Embed
Email

MPA 9 / ???? ??

Document Sample
MPA 9 / ???? ??
Shared by: HC12010413584
Categories
Tags
Stats
views:
8
posted:
1/4/2012
language:
pages:
18
MPA 9 / วิ ชา รศ. 610 (วิชาที่ 5)

คาบรรยายวันเสาร์ ที่ 12 พฤษภาคม 2550 เวลา 08:00-17:00 น.

โดย รศ. ดร. ทิ พวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์

บันทึกโดย วิมล ยงพานิชกุล



อ. มาตรงเวลาแป๊ะ (08:00 น.) .....แนวความคิดทีเราจะเรียนในวิชานี้



ั้

ใช้ได้ทงภาครัฐและเอกชน ....วิชานี้จะต่อเนื่องกับการจัดการภาครัฐ ....พวกเราได้อะไรกันคะ

(เกรดนิยม...B) อ. แนะนาก่อนว่า หนังสือของ อ. มีเล่มไหนบ้าง มีเล่มขาว “Modern

Organization Theory” และ “องค์การแห่งความรู” รวมทังข้อมูลทีใช้ในการ

้ ้ ่



presentation ...และเราลองดูบรรณานุ กรมด้านหลัง ...หากใครอยากจะค้นคว้าเพิมเติม





่ ิ

เรามาลองดูเนื้อหาทีเราจะเรียนว่า มีอะไรบ้าง ...เรามี อ. สอน 3 ท่าน ท่านแรก คือ อ. สุจตรา

อ. อุดม และในส่วนของ อ. ....คราวนี้ในส่วนของ อ.

้ื ้ื ่

มีอะไรบ้าง...ก็ขอปูพนก่อน....พวกเรามีใครมีพนอยูก่อนแล้วบ้าง ...มีอยู่ประมาณ 7 คนนะคะ



เนื้อหาและขอบเขตของการศึกษา

้ ั่ ่

1. ความรูทวไปเกียวกับองค์การ

2. แนวคิดรูปแบบองค์การสมัยใหม่

3. วัฒนธรรมองค์การ

4. องค์การบริหารตนเอง (Self-Organization)

5. องค์การแห่งความรู้ (The Knowledge Organization)

6. รูปแบบองค์การภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย







เราเริมจากหัวข้อแรกก่อนเลย

“ความรูทวไปเกียวกับองค์การ” ...หัวข้อนี้มเี นื้อหาค่อนข้างกว้าง...บทความของ อ.

้ ั่ ่



จะใส่อยูในภาคผนวก....เปิดหนังสือเล่มขาว (Modern Organization Theory) หน้า 8



เนื้อหาทฤษฏีองค์การ (Organization Theory : OT)

Organization Theory Organization Behavior

Theory





Practice OD & OC HRM

(ประโยชน์) HRD



Macro Micro





Page 1 of 18

ทฤษฏี องค์การ มีเนื้ อหาสาคัญๆ 3 ส่วน

1. พฤติกรรมขององค์การโดยรวม



2. องค์การกับสิงแวดล้อม

3. ความสัมพันธ์ขององค์การ กับ องค์การอื่นๆ





วัฒนธรรมองค์การ – เป็นทัง OT (Organization Theory) และ OB (Organization



Behavior) และนาไปประยุกต์ใช้ใน HRM (Human Resource Management) และ HRD

(Human Resource Development)



เราต้องเรียนวิชาพวกนี้ก่อน....



OD = Organization Development (การพัฒนาองค์การ)



OC = Organization Change (การเปลียนแปลงองค์การ)





นอกจากนี้วชาองค์การเชื่อมโยงกับวิชาอื่นอีกไหม....การจัดการ....เหลือบ้างไหมคะ...ฮา....จุดกา



เนิดของทฤษฏีการจัดการ....ใกล้ชดกับทฤษฏีองค์การ....การวางแผนกลยุทธ์(เราต้องเรียน) ..ใค



รเป็นคนกาหนดกลยุทธ์เหล่านี้....Policy เดียวเราก็เรียน ...MIS(Management

๋ ื

Information System) เดียวเราก็ได้เรียน ....นี่คอการเชื่อมโยงกับวิชาอื่นๆ





ประโยชน์จากการศึกษาทฤษฏีองค์การ (ดูหนังสือเล่มขาว หน้าที่ 9)



ความเข้าใจ(ทฤษฏีและพฤติกรรมข Understanding

องตัวเราและคนอื่น) +

การวินิจฉัยองค์การ

รู ปแบบขององค์การ

การตอบสนองความต้องการของสั (Organization Design)

งคม

องค์การสมัย

ใหม่

การประยุกต์เทคนิคการจัดกา

การเปลี่ยนแปลงองค์การ





เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์มากขึ้น

ประสิ ทธิผลขององค์การ

สมาชิกสุขภาพดี









Page 2 of 18

Balance Scorecard (Kaplan & Norton) เป็ น Management

หลายประเทศเอาไปใช้แต่ใช้แบบลอยๆ ไม่ได้นาไปเชื่อมโยงกับกลยุทธ์



เข้าใจกลไกแต่ไม่เข้าใจทังหมด



The Strategy Focus Organization เป็ น Organization

Alignment (สอดคล้องกัน) คือ หนังสือเล่มที่ 4 ของ Kaplan & Norton



KM = Knowledge Management เป็ น Management Tool อีกอันหนึ่ง

KO = Knowledge Organization เป็ น Organization Tool เจ้าพ่อของ KO คือ

Nonaka (ชาวญีปุ่น)





่ ่ ั้

หลายองค์การทาแต่เรือง Management อย่างเดียว โดยลืมเรือง Organization แต่ทง

KM และ KO ต้องไปด้วยกัน



ประสิ ทธิ ผลขององค์การ ....ทฤษฏีโครงสร้างตามสถานการณ์ (Structural

ิ ี

Contingency) พวกเราจะได้เรียนกับ อ. สุจตรา...ทฤษฏีน้จะบอกว่า

่ ่

เมือไรเราจะทางานได้อย่างมีประสิทธิผล อยูในหนังสือเล่มขาว บทที่



6 ...สนใจไปอ่านเพิมเติมได้



การเปลี่ยนแปลงองค์การ ...อยูในหนังสือเล่มขาว บทที่ 15 ....นักศึกษาลองไปอ่านดู





(จะเปลียนแปลงองค์การอย่างไรให้เป็ นระบบและได้ผล)



การตอบสนองความต้องการทางสังคม....องค์การทางานอย่างมีประสิทธิภาพใช้ทรัพยากรอย่าง

มีคุณค่า....



