IP address ???????

Shared by: HC12010413584
Categories
Tags
-
Stats
views:
57
posted:
1/4/2012
language:
Thai
pages:
12
Document Sample
scope of work template
							IP address คืออะไร
                    ั                                           ้         ้
IP address มีลกษณะคล้ายคลึงกับหมายเลขโทรศัพท์ เมื่อผูใช้โทรศัพท์ตองการจะโทรหาใคร
สิ่ งแรกที่จะต้องทราบคือเบอร์ โทรศัพท์ของเขาคือเบอร์ อะไร เช่นเดียวกัน
เมื่อเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องใดบนอินเทอร์ เน็ตต้องการส่ งข้อมูลไปยังเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องอื่น
ๆ คอมพิวเตอร์ เครื่ องนั้นก็จาเป็ นจะต้องทราบว่า IP address ของเครื่ องดังกล่าวคืออะไร
โดยทัวไปแล้ว IP address จะถูกแสดงด้วยตัวเลข 4 จานวนคันระหว่างกันด้วยจุด (.) เช่น
         ่                                                        ่
10.24.254.3 และ 192.168.62.231 เป็ นต้น
                            ้ ้
ในระบบโทรศัพท์ หากผูใช้ตองการติดต่อหาใครแต่ทราบเฉพาะชื่อของคนๆ นั้น
    ้
ผูใช้สามารถค้นหาเบอร์ โทรศัพท์ได้จากสมุดโทรศัพท์ (หรื อบริ การสอบถามหมายเลขโทรศัพท์)
                                                     ้
สาหรับระบบอินเทอร์ เน็ตนั้น การค้นหารายการผูใช้จะผ่านบริ การที่เรี ยกว่า Domain Name Service
                                        ้
หรื อที่เรี ยกสั้นๆ ว่า DNS ถ้าหากผูใช้ทราบชื่อเครื่ องให้บริ การ เช่น www.cert.org
และพิมพ์ชื่อนี้ลงในเว็บบราวเซอร์ เครื่ องคอมพิวเตอร์ไปสอบถามเครื่ องให้บริ การ DNS ว่าตัวเลข
IP address ที่เกี่ยวข้องกับชื่อนี้คืออะไร
เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่ องบนเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตมี IP address
ไว้ใช้งานซึ่ งค่าดัวกล่าวนี้เป็ นค่าเฉพาะที่ใช้ในการบอกว่าเป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องไหน
อย่างไรก็ตาม ค่า address นี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาหนึ่ง
ถ้าเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีการใช้งานดังนี้
                                      ้
การติดต่อผ่านการ dial เข้าไปยังผูให้บริ การอินเทอร์ เน็ต
                ่ ้
เชื่อมต่ออยูดานหลังไฟร์ วอลล์
ติดต่อไปยังบริ การแบบ broadband โดยใช้ IP address แบบ dynamic
I. Address แบบ static และแบบ dynamic แตกต่างกันอย่างไร
                                          ้
IP address แบบ static เกิดขึ้นเมื่อผูให้บริ การอินเทอร์ เน็ตแจก IP address
       ั ้                                                                     ่
ให้กบผูใช้แต่ละคนอย่างถาวร ทาให้ address เหล่านี้จะไม่เปลี่ยนแปลงไม่วาจะใช้งานไปนานเท่าใด
                                                             ู้
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการแจก IP address แบบ static ไปให้ผใช้แล้ว IP address นั้นไม่ได้ถูกใช้งาน
จะทาให้สูญเสี ย IP address นั้นไปโดยเปล่าประโยชน์
เนื่องจากผูให้บริ การอินเทอร์ เน็ตแต่ละรายมีจานวน IP address ที่ให้ใช้งานอยูจากัด
              ้                                                                  ่
จึงจาเป็ นจะต้องทาให้เกิดประสิ ทธิ ภาพสู งสุ ดในการใช้งาน IP address
                                             ู้
IP address แบบ dynamic เป็ นวิธีที่ทาให้ผให้บริ การอินเทอร์ เน็ตใช้ประโยชน์จาก IP address
ที่มีได้ประสิ ทธิภาพสู งสุ ด เนื่องจากระบบ IP address แบบ dynamic นี้จะทาให้ IP address
                                 ้
ของเครื่ องคอมพิวเตอร์ของผูใช้แต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา ถ้าหาก address
                                                 ั                                 ้
ใดไม่ถูกใช้งานก็จะสามารถนาไปแจกต่อให้กบเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องอื่นที่ตองการใช้งานต่อไป
ได้
TCP/IP คืออะไร

