K interview on Thai monarchy & lese majeste law reform

Document Sample
K interview on Thai monarchy & lese majeste law reform Powered By Docstoc
					                                                 1

ทําความเข้าใจ "สลิ่ม" – ไขข้อสงสัยใน "พระราชอํานาจนํา" กับ ดร.เกษียร เตชะพีระ

วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 22:00:00 น.

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?
newsid=1326896257&grpid=01&catid&subcatid&fb_source=message


 "มติชนออนไลน์" สนทนากับ "ดร.เกษียร เตชะพีระ" แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ถึงประเด็นปัญหาข้อถกเถียงในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112,  ผลเสียของการที่ไม่
จําแนกแยกแยะว่า ข้อเท็จจริงกรณีใด เข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย
หรือกรณีใดเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่จะเกิดประโยชน์สาธารณะต่อไป  รวมถึงองค์ประกอบที่มาของ
"พระราชอํานาจนํา" ซึ่งเกิดขึ้นและดํารงอยู่ได้อย่างไร แม้การปกครองของไทยจะผ่านเลยระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาแล้ว  


@ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน และมีการฟ้องร้อง ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องใหม่ที่จะ
สั่นคลอนสถาบัน หรือไม่  


คือสถาบันกษัตริย์ ในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญทั่วโลก จะมากจะน้อยก็คงต้องเจอคนที่คิด
ต่าง ซึ่งมีหลายระดับ อาจจะตั้งแต่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ อาจจะเรื่องพระราชกรณียกิจ หรือพระราชดํารัส
เช่น เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีข่าวนักการเมืองในเนเธอร์แลนด์ วิพากษ์วิจารณ์พระราชินี บางคนไปไกลกว่า
นั้น อาจจะมีแนวคิดที่ต่อต้านสถาบัน ไม่ต้องการให้สถาบันกษัตริย์ มีบทบาทหรือดํารงอยู่อีกต่อไป อัน
นี้เป็นเรื่องปกติธรรมดามีความหลากหลายเยอะแยะ ในสังคมที่มีสถาบันกษัตริย์


ทีนี้อย่างนี้ครับ ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแบบเรา มีเรื่องต้องห่วงน้อยมากกับสถาบันกษัตริย์ที่มีพระ
ราชอํานาจนํา นึกออกไหม คนอยากจะตามพระองค์ด้วยซ้ําไป  คือความ ปรารถนาดี ความรัก และ
ความต้องการให้สถาบันกษัตริย์ยังดํารงอยู่ต่อไป ผมคิดว่าในสังคมไทย มีหนาแน่นมากกว่าสังคมอื่นที่
อยู่ภายใต้ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่ มีสถาบันกษัตริย์ มีหนาแน่นไม่น้อยกว่าใคร
เผลอๆ มากกว่าด้วย ใน ภาวะแบบนี้ มีข้อที่บรรดาผู้ที่รักและห่วงใยสถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องวิตก
น้อยมาก เพราะทรงมีพระราชอํานาจนํา เพราะมั่นใจได้เลยว่าคนไทยส่วนใหญ่รักและก็ต้องการให้
สถาบันอยู่คู่กับ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต่อไป ดังนั้น บางทีผมก็เลยรู้สึกว่า ความที่วิตกวิจารณ์ ว่า
จะมีอะไรมาแผ้วพาลมากระทบ จนกระทั่งไม่คิดจะจําแนกอีกต่อไปแล้วว่าอันนี้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์
เป็น เรื่องปกติธรรมดาของสถาบันสาธารณะทั้งหลาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เคยมีพระราช
ดํารัสทํานองนั้น the king can do no wrong มันไม่จริง เพราะเอาเข้าจริง มนุษย์ทั้งหลาย ก็ทําผิดทั้งนั้น


ท่านยังพูดในพระราชดํารัสเดียวกันว่า ถ้าคนวิพากษ์วิจารณ์ไม่เข้าท่า ก็ไม่ต้องห่วง เพราะคนที่ไม่เห็น
ด้วยก็จะออกมาโต้เถียงคัดค้าน ดังนั้น ท่านคิดว่าถ้าไปใช้กฎหมายหมิ่นกับบรรดาผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์
อาจจะยิ่งไม่เป็นผลดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์เอง ผมคิดว่าตอนนี้ บรรดา ผู้ที่รักพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวรักสถาบันกษัตริย์มาก ไม่จําแนก คือมีแนวโน้มว่าไม่จําแนกว่าอันนี้เป็นวิพากษ์วิจารณ์
อันนี้เป็นผิดกฎหมาย มาตรา 112 ซึ่งจะเป็นเรื่องของดูหมิ่น  หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย เหมารวม
                                                   2

ทั้งหมดเข้าด้วยกัน คือเมื่อไหร่ที่คุณเหมารวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน คุณกําลังทํา 2-3 อย่างที่ไม่เป็นผลดี
ต่อในระยะยาว


อันที่ 1 ที่คุณทําคือ คุณไม่จําแนกว่าอันไหน เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งถ้าได้รับฟังแล้วอาจจะเป็นผลดี
ในการนําไปคิดหรือปรับปรุงต่อตัวสถาบัน หรืออันไหนเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย
เมื่อคุณไม่แยก ก็แปลว่าจะไม่ได้ยิน  หรือไม่อนุญาตให้พูดถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์
อาจจะทําให้ได้แง่คิดซึ่งเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงสถาบันกษัตริย์ ให้เหมาะสมกับยุคสมัยต่อไปข้าง
หน้า คือพูดง่ายๆ ว่าการทําให้เกิดความเงียบ ไม่ทําให้เกิดผลดี ต่อการที่จะปรับตัวหรือปรับปรุง หรือ
ปฏิรูป ให้สถาบันกษัตริย์มั่นคง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง


อันที่ 2 คือ เพราะเหตุนั้น คุณกําลังลงโทษคนบริสุทธิ์จํานวนมาก คือผมก็ด้วยความเคารพใน
กระบวนการยุติธรรม แต่ ว่า ดูเหมือนการจําแนกว่าอะไรคือการวิพากษ์วิจารณ์ จําแนกว่า อะไรคือดู
หมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ผมคิดว่าในหลายปีที่ผ่านมานี้ เส้นแบ่งมันรางเลือนมาก ในบรรดา
คนจํานวนมากที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และถูกฟ้องศาล ซึ่งมีเป็นจํานวนมาก ก็เป็นไปได้ที่
จะมีคนดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาตร้าย แต่เป็นไปได้ไหมว่าในจํานวนนั้น ก็มีคนวิพากษ์วิจารณ์
โดยไม่ได้คิดที่จะล้มเจ้า แต่คิดว่า ถ้ามีการปรับปรุง มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ก็จะทําให้สถาบัน
กษัตริย์มีความมั่นคงขึ้นในระยะยาว เขาคือผู้หวังดี เขาคือผู้บริสุทธิ์ ถ้าเขาวิพากษ์วิจารณ์จริง ไม่ได้คิด
จะดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย แต่ถ้าเราใช้ (กฎหมาย) อย่างไม่จําแนก ผลก็คือกําลังลงโทษ
คนบริสุทธิ์ เป็นจํานวนมาก


การลงโทษคนบริสุทธิ์ เป็นจํานวนมาก ไม่เป็นผลดี ทั้งในแง่สิทธิเสรีภาพของเขาเอง ทั้งในแง่ภาพของ
ประเทศไทยในฐานะ ประเทศเสรีประชาธิปไตย ในสายตาของโลก


มันไม่เคยมีมาก่อนนะครับที่ ยูเอ็น กับอเมริกา จะมาพูดเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ในบ้านเราขนาดนี้ ที่เขาพูด ไม่ใช่เพราะเขาอยู่ดีๆ เกิดไม่ชอบหน้าเมืองไทย แต่เพราะเขาเห็นว่า 4-5 ปี
ที่ผ่านมา  การไม่จําแนกมันเริ่มสร้างปัญหา แล้วเริ่มมีกรณีที่ เกิดข้อสงสัยว่า เอ๊ะ เขาใช่กรณีคนที่คิดจะ
หมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายหรือ? เขาใช่คนที่ดูจะวิพากษ์วิจารณ์โดยบริสุทธิ์ใจหรือเปล่า? แล้วทําไม
ไปเล่นงานเขา โดยไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพเขาละ


อันที่ 3 สถาบันกษัตริย์มั่นคงอยู่ได้ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ด้วยกําลังและความกลัว สถาบันพระ
มหากษัตริย์ มั่นคงอยู่ได้ในระบอบประชาธิปไตยด้วยความรักและความศรัทธา ยิ่งปฏิบัติการใดๆ ของ
รัฐบาล ของเจ้าหน้าที่ราชการช่วยเสริมความรักและศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์ จะยิ่งทําให้สถาบันพระ
มหากษัตริย์ มั่นคงในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะในระบอบประชาธิปไตย คําตัดสินสุดท้ายคือ
มติของประชาชน และประชาชนย่อมต้องการรักษาสิ่งที่เขารักและศรัทธา การ ใช้กําลังความรุนแรง
และความกลัว ในความเชื่อของผู้ใช้ว่าปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จะไปทําลาย หรือไม่เป็นผลดี
ต่อความรักและศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คุณกําลังใช้เครื่องมือผิดงาน ผิดสิ่งที่คุณต้องการจะ
ปกป้อง ผมก็เชื่อว่าคุณทําด้วยความรักและปรารถนาดี ด้วยความจงรักภักดีอยากจะให้สถาบันมั่นคง
ในระบอบประชาธิปไตย แต่สถาบันจะอยู่ด้วยการที่คนทั้งหลายที่จะปกป้องสถาบัน ไปเที่ยวข่มขู่
คุกคามด้วยกําลังให้คนอื่นกลัว ไม่ได้ มันไม่ได้ มันไม่เวิร์ค
                                               3


@สาเหตุที่มาของ "พระราชอํานาจนํา" ที่ไม่ต้องอาศัยการบัญญัติในรูปแบบทางการ แต่ประชาชน
พร้อมทําตาม


เรื่อง "พระราชอํานาจนํา" เป็นข้อค้นพบของ อาจารย์ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ ในวิทยานิพนธ์ - โครงการอัน
เนื่องมาจากพระราชดําริ : การสถาปนาพระราชอํานาจนํา (พ.ศ.2494-2546) ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่อง
เก่าโบราณ ซึ่งต้องเข้าใจว่า รัชกาลที่ 4-7 ท่านทรงรัฐ (rule) เอง เพราะท่านมีอํานาจอธิปไตย แต่หลัง
เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สถานะของสถาบันกษัตริย์ไทยก็เปลี่ยน ท่านไม่ได้ทรงรัฐ (rule) แต่
ทรงราชย์ (reign) ซึ่งพระองค์วรรณไวทยากร อธิบายว่าอันนี้ทําให้พระองค์ทรงเป็นที่รักของคนไทย...
รัชกาลที่ 9 ไม่ได้ทรงรัฐ แต่ทรงราชย์ reign เป็นองค์ประธานเป็นประมุข เมื่อทรงราชย์ (reign) อย่าง
เดียวเป็นจังหวะที่เกิดพระราชอํานาจนํา ถึงแม้พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงไว้ซึ่งอํานาจอธิปไตยดังก่อนใน
สมัย สมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ทรงมีพระบารมีสูงยิ่ง จนกระทั่งคนไทยอยากทําตามพระราชดําริ พระ
บรมโชวาทต่างๆ  โดยท่านไม่ต้องบังคับ เป็นการทําตาม โดยคนไทยยินดีให้นํา เริ่มเกิด ขึ้นในภาวะ
ช่วงใกล้ 14 ต.ค. 2516 และหลังจากนั้น เป็นช่วงที่พลังการเมืองที่ต่อต้านทัดทานพระราชอํานาจ หมด
พลังหรือมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่ต่อต้านอีกต่อไป ที่สําคัญคือกองทัพ ซึ่งก่อนหน้านั้น
กองทัพมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นฐานกําลังสําคัญของคณะราษฎร ปีกกองทัพ
บก ปีกกองทัพเรือ ที่มีสถานะทางอํานาจ ก็หมดไป


ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก็ค่อยๆ ล่มสลายไปในช่วง พ.ศ.2520 กว่าๆ  ขณะที่สถาบัน
กษัตริย์ในประเทศต่างๆ ในโลก ก็ล้มไปด้วย 2 เหตุคือ เพราะกองทัพ เช่น ในอียิปต์ หรือ เขมรกองทัพ
ลอนนอล  และสถาบันกษัตริย์ที่ล้มไปเพราะคอมมิวนิสต์ อย่างในประเทศรัสเซีย เป็นต้น
 

เมื่อคอมมิวนิสต์หมดไปแล้ว กองทัพก็เปลี่ยนท่าที หรือความสัมพันธ์ที่ตัวเองมีกับสถาบันพระมหา
กษัตริย์ จากเดิมในช่วงหลัง 2475 ใหม่ๆ ขณะที่คนชั้นกลาง ซึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นพลังทางสังคมที่สําคัญ
ก็มีท่าทีต่อสถาบันที่ผูกพันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา
2519 ตอนแรกก็รู้สึกว่าสถาบันกษัตริย์มีส่วนช่วยให้บ้านเมืองคลี่คลายจากยุค เผด็จการทหาร ทําให้ 3
ทรราชย์ พ้นจากอํานาจไป แล้วในสายตาของคนชั้นกลาง ก็มองว่า สถาบันฯ ทําให้ประเทศไทย
ปลอดภัยจากภัยคอมมิวนิสต์ครั้งแรก ดัง นั้น กองทัพก็ดี คนชั้นกลางก็ดี พรรคคอมมิวนิสต์ก็ดี
คลี่คลายไปในทางที่เป็นคุณ พระราชอํานาจนําก็มั่นคง โดยไม่ต้องบังคับ โดยไม่ต้องมีอํานาจอธิปไตย
ในพระหัตถ์ของพระองค์ เพราะคําชี้แนะ ข้อเสนอแนะของพระองค์ มีคนกระตือรือร้น มีคนอยากที่จะ
ทําตามมากกว่า แข็งขันกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียอีก แม้บอกว่าอย่าทําตาม คนไทยก็อยาก
ทําตาม นี่คือภาวะพระราชอํานาจนําสูงขึ้นหลัง 14 ตุลา
 

ถ้าถามว่าคร่ําครึหรือเปล่า ต้องตอบว่า ในทางตรงข้าม เพราะเรากําลังพูดถึงของที่ใหม่มาก เงื่อนไข
การเกิด คือหลัง 2475 แล้วช่วงที่ปรากฏชัด คือรัชกาลปัจจุบัน ก่อนและหลัง 14 ตุลา ไม่นาน แล้วเกิด
จากพระราชกรณียกิจ พระวิริยอุตสาหะ ที่ทรงบําเพ็ญ ต่อเนื่องมากมาย ทั้งในแง่งานพัฒนา ทั้งในแง่
โครงการพระราชดําริ ทั้งในแง่การรักษาความมั่นคง ช่วยสนับสนุนกองทัพ ในการรับมือภัยของ
ประเทศไทย ดังนั้น ถ้าบอกว่าคร่ําครึล้าสมัยนั้นไม่จริง
                                                 4


หรือจะมองว่าคร่ําครึล้าสมัยในเชิงจิตวิทยา อํานาจนําเกิดขึ้นเมื่อคุณผนวกรวมที่ตั้งแห่งอํานาจนําเข้า
กับเอกลักษณ์และความ เป็นตัวตนของคุณ อย่างชนิดที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ จนกระทั่งคุณรู้สึกว่า
ถ้าไม่มีที่ตั้งแห่งอํานาจนํา ก็เหมือนบางส่วนของตัวตน ของอัตตาของคุณ ขาดพร่องแหว่งวิ่นไป คนใน
เวลาปกติ มีชีวิตประจําวันขึ้นรถเมลล์ ทํามาหากิน จะไม่ค่อยคิดถึงอํานาจนํามากนั้น เพราะต้องทํามา
หากิน ทํางาน แก้ปัญหาประจําวัน