วิ ธีการศึกษา

 บรรยาย

 กรณีศกษา (case study) มีกรณีศกษาต่างในหนังสือเล่มขาวด้านหลัง

ึ ึ

 การมีส่วนร่วม

 รายงานกลุ่ม- อ. เขียนไว้อยูในเล่มชมพู ภาคผนวกหน้า 1



่ ่

(รายงานวิชาองค์การสมัยใหม่) ...วัตถุประสงค์...อยากจะให้เรานาแนวคิดหรือสิงทีเราเรี



ยนจาก อ. นาไปประยุกต์ใช้...เอาองค์การทีเราทางานจริงๆ

ั้

แล้วมาเรียบเรียงให้เป็นภาษาของเราเอง...เอามาดูมาเทียบกัน...เนื้อหา ....เรามีทงหมด





Page 3 of 18

64 ่ ้

คน กลุ่มละ 5-6 คน เนื้อหาตรงนี้จะช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาทีเราเรียนมาทังหมดได้



และเป็นการทบทวน ...ให้ส่งหลังสอบ 2 อาทิตย์....ดังนันเนื้อหาของรายงานนี้ไม่เกิน 15

หน้า รวมบรรณานุกรม





วิ เคราะห์ จุดแข็ง-จุดอ่อน

ั ่ ่ี

1. วิสยทัศน์ พันธกิจ หน้าทีความรับผิดชอบและกลยุทธ์ทสาคัญขององค์การ



2. โครงสร้างองค์การ หน้าทีแต่ละหน่ วยงานและอัตรากาลัง

(รายละเอียดใส่ในภาคผนวก)

3. วัฒนธรรมองค์การ เป็ นอย่างไร ระบุให้เป็ นรูปธรรม Core Value มีหรือไม่



4. การเรียนรูองค์การเป็ นแบบใด (Single-loop or Double-loop

Learning) เพราะอะไร

้ ั

5. การจัดการความรูใช้ตวแบบ (Model) แบบใด และมีกระบวนการอย่างไร

ผลการดาเนินการเป็นอย่างไร

6. องค์การนี้ประสบความสาเร็จในการดาเนินงานหรือไม่ Key Success

ั ่

Factor มีปจจัยอะไรทีสาคัญ

7.

หลักเกณฑ์การประเมิ นรายงาน (เวลาให้คะแนน) อ. จะดูดงนี้ ั

1. ความซับซ้อนของการศึกษา ไม่ควรตอบสันๆ ้

2. นักศึกษาเข้าใจทฤษฏีหรือไม่ เช่น Single-loop คืออะไร, Core Value เป็ นอย่างไร



3. เชื่อมโยง ...รายงานเราไม่ใช่ นสพ. ....ไม่ตองอิงทฤษฏี

ั ้

แต่รายงานของนักศึกษาต้องสามารถอิงทฤษฏีกบข้อมูลได้ ....การวิเคราะห์ตองแน่ น



อ.

่ ิ ิ

เพิงกลับมาจากอียปต์...เรานึกถึงอะไร ..ทะเลทราย ...ปิระมิด...ฟาโรห์ ...ประวัตศาสตร์เค้ากีปีม ่

่ ้

าแล้ว....ประมาณสีหาพันปีมาแล้ว...มนุษย์ทาอะไรบ้าง ...ปิระมิด

่ ื ่ ่ ้

สฟิงค์ ...น่าทึงนะ ...เค้าทาได้อย่างไร....นี่คอภาพอะไร ...ทีเสียตังค์ไปดูปิระมิด...สีหาพันปีควา

้ ้ ิ

มรูดานวิศวกรรม ...เอ้อ..มันคานวณได้อย่างไร...ห้องนี้วศวเยอะใช่ไหม...ภาพนี้เป็ นปิระมิดแห่ง

แรก เรียกว่า Step

Piramid….เค้าใช้เกษตรกร....และรับผลตอบแทนไป....สิงทีนาโชว์(รูปขันบันได)

่ ่ ้



รูปขันบันไดแรกๆ อาจไม่เท่ากัน...แต่หลังๆ



มีความเป็นสัดส่วน ...นี่เป็ นเรืองของวิชาการจัดการ ...น่ าแปลกการเก็บศพคน...ทาไมต้องเก็บไ

่ ิ ิ

กลขนาดนี้....มัมมีเก็บได้อย่างไร...เค้ามีวทยาการ ...แต่วทยาการอย่างเดียวไม่พอ ....ต้องระดม



คนจานวนมากๆ เพื่อถ่ายทอดวิทยาการ ....มองจากระดับ 3-4-5 เค้าเริมเก่งมากขึน ้

เป็นระดับมากขึน ้



Page 4 of 18

วิ ชาองค์การ มี 3 ระดับ ดังนี้



1. ปจเจกชน (Individual) – Micro (เป็ นส่วนหนึ่งของ OB)

2. กลุ่ม (Group) – Micro (หากเป็ นกลุ่มปุ๊บ จะมีความผิดเพียนแล้ว)



และเป็นส่วนหนึ่งของ OB

3. องค์การ (Organization) – Macro ประกอบด้วยคนหลายๆกลุ่มมารวมกัน









Input Output

องค์การ









ระบบย่อยในองค์การ (ดูหนังสือเล่มขาว หน้า 5)



มนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ (คิดถึงประโยชน์ส่วนตน) .....No Free Lunch



