John Austin 8 by C0vcd6US

VIEWS: 69 PAGES: 42

									กรณี ส่งเสริมคุณภาพนั กกฎหมาย
               โดย
 อาจารย์ สุภาวิณี จิตต์สุวรณ์
                                1
     “ชีวิตที่ไม่มีการตรวจสอบ
  ไม่มีคณภาพพอที่จะมีชีวิตอยู่”
        ุ

“ปัญญาเริ่มต้นจากความสงสัยใคร่ร้”
                                ู

             โสกราตีส...




                                    2
แม่น้าเนรัญชรา
  มาจากภาษากรีก แปลว่า ความรักในความรู้ ภาษาสันสฤตแปลว่า ความรู้รอบ
โดยทัว ความรู้อย่างแท้จริง
     ่
         ั
  ปัจจุบนปรัชญาใช้ในสองความหมาย คือ
  (1) ศาสตร์ที่ศึกษาหาความรู้จริงเกี่ยวกับธรรมชาติ หรือธาตุแท้ของมนุษย์โลก
และทุกสรรพสิ่งอย่างลึกซึ้ง เพื่ออธิบายเหตุการณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ โดยใช้หลักการของ
เหตุผลเป็ นเครื่องมือในการเข้าถึงความจริงหรือความรู้ที่แน่ นอน เน้ นการมองภาพ
                      ้
รวมเหมือนศึกษาป่ าทังป่ า
  (2) ระบบแห่งหลักคิดของมนุษย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ งโดยนักคิดหรือสานักคิด ณ
สมัยใดสมัยหนึ่ ง สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามความเป็ นอยู่ของมนุษย์ตามกาล
       ้
สมัยนัน ๆ


                                                                                  4
    (1) แสวงหาความรู้และความหมายในชีวิตธรรมชาติและ
                       ั
ความสัมพันธ์ของมนุษย์กบโลก
    (2) แสวงหาชีวิต สังคมและการจัดการปกครองที่ดีด้วย
การคิดถกเถียงกันด้วยเหตุผล
    ปรัชญาจึงมุ่งแสวงหาความจริง ความรู้ และความดี มุ่งให้
คนคิดค้นหาเหตุผลด้วยตนเองตามกาหนด



                                                            5
        วิชาปรัชญาไม่ใช่วิชาชี พในแง่ของการผลิตทางเศรษฐกิจ จึงไม่ได้มี
ประโยชน์ โดยตรงที่ ชดเจน เว้นแต่ จะไปเป็ นครูอาจารย์สอนวิชาปรัชญา
                       ั
แต่เป็ นประโยชน์ ในด้านการพัฒนาผู้เรียนให้เป็ นคนหัดคิด หัดตังคาถาม ้
หัด วิ เคราะห์โดยใช้ เหตุผล ไม่ เชื่ ออะไรง่ า ย ๆ เป็ นการฝึ กฝนเพื่ อเพิ่ ม
ความฉลาด ไหวพริ บ ซึ่ ง เป็ นคุ ณ สมบัติ ที่ จ ะช่ ว ยให้ เ ป็ นพลเมื อ งที่ มี
ประสิ ท ธิ ภ าพ รวมทัง เป็ นคุณ สมบัติ ที่ จ าเป็ นส าหรับ ผู้น า การศึ ก ษา
                         ้
ปรัชญาเพื่อประโยชน์ ในแง่นี้ ต้ องศึกษาแบบฝึ กการคิด วิเคราะห์ปัญหา
ชี วิตและสังคมที่ เป็ นรูปธรรมจริง ๆ ไม่ใช่ ศึกษาแบบท่ องจาเพียงว่า นัก
ปรัชญาสมัยก่อนเขาคิดอะไรไว้เท่านัน    ้


                                                                                  6
       ปรัชญาของวิชาต่ าง ๆ มุ่งศึกษาวิเคราะห์แนวคิดรวมยอดพื้นฐาน
หลักการและวิธีการของวิชานัน ๆ การศึกษาปรัชญาของวิชาต่าง ๆ จะทา
                              ้
ให้ เราเข้าใจธรรมชาติและบทบาทของวิชานัน ๆ ในสังคมได้อย่างลึกซึ้ง
                                                ้
ถ่อแท้มากกว่าการศึกษาวิชานัน ๆ แค่เชิงเทคนิควิชาชีพเฉพาะทาง
                                ้
       คนไทยส่ ว นใหญ่ ย ัง เรี ย นหนั ง สื อ แบบท่ อ งจ าความรู้ ส าเร็จ รู ป
มากกว่าการเรียนรู้เชิงคิดวิเคราะห์ สังคมที่ จะเจริญก้ าวหน้ าได้ ถกทางู
จาเป็ นต้ องกระตุ้นให้ เกิดการอ่ าน การศึกษาเชิงวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
ให้มากจะทาให้ได้เปรียบทังในเวที ชีวิตและสังคม ทาให้บุคคลอื่นที่ ฉลาด
                            ้
กว่ าแต่ เห็นแก่ ตวไม่ สามารถกาหนดชะตาชี วิตและพัฒนาสังคมอย่ างที่
                  ั
ประชาชนต้องการได้
                                                                                 7
                    ่          ั
    กฎหมายเป็ นคาสังของรัฏฐาธิปตย์ (Command
of the Sovereign) ประกอบด้วย
                       ้
    - ความประสงค์ของผูสง่ั
    - บทลงโทษ
    - สภาพบังคับ
                          ั
    - ประกาศใช้โดยรัฐาธิปตย์
          (John Austin)
                                              8
       กฎหมาย คือ บทกาหนดอานาจ (สิ ทธิ) อันควรได้และหน้ าที่ อนจาต้อง ั
กระทาของคนทังปวง ซึ่งพระมหากษัตริย์ (ผู้ปกครอง) ทรงบัญญัติหรือแสดง
                 ้
พระราชประสงค์ออกมาให้ปรากฏ เพื่อเป็ นเครื่องปกป้ องเกื้อกูลแก่ธรรมสาร 4
ได้แก่
       1. ธรรมที่เกื้อกูลหรือยังให้เกิดอาหาร สิ่งบริโภค ที่อยู่อาศัย และอาชีพ
                        ้
การงานที่เป็ นเครื่องเลียงชีพมนุษย์
       2.      ธรรมที่ ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ หรือความมังมีทงบุคคลและ
                                                                ่ ั้
บ้านเมืองเพียงพอเพื่อเลียงชีพในยามสงครามหรือยามเกิดขัดสนต่าง ๆ
                            ้
       3.      ธรรมที่ ชกนาหรือบารุงให้เกิดความเสมอภาคในการแลกเปลี่ยน
                          ั
ผลประโยชน์ ของบุคคลในชุมชนโดยไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน
       4. ธรรมที่อดหนุนส่งเสริมพระบรมเดชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อ
                     ุ
ประโยชน์ ในการปกป้ องชีวิต ทรัพย์สิน หรือสันติสุขของประชาชนจากศัตรูทง       ั้
ภายนอกและภายในราชอาณาจักร
        (กรมหลวงพิ ชิตปรีชากร)

