Embed
Email

??????? (Enzyme)

Document Sample
??????? (Enzyme)
Shared by: HC12010421281
Categories
Tags
Stats
views:
24
posted:
1/4/2012
language:
pages:
52
เอนไซม์ (Enzyme)

เอนไซม์ถกนามาใช้ครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1878 ซึ่ งมีการใช้ในการเร่ งปฏิกิริยาการหมัก



น้ าตาลของยีสต์ พบว่าสามารถเร่ งปฏิกิริยาให้เร็ วขึ้น

คาว่า Enzyme มาจากภาษากรี ก แปลว่า In yeast



ั ู ั

- เอนไซม์เป็ นโปรตีนที่มีลกษณะก้อนกลม ที่ถกสังเคราะห์ข้ ึนเพื่อทาหน้าที่ตวเร่ ง

ปฏิกิริยาเคมีต่างๆในกระบวนการเมตาบอลิซึมของสิ่ งมีชีวต โดยมีการทางานที่



คล้ายคลึงกันกับการทางานของคะตะลิสต์

เอนไซม์ (Enzyme) การทางานของเอนไซม์



เอนไซม์ คือ สารทีเ่ ร่ งปฏิกริยาโดยทา

หน้ าที่เป็ น catalyst มีความจาเพาะกับ substrate



สู ง โดยเอนไซม์ ทางานเร่ งปฏิกริยาโดยลด

พลังงานกระตุ้น ส่ วนใหญ่ เป็ นสารอินทรีย์กลุ่ม

โปรตีน แบ่ งเป็ น 2 ชนิด คือ

ี่

1. เอนไซม์ ททางานภายในเซลล์ (endoenzyme

หรือ intracellular enzyme)

ี่

2. เอนไซม์ ททางานภายนอกเซลล์ (exoenzyme

หรือ extracellular enzyme)

เอนไซม์ ประกอบด้ วยส่ วนทีเ่ ป็ น

โปรตีน หรือ apoenzyme รวมกับสารอินทรีย์ ที่

ี่

เรียกว่ า coenzyme จึงเป็ นเอนไซม์ ทสมบูรณ์

หรือ holoenzyme ในบางครั้งอาจมีไอออนที่

สาคัญในการทางานของเอนไซม์ เรียกว่ า cofactor

ลักษณะพิเศษของเอนไซม์ที่แตกต่างจากคะตะลิสต์

1. มีความจาเพาะ (selectivity) ต่อปฏิกิริยาและซับสเตรท โดยที่เอนไซม์หนึ่ งจะ

่ ั

ทางานได้ข้ ึนอยูกบโครงสร้างของซับสเตรทที่จะสามารถจับได้พอเหมาะภายใน

ร่ อง

2. มีความสามารถในการเร่ งได้สูงมาก โดยบอกเป็ นค่าหมุนเวียน (turnover

number) ซึ่ งหมายถึง จานวนสารตั้งต้นที่ทาปฏิกิริยาเปลี่ยนเป็ นผลิตผลของ

ปฏิกิริยาใน 1 หน่วยเวลา เมื่อใช้เอนไซม์ 1 โมเลกุล โดยเอนไซม์ต่างๆจะมีค่านี้



อยูระหว่าง 10 – 108 ต่อวินาที

โครงสร้างของเอนไซม์

เอนไซม์มีขนาดตั้งแต่ 12,000 ถึง กว่า 1 ล้านดาลตัน ส่ วนใหญ่เป็ นสารประกอบ

โปรตีน โครงสร้างของเอนไซม์แบ่งได้ 2 ชนิด คือ

1. โปรตีนธรรมดา (simple protein) เป็ นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนเป็ นองค์ประกอบ

อย่างเดียว เอนไซม์พวกนี้มีโครงสร้างเป็ นทรงกลม

2. โปรตีนรวมตัวกับสารอื่น (conjugated protein) ประกอบด้วยกรดอะมิโนรวมกับ

สารอื่นที่ไม่ใช่โปรตีน ที่เรี ยกว่าโคแฟกเตอร์ (cofactor) จึงจะสามารถทางานได้



อย่างสมบูรณ์ เรี ยกเอนไซม์กลุ่มนี้วา holoenzyme ถ้าแยกโคแฟกเตอร์ออกจะทา

ให้เอนไซม์กลุ่มนี้จะไม่สามารถทางานได้อย่างสมบูรณ์เรี ยกว่า อะโพเอนไซม์

(apoenzyme)