ความหมายขององค์การ (อยูในหนังสือเล่มขาว บทที่ 2) โดยมีแนวคิดมาเกี่ยวข้อง เช่น





องค์การแบบเครืองจักร (มีโครงสร้าง สายการบังคับบัญชา การแบ่งหน้าที่



กฎระเบียบทีแน่ นอน ติดต่อสื่อสารเป็นทางการ และมีศูนย์รวมอานาจชัดเจน)



องค์การ คือ คนตังแต่ 2 คนมารวมกัน





เพื่อทากิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้บรรลุวตถุประสงค์อย่างเดียวกัน

ั ั ั

แต่ไม่สามารถใช้กบองค์การได้ทุกประเภท เช่น ไม่สามารถใช้กบบริษท.com ได้ (website)





แนวคิดขององค์การแบบทีทาเป็นเวบไซด์ ....สานักระบบเปิด (input process output)



องค์การแบบนี้ขอบเขตไม่ชดเจน



“องค์การ” ต่างจาก “องค์กร” อย่างไร

องค์การ (Organization)



องค์กร (Organ) เป็นส่วนหนึ่งขององค์การ (เป็ น subset ของ Organization)

ื ่ ่ ั ิ

นี่คอสิงทีนกวิชาการไทยว่าไว้ / บัญญัตไว้







Page 5 of 18

้ ้

อย่างไรก็ตาม...ในการนามาใช้บานเรา...ส่วนตัว อ. มีขอสังเกตว่า รัฐธรรมนูญก็ดี พรบ.



การศึกษาแห่งชาติกดี เค้ามีคาว่า องค์กรอิสระ, องค์กรวิชาชีพครู ....โครงสร้างต่างๆ กฎหมาย

กฎระเบียบไม่แตกต่างกับองค์การ



พรบ. กระจายอานาจ ...เรามี อบต. (องค์การบริหารส่วนตาบล) อปท.

่ ้

(องค์กรปกครองส่วนท้องถิน) นันหมายถึง องค์กรใหญ่กว่า องค์การ....บ้านเราใช้แบบงงๆ

และสังเกตุบนแผงหนังสือ

่ ้ ่ ่

เราจะมีหนังสือทีแปลมาจากตาราเรียนรูของฝรัง....ทีแปลผิดมากๆ ....เวลาตอบข้อสอบ

หากเราเรียนมาแล้ว เราต้องใช้ “องค์การ” ซึงต้นตาหรับฝรังเค้าไม่มคาว่า “องค์กร”

่ ่ ี



LO = Learning Organization เป็ นเรืองของ Organization

้ ่

OL = Organization Learning (การเรียนรูองค์การ) เป็ นเรืองของ Management

(ดูในหนังสือ “องค์การแห่งความรู” บทที่ 6)





ปีเตอร์ ดักเกอร์ (Peter Drucker) เป็นปรมาจารย์ดานการจัดการ “Think Globally Act



Locally”



แนวคิ ดรูปแบบองค์การสมัยใหม่ (Modern Organization; MO)



ลาดับการนาเสนอ

1. องค์การแบบเครื่องจักร - เช่น กฟผ. สายการผลิต ธนาคาร โรงพยาบาล

1. มีโครงสร้างสายการบังคับบัญชา (Hierarchy)

2. รวมศูนย์อานาจ (Centralization)

3. ่ ั

มีการแบ่งหน้าทีชดเจน(Division of Labor)  มีประสิทธิภาพ

4. มีกฏระเบียบแน่ นอน (Formalization)

5. ติดต่อสื่อสารเป็นทางการ

ข้อจากัด (ดูหนังสือเล่มขาว บทที่ 3 ประกอบด้วย)

ื ่

1. ไม่ยดหยุน ล่าช้า (Red Tape)



2. ไม่มความคิดสร้างสรรค์

3. พัฒนายาก





2. องค์การแบบสิ่ งมีชีวิต-(โปรดดูหนังสือเล่มขาว บทที่ 4 ประกอบด้วย) 

ิั

มีววฒนาการ (เกิด แก่ เจ็บ ตาย) องค์การตาย...คือ ล้ม เจ๊ง....ถ้ามองในแง่ระยะยาว

้ ่ ีิ

องค์การมีการปรับตัว ตังแต่เกิดจนถึงตาย .....ลักษณะของสิงมีชวต คือ

ีิ ่ ่

สามารถปรับตัวได้ จึงมีชวตอยูรอดได้ ...จุดด้อยขององค์การแบบเครืองจักร คือ





Page 6 of 18

่ ีิ ั

ปรับตัวได้ยากแต่พอมาเป็นองค์การแบบสิงมีชวต จะมีลกษณะเด่น คือ

“การปรับตัว” ...พวกเราลองดูสญลักษณ์ของ “โบโซ” (McDonald)



่ ั่ ้ ่ ่

ทีนงไขว่หางอยูหน้าร้าน(เมืองนอก)....ซึงพอมีการแข่งขันการมากขึน ้



มีการปรับตัวเปลียนแปลง

ี ่ ่ ้

โดยใช้วการยกมือไหว้อยูหน้าร้าน(เมืองไทย) ....เพื่อปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมของสิงนัน





3. โครงสร้างแบบเมทริ กซ์-องค์การแบบไขว้



(เพราะมีแนวตังและแนวขวางมาชนกัน)..ห้องนี้นอกจากกรมศุลกากร

่ี ี

แล้วยังมีทไหนใช้โครงสร้างแบบเมทริกซ์อกไหม ...GE

ี ่

(คเชนทร์) ...เจ้านายสองคน ...โครงสร้างแบบนี้ดอย่างไร และใช้โครงสร้างแบบนี้ต่อเมือ



มีการระดมทรัพยากรโดยเฉพาะบุคลากรจากหลายฝาย หลายแผนก

มาร่วมทางานในโครงการพิเศษ ....ประหยัด มีประสิทธิภาพ

การความคล่องตัว ...เกิดความยืดหยุ่น แต่มขอจากัด คือ ... ดูหนังสือเล่มขาว “บทที่

ี้

3” …อองรี ฟาโย เขียนหนังสือเรือง “General and Industrial



Management”  Unity of Command (หนึ่งคนหนึ่งนาย) ข้อจากัด คือ

การตัดสินใจของเจ้านาย อาจขัดแย้งกัน (เพราะมี 2 คน)  เกิดความงุนงง

สับสน ...องค์การแบบนี้ อ. เรียกว่า “องค์การแบบแจ๋ว”

