System Analysis and Design System

Document Sample
System Analysis and Design System Powered By Docstoc
					System Analysis
อาจารย์ ศรีนวล ฟองมณี
ระบบ(System)
          ระบบคือกลุ่มขององค์ประกอบ(Component) ต่างๆที่ประกอบกัน
                         ั
ทางานร่ วมกันเพื่อบรรลุวตถุประสงค์(Purpose)เดี ยวกัน ระบบหนึ่ ง ๆ อาจ
ประกอบด้ว ย ระบบย่อย (Subsystem) เช่ น แผนก โดยแต่ ละส่ ว นมี ห น้า ที่
                           ั
เฉพาะ และ ทางานต่างหน้าที่กน แต่การทางานประสานกัน
ตัวอย่ าง
ระบบหนึ่ ง ประกอบด้ว ย บุ ค ลากร เครื่ อ งมื อ เครื่ อ งใช้ พัส ดุ วิ ธี ก าร โดย
ทั้งหมดนี้มีระบบจัดการ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์เดียวกัน
เช่น ระบบการเรี ยนการสอน
องค์ ประกอบของระบบการเรียนการสอน
  1. บุคลากร ได้แก่ ครู และนักเรี ยน
  2. เครื่ องมือ ได้แก่ เครื่ องฉายแผ่นใส ชอล์ก กระดานดา
  3. พัสดุ ได้แก่ โต๊ะ เก้าอี้
  4. วิธีการได้แก่ เขียนบนกระดานดา ใช้แผ่นใส หรื ออื่นๆ
  5. การจัดการ ได้แก่ โรงเรี ยนจัดตารางสอน เก็บเงินค่าเล่าเรี ยน จ่ายค่า
      สอนให้แก่ครู เป็ นต้น
การศึกษาระบบ
 การที่จะศึกษาระบบใดระบบหนึ่งจะต้องตอบคาถามต่อไปนี้ให้ได้
 1. What ระบบทาอะไร วัตถุประสงค์ของระบบคืออะไร มีแผนงานขั้นตอน
   อย่างไรเพื่อนาไปสู่ความสาเร็ จ (Goal)
 2. Who ทาโดยใคร,บุคคลหรื อใครที่รับผิดชอบ
 3. When ทาเมื่อไร การเริ่ มดาเนินงานและผลสาเร็ จของงานจะสาเร็ จลุล่วงได้
   เมื่อไร ควรมีการจัดตารางการทางานอย่างมีระบบ การทางานโดยไม่มีการจัด
   ตารางการทางานที่แน่ นอน ส่ งผลให้ระบบงานยืดเยื้อ ไม่สามารถปิ ดงานได้
   ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
 4. How ทาอย่างไร มีวิธีการทางานอย่างไร ต้องใช้เครื่ องมือใดเพื่อให้งานสาเร็ จ
   ได้รวดเร็ ว
ระบบธุรกิจ (Business System)
                                           ้
ได้แก่ ระบบที่ทางานเพื่อจุดประสงค์ดานธุ รกิ จ เช่ น โรงงานอุตสาหกรรม
เป็ นระบบธุ ร กิ จ เพื่ อ จุ ด ประสงค์ด้า นการผลิ ต หรื อ ระบบขนส่ ง ระบบ
โรงแรม ระบบการพิมพ์ ระบบธนาคาร เป็ นต้น ซึ่งมีจุดประสงค์แตกต่างกัน
ออกไป ระบบธุ ร กิ จ อาจจะแบ่ ง ย่อ ย ๆ ลงไปอี ก เช่ น ในโรงงานจัด แบ่ ง
ออกเป็ นฝ่ ายต่ า ง ๆ เช่ น ฝ่ ายผลิ ต ฝ่ ายซ่ อมบารุ ง ฝ่ ายสิ น ค้า คงคลัง หรื อ
อาจจะรวมเป็ นฝ่ ายขาย โดยในระบบฝ่ ายขายจะต้องทาหน้าที่หลายอย่างเช่น
รับใบสังสิ นค้าจากลูกค้า ส่ งใบเก็บเงินไปให้ลูกค้า สาหรับฝ่ ายบัญชีทาหน้าที่
        ่
จ่ายเงินเดือนให้พนักงานเป็ นต้น โดยนักวิเคราะห์ระบบต้องทราบขั้นตอน
การทางานระบบที่ได้รับมอบหมายและทาความเข้าใจให้ดี
ระบบการผลิต   ระบบการตลาด         ระบบการบัญชี   ระบบสิ นค้าคงคลัง




                            ระบบธุรกิจ
ระบบสารสนเทศ (Management Information System)
ระบบนี้ ช่ ว ยจัด การข้อ มู ล ที่ ต ้อ งการใช้ร ะบบธุ ร กิ จ ช่ ว ยเก็ บ ตัว เลขและ
ข่าวสารเพื่อช่ วยในการดาเนิ นธุ รกิ จและการตัดสิ นใจ ตัวอย่างของระบบ
สารสนเทศ เช่นระบบการเก็บเงินลูกค้า โดยที่จะต้องทราบว่าลูกค้าแต่ละคน
             ่
ชื่ออะไร อยูทีไหน สิ นค้าและจานวนที่ขายให้แก่ลูกค้าแต่ละคนเป็ นอย่างไร
การจ่ายเงินของลูกค้าเป็ นอย่างไร ติดค้างนานหรื อไม่ หรื อหนี้ สูญ รวมทั้ง
จ านวนเงิ น ที่ ลู ก ค้า จะต้อ งช าระ ระบบสารสนเทศอาจจะใช้ห รื อ ไม่ ใ ช้
คอมพิวเตอร์ ก็ได้ แต่ประโยชน์ของการใช้คอมพิวเตอร์ จะสามารถทาให้
ทราบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ ว หรื อถ้าจานวนลูกค้ามีมากทาให้สะดวกกว่าการ
ใช้คนหลาย ๆ คน เป็ นต้น ซึ่ งการทราบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ ว ทาให้การ
บริ หารงานเป็ นไปอย่างรวดเร็ วเป็ นผลให้สามารถตัดสิ นใจได้ทนท่วงที     ั
ตัวอย่ าง ระบบการเก็บเงินลูกค้า เราต้องการที่จะทราบว่า
                             ่
 - ลูกค้าแต่ละคน ชื่ออะไร อยูที่ไหน
 - สิ นค้าและจานวนที่ขายให้แก่ลูกค้าแต่ละคนเป็ นอย่างไร
 - การจ่ายเงินลูกค้าเป็ นอย่างไร ติดค้างหรื อไม่ หรื อหนี้สูญ
 - รวมทั้งจานวนเงินที่ลูกค้าจะต้องชาระ
                                              ็
ระบบสารสนเทศอาจจะใช้ หรือไม่ ใช้ คอมพิวเตอร์ กได้
         แสดงกระแสข้ อมลในระบบเก็บเงินลกค้ า
                       ู               ู

                                              รายงาน
            การสั่งซื้ อสิ นค้า              สถานะของ

                                   ระบบ        ลูกค้า
ลูกค้า                            เก็บเงิน              ฝ่ ายบริ หาร
                                   ลูกค้ า
              การจ่ายเงิน
 ระบบที่ดีควรมีระบบย่อยต่าง ๆ ที่สมบูรณ์ในตัว การ
สื่ อ สารภายในระบบจะส่ ง ข้อ มู ล ระหว่ า งกัน มี ก าร
โต้ตอบ (Feedback) หรื อการตรวจสอบ (Monitoring)
เพื่อให้ระบบสามารถดาเนินการไปสู่ เป้ าหมาย(Goal) ที่
ต้ อ งการ โดยสิ่ งแวดล้ อ ม(Environment) คื อ สิ่ งที่ มี
ผลกระทบต่อระบบ
 ผลกระทบจากสิ่ งแวดล้ อม(Environment)

