?????????????????????? by 6ZCx53

VIEWS: 11 PAGES: 21

									                                                                                                                        1


                             การรับผิดชอบของธุรกิจต่ อสังคม
                         (Corporate Social Responsibility –CSR)


                                              ้
           การให้ เพื่อสังคมโดยภาคธุรกิจนันสามารถทาได้ อย่างหลากหลาย
                                                ้                 ่                     ้
การให้ เงินบริ จาคตามที่ได้ กล่าวมาข้ างต้ นนันเป็ นเพียงลักษณะหนึงที่มีมานานแล้ วเท่านัน
        ั                                   ุ             ่                   ้       ่
ปั จจุบนแนวคิดที่ได้ รับการยอมรับมากที่สดด้ านการให้ ตอสังคมโดยภาคธุรกิจนันก็คือสิงที่เรี ยกกว่า
„การรับผิ ดชอบของธุรกิ จต่อสังคม                      (Corporate                 social              responsibility)‟
  ่                        ่                           ่
ซึงเป็ นแนวคิดทางธุรกิจทีกาลังกลายเป็ นกระแสไปทัวโลก อย่างไรก็ตามเราจาเป็ นที่จะต้ องทาความเข้ าใจรูปแบบ กลไก
                                                                                                     ั
และประโยชน์ของ CSR อย่างแท้ จริ ง เพื่อไม่ให้ CSR กลายเป็ นเพียงกระแสฮิตทางธุรกิจที่เกิดขึ ้นแล้ วก็ดบไปอย่างรวดเร็ว
หรื อการที่ภาคธุรกิจอาจจะเข้ าใจ                                                                              CSR
                                       ่
ว่าเป็ นลักษณะการสร้ างภาพชนิดหนึงหรื อเป็ นมาตรฐานอุตสาหะกรรมอีกอย่างหนึงเท่านัน ่       ้

จุดกาเนิด CSR จาก 4 ทิศทาง

1. CSR จากกระแสเรี ยกร้ องของประชาชน
อันที่จริ งการทา CSR (Corporate Social Responsibility) มีมานานกว่า 200 ปี แล้ ว ( ประมาณ พ.ศ. 2333)
      ั
แต่ยงไม่มีการนิยามคาว่า CSR ขึ ้นมาอย่างเป็ นทางการ ยกตัวอย่างเช่น บริ ษัท อีสท์ อินเดีย ในประเทศอังกฤษ
ถูกคว่าบาตรจากประชาชนในประเทศ                                                        เนื่องจากพบว่าบริษัทใช้ แรงงานทาส
จึงทาให้ บริ ษัทจาเป็ นต้ องหันมาใส่ใจกับสวัสดิการแรงงานและสิทธิมนุษยชนมากขึ ้น                    ั
                                                                                          และยังมีตวอย่างการทา CSR
ในประเทศอื่นๆ ในยุคแรกเริ่ ม ได้ แก่ บริ ษัท เบียร์ กินเนส ประเทศไอร์ แลนด์ บริ ษัท เฮิร์ซทเลย์ สหรัฐอเมริ กา หรื อแม้ แต่
บริ ษัท "ทาทา" บริ ษัทยักษ์ ใหญ่ ที่เป็ นเจ้ าของธุรกิจเกือบทุกประเภทในประเทศอินเดีย

ในปี พ.ศ. 2527 (ค.ศ.1984) Nestle‟ ผู้ผลิตและจาหน่ายผลิตภัณฑ์นม ได้ ออกกิจกรรมรณรงค์ให้ เด็กทารกดื่มนม เนสเล่
แทนนมแม่                 ก่อให้ เกิดความไม่พอใจอย่างมากต่อประชาชน                 ่
                                                                            จนควาบาตรสินค้ าของ         เนสเล่
  ่              ้                                                                                  ่
ซึงถือว่าเป็ นครังแรกที่ประชาชนรวมตัวกันเป็ นจานวนมาก เพื่อบีบให้ องค์กรยักษ์ ใหญ่ อย่าง เนสเล่ เปลียนนโยบาย
แต่ก็ได้ ผลดี

        ่                                     ้
ถึงแม้ วาการทา CSR ในยุคแรกๆ นัน ไม่ได้ เกิดขึ ้นจากเจตนารมย์ที่ดีขององค์กรเอง (มักรอให้ เกิดปั ญหา
แล้ วค่อยมาแก้ ไขด้ วยการทา       CSR        ทีหลัง)        ั่
                                                       แต่นนก็เป็ นการจุดประกายการทา       CSR      ขึ ้นในสังคม
เพราะหลายบริ ษัทจะพบว่า         การรอให้ เกิดปั ญหา    การประท้ วงเรื่ องแรงงาน     ่
                                                                                  สิงแวดล้ อม     ฯลฯ         ก่อน
แล้ วจึงค่อยหันมาใส่ใจประเด็นเหล่านี ้                  ไม่เป็ นผลดีอีกต่อไป                  ทาไมไม่เป็ นฝ่ ายรุก
หันมาดาเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม                                                          ่
                                                                                แสดงตนว่าเป็ นส่วนหนึงของสังคม
                          ี่    ่                    ่
และมีความปรารถนาที่ดีทจะทาสิงดีดีตอบแทนสังคมทีตนอยู่ (Corporate Citizenship)

แต่จะอย่างไร         ธุรกิจก็คือธุรกิจ   การรักษาผลประโยชน์       (กาไร)        ่           ุ
                                                                         เป็ นสิงสาคัญที่สดในสายตาของผู้ถือหุ้น
  ่                ่                 ู
ซึงการนาส่วนหนึงของผลกาไรที่ผ้ ถือหุ้นควรจะได้ รับแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย        ไปลงทุนในการทา            CSR
    ่                                  ั         ้                                        ึ
ซึงเป็ นอะไรที่ไม่สามารถเห็นผลได้ ชดเจนในระยะสันๆ ย่อมเกิดความไม่พอใจต่อหลายฝ่ ายที่ร้ ูสกว่าตนเสียผลประโยชน์
                                                                                                                            2


          การทา                      CSR                                                      ั้
                                                          จึงจาเป็ นจะต้ องผสานประโยชน์ทงภายนอกและภายในองค์กร
              ่
เพราะถึงแม้ วาองค์กรจะต้ องใช้ งบประมาณจานวนไม่น้อยในการทา CSR แต่ในขณะเดียวกัน องค์กรที่ทา CSR
จะทาให้ ประชาชน                ึ ่
                           รู้สกดีตอองค์กร        และเลือกที่จะบริ โภคผลิตภัณฑ์และ/หรื อ             บริ การขององค์กรนันๆ    ้
                    ่
แทนที่จะไปใช้ ของคูแข่ง ที่ไม่ได้ ทา CSR หรื อเกิดความจงรักภักดีในตราสินค้ า (Brand Royalty)
  ่                                            ่                    ่
ซึงทาให้ รายได้ ขององค์กรเพิ่มขึ ้นมาก และยังยืนอีกด้ วย และนันก็เปรี ยบเสมือน "License to Operate"
ในเชิงสัญลักษณ์                    เมื่อประชาชนสนับสนุนองค์กร                 ก็เปรี ยบเสมือนการอนุญาตให้ องค์กรนันๆ     ้
                ่
ดาเนินธุรกิจอยูในสังคมของพวกเขา                         ในทางกลับกัน                             หากองค์กรที่ไร้ จรรยาบรรณ
ถึงจะเปิ ดกิจการอย่างถูกต้ องตามกฎหมาย            หากประชาชนไม่สนับสนุน               หรื อคว่าบาตรสินค้ าขององค์กรนันๆ    ้
ธุรกิจก็คงดาเนินต่อไปไม่ได้

จากการทา             CSR       แบบตกกระไดพลอยโจนในอดีต                  พัฒนามาสู่                        ่
                                                                                                แนวคิดที่วา   "ทุกองค์กร
       ่
ควรมีสวนร่วมในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคม"                                                                       ่
                                                            โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ที่เป็ นที่มาของความกินดีอยูดีในสังคม
           ั้                                                                                       ั
เพราะมีทงกาลังทรัพย์และความสามารถในการจัดการบริ หารต่างๆ จนเกิดข้ อถกเถียงขึ ้นในปั จจุบนว่า อันที่จริ งแล้ ว "ใคร"
                  ่
กันแน่ที่มีหน้ าทีในการทา      CSR            โดยตรง            เพราะแต่เดิมหน้ าที่นี ้เป็ นของภาครัฐบาลและ      NGO
                                                                                                      ่
           แต่ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน "มันเป็ นหน้ าที่ของทุกคน ทุกองค์กร ที่จะต้ องช่วยเหลือซึงกันและกัน"

2. CSR จากกลุ่มนักลงทุน
ประมาณปี พ.ศ. 2471 เริ่ มมีแนวทางการลงทุนทางธุรกิจเพื่อสังคมแนวใหม่ขึ ้น หรื อที่เรียกว่า "Social Responsibility
Investment"             ในปั จจุบนั                       ้                                 ี
                                             คือการจัดตังกองทุนเพื่อไปลงทุนในบริ ษัทที่มความรับผิดชอบต่อสังคม
  ่                       ่
ซึงถือว่าเป็ นอีกรูปแบบหนึงของการทา                                                                        CSR
    ่ ั                             ้          ่                                                   ่ ั้
ซึงมีนยยะที่สาคัญเพราะนักลงทุนนันมีบทบาทอย่างยิงต่อการพลักดันให้ ธุรกิจที่ตนเองถือหุ้นหรื อลงทุนอยูนนมีความรับผิ
                                ั
ดชอบต่อสังคมมากขึ ้น โดยมีพฒนาการตามลาดับดังนี ้

1. Pioneer Fund                  ้           ่              ั
                            จัดตังขึ ้นโดยกลุมนักลงทุนผู้นบถือศาสนาคริ สต์นิกายโปรเทสแทนท์
โดยใช้ หลักคาสอนของศาสนาเข้ ามาวัดความชอบธรรมในการดาเนินธุรกิจ
                          ่                                                                     ้
โดยจะนาทุนไปลงทุนในกลุมธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมไม่ดาเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้ องกับอบายมุขทังหลาย เช่น สุรา
นารี ยาเสพติด ฯลฯ
                                                          ่
2. Green Fund กองทุนที่เน้ นลงทุนในธุรกิจที่ไม่ทาลายสิงแวดล้ อม
3.        Social       Responsible          Investment          หรื อ     Social       Responsible      Funds
                               ี                                                             ้
เป็ นกองทุนที่ลงทุนในองค์กรที่มความรับผิดชอบต่อสังคมในหลายๆ ด้ านในขอบเขตที่ไกลออกไป ตังแต่เรื่ องสิทธิมนุษยชน
                                                              ่         ่       ่         ั
แรงงาน สวัสดิการของคนและสัตว์ ห่วงใยชุมชน สังคมและสิงแวดล้ อม ซึงเป็ นกลุมธุรกิจที่มีอตราเติบโตสูงมากในช่วงปี
                   ั                            ู
2542-2544 มีอตราเติบโตสูงถึง 36% มีมลค่าการลงทุนในสหรัฐอเมริ กามากถึง 17.9 หมื่นล้ านเหรี ยญสหรัฐฯ
                     ่
นับว่าเป็ นตลาดที่นาจับตามองอย่างมาก

3. CSR จากมุมของนักวิชาการ
ในวงการ วิชาการต่างประเทศ ก็มีการพัฒนางานเขียนที่มีแนวคิดเรื่ อง CSR ขึ ้นมาเรื่ อยๆ ดังนี ้
ปี พ.ศ.2483 (ค.ศ.1940 ) ศาสตราจารย์ ธีโอดอร์ เครปส์ Professor Theodor Kreps จากสแตนด์ฟอร์ ด บิสสิเนส
                                                                                                                3


สคูล                     ใช้ คาว่า            “Social                  Audit”                                 ้
                                                                                                      เป็ นครังแรก
  ่
ซึงกล่าวว่าองค์กรธุรกิจควรมีการทารายงานการกระทาที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม              แต่ทว่ากระแสเรื่ อง CSR
    ั                 ่
ก็ยงไม่เป็ นที่สนใจอยูดี

ปี พ.ศ.2496 (ค.ศ.1953 ) หนังสือเรื่ อง “Social Responsibilities of Business Man” โดย โฮเวิร์ด โบเวนด์ Howard
Bowend กล่าวถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมของนักธุรกิจ


ปี พ.ศ.2503 (ค.ศ.1960 ) หนังสือเรื่ อง “The Responsible Corporation” หรื อความรับผิดชอบต่อสังคมโดยนักธุรกิจ
                                           ั
โดย จอร์ จ กอยเดอร์ George Goyder ได้ พฒนาแนวคิดการทา CSR อย่างชัดเจนขึ ้นมาในปี เดียวกัน
                                      ่
เป็ นช่วงที่ผลพวงจากการใช้ “ DDT” ซึงอเมริ กาเป็ นผู้ผลิตและส่งออก อย่างไม่คานึงถึงผลกระทบด้ านลบที่เกิดจากการใช้
                                    ้                   ่                   ่
DDT เป็ นผลให้ สภาพแวดล้ อมปนเปื อนสารพิษ นาไปสูกระแสเรี ยกร้ องด้ าน “สิงแวดล้ อม” ขึ ้น



4. CSR กับสถาบันและกรอบความร่ วมมือระหว่ างประเทศ
                      ่                       ั่
หลังจากกระแสด้ านสิงแวดล้ อม เป็ นประเด็นที่ทวโลกจับตามองจากเรื่ อง DDT ในช่วงปี พ.ศ.2503 (ค.ศ.1960)
                   ุ่                      ่
ก็เกิดการประชุมที่มงช่วยแก้ ไขปั ญหาด้ านสิงแวดล้ อมขึ ้นเรื่ อยๆ
ปี พ.ศ.2515 (ค.ศ.1972) มีการประชุม UN Conference on the Human Environment ที่ Stockholm Sweden
                                                                     ่
ที่นามาสู่ “Stockholm Declaration on the Human Environment” ซึงเป็ นที่มาของการก่อตัง้ UNEP: United
                                                               ู ่
Nation Environment Program ขึ ้น โดยเป็ นหน่วยงานที่ดแลสิงแวดล้ อม ในภาคต่างๆ รวมถึงภาคธุรกิจ


                              ่
ปี พ.ศ.2519 (ค.ศ.1976) กลุมประเทศพัฒนา OECD ตัง้ Guideline for Multinational Enterprises
เพื่อเป็ นแนวทางการดาเนินธุรกิจของบริ ษัทที่เกี่ยวข้ องกับการลงทุนระหว่างประเทศ
                                        ่              ่
ให้ ดาเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสิงแวดล้ อม ซึงได้ รับการตอบรับจากบริษัทต่างๆ ดีมาก
        ั                   ่             ั                ่                         ้
แต่ก็ยงจากัดอยูเ่ ฉพาะในกลุมประเทศที่พฒนาแล้ ว นาไปสูการปรับปรุง Guideline อีกครังในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ.2000)
                                                                     ั
เกิดเป็ นกระแสการทา CSR ระหว่างประเทศ เพราะเน้ นการนาไป ปฏิ บติจริ ง ในทุกประเทศ
                     ่
ไม่จากัดเฉพาะในกลุมประเทศสมาชิก OECD

