????????? 38 ??????

Document Sample
????????? 38 ?????? Powered By Docstoc
					                                           ิ
                                    มงคลชีวต 38 ประการ

            เรื่ องราวของมงคลชีวิตที่จะกล่าวต่อไปนี ้ ข้ าพเจ้ าได้ สรุปจาก หนังสือ มงคลชีวิต “
ฉบับทางก้ าวหน้ า ” ของชมรมพุทธศาสตร์ สากล ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
เรี ยบเรี ยงโดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ M.D., Ph.D.
                                            ฺ
    ้
ทังนี ้เพื่อเป็ นการเผยแผ่หลักธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ าและนําไปใช้ เป็ นหลักในการดํา
                  ู
เนินชีวิตที่ถกต้ อง

         มงคลชีวิต คือเหตุแห่งความสุขและความเจริญก้ าวหน้ าของชีวิต
                                                           ั ่
เป็ นสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ าทรงแสดงไว้ เป็ นข้ อควรปฏิบติ ซึงมีอยู่ 38 ประการด้ วยกัน

         ความเจริญก้ าวหน้ าแบ่งได้ เป็ น 3 ระดับคือ
         1. ความเจริญก้ าวหน้ าในโลกนี ้ เช่น
                เมื่อเป็ นเด็กก็ประสบความสําเร็จในการศึกษาเล่าเรี ยน
                                            ้
                เมื่อเติบโตขึ ้นก็สามารถตังฐานะได้ มีทรัพย์มาก มีชื่อเสียง มีตําแหน่งหน้ าที่การงานดี
                มีครอบครัวดีเป็ นต้ น
                                                               ั่
         2. ความเจริญก้ าวหน้ าในโลกหน้ า คือเป็ นผู้สงสมบุญกุศลไว้ ดี
                เมื่อละโลกนี ้ไปก็ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
                                                   ่
         3. การบรรลุมรรคผลนิพพาน ซึงเป็ นความเจริญก้ าวหน้ าในระดับสูงสุด
                      ั                                      ่
         การปฏิบติตามหลักมงคลชีวิต จะเป็ นเหตุนํามาซึงความเจริญก้ าวหน้ าทัง้ 3 ระดับ
                ั
เพราะผู้ปฏิบติตามหลักมงคลชีวิต โดยเนื ้อหาก็คือเป็ นการหลีกเลี่ยงเหตุแห่งความเสื่อมทังหลาย   ้
                                         ้
และทําความดีด้วยกาย วาจา ใจ ทังเบื ้องต้ น เบื ้องกลาง เบื ้องสูง ทําให้ เกิดสติ ปั ญญา
                                                           ่
อันเป็ นเครื่ องทําลายอุปสรรคของชีวิต ตลอดจนความชัวความบาปต่างๆ
                                       ้
จึงส่งผลเป็ นความเจริญก้ าวหน้ าทังชาตินี ้ ชาติหน้ า จนถึงการบรรลุมรรคผลนิพพานในที่ สด        ุ
                                           “ เอหิปัสสิโก เชิญมาพิสูจน์ เถิด”


                                     ิ
                              มงคลชีวต 38 ประการ
มงคลหมู่ท่ ี 1 ฝึ กให้ เป็ นคนดี
มงคลที่ 1        ไม่คบคนพาล
มงคลที่ 2        คบบัณฑิต
มงคลที่ 3    บูชาบุคคลที่ควรบูชา
มงคลหมู่ท่ ี 2 สร้ างความพร้ อมในการฝึ กตนเอง
มงคลที่ 4        ่
             อยูในถิ่นที่เหมาะสม
มงคลที่ 5          ุ
             มีบญวาสนามาก่อน
มงคลที่ 6      ้
             ตังตนชอบ

มงคลหมู่ท่ ี 3 ฝึ กตนให้ เป็ นคนมีประโยชน์
มงคลที่ 7             ู
             เป็ นพหูสต
มงคลที่ 8        ิ
             มีศลปะ
มงคลที่ 9    มีวินยั
มงคลที่ 10   มีวาจาสุภาษิต

มงคลหมู่ท่ ี 4 บาเพ็ญประโยชน์ ต่อครอบครั ว
มงคลที่ 11   บํารุงบิดามารดา
มงคลที่ 12             ุ
             เลี ้ยงดูบตร
มงคลที่ 13   สงเคราะห์ภรรยา (สามี)
มงคลที่ 14                ั่
             ทํางานไม่คงค้ าง

มงคลหมู่ท่ ี 5 บาเพ็ญประโยชน์ ต่อสังคม
มงคลที่ 15   บําเพ็ญทาน
มงคลที่ 16   ประพฤติธรรม
มงคลที่ 17   สงเคราะห์ญาติ
มงคลที่ 18   ทํางานไม่มีโทษ

มงคลหมู่ท่ ี 6 ปรั บเตรี ยมสภาพใจให้ พร้ อม
มงคลที่ 19   งดเว้ นจากบาป
มงคลที่ 20   สํารวมจากการดื่มนํ ้าเมา
มงคลที่ 21   ไม่ประมาทในธรรม

                                ้
มงคลหมู่ท่ ี 7 การแสวงหาธรรมะเบืองต้ นใส่ ตัว
มงคลที่ 22      มีความเคารพ
มงคลที่ 23      มีความถ่อมตน
มงคลที่ 24      มีความสันโดษ
มงคลที่ 25      มีความกตัญํู
มงคลที่ 26      ฟั งธรรมตามกาล

                                ้
มงคลหมู่ท่ ี 8 การแสวงหาธรรมะเบืองสูงใส่ ตัวให้ เต็มที่
มงคลที่ 27      มีความอดทน
มงคลที่ 28      เป็ นคนว่าง่าย
มงคลที่ 29      เห็นสมณะ
มงคลที่ 30      สนทนาธรรมตามกาล

                               ิ                   ิ้
มงคลหมู่ท่ ี 9 การฝึ กภาคปฏิบัตเพื่อกาจัดกิเลสให้ สนไป
มงคลที่ 31      บําเพ็ญตบะ
มงคลที่ 32      ประพฤติพรหมจรรย์
มงคลที่ 33      เห็นอริยสัจจ์
มงคลที่ 34      ทํานิพพานให้ แจ้ ง

                              ิ
มงคลหมู่ท่ ี 10 ผลจากการปฏิบัตจนหมดกิเลส
มงคลที่ 35               ่
                จิตไม่หวันไหวในโลกธรรม
มงคลที่ 36      จิตไม่โศก
มงคลที่ 37      จิตปราศจากธุลี
มงคลที่ 38      จิตเกษม



                               มงคลหมู่ท่ ี 1 ฝึ กให้ เป็ นคนดี
                                       มงคลที่ 1
                                    ไม่ คบคนพาล

        คนพาล คือคนที่มีใจขุนมัวเป็ นปกติ เป็ นผลให้ มีความเห็นผิด
                            ่                                                     ยึดถือค่านิยมผิดๆ
                             ่             ่
และมีวินิจฉัยเสีย คือไม่ร้ ูวาอะไรดี อะไรชัว อะไรควร-ไม่ควร เช่นบัณฑิตเห็นว่า ” เหล้ า ” เป็ นของไม่ดี
ทําให้ ขาดสติ นําความเสื่อมมาให้ นานัปการ แต่คนพาลกลับเห็นว่า “ เหล้ า ”เป็ นของประเสริฐ
เป็ นเครื่ องกระชับมิตร     หรื อบัณฑิตเห็นว่า “ การเล่ นไพ่ ” เป็ นสัญลักษณ์แห่งความฉิบหาย
แต่คนพาลกลับเห็นว่าเป็ นสิ่งดีทําให้ เพลิดเพลิน เป็ นการฝึ กสมองซ้ อมวิชาคํานวณ

ลักษณะของคนพาล
                     ่
       1. ชอบคิดชัวเป็ นปกติ เห็นผิดเป็ นชอบ ละโมบ พยาบาทปองร้ ายฯลฯ
                       ่
       2. ชอบพูดชัวเป็ นปกติ
                   ่
       3. ชอบทําชัวเป็ นปกติ เกะกะเกเร กินเหล้ าเมายา ชอบล้ างผลาญชีวิตคนและสัตว์
          ลักทรัพย์ ฉุดคร่าอนาจารฯลฯ

                                                             ่
พฤติกรรมที่เรียกว่ า “ คบ” คือ พฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึงดังต่อไปนี ้
  - ร่ วม เช่นร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมก่อการ ร่วมหุ้น ร่วมลงทุน
  - รับ เช่น รับเป็ นเพื่อน รับเป็ นภรรยาหรื อสามี รับไว้ ทํางาน
  - ให้ เช่น ให้ ความไว้ วางใจ ให้ คําชมเชย ให้ ยศ-ตําแหน่ง ให้ หยิบยืมของ ให้ การสนับสนุน

โทษของการคบคนพาล
       1.   ย่อมถูกชักชวนไปในทางที่ผิด
       2.   ย่อมเกิดความหายนะ
       3.                                                        ่
            ย่อมถูกมองในแง่ร้าย ไม่ได้ รับความไว้ วางใจจากบุคคลทัวไป
       4.   ย่อมอึดอัดใจเพราะคนพาลแม้ เราพูดดีๆด้ วยก็โกรธ
       5.                                                                ั
            หมูคณะย่อมแตกความสามัคคีเพราะการยุยงและไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินย
       6.   ภัยอันตรายต่างๆย่อมไหลเข้ ามาหาตัว
       7.   เมื่อละโลกแล้ วย่อมไปอบายภูมิ ฯลฯ

          ิ
หลักปฏิบัตในชีวิตประจาวัน
       1. หมั่นห้ ามใจตนเองจากความชั่วแม้ เพียงเล็กน้ อยก่ อนที่จะลามต่ อไป เช่น ตื่นสาย
          ทิ ้งขยะไม่เป็ นที่
                                                                    ้
       2. อย่ าตามนึกถึงความชั่ว ความผิดพลาดในอดีต ทังของตนเองและผู้อื่น
                                                                          ้
          ผ่านไปแล้ วให้ แล้ วกันไป ถือเป็ นบทเรี ยนไม่ทําซํ ้าอีก แล้ วตังใจทําดีใหม่ให้ เต็มที่
              ้
       3. ตังใจให้ ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาอย่ างสม่าเสมอ
      4. หลีกเลี่ยงการอ่ าน การฟั ง การพูดเรื่ องเกี่ยวกับคนพาล
         จะได้ ไม่สะสมความคิดเกี่ยวกับพาลไว้ ในใจ พยายามสะสมแต่ความคิดที่ดีงาม
         โดยการฟั ง อ่าน พูด แต่สิ่งที่ดีงาม เช่น อ่านหนังสือธรรมะ ฟั งเทศน์ สนทนาธรรม
                               ุ
         พูดถึงแต่คนที่ทําแต่คณความดี
      5. ถ้ าจาเป็ นต้ องอยู่ใกล้ คนพาลอย่ างไม่ มีทางเลี่ยง เช่นในที่ทํางานเดียวกัน
                     ั                            ่
         เป็ นญาติกน เราต้ องระลึกว่าเรากําลังอยูใกล้ สิ่งอันตราย
         ต้ องระวังความเป็ นพาลจะมาติด ต้ องหมั่นให้ ทาน รั กษาศีล ทาสมาธิ
                                                                 ั                    ุ
         เพื่อให้ ใจผ่ องใสอยู่เสมอเราต้ องระลึกเสมอว่าหน้ าที่อนยิ่งใหญ่และสําคัญที่สดในชีวิตไ
         ม่มีอะไรยิ่งไปกว่าการปราบพาลภายในตัวเราเอง

อานิสงส์ การไม่ คบคนพาล
      1.              ู
           ทําให้ ไม่ถกชักจูงไปในทางที่ผิด
      2.   ทําให้ สามารถรักษาความดีไว้ ได้
      3.   ทําให้ สามารถสร้ างความดีใหม่เพิ่มขึ ้นได้ อีก
      4.                ู
           ทําให้ ไม่ถกคนพาลทําร้ าย
      5.                  ู         ู
           ทําให้ ไม่ถกตําหนิ ไม่ถกใส่ความ
      6.                    ู
           ทําให้ ไม่ถกมองในแง่ร้าย
      7.   ทําให้ มีความเจริญก้ าวหน้ า
      8.                      ้
           ทําให้ มีความสุขทังตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ
      9.   เป็ นการตัดกําลังไม่ให้ เชื ้อพาลระบาดไป เพราะขาดคนสนับสนุน
                                    ฯลฯ

               ปลาร้ าพันห่อด้ วย     ใบคา
      ใบก็เหม็นคาวปลา                 คละคลุ้ง
                ่
      คือคนหมูไปหา                    คบเพื่อน พาลนา
                      ้
      ได้ แต่รายร้ ายฟุง                                              ิ
                                      เฟื่ องให้ เสียพงศ์ ( โคลงโลกนิต)
                                            มงคลที่ 2
                                            คบบัณฑิต

       บัณฑิต คือคนที่มีจิตใจผ่องใสอยูเ่ ป็ นปกติ ทาให้เห็นถูก ยึดถือค่านิยมที่ถูกต้อง
                ิ ่ ้              ่
สามารถดาเนินชี วตอยูดวยปั ญญา รู ้วาอะไรดี-ชัว ถูก-ผิด บุญ-บาป
                                             ่

ลักษณะของบัณฑิต
       1. ชอบคิดดีเป็ นปกติ เช่น คิดให้ ทาน คิดให้ อภัย คิดเห็นถูกต้ องตามจริง เช่น
          คิดว่าบุญบาปมีจริง พ่อแม่มีพระคุณจริง ฯลฯ
       2. ชอบพูดดีเป็ นปกติ
       3. ชอบทาดีเป็ นปกติ

องค์ คุณของบัณฑิต
       1.   กตัญญู
       2.   อัตตสุทธิ ทําตนให้ บริ สทธิ์จากบาป
                                            ุ
       3.   ปริสุทธิ ทําผู้อื่นให้ บริ สทธิ์จากบาป
                                          ุ
       4.   สังคหะ สงเคราะห์แก่ชมชน     ุ

อานิสงส์ การคบบัณฑิต
       1. ทําให้ จิตใจผ่องใส สามารถทําความดีตามไปด้ วย
       2. ทําให้ ได้ ปัญญาเพิ่มขึ ้น เป็ นคนหนักแน่น มีเหตุผล
       3. ทําให้ มีความเห็นถูกต้ อง
       4. ทําให้ ไม่ต้องโศกเศร้ าเดือดร้ อนเพราะทําผิด
       5. ทําให้ เป็ นที่ยกย่องสรรเสริญของคนทัวไป  ่
       6. ทําให้ มีความสุข ปลอดภัยจากอุปสรรคภัยพาลต่างๆ
       7. ทําให้ มีความเจริญก้ าวหน้ า
       8.              ่ ุ
          ทําให้ ไปสูสคติโลกสวรรค์เมื่อละโลกนี ้ไป
       9. ทําให้ บรรลุมรรคผลนิพพานได้ โดยง่าย
              ใบพ้ อพันห่อหุ้ม             กฤษณา
       หอมระรวยรสพา                        เพริศด้ วย
       คนเสพเสน่หา                         นักปราชญ์
      ความสุขซาบฤาม้ วย                                            ิ
                                       ดุจไม้ กลิ่นหอม ( โคลงโลกนิต)

                                       มงคลที่ 3
                                  บูชาบุคคลที่ควรบูชา

      การบูชา คือการเลื่อมใส ยกย่อง เชิดชู ต่อผู้ที่ควรบูชาทังต่อหน้ าและลับหลัง
                                                             ้

บุคคลที่ควรบูชา
                                  ่
      1. พระพุทธเจ้ า พระธรรมคําสังสอน พระพุทธรูป พระบรมสารี ริกธาตุ สังเวชนียสถาน ฯลฯ
      2. พระสงฆ์ พระธาตุ รูปพระสงฆ์สาวก ฯลฯ
                           ู ั้ ่
      3. พระมหากษัตริ ย์ผ้ ตงอยูในทศพิธราชธรรม
                            ู
      4. บิดามารดาและญาติผ้ ใหญ่ที่มีความประพฤติดี
      5. ครูอาจารย์ที่มีความรู้ ความสามารถ ความประพฤติดี
             ั                             ้ ่
      6. ผู้บงคับบัญชาที่มีความประพฤติดี ตังอยูในธรรม
                   ู
      7. บัณฑิตที่สงเกินกว่าจะคบในฐานะเดียวกัน


การแสดงการบูชา ทําได้ โดยทางกาย วาจา ใจ

ประเภทของการบูชา มี 2 ประเภท
      1. อามิสบูชา คือการถวาย มอบ ให้ สิ่งของ หรื อเครื่ องบูชา
                                                                            ู
      2. ปฏิบัตบูชา คือการประพฤติตามคําสอน ตามอย่างที่ดี จัดเป็ นการบูชาที่สงสุด
               ิ

ข้ อควรระวัง
      1.             ู              ่                 ่             ์ ู
           ไม่บชา ไม่ยกย่อง ไม่สงเสริ มคนพาล แม้ วาจะมียศศักดิสงก็ตาม
      2.       ู                                    ่
           ไม่บชาสิ่งของ ผลงาน หรื อทําตามคําสังสอนของคนพาล
      3.         ู        ู                                                         ุ
           ไม่บชาสิ่งที่บชาแล้ วไม่เกิดสิริมงคล เช่น รูปดารา นักร้ อง คนดังที่ไม่มีคณธรรมเพียงพอ
      4.           ู        ู
           ไม่บชาสิ่งที่บชาแล้ วงมงายไม่เกิดปั ญญา เช่น ต้ นไม้ ภูเขา ภูตผี
                                  ั
           สัตว์หรื อสิ่งของที่มีลกษณะผิดปกติ

                มงคลหมู่ท่ ี 2 สร้ างความพร้ อมในการฝึ กตนเอง
                                     มงคลที่ 4
                                    อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม
        ถิ่นที่เหมาะสม คือสิ่งแวดล้ อมที่ดี ไม่เป็ นพิษภัยแก่สขภาพกาย ใจ
                                                              ุ
แต่กลับสนับสนุนให้ กิจการงานเป็ นสัมมาอาชีพ ก้ าวหน้ าโดยง่าย และสร้ างความดีได้ เต็มที่

        ลักษณะถิ่นที่เหมาะสม คือสามารถฟั งเทศน์ รักษาศีลได้ มีแต่คนดีมีศีลธรรม
ไม่มีโจรผู้ร้ายชุกชุม หาอาหารได้ สะดวก ร่ มรื่ น นํ ้าไฟสะดวก อากาศดี สงบ
                                    ุ่                               ั
          ตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปน พื ้นที่เป็ นเกาะ พื ้นที่น้อย มีภยธรรมชาติจากแผ่นดินไหว
ภูเขาไฟระเบิด อาหารไม่พอเลี ้ยงตัว แต่เนื่องจากประชาชนมีประสิทธิภาพ ขยัน มีวินย      ั
ใฝ่ หาความรู้ความก้ าวหน้ า มีหลักในการปกครองประเทศที่ดี มีความรักชาติ
                         ุ่
จึงส่งผลให้ ประเทศญี่ปนพัฒนาเจริญรุ่งเรื องจนเป็ นมหาอํานาจทางเศรษฐกิจ
                                                             ั
          ส่วนประเทศไทยมีสภาพภูมิศาสตร์ ดีเยี่ยม ไม่มีภยธรรมชาติ อาหารอุดมสมบูรณ์
                  ั
แต่คนยังขาดวินย มานะพากเพียรน้ อย ยังเห็นแก่ความสุขสบายส่วนตัวอยูมาก        ่
                                         ้                                ั
ทําให้ เรายังล้ าหลังประเทศอื่นอยู่ ดังนันหากเราร่วมใจพัฒนาตนเอง มีวินย ขยันขันแข็ง
ใฝ่ หาความรู้ความก้ าวหน้ า
นําหลักธรรมะมาประพฤติจะส่งผลให้ ประเทศเราพัฒนาทัดเทียมอารยประเทศได้ ในอนาคต

วิธีทาบ้ านให้ น่าอยู่
        1. ดูแลบ้ านให้ สะอาด
                           ู
        2. เลือกอาหารที่ถกหลักอนามัย
                                      ่
        3. จูงใจคนในบ้ านให้ เคารพซึงกันและกัน ละเว้ นอบายมุข
        4. ชักนํากันทําบุญ รักษาศีล ฟั งเทศน์ ฝึ กสมาธิเป็ นประจํา
        ต้ นโพธิ์ต้นไทร หากปลูกไว้ ในกระถางถึงไม่ ตาย ก็ต้องกลายเป็ นไม้ แคระแกร็ น
                                                      ้
แต่ ถ้านาไปปลูกในที่ดินดี มีบริเวณกว้ างขวาง นาท่ าอุดมสมบูรณ์ ก็โตวันโตคืน
กลายเป็ นต้ นไม้ ใหญ่ แผ่ ก่ ิงก้ านสาขาเต็มที่เช่ นกัน
คนเราหากตกอยู่ในสิ่งแวดล้ อมที่เลวถึงจะมีความรู้ ความสามารถก็ยากที่จะเอาดีได้
แต่ ถ้าอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมแล้ วก็สามารถสร้ างความเจริญก้ าวหน้ าได้ โดยง่ าย

                                         มงคลที่ 5
                                    มีบุญวาสนามาก่ อน
        บุญ คือสิ่งซึงเกิดขึ ้นในใจแล้ วทําให้ จิตใจใสสะอาด ปราศจากความเศร้ าหมองขุนมัว
                     ่                                                             ่
            ่ ู                         ่                         ึ
ก้ าวขึ ้นสูภมิที่ดี บุญส่งผลให้ จิตใจชุมชื่นเป็ นสุข ผ่อนคลายไม่ตงเครี ยด
        ิ
คุณสมบัตของบุญ
        1.   ชําระกาย วาจา ใจ ให้ สะอาดได้
        2.   นําความสุขความเจริญก้ าวหน้ ามาให้
        3.   ติดตามตนไปทุกฝี ก้ าว ทุกภพชาติ
        4.   เป็ นของเฉพาะตน โจรลักขโมยไม่ได้
        5.            ่
             นํามาซึงโภคทรัพย์ทงหลายั้
        6.   ให้ มนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ นิพพานสมบัติ แก่เราได้
        7.                ้
             เป็ นเกราะปองกันภัยในวัฏสงสาร
        8.   เป็ นปั จจัยให้ บรรลุนิพพาน

ประเภทของบุญในกาลก่ อน
       1. บุญช่ วงไกล คือคุณ ความดีที่เราทําจากภพชาติก่อน – คลอดจากครรภ์มารดา
                                                          ั ้
       2. บุญช่ วงใกล้ คือคุณความดีที่เราทําในภพชาติปัจจุบนตังแต่คลอดจนถึงวันนี ้
                 ้       ่                           ้ ั           ่
       เพราะฉะนันเราควรสังสมบุญ โดยทําความดีเสียตังแต่วนนี ้จะได้ สงผลให้ มีสติปัญญาดี
มีความเฉลียวฉลาด มีความเจริญก้ าวหน้ าในชีวิตต่อไปในอนาคต

ผลของบุญ มี 4 ระดับ
                                                                   ่
        1. ระดับจิตใจ คือมีใจเยือกเย็น เบาสบายเป็ นสุข ไม่หวันไหวต่อคํายกยอหรื อตําหนิ
                                                          ั
           ผ่องใส คิดหรื อตัดสินใจได้ ว่องไวถูกต้ องไม่ลงเล รอบคอบ เป็ นระเบียบ
        2. ระดับบุคลิกภาพ คนที่ให้ ทาน รักษาศีล ภาวนา สมํ่าเสมอ ทําให้ จิตสงบ แช่มชื่น
           เบิกบาน หลับสบาย ไม่หม่นหมอง ไม่คิดโลภ ไม่สร้ างความเดือดร้ อนให้ ใคร
                    ่                            ่               ่
           มีแต่ชวยเขา จึงองอาจสง่างามอยูในตัว มีความมันใจในตัวเอง
           บุคลิกภาพย่อมดีขึ ้นเป็ นลําดับ
                                                                       ั                      ่
        3. ระดับวิถีชีวิต บุญจากภพชาติก่อนๆรวมกับภพชาติปัจจุบนจะชักนําให้ เราได้ รับสิ่งที่ดีนา
                                                                           ้
           ปรารถนา เรื่ องของผลบุญบาปเป็ นเรื่ องสลับซับซ้ อน เช่นเราตังใจทําความดีอยู่
                                                   ู        ้
           แต่ผลบาปในอดีตตามมาทัน ทําให้ ถกใส่ร้ายปายสี หรื อประสบเคราะห์กรรม
           บางคนจึงเข้ าใจผิดคิดว่าทําดีแล้ วไม่ได้ ดี ทําให้ หมดกําลังใจในการทําความดี
           แท้ ที่จริงที่เป็ นเช่นนี ้เพราะผลบาปในอดีตกําลังส่งผลอยู่
                  ุ                    ่     ั                 ้
           แต่บญที่กําลังทําอยูในปั จจุบนไม่ไร้ ผล เมื่อเราตังใจทําบุญต่อไปไม่ย่อท้ อ
                                            ้
           และไม่ทําบาปอีก เคราะห์กรรมนันย่อมหมดสิ ้นไป และได้ รับผลของบุญคือความสุข
           ความสําเร็จได้ อย่างแน่นอน
                                              ั
        4. ระดับสังคม ส่งผลให้ เป็ นบุคคลที่สงคมยอมรับนับถือ
                      ั
           จะเป็ นผู้ชกนําสมาชิกในสังคมให้ ทําความดีตามอย่าง เกิดความร่มเย็น สงบ
           เจริญก้ าวหน้ าในสังคม

วิธีทาบุญ แบ่งบุญออกเป็ น 10 ประการ เรี ยกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 ได้ แก่
        1. ทาน                                                   ู
                                คือการบริจาคทรัพย์สิ่งของแก่ผ้ ที่ควรให้
        2. ศีล                  คือการสํารวมกาย วาจา ให้ เรี ยบร้ อยไม่สร้ างความเดือดร้ อนแก่ตน
                                และผู้อื่น
        3. ภาวนา                คือการสวดมนต์ทําสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะ
        4. อปจายนะ              คือการมีความเคารพอ่อนน้ อมต่อผู้มีพระคุณ
        5. เวยยาวัจจะ                                         ู
                                คือการช่วยเหลือในกิจการที่ถก ที่ควร
        6. ปั ตติทานะ                                      ู
                                คือการอุทิศส่วนบุญแก่ผ้ อื่น
        7. ปั ตตานุโมทนา                                 ู
                                คือการอนุโมทนาบุญที่ผ้ อื่นทํา
        8. ธัมมัสสวนะ           คือการฟั งธรรม
        9. ธัมมเทสนา            คือการแสดงธรรม
                  ุั
        10. ทิฏฐุชกมม์          คือการเห็นถูกเป็ นถูก ผิดเป็ นผิด

ข้ อเตือนใจ
                  ุ                                           ั         ู
        ความดีทกอย่างที่ทําไว้ แม้ จะไม่ให้ ผลในปั จจุบนทันตาก็ไม่สญเปล่า
ความดีเหล่านี ้จะรวมกันเข้ าปรุงแต่งจิตให้ ดีขึ ้น สิ่งนี ้แหละคือ บุญวาสนา



อานิสงส์ การมีบุญวาสนามาก่ อน
        1. ทําให้ มีปัจจัยต่างๆพร้ อม สามารถทําความดีใหม่ได้ โดยง่าย
        2. อํานวยประโยชน์ทกอย่างุ
        3. เป็ นเหตุแห่งความสุขทุกประการ
                                  ้
        4. เป็ นเสบียงติดตัวทังภพนี ้ภพหน้ า จนกว่าจะบรรลุมรรคผลนิพพาน
          ้
        นาหยดทีละหยดยังสามารถเต็มตุ่มได้ ฉันใด บัณฑิตหมั่นสั่งสมบุญทีละน้ อย
ย่ อมเต็มเปี่ ยมด้ วยบุญฉันนัน้
                                              มงคลที่ 6
                                                ้
                                              ตังตนชอบ