1.ผลกระทบภายในระบบ(Internal Environment)
2.ผลกระทบภายนอกระบบ (External Environment)
การควบคุมระบบ
 การควบคุม (System Control)
                                      ั
 ขบวนการตรวจสอบระบบว่า ระบบปฏิบติงานอย่างมีประสิ ทธิภาพ และ
                                 ้
  ได้ผลตามวัตถุประสงค์ ระบบที่ดีตองมีการควบคุมการทางาน
 การควบคุมประกอบด้วย

    –                      ั
        มาตรฐานการปฏิบติงาน (Standard)
    –                    ั
        การวัดผลการปฏิบติงานจริ ง (Measuring)
    –                                ั
        การเปรี ยบเทียบระหว่างการปฏิบติงานจริ ง กับ มาตรฐาน (Comparing)
    –   การป้ อนกลับของผลการเปรี ยบเทียบ (Feedback)
คุณลักษณะของระบบ
คุณลักษณะของระบบ แบ่งเป็ น 2 ส่ วน
                                       ้
 ระบบเปิ ด (Open System) เป็ นระบบที่ตองอาศัยปั จจัยภายนอกมา
ช่วยควบคุมการทางาน เช่น คาแนะนาจากลูกค้า
 ระบบปิ ด (Close System) เป็ นระบบที่มีการควบคุมการทางาน
และ การแก้ ไ ขด้ ว ยตั ว ของระบบเอง ระบบนี้ ต้ อ งมี มาตรฐาน
(Standards) รองรับอยู่ เช่น การทางานของ เครื่ องพิมพ์ที่มีตวเซนเซอร์
                                                           ั
การควบคุมระบบ
    ตัวอย่าง การควบคุมของระบบเปิ ด
          ั
     บริ ษทขายสิ นค้า หรื อ บริ การ ในราคาสู งแต่คุณภาพต่า ยอดขาย คือ ตัว
     Feedback จาเป็ นต้องมีการปรับปรุ งสิ นค้า หรื อ วิธีการผลิต
    ตัวอย่าง การควบคุมของระบบปิ ด
            ั
     บริ ษทมีการควบคุมการสังซื้อสิ นค้า โดย เมื่อสิ นค้าในมือ มีจานวนต่า
                              ่
     กว่าที่ กาหนด จะออกรายการสั่งซื้อสิ นค้าทันที การควบคุมระบบปิ ด
     ที่ดี ต้องมี การตรวจในตัวเอง(Self recguration) และการปรับปรุ งใน
     ตัว (Self adjustment)
• องค์การและระบบสารสนเทศ
•Organization
รู ปแบบของผลตอบแทนต่างๆ ดังนี้
1.ผลตอบแทนที่สามารถตีค่าในลักษณะของเงินตรา (Tangible)
2.ผลตอบแทนที่ไม่สามารถตีค่าในลักษณะของเงินตรา (Intangible)
การประมวลข้ อมูล
Data Processing
  การประมวลผล (Processing) คื อ การกระท าต่ อ ข้อ มู ล ดิ บ
  (Raw                                      ้
          data) ในลักษณะใดก็ได้ เพื่อให้ได้ขอมู ลสนเทศ
  (Information)
ความหมาย
    RAW DATA
   ข้อมูลดิบที่รวบรวมจากเอกสารต้นฉบับ นามาใช้
   ประมวลผลให้เกิดข้อสรุ ป
  ลักษณะข้อมูล : ตัวเลข ตัวอักษร ภาพ เสี ยง

                                  ั
  ข้อมูลที่ดี = ถูกต้อง + ปั จจุบน + สมบูรณ์
ความหมาย
   PROCESSING: การกระทาอย่างใดอย่างหนึ่งต่อข้อมูล
    เพื่อให้เกิดข้อสรุ ป
                          ่
    INFORMATION: ข้อมูลที่ผานการประมวลผลแล้ว
    สามารถนามาใช้ใน การตัดสิ นใจ
ประเภทของการประมวลผล
   การประมวลผลด้ วยมือ (Manual Data Processing)
   การประมวลผลอัตโนมัติ (Automatic Data Processing)
    – Batch processing
    – Online processing
Batch VS Online Processing
   Batch processing                  Online processing
     – ข้อมูลไม่ทนสมัย
                   ั                   – ข้อมูลทันต่อเหตุการณ์
     – การบันทึกข้อมูลเป็ นแบบ         – การบันทึก แบบ Direct Access
       Sequential ทาให้เสี ยเวลา
                           ั
     – รายงานล่าช้า ไม่ทนสมัย          – สามารถทารายงานได้ทนที่ั
     – I/O device ไม่ติดกับCPU         – I/O device ติดกับ CPU
ขั้นตอนการประมวลผลด้ วยคอมพิวเตอร์
   การเก็บข้อมูล (Data Collection)
   การประมวลผลข้อมูล (Data Processing)
   ผลลัพธ์ (Information / Output)


        Data            Data
      Collection                          Information
                      processing
Data Collection
   การเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูล: สังเกต วัดค่า เอกสาร
   การเปลี่ยนสภาพข้อมูล โดยการเข้ารหัสข้อมูล เช่น รหัส
                ั
    นักศึกษา พิกด
     –ประหยัดเนื้อที่ในการเก็บข้อมูล
     –ให้ความเร็ วในการค้นหา
Data Collection
   เปลี่ยนสื่ อบันทึก
   การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
    – Verify
    – Validation
       * Range Check
       * Relation Check
    –การแก้ไขข้อมูล Edit
                   ข้ อมูลและสารสนเทศ