                                                                             ่         ่ ั่
ปี พ.ศ.2530 (ค.ศ.1987) UN Brundtland Commission ผลิตเอกสารสาคัญสูการพัฒนาทียงยืน โดยนิยามคาว่า
              ั่
“การพัฒนาที่ยงยืน คือ การพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้ องการของคนยุคปั จจุบนได้    ั
                                                      ้         ั
โดยไม่ทาให้ ความต้ องการของคนยุคต่อมาเกิดปั ญหา” โดยตังชื่อให้ กบเอกสารนี ้ว่า “Our Common Future”

ปี พ.ศ.2532 (ค.ศ.1989) หลังจากเหตุการณ์ เรื อบรรทุกน ้ามันดิบของ Exxon Waldez ล่มบริ เวณทะเลอลาสก้ า
  ่                           ่                                                    ่
ซึงก่อผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิงแวดล้ อม และสัตว์น ้าแถบทะเลอลาสก้ าเป็ นวงกว้ าง กลุมธุรกิจ SRI (social
                            ่                ่     ้
Responsible Investment) ซึง Exxon เป็ นหนึงในนันจึงร่ วมกันบัญญัติกฎ 10 ประการที่เรี ยกว่า “Waldez Principle”
    ่                                ี                   ่                      ่
ซึงกาหนดความประพฤติ ขององค์กรให้ มความรับผิดชอบต่อสิงแวดล้ อม ต่อมาได้ เปลียนชื่อบัญญัติ เป็ น CERES
Principle

ปี พ.ศ.2535 (ค.ศ.1992) มีการประชุม UN Earth Summit ที่ ริ โอ เดอ จาเดโร ประเทศบราซิล เกิด RIO Declaration
                                ่                       ั่
ที่เกี่ยวข้ องกับการพัฒนาด้ านสิงแวดล้ อมและการพัฒนาที่ยงยืนขึ ้น

ปี พ.ศ.2538 (ค.ศ.1995) มีการประชุม UN World Summit for Social Development ที่ โคเปนเฮเกน
                                                                                                                     4


                  ่
ประเทศเดนมาร์ ก ซึงสาระสาคัญของการประชุมเน้ น การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมควบคูกนไป     ่ ั
                                                                                  ิ
โดยเฉพาะประเด็นเรื่ องแรงงาน ที่ควรได้ รับการจ้ างงานเต็มอัตรา มีการพัฒนาคุณภาพชีวตพนักงาน
ตามกฎขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (ILO)

                                                         ่
ปี พ.ศ.2539 (ค.ศ.1996) ผลจาก Rio Summit นามาสูการเกิดมาตรฐาน ISO 14000
  ่                      ่          ่ ่                                                          ั
ซึงเน้ นด้ านการจัดการสิงแวดล้ อม ซึงทัวโลกนาไปใช้ เพื่อให้ เกิดมาตรฐานของธุรกิจร่วมกัน ณ ปั จจุบน มีองค์กรธุรกิจ กว่า
                    ่
50,000 องค์กร ทัวโลกที่ได้ รับมาตรฐาน ISO 14000 แล้ ว และกว่า 500,000 รายที่ได้ รับมาตรฐาน ISO 9001
    ่
ซึงเน้ นด้ านสิทธิและสวัสดิการแรงงาน

ช่วงปลายทศวรรษ 90 (ประมาณ พ.ศ. 2524-2534) เกิด GRI: Global Reporting Initiative
  ่ ่
ซึงมุงหามาตรฐานการรายงานผลการดาเนินงานของธุรกิจ ทัง้ 3 มิติ คือ การวัดผลทางด้ านเศรษฐกิจ
   ่                         ่                                                           ั่
สิงแวดล้ อมและสังคม เพื่อทีจะให้ แต่ละองค์กรธุรกิจรายงานผล ที่เป็ นจริ งในทุกมิติ ไม่ใช่นงเทียนเขียนลอยๆ
                   ่
โดยไม่ได้ ทาจริง ซึงขณะนี ้มีบริ ษัทขนาดใหญ่กว่า 400 บริ ษัทที่นาหลักการนี ้ไปใช้

ปี พ.ศ.2542 (ค.ศ.1999) ผู้คนเริ่ มให้ ความประเด็นเรื่ อง CSR เป็ นที่สนใจอย่างมาก มีการประชุม World Economic
Forum นาโดยนายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN)                   ร่วมกับ 5 หน่วยงานของ UN (ILO,
UNDP,UNEP, UNCHR, UNIDO) และภาคธุรกิจ ได้ ออก “UN Global Compact” หรื อหลัก 9
ประการที่บริ ษัทในโลก โดยเฉพาะธุรกิจข้ ามชาติ ให้ ทา CSR ในหลักการทัง้ 9 นี ้ ได้ รวมเอาแนวคิดเรื่ อง Corporate
Citizenship,       สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน                                 ่
                                                        การพัฒนาสังคมและสิงแวดล้ อม ที่กระจัดกระจายจากหลายๆ
แนวคิดเข้ าด้ วยกัน      เป็ นบรรทัดฐานการทา      CSR                            ่ั      ุ
                                                               ขององค์กรธุรกิจทีชดเจนที่สด     ต่อมา     OEDC
                                   ่
จึงได้ ปรับแผลการดาเนินงานในกลุมประเทศสมาชิกของตนให้ สอบคล้ องกับ “UN Global Compact”

ปี       พ.ศ.2545 (ค.ศ.2002) UN World Summit on Sustainable Development
                        ้
ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กนันก็เป็ นจุดที่เกิดความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนของความรับผิดชอบของภาคธุรกิจต่อสังคม
                  ั่                     ่
และการพัฒนาที่ยงยืนที่มีหลักการที่วาการตอบสนองความต้ องการของคนยุคนี ้ต้ องไม่ไปทาลายโอกาสของคนรุ่นหลังในก
ารตอบสนองความต้ องการของตน

กระแสที่ผลักดันให้ เกิด CSR

1.                                      ่
     โลกาภิวัฒน์ องค์กรธุรกิจแผ่ขยายไปทัวโลก ถ้ าไม่มีหลักการควบคุมด้ านมนุษยธรรม หรื อมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน
ก็จะเกิดกรณี       อย่าง        NIKE           ่
                                             ทีไปผลิตสินค้ าในประเทศยากจน         กดราคาแรงงานให้ ต่าสุดขีด
เพื่อมาขายในประเทศพัฒนาแล้ ว ในราคาสูงลิบ ขาดจรรยาบรรณขององค์กรที่ดี ในด้ านสิทธิและสวัสดิการแรงงาน เป็ นต้ น
                                                 ั                                      ่ ั่
หากจะมองในด้ านบวก บริ ษัทข้ ามชาติ ต่างก็มีซพพลายเออร์ และ/หรื อ สาขาท้ องถิ่น อยูทวโลก หากบริ ษัทแม่
                              ั                                         ้
นาหลักการด้ าน CSR ไปใช้ กบซัพพลายเออร์ และหรื อ สาขาท้ องถิ่นนันๆ ด้ วย เศรษฐกิจ และสังคมโลก
ก็จะพัฒนาไปพร้ อมๆ กัน

2.      การเปิ ดเสรีการค้ า และการปฏิรูปด้ านกฎหมายต่ างๆ                                  ั
                                                                           เนื่องจากปั จจุบน    โลกเปิ ดเสรี ทางการค้ า
แต่ในแง่ของกฎหมาย                               กฎระเบียบข้ อบังคับต่างๆ                          อาจยังไม่คลอบคลุม
                                                     ่
หรื อเพียงพอที่จะคุ้มครองให้ องค์กรธุรกิจดาเนินการอยูภายใต้ จรรยาบรรณที่ดี                             ้
                                                                                                  ดังนันหารภาคธุรกิจ
                                                                                                                                 5


     ู                                                                                                             ึ
มีผ้ นาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ก็จะเป็ นตัวสร้ างกระแส CSR ให้ เกิดขึ ้น อุดช่องโหว่ที่ฝ่ายรัฐบาลเข้ าไปดูแลไม่ถง

3.       กระแสเรื่องสิ่งแวดล้ อม และสังคม           นับจาก RIO Summit                 ในปี พ.ศ.2503 (ค.ศ.1960)
                     ่               ่
ที่นาประเด็นเรื่ องสิงแวดล้ อมให้ อยูในกระแสสังคมโลก        ต่อมากระแสด้ านสังคม ก็เพิ่มขึ ้นเนื่องจากเกิดปั ญหาสังคม
ทาให้ เกิดแนวคิดเรื่ อง Triples Bottom Line กล่าวคือ การบริ หารจัดการ ที่ใส่ใจ ผลกาไร สิงแวดล้ อม            ่
                                                ่
และสังคมไปพร้ อมๆ กัน เนื่องจากกระแสเรื่ องสิงแวดล้ อม และสังคม เป็ นประเด็นร้ อน บีบให้ องค์กรธุรกิจต้ องหันมาใส่ใจ
         ั                                               ้                                 ุ
แต่ก็ยงคงต้ องรักษาผลกาไรขององค์กรไว้ เป็ นหลัก ดังนันการทา CSR จึงเป็ นทางออกที่ดีที่สดที่จะประสานประโยชน์ทง้ั 3
                                             ั    ั
เข้ าด้ วยกันได้ องค์กรธุรกิจหลายองค์กรที่มีทศนวิสย กว้ างไกล จึงเริ่ มหันมาทา CSR กันอย่างพร้ อมหน้ า


CSR ในมุมมองของนักธุรกิจ แต่ ละยุคสมัย
                                  ั                                                     ่
เราได้ พิจารณาประเด็นด้ านวิวฒนาการของ CSR ในมุมมองเชิงมหภาคมาแล้ วไม่วาจะเป็ นการเรี ยกร้ องของประชาชน
นักลงทุน                รัฐบาลหรื อองค์กรระหว่างประเทศ                      อย่างไรก็ตามความสาเร็ จของ                    CSR
                      ่                ้
จะเกิดขึ ้นได้ จริงก็ตอเมื่อนักธุรกิจนันเห็นประโยชน์และความจาเป็ นที่จะต้ องประยุกต์        CSR          เข้ ากับธุรกิจของตน
      ้
ดังนันความเข้ าใจพัฒนาการของ CSR จากมุมมองของนักธุรกิจเองจึงมีความสาคัญอย่างยิ่งยวด
เมื่อหลายศตวรรษมาแล้ ว                              ั
                                         ในยุคที่องกฤษ                    ั ุ
                                                             ทาการปฏิวติอตสาหกรรม                         ิ
                                                                                                   วิถีชีวตของคนเปลียนไป่
                        ่                                       ่                                ่
อุตสาหกรรมนามาซึงการผลิตสินค้ าจานวนมากแต่ราคาถูก ซึงยิ่งลดต้ นทุนได้ มากเท่าไร นันหมายถึงผลกาไรที่เพิมขึ ้น              ่
        ้      ี                            ่
ดังนันจึงไม่มใครคานึงถึงผลกระทบต่อสิงแวดล้ อมและสังคม
ประชาชนรวมถึงรัฐบาลก็ไม่ใส่ใจกับปั ญหามลพิษทีเ่ ป็ นผลพลอยได้ จากการทาอุตสาหกรรมเพราะว่า
ข้ อดีของการผลิตสินค้ าอุตสาหกรรมมีมากกว่า                    ่                    ่
                                                       จนกระทังเกิดประเด็นเรื่ องสิงแวดล้ อมขึ ้น ในปี ช่วงทศวรรษที่ 70
           ่ ุ                                    ่                           ้
จึงนามาสูยคเริ่ มของการทาธุรกิจที่คานึงถึงสิงแวดล้ อมและชุมชน จากนัน การทาธุรกิจกับ CSR จึงค่อยๆ
                                    ั ่                                                               ั
พัฒนาขึ ้นต่อเนื่อมาจนถึงปั จจุบน ซึงสามารถแบ่งยุคของ ธุรกิจกับการทา CSR ออกเป็ น 3 ช่วง ได้ ดงต่อไปนี ้

         1.                                                         ่               ่
              ยุค “ได้ อย่ างเสียอย่ าง” หรื อขยายความได้ วา “อยากช่วยสิงแวดล้ อมและชุมชุม ก็ต้องยอมเสียผลกาไร”
           ่
         ซึงเป็ นยุคแรกเริ่ ม             ้
                                        ตังแต่ปี        พ.ศ.        2343          (ค.ศ.1800)        ตามที่ได้ กล่าวไปแล้ วข้ างต้ น
                                     ั ุ                       ่        ่
         ถึงสถานการณ์ช่วงปฏิวติอตสาหกรรมที่นามาสูปัญหาสิงแวดล้ อมอย่างรุนแรง                                       มลพิษทางน ้า
                                      ่                      ่
         และอากาศแผ่ขยายไปทัว เพราะนักธุรกิจมุงแต่แสวงผลกาไร ยึดหลัก “ เอา สร้ าง เสีย ” (Take, Make,
         Waste)”               เป็ นแนวคิดในการจัดการโรงงาน                จนกระทังปี ่         1970                   ่
                                                                                                               ปั ญหาสิงแวดล้ อม
         จากของเสียและมลพิษอุตสาหกรรมส่งผลกระทบอย่างมากต่อสิงแวดล้ อม           ่                                    ทางรัฐบาล
         จึงต้ องออกมาตรการมาบังคับภาคธุรกิจเกี่ยวกับมาตรฐานโรงงาน                                  และการปล่อยสารพิษต่างๆ
               ้                                                 ่                ่          ่        ิ
         ดังนันองค์กรธุรกิจจึงจาต้ องทาตามเพื่อความอยูรอด นาไปสูการคอร์ รัปชัน ให้ สนบนแก่เจ้ าหน้ าที่รัฐบาล
                 ้                                ่
         ดังนันการดาเนินธุรกิจโดยคานึงถึงสิงแวดล้ อมและสังคมในยุคแรกๆ                          นี ้     จึงเป็ นไปอย่างจายอม
         ขาดการจัดการทีดี    ่                 ทาให้ ธุรกิจเองต้ องลงทุนสูงแต่ได้ ผลตอบแทนต่าบรรดานักธุรกิจจึงฝั งค่านิยมทีวา  ่่
                      ่
         “อยากช่วยสิงแวดล้ อมและชุมชุม ก็ต้องยอมเสียผลกาไร” ได้ อย่างเสียอย่าง สืบต่อแนวคิดอย่างนี ้เรื่ อยมาเป็ น 10
                                 ั                                    ่                 ้
         ปี แต่ในสังคมก็ยงมีองค์กรธุรกิจที่มีจรรยาบรรณอยูบ้าง แต่ในยุคนันจะเน้ นไปที่การบริจาคมากกว่าจะมาทา
         CSR อย่างจริ งจังในระดับนโยบาย


         2.                                                              ่                       ้
              ยุคปฏิวัตการจัดการเชิงคุณภาพ ในช่วงทศวรรษที่ 80 เกิดการเปลียนแปลงในภาคอุตสาหกรรมครังใหญ่
                       ิ
                                          ุ่
         เมื่อวงการอุตสาหกรรมในประเทศญี่ปน พัฒนาแนวคิดเรื่ อง “ปฏิบัตการจัดการเชิงคุณภาพ Qualities
                                                                       ิ
                                                                                                                                                                             6


