????????????????????? by USIZNfW

VIEWS: 72 PAGES: 43

									       หน่ วยการเรียนที่ 1
แนวคิดพืนฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุข
        ้
                     นิรวรรณ อุประชัย
                        ุ
2     แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




                                                              แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุข :
แนวคิ ด
                 1. การดาเนินกิจกรรมทันตสาธารณสุขในชุมชน
                ้ ่
ไม่ต่างจากผูปวยแต่ละคนในคลินิกทีมลกษณะของปญหาจาเพาะ              ่ ีั                         ั
อันต้องการการศึกษาวินิจฉัยอย่างรอบด้านก่อนจะวางแผนดาเนินการเพื่อแก้ไขปญหา                                                       ั
การอนุมานเอาเองว่าชุมชนต่างๆ
       ั
มีปญหาสุขภาพช่องปากและปจจัยทีเกียวข้องเหมือนๆ        ั          ่ ่                                                                กัน
และสามารถใช้กจกรรมสาเร็จรูปทีมอยูในการแก้ปญหานันได้ทุกกรณี
                            ิ                            ่ ี ่                            ั         ้
                              ่
จึงเป็นแนวทางทีจะนามาซึงความไร้ประสิทธิภาพ ่
                    ่
หรือแม้กระทังความล้มเหลวของโครงการทันตสาธารณสุขสาเร็จรูปนันได้                                                   ้
                                ้ ่ ี
                 2. ผูคนทีมอายุยงไม่ถง              ั ึ                                                  20                           ปี
จะต้องมีประสบการณ์เกียวกับโรคฟนผุกนแทบทุกคน
                                       ่                       ั ั                                       พอพ้นอายุ         20         ปี
      ั ิ                                     ั
อุบตการณ์ของการเกิดโรคฟนผุจะลดลง โรคฟนผุ หมายถึง การทาลายเนื้อเยือฟน                    ั                                         ่ ั
โดยเชือแบคทีเรีย
          ้                                  ทีเกิดเฉพาะที่
                                                ่                                                 ั ่ ้
                                                                                            รูฟนทีเกิดขึน                    ่
                                                                                                                        จะเริมต้นด้วย
            ่ ี
บริเวณทีมการละลายตัวของสารประกอบแร่ธาตุ (Demineralized Area) บริเวณเล็กๆ
                        ั
บนผิวเคลือบฟน(Enamel) แล้วดาเนินต่อไปเรือยๆ จนทะลุไปถึงเนื้อฟน (Dentine)            ่                                   ั
                                   ั
และเข้าสู่โพรงในตัวฟน (Pulp Chamber) ในทีสุด                                    ่
                                         ั                            ้
                 3. โรคปริทนต์ เป็นโรคเรือรัง มีการลุกลามของโรคอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สาเหตุของโรคเกิดจากแผ่นคราบจุลนทรียทเี่ กาะสะสมอยูบนตัวฟนเป็ นเวลานาน
                                                             ิ              ์                         ่       ั
ซึงแบคทีเรียบนแผ่นคราบจุลนทรียจะผลิตกรดออกมาทาลายฟน
  ่                                               ิ        ์                                                ั
เกิดการสูญเสียเกลือแร่                                                เมือเกิดบ่อยๆ
                                                                          ่                                          จะทาให้เกิดฟนผุั
                  ่
และสารพิษทีแบคทีเรียผลิตออกมาจะทาให้เหงือกอักเสบ
                      ี
การปล่อยให้มการสะสมของแผ่นคราบจุลนทรียมากขึน                            ิ         ์             ้               โดยไม่ทาการรักษา
ทาให้โรคลุกลามมากขึน จนมีการทาลายฟนหรืออวัยวะปริทนต์มากขึน
                                     ้                                        ั                           ั        ้
                                                       ั
                 4. การรักษาโรคฟนผุและโรคปริทนต์ จะขึนอยูกบความรุนแรงของโรค           ั                 ้ ่ ั
หากเป็นระยะเริมต้น        ่                                                                                           ี
                                                                                        สามารถรักษาได้โดยวิธการทีไม่ยงยาก   ่ ุ่
    ั                            ั
ฟนและอวัยวะปริทนต์สามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้                                                               หากโรคลุกลามมากแล้ว
                                                                                             3


                    ั             ั
ร่วมกับมีการทาลายฟนและอวัยวะปริทนต์การรักษาจะเป็ นการกาจัดสาเหตุโรคได้แก่
         ั
การอุดฟน การขูดหินน้ าลาย       การถอนฟน ั                        ั
                                                เป็ นต้น และหากฟนถูกถอนไป
                        ื                            ั
จาเป็นต้องฟื้นฟูสภาพให้คนสู่สภาพปกติ ได้แก่ การใส่ฟนปลอม เป็ นต้น
วัตถุประสงค์เชิ งพฤติ กรรม
         ่ ิ
      เมือนิสตศึกษาเอกสารและทากิจกรรมต่างๆในรายวิชานี้แล้ว นิสตสามารถ                ิ
       1. อธิบายความหมายของงานทันตสาธารณสุขได้
       2. อธิบายแนวทางในการพัฒนางานทันตสาธารณสุขได้
       3. อ ธิ บ า ย ส า เ ห ตุ ป ั จ จั ย ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ก า ร เ กิ ด โ ร ค อ า ก า ร
                                       ั
           และการลุกลามของโรคฟนผุได้อย่างถูกต้อง
       4. อ ธิ บ า ย ส า เ ห ตุ ป ั จ จั ย ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ก า ร เ กิ ด โ ร ค อ า ก า ร
                                           ั
           และการลุกลามของโรคปริทนต์ ได้อย่างถูกต้อง
                           ั
กิ จกรรมการเรียนเพื่อบรรลุวตถุประสงค์
             ิ                          ่
      1. นิสตศึกษาเอกสารการเรียน หน่วยที1 ด้วยตนเอง
               ิ ั                              ั
      2. นิสตฟงบรรยายสรุปสาระสาคัญและซักถามปญหาจากอาจารย์ผสอน  ู้
                     ิ
      3. แบ่งกลุ่มนิสตศึกษาเอกสาร แบบจาลอง รูปภาพ
           ่ ่                 ั                    ั        ั
         ทีเกียวกับลักษณะของฟน อวัยวะในช่องปาก โรคฟนผุและปริทนต์
      4. อภิปรายแสดงความคิดเห็น
      5. สรุปเขียนรายงาน
4   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




                                           เค้าโครงเนื้ อหาประจาหน่ วยการเรียนที่ 1

หน่ วยย่อยที่ 1.1 ความหมายและความสาคัญของการทันตสาธารณสุข
       1.1.1 ความหมายของการทันตสาธารณสุข
                ทันตสุขภาพ (Dental Health)
                ทันตกรรมป้องกัน (Preventive Dentistry)
                ทันตสุขศึกษา (Dental Health Education)
                ทันตกรรมชุมชน(Dental Community)
                ทันตสาธารณสุข (Dental Public Health)
       1.1.2 ความสาคัญของการทันตสาธารณสุข
หน่ วยย่อยที่ 1.2 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับทันตสุขภาพ
       2.1.1 ลักษณะและโครงสร้างของฟน               ั
       2.1.2 อวัยวะปริทนต์    ั
       2.1.3 การเรียกชื่อฟน       ั
หน่ วยย่อยที่ 1.3 โรคฟันผุ
       1.3.1 ทฤษฎีการเกิดโรคฟนผุ            ั
                                ั
       1.3.2 สาเหตุและปจจัยทีเกียวข้องกับการเกิดโรคฟนผุ
                                          ่ ่            ั
                            ้
                1.3.2.1 เชือแบคทีเรีย (Micro organisms)
                          ั                   ิ้
                1.3.2.2 ฟนและระบบภูมคุมกันของมนุษย์ (Teeth & Host)
                1.3.2.3 อาหารของแบคทีเรีย (Substrate)
                                      ่ ้                    ั
                1.3.2.4 เวลาทีเชือแบคทีเรียและอาหารสัมผัสกับฟน (Time)
       1.3.3 ลักษณะอาการและการลุกลามของโรคฟนผุ         ั
       1.3.4 ประเภทของฟนผุ          ั
                1.3.4.1 แบ่งตามตาแหน่งทางกายวิภาคของรอยโรค
                1.3.4.2 แบ่งตามอัตราการลุกลาม
                1.3.4.3 แบ่งตามลักษณะการเกิดโรค
                1.3.4.4 รอยผุบริเวณรากฟน         ั
       1.3.5 อุบตการณ์ และระบาดวิทยาของโรคฟนผุ
                     ั ิ                             ั
                                                                             5


                1.3.5.1 ความสัมพันธ์ระหว่างความเจริญกับโรคฟนผุั
                1.3.5.2 ความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมและโรคฟนผุ  ั
                1.3.5.3 ความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับโรคฟนผุั
                                                 ั    ั
                1.3.5.4 ความสัมพันธ์ระหว่างอายุกบโรคฟนผุ
                                             ่ ั
                1.3.5.5 ความสัมพันธ์ระหว่างซีฟนกับโรคฟนผุ ั
                          ั
หน่ วยย่อยที่ 1.4 โรคปริ ทนต์
                                      ั    ่ ่                       ั
                   1.4.1 สาเหตุและปจจัยทีเกียวข้องกับการเกิดโรคปริทนต์
                                                    ิ
                   1.4.2 การเรียกชื่อตัวอย่างคราบจุลนทรีย์ (Plaque sample)
                                 ่             ั
                   1.4.3 ภาวะเกียวกับโรคปริทนต์ชนิดต่าง ๆ
                   1.4.4 ลักษณะอาการและการลุกลามของโรคปริทนต์     ั
6   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




สรุปเนื้ อหาสาคัญ : หน่ วยการเรียนที่ 1 แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ
                                        ทันตสาธารณสุข

หน่ วยย่อยที่ 1.1 ความหมายและความสาคัญของการทันตสาธารณสุข
                      1.1.1 ความหมายของการทันตสาธารณสุข
                      การทั น ตสาธารณสุ ข (Dental              Public        Health)
เป็ นศาสตร์ แ ขนงหนึ่ ง ของวิ ท ยาศาสตร์ ก ารแพทย์ สาขาทั น ตแพทย์ ศ าสตร์
ซึ่ง เกี่ ย วพัน ถึ ง สวัส ดิ ภ าพของอวัย วะในช่ อ งปาก ของประชาชนโดยส่ ว นรวม
มีขอบเขตการดาเนินงานครอบคลุมทังทางการป้องกันโรค การให้ความรูแก่ประชาชน
                                          ้                              ้
การศึ ก ษาวิ จ ัย การบริห ารงาน และการให้ บ ริ ก ารการรัก ษาโรคในช่ อ งปาก
ซึ่ ง ใ น ก า ร ศึ ก ษ า ใ น ง า น ทั น ต ส า ธ า ร ณ สุ ข
                                         ่ ่
จาเป็นต้องเข้าใจความหมายของคาทีเกียวข้องกับงานทันตสาธารณสุขดังนี้
                      ทัน ตสุ ข ภาพ (Oral              Health)             หมายถึ ง
                             ี
สภาวะปกติสมบูรณ์ท่สามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพของฟน อวัยวะรอบๆฟน ั             ั
                       ่ ่
และอวัยวะอื่นๆทีเกียวข้องกับใบหน้าและขากรรไกร
                      ทันตกรรมป้องกัน (Preventive            Dentistry)     หมายถึง
    ี                            ่
วิธการหรือมาตรการใดๆทีจะกาจัดสาเหตุการเกิดโรคหรือความผิดปกติใดๆในช่องปาก
           ั               ื
โดยมีวตถุประสงค์คอสุขภาพทีดในช่องปาก่ ี
                      ทันตสุ ขศึก ษา (Dental      Health       Education) หมายถึง
การถ่ า ยทอดความรู้ ประสบการณ์ ต่ า งๆ เกี่ย วกับ ทัน ตสุ ข ภาพให้แ ก่ ป ระชาชน
ใ ห้ มี ค ว า ม รู้ ทั ศ น ค ติ แ ล ะ ก า ร ป ฏิ บั ติ ตั ว ที่ ถู ก ต้ อ ง
เ พื่ อ เ ป็ น ก า ร ก ร ะ ตุ้ น จู ง ใ จ ใ ห้ ป ร ะ ช า ช น ส น ใ จ ย อ ม รั บ
               ่
และเปลียนแปลงพฤติกรรมทางทันตสุขภาพให้ถูกต้อง
                      ทั น ตบุ ค ลากร (Dental          Personnel)          หมายถึ ง
             ่                                               ่
บุคคลทีทางานทันตสาธารณสุขร่วมกัน โดยมีขอบเขตหน้าทีความรับผิดชอบต่างๆ กัน
ซึ่ง ในประเทศไทย ประกอบด้ว ย ทัน ตแพทย์ ทัน ตาภิบ าล ผู้ช่ ว ยทัน ตแพทย์
ช่างทันตกรรม
                                                                                                          7