          ้
        ตังตนชอบ คือการตังเป้าหมายชีวิต ทังทางโลกและทางธรรมไว้ ถกต้ อง
                         ้                ้                     ู
                                                  ้           ้
แล้ วประคับประคองตนให้ ดําเนินชีวิตไปตามเปาหมายนันด้ วยความระมัดระวัง
                         ้                          ้ ้            ู
ผู้ที่รักความก้ าวหน้ าทังหลาย จึงจําเป็ นต้ องตังเปาหมายชีวิตให้ ถกต้ องก่อน
         ้
จากนันจึงไปเสาะแสวงหาความรู้ความสามารถ
                                ้               ู
พากเพียรพยายามเพื่อบรรลุเปาหมายชีวิตที่ถกต้ องนันให้ ได้    ้
                            ้ ้                         ้
           บางคนเริ่มแรกตังเปาหมายชีวิตดีอยู่ เช่นตังใจจะทํามาหากินโดยสุจริ ต
                                  ้                       ึ                ั
แต่กําลังใจยังไม่เข้ มแข็งพอ ครันทําไปนานเข้ าเริ่มรู้สกว่ารวยช้ าไป ไม่ทนใจเปาหมายชีวิตชักเขว
                                                                ้
ลงท้ ายเลยไปคดโกงเขา ต้ องติดคุกติดตาราง หรื อบางคนตังใจจะให้ ทาน รักษาศีล
                                                                         ่
เจริญสมาธิภาวนา แต่พอถูกคนอื่นเย้ าแหย่บ้าง ล้ อเลียนบ้ าง เจอสิ่งยัวยุอยูเ่ รื่ อยๆ
              ัิ
เลยเลิกปฏิบตธรรม ปล่อยตามอํานาจกิเลส

           ้
วิธีรักษาเปาหมายชีวิตให้ ม่ ันคง
         1. เชื่ออย่ างมีเหตุผล เชื่อในผลกรรม เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็ นของตน
เชื่อว่าพระพุทธเจ้ ามีจริง
         2. ฝึ กให้ เป็ นคนมีศีล อย่างน้ อยศีล 5
         3. ฝึ กให้ เป็ นคนมีความรู้ เป็ นพหูสูต
                                          ั
         4. ฝึ กให้ เป็ นคนมีจาคะ คือรู้จกให้ สิ่งของเป็ นทาน อภัยทาน
         5. ฝึ กสมาธิให้ จิตผ่ องใส เกิดปั ญญา

               ้
อานิสงส์ การตังตนชอบ
      1. เป็ นผู้สามารถพึงตนเองได้
                         ่
        2.   เป็ นผู้ไม่ประมาท
        3.   เป็ นผู้เตรี ยมความพร้ อมไว้ ดีแล้ วก่อนตาย
        4.   เป็ นผู้มีความสวัสดีในทุกโอกาส
        5.             ู
             เป็ นผู้บชาพระรัตนตรัยอย่างสูงสุด
        6.   เป็ นพลเมืองดีของประเทศ
        7.   เป็ นตัวอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
                    ้
        8. เป็ นผู้ปองกันภัยในอบายภูมิ
        9. เป็ นผู้มีแก่นคน สามารถตักตวงประโยชน์จากชีวิตได้ เต็มที่
                               ิ
        10.เป็ นผู้ได้ รับสมบัตทง้ั 3 โดยง่าย คือมนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ



                      มงคลหมู่ท่ ี 3 ฝึ กตนให้ เป็ นคนมีประโยชน์
                                         มงคลที่ 7
                                        เป็ นพหูสูต

        พหูสูต คือผู้ที่มีความรอบรู้ ฉลาดรู้ เล่าเรี ยนมามาก ได้ ยินได้ ฟังมามาก เป็ นผู้ที่ร้ ูลึก (
รู้ถึงเหตุ) รู้ รอบ รู้ กว้ าง ( รู้อย่างละเอียด ) รู้ ไกล ( มองการณ์ไกล )
                                                    ้                            ู
           ผู้ที่ประกอบด้ วยความรู้ 4 ประการนี ้ทังทางโลกและทางธรรมจึงจะเป็ นพหูสตที่แท้ จริง

            ี
ลักษณะผู้ท่ เป็ นพหูสูตไม่ ได้ ดี
                                                                                     ่
        1. คนราคจริ ต คือขี ้โอ่ บ้ ายอ แสนงอน รักสวยรักงามจนเกินเหตุ แก้ โดยให้ หมันนึกถึงความ
ตาย พิจารณาซากศพเนืองๆ
                                                                 ่
        2. คนโทสจริ ต คือขี ้โมโห โกรธง่าย พยาบาท แก้ โดยหมันรักษาศีลแผ่เมตตา
        3. คนโมหจริต คือสะเพร่า ขี ้ลืม มักง่าย ใจกระด้ างในกุศล
                                               ่
สงสัยในพระรัตนตรัยว่ามีจริ งหรื อ แก้ โดยหมันฝึ กสมาธิอย่างสมํ่าเสมอ
                                        ่
        4. คนขี ้ขลาด คือขาดความมันใจในตนเอง ไม่กล้ าลงมือทํากลัวถูกติ ชอบเป็ นผู้ตาม
ไม่มีความคิดริเริ่ม สักแต่ทําให้ เสร็จ แก้ โดยให้ คบกับบัณฑิต เอาอย่างบัณฑิต ทําอย่างบัณฑิต
    ั
ไม่สกแต่ทํา
                                                             ่
        5. คนหนักในอามิส คือพวกบ้ าสมบัติ วัตถุ ชอบตีคาสิ่งต่างๆด้ วยราคา เงิน สมบัติ
        6. คนจับจด
        7. คนชอบดื่มสุรา
        8. คนชอบสนุกสนานเฮฮาจนเกินเหตุ ขาดความรับผิดชอบ


วิธีฝึกตนเป็ นพหูสูต
        1. ฉลาดเลือกเรี ยนแต่สิ่งที่ควร
             ้
        2. ตังใจเรี ยนวิชาที่ตนเลือกอย่างเต็มความสามารถ
       3. มีความกระตือรื อร้ นหาความรู้เพิ่มเติมอยูเ่ สมอ
                                            ่
       4. ต้ องหาความรู้ทางธรรมควบคูความรู้โลกด้ วย
       5. เรี ยนแล้ วจําไว้ อย่างดีพร้ อมนําความรู้ไปใช้ ได้

       ความรู้ ท่ ีเกิดแก่ คนพาล
ย่ อมนาความฉิบหายมาให้ เพราะเขาจะนาความรู้ ไปใช้ ในทางที่ผิด




                                             มงคลที่ 8
                                              มีศิลปะ

       ศิลปะ คือการแสดงออกมาอย่างงดงามน่าชม หมายถึง “ ฉลาดทา” ทังทางกาย
                                                                ้
(เป็ นช่างต่างๆ ประกอบอาชีพสุจริตต่างๆ แสดงออกดี กิริยามารยาทดี) วาจา (ฉลาดในการพูด
พูดแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์) ใจ ( ฉลาดในการคิด) สรุปโดยรวมคือ คิดเป็ น พูดเป็ น ทาเป็ น

วิธีฝึกตนให้ มีศิลปะ
       1.   ฝึ กช่างสังเกตหาจุดเด่นของสิ่งรอบตัว
       2.      ้                 ุ
            ตังใจทํางานให้ ดีที่สด ด้ วยความประณีต
       3.          ่
            หมันปรับปรุงงานให้ ดีขึ ้น
       4.        ่             ิ
            หมันใกล้ ชิดผู้มีศลปะ
       5.   ฝึ กสมาธิเพื่อให้ ใจสงบผ่องใสเกิดปั ญญาที่จะฝึ กปรับปรุงตนเอง

อานิสงส์ การมีศิลปะ
       1. จะมีความสามารถเด่น
       2. สามารถหาเลี ้ยงตนเองได้
       3. ทําให้ ฉลาดช่างสังเกต มีไหวพริบดี
                     ่
        4. เป็ นคนมังมี สมบูรณ์
                           ้
        5. ได้ รับความสุขทังโลกนี ้และโลกหน้ า
                             ้
        5. ทําให้ โลกเจริ ญทังวัตถุและจิตใจ
                                               ้
        ผู้มีวินัยดี หมายถึงผู้ท่ ีรักษาวินัยทังทางโลกและทางธรรมอย่ างถูกต้ องและเคร่ งครั ด



                                          มงคลที่ 9
                                              ิ
                                           มีวนัย

        วินัย คือระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้ อบังคับ สําหรับควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ใจ
                                                         ่             ่
ของคนในสังคมให้ เรี ยบร้ อยดีงาม เป็ นแบบแผนอันหนึงอันเดียวกัน อยูร่วมกันด้ วยความสุข
    ั           ั                         ่ ้          ั
วินยช่วยให้ สงคมห่างไกลจากความชัวทังหลาย วินยใช้ ควบคุมคน
ให้ ใช้ ความรู้ความสามารถไปในทางที่ถกที่ควร  ู
          วินัยทางโลก คือระเบียบสําหรับควบคุมคนแต่ละแห่งเป็ นข้ อตกลงร่วมกันที่จะให้ ทํา
หรื อไม่ให้ ทํา
                                                                              ้
          วินัยทางธรรม คือเป็ นผู้มีศีล 5 8 10 227 แล้ วแต่สถานะของผู้ถือศีลนัน
                                      ั
          ศีล แปลว่า ปกติ เป็ นวินยทางธรรมเบื ้องต้ นของคน เป็ นเครื่ องจําแนกคนจากสัตว์
เพื่อรักษาความปกติของคนไว้ จึงเกิดศีล 5 ข้ อขึ ้นได้ แก่
                1. ไม่ ฆ่า
                                        ่      ั
                2. ไม่ ลัก ไม่คอร์ รัปชัน ไม่ยกยอกคดโกง
                                                 ั              ู่
                3. ไม่ ประพฤติผิดในกาม รู้จกห้ ามใจให้ พอใจแต่คของตน
                4. ไม่ โกหกหลอกลวง
                5. ไม่ เสพของมึนเมาให้ โทษ
          ศีล 5 มีมาก่อนพุทธกาล พระพุทธเจ้ าทรงรับเข้ ามาไว้ ในพระพุทธศาสนา
                                                   ้
และชี ้แจงถึงความจําเป็ นของการมีศีล ดังนันศีลจึงไม่ใช่ข้อห้ ามตามที่คนจํานวนมากเข้ าใจ
แต่หมายถึงปกติของคน นอกจากนี ้ศีลยังเป็ นเครื่ องวัดความเป็ นคนได้ อีกด้ วย
                                                     ้
          วันใดเรามีศีลครบ 5 ข้ อ แสดงว่ าวันนันเรามีความเป็ นคนครบ 100 %
                                           ้
ผู้มีวินัยดี หมายถึงผู้ท่ ีรักษาวินัยทังทางโลกและทางธรรมอย่ างถูกต้ องเคร่ งครั ด



                                         มงคลที่ 10
                                         มีวาจาสุภาษิต

      วาจาสุภาษิต คือคําพูดที่ผ้ พดได้ กลันกรองไว้ ดีแล้ วด้ วยใจที่ผองใส มิใช่สกแต่พด
                                 ู ู      ่                          ่          ั    ู

องค์ ประกอบของวาจาสุภาษิต
      1. ต้ องเป็ นคาจริง
      2. ต้ องเป็ นสุภาษิต เป็ นคําพูดไพเราะ ไม่เป็ นคําหยาบ คําด่า คําเสียดสี
                                                        ้
      3. พูดแล้ วก่ อประโยชน์ เกิดผลดี ถึงแม้ คําพูดนันจะจริงและเป็ นคําสุภาพ
         แต่ถ้าพูดแล้ วไม่เกิดประโยชน์ใด กลับทําให้ เกิดโทษก็ไม่ควรพูด
      4. พูดด้ วยจิตเมตตา พูดด้ วยความปรารถนาดี อยากให้ คนฟั งมีความสุข หมายถึงว่า
         แม้ จะพูดจริงเป็ นคําสุภาพ พูดแล้ วเกิดประโยชน์
                                         ั
         แต่จิตยังคิดโกรธมีความริ ษยาก็ยงไม่สมควรพูด
      5. พูดถูกกาลเทศะ

อานิสงส์ การมีวาจาสุภาษิต
      1.   เป็ นคนมีเสน่ห์ เป็ นที่รักของชนทุกชัน  ้
      2.                    ้
           มีความเจริญทังทางโลกและทางธรรม
      3.   มีวาจาสิทธิ์ได้ รับความสําเร็ จในสิ่งที่เจรจา
      4.   ย่อมได้ ยินได้ ฟังแต่สิ่งที่ดีงาม
      5.   ไม่ตกไปอบายภูมิ

         วาจาสุภาษิต ไม่ ว่าจะพูดด้ วยสาเนียงภาษาอย่ างไรก็ตาม
       ้               ้
วาจานันย่ อมเป็ นวาจาชันสูง ควรแก่ การสรรเสริญของบัณฑิต ตรงกันข้ ามวาจาทุพภาษิต
แม้ จะพูดด้ วยภาษาใดสาเนียงดีแค่ ไหน บัณฑิตก็ไม่ สรรเสริญ



                   มงคลหมู่ท่ ี 4 บาเพ็ญประโยชน์ ต่อครอบครั ว
                                    มงคลที่ 11
                                  บารุ งบิดามารดา

พระคุณของพ่ อแม่
        พระพุทธเจ้ าตรัสอุปมาว่า ถ้ าบุตรจะวางบิดามารดาไว้ บนบ่ าของตน
                                ้ ้         ้     ้                          ้
ประคับประคองท่ านอยู่บนบ่ านัน ปอนข้ าวปอนนาและให้ ท่านถ่ ายอุจจาระปั สสาวะนันเสร็จ
                                        ิ
แม้ บุตรจะมีอายุ 100 ปี และปรนนิบัตท่านไปจนตลอดชีวิต
ก็ยังนับว่ าตอบแทนพระคุณท่ านไม่ หมด

สมญานามของพ่ อแม่
-             พ่ อแม่ เป็ นพรหมของลูก เพราะมี พรหมวิหาร 4 ได้ แก่
                                            ่
            มีเมตตา คือมีความปรารถนาดีตอลูกไม่มีที่สิ ้นสุด
                             ่
            มีกรุณา คือหวันใจในความทุกข์ของลูก และคอยช่วยเหลือเสมอไม่ทอดทิ ้ง
                 ุ
            มีมทิตา คือเมื่อลูกสุขสบายก็ปลาบปลื ้มยินดีด้วยความจริงใจ
            มีอเุ บกขา คือเมื่อลูกมีครอบครัวสามารถเลี ้ยงตัวได้ แล้ ว
       ุ่
ก็ไม่วนวายกับชีวิตครอบครัวลูกจนเกินงาม
 -            พ่ อแม่ เป็ นเทวดาคนแรกของลูก
                    ้                ู
เพราะคอยปกปองคุ้มภัยเลี ้ยงดูลกมาก่อนผู้มีความปรารถนาดีคนอื่นๆ
 -            พ่ อแม่ เป็ นครู คนแรกของลูก
          ่                ้                       ู
เพราะสังสอนอบรมทังคําพูดแลกิริยามารยาทให้ ลกก่อนคนอื่นๆ
 -                                                     ุ
              พ่ อแม่ เป็ นวิสุทธิเทพของลูก เพราะมีคณธรรม 4 ประการ คือ
1.ไม่ ถือสาในความผิดของลูก 2.ปรารถนาประโยชน์ แก่ ลูก 3.เป็ นทักขิเณยยบุคคล
                                       ู
คือเป็ นเนื ้อนาบุญของลูก เป็ นผู้ที่ลกควรทําบุญต่อตัวท่าน 4.เป็ นอาหุเนยยบุคคล
คือเป็ นผู้ควรแก่การรับของคํานับ และนมัสการของลูก

คุณธรรมของลูก
                  ุ
         ลูกควรมีคณธรรมต่อท่านคือ กตัญญู และกตเวที
         กตัญญู หมายถึง เห็นคุณค่าท่านว่าเป็ นผู้มีพระคุณต่อเราอย่างแท้ จริง
       ั     ่
ไม่ใช่สกแต่วาปากท่องปาวๆ
                                                        ้
         กตเวที หมายถึง การทดแทนพระคุณของท่าน ทังเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่
และเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ ว

อานิสงส์ การบารุ งบิดามารดา
        1. ทําให้ เป็ นคนมีความอดทน
        2. ทําให้ เป็ นคนมีสติรอบคอบ
        3. ทําให้ เป็ นคนมีเหตุผล
       4. ทําให้ พ้นทุกข์พ้นภัย
       5. ทําให้ ได้ ลาภโดยง่าย
       6. ทําให้ แคล้ วคลาดภัยในยามคับขัน
       7. ทําให้ เทวดาลงรักษา
       8. ทําให้ ได้ รับการยกย่องสรรเสริญ
       9. ทําให้ มีความเจริญก้ าวหน้ า
                  ู         ู
       10. ถ้ ามีลกก็จะได้ ลกที่ดี
       11. ทําให้ มีความสุข
       11. ทําให้ เป็ นแบบอย่างอันดีแก่ชนรุ่นหลัง
                                           มงคลที่ 12
                                              ้
                                           เลียงดูบุตร

       บุตร มีความหมาย 2 ประการคือ
               - ผู้ทําสกุลให้ บริ สทธิ์
                                    ุ
                     ั
               - ผู้ยงหทัยของพ่อแม่ให้ เต็มอิ่ม

ประเภทของบุตร
                                      ุ                               ้
        1. อภิชาตบุตร คือบุตรที่ดีมีคณธรรมสูงกว่าบิดามารดา เป็ นบุตรชันสูง
สร้ างความเจริญแก่วงศ์ตระกูล
                                    ุ                              ้
        2. อนุชาตบุตร คือบุตรที่มีคณธรรมเสมอบิดามารดา เป็ นบุตรชันกลาง
พอรักษาวงศ์ตระกูลไว้ ได้
                                        ุ                               ้
        3. อวชาตบุตร คือบุตรที่เลวมีคณธรรมตํ่ากว่าบิดามารดา เป็ นบุตรชันตํ่า
                     ่
นําความเสื่อมเสียมาสูวงศ์ตระกูล

องค์ ประกอบให้ ได้ ลูกดี
       1. พ่อแม่ต้องเป็ นคนดี
                              ั้
       2. การอบรมเลี ้ยงดูดีทงทางโลกและทางธรรม

       ้
วิธีเลียงดูลูกทางโลก
       1. กันลูกออกจากความชัว่
       2. ปลูกฝั งลูกในทางดี
              ู
      3. ให้ ลกได้ รับการศึกษา
                      ู
      4. จัดแจงให้ ลกแต่งงานกับคนดี
      6. มอบทรัพย์มรดกให้ เมื่อถึงเวลาอันควร

       ้
วิธีเลียงดูลูกในทางธรรม
      1.   พาลูกเข้ าวัดเพื่อศึกษาหาความรู้ทางธรรม
      2.   ชักนําลูกให้ สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน
      3.                ู
           ชักนําให้ ลกทําบุญ เช่น ตักบาตร รักษาศีล
      4.                  ู
           ชักนําให้ ลกทําสมาธิภาวนาร่วมกันเป็ นประจําทุกวัน
      6.                                                        ั                      ัิ
            ถ้ าลูกเป็ นชายให้ บวชเป็ นสามเณร พระภิกษุ แล้ วปฏิบติกรรมฐาน ศึกษาพระปริ ยตธรรม

ข้ อเตือนใจ
      1.   รักลูกแต่อย่าโอ๋อย่าตามใจลูกเกินไป
      2.   อย่าเคร่งระเบียบจนเกินไป
      3.                        ู
           ให้ ความอบอุ่นแก้ ลกอย่างเพียงพอ
      4.                                     ่
           เมื่อเห็นลูกทําผิดควรบอกกล่าวสังสอนเพื่อจะได้ แก้ ไขทันท่วงที
      5.                 ู        ้ ั
           ต้ องฝึ กให้ ลกทํางานตังแต่ยงเล็ก
      7.    ให้ ธรรมะแก่ลก  ู

               ้
อานิสงส์ การเลียงดูบุตร
      1.   พ่อแม่จะได้ ความปี ติภาคภูมิใจ
      2.   ครอบครัวจะร่มเย็นเป็ นสุข
      3.   ประเทศชาติจะมีคนดีไว้ ใช้
      4.   เป็ นต้ นแบบที่ดีงามของสังคมสืบไปตลอดกาลนาน



                                      มงคลที่ 13
                                สงเคราะห์ ภรรยา ( สามี )

        ิ
คุณสมบัตของคู่สร้ างคู่สม
                    ่
       พื ้นฐานอันมันคงที่ทําให้ สามีภรรยาครองชีวิตกันยืนยาว มีความสุขคือ สามีภรรยาต้ องมี
สมชีวิธรรม ได้ แก่
                                                                ่
       1. สมสัทธา มีศรัทธาเสมอกัน คือมีหลักการ มีความเชื่อมันในพระพุทธศาสนา
    ้
มีเปาหมายชีวิตเหมือนกัน
       2. สมสีลา มีศีลเสมอกัน คือมีความประพฤติศีลธรรมจรรยา กิริยามารยาทดีเสมอกัน
       3. สมจาคะ มีจาคะเสมอกัน คือชอบช่วยเหลือ เสียสละ ใจกว้ างเสมอกัน
       4. สมปั ญญา มีปัญญาเสมอกัน คือมีเหตุผล ความคิดสร้ างสรรค์ เข้ าใจกัน พูดกันรู้เรื่ อง

วิธีทาให้ ความรั กยั่งยืน
          ใช้ หลักสังคหวัตถุ 4 ดังนี ้
                                        ้
          1. ทาน คือการให้ แบ่งปั นทังสิ่งของเงินทอง จิตใจ (ความสุข ความทุกข์)
        ุ
เมื่อมีทกข์ก็เป็ นที่ปรึกษาของกันและกัน
          2. ปิ ยวาจา คือมีวาจาที่ไพเราะต่อกัน
                                                      ั้
          3. อัตถจริยา คือทําตนให้ เป็ นคนมีประโยชน์ทงทางโลกและทางธรรม
คอยเตือนเมื่ออีกฝ่ ายจะทําผิด
          4. สมานัตตา คือวางตนเหมาะสมกับบทบาทหน้ าที่

หน้ าที่ของสามีต่อภรรยา
       1.   ยกย่องให้ เกียรติ
       2.         ู
            ไม่ดหมิ่น
       3.   ไม่นอกใจ
       4.   มอบความเป็ นใหญ่ให้
       5.   ให้ เครื่ องแต่งตัว

หน้ าที่ของภรรยาต่ อสามี
       1.   จัดการงานดี ดูแลบ้ าน ลูก สามีด้วยดี
       2.   สงเคราะห์ญาติข้างสามี
       3.   ไม่นอกใจ
       4.   รักษาทรัพย์ให้ ดี
       5.   ขยันทํางาน

อานิสงส์ การสงเคราะห์ ภรรยา ( สามี )
       1.   ทําให้ ความรักยืนยง
       2.   ทําให้ สมานสามัคคี
       3.   ทําให้ ครอบครัวมีความสงบสุข
       4.   ทําให้ ได้ รับการยกย่องสรรเสริญ
       5.   เป็ นแบบอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
                           ฯลฯ




                                         มงคลที่ 14
                                                   ั
                                       ทางานไม่ ค่ งค้ าง

       ี
เหตุท่ ทาให้ งานคั่งค้ าง
                    ู
       1. ทํางานไม่ถกเวลา
                      ู
       2. ทํางานไม่ถกวิธี
       3. ไม่ยอมทํางาน

วิธีทางานให้ เสร็ จ
       ใช้ หลัก อิทธิบาท 4 ได้ แก่
       1. ฉันทะ คือความรักงาน หรื อเต็มใจทํา
       2. วิริยะ คือความพากเพียร
                                         ้
       3. จิตตะ คือความเอาใจใส่ หรื อตังใจทํา
       4. วิมังสา คือการวิเคราะห์งาน ปรับปรุงงาน

อุปสรรคในการทางานให้ เสร็จ            คืออบายมุข 6
       1.   ดื่มนํ ้าเมา
       2.   เที่ยวกลางคืน
       3.   ดูการละเล่นเป็ นนิจ
       4.   เล่นการพนัน
       5.              ่
            คบคนชัวเป็ นมิตร
       6.   เกียจคร้ านในการทํางาน
อานิสงส์ การทางานไม่ ค่ ังค้ าง
        1. ทําให้ ฐานะของตน ครอบครัว ประเทศชาติดีขึ ้น
        2. ทําให้ ได้ รับความสุข
                      ึ่
        3. ทําให้ พงตัวเองได้
                             ึ่
        4. ทําให้ เป็ นที่พงของคนทังหลาย้
        5. ทําให้ สามารถสร้ างบุญกุศลอื่นๆได้ ง่าย
        6. ทําให้ เป็ นผู้ไม่ประมาท
                    ้
        7. ทําให้ ปองกันภัยในอบายภูมิได้
                         ุ
        8. ทําให้ มีสคติเป็ นที่ไปเบื ้องหน้ า
                           ั
        9. ทําให้ เป็ นนิสยติดตัวไปข้ ามภพข้ ามชาติ
                                                    ่
        10. ทําให้ ได้ รับการยกย่องสรรเสริญจากคนทัวไป




                        มงคลหมู่ท่ ี 5บาเพ็ญประโยชน์ ต่อสังคม
                                       มงคลที่ 15
                                      บาเพ็ญทาน

     ทาน คือการให้ การสละสิ่งของของตนเพื่อประโยชน์แก่ผ้ อื่นด้ วยความเต็มใจ
                                                        ู
ประเภทของทาน
                                     ั
          1. อามิสทาน คือการให้ วตถุสิ่งของเป็ นทาน
          2. ธรรมทานหรื อวิทยาทาน คือการให้ ความรู้เป็ นทาน
ถ้ าเป็ นความรู้ทางโลกเรี ยกว่าวิทยาทาน หากเป็ นความรู้ทางธรรมเรี ยกว่า ธรรมทาน
          3. อภัยทาน

ทานที่ให้ แล้ วไม่ ได้ บุญ
        1.          ุ
             ให้ สรายาเสพย์ตด ิ
        2.   ให้ อาวุธ
        3.   ให้ มหรสพ
        4.        ั                       ั              ั
             ให้ สตว์เพศตรงข้ าม เช่นหาสุนขตัวเมียไปให้ ตวผู้ หาสาวๆไปให้ เจ้ านาย
        5. ให้ ภาพลามก

วิธีทาทานให้ ได้ บุญมาก
         1. วัตถุบริ สุทธิ์ คือของหรื อเงินทองที่จะให้ ทานต้ องได้ มาโดยสุจริตชอบธรรม
ไม่ได้ คดโกงหรื อเบียดเบียนใครมา
         2. เจตนาบริสุทธิ์ คือไม่ได้ ทําเพื่อเอาหน้ า ชื่อเสียงแต่ต้องมีเจตนาบริ สทธิ์ทง้ั 3 ขณะ คือ
                                                                                      ุ
                                                         ั้
1.ก่อนให้ มีใจเลื่อมใสศรัทธาเป็ นทุนเดิม 2.ขณะให้ ก็ตงใจให้ ให้ ด้วยใจเบิกบาน
                        ึ
3.หลังให้ ก็แช่มชื่นไม่นกเสียดายของ
         3. บุคคลบริ สุทธิ์ คือเลือกให้ แก่ผ้ รับที่มีศีลบริ สทธิ์ มีความสงบเรี ยบร้ อย
                                              ู               ุ
ตังใจประพฤติธรรม และสําหรับผู้ให้ ก็ต้องมีศีลปริ สทธิ์จงจะได้ บญมาก
  ้                                                    ุ ึ           ุ
                          ้
ดังจะเห็นได้ จากทุกครังที่เราจะถวายสังฆทานพระท่านจะให้ ศีลก่อน

อานิสงส์ การบาเพ็ญทาน
        1. เป็ นที่มาของสมบัติทงหลายั้
                       ั้
        2. เป็ นที่ตงแห่งโภคทรัพย์
        3. ได้ รับความสุข
        4. เป็ นที่รักของคนหมูมาก ่
                   ่
        5. ผู้ให้ ยอมผูกไมตรี ไว้ ได้
        6. เป็ นผู้มีเสน่ห์
                     ่
        7. เป็ นที่นาคบหาของคนดี
        8. เข้ าสังคมได้ คล่องแคล่ว
        9. มีชื่อเสียงเกียรติคณ ุ
        10. ตายแล้ วไปเกิดในสวรรค์
                            ฯลฯ

