระนำรำยณ์ได้ปรำกฏแนวคิดหรือข้อเขียนชิ้น
สำคั ญที่ มี นัย ในเชิ งปลุ กระดมให้ประชำชนเห็นถึ งควำมอำเพธเลวร้ำยของ
สภำพสังคม เรียกร้องควำมสนับสนุนในกำรท้ำทำยอำนำจรัฐหรือเปลี่ยนแปลง
สังคมที่เป็นกลียุคและให้ควำมหวังต่อสังคมใหม่ที่สมบูรณ์พร้อม ข้อเขียนดัง
กล่ำวคือ “เพลงยำวพยำกรณ์กรุงศรีอยุธยำ” ซึ่งมีอิทธิพลทำงควำมคิดจำก
พุ ท ธศำสนำและนั บ ว่ ำ โด่ ง ดั ง มำก จนปั จ จุ บั น นี้ ก็ ยั ง มี ผู้ น ำไปเขี ย นอ้ ำ งอิ ง
วิพำกษ์วิจำรณ์สังคมอยู่เนือง ๆ จึงไม่น่ำแปลกใจที่มีคนจำนวนมำกสำมำรถ
จดจำลำนำกวีบำงตอนในเพลงยำวดังกล่ำวโดยเฉพำะควำมในส่วนที่ว่ำ “...ผู้มี
ศีลจะเสียซึ่งอำนำจ นักปรำชญ์จะตกต่ำต้อย กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้ำ
อันลอยนั้นจะถอยจม” ซึ่งหลักดังกล่ำวเป็นประเด็นในแง่ของพัฒนำกำรทำง
ปรัชญำกฎหมำยตะวันตกกับปรัชญำกฎหมำยไทย โดยเฉพำะในประเด็นเรื่อง
กำรแยกขำดจำกอิทธิพลของศำสนำและสิทธิธรรมชำติ
      อย่ำงไรก็ดี เมื่อสังคมมีวิวัฒนำกำรขึ้น อิทธิพลกำรเติบโตของชนชั้น
นำยทุนหรือชนชั้นกลำงในสังคมภำยใต้บริบทสังคมของตะวันตกได้เข้ำมำ
ก ำหนดรูปร่ำงควำมคิด ของปรัชญำกฎหมำยตะวั น ตกให้ แยกห่ ำงจำก
ปรัชญำกฎหมำยดั้งเดิม แม้กระทั่งกำรเปลี่ยนแปลงทำงเศรษฐกิจ สังคม
และศิ ล ปวิ ท ยำแบบเดี ย วกั บ ที่ เ คยเกิ ด ขึ้ น ก่ อ นในตะวั น ตกได้ ซั ด ผ่ ำ นสู่
สั ง คมไทยในเชิ ง บั ง คั บ นั บ ตั้ ง แต่ ส มั ย สมเด็ จ พระจอมเกล้ ำ เจ้ ำ อยู่ หั ว
โดยเฉพำะหลั ง กำรท ำสนธิ สั ญ ญำเบำริ่ ง กั บ อั ง กฤษใน พ.ศ. 2398
ระบอบเศรษฐกิจหรือแนวควำมคิด ควำมเชื่อต่ำง ๆ ของไทย รวมทั้ง
ปรัชญำกฎหมำยไทยดั้งเดิมก็พลอยได้รับกำรกระทบกระเทือนตำมไปด้วย
ดังจะเห็นได้จำกกรณีกำรก่อตัวและแพร่หลำยในปรัชญำปฏิฐำนนิยมทำง
กฎหมำย (Legal Positivism) ต่อมำในสมัยพระบำทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัวก็เกิดปรำกฏกำรณ์เช่นนี้
      ก่อนกำรเข้ำมำมีอิทธิพลของตะวันตกในยุคปฏิรูป สังคมไทยมีปรัชญำกฎหมำยของ
คนไทย หรือปรัชญำกฎหมำยของชนชั้นปกครองของไทยในสมัยโบรำณเกี่ยวกับตัวบท
กฎหมำยในเรื่องหยำบ ๆ เนื่องจำกในสมัยนั้น มีกำรหวงกันมิให้ประชำชนศึกษำกฎหมำย
ตัวบทกฎหมำยต่ำง ๆ ยังถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีกำรเผยแพร่ ดังนั้น แม้ในสมัยรัชกำลที่
3 ซึ่งขณะนั้นกำลังเริ่มต้นเผชิญกับกระแสของอำนำจอำรยธรรมตะวันตก ยังมีกำรสั่งริบ
กฎหมำยตรำ 3 ดวง ที่นำยโหมดดำเนินกำรจัดพิมพ์ขึ้น โดยเกรงว่ำ หำกกฎหมำย
เผยแพร่ไปทั่วอำจมีพวกเจ้ำถ้อยหมอควำมนำไปใช้หำกินสร้ำงควำมวุ่นวำยในโรงในศำล
กัน ในแง่นี้ กฎหมำยในแง่ควำมรู้ หรือเอกสำร จึงค่อนข้ำงเป็นสิ่งหวงห้ำมสำหรับชนชั้น