                       ทันตกรรมชุมชน (Dental Community) หมายถึง
                             ้
การผสมผสานความรูและทักษะด้านวิชาชีพด้านทันตแพทย์ศาสตร์
                                                               ั
วิทยาศาสตร์พนฐานกับแนวคิดในการแก้ไขปญหาของชุมชนโดยเน้นการป้องกันโรคใน
                  ้ื
        ่
คนหมูมาก การให้สุขศึกษาและการบริหารจัดการ
                                                                  ั
เพื่อให้การบริการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากแก่สงคมให้มประสิทธิภาพสูงสุด         ี
                       ซึ่งจากความหมายของค าที่เ กี่ย วข้อ ง กล่ าวได้ว่ าทันตสาธารณสุ ข
( Dental                                   Public                               Health) นั ้ น ห ม า ย ถึ ง
การป้ องกัน โรคและส่ ง เสริม สุ ข ภาพในช่ อ งปากที่ เ กี่ ย วข้ อ งกับ การสาธารณสุ ข
แ ล ะ ร ะ บ า ด วิ ท ย า ข อ ง โ ร ค ใ น ช่ อ ง ป า ก ก า ร ส า ร ว จ สุ ข ภ า พ ใ น ช่ อ ง ป า ก
แ ล ะ ก า ร ว า ง แ ผ น โ ค ร ง ก า ร แ ก้ ไ ข ป ั ญ ห า โ ร ค ใ น ช่ อ ง ป า ก ร ะ ดั บ ช า ติ
โดยผ่านองค์กรของชุมชน และภาครัฐบาล
                       1.1.2 ความสาคัญของการทันตสาธารณสุข
                                                       ้
                       ในการทันตสาธารณสุขนันมีความสาคัญอย่างมากเพราะทันตสุขภาพที่
     ั้                ้
ดีนนควรจะเกิดขึนกับบุคคลทุกคน
                                               ้
ในการศึกษาความสาคัญดังกล่าวนันแบ่งเป็นประเด็นได้ ดังนี้
                       ประเด็นที่                   1                          ทาให้ประชาชนมีสขภาพดี   ุ
                                                 ่ ี ่
เนื่องจากประชาชนเป็นทรัพยากรทีมค่ายิงของชาติประเทศใดทีมประชาชนทีมสุขภาพแ           ่ ี           ่ ี
ข็งแรง
ประเทศนันก็จะพัฒนาได้ดและรวดเร็วกว่าประเทศทีมพลเมืองอ่อนแอเจ็บปวยบ่อยๆ
            ้                          ี                              ่ ี                      ่
                               ้                         ่ ุ่
การทันตสาธารณสุขนันมีการดาเนินงานทีมงหวังให้ประชาชนโดยส่วนรวมมีทนตสุขภา                              ั
พดี           หมายความว่า                   ประชาชนนันมีฟน    ้ ั             เหงือก     และอวัยวะอื่นๆ
                ่
ในช่องปากอยูในสภาวะทีปราศจากโรค      ่
                         ั ิ       ่
และสามารถปฏิบตหน้าทีตามปกติได้โดยไม่เกิดความเจ็บปวดหรือทาให้ใบหน้าบิดเบีย                                  ้
ว           ผิดปกติไป                             ั              ่ ี่
                                         การมีทนตสุขภาพทีดยอมทาให้สุขภาพร่างกายทัวไปดีดวย          ่     ้
เพราะการรับประทานอาหารตามปกติจะต้องผ่านปาก
   ั                 ่           ่
ฟนจะทาหน้าทีเป็ นเครืองย่อยอาหารให้เล็กลงก่อนจะกลืนลงสู่กระเพราะอาหารและลาใ
ส้                        ั
               ถ้าฟนไม่แข็งแรง                         ผุ                 โยก           หรือปราศจากฟน        ั
          ่                                          ็
อาหารทีผ่านลงสู่กระเพราะและลาใส้กจะหยาบเกินกว่ากระเพราะและลาใส้จะย่อยได้ดี
8   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




ทาให้ทองอืด
          ้              ท้องเฟ้อ    และถ้าย่อยไม่ได้เลยก็จะสูญเสียคุณภาพอาหารไป
        ่         ั
ทาให้รางกายได้รบอาหารไม่เพียงพอ                     อาจทาให้เกิดโรคขาดสารอาหารได้
              ั ่                    ่            ั
นอกจากนี้ฟนทีผุมากจะเกิดฝีหนองทีปลายรากฟน จะเกิดการอักเสบ บวม แดง มีไข้
            ้
และถ้าเชือกระจายเข้ากระแสโลหิตก็อาจทาให้เกิดโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคหัวใจ
       ่ ้
โรคเยือหุมสมองอักเสบ โรคปวดตามข้อ
                  ประเด็นที่         2                       ช่วยเศรษฐกิ จของประเทศ
การทันตสาธารณสุขมีการดาเนินงานทีมงเน้นการส่งเสริมและป้องกันโรคเป็ นหลัก
                                       ่ ุ่
โดยการให้ความรูแก่ประชาชน
                    ้                                            ี          ั
                                                          แนะวิธการแปรงฟนอย่างถูกวิธ ี
และการใช้ฟลูออไรด์ป้องกันฟนผุ      ั
การดาเนินงานเหล่านี้สนเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรักษาทางทันตกรรมในโรคฟนผุ
                            ้ิ                                                     ั
และโรคเหงือก                             ่                 ่                  ่ี ี
                                       ซึงจาเป็นต้องใช้เครืองและเวชภัณฑ์ทมราคาแพง
                        ่ ้
เพราะส่วนใหญ่จะสังซือจากต่างประเทศ
     ้
ดังนันการดาเนินงานทันตสาธารณสุขจึงเป็นการช่วยเศรษฐกิจของประเทศ
                      ่
โดยเฉพาะอย่างยิงในด้านการเสียเปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศ
                  ประเด็นที่ 3               ช่วยเศรษฐกิ จของบุคคลหรือครอบครัว
การดาเนินงานทันตสาธารณสุขจะช่วยให้ประชาชนได้รบความรู้   ั
สามารถดูแลป้องกันโรคในช่องปากของตนเองได้                                  ี ั
                                                                   ทาให้มทนตสุขภาพดี
                               ่ ่
จึงเป็นการประหยัดค่าใช้จายเกียวกับการรักษาโรคในช่องปาก
  ่                              ้
ซึงมีผลต่อสภาวะเศรษฐกิจทังส่วนบุคคลและครอบครัว
                                                                                                                               9



                           ้
หน่ วยย่อยที่ 1.2 ความรู้พืนฐานเกี่ยวกับทันตสุขภาพ
                         1.2.1 ลักษณะและโครงสร้างของฟัน
                                                                             ่ ีุ ิ
                     ช่องปากจะเป็นบริเวณหนึ่งของร่างกาย ทีมจลนทรียอยูดวยกันอย่างปกติสุข          ์ ่ ้
มีความสัมพันธ์กบการก่อให้เกิดโรคขึนได้
                              ั                              ้                   โดยเฉพาะโรคทีเกียวข้องกับฟน
                                                                                                           ่ ่                  ั
                   ่            ้       ั
โดยจะเกียวข้องตังแต่ฟนชุดแรกทีขนมาในช่องปาก คือ ฟนน้ านม (Primary Teeth)
                                                        ่ ้ึ                              ั
และเมือร่างกายเจริญเติบโตขึน
                 ่                              ้                     ั
                                                                    ฟนแท้           (Permanent                        Teeth)
       ้                    ่ ั
จะขึนมาแทนทีฟนน้ านมทาให้รางกายมีฟนทดแทนทีจะใช้ฟนในชุดนี้ไปตลอดชีวต
                                                  ่                 ั      ่          ั                               ิ
           ั
ถ้าฟนแท้มสภาพทีปกติ    ี          ่                              การพัฒนา                                      ั
                                                                                                   การของฟนจะเริมจาก    ่
    ั                    ่ ้
มีฟนน้านมเริมขึนมาในช่องปากเมืออายุประมาณ                ่                                        6                       เดือน
             ั                      ้         ่                ้
โดยฟนหน้าล่างจะขึนเป็ นซีแรก และขึนครบ 20 ซี่ เมืออายุประมาณ 2 ถึง 2 ขวบครึง   ่                                                   ่
และเมืออายุ    ่                                    6                                   ั
                                                                              ขวบฟนแท้ซแรกคือฟนกรามซีท1
                                                                                                    ่ี           ั            ่ ่ี
จะขึนมาในช่องปากโดยขึนด้านในสุดต่อจากฟนกรามน้ านมซีท่ี
         ้                                ้                              ั                    ่                                 2
                      ้ ั
หลังจากนันฟนน้ านมจะเริมทยอยหลุดออกไป       ่                                                            ั         ้ึ
                                                                                                และมีฟนแท้ขนมาแทนที่
                                                                  ่ ี ั้ ั
ในช่วงอายุระหว่าง 6-12 ปี จะเป็ นช่วงทีมทงฟนน้ านมและฟนแท้อยูในช่องปาก (Mixed               ั          ่
                          ั
Dentition) ฟนแท้จะขึนครบ 28 ซีในช่วงอายุประมาณ 12 ปี สาหรับฟนกรามแท้ซท่ี 3
                                      ้               ่                                                     ั              ่ี
      ้ ่
จะขึนเมืออายุประมาณ 18-25 ปี
10   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




                                                                                  ั
                        ภาพที่ 1.1 การเรียงตัว ระยะเวลาการขึน และการหลุดของฟนน้ านม
                                                             ้
                                ่
                              ทีมา : http://www.uchicagokidshospital.org/childrens




                           ภาพที่ 1.2 การเรียงตัว ระยะเวลาการขึนของฟนแท้
                                                                 ้       ั
                        ่
                      ทีมา : http://www.uchicagokidshospital.org/childrens




                                       ั              ั
                           ภาพที่ 1.3 ฟนน้ านมและหน่อฟนแท้ในช่วงอายุ 2-3 ปี
                                                                                                       11


                                 ่
                               ทีมา : www.butzin.com/child.htm




         โครงสร้างของฟัน ประกอบด้วย
           1. เคลือบฟน      ั           (Enamel)          เป็ นส่วนทีปกคลุมตัวฟนชันนอกสุด
                                                                           ่              ั ้
              ่
มีความแข็งทีสุดในร่างกาย ประกอบด้วยท่อเล็กๆ เรียกว่า อินาเมลรอด (Enamel
                                            ี
Rods) อัดเรียงตัวกันอย่างแน่นหนา มีสขาวหรือ สีขาวเหลือง ทีมองเห็นอยูในช่องปาก่             ่
           2.         เนื้อฟน  ั          (Dentin)            ส่วนทีอยูถดเข้าไปจากเคลือบฟน
                                                                       ่ ่ ั                            ั
           ่
เป็นเนื้อเยือส่วนใหญ่ของฟน        ั                     มีความยาวตลอดตัวฟนจนถึงรากฟน  ั                   ั
ประกอบด้วยท่อเล็กๆ ยาวๆ เรียงตัวอัดแน่นกันอยู่ เรียกว่า Dentinal Tubules
                                                                  ้ ึ
ภายในประกอบด้วยท่อเล็กๆ มีปลายประสาทรับความรูสก ทาให้เมือมีสงมากระตุน                ่ ิ่           ้
                    ั
จะมีอาการเสียวฟนหรือปวดฟนได้          ั
           3.                    โพรงประสาทฟน   ั                     (Pulp                    Cavity)
                 ั ่ ีั
เป็นโครงสร้างฟนทีมลกษณะเป็ นโพรงตรงกลางตลอดทังตัวฟนและรากฟน     ้        ั              ั
ภายในประกอบ                 ด้วยเส้นเลือด          ท่อน้ าเหลือง                                ้ ั
                                                                                 เข้ามาหล่อเลียงฟน
เส้นประสาทรับความรูสก   ้ ึ                                โดยผ่านมาทางรูเปิดปลายรากฟน                ั
                                    ั
บริเวณผนังโพรงประสาทฟนจะมีเซลล์ Ameloblast ซึงทาหน้าทีสร้างเนื้อฟนเรียงตัวอยู่
                                                            ่                  ่             ั
เมือมีสงมากระตุนหรือทาอันตรายต่อประสาทฟน
   ่ ิ่           ้                                 ั
                      ั
เซลล์น้ีจะสร้างเนื้อฟนเพื่อปกป้องไม่ให้อนตรายนันเข้า มาทาอันตรายต่อประสาทฟน
                                              ั       ้                                          ั
12   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




                                  ภาพที่ 1.4 ส่วนประกอบภายในของฟน   ั
                                ่
                              ทีมา : www.ee.ucla.edu/ xyz/Acoustic/marty/




                                       ั
                      1.1.2 อวัยวะปริ ทนต์ (Periodontal Tissue)
                  ั                                           ่
        อวัยวะปริทนต์ (Periodontal Tissue) ประกอบด้วยเนื้อเยือ 4 ชนิด คือ เหงือก
                       ั                                    ั
(Gingiva) เอ็นยึดปริทนต์ (Periodontal Ligament) เคลือบรากฟน (Cementum)
                    ั
และกระดูกเบ้ารากฟน (Alveolar Bone)




                                                ั
                  ภาพที่ 1.5 ส่วนประกอบภายในของฟน และอวัยวะปริทนต์
                                                               ั
  ่
ทีมา : http://uk.encarta.msn.com/media_461516411_761561931_-1_1/Structure_of_a_Tooth.html
        1.     เหงือก     (Gingiva)       เป็ นเนื้อเยือทีปกคลุมกระดูกรองรับฟน
                                                      ่ ่                      ั
         ่ ้                                   ้
ทาหน้าทีตานแรงเสียดสีของอาหารระหว่างการบดเคียวและการกลืน
เหงือกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เหงือกอิสระ (Free Gingiva)
             ่          ั
เหงือกสามเหลียมระหว่างฟน (Interdental Papilla) เหงือกยึด (Attached Gingiva)
ลักษณะทางคลินิกของเหงือกปกติ                                       ี    ี
                                                                มีสชมพูซดถึงเข้ม
  ้ ่ ั                     ่ ้
ขึนอยูกบปริมาณของเส้นเลือดทีมาเลียงและระดับความหนาของเคอราทิไนเซชันของเยื่
     ิ                ั                 ่ ิ
อบุผว และการมีสารสีจบภายในเซลล์ของเยือบุผว บริเวณเหงือกอิสระจะมีผวเรียบ   ิ
                                                                                             13


ขอบเหงือกบางแนบกับผิวฟน   ั            จะมีรองเหงือกระหว่างเหงือกอิสระและคอฟน
                                            ่                                  ั
ร่องเหงือกปกติลก ึ                        0.5-3                        มิลลิเมตร
   ่      ่             ั
เมือใช้เครืองมือตรวจปริทนต์สอดเข้าร่องเหงือกไม่พบอาการเลือดออก
     ่
เมือเช็ดเหงือกให้แห้ง                                  ั
                                    จะพบเหงือกยึดจะมีลกษณะเป็นจุดๆคล้ายผิวส้ม
ปริมาณจุดผิวส้มจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
                   ั                 ่        ่               ั
เหงือกปกติจะมีลกษณะแน่นแข็งและหยุน และอยูเต็มระหว่างซอกฟนทุกซี่




