?????????????????? - DOC by 97brBNjX

VIEWS: 54 PAGES: 9

									                                           ทฤษฎีทเี่ กี่ยวข้ อง
           ทฤษฎีโครงสร้ าง-หน้ าที่ (Structural – Functional Theory
)แนวความคิดในการพัฒนาทฤษฎีโครงสร้าง-
หน้าที่ที่เป็ นผลมาจากการนาเอาแนวความคิดทางด้านชีววิทยามาใช้                             โดยอุปมาว่า
โครงสร้างของสังคมเป็ นเสมือนร่ างกายที่ประกอบไปด้วยเซลล์ต่างๆ                              และมองว่า
หน้าที่ของสังคมก็คือ                                                 การทาหน้าที่ของอวัยวะส่ วนต่างๆ
ของร่ างกายโดยแต่ละส่ วนจะช่วยเหลือและเกื้อกูลซึ่ งกันและกันเพื่อให้ระบบทั้งระบบมีชีวตดารงอ  ิ
  ่
ยูได้
                                     ั
           - โรเบิร์ต เค. เมอร์ตน (Robert K. Merton) ได้จาแนกหน้าที่ทางสังคมเป็ น 2
               ประเภท คือ หน้าที่หลัก (Manifest) หน้าที่รอง (Latent)
               หน้าที่ที่ไม่พึงปรารถนา                                         (Dysfunctional)
               หน้าที่ของบางโครงสร้างของสังคมอาจมีประโยชน์ต่อคนส่ วนใหญ่
               แต่ขณะเดียวกันคนบางส่ วนอาจได้รับประโยชน์เพียงน้อยนิดหรื ออาจไม่ได้รับประโย
               ชน์เลย
               ซึ่งรวมไปถึงอาจจะมีคนบางกลุ่มหรื อบางส่ วนของสังคมได้รับผลเสี ยจากทางานของโ
               ครงสร้างของสังคมนั้นก็ได้
           - อีมิล เดอร์ไคม์ (Emile Durkheim) มีแนวความคิดว่า หน้าที่ของสังคมคือ
                                                           ่
               ส่ วนที่สนับสนุนให้สังคมสามารถดารงอยูได้ ซึ่ งสอดคล้องกับ เอ.อาร์ แรดคลิฟฟ์
               บราวน์ (A.R. Radcliffe-Brown) กับ โบรนิสลอว์ มาลิโนว์สกี้
               (Bronislaw                                                          Malinowski)
                                                                                     ่
               ที่มองว่าหน้าที่ทางสังคมเป็ นส่ วนสนับสนุนให้โครงสร้างสังคมคงอยูอย่างต่อเนื่ อง
               เพราะสังคมมีกระบวนการทางสังคมที่ทาให้สังคมเกิดความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน
               เช่น บรรทัดฐาน ค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี เป็ นต้น
           - ทาลคอทท์             พาร์สัน (Talcott                 Parsons)          มีแนวความคิดว่า
               สังคมเป็ นระบบหนึ่งที่มีส่วนต่างๆ             มีความสัมพันธ์และสนับสนุนซึ่ งกันและกัน
               ความสัมพันธ์ที่คงที่ของแต่ละส่ วนจะเป็ นปั จจัยทาให้ระบบสังคมเกิดความสมดุลย์ถูก
               ทาลายลง            เพราะองค์ประกอบของสังคมคือ                บุคลิกภาพ          อินทรี ย ์
               และวัฒนธรรมเกิดความแตกร้าว โดยมีสาเหตุมาจากทั้งสาเหตุภายนอกระบบสังคม
               เช่น           การเกิดสงคราม             การแพร่ กระจายของวัฒนธรรม              เป็ นต้น
               และสาเหตุจากภายในระบบสังคมที่เกิดจากความตึงเครี ยด
               เพราะความสัมพันธ์ของโครงสร้างบางหน่วยหรื อหลายๆ                                  หน่วย
               ทางานไม่ประสานกัน                     เช่น                การเปลี่ยนแปลงทางประชากร
               การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
             เมื่อส่ วนใดส่ วนหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็ นสาเหตุทาให้ส่วนอื่นๆ
             มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
             การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นเฉพาะส่ วนใดส่ วนหนึ่งหรื ออาจเกิดขึ้นทั้งระบบก็
             ได้ พาร์สันเน้นความสาคัญของวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึง ความเชื่อ บรรทัดฐาน
             และค่านิยมของสังคม                                                                คือ
             ตัวยึดเหนี่ยวให้สังคมมีการรวมตัวเข้าด้วยกันและเป็ นตัวต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงใ
             นสังคม
        โดยสรุ ปแล้ว แนวความคิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของกลุ่มทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่
     ั
มีลกษณะดังนี้
        - ในการศึกษาและการวิเคราะห์สังคมต้องมองว่า
             สังคมทั้งหมดเป็ นระบบหนึ่งที่แต่ละส่ วนจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน
        - ความสัมพันธ์คือสิ่ งที่สนับสนุนซึ่ งกันและกันอย่างเป็ นเหตุเป็ นผล
        - ระบบสังคมเป็ นการเคลื่อนไหวเข้าสู่ ความสมดุลย์การปรับความสมดุลย์ของระบบจะ
             ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในระบบตามไปด้วยความต่อเนื่ องของกระบวนการของ
             ข่าวสารจากภายในและภายนอก                นอกจากนี้ทฤษฎีระบบยังมองว่า ความขัดแย้ง
             ความตึงเครี ยดและความไม่สงบสุ ขภายในสังคมก็เป็ นสาเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง
             ทางสังคม
                                               ้
             แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีระบบก็มีขอจากัดในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
             เนื่องจากในการวิเคราะห์ตามทฤษฎีระบบเป็ นการศึกษาเฉพาะเรื่ อง
                                                       ั
             จึงทาให้ไม่สามารถศึกษาความสัมพันธ์กบระบบอื่นได้อย่างลึกซึ้ ง
        สาหรับการศึกษาครั้งนี้
ผูศึกษานาทฤษฎีน้ ีมาวิเคราะห์ในส่ วนที่เกี่ยวโยงกับการเปลี่ยนแปลง
   ้
สาเหตุและองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงโดยมองลักษณะต่อไปนี้
        ประการแรก                                                                มนุษย์แต่ละชุมชน
                                                                              ่
แต่ละสังคมมีความพยายามปรับปรุ งตนเองตามสถานการณ์ทาให้เกิดการคงอยูหรื อสอดคล้องกับส
ภาพแวดล้อม               อันเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่สาคัญทางด้านเศรษฐกิจ               การจัดการ
การแบ่งปั นทรัพยากร                   ตลอดจนการสร้างและรักษาสัมพันธภาพทางสังคมและอารมณ์
ซึ่งปรากฏในรู ปลักษณะทางสังคม โครงสร้างความสัมพันธ์ บทบาทหน้าที่
        ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นมีผลมาจากปั จจัยภายนอก และปั จจัยภายใน
อันได้แก่การลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ                                       ของรัฐบาล
การติดต่อพึ่งพาระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท                       การแพร่ กระจายของระบบการค้า
และสภาพนิเวศวิทยาของหมู่บาน      ้                        ที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนและพัฒนาอาชีพ
ตลอดจนระบบครอบครัว                             เครื อญาติ                    การเพิ่มของประชากร
และการแพร่ กระจายของวัฒนธรรมเมืองสู่ สังคมชนบท               การยอมรับ         ค่านิ ยมปั จเจกบุคคล
รวมทั้งประสบการณ์ การท่องเที่ยวของปั จเจกบุคคล และการสื่ อสารมวลชนที่เจริ ญก้าวหน้า