                                                                                 9
       กฎหมาย คือ คาสังทังหลายของผู้ปกครองว่าการแผ่นดินต่ อ
                           ่ ้
           ้
ราษฎรทังหลาย เมื่อไม่ทาตามแล้วตามธรรมดาต้องต้องโทษ (กรม
หลวงราชบุรีดิเรกฤทธ์ ิ )
       นิ ติ วิ ธี ในทางกฎหมายของกรมหลวงราชบุ รี ดิ เรกฤทธ์ ิ
มีว่า กฎหมายกับความดี ความชัว หรือความยุติธรรมปนกันไม่ได้
                                ่
กฎหมายเป็นแบบที่ ต้องประพฤติตาม โดยที่ กฎหมายเองนันบางที ก็
                                                          ้
จะชัวได้หรือไม่เป็ นความยุติธรรมก็ได้ ความคิดว่า อะไรดี อะไรชัว
     ่                                                           ่
หรืออะไรเป็ นความยุติธรรม อะไรไม่ยุติธรรม มีบ่อเกิดจากหลาย
แห่ ง เช่ น ศาสนา แต่ ก ฎหมายเกิ ดขึ้ น เพี ย งแห่ ง เดี ย ว...จาก
ผูปกครองหรือผูที่ผปกครองแผ่นดินอนุญาตเท่านัน
 ้                   ้ ู้                     ้

                                                                     10
                                        ั
       ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทย ได้ให้ความหมายของกฎหมายไว้
ว่ า กฎหมายมี ความหมายสองอย่ า ง คื อ กฎหมายตามเนื้ อความและ
กฎหมายตามแบบพิธี
       กฎหมายตามเนื้ อความ หมายถึง ข้อบังคับของรัฐซึ่งกาหนดความ
ประพฤติของมนุษย์ ถ้าฝ่ าฝื นจะได้รบผลร้ายหรือถูกลงโทษ ประกอบด้วย
                                      ั
       1. ต้องเป็ นข้อบังคับของรัฐ
       2. ข้อบังคับต้องกาหนดความประพฤติของมนุษย์
                      ้                    ั
       3. ข้อบังคับนันถ้าฝ่ าฝื นจะต้องได้รบผลร้ายหรือถูกลงโทษ
       กฎหมายตามแบบพิธี หมายถึง กฎหมายที่ ออกมาโดยวิธีบญญัติ   ั
                                             ้
กฎหมายโดยไม่ต้องคานึ งว่า กฎหมายนันเข้าลักษณะเป็ นกฎหมายตาม
เนื้ อความหรือไม่

                                                                   11
    ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ ให้ ความหมายของ
กฎหมายไว้ หมายความว่ า กฎหมายเป็ น
กฎเกณฑ์ที่ เ ป็ นแบบแผนความประพฤติ ข อง
มนุษย์ในสังคม ซึ่ งมีกระบวนการบังคับที่ เป็ น
กิจจะลักษณะ

                                                12
       พระธรรมปิฎก... ให้ความหมายว่า กฎหมายมีความหมายเดียวกัน
กับคาว่าวินัย ซึ่ งวินัย หมายถึง การจัดตัง วางระบบแบบแผนในการที่
                                         ้
มนุ ษย์จะมารวมตัวกันเป็ นชุมชนและมี ระเบียบแบบแผนในการเป็ นอยู่
ตลอดจนการดาเนินกิจการ เพื่อให้มนุษย์ได้ประโยชน์ จากธรรม หรือจาก
                                                                ้
การสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มที่ โดยที่พระองค์ทาการจัดตัง
และวางระบบแบบแผนในทางสังคมขึ้นมา โดยชุมชนเรี ย กว่ า “สังฆะ”
อัน เป็ นการออกระเบี ย บแบบแผนโดยการสมมติ ขึ้ น มาเพื่ อ ควบคุ ม
กิจกรรมทุกอย่างในการดาเนินชี วิตและกิจการทุกอย่างของสังคม จึงมี
กฎหมายที่ คุม คน คุม ความประพฤติ ของคน ตลอดจนกฎหมายที่ วาง
ระบบกิ จการที่ ดาเนินการโดยคน กฎหมายจึ งเป็ นเครื่องมื อหรื อความ
ครอบคลุมทังหมดเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยหรือมีสนติสขในสังคม...
            ้                                   ั ุ

                                                                    13
         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวรัชกาลที่ 9 มีพระราชดารัสว่า กฎหมาย
                                           ั
เป็ นแต่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม จึงไม่ควรถือว่า มีความสาคัญยิ่ง
ไปกว่าความยุติธรรม หากควรจะต้ องถือว่า ความยุติธรรมมาก่อนกฎหมาย
และอยู่เหนื อกฎหมาย..
         ตัว บทกฎหมายไม่ ใ ช่ ค วามยุติ ธ รรม หากแต่ เ ป็ นเพี ย งบทบัญ ญัติห รื อ
ปั จ จัย ที่ ต ราไว้ เ พื่ อ รัก ษาความยุติ ธรรม ดังนั น การรักษาความยุติ ธรรมใน
                                                       ้
แผ่นดินมีวงกว้างอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย จาเป็ นต้องขยายออกไปให้
ถึงศีลธรรม ตลอดจนเหตุและผลตามความเป็ นจริงด้วย
         ความยุติธรรมเป็ นสิ่งที่กว้างกว่ายุติธรรม ยุติธรรมมีความหมายว่า ต้อง
ให้ ยุติสกครังในทางธรรมะ หมายความถึง สิ่งที่ ตรง สิ่งที่ เป็ นจริง แต่ ว่าหา
          ั ้
ความจริงนี่ ยาก จึงต้องมีการยุติธรรม ถ้าหากว่าไม่ยุติธรรม ความจริงนันจะ      ้
ไม่สิ้นสุด ข้อเท็จจริงหรือความเป็ นจริงเกี่ยวกับชีวิตทางสังคมระดับต่าง ๆ จึง
ต้องนามาพิจารณาประกอบอย่างจริงจัง...


