Embed
Email

Oral

Document Sample
Oral
Shared by: HC111211151333
Categories
Tags
Stats
views:
54
posted:
12/11/2011
language:
pages:
132
Oral

Presentation

TELEPHONE VISIT



นิลุบล ศรีประโมทย์, ศุภลักษณ์ พรเลิศ, สุจารี จันทร์แจ่ม



นภสร จันเพ็ชร, แพทย์หญิงพิมพา บาลมงคล, วารุณี สงวนหมู่

ั ิ

กลุ่มงานวิสญญีวทยา โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

ั ั ้ ่ ้ ่ ่

เนื่องจากปจจุบนผูปวยแบบ OPD CASE Ambulatory care ผูปวยทีมารับบริการทางวิสญญี ั

่ ั ้ ่

มีประมาณ เฉลียเดือนละ 12 ราย ได้รบบริการทังแบบ GA / LA ซึงเมื่อต้องกลับบ้านในวันนันเลย ้

ผู้ ป่ ว ย แ ล ะ ญ า ติ อ า จ มี ค ว า ม วิ ต ก กั ง ว ล ไ ด้

และทางคณะวิส ัญ ญี ไ ม่ ส ามารถรับ ทราบข้อ มู ล อาการของผู้ป่ ว ยหลัง จากได้ ร ับ บริก ารไปแล้ ว

ดั ง นั ้ น ท า ง ค ณ ะ วิ สั ญ ญี จึ ง มี ค ว า ม คิ ด ว่ า น่ า จ ะ มี ก า ร ติ ด ต า ม ผ ล ก า ร ใ ห้ บ ริ ก า ร ว่ า

ผู้ ป่ ว ย มี ป ั ญ ห า ห รื อ ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ห รื อ ไ ม่



รวมทังความพึงพอใจต่อการให้บริการทางวิสญญีเป็ นเชิงรุก ั

ดั ง นั ้น เพื่ อ เป็ นการพั ฒ นาคุ ณ ภาพบริ ก ารทางวิ ส ั ญ ญี โ ดย ยึ ด ผู้ ป่ ว ยเป็ นศู น ย์ ก ลาง



จึงได้คดจัดทาโครงการ

*TELEPHONE VISIT* ในผู้ ป่ ว ย OPD CASE ที่ ก ลั บ บ้ า น

เนื่องจากเป็ นการแสดงถึงความห่วงใยในการให้บริการของเรา และให้ผู้ป่ว ยเกิดความประทับใจ

่ ้ ่ ่

โดยการโทรศัพท์เยียมผูปวยทีกลับบ้านในวันรุงขึน ่ ้

้ ่

ตารางแสดงจานวนผูปวยแบบ OPD CASE Ambulatory care ย้อนหลัง 4 เดือน





จานวน/เดือน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม



ผูใหญ่ 13 12 11 5

เด็ก 6 2 2 2



วัตถุประสงค์

่ ่ ้

1.เพือเพิมความพึงพอใจของผูมารับบริการแบบ OPD CASE Ambulatory care

2.เพื่อลดความวิตกกังวลและป้องกันภาวะแทรกซ้อน อันอาจจะเกิดกับผูป่วยแบบ OPD



CASE Ambulatory care

่ ่ ั

3.เพือเพิมประสิทธิภาพการให้บริการทางวิสญญี





ตัวชี้วด

้ ่ ่ ั

ผูปวยทีมารับบริการทางวิสญญีแบบ OPD CASE Ambulatory care มีความพึงพอใจ



ขันตอนการปฏิ บติ

้ ั

่ ู้ ่ ่ ั

1.เมือมีผปวยทีมารับบริการทางวิสญญีแบบ OPD CASE Ambulatory care

ทุกรายลงบันทึกในสมุดการเยียม ่

่ ู้ ่

2.อธิบายวัตถุประสงค์ของการเยียมแก่ผปวย ขอเบอร์โทรศัพท์

3.เซ็นต์ใบยินยอมการเยียม เพือป้องกันการโทรแบบรบกวน

่ ่

่ ้ ั ่ ้ ่

4.เช้าวันรุงขึน วิสญญีพยาบาลประจาห้องพักฟื้น โทรเยียมอาการผูปวย

ลงบันทึกอาการลงในสมุด



5.ครบสัปดาห์ประชุมหารือปญหาและหาแนวทางการแก้ไข



ค่าใช้จ่าย ้ ้ ่

งบประมาณค่าโทรศัพท์ครัง 3 บาท/ครัง เฉลียเดือนละ 36 บาท



ผลที่ คาดว่าจะได้รบั

้ ่

1.ผูปวยคลายความวิตกกังวล

้ ่ ้

2.ผูปวยมีความพึงพอใจมากขึน

ั ้ ่ ่ ่ ั

3.ทราบปญหาของผูปวยเมือกลับบ้าน เพือนามาพัฒนาการให้บริการทางวิสญญี



สรุปผลการดาเนิ นงาน

่ ู้ ่

1.เฉลียมีผปวย OPD CASE Ambulatory care เดือนละ 3-5 ราย

้ ่ ่

2.ผูปวยมีความยินยอมในการให้โทรศัพท์เยียม คิดเป็ น 100 %

่ ่ ิ

3.จานวนของการโทรศัพท์เยียมทีตดตามผลได้ คิดเป็ น 80%

3.ผลการโทรศัพท์ พบว่า

- ้ ่ ี ่

ผูปวยไม่มภาวะของคลื่นไส้อาเจียนเมือกลับบ้าน ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน

- ู้ ่

ไม่พบว่ามีผปวยต้องกลับมาโรงพยาบาลอีก

- ู้ ่ ่ ั ิ ั ่

นอกจากนี้ผปวยมักมีคาถามเรืองของแผลผ่าตัด การปฏิบตตวหลังผ่าตัดเพิมเติม



การประเมิ นผลการติ ดตามและดูแลภาวะโภชนาการผูป่วยติ ดเชื้อ HIV

ในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี





วันวิสาข์ ทิมมานพ, เรียวพลอย กาศพร้อม, อุทมพร คาศรี



พุทธิกาญจน์ กิจจาบัญชา, ดาวรุง รักงาม, ธัญญาลักษณ์ วาดเขียน

้ ิ ้

อาสาสมัครผูตดเชือ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล



สถานการณ์ ก ารติ ด เชื้ อ HIVและโรคเอดส์ ย ัง คงเป็ นป ญ หาที่ คุ ก คามต่ อ ชี วิ ต



และเป็ น ป ญ หาที่ส าคัญ ด้ า นเศรษฐกิจ และสัง คมอย่ า งกว้ า งขวาง จากสถานการณ์ เ อดส์ โ ลก

มีผป่วยเอดส์ทวโลกประมาณ 36.7-45.3 ล้านคน ในปี 2005 ส่วนในประเทศไทย ปจจุบนมีประมาณ

ู้ ั่ ั ั

1.2 ล้ า นคน สภาพของผู้ ติ ด เชื้อ HIVหรือ ผู้ป่ ว ยเอดส์ นั บ เป็ น วิก ฤตการณ์ ใ นชีวิ ต ที่รุ น แรง

เ พ ร า ะ เ ผ ชิ ญ กั บ ป ั ญ ห า ทั ้ ง ร่ า ง ก า ย แ ล ะ จิ ต ใ จ

อัน ก่ อ ให้ เ กิด ภู ม ิคุ้ ม กัน บกพร่ อ งและติ ด เชื้อ ฉวยโอกาสได้ ง่ า ย หรือ อาจท าให้ เ จ็ บ ป่ ว ยเรื้อ รัง

แ ม้ ก ร ะ ทั ่ ง ก า ร เ กิ ด โ ร ค ม ะ เ ร็ ง บ า ง ช นิ ด

่ ั้

ระบบสุขภาพแห่งชาติเน้นปรัชญาการสร้างสุขภาพทีดีทงร่างกายและจิตใจ ถ้าบุคคลนันมีสุขภาพทีดี ้ ่



สามารถดู แ ลทังร่ า งกายและจิต ใจให้แ ข็งแรงอยู่เ สมอ ก็จ ะช่ ว ยชะลอการเกิด อาการของโรคได้



เพราะผู้ท่ีไ ด้ร ับ เชื้อ HIV สามารถมีสุ ข ภาพที่ดีเ หมือ นคนปกติท ัว ไปได้ ในระยะเวลาถึง 10

ปี ถึ ง จ ะ แ ส ด ง อ า ก า ร ก็ มี

หากผู้ ป่ ว ยสามารถดู แ ลร่ า งกายและจิ ต ใจให้ แ ข็ ง แรงอยู่ เ สมอตั ้ง แต่ ย ั ง ไม่ แ สดงอาการ



แต่ถาขาดการดูแลตนเองโรคก็จะกาเริบและลุกลามได้อย่างรวดเร็ว ในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

ู้ ่ ่ ั ้

มีผปวยทีได้รบเชือHIVและเป็ นโรคเอดส์เข้ารับการตรวจรักษากับทางโรงพยาบาลเป็ นจานวนเพิมมาก ่

ขึ้ น ทุ ก ปี แ ล ะ ผู้ ป่ ว ย ส่ ว น ใ ห ญ่ มั ก พ บ ป ั ญ ห า ภ า ว ะ พ ร่ อ ง โ ภ ช น า ก า ร

้ ้ ่ ึ

ดังนันทีมสหวิชาชีพในดูแลผูปวยเอดส์จงวางแผนหาแนวทางร่วมกันในการติดตามประเมินภาวะโภชน

่ ้ ้

าการควบคูไปกับการให้ความรูดานการบริโภคอาหาร

วัตถุประสงค์

้ ่

1. ติดตามภาวะโภชนาการเพือป้องกันการเกิดภาวะทุพโภชนาการในผูปวยHIV



่ ั ้ ่

2. เพือแก้ปญหาความผิดปกติทางโภชนาการในผูปวยHIV

้ ้ ่ ุ ่ ี ้ ่

3. ให้ความความรูดานโภชนาการเพือการมีสขภาพทีดในผูปวยเอดส์



วิ ธีดาเนิ นการ

1. คัด กรองภาวะโภชนาการโดยใช้แ บบประเมิน Mini Nutrition Assessment



และจากการติดตามผลเลือดทีพบว่าผิดปกติ

2.



น าผู้ป่ว ยที่พ บป ญหามาให้ค าปรึกษาด้า นโภชนาการเป็ น รายบุ คคลและบัน ทึก ข้อมูล โภชนาการ

้ ่ ั

พร้อมทังให้เอกสารประกอบการให้คาปรึกษา เพือแก้ปญหาทางโภชนาการและติดตามผลต่อเนื่อง

3. จัดกลุ่มผูป่วยให้ความรูด้านโภชนาการและด้านสุขาภิบาลอาหารให้กบผูตดเชื้อ HIV

้ ้ ั ้ ิ



เพือเป็ นการป้องกันการเกิดปญหาทางโภชนาการ



ระยะเวลา เริมดาเนินการ 1 พค2551 – 31 กรกฏาคม 2551





ผลการดาเนิ นงาน

ผูป่วยทีได้รบการคัดกรองทังสิน 383 ราย ปกติ 57 ราย เสียงต่อทุพโภชนาการ 282 ราย

้ ่ ั ้ ้ ่

ทุ พ โ ภ ช น า ก า ร 18ร า ย ไ ด้ รั บ ก า ร ค า แ น ะ น า โ ด ย นั ก โ ภ ช น า ก า ร 141 ร า ย

้ ่ ่ ั

การติดตามผูปวยทีผลเลือดผิดปกติและได้รบคาแนะนาโดยนักโภชนาการ 106 ราย

การพัฒนารูปแบบการรับ- ส่งเวรด้วยเทคนิ คการสื่อสาร SBAR



้ ่ ิ

หอผูปวยออร์โธปิ ดกส์และศัลยกรรมพิเศษ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล



การบริหารความเสียงถือว่าเป็ นหัวใจสาคัญในการให้บริการทางการพยาบาล ด้วยเหตุน้ี

ทางโรงพยาบาลจึงเน้นการดูแลผูป่วย โดยมีเป้าหมาย คือคานึงถึงความปลอดภัยของผูป่วยเป็ นหลัก

้ ้

(Patient Safety Goal ) และยึ ด หลั ก Simple ในการบริ ห ารจั ด การ

่ ่ ้ ่

ความเสียงทีอาจจะเกิดกับผูปวยดังนี้

S = Safe Surgery (2nd Global Patient Safety Challenge)

I = Infection Control (Clean Care ใน 1st Patient Safety Challen

M = Medication Safety

P = Patient Care Process

L = Line, Tube, Catheter

E = Emergency Response

P = Patient Care Process



เ ป็ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ดู แ ล ผู้ ป่ ว ย ใ ห้ ป ล อ ด ภั ย โ ด ย เ น้ น ก า ร สื่ อ ส า ร ที่ มี

ประสิท ธิภ าพด้ว ยการใช้เ ทคนิ ค การสื่อ สาร SBAR(Situation, Background, Assessment,

Recommendation)

SBAR คื อ

เครืองมือทีมประสิทธิภาพสาหรับการติดต่อสือสารทุกชนิดทีมผลต่อความปลอดภัยของผูปวย

่ ่ ี ่ ่ ี ้ ่



S= Situation เป็ นข้อมูลของผูป่วย เช่น ชื่อ ห้องอะไร ปญหาทีมาโรงพยาบาล

้ ่

คืออะไร เหตุผลคืออะไร

B = Background เป็ นความเชื่อของผู้ป่วย ภูมหลัง ประวัติการรักษาโรค



วันทีเ่ ข้าโรงพยาบาล

A = Assessment เป็ นการประเมินผูป่วย เช่น

้ สัญญาณชีพ ข้อมูลด้านจิตใจ

อัตราการหายใจ ความดันโลหิต ชีพจร ความปวด การเปลี่ ยนแปลงทางสมอง สีของผิวหนัง



อาการเปลียนแปลงต่างๆ

R = Recommendation เป็ น ข้อ เสนอแนะ (อะไรที่ค วรปฏิบ ัติ ) เช่ น

การส่งต่อผูป่วยหรือไม่

้ การเปลี่ยนแผนการรักษาหรือไม่ ให้ดูแลผูป่วยอย่างใกล้ชด

้ ิ

้ ่

ดูแลผูปวยรวมทังญาติเกียวกับ อะไร ต้องปรึกษาแพทย์ต่างแผนกทีจะดูแลผูปวยหรือไม่

้ ่ ่ ้ ่



ป ัญ ห า จ า ก ก า ร ต ร ว จ ต่ า งๆ เ ช่ น คว า ม ผิ ด ป ก ติ ข อง x-ray

ั ิ

ผลตรวจทางห้องปฏิบตการ การตรวจคลื่นหัวใจ





ดังนันทางหน่วยงาน 5/3 พิเศษจึงเล็งเห็นถึงความสาคัญของการสื่อสาร ในการรับส่งเวร

ี ื

ให้มประสิทธิภาพ จึงได้นาแนวคิดนี้มาร่วมประชุมกับสมาชิกทีม เพื่อจัดทาคู่ มอการรับส่งเวรโดยใช้

SBAR ให้ เ ป็ น มาตรฐานในการปฏิ บ ัติ ง านที่เ ป็ น ทิ ศ ทางเดี ย วกัน เพื่อ ให้ ก ารรับ -

้ ่

ส่งข้อมูลในการรับส่งเวรมีประสิทธิภาพและผูปวยมีความปลอด



ปัญหาก่อนดาเนิ นการ

1. ขาดรูปแบบในการรับ- ส่งเวรของพยาบาลทีเ่ ป็ นทิศทางเดียวกัน



2. ไม่มสมุดรับเวร ทีเ่ ป็ นมาตรฐาน เดิมใช้เศษกระดาษแทน

3. ข้อมูลไม่ครบถ้วน บางครังลืม เช่น ลืมเจาะเลือด ลืม NPO

้ ลืมทาแผลผู้ป่วย

ู้ ่

ทาให้ผปวยขาดความต่อเนื่องในการรักษา

4. ไม่ ม ีห ลัก ฐานในการตรวจสอบข้อ มู ล ย้ อ นหลัง เพราะกระดาษที่ร ับ เวรสู ญ หาย



และจากการรับ ส่งเวรถ้า ได้รบ ข้อมูล ที่ไม่ครบถ้วนสมบูร ณ์ มีผลต่อแผนการรักษาของแพทย์

หากมีการบันทึกข้อมูลจากการรับส่งเวรไว้ทาให้ สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้

5. ขณะมีการรับส่งเวร จะมีเสียงรบกวนมากมาย เช่น เสียงโทรศัพท์ เสียงประกาศตามสาย

้ ่ ่ ู

การสอบถามของแพทย์ ญาติ และผูปวย เจ้าหน้าทีพดนอกเรือง ่



วัตถุประสงค์

1.

่ ่

เพือสร้างความตระหนักให้แก่พยาบาลในเรืองการรับส่งเวรอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคนิค



การสือสาร SBAR

่ ่ ั

2. เพือสร้างรูปแบบในการสือสารให้ชดเจนในการรับส่งเวร โดยใช้ SBAR

่ ่

3. จัดทาสมุดการรับส่ง-เวรเพือ ให้เจ้าหน้าทีพยาบาลบันทึกข้อมูลไว้เป็ นหลักฐาน

4. จัดสถานทีให้เหมาะสมในการรับส่งเวรเพือ

่ ่ ป้องกันการรบกวนขณะรับส่งเวร

่ ี

5. สร้างการมีสวนร่วมในการแสวงหาแนวทางและวิธการทีเ่ หมาะสมถูกต้องในการรับส่งเวร

6. มีมาตรฐานในการรับส่งเวรในแนวทางเดียวกัน





ตัวชี้วดโครงการ

ั ิ ่ ื

1. พยาบาลมีความพึงพอใจในการปฏิบตตามคูมอการรับ-ส่งเวร



2. จานวนครังของความผิดพลาด และไม่ครบถ้วนในการส่งข้อมูลการรับ-

่ ื

ส่งเวรตามคูมอ



ระยะเวลาในการดาเนิ นการ (กรกฎาคม-กันยายน2551)



ประโยชน์ ที่ได้จากการดาเนิ นงาน

่ ื ่ั ้

1. พยาบาลมีแนวทางในการรับ-ส่งเวรทีเ่ ป็ นมาตรฐานเดียวกันตามคูมอทีจดทาขึน

2. มีสมุดรับ-ส่งเวรของพยาบาลแต่ละคนโดยเฉพาะ หยิบจับง่าย

และสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้



3. ได้พฒนาสมรรถนะของพยาบาลให้เกิดทักษะในการคิดและพัฒนาคุณภาพของงาน

้ ่

ส่งผลดีต่อความปลอดภัยของผูปวย



บรรณานุกรม

- American medical association.( 2006 ) “Improve staff communication” http://www.ama-

gassn.org/ama1/pub/upload/mm/370/sbartipsheet.pdf

- ณริณี แย้มสกุล (2544)

ู ่

ผลของการใช้รแบบการรายงานการเปลียนเวรตามทฤษฎีการพยาบาลของคิงต่อการรับรูคณ ุ้

ค่าการรายงานทางการพยาบาล ปริญญาพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต

สาขาบริหารการพยาบาล มหาวิทยาลัยบูรพา

- IHI =(Institusion for Healthcare Improvement ) http://www.ihi.org/

http://www.jcipatientsafety.org/fpdf/presskit/PS-Solution3.pdf

- Joint Commission Resources: Implementing the SBAR technique. Patient Safety 6:8-12,

May 2006

ลดโลกร้อนด้วยหลักเศรษฐกิ จพอเพียง



ู ั ั

หน่วยงานไอซียศลยกรรมและอุบตเิ หตุ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

ภ า ว ะ โ ล ก ร้ อ น (Global Warming)

ห รื อ ภ า ว ะ อุ ณ ห ภู มิ อ า ก า ศ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง เ ป็ น ป ั ญ ห า ใ ห ญ่ ข อ ง โ ล ก เ ร า ใ น ป ั จ จุ บั น



สัง เกตได้ จ ากอุ ณ หภู ม ิข องโลกที่ สู ง ขึ้น เรื่ อ ยๆ ซึ่ ง สาเหตุ ข องป ญ หานี้ คื อ ก๊ า ซเรื อ นกระจก

่ี

(Greenhouse Effect) โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์

หรือ การกระท าใด ๆ ที่ม ีก ารเผาผลาญเชื้อ เพลิง ท าให้ร ะดับ คาร์ บ อนไดออกไซด์ สู ง เกิน -300

ส่ ว น ใ น ล้ า น ส่ ว น เ ป็ น ค รั ้ ง แ ร ก ใ น ร อ บ ก ว่ า 6 แ ส น ปี

ั ั ่ ่ ้

ปญหาโลกร้อนจึงเป็ นปญหาด้านสิงแวดล้อมในระดับโลกทีตองมีภารกิจร่วมกันแก้ไขไม่เลือกว่าเป็ นภา

ครัฐ หรื อ ภาคเอกชน การก าจัด ขยะแต่ ล ะวิ ธี จ ะมีข ้ อ ดี แ ละข้อ เสี ย แตกต่ า งกัน ออกไป

ี ่ี ่

จึงควรเลือกวิธทเหมาะสมของแต่ละพื้นทีโดยการกระทาควบคู่กนไปทังการลดปริมาณขยะมูลฝอย ั ้



การนากลับไปใช้ใหม่ และการกาจัดขยะมูลฝอย ซึงการลดปริมาณขยะสามารถทาได้ดวยหลัก 5 R คือ ้

R.1 (Reduce) เป็ นการลดปริมาณขยะมูลฝอยทีอาจเกิดขึน ่ ้



R.2 (Reuse) นาขยะมูลฝอยเศษวัสดุมาใช้ใหม่อกเป็ นการใช้ซ้า ใช้แล้วใช้อก ี

ุ ่ี

R.3 (Repair) การนากลับมาแก้ไข นาวัสดุอปกรณ์ทชารุดเสียหายมาซ่อมแซมใช้ใหม่

R.4 (Recycle) ก า ร ห มุ น เ วี ย น ก ลั บ ม า ใ ช้

น า ข ย ะ ม า แ ป ร รู ป ต า ม ก ร ะ บ ว น ก า ร แ ต่ ล ะ ป ร ะ เ ภ ท เ พื่ อ น า ก ลั บ ม า ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ ใ ห ม่



หรือเปลียนแปลงสภาพจากเดิมแล้วนามาใช้ใหม่

่ ั ่ี

R.5 (Reject) การหลีกเลียงการใช้วสดุททาลายยาก

จ า ก ปั ญ ห า ดั ง ก ล่ า ว

ห น่ ว ย ง า น ไ อ ซี ยู ศั ล ย ก ร ร ม จึ ง เ ล็ ง เ ห็ น ค ว า ม ส า คั ญ ข อ ง ก า ร ล ด ป ริ ม า ณ ข ย ะ ติ ด เ ชื้ อ

ก า ร คั ด แ ย ก ข ย ะ อ ย่ า ง ถู ก วิ ธี ก า ร ซ่ อ ม แ ซ ม วั ส ดุ ที่ พ อ ใ ช้ ไ ด้ ใ ห้ ก ลั บ ใ ช้ ง า น ไ ด้ ใ ห ม่

เ พื่ อ ล ด ป ริ ม า ณ ข ย ะ แ ล ะ ก า ร เ ผ า ท า ล า ย อั น จ ะ น า ไ ป สู่ ก า ร เ กิ ด ก๊ า ซ เ รื อ น ก ร ะ จ ก



ซึงนอกจากจะส่งเสริมการช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้วยังช่วยให้โรงพยาบาลประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้าง

เ ผ า ท า ล า ย ข ย ะ ติ ด เ ชื้ อ

่ ่ ี

เป็ นการเพิมขยะรีไซเคิลทีมประโยชน์ทาให้หน่วยงานมีรายได้ในการพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ได้อกด้วย ี



