PS 629 ????????????? by 67Kzqs

VIEWS: 34 PAGES: 12

									                                    PS 630 ผู้นาในยุคปัจจุบัน

สรุ ป PS 630 ( ขอบคุณ บุ๋ม, โอ๋ , พี่ชิต และวิชาการ )
(หมายเหตุ: อยากให้ลองดูรายงานเดี่ยว,รายงานกลุ่มที่แต่ละคนทาด้วยนะค่ะ ว่าเรื่ องอะไร
ที่สาคัญ!!!!อย่าลืม แนวคิด ทฤษฎีผนา ) ู้

หลักของ 7 อุปนิสัย
                                             ี
หลักของ 7 อุปนิสัย ที่ สตีเฟน อาร์ . โคว์วยเ์ ขียน 7 ขั้นดังต่อไปนี้
1. ต้องเป็ นฝ่ ายเริ่ มต้นทาก่อน (Be Proactive) (มีความรับผิดชอบไม่หนีไม่หลบ พยายามมีส่วนร่ วม
                          ิ
อย่าหนีปัญหา หนีชีวต มีเป้ าหมาย สนใจทุกเรื่ อง กระตือรื อร้น อย่างลอยตามน้ า)
เวลาที่เราต้องการอะไร หรื อต้องการจะเริ่ มอะไรสักอย่าง จะต้องมีตวกระตุน  ั    ้
                 ้
และตัวกระตุนจะทาให้เกิดการตอบสนอง ดังนั้น หากเราเป็ นผูเ้ ริ่ มก่อน หรื อเป็ นตัวกระตุน   ้
                                                            ่
การตอบสนองจะตามมา แต่การที่เราจะทาสิ่ งใด ก็ควรอยูในขอบเขตที่ทุกคน สามารถยอมรับได้
2. เริ่ มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ (Begin with the End in Mind) (เริ่ มต้นโดยตั้งเป้ าหมายไว้ในใจ เช่น
                                                                       ิ
เป็ นคนดีของพ่อแม่ ,ทาให้สาเร็ จตามวัตถุประสงค์ ตั้งเป้ าหมายชีวตไว้ใหญ่ๆ สู งๆ )
การที่เราจะเริ่ มต้น ก่อนอื่นมันมักจะมาจากสิ่ งที่เราคิดในใจ หลักของ
"เริ่ มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ" นั้นคือการทาสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในจิตใจ และครั้งที่สอง
คือการทาให้สิ่งที่เราคิดเป็ นจริ ง
แต่การที่เราจะทุ่มแค่แรงใจอย่างเดียวก็ไม่สามารถเกิดประสิ ทธิ ผลได้
          ่ ั
มันอยูกบว่าเราเทความพยายามไปในสิ่ งที่ถูกต้องหรื อไม่
และต้องมีศูนย์รวมในตนเองและเป็ นการที่เราดาเนินชีวิต
และตัดสิ นใจได้จากฐานความชัดเจนในเป้ าหมายชีวิตของเรา
สามารถปฏิเสธอย่างไม่รุ้สึกผิดหากสิ่ งนั้นไม่ตรงเป้ าประสงค์หลักของเรา
                                                                            ้
3. ทาตามลาดับความสาคัญ (Put First Things First.) (อะไรเป็ นสิ่ งแรกก็ตองทาก่อน ไม่ผลัดเปลี่ยน
ควรต้องลาดับความสาคัญ งาน,ความรัก, ความรู้สึกแล้วลงมือทาทันที)
                                     ั                               ั
อุปนิสัยที่ 3 เป็ นเหมือนภาคปฏิบติของ อุปนิสัยที่ 1 และ 2 ซึ่ งมีท้ ง การจัดการบริ หารเวลา,
รู้จกปฏิเสธ, ตารางเวลา เพื่อให้เราทาสิ่ งที่สาคัญมากที่สุดก่อน วิธีง่ายๆ ที่จะลองทาคือ
     ั
เขียนรายชื่อสิ่ งที่เราอยากทา และ เราควรทา ทาสัญญาลักษณ์แบ่งมันออกเป็ น 3 ระดับ คือ
สาคัญมากเร่ งด่วน, สาคัญมากแต่ไม่เร่ งด่วน, ไม่สาคัญมากแต่เร่ งด่วน. และทาตามลาดับ
สิ่ งที่เป็ นปั ญหาคือเรามักจะถูกแทรกแซงความสนใจไปกับเรื่ องที่เร่ งด่วนแต่อาจไม่สาคัญต่อเป้ าหม
ายหลัก ส่ วนเรื่ องที่สาคัญแต่ไม่เร่ งด่วน เป็ นการช่วยทาให้เพิ่มศักยภาพต่อการบรรลุเป้ าหมายเช่น
