????????????????????? by DMVZWuCQ

VIEWS: 113 PAGES: 71

									           บทที่ 4
          อภิปรัชญา
        ่               ่
ลักษณะทัวไปและความคิดเกียวกับมนุษย์
            4.1 จิตนิยม
           4.2 สสารนิยม
                                      1
        1. ความจริงคืออะไร?
1.1 จิตนิยม (Idealism)
1.2 สสารนิยม (Materialism)
1.3 ทวินิยม (Dualism)
 - ธรรมชาตินิยม (Naturalism)
- พระพุทธศาสนา (Buddhism)

                               2
     อภิปรัชญาแบ่ งเป็ น 6 กล่ ุม
1. เอกนิยม (Monism)             1. จิตนิยม (Psychism)
2. ลัทธิปลาโต้ (Platonism)
3. ปรมาณูนิยม (Atomism)
                               2. สสารนิยม (Materialism)
4. พลังนิยม (Energetism)
5. รังสรรค์ นิยม (Creationism)
                                 3. ทวินิยม (Dualism)
6. ชีวสสารนิยม (Hylozoism)
                                                    3
          1. ลัทธิจิตนิยม (Psychism)
      ลัทธิจิตนิยม (Psychism) มีแนวคิดที่ว่า “ความเป็ นจริงเป็ น
จิตอย่ างเดียว สสารไม่ มีความเป็ นจริง”
                            ข้ อแตกต่ าง
     เอกนิ ย ม เชื่ อ ว่ า สสารเป็ นมายา เป็ นการแสดงออก
ของจิต
     ปลาโต้ เชื่ อว่ า สสารไม่ ใช่ มายา มีอยู่จริ ง แต่ ไม่ มีความเป็ น
จริ งของตนเอง ที่มีอยู่ได้ น้ันเพราะอาศั ยความเป็ นจริ งของจิต
นั่นคืออาศัยความเป็ นจริ งของสิ่ งสากล (Universals) ในโลกแห่ ง
                                 ้
มโนคติ (world of ideas) มาคาประกันสสารเอาไว้
                                                                          4
                2. ลัทธิสสารนิยม (Materialism)
         ลัทธิสสารนิยม (Materialism) มีแนวคิดที่ว่า
    “ความเป็ นจริงเป็ นสสารอย่ างเดียว จิตไม่ มีจริง สสารมีพลังงาน
                                                           ิ       ้
     บางอย่ างซึ่งมนุษย์ ไม่ เข้ าใจจึงเข้ าใจผิดคิดว่ ามีจตอยู่เบืองหลัง”
                                   ข้ อแตกต่ าง
         ปรมาณูนิยม เชื่ อว่ า สสารเป็ นสิ่ งที่แบ่ งออกได้ ถึงหน่ วยย่ อย
  ่
ทีสุดเรียกว่ า “ปรมาณู (atom)” แต่ ละปรมาณูเป็ นสสารที่มีภาวะคงตัว
              ั               ่
ไม่ เกิด ไม่ ดบ ไม่ มีการเปลียนแปลง
         พลังนิยม เชื่ อว่ า สสารเป็ นเพียงปรากฏการณ์ ภายนอกของ
พลังงานซึ่ งมีหน่ วยย่ อยที่สุดเป็ น “ควันตัม (quantum)” ซึ่ งควันตัม
ไม่ คงตัว อาจเปลี่ยนแปลงได้ ส่ วนจะเปลี่ยนในทางดีขึนเสมอนั้นยัง  ้
เป็ นคาตอบที่ไม่ ลงตัวกัน                                               5
               3. ลัทธิทวินิยม (Dualism)
          ลัทธิทวินิยม (Dualism) มีแนวคิดที่ว่า “ความเป็ นจริง
มีอยู่ 2 อย่ าง คือ จิต และสสาร”
                            ข้ อแตกต่ าง
                                                          ่
         รังสรรค์ นิยม เชื่อว่ า จิตเป็ นผู้สร้ างสสาร เมือสร้ างแล้ ว
       ี
ก็ให้ มความจริงเป็ นของตนเอง
         ชี วสสารนิยม เชื่ อว่ า จิตและสสารต่ างก็มีมาเอง ไม่ มี
ส่ วนใดสร้ างส่ วนใด แต่ จิ ต อาจจะควบคุ ม สสารได้ โ ดยรู้
กฏเกณฑ์ ของสสาร
                                                                     6
               1.1 จิตนิยม (Idealism)

      คื อ ทั ศ นะที่ ถื อ ว่ า นอกจากสสารวั ต ถุ ห รื อ สิ่ ง ที่ เ ป็ น
รู ปธรรมทั้งหมดแล้ ว ยังมี “สิ่ งที่มีอยู่จริง” อีกอย่ างหนึ่งซึ่งมี
ลักษณะเป็ น อสสาร (immaterial) คือ ไม่ สามารถรับรู้ ได้ ด้วย
ประสาทสั มผัสทั้งห้ าแต่ ปัญญาของจิตเท่ านั้นที่เข้ าถึงได้

                                                                       7
     ตัวอย่ างเช่ น พระเจ้ าในศาสนาต่ างๆ (คริสต์
อิสลาม ฯลฯ), ปรัชญาของเฮเกล, แนวคิดเรื่อง
“พรหมัน” ในปรัชญาอินเดีย, ปรัชญาของเพลโต
แนวคิดทางจิตนิยม เห็นได้ จากแนวคิดทางศาสนา ซึ่ง
จะสอนการสื บต่ อของวิญญาณ การเวียนว่ ายตายเกิด


                                                    8
        จิตนิยมแบบโสเครตีส
                                         ่
ตัวอย่ างเช่ น แนวคิดจิตอมตะของโสเครตีสทีไม่ กลัวตาย