แต่ในภาวะ 2 อย่าง อํานาจนําจะมีพลังมาก คือ 1 ภาวะเคว้งคว้างหลุดลอย ไม่รู้จะไปทางไหน เช่น คุณ
เป็นคนไทยที่เรียนในไทยมาตลอดจนกระทั่ง 20-30 ปี ไปเรียนอยู่เมืองนอก ไปเจอฝรั่ง อ่านหนังสือเร็ว
กว่า ตอบคําถามเร็วกว่า ตอนนั้น คุณจะรู้สึกว่าเขาดูหมิ่นความรู้คุณ ในภาวะที่คุณรู้สึกเคว้งคว้างหลุด
ลอย ถามว่า คุณเป็นใคร? คุณเป็นคนไทย คนไทยแสดงออกอย่างไร ในวินาทีแบบนั้น คุณจะคิดถึงสิ่งที่
เป็นที่ตั้งของอํานาจนําที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเอกลักษณ์ ของคุณ ไล่ไปถึงจุดหนึ่งคือ คนไทยมีในหลวง


อีกภาวะหนึ่งคือ ภาวะวิกฤติ คับขัน ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง รู้สึกว่าประเทศไทยล่อแหลมไม่รู้จะเดินไป
ทางไหน เอามือล้วงไปในย่ามหยิบสิ่งนี้ขึ้นมากู้สถานการณ์ก่อน ในความหมายแบบนี้อยู่ลึกมาก แล้ว
การอยู่ของพระราชอํานาจนําโดยส่วนใหญ่จะมีประสิทธิผลจะมีประสิทธิภาพ ที่สุด เมื่ออยู่แบบใต้
จิตสํานึก อยู่ในลักษณะที่คุณไม่รู้สึกตัว ไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดประหลาดติดอยู่ทางวัฒนธรรม อย่างที่ ผม
เคยใช้คําว่า "ปุ่มกลางหลัง" ที่มองไม่เห็น  พอกดปุ๊บคุณขยับ จะเกิดเมื่อ ส่วนนั้น เข้าไปประกอบอยู่
ส่วนหนึ่งของ identity (อัตลักษณ์) ถ้า ในความหมายนั้น เป็นอะไรที่สร้างก็ยาก รื้อก็ยาก แต่ไม่ได้เป็น
อะไรที่ถาวรตลอดไป มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ แล้วผมรู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
4-5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อส่วนที่เป็นอํานาจนําที่กล่าวถึงนี้ ในความรู้สึก ความคิดเห็นของคนไทย
จํานวนหนึ่ง


@ เป็นความเชื่อของเจนเนอเรชั่นที่เปลี่ยนไปหรือเปล่า


ถ้าพูดแบบนี้ ผมคิดว่าง่ายไป นั่นคงมีส่วนหนึ่ง เพราะประสบการณ์ความรู้สึกในแต่ละรุ่นคนก็ต่างกันไป
คนรุ่นผมโตขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ 9 เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาตลอด คนรุ่นก่อนหน้านี้ เกิด
มาช่วง 2475 ได้เห็น ประเทศไทยในยามในหลวงรัชกาลที่ 7 ที่ 8 ได้เห็นประเทศไทยในยามที่พระมหา
กษัตริย์ไม่ได้อยู่ในประเทศ ช่วงที่รัชกาลที่ 8 และพระอนุชา อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศไทยผ่าน
สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพระองค์ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้ว จอมพลป. พิบูลสงคราม ก็ตั้งรัฐบาล ฉะนั้น แต่ละ
รุ่น มีประสบการณ์ที่ต่างกัน รุ่นถัดจากนี้ก็ต้องมีประสบการณ์ที่ต่างไปอีก แต่ ประสบการณ์ที่ต่างออก
ไป ไม่ได้แปลว่า อํานาจนําจะ operate (ทํางาน) ในลักษณะที่จะต้องเปลี่ยนหรืออ่อนด้อยลงเสมอ ถ้าใช้
ภาษาที่คนสนับสนุนนิติราษฎร์ หรือภาษาที่คนเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงเรียกอีกกลุ่มว่า "สลิ่ม" ซึ่ง
สลิ่มจํานวนมากเป็นเยาวชนคนรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งวันๆ เขาก็ไม่ได้ตื่นมาคิดถึงแต่เรื่องสถาบันพระมหา
กษัตริย์ตลอดเวลา แต่ในภาวะที่ประเทศลําบากคับขัน ในภาวะที่เขารู้สึกว่าเขาเคว้งคว้างหลงทาง จะ
ยึดหลักอะไรเป็นแกนนําศีลธรรมในแง่จิตใจ เขาก็นึกถึงในหลวง เพราะมันผ่านการสั่งสมมา ผ่านการปู
มา โดยพระราชกรณียกิจของในหลวง โดยระบบการศึกษา โดยระบบสื่อมวลชนภาครัฐ ภาคเอกชน มา
เป็นเวลานาน ดังนั้น ผมไม่อยากให้มองว่าเก่าแก่คร่ําครึ เพราะเป็นการมองตื้นไป และประเมินน้อยไป
                                                   5


@ พระบารมี ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะ "ความเชื่อ" ในภูมิภาคแถบนี้ แต่เกิดจากการทรงงานหนัก


ผมคิดว่าองค์ประกอบที่มาประชุมกันเข้า แล้วทําให้ในช่วงเวลายาวนานหลายสิบปีตั้งแต่ช่วง 14 ตุลา
16 สังคมไทยมีสิ่งที่เรียกว่า "พระราชอํานาจนํา" ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงอํานาจ
อธิปไตย แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก 1) โครงการพระราชดําริ โครงการส่วน
พระองค์ทั่วประเทศ


2) อุดมการณ์ความเชื่อ อย่างที่อาจารย์ธงชัย เรียกว่า "ราชาชาตินิยม" ก็คือมองราชากับชาติเป็นหนึ่ง
เดียว แล้วต่อมาก็มองโยงไปด้วยว่า ราชา ชาติ ประชาธิปไตย เป็นหนึ่งเดียว


เมื่อย้อนกลับไปในข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็คงมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับวิธีการมองประวัติศาสตร์ไทย
ว่าจะถูกถ้วนในเชิงข้อ เท็จจริงหรือเปล่า แต่ประเด็นคือ วิธีคิดอย่างนี้ ไม่ได้เกิดขึ้น หรือพังเพราะข้อเท็จ
จริง


ข้อเท็จจริงในระดับหนึ่ง ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนวิธีคิด หรือวิธีมองโลกแบบนี้ได้ แล้วผมคิดว่า พลัง
จํานวนมากเลยของพระราชอํานาจนํา อยู่ที่การมองที่เชื่อมโยงพระมหากษัตริย์ ชาติ กับประชาธิปไตย
เป็นเนื้อเดียวกัน


อันที่ 3 คือ การ เชื่อมโยงของบรรดาผู้ที่เห็นคุณงามความดีของพระองค์ บรรดาผู้ที่เห็นพระราช
กรณียกิจ และยินดีที่จะอุทิศตัว ทรัพยากรต่างๆ ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในยามคับขันของบ้าน
เมือง ก็ลุกขึ้นมาทําอะไร เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็มีข้อมูลที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ท่านให้
สัมภาษณ์ไว้ตอนที่ท่านเป็นนายกฯ ว่า เวลาพระองค์เสด็จไปไหน ก็จะมีคนในคณะตามเสด็จ ช่วยบันทึก
รายชื่อของผู้จงรักภักดี อาจจะเป็นข้าราชการทหารตํารวจหรือพลเรือน อาจจะเป็นพ่อค้านักธุรกิจ อาจ
จะเป็นชาวบ้านชาวนา อะไรก็แล้วแต่ คือมีคนหลายกลุ่มมาก แต่จุดร่วมคือ เป็นผู้ที่ยินดีที่จะสนองพระ
ราชดําริ ตอนนั้นก็มีจํานวนนับพันคน