การออกกาลังกาย ใช้เวลาเพื่อการทบทวนเนื้ อหาวิชานั้นเราละเลยไป เชื่อว่าหากเราค้นว่า
"สิ่ งใดที่จะทาให้เป้ าหมายสาเร็ จได้ดีข้ ึน ณ วันนี้" เราจะทาสิ่ งนั้นได้
และจะชัดเจนในการจัดการสิ่ งที่เร่ งด่วนแต่ไม่สาคัญต่อเป้ าหมายเราได้
                                                                           ั
4. คิดแบบ ชนะ/ชนะ (Think Win-Win)(สร้างนิสัยให้ได้ประโยชน์ท้ งสองฝ่ าย,ทุกฝ่ าย
ไม่ใช่ได้ฝ่ายเดียว)
จริ งๆ แล้วมนุษย์มีกรอบความคิด 6 แบบที่กระทาต่อกัน หนึ่งในนั้นคือ การคิดแบบชนะ/ชนะ
            ู้
คือไม่มีผแพ้ เป็ นข้อตกลงหรื อการแก้ไขปั ญหาต่างๆ
                                            ั
เป็ นไปเพื่อให้ทุกฝ่ ายได้รับประโยชน์ท้ งสองฝ่ าย แต่อย่างไรเสี ย
          ่ ั
ก็ข้ ึนอยูกบสถานการณ์แต่ละสถานการณ์ ว่าควรใช้แบบอื่นหรื อไม่ หากไม่สามารถหาข้อตกลงแบบ
                                                                                      ู้ ้
คุณก็ชนะ ฉันก็ชนะได้ ก็ตกลงว่า "จะไม่ตกลง" ณ ขณะนี้เพื่อลดสถานการณ์ที่ มีผหนึ่งผูใดต้องแพ้
จุดตั้งต้นคือต้องเห็นคุณค่าในตนเอง และเห็นความproactiveที่มีค่าของผูอื่น (I'm Ok, You're
                                                                                ้
Ok.)บทนี้ เน้นการแก้ปัญหาโดยศาลควรเป็ นทางเลือกท้ายสุ ดเพราะมีเพียง แพ้ หรื อ ชนะ เท่านั้น
5. เข้าใจคนอื่นก่อนจะให้คนอื่นเข้าใจเรา (Seek First to Understand, Then to be Understood.)
                                              ู              ู
(ต้องฟัง จริ งใจสื่ อสารอย่างชัดเจน ไม่พดประชดไม่พดตรงกันข้าม รับฟังอย่างจริ งใจ)
                                                          ู้
ก่อนบอกความต้องการหรื อสิ่ งที่เราคิดแล้วอยากให้ผอื่นยอมรับ
                                                  ้
เราต้องให้ความสาคัญและเข้าใจมุมมองของผูอื่นต่อเรื่ องนั้นๆอย่างลึกซึ้ งก่อน ลดการปะทะกัน
6. ประสานพลังสร้างสิ่ งใหม่ (Synergize) ( เราเป็ นครู คนละอย่าง
ทางานร่ วมกับคนอื่นแล้วได้งานมากกว่า เรามีความเก่งคนละอย่าง ต้องนามาช่วยกันให้เกิดพลัง )
เกิดจากการยอมรับในคุณค่าของตนเอง และเข้าใจในความแตกต่างที่ผอื่นมีมุมมอง      ู้
ลดการวิพากษ์วจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์ซ่ ึ งปิ ดกั้นความคิดดีๆของกลุ่มคนที่อยูดวยกัน
                 ิ                                                                ่ ้
มีเพียงความพยามในการเข้าใจในสิ่ งที่ตอนแรกเหมือนจะไม่เห็นด้วยเท่านั้น
7. ลับเลื่อยให้คมอยูเ่ สมอ (Sharpen the saw) (ลับสมอง ความคิดสติปัญญาของเราให้คมอยูเ่ สมอ
ลับมุมของเราให้ใหม่อยูเ่ สมอ อัพเดทจิตใจ
ร่ างกายของเราให้สดใสไม่แห้งเหี่ ยวทาให้แหลมคมในชี วิตเรา )
เป็ นการลับสมองให้คมอยูเ่ สมอ, ความคิดให้เกิดดีเสมอ และมีวสัยทัศน์ให้ดีเสมอ
                                                                      ิ
                       ่
และมีการอัพเดทอยูตลอดเวลา