                ฉากสุ ดท้ ายของโสเครตีส                9
      โสเครตีสเห็นว่ า วัตถุธาตุต่าง ๆ ในโลกนี้มี
ความเปลี่ ย นแปลงอยู่ เ สมอ ไม่ ใ ช่ สิ่ ง ที่ จ ริ ง แท้
แน่ นอน
       วิญ ญาณต่ า งหากที่ เ ป็ นสิ่ ง อมตะ มี ค วาม
เป็ นนิรันดร์ เขาจึงไม่ กลัวตาย และถือว่ า ความ
จริงมีอยู่ในจิตของมนุษย์ ทุกคน
     จัดแนวคิดของเขาลงในประเภทจิตนิยม
                                                       10
           อภิปรัชญาของเพลโต้
เพลโต้ เป็ นลูกศิษย์ ของโสเครตีส เขามีความเชื่อเหมือนอย่ าง
                              ่                  ่
อาจารย์ จึงได้ เสนอแนวคิดเพืออธิบายความจริงทีมีอยู่ในใจของ
มนุษย์ ทุกคน โดยได้ สร้ างทฤษฎีทเี่ รียกว่ า
                       ทฤษฎีแห่ งมโนคติ
                   (world of ideas )
                      หมายถึง
                                ้
       “ทุกสิ่ งทุกอย่ างบนโลกนีถอดมาจากโลกแบบ”
                                                         11
                        ทฤษฎีแบบ
                                  ้
   เพลโตเชื่อว่ า ความจริงหรือเนือแท้ ของจักรวาลมี
2 อย่ าง คือ 1. สสาร 2. จิต
   ลักษณะของแบบ
1. แบบเป็ นอสสาร
                    ่       ิ ้      ี
2. แบบไม่ ใช่ สิ่งทีมนุษย์ คดขึนแต่ มอยู่อย่ างนิรันดร
3. แบบเป็ นหลักในความมีอยู่ของสิ่ งต่ าง ๆ
4. แบบเป็ นหลักแห่ งความสั มพันธ์ ของสิ่ งต่ าง ๆ
                                                         12
        เพลโตให้ ค วามส าคัญ กับ ปั ญ หาในการ
แสวงหาคุ ณ ค่ า และความหมายของชี วิ ต ซึ่ ง
สั ตว์ ไม่ สามารถทาได้ อย่ างมนุษย์
      โลกในแบบของเขาก็ เ หมื อ นกั บ โลก
สวรรค์ ที่มนุ ษย์ สามารถเข้ าถึงได้ ด้วยเหตุผล
หรือปัญญาเท่ านั้น
                                                 13
                              ้
           เพลโต้ vs อริสโตเติล
              ้
     อริสโตเติลแม้ จะมีแนวความคิดเป็ นจิตนิยมเหมือน
อย่ างอาจารย์ แต่ เขาก็เห็นขัดแย้ งกับอาจารย์ โดยได้ ให้
เหตุผลว่ า
     1. โลกแบบไม่ มีอยู่จริง
     2. ถ้ าแบบมีอยู่จริง มันก็อยู่ในโลกนีเ้ อง
     3. แบบจะอยู่ ร่ ว มกั บ สิ่ ง เฉพาะในโลกแห่ ง ผั ส สะ
เสมอ
                                                     14
  เขาได้ ชี้ ใ ห้ เห็ น ข้ อ บกพร่ องในทฤษฎี แ บบของ
อาจารย์ ไว้ 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. ทฤษฎีแบบของเพลโต้ ไม่ สามารถอธิบายธรรมชาติ
ของสิ่ งทั้งหลายได้
2. ทฤษฎี แ บบของเพลโต้ ไม่ สามารถอธิ บ าย
ความสั มพันธ์ ระหว่ างแบบกับสิ่ งเฉพาะได้


                                               15
   จากข้ อ 1 อริ ส โตเติ้ ล ได้ ใ ห้ เ หตุ ผ ลหั ก ล้ า งแนวคิ ด ของ
อาจารย์ ด้ วยเหตุผล 4 ประการ ดังต่ อไปนี้
   1.1 เราจะใช้ สิ่งที่เป็ นนามธรรม คือโลกแบบมาอธิบายสิ่ ง
                                ้
เฉพาะทีเ่ ป็ นรู ปธรรมในโลกนีได้ อย่ างไร ?
   1.2 เราจะใช้ แบบซึ่ งเป็ นสิ่ งคงที่ถาวร มาอธิ บายโลกแห่ ง
                  ี่ ี        ่              ่
ประสบการณ์ ทมแต่ ความเคลือนไหวเปลียนแปลงได้ อย่ างไร ?


                                                                16
        1.3 การที่อาจารย์ อ้างว่ า มนุษย์ รู้ จักแบบได้ โดยการรื้อฟื้ นความ
ทรงจา ก็หมายความว่ า มนุษย์ จะต้ องมีประสบการณ์ ก่อนจึงจะรู้ จัก
แบบได้
        ถ้ าเราพูดเสี ยใหม่ ว่า แบบเป็ นของเลียนแบบมากกว่ าที่จะเป็ นตัว
                    ี
ต้ นฉบับ จะไม่ ดกว่ าหรือ ?
        1.4 ทฤษฎีแบบเป็ นการเพิ่มสิ่ งต่ าง ๆ เข้ ามาอย่ างเกินความ
จาเป็ น หน้ าที่ของเรา คือการอธิบายให้ เหตุผลว่ า ทาไมสิ่ งเฉพาะจึงมี
อยู่ในธรรมชาติได้ แต่ กลับอธิบายด้ วยการอ้ างทฤษฎีแบบเข้ ามา ทา
ให้ ย่ ุงยากซั บซ้ อน เหมือนคนที่ไม่ สามารถนับเลขจานวนน้ อย ๆ ได้
                          ่
แต่ กลับไปคิดว่ า ถ้ าเพิมเลขเป็ น 2 เท่ ารับรองว่ านับได้ แน่ ๆ

                                                                       17
                          ้
       จากข้ อ 2 อริสโตเติลได้ ให้ เหตุผลหักล้ างแนวคิดของอาจารย์
ด้ วยเหตุผล 3 ประการ ดังต่ อไปนี้
                 ่
       2.1 การทีอาจารย์ กล่ าวว่ า แบบเป็ นต้ นแบบ ให้ สิ่งเฉพาะได้ มี
โอกาสเลียนแบบ เป็ นวาจาไร้ สาระและเป็ นอุปมาแบบกวีนิพนธ์
เพราะ เมื่อแบบกับสิ่ งเฉพาะแยกกันอยู่คนละฟากฟ้ า มันจะมา
เลียนแบบกันได้ อย่ างไร ?
                   ่
       2.2 การทีอาจารย์ ตั้งสมมติฐานว่ ามีโลกแห่ งแบบ เป็ นเรื่องที่
ไร้ ประโยชน์ เพราะแบบไม่ ได้ ช่วยให้ เรามีความรู้ ถึงการมีอยู่ของ
สิ่ งเฉพาะ เหมือนการอ้ างว่ ามีมนุษย์ ต้นแบบเป็ นมาตรฐานกลาง
ทาให้ ต้องหามนุ ษย์ คนที่ 3 4 5 ... มาอธิ บายมาเปรี ยบเทียบไม่
รู้ จักจบสิ้น                                                   18
       2.3 การที่อาจารย์ ถือว่ าแบบเป็ นแก่ นสารของสิ่ งเฉพาะ อันที่จริง
แก่ นสารของสิ่ งใดก็ต้องอยู่ในสิ่ งนั้น ไม่ ใช่ อยู่ที่ภายนอก แต่ อาจารย์
แยกเอาแก่ นสารออกจากสิ่ งเฉพาะแล้ วเอาไปวางไว้ ในโลกแบบ
       ไม่ มีทางเป็ นไปได้ เลย ที่แก่ นสารจะสามารถแยกอยู่ต่างหากจาก
                         ่                                     ั
สิ่ งเฉพาะ เพราะอันทีจริงแล้ วแบบกับสิ่ งเฉพาะจะต้ องอยู่คู่กนไป
                                              ้
       ตัวอย่ าง เมื่อเรามองเห็นคน ด้ วยตาเนือ คนเป็ นสิ่ งเฉพาะ แต่ เมื่อ
เรามองด้ วยตาปั ญญา คือเหตุผลเราจะเห็นแบบของมนุษย์ อยู่ภายใน
คนคนนั้น นั้นหมายความว่ า ประสาทสั มผัสทาให้ รับรู้ ได้ ในสิ่ งเฉพาะ
ส่ วนเหตุผล ทาให้ รู้ จากแบบหรือสิ่ งสากลได้