                           ภาพที่ 1.6 ส่วนต่างๆ ของเหงือก
   ่
 ทีมา : http://anatomy.iupui.edu/courses/histo_D502/D502f04/lecture.f04/upperdigf04/gingiva.jpg


                       ั
       2. เอ็นยึดปริ ทนต์ (Periodontal Ligament) เป็นเนื้อเยือยึดต่อชนิดไฟบรัส
                                                                   ่
        ่ ึ ั
ทาหน้าทียดฟนกับกระดูกเบ้ารากฟน   ั                               ่
                                             ต้านทานแรงกดทีเกิดจากแรงบดเคียว     ้
                  ้                  ั
ถ่ายทอดแรงบดเคียวสู่กระดูกเบ้ารากฟน เพื่อลดอันตรายทีเกิดกับฟน
                                                        ่              ั
       3.       เคลือบรากฟัน       (Cementum)         เป็ นส่วนทีแข็งปกคลุมรากฟน
                                                                     ่               ั
มีคุณสมบัตคล้ายกระดูกเบ้ารากฟน
            ิ                  ั                                                   ้
                                                       แต่ไม่มเี ส้นเลือดมาหล่อเลียง
              ั          ่                 ั      ั
เคลือบรากฟนจะเป็ นจุดทีเส้นใยของเอ็นยึดปริทนต์มาฝงตัว
         ่ ึ ั       ่                 ั            ั
ทาหน้าทียดฟนให้อยูในกระดูกเบ้ารากฟน เคลือบรากฟนสามารถสร้างตัวได้
14   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




           4.                    กระดูกเบ้ารากฟัน                       (Alveolar              bone)
เป็ นส่วนหนึ่งของกระดูกขากรรไกรทียนขึนมารองรับรากฟน
                                                ่ ่ื ้                   ั
    ่ ั
เมือฟนถูกถอนไปกระดูกเบ้าฟนจะละลายไปตาม ั                                                           ั
                                                                                        กระดูกเบ้าฟน
                                                               ั
ทาหน้าทีรองรับแรงดึงและแรงกดทีมากระทาต่อฟน ป้องกันเส้นเลือด เส้นประสาท
             ่                                ่
                   ่ ่
เส้นน้าเหลืองทีอยูในบริเวณช่องเอ็นยึดปริทนต์             ั
                            1.1.3 การเรียกชื่อฟัน
                               ั
           การเรียกชื่อฟน ระบบทีใช้ในการเรียกชื่อฟนจะมีหลายระบบ
                                           ่                     ั
      ่ี         ั
แต่ทนิยมใช้กนอย่างแพร่หลาย คือ ระบบตัวเลขสองตัว (Two Digit System)
                       ั
โดยระบบนี้จะใช้ตวเลขสองตัว โดยตัวเลขตัวแรกจะแทนส่วนของช่องปาก (Quadrants)
ตัวเลขทีสอง แทนตาแหน่ งฟน
           ่                         ั
           ส่วนในช่องปาก จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน แยกเป็น บนขวา บนซ้าย ล่างซ้าย
                                                           ้ ่
ล่างขวา (ตาแหน่ งซ้ายขวา เป็ นตาแหน่ งของผูปวย) ฟนแท้ ใช้ตวเลข 1-4   ั         ั
         ั               ั
ส่วนฟนน้ านมใช้ตวเลข 5-8 แทน ดังนี้
                                   ั
                                  ฟนแท้                                    ั
                                                                         ฟนน้ านม
                           บนขวา           บนซ้าย                  บนขวา          บนซ้าย
                              1                 2                      5              6
                         ล่างขวา           ล่างซ้าย                ล่างขวา        ล่างซ้าย
                              4                 3                      8              7
                           ั ่ ่
           ตาแหน่ งฟนทีอยูในช่องปากจะใช้ตวเลข 1-8 สาหรับฟนแท้ และ ตัวเลข 1-5
                                                       ั                     ั
               ั
สาหรับฟนน้ านม โดย ตัวเลขเป็นตัวเลขแทนในแต่ละส่วนของช่องปาก
และหมายเลขแต่ละตัวใช้เรียกตามหน้าทีของฟนแต่ละส่วน    ่      ั
                     ่
โดยนับจากเส้นกึงกลางในแนวดิง ดังนี้      ่

                54321             12345
                                                                 87654321            12345678

                54321             12345                          87654321            12345678


                          ฟั นน ้ำนม                                            ฟั นแท้
                                                                        15




 หมายเลขฟัน             หน้ าที่ของฟัน                 การเรียกชื่อ
      1,2        ใช้ตด หรือ กัดอาหาร
                      ั                       ั
                                          ฟนตัด (Incisors)
        3        ใช้ฉีกอาหาร                    ั ้
                                          ฟนเขียว (Canine)
         ั
4 , 5 (ฟนน้ านม) ใช้บด หรือ เคียวอาหาร
                                 ้               ั                ่
                                          ฟนกราม (Molars) ซีท่ี 1 2
                                          ตามลาดับ
         ั
 4 , 5 (ฟนแท้)                    ้                ั
                 ใช้ฉีก หรือ บดเคียวอาหาร ฟนกรามน้อย (PreMolars)
                                            ่
                                          ซีท่ี 1 2 ตามลาดับ
    6, 7, 8      ใช้บด หรือ เคียวอาหาร
                               ้                     ั              ่
                                          ฟนกราม (Molars) ซีท่ี 1 2 3
                                          ตามลาดับ




                                         ั        ั
                 ภาพที่ 1.7 การเรียกชื่อฟนแท้ และฟนน้ านม
                           ่
                         ทีมา : www.medscape.com
16   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




                                   ภาพที่ 1.8 ตัวเลขแทนซีฟน่ ั
                     ่
                   ทีมา : http://sprojects.mmi.mcgill.ca/dentintro/dental2.gif

ตัวอย่างการเรียกชื่อฟัน
       11      หมายถึง                       ั             ่           ่
                                            ฟนตัดแท้บนขวาซีท่ี 1 หรือ ซีกลาง
       75      หมายถึง                         ั                  ่
                                            ฟนกรามน้านมล่างซ้ายซีท่ี 2

หน่ วยย่อยที่ 1.2 แนวคิ ดเกี่ยวกับโรคฟันผุ
                                 ่                            ้ ่ ี    ั ึ
          ประชากรในประเทศทีเจริญทางด้านอุตสาหกรรม ผูคนทีมอายุยงไม่ถง 20 ปี
                          ่         ั ั
จะต้องมีประสบการณ์เกียวกับโรคฟนผุกนแทบทุกคน                พอพ้นอายุ        20        ปี
    ั ิ                      ั                  ั
อุบตการณ์ของการเกิดโรคฟนผุจะลดลง โรคฟนผุ หมายถึง การทาลายเนื้อเยือฟน              ่ ั
โดยเชือแบคทีเรีย
        ้                   ทีเกิดเฉพาะที่
                               ่                     ั ่ ้
                                                  รูฟนทีเกิดขึน               ่
                                                                        จะเริมต้นด้วย
          ่ ี
บริเวณทีมการละลายตัวของสารประกอบแร่ธาตุ (Demineralized Area) บริเวณเล็กๆ
                ั
บนผิวเคลือบฟน(Enamel) แล้วดาเนินต่อไปเรือยๆ จนทะลุไปถึงเนื้อฟน (Dentine)
                                              ่                         ั
และเข้าสู่โพรงในตัวฟน ั              (Pulp             Chamber)                     ่
                                                                                ในทีสุด
การสลายตัวของสารประกอบพวกแร่ธาตุบริเวณผิวเคลือบฟน           ั             เกิดจากกรด
                  ่
โดยเฉพาะอย่างยิงคือ                 กรดแลคติก                  (Lactic            Acid)
  ่           ้ ิ       ์
ทีเกิดจากเชือจุลนทรียโดยการหมักของอาหารชนิดคาร์โบไฮเดรต
                    ั ่ ี
การเกิดรอยผุของฟนทีมการละลายของผิวเคลือบฟน         ั
                                                                                                   17


และมีการนาส่งสารพวกแคลเซียมและฟอสเฟทไอออน
                    ่ ่
ไปยังบริเวณแวดล้อมทีอยูโดยรอบนี้               สามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้
                              ้ึ
โดยมีการสร้างสารประกอบแร่ธาตุขนมาใหม่ (Remineralization)
          1.2.1 ทฤษฎีการเกิ ดโรคฟันผุ
                                                      ั
          จากการศึกษาเพื่อค้นคว้าหาว่าการเกิดฟนผุเกิดจากอะไร มีขนตอนอย่างไร             ั้
เพื่อเป็นแนวทางในการรักษา                                 ี ู้
                                                 ได้มผเสนอแนวคิดหลากหลายกันออกไป
และเสนอเป็ นทฤษฎีต่างๆ                                            ่              ั
                                                                เกียวกับโรคฟนผุออกมามากมาย
               ่ี
แต่ทฤษฎีทน่าเชื่อถือและยอมรับกัน มี 3 ทฤษฎีดงนี้            ั
          1.2.1.1 ทฤษฎีเคโมพาราไซติ ก (Chemo-Parasitic Theory,
                   Acidogenic Theory)
                       ้
                   ผูนาเสนอทฤษฎีน้ี คือ W.D.Miller เป็นทฤษฎีทยอมรับกันมากทีสุด่ี                     ่
โดยเขาเชื่อว่ากระบวนการเกิดฟนผุ    ั                                                         เกิดจากกรด
  ่
ซึงได้จากกระบวนการเผาผลาญอาหาร                   (Fermentation)                               ้
                                                                                    ของเชือแบคทีเรีย
        ี                        ั       ่ ิ            ั
ทาให้มการดึงเกลือแร่ออกจากฟน ทีผวเคลือบฟน และเมือผิวเคลือบฟนเปราะเป็ นรู่                  ั
จะเกิดการละลายในส่วนของเนื้อฟน       ั                        โดยละลายในส่วนอนินทรียสารก่อน
                               ั          ่    ่
และจึงมีการละลายโครงสร้างฟนส่วนทีเหลือทีเป็ นอินทรียสาร
          ี ู้
และได้มผทาการทดลองสนับสนุนแนวคิดนี้                                     โดยมีการทดลองสนับสนุน
ดังนี้
                           ั ่ี ึ            ่
            1.) พบกรดในฟนผุทลกๆ โดยเปลียนสีกระดาษลิตมัสจากน้ าเงินเป็ นแดง
            2.) เมือนาแป้งและน้ าตาลมาผสมกับน้ าลาย แล้วนาเข้าตูอบทีอุณหภูม ิ 37
                   ่                                                               ้ ่
                     ่                 ั
องศาเซลเซียส เมือนามาสัมผัสกับฟนพบว่าเกิดการสูญเสียแร่ธาตุของฟน                       ั
                             ่ ่
            3.) พบแบคทีเรียทีอยูในช่องปากอย่างน้อย 30 ชนิด สามารถสร้างกรดได้
            4.) สามารถแยกกรดแลคติก                 จากการผสมแป้งและน้ าตาลกับน้ าลาย
                  ้ ่
และนาไปเข้าตูอบทีอุณหภูม ิ 37 องศาเซลเซียส
                         ้                          ั
            5.) พบเชือแบคทีเรียหลายชนิดจากฟนผุในเนื้อฟน               ั
       1.2.1.2 ทฤษฎีโปรติ โอไลติ ก (Proteolytic Theory)
                 ้
               ผูนาเสนอทฤษฎีน้ี      คือ      Gottlieb     โดยนาเสนอว่า
   ่               ้       ิ ั
เริมแรกของการผุเชือเข้าสู่ผวฟนทาง อีนาเมลลาเมลลา (Enamel Lamella) รอดชีท
18   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




(Rod Sheaths) ทัฟต์ (Tuft) และผนังของเดนทินอลทูบลู (Dentinal Tubule)
                     ่
ทาลายโครสร้างทีเป็นอินทรียสารก่อน                     โดยเอ็นไซม์โปรติโอไลติก          (Proteolytic
Enzyme)
ของแบคทีเรียต่อมาจึงมีการทาลายอนินทรียสารโดยกรดจากแบคทีเรียทีสามารถสร้างก          ่
รดได้ (Acidogenic Bacteria)
                                                       ่
            1.2.1.3 ทฤษฎีโปรติ โอไลซีส-คีเลชัน (Proteolytis-Chelation Theory)
                    เนื่องจากในบางสถานการณ์ไม่สามารถอธิบายได้ดวยทฤษฎี          ้
                                   ่ ั
เคโมพาราไซติก คือ การทีฟนเกิดอาการสูญเสียเกลือแร่ แม้ค่า pH ในช่องปาก
เป็ นกลาง หรือเป็ นด่าง จึงมีผเสนอทฤษฎีน้ีขนมา โดยเชื่อว่าโรคฟนผุเกิดจาก
                                        ู้                      ้ึ                      ั
การทีเชือโรคทาลายส่วนทีเป็นอินทรียสารของเคลือบฟน
        ่ ้                    ่                                   ั
      ่
เมือทาลายแล้วได้สารผลิตผลออกมาซึงได้แก่      ่                         ส่วนประกอบของแบคทีเรีย
อินทรียสารของเคลือบฟน        ั              และโปรตีนในน้ าลายเกิดเป็ นสารประกอบเชิงซ้อน
  ่
ซึงมีการดึงเกลือแร่                                                                  (อนินทรียสาร)
กับการทาลายส่วนของอินทรียสารในเคลือบฟนไปพร้อมๆ กัน       ั
            สรุป            ั ั                             ั                ั
                        ในปจจุบนเชื่อว่าการเกิดโรคฟนผุ เกิดจากปจจัยหลายๆ อย่าง
                          ั
กระบวนการเกิดโรคฟนผุเกิดเริมแรกทีชนเคลือบฟน
                                     ่         ่ ั้           ั
                  ่
เกิดจากกรดทีได้จากกระบวนการเผาผลาญอาหารของเชือแบคทีเรีย              ้
ทาให้เกิดการสูญเสียเกลือแร่                โครงสร้างจึงเสียไปและเปราะขึน         ้          ่
                                                                                          เมือเป็นรูผุ
    ้
เชือโรคเข้าไปในเดนตินอลทูบล      ู                ่ ้
                                             ซึงเชือบางตัวสามารถสร้างเอ็นไซม์โปรติโอไลติก
                                                ่
ทาลายอินทรียสารร่วมกับผลจากกรดทีได้จากการเผาผลาญอาหาร