         ประการสุ ดท้าย                ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทาให้ระบบความสัมพันธ์ของคน
องค์กรในสังคมเป็ นอย่างไร
และมีแนวโน้มที่สามารถรักษาระบบสังคมไว้หรื อจะล่มสลายแปรเปลี่ยนเป็ นระบบใหม่หรื อไม่
                  ิั
         ทฤษฎีววฒนาการ                  (Evolutionary                                   Theory)
                                             ิั
เป็ นแนวความคิดที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีววฒนาการทางชีวภาพของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles
Darwin)                                         โดยนักสังคมวิทยาในกลุ่มทฤษฎีววฒนาการเสนอว่า
                                                                                  ิั
การเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็ นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็ นขั้นตอนตามลาดับ
โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากขั้นหนึ่งไปสู่ อีกขั้นหนึ่งในลักษณะที่มีการพัฒนาและก้าวหน้ากว่าขั้นที่ผ่
านมา              มีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่มีรูปแบบเรี ยบง่ายไปสู่ รูปแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น
และมีความเจริ ญก้าวหน้าไปเรื่ อยๆ                                จนเกิดเป็ นสังคมที่มีความสมบูรณ์
ตัวอย่างของนักสังคมวิทยาที่สร้างทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยใช้แนวความคิดวิวฒนาการ        ั
     ั
มีดงนี้
         - ออกุสต์                  กองต์     (Auguste                   Comte)               เสนอว่า
                               ั
            สังคมมนุษย์มีพฒนาการและการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ (Knowledge) ผ่าน 3
            ขั้นตอน ตามลาดับ คือ จากขั้นเทววิทยา (Theological                                 stage)
            ไปสู่ ข้ นอภิปรัชญา (Metaphysical
                     ั                                        stage) และไปสู่ ข้ นวิทยาศาสตร์
                                                                                      ั
            (Positivistic stage)
         - ลิวอิส เฮนรี่ มอร์แกน (Lewis Henry Morgan) เสนอว่า
                           ั
            สังคมจะมีข้ นของการพัฒนา 3 ขั้นคือ จากสังคมคนป่ า (Savage)
            ไปสู่ สังคมอนาอารยชน (Barbarian) และไปสู่ สังคมอารยธรรม (Civilized)
         - เฮอร์เบิร์ต            สเปนเซอร์ (Herbert                     Spencer) เสนอว่า
                ั
            วิวฒนาการของสังคมมนุษย์เป็ นแบบสายเดียว                                  (Unilinear)
            ที่ทุกสิ่ งทุกอย่างในจักรวาลมีจุดกาเนิ ดมาจากแหล่งเดียวกันด้วยและมารวมตัวกันด้วยก
            ระบวนการสังเคราะห์                                      ้
                                              ทาให้เกิดพัฒนาการที่กาวหน้าขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น
                                        ิั
            การพัฒนาของสังคมจะมีววฒนาการเป็ นไปตามกฎของธรรมชาติ                               กล่าวคือ
            มนุษย์ที่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ
                                   ิ ่
            ได้เป็ นอย่างดีจะมีชีวตอยูรอดตลอดไป และนาไปสู่ การพัฒนาที่ดีข้ ึนต่อไป
         - เฟอร์ ดินาน              ทอยนีย ์ (Ferdinand                  Tonnies) เสนอว่า
            สังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมแบบ Gemeinschaft ไปสู่ สังคมแบบ
            Gesellschaft
        - โรเบิร์ต                  เรดฟิ วด์      (Robert                Redfield)          เสนอว่า
            การเปลี่ยนแปลงของสังคมจะเริ่ มจากสภาพสังคมชาวบ้าน
            เปลี่ยนแปลงไปสู่ สังคมแบบเมือง
            ต่อมาแนวความคิดในการสร้างทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบสายเดียว
            ที่เสนอว่า                 การเปลี่ยนแปลงทางสังคมต้องเปลี่ยนผ่านแต่ละขั้นที่กาหนดไว้
            ได้รับการโต้แย้งว่า                                             ิั
                                           การเปลี่ยนแปลงทางสังคมน่าจะมีววฒนาการแบบหลายสาย
            เพราะแต่ละสังคมมีจุดกาเนิดที่แตกต่างกัน                  มีรูปแบบของสังคมที่แตกต่างกัน
                       ่
            หรื อแม้วาสังคมที่มีรูปแบบที่เหมือนกันแต่อาจจะมีสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่
            างกันก็เป็ นได้
        ทฤษฎีจิตวิทยา-สั งคม                  (Social-Psychological                    Theory)
จากแนวความคิดด้านจิตวิทยา-สังคม                                                              เสนอว่า
การพัฒนาทางสังคมเกิดจากการทางานของปั จจัยทางด้านจิตวิทยาที่เป็ นแรงขับให้ประชาชนมีการก
ระทา มีความกระตือรื อร้น มีการประดิษฐ์ มีการค้นพบ มีการสร้างสรรค์ มีการแย่งชิง มีการก่อสร้าง
และพัฒนาสิ่ งต่างๆ                                                                     ภายในสังคม
นักสังคมวิทยาที่ใช้ปัจจัยทางด้านจิตวิทยาอธิ บายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีดงนี้   ั
        - แมค                              เวเบอร์        (Max                          Weber)
            เป็ นนักสังคมวิทยาคนแรกที่ใช้หลักจิตวิทยามาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสั
            งคม และผลงานที่ชื่อว่า The Protestant Ethic and the Spirit
            of                                   Capitalism                                  เสนอว่า
            การพัฒนาของในสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ตามลัทธิทุนนิยม
            มีสาเหตุมาจากปั จจัยด้านจิตวิทยา              ที่เกิดขึ้นหลังสมัยศตวรรษที่           16
            เมื่อในยุโรปตะวันตกมีการแพร่ กระจายคาสอนของศาสนาคริ สต์ ลัทธิ โปรแตสแตน
            ที่สอนให้ศาสนิกชนเกิดจิตวิญญาณแบบทุนนิยมเป็ นนักแสวงหาสิ่ งใหม่
            มุ่งสู่ ความสาเร็ จเพื่อให้เกิดการยอมรับ                ทางานหนักเพื่อสะสมความร่ ารวย
            เก็บออมเพื่อนาไปใช้ในการลงทุน สร้างกาไรอย่างต่อเนื่อง                          ั
                                                                                  เวเบอร์ ยงเสนอว่า
            การพัฒนาของจิตวิญญาณแบบทุนนิยมทาให้เกิดลัทธิ ความมีเหตุผล
            ซึ่ งภายใต้สังคมที่ใช้ความมีเหตุผลจะทาให้บุคคลมีความน่าเชื่อถือ ซื่อสัตย์ สุ จริ ต
            ยอมรับสิ่ งใหม่และสามารถเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ สภาวะแวดล้อมใหม่ๆ เวเบอร์ เชื่ อว่า
            อิทธิพลความคิด                                                                 ความเชื่อ
            และบุคลิกภาพของคนในสังคมภายใต้สภาวะดังกล่าวมีผลทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงท
            างสังคมตามมา