                                                                      19
                                   ้
                          อริสโตเติล
       อธิ บายความสั มพันธ์ ระหว่ างแบบกับสสาร การเกิดขึ้นและการ
     ่
เปลียนแปลงของสิ่ งเฉพาะในโลก
       1. แบบ (Form) กับสสาร (Matter)
       ตัวอย่ าง บ้ านทรงไทย แบบคือ รู ปลักษณ์ ความเป็ นทรงไทย ส่ วน
           ื                   ้
สสารก็คอกองไม้ และกระเบือง เป็ นต้ น ซึ่งแยกจากกันไม่ ได้
       2. ภาวะแฝงและภาวะจริง
                                                 ้
       จากข้ อที่ 1 ทาให้ เขาอธิบายความเกิดขึนและการเปลี่ยนแปลงของ
สรรพสิ่ งในโลกได้ สรรพสิ่ งไม่ ได้ เกิดมาจากความว่ างเปล่ า แต่ เกิดมา
                           ิ                              ่
จากสสารซึ่งเป็ นวัตถุดบซึ่งไร้ คุณสมบัติ คือสี เสี ยง กลิน รส หรือสั มผัส
ทาให้ เรารู้ ไม่ ได้ สสารที่พร้ อมจะกลายเป็ นอะไรก็ได้ เรี ยกว่ า สสารมี
ศั ก ยภาพ หรื อ ภาวะแฝง (Potentiality)             ส่ วนแบบคือ ภาวะจริ ง
(Actuality) ตัวอย่ าง เม็ดมะม่ วงก่ อให้ เกิดต้ นมะม่ วงและลูกมะม่ วง
                                                                   20
3. ความเป็ นสาเหตุ (Causality)
             ่         ้
      การทีอริสโตเติลนาแบบมารวมกับสิ่ งเฉพาะ ทาให้ เขาสามารถ
                                             ่
  อธิบายได้ ว่า แบบเป็ นสาเหตุแห่ งความเปลียนแปลงของสรรพสิ่ งใน
                                                    ้      ่
  จักรวาลได้ อย่ างไร โดยเขาเห็นว่ าสรรพสิ่ งเกิดขึนและเปลียนแปลง
  เพราะเหตุ 4 ประการ
      1. วัสดุเหตุ (Material Cause) ได้ แก่ สสาร
      2. รู ปเหตุ (Formal Cause) ได้ แก่ แบบ
      3. สั มฤทธิเหตุ (Efficient Cause) ได้ แก่ ผู้กระทาการ
      4. อันตเหตุ (Final Cause) ได้ แก่ จุดมุ่งหมาย
                                                                21
    ตัวอย่ าง
    วัสดุเหตุ ได้ แก่ การสร้ างบ้ านซึ่ งต้ องมีวัสดุก่อสร้ าง คือ
อิฐ ปูน เหล็ก ไม้ เป็ นต้ น
    รู ปเหตุ ได้ แก่ ทรงไทยที่สถาปนิกเขียนไว้ ในแบบ
    สั มฤทธิเหตุ ได้ แก่ นายช่ างผู้สร้ าง
                                     ่
    อันตเหตุ ได้ แก่ การอยู่อาศัยเพือความสะดวกสบาย
    โดยสรุ ป เหตุมี 2 ประการ คือ วัสดุเหตุคือสสารและรู ป
เหตุคือแบบ ทั้งนี้เพราะแบบจะอยู่ในใจของผู้กระทาการสร้ าง
และเป็ นจุดหมายปลายทางของการกระทานั่นเอง
                                                            22
              บทสรุปแนวคิดแบบจิตนิยม
                                       ้
                          จากใจสู่ ฟากฟา
                               ้ ื้
                     จากฟากฟาสู่ พนพสุ ธา
    หมายความว่ า โสเครตีสกล่ าวถึงความจริ งที่เป็ นสากลอันมีอยู่
ในใจของมนุษย์ ทุกคน เพียงแต่ ใช้ เหตุผลก็จะเข้ าถึงความจริงนั้น
    เพลโต้ นาแนวคิดของอาจารย์ ไปสร้ างแนวคิดที่เป็ นทฤษฎีแบบ
                     ่                   ี่
เหมือนนาความจริงทีอยู่ในใจไปตั้งไว้ ทบนสวรรค์
                   ้
    ส่ วนอริ สโตเติลได้ เสนอความเห็นขัดแย้ งกับอาจารย์ เหมือนกับ
นาแนวคิดที่อยู่บนสวรรค์ มาทาให้ มนุษย์ เข้ าใจในโลกแห่ งความเป็ น
      ่
จริงทีมนุษย์ สามารถสั มผัสได้
                                                           23
      ้
1. เนือแท้ ของโลกนอกจากสสารแล้วยังมีจิตเป็ นความจริงแท้
        ้
2. เนือแท้ ของโลกในส่ วนอสสารมีอยู่อย่ างนิรันดร์
                       ่                  ี
3. จิตเป็ นหลักสาคัญทีทาให้ โลกของวัตถุมระเบียบกฎเกณฑ์
4. คุณค่ าต่ าง ๆ (Value) ที่มีอยู่ในโลกของวัตถุ มีอยู่ในโลก
   แห่ งแบบ เช่ น ความดี ความงาม เป็ นต้ น