้ ้

(รับใช้เจ้านายหลายคน) ...ทังนี้ตองมีระบบการประเมินผลชัดเจน

่ ี ้ ั ่ ้

และหลักการประเมินผลทีดตองสอดคล้องกัน....และมีวฒนธรรมทีเอือด้วย



4. องค์การแบบเครือข่าย (Keiretsu, Virtual Organization)  ไม่มี Hierarchy



เช่น Shell  เป็ นทัง formal และ informal organization



5. เปรียบเทียบองค์การแบบเครื่องจักร-สิ่ งมีชีวิต

ราชการ ิ

สิ่ งมีชีวต เมทริ กซ์ เครื อข่าย



A B C D

เครื่ องจักร ิ

สิ่ งมีชีวต







Who’s say Elephant can’t Dance (ใครว่าช้างเต้นระบาไม่ได้ ซึงหมายถึง IBM)









Page 7 of 18

Metaphor(เมตาฟอร์) = อุปมาอุปมัย ต้องการเปรียบเทียบให้เห็นเด่นชัด (ดูหนังสือสีขาว

บทที่ 1) Gareth Morgan – Images of Organization เช่น การเปรียบเทียบว่า



“Organization as Machines”(องค์การเสมือนเครืองจักร), “Organization as

่ ีิ ่

Organisms”(องค์การเสมือนสิงมีชวต) , “Organization as Brains” ลองดูหนังสือเล่มขาว เรือง

่ ่ ้

องค์การคุณภาพ บทที่ 11 จะมีเรือง Methphor (หน้า 177) อยูในนันด้วย

….ทางานต้องมีแขนขา....การมีส่วนร่วม ...วัฒนธรรมก็เป็นหัวใจ ...มีการประยุกต์ใช้



รูปแบบของโครงสร้างองค์การ (ดูหน้งสือเล่มขาวประกอบ หน้า 79)









ดูรปแบบของเครือข่าย Fuyo Keiretsu (เคเรทสึ) หนังสือประกอบการสอนสีชมพู หน้า 9

ประกอบด้วย



Keiretsu ประกอบด้วย (เน้นความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่าเป็นทางการ)

 เครือข่ายพันธมิตร

 ความสัมพันธ์ไม่เป็ นทางการ

 Cross-Shareholding (การถือหุนข้ามกัน)



 Wide range of industries



พัฒนาการ ของ Keiretsu or Supplier Model

 พัฒนามาจาก Zaibutsu (ไซบัทสึ)  เปลียนชื่อเป็ น Keiretsu



1. Mitsubishi

2. Mitsui

3. Sumitomo

4. Yasudo



ข้อจากัด คือ



1. การทีอยู่นานๆ ไป อาจทาให้ Keiretsu ไม่ปรับตัว



และเข้าข่ายองค์การแบบเครืองจักร

ี ้

2. ไม่มประสิทธิภาพ เพราะเป็ นการช่วยเหลือเกือกูลกัน



3. บริษทใหม่ๆ จะไม่ทาตัวแบบ Keiretsu คือ

่ ่

การไม่พยายามทาธุรกิจทีมากเกินไป...หรือหลากหลายเกินไป ...ควรทาธุรกิจทีตนเองมี

ความชานาญ







Page 8 of 18

ใครเป็นเจ้าพ่อด้านกลยุทธ์ Strategic ...Micheal E. Porter

บริบท (contexts)



องค์การเสมือนจริ ง (Virtual Organization)  มาจากคาว่า Virtual Memory

่ี ั ี ่

อะไรก็แล้วแต่ทศกยภาพมันทาได้ แต่ไม่มอยูจริง....เช่น virtual office, virtual tour,

้ ้

(ทัวร์เสมือนจริง...ไม่ตองซือตั ๋ว และดูใน net หรือห้องฉายหนัง), Virtual Hospital



(สามารถเข้าไปหาข้อมูลของโรคต่างๆ ด้วยตัวเราเอง, ประวัตแพทย์, ผลตรวจ).....Virtual

Operation (ผ่าตัดเสมือนจริ ง)..ก็มแล้ว โดยการใช้วธการ VDO Conference

ี ิี

…ให้หุ่นยนต์ผ่าแทน



เพราะฉะนัน องค์การเสมือนจริง คือ

่ ่

เครือข่ายขององค์การซึงเชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะแลกเปลียนทักษะ

ทรัพยากร สินค้า บริการ การเข้าถึงตลาด และเพื่อลดต้นทุน



ลักษณะองค์การเสมือนจริ ง

1. การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม (e-mail, website..and etc.)

2. สังคมหรือชุมชนเครือข่าย หมายถึง เรามีสมาชิกในองค์การหลากหลายมาก

แต่เราติดต่อกันได้หมด



3. ความยืดหยุนสูง

4. ความไว้วางใจ (Trust)

5. การบริหารตนเอง (Self Management) เราต้องวางแผน

ั ั ่ ้ ั

ตัดสินใจและแก้ปญหาด้วยตนเอง ...มีปญหาทีเกิดขึนต้องแก้ปญหาได้

6. ไม่มขอบเขตแน่ ชด– ถือเป็ นการปฏิวตองค์การรูปแบบเดิม (เครืองจักร)

ี ั ั ิ ่



ดูรป “บริ ษทเสมือนจริ ง” (Virtual Corporation) ในเอกสารประกอบการเรียน หน้าที่ 12

ู ั

้ ั ็ ่ ่ ี

ด้วยจ๊ะ เราจะตังบริษทนี้กต่อเมือเราต้องการสินค้าและบริการทีมจานวนมาก

และสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

ั ่

การเป็ นบริษทเสมือนจริง ต้องใช้ ICT เป็นเครืองมือในการติดต่อสื่อสาร และสามารถติดต่อกับ

outsource ได้ ตลอด 24 ชม. ใน 7 วันทางาน และต้องมีลกษณะ “BLUR” (เบลอ) คือ





เห็นแบบไม่ชดเจน ...