                                                                                     14
      โดยสรุปแล้ ว กฎหมายจึงเป็ นการวางข้ อกาหนด
ส าหรับ ความประพฤติ ของมนุ ษ ย์เ พี ย งบางประการ
เท่านัน แต่จารีตประเพณี สามารถปกคลุมการดารงชีวิต
       ้
ทังหลายของมวลมนุษย์ การทาความเข้าใจในนิติวิธีที่
   ้
ถูก ต้ อ งตามระบบของกฎหมายนั ้น จึ ง เป็ นวิ ถี ท าง
วิ ช า ก า ร ที่ จ ะ ท า ใ ห้ ก ฎ ห ม า ย ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย มี
ประสิ ท ธิ ภ าพและเป็ นปั จ จัย ส าคัญ ในการผดุ ง ความ
ยุติธรรมในสังคมได้อย่างแท้จริงโดยปราศจากอคติ


                                                                       15
คนส่วนน้ อย = ประโยชน์ สาธารณะ/ประโยชน์ ส่วนรวม?




                                                   16
แต่เดิม           นักนิติศาสตร์ในประเทศไทยเป็ นผูมีทศนคติ
                                                 ้ ั
    ั                         ่     ่
ที่คบแคบ มีแนวโน้ มที่จะยึดมันถือมันในตัวบทกฎหมายตามตัว
อักษรมากจนเกินไปโดยไม่คานึ งถึงความเป็ นจริงและความเปลี่ยน
แปลงของสังคมและบ้านเมือง
        ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ มีความรู้สึกว่า คุณ
ธรรม จรรยาบรรณของวิชาชีพนักกฎหมายก็เสื่อมโทรมลงอย่าง
น่ าวิตก ทาให้เกิดวิชานิติปรัชญาขึนมา
                                  ้

                                                              17
       พระธรรมปิฎก แปลว่า วิชากฎหมาย เป็ นคาที่มาจากภาษาสันสกฤตซึ่ง
เป็ นภาษาของประเทศอินเดียที่มีอารยธรรมเก่าแก่แต่โบราณ โดยเดิมเรียกว่า
ชมพูทวีป “นิ ติศาสตร์” เป็ นถ้อยคาทางวิชาการของประเทศอินเดีย
       ในอินเดียจะใช้ นิติศาสตร์เป็ นวิชาด้าน Politics          คือ วิชาด้าน
รัฐศาสตร์หรือวิชาการเมือง
       “นิ ติ” แปลว่า “การนา” มีรากศัพท์เดียวกับคาว่า “นายก” ซึ่ งแปลว่า
“ผู้นา” ซึ่ ง “นี ติ” คาเดิมในภาษาบาลีหรือสันสฤตจึ งมาจากธาตุเดี ยวกันกับ
นายก คือ “นี ” แปลว่า “นา” ดังนัน “นี ติ” จึงแปลว่า “การนา” จริง ๆ แล้ว
                                    ้
เรียกว่า “นี ติศาสตร์” แต่ภาษาไทยเรียก “นิ ติศาสตร์” เพื่อทาให้สน
                                                                ั้


                                                                               18
          นิติศาสตร์ แปลว่า ศาสตร์แห่ งการนา หรือจัดดาเนินการ ซึ่ งอาจขยายหมายความ
ว่า เป็ นศาสตร์แห่งการนาคน หรือการนากิจการของรัฐ หรือการทาหน้ าที่ของผู้นา แต่การที่
จะทาการปกครองหรือเป็ นผู้นาประเทศชาติได้นัน แน่ นอนว่าจะต้องมีระเบียบแบบแผน คือ
                                               ้
เราต้องมีเครื่องมือที่จะใช้เป็ นกติกาสังคม การปกครองจะเป็ นไปไม่ได้ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์กติกา
การปกครองจึงต้องมีการเรียกร้องเพื่อให้มีกฎเกณฑ์กติกาเกิดขึ้น ดังนัน เรื่องของกฎหมาย
                                                                    ้
กับเรื่องของการปกครองจึงแยกจากกันแทบไม่ได้ จนกลายเป็ นว่า เมื่อมีการปกครองก็ต้องมี
กฎหมาย กล่าวคือ กฎเกณฑ์กติกาของสังคมหรือของประเทศชาติที่พลเมืองจะต้องประพฤติ
ปฏิบติตาม
       ั
               ้
          ดังนัน กฎหมายจึงมาจากรัฐ กฎหมายเป็ นเครื่องมือของการปกครอง การปกครองที่
ดีมุ่งเพื่อประโยชน์ ของประชาชน การตังกฎเกณฑ์กติกาขึ้นมาก็เพื่อประโยชน์ ของประชาชน
                                         ้
คือ ให้ ประชาชนอยู่ร่วมกันด้วยดี มีความสงบสุข แต่ บางครังก็เป็ นไปได้ที่ผ้ปกครองออก
                                                            ้               ู
กฎหมายมาเพื่อประโยชน์ ของตนเอง ทาให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน


                                                                                          19
      ธรรมศาสตร์ แปลว่า กฎหมาย
                                             เหมือนกัน
      นิติศาสตร์ แปลว่า วิชากฎหมาย

                 ิ                                            ่
       คาว่า “นิตศาสตร์” จะใช้ในความหมายของการปกครองโดยรัฐ ซึงตรงกับ
“รัฐศาสตร์” ส่วนวิชากฎหมายแท้ ๆ แต่เดิม คือ “ธรรมศาสตร์”
                                                    ่่
       หากแปลตามศัพท์แล้ว “ธรรมศาสตร์” แปลว่า วิชาทีวาด้วยหลักการ เพราะ
“ธรรม” แปลว่า “หลักการ”

                            (พระธรรมปิฎก)