                                                       24
1.2 สสารนิยม (Materialism)
                  ื
     คือทัศนะที่ถอว่ าสสารและ
ปรากฏการณ์ ของสสารเท่ านั้นที่เป็ นจริง
สสารคืออะไร?
                                              ั
     สสารคือสิ่ งที่ ครองที่ ครองเวลา และรู้ จกได้
                                         ้
 ด้ วย ประสาทสั มผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิน กาย)
                                                     25
                    ั
                 วิวฒนาการของสสารนิยม
- ปรัชญาตะวันตกเริ่มต้ นที่ กรีก
- กรีกยุคก่อนกาเนิดปรัชญา
             ่ ิ
      สิ่ งทีมีอทธิพลต่ อความคิดความเชื่อของชาวกรีก คือ
      คาสอนของ “ศาสนากรีกโบราณ” เทพนิยายของโฮเมอร์ และเฮเลียด
      - พหุเทวนิยม
      - อธิ บายการกาเนิ ดและความเป็ นไปของโลกหรื อจั กรวาลรวมทั้ ง ชี วิต
มนุษย์ ว่าเป็ นไปตามอานาจดลบันดาลของเทพเจ้ า
จักรวาลจึงมีสภาพไร้ ระเบียบกฎเกณฑ์ เรียกสภาพเช่ นนีว่า chaos
                                                      ้
      - ปรัชญากรี กเริ่ มต้นจากความอยากรู ้อยากเห็นความจริ งของโลกรอบตัว
มนุษย์
                                                                    26
                      1.นักปรัชญากลุ่มไมเลตุส
       - พวกเขาเริ่ มด้ วยคาถามว่ า โลกเกิดจากอะไร? อะไรคือปฐมธาตุ
                                                   ิ
(First Element) หรือสสารดั้งเดิมสุ ดทีเ่ ป็ นวัตถุดบซึ่งก่ อให้ เกิดโลก?
       1.1 ธาเลส (Thales ก.พ.ศ. 1 ปี – 8 ปี ก.พ.ศ.)
       - บิดาของปรัชญาตะวันตก
       - เป็ นผู้ก่อตั้งสานักกลุ่มไมเลตุส หรือ ไอโอนิก
             ้
       - “นา” คือ ปฐมธาตุของโลก (Water is Best)
       - เป็ นคนแรกทีเ่ สนอแนวคิดแบบลดทอน
         (Reductionism) สรรพสิ่ งให้ เหลือความจริง
                              ้
          เพียงสิ่ งเดียวคือ นา
                                                                     27
         1.2 อแนกซิแมนเดอร์
(Anaximander ก.พ.ศ. 68 ปี – 8 ปี ก.พ.ศ.)
- เป็ นชาวไมเลตุส ผู้เป็ นลูกศิษย์ของธาเลส
                      ่
-“อนันต์ ” หรือสสารทีไร้ รูป (infinite) คือ
                                ิ
 ปฐมธาตุของโลก มีคุณสมบัตทเี่ ป็ นกลาง
 มองไม่ เห็นด้ วยตาเปล่ า ทาให้ เกิดสรรพสิ่ ง
- ได้ เขียนตาราปรัชญาเล่ มแรกของกรีกเรื่อง
 “ว่ าด้ วยธรรมชาติ (On Nature)”
                                             28
         1.3 อแนกซิเมเนส
   (Anaximenes 45 ปี ก.พ.ศ. – พ.ศ. 19)
- เป็ นลูกศิษย์ ของ อแนกซิแมนเดอร์
- “ อากาศ (Air) ” เป็ นปฐมธาตุของโลก
                                   ี ี่
   เพราะอากาศแผ่ ขยายออกไป ไม่ มทสิ้นสุ ด
                       ่                 ่
   และมีพลังขับเคลือนในตัวเองด้ วยการเคลือนไหวนีเ้ อง
                     ้
   สรรพสิ่ งจึงเกิดขึน


                                                        29
                     2. พิธากอรัส
              (Pythagoras ก.พ.ศ. 27 - พ.ศ. 46)
                - เกิดทีเ่ กาะซามอส
                - เป็ นนักคณิตศาสตร์ ผ้ ูค้นพบทฤษฎีบทที่ 47
                   ของเรขาคณิตแบบยูคลิด
                - จานวนเลข (Number) เป็ นปฐมธาตุของ
                   สรรพสิ่ ง
                                             ่
- ปฐมธาตุ คือ หน่ วย (Unit) หรือจุด ทีมารวมตัวกันทาให้
                                ้       ้ ่
  เกิดเส้ น เส้ นก่ อให้ เกิดเนือที่ เนือทีก่อให้ เกิดปริมาตร
                                                            30
                    3. เฮราคลีตุส
                 (Heraclitus พ.ศ. 8 - 68)
                                                     ั
            - เกิดในตระกูลสู ง และเป็ นเชื้อพระวงศ์ อนดับสู ง
              แห่ งนครรัฐเอเฟซุส
                                  ิ
- ต่ อมาได้ สละสิ ทธิ์ในราชสมบัตให้ แก่ อนุชา แล้ วปลีกตัว
  ออกมาเป็ นนักปรัชญาแสวงหาความจริงของชีวต         ิ
- ไฟ คือ ปฐมธาตุ เพราะไฟเป็ นสั ญลักษณ์ ของการ
      ่
  เปลียนแปลง
- เขากล่ าวว่ า “You cannot step into the same river twice”
                                ้
(ท่ านไม่ สามารถก้ าวลงในแม่ นาสายเดียวกันได้ ถึง 2 ครั้ง)
                                                           31
                       4. สานักเอเลีย (Elea)
- เป็ นชื่อนครรัฐหนึ่งของกรีกในดินแดนภาคใต้ ของคาบสมุทร
   อิตาลี
                              4.1 เซโนฟาเนส
               (Xenophanes ก.พ.ศ. 27 – พ.ศ. 63)
                                                     ี
               - กล่ าวว่ า พระเจ้ ามีรูปทรงกลม ไม่ มการ
                      ่ ่            ี      ่
                 เคลือนทีและไม่ มการเปลียนแปลง พระเจ้ า
                 กับโลกเป็ นสิ่ งเดียวกัน
- เจ้ าของวลี “All is one, the one is God”
                                              ่ื
- เขาเป็ นพวก สรรพเทวนิยม (Pantheism) ทีถอว่ าทุกสิ่ งทุกอย่ าง
   ในโลกเป็ นส่ วนหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้ า                 32
                   4.2 ปาร์ มนิเดส
                               ี
            (Parmenides พ.ศ. 28 – 93)
                             ่
 - ไม่ เห็นด้ วยกับความเปลียนแปลงทีเ่ ป็ นมายา
                                  ่
   ถือว่ าความจริงแท้ ต้องไม่ เคลือนที่
- ความจริงแท้ คือ ภวันต์ (Being) คือความมีอยู่
  เป็ นแก่ นแท้ ของโลก
- เป็ นบิดาปรัชญาวัตถุนิยมและจิตนิยม
- เป็ นผู้วางรากฐานอภิปรัชญาและปรัชญา
 ตะวันตกเป็ นคนแรก