Management”                  คือ การจัดการการการใช้ ทรัพยากรให้ เกิดประโยชน์สงสุด เกิดของเสีย (Muda หรื อ Waste) ู
             ุ
น้ อยที่สดหรื อไม่มีเลย
                                                       ้            ่                ุ่
โดยจะมีกระบวนการตรวจสอบทุกขันตอนซึงชาวญี่ปนเรี ยกว่ากระบวนการจัดการการผลิตแบบนี ้ว่า KAIZEN
Process เพื่อให้ เกิด คุณภาพการจัดการ 100% (Total Quality Management                                                                                                 (TQM))
เมื่อใช้ ทรัพยากรได้ อย่างคุ้มค่าทีสด              ่ ุ                                                             เกิดของเสียและความผิดพลาดน้ อยที่สด                       ุ
                  ่
ย่อมนามาสูการผลิตสินค้ าที่มคณภาพสูง         ี ุ
                    ่                                       ั้
ในต้ นทุนที่ตากว่าเดิมและไม่เพียงแค่นนผลพลอยได้ ที่เกิดขึ ้นคือการไม่ทิ ้งขยะ/สารพิษกลับสูสงแวดล้ อม                                              ่ ิ่
เพราะทรัพยากรถูกนามาใช้ อย่างเกิดประโยชน์สงสุด                                 ู          ใช้ แล้ วนากลับมาใช้ อีก                              Reuse,               Recycle
                                                                  ้                           ุ่
               และนี่คือเหตุผลให้ ในทศวรรษนัน เศรษฐกิจญี่ปนเจริ ญเติบโตอย่างมาก เอาชนะสหรัฐอเมริ กา
และยุโรปอย่างขาดลอย                                      ้                                                             ่
                                                    อีกทังยังได้ ภาพลักษณ์ขององค์กรที่ใส่ใจสิงแวดล้ อมและสังคมทีเ่ ป็ นผลพลอดได้
แต่สร้ างชื่อเสียงและแรงสนับสนุนจากประชาชนอย่างมาก
               การประสบความสาเร็ จอย่างงดงามในอุตสาหกรรมญี่ปน ทาให้ ทวโลก เปลียนมุมมองด้ านการทา     ุ่                  ั่          ่
CSR จาก ”ได้ อย่างเสียอย่าง” เป็ น “การดาเนินธุรกิจกับกิจกรรมด้ านสิงแวดล้ อมเป็ นสิงที่ดาเนินไปด้ วยกันได้ ”่                           ่
                                  ่
และทาให้ องค์กรธุรกิจทัวโลกหันมาพัฒนาการจัดการเชิงคุณภาพตามแบบอย่างญี่ปน ซึงต่อมาได้ พฒนามาถึง                                             ุ่ ่                 ั
มาตรฐานอุตสาหกรรมอย่าง ISO 14000 นันเอง                                 ่
               ในขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐบาลหรื อประชาสังคมในประเทศต่างๆ
           ่
ก็เปลียนมุมมองจากการเข้ าไปควบคุมด้ วยกฏระเบียบต่างๆ
มาเป็ นการร่วมมือด้ วยความสมัครใจหรื ออาสาสมัคร เช่น ใช้ ระบบการวัดผลที่เรี ยกว่า “Toxic Release
Inventory” ในปี 1988 คือองค์กรธุรกิจที่สมัครใจจะทารายงานการปล่อยสารพิษออกสูสงแวดล้ อมประจาปี                                                         ่ ิ่
แล้ วจะมีการจัดลาดับองค์กรที่ปล่อยสารพิษสูสงแวดล้ อมน้ อยไปมาก            ่ ิ่                                                                         ่
                                                                                                                                           ออกสูสายตาสาธารณชน
   ่
ซึงเป็ นเสมือนการประชาสัมพันธ์และ/หรื อประจานตนเอง                                                                                                                 ให้ โลกรับรู้
     ่                                   ่
ซึงองค์กรที่ให้ ความใส่ใจต่อสิงแวดล้ อมมาก
ก็จะได้ แรงสนับสนุนจากประชาชนด้ วยการใช้ สนค้ า/บริ การของพวกเขา            ิ
                                                                                        ่
ทาให้ เกิดการแข่งขันและพยายามที่จะลดการทาลายสิงแวดล้ อมโดยองค์กรให้ มากที่สดเท่าทีจะเป็ นไปได้                                         ุ           ่
                ้                                                                  ่
นับเป็ นครังแรกที่ภาคธุรกิจมีการจัดการประเด็นเชิงสิงแวดล้ อมที่วดผลและเปรี ยบเทียบได้                   ั
               แต่จะอย่างไรก็ดี ในยุคที่ 2 นี ้ ประเด็นด้ านการแสดงความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจ
                      ่             ่
ยังคงจากัดอยูในวงของ “สิงแวดล้ อม” เท่านัน                            ้
                                                 ่
               ในปี 1980 ในกลุมประเทศยุโรป ก็เกิดแนวคิด “Extended Producer Responsibility”
ริ เริ่ มโดยประเทศเยอรมัน เป็ นแนวคิดทีเ่ น้ นความรับผิดชอบของบริ ษัทต่อสินค้ าใดๆ ที่ผลิตขึ ้น ตลอดอายุสนค้ า                                                            ิ
(Product                  Life      Cycle)                                 ้ ุ
                                                               หรื อตังแต่จดเริ่ มต้ นการผลิต                                                             ้
                                                                                                                      จนถึงการทิ ้งสินค้ านันหรื อถูกใช้ หมดไป
                        ู
โดยจะมีการตีมลค่าของผลเสียทีอาจจะเกิดขึ ้นตลอด      ่                                                               ิ
                                                                                                          อายุสนค้ านันๆ        ้                                  ู
                                                                                                                                                             ว่ามีมลค่าเท่าไร
       ่                                   ่
ซึงหมายถึงบริ ษัทต้ องพร้ อมทีจะรับมือกับผลเสียนันๆ                              ้                                                                                          ได้
         ่
ซึงการที่จะลดความเป็ นไปได้ ที่จะเกิดผลเสียจากสินค้ าของตนสูสงคมนัน                              ่ ั           ้
ทาให้ บริ ษัทพยายามออกแบบกระบวนการผลิตสินค้ าที่                                             CLEAN                                ุ
                                                                                                                            ที่สดเท่าที่จะเป็ นไปได้                  (คล้ ายๆ
กับแนวคิดของประเทศญี่ปน)              ุ่
               ยกตัวอย่าง เช่น บริ ษัท ซีรอกซ์ ผูผลิตเครื่ องถ่ายเอกสาร พัฒนาสายการผลิตรูปแบบใหม่
เอาเครื่ องเก่ามาแลกเครื่ องใหม่                           ผู้ใช้ ก็จะได้ ใช้ ของคุณภาพดี                        ราคาประหยัดขึ ้น                           ในขณะที่บริ ษัทฯ
                                                                                                                                        7


                                                                                        ี     ุ
ก็สามารถนาอุปกรณ์ อะไหล่จากเครื่ องเก่า มาใช้ ใหม่ หรื อดัดแปลง นากลับไปใช้ แล้ วใช้ อกให้ ค้ มค่าอย่างที่สด ุ
                     ่ ิ่                                              ึ                           ่
ลดต้ นทุน ลดขยะสูสงแวดล้ อม แนวคิดนี ้ ทาให้ ซีรอกซ์ ลดค่าใช้ จ่ายได้ ถง 500 ล้ านดอลลาร์ ต่อปี ซึงถือเป็ น
                                                                             ่
2.5% ของยอดายของบริ ษัท และด้ วยแนวคิดนี ้ทาให้ ซีรอกซ์สามารถดารงอยูรอดมาได้ จนถึงทุกวันนี ้ ทังๆ          ้
                                                                 ่
ที่นวัตกรรมเครื่ องพิมพ์ ออกมาแย่งส่วนแบ่งตลาดไปมาก (ซึงถ้ ายังใช้ วิธี ใช้ แล้ วทิ ้ง เก่าแล้ วเลิกใช้
          ่
ไม่รับเปลียนหรื อคืน ประชาชนคงเลิกใช้ และบริ ษัท ซีรอกซ์คงล้ มละลายไปนานแล้ ว)
                                                               ่          ่
            จากกรณี ซีรอกซ์ พบว่า การที่บริ ษัทเกื ้อประโยชน์ตอสังคมและสิงแวดล้ อม เป็ นจุดขายทีพิเศษ ่
Unique              Advantage            ของบริษัทที่ยากจะมีใครมาโจมตี          หรื อแข่งขัน          เพราะ
             ุ                                            ุ
การเน้ นที่คณภาพสินค้ าอย่างเดียวเมื่อถูกพัฒนามาจนถึงที่สดแล้ ว ก็ต้องมาแข่งขันกับบริ ษัทอื่นๆ ด้ วยราคา
                                      ่     ่ ู่
Pricing แต่ถ้าเราแข่งที่ “นวัตกรรม” ซึงยากทีคแข่งจะตามได้


3.    ยุคแห่ งการรับผิดชอบที่มากกว่ าด้ านสิ่งแวดล้ อม                                                     ั
                                                                      หลังทศวรรษที่ 90 จนถึงปั จจุบน บริ ษัทต่างๆ
                 ้
แข่งขันกันทังด้ านคุณภาพและนวัตกรรม                        แต่ก็มีปัญหามากเพราะตลาดเดิมมีการแข่งขันที่สงอย่างมาก ู
    ้                              ่      ี
ทังนี ้เป็ นเพราะตลาดหรื อกลุมลูกค้ าที่มกาลังซื ้อมีจานวนจากัดประมาณ 800 ล้ านคนจากประชากรทังสิ ้นกว่า                ้
6,500                      ล้ านคนทัวโลก่                                                                    ่ ่
                                                                          ทาให้ ธุรกิจเริ่ มเบนทิศทางไปสูกลุมลูกค้ าใหม่
  ่          ่
นันคือกลุมประชากรยากจนทีเ่ ป็ นคนส่วนใหญ่ของโลก หรื อประมาณ 4,000 ล้ านคน ซึงถึงแม้ วาตลาดกลุมนี ้่      ่               ่
                                                              ่
จะมีกาลังซื ้อน้ อย(หรื อยังไม่มเี ลย) แต่ก็เป็ นตลาดกลุมใหญ่มาก ที่พร้ อมจะเพิ่มกาลังซื ้อได้ มากขึ ้นในอนาคต
        ้
ดังนันองค์กรธุรกิจจึงเริ่ มหันมามองและพัฒนาตลาดฐานปิ รามิดหรื อที่เรี ยกว่าแนวคิดการขยายฐานลูกค้ าแบบ
                                                                        ่
BOP Strategy หรื อ Bottom Up Strategy หรื อกลยุทธ์ เจาะกลุมตลาดล่างนันเอง              ่
                                ี่ ุ่                 ่
               โดยเป็ นกลยุทธ์ทมงพัฒนาให้ คนกลุมนี ้พร้ อมที่จะเป็ นลูกค้ าของพวกเขาในอนาคต
                   ่                  ่
แต่ทว่าการทีจะเจาะตลาดกลุมนี ้ไม่ใช่เรื่ องง่าย                                                        ั
                                                                               เพราะเป็ นตลาดใหม่ที่ยงค่อนข้ างล้ าหลัง
                        ่
ยึดติดกับประเพณีคานิยมท้ องถิ่น               ไม่ไว้ วางใจนักธุรกิจ          ้
                                                                        ดังนัน                                       ั
                                                                                      การที่จะเข้ าไปทาความรู้จกคุ้นเคย
หรื อสร้ างความไว้ เนื ้อเชื่อใจ              จึงต้ องอาศัย       CSR        เป็ นการแสดงความปรารถนาดีตอพวกเขา     ่
                          ิ ิ               ่
พัฒนาพวกเขาให้ มีวถีชีวตความเป็ นอยูที่ดีขึ ้น จนพร้ อมที่จะเป็ นลูกค้ าของบริ ษัทพวกเขาในอนาคต



                   ้
              ดังนันนวัตกรรมใหม่ๆ                                                                         ่                       ่
                                                                                   เพื่อการเข้ าถึงกลุมลูกค้ าใหญ่นี ้จึงเป็ นสิงสาคัญ
                             ุ
ที่นอกจากจะต้ องใช้ ทนมหาศาลแล้ วยังต้ องพัฒนารูปแบบการจัดการการเงินทีตางไปเดิม                   ่ ่                 โดยเฉพาะการใช้
“สินเชื่อ”                                                  ่
                                                ตัวอย่างที่นาสนใจอันหนึงก็คือ    ่                      ยูนิลีเวอร์                 อินเดีย
พัฒนาระบบธุรกิจใหม่ในการขายผงซักฟอกให้ กบคนจนในอินเดีย        ั                                                                 ่
                                                                                                                              ซึงไม่นาน
                                                                  ่
กลับทาส่วนแบ่งตลาดจากคนหลายร้ อยล้ านในกลุมใหม่นี ้ ได้ ถึง 38% Grameen Bank บังกลาเทศ
                                                                ่
สามารถพัฒนาสินเชื่อขนาดเล็กเพื่อคนยากจน ซึงดาเนินมากว่า 20 ปี แล้ ว และสามารถขยายฐานลูกค้ าได้ กว่า
25 ล้ านคนทัวโลก ่
                                                                               ่
              อย่างไรก็ตาม ความสาเร็ จนี ้สามารถเกิดขึ ้นได้ ตอเมื่อบริ ษัทต่างๆ สามารถร่วมมือกับองค์กรต่างๆ
            ้
ในพื ้นที่เปาหมายได้ อย่างจริงจัง                                   ้                                 ่             ่   ่
                                                                ทังนี ้เป็ นเพราะในพื ้นที่ตลาดกลุมนี ้มักจะอยูในหมูบ้านที่หางไกล    ่
การจะเข้ าถึงนัน     ้              ต้ องได้ รับความไว้ วางใจจากชาวบ้ านในฐานะบริ ษัททีเ่ ข้ ามาร่วมพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
มิได้ หวังแต่ประโยชน์สวนตัว     ่                บริ ษัทฯ จึงไม่สามารถดาเนินการแต่ลาพัง เพราะขาดความน่าเชื่อถือ
                                                                      ้                                     ่
              และไม่ร้ ูวิธีเข้ าถึงชาวบ้ าน นอก จากนันการเจริ ญเติบโตของตลาดกลุมนี ้ โดยเฉพาะด้ านกาลังซื ้อ
                                                                                                                            8


                                                  ้        ้                          ่
         ย่อมขึ ้นกับพัฒนาการของรายได้ ของชุมชนนันๆ ดังนัน บริ ษัทฯ จึงต้ องเข้ ามามีสวนร่วม (ร่วมกับองค์กรท้ องถิ่น)
                                ุ
         เพื่อช่วยส่งเสริ มให้ ชมชน                                                                           ่
                                                                                                มีความเป็ นอยูที่ดีขึ ้น
                                                         ่
         เป็ นการสร้ างฐานลูกค้ าของตนในอนาคตให้ มีความยังยืนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต



CSR ในปั จจุบันคืออะไร
คาจากัดความของ CSR
                                                                ้      ่
อันที่จริ งแล้ ว Triples Bottom Line หรื อการดาเนินธุรกิจโดยมีเปาหมายทีกาไร สังคม
        ่            ้                                   ้        ่          ั
และสิงแวดล้ อมนันล้ วนเป็ นส่วนประกอบในการทา CSR ทังสิ ้น ถึงแม้ วา ณ ปั จจุบน จะยังไม่มีการนิยามศัพท์ คาว่า CSR
           ่
ที่เป็ นหนึงเดียว อย่างชัดเจน แต่ก็จะเห็นใจความของการทา CSR ได้ จาก บทความ งานเขียน ต่างๆ
ดังยกตัวอย่างต่อไปนี ้
         European Commission Green Paper
                                                                 ่
         “CSR เป็ นแนวคิดที่ บริ ษัทจะบูรณาการ งานด้ านสังคมและสิงแวดล้ อมเข้ าไปในกิจการของประเทศ
                   ั
         และการปฏิสมพันธ์ ของผู้เกี่ยวข้ อง ( Stakeholder) โดยสมัครใจ”
         UNCTAD
                                                                                       ้
         “CSR คือการที่บริ ษัทเข้ าไปเกี่ยวข้ องและมีผลกระทบเชิงบวกต่อความต้ องการและเปาหมายของสังคม ”

         World Business Council on Sustainable Development
         “CSR
                ่                                               ่
         คือคามันของบริษัทที่จะส่งเสริ มการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยังยืนโดยทางานร่วมกับลูกจ้ างและครอบครัวของพวกเ
                                         ่                    ่
         ขา ชุมชน และสังคมโดยกว้ าง เพือจะพัฒนาคุณภาพชีวิตทีดีขึ ้นของสังคมโดยรวม”
         ISO
                                                                                    ่              ่
         “CSR เป็ นเรื่ องของการที่องค์กรตอบสนองต่อประเด็น ด้ านเศรษฐกิจ สังคม และสิงแวดล้ อม โดยมุงที่การ            ให้
                     ั                                 ้
         ประโยชน์กบ คน ชุมชน และสังคม นอกจากนัน ยังเป็ นเรื่ องของบทบาท ขององค์กรธุรกิจในสังคม
                                     ่ ี ่
         และความคาดหวังของสังคมทีมตอองค์กรธุรกิจ โดยจะต้ องทาด้ วยความสมัครใจ
         และผู้บริ หารจะต้ องมีบทบาทเกี่ยวข้ องกับกิจกรรมต่างๆ โดยสามารถวัดผลได้ ใน 3 มิติ คือ
                                                 ่               ่
         การวัดผลทางเศรษฐกิจ สังคม และ สิงแวดล้ อม นาไปสูการพัฒนาอย่างยังยืน ” ่


                                          ่                        ่            ่     ่
          นอกจากนี ้ยังมีอีกแนวคิดหนึงที่สาคัญมากต่อองค์กร นันคือ ผู้มีสวนได้ สวนเสียกับองค์กร หรื อ Stakeholder
  ่                                           ้       ่      ่                                                         ้
ซึงไม่ใช่แค่ เจ้ าของกิจการ ผู้ถือหุ้นเท่านัน คาว่ามีสวนได้ สวนเสียนี ้ยังรวมถึง พนักงาน ชุมชุน สังคมบริ เวณที่องค์กรตังอยู่
                                   ่ ่
รัฐบาล และลูกค้ า หรื อทุกฝ่ ายทีมีสวนเกี่ยวข้ องกับองค์กรและมีโอกาสที่จะสร้ าง และ/หรื อได้ รับผลกระทบต่อองค์กรนันๆ     ้
                  ้
          ดังนันจึงควรต้ องทาความเข้ าใจว่าในองค์กรของเรา
                        ่      ่                ้
มีใครบ้ างที่เป็ นผู้มีสวนได้ สวนเสียกับเราทังในแง่บวกและแง่ลบ เราจึงจะทา CSR ได้ ถกทิศทางู
          การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่การทาให้ กิจการถูกกฎหมาย หรื อถูกต้ องแต่เพียงอย่างเดียว แต่ทว่า
ถือเป็ นการลงทุนในมนุษย์                    ่
                                        สิงแวดล้ อม                         ่     ่
                                                               รวมถึงผู้มีสวนได้ สวนเสียกับองค์กร             ่ ้
                                                                                                            ซึงทังหมดนาไปสู่
                                    ่              ่
ความสามารถในการแข่งขันทีเ่ พิมขึ ้น ความอยูรอด และรายได้ ขององค์กรนันเอง            ่                             ้
                                                                                                       ถึงกระนันก็ดี CSR
                                                                              ั
ก็ไม่ควรนามาใช้ ทดแทน กฎระเบียบ หรื อกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิสงคม มาตรฐานแรงงาน และสิงแวดล้ อม ฯลฯ           ่
                                                                                                                                    9


                    ี            ่                        ่                       ้                         ้
เพราะในประเทศที่มกฎหมายที่ออนหรื อไม่รัดกุม จาเป็ นอย่างยิงที่จะพัฒนากฎหมายเหล่านันขึ ้นมา เพื่อให้ ประเทศนันๆ
มีสภาพแวดล้ อมทีเ่ อื ้อต่อการทา CSR ยิ่งๆ ขึ ้น

องค์ ประกอบของ CSR ที่ยอมรับในปั จจุบัน
               ิั
          แม้ ววฒนาการของ               CSR                     ้                  ่                      ี
                                                              นันจะเป็ นเรื่ องที่คอนข้ างซับซ้ อนและไม่มมาตรฐานตายตัว
                                                                                      ่
อย่างไรก็ตามในการประยุกต์ CSR เข้ ากับธุรกิจอย่างเป็ นรูปธรรมในทุกขนาดไม่วาจะเป็ นธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ใหญ่
                      ้
หรื อระหว่างประเทศนัน ก็ได้ มีการรวบรวมลักษณะรูปธรรมในการดาเนินการด้ าน CSR ไว้ โดยเฉพาะจาก European
commission                on           CSR                  ่
                                                          ซึงกล่าวว่า                CSR              นันมีอยูสองมิติหลักๆ
                                                                                                        ้     ่
                                                    ้             ่
ก็คือมิติภายในอันเป็ นการดูแลกิจกรรมต่างๆที่ธุรกิจนันดาเนินการอยูและจัดการได้ โดยตรงเช่นการจัดการแรงงาน
กระบวนการผลิต                                                                                                    ่
                                                                                            หรื อการจัดการด้ านสิงแวดล้ อม
                  ่
และมิติภายนอกซึงเกี่ยวข้ องกับกิจกรรมทางธุรกิจที่บริ ษัทอาจจะควบคุมไม่ได้ โดยตรงเช่นการดูแลลูกค้ า การรับผิดชอบต่อ
supplier และการสนับสนุนกิจกรรมด้ านการพัฒนาสังคมเป็ นต้ น ดังนี ้


       ิ
    มิตภายใน
         1.     การจัดการทรัพยากรมนุษย์ อย่ างมีความรับผิดชอบต่ อสังคม
         องค์กรต่างๆ                            ั                                         ี
                                         ปั จจุบนมีความท้ าทายทีจะต้ องดึงพนักงานที่มความสามารถ                               ้
                                                                                                                        ดังนันธุรกิจฯ
         จึงควรส่งเสริ มการจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างมีความรับผิดชอบ เช่น ด้ านการเรี ยนรู้ตลอดชีวต Life-long          ิ
         learning           การให้ ข้อมูลที่โปร่งใสกับพนักงานในทุกๆ ด้ าน การให้ ความสมดุลระหว่างงาน ชีวิตครอบครัว
         และการพักผ่อน                                      ั                 ้
                                                     การปฏิบติอย่างเท่าเทียมทังด้ าน                           การคัดเลือกเข้ าทางาน
         รายได้ และความก้ าวหน้ าทางการงานโดยเฉพาะกับผู้หญิงและผู้พิการ
         การดูแลเอาใจใส่พนักงานโดยเฉพาะที่ได้ รับบาดเจ็บ                     และ/หรื อ               เกิดปั ญหาสุขภาพจากการงาน
                      ้
         นอกจากนันในด้ านการเรี ยนรู้ตลอดชีวต         ิ                         ่
                                                                    ธุรกิจควรทีจะให้ ความสาคัญกับการฝึ กอบรมในระดับต่างๆ
         หรื อแม้ แต่การมีนโยบายส่งเสริ มการเรี ยนรู้ที่สร้ างสรรค์          เช่น            การสนับสนุน              ช่วงต่อระหว่าง
                          ่
         โรงเรี ยนมาสูพนักงานสาหรับคนรุ่นใหม่                                     โดยการให้ การฝึ กอบรมพิเศษสาหรับคนกลุมนี ้         ่
                        ้             ุ
         นอกจากนันที่สาคัญที่สดคือการสร้ างสภาพแวดล้ อมการเรี ยนรู้ใหม่ๆ ให้ เกิดขึ ้นในที่ทางานให้ ได้
         2. สุขภาพและความปลอดภัยในการทางาน
                   ่
         ถึงแม้ วาจะมีกฎหมายควบคุมดูแลด้ าน สุขภาพและความปลอดภัยในการทางาน แต่กระแสการกระจายงานไปสู่
         Supplier                                              ั่
                                        ทาให้ บริ ษัทควบคุมไม่ทวถึง                                      ่
                                                                                   จึงเป็ นประเด็นที่นาสนใจที่ควรจะช่วยกันดูแล
                 ้
         หรื อตังเป็ นนโยบายขององค์กรฯ เช่น เลือกร่วมทาธุรกิจ หรือเลือกใช้ Supplier ที่มีคณธรรม จรรยาบรรณ       ุ
         ต่อพนักงาน              เพื่อเป็ นการควบคุมดูและอีกทางหนึง    ่                       ้
                                                                                          อีกทังยังเป็ นการบีบให้         บริ ษัทอื่นๆ
                                                                                        ้
         ที่ต้องการจะทาธุรกิจกับเราต้ องพัฒนาตนเองตามไปด้ วย เพราะมิเช่นนัน หากเกิดผลร้ ายจากการที่ใช้ Supplier
         ที่ไม่ใส่ใจสุขภาพ                  และความปลอดภัยในการทางานของลูกจ้ าง                        เมื่อเกิดกรณี            ขึ ้นมา
                               ี                                     ่
         ภาพลักษณ์ที่ไม่ดก็จะกลับขึ ้นมาถึง บริ ษัทแม่บริษัทผู้วาจ้ างด้ วย

                                                                                          ้
         ในต่างประเทศ ได้ มีการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์ในการดาเนินงานทังในออฟฟิ ศ และโรงงาน
             ้                                              ้                                                   ุ
         ตังแต่เครื่ องเขียนไปจนถึงเครื่ องจักร เพื่อลด และปองกันอันตรายที่อาจเกิดขึ ้นกับพนักงานให้ ได้ มากที่สด
           ่
         ซึงประเทศไทยน่าจะนามาประยุกต์ใช้

         3.   การปรับตัวต่ อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง
                                                                                                                  10


  การบริ หารองค์กร ที่มีนโยบายที่จะรับผิดชอบพนักงานในกรณีที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคม หรื อการเมือง
  หรื อแม้ แต่การปรับโครงสร้ างภายในขององค์กรเอง
                                          ่              ่                                 ่ ่
  โดยเฉพาะการควบรวมกิจการต่างๆซึงมักจะนามาสูการเลิกจ้ างพนักงานจานวนมาก ซึงไม่สงผลดีตอองค์กรเอง        ่
                       ั                                                         ึ           ่
  นอกเสียจากจะสุดวิสยจริ งๆ เพราะทาให้ ความเชื่อถือ ไว้ วางใจ และความรู้สกเป็ นอันหนึงอันเดียวกับองค์กร ฯ
  ต้ องเสียไป                  ้
                             ทังนี ้ในช่วงทีเ่ กิดวิกฤตในองค์กรฯ               ้
                                                                             นันๆ                การปรึกษาหารื อ
                                     ่                          ่                                              ู
  และสร้ างความร่วมมือกันในกลุมผู้ที่เกี่ยวข้ องกับบริษัท ไม่วาจะเป็ นนักลงทุน ผู้บริ หาร พนักงาน หรื อแม้ แต่ลกค้ า
               ่
  ย่อมนามาซึงการแก้ ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและยังยืนมากกว่า่

  4.   การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้ อมในองค์ กร
  การลดการใช้ ทรัพยากรและการปล่อยสารพิษ/ของเสีย                  ่                          ่
                                                               ซึงเป็ นการลดผลกระทบต่อสิงแวดล้ อม
                 ่          ้                                                      ี
  ย่อมเป็ นผลดีตอองค์กรนันๆ เอง ในอันที่จะจัดการการผลิตสินค้ า/บริ การ ให้ มประสิทธิภาพมากขึ ้น
                                                                                 ่     ่
  และยังเป็ นการลดต้ นทุนด้ านพลังงาน และการจัดการของเสียต่างๆ อีกด้ วย ซึงนาไปสูผลกาไรที่สงขึ ้นู
  ความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เพิ่มขึ ้น     และที่สาคัญ                                    ั
                                                                   เป็ นการสร้ างภาพลักษณ์ให้ กบบริษัท
                     ่
  ถือว่าได้ ประโยชน์ตอทุกฝ่ าย (Win-Win)

  5. บรรษัทภิบาลและความโปร่ งใสในการดาเนินกิจการ
            ั            ่        ่                ่           ุ
  ปั จจุบน ความเชื่อมัน ที่มีตอบริ ษัทฯ เป็ นสิงที่สาคัญที่สด โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
          ้
  ดังนันความโปร่งใส                   ้
                                และขันตอนการตัดสินใจต่างๆ                            ี
                                                                      ของบริ ษัทที่มความชัดเจน              ตรวจสอบได้
                           ่        ้            ่
  จึงมีความสาคัญอย่างยิงยวดทังต่อ ความมันคงของบริ ษัท ในมุมมองของนักลงทุน และความมันคงในสังคม             ่
        ้
  ทังนี ้เป็ นเพราะว่าการบริ หารจัดการที่มีความโปร่งใส                                                        ทางบัญชี
                                            ้
  และกระบวนการตัดสินใจในทุกระดับนันย่อมนาไปสู่                                                 ข้ อมูลที่มีความชัดเจน
    ่                                                    ่                                             ่
  ซึงสามารถเข้ าถึงได้ โดยนักลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้ อง ซึงทาให้ เกิดระบบการลงทุนในสังคมโดยรวมทีมีประสิทธิภาพ
  ความผิดปกติทางการเงิน                                                                หรื อกระบวนการตัดสินใจต่างๆ
  ย่อมจะสามารถถูกพบและจัดการได้ โดยองค์กรทีเ่ กี่ยวข้ อง
                                        ้
  และลดโอกาสของความสูญเสียทังในด้ านการเงินและทรัพยากรต่างๆ                                                    ่
                                                                                 ที่ต้องเสียไปกับการคอรัปชันอีกด้ วย
      ่        ่ ั            ่
  ซึงนาไปสูสงคมที่มีความยังยืนและแข็งแรงทางเศรษฐกิจในที่สด         ุ