                                                                          20
  มี 2 อย่าง       *หลักการแห่งความเป็ นจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ
                * หลักการที่มนุษย์ผมีปัญญานาเอาความรูในความจริงนัน
                                   ู้                   ้         ้
มาจัดตังวางเป็ นแบบแผนในสังคมมนุษย์จนกระทังเป็ นกติกาสังคมซึ่งมนุษย์ที่อยู่
       ้                                       ่
ในสังคมนันจะต้องยึดถือและนามาวางเป็ นระเบียบแบบแผนกติกาสังคมให้
         ้
ประชาชนยึดถือ เรียกว่า “ธรรมศาสตร์” ซึ่งเป็ นวิชาการเกี่ยวกับกฎหมาย


                           ิ        ั
                        นิตศาสตร์กบธรรมศาสตร์
                           จึงมีความเหมือนกัน

                                                                              21
        ถือว่า กฎเกณฑ์กติกาทังหมดมาจากพระพรหมทังสิ้น คือ มาจากเทพเจ้า
                               ้                     ้
สูงสุดเป็ นผูกาหนด กฎเกณฑ์กติกาเหล่านัน จึงได้รบการรักษาสืบทอดกันมาใน
              ้                        ้         ั
คัมภีรศาสนา ซึ่งมีข้อกาหนดให้ประพฤติปฏิบติแม้แต่ในครอบครัวและในชีวิต
        ์                                  ั
ประจาวันว่า ควรจะเป็ นอยู่กนอย่างไร ดาเนินชีวิตอย่างไรผิด ดาเนินชีวิตอย่างไร
                             ั
                                         ้                ้
จึงจะถูกทุกอย่างเป็ นข้อกาหนดมาจากพระผูเป็ นเจ้าซึ่งเป็ นผูปกครองสูงสุดของโลก
                 ่
        จนกระทังกลายเป็ นว่า ข้อกาหนดในสังคมโดยเฉพาะการแบ่งแยกชนชัน      ้
วรรณะ ได้กาหนดให้คนวรรณะต่าง ๆ มีหลักปฏิบติประจาวรรณะของตนเองว่า
                                               ั
ตนเองมีสิทธิแค่ไหน จะต้องทาและไม่ต้องทาอะไรบ้าง หลักปฏิบติเหล่านี้ เรียกว่า
                                                              ั
“ธรรม” คือ ธรรมประจาวรรณะ ได้แก่ หลักการ ข้อกาหนด และหน้ าที่ของคน
ที่อยู่ในวรรณะนัน ๆ รวมเรียกว่า “ธรรมศาสตร์”
                   ้

                                                                                22
         เป็ นการศึกษาเรื่องกฎหมาย เป็ นวิชาที่มีกฎหมายเป็ นวัตถุ (Object)
ของการศึกษา โดยการศึกษากฎหมายทาได้หลายมุม
         ปกตินักศึกษาจะศึกษากฎหมายของประเทศตนว่า มีผลบังคับอยู่ใน
      ั           ู้
ปัจจุบน เพื่อให้รกฎหมายและใช้กฎหมายให้เป็ น ซึ่งการศึกษากฎหมายทานองนี้
เรียกว่า “วิ ชานิติศาสตร์โดยแท้” เพราะเป็ นการศึกษาถึงตัวบทกฎหมายเพื่อ
นาไปใช้ประกอบวิชาชีพนักกฎหมาย




                                                                             23
      การศึกษากฎหมายในฐานะที่กฎหมายเป็ นข้อเท็จจริงใน
อดีตที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ หรือข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสังคม
ปัจจุบนก็จดเป็ นการศึกษาในสาขานิติศาสตร์ทางข้อเท็จจริง
       ั ั
เป็ นการศึกษากฎหมายในเชิงวิจารณ์เปรียบเทียบและประเมิน
คุณค่าซึ่งจะเป็ นสาขานิติศาสตร์ทางคุณค่า



                                                               24
          วิชานิตศาสตร์โดยแท้ เป็นการสอนและศึกษาเพือให้รกฎหมายในปจจุบนซึง
                 ิ                                   ่ ู้                  ั ั ่
                                                  ่
   เป็ นกฎหมายบ้านเมืองและใช้กฎหมายให้เป็ น โดยมีสวนของการศึกษา 2 ส่วนคือ
                   ่                                ้ ่
          1. ส่วนทีเป็ นเนื้อหาของกฎหมาย คือ ความรูเกียวกับเนื้อหาของกฎหมายที่
               ั ั               ้ ่                               ่
มีผลบังคับในปจจุบน เป็ นความรูเกียวกับตัวบทกฎหมายแขนงต่าง ๆ ไม่วาจะเป็ น
                                      ่        ิ
กฎหมายเอกชนหรือกฎหมายมหาชนทีเป็ นบทบัญญัตของกฎหมายเองหรือมาจากคา
พิพากษา
                     ่       ิิี                      ี ิ
          2. ส่วนทีเป็ นนิตวธของกฎหมาย หมายถึง วิธคดทางกฎหมายในแง่ของ
                                     ่ ี่
ความคิดและทัศนคติของนักกฎหมายทีมตอระบบกฎหมาย ได้แก่ ทัศนคติทมต่อ         ่ี ี
                       ั
กฎหมายลายลักษณ์อกษร ต่อจารีตประเพณี ต่อคาพิพากษา เหล่านี้เป็ นบ่อเกิดของ
            ่                                             ี ิ  ี     ี ี
กฎหมายเพือใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดี รวมตลอดจนวิธคด วิธใช้ วิธตความ วิธี
ค้นพบกฎหมาย วิธเี สริมกฎหมายให้สมบูรณ์
                                                                                   25
           วิชานิติศาสตร์โดยแท้ บางทีเรียกว่า Legal Dogmatics แปลว่า
วิชาหลักกฎหมาย หมายความว่า วิชาที่เรียนกันทุกวันนี้ ที่จริงมิได้เรียนบทกฎหมายเป็ น
      ้
บททังหมด แต่เรียนเฉพาะส่วนที่เป็ นหลักกฎหมาย และเชื่อมโยงกันเป็ นระบบ โดยมี
หลักพิจารณาว่า กฎหมายที่มีผลบังคับอยู่ในปัจจุบนสาหรับในเรื่องที่กาลังพิจารณาอยู่
                                                    ั
เป็ นอย่างไร แล้วนากฎหมายที่มีอยู่ในขณะนันมาปรับใช้ให้ต้องตรงคดีเป็ นเรื่อง ๆ ไป
                                             ้
           มีการกล่าวว่า วิชานิติศาสตร์เป็ นวิชาที่ศึกษากฎหมายในฐานะที่กฎหมาย
เป็ นกฎเกณฑ์ (Norms) ในระบบกฎหมายที่มีผลบังคับในบ้านเมืองจึงถูกเรียกว่า
เป็ น Normative Science เพราะกฎเกณฑ์ที่ศึกษานี้ เป็ นเครื่องชี้ถกผิดในการ
                                                                       ู
                                                               ้
ศึกษา Norms นี้ มีโครงสร้างอย่างไร แบ่งประเภท จัดลาดับชันก่อนหลังอย่างไร