วัตถุประสงค์



1. เพือลดจานวนขยะติดเชือ ้

่ ้

2. เพือลดค่าใช้จ่ายในการทาลายขยะติดเชือและขยะทัวไป่

่ ่

3. เพือจัดสิงแวดล้อมให้สวยงามและเป็ นระเบียบเรียบร้อยสอดคล้องตามนโยบาย 5 ส



กระบวนการพัฒนา

่ ี

1. ประชุมปรึกษาเพือหาวิธการในการลดปริมาณขยะในหน่วยงาน



2. การปรับปรุงการทิงขยะติดเชือ ้

ผลการพัฒนา

จากการปรับเปลียนวิธการทิ้งขยะดังกล่าวตังแต่ พ.ศ. 2548 จนถึงปจจุบนพบว่า

่ ี ้ ั ั

สิ่ ง ที่ เ ป ลี่ ย นแ ป ลงไป อย่ า งชั ด เจ น คื อ ป ริ ม าณ การ เ บิ ก ถุ ง ข ยะ แด ง ข นา ด 19x19 นิ้ ว

่ ่ ั้

ลดลงและมีปริมาณขยะรีไซเคิลทีสามารถเป็ นประโยชน์ เพิมรายได้ทงหน่ วยงานและโรงพยาบาล



รวมทังยังช่วยส่งเสริมการลดภาวะโลกร้อนได้โดยตรงตามหลัก 5 R





ประโยชน์ ที่ได้รบ

้ ่

1. ลดปริมาณขยะติดเชือในหน่วยงานและลดการเผาทาลายซึงช่วยส่งเสริมการลดภาวะโลกร้อน



จากการเพิมก๊าซเรือนกระจก

่ ้

2. ลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกสีแดงซึงมีราคาแพงในการใส่ขยะติดเชือ จากประมาณวันละ 30

่ ่

ใบ เหลือวันละ 3 ใบ ซึงเป็ นการลดค่าใช้จ่ายขององค์กร เพิมรายได้ให้หน่วยงาน

้ ่ ่

3. ลดการแพร่กระจายเชือและการกระจายกลิน สิงแวดล้อมสวยงานและลดภาระงานของแม่บาน ้

การพัฒนาคุณภาพงานอย่างต่อเนื่ องเพื่อป้ องกันการลดภาวะปอดอักเสบติ ดเชื้อ

จากการใช้เครื่องช่วยหายใจ

( CQI : VAP Prevention in SICU )



้ ่

หอผูปวยหนักศัลยกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล



ภาวะปอดอักเสบติดเชือจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator associated pneumonia :

VAP )



เป็ นปญหาการติดเชือในโรงพยาบาลซึงเกิดได้บ่อยในโรงพยาบาลตติยภูมโดยเฉพาะในหอผูป่วยวิกฤ

้ ่ ิ ้

ติ ก่ อ ใ ห้ เ กิ ด ผ ล ก ร ะ ท บ ทั ้ ง ท า ง ต ร ง แ ล ะ ท า ง อ้ อ ม ต่ อ ผู้ ป่ ว ย คื อ

ต้องใช้ระยะเวลาในการใช้เครื่องช่วยหายใจนานขึน ต้องนอนพักรักษาตัวในหอผูป่วยวิกฤตินานขึน

้ ้ ้

ี ่ ี ู่ ่ ี ิิ

ต้องใช้ยาปฏิชวนะทีมความแรงและขนาดทีสงซึงทาให้มโอกาสเกิดปฎิกรยาการแพ้ได้มาก

จ า ก ผ ล ก า ร ด า เ นิ น ก า ร พั ฒ น า อ ย่ า ง ต่ อ เ นื่ อ ง ( CQI )



เรื่องการลดการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจตังแต่ปี พ.ศ. 2539 เป็ นต้นมา

แ ม้ จ ะ พ บ อ ยู่ ใ น เ ก ณ ฑ์ ที่ ย อ ม รั บ ไ ด้ ( ไ ม่ เ กิ น 1 0 % )

แต่เนื่องจากเป็ นภาวะแทรกซ้อนทีพบได้เสมอในผูป่วยทีจาเป็ นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจนานเกิน 48

่ ้ ่

่ ่ ่ ้ ่

ชัวโมงและความเสียงจะเพิมขึน 1 %ในทุกวันของการใช้เครืองช่วยหายใจ



วัตถุประสงค์

เพื่ อ ลดอั ต ราการเกิ ด ปอดอั ก เสบติ ด เชื้ อ จากการใช้ เ ครื่ อ งช่ ว ยหายใจ และ

เพือสร้างแนวปฏิบตการพยาบาลเพือป้องกันการเกิดปอดอักเสบติดเชือจากการใช้เครืองช่วยหายใจ

่ ั ิ ่ ้ ่





ขันตอนการดาเนิ นงาน

1. การวางแผน (Plan) โดย...

ั ั ั

สารวจสภาพปญหาในปจจุบนและวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดปอดอักเสบติดเชือจากการใช้เ ้

ครืองช่วยหายใจจากกระบวนการหลักในการดูแลผูปวย

่ ้ ่

2. ดาเนินการแก้ไขปรับปรุง (Do) โดย.....

ป ร ะ ชุ ม ชี้ แ จ ง ก า ร เ ฝ้ า ร ะ วั ง ก า ร เ กิ ด ภ า ว ะ ติ ด เ ชื้ อ ใ น โ ร ง พ ย า บ า ล

ส่ ง เ จ้ า ห น้ า ที่ เ ข้ า รั บ ก า ร อ บ ร ม

การเฝ้าระวังควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาลของงาน IC



ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม ง า น วิ จั ย ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง

และจัดทาแนวทางปฏิบตการพยาบาลเพือป้องกัน

ั ิ ่

้ ่

การเกิดปอดอักเสบติดเชือจากการใช้เครืองช่วยหายใจ

จัดประชุมแบบมีสวนร่วมเพือหาข้อตกลงร่วมกัน ( Consensus ) ภายในหอผูปวย

่ ่ ้ ่

3. ประเมินผล (Check ) โดย...

ั ิ

ระบบการติดตามนิเทศการปฏิบตงานงานอย่างต่อเนื่อง

ั ิ

ค้นหาจุดบกพร่อง (Pitfall) ในการปฏิบตการพยาบาล



ดาเนินการเพือปรับปรุง

ผลการดาเนิ นงาน

้ ่

พบว่าการอัตราการเกิดปอดอักเสบติดเชือจากการใช้เครืองช่วยหายใจ ตังแต่ 2539 – ปี ้

2551 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องโดยปี 2551

ั ้ ่

มีอตราการเกิดปอดอักเสบติดเชือจากการใช้เครือช่วยหายใจต่ากว่า 2%

การพัฒนาระบบการคัดกรองวัณโรคในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ที่มารับการรักษาในคลิ นิกสุข

ภาพ แผนกผู้ป่วนนอก โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ที่มารับการรักษา

ในแผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรม



วันวิสาข์ ทิมมานพ, พุทธิกาญจน์ กิจจาบัญชา , ธัญญาลักษณ์ วาดเขียน



ชุลี พัดทอง, เรียวพลอย กาศพร้อม, อุทมพร คาศรี

้ ิ ้

และอาสาสมัครผูตดเชือเอชไอวี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

วั ณ โ ร ค เ ป็ น โ ร ค ติ ด ต่ อ ที่ ส า คั ญ แ ล ะ ก า ลั ง เ ป็ น ป ั ญ ห า ส า ธ า ร ณ สุ ข

จ า ก ร า ย ง า น ส ถ า น ก า ร ณ์ วั ณ โ ร ค ข อ ง อ ง ค์ ก า ร อ น า มั ย โ ล ก ค . ศ . 2 0 0 6 พ บ ว่ า 1 ใ น

3ของประชากรโลกติด เชื้อ วัณ โรค และประเทศที่ไ ทยอยู่ใ นล าดับ ที่ 17 ใน 22 ประเทศทัว โลก ่

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะนากลยุทธ์ DOTS มาใช้ในการดาเนินงานควบคุมวัณโรค ตังแต่ปี 2540 ้



จนถึ ง ป จ จุ บ ั น แต่ อ ั ต ราผู้ ป่ ว ยวั ณ โรคปอดเสมหะพบเชื้ อ ยัง อยู่ และมี ว ั ณ โรคดื้ อ ยาเกิ ด ขึ้ น



ประกอบกับ สถานการณ์ การแพร่ ร ะบาดของโรคเอดส์ ทาให้ป ญ หาวัณ โรคทวีความรุน แรงยิ่งขึ้น

กรมควบคุ ม โรคจึง ได้ ก าหนดมาตรฐานในการด าเนิ น งานควบคุ ม วัณ โรค ที่ส าคัญ ข้อ หนึ่ ง คือ

ก า ร เ ร่ ง รั ด ด า เ นิ น ง า น ผ ส ม ผ ส า น วั ณ โ ร ค แ ล ะ เ อ ด ส์

เ พื่ อ ล ด ก า ร ป่ ว ย แ ล ะ ต า ย ข อ ง ผู้ ป่ ว ย วั ณ โ ร ค ที่ ติ ด เ ชื้ อ เ อ ช ไ อ วี

ที ม ส ห วิ ช า ชี พ ใ น ก า ร ดู แ ล ผู้ ติ ด เ ชื้ อ แ ล ะ ผู้ ป่ ว ย เ อ ด ส์ เ ล็ ง เ ห็ น ค ว า ม ส า คั ญ ดั ง ก ล่ า ว

จึงได้พฒนาระบบการคัดกรองวัณโรคในผูตดเชือและผูปวยเอดส์

ั ้ ิ ้ ้ ่



วัตถุประสงค์

้ ่ ่ ู้ ่ ั

พัฒนาระบบการคัดกรองผูปวยวัณโรคเพือให้ผปวยเข้าถึงบริการได้สะดวกและได้รบการรักษ

าอย่างรวดเร็ว



วิ ธีดาเนิ นการ

1. ระดมสมองจากทีมสหวิชาชีพหาแนวทางการพัฒนาระบบการคัดกรองวัณโรค

้ ่

2. คัดกรองผูปวยโดยใช้แบบคัดกรองวัณโรคและประเมินการคัดกรอง

้ ่ ่ ี ั ั

3. ผูปวยทีมอาการสงสัยวัณโรคจะได้รบการตรวจก่อน และได้รบคาปรึกษารายบุคคล

้ ่

ความรูเรืองวัณโรคและการป้องกัน ติดตามผูปวยว่าเป็ นวัณโรคหรือไม่

้ ่

้ ิ ่ ี

ตลอดจนติดตามผูใกล้ชดทีมอาการสงสัยให้ตรวจรักษาตามสิทธิ

้ ่ ่ ี

4. ผูปวย ทีมอาการไม่เข้ากับวัณโรคจะได้รบความรูเ้ รืองการป้องกันวัณโรค

ั ่

้ ่

ติดตามผูปวยว่าเป็ นวัณโรคหรือไม่

้ ่ ่

5. ผูปวยทีสบายดี จะได้รบความรูเรืองการป้องกันวัณโรค

ั ้ ่



ระยะดาเนิ นการพฤษภาคม – กรกฎาคม 2551



้ ่ ่ ั

ผลการศึกษา พบว่าผูปวยทีได้รบการคัดกรองวัณโรคจานวน 434

้ ่ ้ ่ ่ ี

คนแบ่งเป็ นผูปวยสงสัยเป็ นวัณโรคจานวน 3 คน ผูปวยทีไม่มอาการเข้ากับวัณโรคจานวน 44 คน

้ ่ ่ ู้ ่ ้ ั

ผูปวยสบายดี 38 คน ซึงมีผปวยทังหมดนี้ได้รบคาปรึกษารายบุคคลคิดเป็ น 100%

การลงประวัติการรับบริ การทางวิ สญญี





แพทย์หญิงพิมพา บาลมงคล, แพทย์หญิงวิกานดา ธรรมเขต

นางวารุณี สงวนหมู,่ ทีม POST ANESTHESIA

ั ิ

กลุ่มงานวิสญญีวทยา โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

ั ั ั

จากอดีต ถึงป จ จุ บ ัน แผนกวิส ญญีม ีการบัน ทึกประวัติการรับ บริการทางวิส ญญีใ น OPD

CARD เฉพาะในผู้ ป่ ว ย OPD CASE เท่ า นั ้ น ส่ ว นในผู้ ป่ ว ย IPD

มี เ ฉ พ า ะ ใ บ ด ม ย า ที่ ติ ด ไ ป กั บ ป ร ะ วั ติ ผู้ ป่ ว ย เ ท่ า นั ้ น

บางครัง ผู้ ป่ ว ยต้ อ งมารับ การบริ ก ารทางวิ ส ัญ ญี ซ้ า อีก ในการนอนโรงพยาบาลครัง เดี ย วกัน

้ ้

ห รื อ เ ดื อ น ถั ด ม า แ ต่ ไ ม่ มี ป ร ะ วั ติ ห รื อ ใ บ ด ม ย า แ น บ ม า ด้ ว ย

ท า ใ ห้ ไ ม่ ท ร า บ ป ั ญ ห า ห รื อ ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ที่ เ กิ ด ขึ้ น ใ น ค รั ้ ง ก่ อ น ไ ด้

อ า จ ท า ใ ห้ เ กิ ด ป ัญ ห า ซ้ า ห รื อ อั น ต ร า ย ไ ด้ เ ช่ น ป ร ะ วั ติ ก า ร ใ ส่ ท่ อ ช่ ว ย ห า ย ใ จ ล า บ า ก



การแพ้ย าสลบบางตัว ป ญ หาระหว่ า งการดมยา พบว่ า ไม่ ม ีก ารบัน ทึก สู ง ถึง 95 %

ป ร ะ วั ติ ส่ ว น ใ ห ญ่ แ พ ท ย์ จ ะ ล ง ไ ว้ ใ น OPD CARD

ดั ง นั ้น ทางคณะจึ ง คิ ด ว่ า น่ าจะมี ก ารท าตรายางเพื่ อ บั น ทึ ก ข้ อ มู ล ลงใน OPD CARD



เพือเป็ นการสรุปอารให้บริการทางวิสญญี ั



วัตถุประสงค์

1. เพื่อ ทราบประวัติข องผู้ป่ว ยที่ม ารับ บริก ารทางวิส ญ ญีใ นครัง ก่ อน เช่ น ได้ร ับ กี่ค รัง

ั ้ ้

ั ั

ประเภท ปญหาและภาวะแทรกซ้อนของการได้รบบริการทางวิสญญีในครังก่อนั ้

2. เพือจะได้เตรียมความพร้อมและเฝ้าระวัง ป้องกันในการให้บริการทางวิสญญี

่ ั



ขันตอนการปฏิ บติงาน

้ ั



1. รวบรวมข้อมูลทีจะบันทึก

ั ่

2. ปรึกษาวิสญญีแพทย์ประจาแผนกในเรืองหัวข้อการบันทึก

3. จั ด ท า รู ป แบ บสติ๊ ก เกอร์ ก่ อ น เป็ น การทดลองท า เ มื่ อ ได้ รู ป แ บบที่ แ น่ นอน

เสนอขอทาเป็ นตรายาง





ประโยชน์ ที่คาดว่าน่ าจะได้รบ

ิ ั ั ้

1. ทราบประวัตการได้รบบริการทางวิสญญีในครังก่อน



2. สามารถวางแผนการพยาบาล การให้บริการทางวิสญญีได้ดขน ี ้ึ



3. ลดภาวะแทรกซ้อนทีจะเกิดขึน้

่ ั ี

4. เป็ นตัวกลางสือกลางในการให้บริการทางวิสญญีแก่ทมสุขภาพ









ตรายางสาหรับประวัติการรับบริ การทางวิ สญญี



INTRA OPERATION ANESTHESIA MANAGENT

Date……………….Time……………..ASA Sta………

Dx………………………….Op…………………………

Type of Anes………………Agent…………………….

Complication no Yes…………………….

Transfer to RR/ Home / Ward /ICU Plan/ ICU No plan

Other……………………………………………………..

Anesthesiologist…………….Anesthetist Nurse……………..



ทดลองในช่วงเดือน พฤษภาคม - กุมภาพันธ์ 2551

๊ ี่

พบว่าได้ผลดีแต่เนื่องจากการใช้สติกเกอร์มคาใช้จ่ายมาก

่ ี ้ ั ั

จึงเริมนาไปทาตรายางและทดลองใช้อกครังในช่วงเดือน มิถุนายน - ปจจุบน



ตรายางสาหรับ Diffical Intubation

DIFFICAL AIRWAY

Remark…………………………









เรื่องของหม้อธรรมดาที่ ไม่ธรรมดา

(Simple but not Simple)



ู ั ั

ไอซียศลยกรรมและอุบตเิ หตุ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

้ ่ ้ ่ ิ

หออภิบาลผูหนักเป็ นหน่วยงานทีให้บริการดูแลผูปวยให้ปลอดภัยจากภาวะคุกคามชีวตและสุ

ขภาพหรื อ รั ก ษาสภาพอาการที่ วิ ก ฤตรุ น แรง ในยุ ค ที่ โ ลกพั ฒ นาด้ า นเทคโนโลยี ต่ า ง ๆ

็ ี ั ั ้

ทางด้านการแพทย์กมพฒนาการเช่นเดียวกันมีพฒนาการอย่างไม่หยุดยังในการผลิตเครื่องมือและอุป

กรณ์ ทางการแพทย์ทใช้ในการรักษา ช่วยชีวต หรืออานวยความสะดวกในการดูแลรักษาชีวตผูป่วย

่ี ิ ิ ้

โ ด ย เ ฉ พ า ะ เ ค รื่ อ ง ช่ ว ย ห า ย ใ จ ซึ่ ง มี พั ฒ น า ก า ร ม า ต ล อ ด

แ ล ะ จั ด เ ป็ น เ ค รื่ อ ง มื อ แ พ ท ย์ ท่ี จ า เ ป็ น ที่ สุ ด ใ น ห อ อ ภิ บ า ล ผู้ ป่ ว ย ห นั กทุ กส ถ า น บ ริ ก า ร

ั ้ ่

จากวิวฒนาการนี้พบว่าระบบการทาความชืนในเครืองช่วยหายใจเพื่อเพิมปริมาณความชืนในทางเดิน ่ ้

ห า ย ใ จ ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย นั ้ น เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป อ ย่ า ง ชั ด เ จ น

ู้ ่ ้

จากเดิมกระป๋องสาหรับใส่น้าเพือเพิมความชุมชืนให้ผปวยนันจะเป็ นชนิดเปิ ดออกเทน้ าเติมลงไปอย่าง

่ ่ ่ ้

น้อย 1/3 ของกระป๋อง เช่น เครื่องช่วยหายใจ Bird, Bird Volume, Bennet MA1 , Bennet 7200

ั ั ้

และ Dragger เป็ นต้น แต่ปจจุบนระบบการทาความชืน (Humidifiers) ทังหมดเปลียนเป็ นระบบปิ ด ้ ่

(close system) เ พื่ อ ก า ร ค ว บ คุ ม ก า ร ท า ง า น ข อ ง เ ค รื่ อ ง ใ ห้ ค ง ที่

ส ม่ า เ ส ม อ แ ล ะ ป้ อ ง กั น ก า ร ติ ด เ ชื้ อ จ า ก ก า ร ป ล ด อ อ ก บ่ อ ย ๆ

ดังนันพยาบาลจึงมีหน้าทีในการดูแลการทางานของเครืองช่วยหายใจและระบบการทาความชืนให้ผป่ว

้ ่ ่ ้ ู้

ย จึ ง จ า เ ป็ น ต้ อ งมี ก า ร เ ปิ ด ตั ว คว บ คุ ม กา ร ไห ล ข องน้ า จ า กข ว ด ล งใ น ห ม้ อ น้ า (clamp)

เ พื่ อ ใ ห้ มี น้ า ใ น ห ม้ อ ส า ห รั บ ท า ค ว า ม ชื้ น (Humidifiers) ต า ม ร ะ ดั บ ที่ เ ค รื่ อ ง ก า ห น ด

่ ่

ซึ่งเมื่อมีการเปิ ดน้ ากลันทีแขวนไว้ใส่เข้าหม้อน้ าแล้วมักจะลืมปิ ด clamp เนื่องจากภาวะฉุ กเฉิน

มี ภ า ร ะ ง า น อื่ น ห รื อ แ ม้ แ ต่ ค ว า ม ป ร ะ ม า ท ข อ ง เ จ้ า ห น้ า ที่

ทาให้พบอุบตการณ์น้าล้นเข้าสายเครืองช่วยหายใจซึงถ้าน้าล้นจนเต็มจะทาให้เข้าสูผปวยเป็ นอันตราย

ั ิ ่ ่ ่ ู้ ่

มี ก า ร ติ ด เ ชื้ อ ท า ง เ ดิ น ห า ย ใ จ จ า ก ก า ร ใ ส่ เ ค รื่ อ ง ช่ ว ย ห า ย ใ จ

ิ ้

หรือถ้าน้าล้นจานวนมากอาจเป็ นอันตรายต่อชีวตได้ รวมทังยังทาให้เครืองช่วยหายใจเสียหายด้วย ่

ั ่

จากป ญ หาดัง กล่ า วที่เ กิด ขึ้น คือ การส าลัก น้ า กลัน ในการเติม น้ า ใน Humidifier

ั ิ

ของเครื่องช่วยหายใจ อุบตการณ์ภาวะแทรกซ้อนจากการเติมน้ าล้นสูงถึง 8-10 ครังต่อเดือนในปี ้

2544

่ ั ่ ้ ่

ซึงเป็ นปญหาสาคัญทีตองรีบแก้ไขเพราะนอกจากจะทาให้เสียงต่อการเกิดปอดอักเสบจากการใส่เครื่อง

ช่ ว ย ห า ย ใ จ แ ล้ ว ยั ง อ า จ ท า ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย เ สี ย ชี วิ ต ไ ด้

และเป็ นความเสียงต่อการฟ้องร้องหรือร้องเรียนจากญาติและทีสาคัญเป็ นตราบาปในใจของบุคลากรที่

่ ่

ป ฏิ บั ติ ง า น โ ด ย ค ว า ม ป ร ะ ม า ท อี ก ด้ ว ย

เจ้า หน้ า ที่ไอซียูศ ล ยกรรมจึงคิด ค้น มาตรการในการป้ อ งกัน ไม่ใ ห้เ กิด incidence เช่น นี้ อีก



โดยมีเป้าหมายเป็ น 0 %



วิ ธีดาเนิ นการ

* ป ร ะ ชุ ม ร ะ ด ม ส ม อ ง เ จ้ า ห น้ า ที่ ทุ ก ค น ใ น ห น่ ว ย ง า น

่ ่ ้ ่ ี

เรืองมาตรการการเติมน้ากลันจากการระดมสมองครังนี้ได้มาตรฐานการเติมน้ากลันวิธใหม่ ดังนี้

*

ั ิ

จัดทามาตราการและรวบรวมข้อมูลอุบตการณ์นามาวิเคราะห์และหาทางแก้ไขร่วมกันอย่างเป็ นระบบ



ผลการดาเนิ นการ

หลังจากรณรงค์ทาตามมาตรฐานการเติมน้ าที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันน้ าล้นและติดป้ายเตือน

ั ิ ้ ้

พบว่าอุบตการณ์ลดลงอย่างชัดเจน จาก 8-10 ครัง เหลือ 0 -2 ครัง ในช่วงแรก (มกราคม – ธันวาคม

พ . ศ . 2545)

จนต่ อ มาเจ้ า หน้ า ที่ส ามารถปฏิบ ัติต ามมาตรฐานจนเป็ น งานประจ าแล้ ว จึง เก็บ ป้ ายเตือ นออก

ต่ อ ม า พ บ ว่ า มี incidence เ กิ ด ขึ้ น อี ก 1-4 ค รั ้ ง / เ ดื อ น

จึงหันกลับมาติดป้ายเตือนและรณรงค์มาตรฐานกันใหม่ ในระหว่างนี้ม ี incidence เป็ นระยะ ๆ