   ิ
มิตภายนอก
  1. การจัดการกับ Supplier       และหุ้นส่ วนทางธุรกิจ (Partners) ที่รับผิดชอบต่ อสังคม
  กล่าวคือการเลือก              Supplier                       และหุ้นส่วนทางธุรกิจ           (Partners)
  ควรคานึงถึงบทบาทการรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรนันๆ     ้         เพื่อเป็ นการขยายความรับผิดชอบต่อสังคม
                       ่
  จากองค์กรของตนไปสูองค์กรอื่นๆ                                                                ที่เกี่ยวข้ อง
        ้
  และปองกันปั ญหาที่อาจจะตามจากความซับซ้ อนของระบบธุรกิจสมัยใหม่
  ที่ยากต่อการควบคุมให้ คลอบคลุมไปทัง้                          Supply                              Chain
    ่                                ่
  ซึงอาจจะมีนโยบายหรื อกิจกรรมที่สงเสริ มประเด็นเหล่านี ้ อาทิ ส่งเสริ มผู้ประกอบการใหม่ๆ ที่จะเข้ ามาเป็ น
  Supplier ด้ วยการส่งที่ปรึ กษาไปช่วยพัฒนาระบบการทางานให้ มีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็ นต้ น
                                                                                                                  11


        2.        การดูแลผู้บริโภค
        ผู้บริ โภคหรื อผู้ซื ้อสินค้ า           /                บริ การขององค์กร            เป็ นแหล่งที่มาของรายได้
                ้                                                                           ้
        ดังนันจึงต้ องมีระบบการดูแลผู้บริ โภคในทุกๆ กระบวนการของสินค้ า/บริ การ ตังแต่การผลิต การขาย
                                                                   ้
        ไปจนถึงการทิ ้ง ให้ ปลอดภัย มีประสิทธิภาพทังในเชิงคุณภาพและราคา                                 และมีจริ ยธรรม
                      ้
        นอกจากนันยังสามารถแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริ โภคด้ วยการ                                    เลือกผลิต/จาหน่าย
                                                       ่
        สินค้ า/บริ การเฉพาะด้ านให้ เหมาะสมกับกลุมผู้บริ โภค
                                                               ั       ่
        หรื อแม้ แต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ สามารถใช้ ได้ กบทุกกลุม ที่รวมถึงผู้พิการด้ วย (Design for All)
                                      ั                  ่
        เช่นเครื่ องใช้ ไฟฟ้ าที่มีอกษรเบลล์ และ/หรื อ สังการด้ วยเสียง สาหรับคนปกติและคนตาบอดใช้ ได้

        3.    ความรับผิดชอบต่ อชุมชนใกล้ เคียง (Local Communities)
                                                  ่           ่                            ่      ่
        บริ ษัทฯ ต่างๆ ตามปกติจะให้ ประโยชน์ตอชุมชนอยูแล้ ว เช่น จ้ างแรงงานชุมชน ซึงนาสูรายได้ สชมชน      ู่ ุ
                                     ่       ่ ุ                                       ุ
        และรายได้ ภาษี ของพื ้นที่ ซึงนาไปสูทนสาธารณที่สามารถนามาสร้ างประโยชน์แก่ชมชนได้ อีก นอกจากนัน           ้
        บริ ษัทฯ               ่
                     ยังต้ องพึงชุมชนรอบข้ าง    ในรูปแบบของ         แรงงาน    และอื่นๆ                  ้
                                                                                                    ดังนันบริ ษัทฯ
                  ่              ้                         ่
        จึงควรมีสวนช่วยเหลือทังด้ านสุขภาพ และสิงแวดล้ อมชุมชน              (และใกล้ เคียง) ผ่านการบริ จาค
        หรื อกิจกรรมสาธารณประโยชน์ใดๆ                                                ่
                                                    ที่จะช่วยพัฒนาชุมชน และนาไปสูความแข็งแรงของชุมชนนันๆ        ้
          ่                                             ี่      ่
        ซึงผลตอบแทนที่บริ ษัทจะได้ รับ คือภาพลักษณ์ทดี นาไปสูความร่วมมือและพร้ อมจะช่วยเหลือบริ ษัทฯ

        4.    ความรับผิดชอบต่ อสังคมโดยรวม
                             ่                                                          ่         ้
        บริ ษัทต่างๆ ที่อยูในเมืองหรื อ บ.ใหญ่ อาจไม่ได้ เกี่ยวข้ องโดยตรงกับพื ้นทีในบริ เวณนันๆ มากนัก หรื อ
                                     ่
        เป็ นบริ ษัทที่มีสาขามากมายทัวประเทศ         ้
                                                ดังนันบริ ษัทเหล่านี ้จึงควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในวงกว้ าง
        โดยการบริ จาค ทากิจกรรม หรื อสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ               เพื่อแก้ ไข และพัฒนาสังคม ในประเด็นที่
        บริ ษัทเกี่ยวข้ อง                   สนใจ                               ่
                                                                              ซึงถือเป็ นการแสดงบทบาทผู้นาทางธุรกิจ
                               ่                                                  ่
        ต่อการสร้ างความเปลียนแปลงต่อสังคมอย่างชัดเจนและควรเป็ นอย่างยิ่งทีจะวัดผลได้
        จึงจาเป็ นทีจะต้ องมีการวางแผน                                     ั
                                           และการหาพันธมิตรในการปฏิบติงานที่ดี                ่        ่         ี่
                                                                                            ซึงจะนามาสูภาพลักษณ์ทดี
        Corporate                                                                                        Citizenship
          ่
        ซึงเป็ นรากฐานสาคัญในการสร้ างความไว้ วางใจและคุณค่าของบริ ษัทในมุมมองของผู้บริ โภคและหน่วยงานที่เกี่ย
        วข้ อง

        5.  การรับผิดชอบต่ อโลก
             ิ ่         ่
        ในมิตตางๆ เช่น สิงแวดล้ อม สิทธิมนุษยชน และประเด็นสาคัญอื่นๆ ในระดับภูมิภาค และ/หรื อ ระดับโลก
                                                                                   ่
        ตามความเหมาะสม และศักยภาพขององค์กร บริ ษัทสามารถร่วมมือกับ องค์กรต่างๆ ไม่วาจะเป็ น รัฐบาล NGO
                                     ่
        สถาบันการศึกษา องค์กรธุรกิจอืนๆ เพื่อร่วมมือกัน


ประโยชน์ การทา CSR สาหรับภาคธุรกิจ
                  ้                                                              ่
บริ ษัทที่ปรึกษาชันนาของโลก Arther D Little ได้ ทาการศึกษาพบว่า การทา CSR มีผลดีตอธุรกิจถึง 8 ประการ คือ
            การบริ หารความน่ าเชื่อถือ
           การบริ หารความน่าเชื่อถือเป็ นปั จจัยสาคัญของความสาเร็ จในธุรกิจ จากการสารวจการทา             CSR
                                                            ั                                        ุ
           ในหลายประเทศพบว่า CSR เป็ นสินทรัพย์ที่จบต้ องไม่ได้ (Intangible Asset)ที่สาคัญที่สดอันหนึง     ่
           ในช่วงเวลาเพียง 10 ปี จากทศวรรษ 80-90 พบว่ามูลค่าของ Intangible Asset
                                                                                                        12


               ่
เป็ นตัวขับเคลือนมูลค่าของบริษัท จาก 17% ในทศวรรษ 80 เพิ่มขึ ้นเป็ น 71%                ในทศวรรษ 90
  ่                                                          ี ่   ่
ซึงความน่าเชื่อถือของบริ ษัทถูกกาหนดด้ วยความคาดหวังของผู้มสวนได้ สวนเสียในบริ ษัท       (Stakeholder)
                                ้    ่
และยังมีการศึกษาอีกมากมายทังในกลุม บริ ษัทที่ปรึกษากันเอง และมหาวิทยาลัยฮาร์ วาร์ ด ใช้ เวลากว่า 41 ปี
ค้ นพบว่า มีความเชื่อมโยงที่แข็งแรงมากระหว่างความน่าเชื่อถือและความสามารถในการประกอบการของบริษัท
(Financial                                                                                 Performance)
  ่                                                              ่      ่                           ั้
ซึงพบว่าบริ ษัทที่สามารถจัดการความสัมพันธ์และความคาดหวังของผู้มีสวนได้ สวนเสียอย่างเป็ นองค์รวมได้ นนจ
ะส่งผลต่อยอดขายมากขึ ้นถึง 4 เท่า และการเจริ ญเติบโตของการจ้ างงานมากขึ ้นถึง 8 เท่าเมื่อเทียบกับ
           ุ่
บริ ษัทที่มงตอบสนองความต้ องการของผู้ถือหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว

ในนิตยสาร                                                                                     Fortune
                                                                                            ู
พบว่าความน่าเชื่อถือของบริษัทช่วยเพิ่มระยะเวลาที่บริ ษัทจะสามารถสร้ างผลตอบแทนทางการเงินที่สงกว่าค่าเฉ
  ่                ้
ลียในอุตสาหกรรมนันๆ ได้ อย่างต่อเนื่อง

หลายบริ ษัท
                                             ู
โดยเฉพาะเสื ้อผ้ าชื่อดังในสหรัฐอเมริ การที่ถกประท้ วงเรื่ องการกดค่าแรงและใช้ แรงงานเด็กจากโรงงานผลิตในปร
ะเทศกาลังพัฒนา            CEO ของบริ ษัทฯ จึงทาการ Re-brand และพัฒนากิจกรรมที่เน้ นด้ าน CSR
อย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ ไขปั ญหาภาพลักษณ์

      ประโยชน์ ในการจัดการความเสี่ยง
                                         ่
ความซับซ้ อนของเศรษฐกิจสมัยใหม่นาไปสูความเสี่ยงใหม่ๆ                                       ที่ยากจะคาดเดา
     ้                               ่
ดังนันการจัดการด้ านสังคมและสิงแวดล้ อมและธรรมมาภิบาล                                 จึงมีความสาคัญมาก
          ้                                ่
ในการปองกันปั ญหาอันอาจเกิดจากความเสียงที่ควบคุมได้ ยาก ในสหรัฐอเมริ การ ได้ ทาการสารวจบริ ษัทใหญ่ๆ
กว่า 300 บริ ษัทที่ประกอบการด้ านอุตสาหกรรม พบว่า บริ ษัทที่ได้ ลงทุนด้ านการจัดการสิงแวดล้ อม    ่
สามารถลดความเสียง   ่                                                ่
                                             โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียงที่เกิดจากการคาดการณ์ของนักลงทุน
        ู                              ้
ทาให้ มลค่าในตลาดหุ้นของบริ ษัทนันๆ เพิ่มขึ ้นถึง 5% และมีการสึกษาอื่นๆ ที่แสดงว่า บริษัทที่ทา CSR
มักได้ กาไรสูงกว่า บริ ษัทที่ไม่ได้ ทา


   ประโยชน์ ด้านการคัดเลือกและสร้ างแรงจูงใจในการทางานและรักษาพนักงานดีๆ ให้ อยู่กับบริษัท
            ั
จากการวิจยในปี                   1997                  ในประเทศสหรัฐอเมริ กาพบว่า                   42%
ของผู้ตอบแบบสอบถามจะพิจารณาประเด็นด้ านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริ ษัท
ในการเลือกสมัครเข้ าทางาน           และพนักงานในบริษัทก็ให้ ความสนใจด้ านการรับผิดชอบต่อสังคมของบริ ษัท
                                                 ่
และใช้ เป็ นตัวตัดสินใจในการเลือกที่จะทาหรื อเปลียนไปทากับบริษัทอื่นที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่า

                      ั          ่
ตัวอย่างทีเ่ ห็นได้ ชดตัวอย่างหนึง
                                        ่                                          ่
เกิดขึ ้นบริษัทค้ าน ้ามันรายใหญ่แห่งหนึงของโลกทีเ่ สียชื่อเสียงจากการจัดการด้ านสิงแวดล้ อมที่ ไม่ดี
หลังจากเกิดวิกฤต                                                   ้                         ู
                                             ปรากฎว่าหลังจากนันบริ ษัทไม่สามารถดึงดูดให้ ผ้ จบการศึกษาใหม่ๆ
                                                                                       ่
ที่มีความสามารถเข้ ามาทางานกับบริ ษัทได้ เนื่องจากความผิดพลาดในการจัดการด้ านสิงแวดล้ อมของบริ ษัทเอง

   ประโยชน์ ด้านความสัมพันธ์ ของนักลงทุนและการเข้ าถึงเงินทุน
                                                                                                           13


                                   ี                ่                            ั
แต่เดิมนักลงทุนจะถูกมองว่าไม่มศีลธรรม ไม่สนใจสิงแวดล้ อมและสังคม แต่จากการวิจยพบว่าไม่จริ งเสียทังหมด  ้
จากงานเขียน “Built to Last” ของ James C. Collins. & Jerry J. Porras. พบว่าเมื่อเทียบ 18
บริ ษัทที่ประสบความสาเร็จอย่างสูงในระยะ                               50                       ปี ที่ผ่านมา
          ่                                                ่ ่
พบว่าสิงทีเ่ ป็ นปั จจัยหลักในการแยกความแตกต่างระหว่างกลุมทีประสบความสาเร็ จสูง
                                 ่                              ้
และต่อเนื่องยาวนานกับบริษัททีประสบความสาเร็ จบ้ างเป็ นบางครังบางครา
                             ้                   ่
คือการที่บริ ษัทเหล่านี ้มีเปาหมายที่ไกลกว่าการมุงแสวงหากาไรอย่างเป็ นรูปธรรม
                     ั
หรื อมีนโยบายที่ชดเจนด้ านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม            ซึ่งสามารถนามาเปรี ยบเทียบในเชิงมูลค่าได้
                                                                                   ่
คือเงินมูลค่า 1 ดอลล่าร์ สหรัฐ ในปี 1926 ในบริ ษัทที่ทากิจกรรมเพื่อสังคม นามาสูผลตอบแทนมหาศาลถึง
                                                        ุ่
6,356 ดอลล่าร์ สหรัฐในปี 1990 ในขณะที่บริ ษัทที่มงเน้ นกาไรเป็ นหลัก จะมีสถิติความสาเร็ จแบบขึ ้นๆ ลงๆ
                                       ู              ่
และไม่ประสบผลสาเร็ จในเชิงรายได้ สงเท่ากับบริ ษัทกลุมแรก คือ 1 ดอลล่าร์ สหรัฐ ในปี 1926
        ่
นามาสูผลตอบแทน 955 ดอลล่าร์ สหรัฐในปี 1990

                  ่
นอกจากนี ้การทีตลาดหลักทรัพย์เข้ ามาสร้ างมาตรฐาน หรื อนวัตกรรมทางการเงิน SRI: Socially Responsible
Investment                                ั        ่
                                 ทาให้ นกลงทุนทัวไปตื่นตัวและเห็นประโยชน์ของการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม
    ้                                                          ่            ่
ทังประโยชน์ทางสังคมที่จะเกิดขึ ้นและประโยชน์ทางการเงิน เมือเทียบกับกลุมอื่นๆ อย่างกรณี Dow Jones
Group         Sustainability       Index         (DJGSI)       หรื อแม้ แต่    FTSE4good        เป็ นการรวม
                              ุ่                         ่                      ้
ดัชนีการลงทุนของบริษัทที่มีมงเน้ นเรื่ องการพัฒนาอย่างยังยืนอย่างเป็ นรูปธรรมทังในอังกฤษและสหรัฐอเมริ กา
          ่
พบว่ากลุมบริษัทใน             DJGSI              มีผลประกอบการสูงกว่าบริ ษัทอื่นๆ        ถึง         36.1%
  ่             ่                           ่
ซึงถ้ ามองแค่กลุมบริ ษัทด้ านพลังงานที่อยูในกลุมดัชนี DJGSI เปรี ยบเทียบกับกลุมพลังงานทีไม่ได้ อยูในกลุม
                                               ่                                  ่           ่      ่    ่
      ่     ่
กลุมที่อยูฯ มีผลประกอบการสูงกว่า 45.3% ดังนัน SRI            ้                    จึงมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
                      ่ ั
และเป็ นที่สนใจในหมูนกลงทุน ทีเ่ ล็งเห็นความสาคัญของการรับผิดชอบต่อสังคมในบริ ษัทอื่นๆ