                                                                                     26
         เป็ นการศึกษาหรือตีความตัวบทกฎหมายในฐานะที่เป็ นข้อเท็จจริงที่
มีอยู่ในสังคม หรือที่เกิดขึนในกระแสธารแห่งเหตุการณ์ ในประวัติศาสตร์
                           ้
การศึกษากฎหมายในแง่ที่เป็ นข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ คือ วิชา
ประวัติศาสตร์กฎหมาย ส่วนการศึกษากฎหมายในแง่ที่เป็ นข้อเท็จจริงที่มี
อยู่ในสังคม เป็ นวิชาสังคมวิทยาทางกฎหมาย




                                                                          27
          เป็ นการศึกษาถึงความเป็ นมาและการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายในอดีต
เป็ นการศึกษาถึงกฎหมายที่มีผลบังคับ (Positive Law) ในอดีตว่ามีความ
แตกต่างจากวิชานิติศาสตร์โดยแท้ที่ศึกษาถึง Positive Law ที่เป็ นอยู่ในปัจจุบน    ั
โดยศึกษากฎหมายไทย กฎหมายเยอรมัน กฎหมายโรมัน
          ความเข้าใจคลาดเคลื่อน ที่ว่า ประวัติศาสตร์กฎหมายเป็ นการศึกษาประวัติ
ศาสตร์ของตัวบทกฎหมายที่เป็ นคาสังของรัฎฐาธิปัตย์เท่านัน ความเข้าใจเช่นนี้ เป็ น
                                   ่                  ้
ความเข้าใจที่แคบเกินไป การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายจะสาเร็จเฉพาะกฎหมายที่
                 ั        ้
เป็ นลายลักษณ์อกษรเท่านันไม่ได้


                                                                                    28
          ระบบกฎหมายครอบครัวของแต่ละชาติกย่อมเป็ นการแสดงออกซึ่งความรู้สึก
                                                 ็
นึ กคิดและขนบธรรมเนี ยมทางครอบครัวของคนในชาติ โดยในที่สดก็พฒนามาเป็ น
                                                            ุ ั
ระบบกฎหมายครอบครัว ดังนัน การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายจึงจะละเลยที่จะ
                            ้
สารวจถึงความรู้สึกนึ กคิดและขนบธรรมเนี ยมที่เกี่ยวกับกฎหมายแต่ละเรื่องไม่ได้
การศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายต้องศึกษาความคิดเกี่ยวกับสถาบันทางสังคมในเรื่อง
นันด้วย ดังนัน ประวัติศาสตร์กฎหมายในความหมายที่ถกต้องจึงต้องเป็ นการศึกษา
   ้         ้                                        ู
กฎหมายในอดีตอย่างกว้างขวางมิใช่จาเพาะอยู่แต่ตวบทเก่า ๆ ว่ามีอยู่อย่างไรเท่านัน
                                                   ั                         ้
          โดยสรุปแล้ว การเรียนกฎหมายให้เข้าใจแจ่มแจ้งต้องเรียนประวัติศาสตร์
กฎหมายประกอบด้วย (ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์)

                                                                                 29
          1. ภาคกฎหมายไทยเดิม
                   1.1 กฎหมายมาจากวัฒนธรรมและสังคมไทยแท้ ๆ โดยข้อมูลจาก
       ิ
ประวัตศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี
                   1.2 กฎหมายจากวัฒนธรรมของอินเดีย โดยเผยแพร่เข้ามาทาง
ด้านวรรณคดีและชาดกในพระไตรปิฎกในพุทธศาสนา นอกจากนี้ พระธรรมศาสตร์
ยังมีความสาคัญต่อกฎหมายไทยในยุคเก่ามาก ในสมัย ร.1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยอมรับ
                ่
พระธรรมศาสตร์วา เป็ นกฎหมายศักดิแก้ไขไม่ได้ และถือว่า กฎหมายกับธรรมะเป็ น
                                    ์
  ่                         ่
เรืองเดียวกันแยกกันไม่ได้ ซึงเป็นความคิดทานองเดียวกับสานักกฎหมายธรรมชาติ
(Natural Law School) ของทางตะวันตก

                                                                            30
         2. ภาคสมัยใหม่ เริมตังแต่สมัยรัชกาลที่ 4-5 ซึงเป็ นสมัยทีรบแนวความ
                              ่ ้                        ่            ่ั
                                      ่ ่       ่    ิ ั
คิดทางตะวันตกเข้ามา ในยุคนี้เป็นยุคทีเริมเข้าสูยุคนิตบญญัติ เรียกว่า พระราชศาสตร์
          ิ ้ึ                 ่    ั                               ่
โดยบัญญัตขนภายในขอบเขตทีไม่ได้ขดหรือแย้งกับพระธรรมศาสตร์ ซึงการรับกฎหมาย
สมัยใหม่แบ่งเป็ น 3 ครัง ้
                       ้
                    ครังแรก รับเอากฎหมายอังกฤษมาใช้ โดยการนาหลักกฎหมายของ
                                              ่                 ้ึ ่ ั
อังกฤษมาเป็ นส่วนประกอบของกฎหมายไทยทีบกพร่องให้สมบูรณ์ขนซึงก็ยงไม่กระทบ
                                                                           ่
กระเทือนต่อพระธรรมศาสตร์เช่นเดิม โดยศาลจะอ้างว่า “มีหลักกฎหมายว่า...” ซึงเป็ นที่
เข้าใจโดยนัยว่า “มีหลักกฎหมายอังกฤษว่า...” นอกจากนี้ ยังเข้ามาโดยทางโรงเรียน
                                            ่
สอนกฎหมายโดยส่งนักกฎหมายไปศึกษาต่อทีประเทศอังกฤษ