                                          มงคลที่ 16
                                         ประพฤติธรรม

        ประพฤติธรรม คือการประพฤติให้ อยูในกรอบของความถูกต้ องดีงาม แบ่งออกเป็ น
                                        ่
        1. ประพฤติเป็ นธรรม คือเที่ยงธรรม ไม่ลําเอียงเพราะรัก หลง หรื อชัง หรื อกลัวภัย
                                        ั
        2. ประพฤติตามธรรม คือการปฏิบติตามหลักกุศลกรรมบถ 10 ประการดังนี ้
                              ่
             - ไม่ฆาสัตว์รวมถึงคน
                    ั
             - ไม่ลก ฉก กรรโชก ปล้ น ตู่ ฉ้ อ หลอก ลวง ปลอม ตระบัด เบียดบัง สับเปลี่ยน
                                     ่
      ลักลอบ ยักยอก เพื่อให้ ได้ มาซึงทรัพย์
             - ไม่ประพฤติผิดในกาม
                      ู
             - ไม่พดเท็จ
                        ู
             - ไม่พดส่อเสียด
                          ู
             - ไม่พดคําหยาบ
 -                          ู
               ไม่พดเพ้ อเจ้ อ
 -             ไม่โลภอยากได้ ของเขา
 -             ไม่พยาบาทปองร้ าย
 -             ไม่เห็นผิดจากคลองธรรม

อานิสงส์ การประพฤติธรรม
      1. เป็ นมหากุศล
      2. เป็ นผู้ไม่ประมาท
      3. เป็ นผู้รักษาสัทธรรม
      4. เป็ นผู้นําพุทธศาสนาให้ เจริ ญรุ่งเรื อง
      5. เป็ นสุขในโลกนี ้และโลกหน้ า
      6. ไม่ก่อเวรก่อภัยแก่ใคร
      7. เป็ นผู้ให้ อภัยแก่สรรพสัตว์
      8. เป็ นผู้ดําเนินตามปฏิปทาของนักปราชญ์
      9. สร้ างความเจริญความสงบสุขแก่ตนและส่วนรวม
      10. เป็ นผู้สร้ างทางมนุษย์ สวรรค์ พรหม นิพพาน
                                ฯลฯ

       ธรรมย่ อมรั กษาผู้ประพฤติธรรม บุคคลใดหวังความสุข ความเป็ นใหญ่
ความก้ าวหน้ า ต้ องประพฤติธรรม



                                   มงคลที่ 17
                                 สงเคราะห์ ญาติ
             ี
ลักษณะญาติท่ ควรสงเคราะห์
        1. เป็ นคนที่พยายามช่วยเหลือตนเองก่อนแล้ วอย่างเต็มที่ ไม่งอมืองอเท้ า
               ั           ่                         ุ่                ั
        2. รู้จกทําตัวให้ นาช่วย มีความประพฤติดี ไม่ยงเกี่ยวอบายมุข มีสมมาคารวะ มีนํ ้าใจ

วิธีสงเคราะห์ ญาติทางโลก
        1.   ทาน
        2.   ปิ ยวาจา
        3.   อัตถจริยา
        4.   สมานัตตา

วิธีสงเคราะห์ ญาติทางธรรม
                                ั
          คือชักชวนญาติให้ ร้ ูจกประกอบการบุญกุศล ชักชวนให้ ได้ ทําทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
     ั้                                                    ัิ
ให้ ตงอยู่ในศรัทธา สอนธรรมะให้ ชักนําให้ บวช ชักนําให้ ปฏิบตธรรม

           การสงเคราะห์ ญาติเป็ นความดี เป็ นมงคลแก่ ผ้ ูทา
      ้ ้
แต่ ทังนีต้องทาตามวิถีทางที่ถูกต้ อง
คือต้ องไม่ เอาการช่ วยเหลือญาติมาทาให้ เสียความเป็ นธรรมในหน้ าที่ของตน




                                          มงคลที่ 18
                                        ทางานไม่ มีโทษ

        งานไม่ มีโทษ คืองานที่ไม่มีเวรมีภย ไม่เบียดเบียนใคร แต่เป็ นประโยชน์ทงแก่ตนและผู้อื่น
                                         ั                                   ั้
        ความสามารถในการทํางานของคนมีอยู่ 2 ระดับคือ ขันทาได้ และขันทาดี
                                                           ้            ้
        ขันทาได้ คือการทํางานสักแต่ให้ เสร็จๆไปไม่คํานึงว่าจะเกิดประโยชน์หรื อไม่เพียงใด
          ้
                                                    ุ
        ขันทาดี คือคิดรอบคอบถึงผลดีผลเสียทุกแง่มม แล้ วเลือกทําแต่ที่เป็ นประโยชน์จริงๆ
            ้

     ิ
วิธีพจารณางานว่ ามีโทษหรื อไม่
      การพิจารณาคือต้ องไม่ถือเอาคําติชมของคนพาลมาเป็ นอารมณ์
            ้             ่
เพราะคนพาลนันเป็ นคนมีใจขุนมัว มีวินิจฉัยผิด สิ่งใดถูกก็เห็นเป็ นผิด สิ่งใดผิดกลับเห็นเป็ นถูก
                                         ั        ่
 ส่วนบัณฑิตเป็ นคนมีวินิจฉัยถูกต้ อง รู้จกผิดชอบชัวดี มีศีล
 เราจึงควรรับฟั งคําติชมของคนดีด้วยความเคารพ
                  ั                                    ั้
         หลักที่บณฑิตใช้ พิจารณาว่างานมีโทษหรื อไม่นน มีอยู่ 4 ประการคือ
         1. ไม่ ผิดกฎหมาย
         2. ไม่ ผิดประเพณี คือจารี ต ขนบธรรมเนียมของมหาชนในถิ่นนันๆ   ้
         3. ไม่ ผิดศีล
         4. ไม่ ผิดธรรม คือความถูกต้ องความดี
 โดยแต่ละงานที่จะทําจะต้ องมีองค์ประกอบทัง้ 4 ครบถ้ วน
                                                              ั
         บางคนมีปัญหาว่า ใจก็ต้องการทํางานไม่มีโทษ แต่ก็ร้ ูตวเมื่อสายทุกที
 จะทําอย่างไรจึงจะรู้ก่อนทํา?

 วิธีร้ ู ก่อนทา
         - ใคร่ครวญดูก่อนแล้ วจึงลงมือทํา
         - อย่าดมก่อนเห็น อย่าเซ็นก่อนอ่าน
                                                                                   ุ
         - ต้ องทําใจเราให้ คลายความอวดดื ้อถือดี ต้ องยอมรับว่าเราไม่ใช่คนเก่งที่สด
                        ุ         ู
           หรื อฉลาดที่สด ยังมีผ้ ที่เกิดก่อนเรา มีประสบการณ์กว่าเรา

 อานิสงส์ การทางานไม่ มีโทษ
                            ้      ั                               ุ
          คนทํางานมีโทษนัน ได้ กบเสียเป็ นเงาตามตัว ยิ่งได้ มากก็ทกข์ใจมาก เข้ าทํานอง
                                                                            ้
 อิ่มท้ องแต่ พร่ องใจ ยิ่งรวยได้ ทรัพย์มากเท่าไรโอกาสที่จะเสียคนก็มากเท่านัน ยิ่งทําก็ยิ่งทุกข์
 คุณความดีในตัวลดลงทุกที
                              ้
          คนทํางานไม่มีโทษนันหลับก็เป็ นสุข ตื่นก็เป็ นสุข ไม่อายใคร ไม่ต้องหวาดระแวงใคร
 เพราะงานเป็ นประโยชน์แก่โลกไม่มีโทษ

       ยศย่ อมเจริญแก่ ผ้ ูมีความหมั่น มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ ครวญคิดก่ อนทา
 สารวมแล้ ว เป็ นอยู่โดยธรรม ไม่ ประมาท

  มงคล 18 มงคลแรกนัน     ้
                           ิ
เป็ นเรื่ องของหลักปฏิบัตเพื่อการดารงตนอยู่ในสังคมได้ อย่ างมีความสุขตามอัตภาพ
                             ี
ทาให้ ตัวของเราเป็ นคนดีท่ ใครๆ หรือสังคมก็ต้องการ
                                                                             ิ ้
            สาหรับมงคล 20 มงคลหลังจะเป็ นเรื่ องของการฝึ กคุณธรรมต่ างๆให้ ย่งๆขึนไป
จนกระทั่งหมดกิเลสเป็ นพระอรหันต์ ดังต่ อไปนี ้
                    มงคลหมู่ท่ ี 6 ปรั บเตรี ยมสภาพใจให้ พร้ อม
                                     มงคลที่ 19
                                   งดเว้ นจากบาป

        บาป คือสิ่งที่ทําให้ จิตเสียคือมีคณภาพตํ่านันเอง พระพุทธเจ้ าตรัสว่า “
                                          ุ         ่
ความบริ สทธิ์หรื อไม่บริ สทธิ์ เป็ นเรื่ องเฉพาะตัว และใครจะไถ่บาปทําให้ อื่นบริ สทธิ์ไม่ได้ ”
             ุ                  ุ                                                 ุ
                                                                      ้
         ในศาสนาพุทธมีวิธีการแก้ ไขบาปอกุศลที่เคยพลาดพลังทําไป ได้ อย่างมีเหตุผลดังนี ้
                     ิ่
         สมมุตวาเรามีเกลือ 1 ช้ อน ใส่ลงนํ ้า 1 แก้ ว เมื่อคนให้ ละลายลองชิมดูผลเป็ นอย่างไร?
                        “ ก็เค็ม ”
         ถ้ าเราเอานํ ้าเกลือแก้ วนี ้เทลงในนํ ้าถังใหญ่ชิมดูเป็ นอย่างไร?
                        “ ก็แค่กร่อยๆ ”
         ถ้ าเราเอานํ ้าเกลือถังนี ้เทลงในแท๊ งค์นํ ้าใหญ่ชิมดูเป็ นอย่างไร?
                        “ ก็จืดสนิท ”
         เกลือหายไปไหนหรื อเปล่า?
                                      ่
                        “ เปล่ายังอยูครบ ”
         แล้ วทําไมไม่เค็ม?
                        “ ก็เพราะนํ ้ามีปริ มาณมาก จนสามารถเจือจางรสเค็มของเกลือจนกระทังหมดฤทธิ์
                                                                                              ่
               ึ
ราจึงไม่ร้ ูสกเค็ม ภาษาพระเรี ยกว่า อัพโพหาริ ก หมายถึงมีเหมือนไม่มี
คือเกลือนันยังมีอยูแต่ว่าหมดฤทธิ์เสียแล้ ว ”
                 ้        ่
         วิธีแก้ บาปในพระพุทธศาสนาก็คือ การงดเว้ นบาป แล้ วตังใจทาความดีส่ ังสมบุญให้ มาก
                                                                           ้
ให้ บุญกุศลนันมาทาให้ ผลบาปทุเลาลงไป การทําบุญอุปมาเหมือนเติมนํ ้า
                   ้
ทําบาปอุปมาเหมือนเติมเกลือ
                                                          ้
         ผู้ที่ปรารถนาจะหาความสุขความก้ าวหน้ าทังหลาย จึงต้ องฝึ กใจมีหิริโอตัปปะเสียก่อน

หิริโอตัปปะคืออะไร?
                                                                       ึ
       หิริ คือความละอายบาป ถึงไม่มีใครรู้แต่นึกแล้ วไม่อยากทําบาป รู้สกรังเกียจบาป
ไม่สบายใจที่จะทําบาป จึงไม่ยอมทําบาป
        โอตัปปะ คือความเกรงกลัวผลของบาป
                                      ุ
กลัวว่าเมื่อทําบาปแล้ วบาปจะส่งผลให้ ทกข์ทรมานใจ จึงไม่ยอมทําบาป

ข้ อเตือนใจ
           การทาชั่ว        เหมือนการเดินตามกระแสนํ ้า เดินไปได้ ง่าย
ทุกคนพร้ อมที่จะเดินตามกระแสกิเลส
ถ้ าไม่ควบคุมให้ ดียอมตกเป็ นทาสกิเลสกระทําสิ่งต่างๆตามอํานาจกิเลส ก็จะประสบทุกข์ในบันปลาย       ้
           การทาดี          เหมือนการเดินทวนกระแสนํ ้า เดินลําบาก ต้ องใช้ ความอดทน
มานะพยายาม ระมัดระวังไม่ให้ ลื่นล้ ม การทําดีเป็ นการทวนกระแสกิเลสในตัว
ไม่ทําสิ่งต่างๆตามอําเภอใจ คํานึงถึงความถูกต้ องดีงามเป็ นที่ตง้ั แต่จะประสบสุขในบันปลาย ้
                                                                         ู
           การทากลางๆ เหมือนยืนอยูเ่ ฉยๆกลางกระแสนํ ้า ไม่ช้าก็ถกกระแสนํ ้าพัดพาไปได้
         ิ              ่
คนที่คดว่า “ ฉันอยูของฉันอย่างนี ้ก็ดีแล้ ว ไม่ได้ ทําความเดือดร้ อนให้ ใคร
แต่ความดีฉันก็ไม่สนใจที่จะทํา “ เข้ าทํานองบุญก็ไม่ทํากรรมก็ไม่สร้ าง วัดก็ไม่เข้ า เหล้ าก็ไม่กิน
                                   ่
เขาย่อมมีโอกาสเผลอไปทําความชัวได้ ในไม่ช้า
เพราะใจของคนเราพร้ อมจะลื่นไหลลงไปในที่ตํ่าตามอํานาจกิเลสอยูแล้ ว     ่
       ิ
ผู้ที่คดอย่างนี ้จึงเป็ นคนประมาทอย่างยิ่ง

อานิสงส์ การงดเว้ นบาป
        1.   ทําให้ เป็ นคนไม่มีเวร
        2.   ทําให้ เกิดมหากุศลตามมา
        3.   ทําให้ โรคภัยไข้ เจ็บไม่เบียดเบียน
        4.   ทําให้ เป็ นผู้ไม่ประมาท
        5.   ทําให้ เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ ้น
        6.                                             ้
             ทําให้ จิตใจผ่องใส พร้ อมที่จะรับคุณธรรมขันสูงต่อไป



                                       มงคลที่ 19
                                                  ้
                                  สารวมจากการดื่มนาเมา

                        ้
        สารวมจากการดื่มนาเมา หมายถึง การระมัดระวัง
หรื อเว้ นขาดจากการดื่มเครื่ องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรื อเสพย์สิ่งเสพติดทุกชนิด
       ี
เหตุท่ ใช้ คาว่ าสารวม
       พระพุทธศาสนาเป็ นศาสนาที่มีเหตุผล บางศาสนาเห็นโทษของเหล้ า แอลกอฮอล์
          ้
เพราะฉะนันนอกจากห้ ามดื่มแล้ วเอามาทาแผลก็ไม่ได้ จับต้ องก็ไม่ได้
คนตายแล้ วเอามาเช็ดล้ างศพก็ไม่ได้ ถือเป็ นบาป
       แต่ในพระพุทธศาสนาไม่ได้ ห้ามรวมหมดอย่างนัน        ้
เพราะบางกรณีก็มีประโยชน์ในทางการแพทย์ เช่นมอร์ ฟีนใช้ ฉีดระงับปวด
ยาบางอย่างต้ องอาศัยเหล้ า สกัดเอาตัวยาออกมาใช้ รักษาโรค อย่างนี ้พระพุทธศาสนาไม่ห้าม
                                                       ้
แต่บางคนที่อยากดื่มเหล้ าแล้ วหาข้ ออ้ าง นําเหล้ ามาทังขวดเอายาใส่นิดหน่อยอย่างนี ้ใช้ ไม่ได้

              ้
โทษของการดื่มนาเมา มี 6 ประการ
     1. ทาให้ เสียทรั พย์
                                    ้
     2. ทาให้ เกิดการทะเลาะวิวาท ทังกับเพื่อนในและนอกวงเหล้ า และกับบุคคลในบ้ าน
     3. ทาให้ เกิดโรคหลายอย่ าง
     4. ทาให้ เสียชื่อเสียง
     5. ทาให้ แสดงกิริยาที่อุจาดขาดความละอาย
     6. ทาให้ สติปัญญาเสื่อมถอย
     “ เหล้ าจึงผลาญทุกอย่ าง ผลาญทรัพย์ ผลาญไมตรี ผลาญสุขภาพ
ผลาญเกียรติยศผลาญศักดิ์ศรี ผลาญสติปัญญา “

โทษข้ ามภพข้ ามชาติของการดื่มสุรา
                                             ้
        เหล้ าไม่ได้ มีโทษเฉพาะชาตินี ้เท่านัน
    ั
แต่ยงมีโทษติดตัวผู้ดื่มไปข้ ามภพข้ ามชาติมากมายหลายประการ เช่น
        1. ทําให้ เกิดเป็ นคนใบ้
        2. ทําให้ เกิดเป็ นคนบ้ า
        3. ทําให้ เกิดเป็ นคนปั ญญาอ่อน
        4. ทําให้ เกิดเป็ นสัตว์เลื ้อยคลาน

วิธีเลิกเหล้ าให้ ได้ เด็ดขาด
        1. ตรองให้ เห็นโทษ
                                                           ั                ั
        2. ตังใจอย่ างแน่ วแน่ ว่าจะเลิกโดยเด็ดขาด อาจให้ สจจะกับผู้ใหญ่ที่นบถือ
             ้
           หรื อกับพระภิกษุก็ได้
       3. สิ่งใดที่จะเป็ นสื่อให้ คิดถึงเหล้ า เช่นภาพโฆษณา เหล้ าตัวอย่าง ขนทิงให้ หมด
                                                                               ้
          ถือเป็ นของอัปมงคลมาสู่บ้าน
       4. นึกถึงศักดิ์ศรี ของตนเองให้ มาก ว่าเราเป็ นชาวพุทธ เป็ นลูกพระพุทธเจ้ า เป็ นศิษย์มี
          ครู เป็ นทายาทมีตระกูล
                                   ้
       5. เพื่อนขีเ้ หล้ าเมายาทังหลาย พยายามหลีกเลี่ยงให้ ห่าง

                            ้
อานิสงส์ การสารวมจากการดื่มนาเมา
       1. ทําให้ เป็ นคนมีสติ
                        ุ่
       2. ทําให้ ไม่ลมหลง ไม่มวเมา ั
       3. ทําให้ ไม่เกิดการทะเลาะวิวาท
                             ้                ั
       4. ทําให้ ร้ ูกิจการทังในอดีต ปั จจุบน อนาคตได้ รวดเร็ว
       5. ทําให้ ไม่เป็ นบ้ า ใบ้ ปั ญญาอ่อน
       6. ทําให้ มีแต่ความสุข มีแต่คนนับถือยําเกรง
                                                   ่
       7. ทําให้ มีชื่อเสียง เป็ นที่รักใคร่ของคนทัวไป
                                                ้
       8. ทําให้ ไม่หลงทําร้ ายผู้มีพระคุณทังกาย วาจา ใจ
       9. ทําให้ มีหิริโอตัปปะ
       10. ทําให้ มีความเห็นถูกต้ อง มีปัญญา
       11. ทําให้ บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย
                           ฯลฯ



                                        มงคลที่ 21
                                   ไม่ ประมาทในธรรม

ความไม่ ประมาทในธรรมคืออะไร?
ความไม่ ประมาท คือการมีสติกํากับตัวเสมอ
ธรรม          คือคําสอนของพระพุทธเจ้ า    ่
                                        นันคือเหตุ                                     ้
                                                    ทําต้ นเหตุอย่างนี ้จะเกิดผลอย่างนัน
เช่นความขยันเป็ นเหตุให้ เกิดความเจริญ
                                                                ้
ความไม่ ประมาทในธรรม คือไม่ ประมาทในเหตุ ให้ มีสติรอบคอบ ตังใจทําเหตุที่ดีอย่างเต็มที่
                       ่
เพื่อบังเกิดผลดีตามมานันเอง
               ี
ลักษณะของผู้ท่ ยังประมาทอยู่
       1. พวกกุสีตะ คือพวกที่ไม่ ทาเหตุดีแต่ จะเอาผลดี เป็ นพวกเกียจคร้ าน
       2. พวกทุจริตะ                                       คือพวกที่ทาเหตุเสียแต่ จะเอาผลดี
          เป็ นพวกทําอะไรตามอําเภอใจแต่อยากได้ ผลดี
       3. พวกสีถละิ                             คือพวกที่ทาเหตุดีเล็กน้ อยแต่ จะเอาผลดีมากๆ
          เป็ นพวกค้ ากําไรเกินควร เช่นจุดธูป 3 ดอก บูชาพระแต่จะเอาสวรรค์วิมาน

หน้ าที่ของสติ
       1.                                                ้
            เป็ นเครื่ องทําให้ เกิดความระมัดระวังตัว ปองกันภัยที่จะมาถึงตัว
       2.                        ้
            เป็ นเครื่ องยับยังเตือนไม่ให้ ตกไปในทางเสื่อม
       3.   เป็ นเครื่ องเตือนให้ ขวนขวายในการสร้ างความดี
       4.   เป็ นเครื่ องเร่งเร้ าให้ มีความขะมักเขม้ น
       5.   เป็ นเครื่ องทําให้ เกิดความสํานึกในหน้ าที่อยูเ่ สมอ
       6.   เป็ นเครื่ องทําให้ เกิดความละเอียดรอบคอบในการทํางาน

ประโยชน์ ของสติ
       1. ควบคุมรั กษาสภาพจิตให้ อยู่ในภาวะที่เราต้ องการ               โดยการตรวจตราความคิด
          เลือกรับสิ่งที่ต้องการไว้        กันสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป        ทําให้ จิตเป็ นสมาธิง่าย
                                                    ุ้
          เช่นจะดูหนังสือก็ติดตามไปตลอด ไม่ฟงซ่าน ไม่วอกแวก
       2. ทาให้ ร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาพเป็ นตัวของตัวเองไม่ เป็ นทาสของอารมณ์
          เช่นโลภ           โกรธ      หลง            จิตใจจึงผ่อนคลาย     เบาสบาย              เป็ นสุข
                                    ้
          พร้ อมที่จะจัดการกับสิ่งทังหลายที่จะเกิดขึ ้นได้ อย่างเหมาะสม
       3. ทาให้ ความคิดและการรั บรู้ ขยายวงกว้ างออกไปโดยไม่ มีสินสุด   ้
                      ู       ้
          เพราะไม่ถกบีบคันด้ วยกิเลสต่างๆ ความคิดจึงเป็ นอิสระมีพลัง แต่มีสติควบคุม
       4. ทาให้ การพิจารณาสืบค้ นด้ วยปั ญญาดาเนินไปได้ เต็มที่
          เพราะมีความคิดที่เป็ นระเบียบ                                    มีจิตใจที่มีพลังเข้ มแข็ง
                                               ู
          จึงเป็ นการเสริมสร้ างปั ญญาให้ บริบรณ์
       5. ชาระพฤติกรรมทุกอย่ าง                ทังกาย
                                                  ้              วาจา      ใจ             ให้ บริสุทธิ์
                         ึ                   ้
          เพราะมีสติจงไม่เผลอไปเกลือกกลัวบาปอกุศลกรรม
          ทําให้ พฤติกรรมต่างๆเป็ ไปด้ วยปั ญญาหรื อเหตุผลที่บริ สทธิ์
                                                                    ุ

การฝึ กสติให้ เป็ นคนไม่ ประมาท
       1. มีสติระลึกถึงการละเว้ นทุจริ ตทางกาย วาจา ใจ อยูเ่ นืองๆ มิได้ ขาด
       2. มีสติระลึกถึงไม่ประมาทใน
       3.               ุ
          การประพฤติสจริ ตทางกาย วาจา ใจ อยูเ่ นืองๆ มิได้ ขาด
       4. มีสติระลึกถึงความทุกข์ในอบายภูมิอยูเ่ นืองๆมิได้ ขาด
       5. มีสติระลึกถึงความทุกข์
          อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ในวัฏสงสารอยูเ่ นืองๆมิได้ ขาด
       6. มีสติระลึกถึงกรรมฐานที่จะละราคะ โทสะ โมหะ ให้ ขาดจากสันดานอยูเ่ นืองๆ มิได้ ขาด

สิ่งที่ไม่ ควรประมาทอย่ างยิ่ง
       1.   ไม่ ประมาทในเวลา เช่นคิดว่าเวลายังมีอีกมาก
       2.   ไม่ ประมาทในวัย เช่นคิดว่าตนยังไม่แก่
       3.   ไม่ ประมาทในความไม่ มีโรค
       4.   ไม่ ประมาทในการงาน
       5.   ไม่ ประมาทในชีวิต
       6.   ไม่ ประมาทในการศึกษา
       7.                          ิ
            ไม่ ประมาทในการปฏิบัตธรรม

อานิสงส์ การไม่ ประมาทในธรรม
       1.   ทําให้ ได้ รับมหากุศล
       2.   ทําให้ ได้ ชื่อว่าเป็ นผู้ไม่ตายสมดังพุทธวัจนะ
       3.   ทําให้ ไม่ตกไปสู่อบายภูมิ
       4.   ทําให้ คลายจากความทุกข์
       5.   ทําให้ เพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่ายในการสร้ างความดี
       6.                  ั
            ย่อมมีสติอนเป็ นทางมาแห่งการสร้ างกุศลอื่นๆ
       7.   ย่อมได้ รับความสุขในการดํารงชีพ
       8.   เป็ นผู้ตื่นตัว ไม่เพิกเฉยละเลยในการสร้ างความดี
       9.              ่
            ความชัวต่างๆย่อมสูญสลายไปโดยเร็ว
                             ฯลฯ



                                                        ้
                        มงคลหมู่ท่ ี 7 การแสวงหาธรรมะเบืองต้ นใส่ ตัว
                                        มงคลที่ 22
                                       มีความเคารพ

       ความเคารพ คือความตระหนัก ซาบซึ ้ง รู้ถึงคุณค่าความดีที่มีอยูจริงของบุคคลอื่น
                                                                   ่
                                                                      ั้
ยอมรับนับถือความดีของเขาด้ วยใจจริง แล้ วแสดงความนับถือต่อผู้นนด้ วยการแสดงความอ่อนน้ อม
                              ้
อ่อนโยน อย่างเหมาะสม ทังต่อหน้ าและลับหลัง
      ้                           ่
ดังนันคนที่มีปัญญามากจนกระทังตระหนักในคุณความดีของผู้อื่นจึงจัดเป็ นคนพิเศษจริงๆ
เพราะใจเขาได้ ยกสูงขึ ้นแล้ ว พ้ นจากความถือตัวต่างๆ
                                                   ่
เปิ ดกว้ างพร้ อมที่จะรองรับความดีจากผู้อื่นเข้ าสูตน คนชนิดนี ้คือ คนที่มีความเคารพ

สิ่งที่ควรเคารพอย่ างยิ่ง มี 7 ประการ
       1.   ให้ มีความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้ า
       2.   ให้ มีความเคารพในพระธรรม
       3.   ให้ มีความเคารพในพระสงฆ์
       4.   ให้ มีความเคารพในการศึกษา
       5.   ให้ มีความเคารพในสมาธิ
       6.   ให้ มีความเคารพในความไม่ประมาท
       7.                                         ้
            ให้ มีความเคารพในในการต้ อนรับแขก ทังต้ อนรับด้ วยอาหารนํ ้าดื่ม และด้ วยธรรม
            คือการสนทนาธรรมกัน แนะนําธรรมะให้ แก่กน  ั



ข้ อเตือนใจ
           ดังได้ กล่าวแล้ วว่า ความเคารพ คือความตระหนักในความดีของบุคคลอื่นและสิ่งอื่น
  ่
ซึงผู้ที่จะตระหนักในความดีของผู้อื่นและสิ่งอื่นได้
             ุ                  ่       ่                           ั        ่
จะต้ องมีคณสมบัติอย่างหนึงเป็ นทุนอยูในใจก่อนคือมีปัญญา ความรู้จกผิดชอบชัวดีพอสมควร
                                                             ั ่
           และเมื่อเราแสดงความเคารพออกไปแล้ ว อีกฝ่ ายก็ร้ ูทนทีวา เรามีคุณธรรมสูง
มีความเคารพและมีแววปั ญญา เขาก็เกิดความตระหนักในความดีของเรา
และแสดงกิริยาเคารพต่อเราที่เรี ยกว่า รับเคารพ