TCP/IP คือระบบมาตรฐานที่รองรับการติดต่อในเครื อข่าย ซึ่ งคาถามเริ่ มต้นคือ เครื อข่ายคืออะไร
ในชัวโมงนี้ จะบอกถึงความจาเป็ นของเครื อข่าย และเมื่อจบบทนี้จะสามารถ
       ่
-นิยามเครื อข่ายได้
-อธิ บายเกี่ยวกับ Network Protocol ได้
-ทราบถึงที่มาของ TCP/IP
-รู้ถึงฟี เจอร์ที่สาคัญของ TCP/IP
-ระบุโครงสร้างองค์กรที่ใช้ TCP/IP และ Internet (ICANN, IANA)
               ่
-อธิ บายได้วา RFCs คืออะไร และหาจากที่ใด

Network และ Protocol
                                                                                    ้
ในการต่อเชื่อมเครื อข่ายเข้าด้วยกันโดยมีเครื่ องที่ร้องขอข้อมูล และมีเครื่ องที่ให้ขอมูล
                                      ่
มีสื่อที่ติดต่อสื่ อสารระหว่างกัน ไม่วาจะเป็ นสายโทรศัพท์หรื อสายเครื อข่าย

การพัฒนาของ TCP/IP
มาตรฐานโปรโตคอล TCP/IP เริ่ มต้นในทศวรรษที่ 1970 หรื อ 1969
โดยมีการพัฒนาเพื่อรองรับในเครื อข่าย Internet และ Local area Network
                                                      ่
TCP/IP เป็ นผลพลอยได้จากการพัฒนาเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีในด้านการทหาร   ่
และมีการติดต่อเครื อข่ายต่างๆ โดยจากเดิมที่ใช้ในลักษณะรวมศูนย์
                                                                 ้
เริ่ มมีการกระจายเพื่อป้ องกันที่ศูนย์มีปัญหาเนื่องจากการโจมตีดวยระเบิดสงคราม
ซึ่ งจากสิ่ งเหล่านี้ก็พฒนามาเป็ น ARPAnet ชื่อของ Defense Department’s Advanced Research
                        ั
                                 ั
Projects Agency (ARPA) มีลกษณะกระจายเครื อข่าย และจุดเริ่ มนี้เองเป็ นที่มาของ TCP/IP
ในไม่กี่ปีนี้ National Science Foundation ต้องการที่สร้างเครื อข่ายเพื่อต่อเชื่ อมสถาบันการพัฒนา
                                     ั
และได้เปิ ดเผยข้อมูลซึ่ งเป็ นที่รู้จกในคาว่า Internet
 ข้อตกลงในการควบคุมการรับส่ งข้อมูล และ internet หรื อ protocol ของระบบ internet
Transmission Control Protocol/Internet Protocolโปรโตคอล TCP/IP
เป็ นชื่อเรี ยกของชุ ดโปรโตคอลที่สาคัญ มีการใช้งานกันอย่าง
แพร่ หลายตามการขยายตัวของอินเตอร์ เน็ต/อินทราเน็ต ความจริ งแล้วโปรโตคอลTCP/IP
เป็ นกลุ่มของโปรโตคอลหลายตัว ที่ประกอบกันเป็ นชุดให้ใช้งาน โดยมีคาเต็มว่า Transmission
Control Protocol/Internet Protocol ซึ่งจากชื่อเต็มทาให้
เราเห็นว่าอย่างน้อยก็มีโปรโตคอลประกอบกันทางานร่ วมกัน 2 โปรโตคอลคือ TCP และ IP
      ตัวอย่างของกล่มโปรโตคอลในชุดของ TCP/IP ที่เราพบและใช้งานบ่อย ๆ เช่น Internet
Protocol (IP) , Address Resolution Protocol (ARP), Internet Control Message Protocol (ICMP),
User Datagram Protocol (UDP) , Transport Control Protocol (TCP),Simple Mail Transfer
Protocol (SMTP) และ Domain Name System (DNS) เป็ นต้น