        - อีวเี รทท์               อี           เฮเกน (Everett                  E.       Hagen)
            มีแนวความคิดสอดคล้องกับเวเบอร์ ที่วา      ่
            การเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีการเริ่ มต้นมาจากการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ
            และเสนอว่าการเปลี่ยนจากสังคมดั้งเดิม                                ไปสู่ สังคมสมัยใหม่
            จะมีผลทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพของบุคคล                             โดยเสนอว่า
            บุคลิกภาพของคนในสังคมดั้งเดิมมีลกษณะตายตัวที่ถูกาหนดโดยกลุ่มสังคม
                                                    ั
                                  ้
            เป็ นบุคลิกของคนที่ตองมีการสังการด้วยบังคับบัญชา ไม่มีความคิดริ เริ่ มสร้างสรรค์
                                            ่
            และไม่มีการประดิษฐ์คิดค้น
            เพราะคนเหล่านั้นมองโลกยถากรรมมากกว่าที่จะมองโลกแบบวิเคราะห์
            และต้องการควบคุมให้เป็ นไปตามที่คิด
            ซึ่ งเป็ นผลทาให้สังคมแบบดั้งเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
            ส่ วนในสังคมสมัยใหม่เฮเกนเสนอว่า                  บุคลิกภาพของคนที่มีความสร้างสรรค์
            อยากรู ้อยากเห็น                                         และเปิ ดรับประสบการณ์ใหม่ๆ
                           ่
            มองโลกที่อยูรอบตัวเขาอย่างมีเหตุมีผล
            บุคลิกภาพของคนในสังคมสมัยใหม่จึงเป็ นปั จจัยที่สนับสนุนให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแ
            ปลง                                                    แต่อย่างไรก็ตามเฮเกนได้เสนอว่า
            บุคลิกของคนในสังคมดั้งเดิมสามารถที่จะเปลี่ยนไปสู่ บุคลิกของคนในสังคมสมัยใหม่
                         ิ
            ได้โดยใช้วธีการถอดถอนสถานภาพ                 ด้วยการนาเอาปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรม
            และเศรษฐกิจจากสังคมสมัยใหม่เข้าไปแทรกหรื อแทนที่ในสังคมดั้งเดิม
            และยังได้เสนอว่า
            การเปลี่ยนแปลงของสังคมอาจทาได้จากเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของคนในสังคม
            โดยเริ่ มจากการพัฒนาบุคลิกภาพตั้งแต่วยเด็กั
         - เดวิด           ซี                 ์
                                    แม็กคลีลแลนด์ (David                  C. McClelland)
            มีแนวความคิดเหมือนกับเฮเกนที่ดห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเป็ นผลมาจากก
            ารพัฒนาด้านเศรษฐกิจ                 แต่แนวความคิดของ แม็ก – คลีลแลนด์              ์
                             ั
            เน้นศึกษาที่ตวแปรด้านแรงจูงใจในความสาเร็ จ                                    ซึ่งหมายถึง
            ความสาเร็ จทางเศรษฐกิจของปั จเจกบุคคล                          และเสนอแนวความคิดว่า
                                                                     ั
            ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของสังคมในอดีตและปั จจุบนเป็ นผลมาจากแรงจูงใจในคว
            ามสาเร็ จของบุคคล                           หากคนในสังคมมีแรงจูงใจในความสาเร็ จมาก
            การพัฒนาทางเศรษฐกิจก็จะมีความเจริ ญก้าวหน้าตามไปด้วย
            และเสนอวิธีการสร้างแรงจูงใจในความสาเร็ จด้วยการเรี ยนรู้
                                ้
            โดยสร้างแรงกระตุนทั้งภายในและภายนอก
         ทฤษฎีภาวะทันสมัย               (Modernization                                   Theory)