อานิสงส์ การมีความเคารพ
       1. ทําให้ เป็ นคนน่ารัก น่าเกรงใจ
       2.   ทําให้ ได้ รับความสุขกาย สบายใจ
       3.                                             ั
            ทําให้ ไม่มีความเดือดร้ อน ไม่มีเวร ไม่มีภย
       4.   ทําให้ สามารถถ่ายทอดความดีจากผู้อื่นได้ ง่าย
       5.             ู
            ทําให้ ผ้ อื่นอยากช่วยเหลือเพิ่มเติมคุณความดีให้
       6.   ทําให้ สติดีขึ ้น เป็ นคนไม่ประมาท
       7.   ทําให้ เป็ นคนมีปัญญาละเอียดอ่อน รู้จริง และทําจริง
       8.   ทําให้ เกิดในตระกูลสูงในทุกภพทุกชาติ
       9.   ทําให้ บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย
                             ฯลฯ




                                        มงคลที่ 23
                                      มีความถ่ อมตน

ความถ่ อมตน มาจากภาษาบาลีว่า นิวาโต
วาโต แปลว่า ลม พองลม
นิ แปลว่า ไม่มี ออก
นิวาโต แปลว่า ไม่พองลม เอาลมออกแล้ ว คือเอามานะทิฏฐิ ออก มีความสงบเสงี่ยม เจียมตน
                                                                     ู
ไม่เบ่ง ไม่ทะนงตน ไม่มีมานะถือตัว ไม่อวดดื ้อถือดี ไม่ยะโส โอหัง ไม่ดหมิ่นเหยียดหยามใคร
     ูู
ไม่ดถก ไม่กระด้ าง ไม่เย่อหยิ่งจองหอง

ความแตกต่ างระหว่ างความเคารพกับความถ่ อมตน
        ความเคารพ เป็ นการปรารภผู้อ่ ืน คือตระหนักในคุณความดีของผู้อื่น
                              ั
พบใครก็จ้องหาข้ อดีของเขา ไม่จบผิด สามารถประเมินคุณค่าของผู้อื่นตามความเป็ นจริง
แล้ วแสดงอาการเคารพนับถือด้ วยกาย วาจา ใจ
        ความถ่ อมตน เป็ นการปรารภตนเอง คือคอยตามพิจารณาข้ อบกพร่องของตนเอง
                                         ู
จับผิดตนเอง สามารถประเมินค่าของตนเองได้ ถกต้ องตามความจริง ไม่อวดดื ้อถือดี
สามารถน้ อมตัวลงเพื่อถ่ายทอดคุณความดีของผู้อื่นเข้ าสู่ตนเองได้ อย่างเต็มที่
        คนที่มีความเคารพอาจขาดความถ่อมตนก็ได้ เช่น
บางคนเมื่อพบคนดีก็ตระหนักในความดีความสามารถของเขา
คือมีความเคารพแต่ขณะเดียวกันถ้ าจะให้ อ่อนเข้ าหาเขาทําไม่ได้ ชอบเอาตัวเองไปเทียบ
                     ่                          ่                              ่
แล้ วใจก็พองคิดทันทีวา “ ถึงเองจะแน่ แต่ข้าก็หนึงเหมือนกัน ” ใจเขาจะพองเหมือนอึงอ่างพองลม

สิ่งที่คนทั่วไปหลงถือเอาทาให้ ถือตัว
      1.      ชาติตระกูล
      2.      ทรัพย์ สมบัติ
      3.      รู ปร่ างหน้ าตา
      4.      ความรู้ ความสามารถ
      5.      ยศตาแหน่ ง
        6. บริวาร ( มีพรรคพวกมากกว่า)
                                                      ั
        คิดว่าตนมี สิ่งเหล่านี ้มากกว่าเขาทําให้ มกหลงยึดเป็ นข้ อถือดี
                                                                 ่              ่
ไม่เคยคิดว่าสิ่งเหล่านี ้มันเป็ นของเราตลอดไปหรื อไม่ จีรังยังยืนหรื อเปล่า ที่วาหล่อ สวย พออายุ 60-
70 ปี จะมีใครมามอง เศรษฐี ทําการค้ าผิดพลาดล่มจมกลายเป็ นยาจกภายในวันเดียวก็ได้
                                   ้
ยิ่งรวยมากยิ่งทุกข์มาก ทังหา ห่วง หวง ยศตําแหน่ง บริวาร
   ้        ่            ่ ั             ้
นันไม่ใช่วาจะคงอยูกบเราอย่างนันตลอดไป ทุกอย่างไม่แน่นอน ไม่ใช่เป็ นของเราจริงๆ
                       ิ ั
เป็ นเพียงสิ่งสมมุตกนขึ ้นเพื่อให้ คนในสังคมทํางานตามหน้ าที่ของตนเท่านัน     ้
                 ่ ั
สิ่งที่จะคงอยูกบเราแน่นอนและช่วยให้ เราพ้ นทุกข์ได้ จริงคือความดีในตัวเราต่างหาก
                                                                         ้          ้
        แท้ จริงผู้ที่จะเป็ นผู้ยิ่งใหญ่ได้ รับการยกย่องนับถือจากคนอื่นทังกายและใจนัน
จะต้ องเป็ นผู้ที่มีความอ่อนน้ อมถ่อมตนอย่างเต็มที่เท่านัน    ้
ผู้ที่ฉลาดจึงไม่ควรหลงยึดเอาสิ่งเหล่านี ้มาทําให้ ตนเกิดความถือตัว

              ้
โทษของการอวดดือถือดี
           1. ทาให้ เสียตน เพราะเป็ นคนรับความดีจากคนอื่นไม่ได้ กลัวเสียเกียรติ
              ประเมินค่าตนสูงกว่าความเป็ นจริง คิดแต่ว่าตนดีกว่า โบราณจึงสอนว่า “
              ลูกท่ านหลานเธอ ลูกเจ้ าบ้ านหลานเจ้ าวัด มักเอาดีไม่ ค่อยได้ ” เพราะมักจะอวดดี
              ไม่มีใครอยากสอน ทําผิดก็ไม่มีใครอยากเตือน สุดท้ ายก็คบแต่พวกประจบสอพลอ
           2. ทาให้ เสียมิตร เพราะมักถือดี ไม่ควรโกรธก็โกรธ จึงเสียมิตร
           3. ทาให้ เสียหมู่คณะ เพราะเป็ นคนอวดเบ่ง ชอบใช้ อภิสิทธิ์ ทําให้ เสียระเบียบวินย
                                                                                          ั
                 ่
              หมูคณะแตกแยก

                 ้
วิธีแก้ ความอวดดือถือดี
                                                                        ั
      1. ต้ องคบกัลยาณมิตร คือคบคนดีเพื่อช่วยแนะนําเรา ปลูกสร้ างนิสยที่ดีแก่เรา
         ไม่คบคนประจบสอพลอ บูชาเคารพคนที่ควรบูชา
                                     ั
      2. ต้ องมีโยนิโสมนสิการ คือรู้จกคิดไตร่ตรองพิจารณา ว่าทุกสิ่งไม่จีรัง
                               ่
         ไม่ใช่ของเราตลอดไปไม่วารูปร่างหน้ าตา ยศตําแหน่ง ความรู้ความสามารถ ฐานะ
         บริวาร ชาติตระกูล

ลักษณะผู้มีความถ่ อมตน
      1. มีกิริยาอ่ อนน้ อม
      2. มีวาจาอ่ อนหวาน
      3. มีใจอ่ อนโยน

อานิสงส์ การมีความถ่ อมตน
      1.                              ั
           ทําให้ อยูเ่ ป็ นสุข ไม่มีศตรู
      2.            ่
           ทําให้ นารัก น่านับถือ
      3.   ทําให้ เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ
      4.                ั
           ทําให้ ได้ กลยาณมิตร
      5.   ทําให้ สามารถถ่ายทอดคุณความดีจากผู้อื่นได้
      6.                   ึ่ ้
           ทําให้ ได้ ที่พงทังภพนี ้ภพหน้ า
      7.                           ้ ่
           ทําให้ ไม่ประมาท ตังอยูในธรรม
      8.   ทําให้ บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย
                             ฯลฯ



                                      มงคลที่ 24
                                    มีความสันโดษ

      สันโดษ มาจากภาษาบาลีว่า สันโตสะ สัน แปลว่าตน โตสะ แปลว่ายินดี
                                                       ั       ั
สันโดษจึงแปลว่ายินดี พอใจ สุขใจกับของของตน คือให้ ร้ ูจกพอ รู้จกประมาณ

ลักษณะของความสันโดษ
             ั
      ผู้ที่จดว่ามีความสันโดษต้ องประกอบด้ วยลักษณะ 3 ประการดังนี ้
        1. สเกนสันโดษ                 ั
                                ยินดีกบของของตน
        2. สันเตนสันโดษ                 ั
                                ยินดีกบสิ่งที่ได้ มา
        3. สเมนสันโดษ           ยินดีโดยมีใจสมํ่าเสมอ ไม่ร้ ูสึกดีใจจนเกินไปเมื่อพบสิ่งถูกใจ
                                                   ู
และไม่เสียใจจนเกินไปเมื่อต้ องประสบกับสิ่งที่ไม่ถกใจ

ประเภทของสันโดษ
         สันโดษมี 3 อย่างดังนี ้
         1. ยถาลาภสันโดษ         ยินดีตามที่ได้ มา
         2. ยถาพลสันโดษ          ยินดีสิ่งที่ควรแก่สมรรถภาพ กําลังกาย กําลังความคิด
กําลังความดี
         3. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีสิ่งที่ควรแก่ฐานะ เช่นผู้น้อย
รายได้ น้อยก็ยินดีใช้ ของราคาไม่แพง
         สันโดษทุกประเภทจะต้ องประกอบด้ วยศีลธรรม
คือของใดแม้ ได้ มาแบบผิดศีลธรรมก็ไม่ควรยินดีด้วย

ข้ อเตือนใจ
        การไม่ ทาอะไรนัน ภาษาบาลีเรี ยกว่า โกสัชชะ คือเกียจคร้ าน ไม่เรี ยกว่าสันโดษ
                        ้
        การพอใจอยู่คนเดียวนัน ภาษาบาลีเรี ยกว่า ปวิวิตตะ ไม่เรี ยกว่าสันโดษ
                                ้
                                      ั้                                             ั
        การพัฒนาสังคมจําเป็ นต้ องมีทงสันโดษและความเพียรเพราะความเพียรพยายามที่ไม่มีสนโด
                                    ่
ษควบคุมย่อมเกินพอดี และนําไปสูทางที่ผิดได้ ง่าย
             ้
        ฉะนันอาจกล่าวได้ ว่า “สันโดษเป็ นคุณธรรมอันประเสริฐ
                            ้
เป็ นไปเพื่อความเจริญสุขทังแก่ ตนเอง ครอบครัว และสังคมประเทศชาติ
                                  ้
หัวใจของผู้มีความสันโดษเท่ านันจึงจะเหมาะแก่ การปลูกฝั งคุณธรรมอื่นๆ
                      ้                    ั
และคนมีสันโดษเท่ านันจึงจะทาความดีได้ ย่ งยืนไม่ จืดจาง และทาดีด้วยความสุจริตใจ
ที่สังคมพัฒนาไปได้ ช้าเพราะคนขาดสันโดษต่ างหาก หาใช่ เพราะมีสันโดษไม่ ”

สิ่งที่คนทั่วไปไม่ ร้ ู จักพอ
            ่          ั           ั
        คนทัวไปไม่ร้ ูจกพอ ไม่ร้ ูจกประมาณในสิ่งต่อไปนี ้
        1. อํานาจวาสนา
        2. ทรัพย์สมบัติ
        3. อาหาร
        4. กามคุณ
สันโดษเป็ นต้ นทางแห่ งความสุขที่แท้ จริงได้ อย่ างไร ?
            ความสุขในโลกแบ่งได้ เป็ น 2 ประเภท คือ
            1. สามิสุข เป็ นความสุขที่ต้องอาศัยวัตถุหรื อสิ่งภายนอก
            มาตอบสนองความต้ องการทางตา หู จมูก ลิ ้น กาย และความคิดอยากต่างๆ
                                ้                 ุ
            จัดเป็ นความสุขขันหยาบ เพราะมีทกข์มาเจือปน มีอาการคือ
                                                                                 ้
       ต้ องแส่หาดิ ้นรนกระวนกระวาย เป็ นอาการนําหน้ า เนื่องจากของทังหลายหาได้ ยาก มีจํากัด
       เมื่อได้ มาแล้ วก็ต้องระวัง รักษา ยึดติด คับแคบ อึดอัด หวงแหน ผูกพัน กลัวสูญหาย
                                      ั
       ถ้ าไม่ได้ มา ถูกขัดขวางก็ขดใจ คิดทําลาย คิดอาฆาต พยาบาท จองเวร
            2. นิรามิสสุข เป็ นความสุขภายในที่ไม่ ต้องอาศัยสิ่งภายนอกมาสนองความอยาก
                  เป็ นความสุขขณะที่ใจมีลักษณะ
            สะอาด              ไม่มีกิเลสปน
            สงบ                ไม่ดิ ้นรนกระวนกระวาย
            เสรี                                       ั
                               เป็ นอิสระ โปร่งเบา ไม่คบแคบ
            สว่ างไสว                                       ้
                               ประกอบด้ วยปั ญญา เห็นสิ่งทังหลายตามความเป็ นจริง
            สมบูรณ์                         ึ
                               ไม่มีความรู้สกขาดแคลน
            นิรามิสสุขจึงเป็ นความสุขที่แท้ จริงเป็ นภาวะสุขที่ไม่ก่อให้ เกิดปั ญหาใดตามมา
ผู้ที่จะมีนิรามิสสุขได้ จะต้ องมีสภาพใจที่สงบไม่ดิ ้นรน คือมีความสันโดษเสียก่อน
ยิ่งสันโดษต่อสามิสสุขมากเท่าไร ก็ยิ่งได้ นิรามิสสุขมากขึ ้นเท่านัน    ้

        ้
การหาเลียงชีพอย่ างมีสันโดษ
                                                                 ั                 ่
                ปั จจัย 4 จําเป็ นในการดํารงชีพ พอเพียงเพื่อให้ สงขารสามารถดํารงอยูได้ ตามอัตภาพ
              ้                            ่
จากนันก็ใช้ ร่างกายนี ้สร้ างความดีตางๆให้ เต็มรูปแบบทุกโอกาส
         ุ่
มิได้ มงให้ เราดิ ้นรนไขว่คว้ าทะเยอทะยานจนเกินเหตุ
                 ั ่                     ู
เพื่อให้ มีวตถุตางๆพรั่งพร้ อมบริบรณ์ไว้ บํารุงบําเรอตน
                             ้
                เพราะฉะนันความสําเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ
       ั                                                           ่
มิใช่วดด้ วยการมีทรัพย์สินเต็มท้ องพระคลัง หรื อเต็มล้ นอยูที่ใดที่หนึง  ่
            ่                                 ่ ุ
แต่อยูที่ไม่มีคนอดอยากยากไร้ และอยูที่คณภาพชีวิตของประชาชนต่างหาก

          ิ
หลักปฏิบัตเกี่ยวกับทรั พย์ สิน
                                                             ่
       1. การแสวงหา ต้ องหามาโดยชอบธรรม ไม่ขมเหงรังแกใคร ไม่ทําผิดกฎหมาย
          ผิดศีลธรรม ผิดประเพณี
       2. การใช้ ไม่เป็ นคนตระหนี่และไม่ฟมเฟื อย ุ่
                     ั                                                  ั
          ให้ ร้ ูจกใช้ ทรัพย์เลี ้ยงตนและคนเกี่ยวข้ องให้ เป็ นสุข รู้จกทําทาน เผื่อแผ่ แบ่งปั น
                                                    ่
          ใช้ ทรัพย์ทําสิ่งที่ดีงามเป็ นประโยชน์ตอส่วนรวม
       3. ทัศนคติเกี่ยวกับทรัพย์สิน
                                                                                         ่
          ไม่ถือว่าทรัพย์สินเงินทองเป็ นพระเจ้ าแต่ถือว่าเป็ นเพียงอุปกรณ์อย่างหนึงในการดํารงชีพเ
          ท่านัน   ้

ประเภทของคนจน
         คนจนมีอยู่ 2 ประเภท ได้ แก่
         1. จนเพราะไม่ มี คือขัดสน ทรัพย์น้อย จัดว่าเป็ นคน “ จนชั่วคราว”
                                                     ั
         2. จนเพราะไม่ พอ คือมีทรัพย์มากแต่ไม่ร้ ูจกพอ จัดว่าเป็ นคน “ จนถาวร”
         สันโดษ คือการรู้ จักพอ จึงเป็ นคุณธรรมที่มหัศจรรย์ สามารถทําให้ คนเลิกเบียดเบียนกัน
     ้ ้
เลิกฟุงเฟอ เลิกสงคราม ทําให้ คนอิ่มใจแม้ มีทรัพย์น้อย มียศตําแหน่งน้ อย
ทําให้ คนรวยเป็ นเศรษฐี ได้ โดยสมบูรณ์

วิธีฝึกให้ มีสันโดษ
       1. ให้ หมั่นฝึ กพิจารณาถึงความแก่ เจ็บ ตาย อยู่ตลอดเวลา
          เราตายก็นําทรัพย์ติดตัวไปไม่ได้ นอกจากคูณความดีเท่านัน         ้
                                                               ่
       2. ให้ ร้ ู จักประมาณในการบริ โภคอาหาร กินเพื่ออยูมิได้ อยูเ่ พื่อกิน
       3. ให้ หมั่นให้ ทานอยู่เสมอๆ เป็ นการฆ่าความตระหนี่
                                                                       ั
       4. ให้ หมั่นรักษาศีล โดยเฉพาะศีล 8 เช่นศีลข้ อ 3 ทําให้ สนโดษเรื่ องกามคุณศีลข้ อ6
                      ั                              ั                     ่
          ทําให้ สนโดษเรื่ องอาหาร ศีลข้ อ7 ช่วยให้ สนโดษเรื่ องเครื่ องนุงห่ม ศีลข้ อ8
                        ั          ่
          ทําให้ สนโดษเรื่ องที่อยูอาศัยที่หลับนอน
       5. ให้ หมั่นทาสมาธิเป็ นประจา เมื่อทําสมาธิอย่างสมํ่าเสมอจิตใจจะสงบนุมนวล       ่
          ความอยากได้ อยากเด่นก็จะค่อยๆหายไป

อานิสงส์ การมีสันโดษ
                  ั
       1. ทําให้ ตดกังวลต่างๆเสียได้
       2. ทําให้ ออกห่างจากอกุศลกรรม
        3. ทําให้ มีความสบายกายสบายใจ
        4. ทําให้ พ้นจากความผิด พบแต่สิ่งที่ถกต้ อง ู
        5. ทําให้ ศีลธรรมเกิดในใจได้ ง่าย
                                 ั ้
        6. ทําให้ พ้นจากทุกข์ภยทังปวง
                                         ่
        7. ทําให้ มีกําลังใจสูง เมื่อรู้วาสิ่งใดไม่ดีก็ไม่ฝ่าฝื นทํา
        8. นําความเจริญก้ าวหน้ ามาสู่ตน
        9. ทําให้ มีโอกาสกระทําแต่สิ่งดีๆยิ่งๆขึ ้น
        10. ได้ ชื่อว่านําพระพุทธศาสนาให้ เจริญรุ่งเรื อง
                                   ฯลฯ



                                              มงคลที่ 25
                                            มีความกตัญญู

        ความกตัญญู คือความรู้คณ หมายถึงมีใจกระจ่าง มีสติปัญญา
                              ุ
      ุ          ู                                                     ่
รู้อปการคุณที่ผ้ อื่นกระทําแล้ วแก่ตน ผู้ใดก็ตามทําคุณแก่ตนแล้ ว ไม่วาจะมาก น้ อย ก็ตาม เช่น
            ่            ั
เลี ้ยงดู สังสอน ให้ ที่พก ให้ งานทํา ฯ,ฯ ย่อมระลึกถึงด้ วยความซาบซึ ้งอยูเ่ สมอ
ไม่ลืมอุปการคุณนันเลย  ้
                     ่                                ุ
          อีกนัยหนึง ความกตัญํู หมายถึงความรู้บญหรื อรู้ อุปการะของบุญที่ตนทําไว้ แล้ ว
    ่                      ้               ุ ่           ั
รู้วาที่ตนพ้ นภัยอันตรายทังหลาย ได้ ดีมีสขอยูในปั จจุบนก็เพราะบุญที่ตนเคยทําไว้ ในอดีตส่งผลให้
                             ้          ้
จึงไม่ลืมอุปการะของบุญนันเลยและตังใจสร้ างสมบุญใหม่ให้ ยิ่งๆขึ ้นไป

สิ่งที่ควรกตัญญู มี 5 ประการ
                                                    ่
        1. กตัญญูต่อบุคคลที่เคยมีพระคุณ ไม่วาจะมากหรื อน้ อยต้ องติดตามระลึกถึงเสมอ
           พยายามหาโอกาสตอบแทนคุณท่านให้ ได้
        2. กตัญญูต่อสัตว์ ท่ ีเคยมีคุณ ต้ องเลี ้ยงดูไม่ให้ อดอยาก ไม่ใช้ งานหนัก
           ไม่เฆี่ยนตีจนเกินไป
        3. กตัญญูต่อสิ่งของที่เคยมีคุณ เช่นหนังสือธรรมะ หนังสือเรี ยน สถานศึกษา วัด ต้ นไม้
                                                             ่ ู
           ป่ าไม้ อุปกรณีประกอบอาชีพ คือต้ องไม่ลบหลูดหมิ่น ไม่ทําลาย
                                 ่
        4. กตัญญูต่อบุญ คือรู้วาเราเกิดมามีอายุยืน ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณดี สติปัญญาดี
           มีความสุขความเจริญ มีทรัพย์มาก ก็เนื่องจากผลของบุญ จึงมีความรู้คณของบุญุ
                                      ูู                                  ่
           มีความอ่อนน้ อมในตัวไม่ดถกบุญ ตามระลึกถึงบุญเก่าให้ จิตใจชุมชื่น
           ไม่ประมาทในการสร้ างบุญใหม่ให้ ยิ่งๆขึ ้นไป
        5. กตัญญูต่อตนเอง
                  ่
           คือรู้วาร่างกายของเราเป็ นอุปกรณ์สําคัญที่เราต้ องอาศัยในการทําความดี
           ใช้ ในการสร้ างบุญกุศลนานาประการ จึงทะนุถนอมดูแลร่างกาย รักษาสุขภาพ
                                                                       ึ
           ไม่นําไปเที่ยวกลางคน กินเหล้ า เสพย์สิ่งเสพย์ติด เที่ยวเตร่ดกๆ
           และไม่นําร่างกายนี ้ไปทําผิดศีลเป็ นต้ น

ความกตัญญูจาเป็ นอย่ างไรต่ อการสร้ างความดี ?
          การที่เราจะมีความคิดใฝ่ ดี สร้ างสมคุณธรรมในตัวเป็ นสิ่งที่เกิดขึ ้นยาก
                                                 ้       ั้
แต่ที่ยากกว่าก็คือทําอย่างไรจึงจะรักษาความตังใจที่ดีนนไว้ โดยไม่ท้อถอยไม่เ ลิกกลางคัน
                                  ุ
เพราะในการสร้ างความดีย่อมมีอปสรรค มีปัญหาขัดขวางมากมาย จึงต้ องมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวใจไว้
  ่
นันคือความกตัญํู
          ไปโรงเรี ยน เรี ยนยากแสนยาก เพื่อนชวนเที่ยวเตร่เฮฮา อยากไป
            ึ                  ่
แต่ก็ได้ นกถึงบุญคุณพ่อแม่ที่ทานลําบากเพื่อหาเงินส่งเราเรี ยนให้ เราไดเจริ ญ ก้ าวหน้ า
              ั                                                    ั
พอคิดได้ ดงนี ้ความกตัญํูก็เกิดขึ ้นทําให้ มีกําลังใจ มุมานะต่อสู้กบอุปสรรค ปั ญหา
           ่ ่                         ั
และสิ่งยัวยุตางๆ เราจึงไม่ประพฤติตวในทางเสื่อมเสีย
                    ่ ู ัิ          ั้
          แม้ ในหมูผ้ ปฏิบตธรรม ผู้ตงใจเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ย่อมมีปัญหาและอุปสรรค
แต่เมื่อนึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ าที่ได้ ทรงเสียสละอุทิศชีวิตค้ นคว้ าจนตรัสรู้หลักอริยสัจจ์
ก็ทําให้ เกิดกําลังใจมีมานะต่อไป

อานิสงส์ การมีความกตัญญู
        1.   ทําให้ รักษาคุณความดีเดิมไว้ ได้
        2.   ทําให้ สร้ างคุณความดีใหม่เพิ่มได้ อีก
        3.   ทําให้ รักษาคุณความดีเดิมไว้ ได้
        4.   ทําให้ เกิดหิริโอตัปปะ
        5.   ทําให้ เกิดขันติ
        6.   ทําให้ จิตใจผ่องใส มองโลกในแง่ดี
        7.   ทําให้ เป็ นที่สรรเสริญของคนดี
        8.   ทําให้ มีคนอยากคบหา
        9.            ั้
             ทําให้ ทงมนุษย์และเทวดาอยากช่วยเหลือ
                                 ั
        10. ทําให้ ไม่มีเวรไม่มีภย
                             ้
        11. ทําให้ ลาภผลทังหลายเกิดขึ ้นโดยง่าย
        12. ทําให้ บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย
                           ฯลฯ

     คนตาบอด ย่ อมมองไม่ เห็นโลก แม้ ดวงอาทิตย์ จะส่ องสว่ างอยู่ฉันใด
                                                                               ้
คนใจบอดย่ อมมองไม่ เห็นพระคุณแม้ จะได้ รับความเมตตากรุ ณาจากผู้มีอุปการคุณฉันนัน



                                         มงคลที่ 26
                                     ฟั งธรรมตามกาล

        การฟั งธรรมตามกาล คือการขวนขวายหาเวลาไปฟั งธรรม
ฟั งคาสั่งสอนจากผู้มีธรรมะ เพื่อยกระดับจิตใจและสติปัญญาให้ สูงขึน                ้
                                                                                   ุ
โดยเมื่อฟั งธรรมแล้ วก็น้อมนําเอาคุณธรรมมาเป็ นกระจกสะท้ อนดูตนเองว่า มีคณธรรมนันหรื อเปล่า้
                           ่
จะปรับปรุงคุณธรรมที่มีอยูให้ ดียิ่งๆขึ ้นไปได้ อย่างไร เช่นเมื่อฟั งธรรมเรื่ องความกตัญํูแล้ ว
            ่
ก็สํารวจดูวาเรามีความกตัญํูไหม มีมากน้ อยเพียงไร จะปรับปรุงแก้ ไขอย่างไรจึงจะดี
กาลที่ควรฟั งธรรม
        1. วันธรรมสวนะ คือวันพระ
                                                 ่               ้
        2. เมื่อจิตถูกวิตกครอบงา คือเมื่อจิตขุนมัว เศร้ าหมอง ฟุงซ่าน คิดไม่ดี
           ก็ให้ เร่งฟั งธรรมจะเวลาเช้ า สาย บ่าย เย็น วันโกน วันพระ ก็ได้
        3. เมื่อมีผ้ ูร้ ู มาแสดงธรรม



        ิ
คุณสมบัตของผู้ฟังธรรมที่ดี
                     ่ ุ            ู
        1. ไม่ลบหลูคณท่าน คือดูถกว่าพระยังเด็กไม่มีความรู้ความสามารถ
                 ิ
        2. ไม่คดแข่งดี ไม่ยกตนข่มท่าน เช่นถึงท่านจะเป็ นพระแต่เราก็จบปริญญาตรี โท เอก
                         ั
           มาแล้ ว รู้จกโลกมากกว่า แถมอายุมากกว่า
               ั
        3. ไม่จบผิด ไม่มีจิตกระด้ าง
                                  ั
        4. มีปัญญา คือฉลาดรู้จกพิจารณาไตร่ตรองตามธรรมที่ได้ ยิน
           จึงจะเข้ าใจธรรมได้ อย่างรวดเร็ วแตกฉาน
                                     ั
        5. ไม่ถือว่าเข้ าใจในสิ่งที่ยงไม่เข้ าใจ