TCP/IP

    Transmission Control Protocol/Internet Protocol (TCP/IP)
                                                           ั                     ั
เป็ นชุดโปรโตคอลที่ใช้ในอินเตอร์ เน็ต ซึ่ งเป็ นที่นิยมใช้กนแพร่ หลายมากในปั จจุบน
ในที่น้ ีจะได้อธิ บายถึงพื้นฐานของโปรโตคอลชุดนี้ไว้บาง   ้
จุดเริ่ มต้นของชุดโปรโตคอลนี้มาจากกลุ่มงานวิจยของ Defense Advanced Research Project
                                                    ั
                             ั
Agency (DARPA) ซึ่ งได้ต้ งเครื อข่าย ARPANET แนวความคิดในการทา internetwork ของ
ARPANET นี้มีมาก่อนที่จะเกิด OSI model แต่เนื่ องจากมาตรฐานของ ISO
ก็มีบทบาทมากในการอ้างอิงทางด้าน compuer network จึงควรพิจารณาเปรี ยบเทียบชุด TCP/IP
     ั
นี้กบ OSI model ด้วย

                                                         ่
    ตามแนวความคิดของ OSI นั้นอาจมองเป็ นภาพรวมได้วา ในระดับชั้นที่ 1-3 เป็ น local
procedures และในระดับชั้นที่ 4-7 เป็ น end-to-end procedures ถ้าสังเกตจะเห็นว่า ในระดับชั้นที่ 2
                          ั
และ 4 นั้น จะมีหน้าที่จดการกับข้อผิดพลาด เพิ่มความเชื่อถือได้ ซื่ งอาจมองว่าซ้ าซ้อนกัน
                                                                        ่
ทั้งนี้เพราะในระดับชั้นที่ 3 อาจทาให้เกิดการสู ญหายของข้อมูลในช่วงที่อยูใน queue
ที่โหนดเองแทนที่จะไปหายบน line หรื ออีกสาเหตุหนึ่งคือ
อาจมีความจาเป็ นต้องละทิ้งข้อมูลบางส่ วนไปเพราะเกิด Congestion จึงทาให้ดูเหมือนว่าระดับชั้นที่
2 และ 4 นี้มีหน้าที่ซ้ าซ้อนกันในบางส่ วน
ที่อธิ บายถึงแนวความคิดนี้ก่อนเพราะต้องการให้เข้าใจว่าในการออกแบบโปรโตคอลแต่ละชั้นนั้น
                                                            ้
จะต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมของโปรโตคอลระดับล่าง ตือผูให้บริ การด้วย

                                                             ั
   TCP เป็ นโปรโตคอลในระดับชั้นที่ 4 เมื่อเทียบกับ OSI มีลกษณะการทางานเป็ น Virtual Circuit
คือจะมีการทาวงจรเสมือนขึ้นมาก่อนที่จะรับส่ งข้อมูลกัน นันคือ แต่ละโหนดต้องมีตารางของ
                                                           ่
                                          ่
address และ destination route เพื่อให้รู้วาจะต่อกับใครจึงจะได้วงจรเสมือนตามต้องการ เมื่อทา
connection setup เสร็ จแล้วก็จะรับส่ งข้อมูลกันโดยใช้เส้นทางนี้ตลอด
ดังนั้นจะไม่มีปัญหาเรื่ องการเรี ยงลาดับของชุดข้อมูลผิดพลาด หรื อ เกิดการซ้ าซ้อนของข้อมูล
การส่ งผ่านข้อมูลบน TCP เป็ น byte stream-oriented สาหรับหน้าที่ของ TCP นี้ก็คือ จัดการเรื่ อง
ตรวจสอบ error , ทา flow control , ทาการ multiplex หรื อ demultiplex application layer
connection นอกจากนี้ก็ยงทาหน้าที่ควบคุมแลกเปลี่ยนสถานะและทา Synchronization ด้วย
                       ั

  IP                                                                   TCP
        Version                   Header Length     1                   Source Port
                    Type of Service                 2
                     Total Length                   3                Destination Port
                     Identification                 4
Flags                      Fragment                 5               Sequence Number
                        Offset                      6
                     Time to Live                   7
                       Protocol                     8
                                                    9               Destination Address
                      Checksum                     10
                                                   11 Data offset            Control Flags
                                                   12
                    Source Address                 13                    Window
                                                   14
                                                   15                   Checksum
                                                   16
                  Destination Address              17                 Urgent Pointer
                                                   18
                                                   19                      Data
                  Data or TCP Header               20