Apoenzyme + Cofactor = Holoenzyme







Inorganic เช่น Fe 2+ Organic เช่น vitamin

ion etc. เรี ยก coenzyme

โคแฟกเตอร์ แบ่งได้เป็ น 2 พวกคือ

1. ์

สารอนินทรี ยหรื อไอออนของโลหะ (metal ions) หรื อเกลือแร่ มีโครงสร้างง่ายๆ

ได้แก่ Fe 2+ , Mg 2+ , Mn 2+ เป็ นต้น

2. ์ ์

สารอินทรี ยหรื อโคเอนไซม์ เป็ นโมเลกุลอินทรี ยมีโครงสร้างซับซ้อน ที่มีขนาด

เล็กและทนต่อความร้อนได้ดี โคเอนไซม์ส่วนใหญ่จะเป็ นวิตามินที่ละลายน้ า ทา

หน้าที่ในการย้ายหมู่ต่างๆ เช่น หมู่ไฮโดรเจน อะมิโน ฟอสเฟต





โดยถ้า โคเอนไซม์จบกับอะโพเอนไซม์อย่างหลวมๆ เรี ยก โคเอนไซม์กลุ่มนี้วา



้ ั

ซับสเตรทร่ วม (cosubstrate) แต่ถาโคเอนไซม์จบกันอย่างแน่นหนากับเอนไซม์

ด้วยพันธะโควาเลนต์ จะถูกเรี ยกว่าหมู่พรอสเทติก (prostetic group)

Active และ Enzyme-substrate complex

เอนไซม์ที่ผลิตโดยร่ างกาย แบ่งได้เป็ น 2 กลุ่ม คือ

1. ่ ่

เอนไซม์ยอยอาหาร (digestive enzyme) ทาหน้าที่ยอยอาหารภายในระบบ

ทางเดินอาหารเพื่อส่ งสารอาหารไปยังเซลล์ต่างๆในร่ างการ ได้แก่

1.1 เอนไซม์โปรตีเอส (protease) ย่อยโปรตีน

1.2 เอนไซม์ไลเปส (Lipase) ย่อยไขมัน

1.3 เอนไซม์อะไมเลส (amylase) ย่อยแป้ ง



2. เมตาบอลิคเอนไซม์ (metabolic enzyme) มีอยูในเซลล์ทุกเซลล์ในทุกอวัยวะ

เอนไซม์น้ ีจะทาหน้าที่เกี่ยวกับทุกปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในร่ างกาย มีหน้าที่ซ่อมแซม



ส่ วนที่สึกหรอ ช่วยระบบภูมิคุมกัน

เอนไซม์แบ่งได้ 2 ประเภทคือ

1. ไอโซเอนไซม์ หรื อ ไอโซไซม์ (isoenzyme หรื อ isozyme) เป็ นเอนไซม์ที่มี

โครงสร้างแตกต่างกันแต่สามารถเร่ งปฏิกิริยาเดียวกันได้

2. อัลโลสเตอริ กเอนไซม์ (allosteric enzyme) หรื อ เอนไซม์ควบคุม (regulatory

enzyme) เป็ นเอนไซม์ที่ประกอบด้วยหน่วยย่อยๆหลายหน่วยร่ วมกัน เช่น

หน่วยย่อยเร่ ง (catalytic enzyme)

สารที่มีอิทธิ พลต่อการควบคุมการทางานของเอนไซม์เหล่านี้ เรี ยกว่า ตัว

ควบคุม (effector หรื อ modulator หรื อ regulator)



ตัวควบคุม มี 2 ชนิด คือ

2.1 ตัวเร่ ง (activator) ทาให้เอนไซม์ทางานได้ดีข้ ึน เรี ยก positive modulator



2.2 ตัวยับยั้ง (inhibitor) ทาให้เอนไซม์ทางานได้ชาลง เรี ยกว่า negative

modulator

 บริ เวณของเอนไซม์ที่มีตวควบคุม เรี ยก บริ เวณควบคุม (regulatory



site หรื อ allosteric site)



 เรี ยก เอนไซม์ที่มีท้ งบริ เวณเร่ งและบริ เวณควบคุมว่า อัลโลสเตอริ กเอนไซม์

การเรี ยกชื่อตามแบบสามัญ (recommended name)