ไ ม่ เ ป็ น 0% ต า ม เ ป้ า ห ม า ย ซึ่ ง เ มื่ อ เ กิ ด incidence

ทุ ก ค รั ้ ง ก็ ต้ อ ง มี ก า ร เ ขี ย น ร า ย ง า น จ ะ พ บ ว่ า ค น ที่ เ ติ ม น้ า บ่ อ ย ( ด้ ว ย ค ว า ม ห วั ง ดี

ผู้ ท า ง า น ย่ อ ม มี ข ้ อ ผิ ด พ ล า ด ) จ ะ เ ป็ น ค น ท า ล้ น บ่ อ ย แ ล ะ ต้ อ ง เ ขี ย น ร า ย ง า น บ่ อ ย

จึ ง เ กิ ด ค ว า ม คิ ด ขึ้ น ม า ว่ า ไ ม่ ต้ อ ง ใ ช้ เ ท ค โ น โ ล ยี อ ะ ไ ร เ ล ย ใ น ก า ร ป้ อ ง กั น น้ า ล้ น

ถึ ง แ ม้ จ ะ ตั ้ ง ส ติ อ ย่ า ง ดี แ ล้ ว ก็ ต า ม ก็ ยั ง เ กิ ด อี ก จ น ไ ด้

่ ่ี

จึงเกิดความคิดว่าน้ าไหลด้วยแรงโน้มถ่วงของโลกจากทีสูงลงสู่ทต่ า ดังนันถ้าเราแขวนขวดไว้ต่า ๆ ้

ระดับเดียวกับเครื่องช่วยหายใจหรือต่ากว่าเตียงผูป่วยน้ าก็ไม่สามารถไหลเข้าสู่หม้อน้ า (Humidifier)



ไ ด้ เ ล ย ถึ ง แ ม้ เ ร า จ ะ ลื ม ปิ ด roller clamp ก็ ต า ม

่ ู้ ่ ้

และเมือต้องการเติมน้าให้ผปวยก็ยกขวดน้าขึนสูงให้ไหลเข้าสู่หม้อ (ทาท่าเหมือนเทพีเสรีภาพ ) เปิ ด

roller clamp จ น น้ า ไ ห ล เ ข้ า สู่ ห ม้ อ จ น ถึ ง ร ะ ดั บ ที่ ต้ อ ง ก า ร

ถ้ า ต้ อ ง ก า ร ท า กิ จ ก ร ร ม อื่ น ก็ แ ข ว น ไ ว้ กั บ ต ะ ข อ ตั ว S

ที่ แ ข ว น ไ ว้ ข้ า ง เ ค รื่ อ ง ช่ ว ย ห า ย ใ จ ไ ด้ เ ล ย โ ด ย ไ ม่ ต้ อ ง ก ลั ว ว่ า จ ะ ล้ น ไ ด้ อี ก แ ล้ ว

ั ู้ ่ ั

(ปญหาน้าแห้งเราไม่กลัวเพราะว่าไม่ทาให้ผปวยตายได้ทนทีเหมือนน้าล้นและทีสาคัญเครื่องช่วยหายใ ่

่ ิู ่

จจะมีระบบเตือนเมืออุณหภูมสงเกินไปนันก็หมายถึงน้าน้อยนันเอง) ่



ประเมิ นผล

้ ั ิ ่ ี ่

ตังแต่ พ.ศ. 2546 ยังไม่เคยพบรายงานอุบตการณ์ ความเสียงนี้อกเลย นันหมายถึง Zero

Deflect ทีเ่ ราต้องการ



ข้อเสนอแนะ

จากการสัง เกตและพู ด คุ ย กับ เจ้ า หน้ า ที่ ห น่ ว ยงานอื่ น ที่ ใ ช้ เ ครื่ อ งช่ ว ยหายใจรุ่ น ใหม่

ทั ้ ง ใ น โ ร ง พ ย า บ า ล น พ รั ต น์ แ ล ะ ห น่ ว ย ง า น อื่ น ๆ



ยัง พบว่ า ส่ ว นใหญ่ ย ัง แขวนขวดน้ า ไว้ ท่ี เ สาน้ า เกลื อ เป็ นปกติ แ ละยัง พบป ญ หาน้ า ล้ น เช่ น กัน

่ ู ั ี ่

ซึงทางหน่วยงานไอซียศลยกรรมเห็นว่าวิธน้ีงายและมีประโยชน์อย่างชัดเจนจริงถ้าทาตามมาตรฐานนี้

จึงควรเผยแพร่ได้นาไปใช้โดยทัวกัน่









การส่งเวรแบบ Four in one

ิั ีั

ศิรลกษณ์ กุลลวะนิธวฒน์

ู ้ ่

ศูนย์ดแลผูปวยไฟไหม้ - น้าร้อนลวก โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี





ตังเป้ า



เพิมประสิทธิภาพในการรับ-ส่งเวร



เฝ้ าดู



1. ระยะเวลาทีใช้ในการ รับ-ส่งเวรและตรวจสอบแผนการรักษา

2. ร้อยละของความสมบูรณ์ของระบบบันทึกทางการพยาบาล

3. ระดับความคิดเห็นต่อการปรับระบบการรับ-ส่งเวรของพยาบาล



ปรับเปลี่ยน

ก า ร รั บ -ส่ ง เ ว ร ข อ ง พ ย า บ า ล ถื อ ไ ด้ ว่ า เ ป็ น เ ค รื่ อ ง มื อ ตั ว ส า คั ญ



ที่จ ะช่ ว ยให้ พ ยาบาลสามารถส่ ง ต่ อ ป ญ หาและข้ อ มู ล การรัก ษา กิจ กรรมการพยาบาลต่ า งๆ

ใ ห้ กั บ ที ม ก า ร พ ย า บ า ล เ พื่ อ ก า ร ดู แ ล ที่ ต่ อ เ นื่ อ ง ใ น ก า ร รั บ -ส่ ง เ ว ร

ั ั ั

พยาบาลจะต้องทาการสรุปแก้ไขข้อมูล ให้เ ป็ นปจ จุบน ใน Kardex ปญหาที่พบอยู่เป็ น ประจาคือ

พย า บ า ล มั ก ไม่ ค่ อ ยแ ก้ ไ ข แ ผ นกา ร พ ย าบ า ล ใ ห้ เ ป็ น ป ัจ จุ บั น เ พ ร าะ ม อ ง ว่ าเ สี ย เ ว ล า



ขัน ตอนการท างานซ้ า ซ้อ น ท าให้เ มื่อ ตรวจสอบระบบบัน ทึก คะแนนในส่ ว นนี้ จ ะต่ า กว่ า ส่ ว นอื่น

ทีมการพยาบาลของ ศูน ย์ดูแลผู้ป่วยไฟไหม้-น้ าร้อนลวก จึงเกิดแนวคิด การพัฒนาการรับ -ส่งเวร

่ ้ ้

ทีไม่ตองใช้ Kardex มาตังแต่ปี พ.ศ. 2549 มีการปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง หมุนวงล้อ CQI ถึง 3 รอบ

จ น ป ั จ จุ บั น ส า ม า ร ถ บู ร ณ ก า ร ก า ร ป รั บ ทั ศ น ค ติ ก่ อ น ท า ง า น

การส่งต่อข้อมูลที่ชดเจนด้วยภาพจากคอมพิวเตอร์ และวินิจฉัยการพยาบาลจากแฟ้มประวัตผูป่วย

ั ิ ้

ร่ ว มกับ การตรวจสอบระบบบัน ทึก แผนการรัก ษา ตรวจเช็ค ยากับ ใบ MAR เป็ น การรับ -

ส่ ง เ ว ร ที่ เ บ็ ด เ ส ร็ จ ช่ ว ย ล ด ขั ้ น ต อ น แ ล ะ เ ว ล า ใ น ก า ร ท า ง า น

พยาบาลทางานอย่างมีความสุข ตรวจจับความผิดพลาดต่างๆ ได้รวดเร็วขึน ้



ผลลัพธ์

1) ระยะเวลาที่ใช้ในการ รับ -ส่งเวรและตรวจสอบแผนการรักษาลดลงจากเดิม เฉลี่ย 20

วินาที/ราย

่ ้

2) ร้อยละของความสมบูรณ์ ข องระบบบันทึกทางการพยาบาลเพิมขึนจากร้อยละ 90.78

เป็ นร้อยละ 98.92

่ ้

3) ระดับความคิดเห็นต่อการปรับระบบการรับ -ส่งเวรของพยาบาลเพิมขึนจาก 1.07 เป็ น

2.96 (คะแนนเต็ม 3)



สรุปว่า การส่งเวรแบบ Four in one เปรียบเหมือนการยิงปื นนัดเดียวแต่ได้ประโยชน์ถง 4

อ ย่ า ง คื อ 1) ก า ร ป รั บ ทั ศ น ค ติ เ ชิ ง บ ว ก ก่ อ น ก า ร ท า ง า น 2)

่ ี

การสื่อสารทีมความชัดเจนต่อเนื่องครอบคลุม 3) การตรวจจับข้อผิดพลาดก่อนเกิดอันตราย 4)



การลดขันตอนการทางาน



แผนการปรับปรุงครังต่อไป



1. เก็บข้อมูลจานวนครังการพบ Medication error

2. บูรณการแนวคิด SBAR (Thai Patient Safety Goals: SIMPLE) เป็ นกรอบในการส่งเวร

การสร้างองค์ความรู้จากงานประจาในการดูแลผู้ป่วยแผลไหม้ด้วยระบบข้อมูลแบบUCHA



ิั ีั

ศิรลกษณ์ กุลลวะนิธวฒน์, ทวีทอง กออนันตกูล, อชิรญา สุกน ิ



ภีรพร คาพิมล, นันธิพร ศรีนารัตน์, พิมพา แตงเถาว์

่ ู ้ ่

อรพรรณ เชียวชาญ ศูนย์ดแลผูปวยไฟไหม้น้าร้อนลวก โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ความเป็ นมาและความสาคัญ

ู ้ ่

ศูนย์ดแลผูปวยไฟไหม้น้าร้อนลวก รพ.นพรัตนราชธานี

้ ่

ได้เปิ ดให้บริการดูแลผูปวยบาดเจ็บจากแผลไหม้ ตังแต่ปี

้ 2540 ั ั

ถึงปจจุบน

้ ่

สามารถรับผูปวยแผลไหม้ทกประเภท ุ ทุกเพศและวัย ไว้ในความดูแลปี ละ60-90คน

จากผลงานบริการดังกล่าวร่วมกับปณิธานของทีมงานทีมงเน้นการดูแลผูปวยเป็ นศูนย์กลางด้วยทีมสห ่ ุ่ ้ ่

วิชาชีพ

เพือพัฒนาให้เป็ นแหล่งเรียนรูและการดูแลทีเ่ ป็ นเลิศด้านการดูแลผูปวยแผลไหม้แห่งหนึ่งของกรมการ

่ ้ ้ ่

แพทย์

ทีมการพยาบาลของเราจึงได้พฒนาเรืองการจัดเก็บข้อมูลผูปวยแผลไหม้มาโดยตลอดโดยได้สร้างแบบ

ั ่ ้ ่

้ ่

บันทึกการจัดเก็บข้อมูลคุณภาพผูปวยแผลไหม้ตงแต่เริมแรกเปิ ดให้บริการในปี 2540 ั้ ่

้ ู

จากนันได้ถกปรับปรุงแก้ไขมาเป็ นระยะและได้นามาประมวลผล ในโปรแกรมสาเร็จรูป SPSS

แล้วจึงวิเคราะห์ออกมาเป็ นค่าทางสถิตนาเสนอผลงานระบาดวิทยาในผูปวยแผลไหม้ครังแรกเมือปี

ิ ้ ่ ้ ่

2546 ็ ั ั

แต่กยงพบปญหาว่าไม่สามารถสืบค้นข้อมูลดิบย้อนกลับเป็ นรายบุคคลของผูปวยได้ ้ ่

ทาให้ยงต้องใช้กาลังคนและเวลาในการสืบค้นข้อมูลจากเวชระเบียนผูปวยเก่าซาๆ

ั ้ ่ ้

่ ่ ้

ทาให้เจ้าหน้าทีเกิดความเบื่อหน่ายทีตองสืบค้นข้อมูลอีกครังแล้วครังเล่าจนปลายปี ้ ้ 2550

คณะทางานได้รบความกรุณาจาก ั อาจารย์นพ.ทวีทอง ่

กออนันตกูล(ทีปรึกษากรมการแพทย์)



ได้มาเยียมชมนิทรรศการงานประชุมวิชาการประจาปี ของโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

ได้เสนอโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระบบข้อมูลแบบ UCHA



ซึงเป็ นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทไม่ยงยากซับซ้อน ่ี ุ่

ให้นามาใช้ในการจัดเก็บฐานข้อมูลผูปวยไฟไหม้น้าร้อนลวก ้ ่

่ ้ ่

เพือความสะดวกในการดึงข้อมูลผูปวยไฟไหม้น้าร้อนลวกมาใช้ในการตอบคาถามทีสงสัยได้อย่างรวดเ ่

ร็ว ่

ซึงคณะทางานมีความสนใจและเห็นความสาคัญในการจัดเก็บฐานข้อมูลดังกล่าว



จึงได้รบความอนุเคราะห์ถ่ายทอดความรูและจัดทา ้ โปรแกรมระบบข้อมูลแบบ UCHA

ี ้ ่

ให้ทมงานได้นามาใช้ในการจัดเก็บฐานข้อมูลผูปวยแผลไหม้ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ตังแต่ปี ้

2550 เป็ นต้นมา จากนัน ้ ทีมงานได้ขยายผลสูการจัดทา ่ Burn Registry

ุ ั

ให้แก่ชมรมแพทย์อบตเิ หตุไฟไหม้น้าร้อนลวกแห่งประเทศไทย

่ ้ ่

เพือจัดทาฐานข้อมูลผูปวยแผลไหม้ระดับประเทศ โดยได้รบความกรุณาจาก อาจารย์ นพ.ทวีทอง ั

้ั

กออนันตกูล เป็ นผูจดทาโปรแกรมและเป็ นทีปรึกษาเช่นกัน ่

ผลการดาเนิ นงาน

้ ่

ผลการลงบันทึกข้อมูลผูปวยแผลไหม้ รพ.นพรัตนราชธานี ในโปรแกรมระบบข้อมูลแบบ

ั ั

UCHA ปจจุบนมีจานวนทังสิน ้ ้ 840 ราย (ข้อมูลตังแต่ปี 2540-ปจจุบน)

้ ั ั

้ ่ ้

สามารถเรียกดูขอมูลทีตองการได้ตลอดเวลาโดยผ่าน Web site โรงพยาบาล

ู้ ้ ้

http: //172.16.0.57 (แต่ผใช้ตองมีรหัสผ่าน จึงจะสามารถเข้าดูขอมูลได้)

ู่ ื

มีคมอการลงบันทึกข้อมูลอย่างเป็ นระบบ

่ ู้ ุ ้

เพือให้ผไม่คนเคยสามารถลงบันทึกข้อมูลได้ดวยตนเอง ้

้ ้ ่

ผูบริหารหน่วยงานสามารถเรียกใช้ขอมูลเพือนามาประกอบการพิจารณา

ั ิ

ผลการปฏิบตงานของพยาบาล เจ้าของไข้แต่ละรายได้ (Work performance and competency)

้ ่ ้ ่

สามารถวิเคราะห์ขอมูลเพือนาเสนอระบาดวิทยาในผูปวยแผลไหม้รอบที่ 2

เพือมองแนวโน้มสถานการณ์ผปวยแผลไหม้

่ ู้ ่ ั

วิเคราะห์อตรากาลัง

และนามาวางแผนการพัฒนางานของหน่วยงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปจจุบน ั ั



ปัญหาและอุปสรรค

การเข้าถึง Web site ยังต้องผ่านระบบเครือข่ายของกรมการแพทย์



ถ้าเกิดปญหาขัดข้องในระบบเครือข่ายจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้

การประเมิ นผู้ป่วยก่อนการให้ยาระงับความรู้สึก

(Preanesthetic Evaluation)



ทีม Pre op Anesthesia โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



วัตถุประสงค์

เพือลดโอกาสเกิดการพิการหรือภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดและการระงับความรูสกให้ผป่ว

่ ้ ึ ู้

ย ส า ม า ร ถ ก ลั บ สู่ ภ า ว ะ ป ก ติ ดั ง เ ดิ ม ไ ด้ โ ด ย เ ร็ ว

้ ่ ้ ึ ้ ิ ั ั ี

การประเมินผูปวยก่อนการให้ยาระงับความรูสกนันทาให้วสญญีพยาบาลหรือวิสญญีแพทย์มโอกาสทร

้ ่

าบข้อมูลและวางแผนการรักษาผูปวยได้อย่างมีประสิทธิภาพ





ขันตอนการประเมิ นผู้ป่วยก่อนการได้ยาระงับความรู้สึก

้ ่ ่

1. สารวจผูปวยทีมารับการผ่าตัดและต้องได้ยาระงับความรูสก ้ ึ

โดยพิ จ ารณาจากผู้ ป่ ว ยที่ ม าผ่ า ตั ด ที่ ท ราบล่ ว งหน้ า 1 วั น (Elective Case)

ส า ห รั บ ผู้ ป่ ว ย ที่ แ พ ทย์ นั ด ม า ผ่ า ตั ด ใ น เ ช้ า วั น นั ้ น OPD case ที่ Admit

หลั ง การผ่ า ตั ด ,ผู้ ป่ ว ยที่ เ ข้ า รั บ การผ่ า ตั ด ในกรณี ฉุ กเฉิ น จะท าการเยี่ ย มในเช้ า วั น ผ่ า ตั ด

้ ่

โดยการโทรศัพท์สอบถามอาการผูปวยจากพยาบาลทีหอผูปวยAdmit อยู่ ่ ้ ่

2 .

ั ่ ้ ่

วิสญญีพยาบาลประจาห้องผ่าตัดแต่ละแผนกไปทาการเยียมผูปวยก่อนการผ่าตัดเพือประเมินผูปวย ่ ้ ่

3.

้ ่ ้ ึ

นาการประเมินผูปวยมาวางแผนการให้ยาระงับความรูสกมารายงานวิสญญีแพทย์ในเช้าวันผ่าตัด ั

4. น า แ ผ น ก า ร ใ ห้ ย า ร ะ งั บ ค ว า ม รู้ สึ ก ม า Pre-conference

ิ ั ้

ในตอนเช้าของวันผ่าตัดโดยมีวสญญีแพทย์เป็ นผูนาในการ Pre - conference

5. จัดเตรียมอุปกรณ์ ยา เวชภัณฑ์ให้พร้อม



ประโยชน์ ที่คาดว่าจะได้รบ ั

1. เ พื่ อ รั บ ท ร า บ ข้ อ มู ล อ ย่ า ง ล ะ เ อี ย ด ข อ ง ผู้ ป่ ว ย



เพือประโยชน์ในการวางแผนการให้การพยาบาล

2. เกิดสัมพันธภาพทีดี ่

3 . วิ สั ญ ญี แ พ ท ย์ แ ล ะ วิ สั ญ ญี พ ย า บ า ล

้ ่ ่ ่ี ุ ่ ่ ั

มีเวลาเตรียมผูปวยอยูในสภาพดีทสดเท่าทีจะทาได้กอนการได้รบยาระงับความรูสก ้ ึ

้ ่ ั ่ ั ้ ึ ั ิ ั

4. ผูปวยและญาติได้รบทราบข้อมูลเกียวกับการได้รบยาระงับความรูสก การปฎิบตตว









การลดจานวนผ้าห่มสูญหาย



่ ่

โดย งานซักฟอก ฝายบริหารทัวไป

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



การวิ เคราะห์ปัญหา

้ ้

1. ใช้ผาผิดประเภท ใช้รองรีดเสือผ้า



2. เบิกผ้าเกินความจาเป็ น เนื่องจากว่ากลัวไม่พอใช้หรือไม่มให้เบิก

3. ผ้าสารองไว้ไม่เพียงพอ



4. ระบบจัดซือล้าช้า



5. มีผาห่มสูญหาย ประมาณ 90% ของยอดเบิกทังหมด ้

ิ ั ่ ่

กลุ่มได้พจารณาแล้วเห็นว่าจุดวิกฤตจากปญหาทีพบ คือ ข้อ 5 จึงทาการพัฒนาในเรืองการ

ลดจานวนผ้าห่มสูญหาย



เป้ าหมาย ต้องการลดจานวนผ้าห่มสูญหาย ให้เป็ น 0 ภายใน 2 ปี





ตัวชี้วด

1. จานวนผ้าห่มสูญหายลดลง 20%

2. จานวนผ่าห่มสูญหายลดลง 10%

3. จานวนผ้าห่มสูญหายลดลง 5%

4. จานวนผ้าห่มสูญหายลดลง 0%



วิ ธีการเก็บข้อมูล

่ ้ ่

- จากการทีเ่ จ้าหน้าทีซกฟอกไปตรวจสอบปริมาณผ้าห่มคงเหลือร่วมกับเจ้าหน้าทีหอผูปว

่ ั





วิ ธีปฏิ บติเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และผลการดาเนิ นงาน



่ ่ ้ ่

1. ส่งเจ้าหน้าทีไปเช็คสต๊อกผ้าทีหอผูปวยทุกวัน

่ ั

2. ประชุมผูเ้ กียวข้องวางแผนแก้ไขปญหาทีพบ่



3. ประชุมให้แนวทางการแก้ไขปญหาทีพบในงานร่วมกันกับหอผูปวย

่ ้ ่

้ ่ ่ ้ ่ ่่

4. จัดซือตะขอเกียวเกียวผ้าให้หอผูปวยใช้ ในการเก็บจานวนผ้าทีสงซัก

5. ติดตามประเมินผลทุก 2 เดือน



แผนการปรับปรุง / พัฒนา

่ ้ ี ี ้ ่

1. เปลียนสีผาห่มหน่วยงานไตเทียม ให้มสแตกต่างกันกับหอผูปวย (สีน้าเงิน)



ได้ดาเนินการไปแล้ว เมือ 1 สิงหาคม 2551

้ ่ ้ ี

2. หอผูปวยพิเศษหรือสามัญ จะเป็ นสีขาวทังหด เดิมพิเศษใช้สเี ขียว สามัญใช้สขาว

(ประมาณ มีนาคม 2552)

้ ่

3. วางแผนจัดซือผ้าห่มทดแทนของเดิมทีชารุด

่ ่ี ุ่ ้ ้

โดยเพิมหูทมมผ้าสาหรับใช้ประโยชน์ในการนับโดยไม่ตองรือ

การสร้างระบบจัดเก็บเอกสารให้มีประสิ ทธิ ภาพ



่ ่

งานธุรการและสารบรรณ ฝายบริหารทัวไป

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



การวิ เคราะห์ปัญหา



1. การออกเลขทีหนังสือ

2. การออกเลขหนังสือเวียนหนังสือเชิญประชุม ขอทราบผลต่างๆ



3. หากเอกสารไม่พบ, พบแต่ลาช้า, เก็บเอกสารไม่เป็ นระบบ,

ห้องจัดเก็บเอกสารมีเอกสารมากเกินความจาเป็ น

4.