         1.2.2 สาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิ ดโรคฟันผุ
                       ั
                 โรคฟนผุ
    ั
มีปจจัยจานวนมากทีเกียวข้องทาให้เกิดกระบวนการทาให้ฟนผุ
                     ่ ่                                ั
                           ้
โดยกระบวนการเหล่านันต้องเกิดร่วมกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งอย่างเดียว
  ั    ่                 ั
ปจจัยทีก่อให้เกิดโรคฟนผุ ได้แก่
                               ้
                 1.2.2.1 เชือแบคทีเรีย (Microorganisms)
                             ั           ิ้
                 1.2.2.2 ฟนและระบบภูมคุมกันของมนุ ษย์ (Teeth & Host)
                                                                                       19


                1.2.2.3 อาหารของแบคทีเรีย (Substrate)
                              ่ ้                            ั
                1.2.2.4 เวลาทีเชือแบคทีเรียและอาหารสัมผัสกับฟน (Time)

                                           Microorgan
                                              isms
                                     ฟันไม่ผุ
                                                   ฟันไม่ผุ
                                                     ฟันไม่ผุ
                        Teeth &        ฟันไม่ผุ
                         Host                      ฟันผุ        ฟันไม่ผุ   Substrate
                                   ฟันไม่ผุ       ฟันไม่ผุ
                                                                ฟันไม่ผุ

                                                  Time


                                    ั
ภาพที่ 1.9 ปฏิกริยาทีเกิดขึนระหว่างปจจัยชนิดต่างๆ ทีมส่วนเกียวข้องต่อการทาให้
                     ่ ้                            ่ ี    ่
                 ั
           เกิดฟนผุ




                 1.2.2.1 เชื้อแบคทีเรีย (Microorganisms)
                                   ั               ้ ิ       ์ ่ี
                 ความสัมพันธ์กนระหว่างประชากรเชือจุลนทรียทจาเพาะเจาะจงทีมอยู่    ่ ี
                      ั                         ่
ในปากกับการผุของฟนในคนส่วนใหญ่เป็ นข้อมูลทีได้มาโดยทางอ้อม
   ่              ่ ึ
ซึงไม่เหมือนกับทีศกษาในสัตว์ทดลอง               หลักฐาน               ่
                                                                    ทีแสดงให้เห็นว่า
                   ่                      ่
แบคทีเรียมีส่วนเกียวข้องได้มาจากแหล่งทีมาต่างๆ             กัน            ตัวอย่างเช่น
  ้ ่
ผูปวยได้รบการรักษาด้วยยาปฏิชวนะเป็ นระยะเวลานานส่วนใหญ่การผุของฟนผูปวยจ
          ั                          ี                                       ั ้ ่
ะลดลง                                                                   ้
                                                         และจากการเลียงสัตว์ทดลอง
             ่ ี        ี    ่ ี       ้
ด้วยอาหารทีมยาปฏิชวนะทีมผลต่อเชือแกรมบวกปนอยูดวย     ่ ้
        ั
พบว่าฟนของสัตว์ทดลองจะไม่ผุเลย
                                 ่          ้ ิ                   ้
จากการศึกษากับสัตว์ทดลองทีปราศจากเชือจุลนทรีย์ พบว่า เชือสเตร็พโตคอคคัส
20   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




                     ้ ่                     ั           ่              ์
มิวแทนส์ เป็ นเชือทีก่อให้เกิดฟนผุได้มากทีสุด สายพันธุของเชือสเตร็พโตคอคคัส     ้
มิวแทนส์            ทีแยกได้จากรูผุของคน
                      ่                                                            ั
                                                                  สามารถทาให้ฟนของหนูทดลองผุ
                    ั ้ ่
โดยผุแบบรอบตัวฟนทังซีได้                           ่   ้
                                            เมือนาเชือตัวนี้ใส่เข้าไปในปากของหนูทดลองตัวอื่น
จากการสารวจการระบาดของโรคฟนผุ                  ั                                       โดยการสุ่ม
โดยการสุ่มประชากรเป้าหมายมาเพียงบางส่วนพบว่า
                 ั            ้
มีความสัมพันธ์กนระหว่างเชือสเตร็พโตคอคคัส                                                มิวแทนส์
ทีตรวจพบกับการปรากฏรอยผุของฟนไปในทางบวก
  ่                                              ั
                                    ่
มีการทดลองหลายการทดลองทีสนับสนุนการวิจยในครังนี้ ได้แก่    ั        ้
                 1.) ในสัตว์ทดลองไม่มเี ชือแบคทีเรียในช่องปากไม่มฟนผุ
                                                     ้                            ี ั
                 2.) การให้สตว์ทดลองกินยาปฏิชวนะแล้วพบว่าลดอัตราการเกิดโรคฟ ั
                                ั                               ี
                      นผุ และอุบตการณ์การเกิดฟนผุในสัตว์ทดลอง
                                      ั ิ                     ั
                        ั ่ ั ้ึ
                 3.) ฟนทียงไม่ขนในช่องปากจะไม่พบฟนผุ                  ั
                 4.) เชือแบคทีเรียในช่องปากสามารถละลายเคลือบฟน
                         ้                                                           ั
                                  ั
                      และเนื้อฟนในห้องทดลองเหมือนลักษณะโรคฟนผุ                ั
               ้                                             ้ ่
จากการตรวจเชือแบคทีเรียในบริเวณรูผุพบว่า เชือทีพบได้บ่อยทีสุดมี 3 กลุ่ม คือ่
                 1.) สเตร็พโตคอคคัส (Streptococus species)
                                          ั
                 2.) แลกโตบาซิลส (Lactobacikllus species)
                 3.) แอคติโนไมเซส (Actinomyces species)

             1.2.2.2 ฟันและระบบภูมิค้มกันของมนุษย์ (Teeth & Host)
                                        ุ
                         ั                       ั ้ึ ่ ั ั
             ก. ฟัน ปจจัยทีเกียวข้องกับการเกิดฟนผุขนอยูกบปจจัยดังนี้
                              ่ ่
                 1. รูปร่างของฟัน
 ั ่ ี        ั                                      ้
ฟนทีมรอยแยกฟนแคบและลึกมีโอกาสให้เกิดการกักขังของเชือแบคทีเรียและเศษอาหา
ร ยากทีจะทาความสะอาด
          ่                                  ั               ่ ่
                                    และพบว่าฟนของแต่ละคนจะมีรองทีต่างกันด้วย
            ั ู                 ั
หลุมและร่องฟนมีรปร่างต่างๆ ได้ดงนี้
                                                                                      21




                      ภาพที่ 1.10 ชนิดของร่องและหลุมบนด้านบดเคียว    ้
                       ่                 ิ
                     ทีมา : ทันตพยาธิวทยาสาหรับทันตาภิบาล หน้าที่ 15
          1.) รูปตัววี (V) ร่องกว้างด้านบนและแคบลงทางด้านล่าง พบได้รอยละ 34   ้
          2.) รูปตัวยู(U) ด้านบนและด้านล่างกว้างพอ ๆ กัน พบได้รอยละ 14 ้
                                                         ้
          3.) รูปตัวไอ(I) เป็นร่องเล็ก ๆ โดยตลอด พบได้รอยละ 19
          4.) รูปตัวไอเค (IK) ด้านบนเล็กแต่จะกว้างบริเวณก้น พบได้รอยละ 26 ้
          5.) รูปอื่น ๆ นอกเหนือจากรูปนี้ เช่น รูปตัววายหัวกลับ พบได้รอยละ 7้
                              2.      ความลึกของรอยแยกฟัน          มีผลต่อการเกิดฟนผุ ั
รอยแยกฟนทีลก ั ่ ึ                           ั
                                   การแปรงฟนขนแปรงไม่สามารถเข้าไปทาความสะอาดได้
และบริเวณร่องลึกจะมีเคลือบฟนบาง     ั                      ่       ั
                                                        เมือเกิดฟนผุลุกลามได้รวดเร็ว
              ั ่ ้ึ
ตาแหน่ งฟนทีขนผิดตาแหน่ ง                         ซ้อนเกหรือบิดหมุนทาให้มเี ศษอาหาร
       ้                    ่          ้        ั            ่
และเชือโรคไปสะสมได้งาย รวมทังการแปรงฟนให้สะอาดทัวถึงเป็ นไปได้ลาบาก
                              3.                                ส่วนประกอบทางเคมี
         ั ่ ้ึ
พบว่าฟนทีขนในช่องปากในช่วงแรกๆ                                                   จะผุงาย่
                                 ั
เนื่องจากส่วนของเคลือบฟนมีการสูญเสียเกลือแร่ได้งาย    ่
                ั ่ ี                      ่
นอกจากนี้ฟนทีมฟลูออไรด์สะสมอยูในผลึกไฮดรอกซีอะพาไทต์                     (Hydroxyapatite)
                 ั
ของเคลือบฟนจะพบว่ามีความแข็ง และทนต่อกรดได้ด ี
22   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




                          ข.         น้าลาย
                        ่                 ่
เป็นของเหลวทีได้จากการหลังของต่อมน้าลายใหญ่ในขอบปาก                                            3               ต่อม
และต่อมน้าลายชนิดไมเนอร์                          (minor            salivary                              glands)
ทีกระจายอยูในช่องปากน้ าลายมีผลต่อการเกิดฟนผุดงนี้
  ่              ่                                          ั ั
                                 1. การไหลของน้าลาย
พบว่าถ้าน้ าลายทีไหลออกมาปริมาณมากจะมีคราบจุลนทรียหรือฟนผุน้อย
                           ่                                         ิ             ์       ั
                             ่ ี
นอกจากนี้บริเวณทีมปริมาณน้าลายหลังออกมามาก            ่                                    ๆ                   เช่น
    ั                                 ั
ฟนหน้าล่างมีโอกาสเกิดฟนผุน้อยกว่าบริเวณอื่น
                               2. ส่วนประกอบในน้าลาย จะมีเกลือแร่ เช่น แคลเซียม
ฟอสเฟต ฟลูออไรด์ ซึงส่งผลให้มการคืนกลับของเกลือแร่ทผวฟน (Remineralization)
                                   ่           ี                                 ่ี ิ ั
ได้
                                                          ิ
                               3. น้าลายมีคุณสมบัตเป็นบัฟเฟอร์ (Buffer) ซึงหมายถึง                      ่
การทาให้สารละลายมีความเป็นกรด-ด่าง                                   (pH)                           ่
                                                                                               คงทีตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเติมกรดหรือด่างลงไป                                            สาหรับในน้าลายมีไบคาร์บอเนต
และฟอสเฟตเป็นบัฟเฟอร์
            จากการทดลองของ                       Stephan                โดยใช้แผ่นอิเล็กโตรดขนาดเล็ก
(Microelectrode)                                   ่ี             ิ          ์
                                            วางไว้ทแผ่นคราบจุลนทรียเพื่อวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง
                     ่ ี ั
พบว่าในคนทีไม่มฟนผุค่าความเป็ นกรด-ด่าง                                              เท่ากับ                    7.1
             ่ ี ั
ส่วนคนทีมฟนผุค่าความเป็ นกรด-ด่างเท่ากับ 5.5 และได้ศกษาต่อโดยให้ผปวย 2 กลุ่ม   ึ                 ู้ ่
คือ                                         ่ ี ั ั            ่ ี ั                 ้
                                     กลุ่มทีไม่มฟนผุกบกลุ่มทีมฟนผุให้บวนปากด้วยน้ าตาลกลูโคส
          ้
จากนันวัดค่าความเป็นกรดด่างในช่วงเวลาต่าง ๆ และนามาแสดงค่ากราฟ พบว่าช่วง
10          นาทีแรก               ความเป็นกรด-ด่างต่าลงอย่างรวดเร็ว                                   ้
                                                                                          หลังจากนันค่อย ๆ
      ่ ้
เพิมขึนจนกลับเป็นปกติ
            จากการศึกษาพบว่าค่าความเป็ นกรดด่างวิกฤติททาให้เคลือบฟนเกิดสูญเสียเกลือ
                                                                          ่ี                   ั
                   ั
แร่และเกิดฟนผุ เท่ากับ 5.5
                                                        ่    ู ิ้                      ี
                               4. ในน้ าลายมีสารทีไม่ใช้ภมคุมกันแต่มฤทธิ ์ต้านแบคทีเรียซึงได้                ่
แก่ ไลโซโซม์ และระบบซาไลวารีเพอร์ออกซิเดส (Salivary Peroxdase System)
                      ้
มีฤทธิ ์ไปยับยังการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิด
                                                                                                      23


                                    ิ
                  5. ในน้าลายมีซคริทไอจีเอ         (Secretory      Ig      A)
  ่ ่
ซึงหลังจากเซลล์พลาสมาในต่อมน้าลาย               มีผลให้แบคทีเรียบางชนิดจับกลุ่ม
                                ่
และทาให้เม็ดเลือดขาวมาจับกินได้งาย
           ั                      ้           ่
นอกจากนี้ยงมีผลไปขัดขวางไม่ให้เชือโรคเกาะผิวเยือเมือกช่องปาก