มีหลักเกณฑ์ดงนี้คือ

1. เรี ยกตามชื่อของซับสเตรทที่เอนไซม์เร่ งปฏิกิริยา แล้ วลงท้ ายด้ วยคาว่า “ase”



เช่น เอนไซม์เร่งปฏิกิริยาการสลายยูเรี ย เรี ยกว่าเอนไซม์ยรีเอส (Urease)

2. เรี ยกตามชนิดของปฏิกิริยาแล้ วลงท้ ายด้ วยคาว่า “ase” เช่นเอนไซม์ออกซิเดส

(oxidase) เร่งปฏิกิริยาออกซิเดชันของซับสเตรทที่มี O2

3. เรี ยกตามข้ อที่ 1 และ 2 รวมกัน เช่น ไกลซีนดีคาร์ บอกซิเลส

(glycinedecarboxylase)

ั ั

4. เรี ยกตามชื่อเฉพาะไม่สมพันธ์ กบซับสเตรทหรื อปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้ อง เช่น



เพปซิน (pepsin) เป็ นเอนไซม์ยอยโปรตีน เป็ นต้ น

การเรี ยกชื่อเอนไซม์ตามระบบ (systemic name)

ตามข้อตกลงของกรรมาธิการเอนไซม์นานาชาติ ได้มีการเรี ยกชื่อตามตัวเลข โดยมี

ลักษณะคือ



EC xx.xx.xx.xx (อักษร x คือตัวเลข)



เช่น EC 2.7.3.2

Enzyme 2 = ชนิดเอนไซม์ transferase

functional class Sub sub

class 7 = ชนิดย่อยของรหัสตัวที่ 1 หมายถึงการย้ายหมู่ฟอสเฟต

3 = ชนิดย่อยของรหัสตัวที่ 2 หมายถึงการแบ่งย่อยของหมู่

ฟอสเฟต





subclass

ลาดับที่ 2 = รหัสเฉพาะตัวของเอนไซม์ชนิดนั้น



การแบ่ งเอนไซม์ ตามชนิดของปฏิกริยา

1. oxidoreductase ปฏิกิริยาออกซิเดชัน-รี ดกชัน การถ่ายทอด



อิเล็กตรอน

2. transferase ย้ายหมู่ฟังก์ชนจากสารหนึ่ง ไปอีกสารหนึ่ง



3. hydrolase ไฮโดรไลซิส แยกพันธะด้วยน้ า

4. lyases เติมพันธะคู่

5. isomerase ไอโซเมอร์ไรเซชัน

6. ligases สร้างพันธะโดยสลาย ATP







รูปร่ างโมเลกุลของเอนไซม์

กลไกการทางานของเอนไซม์

ให้ E = Enzyme

S = Substrate

P = Product

ES = Enzyme เมื่อจับกับ Substrate

EP = Enzyme เมื่อผลิต Product และยังคงจับกันอยู่

การทางานของเอนไซม์

ขั้นตอนแรก : เอนไซม์ E รวมตัวกับสารตั้งต้ น S ได้

เป็ นสารประกอบ ES

E+S ES



ขั้นตอนที่สอง : สารประกอบ ES เกิดการ

เปลียนแปลงเป็ น ES*





ES* EP

การทางานของเอนไซม์



ขั้นตอนที่สาม :เกิด สารประกอบ ระหว่ างเอนไซม์ กบผลผลิต



ES* EP



ขั้นตอนทีสุดท้ าย :ได้ ผลผลิตออกมา และได้ เอนไซม์ กลับมา



เหมือนเดิม





EP E + P

จลน์ศาสตร์ของเอนไซม์



k1 k2

E + S ES E + P

k3 k4

 จลนศาสตร์ ของเอนไซม์

 เอนไซม์ทาปฏิกิริยากับสับสเตรท เกิดเป็ นเอนไซม์-สับสเตรทคอมเพลกซ์ก่อนแล้ว

จึงสลายในขั้นตอนที่ 2 ให้ผลผลิต และเอนไซม์กลับคืนมา อัตราเร็ วของปฏิกิริยา

่ ั

ในการเปลี่ยน S ไปเป็ น P ขึ้นอยูกบอัตราเร็ วในการ เปลี่ยน ES ไปเป็ น P และ E

่ ั

นันคือ อัตราเร็ วในการเกิด P จะขึ้นอยูกบความเข้มข้นของ ES



 เมื่อ k1 k2 k3 และ k4 คือ ค่าความเร็ วคงที่ (velocity constant) หรื อ ค่าอัตราเร็ วคงที่