ตัวชี้วด



5. ลดจานวนการค้นเรือง โดยต้องค้นหาในพบภายใน 3 นาที



6. จานวนการค้นหาเรืองไม่พบ 0



ขันตอนการปฏิ บติงาน

้ ั

1. กาหนดรหัสหมวด ด้วยดินสอ มุมบนด้านใดด้านหนึ่ง

2. แยกประเภทเอกสารตามรหัสหมวดลงทะเบียนคุมในทะเบียนหนังสือเก็บ

3. เก็บเอกสารเข้าแฟ้มตามรหัสหมวด

4. เขียนสารบัญหน้าแฟ้ม เมือครบ 10 เรือง

่ ่



การค้นหาและให้ยืม

่ ้

1. แจ้งให้เจ้าหน้าทีหองจัดเก็บเอกสาร

้ ้ ่ ้ ุ่ ่

2. ผูตองการค้นเอกสารให้เขียนรายละเอียดทีตองการเอกสารให้มากทีสดเท่าทีจาได้ในสมุด

ค้นเอกสาร

่ั

3. เจ้าหน้าทีจดเก็บเอกสาร ค้นหาเอกสารตามรหัสหมวด

ู้ ่ี ้

4. ให้ผทตองการใช้เอกสาร ลงนามรับเอกสารในสมุดยืม

้่ ้ั

5. การส่งคืนให้ลงนามผูสงคืน และลงนามผูรบคืน

่ั

6. เจ้าหน้าทีจดเก็บ

ผลการดาเนิ นการ

่ ู้ ั ่

1. เจ้าหน้าทีผรบผิดชอบไม่อยู่ คนอืนสามารถค้นหาเอกสารได้

ู่ ื ั

เพราะมีคมอปฏิบตเิ ป็ นแนวทางเดียวกัน

2. การดาเนินการมีประสิทธิภาพ



ไม่มเี รืองค้างเก็บเพราะมีมาตรฐานในการจัดเก็บโดยเก็บทุกวัน

่ ่

3. เจ้าหน้าทีจะดาเนินการประเมินผลทุก 2 เดือน เพือจะดูว่าประสบความสาเร็จหรือไม่



แผนการปรับปรุง / พัฒนา



จะนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดเก็บเอกสารเพือความสะดวกรวดเร็วในการป

ั ิ

ฏิบตงาน

การจัดทาแนวทางการใช้ยา cefoperazone/sulbactam

ในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ภูมิหลัง

้ ั ่ ี

การดือยาเป็ นปญหาสาคัญทางสาธารณสุขทีมผลกระทบต่อการรักษา

ิ ้ ่ ้ ้

อัตราเสียชีวตของผูปวย รวมทังเศรษฐกิจขององค์กรและประเทศ โดยเฉพาะเชือแกรมลบ เช่น

Aceinetobactor baumanii (A. baumanii), Pseudomonas areuginosa (P. areuginosa), Extended



spectrum beta-lactamase (ESBL) ซึงเดิมยา cefoperazone/sulbactam (cef/sul)

่ ี

เป็ นยาฉีดทีมฤทธิ ์กว้าง ้

มีความสามารถฆ่าเชือ A. baumanii ได้ดี

ั ั ้

ปจจุบนความไวของยาต่อเชือนี้ลดลง

่ ั ้ ้ ่

จึงจาเป็ นต้องมีระบบการควบคุมดูแลเพือลดปญหาเชือดือยาและค่าใช้จ่ายทีไม่จาเป็ น



วัตถุประสงค์

่ ่

1. เพือศึกษาลักษณะการสังใช้ยา cef/sul



2. เพือจัดทาและประกาศใช้แนวทางการใช้ยา cef/sul



วิ ธีวิจย



ิ ู้ ่

เป็ นการวิจยค้นคว้าพัฒนา โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังจากแฟ้มประวัตผปวยใน ระหว่างวันที่ 1



่ ้

มกราคม 2550 ถึง 31 มีนาคม 2550 จากแบบประเมินการใช้ยาทีสร้างขึน นาข้อมูลมาวิเคราะห์



สรุปปญหาและสร้างแนวทางการใช้ยา



ผลการวิ จย ั

้ ่ ่ ี ่

จากข้อมูลผูปวยในทีมการใช้ยา cef/sul จานวน 115 ราย สังจ่ายโดยแพทย์อายุรกรรม 72

ราย (ร้อยละ 63) เป็ นการใช้ยาแบบคาดการณ์ล่วงหน้า (empiric) 79 ราย (ร้อยละ 69)

้ ่

มีการใช้ยาฆ่าเชืออืนมาก่อน 87 ราย (ร้อยละ 73) และนอนโรงพยาบาลนานกว่า 5 วัน 99 ราย(ร้อยละ

ี ่ ้ ้

86) ส่วนใหญ่มการสังใช้ใน Pneumonia 47 ราย (ร้อยละ 40) สาเหตุของเชือก่อโรคเป็ นเชือรุนแรง 62

่ ้ ่

ราย (ร้อยละ 54) ขนาดใช้ยาเป็ นขนาดทีใช้ในการติดเชือทัวไป 100 ราย (ร้อยละ 87)

้ึ ึ

ผลการรักษาดีขน 58 ราย(ร้อยละ 50) พบอาการไม่พงประสงค์ 4 ราย (ร้อยละ 3.5)

มีภาวะเกร็ดเลือดต่า 1 ราย (ร้อยละ0.8)

ส่วนการสร้างแนวทางการใช้ยาจะเน้นหนักการใช้ยาแบบคาดการณ์ล่วงหน้าโดยกาหนดให้ใช้ในรายที่

้ ้ ้ ่

สงสัยจะติดเชือในโรงพยาบาลและมีการตรวจยืนยันเชือ ถ้าเชือมีความไวต่อยาอืนด้วยให้ step down

ลง ่ ้

ขนาดทีแนะนาให้ใช้ควรเป็ นขนาดของการติดเชือรุนแรง ประมาณ 7-14 วัน

มีการตรวจติดตามการทางานของตับ ไต และให้ vitamin K เพือป้องกันผลไม่พงประสงค์ต่อเกร็ดเลือด

่ ึ

สรุป

พบการสังใช้ยา

่ cef/sul ้ ่ ่ ุ

ในผูปวยทีไม่รนแรง ่ ้

ไม่สงเพาะเชือและไม่พบเชือ ้



และใช้ขนาดการรักษาทีไม่เหมาะสม ทาให้ผลการรักษาไม่ดี

่ ั

จึงมีการสร้างแนวทางการใช้ยาเพือแก้ไขปญหาเหล่านี้

้ ี ่

ดังนันควรมีรณรงค์ให้มการใช้ยาตามแนวทางทีสร้างขึน ้ ่ ่

เพือเพิมประสิทธิภาพในการรักษา

ั ้ ้ ่

ลดปญหาเชือดือยา และค่าใช้จ่ายทีไม่จาเป็ น

การประเมิ นสมรรถนะเฉพาะทางการพยาบาล ของพยาบาลออร์โธปิ ดิ กส์

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี





นางพรทิพย์ ขันธวิทย์,นางสาวปองหทัย พุมระย้า,นางสาวนิตยา เฉลิมชวลิต

นางวิภาวรรณ ดอนจันทร์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



บทคัดย่อ

ก า ร ศึ ก ษ า ค รั ้ ง นี้ เ ป็ น ก า ร วิ จั ย เ ชิ ง พ ร ร ณ น า (Descriptive research)

มี ว ั ต ถุ ป ระสงค์ เ พื่ อ ประเมิ น สมรรถนะเฉพาะทางการพยาบาลของพยาบาลออร์ โ ธปิ ดิ ก ส์

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กลุ่มตัวอย่าง คือพยาบาลออร์โธปิ ดิกส์ จานวน 32 ราย

และหัวหน้าหอผูป่วยออร์โธปิ ดกส์ จานวน 3 ราย การเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็ นแบบเฉพาะเจาะจง

้ ิ

ิ ่ี ี ้ึ ่

คือพยาบาลออร์โธปิ ดกส์ทมประสบการณ์ 1 ปี ขนไป เครื่องมือทีใช้ในการวิจย แบ่งเป็ น 2 ส่วน คือ ั

ส่ ว นที่ 1 แบบบั น ทึ ก ข้อ มู ล ส่ ว นบุ ค คลของพยาบาลออร์ โ ธปิ ดิ ก ส์ และส่ ว นที่ 2

แบบประเมินสมรรถนะเฉพาะทางการพยาบาลของพยาบาลออร์โธปิ ดกส์ ประกอบด้วย ิ 5 ด้าน



ได้แก่ 1) ด้านประยุกต์ใช้ความรูทางกายวิภาค สรีระวิทยา โรคและการรักษาทางออร์โธปิ ดกส์ 2) ิ

ด้ า น ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข ส บ า ย แ ล ะ ก า ร จั ด ก า ร ค ว า ม ป ว ด 3)

ด้ า นการใช้ แ ละการบ ารุ ง รั ก ษากายอุ ป กรณ์ แ ละเครื่ อ งมื อ เฉพาะทางออร์ โ ธปิ ดิ ก ส์ 4)

ด้านการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการบริหาร ความเสียง ่ 5) ด้านการฟื้ นฟูสมรรถภาพผูป่วย ้

้ิั

คณะผูวจยดาเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้ระยะเวลาเก็บข้อมูล 1 เดือน (ตุลาคม 2550)

ั ิ

ทดสอบความมีนยสาคัญทางสถิตในความแตกต่างของคะแนนสมรรถนะเฉพาะทางการพยาบาลของพ

ยาบาลออร์ โ ธปิ ดิ ก ส์ จากการประเมิ น ตนเอง และจากการประเมิ น โดยหั ว หน้ า หอผู้ ป่ ว ย

อ อ ร์ โ ธ ปิ ดิ ก ส์ โ ด ย ใ ช้ ส ถิ ติ t- test

และเปรีย บเทีย บผลต่า งของคะแนนสมรรถนะเฉพาะทางการพยาบาลของพยาบาลออร์โธปิ ดิกส์

จากการประเมิน โดยหัว หน้ า หอผู้ ป่ ว ย ออร์ โ ธปิ ดิ ก ส์ ก ับ คะแนนระดับ สมรรถนะที่ค าดหวั ง

โดยการแจกแจงความถี่ และใช้สถิตรอยละ ิ้



ผลการวิจยพบว่าคะแนนสมรรถนะเฉพาะทางการพยาบาลของพยาบาลออร์โธปิดกส์ ิ

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ทัง 5 ้

ด้านและในภาพรวมจากการประเมินโดยตนเองและการประเมินโดยหัวหน้าหอผูปวยไม่มความแตกต่า ้ ่ ี

งกัน (ระดับ .05)

้ ่

ระดับสมรรถนะเฉพาะทางการพยาบาลจากการประเมินโดยหัวหน้าหอผูปวยของพยาบาลออร์โธปิ ดก ิ

ู ่

ส์ระดับที่ 1 (ประสบการณ์ 1-2 ปี ) ส่วนใหญ่สงกว่าระดับสมรรถนะทีคาดหวัง

ิ ่

พยาบาลออร์โธปิ ดกส์ระดับที่ 2 (ประสบการณ์ 3-5 ปี ) สูงกว่าหรือเท่ากับระดับสมรรถนะทีคาดหวัง



พยาบาลออร์โธปิ ดกส์ระดับที่ 3 (ประสบการณ์ 6-10 ปี )

่ ิ

ต่ากว่าหรือเท่ากับระดับสมรรถนะทีคาดหวัง และพยาบาลออร์โธปิ ดกส์ระดับที่ 4

่ ้

(ประสบการณ์มากกว่า10 ปี ) ส่วนใหญ่ต่ากว่าระดับสมรรถนะทีคาดหวังทัง 5 ด้าน



จากผลการวิจยควรมีการพัฒนาสมรรถนะเฉพาะทางการพยาบาลของพยาบาลออร์โธปิ ดกส์ ิ

่ ่

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในด้านทีต่ากว่าสมรรถนะทีคาดหวัง



โดยเฉพาะพยาบาลออร์โธปิ ดกส์ระดับที่ 3 และ 4

และควรมีการประเมินสมรรถนะเฉพาะทางการพยาบาลของพยาบาลออร์โธปิ ดกส์ ิ

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีอย่างสม่าเสมอทุกปี

่ ่ ่

เพือเป็ นแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะด้านทีต่ากว่าสมรรถนะทีคาดหวัง







การศึกษาสมรรถนะพยาบาลวิ สญญี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



จินตนา วราภาสกุล, จุไรรตน์ นันทเสนา

กลุ่มภารกิจบริการวิชาการ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ั ้

วิสญญีพยาบาลเป็ นผูประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์หรืออบรมในหลักสูตรวิ

สั ญ ญี พ ย า บ า ล ส า ม า ร ถ ท า ก า ร ใ ห้ ย า ร ะ งั บ ค ว า ม รู้ สึ ก เ ฉ พ า ะ แ บ บ ทั ่ว ไ ป ( general

anesthesia) แ ล ะ ส า ม า ร ถ เ ฝ้ า ร ะ วั ง ช่ ว ย เ ห ลื อ ผู้ ป่ ว ย ดั ง ก ล่ า ว ไ ด้



โดยอยู่ในควบคุมผูประกอบวิชาชีพเวชกรรม บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบของวิสญญีพยาบาลคือ ั

ก า ร เ ต รี ย ม ใ ห้ ย า ร ะ งั บ ค ว า ม รู้ สึ ก ดู แ ล ผู้ ป่ ว ย ก่ อ น ใ ห้ ย า ร ะ งั บ ค ว า ม รู้ สึ ก

ร ะ ห ว่ า ง ใ ห้ ย า ร ะ งั บ ค ว า ม รู้ สึ ก แ ล ะ ห ลั ง ใ ห้ ย า ร ะ งั บ ค ว า ม รู้ สึ ก โ ด ย อ า ศั ย ค ว า ม รู้

ความชานาญและการตัดสินใจอย่างถูกต้อง เหมาะสม เพื่อให้ผป่วยปลอดภัยและไม่มภาวะแทรกซ้อน

ู้ ี



โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีได้จดทาระบบการประเมินผลการปฏิบตงานและระบบสมรรถนะของบุคล ั ิ

า ก ร ทุ ก ร ะ ดั บ ขึ้ น

ทางหน่ ว ยงานวิ ส ัญ ญี จึ ง เห็ น ความจ าเป็ น ในการศึก ษาระดับ สมรรถนะของวิ ส ัญ ญี พ ยาบาล

่ ั

เพือนาผลการศึกษามาพัฒนาขีดความสามารถของวิสญญีพยาบาลให้สอดคล้องกับนโยบายขององค์ก

ร จึ ง จ าเป็ นอย่ า งยิ่ ง ที่ วิ ส ัญ ญี พ ยาบาลจะต้ อ งมีส มรรถนะซึ่ ง ประกอบด้ ว ย 10 ด้ า น(กานดา

เลาหศิล ป์สมจิตร์, 2547) คือ 1) สมรรถนะด้า นการประเมินผู้ป่วยก่อนให้ย าระงับความรู้สก 2) ึ

ด้ า น ก า ร เ ฝ้ า ร ะ วั ง ร ะ ห ว่ า ง ใ ห้ ย า ร ะ งั บ ค ว า ม รู้ สึ ก 3 )

ด้านการประเมินผูป่วยระยะพักฟื้ นหลังให้ยาระงับความรูสก 4) ด้านการตัดสินใจในภาวะวิกฤติ 5)

้ ้ ึ

ด้ า น ก า ร ท า หั ต ถ ก า ร 6 ) ด้ า น ก า ร ป ร ะ ส า น ง า น กั บ ที ม ส ห ส า ข า วิ ช า ชี พ 7 )

ด้านการประสานความร่วมมือกับผูป่วยและญาติ 8) ด้านความรู้ 9) ด้านการใช้เทคโนโลยี และ10)





ด้านคุณลักษณะ ซึ่งสมรรถนะทัง 10 ด้านมีความครอบคลุมและเหมาะสมกับวิชาชีพพยาบาลวิสญญี ั

้ิั

ผูวจยจึงใช้เป็ นแนวทางในการศึกษาในครังนี้ ้

ั ้ ีั ่ ั

การวิจยครังนี้มวตถุประสงค์เพือศึกษาระดับสมรรถนะของวิสญญีพยาบาลทีปฏิบตงานในหน่ ่ ั ิ



วยงานวิสญญี กลุ่ มภารกิจบริการวิชาการ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ตังแต่ 1 ปี ข้นไปทังหมด ้ ึ ้

จ านวน 14 คน เครื่อ งมือ ที่ใ ช้ คือ แบบสอบถามสมรรถนะของวิส ัญ ญีพ ยาบาล รวม 10 ด้ า น

ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ข้ อ ค า ถ า ม จ า น ว น 5 2 ข้ อ วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล โ ด ย ก า ร แ จ ก แ จ ง ค ว า ม ถี่

ั ั

ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจยพบว่า สมรรถนะของวิสญญีพยาบาลอยู่ในระดับสูง

(x¯ = 4.32) โดยสมรรถนะด้านการประสานงานกับทีมสหสาขาวิชาชีพมีค่าคะแนนเฉลียสูงสุด (x¯ = ่

4.57) รองลงมาได้ แ ก่ สมรรถนะด้ า นการท าหั ต ถการ (x¯ = 4.43) ส่ ว นสมรรถนะ

มีค่า คะแนนเฉลี่ย ต่ า สุ ด ได้แ ก่ สมรรถนะด้า นการใช้เ ทคโนโลยีม ี (x¯= 4.07) รองลงมาได้แ ก่

้ ่ ่

สมรรถนะด้านความรูและด้านการตัดสินใจในภาวะวิกฤติ มีคาคะแนนเฉลียเท่ากัน ( x¯ = 4.14)

ั ้ ั้ ั ิ

จากการวิจยครังนี้สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ทงผู้ปฏิบตงานในการพัฒนาตนเองในส่วนทีย ั ่

ง ต้ อ ง ศึ ก ษ า เ พิ่ ม เ ติ ม แ ล ะ ค ง ไ ว้ ใ น ส่ ว น ที่ ดี อ ยู่ แ ล้ ว



ส่วนผูบริหารทุกระดับใช้ฐานข้อมูลเชิงประจักษ์เป็ นแนวทางในการพัฒนาองค์กรได้ถกต้อง เหมาะสม ู











ผลการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกในผู้ป่วยบาดเจ็บสมอง(TBI) ที่ ไม่ร้สึกตัว



้ ่

หน่วยงานผูปวยหนักศัลยกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



้ ั ่ ี

ผูได้รบบาดเจ็บสมองทีมภาวะหมดสติ และระยะเวลาของการหมดสติ (Length of coma)

นานขึ้นจะมีความรุนแรงและมีความบกพร่องทางด้านร่า งกายและบกพร่องด้านความจา การรู้คิด

(Cognitive impaired) ม า ก ขึ้ น ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ก า ร ดู แ ล แ ล ะ พึ่ ง พ า ผู้ อ่ื น ม า ก ขึ้ น

ก า ร เ ริ่ ม ก า ร ก ร ะ ตุ้ น ป ร ะ ส า ท รั บ ค ว า ม รู้ สึ ก ไ ด้ เ ร็ ว

ส่งเสริมให้การฟื้นสภาพของสมองได้เร็วอาจลดความบกพร่องต่างๆ



วัตถุประสงค์

เพือพัฒนาวิธการและศึกษาผลของการกระตุนประสาทรับความรูสกต่อการฟื้ นสภาพในผูป่วย

่ ี ้ ้ ึ ้

่ ู้ ึ

บาดเจ็บสมองทีไม่รสกตัว



รูปแบบการศึกษา

Prospective Study โดยรวบรวมข้อ มู ล จากแบบบัน ทึก กลุ่ ม ผู้ ป่ ว ยบาดเจ็ บ สมอง

ผู้ ใ ห ญ่ ทั ้ ง เ พ ศ ช า ย แ ล ะ เ พ ศ ห ญิ ง อ า ยุ 1 5 ปี ขึ้ น ไ ป จ า น ว น 7 ราย

ที่ เ ข้ า รั บ ก า ร รั ก ษ า ใ น ห น่ ว ย ง า น ผู้ ป่ ว ย ห นั ก ศั ล ย ก ร ร ม

่ ู้ ่ ่ ่ ้ ่

โดยระหว่างทีผปวยอยูในโรงพยาบาลเมือผูปวยมีอาการคงที่ อาการทางระบบประสาทไม่เปลียน แปลง ่

GCS < 8 และระดั บ การรู้ คิ ด (RLAS) ระดั บ I-III ไม่ ม ี พ ยาธิ ส ภาพที่ Brainstem

พ ย า บ า ล ก ร ะ ตุ้ น ป ร ะ ส า ท รั บ ค ว า ม รู้ ส ึ ก ผ่ า น ท า ง ป ร ะ ส า ท รั บ สั ม ผั ส ทั ้ ง 5 ด้ า น ไ ด้ แ ก่



ด้านการสัม ผัสและเคลื่อนไหว ด้า นการได้ยน ด้านการมองเห็น ด้านการรับกลิ่น ด้า นการรับรส

อย่างมีระบบ ประเมินการกระตุ้นด้วย Glasgow coma scale(GCS), the Rancho Los Amigo

Scale(RLAS), the Sensory Modality Assessment and Rehabilitation Technique(SMART),

Glasgow outcome scale และ ระยะเวลาหมดสติ





ผลการศึกษา

ผูป่วยทัง 7 รายมีคะแนนของ (SMART) และ (RLAS) และ GCS เพิมขึน คะแนน SMART

้ ้ ่ ้



จะเพิ่ม ไวกว่ า GCS, RLAS การประเมิน ด้ว ยระยะเวลาการหมดสติพ บว่ า 20 ชัวโมงถึง

ั้

หมดสติตลอดเวลา ระยะเวลาหมดสติส น ผลลัพ ธ์ข องGOS ดีกว่ า ระยะเวลาหมดสติน านเช่น

หมดสตินาน 20 ชม. GOS พบ good recovery



สรุปผลการศึกษา

้ ่ ่ ั ่ ั ้ ้ ึ ่

ผูปวยทีได้รบบาดเจ็บสมองทีได้รบการกระตุนประสาทรับความรูสกมีคาการฟื้ นสภาพ(SMAR

T) เ พิ่ ม ขึ้ น แ ส ด ง ใ ห้ เ ห็ น ว่ า เ ค รื่ อ ง มื อ นี้ มี ค ว า ม ไ ว ต่ อ ก า ร วั ด

แ ล ะ ค ว ร จ ะ มี ก า ร ติ ด ต า ม ผู้ ป่ ว ย ต่ อ ไ ป อี ก ใ น ร ะ ย ะ ย า ว

เ ช่ น ก า ร ศึ ก ษ า ใ น ห น่ ว ย ง า น ศั ล ย ก ร ร ม ทั ่ ว ไ ป จ ะ ท า ใ ห้ ผ ล ลั พ ธ์ ดี ยิ่ ง ขึ้ น

ี ั

ควรศึกษาโดยวิธการในรูปแบบการศึกษาวิจยกึ่งทดลองอย่างเป็ นระบบและศึกษาระยะยาว ต่อไป

้ ่

ระยะต่อไปทางหน่วยงานผูปวยหนักศัลยกรรมจะทาการศึกษาร่วมกับหน่ วยงานศัลยกรรมหญิงสามัญ

และหน่วยงานศัลยกรรมชายสามัญ

ผลของการให้การปรึกษาทางสุขภาพแบบบูรณาการที่มีต่อพฤติ กรรม

การดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

และผู้ป่วยเอดส์ ที่ มารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี





นางวันวิสาข์ ทิมมานพ, นางสาวพุทธิกาญจน์ สมนุกจ, นางเรียวพลอย กาศพร้อม



นางรัตน์สดา จารุสาร โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ั ้

การวิจยครังนี้

ั ่ ่ ี

มีวตถุประสงค์เพือศึกษาผลของการให้การปรึกษาทางสุขภาพแบบบูรณาการทีมต่อพฤติกรรมการดูแล

้ ิ ้ ้ ่

ตนเองของผูตดเชือและผูปวยเอดส์ ่ ึ ้

กลุ่มตัวอย่างทีศกษาในครังนี้ ได้แก่

้ ิ ้ ้ ่

ผูตดเชือเอชไอวีและผูปวยเอดส์ ทีมารับการรักษา

่ ้ ่

แผนกผูปวยนอกอายุรกรรม



โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ตังแต่เดือนมกราคม 2550 จนถึงเดือนสิงหาคม 2550 จานวน 50

ราย เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของเฉลิมศรี



ขจรวงศ์วฒนา ิ ่ี ้

สถิตทใช้ในการวิเคราะห์ขอมูล ได้แก่ การหาค่าความถี่(Frequency)



ค่าเบียงเบนมาตราฐาน(Standard Deviation) การทดสอบค่าที(T-test)

และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (Oneway Anova)

่ ่ ้ ี

และการทดสอบค่าเฉลียเป็ นรายคูดวยวิธของ Scheffe



วิ ธีดาเนิ นการวิ จย ั

้ิั

ทีมผูวจยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง

่ ่ ้ ่ ุ

ซึงมาตรวจทีแผนกผูปวยนอกอายุรกรรมและมีคณสมบัตครบตามเกณฑ์การคัดเข้า ิ

่ ู้ ่

จนกระทังได้ผปวยจานวน 50 ราย ้ ่ั ่ ั

ในครังแรกทีจดอาสาสมัครเข้าสูการวิจย ถือเป็ น visit 0

ั ้

อาสาสมัครทุกรายจะได้รบการชีแจงรายละเอียดเกียวกับการทาวิจย ่ ั ประโยชน์

่ ่ ั ิ

และสิงทีอาสาสมัครจะต้องปฏิบตขณะเข้าร่วมการวิจย ั

้ิั ่

ผูวจยจะดาเนินเก็บรวบรวมข้อมูลทัวไปของอาสาสมัครพร้อมทังเก็บแบบสอบถามการดูแลตนเอง ้

ั ้

ไว้เป็ นข้อมูลก่อนทาการวิจยและนัดพบทีมสหวิชาชีพในครังต่อไป อาสาสมัครทุกรายทีถูกคัดเลือก ใน ่

้ ้

visit 0 จะถูกนัดมาพบในครังต่อไป จานวน 3 ครัง ห่างกันครังละ 2 เดือน ใน visit 1 ้

อาสาสมัครทุกรายจะได้พบแพทย์ตามปกติและได้รบความรูการดูแลสุขภาพโดยรวม ประเมินปญหา

ั ้ ั

กาย-จิต-สังคมโดยพยาบาลและวางแผนการดูแลสุขภาพทัวไปร่วมกับผูปวย ่ ้ ่

และรับการนัดตรวจครังต่อไป ้ ใน visit 2

อาสาสมัครทุกรายจะได้พบแพทย์ตามปกติและได้รบการประเมินปญหา ั ั กาย-จิต-

่ ั

สังคมโดยนักสังคมสงเคราะห์เพือติดตามปญหาและแนวทางแก้ไขร่วมกับผูปวย ้ ่

และรับการนัดตรวจครังต่อไป ้ ใน visit 3

ั ่

อาสาสมัครทุกรายจะได้พบแพทย์ตามปกติและได้รบความรูเ้ รืองอาหารเพิมภูมตานทานโรคทีเ่ หมาะกั ่ ิ ้

้ ่ ้ ่

บผูปวยแต่ละรายและวางแผนการดูแลสุขภาพร่วมกับผูปวย และรับการนัดตรวจครังต่อไป ใน visit 4 ้

ประเมินผลการดูแลสุขภาพ และเก็บแบบสอบถามการดูแลตนเอง (posttest)



และนาข้อมูลทีได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ





ผลการศึกษา มีดงต่อไปนี้



1. การศึกษาปจจัยส่วนบุคคล พบว่าอาสาสมัครเป็ นเพศชายร้อยละ 52 เพศหญิงร้อยละ 48

อายุระหว่าง 25-45 ปี ร้อยละ 56 รองลงมา ได้แก่ อายุน้อยกว่า 25 ปี ร้อยละ 30 ระดับ BMI

อยูในเกณฑ์ปกติ(18-21.9 กิโลกรัม/เมตร2 )ร้อยละ 56

่ รองลงมา ได้แก่ ระดับ BMI

2

่ ้

อยูในเกณฑ์น้อยกว่าปกติ( 18 กิโลกรัม/เมตร )ร้อยละ 42 การศึกษาจบชันมัธยมปลายหรือปวช.