                                                                                    31
                       ้                       ั                          ่
                    ครังที่ 2 เนื่องจากปญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต โดยเมือไทยติด
                                   ั้
ต่อกับชาติใดก็อนุ ญาตให้ชาตินนใช้ขนบธรรมเนียมของเขาในการตัดสินข้อพิพาทได้
                            ื                    ่     ี
โดยถือหลักบุคคลมิได้ถอหลักดินแดน เพือให้มการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต
                                                   ่       ่
ร.5 จึงตัดสินใจทาประมวลกฎหมายของฝรังเศสแทนทีจะรับกฎหมายอังกฤษทังหมด     ้
เพราะกฎหมายอังกฤษเป็ นกฎหมายของระบบ Common Law ซึงมีแต่คาพาก-   ่
                               ่                     ่            ี
ษาศาลฎีกาเป็ นส่วนใหญ่ ซึงไม่สะดวกในการทีจะรับเข้ามาและไทยก็ไม่มงบประมาณ
                                 ่
เพียงพอด้วย การตัดสินใจทีจะทาประมวลกฎหมายจึงได้เกิดขึน       ้
                         ้
                    ครังที่ 3 มีการตัดสินใจทาประมวลกฎหมายแบบเยอรมันแทนการ
                                             ่
ทาประมวลกฎหมายโดยเลียนแบบฝรังเศส เนื่องจากการทาประมวลกฎหมายแบบฝรัง่
         ้่ ่ ี            ้ ่                           ่           ่ึ
เศสขาดผูรางทีมความรูเชียวชาญด้านนี้ ร.6 จึงรับสังให้พระยามานวราชเสวีซงเป็น
เลขานุ การคณะกรรมการร่างประมวลกฎหมายและได้ถวายความเห็นว่า ควรลอกแบบ
                                      ่ ่ ุ่
ของประมวลกฎหมายเยอรมันซึงญีปนได้นามาดัดแปลงไว้แล้ว โดยไทยได้ลอกต่อจาก
  ่ ุ่
ญีปนอีกทอดหนึ่ง
                                                                               32
          1. วิชากฎหมายเปรียบเทียบ เกิดขึนในศตวรรษที่ 20 เป็ นการศึกษา
                                         ้
เปรียบเทียบกฎหมายของประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง ระบบกฎหมายหนึ่งกับอีก
                                                         ่
กฎหมายหนึ่ง ในการศึกษาเปรียบเทียบมักจะแยกระบบกฎหมายทีแตกต่างกันออกเป็ น
   ่                 ิิี ็          ่        ่
กลุม ๆ หากแยกตามนิตวธกจะมีอยู่ 2 กลุม คือ กลุม Common Law และกลุม      ่
Civil Law
         ประโยชน์ของการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบ
                               ั
         (1) ประโยชน์ในทางปฏิบติ
                           ิ ั      ่
             (1.1) ในทางนิตบญญัติ ซึงทุกประเทศหากจะมีการบัญญัติ
           ั
กฎหมายใหม่มกจะไปศึกษากฎหมายของต่างประเทศ

                                                                           33
                               ิ                         ่ี ่   ู้
                 (1.2) ในทางนิตศาสตร์โดยแท้ คือ ประโยชน์ทชวยให้รและใช้
กฎหมายเป็น
                   (1.3) ในด้านอาชีพ เช่น นักกฎหมาย ทนายความ พนักงาน
          ่ ู้ ้   ั ิ
เจ้าหน้าทีผตองปฏิบตการตามกฎหมาย (นายทะเบียนรับจดทะเบียนการสมรสทีอาเภอ  ่
                                ้              ้
หรือสถานฑูตไทยในต่างประเทศก็ตองอาศัยความรูทางกฎหมายเปรียบเทียบในการแก้
  ั                        ่
ปญหากฎหมายขัดกัน เช่น เรืองการหย่าตาม พรบ.กฎหมายขัดกันต้องดูตามกฎหมาย
                 ่  ้    ่    ่                   ี
สัญชาติของคูสมรสทังสองฝาย ซึงในโลกตะวันตกไม่มการหย่าโดยความยินยอม ถ้า
                                      ่
หากสามีไทยภรรยาเยอรมันจะทาการหย่าทีสถานฑูตไทยก็จะสมบูรณ์ตามกฎหมายไทย
แต่ตามกฎหมายเยอรมันยังถือว่าเป็ นสามีภรรยากันอยู่
                   (1.4) ในแง่จะทาให้กฎหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือให้กลม
            ่                                ่      ่
กลืนกัน ซึงเป็ นความพยายามของนักกฎหมายฝรังเศสทีจะหา Jus Commune

                                                                               34
                                                  ่ี ่     ั
                (2) ประโยชน์ในทางวิชาการในแง่ทกอให้เกิดปญญา ทาให้เกิดความ
                                                       ิ
เข้าใจบทกฎหมาย การศึกษาเปรียบเทียบทางประวัตศาสตร์จะทาให้มองเห็นหลักทีอยู่  ่
    ้                  ่                                     ่ ่
เบืองหลังการเปลียนแปลง ทาให้เกิดความเข้าใจว่า กฎหมายเป็ นสิงทีเกิดจากธรรมชาติ
             ่ึ                            ้    ่ ่่
ของมนุ ษย์ซงมีความคล้ายคลึงกัน ช่วยให้คนหาสิงทีรวมกันในระบบกฎหมายต่าง ๆ
                 ่         ั             ่ ่                     ่ ้ ึ
มองเห็นส่วนทีเป็นนิรนดร มองเห็นส่วนทีเปลียนแปลงของกฎหมาย เมือรูถงว่าอะไร
           ่         ่         ่ ่
เป็ นส่วนทีคงอยูและส่วนทีเปลียนแปลงในกฎหมายแล้ว จะช่วยให้สามารถกล่าวถึงคุณค่า
                   ่
ของกฎหมายทีควรมีและเกิด insight ในทางญาณวิทยาว่า มนุ ษย์สามารถรูได้วา  ้ ่
                         ่         ้         ่ื          ้ ้
อะไรคือกฎหมาย เมือเกิดความรูครบถ้วนได้ชอว่า เป็ นผูรอบรูทางกฎหมาย
          2. วิชานิติบญญัติ เป็ นวิชาทีศกษาถึงกระบวนการบัญญัตกฎหมายว่ามีขอบ
                             ั         ่ ึ                     ิ
                                     ิ
เขต มีหลักการ มีเทคนิคในการบัญญัตกฎหมายอย่างไร