                               Frame format ของชุดโปรโตคอล TCP/IP
   IP เป็ นโปรโตคอลในระดับ network layer ซึ่ งโดยทัวไปสาหรับระดับชั้นที่ 3
                                                       ่
นี้มีทางเลือกสองแบบคือ เป็ น virtual circuit หรื อ datagram ในที่น้ ี IP ได้เลือกสภาพแวดล้อมแบบ
                                                                                  ่
datagram ซึ่ งหลักการทางานต่างๆ จะตรงข้ามกับ virtual circuit ที่ชุด TCP ใช้อยูบนชั้น transport
                                                           ั
โดยสรุ ปแล้วชุดโปรโตคอล TCP/IP นี้ออกแบบมาเพื่อใช้กบสภาพแวดล้อมแบบ datagram
                                  ้                              ั
แต่ได้เพิ่ม reliability เข้าไปไว้ดวย สาหรับภาระหน้าที่ของ IP มีดงนี้คือ

     กาหนด address โดยรวมจาก network ID และ local host ID , จัดการ status messages ต่างๆ
ซึ่ งกาหนดไว้ 4 แบบคือ destination unreachable/invalid , time out , parameter error และ redirect
request

  จัดการทา routing โดยดาเนินตาม Gateway- Gateway Protocol (GGP)
และยังกาหนดเวลาที่เรี ยกว่า time to live โดยจะลดค่าลงเรื่ อยๆ เมื่อ IP datagram
    ่
ได้ผานเข้าไปในแต่ละ router เพื่อป้ องกันการเกิดขยะบนเครื อข่าย

            ั
  นอกจากนี้ยงจัดการเรื่ อง การแบ่งซอยหรื อรวบรวมข้อมูลเพราะบาง sub network
อาจกาหนดขนาดสู งสุ ดของข้อมูลไว้ไม่เท่ากัน

  อีกหน้าที่หนึ่งคือ กาหนดชนิดของบริ การ เพื่อบอกว่า datagram จะเลือกใช้เส้นทางแบบไหนคือ
ระหว่างเส้นทางที่มี delay ต่า หรื อเส้นทางที่มี bandwidth สู ง หรื อเส้นทางที่มี reliability สู ง

     การกาหนด address ของ IP นี้ Network Information Center (NIC) ได้กาหนด class
ของเครื อข่ายไว้ 5 class คือ A,B,C,D,E โดย class D จะเก็บไว้สาหรับ multicast group และ class E
   ่                         ั
เผือไว้สาหรับอนาคต ปั จจุบนจึงใช้การกาหนด address ตาม class A,B,C ดังรู ป โดย class A จะเป็ น
network ที่ใหญ่ที่สุด

  ในการใช้งานชุดโปรโตคอล TCP/IP นี้ ถ้าเป็ นบนระดับ wide area จะสามารถใช้ได้บน X-25,
                                                                 ้
Frame Relay และ Switched Multi - Megabit Data Service (SMDS) แต่ถาเป็ นสภาพแวดล้อมแบบ
                      ั
LAN ก็จะเข้ากันได้ดีกบ Ethernet ส่ วนโปรโตคอลในระดับ application ที่ TCP/IP รองรับได้เช่น
ISO File Transfer and Management (FTAM) ; X.400 ซึ่งเป็ นมาตรฐานในการทา message
exchange และ X.500 ซึ่งเป็ นมาตรฐานในการทา Directory Services

  เนื่องจากขณะนี้ชุดโปรโตคอล TCP/IP กาลังเผชิญปั ญหาหลัก 2 ข้อคือ IP address space
                         ู้
กาลังจะเต็ม เนื่ องจากมีผนิยมใช้อินเตอร์ เน็ตมาก ในขณะที่ IP address นี้จะไม่สามารถใช้ซ้ ากันได้
และอีกปัญหาหนึ่งคือ routing table โดยเฉพาะใน backbone router จะต้องใหญ่ข้ ึนเรื่ อยๆ
เนื่องจากใช้ระบบ flat address space นั้นคือจะยิงต้องใช้เวลาในการทา routing มากขึ้นดังนั้น
                                                  ่
Internet Engineering Task Force (IETF) จึงได้จดทากลุ่มวิจยขึ้นมาเรี ยกว่า IP - The Next
                                                    ั      ั
Generation (IPng) ซึ่ งขณะนี้ได้เตรี ยมแนวทางแก้ไขปั ญหาไว้ 2 ทางคือ TCP & UDP with Bigger
Address (TUBA) โดยกาหนดโฮสต์เป็ น 2 class คือ class หนึ่งรับเฉพาะ IP อย่างเดียว และอีก class
หนึ่งเป็ น dual stacked host ซึ่งจะรองรับทั้ง IP และ ISO Connectionless Network Protocol (CLNP)
แต่อย่างไรก็ตามจะต้องไม่มีผลกระทบต่อ การใช้ application ต่างๆ เช่น telnet , SMTP หรื อ FTP
สาหรับอีกแนวทางหนึ่งเรี ยกว่า SIP-P เป็ นการรวมข้อเสนอ 2 ข้อคือ “P” Internet Protocol (PIP)
และ Simple IP (SIP)