                 ค ระบบภูมิค้มกันในช่องปาก มีระบบภูมคุมกันแบบฮิวโมรล
                                         ุ                                          ิ้
                                                                     ่
(Humoral) และระบบเซลลูลาร์ (Cellular) โดยหลังมากับน้ าลายซึงออกฤทธิ ์เฉพาะที่       ่
         ่             ิ ิ           ิ                                   ่
และหลังมากับคลิวควลาร์ฟลูอด (Crevicular Fluid) ซึงออกฤทธิ ์เฉพาทีและทางระบบ                ่
ระบบเซลลูลาร์ ได้แก่ เม็ดเลือดขาวชนิด โพลีมอร์โฟนิวเคลียส และโมโนซัยต์
พบบริเวณ                           ิ       ์ ่ี ั
                 แผ่นคราบจุลนทรียทสมผัสกับเหงือก                           กลไกมี 2               อย่างคือ
ระบบฮิวโมรัลทาให้เกิดการเกาะกลุ่ม                                              และระบบเซลลูลาร์จบกิน  ั
และอีกกลไกคือขัดขวางการจับกลุ่มของเชือแบคทีเรียบนผิวฟนไม่เกิดเป็ นคราบจุลนท
                                                      ้                        ั                        ิ
รีย์
                               1.2.2.3 อาหารของแบคทีเรีย (Substrate)
                             อาหารของแบคทีเรียทีมผลต่อการเกิดฟนผุคอ
                                                            ่ ี                  ั ื
อาหารพวกคาร์ไฮเดรต                                      ซึงได้แก่
                                                          ่                               แป้งและน้ าตาล
             ่                                    ่
แบคทีเรียเมือเผาผลาญอาหารจะได้กรดซึงส่วนใหญ่จะเป็นกรดแลกติก
                    ั        ั         ่            ั
ส่งผลให้เกิดโรคฟนผุ ปจจัยทีทาให้เกิดฟนผุจากอาหาร ได้แก่
                 ก. ลักษณะทางกายภาพของอาหาร                                             ่ ีั
                                                                               อาหารทีมลกษณะเหนียว
                  ั
อ่อนนุ่ มเกาะติดฟนง่าย                                                       ั
                                                  จะทาให้เกิดโรคฟนผุมากกว่าอาหารทีมเี ส้นใย       ่
  ่
ซึงมีความหยาบช่วยขัดสีระหว่างบดเคียว            ้
                 ข. ความถี่ในการกิ น พบว่าผูทกนอาหารว่างระหว่างมือบ่อย ๆ
                                                                  ้ ่ี ิ                        ้
               ั
มีโอกาสเกิดฟนผุได้งาย      ่
นอกจากนี้ในเด็กทีดดนมและหลับไปทาให้นมค้างอยูในปากก็ทาให้ฟนผุได้งาย
                      ่ ู                                          ่                  ั       ่
เนื่องจากไม่ได้ทาความสะอาด และเวลานอนน้าลายจะหลังน้อยลง                    ่

                         1.2.2.4 เวลาที่ แบคที เรียและอาหารสัมผัสกับฟั น (Time)
                               ั                                         ั
ยิ่ง มีเ วลาในการสัม ผัส กับ ฟ น นานเท่ า ใด ยิ่ง มีโ อกาสท าให้ เ กิด ฟ น ผุ ม ากเท่ า นั ้น
พ บ ว่ า ก า ร แ ป ร ง ฟ ั น ไ ม่ ส ะ อ า ด
24   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




ห รื อ ไ ม่ แ ป ร ง ฟ ัน ท า ใ ห้ ม ี เ ศ ษ อ า ห า ร แ ล ะ แ บ ค ที เ รี ย ที่ ค้ า ง อ ยู่ ใ น ช่ อ ง ป า ก
เกิดเป็ นคราบจุลนทรียและฟนผุได้
                    ิ      ์       ั

           1.2.4 ประเภทของฟันผุ
                    ู้      ั                   ่
                 มีผแบ่งโรคฟนผุออกเป็ นหลายแบบทีจะกล่าวถึงมี 3 แบบ ด้วยกันคือ
                 1. แบ่งตามตาแหน่ งทางกายวิ ภาคของรอยโรค ซึงแบ่งได้เป็น 3
                                                                ่
กลุ่มคือ
                                          ้       ่
                      1.1 รอยผุบริเวณพืนผิวทีเรียบ(Smooth Surface Caries)
  ่
ซึงได้แก่ รอยผุบริเวณด้านประชิด (Proximal) ด้านแก้ม (Buccal) และด้านลิน                  ้
(Lingual)
                                                                 ั
                      1.2 รอยผุบริเวณหลุมและรอยแยกฟน(Pit and Fissure Caries)
                      1.3 รอยผุบริเวณรากฟน     ั
                 2. แบ่งตามอัตราการลุกลาม ได้แก่
                                   ุ
                      2.1 ฟันผุลกลามเฉี ยบพลัน (Acute Caries, Active Caries)
เป็ นการผุทลุกลามรวดเร็วมาก
            ่ี                                                               ั
                                            มีการสูญเสียส่วนประกอบของฟนอย่างรวดเร็ว
     ั
สีมกเป็นสีเหลืองถึงน้าตาลอ่อนนิ่ม
มักพบรูผุขนาดเล็กแต่ภายในลุกลามข้างใต้เป็นบริเวณกว้าง
                   ลักษณะทางจุลวิภาค                    ้ ่ ้
                                                    พบชันทีเชือแบคทีเรียแพร่กระจายเข้าไป
                             ้ ่ ี
(Bacterial Invasion)และชันทีมการสูญเสียเกลือแร่ (Zone of Demineralization) กว้าง
                                        ั
อาจมีการอักเสบของโพรงประสาทฟนร่วมด้วย เช่น เมือกินน้ าเย็นมีอาการปวด ่
    ั ั          ั                    ่                                ั
ฟนผุลกษณะนี้มกพบในเด็กหรือวัยรุนเนื่องจากโครงสร้างของฟนยังไม่แข็งแรงเต็มที่
                    ู                                     ้
และเดนตินอลทูบน (Dentinal Tubules) เปิดกว้าง เชือโรคลุกลามได้งาย         ่
                      2.2.ฟันผุค่อยเป็ นค่อยไป                (Chronic             Caries)
            ่ี ี
เป็นการผุทมกระบวนการเกิดอย่าง                 ช้า           ๆ                         ้
                                                                           มักเกิดในผูใหญ่
รูผุเปิดกว้างทาให้ถูกชะล้างโดยระบบบัฟเฟอร์จากน้าลาย
        ั
ทาให้อตราการลุกลามเป็นไปได้อย่างช้า ๆ
                   ลักษณะทางจุลวิภาค
                      ั
พบมีการสร้างเนื้อฟนเพื่อซ่อมแซมให้โพรงประสาทฟนห่างจากรอยผุ  ั                  (Reparative
                                                                                                 25


Dentin)            และมีการสะสมของเกลือแร่ในแดนตินอลทูบนมากขึน    ู          ้        เกิดการตีบตัน
(Dentinal Sclerosis)
                              2.3      ฟันผุที่หยุดการลุกลาม            (Arrested             Caries)
เป็ นรอยผุทไม่มการลุกลามหรือทาลายต่อไป
             ่ี ี                                                         ั้     ั
                                                                พบได้ทงในฟนแท้และฟนน้านม      ั
บริเวณทีมกพบรอยผุชนิดนี้
         ่ ั                                เช่น             ั                          ้ ู่
                                                           ฟนผุบริเวณด้านบดเคียวทีรผุกว้าง
เศษอาหารสะสมได้น้อยลง                       การทาความสะอาดขนแปรงเข้าถึงบริเวณดังกล่าวได้
               ั
นอกจากนี้ยงมีระบบบัฟเฟอร์จากน้าลายช่วยให้สภาพความเป็นกรดในรูผุน้อยลง
                           ่ ีั
เป็นผลให้บริเวณทีมลกษณะอ่อนนุ่ม ค่อย ๆ แข็งเป็นมัน และมักมีสน้าตาล             ี
                       3.แบ่งตามลักษณะการเกิ ด ได้แก่
                         3.1         ฟันผุแบบแรมแพนต์                (Rampant                 Caries)
       ั ่ี
เป็ นฟนผุทพบในเด็กและวัยรุน          ่                      เนื่องจากเดนตินอลทูบนเปิดกว้างู
                                ้ ่ ่ ี
นอกจากนี้อาจพบในผูปวยทีมภาวะปากแห้ง                                 เช่น                  จากยาหรือ
                 ั          ั
จากการได้รบรังสีรกษาโรคมะเร็งบริเวณศีรษะและใบหน้า เป็นต้น
                                                  ั ั่ ้
                         ลักษณะการผุ มักพบฟนผุทวทังปาก และบริเวณทีไม่ค่อยพบฟนผุ    ่              ั
เช่น                 ั
                   ฟนหน้าล่างบริเวณด้านริมฝีปาก                (Labial)                     ั
                                                                                     ของฟนหน้าบน
                       ั
และบริเวณคอฟนและด้านประชิดเกือบทุกซี่                                                               ้
                                                                                              บางครัง
                   ั
ส่วนของตัวฟนหักเหลือแต่รากฟน              ั




                                                ั
                ภาพที่ 1.11 ตัวอย่างการผุของฟนแบบ Rampant Caries
              ่
            ทีมา : http://images.google.co.th/images?q=Rampant+Caries

                3.2 ฟันผุแบบเนอร์สซิ่ งบอตเทิ น (Nursing Bottle Caries, Early
Chidhood Caries, ECC)                  ั      ั
                               เป็ นฟนผุในฟนน้ านมเด็กอายุระหว่าง     0-3 ปี
พบว่ามักเกิดจากเด็กนอนหลับไปขณะดูดนม
  ่       ้
ซึงไม่ได้บวนน้าทาความสะอาดคราบน้านม
26   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




                              ่                    ั
ร่วมกับเวลานอนน้ าลายจะหลังออกมาน้อยเป็ นผลให้ฟนผุลุกลามได้รวดเร็ว
            ั               ่
นอกจากนี้ยงพบได้ในเด็กทีชอบอมข้าวไว้ในปากนาน                                  ๆ
                  ้      ี         ่
ก่อนจะกลืนข้าวนันทาให้มอาหารค้างอยูในปากเป็นเวลานาน
          ั
และเกิดฟนผุในลักษณะเดียวกัน                                      ื
                                                         สาเหตุอ่น            ๆ
ได้แก่อาหารว่างทีเด็กชอบรับประทานถ้าเป็ นชนิดทีมน้ าตาลสูงและเหนียวติดฟน
                    ่                          ่ ี                        ั
ร่วมกับการ                                                  ั ่
                                          ทาความสะอาดฟนทีไม่สะอาดและทัวถึง  ่
              ั ั
ก็ทาให้เกิดฟนผุลกษณะดังกล่าวได้
                ลักษณะการผุ จะลุกลามเกือบทุกซี่ โดยเฉพาะบริเวณฟนหน้าบน  ั
   ั            ่
ฟนกรามน้ านมซีแรกและฟนเขียวั ้                               ั        ั
                                                        แต่มกไม่พบในฟนหน้าล่าง
                       ่        ่                    ้ิ
เนื่องจากผลของน้าลายซึงถูกหลังมาจากต่อมน้าลายใต้ลน (Sublingual Salivary
Gland)




                                              ั
              ภาพที่ 1.12 ตัวอย่างการผุของฟนแบบ Nursing Bottle Caries
            ่
          ทีมา : http://images.google.co.th/images?q=Nursing+Bottle+Caries

                                   ้
                3.3 รอยผุกลับซา (Recurrent Caries, Secondary Caries)
       ั ่ี ั                          ั
เป็ นฟนผุทได้รบการบูรณะด้วยวัสดุอุดฟนไปแล้ว                     และเกิดการผุต่อ
  ่                     ่
ซึงอาจจะเกิดจากการรัวตามขอบ                                  ีู
                                                   การอุดไม่ดรปร่างผิดไปจากเดิม
                      ่                              ั
วัสดุอุดแตกหรือขอบบิน ทาให้เกิดการผุตามขอบหรือใต้วสดุอุด
                                     ่
                ลักษณะทางคลินิกทีพบมักตรวจพบได้ยาก
                    ั       ั
โดยเฉพาะกรณีผุใต้วสดุอุดฟนอาจต้องใช้ภาพรังสีช่วยในการวินิจฉัย
                          ั      ่
ถ้าผุบริเวณขอบเห็นเนื้อฟนสีขาวขุนหรือสีน้ าตาลบริเวณรอบๆ                 วัสดุอุด
        ้                     ่
บางครังอาจเป็นสีเทาถึงสีดาซึงต้องแยกจากการกร่อน (Corrosion)          ของอมัลกัม
    ่
ซึงจะเห็นเป็นสีเทาตามขอบได้เช่นกัน
                                                                                       27




                                               ั
               ภาพที่ 1.13 ตัวอย่างการผุของฟนแบบ Recurrent Caries
             ่
           ทีมา : http://images.google.co.th/images?q=Recurrent+Caries


            1.2.5.อุบติการณ์ และระบาดวิ ทยาของโรคฟันผุ
                     ั
            ในการศึกษาทางระบาดวิทยา                             ี
                                                        ได้มการใช้ดชนี    ั       (Index)
เพื่อเป็นตัววัดภาวะความรุนแรงของโรค ในกลุ่มประชากร ในเรืองโรคฟนผุดชนีทใช้
                                                                        ่       ั ั ่ี
                ั                   ่
คือ ดัชนีฟนผุ (Caries Index) ซึงแบ่งระดับการศึกษาไว้ดงนี้   ั
            ก.                          ความสัมพันธ์ระหว่างความเจริ ญกับโรคฟันผุ
จากการศึกษาโดยใช้ดชนีฟนผุ  ั ั                                                      พบว่า
ประเทศทีดอยพัฒนาหรือกาลังพัฒนาจะมีดชนีฟนผุต่ า
              ่ ้                             ั ั
        ่
เมือเทียบกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม
    ้                      ่ั               ่
ทังนี้เนื่องจากอาหารทีรบประทานในกลุ่มทีกาลังพัมนามักมีความหยาบ และมีผกผลไม้       ั
ซึงช่วยในการขัดฟน
  ่                      ั                                        และเร่งการไหลของน้ าลาย
ขณะทีประเทศอุตสาหกรรมมักรับประทานอาหารสาเร็จรูปเหนียวติดฟนได้งาย
          ่                                                                   ั ่
                                                  ั
แต่ในช่วงหลัง ๆ พบว่า อัตราการเกิดฟนผุในกล มประเทศอุตสาหกรรมลดลง
ทังนี้เนื่องมีความรูและได้รบการป้องกันโดยได้รบฟลูออไรด์ และการเคลือบหลุมร่องฟน
      ้                ้        ั                   ั                                     ั
(Sealant)                                                                   ั
                                         ส่วนในประเทศกาลังพัฒนามีอตราการผุเพิมขึน     ่ ้
                              ั
เด็กในชุมชนเมืองพบฟนผุมากกว่าเด็กในชนบท จากสาเหตุคล้ายคลึงกัน
            ข . ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง พั น ธุ ก ร ร ม แ ล ะ โ ร ค ฟั น ผุ
                            ั
พบว่ามีความสัมพันธ์กนในกลุ่มครอบครัวเนื่องจากสาเหตุดงนี้      ั
                                  ั             ั
          1.) ลักษณะรูปร่างของฟน, หลุมร่องฟนในพ่อแม่ ถ่ายทอดมายังลูก
28    แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