                                                                                35
                                                ้       ่                 ้ ่ ั
             Bentham กล่าวว่า หลักชีความดีความชัวของการใดขึนอยูกบว่า การนัน               ้
ก่อให้เกิดผลประโยชน์อย่างใดบ้าง กล่าวคือ ธรรมชาติกาหนดให้มนุ ษย์ตกอยูภายใต้กฎ   ่
เกณฑ์แห่งความสุข (Pleasure) และความทุกข์ (Pain) มนุ ษย์ยอมแสวงสุขและ       ่
       ่                       ่                               ่ ่ ่
หลีกเลียงทุกข์เป็ นธรรมดา สิงใดก่อให้เกิดสุขเรียกว่า “เป็ นสิงทีด”ี สิงใดให้ความทุกข์
                   ่ ่ ั่                  ่
เรียกว่า “เป็ นสิงทีชว” ความดี – ความชัว อธิบายได้โดย ความสุข – ความทุกข์ นัน     ่
         ่ ่                            ่
แหละสิงทีให้ความสุข “มีประโยชน์” สิงใดก่อให้เกิดทุกข์ “ไร้ประโยชน์” การกระทาใดจะ
                       ้                       ้ ่    ้      ่
ดีหรือไม่สามารถชีได้จากประโยชน์ทเี่ กิดขึน ซึงการชีขาดอยูท่ี “ผลของการกระทา” เมือ       ่
                                             ่
นามาเปรียบเทียบกับกฎหมายอธิบายได้วา “กฎหมายจะดีหรือไม่ให้ดทวา กฎหมายนันู ่ี ่         ้
                 ่                  ุ่                  ุ่
ก่อให้เกิดผลทีจะให้ความสุขมากทีสดแก่คนจานวนมากทีสดได้หรือไม่”
                     ิ ั    ิึ         ่ ้         ุ่                   ิ
             วิชานิตบญญัตจงเป็ นวิชาทีดอยพัฒนาทีสดในบรรดาวิชานิตศาสตร์แขนงต่าง ๆ
      ้ ั                 ี       ิ
นับตังแต่รฐสมัยใหม่มการบัญญัตกฎหมายในราวศตวรรษที่ 17-18 เป็ นต้นมาจนบัดนี้

                                                                                              36
            ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ กล่าวว่า โลกทังโลกต้องตกอยูใน
                                                                 ้          ่
                    ่       ิ ั         ่                      ่       ี ้่
วิกฤตการณ์ในเรืองนิตบญญัติ โดยอยูในความสับสนเป็ นอย่างยิงเพราะไม่มใครรูวา
                      ิ ั
ขอบเขตของการนิตบญญัตอยูทใด       ิ ่ ่ี
            มีนักนิติศาสตร์กล่าวว่า การค้นพบการนิติบญญัติเป็ นเรื่องที่น่ากลัวเป็ น
                                                       ั
อย่างยิ่ง เพราะเป็ นการมอบชะตากรรมของมนุษยชาติไว้ในมือมนุษย์ด้วยกันเอง
เปรียบเสมือนเรือที่ไม่มีหางเสือและขาดเข็มทิศ มีแต่พลังที่จะวิ่งไป
                                ่่                   ่     ั
            สาหรับคาสอนทีวา “กฎหมาย” คือ คาสังของรัฐาธิปตย์ หมายความว่า รัฐา
   ั                      ิ                 ี ้่         ิ
ธิปตย์สามารถบัญญัตกฎหมายได้ แต่ไม่มใครรูวาอะไรบัญญัตได้ อะไรบัญญัตไม่ได้  ิ
                                          ิ ั    ิ ั               ่
ขอบเขตอานาจนี้มเี พียงใด เพราะวิชานิตบญญัตยงด้อยพัฒนาเกินไปทีจะให้ตอบอย่าง
              ั
ชัดเจนต่อปญหาดังกล่าวได้
                  ้                ่่                        ่       ิ
            ดังนัน ความคิดทีวา รัฐมีอานาจอธิปไตย มีอานาจทีจะบัญญัตกฎหมายอย่าง
                ่ ่ ้
ไรก็ได้เป็ นสิงทีเกิดขึนในรัฐสมัยใหม่
                                                                                      37
                             ่                         ่           ิี
           แต่เดิมในยุคกรีกซึงเป็ นยุคประชาธิปไตย มีเรืองอะไรก็ใช้วธออกเสียงลง
ประชามติ จนกลายเป็ นว่า สภาจะออกกฎหมายอะไรก็ได้ ความจริงหาเป็นเช่นนันไม่ !    ้
                           ้                             ี        ิ่
กรีกไม่เคยมีความคิดเช่นนัน ในรัฐธรรมนูญของเอเธนส์มบทบัญญัตวา ถ้าบุคคลใด
                    ่ ั        ิ                     ้     ้
เสนอบทกฎหมายทีขดต่อนิตประเพณีของบ้านเมือง ผูเสนอนันต้องรับผิดชอบถึงขนาด
                                      ้
ต้องถูกเนรเทศออกจากนครรัฐ ดังนัน สภาประชาชนกรีกจึงทาอะไรได้ทุกอย่างโดยทีไม่     ่
         ิ ั                            ่
มีการนิตบญญัติ มีแต่การประชุมสภาเพือการบริหาร การตุลาการ แต่สภาไม่มอานาจ    ี
ออกกฎข้อบังคับมาลบล้างกฎหมายเดิม
           ในโรมัน มีการแบ่งกฎหมายออกเป็ น 2 อย่างคือ
           (1) Jus คือ กฎหมาย หรือความเป็ นธรรม ความชอบธรรม ตรงกับของ
                                    ่ ี         ิ ้ึ
ไทยว่า พระธรรม เป็ นกฎหมายทีไม่มใครบัญญัตขนเป็ นหลักสากล ได้แก่