ก็จะเห็นได้ว่า มีฐานความคิดทางอุดมกาณ์ ซึ่งเราอาจจะเรียกตามอาจารย์ธงชัย ได้ว่า ราชาชาตินิยม
มีปฏิบัติการณ์ที่เป็นจริง ที่เห็นเป็นรูปธรรมได้คือ โครงการพระราชดําริ นับพันๆ โครงการ ทุกวันนี้อาจ
จะถึง 4-5 พันโครงการ แล้ว ก็มีสิ่งที่ไม่ถึงกับเป็น organization ที่ formal (องค์กรอย่างเป็นทางการ)
คือ ถ้าอย่างพรรคการเมือง หน่วยราชการ นั้นเป็น formal organization แต่นี่เป็น network (เครือ
ข่าย) แบบไม่เป็นทางการ ซึ่งเชื่อมโยงกัน แล้วมีหน้าที่คล้ายๆ กับเป็นองค์กรที่ไม่เป็นทางการ 


3 อันนี้ คือสิ่งที่ประชุมกันเข้าแล้วประคองให้สถานะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สามารถที่จะนํา
สังคมไทย นํารัฐไทยได้ ในความหมายที่ไม่ต้องมีอํานาจอธิปไตยด้วยพระองค์เองหรือเป็นของพระองค์
                                                 6

การเมืองไทยในทัศนะ "เกษียร เตชะพีระ" (2) จากเหตุผลที่ควรแก้ "112" ถึงอํานาจรัฐ
รวมศูนย์กรณีน้ําท่วม

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 20:30:00 น.

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1327062935&grpid=01&catid=&subcatid=

@ เมื่อมั่นใจว่าคนไทยจํานวนมาก ต้องการให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบอบประชาธิปไตย
แต่ทําไมการวิจารณ์ ยังเป็นเรื่องต้องห้ามแตะต้องไม่ได้ หรือแม้กระทั่ง มีความเห็นว่าการเสนอแก้ไข
ม. 112 จะเป็นการกระทําที่ผิด ม. 112 เสียเอง


ผมคิดว่ามี 2 ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้  ประเด็นแรกคือ เกิดจากการปฏิบัติในทางที่ผิดต่อสถาบันกษัตริย์
เป็นการฉวยใช้ที่ผิด ประเด็นที่ 2 คือ ความรู้สึกในส่วนลึกของความไม่แน่ใจ


เริ่มจากประเด็นแรก ไม่ใช่ความลับอะไร 4-5 ปี ที่ผ่านมา สมัยปลายรัฐบาลทักษิณ พลังทางการเมือง
กลุ่มต่างๆ อ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม สมัย
รัฐบาลทักษิณ คนที่เกลียดรัฐบาลทักษิณ ก็อ้างในหลวง คนที่รักทักษิณ เวลาจะเล่นงานคนที่ไม่เห็นด้วย
กับรัฐบาลทักษิณ ก็ใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฉะนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์ กลายเป็นเครื่อง
มือที่พลังต่างๆ ทางการเมือง เอาไปใช้กันทั่ว ทําให้พระองค์ เข้ามาเกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางการ
เมือง เหมือนจะให้พระองค์เลือกฝ่ายว่าอยู่ฝ่ายนี้หรืออยู่ฝ่ายนั้น ทั้งที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ในระบอบ
ประชาธิปไตยทําอย่างนั้น (เลือกฝ่าย) ไม่ได้ 


พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของทุกคน แต่ที่หนักข้อกว่านั้นก็คือ การทํารัฐประหาร โดย
อ้างว่า ทําเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อันนี้ผลกระทบทางการเมืองมันเสียหายมาก เพราะเวลา
ทํารัฐประหารคุณทําอะไร คุณล้มระบอบประชาธิปไตย คุณฉีกรัฐธรรมนูญ คุณล้มล้างผลการเหลือกตั้ง


สิ่งเหล่านี้ (ที่ถูกทําลายโดยการรัฐประหาร) คือองค์ประกอบของระเบียบการเมือง ที่ชอบธรรมในโลก
ปัจจุบัน คือ การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย เวลาคุณทํารัฐประหาร คือคุณล้มทั้ง 3 อย่าง ที่แย่
คือคุณบอกว่าล้มทั้ง 3 อย่างนี้ เพื่อพระมหากษัตริย์ การอธิบายแบบนี้  ได้เท่ากับยกเอาสถาบันพระ
มหากษัตริย์ ไปตั้งไว้ตรงข้าม ในจุดที่แยกต่างหาก และตรงข้าม รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และการ
เลือกตั้ง อันนี้ไม่เป็นผลดีเลยต่อความมั่นคงสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เพราะที่ตั้งที่มั่นคง
ที่สุด ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยคือ อยู่กับประชาธิปไตย อยู่กับรัฐธรรมนูญ
อยู่กับการเลือกตั้ง ที่เดียว ข้างเดียวกับรัฐธรรมนูญ ที่เดียวข้างเดียวกับประชาธิปไตย กับการเลือกตั้ง


แล้วถ้าดูจากพระราชดํารัสของพระองค์ ผมคิดว่าพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ท่าน aware (ตระหนัก)
        ้
เรื่องนี   ตอนที่ท่านมีพระราชดํารัสกับกลุ่มตุลาการ ท่านพูดถึงข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เสนอให้
ใช้มาตรา 7 ปฏิรูปการเมือง ตั้งนายกพระราชทาน ท่านบอกว่าท่านทําไม่ได้ ไม่มีมาตราไหนให้ทําได้
ท่านต้องทําตามรัฐธรรมนูญ ท่านไม่เคยละเมิดรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น ที่ที่มั่นคงปลอดภัยที่สุด ของสถาบัน
พระมหากษัตริย์ คืออยู่ข้างเดียวที่เดียวกับ รัฐธรรมนูญ  ประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง แต่พลัง
การเมือง พยายามจะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไปใช้ แล้ววางไว้ตรงข้ามกับ 3 สิ่งนี้ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับ
                                                    7

ความมั่นคงปลอดภัยของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระยะยาว ผม คิดว่า เพราะคุณทําแบบนี้ต่างหาก
จึงเกิดปัญหา คนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้สถาบันกษัตริย์เป็นข้ออ้าง จึงออกมาวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น
และการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมันเข้าไปเกี่ยวพันกับการที่คุณใช้สถาบันพระ มหากษัตริย์ ในลักษณะที่
คุณทํา อันนั้นหรือเปล่า เป็นที่มาของการที่มีผู้ต้องหาคดีหมิ่น เป็นจํานวนมากขึ้นใน 4-5 ปีที่ผ่านมา 
ทําไมก่อนรัฐประหารไม่เยอะ ทําไมหลังรัฐประหารมีเยอะ รัฐประหารทําอะไรกับสถาบันกษัตริย์ใน
ทางการเมือง นี่ต่างหาก เป็นจุดที่ควรคิดควรถาม


ผมคิดว่ามีความเกี่ยวพันกัน และไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ในระยะยาว อันนั้นเป็น
ส่วนแรก


ข้อที่ 2 ก็คือ คนที่คิดว่าแก้ ม. 112 ไม่ได้ ส่วนหนึ่ง เพราะตัวเองได้ใช้สถาบันกษัตริย์ทางการเมืองอย่าง
มิชอบ กลัวว่าโอกาสจะใช้จะหมดไป จะไม่ได้อ้างพระองค์เพื่อมาสนองผลประโยชน์หรือสนองเป้าหมาย
ทางการเมืองของตน อย่างที่เคยทํา อยากจะใช้ ม. 112 เป็นเครื่องมือกําราบ คนที่ขัดแย้งกับตัวเอง
ทางการเมือง หรือเห็นต่างในเรื่องเป้าหมายทางการเมือง ก็เลยจะใช้ ม. 112 กําราบคนเหล่านั้น ซึ่ง
เท่ากับการพยายามจะไม่แก้ไข ม. 112 นั้น ทําไปเพื่อจะได้ใช้สถาบันกษัตริย์ทางการเมืองต่อไปต่าง
หาก


