Embed
Email

การศึกษาอนาคตภาพของโครงการ TIPs

Document Sample
การศึกษาอนาคตภาพของโครงการ TIPs
การศึกษาอนาคตภาพโครงการประเมินการใช้แบบบันทึกการรักษา

(TIPs evaluation project prospective study) น.ส.สุภาพร โกเฮงกุล

รหัส 488 46506 27

กระทรวงสาธารณสุขและบริการสุขภาพ และศูนย์ดูแลการรักษาโดยการใช้ยาแบบผิด ๆ และสุขภาพจิต (SAMHSA)

ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดทาโครงการกระตุ้นเพื่อไม่ให้มีการใช้ยาแบบผิด ๆ ขึ้นตั้งแต่ ปี 1999

โดยมีการดาเนินงานศึกษาในเรื่องต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ สาหรับการศึกษาอนาคตภาพโครงการประเมินการใช้แบบบันทึกการรักษานี้

เป็นงานหลักระยะที่ 3 ของโครงการ การใช้แบบบันทึกการรักษา (TIPs–Treatment Improvement Protocals)

ซึ่งเป็นโครงการย่อยหมายเลข 35 ของโครงการกระตุ้นเพื่อไม่ให้มีการใช้ยาแบบผิด ๆ

การศึกษาเรื่องนี้ดาเนินงานต่อจากการศึกษาย้อนรอย (retrospective study) ที่พบว่าบุคลากรที่ทางานเกี่ยวกับการใช้สารแบบผิด ๆ

ประมาณร้อยละ 50 เริ่มตระหนักถึงประโยชน์ของแบบบันทึกการรักษา และร้อยละ 60

ของคนกลุ่มนี้เริ่มใช้แบบบันทึกดังกล่าวและชอบที่จะใช้ แต่ก็พบว่า เป็นแบบบันทึกที่นาสู่การปฏิบัติได้ยาก ดังนั้น

จึงได้เกิดโครงการประเมินฯ นี้ขึ้นเพื่อทดสอบว่า

ควรต้องเพิ่มการสนับสนุนประกอบการใช้แบบบันทึกการรักษาในระดับใดจึงจะสามารถใช้แบบบันทึกดังกล่าวได้อย่างมี ทธิภาพ ประสิ

ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อการจัดทาคู่มือประกอบการใช้แบบบันทึกการรักษาในระยะต่อไป

วัตถุประสงค์ เพื่อกาหนดระดับการสนับสนุนประกอบการใช้แบบบันทึกการรักษา (TIPs)

2 ประการคือ

เพื่อให้สามารถใช้แบบบันทึกดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ

1. เพื่อประเมินระดับการสนับสนุนการใช้แบบบันทึกการรักษาตามความเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้องจาแนกตามมลรัฐ

2. เพื่อจัดทาข้อเสนอสาหรับการจัดทาคู่มือประกอบการใช้แบบบันทึกการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

สมมติฐานทางการวิจัย การได้รับระดับการสนับสนุนการใช้แบบบันทึกรายการเพิ่มขี้น

ทาให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีความรู้และความตระหนักในการใช้แบบบันทึกการรักษาได้อย่างถูกต้อง

รวมทั้งมีทัศนคติที่ดีต่อการใช้แบบบันทึกการรักษา

กรอบการดาเนินงาน ใช้หลักการของทฤษฎี diffusion of innovation ที่ว่า เมื่อมีการนานวัตกรรมใหม่ ๆ สู่การปฏิ บัตินั้น

ควรดาเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1) ต้องทาให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องตระหนักก่อนว่ามีนวัตกรรมนี้ในหน่วยงาน 2)

ให้ความรู้และทักษะเพียงพอที่จะทดลองใช้นวัตกรรมนั้น 3) สร้างความคุ้นเคยเพื่อให้มีทัศนคติที่ดีและนาไปใช้จริง และ 4)

ถ้าการนาไปใช้นั้นให้ผลทางบวก จะทาให้เกิดการยอมรับจนกระทั่งนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน

จากหลักการข้างต้นนาไปสู่คาถามการวิจัยคือ

จะสร้างความตระหนักและสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่บุคลากรเกี่ยวกับแบบบันทึกรายการได้อย่างไรเพื่อให้ยอมรับและนาไปใช้

และระดับการสนับสนุนที่แตกต่างกันนั้นส่งผลกระทบต่อการใช้แบบบันทึกรายการอย่างไร

ระเบียบวิธีการวิจัย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองแบบ Generalized randomized block design – GRB-p แบบ 4x4

และมีการวัดซ้ากับคนกลุ่มเดิมโดยมีรูปแบบการทดลองดังนี้

A1 A2 A3 A4

Ai คือ ระดับการสนับสนุนการใช้แบบบันทึกการรักษา 4 ระดับ ได้แก่

ระดับ 1 รับ TIPs#35 อย่างเดียว

S1 ระดับ 2 รับ TIPs#35 + คู่มือการใช้

S2 โดยที่ ระดับ 3 รับ TIPs#35 + คู่มือการใช้ + การฝึกอบรม 2 วัน และฝึกปฏิบัติ 14 ชั่วโมง

S3 ระดับ 4 รับ TIPs#35 + คู่มือการใช้ + การฝึกอบรม 2 วัน และฝึกปฏิบัติ 14 ชั่วโมง

S4 + การติดตามผลโดยการจัดประชุมครึ่งวันเพื่ออภิปรายเกี่ยวกับการใช้

TIPs#35 , คู่มือ ,ความสาเร็จ ,ความยาก ฯลฯ

พร้อมทั้งจัดให้มีวิทยากรให้ความช่วยเหลือทั้งทางโทรศัพท์ e-mail

และโทรสาร

Si คือ มลรัฐจาก 4 ภาคของประเทศ

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

2

ประชากร ได้แก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่ทางานในโครงการทดลองการใช้สารแบบผิด ๆ จานวน 53,000 คน จาก

11,000 โครงการ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

Power of test และขนาดตัวอย่าง นักวิจัยกาหนด power of analysis ไว้ 90 % ซึ่งต้องใช้หน่วยทดลองอย่างน้อย

140 คนต่อเขต (area) แต่เนื่องจากนักวิจัยใช้การส่งแบบสารวจทางไปรษณีย์ ซึ่งมักได้รับอัคราการ ตอบกลับไม่เกิน 80 % ดังนั้น

นักวิจัยจึงเพิ่มขนาดตัวอย่างเป็นไม่น้อยกว่า 222 คนต่อเขต หรือประมาณ 44 โครงการ

กลุ่มตัวอย่าง ดาเนินการเป็น 4 ขั้นตอน โดย 2 ขั้นตอนแรกเป็นการเลือกอย่างเจาะจง ได้ 4 รัฐ (Si - State หรือ

block) จาก 4 ภาคตามเกณฑ์ที่ปรากฏในภาคผนวก และในแต่ละรัฐเลือก 4 เขตหรือเมืองทีมีโครงการทดลองการใช้สารแบบผิด ๆ



ในการรักษา อย่างน้อย 44 โครงการ จากนั้นทาการสุ่มระดับการทดลอง 4 ระดับให้กับ 4 เขตข้างต้น และในแต่ละเขต (เมือง)

สุ่มโครงการทดลองการใช้สารแบบผิด ๆ ในการรักษา อย่างน้อย 44 โครงการ และจากแต่ละโครงการสุ่มกลุ่มตัวอย่างมา 5 คน

ประกอบด้วยผู้อานวยการโครงการ supervisor 1 คน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 3 คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 4 มลรัฐ x 4 เขต x

44 โครงการ x 5 คน = 3,520 คน

ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ระดับการสนับสนุนการใช้แบบบันทึกการรักษา และรัฐ ส่วนตัวแปรตาม ได้แก่ ความรู้