้ ั

ร้อยละ42 รองลงมา ได้แก่ จบชันประถมศึกษา/ไม่จบประถมศึกษาหรือไม่ได้รบการศึกษา ร้อยละ 26

่ ุ่ ่

สถานภาพคูมากทีสด ร้อยละ 44 รองลงมา ได้แก่ สถานภาพโสด ร้อยละ 30 อาชีพทีพบมากทีสด ุ่

ได้แก่ อาชีพรับจ้างร้อยละ 34 รองลงมา ได้แก่อาชีพว่างงานร้อยละ 30

้ ่

การติดเชือเอชไอวีพบมากทีสุดทางเพศสัมพันธ์แบบรักต่างเพศร้อยละ 70 รองลงมาได้แก่

ทางเพศสัมพันธ์แบบเพศเดียวกันร้อยละ24 ่ ุ่

สาเหตุการตรวจเลือดทีพบมากทีสดได้แก่

่ ึ ้ ่ี

มีการเจ็บปวยแพทย์จงขอตรวจ และการสมัครใจในผูทมาฝากครรภ์ ร้อยละ18 รองลงมาได้แก่



มีพฤติกรรมเสียงจึงขอตรวจเลือด ร้อยละ26 ้

การรักษากินยาต้านไวรัสเอดส์รอยละ60



ยังไม่กนยาต้านไวรัสเอดส์ ร้อยละ 40

2.



คะแนนเฉลียพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมและรายด้านก่อนและหลังการให้คาปรึกษาทางสุขภาพ

ั ิ ่ี

แตกต่างกันอย่างมีนยสาคัญทางสถิตทระดับ.05



โดยมีคะแนนเฉลียพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมและรายด้านหลังการให้คาปรึกษาทางสุขภาพสูงก

ว่าก่อนการให้คาปรึกษา









การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิ บติการพยาบาลเพื่อป้ องกัน



การถอดท่อช่วยหายใยโดยไม่ได้วางแผน

(LITERATURE REVIEW RELATED TO NURSING PRACTICE FOR PREVENTION OF

UNPLANNED EXTUBATION)

่ ั

สุวารี สาระอาภารณ์ ,สุปรีดา มันคง, อรสา พันธ์ภกดี

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



บทคัดย่อ

การถอดท่ อ ช่ ว ยหายใจโดยไม่ ไ ด้ ว างแผน (Unplanned Extubation : UE)



เป็ น เหตุ ก ารณ์ ท่ีพ บได้ ใ นหอผู้ ป่ ว ยหนั ก และอัน ตรายต่ อ ชีวิ ต ผู้ ป่ ว ย มีป จ จัย หลายประการ

ผ ล ที่ ต า ม ม า ภ า ย ห ลั ง UE ไ ด้ แ ก่ ก า ร บ า ด เ จ็ บ ที่ ห ล อ ด ล ม

การใ ส่ ท่ อ ช่ ว ยหา ยใจ ซ้ า ซึ่ ง สั ม พั น ธ์ ก ั บ การติ ด เชื้ อ ที่ ป อด และมี อ ั ต ร าการ ตายที่ สู ง ขึ้ น

ดังนันการป้องกันการเกิด UE จึงเป็ นส่วนสาคัญ



ก า ร ศึ ก ษ า ค รั ้ ง นี้ เ พื่ อ ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม เ กี่ ย ว กั บ ป ั จ จั ย เ สี่ ย ง ต่ อ UE

และการปฏิบ ัติก ารพยาบาลเพื่อ ป้ องกัน UE โดยสืบ ค้น จากฐานข้อมูล ได้งานวิจ ัย 23



เรืองและบทความ 5 เรื่อง ผลการศึกษาพบปจจัยทีเกียวกับ UE 2 ด้านคือ 1) ปจจัยด้านผูป่วย

่ ่ ่ ั ้



ได้ แ ก่ ภาวะกระสั บ กระส่ า ย ป จ จั ย ร่ ว มกั บ ภาวะกระสั บ กระส่ า ย การใส่ ท่ อ ทางปาก

การใส่ท่อช่วยหายใจยาวนาน และมีประวัตเคยเกิด UE 2) ปจจัยด้านเจ้าหน้าทีผดูแล ได้แก่

ิ ั ่ ู้

ความรู้แ ละทักษะการดูแ ลผู้ป่ว ยไม่เ พีย งพอ กิจ กรรมการดูแลที่เ สี่ย งต่ อการเกิด UE เช่น

การพลิกตะแคงตัว การเปลี่ยนเทปปิ ดตรึงท่อช่วยหายใจ การทาหัตถการ การเคลื่อนย้ ายผูป่วย ้

เป็ นต้ น ส่ ว นการปฏิ บ ั ติ ก ารพยาบาลเพื่ อ ป้ องกั น UE ประกอบด้ ว ย 1)

การประเมิน ผู้ป่ว ยกลุ่ม เสี่ยงต่ อ UE 2) การปฏิบ ัติการพยาบาลเพื่อป้องกัน UE 3)

ก า ร ใ ห้ ค ว า ม รู้ แ ล ะ เ พิ่ ม ทั ก ษ ะ แ ก่ เ จ้ า ห น้ า ที่ ผู้ ดู แ ล เ พื่ อ ช่ ว ย ล ด แ ล ะ ป้ อ ง กั น UE



ผลการศึกษาครังนี้สามารถนาไปใช้เป็ นแนวทางในการสร้างแนวปฏิบตทางคลินิกและควรมีการตรวจส ั ิ

้ ่ ั ิ่

อบจากผูเชียวชาญ ทดลองปฏิบตกอนนาสูการปฏิบตจริงในคลินิก่ ั ิ



คาสาคัญ

ก า ร ถ อ ด ท่ อ ช่ ว ย ห า ย ใ จ โ ด ย ไ ม่ ไ ด้ ว า ง แ ผ น / ก า ร ดึ ง ท่ อ ช่ ว ย ห า ย ใ จ /

ั ั ิ

การถอดท่อช่วยหายใจโดยอุบตเิ หตุ / แนวปฏิบตและการถอดท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน









การรักษาผู้ป่วยหูพิการอย่างถาวร โดยการฝังเข็ม



ิ ิ ์ ั

ทันตแพทย์วสทธิ ์ สุขวณิช, อัญชลี โล่หมณีรตนา

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ี ั

รายงานผูป่วยไทยทีมประสาทหูพการอย่างถาวรได้รบการบาบัดด้วยวิธฝงเข็ม จานวน 8

้ ่ ี ิ ั

ร า ย อ า ยุ 10 – 72 ปี

ั ิ ั ้

ทุกรายได้รบการตรวจการได้ยนก่อนการฝงเข็มและแต่ละรายผ่านการตรวจวินิยฉัยและสินสุดการรักษ

า ด้ ว ย ก า ร รั บ ป ร ะ ท า น ย า ด้ า น หู แ ล้ ว ห ลั ง จ า ก ฝ ั ง เ ข็ ม ไ ป 5

้ ั ิ ้

ครังก็จะได้รบการตรวจการได้ยนทุกบ่ายวันอังคารและวันพฤหัสบดี ตังแต่เวลา 13.00 – 13.30 น.

โ ด ย ทั น ต แ พ ท ย์ ที่ ไ ด้ รั บ ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม ด้ า น ฝ ั ง เ ข็ ม แ ล ะ Audiologist



มีบทบาทด้านประเมินการได้ยนอย่างใกล้ชด ิ



วัตถุประสงค์



เพื่อเป็ นการผสมผสานการบาบัดทางเลือกทีสามโดยบุคลากรด้าน Audio logy & Dental is

ให้แก่ ้ ี ี ั ิ ่ ี ิ

ผูท่มปญหาการได้ยนทีไม่มโอกาสหรือหมดหวังว่าการได้ยนไม่มหวังว่าจะได้ยนอีกแล้วี ิ

ซึ่ ง ผู้ ร า ย ง า น ทั ้ ง ส อ ง มี ค ว า ม ส น ใ จ แ ล ะ เ ห็ น ส อ ด ค ล้ อ ง ว่ า เ ป็ น สิ่ ง ที่ เ ป็ น ไ ป ไ ด้

ั ่ ้ ึ

สามารถนามาประยุกต์กบงานประจาเพือให้เกิดเป็ นรูปธรรมรวมถึงความรูสกด้าน Subjective ทีดขน ่ ี ้ึ









ปัจจัยที่ มีความสัมพันธ์ต่อการกาเริ บของโรค SLE



อาทิตยา ไทพาณิชย์, แพทย์หญิงจีรภัทร วงศ์ชนศรี

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



วัตถุประสงค์



ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปจจัย ด้านโรค ้ ่

ด้านผูปวย ด้านยา

ทีมผลต่อการกาเริบของโรคซิสเทมิก

่ ี ลูปส ั ิ ี

อิรทมาโทซัส (เอสแอลอี)

ั ้ ่ ่ ่

และปจจัยทานายการกาเริบของโรคเอสแอลอี ในผูปวยทีมารับการรักษาทีโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



วิ ธีการศึกษา

ั ้

เป็ นการวิจยภาคตัดขวางระยะสันเชิงสารวจ (Cross-sectional Survey)

ู้ ่ ่

เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผปวยเอสแอลอี ทีมารับการรักษา ณ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

่ ั

ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ถึง วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 โดยเก็บข้อมูลทัวไป ปจจัยด้านโรค

่ ู้ ่ ้ ั ้ ่

ได้แก่ ระยะเวลาทีผปวยเป็ น ภาวะติดเชือ ปจจัยด้านผูปวย ได้แก่ คะแนนความรู้

ั ิ ั ั

คะแนนการปฏิบตตว คะแนนความเครียด ปจจัยด้านยา ได้แก่ คะแนนความร่วมมือในการใช้ยา

ั ่

และนามาหาความสัมพันธ์กบคะแนนการกาเริบของโรคซึงประเมินโดย MEX-SLEDAI

วิเคราะห์ความสัมพันธ์จากค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สน ั

ั ิ

แล้วนามาหาปจจัยทานายการกาเริบของโรคโดยใช้สถิตการถดถอยพหุ



ผลการศึกษาวิ จย ั

้ ่

จากผูปวย 132 ราย พบภาวะติดเชือในผูปวย

้ ้ ่ 30 ราย

่ ้ ิ ้ ั

ค่าเฉลียคะแนนการกาเริบของโรคของกลุ่มติดเชือสูงกว่ากลุ่มไม่ตดเชืออย่างมีนยสาคัญ (p<0.001)

่ ั

เมือพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปจจัยต่างๆ กับการกาเริบของโรคจากค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สน ั

พบว่า ้ ่ ่ ี

ผูปวยทีมความเครียดมาก และความร่วมมือในการใช้ยาน้อย

ั ู่ ั

สัมพันธ์กบการกาเริบของโรคทีสงอย่างมีนยสาคัญ (r=+0.242, r=+0.276, p=0.005, 0.001

ตามลาดับ) ่ ู้ ่

ระยะเวลาทีผปวยเป็ นโรค ่

ความรูเ้ กียวกับเอสแอลอี ั ิ ั

การปฏิบตตว

ี ั ั ้

ไม่มความสัมพันธ์กบการกาเริบของโรค ปจจัยทานายการกาเริบของโรคคือ ภาวะติดเชือ ความเครียด



และ ความไม่รวมมือในการใช้ยา



สรุป

้ ่ ่ ี

ผูปวยทีมภาวะติดเชือ ้ มีความเครียดมาก และ มีความร่วมมือในการใช้ยาน้อย

ั ่ ่

เป็ นปจจัยเสียงทีทาให้เกิดการกาเริบของโรคเอสแอลอีได้



ข้อมูลดังกล่าวอาจช่วยเป็ นข้อพิจารณาในการให้คาแนะนาในการลดความเครียดและเพิมความร่วมมือ



ในการใช้ยา เพือลดโอกาสกาเริบของโรคได้

ผลการประเมิ นความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและผลลัพธ์ของผู้ป่วยบาดเจ็บสมองใน

หอผู้ป่วยหนักศัลยกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ิุ

วารินทร์ พัดทอง, ศศิธร ศิรกล

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



้ ่ ่ ี่

หน่วยงานผูปวยหนักเป็ นหน่วยงานทีมคาใช้จ่ายสูง

้ ่ ่ ้ ่ ุ

ในการดูแลผูปวยเพือให้การดูแลผูปวยมีคณภาพสูงสุด

ในยุคของการประกันคุณภาพและการบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ่

จึงเป็ นสิงสาคัญ

้ ั ้ ่

บางครังเกิดปญหาในการตัดสินใจ พิจารณาให้การดูแลรักษาผูปวยแต่ละรายในหอผูปวย หนัก้ ่

้ ้ ่

นอกจากข้อบ่งชีในการรับผูปวยแล้ว ึ

ทางหน่วยงานได้ศกษาการนา

่ ิ

การประเมินความเสียงต่อการเสียชีวต(Mortality rate) โดยใช้ (APACHE II) และการวัดผลลัพธ์โดยใช้

้ ่

Glasgow Outcome Scale (GOS) ในผูปวยบาดเจ็บสมอง



วัตถุประสงค์

่ ่ ่

เพือประเมินความรุนแรงของการเจ็บปวยและประเมินความเสียงต่อการเสีย

ิ ้ ้ ่

ชีวตรวมทังศึกษาผลลัพธ์ของผูปวยบาดเจ็บสมอง



รูปแบบการศึกษา

ใช้แบบบันทึกรวบรวมข้อมูลและการศึกษาเวชระเบียบย้อนหลัง โดยศึกษา

้ ่ ่ ้ ่

ผูปวยบาดเจ็บสมองทีเข้ารับการรักษาในหอผูปวยหนักศัลยกรรม ร.พ. ้

นพรัตนราชธานี ตังแต่

มกราคม 2549 ถึง มีนาคม 2551



ผลการศึกษา

้ ่ ั้

ผูปวยบาดเจ็บสมอง 62 คน เป็ นชาย 54 คน หญิง 8 คน อายุตงแต่ 15-50 ปี จานวน 52 คน

จาแนกตามความรุนแรงของการบาดเจ็บโดยใช้ GCS พบส่วนใหญ่เป็ นบาดเจ็บศีรษะรุนแรง 35 คน

้ ่

ผลการประเมิน mortality rateโดยใช้ APACHE II พบว่า mortality rate สูงสุดที่ 56.4% จานวนผูปวย

ิ ้ ่ ิ

6 คน ในนี้เสียชีวต 3 คน mortality rate 28.6% จานวนผูปวย 11 คน เสียชีวต 7 คน mortality rate

้ ่ ิ ้ ่ ิ

16.4% ผูปวย15 คน เสียชีวต 4 คน mortality rate 8.6% ผูปวย14 คน เสียชีวต 2 คน mortality rate

้ ่ ิ ้ ่ ิ

4.3% ผูปวย15 คน เสียชีวต 1 คน mortality rate 2.3% ผูปวย1 คน ไม่เสียชีวต และประเมิน GOS



พบ เสียชีวต 17 คน(27%) vegetative 10 คน(16%) severe disability 10 คน(16%) moderate

disability 5 คน (8%) good recovery 20 คน (32%)



สรุปผลการศึกษา

้ ่ ้ ่

ผูปวยบาดเจ็บสมองทีเ่ ข้ารับการรักษาในหอผูปวยหนักศัลยกรรม

้ ่ ั ้ ่ ่ ิ

ส่วนใหญ่เป็ นผูปวยบาดเจ็บศีรษะรุนแรง และยังมีอตราตายยังสูง ใกล้เคียงกับผูปวยทีรอดชีวตแบบ

้ ่ ้

Good recovery นอกนันหลงเหลือความพิการ ทีตองการการดูแลต่อไป การประเมิน mortality rate



เมือถึง 28.6% แล้วจะไม่พบ good recovery เลย



จึงทาให้สามารถประมาณการในการตัดสินใจในการรักษา เพือให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด



วัดเสียง (Noise Environment) ด้วยเครื่องวัดระดับเสีย Larson Davis รุน 824



์ ั

อัญชลี โล่หมณีรตนา, จิตติมา ศรีสมพร

กลุ่มงานโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ผู้ ม า รั บ บ ริ ก า ร ข อ ง ก ลุ่ ม ง า น โ ส ต ศ อ น า สิ ก เ ป็ น ผู้ ที่ มี ป ั ญ ห า ก า ร ไ ด้ ยิ น

แ ล ะ มี ป ั ญ ห า เ รื่ อ ง ก า ร รั บ ฟ ั ง เ สี ย ง

ั ั

ในการรั บ ฟ ง ของผู้ ม ี ป ญ หาการได้ ย ิ น หากค่ า เสี ย งรบกวนมากจะท าให้ ก ารรั บ ฟ ัง ไม่ ดี

เนื่ อ งจากห้ อ งตรวจการได้ ย ิน อยู่ ติ ด กับ ห้อ งตรวจโรคผู้ ป่ ว ยนอกของกลุ่ ม งานโสต ศอ นาสิก

มีเ ด็กเล็กและผู้ใหญ่และการดาเนิน งานใน OPD ี

ก็มเ สียงดังจากแหล่งกาเนิ ดเสียงอื่นเช่น

เ สี ย ง ก า ร ใ ห้ ค า แ น ะ น า ผู้ ป่ ว ย ใ น ก า ร รั บ บ ริ ก า ร ป ร ะ จ า วั น เ สี ย ง โ ท ร ทั ศ น์

่ ่ี ิ ่ ่ ิ ู้ ่

เสียงเครืองพิมพ์ทใช้พมพ์ใบนัด เสียงจากท่อแรงดันลมทีใช้สงประวัตผปวยจากห้องบัตรมายัง OPD



จุดประสงค์ของการศึกษา

เ พื่ อ ศึ ก ษ า เ สี ย ง ใ น สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม ใ น ก ลุ่ ม ง า น โ ส ต ศ อ น า สิ ก

ิ ่ี

ว่ามีผลกระทบต่อผลการได้ยนและศึกษาอุปกรณ์ททาให้เกิดเสียงต่าง ๆ



วิ ธีการและเครื่องมือ

่ ้

เครื่องมือวัดระดับเสียงยีหอ Larson Davis รุ่น 824 ศึกษาในช่วงเวลาที่ OPD

เริมเรียกผูป่วยเข้าตรวจ (9.00 – 12.00 น.) ณ ห้องตรวจต่าง ๆ ของกลุ่มงานโสต ศอ นาสิก

่ ้



ขณะไม่มและมีเสียงจากกิจกรรมงานบริการ และสรุปผลการรบกวนของเสียง



ผลการศึกษา

พ บ ว่ า ร ะ ดั บ เ สี ย ง ข ณ ะ ไ ม่ ม ี กิ จ ก ร ร ม งา น บ ริ ก า ร ข อ งก ลุ่ ม ง า น โ ส ต ศ อ น า สิ ก



เป็ นระดับเสียงค่อนข้างเงียบ ระดับเสียงเฉลีย (Leq) ได้ 43.9 dBA แบะ 42.2 dBA ตามลาดับ

เมื่ อ มี กิ จ กรรมบริ ก ารพบว่ า ห้ อ งที่ ม ี เ สี ย งรบกวนได้ แ ก่ ที่ ร อตรวจผู้ ป่ ว ยนอกทั ง สองจุ ด ้

ห้ อ ง ล อ ง เ ค รื่ อ ง ช่ ว ย ฟ ั ง แ ล ะ ห้ อ ง ก ล า ง ข อ ง ง า น โ ส ต สั ม ผั ส วิ ท ย า ฯ

และห้องกลางของงานโสตสัมผัสค่อนข้างอึกทึก (มากกว่า 65 dBA) สาหรับห้องตรวจ OAE

ถึ ง แ ม้ ไ ม่ พ บ ว่ า มี เ สี ย งร บ ก ว น แ ต่ วั ด เ สี ย งพ บ ว่ า ค่ า peak 89 dBA

่ ิ

เสียงเครืองพิมพ์ผลตรวจการได้ยนระดับก้านสมอง และเครื่องพิมพ์ใบนัดของ OPD โสต ศอ นาสิก



มีคา peak ใกล้เคียงกัน (เกิน 90 dBA)



ข้อเสนอแนะ

1) หากมี ผู้ ป่ ว ยควรปิ ด ประตู ห้ อ งตรวจให้ เ ป็ นสัด ส่ ว นโดยเฉพาะห้ อ งตรวจ OAEs