อันนี้แย่มาก อันนี้ทํากับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคารพสักการะของคนไทยทั้งปวงราวกับเป็นเครื่อง
มือทางการ เมือง ซึ่งมันไม่ควร... อย่าทํา ... อันนั้น คือ ผมคิดว่ามีกลุ่มหนึ่งที่เป็นแบบนั้น แต่ผมก็คิดว่า
ไม่ใช่ทุกคน ผม คิดว่า มีคนจํานวนมาก เช่น หมอตุลย์ อาจจะอยู่อีกกลุ่ม ที่เห็นว่า ม. 112  ที่ใช้อยู่มี
ปัญหา ควรปรับปรุง ปฏิรูปแก้ไข แต่เขารู้สึกว่า ไม่ใช่ตอนนี้ได้ไหม เพราะรู้สึกว่าบ้านเมือง อยู่ในช่วงมี
ความขัดแย้ง เปลี่ยนแปลง มีอะไรไม่แน่นอนเยอะ  กลัวว่าแก้ตอนนี้แล้วจะคุมไม่ได้ กลัวว่าแก้ตอนนี้
แล้ว จะเปิดช่องให้คนอาศัยมาล้มเจ้า คือความกลัว ก็ยากที่จะเปลี่ยน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่แน่ว่าจะอยู่ใน
เหตุในผลอย่างเดียว คนก็กลัว


แต่ผมพูดอย่างนี้ก็แล้วกัน ในช่วงของความเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน วิธีที่จะทําให้สถาบันกษัตริย์มั่นคง
คือการทําให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ถูกใช้ทางการเมือง


@ ด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สังคมไทยมีอยู่ เราพร้อมที่จะไม่มีสถาบันหรือเปล่า


คือคําตอบนี้ในระบอบประชาธิปไตย จะต้องอยู่ที่ประชาชนเสียงข้างมาก และนี่คือหลักประกันที่มั่นคง
ที่สุดของสถาบันกษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตย ตราบเท่าที่ระบอบนี้ยังเป็นประชาธิปไตย และตราบ
เท่าที่ประชาชนเสียงข้างมาก ยืนยัน ต้องการสถาบันกษัตริย์ จะไม่มีอํานาจใดมาแผ้วพาลสถาบัน
กษัตริย์ได้  ไม่ว่าจะติดปืน ติดรถถังเหาะมาจากไหน ไม่ว่าจะเป็นพรรคใต้ดิน บนดิน เสื้อแดง เหลือง
เขียว จะทําอะไร ให้เชื่ออันนี้ก่อน เราต้องมั่นใจ แล้วค่อยคิดต่อว่าทํายังไง ให้สถาบันกษัตริย์เป็นที่รัก ที่
ศรัทธาของประชาชนเสียงข้างมาก ของสังคมประชาธิปไตยต่อไปได้อย่างยั่งยืน ต้องไม่ให้พระองค์ถูก
ใช้ทางการเมือง ต้องไม่ให้สถาบันกษัตริย์ถูกใช้ทางการเมือง ต้องหาทางแยกพระองค์ออกจากความ
ขัดแย้งทางการเมืองให้ได้ ที่ผ่านมา คนเริ่มตระหนักเรื่องนี้มากขึ้น และเขาเริ่มพูดกันมากขึ้นว่าอย่าใช้
อย่าใช้ แต่มันก็มีคนใช้อยู่ดี และเงื่อนไขที่ทําให้ใช้ได้ง่าย คือ ม. 112
                                                   8


ม. 112 คือการใช้สถาบันกษัตริย์มาปกป้องอํานาจเผด็จการหลัง 6 ตุลา 2519 คนที่ออกและเปลี่ยน ม.
112 ให้แรงขึ้น ก็คือ คณะรัฐประหาร และที่ทําแบบนั้น ก็คือ จะใช้อํานาจพิเศษนี้ มาปกป้องตัวเอง ใน
นามของสถาบันกษัตริย์ ดังนั้น มันก็เลยเป็นช่องให้คนได้ฉวยใช้ ดังมีรายละเอียดในข้อวิจารณ์ของกลุ่ม
อาจารย์คณะนิติราษฎร์ ใครฟ้องใคร โทษหนัก ทําให้เป็นเรื่องของความมั่นคง พอคุณเอา 2-3 อย่างนี้
มารวมกันมันก็ถูกใช้อย่างที่เราเห็น 


เช่น ถ้าผมได้ยินใครพูดไม่ถูกหูผม แล้วคําพูดนั้นดันไปเกี่ยวข้องกับเบื้องสูง ผมก็ไปฟ้องว่าหมิ่น
พระบรมเดชานุภาพ เจ้าหน้าที่ที่รับฟ้อง ก็ไม่กล้าจะบอกว่าไม่รับแจ้งความเพราะคดีร้อน ก็ลงไปก่อนว่า
ใช่ คือ พระองค์ถูกใช้ไม่สิ้นสุด ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะ ม. 112 เป็นช่องโหว่ ช่องว่าง ที่เปิดให้เกิด
การฉวยใช้อันนี้โดยพลการโดยฝ่ายต่างๆ เยอะไปหมด ดังนั้น ข้อเสนอของนิติราษฎร์ เพื่อปิดช่องนี้


มันจะทําให้ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะมีความลําบากยุ่งยากขัดแย้งเกิดขึ้น มัน
จะไม่ไปกระทบแผ้วพาลสถาบัน เพราะเราได้ปิดช่อง 112 ลงไปช่องหนึ่ง มันจะน้อยลง


@ ข้อเสนอของนิติราษฎร์ มีทั้งแรงต้านและแรงหนุน ซึ่งก็แรงทั้ง 2 ฝ่าย จะนําไปสู่ความแตกหัก หรือจะ
นําไปสู่การเปิดกว้างทําความเข้าใจ


คือ ผมคิดว่าตราบเท่าที่มันเดินอยู่ในวิถีทางของกรอบประชาธิปไตย กติการัฐธรรมนูญ ก็ไม่ต้องห่วง
คือ มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย มีสิทธิเสรีภาพในการ
เข้าชื่อกัน ยื่นเสนอแก้ไขร่างกฎหมาย ในที่สุด ถ้าลงชื่อครบ เรื่องนี้ก็จะเข้าสู่สภา แล้วไปเปิดอภิปราย
ในสภา อย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน โหวตออกมายังไง ก็เป็นอย่างนั้น เราอยู่ใต้ระบอบประชาธิปไตย
ไม่มีใครล้มมติสภาได้ นี่คือมติของตัวแทนราษฎรไทย ถ้าตัวแทนราษฎรไทยเสียงข้างมาก บอกว่าไม่
แก้ จบ! ถ้าตัวแทนราษฎรไทยบอกว่า  มาดูกัน มีเหตุผลจะแก้ไหม จะแก้ตรงไหนบ้าง เพื่อประโยชน์ต่อ
สถาบันกษัตริย์ เพื่อประโยชน์ต่อประชาธิปไตยไทย แก้ จบ! คือจะกลัวอะไร เราอยู่ใต้กรอบ
ประชาธิปไตย

 



ที่น่ากลัวกว่าคืออํานาจในการตัดสินใจแก้กฎหมายอยู่ในมือคน 5 คน ซึ่งใส่เครื่องแบบ ภายใต้การให้
คําปรึกษาของเนติบริกร 2 คนกับรัฐศาสตร์บริการ 3 คน อันนั้นต่างหาก โคตรน่ากลัวเลย ไม่รู้ 10 คน
มันจะคุยกันยังไง แล้วมันแอบคุยกัน ในห้องเล็ก แคบๆ แต่นี่ (นิติราษฎร์) มันเป็นกระบวนการที่เป็นไป
ตามรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย และมีที่จบ มีที่เริ่ม เป็นไปตามกฎหมาย แล้วในที่สุดสภาก็จะมีมติ
แล้วเขาเหล่านั้น ก็กระทําการในนามของเรา เป็นผู้แทนของเรา ถ้าเขาบอกไม่แก้ จบ ถ้าเขาบอกแก้ ก็
แก้ แก้อย่างไร เนื่องจากมันเปิดวง เขาจะต้องให้เหตุผล เขาจะต้องถูกตรวจสอบ โดยระหว่างที่เราฟัง
อภิปราย ดูว่าใครอภิปราย  มันไม่ใช่การปิดลับที่ 10 คน เผด็จการตัดสินใจแก้กฎหมายกัน กฎหมาย
สําคัญอย่าง ม. 112 ต้องแก้โดยเปิดเผย ในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ในสภาเท่านั้น ถึงจะ
ออกมาดีได้
                                                  9