ทัศนคติ และวิธีการนา TIPs ไปใช้ของกลุ่มตัวอย่าง

เครื่องมือ ใช้แบบสารวจก่อนและหลังการทดลอง โดยในขั้นตอนการสร้างนั้นได้นาไปทดลองใช้กับเจ้าหน้าที่ 9 คน

เพื่อทดสอบความชัดเจนของคาถาม โครงสร้างและรูปแบบของแบบสารวจ

โดยเจ้าหน้าที่เหล่านั้นให้ข้อมูลย้อนกลับโดยการสัมภาษณ์ หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อย และเนื่องจากเป็นการวัดซ้า

นักประเมินจึงกาหนดรหัสไว้ที่แบบสารวจแต่ละฉบับเพื่อความสะดวกในการเปรียบเทียบข้อมูลก่อน-หลัง

และที่สาคัญในหน้าสุดท้ายของแบบสารวจให้ผู้ตอบเขียนชื่อ ที่อยู่

และให้เลือกของตอบแทนที่ต้องการซึ่งนักประเมินจะส่งไปให้ในภายหลัง

การเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้วิธีส่งแบบสารวจจานวน 8

ฉบับพร้อมซองติดแสดมป์ไปทางไปรษณ๊ย์ถึงผู้อานวยการโปรแกรมทดลอง เพื่อตอบ 1 ฉบับและส่งทีเหลือให้ supervisor



และเจ้าหน้าที่โครงการ หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ เริ่มติดตามโดยการส่งโปสการ์ดขอบคุณและเตือน

ถ้ายังไม่ได้รับกลับจัดส่งแบบสารวจไปอีกครั้ง

และขั้นสุดท้ายใช้วิธีโทรศัพท์ไปทวงถามและจากการโทรศัพท์ไปถามทาให้นักประเมินได้ข้อมูลว่ามีบางโครงการปิดไปแล้วและมีการ

นับซ้าเพราะฉะนั้นจานวนหน่วยทดลองที่วางแผนไว้จะลดลง ส่วนการทา posttest หลังจากนั้น 3 เดือน

ยังคงส่งทางไปรษณีย์แต่ใช้วิธี overnight mail service และเพิ่มของตอบแทนเพื่อเป็นแรงจูงใจ

การวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากได้ข้อมูลกลับมาน้อยมากเพียงร้อยละ 40.9 ทาให้ไม่สามารถวิเคราะห์ตามหลักการของ

GRB-p ได้ และในรายงานสรุปนักวิจัยก็ไม่ได้เขียนว่าใช้แบบแผนการวิจัยแบบ GRB-p

ดังนั้นนักวิจัยจึงเปลี่ยนไปใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบ (factor analysis) เพื่อกาหนดตัวบ่งชี้เกี่ยวกับการใช้ TIPs ใช้ ANOVA

และการเปรียบเทียบรายคู่ 2 และ t-test

ผลการวิเคราะห์

1. จากการทา pretest พบว่าเจ้าหน้าที่ที่ทางานในแต่ละรัฐมีความแตกต่างกันในเรื่องความรู้ ทัศนคติและการนา TIPs

ไปใช้ ซึ่งหมายถึงภาคภูมิศาสตร์มีอิทธิพลต่อระดับการสนับสนุนการใช้บันทึกการรักษา

2. จากการเปรียบเทียบผลก่อน-หลังพบว่า กลุ่มที่รับระดับการทดลองแบบ 3 และ 4 ได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้น

ส่วนกลุ่มที่รับระดับ 1 และ 2 ไม่พบความแตกต่าง นอกจากนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปได้ว่า

มีการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและการใช้ TIPs ของกลุ่มตัวอย่าง

3. ผลการศึกษาไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าระดับการสนับสนุนแบบใดมีประสิทธิภาพดีที่สุด

แต่ตอบได้เพียงว่าระดับที่ 3 และ 4 มีส่วนช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ได้ และทุกคนตระหนักถึงประโยชน์ของ TIPs