อุปนิสัยจากการฟั งธรรม
           อุปนิสัย หมายถึงความประพฤติ ความเคยชินที่ติดตัวเรามา
และจะติดตัวเราไปเป็ นพื ้นใจในภายหน้ า
                                                                      ่
           การฟั งธรรมจะทําให้ เกิดความดีที่เป็ นทุนหรื อเป็ นพื ้นอยูในใจเรา
แล้ วเป็ นเครื่ องหนุนให้ เรามีความเจริญรุ่งเรื อง และเข้ าใจธรรมได้ ง่าย ดังทีพระพุทธเจ้ าตรัสสอนว่า “
         ่
ผู้ที่หมันฟั งธรรมแล้ วพยายามศึกษาทําความเข้ าใจ ถึงไม่เข้ าใจก็พยายามจํา จะได้ รับอานิสงส์ 4
ประการ” คือ
           1. เมื่อละโลกนี ้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก
มีปัญญารู้ธรรมได้ รวดเร็วสามารถระลึกถึงธรรมได้ ด้วยตนเอง และปฏิบติตามธรรมนัน  ั         ้
บรรลุผลนิพพานได้ เร็ว
           2. เมื่อละโลกนี ้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก เมื่อมีพระภิกษุผ้ มีฤทธิ์ขึ ้นไปแสดงธรรม
                                                                        ู
ก็จะระลึกถึงธรรมได้ และบรรลุผลนิพพานได้ เร็ว
           3. เมื่อละโลกนี ้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก แม้ ไม่มีพระภิกษุผ้ มีฤทธิ์ขึ ้นไปแสดงธรรม
                                                                          ู
แต่เมื่อได้ ฟังเทพบุตรแสดงธรรม ก็จะระลึกถึงธรรมได้ และบรรลุผลนิพพานได้ เร็ว
           4. เมื่อละโลกนี ้ไป ย่อมเกิดในเทวโลก แม้ ไม่มีพระภิกษุผ้ มีฤทธิ์หรื อเทพบุตรมาแสดงธรรม
                                                                            ู
แต่เมื่อได้ ยินคําตักเตือนจากเพื่อนเทพบุตรด้ วยกัน ก็สามารถระลึกถึงธรรมได้
และบรรลุผลนิพพานได้ เร็ว
                                                              ั
           พวกเราที่สวดมนต์ทําวัตรเช้ าเย็นกันบ่อยๆ แม้ ยงไม่เข้ าใจความหมายของคําบาลี
แต่ก็ไม่เสียเวลาเปล่าเพราะอย่างน้ อยก็ทําให้ เกิดความสงบทางใจและเกิดความคุ้นเคยในสําเนียงภาษ
าธรรมะ ภพเบื ้องหน้ าได้ ยินใครสวดมนต์ก็อยากเข้ าใกล้ ได้ ยินใครพูดธรรมะก็อยากเข้ าใกล้
                                                                ุ ั
ทําให้ มีโอกาสได้ ฟังธรรม ฟั งแล้ วก็เข้ าใจได้ ง่าย เพราะมีอปนิสยพื ้นใจมาแต่เดิมแล้ ว
ทําให้ บรรลุผลนิพพานได้ เร็ว

อานิสงส์ การฟั งธรรมตามกาล
        1.   เป็ นการเพิ่มพูนความรู้ใหม่
        2.   เป็ นการทบทวนความรู้เดิม
        3.   เป็ นการปลดเปลื ้องความสงสัยเสียได้
        4.   เป็ นการปรับความเห็นให้ ตรง
        5.                             ู
             เป็ นการฝึ กอบรมจิตใจให้ สงขึ ้น
                                                      ้้
        กระจกเงาสามารถสะท้ อนให้ เห็นความสวยงามหรื อขีริวของร่ างกายเราได้ ฉันใด
การฟั งธรรมตามกาลก็สามารถสะท้ อนถึงความดีงามหรือบกพร่ องในตัวเราได้ ฉันนัน  ้



                                                   ้
                   มงคลหมู่ท่ ี 8 การแสวงหาธรรมะเบืองสูงใส่ ตัว
                                     มงคลที่ 27
                                    มีความอดทน

        ความอดทน มาจากคําว่าขันติ หมายถึงการรักษาปกติภาวะของตนไว้ ได้
    ่                 ่                   ึ
ไม่วาจะถูกกระทบกระทังด้ วยสิ่งอันเป็ นที่พงปรารถนาหรื อไม่ก็ตาม
        ่
มีความมันคงหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน
                           ่
       งานทุกชิ ้นในโลกไม่วาเล็กหรื อใหญ่ที่สําเร็จมาได้ ก็ด้วยคุณธรรมข้ อนี ้คือ ขันติ

ลักษณะความอดทนที่ถูกต้ อง
        1.   มีความอดกลัน      ้
        2.   เป็ นผู้ไม่ ดุร้าย คือข่มความโกรธไว้ ได้
        3.                                                   ู                       ้
             ไม่ ปลูกนาตาให้ แก่ ใคร คือไม่ก่อทุกข์ให้ แก่ผ้ อื่นด้ วยอํานาจความเกรี ยวกราดของเรา
                          ้
        4.   มีใจเบิกบาน แจ่ มใส อยู่เป็ นนิจ คือมีปีติอิ่มเอิบใจเสมอๆ ไม่พยาบาท ไม่โทษฟา      ้
             โทษฝน โทษโชคชะตา หรื อโทษใครๆ
                                                                          ้
          ลักษณะที่สาคัญยิ่งของขันติ คือตลอดเวลาที่อดทนอยู่นันต้ องมีใจผ่ องใส
ไม่ เศร้ าหมอง
          อดทนถอนตัวหรือหลีกเลี่ยงจากความชั่ว อดทนทาดีต่อไป
อดทนรักษาใจไว้ ให้ ผ่องใส ไม่ เศร้ าหมอง

ประเภทของความอดทน
ความอดทนแบ่งตามเหตุที่มากระทบได้ เป็ น 4 ประเภท คือ
      1. อดทนต่อความลําบากตรากตรํ า
      2. อดทนต่อทุกขเวทนา
      3. อดทนต่อความเจ็บใจ
      4. อดทนต่ออํานาจกิเลส เช่นอดทนไม่เที่ยวเตร่ ไม่เล่นการพนัน ไม่เสพสิ่งเสพย์ตด       ิ
                                  ่
         ไม่รับสินบน ไม่คอร์ รัปชัน ไม่ผิดลูกเมียเขา ไม่เห่อยศ ไม่บ้าอํานาจ ไม่ขี ้โอ่ เป็ นต้ น
           “ เขาด่ าไม่ โกรธว่ ายากแล้ ว เขาชมแล้ วไม่ ยมยากยิ่งกว่ า”
                                                        ิ้

วิธีฝึกให้ มีความอดทน
         1. ต้ องคานึงถึงหิริโฮตัปปะให้ มาก
         2. ต้ องรู้ จักเชิดอารมณ์ ท่ ีมากระทบนันให้ สูงขึน
                                                    ้          ้
                                                ้                        ั
               คือนึกเสียว่าเขาทําแก่เราอย่างนันน่ะดีแล้ ว เช่น เขาด่าก็ยงดีกว่าเขาตี
                      ั
               เขาตียงดีกว่าเขาฆ่า ถ้ าเปรี ยบกับการชกมวยเรี ยกว่าการหลบหมัด
               ดังตัวอย่างจากพระปุณณะเถระ
         พระปุณณะเดิมเป็ นชาวสุนาปรันตะ ไปค้ าขายที่เมืองสาวัตถี
ได้ ฟังเทศน์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้ า เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงออกบวช
    ้
ครันบวชแล้ วการทําสมาธิภาวนาไม่ได้ ผล
            ุ
เพราะไม่ค้ นกับสถานที่ท่านคิดว่าภูมิอากาศที่บ้านเดิมเหมาะกับท่านมากกว่า
จึงทูลลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ า
         พระสัมมาสัมพุทธเจ้ า ตรัสถามว่า
                                                                   ้
         “ เธอแน่ใจหรื อปุณณะ ชาวสุนาปรันตะดุร้ายมากนัก ทังหยาบคายด้ วย เธอจะทนไหวหรื อ ”
         “ ไหวพระเจ้ าข้ า”
                                     ุ
         “ ถ้ าเขาด่าเธอ เธอจะมีอบายอย่างไร”
                                             ั
         “ ข้ าพระองค์ก็คิดว่า ถึงเขาด่าก็ยงดีกว่าเขาตบต่อยด้ วยมือพระเจ้ าข้ า ”
         “ ถ้ าเผื่อเขาต่อยเอาล่ะ”
                ั
         “ ก็ยงดีพระเจ้ าข้ า ดีกว่าเขาเอาก้ อนดินขว้ างเอา”
         “ ก็ถ้าเขาเอาก้ อนดินขว้ างเอาล่ะ”
                                   ั
         “ข้ าพระองค์ก็คิดว่า ก็ยงดีพระเจ้ าข้ า ดีกว่าเขาเอาไม้ ตะพดตีเอา”
          ” เออ ถ้ าเผื่อเขาหวดด้ วยไม้ ตะพดล่ะ”
                  ั
         “ ก็ยงดีพระเจ้ าข้ า ดีกว่าถูกเขาแทงด้ วยหอกดาบ”
         “ เออ ก็ถ้าเผื่อเขาจะฆ่าเธอด้ วยหอกดาบล่ะปุณณะ”
         “ ข้ าพระองค์ก็คิดว่า มันก็เป็ นการดีเหมือนกันพระเจ้ าข้ า”
         “ ดีอย่างไร ”
         “ ก็คนบางพวกที่คิดอยากฆ่าตัวตาย ยังต้ องใช้ เวลาเที่ยวหาศัสตราวุธ มาฆ่าตัวเอง
                                       ้
แต่ข้าพระองค์มีโชคดีกว่าคนพวกนัน ไม่ต้องเสียเวลาเที่ยวหาศัสตราวุธ อย่างเขา “
          ” ดีมาก เธอคิดได้ ดีมาก เป็ นอันตกลง
เราอนุญาตให้ เธอไปพํานักทําความเพียรที่ตําบลสุนาปรันตะได้ “
          พระปุณณะกลับไปเมืองสุนาปรันตะแล้ ว ทําความเพียร ในไม่ช้าใจก็หยุดนิ่ง
เข้ าถึงพระธรรมกายตามลําดับ จนได้ สําเร็จเป็ นพระอรหันต์
          นี่คือเรื่ องของพระปุณณะ นักอดทนตัวอย่าง
  ่                                           ้ ู
ซึงอดทนไดโดยวิธีเชิดอารมณ์ที่มากระทบนันให้ สงขึ ้น
                                               ้
          3. ต้ องฝึ กสมาธิให้ มาก เพราะทังขันติและสมาธิเป็ นคุณธรรมที่เกื ้อหนุนกัน
                                                                                ั
                 ขันติจะหนักแน่นก็ต้องมีสมาธิมารองรับ สมาธิจะก้ าวหน้ าก็ต้องมีขนติเป็ นพื ้นฐาน
               ั                                         ่
          มีตวอย่างของผู้มีความอดทนเป็ นเลิศอีกท่านหนึงคือพระโลมสนาคเถระ
                                                                             ั
          พระโลมสนาคเถระ เป็ นพระที่ทําสมาธิจนสามารถระลึกชาติได้ แต่ยงไม่หมดกิเลส
        ่         ่        ่
วันหนึงท่านนังสมาธิอยูกลางแจ้ ง พอถึงตอนเที่ยงแดดส่องเหงื่อไหลท่วมตัวท่าน
                    ึ
พวกลูกศิษย์จงเรี ยกท่านว่า
                                 ่ ่
          ” ท่านขอรับ นิมนต์ทานนังในที่ร่มเถิด อากาศเย็นดี “
          พระเถระกล่าวตอบว่า
                         ่                             ่
          “ คุณ ฉันนังในที่นี ้ เพราะกลัวต่อความร้ อนนันเอง ”
                      ่
          แล้ วนังพิจารณาอเวจีมหานรกเรื่ อยไป เพราะเคยตกนรกมาหลายชาติ
                                                                           ุ      ้
เห็นว่าความร้ อนในอเวจีที่เคยตก ร้ อนกว่านี ้หลายร้ อยพันเท่า ท่านจึงไม่ลกหนี ตังใจทําสมาธิตอไป  ่
          ุ
จนในที่สดได้ บรรลุธรรมเป็ นพระอรหันต์

อานิสงส์ การมีความอดทน
        1.            ุ
             ทําให้ กศลธรรมทุกชนิดเจริญขึ ้นได้
        2.                                            ้
             ทําให้ เป็ นคนมีเสน่ห์ เป็ นที่รักของคนทังหลาย
        3.              ั                      ่ ้
             ทําให้ ตดรากเหง้ าแห่งความชัวทังหลายได้
        4.   ทําให้ อยูเ่ ย็นเป็ นสุขทุกอิริยาบถ
        5.   ชื่อว่าได้ เครื่ องประดับอันประเสริฐของนักปราชญ์
        6.   ทําให้ ศีลและสมาธิตงมัน  ั้ ่
        7.   ทําให้ ได้ พรหมวิหารโดยง่าย
        8.   ทําให้ บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย
                                           มงคลที่ 28
                                         เป็ นคนว่ าง่ าย
        คนว่ าง่ าย คือคนที่อดทนต่อคําสังสอนได้
                                        ่                  ู
                                                 เมื่อมีผ้ ร้ ูแนะนําพรํ่ าสอนให้
                                 ัิ          ้                                    ั
ตักเตือนให้ โดยธรรมแล้ ว ย่อมปฏิบตตามคําสอนนันด้ วยความเคารพอ่อนน้ อม ไม่คดค้ าน ไม่โต้ ตอบ
        ั                ้
ไม่แก้ ตวโดยประการใดๆทังสิ ้น
ประเภทของคนว่ าง่ าย
         1. ว่ าง่ ายเพราะเห็นแก่ ได้ เห็นแก่อามิสรางวัลจึงว่าง่าย เช่นลูกว่าง่ายเพราะหวังมรดก
ลูกน้ องเชื่อฟั งเจ้ านายเพราะอยากได้ รางวัล พวกนี ้จัดเป็ นคนว่าง่ายเทียม เป็ นพวก คนหัวประจบ
         2. ว่ าง่ ายเพราะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง
ไม่มีความคิดเป็ นของตนเองใครชวนไปเที่ยวก็ไป ชวนเล่นการพนันก็เล่น
ชวนไปวัดก็ไปเป็ นพวกหัวอ่อน พวกนี ้จัดเป็ นคนว่าง่ายเทียม เป็ นพวก คนโง่
         3. ว่ าง่ ายเพราะเห็นแก่ ความดี คือคนที่ถือธรรมะเป็ นใหญ่ เห็นแก่ธรรมจึงว่าง่าย
                                                 ู
ต้ องการแก้ ไขปรับปรุงตนเองให้ ดีขึ ้น เมื่อมีผ้ ว่ากล่าวตักเตือนชี ้ข้ อบกพร่องจึงพร้ อมรับฟั งด้ วยดี
     ่ ั้
ไม่วาผู้นนจะเป็ นผู้ใหญ่หรื อเด็กกว่าก็ตาม จัดเป็ นพวก คนว่ าง่ ายที่แท้ จริง

วิธีฝึกให้ เป็ นคนว่ าง่ าย
        1. หมั่นนึกถึงโทษของความเป็ นคนหัวดือว่ ายาก ้
           ว่าทําให้ ไม่สามารถรับเอาความดีจากใครๆได้ เหมือนคนเป็ นอัมพาต
           แม้ มีของดีรอบตัวก็หยิบเอามาใช้ ไม่ได้
                                                                          ั้
           ถ้ าหัวดื ้อมากๆลงท้ ายก็ไม่มีใครอยากสอนอยากเตือนต้ องโง่ทงชาติทําผิดเรื่ อยไป
        2. ฝึ กให้ เป็ นคนมากด้ วยความเคารพ มองคนในแง่ดี
                                           ่           ึ
           ใครมาแนะนําตักเตือนเราไม่วาเรื่ องอะไรก็นกขอบคุณเขา
                                                   ่
           เพราะแสดงว่าเขามีความปรารถนาดีตอเราจึงมาเตือน
                ่        ้
           ไม่วาเรื่ องนันจะถูกต้ องตามความเป็ นจริงหรื อไม่ก็ตามให้ รับฟั งไว้ ก่อน
                  ่                          ่                  ่
           ไม่ดวนเถียงหรื อดูหมิ่นเขา หมันนึกถึงพุทธพจน์ที่วา “ ผู้ชีโ้ ทษคือผู้ชีขุมทรั พย์ ให้ ”
                                                                                     ้
        3. ฝึ กการปวารณา
                                     ู                         ่ ั้
           คือการออกปากยอมให้ ผ้ อื่นกล่าวตักเตือนตนไม่วาผู้นนจะมีอายุมากกว่า เท่ากัน
                                                  ั ่        ่
           หรื อน้ อยกว่าก็ตาม เช่นพระภิกษุมีวินยอยูข้อหนึงว่า
                                                           ้
           ในวันออกพรรษาให้ มีการประชุมกันของท่าน ทังพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อย
                      ้                                               ่
           ในวันนันพระทุกรูปจะกล่าวคําปวารณากันคืออนุญาตให้ วากล่าวตักเตือนตนเองได้
                                                                  ั     ่
           เรี ยกว่า วันมหาปวารณา หลักการ นี ้นํามาใช้ กบคนทัวไปได้ เช่นในหน่วยงาน
                                                                    ั
           หรื อครอบครัว เมื่อทําบ่อยๆจะเกิดความเคยชินเป็ นนิสย เป็ นการฝึ กให้ เป็ นคนว่าง่าย
        4. ต้ องฝึ กสมาธิให้ มาก เพื่อให้ ใจผ่องใส หนักแน่น
                                        ่
           สามารถตรองตามคําแนะนําสังสอนของผู้อื่น
           มีใจสงบเยือกเย็นพอที่จะพิจารณาข้ อบกพร่องของตนเอง และปรั บปรุงแก้ ไขให้ ดีขึ ้นได้

                               ้
เรื่ องน่ ารู้ เกี่ยวกับคนหัวดือ
          แบ่งออกเป็ น 3 ประเภท
          1. ดื ้อเพราะความโง่หรื อขี ้เกียจ จัดเป็ นพวกดื ้อด้ าน
          2. ดื ้อเพราะทิฏฐิ มานะหลงตัวเองรู้แล้ ว จัดเป็ นพวกดื ้อดึง
          3. ดื ้อเพราะโทสะโกรธง่าย จัดเป็ นพวกบ้ า
          ในการปกครองคนดื ้อดึง
                  ่     ้                                 ้
          การสังสอนขันแรกถ้ าเขายังไม่ฟังให้ ลงโทษในขันที่สองตามความเหมาะสม หากยังไม่เชื่อฟั ง
          ในพุทธศาสนาท่านให้ ใช้ วิธี ลงพรหมทัณฑ์ หรื อคว่าบาตร ดังเรื่ องในสมัยพุทธกาล ดังนี ้
                      ่                                               ้
          นายฉันนะซึงเป็ นคนตามเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ าเมื่อครังทรงม้ ากัณฐกะออกบรรพชา
              ุ
ภายหลังได้ อปสมบทเป็ นคนหัวดื ้อมากเพราะถือว่าตนเคยเป็ นคนใกล้ ชิด ใครจะสอนจะเตือนก็ไม่ฟัง
                ึ
พระอานนท์จงทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้ าว่าควรทําอย่างไรดี พระสัมมาสัมพุทธเจ้ าจึงแนะนําว่า
เมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ วให้ ลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะ
                    ุ      ่                                                     ่
คือให้ พระภิกษุทกรูปเลิกยุงเกี่ยวกับพระฉันนะ ให้ ทําเหมือนกับว่าไม่มีพระฉันนะอยูในโลก
                                                                                      ึ
พระฉันนะอยากทําอะไรก็ปล่อยให้ ทํา ไม่มีใครพูด หรื อยุ่งเกี่ยวด้ วย ทําให้ พระฉันนะรู้สกผิด
และเลิกดื ้ออีกต่อไป

อานิสงส์ การเป็ นคนว่ าง่ าย
        1.                                                 ้
             ทําให้ เป็ นที่เมตตาอยากแนะนําพรํ่ าสอนของคนทังหลาย
        2.   ทําให้ ได้ รับโอวาท อนุสาสนี
        3.                               ึ่
             ทําให้ ได้ ธรรมะอันเป็ นที่พงแก่ตน
        4.                      ้
             ทําให้ ละโทษทังปวงได้
        5.                   ุ
             ทําให้ บรรลุคณธรรมเบื ้องสูงได้ โดยง่าย
                               ฯลฯ

        บุคคลควรเห็นผู้มีปัญญาที่คอยกล่ าวคาขนาบ
                                      ้
ชีโ้ ทษของเราให้ เห็นว่ าเป็ นดุจผู้ชีบอกขุมทรั พย์ ให้
                              ้
ควรคบบัณฑิตที่เป็ นเช่ นนันเพราะเมื่อคบแล้ วย่ อมมีแต่ ดีฝ่ายเดียว ไม่ มีเลวเลย
                                           มงคลที่ 29
                                           เห็นสมณะ

ทาไมจึงต้ องเห็นสมณะ?
             ความสุขในโลกนี ้มีอยู่ 2 ประเภท คือ
             1. ความสุขที่ต้องอิงวัตถุกามหรือกามสุข เป็ นความสุขทางเนื ้อหนัง เช่นได้ เห็นรูปสวยๆ
                                                                               ั        ุ่
                  ได้ ฟังเพลงเพราะๆ ได้ กลิ่นหอมๆ ได้ กินอาหารรสอร่อยๆ ได้ สมผัสที่นมนวล ฯลฯ
                  จัดเป็ นความสุขที่เห็นกันได้ ง่าย
             2. ความสุขที่ต้องไม่ ต้องอิงวัตถุ
                  เป็ นความสุขที่เกิดจากการเจริญภาวนาให้ ใจสงบและเกิดปั ญญา
                  เป็ นความสุขของผู้เข้ าถึงธรรม
                                                                 ้
                  จัดเป็ นความสุขภายในอันเกิดจากความสงบนันจัดเป็ นสุขที่เลิศกว่าอย่างเทียบไม่ได้
                  แต่เห็นและเข้ าใจได้ ยากกว่า
                                  ้           ่
          ความสุขภายในนัน เป็ นสิ่งที่ไม่นาเชื่อว่าจะเป็ นไปได้ เพราะเราคาดคะเนไม่ได้
                                ั      ัิ
เป็ นเรื่ องเฉพาะตัว ผู้ที่ยงไม่ปฏิบตธรรม ยังไม่เคยพบกับความสุขชนิดนี ้ก็จะไม่ค้ น    ุ
      ่
แม้ อานจากตําราก็ยากจะเข้ าใจ เช่นพระท่านบอกว่าผู้ที่รักษาศีลแล้ วจะมีจิตใจที่ร่าเริง แจ่มใส
                           ัิ
ถ้ าคนยังไม่เคยปฏิบตธรรม จะนึกค้ านทันทีว่าคนรักษาศีลจะร่าเริงได้ อย่างไร
จะทําอะไรนิดก็อะไรหน่อยก็ต้องคอยระวังกลัวจะผิดศีล สู้คนไม่มีศีลไม่ได้ จะดื่มเหล้ าก็ดื่มได้
จะเที่ยงก็เที่ยวได้ เห็นพวกขี ้เมาร้ องรํ าทําเพลง
เชียร์ มวยแทงม้ าส่งเสียงกันอึงคะนึงร่าเริงสนุกสนานกว่าตังเยอะ ้
แล้ วมาบอกว่ารักษาศีลแล้ วจะมีจิตร่าเริง แจ่มใส อย่ามาหลอกกันดีกว่า เราไม่เชื่อหรอก
          ต่อเมื่อใดได้ พบคนที่เข้ าถึงความสุขชนิดนี ้ได้ เห็นคนที่รักษาศีลมาแล้ วอย่างดีเยี่ยม
                      ่
หน้ าตาท่านก็ผองใส ไม่บึ ้งตึง พูดจาก็ไพเราะ ถึงได้ เชื่อว่าเออจริง
คนที่รักษาศีลมาแล้ วอย่างดีเขาร่าเริงอีกอย่าง ไม่เหมือนที่เราเคยเห็นหรื อรู้จก    ั
           ั                  ิ
ถึงแม้ ยงไม่ปักใจเชื่อก็คดที่จะทดลองทําตาม
                                    ุ
แม้ ไม่ทําตามอย่างน้ อยก็ฉกคิดถึงการทําดีบางอย่างขึ ้นมาได้
                                                    ่
          คนเข้ าถึงความสุขชนิดนี ้ได้ คือสมณะ ซึงถ้ าใครได้ เห็นแล้ วจะเกิดแรงบันดาลใจให้ คิดถึงธรรม
                        ุ
เหมือนระเบิดที่จดชนวนแล้ วย่อมแสดงอานุภาพออกมาเต็มที่ สติปัญญา ความรู้ความสามารถที่มีอยู่
จะได้ รับการกระตุ้นจากการเห็นสมณะให้ นํามาใช้ สร้ างความดีได้ เต็มที่
สมณะคือใคร?
       สมณะ แปลว่าผู้สงบ หมายถึงบรรพชิตที่ได้ บําเพ็ญสมณธรรม ฝึ กฝนตนเองด้ วยศีล สมาธิ
                                  ่
ปั ญญา มาแล้ วอย่างเต็มที่ จนกระทังมีกาย วาจา ใจที่สงบแล้ วจากบาป
สมณะทุกรูปจึงเป็ นบรรพชิต แต่บรรพชิตบางรูปอาจไม่ได้ เป็ นสมณะก็ได้

ลักษณะของสมณะ
          1. สมณะต้ องสงบกาย คือสํารวม ไม่คะนอง ไม่มีกิริยาร้ าย
                  ่               ่
คนที่เป็ นสมณะไม่วาจะไปที่ใด อยูที่ไหน ย่อมไม่ทําความชอกชํ ้าแก่ใคร
          พระสัมมาสัมพุทธเจ้ าทรงชมพระโมคคัลลานะในเรื่ องนี ้ว่า ท่านแม้ จะมีฤทธิ์เดชมาก
        ่            ่                                          ้
แต่ไม่วาจะไปที่ใด อยูที่ไหน ก็ไม่เคยทําความชอกชํ ้าแก่ตระกูลนันเลย
                                            ่
จะบิณฑบาตรับของถวายอะไรก็ตาม ก็คอยดูวาเขาจะเดือดร้ อนไหม รับแต่พอประมาณ
                       ิ
เปรี ยบเหมือนแมลงภู่บนเข้ าสวน
                                                                    ั้
ดูดเกสรดอกไม้ จนอิ่มหนําสําราญแต่ไม่เคยทําความชอกชํ ้าแก่ดอกไม้ นนเลย
                                                          ุ
          2. สมณะต้ องสงบวาจา คือไม่นินทาว่าร้ าย ไม่ยยง แต่มีวาจาที่เป็ นอรรถเป็ นธรรม
                                                        ่
          3. สมณะต้ องสงบใจ คือทําใจหยุดนิ่งเป็ นสุขอยูภายใน

ชนิดของการเห็นสมณะ
       การเห็นของคนแบ่งเป็ น 3 ระดับ
       1. เห็นด้ วยตา เรี ยกว่าพบเห็น คือเห็นถึงรูปร่าง ลักษณะกิริยามารยาทอันสง่างาม
          และสงบของท่าน
       2. เห็นด้ วยใจ เรี ยกว่าคิดเห็น
          คือนอกจากเห็นตัวท่านแล้ วยังพิจารณาตรองด้ วยใจจนเห็นคุณธรรมภายใน
          เรี ยกว่าเห็นถึงสมณธรรมของท่าน
       3. เห็นด้ วยญาณ เรี ยกว่ารู้ เห็น คือเห็นด้ วยญาณทัสนะ
                                  ัิ                   ่
          เป็ นการเห็นของผู้ปฏิบตธรรมมาดีแล้ วจนกระทังเกิดญาณทัสนะ
          แล้ วอาศัยญาณทัสนะมองทะลุเข้ าไปข้ างในใจคนอื่นได้
          การเห็นชนิดนี ้ถูกต้ องชัดเจนแน่นอนไม่มีผิดพลาด