ถ้ากฎหมายสําคัญอย่าง ม. 112 ซึ่งสําคัญต่อสถาบันกษัตริย์อย่างยิ่ง ไปปิดห้องคุยกันแก้เหมือนใน
สมัยเผด็จการ มันอันตรายอย่างยิ่ง


@ มีแนวความเห็นที่จัดประเภทคนซึ่งต้องการแก้มาตรานี้ว่าเป็น "ขบวนการล้มเจ้า" "ไม่จงรักภักดี"
ข้อกล่าวหาแบบนี้ ยังจะใช้ป้ายสีได้ผลอยู่หรือไม่


ก็พูดยากนะครับ เพราะก็มีคนที่พูดไปตามสื่อ โดยไม่มีหลักฐานอะไรสนับสนุน นอกจากการกล่าวร้าย
กันไปกันมา แม้แต่คํากล่าวหาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของ ศอฉ. ที่บอกว่าแผนผังล้มเจ้า อันนี้ก็โยนกันไป ดี
เอสไอ ก็บอกไม่ได้ทํา บอกว่ากองทัพทํา ส่วนกองทัพ ก็อ้ําๆ อึ้งๆ ก็ผิดวิสัยกองทัพนะครับ เพราะผม
เข้าใจว่า กองทัพก็เป็นลูกผู้ชายชาตรี อกสามศอก ทําก็รับ ไม่ทําก็บอกว่าไม่ได้ทํา ถ้าทําก็รับ ถ้ารู้สึก
ว่าที่ทํา มันผิดก็ขอโทษ ก็จบกัน แต่นี่ท่านอ้ําๆ อึ้งๆ
 

คือคนที่เขาเสนอให้แก้ ม. 112 การที่เขาเสนอให้แก้ ก็เห็นชัดอยู่แล้ว ว่าเขาต้องการให้มีสถาบันกษัตริย์
อยู่ในระบอบประชาธิปไตย เขาต้องการปกป้องสถาบันกษัตริย์ไม่ให้ถูกดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาต
มาดร้าย ด้วยกระบวนการที่ต่างไปจากเดิม ด้วยขั้นตอน ด้วยโทษที่ต่างไปจากเดิม เพราะแบบเดิมมัน
ถูกฉวยใช้ทางการเมืองได้ง่ายเกินไป เขาต้องการปิดช่องโหว่เหล่านั้น เพื่ออะไรเพื่อจะมีสถาบันกษัตริย์
อยู่กับประชาธิปไตยต่อไป
 

การป้องกันไม่ให้พลังการเมืองทั้งหลายใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง คือล้มเจ้าเห
รอ? ...ไม่ใช่... ผมคิดว่าคนจํานวนมาก ที่ พูดถึงเรื่องล้มเจ้า พวกหนึ่งเป็นเพราะไม่รู้โดยอาจจะแตกตื่น
ตกใจหลังจากฟังคนอื่นเขาแล้วก็แห่ฮา ตามกัน อีกพวกคือรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่กลัวว่าจะไม่ได้ใช้
สถาบันกษัตริย์ เพื่อเป้าการเมืองของตัวเองต่อไป ก็เลยไปเที่ยวด่าใครต่อใครว่าล้มเจ้า
 

วันชื่นคืนสุขที่ไม่ต้องเถียงกับใคร วันชื่นคืนสุขที่ไม่ต้องวิ่งลงไปหาประชาชน แล้วต่อสู้จนได้เสียงข้าง
มาก เพื่อจะให้ข้อคิดทางการเมืองและนโยบายทางการเมืองของตัวเองได้ผ่านออกไป อย่างถูกต้อง
ตามระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ มันจะหมดไป.. กลัวตรงนั้น เพราะที่ผ่านมา ใช้วิธีนี้มาตลอด
ใครไม่เห็นด้วย ก็หาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใครที่เห็นต่างทางการเมือง ก็หาว่าคิดจะล้มเจ้า กลัว
ใช่ไหม ว่าจะไม่มี "อาวุธมหัศจรรย์" อันนี้ ไว้ตีหัวศัตรูทางการเมือง ก็เลยเที่ยวกล่าวหาใครต่อใครว่า
ล้มเจ้า
 

คนที่กลัวโดยบริสุทธิ์ใจ คงมี และกล่าวโดยเปรียบเทียบนะครับ ผมคิดว่าคงจะหาพระมหากษัตริย์ ใน
โลกปัจจุบันนี้ หรือในอดีตซึ่งประกอบราชกรณียกิจด้วยคุณงามความดี มาก อดทน ด้วยพระวิริยะ
อุตสาหะ เหมือนในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ก็คงหาได้น้อยมาก ดังนั้น เวลาที่มีคนรักในหลวง การที่มีคน
ศรัทธาพระองค์แล้วกลัว เวลามีใครบอกว่านี่เป็นข้อเสนอล้มเจ้า ผมเข้าใจได้
 

ผมอยากให้ทําใจเย็นๆ แล้วดูความเป็นจริงแล้วดูเหตุดูผล ผมคิดจริงๆ ว่าข้อเสนอนี้ มันจะช่วยปิดจุด
โหว่ ที่สั่นคลอนสถาบันกษัตริย์ คือจุดโหว่ที่ทําให้มีการฉวยใช้สถาบันกษัตริย์ ไปในทางมิชอบทางการ
                                                  10

เมืองได้ แล้ว 4-5 ปีที่ผ่านมา ก็คือการฉวยใช้เหล่านี้
 

ฉวยใช้พระองค์ล้มรัฐบาล ฉวยใช้อ้างว่าทําในนามพระองค์ ไปยึดทําเนียบ อ้างว่าทําในนามพระองค์ไป
ยึดสนามบิน อ้างว่าทําในนามพระองค์ ไปเที่ยวตีรันฟันแทงกัน ริมถนนรนแคมจนผู้คนบาดเจ็บล้มตาย
กันเยอะแยะ 


คือความขัดแย้งในสังคมไทย คงจะมีกันอยู่ต่อไปข้างหน้า วิธีการที่จะจัดการกับมัน ก็คือ เราจัดการกับ
มัน โดยไม่ไปแตะต้องสิ่งที่ทําให้คนไทยทั้งประเทศเป็นจุดร่วมกัน แล้วมาพูดถึงเนื้อผ้า ถึงความคิดเห็น
ที่แตกต่าง ถึงผลประโยชน์ที่ขัดกันอย่างตรงไปตรงมา คุณทักษิณ กับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล คุณทักษิณ
กับคุณอภิสิทธิ์ คุณยิ่งลักษณ์กับคุณอภิสิทธิ์ พูดง่ายๆ ว่าทุกฝ่ายในสังคมไทย มีความคิดเห็นที่แตกต่าง
กันจริง มีความเห็นที่ขัดแย้งกันจริง ต้องเอาสิ่งนี้มาคุยกัน ตราบ ใดที่การคุยกันมันถูกทําให้เป็นพิษ
โดยการกล่าวหาฝั่งตรงข้ามที่เห็นต่างจากตัว ที่ขัดผลประโยชน์ ว่าเป็นพวกจะล้มเจ้า กล่าวหาว่าหมิ่น
พระบรมเดชานุภาพ กล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี มันคุยกันไม่ได้ มันทําให้การคุยยาก มันทําให้ใกล้สู่
ความรุนแรง หรือใช้ความรุนแรงกันง่าย ทั้งไม่ดีต่อตัวสถาบันกษัตริย์ และทั้งไม่ดีต่อการที่จะรักษา
สันติภาพในสังคมไทย ทําไมไม่เห็นอันนี้


@ ปรากฏการณ์ล่าแม่มด "ก้านธูป" เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หรือเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นปัญหา