มากยิ่งขึ้น

ข้อเสนอแนะ

 ควรมีมาตรการที่รัดกุมในการทาวิจัยแบบ pretest-posttest เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์

3

 การเก็บข้อมูลจากบุคลากรหลายคนในหน่วยงานควรต้องพิจารณาว่า

ควรส่งไปที่ผู้บริหารเพื่อส่งต่อหรือส่งโดยตรงที่บุคคลนั้น เพื่อให้ได้อัตราการตอบกลับสูง ๆ

 ในกรณีการฝึกอบรม โดยเฉพาะการใช้เทคนิคใหม่ ๆ

ควรให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีโอกาสเข้ารับการฝึกเองหรือฝึกแต่เฉพาะ trainer ส่วนหนึ่งเท่านั้น เป็นต้น







ที่มา : Melzer,B.A. , Hubbard,S.M. and Huang, J.Y., (2003). TIPS evaluation project prospective study. Evaluation and

Program Planning. 26(2003),81-89.



ภาคผนวก



หลักเกณฑ์การเลือกกลุ่มตัวอย่าง

ดาเนินการเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้

1) การเลือกมลรัฐ (Si - State หรือ block) เป็นการเลือกอย่างเจาะจงตามเกณฑ์คือ ภาคภูมิศาสตร์ละ 1 รัฐ

มีขนาดใหญ่พอที่จะแบ่งพื้นที่ (area) ออกเป็น 4 เขตที่อยู่ไกลกันมาก ๆ จนไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้

ก 4

และมีโครงการทดลอง ารใช้สารแบบผิด ๆ ในการรักษาจานวนมากเพียวพอต่อการคานวณทางสถิติ ซึ่งเลือกได้ ชุด จาก 6 มลรัฐ คือ

+ อ

แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ค จอร์เจียหลุยส์เซียน่า และวิสคอนซิน อิลลินอยส์(2 ชุดหลังนี้ รวม 2 รัฐเพราะมีโครงการทดลองไม่พ)

2) การเลือกเขตหรือเมืองภายในมลรัฐจานวน 4 เมือง เพื่อ รับ treatment การทดลอง

โดยแต่ละเขตต้องมีความเป็นเอกพันธ์ และมีโครงการทดลอง ารใช้สารแบบผิด ๆ ในการรักษา อย่างน้อย 44 โครงการ เพื่อทาให้ได้



power of test ตามที่นักวิจัย

3) การเลือกโครงการทดลอง ถ้าเขตใดมีโครงการทดลอง 44 โครงการพอดีให้ใช้ทั้งหมด แต่ถ้ามีมากกว่ า 44

โครงการ ให้เลือกสุ่มอย่างง่ายมาจานวน 44 โครงการ

4) การสุ่มกลุ่มตัวอย่างผู้อานวยการโครงการ ที่ปรึกษาโครงการ และเจ้าหน้าที่

เพื่อรับการทดลองทั้งก่อนและหลัง ใช้ทั้งแบบเจาะจงและสุ่มอย่างง่าย ได้จานวนทั้งสิ้น 4 มลรัฐ x 4 เขต x 44 โครงการ x 5 คน

= 3,520 คน

4









ปริทัศน์งานวิจัย

การศึกษาอนาคตภาพโครงการประเมินการใช้แบบบันทึกการรักษา

(TIPs evaluation project prospective study)

น.ส.สุภาพร โกเฮงกุล

รหัส 488 46506 27



รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาอนาคตภาพโครงการประเมินการใช้แบบบันทึกการรักษา (TIPs evaluation project

prospective study) โดย Becky A. Melzer , Susan M. Hubbard และ Judy Y. Huang

นี้สมควรที่จะเป็นรายงานที่มีคุณค่าเรื่องหนึ่งสาหรับการออกแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบ generalized randomized block

design

ถ้านักวิจัยมีความรอบคอบ และทาก ารสารวจสภาพการณ์ดาเนินงานของโครงการทดลองการใช้สารแบบผิด ๆ