ข้อดีขององค์การเสมือนจริ ง

 ทางานรวดเร็ว (Speed)

 ติ ดต่อสื่อสารได้ทวโลก(Connectivity) และ

ั่







Page 9 of 18

 ไม่สามารถจับต้องได้ (Intangibles) เช่น บริษททีผลิต computer เช่น Dell,

ั ่

ั ี ่

บริษทผลิตรองเท้าไนค์ก้, google เป็นต้น ส่วนสินค้าทีไม่สามารถจับต้องได้ คือ

ประเภท software, เพลง (download ได้รวดเร็ว)...บ้านเรามีไหม...เช่น e-auction,

paperless, e-revenue (รูปแบบองค์การแบบเครือข่าย)



ข้อจากัด

 Interaction ไม่ม ี

 ความผูกพันน้อย

 ี

Turn Over สูง เพราะไม่ม ี Royalty ไม่มเพื่อนฝูง

 ่

เส้นแบ่งระหว่างบ้านและทีทางานไม่ม ี (Home Office)

ั้ ่

(ในหนังสือ อ. จะมีเขียนบอกไว้ทงข้อดีและข้อจากัด เงือนไขเป็นอย่างไร ต้องทราบ)







เปรียบเทียบแนวคิ ดเรื่ององค์การ

 องค์การแบบเครืองจักร(Mechanic Organization)



- มีโครงสร้างสายการบังคับบัญชา (Hierarchy)

- รวมศูนย์อานาจ (Centralization)

่ ั

- มีการแบ่งหน้าทีชดเจน(Division of Labor)

โดยอาศัยความชานาญเฉพาะด้าน (Specialization)

- มีกฎระเบียบ ชัดเจน (Formalization)

- มีมาตรฐานแน่ นอน (Standardization)

- ติดต่อสื่อสารแบบเป็นทางการ

 องค์การแบบสิงมีชวต (Organic Organization)

่ ีิ



- โครงสร้างยืดหยุน (Flexibility)

- กระจายอานาจ (Decentralization)

- การทางานเป็ นทีม (Teamwork)

- เน้นผลงานมากกว่ากฎระเบียบ (Performance Oriented or Result

Oriented)

- ติดต่อสื่อสารแบบไม่เป็ นทางการ



คาถาม : ในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง องค์การแบบสิ่ งมีชีวิตเท่ านัน ้

เป็ นองค์การที่องค์การต่ างๆ ควรนามาใช้ ท่านเห็นด้วยหรือไม่?(เคยนามาเป็ นข้อสอบ)

่ี ็ ื

ทฤษฏีทนามาใช้กคอ ทฤษฏีโครงสร้างตามสถานการณ์





Page 10 of 18

องค์การแบบเครื่องจักร จะดีกต่อเมื่อ (ดูหนังสือเล่มขาว บทที่ 6 ประกอบด้วย)



่ ่

1. สิงแวดล้อมไม่เปลียนมาก

2. งานประจา

้ ั ิ ่

3. ผูปฏิบตทาตามคาสังหรือระเบียบ



4. มุงเน้นประสิทธิภาพ

5. การบริหารแบบผูกขาด (รวมศูนย์อานาจ Centralization)

คนทีจะทางานกับองค์การเครืองจักรได้ เราเรียกว่า “Economic Man” (สัตว์เศรษฐกิจ)

่ ่



เงื่อนไขขององค์การแบบสิ่ งมีชีวิต จะดีกต่อเมื่อ



่ ่

1. สิงแวดล้อมเปลียนมาก

2. งานซับซ้อน

้ ั ิ ้ ่

3. ผูปฏิบตตองใช้ความคิดริเริม



4. มุงเน้นประสิทธิผล กับการบริหารแบบมีส่วนร่วม

5. การบริหารแบบประชาธิปไตย

Will money make you happy? (เงินทาให้คุณมีความสุขใช่ไหม)

….ซึงมนุษย์พวกทีไม่สนใจเรืองเงิน แต่สนใจกับการทางานในสิงทีเค้าต้องการ

่ ่ ่ ่ ่





ประสิทธิภาพ (Efficiency)  หมายถึง การใช้ทรัพยากรอย่างคุมค่า (output/input)

่ ั ั

ประสิทธิผล (Effectiveness)  หมายถึง ผลสาเร็จทีได้รบ หรือ ทางานให้บรรลุวตถุประสงค์

(output/objective)



Input = 4 M (Man, Material, Money, Management or Method)



Input  Process  Output (ผลผลิต)  Outcome (ผลลัพธ์-



เป็นผลกระทบหรือผลข้างเคียงทีเกิดจากผลผลิต)



ตย.

Input คือ นักศึกษา, ตารา, อ, เจ้าหน้าที่  Process คือ การเรียนการสอน

Output คือ บัณฑิต  Outcome คือ นาความรูไปพัฒนาสังคม เป็น Change



Agent ทาให้การว่างงานลดน้อยลง





มีประสิทธิภาพ แต่ไม่จาเป็ นต้องมีประสิทธิผล เช่น ตัววัดประสิทธิภาพ ใช้หน่วยวัด Unit

Cost…หน่วยงานเอ ทางาน 1 กม. ใช้เงินทาถนน 100,000 บาท แต่หน่วยงานบี ทางาน







Page 11 of 18



1 กม. ใช้เงินทาถนน 150,000 บาท แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานเอใช้ unit cost ทีต่ากว่า

แสดงว่ามีประสิทธิภาพ



ี ่ ้ ๊

และมีประสิทธิผล แต่ไม่มประสิทธิภาพ.....เช่น การขีชางจับตักแตน

่ ั๊

แต่จะมีประสิทธิผลก็ต่อเมือได้ตกแตนตามวัตถุประสงค์



วัฒนธรรมองค์การ (โปรดดูในหนังสือเล่มสีขาว บทที่ 12 หน้า 183)