        โปรโตคอลที่มีบทบาทสาคัญในการทางานในเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต คือ Internet Protocol
(โปรโตคอล IP) เนื่องจาก เมื่อโปรโตคอลอื่น ๆ
ต้องการส่ งผ่านข้อมูลข้ามเครื อข่ายในอินเตอร์ เน็ตนั้น จะต้องอาศัยการผนึกข้อมูล (encapsulation)
ไปกับโปรโตคอล IP ที่มีกลไกการระบุเส้นทาง(route service) ผ่าน Gateway หรื อ Router
เนื่องจากกลไกการระบุเส้นทาง จะทางานที่โปรโตคอล IP เท่านั้น และด้วยเหตุน้ ี เราจึงเรี ยก IP
ว่าเป็ นโปรโตคอลที่มีความสามารุ ระบุเส้นทางการส่ งผ่านของข้อมูลได้ (routable)
Subnet Mark มาจากคาสองคา คือ Subnet กับ Mark

ซึ่ง Subnet มาจากคาเต็มว่า Subnetwork หมายถึง เครื อข่ายย่อย

ส่ วน Mark หมายถึง การกาหนด หรื อ เป็ นเครื่ องหมาย หรื อ การกาหนดให้เห็นเป็ นสาคัญ

ดังนั้น Subnet Mark จึงหมายถึง การกาหนดให้เห็นเป็ นสาคัญของเครื อข่ายย่อย หรื อ
การกาหนดเครื่ องหมายแบ่งเครื อข่ายย่อย




ขั้นต้นขอทาความเข้าใจเรื่ อง หมายเลข IP Address ก่อน

หมายเลข IP Address หมายถึง หมายเลขประจาตัวของ NODE หน่วยหนึ่งในระบบ NETWORK
ซึ่ งจะเป็ นหมายเลขเฉพาะตัวไม่ซ้ ากัน ซึ่ งการกาหนดหมายเลข IP Address นั้น
มีขอกาหนดสาคัญคือ แบ่งตัวเลขออกเป็ น 4 กลุ่ม โดยมี เครื่ องหมาย จุด ( . )
     ้
เป็ นเครื่ องหมายแบ่งแยกกลุ่มตัวเลขทั้ง 4 กลุ่ม

โดยที่ ความหมายของตัวเลขทั้ง 4 กลุ่มนั้น อันที่จริ งหมายถึง เลขฐานสองจานวน 8 Bit ซึ่ง
ค่าสู งสุ ดที่จะเป็ นไปได้ของตัวเลขแต่ละกลุ่ม ก็คือ 0 - 255 ในเลขฐาน 10 หรื อ 00 - FF ในเลขฐาน
16

( คุณจะสังเกตเห็นว่าการกาหนด IP Address ใดๆ ก็ตาม ตัวเลขในแต่ละกลุ่มไม่มีการกาหนดเกิน
255 ในเลขฐาน 10 หรื อ FF ในเลขฐาน 16 เลย เนื่องจากเต็มตามข้อจากัดของตัวเลขแล้ว )