จากลักษณะนิสัย 7ประการ จะทาให้ เกิดนิสัยที่ 8 ได้ อย่างไร ควรจะเป็ นอะไร

นิสัยที่ 8 Find Your Voice and Inspire Other to Find Thein อุปนิสัยที่ 8
จากประสิ ทธิ ผลสู่ ความยิงใหญ่ ดร.สตีเฟ่ น อาร์ โควีย ์ (Stephen R.
                         ่
                                                                          ้
Covey)สร้างสรรค์มรดกทางความคิดระดับโลกด้านการพัฒนาตนเองและสภาวะการเป็ นผูนา
     ้                                       ่
กระตุนให้เราค้นหาศักยภาพ และพรสวรรค์ที่แฝงอยูภายในตัวเรา หรื อว่า "เสี ยง




               ่
Voice จะอยูตรงกลางระหว่างทั้ง 4 วงกลมเลยนะค่ะ
                                                                                  ั
Talent คือ พรสวรรค์ คือสิ่ งที่เป็ นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว เชื่อว่าได้มาจากสวรรค์บนดาล
                                   ั
หากได้รับการฝึ กฝนจะทาให้มีลกษณะเด่นกว่าบุคคลทัวไป เป็ นความสามารถพิเศษเฉพาะบุคคล,
                                                         ่
อัจฉริ ยะภาพ
Need คือ ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เป็ นความต้องการปั จจัย 4 เช่น อาหาร, ยารักษาโรค,
เครื่ องนุ่งห่ม และที่พกอาศัย เป็ นการตอบสนองความต้องการด้านกายภาพ
                       ั
Conscience คือ จิตสานึก มโนธรรม ศีลธรรมในจิตใจที่ได้รับการปลูกฝังมาจากครอบครัว โรงเรี ยน
และสังคม เป็ นสามัญสานึกที่กาหนดการกระทา การคานึงถึงบุญ-บาป
การคิดไตร่ ตรองถึงผลแห่งการกระทา
เป็ นการกลัวในการกระทาความผิดและสนับสนุนให้เกิดการกระทาความดี
Passion คือ ความหลงใหล ความริ ษยา ความรัก โลภ โกรธ หลง เป็ นอารมณ์ของมนุษย์
เป็ นความต้องการ
Voice เสี ยง คือ เสี ยงที่บ่งบอกความเป็ นตัวตน
                                     ่
การเป็ นผูที่สั่งสมประสบการณ์ผานปั ญหาความทุกข์ยากจนสู่ จุดอิ่มตัวในชีวิตแล้วหันมาสร้างคุณป
            ้
                 ั
ระโยชน์ให้กบสังคม เป็ นเสี ยงแห่งคุณงามความดีที่ตองการสร้างคุณค่าให้กบตนเอง
                                                     ้                     ั
                                       ่               ่
โดยเสี ยงนี้จะนาพาตัวเราเองไปอยูในที่ที่เหมาะสม อยูได้ในทุกสถานการณ์
และแก้ไขปั ญหาทุกอย่างได้อย่างราบรื่ น คุณสมบัติเฉพาะตัวที่เป็ นเอกลักษณ์
ซึ่งเปิ ดเผยให้เป็ นที่ประจักษ์ในขณะที่เราเผชิญปั ญหาท้าทายอันยิงใหญ่
                                                                ่
                                                    ่
ทาให้เรารับมือกับปั ญหาท้าทายดังกล่าวได้ เสี ยง อยูตรงใจกลางส่ วนตัดกันของ ความสามารถ-
Talent (พรสวรรค์และคุณสมบัติเด่นของตัวคุณ) – ไฟในการทางาน-Passion(สิ่ งที่ให้พลัง
        ้
กระตุนเร้า จูงใจและดลบันดาลใจคุณ) – ความต้องการ-
Need(รวมถึงสิ่ งที่โลกต้องการมากพอจะยอมจ่ายเงินให้คุณ) และมโนธรรม-
Conscience(เสี ยงภายในใจ
                                            ้
ที่บอกคุณว่าอะไรคือสิ่ งที่ถูกต้องและกระตุนให้ลงมือกระทาสิ่ งที่ถูกต้องดังกล่าว)
เมื่อคุณมุ่งมันทางานที่ตองอาศัยความสามารถพิเศษของคุณ ทางานที่โหมไฟในการทางานให้คุโชน
              ่           ้
ทางานที่เกิดจากความต้องการอย่างมากในโลก จนจิตสานึ กจูงใจคุณให้ตอบสนอง ตรงนี้คือ เสี ยง
ของคุณเอง คือความรู ้สึกว่าเป็ นงานที่เหมาะกับคุณ คือกุญแจรหัสที่ไขไปสู่ จิตวิญญาณของคุณ
                                                  ้
***หาตัวเองให้เจอ ค้นพบแล้วมีแรงดลใจกระตุนให้คนอื่นได้คนพบด้วย้

-Unique =เรื่ องเฉพาะตัวลอกเลียนแบบไม่ได้
-Personal =เรื่ องส่ วนบุคคล
-Singnificant = มีความหมายในตัวเอง




The Mindset of an Extraordinary Leadership – แผนที่ภาวะผู้นาแบบพิเศษ(ต้ นไม้ ผ้ ูนา)

                                    ้
Extraordinary Leader คือ ความเป็ นผูนาที่พิเศษที่จะดูการกระทา
และความคิดที่เกิดจากในใจของคน และเกิดจากทักษะ
Mindset = ความคิดในใจของคน ประกอบด้วย
1. Principle หลักการอุดมการณ์ในการทางานเป็ นอย่างไร (สร้างมันขึ้นมา) ได้แก่

(1.)Strong not rude สร้างจิตใจ ฝึ กจิตใจให้แข็งแกร่ งแข็งแรง แต่ไม่หยาบคาย

(2.) Kind not weak ใจดีมีเมตตา อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ

                                          ้
(3.) Bold not Bully ใจกล้าหาญใจกล้า แต่ตองไม่ไปรังแกผูอื่น ้
(4.) Thoughtful not lazy ชอบคิดไตร่ ตรองตั้งสติ รวบรวมสมาธิ แต่ไม่ข้ ีเกียจ
(5.) Proud not Arrogant มีความภูมิใจ หยิง ในศักดิ์ศรี แต่ไม่ยโส โอหัง(เชิดหน้ากล้าบอก)
                                        ่
(6.) Humble not Timid สุ ภาพ อ่อนโยน อ่อนน้อม แต่ไม่อ่อนปวกเปี ยกไม่ข้ ีตกใจ
(7.) Witty not Silly มีไหวพริ บปฏิภาณ เล่ห์เหลี่ยม ฉลาด แต่ไม่ซื่อบื้อ โง่

                       ้                                                        ั
2. Trait (จิตใจของผูนา นิสัยแรก สันดาน สิ่ งที่ติดตัวมาแต่แรกจะตั้งใจหรื อไม่ต้ งใจ อุปนิสัย
รู ปร่ าง) ได้แก่
                                     ั
(1.) Sense of Humour มีอารมณ์ขน มองปั ญหาแบบขาขัน มองโลกในแง่ดี
(2.) Commitment (การให้คามันสัญญา ปณิ ธาน)
                                 ่
- to self ให้สัญญากับตัวเอง เช่น เราจะออกกาลังกาย
-to Results ให้สัญญาว่าจะต้องมีผลงานให้ได้ เช่นเราจะต้องทาการบ้าน
                           ้
-to Other ให้สัญญากับผูอื่น เช่น พ่อแม่ ครู ฯลฯ
-to Organization ทาเพื่อองค์กรของตัวเอง
(3.) Assertive กล้าแสดงออก กล้ายืนยัน แน่วแน่
(4.) Confident กล้าแสดงออก สร้างความมันใจในตัวเอง โดยการเรี ยนรู ้
                                              ่
(5.) Passionate to ความพึงพอใจ รู ้คุณค่า แน่วแน่ มุ่งมัน รักในสิ่ งที่ทา
                                                        ่
-fulfill vision เติมเต็มวิสัยทัศน์ จิตใจเต็มร้อย
(6.) Courageous in มีความกล้าเผชิญปัญหา
-finding solutions ค้นพบทางออก ทางแก้
(7.) Integrity มีคุณธรรม มีจรรยาบรรณ ความดีงามต่างๆ (มีศีล)
-Honest ซื่อสัตย์ (เหมือนกวนอู)
Never Compromising ไม่ประนีประนอมกับตัวเอง ,ไม่ยอมกับตัวเอง
-Never highest standards ไม่ลดมาตรฐานของตัวเองลง
                                   ิ               ิ
-Not living situational อย่ามีชีวตไปวันๆ (อย่ามีชีวตไปตามสถานการณ์ ตามบุญตามกรรม
,ตามยถากรรม) แต่ให้มี Ethics มีจริ ยธรรม จรรยาบรรณทาในสิ่ งที่ดีงาม สวยงาม
-Willing to Admit มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะยอมรับ
+ Weakness ต่อความอ่อนแอของคน ต้องฝึ กเขา
+ Faults ต่อความผิดของคน
+Mistakes ต่อข้อผิดพลาดของคน