กิจที่ควรทาเพื่อให้ เกิดประโยชน์ จากการเห็นสมณะ
                            ่
       1. ต้ องเข้ าไปหา หมันเข้ าใกล้ เพื่อรับการถ่ายทอดคุณธรรม
                                                                       ุ
       2. ต้ องเข้ าไปบารุง คือเข้ าไปช่วยทํากิจของ เช่นปั ดกวาดเช็ดถูกฏิ จัดหาปั จจัย 4
          ถวายท่าน เพื่อท่านจะได้ ไม่มีภาระมาก แล้ วมีเวลามีโอกาสได้ สนทนาธรรมกันมากขึ ้น
                        ้
       3. ตามฟั ง คือตังใจฟั งคําสอน- เทศน์ของท่านด้ วยใจจดจ่อ
       4. ตามระลึกถึงท่าน คือเมื่อพบท่าน ได้ ฟังคําสอนของท่านแล้ วก็ตามระลึกถึง
             ้
          ทังกิริยามารยาทของท่าน นําคําสอนของท่านมาพิจารณาไตร่ตรองอยูเ่ สมอ
                                 ่
       5. ตามดูตามเห็น คือดูทานด้ วยตาเนื ้อของเราด้ วยความเลื่อมใสศรัทธา
                      ่
          และตามดูทานด้ วยความคิดและปั ญญาทางธรรม ให้ เห็นสมณธรรมในตัวท่าน



อานิสงส์ การเห็นสมณะ
       1.                   ุ
            ทําให้ ได้ สติฉกคิดถึงบุญกุศล
       2.   ทําให้ เกิดแรงบันดาลใจที่จะทําความดีตามท่าน
       3.   ทําให้ ตาแจ่มใสดุจแก้ วมณี
       4.   ทําให้ เป็ นผู้ไม่ประมาท
       5.               ู
            ชื่อว่าได้ บชาพระรัตนตรัยอย่างยิ่ง
       6.   ทําให้ ได้ สมบัติ 3 คือมนุษย์สมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติโดยง่าย
       7.   ทําให้ บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย
                            ฯลฯ

ตัวอย่ างอานิสงส์ การเห็นสมณะ
                    ุ         ั
         พระสารี บตรสมัยที่ยงเป็ นกุลบุตรชื่อ อุปติสสะ
                 ั่ ่ ึ
เกิดในตระกูลที่มงคังได้ ศกษาศิลปวิทยาการทางโลกมาจนจบวิชา 18 ประการ
หลังจากสําเร็จการศึกษาแล้ วต้ องการแสวงหาโมกขธรรม จึงออกบวชในสํานักของสัญชัยปริพาชก
              ้                                                ั
เพราะขณะนันยังไม่พบพระพุทธศาสนา ศึกษาจนหมดแล้ วก็ยงไม่สามารถปราบกิเลสในตัวได้
                                                             ่        ่
จึงออกท่องเที่ยวไปโดยหวังว่าอาจพบพระอรหันต์ในโลกนี ้ อยูมาวันหนึงไปพบพระอัสสชิ
  ่
ซึงเป็ นพระอรหันต์แล้ ว กําลังเดินบิณฑบาตอยู่ เห็นท่านมีผิวพรรณผ่องใส กิริยามารยาทงดงาม
                                                           ั่ ั
ท่าทางสงบสํารวม เกิดความเลื่อมใสจึงติดตามไปและจัดที่นงให้ ฉนอาหาร
รอจนท่านฉันเสร็จเรี ยบร้ อยแล้ วจึงเข้ าไปกราบถามท่านว่า
         “ ท่านขอรับ อินทรี ย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณก็บริ สทธิ์ ท่านตังใจบวชอุทิศใคร
                                                                 ุ          ้
ใครเป็ นศาสดาของท่าน ท่านชอบใจธรรมของใคร? ”
            พระอัสสชิตอบว่า “ พระมหาสมณะผู้เป็ นบุตรศากยราช ผู้ออกบวชจากศากยตระกูลนันมีอยู่      ้
          ้                                       ั้                           ้
เราตังใจบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้ าพระองค์นน พระผู้มีพระภาคเจ้ านันเป็ นศาสดาเรา
เราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้ าพระองค์นน ”          ั้
                     ุ
            พระสารี บตรถามต่อว่า “ ศาสดาของท่านมีปกติสอนอย่างไร?”
                                                                 ่           ั
            พระอัสสชิตอบว่า “ เราเป็ นผู้บวชใหม่อยู่ เพิ่งเข้ าสูธรรมวินยนี ้ไม่นาน
ไม่อาจแสดงธรรมให้ พิสดารได้ แต่เราพอจะแสดงได้ เฉพาะความย่อ ธรรมเหล่าใดเกิดขึ ้นแต่เหตุ
                                           ้
พระตถาคตเจ้ าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนัน และความดับแห่งธรรมนัน                  ้
พระมหาสมณะมีปกติตรัสสอนอย่างนี ้ “
                       ุ                                                                    ้
            พระสารี บตรท่านฟั งแล้ วตรองตาม ก็ได้ เข้ าถึงธรรม สําเร็ จเป็ นโสดาบันอยู่ตรงนันเอง
                                                                       ั้        ่
            พวกเราฟั งดูแล้ ว ธรรมที่พระอัสสชิทรงแสดง ฟั งแล้ วก็งนๆ ไม่คอยเข้ าใจ
      ่
ไม่คอยซาบซึ ้งเท่าไร เพราะภพในอดีตพบเห็นสมณะมาก็มาก แต่ยงไม่คอยได้ ใส่ใจ  ั ่
                                    ิ
แค่พบเห็นด้ วยตาเนื ้อ ยังไม่ได้ คดเห็นด้ วยใจ หรื อรู้เห็นด้ วยญาณทัสนะถึงคุณธรรมของท่าน
                           ุ
            แต่พระสารี บตรท่านไม่ใช่อย่างเรา ท่านเห็นสมณะข้ ามภพข้ ามชาติมามาก
                                                ้
เห็นแล้ วก็ไม่ใช่เพียงแค่พบเห็น แต่พยายามทังคิดเห็นถึงคุณธรรมของท่าน
พยายามตรึกตรองให้ เข้ าใจให้ ได้ มาในภพนี ้
                               ้
พระอัสสชิเทศน์เพียงสันๆย่อๆเท่านี ้ท่านก็ได้ สําเร็จเป็ นพระโสดาบัน
                                      ้
นี่คืออานิสงส์ของการเห็นสมณะทังภพในอดีตและภพชาติปัจจุบน              ั
                                                            ้
            นอกจากนี ้เราลองสังเกตถึงคุณธรรมของท่านทังสองต่อไปอีก
             ุ               ั                 ัิ                  ั
พระสารี บตรก็เป็ นผู้ร้ ูจกกาลเทศะ รอปรนนิบตจนพระอัสสชิฉนภัตตาหารเสร็จแล้ วจึงได้ ถามธรรมะ
พระอัสสชิเองก็มีความอ่อนน้ อมถ่อมตนเต็มที่ ตนเองตนเองเป็ นถึงพระอรหันต์แล้ ว
        ั                                            ่        ั
แต่ยงถ่อมตนว่ายังเป็ นผู้บวชใหม่อยู่ เพิ่งจะเข้ าสูธรรมวินยนี ้ไม่นาน
ยังไม่อาจแสดงธรรมโดยพิสดารได้ ได้ แต่แสดงธรรมแบบย่อๆ
                         ้
            เพราะฉะนันพวกเราทุกคน ใครนึกเอาว่ าตนเองเก่ งนักเก่ งหนาวางก้ ามวางโตน่ ะ
ลองถามตัวเองดูก่อนว่ า คุณธรรมในตังเองนันมีขนาดไหน      ้
                                                          ้
เก่ งกล้ าสามารถจริงแล้ วหรือถึงได้ อวดเบ่ งอย่ างนัน อย่ าเลย
มาฝึ กฝนตนเองให้ มีคุณธรรมจริง แต่ ไม่ อวดตัวอวดเบ่ งอย่ างพระอัสสชิ
และมีความเคารพรู้ จักเห็นสมณะอย่ างพระสารี บุตรกันเถิด


                                     มงคลที่ 30
                                  สนทนาธรรมตามกาล
         ใครมีปัญญามากก็เหมือนมีแก้ วสารพัดนึกไว้ ในตัว
ย่อมสามารถฝ่ าฟั นอุปสรรคและปั ญหาต่างๆได้ โดยง่าย
         ปั ญญาเกิดไดจาก 2 เหตุใหญ่ คือ
         1. จากการฟั งธรรมของกัลยาณมิตร ผู้มีปัญญารู้ จริ ง
         2. จากการพิจารณาไตร่ ตรองโดยแยบคาย
              ั
         วิธีลดที่จะทําให้ เกิดปั ญญาอย่างรวดเร็ ว
                                  ่                             ้       ้         ้
คือการสนทนาธรรมตามกาลซึงเป็ นการบังคับให้ ตนเองต้ องทังฟั งทังพูด ต้ องฟั งอย่างตังใจ
                                    ั
แล้ วไตร่ตรองตามทันที สงสัยก็ซกถามได้
                                                         ู
และถ้ าตนเองมีความรู้ในธรรมเรื่ องใดก็นํามาพูดเล่าให้ ผ้ อื่นฟั งได้ ด้วย

        สนทนาธรรมตามกาล คือการพูดคุยซักถามธรรมะซึงกันและกันระหว่างคน 2
                                                 ่
                                       ั                            ่
คนขึ ้นไปเพื่อให้ เกิดปั ญญาโดยรู้จกเลือกและแบ่งเวลาให้ เหมาะสม ซึงทําให้ เกิดความเบิกบานใจ
มีความสุขความเจริญและบุญกุศลไปในตัวด้ วย
         ธรรม คือความจริงตามธรรมชาติ (การเกิด แก่ เจ็บ ตาย) และธรรม
คือความดีความถูกต้ อง เช่น การให้ ทาน การรักษาศีล มีเมตตา ความกตัญํูกตเวทีเป็ นความดี
         ั                           ่        ัิ
ใครปฏิบติตามสิ่งเหล่านี ้เรี ยกได้ วา ปฏิบตธรรม
                               ู
         การสนทนาธรรมที่ถกต้ อง จึงหมายถึง การสนทนาให้ ร้ ูว่าสิ่งใดเป็ นอกุศลธรรมความชัว   ่
                                                      ั้
จะได้ ละเว้ นเสีย สิ่งใดเป็ นกุศลธรรมความดี จะได้ ตงใจทําให้ มาก และสิ่งใดเป็ นอัพยากตธรรม
                                         ั่
คือความจริงตามธรรมชาติ ไม่ดีไม่ชวก็ร้ ูเท่าทันทุกประการ จะได้ ไม่หลงเข้ าใจผิดให้ เกิดทุกข์
                                                         ้
         การสนทนาธรรม หรื อที่เรี ยกว่า คุยธรรมะนันเป็ นเรื่ องยากเพราะ
                 ่
         1. คูสนทนาต้ องพูดธรรมะเป็ น โดยยึดหลักการพูดในมงคลที่ 10
                   ่
         2. คูสนทนาต้ องฟั งธรรมะเป็ น คือฟั งด้ วยความพิจารณา มีการควบคุมใจให้ อยากฟั งธรรม
                                 ้          ่
              ยอมรับที่ได้ ยินนันเข้ าไปสูใจ มีความอ่อนน้ อม เคารพ สันโดษ มีความกตัญํูร้ ูคณ  ุ
                     ่
         3. คูสนทนาต้ องสนทนาธรรมเป็ น คือต้ องฟั งด้ วยพูดด้ วยในเวลาเดียวกัน
                       ั
              ต้ องมีขนติอดทนต่อการถูกติ มีความว่าง่ายสอนง่าย ต้ องเป็ นคนสมณะใฝ่ สงบด้ วยกัน

             ิ
ข้ อควรปฏิบัตในการสนทนาธรรม
        1. ต้ องชาระศีลให้ บริ สุทธิ์ก่อน ถ้ าเป็ นฆราวาสต้ องรักษาศีล 5ให้ บริ สทธิ์ หรื อรักษาศีล8
                                                                                 ุ
           มาล่วงหน้ าสัก 7 วันได้ ยิ่งดี
        2. ต้ องหมั่นเจริญภาวนาเป็ นประจา
       3.  แต่ งกายสุภาพ ไม่ใส่ผ้าสีบาดตา
       4.  กิริยาสุภาพ
       5.  วาจาสุภาพ
       6.  ไม่ กล่ าวค้ านพุทธพจน์ เพราะคําสอนของพระพุทธเจ้ าเป็ นจริง ถูกต้ อง ร้ อยเปอร์ เซ็นต์
                     ั
           ขึ ้นอยู่กบว่าสติปัญญาของเรามีพอจะไต่ตรองตามได้ หรื อไม่
       7. ไม่ พูดจาที่ทาให้ เกิดความแตกร้ าว
       8. ไม่ ปรารถนาลามก คิดที่จะให้ ตนมีชื่อเสียง อยากเด่นอยากดัง
               ้
       9. ตังจิตไว้ ว่าจะสนทนาธรรมเพื่อให้ เกิดปั ญญา
       10. ไม่ แสดงอาการโกรธเมื่อถูกขัดแย้ ง
                                    ้
       11. ไม่ พูดออกนอกเรื่ องที่ตังประเด็นไว้
       12. ไม่ พุดนานไปจนน่ าเบื่อ รู้ จักกาลเทศะ

วิธีสนทนาธรรม
       1. สนทนาในธรรม
       2. สนทนาด้ วยธรรม
       3. สนทนาเพื่อธรรม

วิธีเลือกคู่สนทนาธรรม
       1. คู่สนทนาต้ องมีอัธยาศัยใฝ่ ธรรมและสงบเสงี่ยมเยี่ยงสมณะ
       2. เรื่องที่จะสนทนาต้ องเหมาะกับบุคคลนันๆ      ้
                              ั                     ั
          เช่นคุยเรื่ องพระวินยกับผู้เชี่ยวชาญพระวินย

           ครอบครัวไทยในอดีตมักจะมีการสนทนาธรรมกันเป็ นประจํา เช่นปู่ ย่า ตา ยาย
                                                 ู
ก็เล่านิทานขาดก นิทานอีสป นิทานธรรมะให้ ลกหลานฟั ง
          ู ่                                                                     ่ ั
พ่อแม่ลกนังล้ อมวงกันกินข้ าวพร้ อมหน้ ากัน เสร็จแล้ วก็หยิบยกเรื่ องธรรมะมาเล่าสูกนฟั ง
             ั
แต่ปัจจุบนหลังอาหารมักจะดูโทรทัศน์ เล่นเกม คุยโทรศัพท์เรื่ องส่วนตัว
ทําให้ ขาดโอกาสที่จะได้ สนทนาธรรมกัน ถ้ าพ่อแม่คนไหนอยากได้ ลกดี     ู
                                      ่
เป็ นลูกแก้ วนําชื่อเสียงความเจริญมาสูตระกูล อยากให้ ครอบครัวร่มเย็น
                                        ้ ้
อย่ามองข้ ามเรื่ องการสนทนาธรรมให้ รือฟื นขึ ้นมาให้ ได้
                                               ่                   ่     ู
ถ้ าเป็ นประเภทอาหารเย็นพ่อไปงานเลี ้ยงที่หนึง แม่ไปธุระอีกที่หนึง ให้ ลกๆรับประทานอานหารกันเอง
         ่ ั           ่                           ุ
หรื ออยูกบพี่เลี ้ยง นันพลาดแล้ ว ควรจัดเวลาให้ ทกคนในครอบครัวก็สวดมนต์ นังสมาธิ่
สนทนาธรรมร่วมกันเป็ นประจํา
                  ั                   ู                                     ู ้ ั
        พ่อแม่ที่มวแต่คิดจะหาเงินให้ ลก แต่ลืมนึกถึงการปลูกฝั งธรรมะให้ แก่ลกตังแต่ยงเด็ก
         ู
โอกาสที่ลกจะเสียคนมีมากเหลือเกิน

อานิสงส์ การสนทนาธรรมตามกาล
    1. ทําให้ จิตเป็ นกุศล
    2. ทําให้ มีไหวพริบปฏิภาณดี
    3. ทําให้ มีปัญญาเฉลียวฉลาด
    4. ทําให้ ได้ ยินได้ ฟังธรรมที่ไม่เคยได้ ฟัง
    5. ธรรมที่ฟังแล้ วยังไม่เข้ าใจ ย่อมได้ เข้ าใจ
    6. ทําให้ บรรเทาความสงสัย
    7. เป็ นการทําความเห็นของตนให้ ตรง
    8. เป็ นการฝึ กฝนอบรมจิตให้ บริ สทธิ์ยิ่งขึ ้น
                                         ุ
    9. เป็ นการรักษาประเพณีอนดีงามขอลพระอริ ยเจ้ าไว้
                                    ั
    10. ชื่อว่าได้ ดําเนินตามปกิปทาอันเป็ นวงศ์ของนักปราชญ์
                         ฯลฯ

                                                  ิ
                   มงคลหมู่ท่ ี 9 การฝึ กภาคปฏิบัตเพื่อกาจักกิเลส
                                     มงคลที่ 31
                                     บาเพ็ญตบะ

                                     ้
         เหตุแห่ งความประพฤติไม่ ดีทังหลาย         ล้ วนเกิดมาจากกิเลสที่ซุกซ่ อนอยู่ในใจเรา
       ี
เหตุท่ กาจัดกิเลสได้ ยากเป็ นเพราะเรามองไม่ เห็นตัวกิเลส      ใจของเราคุ้นเคยกับกิเลสมาก
                ี
เรายังขาดวิธีท่ เหมาะสมไปกาจัดกิเลส
         ตบะ แปลว่า ทาให้ ร้อน เผาผลาญ ลน
         บาเพ็ญตบะ               จึงหมายถึง              การทาความเพียรเผาผลาญความชั่ว
คือกิเลสทุกชนิดให้ ร้อนตัวทนอยู่ไม่ ได้                         ิ
                                                  เกาะใจเราไม่ ตด              ต้ องเผ่ นหนีไป
แล้ วใจของเราก็จะผ่ องใส หมดทุกข์

การบาเพ็ญตบะในชีวิตประจาวัน
ต้ องกําจัดกิเลสออกจากตัวดังนี ้
         1. มีอินทรี ยสังวร
        2. มีความเพียรในการปฏิบัติธรรม

อินทรี ยสังวร
         อินทรี ยสังวร การสารวมอินทรี ย์ คือ
การสารวมระวังตนโดยอาศัยสติเป็ นตัวกากับเพื่อสํารวมช่องทางติดต่อกับภายนอกทัง้ 6 ได้ แก่
         1. ตา
         2. หู
         3. จมูก
         4. ลิ ้น
         5. กาย
         6. ใจ
         เหมือนกับบ้ านก็มีประตูหน้ าต่างเป็ นทางติดต่อกับภายนอก
         พระสัมมาสัมพุทธเจ้ าทรงเปรี ยบช่องทางทัง้ 6 ไว้ ดังนี ้
         1. ตาคนเรานี ้เหมือนงู งูไม่ชอบที่เรี ยบ ชอบที่ลึกลับซับซ้ อน
               ตาคนก็ชอบดูลวดลายวิจิตรสวยงาม ยิ่งปกปิ ดยิ่งชอบดู
         2. หูคนเราเหมือนจระเข้ คือชอบที่เย็น อยากฟั งคําพูดเย็นๆที่เขาชมตน คําพูดเพราะๆ
         3. จมูกคนเรานี ้เหมือนนก คือชอบโผขึ ้นไปในอากาศ
               พอได้ กลิ่นถูกใจหน่อยก็ตามสูดดมว่ามาจากไหน
                                   ั
         4. ลิ ้นคนเราเหมือนสุนขบ้ าน คือชอบลิ ้มรสอาหาร วันๆขอให้ ได้ กินของอร่อยๆ
                                     ั                     ุ่   ่
         5. กายคนเราเหมือนสุนขจิ ้งจอก คือชอบที่อนๆ นุมๆ ชอบซุก เดี๋ยวไปซุกตักคนนัน              ้
               อิงคนนี ้
                                                        ้
         6. ใจคนเราเหมือนลิง ชอบซน คิดโน่นนี่ ฟุงซ่านไปเรื่ อย
               ชอบสร้ างวิมานในอากาศถึงเรื่ องอนาคต ไม่ยอมสงบ
         ให้ เราหมันระวัง ต่อสู้กบกิเลสให้ ได้ ผู้มีอินทรี ยสังวรดี ศีลก็ยอมบริ สทธิ์ สมาธิก็เกิดง่าย
                   ่             ั                                        ่      ุ
       ั้ ่
สมาธิตงมัน ปั ญญาก็เกิด เป็ นความสว่างภายในเห็นถึงสิ่งต่างๆตามความเป็ นจริง
                              ่
เห็นถึงตัวกิเลสที่ซุกซ่อนอยูภายในและสามารถกําจัดไปให้ หมดสิ ้นได้
เราทุกคนจึงควรฝึ กให้ มีอินทรี ยสังวรในตัวให้ ได้

อานิสงส์ การบาเพ็ญตบะ
    1. ทําให้ เลิกเป็ นคนเอาแต่ใจตัวได้ ในเร็ววัน
                ุ        ้
    2. ทําให้ คณธรรมทังหลายเกิดขึ ้นในตัว
                             ้
    3. ทําให้ มงคลข้ อต้ นๆทังหมดเกิดขึ ้นกับเรา
    4. ทําให้ เข้ าถึงพระนิพพานได้ เร็ ว
                          ฯลฯ

                                          มงคลที่ 32
                                       ประพฤติพรหมจรรย์

          การประพฤติพรหมจรรย์               แปลว่าการการประพฤติตนอย่ างพระพรหม
หรือความประพฤติอันประเสริฐ
หมายถึงการประพฤติตามคุณธรรมต่ างๆทังหมดในพระพุทธศาสนาให้ เคร่ งครัดยิ่งขึน
                                          ้                              ้
        ้                       ้
เพื่อปองกันไม่ ให้ กิเลสฟูกลับขึนมาอีก                       จนกระทั่งหมดกิเลส
                ้                  ้
ซึ่งต้ องผ่ านขันตอนต่ างๆตามภูมิชันของจิต

      ้
ภูมิชันของจิต
          พระสัมมาสัมพุทธเจ้ าทรงพบว่า                                            ั้
                                                       จิตของคนเราอาจแบ่งภูมิชนได้ เป็ น 4 ระดับ
ตามการฝึ กฝนตนเอง คือ
                                              ้ ่          ่                    ่
          1. กามาวจรภูมิ เป็ นชันที่ทองเที่ยวอยูในกามารมณ์ ยังยุงเกี่ยวกับกามคุณอยูได้ แก่           ่
                 ภูมิจิตของคนสามัญทัวไป   ่
          2. รู ปาวจรภูมิ                                                      ้ ่
                                                                       เป็ นชันที่ทองเที่ยวอยู่ในรูปารมณ์
                                            ่
                 มีความสุขความพอใจอยูในอารมณ์ของรูปญาณ                                                 ได้ แก่
                                                         ่                           ่
                 ภูมิจิตของผู้ที่ฝึกสมาธิมามากจนกระทังได้ รูปญาณ เมื่อมีชีวิตอยูก็ไม่สนใจกามารมณ์
                 อิ่มเอิบในพรหมวิหารธรรม                                  ่
                                                                        ซึงเป็ นสุขประณีตกว่ากามารมณ์
                 เป็ นเหมือนพระพรหมบนดิน ละจากโลกนี ้ไปก็จะไปเกิดเป็ นรูปพรหม
          3. อรู ปาวจรภูมิ                                                  ้ ่             ่
                                                                     เป็ นชันที่ทองเที่ยวอยูในอรูปารมณ์
                               ่
                 มีความสุขอยูในอารมณ์ของอรูปญาณ                                                        ได้ แก่
                                                  ่
                 ภูมิจิตของผู้ที่ฝึกสมาธิจนกระทังได้ อรูปญาณ
                 มีความสุขที่ประณีตกว่าอารมณ์ของรูปญาณอีก
                 เมื่อละจากโลกนี ้ไปก็จะไปเกิดเป็ นอรูปพรหม
                                        ้
          4. โลกุตตรภูมิ เป็ นชันที่พ้นโลกแล้ ว ได้ แก่ ภูมิจิตของอริ ยบุคคล มีความสุขอันละเอียด
                 ประณีต ลึกซึ ้ง
ทัง้ 4 ภูมินี ้ รวมเป็ นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภทคือ
             โลกียภูมิ ได้ แก่ 1.กามาวจรภูมิ 2.รูปาวจรภูมิ 3. อรูปาวจรภูมิ
             โลกุตตรภูมิ ได้ แก่ โลกุตตรภูมิ
                 ้
             ในชันโลกียภูมินนั้             ุ ุ
                                         มีสขมีทกข์คละเคล้ ากันไป             และมีการยักย้ ายถ่ายเทขึ ้นลงได้
         ่                           ั้
ผู้ที่อยูในอรูปาวจรภูมิถ้าไม่ตงใจปฏิบตธรรม ัิ           ประมาท                               ่
                                                                            อาจตกลงมาอยูในกามาวจรภูมิก็ได้
           ่                     ้                          ่
ผู้ที่อยูในกามาวจรภูมิถ้าตังใจทําสมาธิอาจเลื่อนไปอยูรูปาวจรภูมิหรื ออรูปาวจรภูมิได้
เลื่อนไปมาตามบุญกุศลและการปฏิบตธรรมของตน   ัิ
                   ้                    ุ ุ             ั ุ
             ในชันโลกียภูมินี ้ถึงจะมีสขก็สขอย่างโลกีย์ยงมีทกข์ปน                        ู
                                                                                      มีลกมีครอบครัวก็คิดว่าสุข
                                   ุ
พอมีจริงก็มีเรื่ องกลุ้มใจให้ ทกข์จนได้                                                    ิ
                                                                            พอหน้ าร้ อนก็คดว่าหน้ าฝนจะดีกว่า
                     ่
พอถึงหน้ าฝนก็วาหน้ าหนาวคงจะสบาย                             ่
                                                  เลยไม่ร้ ูวาสุขที่แท้ จริงอยู่ที่ไหน       ด้ วยเหตุนี ้จึงเรี ยกว่า
                                                                ้                   ุ
สังสารจิต แปลว่า จิตวิ่งวุ่น สุขโลกีย์ที่เป็ นยอดสุขนันไม่มี หากวิ่งไล่สขเรื่ อยไปเมื่อไรจะเจอ

ความมุ่งหมายของการประพฤติพรหมจรรย์
                  ั        ั                             ่        ่
          คือให้ ตดโลกียวิสย ตัดเยื่อใยทุกๆอย่าง เพื่อมุงหน้ าสูโลกุตตรภูมิ และอย่างแรกที่ต้องทําก่อน
              ั
คือการปฏิบติตามมรรคมีองค์ 8 เพื่อตัดกามารมณ์ แล้ วจึงตัดรูปารมณ์ อรูปารมณ์ไปตามลําดับ
                             ุ ่
          สําหรับพวกเราปุถชนทัวไป                                    ้
                                               สิ่งสําคัญที่เหนี่ยวรังเราไว้ ไม่ให้ ก้าวหน้ าในการพัฒนาจิต
                                      ุ
และทําให้ กิเลสฟูกลับขึ ้นได้ ง่ายที่สดคือ              กามารมณ์                       ถ้ าใครตัดกามารมณ์ได้
                                 ัิ
ก็มีโอกาสก้ าวหน้ าในการปฏิบตธรรมอย่างรวดเร็ ว                      การประพฤติพรหมจรรย์ในมงคลข้ อนี ้
     ่
จึงมุงเน้ นการตัดกามารมณ์เป็ นหลัก

วิธีประพฤติพรหมจรรย์
                                                                    ่
          พรหมจรรย์ ชันต้ น สําหรับผู้ครองเรื อน ก็ให้ พอใจในคูของตน รักษาศีล 5
                         ้
          พรหมจรรย์ ชันกลาง สําหรับผู้ครองเรื อน ก็ให้ รักษาศีล 8 เป็ นครังคราว
                           ้                                                   ้
          พรหมจรรย์ ชันสูง   ้     สําหรับผู้ไม่ครองเรื อนถ้ าเป็ นฆราวาสก็ให้ รักษาศีล 8 ตลอดชีวิต
    ุ่
ไม่ยงเกี่ยวเรื่ องเพศเลย                                                         หรื อออกบวชเป็ นพระภิกษุ
       ัิ
ปฏิบตธรรมทุกข้ อในพระพุทธศาสนาทุกข้ อให้ เต็มที่
                               ้ ้
          พรหมจรรย์ ทุกชันจะตังมั่นอยู่ได้                    ต้ องอาศัยการฝึ กสมาธิเป็ นหลัก           ”
บุคคลย่ อมเข้ าถึงความเป็ นกษัตริย์ด้วยพรหมจรรย์ ชันต่า    ้
                                                 ้
ย่ อมเข้ าถึงความเป็ นเทพด้ วยพรหมจรรย์ ชันกลาง ย่ อมหมดจดด้ วยพรหมจรรย์ ชันสูงสุด ”          ้