                                             33
                               4.3 เซโนแห่ งเอเลีย
                    (Zeno of Elea พ.ศ. 53 – 113)
                             ่
             - ปฏิเสธการเคลือนไหว ความจริงแท้
                           ่                  ่
            จะต้ องไม่ เคลือนไหว สิ่ งทีเ่ คลือนไหวเป็ นมายา
         - สนันสนุนความเห็นของอาจารย์ ปาร์ มนิเดส   ี
           ว่ าความจริงมีเพียงสิ่ งเดียว ความหลากหลาย
           เป็ นภาพลวงตา
                                                   ิ ้
       - เป็ นบิดาของระบบวิภาษวิธี เพราะใช้ วธีนีในการ
         โต้ ตอบทางปรัชญา
* สานักเอเลีย มีความเห็นขัดแย้ งกับเฮราคริตุส              34
                      5. สานักเอมเปโดเคลส
                  (Empedocles พ.ศ. 48 – 108)
              - เป็ นชาวเมืองอะกรีเจนตุม ภาคใต้ ของ
                เกาะซิชิลี
                                   ้         ่
             - ปฐมธาตุ คือ ดิน นา ลม ไฟ ทีมารวมตัว
กันด้ วยพลังแห่ งความรัก และแยกตัวออกไปด้ วยพลังแห่ ง
การเกลียด
- เป็ นนักประนีประนอม ระหว่ างปรัชญาของเฮราคริตุสกับ
  สานักเอเลีย จึงเสนอความคิดข้ างต้ น

                                                    35
                          6. สานักอานักซาโกรัส
                   (Anaxagoras พ.ศ. 43 – 115)
               - เกิดทีเ่ มืองคลาโซเมเน นครรัฐกลุ่มไอโอเนีย
                               ึ้
- สิ่ งทั้งหลายไม่ อาจเกิดมีขนจากความว่างเปล่ า
- ปฐมธาตุ ควรมีมากกว่ า ดิน นา ลม ไฟ้
- เขาเห็นว่ าจิตหรือมโน เป็ นตัวควบคุมในการสร้ างโลก
- เป็ นนักปรัชญาคนแรกทีเ่ ป็ นผู้นาปรัชญาไปเผยแพร่ แก่
  ชาวเอเธนส์ จนทาให้ เอเธนส์ เป็ นศูนย์ กลางของปรัชญา
- ปรัชญาของเขาเป็ นทวินิยม (Dualism) เป็ นผู้ให้ กาเนิด
  ปรัชญาจิตนิยม
                                                          36
                       7. สานักปรมาณูนิยม
                - ลิวซิปปุส คือ ผู้ก่อตั้งสานักนี้
        เดมอคริตุส (Democritus พ.ศ. 83 – 173)
      - เกิดที่เมืองอับเดรา แคว้ นเธรส
                                        ี่         ่
      - “ปรมาณู” หมายถึง วัตถุทมีขนาดเล็กทีสุด ไม่ สามารถจะ
                        ี             ื          ่
       แยกย่ อยได้ อกแล้ ว ซึ่งก็คอ “อะตอม” ทีไม่ อาจตัดแบ่ ง
                      ี
       ออกไปได้ อก (Uncuttable)
                                               ้
- ความจริง มีเฉพาะขนาดและรู ปร่ างและนาหนักเท่ านั้น ทีเ่ ป็ น
                                           ่             ิ
  คุณภาพปฐมภูมิ เท่ านั้น ส่ วนสี กลิน รส เป็ นคุณภาพทุตยภูมิ
                                             ื       ั ่
         ซึ่งไม่ มีอยู่จริง ความจริงก็คอ ปรมาณูกบทีว่าง
                 เท่ านั้นทีเ่ ป็ นปฐมธาตุของโลก
                                                             37
                       ่
           สรุปแนวคิดทัว ๆ ไป
              ของสสารนิยม
1. เป็ นเอกนิยม (Monism)
2. ยอมรับทฤษฎีหน่ วยย่ อย
                                          Karl Marx
  (atomistic theory)
                                         (1818-1883)
3. ยอมรับแนวคิดเรื่องการลดทอน (Reductionism)
4. ถือว่ าคุณค่ าต่ าง ๆ เป็ นสิ่ งสมมติ
5. เห็นว่ าจักรวาลอยู่ในระบบจักรกล              38
 1.3 ทวินิยม (Dualism)
       1.3.1 ธรรมชาตินิยม (Naturalism)
                                                  ่
   คือ ทัศนะที่ถือว่ าจักรวาลหรือโลกทีประกอบไปด้ วย
   “สิ่ งธรรมชาติ” (natural object) เท่ านั้นที่เป็ นจริง
   สิ่ ง อื่ น ที่ มิ ใ ช่ สิ่ ง ธรรมชาติ ห รื อ ปรากฏการณ์ ของสิ่ ง
   ธรรมชาติไม่ ใช่ สิ่งทีเ่ ป็ นจริง
- แนวคิดแบบธรรมชาตินิยม เป็ นพหุนิยม (Pluralism) ซึ่ ง
   ต่ างจากสสารนิ ย ม ที่ มี แ นวความคิ ด เป็ นเอกนิ ย ม
   (Monism)
                                                                  39
                      ื
        สิ่ งธรรมชาติคออะไร ?
                        ่
1. เป็ นสิ่ งดารงอยูในระบบของ อวกาศ - เวลา
2. เป็ นสิ่ งที่เกิดขึ้นและดับลงโดย สาเหตุ และ
            ั
สาเหตุน้ นก็เป็ นสิ่ งธรรมชาติดวย้



                                           40
   ต้นกาเนิดของจักรวาล เกิดจากการระเบิดครั้ง
   ใหญ่ เมื่อประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านปี ก่อน
  ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่กลายเป็ น มวลสาร
(Matter)ปริ มาณมหาศาลแรงระเบิดไดก่อให้เกิด
ช่องว่าง หรื อ อวกาศ (Space) ขึ้นมวลสาร อวกาศ
   และความเร็ ว ได้ก่อให้เกิด เวลา (Time) ขึ้น



                                             41
          จักรวาลได้ขยายตัวออก กลายเป็ น กาแล็กซี่ (Galaxy) ซึ่งมี
จานวนกว่า หนึ่งล้านล้านกาแล็กซี่ แต่ละกาแล็กซี่ ประกอบด้วย
ดาวฤกษ์จานวนกว่าหนึ่งล้านล้านดวง สุ ริยะ(SolarSystem)
             ่
ของเราอยูชายขอบ กาแล็กซี่ ทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy)
        ่
ซึ่ งอยูชายขอบของจักรวาลใหญ่อีกทีหนึ่ง เราจึงมิได้เป็ นศูนย์กลาง
                   ่
ของจักรวาล ไม่วาในความหมายใดก็ตามที