(rate constant) ของปฏิกิริยาทั้ง 4

 ที่ steady state อัตราเร็ วในการเกิด ES จะเท่ากับอัตราเร็ วในการสลาย ES ทาให้

[ES] คงที่ จะได้

สมการไมคีลิส-เมนเทน (Michaelis-Menten

constant)

 ิ ่

แสดงถึง ความสั มพันธ์ ระหว่ างอัตราเร็วของปฏิกริยา และความเข้ มข้ นของ S เมือทราบ Vmax

และ KM



 Vmax คือ ความเร็วสูงสุ ด (maximum velocity) ของการทางานของเอนไซม์

 KM คือ ค่าคงที่ไมคีลิส-เมนเทน (Michaelis-Menten constant) ของปฏิกิริยาของเอนไซม์ที่ steady

state มีหน่วยเป็ นโมล/ลิตร

 V = Vmax[S]

 KM + [S]

 ที่ V = Vmax /2 หรือ ครึ่งหนึ่งของความเร็วสู งสุ ด (half maximal) จะได้ KM = [S]



สมการไลน์ วเี วอร์ -เบอร์ ก

 เป็ นสมการจากการกลับสมการไมคีลิส-เมนเทน

 1 = KM . 1 + 1

 v Vmax [S] Vmax



 ่ ่

เมือเขียนกราฟระหว่ าง 1/v และ [S] จะได้ กราฟเส้ นตรงทีมีความชัน = KM/Vmax



และจุดตัดแกน 1/v คือ 1/Vmax และจุตดแกน 1/[S] คือ -1/KM ทาให้ สามารถหาค่ า

KM และ Vmax ที่ถูกต้ องได้

Enzyme Kinetics









Enzyme activity

Student A

 

Score









 Student B



 Student C





0 1 2 3 4 0 1 2 3 4

Exam Chapters Substrate concentration



Increase the substrate concentration,

observe the change of enzyme activity

Juang RH (2004) BCbasics

Increase Substrate Concentration

0 1 2 3 4 5 6 7 8

S

+

80 E



60

P

Product









(in a fixed period of time)

40



20



0

0 2 4 6 8

Substrate (mmole)

Juang RH (2004) BCbasics

Essential of Enzyme Kinetics



Steady State Theory





E + S E S E +P

In steady state, the production and consumption of

the transition state proceed at the same rate. So the

concentration of transition state keeps a constant.

Juang RH (2004) BCbasics

Constant ES Concentration at Steady State





S

P

Concentration









ES

E



Reaction Time

Juang RH (2004) BCbasics

An Example for Enzyme Kinetics (Invertase)

1) Use predefined amount of Enzyme →E

2) Add substrate in various concentrations → S (x 軸)

3) Measure Product in fixed Time (P/t)→ vo (y 軸)

4) (x, y) plot get hyperbolic curve, estimate → Vmax

5) When y = 1/2 Vmax calculate x ([S]) → Km

Vmax

1

vo vo

1/2









Juang RH (2004) BCbasics

-1

Km 1

Vmax

Double reciprocal 1/S Km Direct plot S

A Real Example for Enzyme Kinetics

Substrate Product Velocity Double reciprocal

Data



no [S] Absorbance v (mmole/min) 1/S 1/v

1 0.25 0.21 → 0.42 4 2.08

2 0.50 0.36 → 0.72 2 1.56

3 1.0 0.40 → 0.80 1 1.35

4 2.0 0.46 → 0.92 0.5 1.16

(1) The product was measured by spectroscopy at 600 nm for 0.05 per mmole

(2) Reaction time was 10 min





Double reciprocal

1.0 2.0

Direct plot









v 1/v 1.0









Juang RH (2004) BCbasics

0.5 1.0

-3.8





0 0

0 1 2 -4 -2 0 2 4

[S] 1/[S]

การยับยั้งแบบถาวร



ปัจจัยทีควบคุมการทางานของเอนไซม์

1.ความเข้มข้นของเอนไซม์

2.ความเข้มข้นของสารตั้งต้น หรื อซับสเตรต (substrate)