ตัวอย่ าง สายการบินภายในประเทศ กรุ งเทพฯ-เชียงใหม่
ข้อมูล                   จานวนผูโดยสารมีจานวนกี่คน
                                ้
สารสนเทศ                                     ู้              ้
                         เที่ยวบินแต่ละวันมีผโดยสารและจานวนผูโดยสารชาย-
                          หญิงทั้งหมดกี่คน
การประมวลผลข้ อมูล
DATA PROCESSING
   การประมวลผลอาจทาด้วยมือ หรื อ คอมพิวเตอร์
   ข้อมูลถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์
   นาข้อมูลมาประมวลผลเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ
    – คานวณ ค้นหา ออกรายงาน เรี ยงลาดับ ปรับปรุ ง
    – ออกยอดสรุ ป
Information System ระบบสารสนเทศ
 ประเภทของระบบสารสนเทศ
    – ระบบประมวลผลเชิงรายการ
       (Transaction Processing System: TPS)
    – ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
      (Management Information System)
    – ระบบสารสนเทศและข่าวสารเพื่อการตัดสิ นใจ
      (Decision Support System)
    – ระบบสารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์
      (Geography Information System: GIS)
Transaction Processing System: TPS
ระบบประมวลผลเชิงรายการ
   ระบบประมวลผลเชิงรายการ
    – ระบบที่ใช้ประมวลผลกับภารกิจประจาของหน่วยงานต่างๆ ปรับปรุ ง จัดการกับการ
      เปลี่ยนแปลงของธุรกิจ เช่น การสั่งซื้ อ การฝากเงิน การวางบิล
    – สรุ ปผลการค้าแต่ละวัน
                             ่
    – ออกรายงานที่เกิดขึ้นอยูภายใต้รูปแบบคงที่ และ ชัดเจน
Transaction Processing System: TPS
ระบบประมวลผลเชิงรายการ
   ระบบประมวลผลเชิงรายการ
    – ลักษณะข้อมูลที่ใช้ประมวลผล
        * มีปริ มาณมาก
                                 ั
        *รายการเปลี่ยนแปลงมีลกษณะคล้ายคลึงกัน
        * ขบวนการเปลี่ยนแปลง และประมวลผลเป็ นแบบคงที่ และ ชัดเจน
        * มีเงื่อนไขยกเว้นเพียงเล็กน้อย
    – การประมวลผลระบบนี้ จึงนิยมใช้คอมพิวเตอร์
ตัวอย่ าง: การประมวลผลเชิงรายการ
        ลูกค้า         ระบบ
   ใส่ หมายเลขบัญชี   ตรวจสอบหมายเลขบัญชี
   ใส่ รหัสลับ        ตรวจสอบรหัสลับ
   ใส่ ยอดเงินถอน     ตรวจยอดเงินถอนกับยอดจากัดการถอน
                      ตรวจยอดเงินถอนกับยอดเงินในบัญชี
                      บันทึกรายการเปลี่ยนแปลงจ่ายเงิน
                      ออกใบรายการเปลี่ยนแปลงอย่างย่อ
   รับเงินและใบรายการ เตรี ยมรับรายการเปลี่ยนแปลงต่อไป
Management Information System: MIS
               ่
ระบบสารสนเทศเพือการจัดการ
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ หรื อ ระบบสารสนเทศในเชิงวิเคราะห์ผล
                                               ั
   – ระบบสารสนเทศที่นาเอาข้อมูลระดับปฏิบติงานมาประมวลผล ให้ได้สารสนเทศ
                                             ั
     ที่สามารถนามาตัดสิ นใจ เพื่อให้การปฏิบติ การบรรลุถึงเป้ าหมาย และ
     วัตถุประสงค์ขององค์กร
   – สารสนเทศที่เกิดจากการวิเคราะห์เป็ นระยะ (อาทิตย์ เดือน ไตรมาส) โดย
     เปรี ยบเทียบระหว่างผลลัพธ์ กับ ความคาดหวัง สามารถนามาทาการปรับเปลี่ยน
     แผนการดาเนินการ(ระยะกลาง) และ แก้ไขปั ญหาระดับกลางได้ พร้อมสร้าง
     ข้อมูลเพื่อช่วยพยากรณ์ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
Management Information System: MIS
                ่
ระบบสารสนเทศเพือการจัดการ
                             ่
    ตัวอย่ าง: ระบบสารสนเทศเพือการจัดการ
    – MIS นาข้อมูลระดับ TPS มาจัดทารายงานเงินฝาก เงินถอน ของแต่ละสาขา เพื่อ
      สามารถควบคุมสัดส่ วนการกู้ ยอดเงินสารอง ดอกเบี้ยจ่าย และ อื่นๆ
    – MIS วิเคราะห์กาไร ขาดทุน จากขายแต่ละเดือน กับ ยอดเป้ าหมายที่กาหนดไว้ หาก
      ผลไม่ตรงตามเป้ า ต้องหาสาเหตุ เพื่อทาการแก้ไข หรื อ ส่ งเสริ ม
Management Information System: MIS
                ่
ระบบสารสนเทศเพือการจัดการ
  • ความได้เปรี ยบในการแข่งขัน
  • เพิมผลผลิต
       ่
      ้
  • ผูบริ หารได้ตระหนักถึงความสาคัญเชิงกลยุทธ์ของการบูร
  ณาการฐานข้อมูลที่เป็ นประโยชน์ และทาการเผยแพร่
  สารสนเทศขององค์กรมากขึ้น
Decision Supporting System: DSS
                          ่
ระบบสารสนเทศและข่ าวสารเพือสนับสนุนการตัดสิ นใจ
   Decision Supporting System
                               ้           ้                              ั
    – ระบบสารสนเทศสาหรับช่วยผูบริ หารที่ตองตัดสิ นใจโดยอาศัยแนวคิด ที่ซบซ้อน มี
                          ้       ่
      การประเมินเหตุการณ์ดวยความยุงยาก เรี ยกว่า เป็ นระดับการตัดสิ นใจแบบแนวทาง
      ไม่แน่นอน
                           ่
    – DSS ต้องมีความยืดหยุนเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของ ผูใช้กลุ่มนี้
                                                                        ้
                ้             ่                  ั                    ั
      สาเหตุที่ตองมีความยืดหยุนเพราะข้อมูลที่ใช้ตดสิ นใจ ส่ วนใหญ่ไม่ชดเจน และต้อง
      อาศัยข้อมูลอื่นๆจากภายนอก
Decision Supporting System: DSS
                          ่
ระบบสารสนเทศและข่ าวสารเพือสนับสนุนการตัดสิ นใจ
   ระดับการตัดสิ นใจ
                                                                        ้
    – Structured : เป็ นลักษณะการตัดสิ นใจแบบตรงไปตรงมา โดยใช้ที่ขอมูลเด่นชัด
      (ข้อมูลจากภารกิจประจาวัน)จึง ง่ายต่อ การตัดสิ นใจ เช่น ตัดสิ นสั่งซื้ อสิ นค้า โดย
      มีรายงาน ยอดสิ นค้า ในมือเป็ นข้อมูล
                                        ้
    – Semi-structured : การตัดสิ นใจที่ตองวิเคราะห์หาเหตุผล เช่น การตัดสิ นใจขยาย
      ธุรกิจเนื่องจากเห็นช่องทาง โดย มีขอมูลภายใน และวิเคราะห์เหตุการณ์วามี
                                          ้                                 ่
                                                               ่
      โอกาสดี หรื อ การตัดสิ นใจหาแหล่งเงินทุน โดย วิเคราะห์วาต้นทุนต่า
Decision Supporting System: DSS
                          ่
ระบบสารสนเทศและข่ าวสารเพือสนับสนุนการตัดสิ นใจ
   ระดับการตัดสิ นใจ
                                     ้
    – Unstructured: การตัดสิ นใจที่ตองอาศัยแนวความคิดที่สลับซับซ้อน ต้องมีการ
                         ้         ่
      ประเมินเหตุการณ์ดวยความยุงยาก ดังนั้นการตัดสิ นใจ ต้องอาศัย ความชานาญ
                               ั
      ความนึ กคิด ไม่มีเหตุที่ชดเจนเพียงพอ ที่จะ ช่วยการตัดสิ นใจ จึงต้องอาศัยข้อมูล
      และข่าวสารหลากหลายชนิด
                        ้ั            ้                                        ั
    – ตัวอย่างเช่น รับผูจดการใหม่ ได้ขอมูลจากการสัมภาษณ์ และ คาแนะนา จากคนรู ้จก
Information System
ระบบสารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์
Geography Information System: GIS
                                        ่ ั่                     ั
    เนื่องจากระบบแบบ TPS และ MIS ที่มีอยูทวไปไม่สามารถประยุกต์ใช้กบ
    งานทางภูมิศาสตร์ได้โดยตรง เพราะ
   ระบบสารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์ แตกต่างจากระบบสารสนเทศอื่นๆ ตรงที่
    GIS มีการเก็บข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
     – ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial data)
     – ข้อมูลเชิงคุณลักษณะ (Non Spatial data)
   จึงต้องมีการนาเอาข้อมูลทั้ง 2 แบบ นี้ มาใช้ร่วมกันจึงจะเกิดประสิ ทธิภาพ
    มากที่สุด
                    ิ
ระบบสารสนเทศเชิงภูมศาสตร์
Geography Information System: GIS