แนวความคิดสาคัญของทฤษฎีการสร้างความเป็ นทันสมัยกล่าวว่า
สังคมที่ลาหลังทุกสังคมสามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปสู่ ความเป็ นทันสมัยได้
          ้
                                                           ้
โดยจาเป็ นต้องมีปัจจัยภายนอกทาหน้าที่เป็ นแรงกระตุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
โดยพยายามมุ่งเสริ มให้สังคมที่ลาหลังมีลกษณะทันสมัยมากขึ้น
                                       ้     ั
             จุดมุ่งหมายของการพัฒนาตามแนวคิดของทฤษฎีภาวะทันสมัย
             1.จุดมุ่งหมายของการพัฒนาตามแนวคิดของทฤษฎีภาวะทันสมัย
             จุดมุ่งหมายหลัก                                                                    คือ
                                                    ุ
การสร้างความเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยใช้ยทธศาสตร์ การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็ นหลัก
ซึ่ งต้องอาศัยการพัฒนาชุมชนเมืองและการสร้างความก้าวหน้าของระบบตลาดมาสนับสนุน
ตามแนวคิดของ                   Adam                     Smith        เกี่ยวกับทฤษฎีการแพร่ กระจาย
ทาให้ความทันสมัยทางเศรษฐกิจและสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ วและทัวถึงกัน  ่
             2.กระบวนการพัฒนาตามแนวคิดของทฤษฎีภาวะทันสมัย
 -                              รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐจะเข้ามามีบทบาทในการกาหนดแผนพัฒนา
         ั
ซึ่ งมีลกษณะเป็ นการวางแผนจากส่ วนกลาง เพื่อจัดทาโครงสร้างพื้นฐาน
 -                   การจัดตั้งสถาบันต่างๆ ทั้งสถาบันทางด้านการเมือง สถาบันทางด้านสังคม
และสถาบันทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อทาหน้าที่ในการส่ งเสริ มและสนับสนุนเร่ งรัดการพัฒนา
 -                       การขยายของตัวเมืองและบริ การสาธารณะในเขตชุมชนเมือง          ทั้งเมืองหลวง
และเมืองหลัก
 -             การให้บริ การแก่สังคมชนบทในรู ปต่างๆ
                                                        ั
             3.จุดเน้นของทฤษฎีภาวะทันสมัย สรุ ปได้ดงนี้ คือ
 -             เน้นการสร้างความเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็ นสาคัญ
 -             เน้นบทบาทของรัฐในการวางแผนจากส่ วนกลาง
 -             เน้นพัฒนาสังคมเมือง
 -                                       ั
               เน้นการใช้เทคโนโลยีที่ทนสมัย
             ทฤษฎีพงพา (Dependency
                      ึ่                                     Theory)          ในทศวรรษที่ 1960
           ั                                          ั
ได้มีนกวิชาการสายยุโรป เช่น กุนนาร์ ไมด์ดล (Gunnar Myrdal) , ดัดเลย์ เซียร์
(Duley                     Seer) , พอล                    สทรี ทเท็น (Pual           Streeten)
       ั
ได้คดค้านแนวความคิดทฤษฎีภาวะทันสมัย
โดยสนอว่าแนวความคิดดังกล่าวไม่สามารถใช้ให้เป็ นประโยชน์ประเทศโลกที่                   3         ได้
นอกจากนั้นวิชาการสายลาตินอเมริ กา อาทิ Frank , Cardose , Doossantos
ได้เสนอว่า ทฤษฎีภาวะทันสมัยสามารถนาไปใช้ในประเทศด้อยพัฒนาได้สาเร็ จ เพราะยิงพัฒนาไป      ่
“คนรวยยิงรวย แต่คนจนยิงจนลง” หรื อที่เรี ยกว่า “รวยกระจุก แต่จนกระจาย”
               ่                     ่
เขาจึงต่อต้านทฤษฎีภาวะทันสมัยมาก และได้เสนอแนวคิดทฤษฎีพ่ ึงพาเอาไว้ดงนี้ คือ    ั
          - เขามองว่าถ้าพัฒนาตามทฤษฎีภาวะทันสมัย
               ประเทศตะวันตกที่เจริ ญจะเป็ นศูนย์กลางทุกอย่าง