3.ค่าความเป็ นกรด-เบส (pH)

4.อุณหภูมิ (optimum temperature)

การยับยั้งการทางานของเอนไซม์

- การยับยั้งแบบถาวร

Inhibiter ทาให้ส่วน active site เปลี่ยนแปลงไป เอนไซม์ไม่สามารถกลับสู่ในสภาพที่ทางานได้อีก



- การยับยั้งทีกลับคืนได้

1.การยับยั้งแบบแข่งขัน โดยตัวยับยั้งมีโครงสร้างคล้ายกับซับสเตรตทาให้ สามารถแย่งจับกับเอนไซม์ได้

2.การยับยั้งแบบไม่แข่งขัน โดยสารเคมีบางชนิดไปจับกับส่ วน cofactor ทาให้เอนไซม์ไม่สามารถทางาน

ได้









การยับยั้งแบบไม่ แข่ งขัน

การยับยั้งแบบแข่ งขัน



ปัจจัยที่มผลต่ อการทางานของเอนไซม์

 ี

1. อุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น แอกติวตีของเอนไซม์จะเพิมขึ้นเรื่ อยๆ จนถึงจุดสู งสุ ดหนึ่ง



(temperature optimum) แล้วจะลดลง ซึ่งจาเพาะตามชนิดของเอนไซม์ ส่ วนใหญ่อยูในช่วง ่



อุณหภูมิ 25–40 oC แต่ที่อุณหภูมิ สู งกว่าจุดนี้มากๆ เอนไซม์จะเกิดการเสี ยแอกติวตีทางชีวภาพ

 ี ่

2. pH จุดที่ทาให้เอนไซม์มีแอกติวตีสูงสุ ด เรี ยกว่า pH optimum ซึ่ งส่ วนใหญ่อยูในช่วง pH 6-7.5



ถ้า pH สูง หรื อต่าเกินไปจะทาให้เกิดการสูญเสี ยแอกติวตีทางชีวภาพ

 3. ความเข้ มข้ นของเอนไซม์์ ที่ความเข้มข้นของสับสเตรทมากเกินพอ (excess) อัตราเร็วของ

ปฏิกิริยา จะเพิ่มขึ้น เมื่อความเข้มข้นของเอนไซม์เพิ่มขึ้น

 4. ความเข้ มข้ นของสั บสเตรท เมื่อความเข้มข้นของเอนไซม์คงที่ ที่ความเข้มข้นของสับสเตรท

น้อยๆ ปฏิกิริยาจะ เกิดขึ้นด้วยอัตราเร็ วมากจนกระทังถึงความเข้มข้นของสับสเตรทจุดหนึ่งที่



อัตราเร็วของ ปฏิกิริยาจะคงที่ ความเร็วของปฏิกิริยาที่สูงสุ ด เรี ยกว่า ความเร็วสูงสุ ด (Vmax)

ตัวยับยั้งเอนไซม์

แบ่งออกได้เป็ น 2 ประเภท

1. ตัวยับยั้งแบบผันกลับไม่ ได้ (irreversible inhibitor) เกี่ยวกับการทาลายหรื อ

เปลี่ยนแปลง functional group 1 หมู่หรื อมากกว่าที่จาเป็ นสาหรับแอกติวีตีบน

โมเลกุลของเอนไซม์ ซึ่ งตัวยับยั้งแบบนี้จะจับ กับเอนไซม์อย่างแน่นทั้งแบบโควา

เลนท์และนอนโควาเลนท์ เช่น การยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิ จิเนส

(cyclooxygenase) โดยยาแอสไพริ น (aspirin หรื อ acetyl salicylate)