                                                              42
                          หลังจากโลกได้เย็นตัวลง ปฏิกิริยาทางเคมีบนผิวโลก
                         ทาให้เกิด ไอน้ า ไอน้ าที่ลอยขึ้นสู งถูกแรงดึงดูดของโลก
                          ดูดไว้ ก่อให้เกิด ชั้นบรรยากาศและเมฆ ในที่สุดเมฆก็ตก
                          ลงมาเป็ นฝน ทาให้เกิด ลาคลอง แม่น้ า ทะเล และ
                          มหาสมุทร
เมื่อ อนินทรี ยสาร (non-organic matter) ทาปฏิกิริยากับน้ าปริ มาณมหาศาลในเวลา
ที่ยาวนานเพียงพอ สิ่ งมหัศจรรย์ คือ อินทรี ยสาร (organic matter) หรื อ “ชีวิต”
            ั
(Life)ก็ได้บงเกิดขึ้น
                                                                          43
      เริ่ มจาก สัตว์เซลล์เดี ยวที่ มีโครงสร้ างเรี ยบง่ าย และได้
วิวฒนาการสู่ ความสลับซับซ้อนยิงขึ้น เป็ น อาณาจักรพืชและ
    ั                                   ่
อาณาจักรสัตว์
      ในอาณาจักรสัตว์ แบ่งได้เป็ น หนอนทะเล ปลา สัตว์ครึ่ ง
บกครึ่ งน้ า สัตว์บก และท้ายสุ ดคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
      สิ่ งอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคื อ “จิ ต” (Mind) ก็เกิ ดขึ้น นัก
ชี ววิทยาสังเกตว่า รู ปแบบของชี วิตนับ ตั้งแต่ ปลาเป็ นต้นมา
ล้วนแต่มีปรากฏการณ์ที่เรี ยกว่า “จิต” เกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้ น


                                                              44
                         ั
      สาคัญที่สุดในวิวฒนาการ คือ จิตมนุษย์ จากการคานวณ
                 ิ
  ของนักธรณี วทยา โลกมีอายุประมาณ ๕,๐๐๐ล้านปี สิ่ งมีชีวต ิ
       ่
  มีอยูในโลกนี้ประมาณ ๕๐๐ ล้านปี และมนุษย์เพิงเกิดขึ้นเมื่อ
                                              ่
  ๒ ล้านปี มานี้เอง เรี ยกว่า
          ั
ทฤษฎี “วิวฒนาการแบบก้าวกระโดด” (Emergent Evolution)




                                                        45
     เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านปริ มาณมาถึงจุดหนึ่ง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้าน
                                          ั
คุณภาพขึ้นอย่างฉับพลัน และในวิวฒนาการของจักรวาลและโลกได้เกิด
   ั
วิวฒนาการแบบก้าวกระโดดขึ้นอย่างน้อยที่สุด 4 ครั้งใหญ่ๆ คือ การเกิดขึ้นของ
มวลสาร น้ า ชีวิต และจิตใจ
                                                     ่
     พุทธศาสนาเห็นพ้องกับปรัชญาธรรมชาตินิยม ที่วา จิตใจของมนุษย์มีอยู่ แต่
มิใช่ “สิ่ ง” (Object) แต่เป็ น “ปรากฏการณ์” (Phenomenon) ที่ไม่เป็ นตัวไม่เป็ น
                                            ั                        ั
ตน เป็ น “อนัตตา” (non-self) ร่ างกายที่จบต้องได้เห็นได้ กับจิตใจที่จบต้องไม่ได้
เห็นไม่ได้ จึงเป็ นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน และอิงอาศัยกันอย่างแยกไม่ออก
                                                                             46
          ทฤษฎี”ควอนตั้มฟิ สิ กส์ ”Quantum
                  Physics (Q.P)
             ของ อัลเบิร์ต ไอน์ สไตน์
     หน่วยที่เล็กที่สุดที่เรี ยกว่า “อะตอม” (Atom) นั้นมิใช่สิ่งที่
                        ่ ั
แข็งตันและหยุดนิ่งอยูกบที่ ดังคาอธิ บายในเรื่ องของ
“ฟิ สิ กส์ แบบนิ วตัน ”         (Newtonian     Physics) แต่ กลับ
ประกอบด้ว ยโปรตอน นิ ว ตรอน อิ เ ล็ ก ตรอน และช่ อ งว่ า ง
มหาศาลระหว่างประจุไฟฟ้ า
                                                               47
                                                  ้
    ธรรมชาตินิยมปฏิเสธการเคลื่อนไหวแห่งจักรวาลที่ตอง
อาศัยแรงผลักจากภายนอก ซึ่ งธรรมชาตินิยมไม่เห็นด้วยกับ
การทอนวัตถุเป็ นสิ่ งย่อย



                                                   48
   ธรรมชาตินิยมไม่เห็นด้วยกับการที่จิตนิยมได้ลดทอน
สสารไปเป็ นจิตและเอาพระเจ้ามาอ้างเรื่ องการสร้างโลก




                                                 49
        Matter


B.B.T    Space   Time   Galaxy



        Speed
                           50
หลายล้ านกาแล็กซี่ ซึ่งแต่ ละกาแล็กซี่ประกอบด้ วยดาว
ฤกษ์ จานวนกว่ าหนึ่งล้ านล้ านดวง สุ ริยะ(SolarSystem)
ของเราอยู่ชายขอบ กาแล็กซี่ทางช้ างเผือก (Milky Way
Galaxy)

                                        ดาวฤกษ์
 Galaxy
                             ดาวฤกษ์    ระบบสุ ริยะ ดาวฤกษ์


                                         ดาวฤกษ์
                                                         51
                                      ปฏิกริยาเคมีบน
                                          ิ                   ้         ้
                                                           ไอนาลอยตัวขึนสู ง
    E.T.            โลกเย็นลง             ผิวโลก             ถูกแรงดึงดูด
                                      ทาให้ เกิดไอนา
                                                   ้         ของโลกดูดไว้