3.Qualities คุณลักษณะที่ดี ได้แก่
                      ิ
(1.)Visionary ต้องมีวสัยทัศน์ มโนทัศน์
                               ้           ้
(2.)Inspirational สร้างแรงกระตุน แรงจูงใจผูอื่นให้อยากทาตลอดเวลา
(3.)Excellence สร้างความเป็ นเลิศในเรื่ อง
-Minded จิตใจที่ดี
-Never Compromising ไม่ยอมลดมาตรฐาน
                                                                     ิ
(4.) Firm against Criticism ใจหนักแน่น มันคง ไม่หวันไหว ต่อคาวิพากษ์วจารณ์ คาติฉินนินทา
                                              ่      ่
                                     ั
(5.)Interpersonal มีความสัมพันธ์กบคนอื่น ร่ วมงานกับคนอื่น ได้โดย
-Consistent คงที่ สม่าเสมอ เสมอต้นเสมอปลาย
                    ้                     ้
-Fair ยุติธรรมกับผูอื่น,อย่าเอาเปรี ยบผูอื่น
-Open to new idea / perspective เปิ ดใจรับฟังยอมรับความคิดมุมมองของคนอื่น
-Magnaminous** ใจกว้าง
                             ู้
+Credit to other ให้เกียรติผอื่น
giving credit to others for Effort ในเรื่ องของความพยายาม
giving credit to others for Work ในเรื่ องของงาน
giving credit to others for Result ในเรื่ องของผลงาน
4. Responsibility รับผิดชอบ
                                ั
-Not Explaining ต้องไม่ แก้ตว อธิ บาย ขยายความ
-Not Complaining ไม่ร้องเรี ยน บ่น ว่าผูอื่น้
5. Focused on เน้น สนใจ เจาะ
-Strengths จุดแข็ง
+of self ในตัวเอง
             ้
+of Other ผูอื่น คนร่ วมงาน
+of Situation สถานการณ์
- Important ให้ความสาคัญ
+of Role เน้นบทบาท
+of Task หน้าที่
+of Priority การให้ความสาคัญในหน้าที่และอะไรในสิ่ งที่สาคัญที่สุด
-Need ความต้องการ
+Self ของตัวเอง
+Situation สถานการณ์
           ้
+Other ผูอื่น
                                            ่
Indispensable Leadership Skills ทักษะทีผ้ ูนาขาดไม่ ได้
1.Personal ทักษะเฉพาะตัว
-goal setting skill มีเป้ าหมายในใจให้ถูกต้องแม่นยา
                                        ่
-Adaptability skill มีการปรับตัว ยืดหยุน ยอมอ่อนในบางครั้ง
making Decision skill ทักษะตัดสิ นใจโดยเฉพาะในช่วงเวลาจากัด Time management
    ั
รู้จกบริ หารเวลา
                                      ้
-self motivation skill สามารถกระตุนตัวเองให้มีแรงจูงใจ มีกาลังใจ
                               ่
-self awareness skill มีสติรู้วาเกิดอะไรขึ้นจะทาอย่างไรดี ไม่ตื่นตระหนก
2.Thinking ทักษะในการคิด
-Effective thinking skill คิดแบบมีเหตุมีผล มีปฏิภาณไหวพริ บ
                                   ุ
-Critical Questioning tactics มียทธวิธีในการคิด
-Creativity thinking skill ทักษะในการคิดแบบสร้างสรรค์ คิดใหม่ทาใหม่
-Problem solving thinking คิดแบบแก้ปัญหา ยุทธศาสตร์ ในการแก้ปัญหา
                                          ้            ้
3.Interpersonal ทักษะในการติดต่อกับผูอื่น ทางานกับผูอื่นได้
                   ั                          ่
-Negotiation มีทกษะในการต่อรอง เจรจา ยืนหมูยนแมว  ื่
                 ั
-Delegation มีทกษะในการมอบหมายงานให้คนอื่นทา
                             ั
-Persuasion (ไม้นวม) มีทกษะในการจูงใจหว่านล้อม อ้อนวอน ใช้พระเดชพระคุณ
-Influence (ไม้แข็ง) ทักษะในการใช้อิทธิพลอานาจบารมีทาให้คนอื่นยอมทาตาม
-Selling ทักษะในการขายให้เป็ น เช่น ขายความคิด
-Public speaking ทักษะในการพูดในที่สาธารณะ
-Phychology of Human behavior ทักษะทางจิตวิทยาเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์
- Phychology of Human Motivation ทักษะทางจิตวิทยาเข้าใจแรงจูงใจมนุษย์
- Phychology of Human Needs ทักษะทางจิตวิทยาเข้าใจความต้องการของมนุษย์
                          ั
-Rapport Creation มีทกษะในการยุติปัญหา สร้างมิตรภาพ สันติสุข



ผู้นา 5 ระดับ

The Level 5 Hierarchy
Level 1 : Highly Capable individual –
                                                        ั
สนับสนุนการสร้างผลผลิตผ่านทางความสามารถความรู้ทกษะและอุปนิสัยในการทางาน (Makes
productive Contributions through talent , Knowledge , skills , and good work habits.)
Level 2 : Contributing team member – สนับสนุนการดาเนินการตามวัตถุประสงค์ของกลุ่ม
ให้สามารถทางานร่ วมกับกลุ่มอื่นได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ (Contribute to achievement of group
objective ; works effectively with others in group setting.)
Level 3 : Competent Manager –
จัดสรรคนและทรัพยากรอย่างมีประสิ ทธิ ภาพและติดตามการดาเนิ นการตามวัตถุประสงค์ที่กาหนด
(Organize people and resource toward the effective and efficient pursuit of predetermined
objectives.)
Level 4 : Effective Leader - ทาให้เกิดการยอมรับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
และเข้าใจในวิสัยทัศน์และเฝ้ าติดตามอย่างแข็งขัน
กระตุนกลุ่มให้มีความสามารถสู งขึ้นและมีมาตรฐาน (Catalyzes commitment to and rigorous
      ้
pursuit of a clear and compelling vision ;stimulates the group to high performance standards)
Level 5 : Level 5 Executive -
สร้างความยิงใหญ่โดยการควบคุมและการผสมผสานให้เกิดความสมดุลต่อความรู ้สึก
             ่
ที่ขดแย้งกันของความถ่อมตนและความมุ่งมันอย่างมืออาชีพ (Builds enduring greatness through a
    ั                                        ่
paradoxical Combination of personal humility plus professional will)
                                                                              ู้
โดย Level 5 เป็ นระดับสู งสุ ดของความสามารถในการบริ หาร ซึ่ งพบว่าแม้ผนาอีก 4 Level
                                    ั                                       ั
จะสามารถสร้างความสาเร็ จแก่บริ ษทได้แต่จะไม่เพียงพอที่จะยกระดับบริ ษทจากระดับสามัญ
(mediocrity) ไปสู่ ระดับยอดเยียมอย่างยังยืน (Sustained excellence) แต่ Level 5 Leadership
                               ่          ่
เองก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะนาบริ ษทไปสู่ ความสาเร็ จได้ยงคงต้องมีปัจจัยอื่นเสริ มดังนี้
                                  ั                      ั