อานิสงส์ การประพฤติพรหมจรรย์
        1.   ทําให้ ปลอดโปร่งใจ ไม่ต้องกังวลหรื อระแวง
        2.   ทําให้ เป็ นอิสระ
        3.   ทําให้ มีเวลามากในการทําความดี
        4.                                     ้
             ทําให้ เป็ นที่สรรเสริญของบัณฑิตทังหลาย
        5.   ทําให้ ศีล สมาธิ ปั ญญา เจริญรุดหน้ า
        6.   ทําให้ บรรลุมรรคผลนิพพาน
                             ฯลฯ



                                         มงคลที่ 33
                                        เห็นอริยสัจจ์

แม่ บทของศาสนา
       ประเทศมีรัฐธรรมนูญเป็ นกฎหมายสูงสุด                        เป็ นแม่บทของกฎหมายอื่นๆ
ในทํานองเดียวกันทุกศาสนาในโลกต่างก็มีหลักธรรมคําสอนที่เป็ นแม่บทของศาสนานันๆ ้
แม่บทของพระพุทธศาสนาก็คืออริยสัจจ์ 4

อริยสัจจ์ 4
          สามารถแปลได้ หลายความหมาย เช่น
          - คือความจริงอันประเสริฐ
          - คือความจริงอันทาให้ บุคคลผู้เห็นเป็ นผู้ประเสริฐ
                                                  ู่                  ่
          อริยสัจจ์ 4 คือความจริงที่มีอยู่คโลกแต่ไม่มีใครเห็น จนกระทังพระสัมมาสัมพุทธเจ้ าตรัสรู้
     ้ ั้
คือทังรู้ทงเห็นแล้ วทรงชี ้ให้ เราดู ได้ แก่
          1. ทุกข์           คือความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ
          2. สมุทัย          คือสาเหตุที่ทําให้ เกิดทุกข์
          3. นิโรธ           คือความดับทุกข์
          4. มรรค                         ั          ่
                             คือวิธีปฏิบตเิ พื่อไปสูความดับทุกข์
ถ้ าจะเปรียบกับโรค ทุกข์ ก็เปรี ยบเหมือน สภาพที่ป่วยเป็ นโรค
                             สมุทัย ก็เปรี ยบเหมือน ตัวเชือโรค
                                                             ้
                             นิโรธ ก็เปรี ยบเหมือน สภาพที่หายจากโรค
                             มรรค ก็เปรี ยบเหมือน ยารักษาโรคให้ หายป่ วย
                                              ั ้ ้
         คนทุกคนในโลกล้ วนแต่มีความทุกข์กนทังนัน                                          ่
                                                               เหมือนคนป่ วยแต่ก็ไม่ร้ ูวาป่ วยจากอะไร
อะไรเป็ นสาเหตุ จะแก้ ไขให้ หายป่ วยหายทุกข์ได้ อย่างไร
                                                                                      ั
         ในมงคลนี ้ เราจะศึกษากันให้ เข้ าใจถึงแก่นแท้ ของชีวิต ให้ เข้ าใจอริ ยสัจจ์กนเลย

อริยสัจจ์ ท่ ี 1 ทุกข์
       ทุกข์ คือความไม่ สบายกายไม่ สบายใจต่ างๆ                  พระพุทธองค์ทรงพบความจริงว่า
           ั้                ่
สรรพสัตว์ทงหลายล้ วนตกอยูในความทุกข์             ่
                                             ไม่วามหาเศรษฐี นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี
                       ุ ั้ ้                                                  ั
พระมหากษัตริ ย์ ก็มีทกข์ทงนัน มากน้ อยแตกต่างกันไป และมีปัญญาพอที่จะรู้ตวหรื อเปล่าเท่านัน   ้
ทรงแยกทุกข์ได้ 11 ประเภทใหญ่ๆ แบ่งออกเป็ น 2 ลักษณะ ได้ แก่
       1. สภาวทุกข์ คือทุกข์ประจํา ได้ แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
       2. ปกิณณกทุกข์ คือทุกข์จร                เกิดกับแต่ละคนด้ วยระดับต่างกันไป ไม่แน่นอน
       เป็ นความทุกข์ที่เกิดจากจิตใจหย่อนสมรรถภาพ
       ไม่อาจทนต่อเหตูการณ์ภายนอกที่มากระทบเราได้
                     ั
       ผู้มีปัญญารู้จกฝึ กควบคุมใจตนเองก็จะสามารถบรรเทาจากทุกข์ชนิดนี ้ได้ ทุกข์จรนี ้มีอยู่ 8
       ประการ ได้ แก่
       2.1 โสกะ          ความโศก ความแห้ งใจ ความกระวนกระวาย
       2.2 ปริเทวะ ความครํ่ าครวญรํ าพัน
       2.3 ทุกขะ ความเจ็บไข้ ได้ ป่วย
       2.4 โทมนัสสะ ความน้ อยใจ ขึ ้งเคียด
       2.5 อุปายาสะ ความท้ อแท้ กลุ้มใจ ความอาลัยอาวรณ์
   อัปปิ เยหิ สัมปโยคะ ความขัดข้ องหมองมัว ตรอมใจ จากการประสบสิ่งที่ไม่เป็ นที่รัก
       2.7 ปิ เยหิ วิปปโยคะ ความโสกเศร้ าเมื่อพลัดพรากจากของรัก
       2.8 ยัมปิ จฉัง น ลภติ ความหม่นหมองจากการปรารถนาสิ่งใดแล้ วไม่ได้ สิ่งนัน    ้
                     “ อริยสัจจ์ คือทุกข์ อันเราพึงกาหนดรู้ ”
                     ั
อริยสัจจ์ ท่ ี 2 สมุทย
       สมุทัย                                ั้
                        คือเหตุแห่งความทุกข์ทงหลายดังกล่าวข้ างต้ น   ผู้ที่ฝึกสมาธิมาน้ อย
หาเหตุแห่งความทุกข์ไม่เจอ จึงโทษไปต่างๆนานาว่าเป็ นการลงโทษของพระเจ้ าบ้ าง ของผีบ้าง
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ าทรงฝึ กสมาธิมามาก
              ึ
ใจของพระองค์จงใสสว่างเกิดปั ญญามองเห็นความจริงชัดเจนว่า                               ั ่
                                                                          ที่เราทุกข์กนอยูนี่
                                                ่
สาเหตูมาจากตัณหา คือความทะยานอยากที่มีอยูในใจของเราเอง แบ่งเป็ น 3 ประเภท คือ
        1. กามตัณหา ความอยากได้ เช่นอยากได้ เงิน ทอง อยากสนุก อยากมีเมียน้ อย
                                                                                    ่
           อยากให้ คนชมเชยยกย่อง สรุปคืออยากได้ รูป รส เสียง กลิ่น สัมผัส อารมณ์ที่นาพอใจ
        2. ภวตัณหา            ความอยากเป็ น       เช่นอยากเป็ นนายกฯ    อยากเป็ นใหญ่เป็ นโต
           อยากเป็ นคุณหญิง ฯลฯ
        3. วิภวตัณหา ความอยากไม่เป็ น เช่น อยากไม่เป็ นคนจน อยากไม่เป็ นคนแก่
           อยากไม่เป็ นคนขี ้โรค ฯลฯ
                                “ อริยสัจจ์ คือทุกขสมุทัย อันเราพึงละ ”

อริยสัจจ์ ท่ ี 3 นิโรธ
             นิโรธ           คือความดับทุกข์              หมายถึง        สภาพใจที่หมดกิเลสแล้ วโดยสิ ้นเชิง
                                                         ้ ่        ู
ทําให้ หมดตัณหาจึงหมดทุกข์ มีใจหยุดนิ่งสงบตังมันอยู่ที่ศนย์กลางกาย มีความสุขล้ วนๆ
             ผู้ที่ฝึกสมาธิมาน้ อย                           ัิ ู
                                                   หรื อปฏิบตไม่ถกทาง                  ยังเข้ าไม่ถึงนิพพาน
           ั                                 ั                                      ั้
จึงไม่ร้ ูจกความหมดทุกข์ที่แท้ จริง ก็มกเข้ าใจกันว่าการได้ เสวยสุขอยู่บนสวรรค์นนคือหมดทุกข์ที่แท้ จริง
                     ้                                 ้          ั         ่
แต่แท้ ที่จริงนันต่อให้ ได้ ขึ ้นสวรรค์เป็ นเทวดานางฟาจริงๆก็ยงวนเวียนอยูแค่ในกามภพเท่านัน      ้
                           ้                       ้                              ้
สูงกว่าสวรรค์ทง้ั 6 ชัน ยังมีรูปพรหมอีก 16 ชัน และอรูปพรหมอีก 4 ชัน ซึงก็ยงไม่หมดทุกข์    ่ ั
จะหมดทุกข์จริงๆต้ องฝึ กจนกระทังหมดตัณหา่                             ดับความทะยานอยากต่างๆโดยสิ ้นเชิง
หมดกิเลสเข้ านิพพาน
                                    “ อริยสัจจ์ คือทุกขนิโรธ อันเราพึงทาให้ แจ้ ง ”

อริยสัจจ์ ท่ ี 4 มรรค
                                 ั
         มรรค คือวิธีปฏิบตเิ พื่อให้ พ้นทุกข์ ศาสนาฝ่ ายเทวนิยมมองเหตุแห่งทุกข์ไม่ออก
                                                            ้
จึงยกให้ เป็ นการลงโทษของสิ่งลึกลับ ของพระเจ้ า ดังนันจึงหาวิธีพ้นทุกข์ผิดทาง
ไปอ้ อนวอนบวงสรวงให้ พระเจ้ าช่วย ถ้ าจะเปรี ยบก็คล้ ายกับว่า
เราป่ วยเป็ นไข้ มาเลเรี ยแล้ วมีคนมาบอกเราว่าที่เป็ นอย่างนี ้เพราะมีผีจากป่ ามาลงโทษ
                                                   ้
แล้ วก็แนะวิธีเซ่นไหว้ อ้อนวอนกับผีสางเหล่านันเพื่อให้ เราหายโรค
  ่                            ้
ซึงความจริงการทําอย่างนันไม่ใช่ทางดับทุกข์เลย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ าทรงได้ มอบทางดับทุกข์ไว้ ให้ เรากําจัดเหตุแห่งทุกข์ไว้ รวม 8 ประการด้ วยกัน
ได้ แก่
         1. สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบเบื ้องต้ น คือความเห็นถูกต่างๆ เช่น
                                   ุ                             ่ ั่
               เห็นว่าพ่อแม่มีบญคุณต่อเราจริง ทําดีได้ ดีทําชัวได้ ชวจริง โลกนี ้โลกหน้ ามีจริง ฯลฯ
                                                                                ั
               เบื ้องสูงคือเห็นทุกข์ เหตุให้ เกิดทุกข์ ความดับทุกข์และวิธีปฏิบตเิ พื่อดับทุกข์
           2. สัมมาสังกัปปะ มีความคิดชอบ คือคิดออกจากกาม คิดไม่ผกพยาบาท          ู
                คิดไม่เบียดเบียน ไม่ทําให้ ใครเดือดร้ อน
           3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ
                                                          ่           ั
           4. สัมมากัมมันตะ ทําการงานชอบ ไม่ฆาสัตว์ ไม่ลกทรัพย์ ประพฤติพรหมจรรย์
           5. สัมมาอาชีวะ เลี ้ยงชีพชอบ
               เลิกการประกอบอาชีพเลี ้ยงชีวิตในทางที่ผิดแล้ วประกอบอาชีพในทางที่ถก        ู
                                                              ้                ั
           6. สัมมาวายามะ มีความเพียรชอบ เพียรปองกันบาปอกุศลที่ยงไม่เกิดไม่ให้ เกิด
                                                                                            ั          ้
               เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ ้นแล้ วให้ หมดไป เพียรสร้ างกุศลคุณความดีที่ยงไม่เกิดให้ เกิดขึน
               และเพียรบํารุงกุศลคุณความดีที่เกิดขึ ้นแล้ วให้ เจริญงอกงามยิ่งขึ ้น
                                                                   ุ้
           7. สัมมาสติ มีความระลึกชอบ คือไม่ปล่อยใจให้ ฟงซ่าน มีสติร้ ูตวระลึกได้  ั
                    ่
               หมันตามเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมอยูเ่ สมอ
                                         ้ ่                ้ ่            ู
           8. สัมมาสมาธิ มีใจตังมันชอบ คือมีใจตังมันหยุดนิ่งอยู่ที่ศนย์กลางกาย
               ตามเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต
                                              ้
               ธรรมในธรรมจนบรรลุฌานขันต่างๆไปตามลําดับ
                                                  ่
               จากสมาธิที่เป็ นระดับโลกียะไปสูสมาธิที่เป็ นระดับโลกุตตระ
มรรคทัง้ 8 ข้ อนี ้ ถ้ าขยายออกแล้ วก็จะได้ แก่คําสอนทัง้ 84,000 พระธรรมขันธ์
ถ้ าย่อเข้ าก็จะได้ แก่ไตรสิขา หัวใจพระพุทธศาสนา ดังนี ้
           ศีล แยกออกเป็ น สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
           สมาธิ แยกออกเป็ น สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
           ปั ญญา แยกออกเป็ น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ
                                      ัิ            ่
           มรรคทัง้ 8 ข้ อนี ้ให้ ปฏิบตพร้ อมๆกัน ซึงจะเป็ นไปได้ ขณะใจหยุดนิ่งเป็ นสมาธิ
ทําให้ เห็นอริยสัจจ์ได้ อย่างชัดเจนและพ้ นทุกข์ได้ เป็ นเรื่ องของการฝึ กจิตตามวิถีของเหตุผล
ไม่ต้องไปวิงวอนพระเจ้ าหรื อใครๆ
                                                        ึ
                         “ อริยสัจจ์ คือปฏิปทาให้ ถงความดับทุกข์ อันเราพึงบาเพ็ญ ”

การเห็นอริ ยสัจจ์
         อ่านอริยสัจจ์มาถึงตรงนี ้ เรารู้แล้ วว่าทุกข์มีกี่ประเภท อะไรบ้ าง อะไรที่ทําให้ เกิดทุกข์
                                                     ั
รู้ความดับทุกข์ รู้มรรคมีองค์ 8 จําได้ หมด แต่นี่ยงไม่เรี ยกว่าเห็นอริยสัจจ์
                                        ้
เป็ นแต่เพียงท่องจําอริ ยสัจจ์ได้ เท่านัน
         การเห็นอริยสัจจ์แต่ละข้ อ จะต้ องเห็นถึง 3 รอบ รวม 4 อริยสัจจ์ เท่ากับเห็นถึง 12 ครัง      ้
เราเรี ยกรอบ 3 อาการ 12 ของอริยสัจจ์
           การเห็นอริยสัจจ์แปลกกว่าการเห็นอย่างอื่น คือเมื่อเห็นแล้ วจะสามารถทําได้ ด้วย เช่น
           ั
เห็นสมุทยเหตุแห่งทุกข์ว่า คือตัณหา ก็จะเห็นว่าตัณหาควรละและก็ละตัณหาได้ ด้วย
                     ู                                                                  ู
เป็ นการเห็นที่บริ บรณ์จริงๆ ถ้ าจะเปรี ยบก็เหมือนการรู้เรื่ องยา จะเป็ นความรู้ที่บริบรณ์ ก็ต้องรู้อย่างนี ้
คือ
               ่
           รู้วา นี่เป็ นยา
                 ่
           รู้วา ยานี ้ควรกิน
                   ่
           รู้วา ยานี ้เราได้ กินแล้ ว
           การเห็นอริยสัจจ์นี ้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ าทรงสอนว่า เมื่อเห็นข้ อใดข้ อหนึง ่
                                                         ั                                ั
ข้ อที่เหลือก็จะเห็นหมด เช่น เมื่อเห็นทุกข์ก็จะเห็นสมุทย นิโรธ มรรคด้ วย เห็นสมุทย ก็จะเห็นทุกข์
                                       ้
นิโรธ มรรคด้ วย จะเห็นพร้ อมกันทังหมด เพราะไม่ใช่การเห็นด้ วยตาหรื อการนึกคิดเห็นธรรมดา
แต่เป็ นการเห็นด้ วยธรรมจักษุ



อริยสัจจ์ 4 ข้ อ เห็นรอบที่ 1 ว่ า                 เห็นรอบที่ 2 ว่ า             เห็นรอบที่ 3 ว่ า
ทุกข์               อุปาทาน ขันธ์ 5 เป็ นทุกข์ ทุกข์ควรกําหนดรู้                 ทุกข์(เรา) ได้ ร้ ูแล้ ว

สมุทัย              ตัณหาเป็ นเหตุเกิดทุกข์        ตัณหาควรละ                    ตัณหา(เรา)ได้ ละแล้ ว

นิโรธ               ความสิ ้นตัณหาเป็ นนิโรธ       นิโรธควรทําให้ แจ้ ง          นิโรธ(เรา)ได้ ทําให้ แจ้ งแล้ ว

มรรค                มรรคมีองค์ 8 เป็ นข้ อ         มรรคมีองค์             8 มรรคมีองค์ 8 (เรา)
                        ัิ
                    ปฏิบตให้ ถึงความดับทุกข์                          ู
                                                   ควรบําเพ็ญให้ บริ บรณ์                      ู
                                                                            ได้ บําเพ็ญให้ บริบรณ์แล้ ว



อานิสงส์ การเห็นอริยสัจจ์
                                                                                           ้
           การเห็นอริยสัจจ์ไม่อาจเห็นได้ ด้วยตาเนื ้อของมนุษย์จะเห็นได้ ด้วยธรรมจักษุเท่านัน
เมื่อเราเห็นอริยสัจจ์ด้วยธรรมจักษุแล้ ว
                                                                 ุ        ่
เราก็จะเข้ าใจถึงความเป็ นไปอันแท้ จริงของโลกและชีวิตว่ามีแต่ทกข์ ที่วาสุขๆกันนัน  ้
                                             ่
แท้ ที่จริงก็คือช่วงขณะที่ความทุกข์น้อยลงนันเอง เราจะเข้ าใจถึงคุณค่าของบุญกุศล
อันตรายความน่าขยะแขยงของบาป เป็ นความเข้ าใจที่เข้ าไปในใจ จริงๆ
          เวลามีความทุกข์หรื อไปทําอะไรไม่ดีเข้ า ก็จะเห็นได้ เลยว่า บาปเกิดขึ ้นที่ใจอย่างไร
เราจะเห็นบาปมาหุ้ม เคลือบ หมัก ดองใจของเราให้ ดํามืดไป เหมือนลืมตามองเห็นดวงแก้ วกลมใส
      ุ่
ที่มีฝนผงละอองมาเคลือบมาจับอย่างนัน            ้
          และเวลาทําความดี ทําทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็จะเห็นบุญกุศลที่เกิดขึ ้นมาชําระล้ าง
หล่อเลี ้ยงใจเราให้ สะอาด บริ สทธิ์ ผ่องใส
                                      ุ
สว่างไสวขึ ้นเหมือนมองเห็นดวงแก้ วที่เอานํ ้าชําระล้ างแล้ วสะอาดแวววาวใสบริ สทธิ์ขึ ้นอย่างนัน
                                                                                  ุ           ้
                                                      ้ ่ ่              ่
          เมื่อรู้เห็นเข้ าใจอย่างนี ้แล้ ว ย่อมมีใจตังมันอยูในความดี หมันบําเพ็ญอริยมรรคมีองค์ 8
                  ้ ่
มีใจหยุดนิ่งตังมันเป็ นสมาธิ เกิดปั ญญาสว่างไสว รู้เห็นสิ่งต่างๆไปตามความเป็ นจริง
                   ่
กิเลสต่างๆก็คอยๆล่อนหลุดไปจากใจ จนหมดกิเลสเป็ นพระอรหันต์
พ้ นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารได้



                                       มงคลที่ 34
                                     ทานิพพานให้ แจ้ ง

นิพพานคืออะไร ?
            นิพพาน มีคําแปลได้ หลายอย่าง เช่น
            - แปลว่า ความดับ ความสูญ คือดับกิเลส ดับทุกข์ สูญจากกิเลส สูญจากทุกข์
            - แปลว่า ความพ้ น คือพ้ นทุกข์ พ้ นจากภพสาม
            นิพพาน                   ึ่          ั้
                            เป็ นที่ซงความทุกข์ทงหลายเข้ าไปไม่ถึง         ่
                                                                        อยูพ้นกฎของไตรลักษณ์
ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีแก่เจ็บตาย เที่ยงแท้ แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็ นบรมสุข
เกิดขึ ้นด้ วยอํานาจการ
      ัิ
ปฎิบตธรรม มีพระพุทธพจน์ที่กล่าวถึงนิพพานไว้ หลายแห่ง อาทิเช่น

                                               ฺ
                                           “นิพพาน ปรม สุข
                                          นิพพาน สุขอย่ างยิ่ง”

                                                                       ้
        “ความเกิดแห่ งนิพพานใดย่ อมปรากฏ ความเสื่อมแห่ งนิพพานนันมิได้ มี
ย่ อมปรากฏอยู่โดยแท้ นิพพานเป็ นคุณชาติเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มิได้ มีความแปรปรวน
                        ้
เป็ นธรรมดา เพราะฉะนัน จึงชื่อว่ า อันอะไร ๆ นาไปไม่ ได้ ไม่ กาเริบ”
                        ้                ้           ้
        “ดูก่อนภิกษุทังหลาย อายตนะนันมีอยู่ ดิน นา ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ
วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โลกนี ้ โลกหน้ า
                              ้                           ้
พระจันทร์ และพระอาทิตย์ ทังสอง ย่ อมไม่ มีในอายตนะนัน ดูก่อนภิกษุทังหลาย  ้
                                ้                                  ้
เราย่ อมไม่ กล่ าวซึ่งอายตนะนันว่ าเป็ นการมา เป็ นการไป เป็ นการตังอยู่ เป็ นการจุติ
                            ้     ั้
เป็ นการอุบัติ อายตนะนันหาที่ตงอาศัยมิได้ มิได้ เป็ นไป หาอารมณ์ มิได้
  ้
นีแลเป็ นที่สุดแห่ งทุกข์ ”

                                    ทหารเมื่ออยู่ในหลุมหลบภัย
                            ย่ อมปลอดภัยจากอาวุธร้ ายของศัตรู ฉันใด
                                                                    ั้      ้
             ผู้ท่ ีมีใจจรดนิ่งอยู่ในนิพพาน ก็ย่อมปลอดภัยจากทุกข์ ทงปวงฉันนัน

ประเภทของนิพพาน
       นิพพานมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
                                                                          ัิ
       1. สอุปาทิเสสนิพพาน เรี ยกว่า นิพพานเป็ น ทุกคนที่ปฏิบตมรรคมีองค์ 8ได้ สมบูรณ์
           สามารถเข้ าถึงนิพพานได้ ขณะยังมีชีวิตอยู่ เป็ นนิพพานของพระอริยเจ้ าผู้ละกิเลสได้ แล้ ว
                  ั                                   ั
           แต่ยงมีชีวิตอยูเ่ พื่อบําเพ็ญประโยชน์แก่สตว์โลกต่อไป
           พระสัมมาสัมพุทธเจ้ าทรงเข้ านิพพานเป็ นนี ้ได้ เมื่อวันที่พระองค์ตรัสรู้ นิพพานเป็ น
                                                   ุ
           เป็ นเหมือนหลุมหลบภัยในตัว เรามีทกข์โศกโรคภัยใดๆพอเอาใจรอดเข้ าไปในนิพพาน
           ความทุกข์ก็หลุดหมดไป จะตามไปรังควานไปบีบคันใจเราไม่ได้ ้
           พระอรหันต์มีใจจรดนิ่งในนิพพานตลอดเวลา จึงไม่มีทกข์อีกเลย   ุ
       2. อนุปาทิเสสนิพพาน เรี ยกว่า นิพพานตาย เป็ นเหตุวางนอกภพสาม     ่
                                                                    ่
           ผู้ที่หมดกิเลสเป็ นพระอรหันต์เมื่อขันธ์ 5 ดับ ก็จะเข้ าสูนิพพานนี ้

      ี
ผู้ท่ สามารถทาให้ นิพพานแจ้ งได้
                                                                          ้
          ผู้ที่สามารถทําให้ นิพพานแจ้ งได้ ก็คือ พระอริยบุคคลทุกระดับ ทังพระอรหันต์ พระอนาคามี
พระสกิทาคามี และพระโสดาบัน รวมทังโคตรภูบคคล ้       ุ
                                 ุ      ่                             ึ
บางท่านสงสัยว่าทําไมโคตรภูบคคลซึงยังไม่หมดกิเลสเป็ นพระอรหันต์จงเข้ านิพพานได้ คําตอบคือ
                  ุ     ้                                    ้
เพราะโคตรภูบคคลนันเมื่อเอาใจจรดเข้ าพระนิพพานขณะนันก็หมดทุกข์ กิเลสทําอะไรไม่ได้
                      ่                                                 ั ุ
แต่ทว่าใจยังจรดอยูในนิพพานได้ ไม่ตลอดเวลา เมื่อไรใจถอนออกมาก็ยงมีทกข์อยู่
                                                                     ่ ้
เหมือนตัวเราได้ รับเชิญไปเที่ยวพักผ่อนในปราสาทใหญ่ระหว่างพักอยูในนันก็มีความสุขสบาย
        ่ ั่
แต่ก็อยูชวคราวเพราะยังไม่ได้ เป็ นเจ้ าของเอง
เมื่อไรครบกําหนดกลับก็ต้องออกจากปราสาทมาสูเ่ หตุการณ์ภายนอกใหม่
โคตรภูญาณเห็นนิพพานได้ แต่ ยังตัดกิเลสไม่ ได้ โคตรภูญาณละกิเลสได้ ช่ ัวคราว

ตัวเราจะเข้ านิพพานได้ หรื อไม่
                                            ้
         คําตอบคือ “ ได้ ” โดยจะต้ องตังใจเจริญภาวนาไปจนเข้ าถึงโคตรภูญาณเป็ นโคตรภูบคคล      ุ
       ้                                                 ู
จากนันฝึ กต่อไปจนเข้ าถึงภาวะความเป็ นอริ ยบุคคลที่สงขึ ้นไปตามลําดับ
                                                                    ุ
ก็จะเห็นอริยสัจจ์และทํานิพพานให้ แจ้ งได้ ละเอียดลึกซึ ้งขึ ้นในที่สดก็จะบรรลุธรรมเป็ นพระอรหันต์
  ่                               ัิ
ซึงไม่ยากจนเกินไปที่เราจะปฏิบตได้ เพราะถ้ ายากเกินไปแล้ วคงไม่มีพระอรหันต์เป็ นล้ านๆรูปในสมัยพุท
ธกาล ถ้ านิพพานนี ้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ าเข้ าไปได้ พระองค์เดียว คนอื่นไม่ได้ เลยก็จะบอกว่ายาก
                  ู      ั                            ้
แต่จริงๆแล้ วมีผ้ ที่ปฏิบติตามคําสอนของพระองค์ ตังใจฝึ กสมาธิจนเกิดปั ญญาเข้ านิพพานได้ มากมาย
แสดงว่าไม่ยากจนเกินไป แต่แน่นอนก็คงไม่ง่าย เพราะถ้ าง่ายเราก็คงเข้ าไปนานแล้ ว
                       ้ ้                          ่                   ่
         เพราะฉะนันตังใจฝึ กตนเองกันเข้ า วันหนึงเราก็จะเป็ นคนหนึงที่ทําได้ แล้ วเข้ านิพพานได้
              ่
ตอนนี ้ไม่ใช่วาทําไม่ได้ แต่ว่ายังไม่ได้ ทําต่างหาก อย่าเพิ่งไปกลัว อย่าไปท้ อใจเสียก่อนว่าจะทําไม่ได้
ถ้ าเราทาจริงแล้ วต้ องได้

อานิสงส์ การทานิพพานให้ แจ้ ง
        1.                   ่
             ทําให้ จิตไม่หวันไหวในโลกธรรม
        2.   ทําให้ จิตไม่โศก
        3.   ทําให้ จิตปราศจากธุลี
        4.   ทําให้ จิตเกษม
                           ฯลฯ