        2.) เลียนแบบพฤติกรรมพ่อและแม่                                                                    พบว่าลูกมักเลียนแบบพฤติกรรม
              รวมถึงพฤติกรรมการกินอาหาร                                                         เช่น               ถ้าพ่อแม่ชอบกินของหวาน
              หรือกินของว่างระหว่างมือ ลูกก็มกจะทาตาม                    ้                    ั
        3.) การเลียงดูของพ่อแม่ทผด เช่น แม่อมข้าวในปากแล้วนามาป้อนลูก
                     ้                                            ่ี ิ
                                      ้
              ทาให้เชือโรคในปากแม่แพร่มาสู่ลก                                          ู
               ่ ้
              ซึงเชือโรคก็ถอเป็ นปจจัยหนึ่งทีทาให้ฟนผุ
                                          ื                   ั                    ่               ั
           ค. ความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับโรคฟันผุ จากการศึกษาพบว่าในช่วงอายุ
เดียวกันในวัยเด็กถึงผูใหญ่ในเพศหญิงจะมีฟนผุมากกว่าเพศชาย
                                        ้                                                ั
ทังนี้เนื่องจากเพศหญิงมีพฒนาการไวกว่าผูชาย
  ้                                         ั                                        ้                                      ั ้
                                                                                                                 ทาให้ฟนขึนมาก่อนเพศชาย
ในช่วงอายุเดียวกันจึงมีโอกาสเกิดฟนผุมากกว่า                            ั
นอกจากนี้พฤติกรรมการกินอาหารทีแตกต่างกันก็เป็ นปจจัยอย่างหนึ่ง             ่                               ั
           ง. ความสัมพันธ์ระหว่างอายุกบฟันผุ ในฟนน้ านมพบว่าอายุ 2-5 ปี          ั                               ั
      ั ้                                                ั
มีฟนผุรอยละ57-80 ส่วนในฟนแท้ช่วงอายุทพบฟนผุมากทีสุดคือ ช่วงอายุ 11-15 ปี                   ่ี        ั             ่
    ั         ่ ่ ้
ฟนจะผุได้งายเมือขึนมาในช่องปากช่วง                                                                       1-2                            ปี
แรกเนื่องจากส่วนของเคลือบฟนยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่ ั
           จ. ความสัมพันธ์ระหว่างซี่ฟันกับฟันผุ พบว่าฟนแท้ทผุทพบบ่อยมีดงนี้                                    ั        ่ี ่ี       ั
                       ั
                   ฟนกรามซีหนึ่งบนและล่าง     ่                                                  พบร้อยละ 95
                         ั
                   ฟนกรามซีทสองบนและล่าง        ่ ่ี                                             พบร้อยละ 75
                           ั
                   ฟนกรามน้อยซีทสองบน                       ่ ่ี                                 พบร้อยละ 45
                             ั
                   ฟนกรามน้อยซีทหนึ่งบน                      ่ ่ี                                พบร้อยละ 35
                   ฟนหน้าบน    ั                                                                 พบร้อยละ 30
                   ฟนเขียวบน     ั ้                                                             พบร้อยละ 10
                                  ั
                   ฟนกรามน้อยซีทหนึ่งล่าง                  ่ ่ี                                  พบร้อยละ 10
                                    ั
                   ฟนหน้าและฟนเขียวล่าง               ั ้                                        พบร้อยละ 3
                                                  ั
           นอกจากนี้พบว่า ฟนมีโอกาสผุงายกว่าฟนล่างจากสาเหตุของน้ าลาย          ่                 ั
และการช่วยทาความสะอาดโดยลินในฟนล่างและพบว่าฟนหลังผุงายกว่าฟนหน้า้            ั                               ั            ่     ั
เนื่องจากลักษณะรูปร่างของฟนทีเป็ นหลุมรอยแยกฟน       ั ่                                               ั
                   1.2.3 ลักษณะอาการและการลุกลามของโรคฟันผุ
                                                                                                      29


         ระยะเริ่ มต้น                เชือจุลนทรียจะสร้างกรดทาลายแร่ธาตุในชันเคลือบฟน
                                         ้ ิ       ์                                    ้              ั
                  ั ่
ทาให้เคลือบฟนเปลียนจากมันวาวเป็นสีขาวขุน             ่            (White         Spot       Lesion)
   ่       ั
เมือเช็ดฟนให้สะอาดและแห้งจะสังเกต                                                              ่ ้
                                                                                       ชัดเจนยิงขึน
                ี
ระยะนี้จะไม่มอาการเสียวหรือเจ็บใดๆ
         ระยะต่อมา หากไม่มการดูแลรักษาให้ดขน
                                       ี                     ี ้ึ
                                  ้
จะมีการสูญเสียแร่ธาตุมากขึนและขยายกว้างมากขึน              ้                       และลุกลามไปยัง
                           ั
รอยต่อระหว่างเคลือบฟนและเนื้อฟน           ั
         ระยะเห็นรูผชดเจน
                       ุ ั                                                     ั
                                                                   ถ้าปล่อยฟนผุไว้ไม่ทาการรักษา
จะทาให้เกิดการผุลุกลามต่อไป                            ั                         ั
                                              เคลือบฟนด้านในและเนื้อฟนถูกทาลายมากขึน               ้
ทาให้เป็ นโพรงภายในและเกิดการยุบตัวหรือแตกหักของเคลือบฟนส่วนนอก              ั
                              ั
เกิดเป็ นรูผุเห็นชัดเจน ฟนผุระยะนี้จะใกล้ทะลุโพรงประสาทมาก จึงจะมีอาการเสียว
เจ็บหรือปวดได้
                                ั
         ระยะสุดท้าย ฟนผุทะลุโพรงประสาทฟน                ั           และมีการติดเชือปลายรากฟน
                                                                                     ้               ั
จะมีอาการ                    ปวดฟน  ั                                    หรือมีหนองปลายรากฟน             ั
และอาจมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียง บริเวณใบหน้า ขากรรไกร ได้
30   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




หน่ วยย่อยที่ 1.3 แนวคิ ดเกี่ยวกับโรคปริ ทนต์                       ั
                      คาว่าโรคปริทนต์        ั                               ้
                                                                           นัน                      จะรวมเอาภาวะต่างๆ
  ่
ทีอาจเป็นเป็นสาเหตุในการทาให้เกิดโรค
    ่                           ่
ทีเกิดจากกระบวนการทีทาให้เกิดโรคชนิดต่างๆ เป็นต้นว่า กระบวนการทางกล
                         ่ ่
และกระบวนการทีเกียวข้องกับเชือจุลนทรีย์         ้ ิ                                                                        ่
                                                                                                                  แต่ในทีน้ี
                                    ่
จะกล่าวถึงเฉพาะภาวะทีเกิดจากสาเหตุทเี่ ชื่อว่าเกิดจากเชือจุลนทรียทมอยูในช่องปาก           ้ ิ         ์ ่ี ี ่
                      1.3.1 สาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิ ดโรคปริ ทนต์                                ั
                      แผ่นคราบจุลินทรีย์                              (Dental                   Plaque)           หมายถึง
ประชากรทีซบซ้อนของเชือจุลนทรีย์ ทีพบบนผิวฟนทีฝงอยูในแมทริค (Matrix)
            ่ ั                         ้ ิ                 ่                         ั ่ ั ่
ของโพลีเมอร์ของแบคทีเรียและของน้าลาย คราบจุลนทรียทถูกแคลซิไฟล์ (Calcified)        ิ        ์ ่ี
          ่
จะเปลียนไปเป็นหินน้าลาย                          (Calculus                     or          Tartar)                     ิ
                                                                                                             คราบจุลนทรีย์
      ่ ิ ่         ั
ทีตดอยูบนตัวฟนภายในปาก สามารถแสดงให้เห็นได้ โดยให้บวนปากด้วยสารละลายสี                           ้
                                                         ีิ
(Disclosing Solution) เช่น พวกสีอรโทรซิน (Erythrosin) ซึงคราบจุลนทรีย์                                     ่         ิ
       ่
ทีพบส่วนใหญ่                                       ั ่
                              จะพบบนผิวฟนทีตรงบริเวณทีได้รบการปกป้องอย่างดี      ่ ั                                     เช่น
บริเวณร่องฟน      ั                        (Fissure)                            ซอกฟน   ั                    และร่องเหงือก
                       ั
เศษอาหารไม่ได้จดไว้เป็นส่วนหนึ่งของคราบจุลนทรีย์                         ิ
                ิ         ์
แผ่นคราบจุลนทรียเป็นสาเหตุหลักของโรคเหงือกอักเสบ
                      หิ นน้าลาย (Calculus or Tartar) เกิดจาก แคลเซียม
ฟอสฟอรัสจากน้าลายสะสมในแผ่นคราบจุลนทรีย์                      ิ
                                         ่
มักพบหินน้าลายบริเวณทีเป็นตาแหน่งรูเปิดของตุ่มน้าลาย เช่น
                            ั
ด้านใกล้แก้มของฟนหลังบน ด้านใกล้ลนของฟนหน้าล่าง       ้ิ               ั
                                  ั
หินน้ าลายจะพบบนตัวฟนเหนือเหงือก และตามรากฟนใต้เหงือก                               ั
                      1.3.2 การเรียกชื่อตัวอย่างคราบจุลินทรีย์ (Plaque Sample)
                      การเรียกชื่อตัวอย่างคราบจุลนทรีย์           ิ                            (Plaque            Sample)
                                      ่
จะเรียกชื่อตามตาแหน่งทีได้มาของคราบจุลนทรีย์                    ิ                            ่
                                                                                           ซึงชื่อเรียกต่างๆ              กัน
ดังแสดงไว้ในดังนี้
                                                                                       31




                                                 ั
        ภาพที่ 1.14 ตาแหน่ งต่างๆ ของพืนผิวฟน และศัพท์บญญัตทใช้อธิบาย
                                          ้                ั       ิ ่ี
                         ่                               ิ    ์          ่     ั
                       เกียวกับตาแหน่ งของตัวอย่างคราบจุลนทรียทเี่ กาะอยูบนตัวฟน
          ่                             ่           ั           ั
        ทีมา : จุลชีววิทยาช่องปาก และทีมาของโรคฟนผุ โรคปริทนต์ และโรคใน
               ช่องปาก หน้า 13

                    ั
          โรคปริ ทนต์              (Periodontal              Disease)            หมายถึง
                               ่ ี            ่
โรคหรือกระบวนการเกิดโรคทีมผลต่อเนื้อเยือปริทนต์     ั                        ่
                                                                        โดยทัวไปหมายถึง
                                                ั ั
โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) และโรคปริทนต์อกเสบส่วนใหญ่เรียกว่า โรคปริทนต์              ั
                       ้
(Periodontitis) ทังสองโรคจะมีการอักเสบเหมือนกัน แต่สามารถแยกได้โดยพิจารณา
                            ั
การสูญเสียเอ็นยึดปริทนต์ในโรคปริทนต์   ั                (Periodontal           Ligament)
       ้
โดยทังสองโรคเกิดจากสาเหตุเดียวกันคือคราบจุลนทรีย์ ิ
              ั           ่                 ่
และอาจมีปจจัยอื่นทีส่งเสริมให้เกิดความเสียงมากขึน     ้             โดยเฉพาะโรคปริทนต์    ั
  ้                      ่ ั
ทังนี้เดิมเข้าใจว่าเมือไม่รกษาโรคเหงือกอักเสบจะทาให้เกิดโรคปริทนต์เสมอั
แต่จากการศึกษาผลการสารวจในช่วง                             17                      ่ี
                                                                               ปีทผ่านมา
                   ่ ี
พบว่ามีบริเวณทีมการอักเสบของเหงือกจานวนมาก                       ่                    ั
                                                               ทีไม่พบการเป็นโรคปริทนต์
           ่
ในขณะทีไม่พบการอักเสบของเหงือกก็จะทานายได้ว่าโอกาสในการเกิดโรคปริทนต์มน้          ั ี
32   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