                ้
ลักษณะของผูนาทั้ง 6 สไตล์
                                                            ้
ระดับ Emotional Intelligence ในตัวคุณจะส่ งผลต่อการเป็ นผูนาประเภทใดประเภทหนึ่ งใน 6
ประเภทนี้
     ้
1. ผูนาที่เน้นเรื่ องวิสัยทัศน์ (Visionary Leader)
  ้                  ั                          ั
ผูนาประเภทนี้มกจะไม่บอกรายละเอียดให้กบลูกน้องมากนักว่าต้องทาอย่างไรให้ ได้ End Result
เขาจะให้ลูกน้องเลือกวิธีการในการไปสู่ End Result เอง ทั้งนี้ผนาประเภทนี้ ตองมีความแน่ใจว่า
                                                              ู้          ้
                                                   ั
End Result ที่ท่านต้องการนั้นจะต้องยังประโยชน์ให้กบองค์กรจริ งๆ ไม่ใช่เพื่อตัวท่านเอง และ
Vision นั้นๆ ที่ท่านเสนอต้องสามารถเป็ นจริ งได้
       ้                                      ้
2. ผูนาที่เป็ นนักสอน(Coaching Leader) ผูนาประเภทนี้ จะชอบสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพของลูกน้อง
แต่ท้ งนี้ท่านก็ตองดูอารมณ์ของลูกน้องด้วยว่า ณ ตอนนั้นเขาพร้อมที่จะรับในสิ่ งที่ท่านสอนหรื อไม่
         ั         ้
ท่านต้องมันใจว่าไม่ใช่เป็ นการยัดเยียดสอน
             ่
     ้                                                        ้
3. ผูนาประเภทที่ชอบการประนีประนอม(Affiliative Leader) ผูนาประเภทนี้ จะชอบเอา Idea ของ
                                                    ั
ทุกคนมารวมๆ กันเป็ นข้อสรุ ปแทนที่จะหา Idea ที่ยงประโยชน์สูงสุ ดกับองค์กร
                 ้                ้      ิ
ทั้งนี้เพราะผูนาประเภทนี้ไม่ตองชี้ถูกชี้ผดใคร
             ้
แต่ขอเสี ยคือจะทาให้องค์กรไม่มีพลังขับเคลื่อนมากนัก วิธีแก้คือ ท่านต้องมีการสร้าง Vision และ
Set Goal ให้องค์กร เพื่อเป็ นการสร้าง Drive ให้ตนเองและลูกน้อง
       ้
4. ผูนาประเภทประชาธิปไตย(Democratic Leader)
  ้
ผูนาประเภทนี้จะชอบฟังและให้ทุกคนได้แสดงความเห็น
                     ้
เนื่องมาจากตัวผูนาเองยังไม่มีความรู ้ในงานนั้นๆ มากนัก
จึงให้พนักงานทุกคนเสนอแนวคิดออกมาเพื่อเป็ นการเรี ยนรู้งานแบบรวดเร็ ว
                   ้
(วิธีน้ ีดีสาหรับผูนาที่เพิงย้ายงานใหม่)
                           ่
         ้                   ู้                                 ้
5. ผูนาประเภทชอบให้ผอื่นทาตามตนเอง (Pacesetting Leader)ผูนาประเภทนี้จะชอบ Set standards
ในการทางานให้ลูกน้อง ซึ่ งข้อควรระวังก็คือ ต้องไม่ภายในองค์เกิด Pressure มากเกินไป
               ้
โดยผูนาควรดู Office Politic เป็ นองค์ประกอบด้วยว่าควรให้เกิด Pressure
ในองค์กรมากน้อยเพียงใด
6. ผูนาประเภทที่ชอบใช้อานาจ (Commanding Leader)ผูนาประเภทนี้จะชอบชี้ผิดถูกให้กบลูกน้อง
           ้                                           ้                              ั
                         ้           ้
คือเก่งในการจับผิด ผูแต่งกล่าวว่าผูนาประเภทนี้ เป็ นประเภทที่แย่ที่สุด
เราควรหาวิธีการที่นุ่มนวลเพื่อให้ได้ผลตามที่ตองการแทนวิธีการใช้อานาจ
                                               ้
โดยอาจใช้การโน้มน้าวหรื อการสร้างวิถีปฏิบติของกลุ่มให้อีกฝ่ ายไม่กล้า
                                             ั
กระด้างกระเดื่องจนยอมทาตามเองจะดีกว่า