ปกครอง ถึงแม้ว่ำ จะมีกำรให้เปิดกว้ำงต่อกำรรับรู้ก็ไม่แน่ว่ำจะมีประชำชนสักกี่คนที่จะ
สำมำรถเข้ำใจกฎหมำยได้ สำเหตุเพรำะอุปสรรคเกี่ยวกับควำมยำกของภำษำกฎหมำย
ก่อนยุคเริ่มต้นกำรปฏิรูปกฎหมำยสมัยรัชกำลที่ 4 ที่ผู้ร่ำงใช้สำนวนถ้อยคำซับซ้อนเกิน
สติปัญญำของสำมัญชนซึ่งโดยปกติทั่วไปก็ไม่ค่อยรู้หนังสืออยู่แล้ว ลงท้ำยกฎหมำยจึงมี
สภำพประหนึ่งสิ่งลึกลับที่ยำกต่อควำมเข้ำใจ สำเหตุอีกประกำรหนึ่ง วิธีกำรประกำศ
กฎหมำยใหม่ในสมัยโบรำณก็ใช้กำร “ตีฆ้องร้องป่ำว” ซึ่งเป็นวิธีกำรที่ไม่สำมำรถทำให้
ประชำชนเดินดินสำมำรถเข้ำอกเข้ำใจอย่ำงทั่วถึงได้ ทำให้ประชำชนทั่วไปจึงรู้กฎหมำย
อย่ำงจำกัด และกระท่ อนกระแท่น และรู้เฉพำะเรื่องเท่ ำที่ผู้ปกครองป่ำวประกำศเพื่อให้
ปฏิบัติตำม ควำมจำกัดต่อกำรรับรู้กฎหมำยของประชำชนย่อมมีน้ำหนักให้เกิดควำมกังขำ
ต่อกำรรู้หรือรับรู้ปรัชญำกฎหมำยไทยดั้งเดิมในหมู่ประชำชน
          อิทธิพลหรือควำมสัมพันธ์ระหว่ำงพุทธศำสนำกับปรัชญำกฎหมำยไทยดั้งเดิมมีขึ้นโดยกำร
สื่อผ่ำนควำมคิดหรือคำสอนทำงพุทธศำสนำต่ำง ๆ อันเป็นแนวคิดเกี่ยวกับกำรใช้อำนำจของ
ผู้ปกครองมำสู่ประชำชนระดับล่ำงด้วยคติเรื่อง ทศพิธรำชธรรม หรือธรรมรำชำ ไตรภูมิพระร่วง
หรือวรรณคดีทำงศำสนำและกำรเมืองที่สำคัญอื่น ๆ ตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัยก็มีกำรเขียนถึงเรื่อง
ดังกล่ำวเกี่ยวกับควำมรู้สึก หรือควำมเชื่อในจิตสำนึกคนไทยโบรำณต่อสิ่งคู่กันระหว่ำงอำนำจ
และธรรม ด้วยเหตุนี้ปรัชญำกฎหมำยของคนไทยในอดีตหำกมองเห็นถึงธรรมชำติแห่งกำรใช้
อำนำจที่ปรำกฏอยู่จะเป็นข้อเท็จจริงภำยนอกของกฎหมำย สำหรับอีกแง่มุมหนึ่ง เมื่อมองจำก
อิ ท ธิ พ ลของภำษำที่ มี ต่ อ ควำมเข้ ำ ใจหรื อ จิ ต ส ำนึ ก ของคนที่ ใ ช้ ค ำว่ ำ “ธรรมะ” แทนค ำว่ ำ
“กฎหมำย” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พร้อมกับเรียกกฎหมำยแม่บทสำคัญว่ำ พระธรรมศำสตร์ ทำนอง
เดียวกับธรรมสูตรในศำสนำพรหมณ์ก็เป็นเรื่องกฎหมำยและข้อบังคับเกี่ยวกับควำมประพฤติ
หรือคำว่ำ ธรรมนำถ ในภำษำสันสกฤตก็แปลว่ำ ผู้รักษำกฎหมำย หำกมีกำรยอมรับต่อบทบำท
ของภำษำหรือถ้อยคำกันแล้วน่ำเชื่อว่ำ ประชำชนคนสำมัญย่อมเคยได้ยินได้ฟังและเข้ำใจถึง
แนวคิดทั่วไปในปรัชญำกฎหมำยไทย เรื่องควำมสัมพันธ์ของกฎหมำยกับธรรมะหรือศีลธรรม แม้
พวกเขำจะไม่มีควำมรู้ในแง่เนื้อหำรำยละเอียดของกฎหมำยก็ตำม หรือแม้ส่วนใหญ่ของคนไทย
ในสมัยโบรำณจะอ่ำนหนังสือไม่ออกก็ตำมที ปรัชญำกฎหมำยไทยดั้งเดิมจึงน่ำจะเป็นทั้งปรัชญำ
กฎหมำยในสังคมไทยที่รับรู้ร่วมกันทั้งในหมู่ไพร่ฟ้ำข้ำแผ่นดินและชนชั้นปกครองระดับต่ำง ๆ ด้วย