่ ่ ั้

ทีมเี ครืองตรวจการทางานของหูชนกลางใช้งานอยู่ (เครื่องให้เสียงดังมากสูงสุดถึง 100

dB

2) ในส่วนของ OPD กลุ่มงานโสต ศอ นาสิก พบว่ามีเสียงรบกวนทัง 2 จุด เช่น ้

แ ห ล่ งก า เ นิ ด เ สี ย ง ได้ แ ก่ เ สี ย งโ ทร ทั ศ น์ ซึ่ ง อยู่ ใ กล้ จุ ด OPD 2

่ ่ึ ่ ่ั

และเครืองพิมพ์ซงอยูใกล้จุดทีวดเสียง OPD 1

่ ุ ้

3) ควรมีมาตรการลดเสียงเครืองพิมพ์ทกชิน เช่น หาอุปกรณ์ปิดกันเสียง ้

รายงานกรณี ศึกษาผู้ป่วยแพ้สารเคมี Trichloroethylene





นายแพทย์อดุลย์ บัณฑุกล

หัวหน้าศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



รายงานผู้ ป่ ว ยหนึ่ ง รายมาด้ ว ยอาการไข้ ตั ว เหลื อ ง ตาเหลื อ ง มี อ าการอ่ อ นเพลี ย

ิ ้ ่

และมีผวหนังลอกทังตัวแบบ exofoliative dermatitis ซึงเมื่อรับเข้ามาในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

มีไ ข้สู ง หายใจล าบาก อ่ อ นเพลี ย มาก ต้ อ งย้ า ยเข้า ไอซี ยู ต่ อ มาผู้ ป่ ว ยมีต ับ วาย และไตวาย

ต้ อ งให้ ก ารรั ก ษาโดยการท าการฟอกเลื อ ด ซึ่ ง ในเวลาต่ อ มาผู้ ป่ ว ยอาการดี ข้ึ น ตามล าดั บ

ได้ไปสืบค้นทีทางาน พบลักษณะเข้าได้กบการทางาน และยังพบผูป่วยมีอาการเดียวกันอีกหลายคน

่ ั ้

ซึ่ ง แต่ ล ะคนท างานมาไม่ เ กิ น หนึ่ ง เดื อ น สรุ ป จากการสื บ ค้ น พบว่ า ผู้ ป่ ว ยมี อ าการแพ้ ส าร

trichloroethylene เ ป็ น ช นิ ด Type IV hypersensitivity

ซึ่ ง มี ร า ย ง า น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย แ ล ะ ใ น ป ร ะ เ ท ศ แ ถ บ เ อ เ ชี ย ห ล า ย ร า ย

และได้เข้าไปบริหารจัดการในโรงงานต่อไป

อาชีวอนามัยสาหรับบุคลากรในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์





นายแพทย์อดุลย์ บัณฑุกล, วรรณา จงจิตรไพศาล

กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี





การศึกษาในครังนี้ มุ่งเน้นในด้านการดาเนินงานอาชีวอนามัยสาหรับบุคลากรโรงพยาบาล

ของโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็ นโรงพยาบาลระดับตติยภูม ิ

โ ด ย โ ร ง พ ย า บ า ล น พ รั ต น ร า ช ธ า นี

จั ด ท า รู ป แ บ บ ก า ร ด า เ นิ น งา น เ ที ย บ ต า ม ม า ต ร ฐ า น ก า ร รั บ ร อง คุ ณ ภ า พ โ ร ง พ ย า บ า ล

เนื่องจากเป็ นมาตรฐานสาหรับโรงพยาบาลโดยเฉพาะโรงพยาบาลและมีขอกาหนดในการดูแลสุขภาพ ้

แ ล ะ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ข อ ง บุ ค ล า ก ร โ ร ง พ ย า บ า ล

โดยจัดทาเป็ นโครงการเครือข่ายพัฒนาการดาเนินงานอาชีวอนามัยของโรงพยาบาลและสถาบันสังกัด

กรม การแพทย์ ดั ง นี้ 1.ประเมิ น ระบบการด าเนิ น งานดู แ ลสุ ข ภาพของบุ ค ลากร

2.ใส่ โ ปรแกรมการด าเนิ น งานด้า น อาชีว อนามัย ให้ก ับ เครือ ข่า ย สัง กัด กรมการแพทย์

โ ด ย ร ะ ย ะ ที่ 1

ทาการประเมินระบบการดาเนินงานโดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองในผูรบผิดชอบการดาเนินงา ้ั

น อ า ชี ว อ น า มั ย จ า น ว น 9 แ ห่ ง



หลัง จากนั น ท าการใส่ โ ปรแกรมระบบการด าเนิ น งานอาชีว อนามัย ส าหรับ บุ ค ลากรโรงพยาบาล

ู้ ั

และทาการประเมินโดยการสังเกตและการสัมภาษณ์ผรบผิดชอบการดาเนินงานอาชีวอนามัยสาหรับบุ



คลากรโรงพยาบาลทังหมด ทาการวิเคราะห์ผลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป SPSS for Windows

สรุปผลได้ ดังนี้

โรงพยาบาลที่ท าการศึก ษาทุ ก แห่ ง เป็ น โรงพยาบาลเฉพาะทาง สัง กัด กรมการแพทย์

มี ข น า ด โ ร ง พ ย า บ า ล เ ป็ น จ า น ว น เ ตี ย ง 121 - 500 เ ตี ย ง

โดยโรงพยาบาลทุกแห่งผ่านการรับ รองมาตรฐานหรือคุณภาพการรับ รองมาตรฐานหรือคุณภาพ

่ ี

แต่กลับพบว่า มีเพียงโรงพยาบาล 1 แห่ง ทีมการแยกหน่ วยงานในการดาเนินงานอาชีวอนามัย

โ ด ย ส่ ว น ใ ห ญ่ มี ก า ร ด า เ นิ น ง า น ใ น รู ป ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร

่ ิ ี

ซึงโรงพยาบาลทุกแห่งมีกจกรรมการตรวจสุขภาพประจาปี แต่มเพียง 1 แห่งทีมการตรวจสุขภาพ ่ ี



ปี เว้น ปี ผู้ร บ ผิด ชอบงานอาชีว อนามัย ส่ว นใหญ่ เป็ น พยาบาลวิช าชีพ ที่ม ีก ารด าเนิ น งานอาชีว

่ ี ้ ้

อนามัยแบบบางเวลา คิดเป็ นร้อยละ 88.9 ซึงไม่มความรูดานอาชีวอนามัยคิดเป็ นร้อยละ 77.8

ข้ อ มู ล บ ริ ก า ร อ า ชี ว อ น า มั ย ส า ห รั บ บุ ค ล า ก ร โ ร ง พ ย า บ า ล พ บ ว่ า

โรงพยาบาลและสถาบันทุกแห่งมีความพร้อมในการดาเนินงานอาชีวอนามัยสาหรับบุคลากรโรงพยาบ

า ล อยู่ ใ น ร ะ ดั บ ต่ า ทั ้ง ด้ า น อ ง ค์ ก ร แ ล ะ บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ด้ า น บุ ค ล า ก ร แ ล ะ ก า ร พั ฒ น า

ด้ า นนโยบายและแนวทางการปฏิ บ ั ติ ด้ า นการจั ด การทรั พ ยากรและการประสานงาน

โ ด ย มี ค ะ แ น น เ ฉ ลี่ ย 1.33- 1.8 (ค ะ แ น น เ ต็ ม 5)



รวมทังการจัดบริการอาชีวอนามัยสาหรับบุคลากรโรงพยาบาล มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ า 1.94

แต่พบว่า การกาจัดของเสียและการป้องกันอัคคีภย มีคะแนนเฉลียอยู่ในระดับปานกลาง (2.87 และ

ั ่

2.94) โ ด ย พ บ ว่ า



ปญหาหรืออุปสรรคในการดาเนินงานอาชีวอนามัยสาหรับบุคลากรของโรงพยาบาลและสถาบันในกรม

การแพทย์ คือ ขาดความรู้ด้านอาชีว อนามัย คิดเป็ นร้อยละ 66.7 รองลงมาคือ ขาดหน่ ว ยงาน

้ ั ิ ้

ผูปฏิบตงาน และผูบริหารไม่เห็นความสาคัญคิดเป็ นร้อยละ 55.6

ห ลั ง ก า ร จั ด โ ป ร แ ก ร ม ก า ร ด า เ นิ น ง า น อ า ชี ว อ น า มั ย ใ น ร ะ ย ะ ที่ 1

พ บ ว่ า โ ร ง พ ย า บ า ล แ ล ะ ส ถ า บั น มี ก า ร จั ด ตั ้ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร เ พิ่ ม ขึ้ น 3 แ ห่ ง

้ ่ ู้ ั

และมีการจัดตังครบทุกแห่งทีเข้าร่วมโครงการ มีผรบผิดชอบในการดาเนินงานเต็มตัว เพิมขึน 3 แห่ง ่ ้

ั ี ู้ ั ิ ่

แต่ยงไม่มผรบผิดชอบเต็มตัวอีก 3 แห่ง มีกจกรรมการค้นหาสิงคุกคามในหน่วยงาน เพิมขึนทัง 9 แห่ง ่ ้ ้

โดยโรงพยาบาล จ านวน 1 แห่ ง ที่ ม ี ก ารค้ น หาสิ่ ง คุ ก คามน้ อยที่ สุ ด เพี ย ง 20%

่ ่ ้

สาหรับกิจกรรมการประเมินความเสียงในหน่ วยงานพบเพิมขึน 7 แห่ง มีโรงพยาบาลหรือสถาบัน 2



แห่ง ทีไม่พร้อมในการประเมินความเสียง ่

ดั ง นั ้ น ก า ร ด า เ นิ น ง า น ใ น รู ป แ บ บ เ ค รื อ ข่ า ย

จึงเป็ นการพัฒนาให้โรงพยาบาลและสถาบันสามารถจัดทาและพัฒนาระบบการดาเนินงานอาชีวอนามั

ยสาหรับบุคลากรโรงพยาบาล ได้อย่างเหมาะสมและทาให้เกิดการพัฒนาอย่าต่อเนื่อง

Poster

Presentation





การติ ดตามการใช้ยาของผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ เอช ไอ วี ที่ ได้รบยาต้านไวรัส



ในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ภูมิหลัง

การรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ARV :Anti retroviral drugs)

ั ั

ในปจจุบนยังคงต้องใช้ยารักษาไปตลอดชีวต ิ

่ ้ ่ ั

ซึงประสิทธิภาพของการรักษายังขึนอยูกบความครบถ้วนต่อเนื่องของการใช้ยา

้ ่ ่ ี

โดยผูปวยต้องมีความร่วมมือ (Adherence) ในการใช้ยาทีดมากกว่า 95% ขึนไป้

จึงจะให้ผลในการรักษาในระดับทีดได้ ่ ี

้ ึ

อีกทังยาต้านไวรัสยังมีโอกาสก่อให้เกิดผลไม่พงประสงค์จากการใช้ยาได้บ่อย

้ ้ ่

ดังนันเภสัชกรจึงต้องมีการดูแลและติดตามผลการรักษาของผูปวยอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ใช้ยาได้อย่างมี

ประสิทธิภาพและปลอดภัย



วัตถุประสงค์

่ ึ ่ ่ ่ ั

1. เพือติดตามการใช้ยาตามสัง่ และอาการไม่พงประสงค์จาการใช้ยาทีพบในผู้ปวยทีได้รบยาต้านไวรัส

2. ่

เพือติดตามผลการรักษาโดยพิจารณาจากผล CD4

้ ่ั

และการเกิดโรคติดเชือฉวยโอกาสในช่วงทีรบการรักษา

วิ ธีวิจย



เป็ นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) โดยศึกษาไปข้างหน้า ณ คลินิกสุขภาพ

้ ู้ ่ ่

ตังแต่ผปวยเริมการรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสในช่วงเดือน มกราคม 2549 ถึงเดือน ธันวาคม 2549

้ ่

และติดตามผลในผูปวยแต่ละรายเป็ นระยะเวลา 1 ปี รวมระยะเวลาในการเก็บข้อมูล 2 ปี



ผลการศึกษา

้ ่ ่ ิ

ผูปวยทีตดตามการใช้ยา 104 ราย เป็ นเพศชาย 59 ราย (ร้อยละ 56.7) มีอายุเฉลีย ่

้ ่ ิ ั

36.197.257 ปี ผูปวยส่วนใหญ่ใช้สทธิประกันสังคม 53 ราย (ร้อยละ 51) สิทธิบตรทอง 38 ราย

(ร้อยละ 36.5) ระดับ CD4 ก่อนเริมรับประทานยาต้านไวรัสส่วนใหญ่อยูในช่วง 0 – 50 copy/ml3

่ ่

้ ่ ้ ั

จานวน 51 ราย (ร้อยละ 49.5) พบผูปวยเคยเป็ นโรคติดเชือฉวยโอกาส(OI)ก่อนได้รบยาต้านไวรัส

46 ราย (ร้อยละ 44.2)

้ ่ ่

ผลการติดตามการใช้ยาพบว่าผูปวยมีการใช้ยาตามสังในเกณฑ์ด(ี Adherenceมากกว่า 95%) จานวน

104 ราย (ร้อยละ 100) ึ

มีการเกิดอาการไม่พงประสงค์จากยา 23 ราย (ร้อยละ 22.1)

่ ้ ่

เมือประเมินผลการรักษาหลังจากครบ 1 ปี พบผูปวยมีผลการรักษาเข้าเกณฑ์ดี 73 ราย (ร้อยละ

้ ่ ่ ิ

77.7 ของผูปวยทีตดตามผลได้)









สรุปผลการศึกษา

้ ่ ี ่ ึ ่ ่ ุ

ผูปวยส่วนใหญ่มการใช้ยาตามสังได้ดี ผลไม่พงประสงค์พบน้อย และอยูในระดับทีไม่รนแรง

่ ี ู้ ่

ผลการรักษาส่วนใหญ่อยูในเกณฑ์ดผปวยมีผลการรักษาเข้าเกณฑ์ดี 73 ราย (41+32)

้ ่ี ิ

คิดเป็ นร้อยละ 77.7 ของผูทตดตามผลได้

การวิ เคราะห์ฟิล์มเสียของกลุ่มงานรังสีวิทยา

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี





ชุตมา ศรีแก้วนวล



รังสีวทยา โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



บทคัดย่อ

การตรวจวินจฉัยทางรังสี

ิ มีความจาเป็ นอย่างยิงในการวินิจฉัยโรคแก่ผปวย

่ ู้ ่



ซึงการวินิจฉัยทางรังสีจะเป็ นอย่างถูกต้องและรวดเร็วได้ ่ี ี ุ

ต้องอาศัยภาพทางรังสีทมคณภาพ



ดังนันจึงควรมีการควบคุมคุณภาพทางรังสี ่ ์

นันคือการวิเคราะห์ฟิลมเสีย

ซึงเป็ นข้อมูลสาคัญทีจะนาไปสูการควบคุมคุณภาพรังสีทตรงเป้าหมายมากทีสด

่ ่ ่ ่ี ุ่

์ ิ

จึงทาการวิเคราะห์ฟิลมเสียของกลุ่มงานรังสีวทยา โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

่ ์

เพือหาอัตราฟิลมเสีย ์

และหาสาเหตุของฟิลมเสีย ่

เพือพัฒนาการให้บริการทางรังสี

่ ั ้

ซึงทาการวิจยโดยทาการเก็บข้อมูลตังแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549 รวมเวลา



4 เดือน จานวนทังหมด 27,058 ฟิลม ์

่ ั ์ ่

ผลทีได้รบจากการศึกษากาพบว่าอัตราฟิลมเสียมีคาเท่ากับร้อยละ 3.75

มีสาเหตุหลักมาจาก Under Exposure ร้อยละ 25.76 Position ร้อยละ 18.71 และ Over

Exposure ร้อยละ 13.45

ี ่ี ้

ข้อเสนอแนะ วิธแก้ไขสามารถทาได้โดยจัดทาตาราง Exposure ไว้ทหอง x – ray

่ ่

และทาการควบคุมคุณภาพเครืองเอ็กซเรย์ตามเวลาทีกาหนด

ั ์

ข้อเสนอแนะในการวิจยต่อไปคือการวิเคราะห์ฟิลมเสีย

้ ่

ผูทาการตรวจสอบภาพทางรังสีควรเป็ นบุคคลคนเดียวกันเพือไม่ให้เกิดความแตกต่างทางด้านการพิจา

ุ ุ

รณาว่า ภาพทางรังสีใดมีคณภาพดี และภาพทางรังสีใดมีคณภาพไม่ดี









ผลการประเมิ นโปรแกรมการให้ความรู้ทางโภชนาการโดยที มสหวิ ชาชีพ



ในผู้ป่วยที่ ได้รบการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเที ยม



บุญรักษา เหล่านภาพร, นันทนา ยังปรางค์, จิตรดา ด้วงคง

สุมนกาญจน์ ลาภกิตติเจริญชัย, เรียวพลอย กาศพร้อม, บัญชา สถิระพจน์



สมชาย ฉายชยานนท์, ไพโรจน์ ยิงวัฒนเดช

หน่วยโรคไต, หน่วยโภชนาการบาบัด

กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



บทคัดย่อ

ั ่ ี ู้ ่ ้ ่ ั

ภาวะทุพโภชนาการเป็ นปญหาสาคัญทีมผลทาให้ผปวยไตวายเรือรังระยะสุดท้ายทีได้รบการ

ฟอกเลือดด้วยเครืองไตเทียมมีคณภาพชีวตลดลง

่ ุ ิ ่ ิ ้

อัตราการเจ็บปวยและอัตราการเสียชีวตสูงขึน



มีหลายปจจัยทีเ่ ป็ นสาเหตุการเกิดภาวะทุพโภชนาการได้แก่ โรคพืนฐานของผูปวย

้ ้ ่



ความผิดปกติของเมตาบอลิซมและฮอร์โมนในร่างกาย ความเพียงพอของการฟอกเลือด

ภาวะแทรกซ้อนขณะฟอกเลือด ตลอดจนการบริโภคอาหารลดลงจากการเบื่ออาหาร คลืนไส้ อาเจียน ่

รวมทังการรับประทานอาหารไม่ถกต้องของผูปวย

้ ู ้ ่ ั ั

จากปจจัยทีเ่ ป็ นสาเหตุดงกล่าว

้ ่

ผูปวยจาเป็ นต้องได้รบการดูแลและเฝ้าติดตามประเมินภาวะโภชนาการจากบุคลากรทางการแพทย์หล



ายสาขาวิชาชีพอย่างสม่าเสมอ

ดังนันการศึกษาวิจยครังนี้จงทาการประเมินโปรแกรมการให้ความรูทางโภชนาการในผูปวยฟอกเลือด

้ ั ้ ึ ้ ้ ่



ด้วยเครืองไตเทียมแบบองค์รวมของทีมสหวิชาชีพ จานวน16 รายเป็ นชาย 3 ราย เป็ นหญิง 13 ราย

อายุเฉลีย ่ 57.81±17.79 ปี โดยประเมินภาวะโภชนาการจากการวัดสัดส่วนของร่างกาย

ผลการตรวจทางชีวเคมี แบบสอบถาม subjective global assessment (SGA)

และการจดบันทึกรายการอาหาร 3

้ ่ ้

วันหลังให้การดูแลผูปวยตามโปรแกรมการให้ความรูแบบองค์รวมระยะเวลา 6 เดือน

้ ่ ้

ผลการศึกษาพบอัตราการเกิดภาวะทุพโภชนาการในผูปวยไตวายเรือรังระยะสุดท้ายทีได้รบการฟอกเ ่ ั



ลือดด้วยเครืองไตเทียมร้อยละ 6.3 ถึง 31.3 จากการประเมิน SGA score ,percentage of body fat

by bioelectricalimpedane analysis, ,percentage of body fat by anthropometry และ body mass

้ ่

indexหลังให้การดูแลรักษาทางโภชนาการพบว่า ผูปวยมีการบริโภคสัดส่วนโปรตีนในอาหารเพิมขึน ่ ้

0kdihvp]t13.77±4.99 เป็ นร้อยละ 18.93±3.65 ( p=0.002)

่ ้

ร่วมกับมีแนวโน้มของการบริโภคอาหารโปรตีนต่อวันเพิมมากขึนจาก 50.76±19.08 กรัมต่อวันเป็ น

่ ี ่

58.02±11.13กรัมต่อวัน( p=0.170) ขณะทีไม่มการเปลียนแปลงของภาวะทางโภชนาการอืนๆ ่

ยกเว้นมีการลดลงของ Cholesterol จาก199.3177.26 มก. ต่อ ดลเป็ น 160.7542.31 มก. ต่อ ดล

เป็ น(p=0.006) และ LDL-cholesterol จาก12369.81มก. ต่อ ดลเป็ น 85.7531.48 มก. ต่อ

ดลเป็ น( p=0.007)



สรุป:

้ ่ ่ ่ ้

ผูปวยฟอกเลือดด้วยเครืองไตเทียมมีการบริโภคอาหารโปรตีนในสัดส่วนทีเ่ พิมขึน

ี ่

และไม่มการเปลียนแปลงภาวะทางโภชนาการ

หลังให้การดูแลรักษาแบบองค์รวมของทีมสหสาขาวิชาชีพ



ดังนันหากติดตามและประเมินภาวะโภชนาการด้วยทีมสหวิชาชีพอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอาจจะช่วย

ป้องกันการเกิดภาวะทุพโภชนาการทีจะเกิดขึนต่อไป

่ ้

ู ั

ระบาดวิ ทยาการติ ดเชื้อในไอซียศลยกรรม พ.ศ. 2548-2551

(Epidemiology of infection in SICU: 2005-2008)



ู ั

หน่วยงานไอซียศลยกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

ก า ร ดู แ ล ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย ป ล อ ด ภั ย (Patient Safety)

้ ่

เป็ นประเด็นสาคัญในการประเมินคุณภาพดูแลรักษาในหอผูปวยวิกฤตซึงนอกจากให้การดูแลให้ผป่วย

่ ู้

ิ ่

ปลอดภัยจากภาวะคุกคามของชีวตและสุขภาพแล้วควรให้บริการทีปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนด้วย

ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ที่ ส า คั ญ แ ล ะ พ บ บ่ อ ย ไ ด้ แ ก่ ก า ร ติ ด เ ชื้ อ

ซึ่ ง อ า จ ส่ ง ผ ล ใ ห้ ต้ อ ง พั ก รั ก ษ า ตั ว อ ยู่ ใ น โ ร ง พ ย า บ า ล น า น ขึ้ น

เ สี ย ค่ า ใ ช้ จ่ า ย ม า ก ขึ้ น แ ล้ ว ยั ง อ า จ ท า ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย เ สี ย ชี วิ ต ไ ด้

ซึ่ ง ป ั จ จุ บั น ยั ง ไ ม่ มี ร ะ บ บ ก า ร ร ว บ ร ว บ ข้ อ มู ล ที่ ดี ข อ ง ห น่ ว ย ง า น



จึงทาการศึกษาและรวบรวมให้เป็ นระบบเพือนามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาลต่อไป



วัตถุประสงค์

่ ั ิ ้ ู ั ั

1. เพือศึกษาถึงอุบตการณ์ของการติดเชือในไอซียศลยกรรมและอุบตเิ หตุ

่ ้ ั ั

2. เพือศึกษาถึงตาแหน่งและอัตราของการติดเชือในไอซียูศลยกรรมและอุบตเิ หตุ



วิธีการศึกษา

เ ป็ น ก า ร ศึ ก ษ า ย้ อ น ห ลั ง ( Retrospective Study)

จากแบบบันทึกการเฝ้าระวังการติดเชือและแบบรายงานจานวนครังและอัตราการติดเชือในโรงพยาบา

้ ้ ้



ลของหน่วยควบคุมการติดเชือ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ผลการศึกษา

พบว่าจานวนครังและอัตราการติดเชือของผูป่วยในหอผูป่วยไอซียศลยกรรมลดลงตามลาดับ

้ ้ ้ ้ ู ั

้ ้

พ.ศ. 2548 มีการติดเชือจานวน 8 ราย คิดเป็ นอัตรา 3.3 ครัง/1000 วันนอน พ.ศ. 2549 พบ 4