  ระบบสารสนเทศเชิง
    ภูมิศาสตร์ GIS




              ข้ อมูลเชิงพืนที่
                           ้        ข้ อมูลเชิงคุณลักษณะ
              (Spatial data)        (Non Spatial data)
      ่         ่
ระบบอืนๆ ทีเ่ กียวข้ อง
• ระบบสนับสนุนผู้บริหารระดับสู ง
    (Executive Support System : ESS)
•ระบบสารสนเทศสานักงาน
     (Office Information System : OIS )
• ระบบผู้เชี่ยวชาญ
    (Expert System)
•ระบบปัญญาประดิษฐ์
    (Artificial Intelligence)
      ผู้บริหาร       EIS, MIS, DSS, OIS
      ระดับสู ง

     ผู้บริหาร
                      MIS, DSS, OIS
    ระดับกลาง

ผู้บริหารระดับล่ าง   MIS, OIS

   พนักงานระดับ        TPS, OIS
         ั
    ปฏิบติงาน
นักวิเคราะห์ ระบบ (System Analyst : SA)
              ้
            ผูที่ศึกษาปั ญหา และความต้องการในการนาคอมพิวเตอร์ มาใช้
แก้ปัญหาในการบริ หาร ลักษณะงาน ศึกษาปั ญหา วิเคราะห์ รวบรวม
ออกแบบ วางระบบ ติดตั้ง ให้คาแนะนา อาจกล่าวได้ว่า นักวิเคราะห์
ระบบคือผูที่เป็ นตัวกลางในการติดต่อระหว่างระบบสารสนเทศกับกลุ่ม
                ้
ผูเ้ กี่ยวข้อง ได้แก่ เจ้าของระบบ (System Owners) ผูใช้ระบบ (System
                                                    ้
                     ้
Users) และผูสร้างระบบ (System Builders) เพื่อพัฒนาระบบ
สารสนเทศขององค์กรขึ้นมา
         ื้
ความรู้ พนฐานของ SA
1.รู้เทคนิคของระบบงานข้อมูล เทคโนโลยี
2.ประสบการณ์การเขียนโปรแกรม
3.รู ้ทางด้านธุรกิจ
4.ความสามารถในการแก้ปัญหา
             ั
5.มีมนุษย์สมพันธ์ ความสามารถในการติดต่อ
ทักษะ
1.analysis skills       ั
                     มีทกษะทางการวิเคราะห์
2.technical skills      ั
                     มีทกษะทางเทคนิค
                       ั
3.management skills มีทกษะทางการจัดการ
4. Interperson skills มีมนุษยสัมพันธ์
นักวิเคราะห์
     นักวิเคราะห์
          คือบุคคลที่ศึกษาถึงปัญหาของระบบ พร้อมทั้งแยกแยะปัญหา
          อย่างมีหลักเกณฑ์ และ ใช้ปรับปรุ งระบบใหม่
            ่
      หน้ าทีโดยรวมของนักวิเคราะห์
      –   ศึกษาโครงสร้างของระบบเก่า
      –   ศึกษาโครงสร้างขององค์กร
      –   ศึกษาโครงสร้างของข้อมูล การไหลของข้อมูล
      –   ศึกษาขบวนการ(Process) ทาการวิเคราะห์ปัญหา
      –   วางแผนแก้ไขระบบเก่า หรื อ ระบบใหม่
หน้ าที่ของนักวิเคราะห์ ระบบ
1.รวบรวมข้อมูล เป็ นการรวบรวมข้อมูลของระบบเดิมเพื่อให้ทราบถึงปั ญหาที่
                                                                ั
  เกิดขึ้น และนาไปใช้เป็ นข้อมูลส่ วนหนึ่ งในการพัฒนาระบบใหม่ท้ งนี้ อาจจะทา
                                                           ้
  แบบสอบถามหรื อการสัมภาษณ์เพื่อเก็บรายละเอียดต่างๆ จากผูใช้ระบบ เพราะ
    ้             ้
  ผูใช้ระบบเป็ นผูที่เข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุด
2. จัดทาเอกสาร ในระหว่างการทาพัฒนาระบบนั้น นักวิเคราะห์ระบบจะต้องจัดทา
  เอกสารประกอบในแต่ ล ะขั้น ตอนของการวิ เ คราะห์ ร ะบบโดยละเอี ย ด และ
  ปรับปรุ งให้เป็ นปั จจุบนอยู่เสมอ เพื่อความคล่องตัวหากมีการเปลี่ยนทีมงานใน
                          ั
  ระหว่างการพัฒนาระบบ
หน้ าที่ของนักวิเคราะห์ ระบบ (ต่ อ)
3. จัดทาพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) เป็ นการรวบรวมเอกสารทั้งหมด และ
                                  ้
   อธิ บายถึงเอกสารต่างๆ ที่ตองมีการใช้งานในระบบ พจนานุกรมข้อมูลจัดเป็ นสิ่ ง
   หนึ่ งที่ นั ก วิ เ คราะห์ ร ะบบจ าเป็ นต้ อ งใช้ ใ นการติ ด ต่ อ ประสานงานกั บ
   โปรแกรมเมอร์และเจ้าของระบบ
4.ออกแบบระบบ นักวิเคราะห์ระบบจะต้องทาการออกแบบการทางานของระบบ
                                           ้
   ใหม่ ใ ห้ต รงตามความต้อ งการของผูใ ช้ร ะบบ และมี ค วามเหมาะสมมากที่ สุ ด
                                                               ้
   รวมทั้ง ออกแบบลัก ษณะการติ ด ต่ อ ของโปรแกรมกับ ผูใ ช้ง าน ฮาร์ ด แวร์ แ ละ
   เทคโนโลยีสารสนเทศที่จะนามาใช้ในระบบ กาหนดลักษณะของเครื อข่ายที่ใช้ใน
   การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ กาหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยของระบบ รวมไป
   ถึงการประมาณการค่าใช้จ่ายต่างๆ ในส่ วนที่จะเกิดขึ้น
หน้ าที่ของนักวิเคราะห์ ระบบ (ต่ อ)

                                    ั
5.สร้ างแบบจาลองของโปรแกรมที่ พฒนาขึ้นเพื่อนาเสนอแก่ เจ้าของระบบและ
    ้
  ผูใช้งาน ในบางองค์กรหน้าที่การสร้างแบบจาลองจะเป็ นของโปรแกรมเมอร์
                     ั
6 ทดสอบโปรแกรมที่พฒนาขึ้นในบางครั้งนักวิเคราะห์ระบบและโปรแกรมเมอร์
          ้                                        ู้            ้
 จะเป็ นผูทดสอบโปรแกรมเอง แต่หากมอบหมายให้ผใช้ระบบเป็ นผูทดสอบจะมี
                                                 ้             ้
 ผลการทดสอบที่มีประสิ ทธิ ภาพมากกว่า เนื่ องจากผูใช้ระบบเป็ นผูที่รู้และเข้าใจ
 ระบบงานอย่างแท้จริ ง จึงสามารถบอกได้ว่าโปรแกรมที่พฒนาขึ้นมานั้นทางาน
                                                       ั
 ได้สอดคล้องกับการทางานจริ งมากน้อยเพียงใด
หน้ าที่ของนักวิเคราะห์ ระบบ (ต่ อ)