ส่ ว นประเด็ น ว่ ำ ในหมู่ ส ำมั ญ ชนจะมี ค วำมรู้ ลึ ก ซึ้ ง หรื อ อย่ ำ งเป็ น ระบบต่ อ ปรั ช ญำกฎหมำย
ดังกล่ำวเพียงใดคงเป็นเรื่องหนึ่งอีกต่ำงหำก
       คุณค่ำหรือควำมสำคัญพื้น ฐำนของกำรทำควำมเข้ำใจปรัชญำ
กฎหมำยไทยอำจจะเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ยำกหรือเล็งผลเลิศเกินไปใน
กำรย้ ำควำมส ำคั ญ ดั ง กล่ ำ ว ควำมเข้ ำ ใจต่ อ ปรั ช ญำกฎหมำยไทย
สำมำรถทำให้ผู้เรียนรู้ได้ประโยชน์ในตัวเองอีกหลำยประกำร เช่น กำร
เข้ำใจมองภำพรวมของธรรมชำติกฎหมำยไทยในเชิงปรัชญำ กำรรับรู้
ถึงควำมสัมพันธ์ของกำรเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในแต่ละยุคสมัยกับ
ปรัชญำกฎหมำยไทย ควำมเข้ำใจโดยละเอียดมำกจะส่งผลต่ออิทธิพล
และบทบำทของพุ ท ธศำสนำในสั ง คมไทย หรื อ ควำมเข้ ำ ใจเชิ ง
เปรียบเทียบระหว่ำงปรัชญำกฎหมำยไทยดั้งเดิมกับปรัชญำกฎหมำย
ของตะวันตกที่เข้ำมำมีบทบำทช่วงหลัง ทำให้เกิดควำมเข้ำใจที่ลึกซึ้ง
ต่อปัญหำควำมคิดทั้งของไทยและตะวันตก และสำมำรถทำให้เห็นถึง
จุดที่เป็นคุณค่ำหรือควำมด้อยค่ำในควำมบกพร่องในตัวควำมคิดนั้น ๆ
                                  โดยสรุป
        อิ ท ธิ พ ลของศำสนำพุ ท ธเป็ น สิ่ ง ที่ ผ ลั ก ดั น ให้ ป ระวั ติ ศ ำสตร์ ท ำง
ควำมคิดเกี่ยวกับปรัชญำกฎหมำยไทยเป็นไปในรูปแบบของประเพณีและ
วัฒนธรรมที่ ได้มีกำรปฏิบัติติดต่อกั นมำ นอกจำกนี้ ศำสนำพรหมณ์
เกี่ ย วกั บหลั กธรรมศำสตร์ เป็น สิ่ ง ที่ สร้ ำ งให้ คนไทยมีแนวคิดเกี่ยวกั บ
กฎหมำยว่ำ เป็นสิ่งที่น่ำกลัวอันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เผยแพร่กันเฉพำะในชน
ชั้นปกครองเท่ำนั้น อย่ำงไรก็ตำม แนวควำมคิดทำงตะวันตกสำมำรถ
สร้ำงวัฒนธรรมใหม่เกี่ยวกับแนวคิดทำงกฎหมำยให้สังคมไทยเปลี่ยนไป
และมีกำรรับรู้มำกขึ้น คุณค่ำเกี่ยวกับแนวคิดตะวันตกสร้ำงควำมเข้ำใจ
ต่อปรัชญำกฎหมำยไทย ทำให้ผู้เรียนรู้ได้ประโยชน์ในตัวเองอีกหลำย
ประกำร อำจกล่ำวได้ว่ำ แนวคิดทำงตะวันตกทำให้สังคมไทยเกิดกำร
พัฒนำนั่นเอง
         สิ่งที่ทำคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้น คือ สิ่งที่เรียกว่ำ “หน้ำที่”
                     คนเรำ...ไม่ได้มีปัญญำเท่ำเทียมกันทุกคน
คนเรำมีปัญญำเท่ำใด เห็นได้เท่ำนั้น เหมือนคนสองคน...มองไปช่องอะไร...ช่องหนึ่ง
   คนหนึ่ง...อำจะเห็นโคลนตมก็ได้...ส่วนอีกคนหนึ่งอำจจะเห็นเพชรพลอยก็ได้
                   เหมืองกับคำกลอนที่ท่ำนผู้หนึ่งเขียนเอำไว้ว่ำ...
                   “สองคนยลตำมช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม
                  คนหนึ่งตำแหลมคม เห็นเดือนดำวแสงวำวแวว”

                                      หลวงพ่อปัญญำนันทภิกขุ...

								
To top