อย                                                                          ่ ื
                                                             และมีหลักฐานทียนยันได้ว่า
การป้องกันการเกิดเหงือกอักเสบส่งผลให้เกิดความสาเร็จในการป้องกันโรคปริทนต์       ั
                                             ั
        1.3.3 ภาวะเกี่ยวกับโรคปริ ทนต์ชนิ ดต่างๆ ได้จดแบ่งออกเป็นกลุ่มดังนี้
                                                               ั
                 ่ ีั
       1. กลุ่มทีมลกษณะเป็นการอักเสบ (Inflammation) แบ่งออกเป็นดังนี้
                       ่ ี                     ้
           1.1 กลุ่มทีมอาการอักเสบชนิดเรือรัง (Chronic) แบ่งย่อยได้ดงนี้  ั
                                    ่ ี
               1.1.1 กลุ่มทีมการอักเสบบริเวณขอบเหงือก (Marginal gingivitis)
                                       ี             ่                  ั
               1.1.2 กลุ่มทีมการอักเสบของเนื้อเยือ และอวัยวะปริทนต์ (Periodontitis)
                        ่ ี
           1.2 กลุ่มทีมอาการอักเสบชนิดเฉียบพลัน (Acute) แบ่งย่อยได้ดงนี้     ั
                                         ั ั
               1.2.1 กลุ่มปริทนต์อกเสบลุกลามอย่างรวดเร็ว (Rapidly Progressive
                              Periodontitis)
                                     ่ ีั              ั
               1.2.2 กลุ่มทีมลกษณะเป็นหนองฝีปริทนต์ (Periodontal abscess)
               1.2.3 กลุ่มเหงือกอักเสบเนื้อตายเฉียบพลัน (Acute Ulcerative
                              Gingivitis)
                  ่ ีั
       2. กลุ่มทีมลกษณะเป็นโรคแบบชนิดเฉพาะเจาะจง (Specific) แบ่งออกได้ดงนี้        ั
                         ่ ี                     ่         ้
           2.1 กลุ่มทีมการอักเสบของเหงือกทีเกิดจากเชือไวรัส (Herpetic Gingivitis)
                          ่ ี                      ่     ้
           2.2 กลุ่มทีมการอักเสบของเหงือกทีเกิดจากเชือสเตร็พโตคอคคัส
               (Streptococcal Gingivitis)
                     ั ั                  ้
       3. กลุ่มปริทนต์อกเสบในผูเยาว์ (Juvenile Periodontitis or Periodontosis)

กลุ่มที่มีการอักเสบบริ เวณขอบเหงือก (Marginal gingivitis)
                                        ้
         การอักเสบบริเวณขอบเหงือกแบบเรือรังนี้
เป็ นการตอบสนองต่อการอักเสบแบบไม่จาเพาะเจาะจง                           ิ    ์ ั
                                                          เกิดจากคราบจุลนทรียฟน
ทีเกิดขึนบริเวณขอบเหงือก
  ่ ้                                                                     ั ่ ้
                                                        และตรงบริเวณตัวฟนเพิมขึน
            ิ    ์
พอคราบจุลนทรียถูกกาจัดออกไปจนหมด                ภาวะการอักเสบบริเวณขอบเหงือก
จะหายไปอย่างรวดเร็ว                          โดยเนื้อเหงือกจะกลับคืนสู่สภาพปกติ
    ั ิ
อุบตการณ์ของการเกิดการอักเสบบอกได้ยาก
               ่                             ้ึ
ในการศึกษาเกียวกับการทาให้เกิดโรคดังกล่าวนี้ขน
                            ั
กว่าจะเห็นลักษณะของโรคได้ชดเจนต้องใช้เวลา 10 ปีขนไป  ้ึ
                                                                                                      33




                              ์
             คราบจุลินทรี ยที่ประกอบด้ว
             ย แ บ ค ที เ รี ย ช นิ ด ต่ า ง ๆ
             เป็ นจานวนมาก
                                                                           ิ ์
                                                          ผลผลิตที่เชื้อจุลนทรียผลิต
                                                          ออกมานอกตัวเซลล์ของมั
                                                          นที่แทรกทะลุเข้าไปในเนื้อเ   ก า ร อั ก เ ส บ เ กิ ด ขึ้ น
เหงือกปกติ                                                ยื่อของเหงือก                (ขอบเหงื อกอักเสบแบบเรื้
                                                                                       อรัง)

               ตาแหน่ งที่ อ่อนแอในตัวสิ่
                     ิ
               งมีชีวตที่เป็ นที่อาศัยของเชื้
               อจุลินทรี ย ์


                                                                ิ
                                                 การกาจัดคราบจุลนทรีย ์


        แผนผังที่ 1.1 แผนผังแสดงเกียวกับสาเหตุของการทาให้เกิดขอบเหงือกอักเสบ
                                  ่
                            ้
                      แบบเรือรัง

                 ั ั            ้
        โรคปริ ทนต์อกเสบแบบเรือรัง (Chronic Periodontitis)
                       ั ั           ้
                โรคปริทนต์อกเสบแบบเรือรัง                                         ่
                                                           เป็นการอักเสบของเนื้อเยือ
          ่       ่       ั
        ทีทาหน้าทีพยุงตัวฟน                                                     ้
                                          โรคนี้ต่างจากโรคขอบเหงือกอักเสบแบบเรือรัง
34   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




โดยทีไม่เพียงแต่เกียวข้องกับเหงือกเท่านัน
       ่              ่                  ้           แต่จะเกียวโยงไปถึงกระดูกเบ้าฟน
                                                            ่                          ั
(Alveolar          Bone)                   ั
                            และเส้นใยปริทนต์      (Periodontal      Fibers)       ด้วย
           ่            ั             ่ ิ
ในรายทีเป็นโรคปริทนต์ชนิดนี้ เนื้อเยือบุผวแถวบริเวณก้นของร่องเหงือก จะค่อยๆ
                 ั
เลื่อนจากคอฟนต่ าลงมาทางปลายรากฟน      ั                              ่    ่
                                                 ในเวลาเดียวกันกับทีเนื้อเยือผิวค่อยๆ
                                               ั
เลื่อนต่าลงมานี้จะเกิดการสูญเสียกระดูกเบ้าฟนไปด้วย
                    ่ ่        ั
ผลสุดท้ายเนื้อเยือทีพยุงตัวฟนจะเสียไป
         ั                   ั
ทาให้ฟนหลุดออกจากเบ้าฟนของขากรรไกรไปในทีสุด        ่
      ั ั                 ้        ่
ปริทนต์อกเสบแบบเรือรังเป็นโรคทีพบได้งายมาก   ่                  ตามความเป็นจริงแล้ว
             ั ี ี               ่                            ่     ั
โรคปริทนต์น้มผลต่อประชากรทัวโลก และเป็นเหตุสาคัญทีทาให้ฟนหลุดจากเบ้าฟน               ั
หลังอายุผ่านเลย 25 ปีไปแล้ว

           ั ั
ปริ ทนต์อกเสบลุกลามอย่างรวดเร็ว (Rapidly Periodontitis)
             ลักษณะอาการและการทาลายของโรคปริทนต์อกเสบ  ั ั
    ่ ี
ทีมการอักเสบอย่างรวดเร็ว
                                                 ั ั
มีการทาลายในลักษณะเดียวกันกับโรคปริทนต์อกเสบแบบเรือรัง       ้
                        ้               ้                            ่ ี
เพียงแต่การเกิดขึนของโรคจะเกิดขึนได้อย่างรวดเร็ว และมักเกิดกับคนทีมอายุระหว่าง
                            ้                 ั ั
30-40 ปี บางครังเรียกว่า ปริทนต์อกเสบลุกลามอย่างรวดเร็วในคนวัยหนุ่มสาว
(Rapidly Progressive Periodontitis of Young Adults) หรือมีอกชื่อหนึ่งว่า ี
          ั ั
ปริทนต์อกเสบหลังวัยเยาว์ (Post-Juvenile Periodontitis)
                                  ั ่ี
             จากการศึกษาโรคปริทนต์ทผ่านมา
                          ั           ้
สรุปได้ว่าโรคปริทนต์เป็นโรคติดเชือชนิดหนึ่ง
        ้                          ่ ั ั
ดังนันการรักษาโรคนี้ทางหนึ่งทีนกวิจยกาลังสนใจศึกษากันอยู่
                                            ั              ่   ั
คือการนายามาใช้ในการรักษาโรคปริทนต์ ตัวอย่างยาทีนามาใช้รกษาโรคปริทนต์ได้แก่ั
ยาเมโทรนิดาโซล                                 กับ               ยาเต็ทตราซัยคลิน
  ่                 ั                     ่
ซึงมีงานศึกษาวิจยเป็นจานวนมากทีได้นาเอายาทัง         ้         2             ชนิดนี้
                              ั
มาใช้ในการรักษาโรคปริทนต์ชนิดต่างๆ
                      ั         ่
เนื่องจากโรคปริทนต์เป็นโรคทีพบได้เกือบทุกคน
                                     ั ั           ้
โดยพบว่ามีความชุกของโรคปริทนต์อกเสบตังแต่ระดับปานกลางจนถึงมาก
                                                                                                                       35


           ้
ในคนทุกเชือชาติ                                          แต่เกณฑ์ในการวินิจฉัย
      ี
และวิธการประเมินสถานการณ์ของโรคดังกล่าว           ในแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน
                           ่                       ่
จึงทาให้ไม่สามารถนาข้อมูลทีได้มาจากแต่ละแห่ง มาใช้รวมกันได้

                             ั
ฝี หนองปริ ทนต์ชนิ ดเฉี ยบพลัน (Acute Periodontal Abscess)
                 ฝีหนองปริทนต์           ั
                                                ่
เป็นการสะสมของหน่อทีเกิดขนจากบริเวณเส้นใยปริทนต์หรือร่องลึกปริทนต์ทพงจะเริม          ั                       ั ่ี ึ      ่
เกิดขึน    ้
                   ้             ั้                    ่ ี ่
มันเกิดขึนได้ทงจากแบคทีเรียทีมอยูอย่างปกติในช่องปากกับแบคทีเรียทีมาจากนอกช่อ                               ่
                                       ั
งปากหนองฝีปริทนต์ทเี่ กิดจากแบคทีเรียทีมาจากนอกช่องปาก                 ่
             ้
เกิดขึนได้โดยแบคทีเรียจะทาการแพร่พนธุเข้าไปตามเอ็นยึดปริทนต์       ั ์                        ั               (Periodontal
Ligament) หรือผ่านเข้าทางเนื้อเยือในโพรงฟนจากการกรอฟนทีทะลุโพรงในตัวฟน
                                                                 ่             ั                ั ่                        ั
หรือติดเข้าไปพร้อมกับวัตถุแปลกปลอมทีผ่านเข้าไปในเหงือก เช่นไม้จมฟนทีไม่สะอาด
                                                                     ่                                   ้ิ ั ่
ส่วนการติดเชือจากเชือจุลนทรีย์ ้             ้ ิ                                                   ่ ี ่
                                                                                             ทีมอยูปกติภายในปาก
   ่                   ่
ทีอาศัยอยูในร่องลึกปริทนต์นน                      ั ั้
จะพบในกรณีทแบคทีเรียสามารถเอาชนะระบบการป้องกันตัวเองของผูปวยได้
                                    ่ี                                                                 ้ ่
               ี
ทาให้มการตายของเนื้อเยือแผ่ขยายออกไป               ่
         ้                                 ั ึ
ดังนันในหนองฝีปริทนต์จงอาจพบแบคทีเรียทีมาจากนอกช่องปากบางสปีชส์          ่                                     ี      เช่น
     ้
เชือสแตฟโตคอคคัส                                                                                                   ออเรียส
                 ็                            ่
หรือไม่กพบแบคทีเรียทีเคยอาศัยอยูในคราบจุลนทรียของโรคปริทนต์  ่             ิ       ์             ั                    เช่น
       ้
เชือแบคทีเรีย                               รอยดีส         เมลานิโนเจนิคส        ั               หนองฝีหนองปริทนต์     ั
                         ้
ถ้าปล่อยทิงไว้โดยไม่ได้ทาการรักษา                                                      ก็จะกลายเป็นหนองฝีเรือรังได้ ้
                                                               ้ ่
โดยหน้าทีในการป้องกันตัวเองของผูปวย จะค่อยๆ เข้าไปควบคุม ทาให้เป็ นๆ หายๆ
                     ่
                           ั
หรือบางทีมนอาจลุกลามแผ่ขยายเข้าไปในเนื้อเยืออ่อนบริเวณใบหน้า                 ่
ทาให้ใบหน้าบวมแบบอักเสบ (Cellulitis) แต่พบได้ไม่บ่อย
36   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




     ภาพที่ 1.15 ตัวอย่างการอักเสบของเหงือกแบบ Acute Periodontal Abscess
         ่
       ทีมา : http://images.google.co.th/images?q= Periodontal + Abscess


โรคเหงือกอักเสบเนื้ อตายเฉี ยบพลัน (Acute Necrotizing Ulcerative Gingivitis
(ANUG) or Vincent's Infection)
              โรคเหงือกอักเสบเนื้อตายแบบเฉียบพลัน                                      ้
                                                                       หรือการติดเชือวินเซนต์
                       ่         ่         ่ ี
เป็นสภาวะทีเหงือกอยูในสภาพทีมอาการเจ็บปวด ลักษณะทีพบทางคลินิก คือ         ่
            ่
มีเนื้อเยือเทียมสีเทา                             (Grey                     Pseudomembrane)
                               ่
ปกคลุมเหงือกเนื้อเยือเทียมนี้หลุดออกได้งาย           ่                               ่
                                                                                 เมือหลุดออก
                     ่
จะเกิดแผลทีมเี ลือดซึมตรงบริเวณเหงือกทีมนคลุมอยู่   ่ ั                        สามารถวินิจฉัย
                                                              ่
โรคเหงือกอักเสบเนื้อตายเฉียบพลัน โดยศึกษากลินเหม็นของลมหายใจ (Bad Breath)
แบบลักษณะทีเฉพาะ         ่                                            ้ ่                ั
                                                                    ผูปวยด้วยโรคนี้มกอิดโรย
                                    ้
เนื่องจากความไม่สบายทังร่างกายและจิตใจ
        ้
รวมทังมีอาการเครียดทางอารมณ์แบบเฉียบพลัน
                             ่
              ในประเทศทีเจริญแล้ว
                  ้ ่
การรักษาผูปวยด้วยโรคเหงือกอักเสบเนื้อตายเฉียบพลัน จะใช้ยาพวกเมโทรนิดาโซล
          ่
รักษาซึงได้ผลดี                                 ่ ้
                                   แต่ในประเทศทีดอยพัฒนา          เช่น         ในทวีปอาฟริกา
                ู้ ่                     ั
ส่วนใหญ่ผปวยเหล่านี้จะไม่ได้รบการรักษา ทาให้โรคลุกลามกลายไปเป็นแผลเน่าเปื่อย
(Carcrum                           Oris)                 ่ ีั                      ่
                                                       ทีมลกษณะของการทาลายเนื้อเยืออย่างมาก
                           ้
ทาให้เนื้อส่วนกระพุงแก้มและเหงือกหลุดหายไป ซึงพบเกิดในเด็ก      ่
                                                                                37