                    ่
ทฤษฎีภาวะผู้นาทีสาคัญ
ทฤษฎีที่ 1 Great Man Theory
                                  ้
ทฤษฎีน้ ีถือว่าศักยภาพของภาวะผูนาเป็ นเรื่ องของการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
  ้     ิ่
ผูนาที่ยงใหญ่เป็ นมาแต่กาเนิ ดไม่ใช่สร้างทีหลัง
           ั            ้     ิ่
ทฤษฎีน้ ีมกจะฉายภาพผูนาที่ยงใหญ่ในลักษณะที่เป็ นวีรบุรุษ เทพนิยาย
             ้ ิ่     ั
และคาว่าผูยงใหญ่ดงกล่าวแล้ว
                                           ้                                     ้
ถูกนามาใช้เนื่องจากในช่วงเวลานั้นภาวะผูนามักจะถูกคิดว่าเป็ นลักษณะเบื้อง ต้นของผูชาย
                          ้
โดยเฉพาะอย่างยิงภาวะผูนาทางด้านการทหาร
                  ่
                                                                ู ้ ิ่
ทฤษฎีที่ 2 Trait Theory มีความคล้ายคลึงบางประการกับทฤษฎีผยงใหญ่ ทฤษฎีคุณลักษณะนี้ถือว่า
บุคคลจะได้รับคุณลักษณะบางประการซึ่ งทาให้เขามีความเหมาะสมกับภาวะผูนา       ้
         ั           ั
ทฤษฎีลกษณะนี้มกจะแยกแยะบุคลิกภาพบางอย่าง
                                                   ้    ้
หรื อคุณลักษณะทางด้านพฤติกรรมซึ่ งเป็ นของผูนาแต่ถาลักษณะบางประการเป็ น
ลักษณะที่สาคัญของภาวะผูนา           ้
                                          ั
เราจะอธิ บายได้อย่างไรว่าบุคคลนั้นมีลกษณะดังกล่าวแล้วมิได้เป็ นผูนา    ้
                           ุ่                              ้
คาถามนี้จึงเป็ นสิ่ งที่ยงยากประการหนึ่งที่ใช้อธิ บายภาวะผูนา
ทฤษฎีที่ 3 Contingency Theory เป็ นทฤษฎีที่อธิบายถึงความเป็ นผูนา   ้
                                            ั
โดยมุ่งเน้นที่ตวแปรบางอย่างที่สัมพันธ์กบสิ่ งแวดล้อมที่อาจจะเป็ นตัว กาหนดว่า
                ั
                              ้                               ั
รู ปแบบเฉพาะของภาวะผูนาอะไรที่ดีที่สุดสาหรับสถานการณ์น้ น สื บเนื่องจากทฤษฎีน้ ี
                         ้
ไม่มีรูปแบบภาวะผูนาใดที่เป็ นสิ่ งที่ดีที่สุดสาหรับทุกสถานการณ์
                                  ่ ั                                    ้
ความสาเร็ จทั้งหลายขึ้นอยูกบตัวแปรหลายๆ ด้าน ได้แก่ รู ปแบบภาวะผูนาคุณภาพสมาชิก
และสถานการณ์ในด้านต่างๆ
ทฤษฎีที่ 4 Situational Theory ทฤษฎีน้ ีนาเสนอว่า
   ้                            ั
ผูนาทั้งหลายจะเลือกปฏิบติในสิ่ งที่ดีที่สุดโดยมีพ้ืนฐานมาจากตัวแปรด้านสถานการณ์
                       ้
รู ปแบบของภาวะผูนาที่แตกต่างกันนั้น
อาจจะมีความเหมาะสมมากกว่าสาหรับประเภทของการตัดสิ นใจบางอย่าง