มี 3 เรื่องนะครับ ผมมองว่า เรื่องแรก ผมคิดว่าสิ่งที่ควรพูดเนี่ย อธิการบดีธรรมศาสตร์ สมคิด เลิศ
ไพฑูรย์ พูดไปแล้ว ผมเห็นด้วย ... อธิการบดีสมคิด พูดในฐานะคนที่ ..คือ ผมก็ไม่รู้ว่า ข้อกล่าวหาคุณ
ก้านธูปเป็นยังไง ข้อความเป็นยังไง   คือถ้าสมมุติว่าข้อความนั้น เป็นข้อความซึ่งฟังแล้วไม่ไพเราะ
จริงๆ ไม่ถูกต้องจริงๆ ผมคิดว่าท่าทีที่อธิการบดีสมคิด พูดไปก็ถูกต้องแล้ว คือว่ากันไปตามกฎหมาย
แต่ขณะเดียวกัน คุณอาจจะไม่ชอบข้อความนั้นก็ได้ แต่คุณจะไปรอนสิทธิเขา โดยที่เขายังถือว่าเป็นผู้ที่
บริสุทธิ์ จนกว่าจะถูกพิพากษาขั้นสุดท้ายในศาล คุณทําอย่างนั้นไม่ได้ เราเป็นสังคมที่มีกติกา บุคคลมี
สิทธิเสรีภาพตราบที่เขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะถูกพิพากษาตัดสินลงโทษ ดังนั้น จะไปลงโทษทาง
สังคมแบบเถื่อนนั้น ผมไม่เห็นด้วย แม้ว่า คุณจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาถูกกล่าวหาว่าทําหรือไม่ก็ตาม  


คนที่ไปล่าแม่มด เป็นวิธีที่ผิด ในการแสดงความรักสถาบัน คือในที่สุด คุณเปลี่ยนฐานของการดํารงอยู่
ของสถาบันกษัตริย์  จากความรักและศรัทธา ซึ่งมันจําเป็นต่อความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ในระบอบ
ประชาธิปไตย ไปเป็นความกลัวและความเกลียด ต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นนะครับ หลักประกันที่มั่นคง
ที่สุด คือประชาชนเสียงข้างมาก


ตราบใดที่ประชาชนเสียงข้างมาก รักและต้องการให้มีสถาบันกษัตริย์ จะไม่มีพลังอํานาจที่ติดอาวุธ
มหัศจรรย์จากไหน มาล้มได้ ไม่ต้องกลัว นี่คือ ธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตย จงมั่นใจ

 

แต่พอคุณ ไม่เข้าใจตรงนี้ คุณไปคิดว่าจะรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ได้ โดยการตามล่าคนที่คุณคิดว่าเขา
เกลียด คุณคิดว่าคุณจะต้องทําให้เขากลัว โดยการเล่นงานไล่ล่าเขา คุณกําลังทําลายฐานการดํารงอยู่
                                                  11

ของสถาบันกษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตย คือฐานที่อยู่ด้วยความรัก ความศรัทธา ... คุณรู้ได้ยังไง
ว่าการรักษาสถาบันกษัตริย์ ด้วยวิธีแบบนั้น สอดคล้องกับพระประสงค์ หรือพระราชดําริของพระองค์
เคยคิดบ้างไหมว่าทําแบบนั้น แทนที่จะเป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์ อาจจะส่งผลกระทบ ทําให้ภาพ
ลักษณ์สถาบันกษัตริย์ ยิ่งเป็นไปในทางที่ตรงข้ามกับที่คุณต้องการ ดัง นั้น ของบางอย่าง วิธีจะรักษา
ต้องใช้ความฉลาด ต้องใช้วิธีที่ถูกต้อง ไม่ใช่ใช้กําลังรุนแรง ความโกรธ ความกลัว ความเกลียดชัง
แทนที่จะรักษาของดีๆ เอาไว้ได้ คุณกลับทําให้ของเหล่านั้นเสียไป


สุดท้ายนะครับ เป็นการพูดมุมกลับ ก็คือ ในสังคมประชาธิปไตยที่มีสิทธิเสรีภาพ สถาบันทั้งหลายที่เป็น
สถาบันสาธารณะ ย่อมสมควรที่จะเป็นประเด็นที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันได้ เราต้องยืนยันในแง่นี้ ตราบใด
ที่ยังอยู่ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ฉะนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งไม่ใช่ การดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาต
มาดร้าย น่าจะเป็นสิ่งที่กระทําได้โดยชอบในระบอบ ในกฎหมาย แต่ กับสถาบันสาธารณะ ซึ่งมีผู้ที่รัก
และศรัทธามาก เราต้อง handle with care เวลาเราขนของจะมีกล่องที่ใส่กระจกหรือแก้ว แล้วเขียน
กํากับว่า handle with care คือ จับต้องให้ระวัง


เวลาคุณวิพากษ์วิจารณ์ ของที่คนเขารักมาก และของที่คนเขารักอย่างที่สุด ของที่เขารู้สึกถึงความเป็น
ส่วนหนึ่งของความเป็นตัวตนเป็นเอกลักษณ์ของเขา ต้อง handle with care เพราะโดยการที่คุณทําแบบ
นั้น มันอาจจะนําไปสู่ความเข้าใจผิด หรือไม่เข้าใจได้ง่าย ไม่ได้แปลว่า ดังนั้น วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ หรือ
ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ แต่มันต้องแตกต่างกับ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย อย่าได้ทําเพราะเท่ 
อย่าได้ทําเพราะเอามัน เอาสะใจ ว่านี่เป็นสัญลักษณ์ของการตื่นตัวก้าวหน้า คุณเข้าใจผิดหมด


ก่อนอื่นเลย คุณไม่คิดถึงความรู้สึกของคนที่เขาฟัง ซึ่งเขารักในสิ่งนั้น ลึกไปกว่านั้น คุณไม่เข้าใจว่าใน
สังคมการเมืองที่เราอยู่ร่วมกัน เราต้องระมัดระวังเรื่องเหล่านี้อย่างไรบ้าง ก็กลับไปยืนยันหลักเดิมนะ
ครับ ผมคิดว่าประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตย มันมีความต่าง ระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน
สาธารณะ กับการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย อันหลังนี่ โดยกฎหมายทําไม่ได้ แต่ส่วนต้นเนี่ย
พระองค์เองก็บอกว่าเป็นสิ่งที่ทําได้ แต่ว่ากับสถาบันที่มีคนรักขนาดนั้น handle with care อย่าทํา
เพราะความสะใจ เอามัน.. ไม่ใช่เลย คุณเข้าใจผิด


@ ความขัดแย้งต่อไป จะเป็นเรื่องอะไร


ผมคิดว่า น้ําท่วมใหญ่เปลี่ยนบางอย่าง เพราะทําให้โจทย์ใหญ่ของการเมืองไทยขยับไปพอสมควร ก็คือ
ตอนนี้ ต้องแก้ปัญหาทุนนิยมไทยในภาวะวิกฤติธรรมชาติก่อน เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ
อากาศ (climate change) และผลกระทบจาก climate change มันเป็นเรื่องถาวรแล้วละ แล้วก็ไม่รู้ว่ามัน
จะมาเมื่อไหร่ อีหรอบไหน รูปไหน คําถามคือ จะบริหารจัดการทุนนิยมไทย ในเชิงมหภาค ในภาวะ
วิกฤติอย่างไร "วิกฤติแบบภัยธรรมชาติ" เราไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน


เราเคยเจอแต่ในภาวะวิกฤติการเมืองบ้าง หรือ ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ แต่เราไม่เคยบริหารจัดการ
ทุนนิยมไทยมหภาค ในภาวะวิกฤติธรรมชาติมาก่อนเลย เพราะ มันไม่เคยใหญ่ขนาดนั้น ดังนั้น โจทย์
                                              ์
ใหญ่ขณะนี้ มันมีขนาดใหญ่เหมือนสมัยจอมพลสฤษดิ  ใหญ่เหมือนโจทย์สมัยป๋าเปรม
                                                 12