                                                                    ั
โดยที่หมายเลข IP Address นั้นจะนามาใช้เป็ นเครื่ องยืนยันหรื อระบุตวตนของ NODE หน่วยนั้นๆ
ที่ต่อเข้าสู่ NETWORK โดยที่ หมายเลข IP Address นั้นจะต้องไม่ซ้ ากัน หากเกิดมีตวเลข IP
                                                                               ั
Address ซ้ ากันเกิดขึ้นในระบบจะก่อให้เกิดปั ญหาต่อระบบการทางานของ Network
                                                                  ั
ที่เป็ นหมายเลขเดียวกันมากกว่า 1 ตาแหน่ง ในระบบนั้นๆ อาการที่มกจะเกิดขึ้นคือ
การชะงักในการทางานของระบบ
เนื่องจากการตรวจสอบกันเองในระบบตามหลักการทางานของระบบ Network และ
แสดงอาการแจ้งออกมาว่ามี IP Address ซ้ ากันในระบบที่ NODE ที่มีหมายเลข IP Address ซ้ ากัน
ซึ่ง หลักการทางานของระบบ Network จะมีการตรวจสอบหมายเลข IP Address ในระบบ
หากพบการซ้ า ระบบจะไม่สามารถติดต่อกับ NODE จานวนมากกว่า 1 NODE ที่มีหมายเลข IP
Address เดียวกันได้

                                                                  ้
( เปรี ยบเสมือน บุรุษไปรษณี ย ์ ที่ไม่สามารถนาส่ งจดหมายได้ หากมีบานมากกว่า 1
                                ่           ั
หลังที่มีเลขบ้านเดียวกัน แต่อยูต่างสถานที่กนในเขตรับผิดชอบเดียวกัน บุรุษไปรษณี ย ์
                                                     ้
ย่อมไม่สามารถตัดสิ นใจว่าจะส่ งจดหมายฉบับนี้ไปที่บานหลังใด
           ั
หากไม่รู้จกชื่อบุคคลในบ้านที่มีหมายเลขบ้านซ้ ากันในเขตที่รับผิดชอบ ซึ่ ง
เขตที่รับผิดชอบของบุรุษไปรษณี ยก็คือ เน็ตเวอร์ คย่อย หรื อ Subnetwork นั้นเอง
                                     ์

                                                   ้
หรื อจากโฆษณาทีวเี รื่ องการส่ งของ ที่กาหนดชื่ อผูรับว่า คุณจาง ในโรงงานแห่งหนึ่ง
                                                         ั
โดยไม่ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อจาแนกแยกแยะให้ชดเจน ซึ่ง ปรากฎว่า ในโรงงานแห่งนั้น
มีคุณจาง ( คนแซ่จาง) เป็ นจานวน ร้อยๆ คน แล้ว ผูส่งจะนาส่ ง พัสดุที่จ่าหน้าถึงคุณจาง
                                                     ้
ส่ งให้คุณจาง คนไหน ? โดยที่ ในอนาเขตโรงงานนั้น ก็คือ เน็นเวอร์ คย่อย หรื อ Subnetwork
หนึ่งนันเอง
       ่
โดยรั้วรอบโรงงานเป็ นเสมือนหนึ่งตัวแบ่งโรงงานออกมาจากชุมชนที่โรงงานนั้นตั้งอยูครับ )่
ดังนั้น เมื่อมีการกาหนดหมายเลข IP Address แล้ว จาเป็ นต้องมีการกาหนด Subnet Mark
ด้วยเพื่อแบ่งแยก Network ย่อยนี้ เป็ นเอกเทศในการทางานของ Subnetwork เอง

ซึ่ งทั้ง สอง หมายเลขนี้จาเป็ นต้องใช้ร่วมกัน จะกาหนดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

ดังนั้นการจะบอกว่า ดูเพียงหมายเลข IP Address ในกลุ่มที่สองนับจากข้างท้าย ก็จะทราบว่าเป็ น
Network วงเดียวกันหรื อไม่ การที่จะกล่าวได้เช่นนั้นต้องหมายถึงมีการอ้างอิงถึง Subnet Mark
                            ่
ซึ่ งโดยทัวๆ ไปมักจะระบุวาเป็ น 255 . 255 . 255 . 0 โดย ละไว้ในฐานที่เข้าใจได้
          ่
จึงจะเป็ นคากล่าวที่ถูกต้อง

        ่
หากแต่วา หมายเลข IP Address 192.168.1.1 กับ 192.168.2.1 หากมีการกาหนดว่า Subnet Mark คือ
                                           ้
255.255.0.0 นั้น ( ซึ่ งจะไม่ใช่หมายเลขที่อางอิงโดยทัวไป ) จะหมายถึง หมายเลข IP Address
                                                     ่
              ่
ทั้งสองนี้ อยูใน Subnetwork วงเดียวกันครับ.