                      ้
   เกิดเป็ นคลอง แม่ นา                                         ก่ อให้ เกิด
   ทะเลและมหาสมุทร               เมฆตกลงมาเป็ นฝน
                                                            ชั้นบรรยากาศ
                                                             และเมฆขึน      ้
       อนินทรียสารทา            สิ่ งมหัศจรรย์คอชีวต
                                               ื ิ        เริ่มจากสั ตว์ ที่มี
ปฏิกริยากับนาปริมาณมหาศาล
    ิ       ้
                                         Life          โครงสร้ างเรียบง่ ายเป็ น
      ในเวลาที่ยาวนาน                                     สั ตว์ เซลล์ เดียว
  Non-organic matter               Organic matter
                                                                          52
   เริ่มจากสั ตว์ ที่มี
                                             หนอนทะเล
โครงสร้ างเรียบง่ ายเป็ น
   สั ตว์ เซลล์ เดียว
                                                 ปลา
                            อาณาจักรสั ตว์
                                             สั ตว์ ครึ่งบก
   ั
วิวฒนาการซับซ้ อน                                ครึ่งนา ้
          ้
     มากขึนเรื่อยๆ                                            จิต
                                               สั ตว์ บก
                            อาณาจักรพืช
                                                        ้
                                              สั ตว์ เลียง
                                              ลูกด้ วยนม       53
       ่               ั
สิ่ งทีสาคัญที่สุดในวิวฒนาการ คือ            จิตมนุษย์


โลกอายุ 5,000 ล้ านปี


                               ่ ิ
                        สิ่ งทีมีชีวตในโลก
                        500 ล้านปี                       ึ่
                                              มนุษย์ พงเกิด
                                              เมื่อ 2 ล้ านปี

                                                                54
      E.E

                                         ้
                                        นา
          ่
  การเปลียนแปลง
 ด้ านปริมาณมาถึงจุดหนึ่ง

                            มวลสาร   ประกอบด้ วย   จิตใจ
             ่
จะเกิดการเปลียนแปลง
  ด้ านคุณภาพทันที
                                          ิ
                                       ชีวต
                                                    55
                                                         ่
                                                     E วิงรอบN ด้ วยความเร็วสู ง
         หน่ วยเล็กสุ ดของสสาร                                          ่ ่
                                                           ทุกสิ่ งเคลือนทีตลอดเวลา
       ไม่ ใช่ สิ่งแข็งตันและหยุดนิ่ง        นิวตรอน       ด้ วยตัวของมันเองไม่ จาเป็ น
         ดังคาอธิบายของนิวตัน                   E          ต้ องอาศัยแรงผลักภายนอก
                                                              อย่ างเดียวเท่ านั้น

                                        ตรงข้ามกับ
Q.P.        ธรรมชาตินิยมปฏิเสธ           วัตถุนิยม
                ่
       การเคลือนไหวแห่ งจักรวาล
                                                             ไม่เห็นด้วยกับ
       ที่ต้องอาศัยแรงผลักจากนอก                             การทอนวัตถุ
                                                              เป็ นสิ่ งย่อย
                   ไม่ เห็นด้ วยที่
             จิตนิยมลดทอนสสาร
                    ไปเป็ นจิต             ตรงข้ ามกับ
             และเอาพระเจ้ ามาอ้ าง          จิตนิยม
               เรื่องการสร้ างโลก                                                56
     ความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง
          ธรรมชาตินิยมกับวัตถุนิยม
       ความเหมือน                        ความแตกต่ าง
- มนุษย์ เป็ นสสาร            - ธรรมชาตินิยมไม่ ยอมรับแนวคิด
                              เรื่องการลดทอนของสสาร
- จิตไม่ ใช่ สิ่งทีแท้ จริง
                   ่
                              - ไม่ เห็นด้ วยกับจิตนิยมทีทอน
                                                         ่
                              สสารลงไปเป็ นจิตและอธิบายความ
                              จริงของโลกวัตถุด้วยการเอาพระเจ้ า
                              มาอ้ างในเรื่องการสร้ างโลก
                                                             57
1.3.2 พระพุทธศาสนา (Buddhism)
      ิ                   ิ
  ชีวตมาจากไหน ? ชีวตคืออะไร ?
        ิ
  ชีวต คือ หน่ วยรวมของสิ่ ง 2 อย่ าง คือ จิตและสสาร
          ตัวอย่ าง ในอภิธรรม 7 คัมภีร์ พระพุทธเจ้ าได้ สรุปความจริงไว้ ว่า
             ้
  ในโลกนีมี 4 อย่ างคือ 1. จิต 2. เจตสิ ก 3. รูป 4. นิพพาน
                                       ิ
ถามว่ า ระหว่างจิตกับวัตถุสิ่งไหนมีอทธิพลต่ อมนุษย์มากกว่ ากัน ?


                              ีิ
ตอบว่ า ทั้งจิตและวัตถุต่างก็มอทธิพลต่ อมนุษย์ พอ ๆ กัน

                                                                              58
จิต สามารถแบ่ งออกได้ เป็ น 4 อย่ างคือ
                                ่     ่ิ
1. กามาวจรจิต จิตของปุถุชนทัวไปทียนดีในกามคุณทั้ง 5
                                  ่
      คือ รู ปสวย เสี ยงไพเราะ กลินหอม รสอร่ อย เป็ นต้ น
                       ่
2. รู ปาวจรจิต จิตทีได้ ฌาน
                         ่
3. อรู ปาวจรจิต จิตทีได้ อรู ปฌาน
4. โลกุตตรจิต จิตของพระอริยเจ้ า

                                                            59
1. จิต ได้ แก่ ความคิด
2. เจตสิ ก ได้ แก่ ความคิดของจิตคือ บุญ บาป
3. รู ป ได้ แก่ ร่ างกาย
4. นิพพาน
สรุป จิต เจตสิ ก นิพพาน เป็ นเรื่องของนามธรรม
รู ปเป็ นเรื่องของวัตถุ                         60
                      สรุปทวินิยม
      แนวคิดแบบทวินิยม คือแนวคิดที่ยอมรั บว่ า ความจริ งมีท้ัง
                               ้
2 อย่ างคือกายและจิต ในที่นีได้ แยกออกเป็ น 2 อย่ างคือ
      1. ทวินิ ย มแบบธรรมชาติ นิ ย ม ยอมรั บ ความจริ ง ว่ า มี 2
                                            ั
อย่ างแต่ มีความโน้ มเอียงให้ ความสาคัญแก่ วตถุ
      2. ทวินิยมแบบพระพุทธศาสนา ยอมรั บความจริ งว่ ามี 2
อย่ างแต่ มีความโน้ มเอียงให้ ความสาคัญแก่ จต ิ