    การเรียนรู้และนวัตกรรม
                                                       ้
     บริ ษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสามารถใช้ เปาหมายดังกล่าวส่งเสริ มความคิดสร้ างสรรค์และนวัตกรรม
              ่
ไปในแนวยังยืนได้                        ่
                                 เช่นกลุมบริ ษัทด้ านเคมี                      ่
                                                                 ร่วมมือกับกลุมบริ ษัทด้ านเกษตรอุตสาหกรรม
ในการพัฒนาไฟเบอร์ ที่เกิดจากการใช้ พลังงานที่นามาRenewable หรื อทาใหม่/ใช้ ใหม่ได้ นาไปสูการพัมนา    ่
โพลีเมอร์ ใหม่ๆ         ที่เกิดจากอุตสาหกรรมเกษตร           ไปจนถึงการผลิตเส้ นใย                           ่
                                                                                          และเฟอร์ นิเจอร์ ตางๆ
  ่              ั
ซึงผลิตภัณฑ์ดงกล่าวสามารถลดการใช้ พลังงานฟอสซิล
                                             ู่ ิ่        ึ
และลดการปล่อยสารคาร์ บอนไดออกไซด์สสงแวดล้ อมได้ ถง 20-50% เมื่อเทียบกับวิธีการผลิตแบบเดิมๆ
            ้                                                                              ุ
นอกจากนันยังสามารถลดต้ นทุนการผลิตสินค้ าประเภทดังกล่าวให้ ต่าลงมาก ในขณะที่คณภาพสินค้ าเพิ่มขึ ้น
       ่
นาไปสูความสามารถในการแข่งขันและผลกาไรที่เพิ่มขึ ้นด้ วย

     ความสามารถทางการแข่ งขันและจุดยืนในตลาด (Market Positioning)
ในประเทศอังกฤษ 92% ของผู้บริ โภค เชื่อว่าบริ ษัทควรมีมาตรฐานแรงงานสาหรับซัพพลายเอร์ ด้วย และ 14%
                                                  ่                    ่                              ่
เชื่อว่าความรับผิดชอบต่อสังคมของบริ ษัทนาไปสูการตัดสินใจซื ้อสินค้ า ซึงแนวคิดเช่นนี ้กาลังแผ่ขยายไปทัวโลก
          ั                                                              ั ่
ในการวิจยด้ านทัศนคติของผู้บริ โภคต่อการรับผิดชอบต่อสังคม ได้ ทาการวิจยกลุมคนกว่า 25,000 คนใน 26
ประเทศ                                                  ั
                                พบว่าผู้บริ โภคส่วนใหญ่พฒนาความคาดหวังและความประทับใจต่อบริ ษัทต่างๆ
                                                                                                           14


        โดยมาจากปั จจัยด้ านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริ ษัท                         มากกว่าการสร้ างตราสินค้ า
                                             ้
        หรื อความสาเร็จทางการเงินของบริ ษัทนันๆ

           ประสิทธิภาพของการดาเนินงาน (Operational Efficiency)
                ่                                 ่       ่
        คือการมุงเน้ นด้ านความรับผิดชอบต่อสังคมทีจะนาไปสูความสาเร็จด้ านการเงิน                   ั ิ
                                                                                 ด้ วยการลดการใช้ วตถุดบ
                                              ่        ่                   ่
        ลดการเกิดของเสียในกระบวนการผลิต ซึงจะนาไปสูการลดผลกระทบต่อสิงแวดล้ อมด้ วย

             การยอมรับของสังคมต่ อการดาเนินงานของบริษัท (License to Operate)
                                          ่      ่
        ความคาดหวังหรื อทัศนคติของผู้มีสวนได้ สวนเสีย                ต่อการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของบริ ษัท
        มีผลอย่างมากต่อการยอมรับให้ บริ ษัทดาเนินธุรกิจในสังคมได้
                                                           ่
        ในขณะที่บริ ษัทที่ดาเนินกิจการโดยไม่ใส่ใจสังคมและสิงแวดล้ อม มักจะพบปั ญหา ความขัดแย้ งอยูเ่ สมอๆ
                                    ่
        จากประชาชน และกลุมต่อต้ านต่างๆ อย่างไรก็ตามพบว่า เมื่อบริ ษัทยอมรับฟั งเสียงจากประชาชน
                   ่
        อันนาไปสูการเจรจาและปรับปรุงนโยบายของบริษัท                      ้
                                                                บริ ษัทนันๆ     จะได้ รับโอกาสจากประชาชนเสมอ
                                                              ่
        ในขณะเดียวกับบริ ษัทที่ดาเนินกิจการโดยใส่ใจสังคมและสิงแวดล้ อมเสมอมา แต่ต้องประสบภาวะวิกฤตร้ ายแรง
                                      ั
        บริ ษัทยังคงได้ รับโอกาสแก้ ตวจากประชาชนเช่นกัน


กรณีศึกษาด้ าน CSR ในประเทศไทย
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ณ ปี 2548 นี ้ คาว่า CSR ยังถือว่าเป็ นเรื่ องที่ใหม่มากสาหรับคนไทย
           ่                           ่
เพราะเพิงจะเข้ ามาในช่วง 10 กว่าปี ที่ผานมานี ้เอง โดยหลายๆ องค์กร ทาเพื่อแสดงความเป็ นบริ ษัทที่มีธรรมาภิบาล
ในขณะที่อีกหลายๆ                                                                                       องค์กร
ทาเพราะถูกบีบจากกาแพงทางเศรษฐกิจโลกที่บริ ษัทต่างชาติจะดาเนินธุรกิจกับบริษัทที่มาตรฐานด้ านแรงงาน สวัสดิการ
       ่
และสิงแวดล้ อมฯ เท่านัน   ้  จึงทาให้ บริ ษัทไทยโดยเฉพาะธุรกิจส่งออก จาเป็ นต้ องพัฒนาแนวคิดการทา CSR
เข้ ามาใช้ ในบริ ษัทของตน

  ่        ่
ซึงถึงแม้ วาการทา          CSR                                      ่
                                                 จะเป็ นเรื่ องใหม่ตอคนส่วนใหญ่ของประเทศ           แต่บริ ษัท
                                            ุ
และองค์กรด้ านการพัฒนาหลายองค์กรที่เป็ นผู้บกเบิกริ เริ่ มทา        CSR         ก็มีไม่น้อย      ้
                                                                                            ดังนันในส่วนนี ้
                  ่
จะขอยกตัวอย่างที่นาสนใจขององค์กรที่ทากิจกรรมเพื่อสังคมจากหลายๆ สถาบัน เพื่อให้ เห็นภาพรวมของการทา CSR
                     ั
ในประเทศไทย ณ ปั จจุบน


กรณีศึกษา : ภาคธุรกิจระหว่างประเทศ (Multinational Enterprises)

       ้
CSR ครังยิ่งใหญ่ ของบริษัทข้ ามชาติอเมริกันในประเทศไทย ACT: American
Corporations for Thailand Program
ที่มาที่ไป
หลังจากที่ประเทศไทยประสบปั ญหา                "วิกฤตเศรษฐกิจ                       ปี                  2540”
                           ั                    ่
รัฐบาลและองค์กรเอกชนต่างก็ตดงบประมาณเพื่อความอยูรอด                               คนไทยนับแสนต้ องถูกเลิกจ้ าง
งบประมาณด้ านการอบรมพัฒนาบุคลากรถูกตัด         นายอานันท์ ปั ญญารชุน                                 ั
                                                                                      ประธานสถาบันคีนนเอเชีย
                                                                                                                   15


อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ   Dr. Henry Kissinger       อดีตเลขาธิการสหรัฐอเมริ กา จึงร่วมกันก่อตัง้ ACT: American
Corporations                   for           Thailand             Program                 ขึ ้นในปี             2541
                   ่                        ั ี
เพื่อระดมทุนจากกลุมนักธุรกิจข้ ามชาติอเมริ กนที่มความห่วงใยต่อสถานการณ์ในประเทศไทย               และต้ องการช่วยเหลือ
                                                                                                     ุ
ในขณะเดียวกัน เป็ นการทา CSR สร้ างภาพลักษณ์ให้ แก่องค์กรของตน โดยมีองค์กรต่างๆ ที่ร่วมให้ ทน รวมทังสิ ้น 10  ้
                     ้
องค์กร รวมเป็ นเงินทังสิ ้นกว่า 1.1 ล้ านดอลลาร์ สหรัฐ หรื อประมาณ 44 ล้ านบาท คือ Unocal, AIG, Motorola,
Raytheon, Chase Manhattan Bank, GE, Union Carbide, American Express, The American
Chamber of Commerce in Thailand, and Continental Grain

โครงการระยะแรก (2541-2544) ทุน 1.1 ล้ านดอลลาร์ สหรัฐ หรื อประมาณ 44 ล้ านบาท มีระยะ                           3   ปี
     ่                          ี                                          ุ
โดยมุงเน้ นที่จะช่วยคนไทยที่ไม่มงานทาให้ ได้ กลับเข้ าไปทางานอย่างเร็ วที่สด
  ่
ซึงผลที่ได้ รับจากโครงการในระยะแรกนี ้ดีเกินความคาดหมาย จนทาง ACT เพิ่มโครงการระยะที่ 2

โครงการระยะที่ 2 (2544-2548) ด้ วยทุนกว่า 630,000 ดอลลาร์ สหรัฐ หรื อประมาณ 25 ล้ านบาท
     ่
โดยมุงเน้ นที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสองส่วน              คือ    ความรู้นอกระบบ                          ่
                                                                                    และการพัฒนาด้ านสิงแวดล้ อม
โดยขยายวงกว้ างออกไปกว่าเดิม                   ่
                                          คือมุงเน้ นการพัฒนาขีดความสามารถของเยาวชนที่ด้อยโอกาส             ่
                                                                                                      กลุมแม่บ้าน
และคนพิการ               ้
                      ทังนี ้ด้ วยเล็งเห็นถึงความสาคัญของการพัฒนารากฐานที่มนคงั่                        ่
                                                                                          เมื่อประชาชนพึงตนเองได้
          ่           ั่
จะนาไปสูการพัฒนาที่ยงยืนกว่า

ผลจากการดาเนินโครงการ
                                                                                           ุ
ในส่วนของการอบรม ด้ วยความร่วมมือจากอาสาสมัครที่มาเป็ นผู้อบรมกว่า 700 คน จากองค์กรผู้ให้ ทนและพันธมิตรของ
         ั                   ่                                ่
สถาบันคีนน ในประเทศไทย ซึงใช้ เวลาอบรมกว่า 2,000,000 ชัวโมง ในหลายหลักสูตร อาทิ Operation
Management, Freight Forwarding Training, Environmental Management, Plant Tissue Culture,
Entrepreneurial Skills ฯลฯ ทาให้ ได้ ผลลัพธ์ ดีเกินความคาดหมาย กล่าวคือ 90% ของผู้เข้ ารั บการอบรมกว่ า
27,000                                                                      ่
         คน ได้ รับการจ้ างงาน นอกจากนี ้โครงการฯ ยังได้ รับแรงสนับสนุนจากสือกว่า       80           ้ ่ ่
                                                                                             บทความทังในสือสิงพิมพ์
วิทยุและโทรทัศน์

                                                                                  ู่
กว่า 7 ปี ของการดาเนินโครงการ (รวม 2 ระยะ) ACT ได้ มอบทุนให้ แก่ผ้ ผานการพิจารณาคัดเลือก
  ้                ้                                                                  ่             ้
ตังแต่มหาวิทยาลัยชันนา องค์กรไม่หวังผลกาไร (NGO) และหน่วยงานอบรมบุคลากรของภาครัฐ ทัวประเทศ รวมทังสิ ้น
51 ทุน อาทิ ACT Youth Leadership Program ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ Social Forestry
Education                              Project                         แก่ โรงเรียนประจาจังหวัดเชียงราย
การอบรมคอมพิวเตอร์ กราฟฟิ คสาหรับคนพิการทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กลุ่มธุรกิจส่ งออกของแม่ บ้านชาวมุสลิมทางภาคใต้        ฯลฯ            ่ ่
                                                                    ซึงนันหมายถึงการสร้ างโอกาสทางอาชีพ
                                       ุ
และรายได้ แก่ประชาชนไทย อย่างน้ อยที่สดโครงการฯ ทาให้ คนไทยได้ ตระหนักว่า เราไม่ได้ เผชิญปั ญหาโดยลาพัง
                          ่                        ่              ่
และเมื่อประชาชนสามารถพึงตนเองได้ จะนาประเทศไทยไปสูการพัฒนาอย่างยังยืน

6 ปั จจัย แห่ งความสาเร็จของ ACT ที่ควรเอาเป็ นแบบอย่ าง
1        “The combined-corporate action model of ACT ”        การร่วมมือกันระหว่างหลายสถาบันสร้ างผลงานได้ ดี
                     ้                            ุ                                               ่
และขยายวงกว้ างกว่าทังในแง่ของพื ้นที่ และการให้ ทน เนื่องจากการร่วมมือกันจะลดช่องว่างและจุดอ่อนซึงกันและกัน
และเป็ นเสมือนกุญแจดอกสาคัญที่ทาให้ โครงการประสบความสาเร็ จ
2        ความรู้ความสามารถด้ านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและการบริหารเครื อข่ายอย่างชาญฉลาด
                                                                                                                           16


              ั
ของสถาบันคีนนเอเชียกับองค์กรอื่นๆ                                                                           ในประเทศ
สามารถดึงทรัพยากรและความรู้จากแต่ละหน่วยงานรวมเข้ าด้ วยกันเปรี ยบเสมือนการสร้ างสะพานเชื่อมระหว่างองค์กรกับ
                             ุ
ชุมชน และช่วยทาให้ การให้ ทนเกิดประสิทธิผล
3                 ุ ้                                                                                  ่
          การให้ ทนนันเกิดจากความต้ องการจริ งๆของผู้รับทุน และร่วมสนับสนุนค่าใช้ จ่ายเพียงส่วนหนึงในโครงการทัง้
หมด จึงทาให้ เกิดความเป็ นเจ้ าของโครงการอย่างแท้ จริงของผู้เสนอทุน
4                                 ุ                                                                  ั
          กระบวนการพิจารณาให้ ทนทีเ่ ข้ มงวดและรัดกุม เป็ นการช่วยพัฒนาโครงการก่อนที่จะนาไปปฏิบติจริ ง
5                               ่                ั
          โปรแกรมมีความยืดหยุนทาให้ สถาบันคีนนสามารถปรับเปลียน     ่                                       ่ ้
                                                                                                พื ้นที่กลุมเปาหมาย
ได้ ตามความเหมาะสมโดยไม่ต้องรอมติเห็นชอบจากสมาชิก ผู้ให้ และผู้รับทุน
6                                             ึ่               ่ ั        ู
          คอนเซ็ปเรื่ อง การผสานผลประโยชน์ซงกันและกันให้ หมูพนธมิตร ได้ ถกวางไว้ ในการออกแบบโครงการและนาไป
  ่        ั
สูการปฏิบติ การคานึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของแต่ละองค์กรที่เข้ าร่วมกับโครงการเป็ นปั จจัยเกื ้อหนุนที่ทาให้ หลายฝ่ าย
ร่วมมือกันอย่างดี (WIN-WIN)