        ภาพที่ 1.16 ตัวอย่างการอักเสบของเหงือกแบบ Acute Necrotizing
                      Ulcerative Gingivitis (ANUG)
  ่
ทีมา : http://images.google.co.th/images?=Acute+Necrotizing+Ulcerative+Gingivitis+ANUG

โรคเหงือกอักเสบเฉี ยบพลันเนื่ องจากเชื้อสเตร็พโตคอคคัส
(Acute Streptococcal Gingivitis)
                                               ้
           โรคเหงือกอักเสบเฉียบพลันเนื่องจากเชือสเตร็พโตคอคคัส
               ่ ้
เป็นสภาวะทีเกิดขึนกับเหงือก                         ่
                                                 ทีส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง
โดยเหงือกบวมแดงแบบลักษณะของการบวมน้า                                  (Oedematous)
           ิ
อุณหภูมของร่างกายสูง                                        ่ ี     ่
                                             ต่อมน้าเหลืองทีมส่วนเกียวข้องจะโตด้วย
   ่                ้ ้              ่ ี                        ้
เมือทาการเพาะเลียงเชือจากบริเวณทีมการอักเสบมักจะแยกได้เชือสเตร็พโตคอคไค
       ่ ่
พวกทีอยูในกลุ่มแลนซิฟิลด์กลุ่มเอ (Lancefield Group A Streptococcus)
         ้                     ่ ่
แม้ว่าเชือสเตร็พโตคอคไคตัวทีเกียวข้องกับสาเหตุในการทาให้เกิดโรคดังกล่าว
ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเชือสเตร็พโตคอคคัส พัยโอจีน (Streptococcus pyogenes)
                        ้
                                                          ้
ลักษณะเด่นของเหงือกอักเสบอย่างเฉียบพลันเนื่องจากเชือสเตร็พโตคอคคัส              คือ
มีอาการเจ็บคอ                       สามารถแพร่กระจายจากคอไปยังเหงือกโดยตรงได้
                                 ิิ ่             ี     ่
และไม่ว่าจะรักษาด้วยยาเพ็นนิซลน(ซึงเป็นยาปฏิชวนะซึงเป็นยาเลือกใช้เป็นอันดับแร
                     ั
ก) แล้วก็ตามโรคก็ยงคงดาเนินการต่อไปนานถึง 6 ถึง 15 วัน จึงจะหาย

โรคเหงือกอักเสบเฉี ยบพลันเนื่ องจากเชื้อไวรัส (Acute Herpetic Gingivitis)
                                             ้
       เหงือกอักเสบส่วนมากมักพบเกิดจากเชือแบคทีเรีย
         ้ ่            ้
มีบางครังทีพบเกิดจากเชือไวรัส              ่                           ่
                                        ซึงส่วนใหญ่พบได้มากในคนทีเป็นหนุ่มสาว
             ่                 ่         ้          ์
พบได้บ่อยทีสุดคือเหงือกอักเสบทีเกิดจากเชือเฮอร์ปีสโฮมินิสทัยพ์        1 (Herpes
Hominis Type 1 or HSV 1)                                          ้
                                                 เกิดจากการติดเชือไวรัสในตอนแรก
โดยไม่มเี หงือกบวมปรากฏให้เห็น                    ถ้าพบในเด็กจะมีอาการเหงือกบวม
                          ่                                         ้
และมีรอยถลอกกระจายทัว พร้อมกับมีอาการปวดอย่างมาก เกิดขึนอย่างเฉียบพลัน
          ิ ้ ่
อุณหภูมในผูปวยจะสูงขึน้                                                  ่
                                             ต่อมน้ าเหลืองตรงบริเวณเกียวข้องจะโต
อาการปวดเหงือกจะเป็นอยูนาน  ่                         7-21                     วัน
38   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




          ้                    ่
รอยโรคพบทังบริเวณริมฝีปากหรือเยือเมือกใน
ช่องปาก




           ภาพที่ 1.17 ตัวอย่างการอักเสบของเหงือกแบบ Acute Herpetic Gingivitis
               ่
             ทีมา : http://images.google.co.th/images?=Herpetic+Gingivitis

       ั ั                    ้
ปริ ทนต์อกเสบในผูเยาว์ (Juvenile Periodontitis or Periodontosis)
                  ั ั
            ปริทนต์อกเสบในผูเยาว์        ้                                 ่ ้
                                                                เป็นสภาวะทีเกิดขึนกับเหงือกของวัยรุน   ่
                      ่
โดยปกติโอกาสทีจะพบสภาวะแบบนี้ พบได้น้อย พบเป็นกับผูหญิงได้บ่อยกว่าผูชายถึง   ้                    ้
3                               เท่า                        โดยมีรปแบบของการทาลายกระดูกเบ้าฟน
                                                                    ู                                      ั
  ่                                           ั
ทีต่างจากการทาลายกระดูกเบ้าฟนของโรคปริทนต์ชนิดอื่น              ั                            อย่างเด่นชัด
                ั           ่          ั        ่             ั       ่
มักเป็ นกับฟนแท้ ทีเป็ นฟนกรามซีแรก และฟนหน้าซีแรก (First Permanent Molar
and          Incisor               Teeth)                                        ั        ้
                                                  โดยมีการสูญเสียกระดูกเบ้าฟนเกิดขึนอย่างรวดเร็ว
      ั ั                            ่
ในปจจุบนยังมีรายงานเกียวกับโรคนี้น้อยมาก                                           ่ ี ่ ็ ั
                                                                          และทีมอยูกยงไม่สมบูรณ์ด ี
                          ่
เนื่องจากเป็นโรคทีพบได้ค่อนข้างยาก
                     1.3.4 ลักษณะอาการและการลุกลามของโรคปริ ทนต์                       ั
             โรคปริทนต์ ั                  เป็นโรคทีมการอักเสบของเหงือกและอวัยวะรอบๆตัวฟน
                                                      ่ ี                                                ั
ในระยะแรกจะเป็นโรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) ก่อน โดยมีการทาลายเหงือก
หากไม่ได้รบการรักษา จะลุกลามไปสู่อวัยวะรอบๆ ฟน เรียกว่า โรคปริทนต์อกเสบ
              ั                                                         ั                      ั ั
(Periodontitis)
             โรคเหงือกอักเสบ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
             ระยะที ่ 1 ลักษณะของเหงือกอักเสบระยะนี้จะมองดูเหมือนเหงือกปกติ
        ่                                            ่ ่ ้
แต่เริมมีการทาอันตรายจากแบคทีเรียทีอยูขางใต้เหงือกแล้ว
โดยเมือใช้เครืองมือเขียหรือ
          ่        ่             ่                        ั
                                              ไหมขัดฟนผ่านบริเวณเหงือกจะพบเหงือกมีเลือดออก
                                                                                                   39


การมีเลือดออกชีว่า     ้                                                          มีแผลเกิดขึน  ้
  ่
ซึงจุดดังกล่าวแบคทีเรียจะสามารถเข้าทาอันตรายเหงือกได้มากขึน              ้
            ั
หากไม่รกษาโรคจะลุกลามต่อไป
              ระยะที ่                    2                                        ่
                                                            ลักษณะเหงือกอักเสบเริมเห็นชัดเจน
                                                ่ ่ ึ
เนื่องจากแบคทีเรียลุกลามลงสู่เนื้อเนื่อทีอยูลกลงไป
ลักษณะทางคลินิกจะพบเหงือกบวม และสีแดงมากขึน ยอดเหงือกระหว่างฟนบวมทู่
                                                                ้                          ั
                         ้ ่            ั                 ั
มีเลือดออกมากขึนเมือแปรงฟนหรือใช้ไหมขัดฟน แต่ไม่มอาการเจ็บปวดใดๆ  ี
              ระยะที ่ 3 ลักษณะทางคลินิกจะพบเหงือกบวม และสีแดงมากขึน                   ้       ซึง    ่
                ่
อาจจะยากทีแยกออกจากระยะที่                            2                              ่       ่
                                                                                 เริมมีกลินปาก
เหงือกสามเหลียมระหว่างฟนบวมมากขึน
                  ่               ั           ้                            ขอบเหงือกสีเข้มขึน     ้
                    ่ ้
มีเลือดออกได้งายขึนมากกว่าเดิม
              โรคปริ ทนต์ ั
                     ่
              การทีเหงือกอักเสบเป็นระยะเวลาหนึ่งและไม่ได้รบการรักษา ั
จะทาให้แบคทีเรียลุกลามไปสู่กระดูกรอบรากฟน               ั
โดยมีหนน้ าลายและแผ่นคราบจุลนทรียสะสมมากขึน
          ิ                               ิ ์               ้                ลงไปรอบรากฟน           ั
ทาให้มการทาลายเอ็นยึดปริทนต์
        ี                             ั                               กระดูกรอบรากฟนละลายั
ทาให้เกิดกระเป๋าปริทนต์ขน ลักษณะทางคลินิกทีพบ คือ เหงือกบวม แดง
                             ั ้ึ                             ่
                                    ั
ขอบเหงือกแยกออกจากผิวฟน กระเป๋าปริทนต์ลก มีหนอง ฟนโยก มีกลินปาก
                                                    ั ึ               ั        ่
40   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




                                   ภาพที่ 1.18 ลักษณะของเหงือกปกติ
                          ่
                        ทีมา : www.ems-dent.com/ en/periodontics.htm




           เหงือกอักเสบ                                           ั ั
                                                              ปริทนต์อกเสบ

                   ภาพที่ 1.19 ลักษณะของเหงือก             ั ั
                                                    และปริทนต์อกเสบ
                        ่
                      ทีมา : www.packmanperio.com/ diseases.html
                                                                                41



                       แบบทดสอบท้ายหน่ วยการเรียน


จงทาเครื่องหมาย  หน้ าข้อความที่ถกต้อง และ ทาเครื่องหมาย 
                                           ู
หน้ าข้อความที่ผิด
                      ั
...........1. โรคฟนผุระยะแรกสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้
...........2. สาเหตุหลักของเหงือกอักเสบ คือ หินน้าลาย
                ั ่ ั                    ี
...........3. ฟนทีได้รบการอุดแล้วจะไม่ผุอก
                         ่        ั   ่                    ้
...........4. ตาแหน่ งทีพบฟนผุมากทีสุดในเด็ก คือ ด้านบดเคียว
                            ิ       ์
...........5. แผ่นคราบจุลนทรียสามารถสังเกตได้โดยง่ายด้วยตาเปล่า
                                             ้       ่ ่         ั       ่
...........6. รอยสีดาหรือน้าตาลบนด้านบดเคียวเป็นสิงทีบ่งบอกว่าฟนผุระยะเริมต้น
                    ้ ิ    ์ ่ี ี                  ั
...........7. เชือจุลนทรียทมความสาคัญต่อการเกิดฟนผุ คือ S.mutans
                 ั ่                             ี       ั
...........8. ฟนทีผุทะลุโพรงประสาท รักษาโดยวิธการถอนฟนเท่านัน  ้
                  ั
...........9. ฟนน้ านมไม่จาเป็ นต้องอุด
                                               ั
...........10. การดื่มน้ าหวานมีโอกาสทาให้เกิดฟนผุมากกว่าการอมลูกอม
42   แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับทันตสาธารณสุ ข




                                            สื่อประกอบเพิ่มเติม

ชมรมทันตกรรมสาหรับเด็ก .Clinical Use of Fluoride . พิมพ์ครังที่ 1 .2539.
                                                           ้
ศิรภา คงศรี .ทันตสาธารณสุข .ขอนแก่น: โครงการตารา วิทยาลัยการสาธารณสุข
   ิ
           ิ
        สิรนธร จังหวัดขอนแก่น 2541.
Http://www.dentalcare.com
http://www.rdhc.net/
http://www.siamdental.com
                                                                              43



                              บรรณานุกรม

จินตกร คูวฒนาสุชาติ. จุลชีววิ ทยาช่องปาก และที่มาของโรคฟันผุ โรคปริ ทนต์
            ั                                                             ั
         และโรคในช่องปาก. สานักพิมพ์จฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2542
                                          ุ
                                                   ั
ชนินทร์ เตชะประเสริฐวิทยา.เนื้ อเยื่อของอวัยวะปริ ทนต์ . พิมพ์ครังที่ 2 .
                                                                 ้
         กรุงเทพมหานคร :เยียร์บุ๊คพับลิเชอร์.2533.
พวงเพ็ชร เดชะประทุมวัน .สารต้านฟันผุและสารลดคราบจุลินทรีย.์
         กรุงเทพมหานคร :จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.2536.
วีระชาติ ยุทธชาวิทย์. ทันตพยาธิ วิทยาสาหรับทันตาภิ บาล. เอกสารอัดสาเนา.
         2542
ศิรภา คงศรี .ทันตสาธารณสุข ขอนแก่น: โครงการตารา วิทยาลัยการสาธารณสุข
   ิ
              ิ
         สิรนธร จังหวัดขอนแก่น 2541.
สุโขทัยธรรมมาธิราช, มหาวิทยาลัย. เอกสารประกอบการสอนชุดวิชา ทันตกรรม
         ป้ องกัน หน่วยที่ 1-8.2535.
สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. เอกสารประกอบการสอนชุดวิชา ทันตกรรม
         ป้ องกัน หน่วยที่ 9-15.2535.
Harris ,Norman O. And Christen ,Arden G. Primary preventive dentistry
         California: Appleton & lange third ed. 1991.19-57.
Manson ,J.D and Eley,B.M. Outlines of Periodontics. London : Wright .
         second ed. 1989. 1-32.
Wilkins,Esther M. Clinical practice of the Dental Hygienist . Philadelphia:
         Lea&Febiger.1989.

								
To top