7 ติดตั้งและทาการปรับเปลี่ยนระบบทาการติดตั้งและปรับเปลี่ยนระบบเดิมเป็ น
 ระบบใหม่ ซึ่ งสามารถทาได้หลายลักษณะ เช่ น ติดตั้งทั้งหมดทันที ติดตั้งเป็ น
 บางส่ วนก่อน หรื อติดตั้งระบบใหม่ควบคู่ไปกับการทางานของระบบเก่า เป็ นต้น
8 จัดทาคู่มือและจัดเตรี ยมหลักสู ตรฝึ กอบรมให้แก่ผใช้ระบบ เนื่ องจากเป็ นการ
                                                                 ู้
 เปลี่ยนแปลงของระบบซึ่ ง หมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการดาเนิ นงาน
 ลักษณะของโปรแกรมที่ใช้งานก็เปลี่ยนแปลงไป การที่ผูใช้ระบบจะสามารถ       ้
 เข้า ใจและรั บ รู ้ ก ารเปลี่ ย นแปลงที่ เ กิ ด ขึ้ น ได้อ ย่า งรวดเร็ ว คื อ การได้รั บ การ
 ฝึ กอบรมอย่างถูกต้อง
หน้ าที่ของนักวิเคราะห์ ระบบ (ต่ อ)
9 จัดทาแบบสอบถามถึงผลการดาเนิ นงานของระบบใหม่ที่ได้ติดตั้งไปแล้วใน
                                                            ั
 รู ปแบบของรายงานผลการใช้งาน (Feedback) เพราะจะทาให้นกวิเคราะห์ระบบ
 ทราบว่าผลของการติดตั้งระบบใหม่เป็ นอย่างไร และมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นตามมา
 บ้างเพื่อจะได้นาปั ญหาเหล่านั้นมาทาการปรับปรุ งแก้ไขเพื่อให้ได้เป็ นระบบที่
                           ้
 ตรงตามความต้องการของผูใช้ได้ในที่สุด
                                      ั
10 บารุ งรักษาและประเมินผลการปฏิบติงานของระบบเป็ นการดูแลระบบเมื่อมี
 ข้อผิดพลาดเกิดขึ้น รวมทั้งเป็ นการปรับปรุ ง ดัดแปลง หรื อแก้ไขทั้งโปรแกรม
 และขั้นตอนการทางานของระบบ เพื่อให้ระบบมีการทางานที่ถูกต้องมากที่สุด
                                                ั
 นอกจากนั้นยังทาให้สามารถประเมินผลการปฏิบติงานของระบบใหม่ได้อีกด้วย
หน้ าที่ของนักวิเคราะห์ ระบบ (ต่ อ)

11 เป็ นผู ้ใ ห้ ค าปรึ กษาคอยให้ ค าปรึ กษาแก่ ผู ้ใ ช้ ร ะบบและทุ ก คนในระบบ
  (Consulting) ภายหลังจากการติดตั้งระบบแล้ว การใช้งานอาจเกิดข้อสงสัยหรื อ
  ข้อผิดพลาดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นนักวิเคราะห์ระบบจะต้องคอยให้คาปรึ กษา
       ่
  ไม่วาจะเป็ นทางด้านการใช้โปรแกรมหรื อทางด้านเทคนิคก็ตาม
12 เป็ นผูประสานงานทาหน้าที่ประสานงานระหว่างทุกฝ่ ายที่เกี่ยวข้องกับการ
          ้
  พัฒนาระบบ (Coordinator) เพื่อให้เข้าใจในเหตุการณ์หรื อข้อมูลที่เกิดขึ้นภายใน
  องค์กรได้ถูกต้องตรงกันที่สุด
หน้ าที่ของนักวิเคราะห์ ระบบ (ต่ อ)
          ้                            ้
13 เป็ นผูแก้ไขปั ญหาในที่น้ ีจะเป็ นผูที่นาแนวคิดของคาว่า “ระบบ” มาใช้ในการ
  แก้ปัญหาทั้งการดาเนิ นงานทางธุ รกิ จขององค์กร และแก้ปัญหาด้านระบบ
  สารสนเทศด้วย โดยการเปรี ยบเทียบในลักษณะของงานทางธุ รกิจคือระบบ ซึ่ ง
  จะต้องกาหนดขอบเขตของระบบผูที่เกี่ยวข้องกับการทางานของระบบพิจารณา
                                          ้
  ว่าข้อมูลที่เข้าและออกจากระบบนั้นเกิ ดจากบุคคลฝ่ ายใดหรื อเกิดจากขั้นตอน
  การทางานขั้นตอนใด เพื่อให้เการแก้ไขปั ญหานั้นสามารถดาเนิ นการได้อย่าง
  ชัดเจนภายในขอบเขตของระบบนั้น
                                                    ้
14 เป็ นตัวแทนการเปลี่ยนแปลงนักวิเคราะห์ระบบเป็ นผูที่สามารถแสดงให้ทุกคน
  เล็งเห็นถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงจากระบบเก่าเป็ น
  ระบบใหม่ได้
หน้ าที่ของนักวิเคราะห์ ระบบ (ต่ อ)