                                                              61
  ปรัชญาว่ าด้ วยความรัก (Symposium)
      บทสนทนาเรื่ อ งความรั ก ในงานเลี้ย งฉลองชั ยชนะการ
 ประกวดบทละครโศกนาฎกรรมของอะกาธอน มีบทสรุ ปในการ
 สนทนา ดังนี้
เฟดรุส
                             ่            ่                  ่
      ความรักเป็ นเทพเจ้ าทีมีอานาจมากทีสุด ประเสริฐและยิงใหญ่ ทสุด  ี่
                                                                   ่
ความรักเป็ นบ่ อเกิดแห่ งคุณธรรมและความสุ ขในชาตินี้ ดังนั้น คนทีกาลัง
                                                 ่
มีความรักจึงสามารถทาได้ ทุกอย่ างทั้งดีและชั่วเพือให้ คนรักพอใจเป็ น
สาคัญ
                                                                 62
พอไซเนียส
    ความรักมี 2 อย่ าง คือ
1. ความรั ก แบบธรรมดา จะมี ท้ั งในคนและสั ตว์ มี
   จุ ด มุ่ ง หมายที่ ร่ างกายเป็ นส าคั ญ จึ ง ท าให้ ค นที่ มี รั ก
   ต้ องการครอบครองและเชยชมคนรักให้ ได้ ไม่ ว่าจะทาดี
   หรือชั่ว
2. ความรั กแบบสู งส่ ง เป็ นความรั กมุ่งความงามทางจิตใจ
                      ่
   เป็ นสาคัญ มุ่งไปทีความกล้ าหาญและความฉลาด
                                                                   63
อะริซีมากัส
        มีความเห็นเหมือนพอไซเนียส เขาเห็นว่ ามนุษย์ ควรจะรู้ เท่ า
  ทันความจริง แล้ วพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่ งที่ไม่ ดีให้ กลายเป็ นสิ่ งที่
  ดี
        เป็ นการทาให้ ธาตุซึ่งขัดแย้ งเข้ ากันได้ อย่ างเหมาะสม เหมือน
              ่
  เสี ยงพิณทีไพเราะเกิดจากการประสานกันของส่ วนต่ าง ๆ ของพิณ
        มนุษย์ หากปล่ อยให้ ความรักแบบธรรมดาเข้ าครอบงาก็จะเป็ น
  โทษแก่ ตนเองและผู้อื่นหากยึดมั่นในความรั กประเภทสู งส่ งก็จะมี
  ความสุ ขและความราบรื่นในชีวต     ิ

                                                                    64
อาริสโตเฟนีส
        ความรักเปรียบเหมือนวัตถุทรงกลม ที่มีกาลังมหาศาลจนขึนไป             ้
  ท้ า เทพเจ้ า ในที่ สุ ด เทพเจ้ า ซี อุ ส จึ ง ได้ ล งโทษโดยการผ่ า ร่ างกาย
  ออกเป็ น 2 ซีก
        เมื่อมนุ ษย์ ได้ ถูกผ่ าออกเป็ น 2 ส่ วนแล้ ว จึงทาให้ หมดฤทธิ์เดช
                                 ้
  และแต่ ละส่ วนก็พยายามดินรนโหยหาในอีกส่ วนหนึ่งซึ่งขาดหายไป
                                                          ้
        จากเหตุผลดังกล่ าวจึงทาให้ มนุษย์ ในโลกนีต้องแต่ งงานกัน


                                                                       65
อะกาธอน
      ความรั กเป็ นเทพเจ้ าที่น่าบู ชา เป็ นหนุ่ มอยู่ เสมอ เทพเจ้ าแห่ ง
 ความรักจึงมีแต่ ความกรุ ณาปราณีไม่ เคยหยิบยื่นความโหดร้ ายให้ แก่
 ใครเลย
      ทรงเป็ นสหายของความดี
      ทรงเป็ นความพิศวงของคนฉลาด
      ทรงเป็ นความสวยงามของเทพเจ้ า
      เทพเจ้ าแห่ งความรั กจึงเป็ นต้ นกาเนิดของสิ่ งที่สวยงามและดี
   ่
 ทีสุด
                                                                   66
โซเครตีส
                   ึ่
    ความรักอยู่กงกลางระหว่ างสิ่ ง 2 อย่ าง คือ ความโง่ เขลาและ
 ความฉลาด
     ความรั กไม่ ใช่ เทพเจ้ า แต่ ความรั กเป็ นความขาดหรื อความ
 บกพร่ อง
    จากเหตุ ผ ลดั ง กล่ า ว จึ ง ท าให้ ม นุ ษ ย์ ไ ม่ เ คยอิ่ ม และต้ อ ง
 แสวงหาสิ่ งที่ขาดเหล่ านั้นมาเติมให้ เต็ม

                                                                        67
                                     ้
                              สรุปเนือหา
อภิปรัชญา คือ การแสวงหาความจริ งเกี่ยวกับโลกและชีวต
                                                  ิ
แยกออกเป็ น 3 กลุ่มใหญ่ๆ
1. จิตนิยม ที่ถือว่าความจริ งแท้ คือ ชีวิตเท่านั้น
2. วัตถุนิยม ที่ถือว่าความจริ งแท้ คือ วัตถุเท่านั้น จิตไม่มีจริ ง
3. ทวินิยม ที่ถือว่าความจริ งแท้ คือ วัตถุและจิตใจ
    3.1 ธรรมชาตินิยม มีความคิดเอนเอียงไปทางวัตถุมากกว่าจิต
    3.2 พระพุทธศาสนา มีความคิดเอนเอียงไปทางจิตมากกว่าวัตถุ

                                                                     68
                ความรักในทัศนะของพระพุทธศาสนา

                                   ่
                                 ทีสุดแห่ งรัก
  ความรักแบบอนาคามี            ความรักแบบอรหันต์
เมตตา (ตัดราคะและโทสะ)            มหากรุ ณาจิต
                                                       พัฒนา
                                                       การ
                                                       แห่ ง
                           ความรักแบบบิดา – มารดา      รัก
ความรักแบบสามี - ภรรยา           พรหมวิหาร
 (โสดาบัน – สกิทาคามี)                    ิ
                          เมตตา กรุ ณา มุทตา อุเบกขา
                                                         69
                                บทสรุป
                                           ้
                 โลกทัศน์ ของมนุษย์ ในโลกนีจะมีอยู่ 3 รู ปแบบ

                ื
1. โลกทัศน์ ที่ถอว่ าความจริงคือ จิตเท่ านั้น เรียกว่ า พวกจิตนิยม
               ่ื
2. โลกทัศน์ ทีถอว่ าความจริงคือ วัตถุเท่ านั้น เรียกว่ า พวกสสารนิยม
               ่ื
3. โลกทัศน์ ทีถอว่ าความจริง คือ จิต และ วัตถุ เรียกว่ า พวกทวินิยม


                                                                70
71

								
To top