ทฤษฎีที่ 5 Behavioral Theory
                ้                                 ่ ั           ้
ทฤษฎีภาวะผูนาด้านพฤติกรรมจะมีพ้ืนฐานขึ้นอยูกบความเชื่อว่าผูนาที่ยง   ิ่
ใหญ่จะได้รับการพัฒนามา มิใช่ติดตัวมาแต่กาเนิ ด รากฐานนี้มาจากทฤษฎีพฤติกรรมนิ ยม
                  ้
ทฤษฎีภาวะผูนานี้ให้ความสาคัญกับการกระทาของผูนา        ้
มิใช่เรื่ องคุณภาพทางด้านจิตใจหรื อสภาวะภายในของบุคคล
                                             ้
ตามทฤษฎีน้ ีบุคคลสามารถเรี ยนรู ้ที่จะเป็ นผูนาได้โดยผ่านจากกระบวนการการสอน และการสังเกต
ทฤษฎีที่ 6 Participative Theory
ทฤษฎีภาวะผูนาแบบมีส่วนร่ วมได้เสนอแนะว่าแบบแผนภาวะผูนาในอุดมคติน้ ี
                    ้                                         ้
เป็ นแบบแผนที่ให้การยอมรับว่าสิ่ งที่บุคคลอื่นให้ความร่ วมมือมาจะต้องนามา พิจารณา
ผูนาเหล่านี้จะส่ งเสริ มความร่ วมมือและการช่วยเหลือจากสมาชิกของกลุ่ม
  ้
และเพื่อช่วยให้สมาชิกกลุ่มมีความรู ้สึกมีความหมายและผูกพันต่อกระบวนการ
                           ้
ตัดสิ นใจอย่างไรก็ตาม ผูนาทฤษฎีความร่ วมมือนี้ จะเก็บรักษาสิ่ งที่ถูกต้องไว้แต่ในขณะเดียวก็
อนุญาตให้สมาชิกมีส่วนร่ วม
ทฤษฎีที่ 7 Management Theory ทฤษฎีดานการบริ หารจัดการ มุ่งเน้นที่บทบาทของผูนิเทศ
                                         ้                                         ้
และการปฏิบติของกลุ่ม โดยมีพ้ืนฐานของระบบการให้รางวัลและการลงโทษ
                  ั
ทฤษฎีบริ หารจัดการถูกนามาใช้เสมอในเชิงธุ รกิจ
เมื่อพนักงานประสบความสาเร็ จเขาก็จะได้รับรางวัล
แต่หากเมื่อไหร่ ก็ตามเขาผิดพลาดพนักงานก็จะต้องถูกลงโทษ
ทฤษฎีที่ 8 Relationship Theory
ทฤษฎีสัมพันธภาพมุ่งที่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผูนากับสมาชิก
                                                        ้
ผูนาเหล่านี้จูงใจและกระตุนบุคคลโดยการช่วยเหลือสมาชิกกลุ่มให้เห็นถึง
  ้                          ้
                                                 ั    ้
ความสาคัญและความดีของภารกิจในการปฏิบติงาน ผูนาเหล่านี้จะสนใจที่ผลงานของสมาชิก
       ้
แต่ตองการให้พนักงานแต่ละคนเติมเต็มศักยภาพของตนเองด้วย
    ้           ั
ผูนาเหล่านี้มกจะมีมาตรฐานด้านคุณธรรมและจริ ยธรรมสู ง
              ้
ในฐานะผูนาของทีมการขาย
ควรจะยอมรับว่าท่านต้องมีภาวะผูนาสู งเพื่อจะนากลุ่มของท่านให้ประสบความ
                                    ้
                                                                  ้
สาเร็ จในการทางาน ดังนั้น ควรจะทาความเข้าใจว่าตนเองมีภาวะผูนาหรื อไม่อย่างไร
ตลอดจนตรวจสอบความเชื่ อเกี่ยวกับภาวะผูนาที่มีรากฐานมาจากทฤษฎีภาวะผูนา
                                             ้                                 ้
                                      ่
ด้วยในที่สุดผูนาทั้งหลายก็ควรจะรู ้วา ภาวะผูนาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีภาวะผูนากี่ประเภท
                    ้                          ้                             ้
                                  ้                ั
และจะทาอย่างไรที่จะใช้ภาวะผูนาในการปฏิบติงานให้มีประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ด
                                           ั
ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดความสาเร็ จของการปฏิบติงานต่อไป




                ่
กลอนผู้นา จาก พีชิต

ศิลปะ การจูงใจ หว่านล้อมกัน พูดในที่ ธารกานัล ก็ยนดี ิ
มีร่างกาย สดใส ดูสดชื่น เข้าใจใน ผูอื่น อย่างเต็มที่
                                       ้
รู ้ถึงแรง จูงใจ ที่เขามี ว่าต้องการ อะไรดี ที่ถูกใจ
สามารถ ยุติ ความขัดแย้ง สันติสุข ร่ วมแสวง ให้จงได้
เข้าใจ - เข้าถึง – พัฒนาไป เพื่อทุกฝ่ าย ได้ประโยชน์ สาเร็ จดี
เข้าใจ หมายถึง เข้าใกล้ชิด แนบสนิท ก็เพราะด้วย ไมตรี นี่
เข้าถึง หมายถึง เข้าคลุกคลี เข้าถึงยัง น้องพี่ ช่วยเหลือกัน
เข้าใจ คนอื่นก่อน เข้าใจเรา เข้าใจเขา อย่างที่เป็ น มิใช่ฝัน
เข้าใจได้ ถึงนิสัย สถาบัน เข้าใจว่า พวกเขานั้น มันเป็ นเอง
พัฒนาคน พัฒนางาน ท้องถิ่นที่ ให้น่าอยู่ อย่าให้มี เรื่ องข่มเหง
พัฒนาให้คน กลัวบาปเกรง พัฒนาเร่ ง ซึ่ งความรู ้ ทันโลกา
พระดารัสศาสตร์ การบริ หาร คือ กาจัด ป้ องกัน สรรค์ รักษา
               ้
พึงตั้งตน ตัวผูนา ในธรรมา เร่ งสรรหา คนดี มาปกครอง
      ้
ให้บานเมือง หรื อองค์กร สุ ขสงบ พยายามกลบ คนเลวไว้ มิให้ผยอง
ผูนาดี คนดี มาปกครอง ประเทศชาติองค์การต้องสู่ ความเจริ ญ
  ้

								
To top