                             ั
15 เป็ นผูเ้ ตรี ยมข้อมูลให้กบองค์กรเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบแล้ว นักวิเคราะห์
               ้
  ระบบจะเป็ นผูที่ทราบรายละเอี ยดของการเปลี่ ยนแปลงดี ที่สุด ซึ่ งสามารถ
  เตรี ยมข้อมูลเพื่อนาไปใช้ในการแข่งขัน หรื อการหาตลาดใหม่ขององค์กรได้
  อย่างรวดเร็ วและทันเหตุการณ์
        ิ
คุณสมบัตของนักวิเคราะห์
  1. มี ค วามช านาญหลากหลายในศาสตร์ ค อมพิ ว เตอร์ เช่ น โปรแกรม
     คอมพิวเตอร์ โปรแกรมภาษา ฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็ นต้น
  2. มีความเข้าใจในระบบธุรกิจ ระบบการเงิน และระบบการตลาด เป็ นอย่างดี
                                        ้
  3. มีความเข้าใจในความต้องการของผูใช้ระบบเป็ นอย่างดี
  4. ต้องเป็ นนักสารวจ ที่ช่างสังเกตในรายละเอียดต่างๆ ของระบบ รวมไปถึง
     องค์ ป ระกอบภายนอกที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ ระบบ เพื่ อ น ามาเป็ นข้ อ มู ล
     ประกอบการพัฒนาระบบ
  5. มี จ รรยาบรรณต่ อ องค์ก รที่ พ ัฒ นาระบบให้ ไม่ น าข้อ มู ล ที่ ไ ด้ซ่ ึ งเป็ น
     ความลับขององค์กรไปเผยแพร่ ภายนอกอัน อาจจะก่ อให้เกิ ด ผลเสี ยแก่
     องค์กรนั้นได้
  6. ต้องทางานเป็ นทีมได้เป็ นอย่างดี เช่ น ที มพัฒนาระบบ ทีมนักวิเคราะห์
     ระบบ เป็ นต้น
                                   ้
  7. สามารถเรี ยนรู ้สิ่งใหม่ๆ ได้ดวยตนเอง
        ิ
คุณสมบัตของนักวิเคราะห์ (ต่ อ)
8. มี ม นุ ษ ย์สั ม พัน ธ์ ที่ ดี เนื่ อ งจากนั ก วิ เ คราะห์ ร ะบบจะต้อ งมี ก ารติ ด ต่ อ
    ประสานงานระหว่างบุคคลหลายกลุ่มเพื่อคอยอานวยความสะดวกและเก็บ
    รวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อการพัฒนาระบบ
                                                           ั ้
9. มีความสามารถสู งในการนาเสนอข้อมูลให้ท้ งผูบริ หารระดับสู งรวมไปถึง
        ้
    ผูใช้ระบบ ให้สามารถเข้าใจได้โดยง่าย และตรงกัน
10. มีความสามารถในการติดต่อสื่ อสารเป็ นภาษาอังกฤษได้ดี หากองค์กรนั้น
    สื่ อสารภายในเป็ นภาษาอังกฤษ
11. สามารถทางานภายใต้ภาวะกดดันได้ เนื่ องจากต้องทางานกับบุคคลหลาย
    ฝ่ าย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นจากบุคคลต่างๆ มากมาย
12. เป็ นนัก จิ ต วิ ท ยา ในการที่ จ ะพูด คุ ย หรื อ ติ ด ต่ อ กับ กลุ่ ม บุ ค คลหลายกลุ่ ม
                   ้
    เพื่อให้ไ ด้ขอมูล มาอย่างละเอี ย ดถูก ต้องและสามารถโน้มน้า วจิ ตใจผูใ ช้          ้
    ระบบได้
หน้ าที่หลักของนักวิเคราห์ ระบบจะแบ่ งเป็ น 2 ส่ วน
 ส่ วนที่ 1 วิเคราะห์ระบบ (System Analysis) เป็ นการศึกษา วิเคราะห์ และ
            แยกแยะถึงปั ญหาที่เกิ ดขึ้นในระบบ พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไข
                                    ้
            ตามความต้องการของผูใช้งานและความเหมาะสมต่อสถานะทาง
            การเงินขององค์กร
 ส่ วนที่ 2 ออกแบบระบบ (System Design) เป็ นวิธีการออกแบบ และกาหนด
            คุณสมบัติทางเทคนิ คโดยนาระบบคอมพิวเตอร์ มาประยุกต์ใช้ เพื่อ
            แก้ปัญหาที่ได้ทาการวิเคราะห์มาแล้ว
หน้ าที่ของนักวิเคราะห์ ระบบ
   เป็ นผู้ประสานงาน
   รวบรวมข้ อมูลและสารสนเทศต่ างๆของระบบเดิม
   ออกแบบระบบ
   สร้ างแบบจาลอง
                              ่      ้
    ทดสอบโปรแกรมหรือระบบทีได้ สร้ างขึน
                          ่
    ติดตั้งและปรับเปลียนระบบ
                            ื
    จัดทาเอกสารและคู่มอประกอบการใช้
   บารุ งดูแลรักษาและประเมินผลการปฏิบัติงาน
                        ่
    เป็ นผู้แทนการเปลียนแปลง
   เป็ นผู้ให้ คาปรึกษา
ลักษณะงานของนักวิเคราะห์ ระบบ
   หน้ าที่ : วิเคราะห์ ระบบอย่ างเดียว
    เรียกว่ า   System Analyst
   หน้ าที่ : วิเคราะห์ และออกแบบระบบ
    เรียกว่ า System Designers, Application Developers
   หน้ าที่ : วิเคราะห์ ออกแบบระบบ และเขียนโปรแกรม
    เรียกว่ า Programmer Analysts
ทีมงานพัฒนาระบบ
1.คณะกรรมการ
2.Project Manager
3.System Analyst
4.Programmer
5.System Engineer
6.Technical Support
7.เจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูล
8.End User
         ่
  การเปลียนจากระบบเก่ าไปสู่ ระบบใหม่



Current/ Old System            New System
       ี่
สาเหตุทก่อให้ เกิดความคิดในการพัฒนาระบบใหม่ ทดแทนระบบเดิม
   ระบบสารสนเทศที่ใช้อยู่ในปั จจุบนอาจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการ
                                        ั
            ้
    ของผูใช้ระบบได้
                             ่       ั
    ระบบสารสนเทศที่ใช้อยูในปัจจุบนไม่สามารถสนับสนุนการใช้งานในอนาคต
                      ่                               ั
    เทคโนโลยีที่ใช้อยูในระบบสารสนเทศในปั จจุบนอาจล้าสมัย มีตนทุนสู ง ต้อง้
    เสี ยค่าใช้จ่ายในการบารุ งรักษามาก และมีประสิ ทธิภาพต่า
   ระบบสารสนเทศที่ ใ ช้งานอยู่ใ นปั จ จุ บ ัน มี ข้ น ตอนการใช้ง านที่ ยุ่ง ยากและ
                                                     ั
    ซับซ้อนทาให้การควบคุมกลไกในการดาเนิ นงาน การตรวจสอบข้อผิดพลาด
    และการบารุ งรักษาข้อมูลทได้ยาก
   ระบบสารสนเทศปั จ จุ บ ัน มี ก ารด าเนิ น งานที่ ผิ ด พลาด ซึ่ ง ก่ อ ให้ เ กิ ด ความ
    เสี ยหายแก่องค์กร
   ระบบเอกสารในระบบสารสนเทศปั จจุ บ ั น ไม่ มี ม าตรฐานหรื อขาด
    เอกสารอ้างอิง
นักวิเคราะห์ ระบบพัฒนาการระบบสารสนเทศอย่ างไร
            ั
    เพื่อให้นกวิเคราะห์ระบบทางานได้อย่างคล่องตัวมีลาดับขั้น และเป้ าหมายที่
    แน่นอน นักวิเคราะห์ระบบควรจะทราบถึงว่า ระบบสารสนเทศนั้นพัฒนาขึ้น
                  ั
    มาอย่างไร มีข้นตอนอย่างไร
    วงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle) คือ กระบวนการ
    ทางความคิด (Logical Process) ในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อแก้ปัญหา
                                              ้
    ทางธุรกิจและตอบสนองความต้องการของผูใช้ได้ โดยระบบที่จะพัฒนานั้น
    อาจเริ่ มด้ว ยการพัฒ นาระบบใหม่ เ ลยหรื อน าระบบเดิ ม ที่ มี อ ยู่ แ ล้ว มา
                                                                 ั
    ปรับเปลี่ยนให้ดียิงขึ้น ขั้นตอนในวงจรการพัฒนาระบบ ช่วยให้นกวิเคราะห์
                      ่
    ระบบสามารถดาเนิ นการได้อย่างมีแนวทางและเป็ นขั้นตอน ทาให้สามารถ
                                                ั
    ควบคุ มระยะเวลาและงบประมาณในการปฏิ บติงานของโครงการพัฒนา
    ระบบได้
            วงจรการพัฒนาระบบ
       Systems Development Life Cycle
1. ความต้องการของระบบ (System Requirement)
2.วิเคราะห์(Analysis)
3.ออกแบบ (Design)
4. พัฒนา (Development)
5. ทดสอบ (Testing)
6. ติดตั้ง (Implement)
7.บารุ งรักษา (Maintenance)
Requirement

        Analysis

                   Design

                        Development

                                 Testing

                                      Implementation

                                                Maintenance
1 ความต้ องการของระบบ (System Requirement)
•   รับรู ้สภาพปั ญหาที่เกิดขึ้นจากการดาเนินงาน
•                                          ่    ู้
    สรุ ปหาสาเหตุของปัญหา และสรุ ปผลยืนแก่ผบริ หารเพื่อพิจารณา
•   ทาการศึกษาความเป็ นไปได้ในแง่มุมต่าง ๆ เช่น ด้านต้นทุนและทรัพยากร
•   รวบรวมความต้องการ (Requirement)
•   สรุ ปข้อกาหนดต่าง ๆ ให้มีความชัดเจน ถูกต้อง และเป็ นที่ยอมรับทั้ง 2 ฝ่ าย
•   กาหนดแผนการดาเนินกิจกรรม
ความต้ องการของระบบ ประกอบด้ วย 3 ขั้นตอนคือ