2. ตัวยับยั้ง แบบผันกลับได้ (reversible inhibitor) แบ่งเป็ น 3 ชนิด

 2.1 ตัวยับยั้งแบบแข่ งขัน (competitive inhibitor) หมายถึง สารที่สามารถเข้า ไป

แย่งสับสเตรทจับที่บริ เวณแอกตีฟบนโมเลกุลของเอนไซม์ แล้วทาให้แอกติวีตีใน

การเร่ งปฎิกิริยา ของเอนไซม์ลดลง โดยค่า KM เปลี่ยน แต่ Vmax คงที่ เช่น กรด



มาโลนิกสามารถจับเอนไซม์ซกซิ นิก ดีไฮโดรเจเนส (succinic dehydrogenase) ใน

ปฏิกิริยาการออกซิ ไดส์กรดซักซิ นิกไปเป็ นกรด ฟูมาริ ก เพราะมีโครงสร้างคล้าย

กับกรดซักซิ นิก



 2.2 ตัวยังยั้งแบบไม่ แข่ งขัน (noncompetitive inhibitor) หรือตัวยับยั้ง แบบผสม

(mixed inhibitor) โดยตัวยับยั้งชนิดนี้ จะเข้าไปจับที่บริ เวณอื่นบนโมเลกุลของ

เอนไซม์ที่ไม่ใช่บริ เวณเร่ ง เช่นบริ เวณควบคุม ทาให้โครงร่ างของเอนไซม์

เปลี่ยนแปลงไป ทาให้บริ เวณเร่ งเปลี่ยนไปจึงทางานไม่ได้ เช่น Cu2+ Hg2+ และ

Ag+ หรื ออนุพนธ์ (derivative) ของมันสามารถทาปฏิกิริยากับ หมู่-SH ของซิ สเต



อีนทาให้โครงรู ปสามมิติ (three dimensional conformation) ที่จาเพาะของเอนไซม์

เสี ยไป ในกรณี noncompetitive inhibitor ค่า Vmax เปลี่ยนแปลง(ลดลง) ส่ วน KM

ไม่เปลี่ยนแปลง

 2.3 การยับยั้งแบบอันคอมเพติตีฟ (uncompetitive inhibition) การยับยั้ง แบบนี้

เกิดขึ้นเมื่อตัวยับยั้งเข้ารวมเฉพาะกับเอนไซม์สับสเตรทคอมเพลกซ์เท่านั้นแบบไม่

ผันกลับ เกิดเป็ น ESI คอมเพลกซ์ ซึ่ งจะไม่ได้ผลผลิตเกิดขึ้น ลักษณะเหมือนกับ

การยับยั้งแบบไม่แข่งขัน โดยไม่เกิดการ ผันกลับ (reversible) เมื่อเพิ่มความเข้มข้น

ของสับสเตรท ค่า Vmax ลดลง และค่า Km ลดลง แต่ความชันไม่เปลี่ยนแปลง

Enzyme Inhibition (Mechanism)



I Competitive I Non-competitive I Uncompetitive

Substrate E

Cartoon Guide









S S E I

S



E S I I

I

Compete for S I

Inhibitor active site Different site





E + S ← ES → E + P →

E + S ← ES → E + P →

E + S ← ES → E + P

Equation and Description









+ + + +

I I I I



↓ ↓↑ ↓↑ ↓↑

EI EI + S →EIS EIS

[I] binds to free [E] only, [I] binds to free [E] or [ES] [I] binds to [ES] complex

and competes with [S]; complex; Increasing [S] can only, increasing [S] favors

increasing [S] overcomes

not overcome [I] inhibition. the inhibition by [I].

Inhibition by [I].



Juang RH (2004) BCbasics

Enzyme Inhibition (Plots)



I Competitive I Non-competitive I Uncompetitive

Vmax Vmax Vmax

vo vo

Direct Plots









Vmax’ Vmax’

I I I







Km Km’ [S], mM Km = Km’ [S], mM Km’ Km [S], mM

Vmax unchanged Vmax decreased

Km increased Km unchanged Both Vmax & Km decreased

Double Reciprocal









1/vo I 1/vo I 1/vo

I

Two parallel

Intersect lines

at Y axis 1/ Vmax Intersect 1/ Vmax 1/ Vmax

at X axis



1/Km 1/[S] 1/Km 1/[S] 1/Km 1/[S]



Juang RH (2004) BCbasics

หน่วยวัดการทางานของเอนไซม์

1. หน่วยเอนไซม์ หมายถึง จานวนเอนไซม์ที่ทาให้ปริ มาณของผลิตภัณฑ์เกิดขึ้น

หรื อปริ มาณของซับสเตรทลดลง มีค่าเป็ น ไมโครโมลต่อนาที

หน่วยสากล (international unit, IU หรื อ U)