                                                                               ่
               ในขณะที่ประเทศด้อยพัฒนาจะเป็ นบริ วาร หรื อต้องพึ่งพาภายนอกอยูตลอดเวลา
          - เขาเน้นว่าควรมีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมเสี ยใหม่
               เพื่อที่จะนาไปสู่ การกระจายผลของการพัฒนาอย่างเป็ นธรรม
          - กระบวนการที่สามารถกระทาได้คือ                        การลดการพึ่งพาจากภายนอกลง
               และการที่ประเทศพยายามเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตนเองให้มากขึ้น
                             ั                                     ั
          แต่ทฤษฎีพ่ ึงพานี้นกวิชาการมิได้เสนอแนวทางการพัฒนาที่ชดเจน
หรื อเป็ นรู ปธรรมนักจึงทาให้มีการปฏิเสธแนวทางการพัฒนาแบบดั้งเดิม
และนาไปสู่ แนวทางการพัฒนาใหม่ที่เน้นการตอบสนองความจาเป็ นพื้นฐานต่อไป
          ทฤษฎีความจาเป็ นพืนฐาน ้         (Basic             Needs                 Theory)
แนงความคิดของนักวิชาการกลุ่มองค์การกรรมกรระหว่างประเทศ (ILO=International
Labour                                                                     Organization)
ได้เสนอกลยุทธ์ในการพัฒนาใหม่โดยคานึงถึงความต้องการพื้นฐาน
และความจาเป็ นพื้นฐานของมนุษย์                           และการมีส่วนร่ วมอย่างจริ งจังการพัฒนา
เหตุผลที่มาของทฤษฎีความจาเป็ นพื้นฐานคือ
          - เป็ นข้อเสนอแนวทางแก้ไขปั ญหาความล้มเหลวของทฤษฎีภาวะความทันสมัย
          - องค์การสหประชาชาติเรี ยกร้องให้ใช้แนวคิดเกี่ยวกับความจาเป็ นพื้นฐานเป็ นกลยุทธ์ใ
               นการพัฒนา
          - ตอบสนองต่อข้อเรี ยกร้องของนักทฤษฎีพ่ ึงพาบางกลุ่ม
          ทฤษฎีความจาเป็ นพื้นฐานได้รับอิทธิ พลจากนักเศรษฐศาสตร์ หลายท่าน อาทิ ดัดเลย์ เซี ยร์
(Duley Seer) , พอล สทรี ทเท็น (Pual Streeten) , กุนนาร์ ไมด์ดล (Gunnar           ั
Myrdal)
โดยได้โต้ตอบแนวความคิดของทฤษฎีภาวะทันสมัยด้วยการเรี ยกร้องให้มีการดาเนินการวิเคราะห์เ
พื่อกาหนดเงื่อนไขทางสังคมและการจัดเตรี ยมสถาบันต่างๆ                             ก่อนการพัฒนา
นอกจากนั้นยังให้คานิยามเกี่ยวกับความจาเป็ นพื้นฐาน
                                                      ้
การระดมทรัพยากรที่จาเป็ นเพื่อบรรลุถึงความสาเร็ จที่ตองการ
                          ่
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้วาทฤษฎีความจาเป็ นพื้นฐานนั้นเป็ นทฤษฎีทางสายกลางระหว่างทฤษฎีภาวะ
ทันสมัยและทฤษฎีพ่ ึงพา
ที่เสนอมิติใหม่ในการวางแผนพัฒนาจากกรอบความคิดในการวางแผนจากส่ วนกลาง
ไปสู่ การวางแผนจากระดับล่างขึ้นมา
สาหรับความต้องการความจาเป็ นขั้นพื้นฐานแต่ละประเทศมีความต้องการที่แตกต่างกัน              ดังนั้น
ประเทศต่างๆ จึงควรกาหนดความจาเป็ นขั้นพื้นฐานตามเกณฑ์และความเหมาะสมของประเทศตน
         จุดเน้นที่สาคัญของทฤษฎีความจาเป็ นพื้นฐาน
         - เน้นการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการที่จาเป็ นพื้นฐานของประชาชน
         - เน้นการกระจายอานาจและการกระจายความเจริ ญไปยังพื้นที่เป้ าหมายอย่างทัวถึง        ่
         - ให้ความสาคัญกับการพัฒนาภาคเกษตรกรรม และพื้นที่ชนบทมาก
         - สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม
                                         ิ
         - เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวตของประเทศ
         - เน้นการพัฒนาทุกๆ ด้านไปพร้อมๆ กันแบบบูรณาการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม
              การเมือง การบริ หาร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม
         - สนับสนุนการใช้แรงงาน และทุนภายในประเทศ
         - เน้นการมีส่วนร่ วมของประชาชนในชุมชน
         จุดมุ่งหมายของการพัฒนาตามทฤษฎีความจาเป็ นพื้นฐาน
         ทฤษฎีน้ ีกาหนดจุดมุ่งหมายไว้วา    ่
เป็ นการใช้ความพยายามเพื่อดาเนินการพัฒนาไปสู่ การตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานที่จาเป็ น
สาหรับประชาชนที่เป็ นกลุ่มเป้ าหมาย                    ซึ่ งความจาเป็ นขั้นพื้นฐานเหล่านี้กาหนดขึ้น
                                                            ั
โดยคานึงถึงสาเหตุที่แท้จริ งของปั ญหาว่าสถานภาพปั จจุบนของประชากรมีเป้ าหมายอย่างไร
กับคานึงถึงเกณฑ์ความเป็ นไปได้ในทางวิชาการและสภาวะการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่ วมใ
นการวิเคราะห์ระดับความจาเป็ นพื้นฐานของตนเอง
ความจาเป็ นขั้นพื้นฐานในที่น้ ีจะรวมถึงความจาเป็ นทั้งในทางวัตถุและความจาเป็ นในทางจิตใจด้วย
         กระบวนการในการพัฒนาตามทฤษฎีความจาเป็ นพื้นฐาน
         - กระบวนการในการวางแผนพัฒนา
              สาหรับกระบวนการในการวางแผนพัฒนาตามทฤษฎีความจาเป็ นพื้นฐานนี้ เน้นสาระ
              สาคัญ                                                                            คือ
              นักวางแผนต้องคานึงถึงความสาคัญในการคัดเลือกโครงการที่จะตอบสนองต่อความ
              จาเป็ นพื้นฐานที่กาหนดขึ้น
              และโครงการที่ตอบสนองต่อความจาเป็ นพื้นฐานถือว่ามีระดับเร่ งด่วนสู งสุ ดที่จะต้องเ
              น้นบริ การแก่กลุ่มเป้ าหมายอย่างชัดเจนแน่นอน                             นอกจากนั้น
              การกระจายอานาจในการวางแผนถือว่าเป็ นหัวใจสาคัญของการสร้างความจาเป็ นขั้นพื้
              นฐาน
                                             ้
              เพราะเป็ นเป้ าหมายสู งสุ ดที่ตองการในระยะยาวคือการที่ประชาชนในชุมชนต่างๆ
              สามารถพึ่งตนเองได้ตลอดไป
         - เนื้อหาสาคัญที่ควรมุ่งเน้นในการวางแผน
         เนื้อหาสาคัญที่มุ่งเน้นในการวางแผนของทฤษฎีความจาเป็ นพื้นฐานคือการเปลี่ยนแปลงวิธี
การกระจายรายได้
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการผลิตและการค้าตลอดจนการกระจายอานาจให้แต่ละชุมชนแต่ล
ะพื้นที่ได้เสนอปั ญหาและความต้องการขึ้นมา
แล้วคัดเลือกโครงการที่สามารถตอบสนองต่อความจาเป็ นพื้นฐานมากที่สุด
นันคือต้องมีการปรับโครงสร้างการบริ หารของรัฐ
   ่
เปิ ดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่ วมในระดับท้องถิ่นและเข้าถึงบริ การด้านต่างๆ        ของรัฐ
โดยอาศัยระบบการบริ หารที่ดีให้ความสาคัญกับภาคชนบทและสาขาเกษตรกรรมมากขึ้น
เพราะประชาชนส่ วนใหญ่ในชนบทยังมีฐานะยากจน                                              ิ
                                                                   ตลอดจนมีคุณภาพชีวตที่ต่า
จึงควรมีการพัฒนาระบบการผลิตและปั จจัยการผลิตในชนบทให้ดีข้ ึน
เพราะแนวคิดในเรื่ องการพัฒนานั้นมีความเชื่อว่า
ถ้าสามารถสร้างประชาชนในชนบทให้มีคุณภาพและเป็ นฐานในการผลิตได้แล้ว
ก็จะสามารถพัฒนาได้ง่าย                      นอกจากนั้นยังเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม
ซึ่งเป็ นเทคโนโลยีที่ประหยัด                                                   ง่ายต่อการใช้
เหมาะสมกับเงื่อนไขทางสังคมวัฒนธรรมและสภาพภูมิอากาศ
เพื่อให้เกิดดุลยภาพทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิ ชยกรรม และการบริ การ
           ทฤษฎีการปรับตัว (Theories of Motivation)
           ทฤษฎีปรากฎการณ์ นิยม (Phenomenology Theory)

								
To top