                                                 ิ
                     มงคลที่ 10 ผลจากการปฏิบัตจนหมดกิเลส
                                     มงคลที่ 35
                             จิตไม่ หวั่นไหวในโลกธรรม

จิตไม่ หวั่นไหวในโลกธรรมคืออะไร?
        จิตหวั่น คือความหวาดกังวล กลัวว่าจะประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ
        จิตไหว คือความปรารถนาอยากได้ สิ่งที่รักที่ชอบใจ
          โลกธรรม คือเรื่ องราวที่เกิดขึ ้นประจําโลก หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีอยู่ 8 ประการ แบ่งเป็ น 2
ประเภทใหญ่ๆ คือ
          ก. ฝ่ ายที่คนทั่วไปปรารถนาอยากได้ คือ
                   1. ได้ ลาภ
                   2. ได้ ยศ
                   3. ได้ สรรเสริญ
                   4. ได้ สุข
                                                      ้
          ข. ฝ่ ายที่คนทั่วไปกลัวว่ าจะเกิดขึนกับตน คือ
                   1. เสื่อมลาภ
                   2. เสื่อมยศ
                   3. ถูกนินทา
                   4. ตกทุกข์
          จิตไม่ หวั่นไหวในโลกธรรมจึงหมายถึง                     สภาพจิตของผู้ที่ทํานิพพานให้ แจ้ งแล้ ว
        ้ ่              ่
มีใจตังมัน เกิดความมันคงหนักแน่นดุจขุนเขา เป็ นอุเบกขา วางเฉยได้
          เมื่อพบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ตกทุกข์ จิตก็ไม่หวัน่
                                                            ุ
          เมื่อพบกับความได้ ลาภ ได้ ยศ ได้ สรรเสริญ ได้ สข จิตก็ไม่ไหว
                                                 ้
          เพราะรู้เท่าทันว่าเรื่ องที่เกิดขึ ้นนันไม่เที่ยง                                     ่
                                                                                      ไม่จีรังยังยืนอะไร
      ุ
ในที่สดก็ต้องเสื่อมไปตามกฎของไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์
                         ่
        เรี ยกอีกชื่อหนึงว่า สามัญลักษณะ คือลักษณะประจําของทุกสรรพสิ่งในโลก มีลกษณะ 3                  ั
ประการ คือ
        1. อนิจจัง ความไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่ อยๆเป็ นธรรมดา
        2. ทุกขัง                            ความเป็ นทุกข์                 ในที่นี ้คือการคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
               ต้ องแตกดับเพราะมันไม่เที่ยงเปลี่ยนไปเรื่ อยๆ เช่นบ้ านก็ต้องพัง คนก็ต้องตาย
        3. อนัตตา             ความไม่ มีตัวตนที่แท้ จริง             ไม่ อยู่ในอานาจ          บังคับบัญชาไม่ ได้
               เช่นบังคับให้ ไม่แก่ไม่ได้ บังคับให้ ไม่เจ็บไข้ ก็ไม่ได้ บ้ านบังคับให้ ไม่เก่าก็ไม่ได้
        คนมักมองไม่ เห็นไตรลักษณ์                                                      ิ
                                                      จึงลุ่มหลงมัวเมายินดียนร้ ายหวั่นไหวในโลกธรรม
ต้ องตกอยู่ในห้ วงทุกข์ ตลอดเวลา
        ผู้ที่ทํานิพพานให้ แจ้ งแล้ ว                                            ่ ่
                                                           ท่านเห็นนิพพานซึงอยูพ้นกฎเกณฑ์ของไตรลักษณ์
พ้ นการเวียนว่ายตายเกิด มีความสุขอย่างยิ่ง เป็ นบรมสุขที่ไม่กลับทุกข์อีก จึงไม่ยินดีในโลกธรรม
    ุ่
ไม่ขนมัว          ไม่หลงใหล                ่
                                    ไม่หวันไหวในโลกธรรม                ั
                                                            ไม่ยินดีกบลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
ไม่หวาดกลัวจะเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา หรื อตกทุกข์
                ่                 ั          ั้
            คนทัวไปเวลาป่ วยไข้ มกเป็ นทุกข์ทงกายและใจ
       ู                                 ่           ่                    ั้        ่
แต่ผ้ ที่ทํานิพพานให้ แจ้ งแล้ วใจจรดอยูในนิพพานไม่วาจะเกิดอะไรขึ ้นทุกข์นนจะหยุดอยูแค่กาย
                                     ั่
กินเข้ าไปไม่ถึงใจท่านท่านมีจิตที่มนคงตลอด

ข้ อเตือนใจ
                  “ ยิ่งมืดเท่ าไร      แสดงว่ ายิ่งดึก         ยิ่งดึกเท่ าไรแสดงว่ ายิ่งใกล้ สว่ าง ”
แม้ จะเจอความทุกข์ขนาดไหน ความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาปานใด สู้ทนทําความดีไปเถิด
ยิ่งเจอหนักมากขึ ้นแสดงว่ามันใกล้ จะพ้ นแล้ ว เหมือนยิ่งดึกยิ่งใกล้ สว่าง
                                     ้
        นอกจากนี ้เราทุกคนจะต้ องตังใจฝึ กสมาธิภาวนากัน                                    ้ ่
                                                                            จนใจหยุดนิ่งตังมันเป็ นสมาธิ
เกิดปั ญญาสว่างไสว                  เห็นอริ ยสัจจ์        4                  และทํานิพพานให้ แจ้ งให้ ได้
                ่
จึงจะมีจิตไม่หวันไหวในโลกธรรมอย่างแท้ จริง


                                             มงคลที่ 36
                                             จิตไม่ โศก
                                          ่
          โศก มาจากภาษาบาลีวา โสกะ แปลว่าแห้ ง
          จิตโศก จึงหมายถึงสภาพจิตที่แห้ งผาก มีอาการเหี่ยวแห้ ง ซึมเซา ไม่สมหวัง
เนื่องจากความรัก                            จะเป็ นรักคน                 สัตว์                หรื อสิ่งของ
                              ั้ ้                ั
ก็ทําให้ เกิดความโศกได้ ทงนันแต่ที่หนักก็มกเป็ นเรื่ องของคน โดยเฉพาะหนุมสาว   ่
          คําว่า เสน่ ห์ ในภาษาไทย แปลว่าความน่ ารัก แต่คํานี ้มาจากภาษาบาลีวา สิเนหะ         ่
แปลว่ายางเหนียว                                          ั่
                                     ถ้ าใครมาบอกว่าแม่นนน่ะยางเหนียวหนับเลย            อย่าไปเข้ าใกล้ นะ
เดี๋ยวติดยางเหนียวเข้ า แล้ วจะดิ ้นไม่หลุด
                                                               ั้
          โบราณกล่าวว่า ผู้ใดมีความรักถึง 100 ผู้นนก็ต้องทุกข์ถึง 100
                                                            ั้
                                ผู้ใดมีความรักถึง 1 ผู้นนก็ต้องทุกข์ถึง 1
                                                ้                                  ้
          ผู้ใดไม่ มีส่ ิงอันเป็ นที่รัก ผู้นันก็ไม่ มีความทุกข์ เรากล่ าวว่ าผู้นันไม่ มีความเศร้ าโสก
ปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่ มีอุปายาส คือความตรอมใจ ความกลัดกลุ้มใจ

ข้ อควรปฏิบัติ
                                                        ่
         ผู้ที่ทํานิพพานให้ แจ้ งแล้ วขณะที่ใจท่านจรดอยูในนิพพานความรักเข้ าไปรบกวนท่านไม่ได้
ตัดรักได้ ใจท่านจึงไม่แห้ ง ไม่มีโศก
                   ุ ่
        พวกเราปุถชนทัวไป                   ั
                                    แม้ ยงไม่สามารถตัดรักได้ เด็ดขาด                         ่
                                                                                    แต่ถ้าหมันทําสมาธิ
เจริญมรณานุสติเป็ นประจํา        ก็จะทําให้ ความรักมามีอิทธิพลเหนือใจเราไม่ได้ มาก               มีสติดี
มีความเด็ดเดี่ยว           ก็จะมีจิตโศกน้ อยกว่าคนทัวไป    ่             อาการไม่หนักหนาสาหัสนัก
เพราะนึกถึงความตายแล้ วทําให้ ใจคลายออกจากรัก                              ่
                                                                         ซึงเป็ นต้ นทางของความโศก
พอคิดว่าเราเองก็ต้องตาย จะตายเมื่อไรไม่ร้ ูเท่านี ้ก็เริ่มจะคิดได้ ความโศกความรักเริ่มหมดไปจากใจ
มีสติมาพิจารณาตนเอง                      ไม่ประมาท                      ขวนขวายในการสร้ างความดี
      ้ ้
จากนันตังใจเจริญสมาธิภาวนาเต็มที่ก็จะสามารถทํานิพพานให้ แจ้ งได้                       และตัดความรัก
ความโศกออกจากใจได้ อย่างเด็ดขาดในที่สด   ุ
                                            มงคลที่ 37
                                         จิตปราศจากธุลี

          ธุลี    คือกิเลสอย่างละเอียดที่เกาะซึมแทรกหุ้มใจเราอย่างซ่อนเร้ นบางๆทําให้ ความผุดผ่อง
                        ั
ใสสะอาดเสียไปถ้ าไม่สงเกตจะไม่เห็นไม่ร้ ู
                                                         ้       ้
          จิตปราศจากธุลี หมายถึงจิตที่หมดกิเลสแล้ วทังหยาบทังละเอียด อย่างถอนรากถอนโคน
                          ่
ทําให้ จิตสะอาดผ่องใสนุมนวลควรแก่การงาน ได้ แก่จิตของพระอรหันต์

ประเภทของกิเลส
         กิเลสในใจคนมีอยู่ 3 ตระกูลให้ ใหญ่                      คือตระกูลราคะ โทสะ      โมหะ
                                    ้                          ั
กิเลสแต่ละตระกูลมีหลายระดับตังแต่หยาบมากๆเห็นได้ ชดเจนเหมือนขยะมูลฝอย
                                                  ั        ่
จนถึงละเอียดมากๆเหมือนธุลี บางคนเจอแล้ วก็ยงไม่ร้ ูวาเป็ นกิเลส ดังนี ้
         1. ตระกูลราคะหรื อโลภะ              คือความกําหนัดยินดี รัก อยากได้ ในคนสัตว์สิ่งของ
                               ่        ั้
              หรื ออารมณ์ที่นาใคร่ มีตงแต่หยาบจนถึงละเอียดดังนี ้
                                             ่
    อภิชฌาวิสมโลภะ โลภอย่างแรงกระทังแสดงออกมาเช่น ปล้ น จี ้ ขโมย เป็ นกิเลสหยาบที่สด  ุ
                                      ู                      ั
    อภิชฌา ความเพ่งเล็งทรัพย์ผ้ อื่น จ้ องจะเอา แต่ยงสงวนท่าที เป็ นกิเลสหยาบปานกลาง
    โลภะ ความอยากได้
    กามราคะ ความพอใจในกาม รักเพศตรงข้ าม ยังยินดีในรูป รส กลิ่น เสียง
    รู ปราคะ ความติดใจยินดีในอารมณ์ของรูปญาณ เป็ นเรื่ องของผู้ฝึกสมาธิจนได้ รูปญาณแล้ ว
    อรู ปราคะ ความติดใจยินดีในอารมณ์ของรูปญาณ เป็ นเรื่ องของผู้ฝึกสมาธิจนได้ รูปญาณแล้ ว
         ข้ อ 1.4 – 1.6 จัดเป็ นกิเลสอย่างละเอียดที่เรี ยกว่าธุลีในตระกูลราคะ
       2. ตระกูลโทสะ                                 คือความไม่ชอบใจ         ความคิดร้ าย
                                 ้
            คิดทําลายผู้อื่นตังแต่หยาบจนถึงละเอียดดังนี ้
                                                                              ุ
    พยาบาท ความผูกอาฆาต ไม่ยอมให้ อภัย บางทีข้ามภพข้ ามชาติ เป็ นกิเลสหยาบที่สด
    โทสะ ความคิดร้ าย คิดทําลาย คิดจะเตะ ต่อย เผาบ้ าน
    โกรธะ ความเดือดดาลใจ คิดโกรธแต่ ไม่ ถึงกับคิดทาร้ ายใคร
    ปฏิฆะ ความขัดใจ เป็ นความไม่พอใจลึกๆยะงไม่ถึงกับโกรธ แต่มนขัดใจ ั
       ข้ อ 2.4 จัดเป็ นธุลี หรื อกิเลสอย่างละเอียดในตระกูลโทสะ

                                                                             ั        ่
         3. ตระกูลโมหะ คือความหลง เป็ นอาการที่จิตมืดมน ไม่ร้ ูจกผิดชอบชัวดี ไม่ร้ ูจกบาปบุญ  ั
                                                                      ั้
                ส่วนความไม่ร้ ูวิทยาการต่างๆไม่ถือว่าเป็ นโมหะ มีตงแต่หยาบจนถึงละเอียดดังนี ้
    มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดจากทํานองคลองธรรม เช่นเห็นว่าพ่อแม่ไม่มีพระคุณ บาปบุญไม่มีจริง
เห็นว่าไม่มีโลกนี ้โลกหน้ า
    โมหะ ความหลงผิด ความไม่ร้ ูผิดชอบชัวดี     ่
    สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็ นตัวตน เช่นคิดว่าร่างกายนี ้เป็ นของเราจริงๆ
                                                 ัิ
    วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในการปฏิบตธรรม เช่นยังไม่แน่ใจ100 %ว่าบุญบาปมีจริงไหม
ทําสมาธิแล้ วจะหมดกิเลสจริ งหรื อ
    สีลัพพตปรามาส ความติดอยู่ในศีลพรตอันงมงาย เช่น เชื่อหมอดู ศาลพระภูมิ
    มานะ ความถือตัว ถือเขาถือเรา
    อุทธัจจะ                     ้
                       ความฟุงซ่าน                   เป็ นอาการที่จิตไหวกระเพื่อมน้ อยๆยังไม่หยุดนิ่งสนิท
             ุ้
แต่ก็ไม่ได้ ฟงซ่านเหมือนคนทัวไป    ่
    อวิชชา           ความไม่ ร้ ู พระสัทธรรม        เช่ น ไม่ ร้ ู ว่าตัวเรามาจากไหน       เกิดมาทาไม
ตายแล้ วไปไหน
         ข้ อ 3.3 – 3.8 จัดเป็ นกิเลสอย่างละเอียดที่เรี ยกว่าธุลีในตระกูลโมหะ
         โดยสรุป ธุลี หมายถึง กิเลสอย่างละเอียดทัง้ 3 ตระกูล รวม 10 ประการ ได้ แก่
                    1. สักกายทิฏฐิ
                    2. วิจิกิจฉา
                    3. สีลัพพตปรามาส
                    4. กามราคะ
                    5. ปฏิฆะ
                    6. รู ปราคะ
                    7. อรู ปราคะ
                    8. มานะ
                   9. อุทธัจจะ
                   10. อวิชชา
        ทัง้ 10 ประการนี ้เรี ยกว่า สังโยชน์ 10
        - พระโสดาบัน จะสามารถละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้
                             ่
              มีความเชื่อมันในคุณของพระรัตนตรัยเต็มที่ ไม่มีความลังเลสงสัย
        - พระสกิทาคามี จะสามารถละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้
              แต่กิเลสข้ อที่เหลือเบาบางลง
        - พระอนาคามี จะสามารถละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ
              และปฏิฆะ ได้
                                   ้
        - พระอรหันต์เท่านันที่สามารถละสังโยชน์ ธุลีกิเลสทัง 10 ประการได้ อย่างสิ ้นเชิง
                                                              ้
              มีจิตผ่องใส บริ สทธิ์ตลอด
                                 ุ

ข้ อควรปฏิบัติ
         เราต้ องทราบว่ากิเลสทัง้        3              ตระกูลนี ้มันฟู                  มันงอกงามได้
                                                      ั
เช่นบางคนเดิมอาจเป็ นคนไม่โลภอะไร พอใจอยู่กบของของตน แต่ไม่ระวังตัวเผลอไปหน่อยเดียว
มีลาภยศมาล่อมากๆเข้ า                                                         ่
                                        อาจกลายเป็ นคนโลภไปทําบาปทําชัวเพราะความอยากได้ ก็มี
                      ู ู
บางคนเดิมใจเย็นแต่ถกยุถกแหย่มากๆเข้ าก็อาจงอกงามกลายเป็ นคนเจ้ าโทสะไปได้
หรื อเดิมเป็ นคนธรรมดาเข้ าใจธรรมะบ้ างไม่เข้ าใจบ้ าง                  บุญบาปก็แค่สงสัยว่ามีจริงหรื อไม่
แต่ไปคบคนพาลเข้ ากลายเป็ นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เชื่อบุญบาป                                  ปฏิเสธนรกสวรรค์
คิดว่าพ่อแม่ไม่มีพระคุณต่อตัวเอง เป็ นไปได้ เหมือนกัน



                                            มงคลที่ 38
                                             จิตเกษม

ภัยของมนุษย์
เหล่านี ้แบ่งได้ เป็ น 2 ประเภท
          1. ภัยภายใน ได้ แก่
                                         ั
                      ข้ างหลัง คือชาติภย ภัยจากการเกิด
                      ข้ างขวา คือชราภัย ภัยจากการแก่
                                           ั
                      ข้ างซ้ าย คือพยาธิภย ภัยจากความเจ็บ
               ข้ างหน้ า คือมรณภัย ภัยจากความตาย
         2. ภัยภายนอก ได้ แก่ ภัยธรรมชาติ ภัยจากคน ภัยจากบาปกรรมตามทัน




                               ้
ทาไมเราจึงต้ องพบกับภัยเหล่ านี?
                            ่ ่                   ้
         การที่เราต้ องตกอยูทามกลางวงล้ อมของภัยทังหลาย                   ดิ ้นกันไม่หลุด        เกิดแล้ วตาย
ตายแล้ วเกิด                             ก็ยงต้ องรับทุกข์รับภัยกันอยูไม่ร้ ูกี่แสนกี่ล้านๆๆๆๆชาติมาแล้ ว
                                            ั                         ่
  ้
ทังนี ้ก็เพราะถูกผกด้ วย โยคะ แปลว่า เครื่องผูกสัตว์ ไว้ ในภพ มีอยู่ 4 ประการ ได้ แก่
         1. กามโยคะ คือความยินดีพอใจในกามคุณ อยากฟั งเพลงไพเราะ กินอาหารอร่ อย
                                ่                                            ั
              สวมเสื ้อสวย นุมนวลสบาย อยากเห็นรูปงามๆ ได้ สมผัสนุมๆ มีแฟนสวยๆ รวยๆ   ่
                         ั้                                              ู
              ความใคร่ทงหลายเหล่านี ้เป็ นเหมือนเชือกเกลียวแรกที่ผกมัดตัวเราไว้
         2. ภวโยคะ คือความยินดี พอใจในรูปญาณและอรูปญาณ คนที่พ้นเชือกเกลียวแรก
              พ้ นกามโยคะมาได้ ก็มาเจอเชือกเกลียวที่ 2 นี ้คือเมื่อได้ เจอความสุขจากการที่ใจเริ่มสงบ
                                                                           ่
              ทําสมาธิจนได้ รูปญาณหรื ออรูปญาณก็พอใจยินดีติดอยูในความสุขจากอารมณ์ของญาณ
              ตายไปก็ไปเกิดเป็ นรูปพรหม                     หรื ออรูปพรหม                        ่ ั
                                                                                               ซึงก็ยงไม่พ้นภัย
              หมดบุญก็ต้องลงมาเกิดเจอภัยกันอีก นี่เป็ นเหมือนเชือกเกลียวที่ 2
         3. ทิฏฐิโยคะ             คือความยึดถือความคิดเห็นของตนเอง เช่นเห็นว่าพ่อแม่ไม่มีพระคุณ
              เห็นว่าโลกนี ้โลกหน้ าไม่มีจริง เห็นว่าตนเองจะพ้ นทุกข์ได้ ด้วยการบวงสรวงอ้ อนวอนบ้ าง
              ใจยังมืดมน หลงยึดความเห็นผิดๆอยู่ สิ่งเหล่านี ้เป็ นเหมือนเชือกเกลียวที่ 3
         4. อวิชชาโยคะ                คือความไม่ร้ ูแจ้ งในพระสัทธรรม                  ความสว่างของใจยังไม่พอ
              ยังไม่เห็นอริยสัจจ์ 4 ไม่เห็นทางพ้ นทุกข์พ้นภัย นี่ก็เป็ นเหมือนเชือกเกลียวที่ 4
         ทัง้            4               อย่างนี ้                             เป็ นเหมือนเชือก               4
            ู               ั
เกลียวที่ผกมัดตัวเราไว้ กบภพทําให้ ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารโดยไม่ร้ ูจบสิ ้น
                              ้
ทําให้ ต้องมาพบกับภัยทังหลาย ดิ ้นกันไม่หลุดทีเดียว

จิตเกษมคืออะไร?
        เกษม แปลว่าปลอดภัย พ้ นภัย สิ ้นกิเลส มีความสุข
        จิตเกษม            จึงแปลว่า            สภาพจิตที่หมดกิเลสแล้ ว         เชือกทัง้    4
           ู           ้                                                 ิ        ึ
เกลียวได้ ถกฟั นขากสะบันโดยสิ ้นเชิง จิตเป็ นอิสรเสรี ทําให้ คล่องตัวไม่ตดขัด ไม่อดอัดอีกต่อไป
         ั           ้
ไม่มีภยใดๆมาบีบคันได้ อีก           จึงมีความสุขอย่างแท้ จริง           พ้ นจากการเวียนว่ายตายเกิด
ผู้ที่จะจิตเกษมได้ อย่างแท้ จริ ง                                                ่
                                                     คือผู้ที่ใจจรดนิ่งแช่อิ่มอยูในนิพพานตลอดเวลา
   ่                    ั่
ซึงก็ได้ แก่พระอรหันต์นนเอง
                                 ั้
           จิตของพระอรหันต์นนนอกจากจะหมดกิเลสแล้ ว
     ั
ก็ยงทําให้ มีความรู้ความสามารถพิเศษอีกหลายประการ เช่น อภิญญา 6 วิชชา 3 วิชชา 8
       ั
ปฏิสมภิทาญาณ 4

        อภิญญา 6
         อภิญญา 6 คือความรู้ อันยิ่งยวด เหนือความรู้จากการตรองด้ วยหลักเหตุผลธรรมดา ได้ แก่
         1. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ เช่น เหาะเหินเดินอากาศ แปลงกายเป็ นสิ่งต่างๆ ย่อขยายตัวได้
            หายตัวได้ ฯลฯ
         2. ทิพยโสต มีหทิพย์  ู
                                                    ่
         3. เจโตปริยญาณ รู้วาระจิตคนอื่น รู้วากําลังคิดอะไร
         4. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้
         5. จุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุ) มีตาทิพย์
         6. อาสวักขยญาณ ทํากิเลสให้ สิ ้นไปได้
         ในอภิญญา 6 นี ้             5ข้ อแรกเป็ นโลกียอภิญญา     ข้ อที่ 6 เป็ นโลกุตตรอภิญญา
                                            ัิ
คุณวิเศษเหล่านี ้เป็ นผลที่เกิดจากการปฏิบตธรรมด้ วยตนเอง          ไม่ใช่เกิดขึ ้นเพียงด้ วยการบอกเล่า
       ่                ัิ         ้ ้
หรื อสังสอนกัน ผู้ปฏิบตธรรมถึงขันนันๆแล้ วจึงจะประจักษ์แจ้ งด้ วยตนเอง

วิชชา 3
           วิชชา 3        คือความรู้ แจ้ ง    ความรู้ พเศษอันลึกซีง ด้ วยปั ญญา ได้ แก่ญาณ
                                                         ิ         ้
                ่
คือความหยังรู้เป็ นความรู้พิเศษ                 เป็ นปั ญญาอันเกิดจากการทําสมาธิภาวนาที่เรี ยกว่า
ภาวนามยปั ญญา                         ้
                           ซึ่งเป็ นขันสูงสุด   จะเข้ าถึงธรรม       บรรลุธรรมเป็ นพระอรหันต์ได้
ต้ องเข้ าถึงด้ วยภาวนามยปั ญญา                                                                  ้
                                                                                       นี ้เท่านัน
                                          ัิ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ าทรงสละชีวิตปฏิบตธรรมจนได้ ภาวนามยปั ญญา บรรลุวิชชา 3 มีดงนี ้  ั
                                                ั
           1. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติตวเองได้
           2. จุตูปปาตญาณ มีตาทิพย์ระลึกชาติคนอื่นได้
           3. อาสวักขยญาณ คือความรู้ที่ทําให้ หมดกิเลส

วิชชา 8
         วิชชา 8 คือความรู้ แจ้ ง ความรู้ วิเศษ 8 อย่ าง คือ
         1. วิปัสสนาญาณ ปั ญญาที่พิจารณาเห็นสังขาร โดยไตรลักษณ์
         2. มโนมยิทธิ ฤทธิ์สําเร็ จด้ วยใจ ฤทธิ์ทางใจ
         3. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ เช่น เหาะเหินเดินอากาศ แปลงกายเป็ นสิ่งต่างๆ ย่อขยายตัวได้
             หายตัวได้ ฯลฯ
                          ู
         4. ทิพยโสต มีหทิพย์
                                                ่
         5. เจโตปริยญาณ รู้วาระจิตคนอื่น รู้วากําลังคิดอะไร
         6. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้
         7. ทิพยจักษุ มีตาทิพย์
         8. อาสวักขยญาณ คือความรู้ที่ทําให้ หมดกิเลส
ปฏิสัมภิทาญาณ 4
        ปฏิสัมภิทาญาณ 4 คือความสามารถพิเศษในการสั่งสอนคนอื่นได้ แก่
        1. อัตถปฏิสัมภิทา                                                           ปั ญญาแตกฉานในอรรถ
            เห็นข้ อธรรมใดก็สามารถอธิบายขยายความออกไปได้ โดยพิสดาร
        2. ธัมมปฏิสัมภิทา          ปั ญญาแตกฉานในธรรม สามารถสรุปข้ อความได้ อย่างกระชับ
            เก็บความสําคัญได้ หมด
        3. นิรุตติปฏิสัมภิทา           ปั ญญาแตกฉานในนิรุตติ                 คือแตกฉานเรื่ องภาษาทุกภาษา
              ้
            ทังภาษาของมนุษย์และสัตว์ สามารถเข้ าใจได้
        4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา                      ปั ญญาแตกฉานในปฏิภาณ                     มีไหวพริบปฏิภาณดี
            สามารถอธิบายแก้ ปัญหาที่เกิดขึ ้นเฉพาะหน้ าได้ ดี ตอบคําถามได้ แจ่มแจ้ ง
                 ัิ
        การปฏิบตธรรมมีอานิสงส์มากมายถึงปานนี ้
                   ้
เราทุกคนจึงควรตังใจฝึ กฝนตนเองตามมงคลต่างๆ                                             ดังกล่าวมาแล้ วข้ างต้ น
                                                                   ่
ทําอย่างเอาจริงเอาจังไม่ช้าเราก็จะเป็ นผู้ร้ ูจริงทําได้ จริงผู้หนึง        มีจิตเกษมปลอดภัยจากภัยต่างๆ
และมีความรู้พิเศษสุดยอด                                              เจริญรอยตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้ า
                             ้
และเหล่าพระอรหันตสาวกทังหลายได้

         “     เกิดมาว่ าจะมาหาแก้ ว              พบแล้ วไม่ กาจะเกิดมาทาอะไร
อ้ ายที่อยากมันก็หลอก        อ้ ายที่หยอกมันก็ลวง               ิ
                                                        ทาให้ จตเป็ นห่ วงเป็ นใย
เลิกอยากลาหยอก รี บออกจากกาม เดินตามขันธ์ สามเรื่ อยไป เสร็ จกิจสิบหก
ไม่ ตกกันดาร เรี ยกว่ านิพพานก็ได้ ”
คติธรรมของ พระมงคลเทพมุนี ( สด จนฺทสโร) ( หลวงพ่อสด วัดปากนํ ้าภาษีเจริญ)

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:57
posted:1/4/2012
language:Thai
pages:74