                                                                                               ่
เนื่องจากกระแสเรื่ อง CSR เป็ นประเด็นที่มาแรงมากโดยเฉพาะในต่างประเทศ ซึงประเทศไทยก็พยายามถีบตัว
                    ั                                        ่                                     ่
เร่งฝี เท้ าตามให้ ทนอยู่ เนื่องจากการทา CSR เป็ นส่วนหนึงที่แสดงให้ เห็นว่าองค์กร เป็ นองค์กรทีดี มีศีลธรรม คานึงถึง คน
ชุมชน             และสิ่งแวดล้ อม                              ้         ่                                  ี
                                                 และองค์กรชันนาทัวโลกต่างก็ต้องการทาธุรกิจกับองค์กรที่มศีลธรรมทังนัน  ้ ้
ไม้ เว้ นแม้ แต่องค์กรที่เป็ นสมาชิกใน             ACT                 ้
                                                                 ฉะนันสถาบันคีนนฯ ั      ในฐานะผู้บริ หารจัดการโครงการฯ
จึงพยายามที่จะประสานความต้ องการของผู้ให้ ทน     ุ                เข้ ากับความต้ องการของผู้รับทุน            (ประเทศไทย)
                                    ่ ึ        ้           ่
จึงทาให้ กิจกรรมที่เกิดขึ ้น เป็ นทีพงพอใจของทังสองฝ่ าย ซึงจะสังเกตได้ จาก

     -                                     ุ                ่
               การขยายขอบเขตการให้ ทนของ ACT (ในระยะที2) เพื่อให้ คลอบคลุม
                                                        ่
               การศึกษานอกระบบและการศึกษาด้ านสิงแวดล้ อม เพื่อแสดงให้ เห็นชัด
                                                 ุ
               ถึงเจตนารมณ์ที่ดีขององค์กรผู้ให้ ทน
     -         พัฒนาการวัดผลของโครงการให้ เห็นเป็ นรูปธรรม เพื่อให้ เห็นการทา CSR
                           ุ
               ของผู้ให้ ทนชัดเจนและมีปริ มาณมาก
     -         เชื่อมโยงความสัมพันธ์ ระหว่างองค์กร และ ชุมชน(ผู้รับทุน)
                         ุ
               โดยใช้ บคคลากรในองค์กรของตนเองเป็ นอาสาสมัครช่วยอบรม
     -                                   ่
               ค้ นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อทีจะช่วยพัฒนาความสามารถของชุมชน ให้ สามารถร่วมมือกับองค์กร/สถาบัน
                                                               ่                                ุ
               เพื่อโปรโมท การพัฒนาด้ านเศรษฐกิจในระยะยาว ซึงเป็ นผลจากการเข้ าไปช่วยเหลือ ให้ ทนโดย ACT

ทิศทางสู่อนาคต
                                                ่                                            ่
           ในแง่ของความช่วยเหลือ ของ ACT ซึงดูอย่างผิวเผิน เหมือนจะมีน ้าใจไมตรี ตอประเทศไทยผู้กาลังประสบวิกฤต
ทุกข์ยาก                                          แต่เบื ้องหลังทุนนัน  ้          ทุกบาททุกสตางค์                   (ดอลลาร์ )
คือการลงทุนทางธุรกิจอย่างชาญฉลาดขององค์กรข้ ามชาติอเมริ กน          ั       โดยมีมืออาชีพ                          ั
                                                                                                  อย่างสถาบันคีนนแห่งเอเชีย
         ั                                             ี่
เป็ นผู้จดการประสานประโยชน์และสร้ างภาพลักษณ์ทดีให้ แก่ โครงการและองค์กรผู้ให้ ทน          ุ
           จะอย่างไรก็ดี            ถึงจะเป็ นการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อสร้ างภาพ                   ด้ านการทา               CSR
แต่เราก็ต้องยอมรับว่าคนไทยต่างก็ได้ รับประโยชน์จากการลงทุนของพวกเขาอย่างประเมินค่ามิได้
การอบรมพัฒนาบุคลากร             โดยเฉพาะอย่างยิง  ่        ในชุมชนที่แร้ นแค้ น    ห่างไกล        กับผู้คนที่ไม่เคยมีความหวัง
                  ี ิ                                                 ่                  ่
ทาให้ พวกเขาได้ มชีวตที่ดีขึ ้น มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึงพาตนเองได้ เป็ นสิงที่ลาพัง “คนไทย” “องค์กรไทย”
                                                                                                                            17


                              ่
พยายามมาหลายปี แต่ก็ไม่คอยจะมีผลงานเทียบเท่าได้
             ่ ่
          ซึงนันทาให้ เราต้ องยอมรับว่า         การทา          CSR               ่
                                                                          เป็ นสิงที่จาเป็ นต่อการพัฒนาประเทศชาติ
  ่                   ั่               ้ ่          ่
ซึงเป็ นการพัฒนาที่ยงยืนด้ วย ดังนันสิงที่เราต้ องมุงหน้ าต่อไป คือ จะทาอย่างไรให้ องค์กรต่างๆ ในประเทศไทย
           ั
ที่พอจะมีศกยภาพ (ทุนและบุคลากร) หันมาให้ ความสาคัญกับการทา CSR ดาเนินธุรกิจ อย่างมีศีลธรรม คานึงถึง คน
                  ่              ่ ่              ่                                           ่
ชุมชน และสิงแวดล้ อม ซึงนันจะเป็ นจุดเปลียนทิศทางในการทาธุรกิจในประเทศไทย นันคือการผสานประโยชน์
                                                      ่                     ่
ระหว่างธุรกิจ เข้ ากับ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิงแวดล้ อม ไปพร้ อมๆ กันนันเอง




กรณีศึกษา
ภาคธุรกิจขนาดใหญ่
บริษัท ปูนซีเมนต์ ไทย จากัด (มหาชน)                   ่                    ้
                                                    ซึงในที่นี ้จะขอเรียกสันๆ              ว่า                “เครื อซิเมนต์ไทย”
                                      ่ ู่ ั
เครื อซิเมนต์ไทยเป็ นบริ ษัทไทยแท้ อยูคกบสังคมไทยมานานกว่า 90 ปี มีธุรกิจในเครื อครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท
  ้
ตังแต่        ปูน        อุปกรณ์กอสร้ าง
                                 ่               กระดาษ             ฯลฯ                                          ่
                                                                                            เครื อซีเมนต์เป็ นหนึงในบริ ษัทแรกๆ
                   ี
ในประเทศไทยที่มการทากิจกรรมเพื่อสังคมอย่างจริ งจัง                           โดยก่อตัง้               “มูลนิธิเครื อซีเมนต์ ไทย”
เพื่อดาเนินธุรกิจตามอุดมการณ์                “คุณภาพและเป็ นธรรม”                                                         ่
                                                                                โดยสร้ างสรรค์กิจกรรมที่เป็ นประโยชน์ตอสังคม
                                                    ่             ่
อย่างจริ งจังและต่อเนื่องมาเป็ นเวลานาน โดยมุงเน้ นด้ านสิงแวดล้ อม การศึกษา กีฬา ชุมชน และสาธารณประโยชน์
                                                  ุ
โดยจะจัดกิจกรรมประกวด การแข่งขัน และให้ ทนสนับสนุนกิจกรรมด้ านต่างๆ ข้ างต้ นเป็ นประจาทุกปี เรื่ อยมาอาทิ

          ด้ านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
                          ่      ู ั
          การจัดประกวดหุนยนต์ก้ ภย(Thailand               Rescue         Robot             Championship)
          การจัดค่ายวิทยาศาสตร์ เยาวชนช้ างเผือกซิเมนต์ไทย       Young        Thai       Artist   Award
          นอกจากนี ้ยังมอบทุนสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้ านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

          ด้ านกีฬา
          ทางด้ านการกีฬามีการจัดการแข่งขันแบดมินตันเครื อซิเมนต์ไทยชิงชนะเลิศเยาวชนแห่งประเทศไทย                          ั
                                                                                                                       ที่จดต่อ
                                                                                                                          18


         เนื่องมาเป็ นเวลา 24 ปี การแข่งขันเครื อซิเมนต์ไทยชิงชนะเลิศแบดมินตันแห่งประเทศไทย และการแข่งขัน
         แบดมินตันเครื อซิเมนต์ไทย          ไทยแลนด์           โอเพ่น                วอลเลย์บอลเครื อซิเมนต์ไทย
                                          ั
         ชิงชนะเลิศยุวชนแห่งประเทศไทยที่จดต่อเนื่องมาถึง 17 ปี

         โครงการด้ านสิ่งแวดล้ อม
                                                                ั
         โครงการจัดระเบียบขยะ DO IT CLEAN โดยมีวตถุประสงค์เพื่อสร้ างจิตสานึกในการคัดแยกขยะ
         และการนากลับมาใช้ ประโยชน์ ให้ แก่พนักงานเครื อฯ ชุมชนรอบโรงงาน นักเรี ยน / นิสิต / นักศึกษา
                       ่                                 ่
         และประชาชนทัวประเทศ ผ่านกิจกรรมหลากหลายทัวทุกภูมิภาค อาทิ เปิ ดตัวโครงการที่โรงงานเครื อฯ จัด
                                            ุ                              ่ ่
         School Tour จัดคอนเสิร์ตในพื ้นที่ชมชนรอบโรงงาน โฆษณาทางวิทยุและสือสิงพิมพ์ ทอดผ้ าป่ าขยะ รี ไซเคิล
                   ่        ่
         และจัดทาสือเผยแพร่ตางๆ

         กิจกรรมสาธารณประโยชน์
         อาทิ        การมอบเงินสนับสนุนองค์กรสาธารณกุศลอย่างต่อเนื่อง                                   ่
                                                                               การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทัวประเทศ
                                  ิ ่
         การจัดสร้ างสาธารณสมบัตตางๆ                                                                   เพื่อชุมชน
                         ่
         บริ จาคเงินและสิงของช่วยเหลือผู้ประสบภัยช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติตาง่        ๆ                  ่
                                                                                                  อย่างสมาเสมอ
                              ้
         โดยให้ การช่วยเหลือทังระยะเร่งด่วน                 ้
                                                      และฟื นฟูในระยะยาวต่อไปด้ วย                    นอกจากนี ้
                                                  ิ
         สนับสนุนปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้ างแก่นิสต/นักศึกษาที่ออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทในช่วงปิ ดภาคเรี ยน
                                                               ุ
         และยังสนับสนุนให้ พนักงานเครือฯ สร้ างอาคารเรียนให้ ชมชนท้ องถิ่นในชนบท

         กิจกรรมชุมชนสัมพันธ์
         เครื อฯ                                ่                      ั
                                              มุงบาเพ็ญประโยชน์ให้ แก่สงคม                               จึงจัดกิจกรรมต่างๆ
         เพื่อส่งเสริ มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ ้นของชุมชนรอบบริ เวณบริษัทและโรงงาน                                           เช่น
         สนับสนุนการจัดกิจกรรมของศูนย์เยาวชนเตชะวณิช
                                                            ุ
         และจัดอบรมเสริ มทักษะความรู้ด้านอาชีพให้ แก่ชมชนรอบโรงงาน

นอกจากนี ้ ในส่วนของการบริ หารงานบุคคลภายในองค์กร เครื อซีเมนต์ไทยมีการจัดอบรมพนักงาน ให้ มีความรู้ความ
สามารถอยูเ่ สมอด้ วยแนวคิด „การบริ หารสมรรถนะความสามารถ‟ (Competency-Based Management)
                         ่
และให้ พนักงานได้ มีสวนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมทีเ่ ครื อฯ                       ่
                                                                       ทาอย่างสมาเสมอ            ่
                                                                                               ซึงเครื อฯ
เป็ นบริ ษัทแรกที่ได้ รับการรับรองระบบบริ หารคุณภาพ ISO 9001 : 2000 ด้ านการบุคคลของประเทศไทย

โดยเครื อซีเมนต์ไทยถือว่า                     “ความรับผิดชอบต่อสังคม”                เป็ นภารกิจ                            /
                                            ่
พันธสัญญาของบริษัทในฐานะทีเ่ ป็ นส่วนหนึงของสังคมไทย                          ่
                                                                    ก็ควรจะมีสวนในการพัฒนาสังคม                        ชุมชน
     ่
และสิงแวดล้ อมไทยให้ เจริ ญก้ าวหน้ าไปพร้ อมๆ กัน


บางจาก ปิ โตรเลียม                              ั
                             เป็ นอีกบริ ษัทที่ชดเจนมากในด้ านการช่วยเหลือชุมชน                   โดยใช้ ร้านมินิมาร์ ทในปั๊ ม
เป็ นสถานที่แสดงสินค้ าชุมชน                                          มีการจัดประกวด"ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากภูมิปัญญาไทย"
ที่ทาขึ ้นโดยชาวบ้ าน/ภูมิปัญญาชาวบ้ าน                                                        ่
                                                  และให้ มีโอกาสได้ วางขายตามร้ านค้ าในปั๊ มทัวประเทศ          นอกจากนัน    ้
บางจากยังพยายามส่งเสริ มให้ ชาวบ้ านในแต่ละชุมชน ได้ มีโอกาสเป็ นเจ้ าของ “ปั๊ มน ้ามันชุมชน” เพราะเห็นว่า
                                                                                                                    19


         “ชุมชนเป็ นรากฐานสาคัญของสังคม                                                      ้
                                             ความแข็งแรงของชุมชน จะเป็ นความแข็งแรงของทังสังคม
                                                  ่
         การสนับสนุนให้องค์กรชุมชนได้รวมกลุ่มเพือทาธุรกิ จ จึ งเป็ นความพยายามเล็กๆ
                               ่      ุ                       ้                            ่
         ทางหนึ่งของบางจากทีหวังให้ชมชนมี รายได้สามารถเลียงชี พพึ่งตนเองได้ บนวิ ถีชีวิตทีมีความสุข
                                                                                     ้
         เพราะเมื ่อชุมชนแข็งแรงจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้ครอบครัวทาให้พ่อแม่ลูกอยู่ดวยกันได้เสริ มสร้างรากฐานจริ
         ยธรรม การเรี ยนรู้ และช่วยพัฒนาศักยภาพของคนอย่างแท้จริ ง
                                                                                         ้
         ซึ่ งจะนาไปสู่ความแข็งแรงของสังคมและของประเทศชาติ ต่อไป การสร้างธุรกิ จชุมชนนีจะเกิ ดขึ้นได้
                    ่ ่
         และต่อเนืองยังยืน ต้องอาศัยความร่ วมมื อระหว่างกลุ่มชาวบ้าน, องค์กรชุมชนต่างๆ, และภาคธุรกิ จ
                      ้            ่                                          ่
         โดยรัฐเป็ นผูสนับสนุน” ซึงถือว่าเป็ นแนวทางของการพัฒนชุมชนอย่างยังยืน ตามพระราชดาริ ของในหลวง