ที่ใช้เป็นหลักในการทดลองของงานศึกษาวิจัยนี้ก่อนการวางแผนการวิจัย สาหรับการปริทัศน์รายงานวิจัย เรื่องนี้ ขอเสนอใน 4

ประเด็น ดังนี้



1. คุณค่า ประโยชน์และความสาคัญของงานวิจัย



โดยปกติเมื่อคนเรารู้สึกไม่สบา สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงคือ ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา แต่เราก็มักจะได้รับข่าวสารเป็นระยะ ๆ

ว่า มีความผิดพลาดในการรักษาคนไข้จนถึงขั้นฟ้องร้อง ขึ้นศาล บางรายก็ได้รับการชดเชย แต่บางรายโชคร้ายซ้าสองถูกฟ้องกลับ

ให้

ซึ่งสาเหตุของเหตุการณ์ข้างต้นนั้นล้วนแต่เกิดจากการ การรักษาแบบผิด ๆ ดังนั้น

การที่กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐได้จัดทาโครงการกระตุ้นเพื่อไม่ให้เกิดการใช้ยาแบบผิด ๆ

และมีงานสืบเนื่องมาจนถึงรายงานวิจัยเรื่องนี้ นั้น ผู้ปริทัศน์เห็นว่างานวิจัยเรื่องนี้มีคุณค่าและมีประโยชน์มากต่อวงการแพทย์

น้

ต่อการทางานของเจ้าห าที่ที่เกี่ยวข้อง ต่อหน่วยงานที่สนับสนุนทุนทาวิจัย และที่สาคัญต่อชีวิตของคนไข้



2. ความเหมาะสมและความถูกต้องตามหลักการวิจัย

2.1 ระเบียบวิธีการวิจัยที่ใช้ งานวิจัยนี้ใช้การวิจัยเชิงทดลองซึ่งหมายถึงการเฝ้าสังเกตอิทธิพลของ

ตัวแปรต้นที่มีต่อตัวแปรตาม สาหรับการวิจั ยนี้ ตัวแปรต้นคือระดับการสนับสนุนการใช้แบบบันทึกการรักษา

ตัวแปรตามคือการได้รับความรู้ การมีทัศนคติที่ดีต่อ TIPs และการใช้ TIPs อย่างถูกวิธี และตัวแปร blocking คือมลรัฐ

ซึ่งถูกต้องตามหลักการวิจัยเชิงทดลองแบบ GRB–p และหากนักวิจัยสามารถบริหารการวิจัยได้ดีคอได้ข้อมูล posttest กลับมากพอ



ก็จะทาให้งานวิจัยนี้ได้ผลการทดลองที่มีคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือ (trustworthy)

2.2 กรอบความคิดในการวิจัย โดยทั่วไปงานวิจัยควรมีประเด็นที่สนใจศึกษาเพียงหนึ่งประเด็น

แต่งานนี้นอกจากต้องการประเมินระดับการสนับสนุนการใช้แบบบันทึกการรั วยังต้องการศึกษาถึงทฤษฎี diffusion of innovation

กษาแล้

ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะทาให้เกิดสหวิทยาการ แต่ก็มีผลกระทบต่อการวางแผนการวิจัย

เพราะทฤษฎีดังกล่าวเชื่อในหลักการบริหารแบบ top down

5

รกิ

ทาให้ต้องเก็บข้อมูลจากผู้อานวยการโครงการซึ่งเป็นบุคคลที่มีภาจมากมายและมีอิทธิพลต่อการทางานของเจ้าหน้าที่

อันอาจส่งผลต่ออัตราการตอบกลับของแบบสารวจได้

2.3 แบบแผนการวิจัย การที่นักวิจัยเลือกใช้แบบแผนการวิจัยประเภท GRB–p และวางแผนเก็บรวบรวมข้อมูล 4 ภาคนั้น

นับว่ามีความเหมาะสม เพราะจะสามารถอ้างอิงผลการทดลองไปสู่ประชากรได้ ทั่วไป

นอกเหนือจากการศึกษาผลของปฏิสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม

นักวิจัยควรทาการสารวจสภาพการณ์ดาเนินงานของโครงการที่ใช้เป็นฐานก่อนว่าเป็นอย่างไร มีเพียงพอหรือไม่

และหามาตรการแก้ไขเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนตามแผนที่วางไว้ แต่อย่างไรก็ตาม

สถิติที่นักวิจัยใช้ในการวิเคราะห์ก็มีความเหมาะสมกับข้อมูลเป็นอย่างดี

2.4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ การวิจัยเชิงทดลองโดยปกติ ถ้าเป็นการทดลองแบบ pretest-posttest นิยมใช้กลุ่มตัวอย่าง 1

กลุ่มหรือ 2 กลุ่มที่มีลักษณะคู่ขนานกันเพื่อจะสามารถสรุปได้ว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นเป็นผลเนื่องมาจาก treatment ที่ได้รับ

แต่สาหรับงานนี้ กลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรทุกระดับที่ทางานในโครงการฯ ที่อาจจะหรือกาลังใช้แบบ TIPs#35 อยู่

แต่เนื่องจากงานนี้ต้องการศึกษาอิทธิพลของทฤษฎี diffusion of innovation ด้วยจึงต้องกาหนดให้ผู้รับ treatment ทั้ง 4 ระดับคือ

ผู้อานวยการโครงการ และ supervisors ด้วยความเชื่อว่า บุคคลทั้ง 2 ควรกระจายความรู้ต่อไปยังผู้ร่วมงาน

ซึ่งการวางแผนดังกล่าวอาจไม่เหมาะสมจึงทาให้อัตราการตอบแบบสารวจกลับค่อนข้างน้อย

2.5 ความตรงภายใน

1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ งานศึกษานี้ต้องการเปรียบเทียบระดับการสนับสนุนการแบบบันทึกการรักษา แต่แทนที่จะให้

ใช้

treatment กับกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้โดยตรง กลับใช้วิธีให้ treatment เฉพาะผู้บริหารโครงการ และ supervisors

เพื่อให้ถ่ายทอดต่อไปยังผู้ร่วมผู้งาน และให้ผู้ร่วมงานซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่กว่า (3 คนต่อโครงการ )

ผู

ตอบแบบสารวจแล้วส่งคืนที่ ้บริหารโครงการ

ซึ่งการจัดกระทาวิธีนี้อาจส่งผลต่อความตรงเชิงเนื้อหาของสิ่งที่ต้องการวัดเพราะถ้าผู้บริหารไม่ถ่ายทอดความรู้ให้เลย

ย่อมส่งผลถึงคาตอบที่จะได้ รวมถึงอัตราการตอบกลับ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่เห็นความสาคัญของการทาวิจัยแม้ว่าจะได้ของตอบแทนก็ตาม

2) การออกจากการทดลองกลางคัน การวิจัยเชิงทดลองที่เก็บข้อมูลแบบก่อน - หลังนั้น

การรักษากลุ่มตัวอย่างเป็นเรื่องสาคัญ เพราะถ้าขาดหายไปย่อมส่งผลถึงการทดลองเป็นอย่างยิ่ง

สาหรับงานศึกษานี้ประสบปัญหาการขาดหายของกลุ่มตัวอย่างเป็นอันมาก กล่าวคือได้รับแบบสารวจ posttest กลับเพียง 577 ฉบับจาก

1,465 ฉบับ ของ pretest ซึ่งตามเป้าหมายของงานศึกษานี้ควรเป็น 3,520 ฉบับ ซึ่งนักวิจัยได้ให้เหตุผลหลัก ๆ

ของการได้รับแบบสารวจกลับน้อยว่า เป็นเพราะอยู่ในช่วงระบาดของโรคแอนแทรกพอดี ทาให้ไม่มีใครกล้าเปิดกล่อง นอกจากนี้