                                                ้
หากพิจารณาแต่เพียง หมายเลข IP Address โดยไม่ตองสนใจ Subnet Mark นั้น
                                                          ่
ระบบไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่า หมายเลข IP Address ใดอยูในวงเดียวกัน หรื อ ต่างวงกันได้
มิฉนั้นแล้ว 192.168.1.1 และ 192.168.1.10 และ 192.168.1.100

   ่            ่
ก็ยอมกล่าวว่าอยูต่างวงกันได้เช่นเดียวกัน กับ 192.168.1.1 กับ 192.168.2.1




             ั
ซึ่งในทางปฏิบติ หมายเลข IP Address 192.168.1.1 กับ 1 92.168.1.20
                                              ่
ก็สามารถกาหนดให้เป็ นหมายเลข IP Address ที่อยูต่างวงกันได้ เพียงแต่กาหนด Subnet Mark เป็ น
255.255.255.252 ครับ

โดยที่ Subnet Mark 255.255.255.252 นั้น จะมี หมายเลข IP Address เพียง 4
                   ั      ่
หมายเลขเท่านั้นที่จดว่าอยูใน Network วงเดียวกัน กล่าวคือ หมายเลข IP Address 192.168.1.0 ,
192.168.1.1 , 192.168.1.2 และ 192.168.1.3 เท่านั้นครับ
หัดใช้ Payment Gateway กับ Paysbuy.com

พี่ๆ มีลูกค้าจะทา Website ขายของตัดบัตรเครดิตด้วยพี่ทาได้เป่ า
                       ั
พี่ๆไอ้ Paysbuy มันใช้ยงไงอ่ะผมอยากต่อระบบใช้ดู

                                                       ่    ั
น่าจะเป็ นหัวข้อที่ Web Developer หลายๆคนสนใจอยูปัจจุบนการทาธุ รกรรมบน Internet
ในเมืองไทย
ต้องเรี ยกว่า เริ่ มมีการใช้งานแล้วก็น่าดีใจครับ ในฐานะ Web Developer ก็จะมีงานให้ทาเพิ่มขึ้น :P

สาหรับ Scriptdd.com ผมเองก็ใช้บริ การ Payment Gateway เหมือนกัน อ๊ะทาเป็ นเล่นไป
ใครสมัครสมาชิกแบบ
                                    ั
Sponsor จะรู ้ครับว่า Scriptdd ก็มีตดบัตรนะครับ ;)

ว่าแล้วเรามาลองศึกษากันดีกว่า เพื่ออนาคตไปทา Website ขายของตัดบัตรให้ลูกค้าได้ครับ
DNS

การเชื่อมต่อสื่ อสารระหว่าง คอมพิวเตอร์ ในระบบ internet นั้นใช้มาตรฐาน TCP/ IP
                          ั
ที่เครื่ องคอมพิวเตอร์ น้ นต้องมีหมายเลข IP Address ไม่ซ้ ากัน ซึ่ งใช้ เวลาติดต่อสื่ อสารระหว่างกัน
                                                                    ั
โดยจะอ้างถึงหมายเลขประจาตัวเครื่ องปลายทางที่เราติดต่อได้ทนที โดยปกติเครื่ อง Web Server
                                                                      ั
จะมี IP Address ทั้งนี้เกิดปั ญหาในการจา เพราะว่า IP Address มีตวเลขถึง 12 ตัว
จากจุดนี้ เลยได้มีการคิดที่จะแปลง IP Address ให้เป็ นชื่อที่จาได้ง่าย Domain Name System
จึงถือกาเนิดขึ้นเพื่อใช้ชื่อแทนที่หมายเลข IP ฉะนั้น DNS คือระบบการแปลงค่าระหว่าง IP Address
และชื่อเครื่ อง(Host) เช่น IP Address "203.78.96.175" เรี ยกเป็ น "http://thaiddns.com"
(ไทยดีดีเอ็นเอสดอทคอม)

                                                                  ้
โดเมนเนม ก็คือ ชื่อของเว็บ (Web address) ที่เข้ามาแทนที่ดวยตัวเลข IP
        ั
ปั จจุบนจะนิยมใช้ชื่อโดเมนเมากกว่า เพราะจาง่าย ตัวอย่างเช่น
เมื่อคุณเข้ามาที่เว็บไซต์ของTh@iDDNS.COM (IP : 203.78.96.175) เพื่อเรี ยกดูหน้าเว็บเพจ
      ั ่
ที่ต้ งอยูที่ http://thaiddns.com. ซึ่ง 'thaiddns.com' คือ ชื่อโดเมน ที่จดทะเบียนโดเมนเนมไว้