                                                                                    38
              (1.1) Jus Civile (Civil Law) กฎหมายของชาวเมือง
              (1.2) Jus Gentium (Law of Nations) กฎหมาย
นานาชาติ
             (1.3) Jus Naturale (Natural Law) กฎหมายธรรมชาติ
หรือธรรมเนียม คือ ความถูกผิดตามธรรมชาติ
                                                ่     ั    ิ ้ึ
         (2) Lex หรือ Lege คือ กฎหมายทีมนุ ษย์บญญัตขน ได้แก่
             (2.1) Senatus consulte กฎหมายของวุฒสภา             ิ
             (2.2) Plebiscita กฎหมายของสภาประชาชน (สภาสามัญ)
             (2.3) Constitutions กฎหมายของพระราชา พระบรมราช
          ่                         ่่ ่ ่ั
โองการ ซึงในกฎหมายโรมันมีคากล่าวทีวา “สิงใดทีจกรพรรดิทรงโปรด ย่อมมีอานาจ
                                              ั          ่
ของกฎหมาย” ต่อมามีการบิดเบือนเป็ นว่า “รัฐาธิปตย์พอใจจะสังอย่างไรก็เป็ นกฎหมาย
  ้ ้
ทังนัน”
                                                                                 39
          อย่างไรก็ดี มีคาว่า “has the force of law” คือ มีอานาจของ
กฎหมายมิใช่เป็นกฎหมายเสียเอง
          ในศตวรรษที่ 16 มีการสร้างรัฐสมัยใหม่เรียกว่า Modern State โดยใช้
                         ึ
เวลา 200-300 ปีจงเกิดนักคิดทฤษฎีมาสนับสนุ นระบบสมัยใหม่ คือ
          Jean Bodin ซึงได้สร้างความคิดเรืองอานาจอธิปไตยขึนและมีลกษณะ
                               ่               ่              ้         ั
ดังนี้
          (1) สมบูรณ์เด็ดขาด (Absolute)
                   ั
          (2) นิรนดร (Perpetual)
                       ่
          (3) ไม่อยูภายใต้การจากัดของกฎหมายใด ๆ (Legibus Soluta)
                     ่                  ้ ่                          ่่
          ความคิดเรืองอานาจอธิปไตยคิดขึนเพือลบล้างคาสอนของศาสนจักรทีวา พระ
                                                                   ั
เจ้าสร้างโลกและประทานอานาจให้แก่ศาสนจักรในการดูแลโลก ศาสนจักรให้รฐเป็ น
  ้ ู                                                   ่
ผูดแล รักษาความสงบเรียบร้อย ถ้าอาณาจักรไม่ทาตามหน้าทีของตน ศาสนจักรก็ถอด
             ่                               ี                   ั
ถอนอานาจฝายอาณาจักรได้ ทาให้อาณาจักรไม่มอานาจเด็ดขาดต้องคอยฟงศาสนจักร
    ่                        ี       ั
อยูภายใต้ศาสนจักรและไม่มความเป็ นนิรนดรเพราะอาจถูกถอดถอนได้
                                                                             40
              ู้ ี                   ่                        ่
           มีผตความคาสอนในเรืองอานาจอธิปไตยว่า เมือสมบูรณ์เด็ดขาด รัฐจะบัญญัติ
กฎหมายอะไรก็ดี เช่น หลัก Supremacy of Parliament ทีวา สภาจะออก                 ่่
                                                   ู้            ้
กฎหมายอย่างใดก็ได้นอกจากออกกฎหมายให้ผชายเป็ นผูหญิงไม่ได้เท่านัน อันเป็นความ    ้
                                   ่
เข้าใจผิด เพราะ Bodin มุงแต่จะให้อาณาจักรหลุดพ้นจากศาสนจักร ทีมการกล่าวว่า        ่ ี
                          ่
อานาจอธิปไตยของฝายอาณาจักรเป็ นนิรนดร        ั
                                                 ่          ิ ้ึ
           แต่เดิมทุกชาติเข้าใจว่า กฎหมายทีตนบัญญัตขนมาเองก็เพือแก้ไขกฎเกณฑ์ ่
                         ่ ั                                         ่
ต่าง ๆ บางประการทีขดขวางต่อการทางานเป็ นการเฉพาะเรืองเฉพาะคราวเท่านัน แต่             ้
                             ่
Bodin สอนเอาไว้วา รัฐมีอานาจอธิปไตย จะกาหนดวิถทางของตนเองอย่างไรก็ได้  ี
                     ่           ั     ่
จึงเกิดความคิดทีจะให้รฐแสดงออกซึงอานาจของตนว่า มีอานาจอธิปไตยจริง ๆ โดยแสดง
                   ิ ั                                             ่
ออกด้วยการนิตบญญัติ ทาให้บรรยากาศในรัฐสมัยใหม่เปลียนแปลงไป ความอิดเอือนใน               ้
            ิ
การบัญญัตกฎหมายในยุคแรก ๆ ค่อย ๆ จางหายไป ต่อมามีการออกกฎหมายมากขึน                         ้
   ่                                     ิ ั   ิ        ่ ่
เรือย ๆ จนเคยชินและคิดว่า การนิตบญญัตเป็ นเรืองทีจะต้องกระทาเป็ นประจาและเข้าใจ
                                                      ั
เลยเถิดไปว่า แม้จะออกกฎหมายมาแก้ Jus ก็ยงทาได้ การตีความผิดพลาดเช่นนี้จงทา                ึ
ให้วชานิตบญญัตตกอยูในยุควิกฤต ยังหลงทางกันอยูเช่นในปจจุบนนี้...
     ิ    ิ ั          ิ       ่                          ่              ั ั
                                                                                              41
“ศึกษาจากอดีต หากท่านต้องการสร้างอนาคตให้เลอเลิศ”

“คนที่ประเสริฐกว่า จะพอใจและรักษาสมดุลของตัวเองได้ดี”
    คนที่ตากว่า คือ คนที่มีแต่ความไม่พอใจอยู่เสมอ
           ่

  การเรียนรู้โดยปราศจากการคิด คือ แรงงานที่สญเหล่า
                                            ู
      การคิดโดยปราศจากการเรียนรู้ คือ อันตราย

                        ขงจื๊อ

                                                        42

								
To top