โจทย์สมัยจอมพลสฤษดิ์ คือ ทุนนิยมไทย ต้องเปลี่ยนแล้วนะ จากแบบชาตินิยม รัฐเป็นแกนกลาง มา
เป็นตลาดนํา แล้วก็ส่งเสริมการลงทุนจากข้างนอก เพื่อบรรลุการเปลี่ยนอันนั้น ก็เลยรวมศูนย์อํานาจ
การบริหารทุนนิยมระดับมหภาค ไว้ที่สภาพัฒน์ สมัยป๋าเปรม ทุนนิยมไทยต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่ จาก
"ทดแทนการนําเข้า" ไปสู่ "ส่งเสริมการส่งออก" มันต้องเร่งปรับขนานใหญ่ ไม่งั้น ทําไม่ได้


อีสเทิร์นซีบอร์ด สภาพัฒน์ เข้ามาเป็นส่วนสําคัญ รวมศูนย์อํานาจรัฐ ในการจัดการทุนนิยมไทยระดับ
มหภาค ผมคิดว่าตอนนี้ ในวิธีคิดของคนแวดล้อมรัฐบาลจํานวนหนึ่ง ผมสงสัยว่า อาจจะมีคุณพันศักดิ์
(วิญญรัตน์) หรือคนแวดล้อมนายกฯ บอกว่าเห็นแล้วละว่าคล้ายๆ ระดับนั้น และดังนั้น ต้องใช้อะไร
คล้ายๆ แบบนั้น คืออะไร กยอ. รวมศูนย์อํานาจรัฐ เพื่อบริหารจัดการทุนนิยมไทยมหภาค ในภาวะ
วิกฤติ มันมีอํานาจขนาดนั้น


ก็คือลงมติแล้ว บอกครม. เห็นชอบ ซึ่งมันตลกมาก แต่ไม่ตลก ถ้าเห็นว่า สมัยสฤษดิ์ ก็ทําแบบนี้  สมัย
สฤษดิ์ ก็มี สภาพัฒน์ ก็มีลักษณะคล้ายๆ อย่างนี้ และสมัยป๋าเปรม อีสเทิร์นซีบอร์ด ก็มีลักษณะอย่างนี้
คือเป็นสถาบันที่ลอยจากฟ้าหล่นลงมาจากไหนไม่รู้ ใหญ่กว่า ครม.อีก


ทั้งที่ ครม. เป็นอํานาจบริหาร แต่ปรากฎว่า หากมีมติ กยอ. มาแจ้งให้ ครม. ทราบ นี่ไม่ใช่มติที่บอกว่า
จะมาขอความเห็นชอบหรือคัดค้านจาก ครม.  แสดงว่านี่ บิ๊กจ๊อบ นี่เรื่องใหญ่ มันใหญ่ขนาดต้องจัด
สัมพันธภาพทางอํานาจกันใหม่ ก็คือ การเข้ามาของ สุเมธ ตันติเวชกุล วีระพงษ์ รามางกูร ฯลฯ


นึกออกหรือเปล่า นี่คล้ายๆ อยู่คนละปีก คนละฝั่ง คนละฝ่าย อํามาตย์บ้างอะไรบ้าง คือมีการปรับขบวน
กันใหม่ในหมู่อีลีทไทย เพื่อทําจ๊อบนี้ เพราะรู้ว่าจ๊อบใหญ่ เพราะถ้าไม่ทํา ญี่ปุ่นก็เอาตาย


 

คุณไม่เห็นหรือ ตอนน้ําท่วม นายทุนญี่ปุ่น ดุนายกฯ ยังกะเถ้าแก่ดุ รปภ. เพียงแต่พูดสุภาพ แต่ก็ดุ พอ
ตั้ง กยน. กยอ. ญี่ปุ่นก็ส่งคนมาดูงานไม่หยุด ตอนนี้จ๊อบใหญ่ ถ้าทําไม่ดี เดี๋ยวญี่ปุ่นทิ้ง


 

ดังนั้น ต้องรวมศูนย์อํานาจรัฐ ดังนั้น อีลีท ต้องจัดขบวนใหม่ เรื่องใหญ่กว่า ส่วน เรื่องเสื้อแดง เสื้อ
เหลือง เก็บไว้ก่อน แก้รัฐธรรมนูญ หรือประเด็นไม่เอา ม. 112 พับไปเลย แล้วจัดการเรื่องน้ํา การใช้ที่ดิน
อินฟราสตรัคเจอร์ ถนนหนทาง และงบประมาณก้อนมหาศาล ต้องไปเบียดธนาคารแห่งประเทศไทย
จนธนาคารแห่งประเทศไทยร้องจ๊าก


นี่เป็นเรื่องโคตรจะการเมือง มันกําลังย้ายทรัพยากรไทยอย่างขนานใหญ่ ซึ่งย้ายแต่ละที รับรองชาว
บ้านโดนเหยียบส้นตีน เต็มเลย ถ้าเกิดสิ่งที่เขาทํา เหยียบส้นตีนชาวบ้าน คุณจะว่าไง เรื่องน้ํา เรื่องการ
ใช้ที่ดิน ชาวบ้านเดือดร้อนทั้งนั้น แล้วจะชดเชยยังไง ชดเชยเมื่อไหร่ จะเอาท้องนาเขามาทําแบบแก้ม
ลิง ถ้าญี่ปุ่นอยากได้ จะทํายัง นี่คือ โจทย์ใหญ่ และไม่แน่ว่าจะง่าย เพราะสมัยสฤษดิ์ เรามีเผด็จการเต็ม
                                                   13

รูปแบบ สมัยป๋าเปรม ครึ่งใบ ตอนนี้ เราอยู่ในยุคม็อบ น้ําท่วมยังมีม็อบเลยคุณ ม็อบขึ้นทํานบเปลี่ยน
เป็นฝายน้ําล้นได้


ดังนั้น เมื่อรับตั๋วจากญี่ปุ่น มาใช้อํานาจรวมศูนย์ ไปเบียดกับชาวบ้าน ก็เตรียมรับม็อบไว้เลย มันไม่
ง่ายอย่างที่คิด


@ เป็นปัญหาเรื่องทรัพยากร


ใช่ จะเป็นน้ําเป็นเนื้อของการเมือง แล้วอันนี้  เช่น จะไปกําหนดให้ตรงนั้น ตรงนี้ น้ําไม่ท่วม แสดงว่าจะ
ไปกําหนดให้อีกที่น้ําท่วม เมื่อกําหนดพื้นที่น้ําท่วม ก็คือการกําหนดพื้นที่ น้ําต้องท่วม แล้วเจ้าของพื้นที่
เขารู้หรือยังละ แล้วรีบด้วย ใช้อํานาจรวมศูนย์ด้วย เรามีเรื่องต้องทะเลาะกันอีกเยอะครับ ไม่ต้องกลัว
ต่อให้ชดเชย ก็ยังมีปัญหาว่ามากพอหรือเปล่า มันคุ้มหรือเปล่า เช่น สมมุติ กําหนดให้เป็นเขตแก้มลิง 2
เดือน แล้วรู้ได้ไงว่าเขาใช้แค่ 2 เดือน ถ้าเขาใช้ 4 เดือน คุณจะว่ายังไง คือเรื่องนี้ รับรองมีเรื่องทะเลาะ
กันอีกเยอะครับ


ถ้าอยากเห็นคนไทยตีกัน ขอให้รัฐรวมศูนย์อํานาจการใช้ทรัพยากร คนไทยได้ตีกันทันทีเลย คือ ไม่รู้รัฐ
ไทย เข้าใจสูตรง่ายๆ นี้หรือยัง เมื่อไหร่อยากเห็นคนไทยตีกัน ให้รัฐรวมศูนย์อํานาจการใช้ทรัพยากร
ซึ่งตอนนี้กําลังจะรวมศูนย์อํานาจการใช้ทรัพยากรขนานใหญ่ กูตัดสินใจคนเดียว หรือกลุ่มเดียว ว่าใช้
ยังไง ชาวบ้านเขาไม่ยอมหรอกครับ พอเขาไม่ยอม เขาก็ค้านคุณ ถ้าคุณไม่ฟังเขา ก็ตีกันเท่านั้นละครับ
ดังนั้น คนไทย เตรียมตีกันเยอะเลยครับ

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Tags:
Stats:
views:154
posted:1/20/2012
language:Thai
pages:13