โดเมนคืออะไรมีกี่แบบ
                 ั ่
โดเมนหลักๆที่ใช้กนอยูในเมืองไทยนั้นมีอยู่ 2 แบบคือ

1. โดเมนของอเมริ กาซึ่งลงท้ายด้วย .com .net .org .biz .info เป็ นต้น

              ั
1.1.com จะใช้กบองค์กรที่แสวงหาผลกาไร

              ั
1.2.net จะใช้กบบริ ษทที่ทาธุรกิจเกี่ยวกับ Internet
                    ั

              ั
1.3.org จะใช้กบองค์กรที่ไม่แสวงผลกาไร



2. โดเมนของไทยซึ่งลงท้ายด้วย .co.th .net.th .or.th .in.th เป็ นต้น

                 ั
2.1..co.th จะใช้กบองค์กรที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่แสวงหาผลกาไร

                  ั
2.2..net.th จะใช้กบองค์กรที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่ทาธุ รกิจเกี่ยวกับ Internet

                 ั
2.3..or.th จะใช้กบองค์กรที่จดทะเบียนในประทศไทยที่ไม่แสวงหาผลกาไร

                 ั
2.4..ac.th จะใช้กบมหาวิทยาลัย โรงเรี ยน

                  ั
2.5. .in.th จะใช้กบบุคคลหรื อองค์กรใดๆก็ได้ในประเทศไทย



มีค่า DNS มาแจกครับ

DNS ISSP

202.57.160.129

202.57.128.71
DNS Loxinfo

203.146.237.237

203.146.237.222



DNS Hi-net

202.47.249.4

202.129.27.134



DNS TOT

        ้
สาหรับผูใช้บริ การในเขตนครหลวง

Primary DNS คือ 203.121.130.39

Secondary DNS คือ 203.121.130.40



        ้
สาหรับผูใช้บริ การในเขตภูมิภาค

Primary DNS คือ 203.155.33.2

Secondary DNS คือ 203.150.213.1
บอกไว้ก่อนไม่ได้เป็ นหน้าม้า มาเขียนเชียร์ให้ใคร Payment Gateway เจ้าไหน
คิดว่าของตัวเองดีก็แนะนามาได้ ผมใช้ดีแล้วจะบอกต่อเอง :P

Payment Gateway คืออะไร

Payment Gateway คือบริ การที่ให้ Website สามารถรับชาระค่าบริ การธุ รกรรมทางการเงินต่างๆ
ผ่านบัตรเครดิตได้ แต่เดิมแล้วบริ การ Payment Gateway จะให้บริ การผ่านทางธนาคารต่างๆ

                   ่                                          ่
แต่เนื่องจากความยุงยากในการเดินเรื่ องเอกสารกับทางธนาคาร ไม่วาจะการทารอบบัญชี
การวางวงเงินประกัน
                 ั
การต้องเป็ นบริ ษท จดทะเบียนต่าง ๆ ทาให้การเปิ ด Payment Gateway
                       ุ่
กับธนาคารมักจะเป็ นที่ยงยาก
สาหรับ Website ขนาดเล็กๆ

แนวคิดดังกล่าวจึงมีคนหัวใส เปิ ด Payment Gateway แทนธนาคารดังกล่าว พูดง่ายๆคือเป็ น
คนกลางให้เรา แทนที่จะไปติดต่อกับทางธนาคาร ก็ให้ติดต่อผ่าน Payment Gateway ของเค้าแทน

สิ่ งที่เราจะได้รับก็คือ สะดวก รวดเร็ ว ที่สาคัญ ไม่ตองปวดหัว แต่ก็แลกกับ
                                                     ้
การหักค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า
ของธนาคารเล็กน้อย (ผมเรี ยกว่าค่าหัวคิว :P)

						
Related docs
Other docs by HC12010413584
Stephanie Comalander
Views: 8  |  Downloads: 0
Die Synthese von Azofarbstoffen
Views: 41  |  Downloads: 0
Cell Part
Views: 12  |  Downloads: 0
Indiana Jaycees
Views: 99  |  Downloads: 0
RINOSINUSITES
Views: 33  |  Downloads: 0
Date:
Views: 1  |  Downloads: 0
TESTING OF TRANSFORMERS
Views: 915  |  Downloads: 7