ยังอยู๋ในช่วงหลังวันที11 กันยายน ไม่นานนัก

2.6 ความตรงภายนอก หากพิจารณาตามการออกแบบการวิจัยตอนแรก งานนี้ต้องการสรุปอ้างอิงไปสู่ประชากร

แต่หลังจากที่ได้ข้อมูลกลับมาน้อยมาก มีผลทาให้ไม่สามารถสรุปอ้างอิงไปหาประชากรได้



3. ความน่าเชื่อถือของผู้วิจัยและรายงานการวิจัย

โดยภาพรวม ผู้ปริทัศน์มี ความเห็นว่ารายงานเรื่องนี้มีความน่าเชื่อถือพอสมควร เห็นได้จากการที่สานักพิมพ์ Elsevier

Science Ltd. อนุญาตให้ตีพิมพ์รายงานนี้ในวารสาร Evaluation and Program Planning ได้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ผลสรุปการวิจัย

ซึ่งอาจเป็นเพราะต้องการนาเสนอระเบียบวิธีการวิจัยเชิงทดลองจากสถานการณ์จริง ๆ

ให้แก่ผู้สนใจเพื่อเป็นแนวทางในการดาเนินงาน มีทีมงานวางแผนการวิจัยที่เข้มแข็ง แต่อย่างไรก็ตาม

ยังมีข้อบกพร่องที่ส่งผลให้งานวิจัยนี้ขาดความน่าเชื่อถืออย่างมากคือ การไม่สารวจสภาพข้อมูลพื้นฐานก่อนการวางแผนการวิจัย

ทาให้เกิดปัญหาการได้ขอมูลไม่ครบตามแผนที่วางไว้ นอกจากนี้ การไม่สามารถรักษากลุ่มตัวอย่าง

้ pretest – posttest

ไว้ได้จนจบโครงการ ส่งผลให้นักวิจัยไม่สามารถตอบคาถามการวิจัยได้ว่าระดับการสนับสนุนการรักษาแบบใดมีประสิทธิภาพดีที่สุด

และที่สาคัญผู้ใช้แบบบันทึกการรักษา จาเป็นต้องใช้โดยไม่มีคู่มือหรือการสนับสนุนแบบใด คงเป็นไปตามวิจารณญานของแต่ละคน



4. ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงงานวิจัย

เนื่องจากงานวิจัยมีข้อจากัดที่ต้องการทดลองหลายเรื่องพร้อมกัน ดังนั้นหากตัดเรื่องทฤษฎี diffusion of innovation ออกไป

แล้วทาการทดลองเฉพาะ treatment ที่สนใจกับบุคลากรระดับ supervisor ลงมา และให้โอกาสทุกคนได้รับ treatment

ด้วยวิธีการสุ่ม (random treatment) แล้ว อาจทาให้นักวิจัยได้รับอัตราการตอบกลับมากขึ้น

6

เพราะทุกคนได้รับประโยชน์โดยตรงและตระหนักถึงความสาคัญ แต่อย่างไรก็ตาม

การจะใช้วิธีการใดนั้นคงต้องพิจารณาถึงงบประมาณที่ต้องใช้ประกอบด้วย

ท้ายที่สุดนี้ผู้ปริทัศน์ขอแสดงความชื่นชมกับผลงานของผู้วิจัย ซึ่งมีความเป็นนักวิจัยมืออาชีพอย่างแท้จริง

และขอขอบคุณที่ให้ความอนุเคราะห์ส่ง final report มาให้ทันเวลา

..................................


Other docs by brittanymorse
Lingerie Fit Tips
Views: 50  |  Downloads: 2
Needle Tips July 2009 How to administer IM and
Views: 27  |  Downloads: 0
Tips voor clubscheidsrechters
Views: 12  |  Downloads: 0
Tips Hints for a Smooth Move-in
Views: 7  |  Downloads: 0
Ten Tips on Double and Triple Tonguing
Views: 7  |  Downloads: 0
By registering with docstoc.com you agree to our
privacy policy

You are almost ready to download!

You are almost ready to download!