1.0 IU คือ แอคติวตีของเอนไซม์หรื อปริ มาณของเอนไซม์ที่เร่ งการเปลี่ยน

1.0 ไมโครโมลของซับสเตรทใน 1 นาทีที่อุณหภูมิ 25 º C

คาทาล (katal : kat) หมายถึง ปริ มาณของเอนไซม์ที่เร่ งการเปลี่ยนแปลง 1

โมลของซับสเตรทใน 1 วินาที หน่วยที่นิยมใช้ คือ µkat , nkat, pkat

1 kat = 1/60 U = 1.67 x 10 -2 U



2. หน่วยแอคติวตีเฉพาะ (specific activity) หมายถึง หน่วยเอนไซม์ ต่อ 1 มิลลิกรัม

ของโปรตีน ใช้ในการหาความบริ สุทธิ์ ของเอนไซม์

Enzyme Kinetics

Direct plot Significance

kcat / Km Vmax [S] zero order

vo=

Km + [S] 1st order

kcat Observe vo change

E3

Turn over under various [S],

E2

number resulted plots

E1

yield Vmax and Km





k3 [Et] Vmax & Km

Competitive

Activity Unit Maximum Affinity with Double reciprocal

1 mmole velocity substrate









Inhibition

min

Non-competitive

Specific Activity Bi-substrate reaction also

unit Activity follows M-M equation, but

mg one of the substrate should

be saturated when estimate Uncompetitive

the other

Juang RH (2004) BCbasics

Significance of Enzyme Kinetics

v0 = Vmax × K = k3 [Et] × K



Obtain Vmax and Km Vmax [S]

vo =

Km + [S]









enzyme concentration

zero order









Proportional to

E3

E2

1st order E1

[S] = Low → High [S] = Fixed concentration

Juang RH (2004) BCbasics

Km: Affinity with Substrate



Vmax [S] Vmax

vo = If vo =

Km + [S] 2



When using different substrate Vmax Vmax [S]

Vmax =

S2 2 Km + [S]

S1 S3

1/2

Km + [S] = 2 [S]









Juang RH (2004) BCbasics

S1 S2 S3

Km = [S]

Km Affinity changes

Km: Hexokinase Example



Glucose + ATP → Glc-6-P + ADP

number

Glucose Allose Mannose Substrate

1 CHO CHO CHO

2 H-C-OH H-C-OH HO-C-H

3 HO-C-H H-C-OH HO-C-H

4 H-C-OH H-C-OH H-C-OH

5 H-C-OH H-C-OH H-C-OH

6 H2-C-OH H2-C-OH H2-C-OH







Km = 8 8,000 5 mM

Juang RH (2004) BCbasics

Turn Over Number, kcat



k1 k3

E+S ES (v ) E + P

k2 o





When substrate excess, k3 = kcat, turn over number (t.o.n)



When [substrate] is low (IV) Second order



Vmax [S] k3 [E][S] k3

vo = = = [E][S]

Km + [S] Km + [S] Km

Start from M-M eq. Omit the [substrate] Substrate specificity

Juang RH (2004) BCbasics

Turn Over Numbers of Enzymes





Enzymes Substrate kcat (s-1)

Catalase H2O2 40,000,000

Carbonic anhydrase HCO3- 400,000

Acetylcholinesterase Acetylcholine 140,000

b-Lactamase Benzylpenicillin 2,000

Fumarase Fumarate 800

RecA protein (ATPase) ATP 0.4

The number of product transformed from substrate

by one enzyme molecule in one second

Adapted from Nelson & Cox (2000) Lehninger Principles of Biochemistry (3e) p.263

Enzyme Activity Unit



S → P mmole









Product [P]

t

vo = [P] / min Slope

tan





Unit = mmole/min 0 10 20 30 40

Reaction time (min)









Juang RH (2004) BCbasics

Specific Activity Units y

Activity = Protein (mg) y = tan

x x


Other docs by HC12010421281
PEDRO P
Views: 4  |  Downloads: 0
bases de licitaciones
Views: 2  |  Downloads: 0
SOLICITUD DE CONSTITUCI�N DE SOCIEDAD
Views: 0  |  Downloads: 0
??????????????
Views: 0  |  Downloads: 0
Il Melograno
Views: 1  |  Downloads: 0
S3 23
Views: 1  |  Downloads: 0
By registering with docstoc.com you agree to our
privacy policy

You are almost ready to download!

You are almost ready to download!