ขั้นตอนที่ 1 การกาหนดปัญหา (Problem Definition)
ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาความเป็ นไปได้ (Feasibility study)
ขั้นตอนที่ 3 การกาหนดความต้ องการของระบบ (System Requirements)
ขั้นตอนที่ 1 การกาหนดปัญหา (Problem Definition)
 1.1 การทาความเข้าใจกับปัญหา
    ทาความเข้าใจปัญหา โอกาส และ วัตถุประสงค์ของระบบ
    ทาความเข้าใจปัญหา คือ การทาความเข้าใจกับปั ญหาที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ว่า
     ปัญหาที่แท้จริ งคืออะไร
                                            ั
     โอกาส คือ ช่องทางหรื อสถานะการณ์ที่นกวิเคราะห์เชื่อว่าสามารถปรับปรุ ง
     ระบบให้ดีข้ ึนโดยใช้ระบบสารสนเทศ
                                                ้
     วัตถุประสงค์ เป็ นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ที่ตองค้นหาว่าธุ รกิจต้องการอะไร
                               ั
     เพื่อทาให้เป้ าหมายบรรลุวตถุประสงค์
ขั้นตอนที่ 1 การกาหนดปัญหา (Problem Definition)
 1.2 การรวบรวมข้อมูล
  (Determining Information Requirements)
                                   ั                       ้
  การรวบรวมข้อมูล คือ ขั้นตอนที่นกวิเคราะห์เก็บข้อมูลจากผูใช้ระบบ โดย
    การตรวจสอบเอกสาร การสัมภาษณ์ การออกแบบสอบถาม หรื อสังเกต
    พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมของธุรกิจ
                                                  ู้
     – การศึกษาปั ญหา และเก็บรวบรวมข้อมูล อาจใช้ผชานาญงานพิเศษ เรี ยกว่า
       Information Analysis (IA)
                  ั
     – ขั้นตอนนี้นกวิเคราะห์ทราบว่า ใคร (Who) ทาอะไร (What) ที่ไหน (Where) อย่างไร
       (How)
ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาความเป็ นไปได้ (Feasibility study)

  เพื่อทาการตัดสิ นใจถึงความเป็ นไปได้ของโครงการว่าจะสาเร็ จ
                   ้
  ตามเป้ าหมายที่ตองการหรื อไม่ ระบบที่จะตัดสิ นใจพัฒนาขึ้นนี้
  ควรอธิบายเป็ นรู ปธรรมได้
ขั้นตอนที่ 3 กาหนดความต้ องการของระบบ (System Requirement)


   รวบรวมความต้องการ (Requirements) จากผูที่เกี่ยวข้องด้วย
                                           ้
   วิธีการต่าง ๆ เช่นการรวบรวมเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกต
   และแบบสอบถาม
สรุปขั้นตอนที่ 1 ความต้ องการของระบบ

สรุ ป : เข้ าใจปัญหา (Problem definition)
    หน้ าที่ :       ตระหนักว่ามีปัญหาในระบบ
    ผลลัพธ์ :            ั
                     อนุมติการศึกษาความเป็ นไปได้
    เครื่องมือ : ไม่มี
                                          ้       ้
    บุคลากรและหน้ าที่ความรับผิดชอบ : ผูใช้หรื อผูบริ หารชี้แจงปั ญหาต่อนักวิเคราะห์ระบบ
สรุ ป: การศึกษาความเป็ นไปได้ (Feasibility Study)
    หน้ าที่ :       กาหนดปั ญหา และศึกษาว่าเป็ นไปได้หรื อไม่ที่จะเปลี่ยนแปลงระบบ
    ผลลัพธ์ :        รายงานความเป็ นไปได้
    เครื่องมือ : เก็บรวบรวมข้อมูลของระบบและคาดคะเนความต้องการของระบบ
สรุปขั้นตอนที่ 1 ความต้ องการของระบบ(ต่ อ)
  สรุ ป : ความต้องการของระบบ (System Requirement)
                                                   ั
 หน้าที่ : กาหนดความต้องการของระบบใหม่ (ระบบใหม่ท้ งหมดหรื อแก้ไขระบบเดิม)
  ผลลัพธ์ : รายงานความต้องการของระบบใหม่
  เครื่ องมือ : เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล
                 ่
บุคลากรและหน้ าทีความรับผิดชอบ : ผู้ใช้ จะมีบทบาทสาคัญในการศึกษา

1. นักวิเคราะห์ระบบจะเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่จาเป็ นทั้งหมดเกี่ยวกับปัญหา
2. นักวิเคราะห์ระบบคาดคะเนความต้องการของระบบและแนวทางการแก้ปัญหา
                                             ั
3. นักวิเคราะห์ระบบ กาหนดความต้องการที่แน่ชดซึ่งจะใช้สาหรับขั้นตอนการ
วิเคราะห์ต่อไป
     ้
4. ผูบริ หารตัดสิ นใจว่าจะดาเนินโครงการต่อไปหรื อไม่
2. Analysis (วิเคราะห์ )
                                                      ั
        ขั้นตอนการวิเคราะห์การดาเนิ นงานของระบบปั จจุบน โดยนา
Requirement Specification ที่ได้จากขั้นตอนแรกมาวิเคราะห์ใน
                                            ั
รายละเอียด เพื่อทาการพัฒนาเป็ นแบบจาลองลอจิคล (Logical Model)
ซึ่งประกอบด้วย
       - แผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram)
       - คาอธิบายการประมวลข้อมูล (Process Description)
       - แบบจาลองข้อมูล (Data Model)ในรู ปแบบของ E-R Diagram
ท าให้ ท ราบถึ ง รายละเอี ย ดขั้ นตอนการด าเนิ นงานในระบบว่ า
                                                       ั
ประกอบด้วยอะไรบ้าง มีความเกี่ยวข้องหรื อมีความสัมพันธ์กบสิ่ งใด
2. Analysis (วิเคราะห์ )

  • Current System
  •Requirement ----> Analysis -----> Logical Model
  ประกอบด้วย Data Flow Diagram , Data Model
  (ในรู ปแบบของ ER-Diagram)
สรุ ปขั้นตอนวิเคราะห์

 วิเคราะห์ระบบงานเดิม
 กาหนดความต้องการของระบบใหม่
 สร้างแบบจาลอง Logical Model ประกอบด้วย Data Flow Diagram,
System FlowChart, Process Description, ER-Diagram
 สร้างพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary)
สรุปขั้นตอนที่ 2
  สรุ ป : การวิเคราะห์ (Analysis)
  หน้าที่ : กาหนดความต้องการของระบบใหม่
   ผลลัพธ์ : รายงานข้อมูลเฉพาะของปั ญหา
  เครื่ องมือ : เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล, Data Dictionary, Data Flow
  Diagram, Process Specification, Data Model, System Model, Prototype,
  system Flowcharts
บุคลากรและหน้ าทีรับผิดชอบ : ผู้ใช้ จะต้ องให้ ความร่ วมมือเป็ นอย่ างดี
                 ่