ในส่วนของการจัดการภายในองค์กรของบางจากเอง บางจากมีการอบรมพนักงาน และยังมีโครงการ “ปั นเงินเดือน”
                                                            ่
จากพนักงาน มาเป็ นกองทุนในการทากิจกรรมเพื่อสังคม ซึงจะนามาสมทบกับ เงิน 1 สตางค์ ที่ได้ จากการเติมน ้ามันทุกๆ
1        ลิตร         ่
                   (ซึงเป็ นส่วนของผลกาไรของบริษัท            ไม่ได้ ไปเพิ่มในราคาน ้ามัน)                        ่
                                                                                                     จะปั นเข้ าสูกองทุน
เพื่อนาไปทากิจกรรมเพื่อสังคมต่อไป                   ่
                                                  ซึงการปั น          “เศษ”       เงินจากพนักงานและผลกาไรของบริ ษัท
               ่                                                                                       ึ
เป็ นแนวคิดที่นาสนใจมากในการทา CSR ในระดับ “การบริ จาค หรื อ Philanthrophy” เพราะให้ ความรู้สกที่ดีตอทังลูกค้ า่ ้
พนักงาน                      และชุมชนที่ได้ รับความช่วยเหลือในรูปของกิจกรรม                     หรื อทุนสนับสนุนต่างๆ
  ่                        ั
ซึงน่าจะนาไปประยุกต์ใช้ กบองค์กรอื่นๆ ในประเทศไทยได้ อกมากี




กรณีศึกษา
ภาคธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs)
บริษัท สวนเงินมีมา จากัด
      ้                                                                        ุ ั                ้
ก่อตังขึ ้นในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๔ โดยใช้ ชื่อของคุณยายของ อาจารย์สลกษณ์ ศิวรักษ์ มาตังเป็ นชื่อบริษัท
            ้                                      ุ ั                               ่่
และก่อตังในวันเดียวกับวันคล้ ายวันเกิดของ อาจารย์สลกษณ์ โดยเริ่ มต้ นจากแนวคิดทีวา ถ้ าอยากทางานเพื่อสังคม
แต่ต้องรอการสนับสนุนปั จจัยจากแหล่งทุนอาจไม่เพียงพอ                      (หรื อไม่มีเลย)                    ้
                                                                                                       ดังนัน
                        ่ ั        ้                   ่                                            ่
หากเราสามารถทาธุรกิจทีตวธุรกิจนันสามารถเป็ นตัวขับเคลือนงานด้ านสังคม ใส่ใจในปั ญหาสังคม ชุมชน สิงแวดล้ อม
และศักยภาพด้ านในของมนุษย์                     ้                                         ่ ั
                                          อีกทังยังสามารถก่อให้ เกิดรายได้ ที่จะกลับคืนสูสงคม         ชุมชน
                                                                                             ่ ั่
และกลับไปสนับสนุนองค์กรไม่หวังผลกาไรอื่นๆ (NGO) ได้ น่าจะเป็ นแนวทางของการพัฒนาทียงยืนอย่างแท้ จริ ง ดังนัน   ้
                                                           ้
บริ ษัท สวนเงินมีมา จากัด จึงถือกาเนิดขึ ้นจาก ผู้ถือหุ้นทังจากองค์กรด้ านสังคมและนักธุรกิจ ภายใต้ แกนนาของ
                                                                                                                      20


        ุ ั     ่
อาจารย์สลกษณ์ นันเอง

ความแตกต่างของ             สวนเงินมีมา                          ้        ้
                                             กับบริ ษัทอื่นๆนันก็คือการตังต้ นจาก      “ใจ”        ใจนา          ธุรกิจตาม
     ุ่
ไม่มงเน้ นการหาผลกาไรเป็ นหลัก         ในขณะที่           บริ ษัทอื่นๆ     มักจะ        ้            ่
                                                                                      ตังบริ ษัทโดยมุงเน้ นการหาผลกาไร
                         ั         ่
แล้ วเมื่อทากิจการไปได้ สกระยะหนึงจึงมาสนใจที่จะทากิจกรรมเพื่อสังคม            หรื อ            ่
                                                                                        CSRนันเอง            ่ ุ่
                                                                                                           สิงที่มงหวังคือ
“การเป็ นแรงกระตุ้น” พูดง่ายๆ ก็คือ การสร้ างกระแส ให้ เป็ นแนวทางแก่องค์กรธุรกิจอื่นๆ


ผลิตภัณฑ์ของบริ ษัทและการช่วยเหลือสังคมสามารถแบ่งหลักๆ ได้ 4 ประเภท
                                                       ่
        1. สานักพิมพ์ มีหนังสืออยู่ 8 ประเภทซึงเน้ นพื ้นที่ทางความคิด มุมมองและโลกทัศน์ใหม่               ได้ แก่
        หมวดการศึกษาองค์รวม หมวดวิถีชีวิตใหม่ หมวดธุรกิจและผู้นาใหม่ หมวดชีวประวัตเิ พือแรงบันดาลใจ ่
                                                                    ่
        หมวดศิลปะวรรณกรรมแห่งชีวิต หมวดสังคมและการเปลียนแปลง หมวดศาสนธรรมเพื่อสังคมร่วมสมัย
        หมวดกระบวนทัศน์ใหม่
        2. ร้ านหนังสือ ศึกษิ ตสยาม (ติดตามด้ านล่าง)
                                       ่
        3. สินค้ าหัตถกรรมพื ้นบ้ าน ทีเป็ น Organic Cotton ผ้ าฝ้ ายไม่ฟอก ย้ อมสีธรรมชาติ วิธีการตามแบบแผนพื ้น
                    ุ่                                                ิ
        บ้ าน ไม่มงเน้ นให้ เป็ นอุตสาหกรรม เพราะจะกระทบกับวิถีชีวตของชาวบ้ าน ที่ปกติแล้ วจะปลูกพืชหมุนเวียน
        และทาหัตถกรรม ตามแต่ฤดูกาล เราเน้ นให้ รายได้ แก่ชาวบ้ านอย่างเต็มที่ ไม่กดราคา ด้ วยเห็นในคุณค่าของผลิต
        ภัณฑ์ที่มีความเป็ น ธรรมชาติ และความ “งามแท้ ” ของมัน
                                                                          ่          ่
        4. จัดสัมมนา เสวนา ประชุม ตามวาระ และประเด็นด้ านสังคมและสิงแวดล้ อมทีเราให้ ความสนใจ Diagnosing




กรณีศึกษา
ภาคสถาบันการเงิน
ก่อนที่จะกล่าวถึงการทา CORPORATE CITIZENSHIP ในส่วนของ "ธนาคาร" ในประเทศไทย สิงแรก                        ่
                                                    ่         ่
จาเป็ นต้ องทาความเข้ าใจรากฐานและโครงสร้ างของกลุมธุรกิจกลุมนี ้ก่อน
                                                                                             ้
ธนาคารในประเทศไทยเริ่ มต้ นมาจากธุรกิจค้ าข้ าวส่งออก โดยธนาคาแห่งแรกในประเทศไทย ก่อตังขึ ้นเมื่อปี พ.ศ.2431
                                         ่                              ่
แต่เป็ นธนาคารของคนจีน คือ ธนาคารเซียงไฮ้ และฮ่องกงแบงก์ จนกระทังเริ่ มต้ นศตวรรษที่ 20 หรื อประมาณปี 2443
เป็ นต้ นมา ธนาคารของคนไทยเชื ้อสายจีนจึงเริ่มทยอยเปิ ดกิจการขึ ้น นาทีมโดย สยามกัมมาจล หรื อ ธนาคารไทยพาณิชย์
ณ                   ั
             ปั จจุบน        (2447)           และหลังจากนันในช่วง
                                                            ้                ยุค        40s         (พ.ศ.2483-
                                  ้
2493)ก็มีธนาคาไทยเชื ้อสายจีนก่อตังขึ ้นอีกหลายแห่งด้ วยกัน        คือ      ธนาคารกสิกรไทย       ธนาคารกรุงเทพ
ธนาคารกรุงศรี อยุธยา ธนาคารBBC และธนาคาร Monton (หรื อ ธนาคารกรุงไทย ในปั จจุบน)     ั

แน่นอนว่าการที่มีธนาคารออกมาปล่อยเงินกู้                                                              มากขึ ้น
                                                      ่               ้
รัฐบาลจาเป็ นต้ องเข้ ามาควบคุมดูแลให้ เศรษฐกิจไทยอยูในภาวะปกติ ดังนัน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรื อ ธนาคารกลาง
                              ้
จึงเข้ ามามีบทบาทในการตังเพดานดอกเบี ้ย
       ้
อีกทังการเปิ ดสาขาใหม่ของแต่ละธนาคารจะต้ องผ่านคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาอนุญาต
                                                            ิ                  ่
นอกจากนี ้ทางรัฐบาลเองยังช่วยเหลือเกษตรกรไทยด้ วยการ ให้ สนเชื่อเพื่อเกษตรกร ทุมงบประมาณกว่า 2,000 ล้ านบาท
  ่            ่                                              ่
ซึงถึงแม้ จะเสียง แต่ก็ได้ รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน จนกระทังปี 2540 ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
                                       ่
จากแต่เดิมที่ ธุรกิจธนาคาร มีอยู่ 4 กลุมแบ่งตามขนาด คือ
                                                                                                                           21


                   ธนาคารขนาดกลางและขนาดย่อม
                   ธนาคารที่รวมกิจการกับธนาคารต่างชาติ (ชาวต่างชาติเป็ นผู้ดาเนินกิจการ)
                           ่
                    ธนาคารทีดาเนินกิจการโดยรัฐ
                   ธนาคารขนาดใหญ่ ที่สามารถระดมทุนได้ เอง (มหาชน)

                        ่                                                             ่
หลังประสบวิกฤต กลุมธนาคารขนาดกลางและขนาดย่อม ต้ องปิ ดกิจการลง ส่วนกลุมธนาคารขนาดใหญ่ ก็จาเป็ นที่จะ
                                                              ่
ต้ องขายหุ้นให้ แก่ชาวต่างชาติ มากถึง 49% เพื่อความอยูรอด จากวิกฤตที่บรรดาธนาคารไทยต้ องประสบ แน่นอนว่า
ภาพลักษณ์                     ความน่าเชื่อถือต่อสถาบันการเงินต่างๆ              ของประชาชนย่อมลดลงเมื่อเป็ นเช่นนี ้
การสร้ างภาพลักษณ์ความเป็ นสถาบันการเงินทีดี    ่                         Good                           Governance
          ่                                                                      ั้
จึงเป็ นสิงสาคัญยิ่งที่จะช่วยดึงความไว้ วางใจของประชาชนกลับคืนมา ไม่เพียงแค่นนแต่ละธนาคารจาต้ องปรับโครงสร้ าง
                                                                                    ้
ลดจานวนพนักงาน ลดขนาดองค์กร เพิ่มการใช้ เทคโนโลยีเข้ ามาจัดการระบบต่างๆ ทังนี ้เพื่อลดต้ นทุนในการดาเนินกิจการ
                     ้
และที่สาคัญที่จะปองกันไม่ให้ เกิดการปล่อยสินเชื่อมากจนเกิดหนี ้เสียมหาศาล
                   ่                       ิ
ธนาคารต่างก็เปลียนนโยบายจากการให้ สนเชื่ออุตสาหกรรม/ธุรกิจ                                             ิ
                                                                                        มาเป็ นการให้ สนเชื่อส่วนบุคคล
                                                                        ุ
หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ปรากฎว่าธนาคารที่ใหญ่ที่สดในประเทศไทย ยังคงเป็ น ธนาคารกรุงเทพ
(ธนาคารขนาดใหญ่)             ธนาคารกรุงไทย(ธนาคารทีเ่ ป็ นเจ้ าของโดยรัฐ)    ธนาคารกสิกรไทย (ธนาคารขนาดใหญ่)
และธนาคารไทยพาณิชย์ (ธนาคารขนาดใหญ่)

กรณีของธนาคารกรุ งเทพ
ธนาคารกรุงเทพ                                       ้
                                               ก่อตังขึ ้นเมื่อปี                                                        2487
           ่
โดยกลุมนักธุรกิจชาวจีนที่เห็นโอกาสทางการเงินเพื่อการทาธุรกิจระหว่างประเทศของพวกเขา ต่อมาในปี 2536 ธนาคารฯ
ได้ เข้ าตลาดหลักทรัพย์                                   นอกจากเป็ นผู้นาในธุรกิจธนาคารแล้ ว                  ธนาคารกรุงเทพ
         ่
ยังมีสวนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจให้ แก่บริ ษัทต่างๆ มากมาย กว่า 61 ปี ของการดาเนินกิจการ
                        ่
ธนาคารกรุงเทพได้ มีสวนช่วยเหลือสังคม                                        โดยธนาคารฯ                                ั้
                                                                                                                 ได้ ตงปณิธาน
ที่จะรับใช้ ประชนชนและพร้ อมเสมอที่จะคืนกาไรสูสงคม    ่ ั            (ปรากฏใน รายงานวาระครบรอบ 50 ปี ของธนาคาร)
                ่ ่                             ั
แต่ทว่าความมุงมันดังกล่าว ไม่ได้ ใส่ไว้ ใน “วิสยทัศน์” ของธนาคารฯ อย่างชัดเจน การทากิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคาร
จะเน้ นไปที่การ        ให้ /บริ จาค   เพื่อสร้ างภาพลักษณ์                                 ั
                                                                         และรักษาสัมพันธ์อนดีระหว่างธนาคารฯ          และชุมชน
มากกว่าที่จะเน้ นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่ไกลออกไป                                                      โดยธนาคารฯ
เชื่อว่าการทาประชาสัมพันธ์ อย่างสม่าเสมอและยาวนาน                                              ใช้ งบประมาณน้ อยกว่าการตลาด
                                                                          ่                  ้
แต่เปรี ยบเสมือนการฝั งรากลงไปในผืนดินไทย ยิ่งยาวนาน ยิ่งมันคงแข็งแรง ดังนันฝ่ ายประชาสัมพันธ์ของธนาคารฯ
                             ู                                     ่
จึงเป็ นหน่วยงานสาคัญที่ดแลกิจกรรมการให้ เพื่อสังคม โดยมุงเน้ นที่ กิจกรรมที่เกี่ยวข้ องกับราชสานัก ศิลปวัฒนธรรม
ศาสนา             การศึกษา          วรรณกรรม                และการกีฬา                   ่
                                                                                    โดยทุมงบประมาณไม่น้อยกว่า             100
ล้ านบาทต่อปี เพื่อทากิจกรรมเพื่อสังคมดังกล่าว                    แต่ถงึ        อย่างไรขอบเขตของการทากิจกรรมเพื่อสังคมของ
ธนาคารกรุงเทพฯ                                    ่
                                      ยังจัดอยูระดับ                           Philanthropy                     หรื อการบริ จาค
                     ่
มากกว่าจะเข้ าไปอยูในระดับนโยบายสาคัญในการดาเนินงานของธนาคารฯ และคิดว่าการทา CSR กับสถาบันการเงิน
ยังพัฒนาไปได้ อีกไกลในอนาคต

								
To top