เรืองนี้จะออกข้อสอบบ่อยเหมือนกันนะ

1. ความเป็ นมา

2. ความหมาย

3. ระดับของวัฒนธรรม

4. Corporate Culture

5. Cross Culture

6. การประยุกต์ใช้

7. ข้อดี-ข้อจากัด





โปรดดูตารางหน้าที่ 4 พัฒนาการของทฤษฏีองค์การทีสาคัญ (ดูในหนังสือเล่มขาว หน้า 4)



และไปดูเรืองการทดลองของ Elton Mayo ในหนังสือเล่มสีขาว บทที่ 3

่ ่ ่

(เรืองสิงแวดล้อมมีผลกับการทางาน) ทดสอบเรืองแสงไฟ อุณหภูม ิ

่ ้

อาหารการกิน...แต่กลับไปพบว่า การมาเยียมชมของผูบริหารมีผลกับการทางานของพนักงาน

(Relationship, ความคุนเคยสนิทสนม....) เกิดทฤษฏีแรงจูงใจ....(1960 – ยุคที่ 2)….-->



้ ่ ั ้

ยุคที่ 3 เป็นระบบเปิด ตอนนันเกิดวิกฤตน้ามันโอเปค ...สิงแวดล้อมได้รบการพิจารณามากขึน

(ทฤษฏีระบบเปิด – 1966)





องค์การแบบเครืองจักร (ยุคที่ 1)

่ ีิ

องค์การแบบสิงมีชวต (ยุคที่ 2+3)



วัฒนธรรมองค์การ (ดูหนังสือเล่มขาว บทที่ 12 หน้า 184) ….ข้อนี้เคยออกข้อสอบ



แต่นกศึกษาส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ เพราะไปตอบตาม common sense

่ ั ั

ครอบคลุมถึงเรือง ความรู้ ค่านิยม ความชอบ อุปนิสย ประเพณี ธรรมเนียมปฏิบติ



พฤติกรรมและสิงของทางกายภาพ (Keyword :

ความเชื่อหรือค่านิยมที่มีร่วมกันในสังคม)



สาขาสังคมวิทยาและมานุษย์สงคมวิทยา...คิดคนเดียวไม่เป็นวัฒนธรรมองค์การหรือไม่....ไม่เป็

ั้ ้ ่

น ....ต้องมีตงแต่ 2 คนขึนไปแล้วเกิดการถ่ายทอด....ซึงกันและกัน





Page 12 of 18



(ดูคาจากัดความทีให้ไว้ในตาราง จากหนังสือเล่มขาว หน้า 184) วัฒนธรรมองค์การ

่ ิ่ ่ ี ี ็ ่ ่

ไม่จาเป็ นสิงดีเสมอไป....อาจจะมีสงทีดหรือไม่ดกได้ แต่เราอยากสร้างสิงดีรวมกัน....แม้แต่



ปตท. ก็ยงต้องจ้าง อ. เข้าไปช่วยเซ็ตวัฒนธรรมองค์การ



ความหมายของวัฒนธรรม

 ความเชื่อหรือค่านิยมทีมรวมกันในสังคม (Shared Beliefs, Share Values)

่ ี่

 สัญลักษณ์หรือความหมายทีใช้รวมกัน

่ ่

 เป็ นสิงทีเกิดขึนโดยรูสกตัว (Conscious เช่น การไหว้) และ ไม่รสกตัว

่ ่ ้ ้ ึ ู้ ึ



(Unconsciously เช่น การพูดจา กลินยาของโรงพยาบาลภาครัฐ คาอุทาน)

 มีความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีความหลากหลาย



ลักษณะของวัฒนธรรม

 เกิดจากปฏิสมพันธ์ของคนในสังคมหรือในองค์การ



 เป็ นสิงทีใช้รวมกันในหมูสมาชิกของกลุ่ม

่ ่ ่ ่

 เป็ นสิงทีมอทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรม

่ ่ ีิ

 เป็ นสิงทีเรียนรู้ สิงทีได้รบการสร้างขึนและถ่ายทอดระหว่างกลุ่มคน…

่ ่ ่ ่ ั ้

 เป็ นสิงทีประกอบด้วยสิงทีเป็ นวัตถุและสัญลักษณ์

่ ่ ่ ่



องค์การสมัยใหม่ หรือแบบสิ่ งมีชีวิต ใช้อะไรควบคุม “คน” ....ก็คอ คนในองค์การนันเอง

ื ่

ทุกคนคือ ผู้ enforce กันและกัน



ั ่ ีั ่ ่

บริษทใหญ่ๆ ระดับโลก ...เค้าจะคัดคนทีมลกษณะทีทางานเก่ง คือ คนทีจบจาก Havard

้ ่ ั

University เท่านัน ...ในขณะทีบริษทโซนี่

รับคนจากทุกมหาลัย....จะได้สามารถอัดฉีดวัฒนธรรมองค์การได้ง่าย



ระดับของวัฒนธรรมองค์การ

่ ้

โดย เอ็ดการ์ ชาร์ล (Edgar Schein) ซึงบอกว่า วัฒนธรรมองค์การนันมี 3 ระดับ

แต่เรามักจะทาเพียงแค่ระดับ Artifact

 ระดับพืนผิว-วัฒนธรรมประเภทกายภาพ (Artifacts-อาร์ทแฟค)