   1. นักวิเคราะห์ระบบ ศึกษาเอกสารที่มีอยู่ และศึกษาระบบเดิมเพื่อให้
   เข้าใจถึงขั้นตอนการทางานและทราบว่าจุดสาคัญของระบบอยู่ที่ไหน
   2. นักวิเคราะห์ระบบ เตรี ยมรายงานความต้องการของระบบใหม่
   3. นักวิเคราะห์ระบบ เขียนแผนภาพการทางาน (Diagram) ของระบบ
                 ้
   ใหม่โดยไม่ตองบอกว่าหน้าที่ใหม่ในระบบจะพัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร
   4. นักวิเคราะห์ ระบบ เขียนสรุ ปรายงานข้อมูลเฉพาะของปั ญหา
                    ั
   5. ถ้าเป็ นไปได้นกวิเคราะห์ระบบอาจจะเตรี ยมแบบทดลองด้วย
3. Design (ออกแบบ)



Logical Model        Design   Physical Model
  Design (ออกแบบ)
 การออกแบบรายงาน (Output Design)
 การออกแบบจอภาพ (Input Design)
 การออกแบบข้อมูลนาเข้า และรู ปแบบการรับข้อมูล
 การออกแบบผังระบบงาน (System Flowchart)
 การออกแบบฐานข้อมูล (Database Design)
 การสร้างต้นแบบ (Prototype)
สรุปขั้นตอนที่ 3
  สรุ ป: การออกแบบ (Design)
                                                                ้
  หน้าที : ออกแบบระบบใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผูใช้และฝ่ ายบริ หาร
  ผลลัพธ์ : ข้อมูลเฉพาะของการออกแบบ(System Design Specification)
  เครื่ องมือ : พจนานุกรมข้อมูล Data Dictionary, แผนภาพการไหลของข้อมูล (Data
  Flow Diagram), ข้อมูลเฉพาะการประมวลผล (Process Specification ), รู ปแบบข้อมูล
  (Data Model), รู ปแบบระบบ (System Model), ผังงานระบบ (System Flow Charts), ผัง
  งานโครงสร้าง (Structure Charts), ผังงาน HIPO (HIPO Chart), แบบฟอร์มข้อมูลขาเข้า
  และรายงาน
บุคลากรและหน้ าที่ :
1. นักวิเคราะห์ระบบ ตัดสิ นใจเลือกคอมพิวเตอร์ฮาร์ ดแวร์และซอฟต์แวร์ (ถ้าใช้)
2. นักวิเคราะห์ระบบ เปลี่ยนแผนภาพทั้งหลายที่ได้จากขั้นตอนการวิเคราะห์มาเป็ น
    แผนภาพลาดับขั้น
3. นักวิเคราะห์ระบบ ออกแบบความปลอดภัยของระบบ
4. นักวิเคราะห์ระบบ ออกแบบฟอร์มข้อมูลขาเข้า รายงาน และการแสดงภาพบนจอ
5. นักวิเคราะห์ระบบ กาหนดจานวนบุคลากรในหน้าที่ต่างๆและการทางานของระบบ
     ้
6. ผูใช้ ฝ่ ายบริ หาร และนักวิเคราะห์ระบบ ทบทวน เอกสารข้อมูลเฉพาะของการออกแบบ
    เพื่อความถูกต้องและสมบูรณ์แบบของระบบ
 4. Development (พัฒนา)



Physical Model            Implement Model
การพัฒนาระบบ และจัดทาเอกสารประกอบระบบ
   การพัฒนาระบบ และจัดทาเอกสารประกอบระบบ (Developing and
    Document the System) นักวิเคราะห์ทางานร่ วมกับโปรแกรมเมอร์ ทาการ
    พัฒนาซอฟต์แวร์ และ เอกสารหรื อคู่มือการใช้ระบบ
    –   Structure Chart
    –   System flow
    –   N-S diagram
    –   HIPO
    –   Warrnier-ORR diagram
    –   Flowchart
    –   Pseudo code
การพัฒนาระบบ

 พัฒนาโปรแกรม
 เลือกภาษาที่เหมาะสม และพัฒนาต่อได้ง่าย
 อาจจาเป็ นต้องใช้ CASE Tools ในการพัฒนา เพื่อเพิม
                                                  ่
ความสะดวก และการตรวจสอบ หรื อแก้ไขที่รวดเร็ วขึ้น
 สร้างเอกสารโปรแกรม
สรุปขั้นตอนที่ 4
สรุ ป : การพัฒนาระบบ (Construction หรื อ Development)
 หน้าที่ : เขียนและทดสอบโปรแกรม
 ผลลัพธ์ : โปรแกรมที่ทดสอบเรี ยบร้อยแล้ว เอกสารคู่มือการใช้ และการฝึ กอบรม
                                            ั
 เครื่ องมือ : เครื่ องมือของโปรแกรมเมอร์ท้ งหลาย Editor, compiler,Structure
 Walkthrough, วิธีการทดสอบโปรแกรม การเขียนเอกสารประกอบการใช้งาน
บุคลากรและหน้ าที่ :
1. นักวิเคราะห์ระบบ ดูแลการเตรี ยมสถานที่และติดตั้งเครื่ องคอมพิวเตอร์
  (ถ้าซื้อใหม่)
2. นักวิเคราะห์ระบบ วางแผนและดูแลการเขียนโปรแกรม ทดสอบโปรแกรม
3. โปรแกรมเมอร์เขียนและทดสอบโปรแกรม หรื อแก้ไขโปรแกรม
   ถ้าซื้อโปรแกรมสาเร็ จรู ป
4. นักวิเคราะห์ระบบ วางแผนทดสอบโปรแกรม
5. ทีมที่ทางานร่ วมกันทดสอบโปรแกรม
     ้
6. ผูใช้ตรวจสอบให้แน่ใจว่า โปรแกรมทางานตามต้องการ
7. นักวิเคราะห์ระบบ ดูแลการเขียนคู่มือการใช้งานและการฝึ กอบรม
5. Testing (ทดสอบ)
  ตรวจสอบ 2 ส่ วน
  • รู ปแบบภาษาเขียน (Syntax)
  • วัตถุประสงค์งานตรงกับความต้องการหรื อไม่
ขั้นตอนทดสอบ คือ
 ในระหว่างการพัฒนาควรมีการทดสอบการใช้งานร่ วมไปด้วย
                    ้
การทดสอบด้วยการใช้ขอมูลที่จาลองขึ้น
 ด้วยการตรวจสอบในส่ วนของ Verification และ Validation
 จัดฝึ กอบรมการใช้ระบบงาน
     6. Implementation (ติดตั้ง)
 ศึกษาสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่จะติดตั้ง
 เตรี ยมอุปกรณ์ Hardware อุปกรณ์สื่อสาร และเครื อข่ายให้พร้อม
 อาจจาเป็ นต้องใช้ผเู ้ ชี่ยวชาญระบบ
                   ั
 ลงโปรแกรมระบบปฏิบติการ และแอปพลิเคชันโปรแกรมให้ครบถ้วน
                                      ่
ดาเนินการใช้งานระบบงานใหม่
 จัดทาคู่มือการใช้งาน
7. Maintenance (บารุ งรักษา)
         ้
  อาจมีขอผิดพลาดบางอย่างที่เพิ่งค้นพบ ต้องรี บแก้ไขให้ถูกต้อง
  อาจมีการเพิมโมดูลหรื ออุปกรณ์บางอย่าง
              ่
   การบารุ งรักษา Software Hardware

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:82
posted:12/29/2011
language:Thai
pages:90