้ ิ

1. วัฒนธรรมประเภทกายภาพ ตย. ศิลป/การออกแบบ/โลโก้ ตึก/การตกแต่ง



การแต่งตัว วัตถุ/สิงของอุปกรณ์ การออกแบบ layout



2. วัฒนธรรมด้านพฤติกรรม ตย. พิธกรรม/rituals รูปแบบการติดต่อสื่อสาร

ประเพณี/customs การให้รางวัล/การลงโทษ







Page 13 of 18

3. วัฒนธรรมด้านภาษา ตย. เรื่องตลก ชื่อ/ชื่อเล่น/ศัพท์เทคนิค คาอธิบาย

่ ิ

เรืองเล่า/ประวัตศาสตร์ วีรชน/ทรชน คาอุปมาอุปมัย

 ระดับลึกลงไป (Values-ค่านิยม คือ ควรหรือไม่ควร (Do and

Don’t)….ต้องใช้เวลาอยูกบเค้าถึงจะรูว่าองค์การนันมีค่านิยมอะไร….นอกจากนี้ยง

่ ั ้ ้ ั

มีคาว่า “Norm” เราลองมาดูความแตกต่างของคาทังสองระหว่าง ้

Value(นามธรรม) และ Norm (เป็ นรูปธรรม เช่น ธรรมเนียมปฏิบตหรือ ปทัสถาน) ั ิ

เช่น ทางานตรงเวลา ความซื่อสัตย์ เข้าแถวเรียงคิด ไม่เปิดมือถือในห้องเรียน เป็ น

่ ้

Norm… เมือมี Value ก็ตองมีการกาหนด Norm เพื่อมากากับ เช่น

พนักงานต้องมาทางานตรงเวลา และ 8:30



พนักงานต้องนังโต๊ะทางานเพื่อพร้อมทางาน

Core Value (ค่านิยมหลัก).....เราจะสร้างอย่างไรให้เป็น Core Value

่ ั ่ ่ ่

ซึงต้องมีความสัมพันธ์กบ business ทีเราทา เป็นสิงจาเป็นทีขาดไม่ได้และสาคัญมาก

เช่น ถ้าเราเป็น bank หรือธนาคาร ….Core Value คือ



ความซื่อสัตย์ ....ยกตัวอย่างอีกอย่างหนึ่ง คือ ธุรกิจน้ ามันบริษท Shell ....Core



Value คือ เรืองของความปลอดภัย

่ ื ู้ ่

โดยเค้าจะมีการแนะนาเรืองทางหนีไฟ...เบอร์โทรศัพท์มอถือแก่ผมาเยียมชมทุกครัง ้

 ระดับทีลกลงไปอีก คือ Assumption เมือสร้าง Core Value เกิดขึนมาแล้ว

่ ึ ่ ้

เราต้องทาให้เป็ น Assumption เป็นอุดมการณ์ เป็นจิตสานึก

ซึมลึกเข้าไปในตัวพนักงานโดยอัตโนมัติ และทาให้เป็นปกติในชีวตประจาวัน ิ





คาถาม

1. การมาสายเป็ นวัฒนธรรมหรือไม่ ...เป็ น

2. ลานสาวกอดเป็ นวัฒนธรรมหรือไม่....เป็น

3. ความเงียบ การนิ่ง เป็นวัฒนธรรมหรือไม่ ....เป็ น

4. ่

พฤติกรรมทีแสดงออกต้องเป็นส่วนรวมหรือส่วนใหญ่หรือไม่ ....ไม่จาเป็ น แค่ 2

คนก็เป็นวัฒนธรรมองค์การแล้ว

5. วัฒนธรรมของกลุ่มอาชีพมีหรือไม่ ....เป็ น

6. ั

วัฒนธรรมองค์การจาเป็ นต้องได้รบการยอมรับจากสังคมหรือไม่ ...ไม่จาเป็น

7. ้ ่ ั ้ ่ ั

วัฒนะรรมองค์การขึนอยูกบกาลเวลาหรือไม่...ขึนอยูกบกาลเวลา(มีผล)

8. ั ื

การใช้สญลักษณ์มอ เช่น ชู 2 นิ้ว เป็นวัฒนธรรมหรือไม่ ...เป็น



Corporate Culture แปลว่า วัฒนธรรมหน่ วยงาน

ความหมายคล้ายๆกับวัฒนธรรมองค์การ เพราะองค์การจะประสบความสาเร็จได้ต้องมี





Page 14 of 18

 รูปแบบของวัตถุ ความเชื่อ ธรรมเนียม ค่านิยมและฐานคติขององค์การ

 ั

Strong Culture จะดูได้อย่างไรว่าเค้า Strong หรือไม่ จะต้องดูดงนี้

- ค่านิยม/ความเชื่อหลักขององค์การ (Core Value)

่ ั

- ทีได้รบการเชื่ออย่างเหนียวแน่น



- ใช้รวมกันอย่างกว้างขวาง

- และสมาชิกมีความพันธะผูกพันกับค่านิยม/ความเชื่อดังกล่าวมาก

(Commitment จะมี commitment



ก็ต่อเมือการกระทากับคาพูดต้องสอดคล้องกัน)

ข้อดี :



1. มีจดยืน เข้มแข็ง

้ ่ี

2. การบรรลุผลง่ายขึน เพราะความสัมพันธ์ทเหนียวแน่ น

ข้อจากัด :

ี ่

1. ไม่ม ี innovation (ไม่มใครกล้าคิดแตกต่างและเปลียนยาก)



2. ไม่มความสมานฉันท์

 ่ ี ้ ้

Transformational Leadership (ไม่ใช่อยูดแล้วเกิดขึนเอง แต่ตองอาศัย



Transformational Leadership) แบ่งผูนาออกเป็ น 2 ประเภท คือ

1. Transactional Leadership (ลูกน้องทาอะไรก็แล้วแต่



ก็ให้การเลื่อนขัน เลื่อนตาแหน่ง....)



2. ้ ่

Transformational Leadership (ผูนาการเปลียนแปลง

ั ่

มีลกษณะทีสาคัญคือ

ิ ั

* มีวสยทัศน์ (Share Vision)

้ ่ ั ่ ั ิ

ต้องเป็นผูนาทีสามารถสร้างให้เกิดวิสยทัศน์รวมได้ (ปฏิบตได้

เป็นจริงได้และทาให้เกิดการมีส่วนร่วม)

* เป็นแบบอย่าง (Role Model)

Strong ่

หัวหน้าต้องเป็นแบบอย่างทีดี

Culture

* สร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration)



ให้เกิดความฮึกเหิมแก่ลกน้อง (เกิดจากความอยากข้างใน)



* ทาให้การเปลียนแปลงเป็ นสถาบัน

(Institutionalization of Change)



หัวหน้าจะไป ...แต่อุดมการณ์ตองอยู่









Page 15 of 18

Organizational Subcultures : โปรดดูในเอกสารประกอบการเรียน หน้า 20 –

dominant culture จะทาให้เกิด Strong Culture 

่ ้ ้ ้

ยิงทาให้คนเชื่อมากขึนเท่าไรก็จะทาให้แข็งแกร่งมากขึนเท่านัน





Corporate Culture & Environment (โปรดดูเอกสารประกอบการสอน หน้า 21) เรือง

“Degree of Risk” and “Speed of Feedback” เช่น

 Macho/tough-guy (วัฒนธรรมชายแกร่ง) เช่น consulting



firms (เสียงสูง-ผลตอบแทนสูง) 

สโลแกน – ทุ่ม ปชส..,

่ ้

ฮีโร่-คนทีทาทายกฎหมาย,

ค่านิยม – เสียงเพื่อให้ได้รบผลตอบแทนทีสูง

่ ั ่



 Work hard/Play Hard (ทางานจริงจัง เล่นสุดเหวียง) เช่น





McDonald’s (เสียงต่ า-ผลตอบแทนสูง)

สโลแกน-Try it, fix it, do it,

ฮีโร่-พนักงานขายดีเด่น,

ค่านิยม-ปริมาณ/ยอดขาย



 Bet your company เช่น NASA (เสียงสูง-ผลตอบแทนต่ า)



่ี ่

สโลแกน-ความก้าวหน้าเป็นผลิตภัณฑ์ทสาคัญทีสุด,

้ ่ี ่

ฮีโร่-ผูททางานกระทังโครงการปรากฎเป็นจริง,

ค่านิยม-การลงทุนในอนาคต (เน้นการทางานและผลงานเป็ นสาคัญ)



 Process culture เช่น University ธนาคาร รพ.ของรัฐ



(เสียงต่า-ผลตอบแทนต่า)

สโลแกน-เน้นความเป็นเลิศ,



ฮีโร่-งานสร้างวีรบุรษ,

ค่านิยม-ความเป็ นเลิศในการทางาน





1. ่ ่

Normative : What it should be? (เช่น POSDCORB) คือ สิงทีควรจะเป็ น



2. Positive : What it is?









Page 16 of 18

เวลาอธิบายต้องพยายามอิงกรอบทฤษฏีให้ อ. เข้าใจด้วยทุกครัง ้

พวกเราเวลาตอบต้องมีกรอบแนวคิด ...พวกเราสามารถวิจารณ์ได้ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย



วิเคราะห์ขอดี-ข้อจากัด เพราะจุดอ่อนของบ้านเรา

่ ั ี

มักเป็นไปตามกระแส ...เราต้องนามาปรับก่อนทีจะนามาใช้กบบ้านเรา.....ต้องวิเคราะห์ดไม่



ดีอย่างไร ผสมได้ไหม...พวกเราลองสังเกตในองค์การเรา มีฝายผลิต

่ ั ั ่ ่ ่

ฝายขาย ...เราจะเห็นคู่กด คือ บัญชีกบฝายผลิต หรือฝายขายกับฝายผลิต (Process



Culture) …. ส่วนฝายขาย วัฒนธรรมค่อนข้างจะเป็ น Macho (วัฒนธรรมชายแกร่ง)

จึงทาให้เกิดความขัดแย้ง ฐานคติไม่เหมือนกัน

้ ื ่

แต่อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมองค์การไม่จาเป็นต้องเหมือนกันทุกองค์การ....ทังหมดนี้คอ เรือง

่ ั

Corporate Culture (เน้นทีตวองค์การใดองค์การหนึ่ง



และเป็นแนวคิดในเรืองของวัฒนธรรมองค์การ)





Value-based Organization - ตอนนี้มหน้งสือประเภทนี้มาวางขายในบ้านเรา

 Our people are our most important asset.

ั ่ ่

(คนเป็ นปจจัยทีสาคัญทีสุด)

 Does the environment of your workplace motivate, excite

่ ่

and retain employee? (สิงแวดล้อมในทีทางานของคุณ

สร้างแรงจูงใจและรักษาพนักงานของเราหรือปล่าว)

 To ensure that it does, create a workplace with a foundation

firmly based on your core values. (ถ้าองค์การแบบนี้เป็ นจริง

ั่ ั ั

เราต้องสร้างรากฐานให้มนคงเพื่อให้สมพันธ์กบค่านิยมหลัก



และใครทาตามค่านิยมหลักได้จะได้รบรางวัล)





Cross – Culture

ั ิ ้

1. ความแตกต่างของทัศนคติและการปฏิบตของผูบริหารและพนักงานในแต่ละประเทศ

2. ความแตกต่างในลักษณะขององค์การของแต่ละประเทศ



3. ใช้สาหรับการศึกษาเปรียบเทียบว่าทาไมองค์การจึงมีลกษณะหรือแตกต่างกัน

และอย่างไร



4. ตรวจสอบสมมติฐานของทฤษฏี/แนวคิดเรืององค์การ





*************









Page 17 of 18

Page 18 of 18


Other docs by HC12010413584
�LTAL�NOS ANAT�MIA
Views: 2  |  Downloads: 0
Limited Sirket Ana S�zlesmesi
Views: 0  |  Downloads: 0
pdanny
Views: 1972  |  Downloads: 0
Indiana Jaycees
Views: 13  |  Downloads: 0
ELEMENTI DI PSICOLOGIA DELLO SVILUPPO I
Views: 2  |  Downloads: 0
U13 GL
Views: 45  |  Downloads: 0
7 5 14511 ek 2
Views: 2  |  Downloads: 0
RISK ASSESSMENT
Views: 0  |  Downloads: 0
?????????????????????? ...
Views: 4  |  Downloads: 0
By registering with docstoc.com you agree to our
privacy policy

You are almost ready to download!

You are almost ready to download!