้ ้

ราย อัตรา 1.7 ครัง/1000 วันนอน พ.ศ. 2550 พบ 2 ครัง/ 1000 วันนอนและพ.ศ. 2551 พบ 1 ราย

้ ิ

คิดเป็ นอัตรา 0.4 ครัง/ 1000 วันนอน เมื่อจาแนกตามตาแหน่ งที่ตดเชื้อพบว่า พ.ศ. 2548

่ ั ้

มากทีสุดในระบบทางเดินปสสาวะ จานวน 3 ราย อัตรา 1.2 ครัง/1000 วันนอน พ.ศ. 2549

พบการติ ด เชื้อ ที่ป อด 4 ราย อัต รา 1.7 ครัง /1000้ วัน นอน พ.ศ. 2549



พบการติดเชื้อทีปอดและการติดเชื้อในกระแสเลือด อย่างละ 1 ราย คิดเป็ นอัตรา 0.4 ครัง/1000 ้

้ ่

วันนอน และในพ.ศ. 2551 ยังคงพบเฉพาะการติดเชือทีปอด จานวน 1 ราย คิดเป็ นอัตรา 0.4

้ ่ ้ ่ ี ั ุ

ครัง/1000 วันนอน และเมือจาแนกการติดเชือทีมความสัมพันธ์กบการใส่อปกรณ์ทางการแพทย์พบว่า

้ ่ ่

พ.ศ. 2548 พบการติดเชือทีปอดจากการใส่เครื่องช่วยหายใจ จานวนมากทีสุด 14 ราย คิดเป็ นอัตรา

้ ้

6.8 ครัง/1000 วันนอน ลดลงเหลือ 8 ราย (อัตรา 4.0 ครัง/1000 วันนอน ) 7 ราย (อัตรา 3.3

้ ้

ครัง/1000 วันนอน ) และ 2 ราย (อัตรา 1.1ครัง/1000 วันนอน ) ในพ.ศ. 2549,2550 และ พ.ศ. 2551

่ ั ื ้ ั

ตามลาดับ แต่การติดเชื้อทียงพบสูงอยู่คอการติดเชือทางเดินปสสาวะจากการใส่สวนปสสาวะค้างไว้ั

ยังพบจานวน 9, 18 ,18 และ 7 ราย (อัตรา 4.7,8.6, 8.0 และ 3.8) ..ในพ.ศ. 2548. 2549, 2550 และ

2551 ตามลาดับ



สรุปผลการศึกษา

การติด เชื้อ ของผู้ ป่ ว ยในหออภิบ าลผู้ป่ ว ยหนั ก ศัล ยกรรมโดยภาพรวมมีจ านวนลดลง

แต่ ถ้ า จ าแนกตามประเภทยั ง คงพบการติ ด เชื้ อ จาการใ ส่ อุ ป กรณ์ ทางการแพทย์ ทุ ก ปี

ั ั

โดยเฉพาะการติด เชื้อ ทางเดิน ป ส สาวะจากการใส่ ส ายสวนป ส สาวะคาไว้ย ัง คงมีอ ัต ราที่สู ง อยู่

่ ้ ่ ่

ในขณะทีการติดเชือทีปอดจากการเครืองช่วยหายใจมีจานวนลดลงทุกปี



ข้อเสนอแนะ

้ ่ ่ ั

1. ควรมีการพัฒนามาตรฐานการดูแลผูปวยทีใส่สายสวนปสสาวะคาไว้เพือป้องกันการติดเชื้





อในระบบทางเดินปสสาวะ

2. เจ้าหน้าทีควรได้รบการอบรมเรืองการดูแลและป้องกันการติดเชือทุกระดับครบ 100%

่ ั ่ ้









ระบาดวิ ทยาไอซียศลยกรรมและอุบติเหตุประจาปี 2551

ู ั ั

(Epidemiology of Surgery Intensive Care Unit : 2008)



้ ่ ั

หออภิบาลผูปวยหนักศัลยกรรมและอุบตเิ หตุ โรงพยาบาลนพรัตน้าธานี



หลักการและเหตุผล

หน่วยงานไอซียศลยกรรมเปิ ดให้บริการเป็ นหน่วยงานเฉพาะทางในการดูแลผูป่วยวิกฤตด้าน

ู ั ้

ศัล ยกรรมตัง แต่ พ.ศ. 2540

้ โดยให้ ก ารดู แ ลผู้ ป่ ว ยก่ อ นและหลัง ผ่ า ตั ด ที่ ม ีภ าวะวิ ก ฤต

มี ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ที่ รุ น แ ร ง ผู้ ป่ ว ย วิ ก ฤ ต ที่ ต้ อ ง ก า ร ดู แ ล อ ย่ า ง ใ ก ล้ ชิ ด

ต้ อ งการใช้ เ ครื่ อ งมื อ หรื อ อุ ป กรณ์ ทางการแพทย์ ท่ี ม ี ค วามสลั บ ซั บ ซ้ อ น มี ค วามยุ่ ง ยาก

ร ว ม ทั ้ ง ผู้ ป่ ว ย อุ บั ติ เ ห ตุ ที่ ม ี ภ า ว ะ คุ ก ค า ม ต่ อ ชี วิ ต ทั ้ ง ผู้ ป่ ว ย ร ะ บ บ ศั ล ย ก ร ร ม ทั ว ไ ป



ศัล ยกรรมประสาทและสมอง ศัล ยกรรมกระดู ก และข้ อ รวมทัง ศัล ยกรรมทางเดิ น ป ส สาวะ ้ ั

ซึ่ ง ป ั จ จุ บั น ยั ง ไ ม่ มี ข้ อ มู ล ที่ ชั ด เ จ น ข อ ง ห น่ ว ย ง า น



จึงทาการศึกษาเพือใช้เป็ นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพของงานบริการต่อไป



วัตถุประสงค์

่ ั ิ ้ ่ ู ั ั

1. เพือศึกษาถึงอุบตการณ์ของผูปวยทีเ่ ข้ารับการบริการในไอซียศลยกรรมและอุบตเิ หตุ

่ ่ ี ู ั

2. เพือทราบถึงโรคหรือระบบทีมความต้องการรับบริการในไอซียศลยกรรม

่ ้

3. เพือเป็ นข้อมูลพืนฐานในการพัฒนางานบริการให้เหมาะสม



ผู้ป่วยและวิ ธีการ

เป็ นการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective Study)



จากเวชระเบียนประจาหน่วยงานทังในรูปแบบบันทึกและระบบคอมพิวเตอร์



ผลการศึกษา

พบว่า มีผู้ป่วยเข้ารับบริการในไอซียูศลยกรรมและอุบติเหตุเป็ นจานวน 404 ราย (10

ั ั

เดือนของปี งบประมาณ 2551) เฉลี่ยเดือนละ 40.4 ราย จานวนวันนอนรวม 2531 วัน เฉลี่ย

253.1 วัน ประเภทของการเข้ารับบริการส่วนใหญ่เป็ น Non trauma 284 ราย คิดเป็ นร้อยละ 70.3

ระบบที่เ ข้า รับ การรักษาพยาบาลมากที่สุด คือ ระบบประสาทและสมอง จ านวน 147 ราย

คิด เป็ น ร้อ ยละ 36.39 และในระบบนี้ โ รคที่ร ับ บริก ารมากที่สุ ด คือ เส้น เลือ ดในสมองแตก



เลื อ ดคั ง ในสมองจากภาวะความดั น โลหิ ต สู ง 53 ราย คิ ด เป็ นร้ อ ยละ -36.05

รองลงมาคือ การบาดเจ็บ ของสมองจากอุบ ัติเ หตุ จ านวน 44 ราย คิด เป็ น ร้อยละ 29.93

รองลงมาคือระบบทางเดินอาหาร จานวน 104 ราย คิดเป็ นร้อยละ 25.74 โรคทีพบมากทีสุดคือ ่ ่

มะเร็ง จานวน 43 ราย คิดเป็ นร้อยละ 41.3 รองลงมาคือ เลือดออกในทางเดินอาหาร จานวน 21

ราย คิด เป็ นร้อยละ 20.20 ระบบกระดูกและข้อจ านวน 41ราย คิดเป็ น ร้อยละ 10.14

ั ิ

อุบตเหตุของช่องท้อง ช่องอก การบาดเจ็บหลายระบบ จานวน 47 ราย คิดเป็ นร้อยละ 11.63

และระบบทีรบบริการน้ อยที่สุดคือระบบทางเดินปสสาวะจานวน 9

่ั ั ราย คิดเป็ นร้อยละ 2.23

การผ่ า ตัด ที่ม ากที่สุ ด การผ่ า ตั ด ระบบช่ อ งท้ อ งจ านวน 149 ราย คิ ด เป็ น ร้ อ ยละ 49.83

รองลงมาคือการผ่าตัดของระบบประสาทและสมอง จานวน 103 ราย คิด เป็ นร้อยละ 34.45

ุ่

น้อยทีสดคือการผ่าตัดช่องอก จานวน 6 ราย คิดเป็ นร้อยละ 2.00



สรุปผลการศึกษา

ผู้ ป่ ว ย โ ร ค ห ล อ ด เ ลื อ ด ส ม อ ง แ ต ก ยั ง พ บ อั ต ร า ที่ สู ง ที่ สุ ด

มี จ า น ว น เ พิ่ ม ขึ้ น แ ล ะ ยั ง ค ง เ ป็ น เ ช่ น เ ดิ ม ทุ ก ปี

ซึ่ ง ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ ส ถิ ติ ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ที่ ยั ง พ บ ผู้ ป่ ว ย ก ลุ่ ม นี้ เ ป็ น จ า น ว น สู ง ม า ต ล อ ด

ร อ ง ล ง ม า คื อ โ ร ค ม ะ เ ร็ ง ที่ ยั ง ค ง มี จ า น ว น ม า ก เ ช่ น เ ดี ย ว กั น

ซึงทางโรงพยาบาลควรมีนโยบายเพือเตรียมพร้อมในการให้บริการผูปวยกลุ่มนี้

่ ่ ้ ่



ข้อเสนอแนะ

1. ค ว ร มี ห น่ ว ย ง า น ที่ ร อ ง รั บ ผู้ ป่ ว ย โ ร ค ร ะ บ บ ป ร ะ ส า ท แ ล ะ ส ม อ ง โ ด ย เ ฉ พ า ะ

เ นื่ อ ง จ า ก ผู้ ป่ ว ย ก ลุ่ ม นี้ ต้ อ ง ก า ร ก า ร ดู แ ล อ ย่ า ง ใ ก ล้ ชิ ด แ ล ะ ร ว ด เ ร็ ว ใ น ก า ร วิ นิ จ ฉั ย

ต้ อ ง ใ ช้ ร ะ ย ะ เ ว ล า น า น ใ น ก า ร รั ก ษ า

อัตราการครองเตียงสูงและมีภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมากถ้าได้รบการดูแลทีไม่เหมาะสม ั ่

2. ควรมีก ารจัด ให้ ม ีห รือ ส่ ง เจ้า หน้ า ที่เ ข้า ร่ ว มประชุ ม อบรมเกี่ย วกับ โรคหลอดเลือ ดสมอง

้ ่ ้ ้ ่

การดูแลผูปวยมะเร็งระยะต่าง ๆ รวมทังการดูแลผูปวยระยะสุดท้ายในไอซียู









ผลการการประเมิ นผู้ที่มาขอรับตรวจเลือดเอชไอวี



แผนกผู้ป่วยนอกทัวไป ปี งบประมาณ 2544-2550



จิตรลดา ขาทัว, มาลี, จันทร์เทพ, วันวิสาข์ ทิมมานพ

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ป ั จ จุ บั น ส ถ า น ก า ร ณ์ แ ล ะ ป ั ญ ห า โ ร ค เ อ ด ส์ ไ ด้ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป

มี ผู้ ส น ใ จ ต ร ว จ เ ลื อ ด เ พื่ อ ห า เ ชื้ อ เ อ ช ไ อ วี แ ล ะ แ พ ท ย์ ส่ ง ต ร ว จ ม า ก ขึ้ น



ส่ ง ผลให้ ผู้ ท่ี ติ ด เชื้ อ เอชไอวี ไ ด้ เ ข้ า ถึ ง บริ ก ารดู แ ลรั ก ษา รวมทัง บริ ก ารยาต้ า นไวรัส มากขึ้ น

ง า น บ ริ ก า ร ป รึ ก ษ า แ ล ะ ต ร ว จ ห า ก า ร ติ ด เ ชื้ อ เ อ ช ไ อ วี

่ ่ ้ ิ ้

เป็ นจุดบริการทีสาคัญจุดแรกทีจะทาให้ประชาชนและผูตดเชือเอช ไอ วี ได้รบทราบสถานะการติดเชือ ั ้

ได้ร บ ความรู้ค วามเข้า ใจเรื่องโรคเอดส์ การป้ องกัน การรัก ษาสุ ข ภาพ การดูแ ลทางสังคมจิตใจ



ั ั

มีแนวทางการแก้ไขปญหาด้วยศักยภาพของตนเอง และได้รบการส่งต่อเข้ารับบริการสุขภาพด้านต่างๆ

ที่ เ ห ม า ะ ส ม ร ว ม ทั ้ ง ไ ด้ รั บ ข้ อ มู ล ด้ า น ก า ร บ ริ ก า ร ดู แ ล รั ก ษ า

ดั ง นั ้ น ก า ร ใ ห้ ค า ป รึ ก ษ า ก่ อ น ต ร ว จ เ ลื อ ด จึ ง เ ป็ น สิ่ ง ส า คั ญ

ผู้ จั ด ท า จึ ง ส น ใ จ ศึ ก ษ า ข้ อ มู ล ผู้ รั บ บ ริ ก า ร ที่ ม า ต ร ว จ เ ลื อ ด ขั ้ น ต้ น

เพือเป็ นแนวทางในการพัฒนาการช่วยเหลือผูปวยต่อไป

่ ้ ่



วัตถุประสงค์

่ ่ ้ั ่ ้

เพือศึกษาข้อมูลทัวไปของผูรบบริการทีมารับการตรวจหาเชือเอชไอวี



วิ ธีการศึกษา

เป็ นการเก็บข้อมูลผูรบบริการทีมารับการตรวจหาเชือเอชไอวี

้ั ่ ้ ้ ่ ่

แผนกผูปวยนอกทัวไป

้ ั

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โดยเก็บข้อมูล ตังแต่วนที่ 1 ตุลาคม 2543 – วันที่ 30 กันยายน 2550

จากแบบสอบถามก่อนการตรวจเลือด(Pre test Counselling)



ผลการศึกษา

่ี ้ ุ่

กลุ่มอายุทสนใจตรวจเลือดหาเชือ HIV มากทีสดได้แก่ กลุ่มอายุ 20-29 ปี

- ในกลุ่ม Non Reactive ทีพบมากทีสุดได้แก่ มีการเข้าใจรู้จกดีเรื่องโรคเอดศ์มากทีสุด 75.8%

่ ่ ั ่

ไม่ เ คยใช้ ถุ ง ยางอนามัย 76.1% คาดว่ า ผลการตรวจเลื อ ดไม่ พ บเชื้อ 77.4%

ส า เ ห ตุ ที่ ต ร ว จ เ ลื อ ด ม า ก ที่ สุ ด คื อ ข อ ใ บ รั บ ร อ ง แ พ ท ย์ 93.8%

ุ่

น้อยทีสดคือตรวจก่อนแต่งงานและก่อนมีบุตรไม่มการตรวจเลือด ี

- ในกลุ่ ม Reactive ที่พ บมากที่สุ ด คือ เข้า ใจรู้จ ัก ดี 17.4% เคยใช้ถุ ง ยา 17.4%

คาดว่ า ผลการติด เชื้อ อาจติ ด เชื้อ 29.2% เมื่อ ติด เชื้อ เอดส์ จ ะรัก ษาต่ อ 40%

ส า เ ห ตุ ที่ ต ร ว จ เ ลื อ ด ม า ก ที่ สุ ด คื อ เ มื่ อ ท ร า บ ผ ล แ ล ะ ต้ อ ง ก า ร รั ก ษ า ต่ อ 59.5%

สาหรับการตรวจเลือก่อนแต่งงานมีบุตรไม่มเี ลยเช่นเดียวกับกลุ่ม Non Reactive



ความชุกของปุ่ มกระดูกกลางเพดาน และปุ่ มกระดูกขากรรไกรล่าง ในคนไข้สงอายุ



ิ ิ

ทันตแพทย์วสทธิ ์ สุขวณิช

กลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ข อ ง ก า ร ศึ ก ษ า นี้

่ ่ ่

เพือหาความชุกของปุมกระดูกกลางเพดานในขากรรไกรบนและปุมกระดูกบริเวณลิ้นของขากรรไกรล่า

ง ในคนไข้ ท่ี ม ี อ ายุ 65 ปี ข้ึน ไป ที่ ม าตรวจรัก ษาที่ ค ลิ นิ ก ทัน ตกรรมผู้ สู ง อายุ

ั้

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โดยทาการศึกษาในคนไข้ทงหมด 249 คน แบ่งเป็ นชาย 100 คน

และหญิง 149 คน พบว่า

- ่

พบปุมกระดูกทังหมด ้ 32.93% ในกลุ่มตัวอย่างทังหมด้

- ่

พบปุมกระดูกกลางเพดาน 87%



- พบปุมกระดูกขากรรไกรล่าง 50%



- พบทังบนและล่าง 37.8%

ผลของการสร้างเสริ มพลังอานาจที่ มีต่อพฤติ กรรมการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

และผู้ป่วยเอดส์ ที่ มารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



วันวิสาข์ ทิมมานพ, พวงแก้ว โตษยานนท์, เรียวพลอย กาศพร้อม

ิ ุ

พรทิพย์ วรนัยพินจ, มาเรียม ดอรอมาน, รัตน์สดา จารุสาร

องค์กรภาคธุรกิจไทยต้านภัยเอดส์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ั ้ ั ่

การวิจยครังนี้ เป็ นการวิจยกึงทดลอง(Quasi Experimental Research) แบบ control

group pretest-posttest design

เรืองผลของการเสริมสร้างพลังอานาจทีมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผูตดเชือเอชไอวีและผูปวยเ

่ ่ ี ้ ิ ้ ้ ่

ั ่ ู้ ิ ้ ้ ่

อดส์ โดยมีวตถุประสงค์เพือให้ผตดเชือและผูปวยเอดส์สามารถดูแลตนเองได้ และมีสมมติฐาน

้ ิ ้ ้ ่ ่ี ั

คือผูตดเชือเอชไอวีและผูปวยเอดส์ทได้รบการการเสริมสร้างพลังอานาจจะมีพฤติกรรมการดูแลตนเอง



ดีกว่าก่อนได้รบการเสริมสร้างพลังอานาจ

่ ึ ้ ้ ิ ้ ้ ่

กลุ่มตัวอย่างทีศกษาในครังนี้ ได้แก่ ผูตดเชือเอชไอวีและผูปวยเอดส์ ทีมารับการรักษา่

้ ่

แผนกผูปวยนอกอายุรกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ้

ตังแต่เดือนมกราคม 2550

จนถึงเดือนมิถุนายน 2550 จานวน 50 ราย

การเสริมสร้างพลังอานาจโดยใช้การให้คาปรึกษารายบุคคลและรายกลุ่ม

่ ีั

กลุ่มทีใช้มลกษณะเป็ นกลุ่มเปิด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง

ิ ่ี

สถิตทใช้ในการวิเคราะห์ขอมูล ้ ได้แก่ การหาค่าความถี่(Frequency)



ค่าเบียงเบนมาตราฐาน(Standard Deviation) การทดสอบค่าที(T-test)

และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (Oneway Anova)

่ ่ ้

และการทดสอบค่าเฉลียเป็ นรายคูดวยวิธของ Scheffe ี





วิ ธีดาเนิ นการวิ จย

ที ม ผู้ วิ จั ย ไ ด้ ใ ช้ ทั ก ษ ะ ก า ร ใ ห้ ค า ป รึ ก ษ า ทั ้ ง ร า ย บุ ค ค ล แ ล ะ ร า ย ก ลุ่ ม

โ ด ย ใ ช้ เ ท ค นิ ค ก า ร ใ ห้ ค า ป รึ ก ษ า ร า ย บุ ค ค ล ใ น ค รั ้ ง ที่ 1

่ ้ ั

เพือสร้างสัมพันธภาพและให้ขอมูลการดาเนินการวิจยตลอดจนทาแบบสอบถามสาหรับผูทเี่ ข้าร่วมกิจ ้

ก ร ร ม ก ลุ่ ม ค รั ้ ง ที่ 2 เ พื่ อ เ ต รี ย ม ค ว า ม พ ร้ อ ม ข อ ง ส ม า ชิ ก



ให้ผู้ร ับ ค าปรึก ษาตระหนั ก และยอมรับ ถึง ความรับ ผิด ชอบต่ อ ป ญ หาของตนเองและของเพื่อ น

แ ล ะ ป ร ะ เ มิ น ป ั ญ ห า ก า ย จิ ต สั ง ค ม เ พื่ อ ส่ ง ต่ อ ใ ห้ ผู้ น า ก ลุ่ ม

้ ั

และเมื่อผูนากลุ่มประเมินว่ามีสมาชิกกลุ่มบางรายควรได้รบการให้คาปรึกษารายบุคคลเพิมเติมโดยผู้ ่

้ ่

นากลุ่มสามารถส่งต่อทีมดูแลผูปวยเอดส์โดยมีพยาบาลให้คาปรึกษาของศูนย์โรคเอดส์เป็ นผูประสานง ้

า น ใ ช้ ก า ร ใ ห้ ค า ป รึ ก ษ า ร า ย ก ลุ่ ม ใ น กิ จ ก ร ร ม ก ลุ่ ม ค รั ้ ง ที่ 3-25 เ พื่ อ

ส ร้ า ง บ ร ร ย า ก า ศ ข อ ง ก า ร เ รี ย น รู้ ร่ ว ม กั น ส ร้ า ง ค ว า ม ไ ว้ ว า ง ใ จ

แ ล ก เ ป ลี่ ย น เ รี ย น รู้ เ กี่ ย ว กั บ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ข อ ง แ ต่ ล ะ ค น มี ก า ร ส ะ ท้ อ น ค ว า ม คิ ด

่ ั ้ ้ ั้

เพือให้สามารถสะท้อนสถานการณ์และปญหาร่วมกันโดยผูนากลุ่มเป็ นผูตงคาถามให้กลุ่มช่วยคิดหาคา

ต อ บ ใ ช้ เ ท ค นิ ค ก า ร ใ ช้ ค า ถ า ม แ ล ะ ก า ร ส รุ ป ค า ต อ บ ร่ ว ม กั น

่ ่ ั ั ่

และให้สมาชิกกลุ่มสรุปสิงทีสมาชิกได้รบและการนาการแก้ปญหาทีได้ใช้จากกลุ่มไปใช้ในชีวตประจาวั ิ

น เมื่อดาเนินกิจกรรมการเสริมสร้างพลังอานาจครบ 6 เดือน(มกราคม 2550 – มิถุนายน 2550)

ผู้วิจ ัย ประเมิน ผลการดูแ ลสุข ภาพ โดยทาแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแ ลตนเอง (posttest)

และทาแบบประเมินความพึงพอใจ และนาข้อมูลทีได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ่



สรุปผลการวิ จย



1. การศึกษาปจจัยส่วนบุคคล พบว่ามีเพศชายร้อยละ 54 เพศหญิงร้อยละ 46 อายุน้อยกว่า

25 ปี ร้อยละ 54 ระดับ BMI อยูในเกณฑ์ปกติ(18-21.9 กิโลกรัม/เมตร2 )ร้อยละ 54





การศึกษาจบชันมัธยมต้น ร้อยละ34 รองลงมา ได้แก่

้ ั

จบชันประถมศึกษา,ไม่จบประถมศึกษาหรือไม่ได้รบการศึกษา ร้อยละ 24 สถานภาพคูมากทีสด ่ ุ่

ร้อยละ 44 ่

อาชีพทีพบมากทีสดุ่ ได้แก่ อาชีพรับจ้างร้อยละ 52

้ ่

การติดเชือเอชไอวีพบมากทีสุดทางเพศสัมพันธ์แบบรักต่างเพศร้อยละ 86

สาเหตุการตรวจเลือดทีพบมากทีสดได้แก่

่ ุ่ ่ ึ

มีการเจ็บปวยแพทย์จงขอตรวจร้อยละ42



การรักษากินยาต้านไวรัสเอดส์รอยละ60

2.



คะแนนเฉลียพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมและรายด้านก่อนและหลังการให้การเสริมสร้างพลังอาน

ั ิ ่ี

าจแตกต่างกันอย่างมีนยสาคัญทางสถิตทระดับ.05



โดยมีคะแนนเฉลียพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมและรายด้านหลังการเสริมสร้างพลังอานาจสูงกว่า

ก่อนการให้เสริมสร้างพลังอานาจ

ระบาดวิ ทยาของการเกิ ดผลกดทับในไอซียศลยกรรมและอุบติเหตุ

ู ั ั

(Epidemiology of Pressure Sore in SICU: 2006-2008)



้ ่ ั

หออภิบาลผูปวยหนักศัลยกรรมและอุบตเิ หตุ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

ก า ร เ กิ ด แ ผ ล ก ด ทั บ เ ป็ น ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ที่ เ กิ ด ขึ้ น ไ ด้ ง่ า ย แ ล ะ บ่ อ ย

เ ป็ น ป ร ะ เ ด็ น ห นึ่ ง ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น คุ ณ ภ า พ ก า ร ดู แ ล รั ก ษ า ใ น ห อ ผู้ ป่ ว ย วิ ก ฤ ต

ซึ่ ง นอกจากการให้ ก ารดู แ ลรั ก ษาให้ ผู้ ป่ ว ยปลอดภั ย จากภาวะคุ ก คามชี วิ ต และสุ ข ภาพ

หรือรักษาอาการที่รุน แรงแล้ว ควรให้บริการที่ป ลอดภัยจากความเสี่ย งหรือภาวะแทรกซ้อนต่า งๆ

อี ก ด้ ว ย ซึ่ ง ป ั จ จุ บั น ไ ม่ มี ข้ อ มู ล ที่ ชั ด เ จ น ใ น ห น่ ว ย ง า น



จึงทาการศึกษาเพือใช้เป็ นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพของงานบริการต่อไป



วัตถุประสงค์

1. เพือทราบถึงอุบตการณ์ของการเกิดแผลกดทับในหอผูป่วยหนักศัลยกรรม และอุบตเิ หตุ

่ ั ิ ้ ั



2. เพือทราบตาแหน่งทีเ่ กิดแผลกดทับ และอัตราการเกิดแผลกดทับ



วิ ธีดาเนิ นการวิ จยั

เ ป็ น ก า ร ศึ ก ษ า ย้ อ น ห ลั ง (Retrospective Study)

่ ู ั

จากเวชระเบียนและแบบบันทึกการประเมินความเสียงต่อการเกิดแผลกดทับในไอซียศลยกรรมและอุบ ั



ติเหตุ ตังแต่ตุลาคม พ.ศ. 2549- มิถุนายน พ.ศ. 2551



ผลการศึกษา

พบว่ามีผป่วยกลุ่มเสียงต่อการเกิดแผลกดทับปี งบประมาณ 2549 (ตุลาคม 2548-กันยายน

ู้ ่

2549)จานวน 401 ราย จากจานวนผูป่วยทังหมด 404 ราย คิดเป็ นร้อยละ 99.25 พ.ศ. 2550

้ ้

จานวน 411 ราย จาก 417 ราย คิดเป็ นร้อยละ 98.5 และ 358 ราย จาก 368 รายในปี 2551 (

9 เดือน) คิดเป็ นร้อยละ 97.28 ในผูป่วย 1 ราย พบอุบตการณ์ของการเกิดแผลกดทับมากกว่า 1

้ ั ิ

ตาแหน่ ง ในพ.ศ. 2550 จากผูป่วยทีเกิดแผล 27 ราย จานวนแผล 60 แผล และในพ.ศ. 2551

้ ่

จากผู้ป่วย 29 รายพบจานวนแผลถึง 61 แผล ซึ่งถ้าคิดเป็ นอัตราการเกิดแผลกดทับ ต่อ 1,000

่ ้ ่

วันนอน พบว่ามีจานวนเพิมขึนจาก 8.90 ในปี 2549, 21.84 ในปี 2550 และเพิมเป็ น 30.62 ในปี

2551 ตาแหน่ งที่พ บแผลกดทับ มากที่สุด คือ บริเ วณก้น และสะโพก คือ 14 แผล จาก 24

แผลในปี 2549 คิดเป็ นร้อยละ 58.33 เป็ น 11 จาก 16 แผลในปี 2550 คิดเป็ นร้อยละ 68.75 และ

16 แผลจาก 33 แผลในปี 2551 คิดเป็ นร้อยละ 54.54

สรุป

การเกิ ด แผลกดทับ ในไอซี ยู ศ ัล ยกรรม ยัง พบอัต ราที่ สู ง อยู่ และมี จ านวนเพิ่ ม ขึ้ น

่ ุ่

ตาแหน่งทีพบมากทีสดยังคงเป็ นตาแหน่งเดิม คือ ก้นและสะโพกเช่นเดียวกันทุกปี



ข้อเสนอแนะ

1. คว ร มี ก า ร พั ฒ น า ก า ร ดู แ ล ผู้ ป่ ว ย ที่ ม ี ค ว า ม เ สี่ ย ง สู ง ต่ อ ก า ร เ กิ ด แ ผ ล ก ด ทั บ



เนื่องจากมีอตราการเกิดแผลมากขึน ้

่ ้ ่

2. เพิมศักยภาพในการดูแลผูปวยโดยการใช้ทมสหวิชาชีพเข้ามาช่วยดูแลผูปวยวิกฤต

ี ้ ่

่ ั ่ ี ่

เพือแก้ไขปญหาทีมความยุงยากซับซ้อนของแผล

การปฏิ บติด้านความปลอดภัยชีวภาพของบุคลากรใน



ห้องปฏิ บติการ โรงพยาบาลของรัฐ กรุงเทพมหานคร





ู ั ิ

นุชนารถ เขียนนุกลพิพฒน์, ลักษมีจรัลกุลพิศษฐ์ วัฒนสมบูรณ์

เฟื่องฟ้า อุตรัชต์กจ พยาบาลป้องกันและควบคุมการติดเชือ

ิ ้

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



วัตถุประสงค์

่ ั ิ ้ ั ิ

เพือประเมินการปฏิบตดานความปลอดภัยชีวภาพของบุคลากรในห้องปฏิบตก ารโรงพยาบาล

ของรัฐ กรุงเทพมหานคร



วัสดุและวิ ธีการ

ก า ร ศึ ก ษ า นี้ เ ป็ น ก า ร ศึ ก ษ า ภ า ค ตั ด ข ว า ง

่ ั ิ ้

เพือประเมินการปฏิบตดานความปลอดภัยชีวภาพของบุคลากรในห้องปฏิบตการโรงพยาบาลของรัฐกรุ ั ิ

งเทพมหานคร 4 โรงพยาบาลคือโรงพยาบาล A123 คน โรงพยาบาล B47 คน โรงพยาบาล

้ ้

C33 คน และโรงพยาบาล D20 คน รวมทังสิน 223 คน ระหว่างตุลาคม พ.ศ. 2550 ถึง

กุ ม ภ า พั น ธ์ พ . ศ . 2551

่ ั ิ ้

โดยใช้แบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์เกียวกับการปฏิบตดานความปลอดภัยชีวภาพ 4 ด้าน

ไ ด้ แ ก่ ด้ า น กา ร บ ริ ห า ร ด้ า น กา ร ป ฏิ บ ั ติ ง า น ด้ า น กา ร ใ ช้ อุ ป ก ร ณ์ ป้ อ ง กั น ร่ า ง กา ย

ั ิ

และด้านการจัดห้องปฏิบตการนาเสนอข้อมูลโดยใช้สถิตเิ ชิงพรรณา



ผลการศึกษา

่ ึ

ร้อยละ 57.8 ของบุคลากรทีศกษา มีอายุระหว่าง 41 – 60 ปี ร้อยละ 78.5

เป็ นเพศหญิ ง ค่ า เฉลี่ ย ระยะเวลาท างาน 16.3 ปี ผลจากการส ารวจ

ก า ร ป ฏิ บั ติ ด้ า น ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร พ บ ว่ า บุ ค ล า ก ร ร้ อ ย ล ะ 51.6

มี ก า ร ก า ห น ด ข้ อ ห้ า ม ห รื อ ค ว บ คุ ม บุ ค ค ล ภ า ย น อ ก เ ข้ า ไ ป ใ น ห้ อ ง ป ฏิ บั ติ ก า ร

ข ณ ะ มี ก า ร ท ด ล อ ง ที่ อ า จ มี ก า ร แ พ ร่ ก ร ะ จ า ย เ ชื้ อ ร้ อ ย ล ะ 55.2

ั ิ ั

ได้ร บภูมคุ้มกันอย่า งเหมาะสมก่อนปฏิบติงานในห้องปฏิบ ัติการ เกือบร้อยละ 37 ตอบว่ า

มีการห้ามรับประทานอาหาร ดื่มน้ า และตกแต่งเครื่องสาอางค์ในพื้นทีขณะทางาน ร้อยละ 43.5 ่

มี ก ารติ ด สั ญ ลั ก ษณ์ แ สดงอั น ตรายไว้ ห น้ า ทางเข้ า สถานที่ ป ฏิ บ ั ติ ก ารซึ่ ง เสี่ ย งต่ อ อั น ตราย

ส่ ว น ก า ร ป ฏิ บ ั ติ ด้ า น ก า ร ใ ช้ อุ ป ก ร ณ์ ป้ อ ง กั น ร่ า ง ก า ย พ บ ว่ า บุ ค ล า ก ร ร้ อ ย ล ะ 39

มีการสวมอุปกรณ์ ร่างกาย เช่น goggles, Mask เมื่อต้องปฏิบตงานภายนอกตู้ กาจัดมลพิษ ั ิ

(BSC) ทีมโอกาสเสียงต่อการกระเด็นหรือการฟุ้งกระจายของเชือ ร้อยละ 39.5 มีการบารุงรักษาตู้

่ ี ่ ้

BSC ทุกปี ร้อยละ 49.8 มีการปฏิบตงานทีอาจทาให้เชือมีการกระเด็นหรือฟุ้งกระจายในตู้ BSC

ั ิ ่ ้

ส า ห รั บ ก า ร ป ฏิ บั ติ ด้ า น ก า ร จั ด ห้ อ ง ป ฏิ บั ติ ก า ร พ บ ว่ า ร้ อ ย ล ะ 38.1

้ ่ ี ่

เท่านันทีมน้ายาล้างตาทีสามารถพร้อมใช้เสมอในการปฏิบตงาน ั ิ









สรุป

้ ั ิ ้

การศึกษานี้เป็ นข้อมูลพืนฐานในการพัฒนารูปแบบการปฏิบตดานความปลอดภัยชีวภาพในห้

อ ง ป ฏิ บั ติ ก า ร

และฝึกอบรมเสริมทักษะโดยเฉพาะด้านการใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกายเพื่อป้องกันการติดเชือในบุคลา



ั ิ

กรในห้องปฏิบตการ



การพัฒนาระบบการบริ บาลทางเภสัชกรรมสาหรับผู้ป่วยใน ที่ ได้รบยา Warfarin



กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



Warfarin

เป็ นยาเพียงชนิดเดียวทีใช้รบประทานเพือป้องกันภาวะการแข็งตัวของเลือดในโรคต่างๆ

่ ั ่



แต่เนื่องจากมีคาดัชนีการรักษาแคบ (narrow therapentic index) และมีโอกาสเกิดอันตรกิรยากับยา ิ

สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ทาให้เกิดความเสียงต่อชีวตของผูปวย

่ ิ ้ ่

การพัฒนาระบบการบริบาลทางเภสัชกรรมสาหรับผูปวยใน ้ ่ ่ ั

ทีได้รบยา Warfarin

ั ่ ู้ ่

มีวตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1. เพือให้ผปวยได้รบความรูเกียวกับยา Warfarin ั ้ ่

ั ิ ั ู

และสามารถปฏิบตตวได้ถกต้อง



2.เฝ้ าระวังและหาแนวทางป้องกันหรือแก้ไขปญหาทีอาจเกิดขึนจากการใช้ยา

่ ้ Warfarin และ

้ ่

3.เกิดการพัฒนาระบบการดูแลผูปวยใน วิธการดาเนินการ : ผูปวยในทีได้รบยา Warfarin

ี ้ ่ ่ ั

ั ่

ทุกรายจะได้รบการประเมินความรูเ้ รืองยาก่อนและหลัง ั

การได้รบคาอธิบาย



เภสัชกรประเมินการใช้ยาและสืบค้นปญหาทีเ่ กิดขึนจากยา ้ Warfarin โดยวิเคราะห์สาเหตุ



และปรึกษาปญหาร่วมกับแพทย์ รวมทังติดตามประเมินการใช้ยา Warfarin จนกระทังผูปวยกลับบ้าน

้ ่ ้ ่

ผลการปฏิบตงาน: เริม 1 ตุลาคม 2550 – 31 มีนาคม 2551 จานวนผูปวยทังหมด 36 คน

ั ิ ่ ้ ่ ้

อยูในช่วงอายุ 19-60 ปี และมีสาเหตุจาก Deep vein thrombosis มากทีสด พบปญหาจากการใช้ยา

่ ุ่ ั



Warfarin ได้แก่ เลือดออกใต้ผวหนัง จากการรับประทานน้าขิงสกัด, ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร

เนื่องจากมีโรคตับแทรกซ้อนและเกิด embolic stroke จากการไม่ได้รบยา ั Warfarin

ป้องกันหลังการผ่าตัดลินหัวใจจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง สาหรับการประเมินความรูเ้ กียวกับการใช้ยา

้ ่

Warfarin พบว่า ้ ่ ู้ ู

ผูปวยหรือญาติผดแล

่ ุ่

ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในหัวข้ออาการแทรกซ้อนจากการเกิดลิมเลือดอุดตันมากทีสด



ปญหาและอุปสรรคในการดาเนินการ ้ ่ ่

เกิดจากผูปวยทีไม่สามารถพูดคุยหรือรับฟงได้ั

้ ่ ่

และผูปวยทีกลับบ้านในช่วงวันหยุดราชการ แนวทางพัฒนา: ควรเข้าร่วมทีมกับแพทย์

้ ่ ่ ู้ ่ ู้ ู ้ ่ ั

พยาบาลในการวางแผนจาหน่ายผูปวยเพือให้ผปวยหรือญาติผดแลผูปวยทุกรายได้รบคาอธิบายและ

คาแนะนาก่อนกลับบ้าน









การส่งเสริ มและติ ดตามการรับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่ อง



และสมาเสมอ(Adherence)โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี





วันวิสาข์ ทิมมานพ, พรทิพย์ วรนัยพินจ, นิตยา ภาพสมุทร



เรียวพลอย กาศพร้อม, อุทมพร, พุทธิกาญจน์ กิจจาบัญชา

้ ิ ้

อาสาสมัครผูตดเชือโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี





ในป จ จุ บ ัน กระทรวงสาธารณสุ ข ได้ ม ี น โยบายส่ ง เสริ ม การเข้า ถึ ง ยาต้ า นไวรัส เอดส์

ู้ ั ่ ี ิ ้ ่ี ี ิ ั

ส่งผลให้ผรบบริการทีมสทธิ ์ประกันสังคมและผูทมสทธิ ์หลักประกันสุขภาพได้รบยาต้านไวรัสเอดส์เพิม ่

้ ุ

มากขึน โดยเน้นการให้บริการอย่างมีคณภาพ เท่าเทียมกัน

แ ต่ ก า ร กิ น ย า ต้ า น ไ ว รั ส ที่ ไ ม่ ต่ อ เ นื่ อ ง ส ม่ า เ ส ม อ ท า ใ ห้ ใ ห้ เ กิ ด เ ชื้ อ ดื้ อ ย า ไ ด้

ซึ่ ง ส่ ง ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ ร ะ บ บ ง บ ป ร ะ ม า ณ ร ว ม ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ

ดังนันการป้องกันภาวะเชือดือต่อยาจึงเป็ นสิงสาคัญดังนันในระบบการให้บริการดูแลรักษาและควรให้ค

้ ้ ้ ่ ้

วามส าคั ญ ต่ อ การติ ด ตามและส่ ง เสริ ม ความสม่ า เสมอของการรั บ ประทานยาต้ า นไวรั ส



ซึงจะเกิดความสาเร็จในการส่งเสริมและติดตามการรับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องและสม่าเสม

ั้ ่ ู ้ ่ ้ ่

อ ได้นน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมสหวิชาชีพทีดแลผูปวยเอดส์ ผูปวยเอง ญาติและอาสาสมัคร

วัตถุประสงค์



เพือส่งเสริมและติดตามการรับประทานยาต้านไวรัสเอดส์อย่างต่อเนื่องและสม่าเสมอ





วิ ธีการดาเนิ นงาน

1 . จั ด อ บ ร ม ค ว า ม รู้ เ รื่ อ ง ย า อ า ห า ร ที่ สั ม พั น ธ์ กั บ ย า

และการดูแลสุขภาพกับอาสาสมัครทีเ่ ป็ นแกนนาของโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

้ ิ ่

2. กิจกรรมกลุ่มผูตดเชื้อทุกวันพุธเช้า โดยเน้นความสาคัญของการกินยาทีถูกต้อง ตรงเวลา

่ี

โดยอาสาสมัคร และสัปดาห์ท4ของแต่ละเดือนโดยเภสัชกร

3. วันพุธบ่าย(HIV CLINIC)

3 . 1

้ั ่ ิ ุ ั

ผูรบริการทีกนยาต้านไวรัสรายใหม่ทกรายได้รบการประเมินความพร้อมในการกินยา/แนวทางการรักษ

ั ิ

าด้วยยาและการติดตามผลตรวจทางห้องปฏิบตการ/ความสาคัญของการกินยาอย่างต่อเนื่องและโทษข

องการกินยาไม่ต่อเนื่อง โดยพยาบาลศูนย์โรคเอดส์



3.2 ผู้ร ับ บริก ารที่กิน ยาต้า นไวรัส ทุ ก รายได้ร ับ ค าปรึก ษาทุ ก ครัง และทุ ก คนที่ม ารับ ยา

โดยเภสัชกร

ั ้

4. การร่วมแก้ปญหาผูม ี Adheranceต่ากว่า 95%

4.1 เภสั ช กรให้ ค าปรึ ก ษาการกิ น ยาต้ า นไวรั ส ผู้ ป่ ว ยทุ ก ราย ประเมิ น Adherance

และลงแฟ้มผูปวย ้ ่

4.2 พยาบาลศูนย์โรคเอดส์รวบรวมจานวนแยกตาม ระดับAdheranceรายงานผูเ้ กียวข้อง ่

4 . 3 ป รึ ก ษ า ห า รื อ ร่ ว ม กั น ถึ ง แ น ว ท า ง ก า ร ดู แ ล ติ ด ต า ม

้ ่

ช่วยเหลือผูปวยแต่ละรายกับทีมสหวิชาชีพ

สรุปผลการดาเนิ นงาน

้ ่ ่ ั

1. จานวนผูปวยทีได้รบการติดตามและส่งเสริมการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและสม่าเสมอ



2. วิธการติดตาม Adherance

ู ั

การพัฒนาแนวทางการบริ บาลทางเภสัชกรรมแก่ผ้ป่วยนอกที่ ได้รบการรักษาด้วยยา Warfarin

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

่ ี ้

warfarin เป็ นยาต้านการแข็งตัวของเลือดรูปแบบรับประทาน ทีมขอบ่งใช้หลายประการ

่ ี ั

เนื่องจากยา warfarin เป็ นยาทีมดชนีการรักษาแคบ (narrow therapeutic index)

้ ่

หากไม่สามารถควบคุมระดับยาให้อยูในเป้าหมายผูปวยอาจมีอนตรายถึงชีวตจากการเกิดลิมเลือดอุดตั

่ ั ิ ่

ั ิ

น หรือภาวะเลือดออกผิดปกติ นอกจากนี้ยงมีโอกาสเกิดอันตรกิรยากับยา และอาหารหลายชนิด

้ ่ี ั

อีกทังมีเภสัชจลนศาสตร์และเภสัชพลศาสตร์ทซบซ้อน

ั ู้ ่ ่ ั

ทางกลุ่มงานเภสัชกรรมจึงได้พฒนาแนวทางในการให้การบริบาลทางเภสัชกรรมแก่ผปวยทีได้รบยา

warfarin ่ ู้ ่

เพือให้ผปวยมีความรู้ ่ ้

สามารถสังเกตภาวะแทรกซ้อนทีอาจเกิดขึน

ให้ความร่วมมือในการใช้ยา ้ ั

รวมทังเภสัชกรสามารถค้นหาปญหาและแนะนาแนวทางแก้ไข

่ ู ู้ ่

เพือประโยชน์สงสุดแก่ผปวย



วัตถุประสงค์

ู้ ่ ่ ั

1. พัฒนาการบริบาลทางเภสัชกรรมแก่ผปวยนอกทีได้รบการรักษาด้วยยา warfarin

่ ู้ ่ ้

2. เพือให้ผปวยมีความรูและให้ความร่วมมือในการใช้ยา

และสามารถสังเกตภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

ั ้ ่

3. ค้นหาปญหาด้านยา หาแนวทางแก้ไขและให้คาแนะนากับผูปวย



วิ ธีดาเนิ นงาน

้ ่ ่ ั ่ ั ่

ผูปวยทีได้รบยา warfarin ทุกรายทีมารับบริการในเวลาราชการจะได้รบความรูเ้ กียวกับยา

การปฏิบตตว การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน และตระหนักถึงความร่วมมือในการใช้ยาและดูแลตนเอง

ั ิ ั

่ ้ ่ ้ ้

เมือผูปวยมารับยาในครังต่อไปทุกครังจะมีการติดตามค่า INR



ซักถามและประเมินความรูและภาวะแทรกซ้อน

ั ่ ้ ่ ั ิ ั

รวมถึงค้นหาปญหาและหาแนวทางแก้ไขเพือแนะนาผูปวยให้ปฏิบตตวได้เหมาะสมต่อไป



ผลการดาเนิ นงาน

จากการดาเนินงานระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2550 - กรกฎาคม 2551

้ ่ ้ ่ ่ ั

งานจ่ายยาผูปวยนอก ได้ให้คาปรึกษากับผูปวยนอก ทีได้รบยา จานวน 233 ราย

้ ่

การวิเคราะห์ขอมูลในเชิงลึก อยูในระหว่างดาเนินการ



ปัญหาอุปสรรค/ โอกาสพัฒนา

1. การให้คาแนะนาครังแรกต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีต่อผูปวย 1 ราย

้ ้ ่

่ ่ ้ ู้ ่

ซึงบางวันมีจานวนคนไข้มากกว่าเภสัชกรทีตองให้การบริบาลทาให้ผปวยต้องรอนาน

้ ่ ่ ั ้

สาหรับผูปวยทีได้รบการบริบาลซ้าหลายครังอาจเกิดความเบื่อหน่าย

่ ่ ั

จึงควรมีแนวทางเพือคัดกรองการให้การบริบาลเฉพาะในรายทีคาดว่าจะมีปญหาต่อไป

้ ่

2. ค่า INR ของผูปวยบางรายไม่อยูในเป้าหมาย ถึงแม้จะมีการปรับยาจากแพทย์และให้





คาปรึกษาโดยเภสัชกรหลายครัง ควรจะหาแนวทางทีเ่ ป็ นมาตรฐานในการปรับขนาดยา

เพือให้คา INR อยูใน เป้าหมาย และเกิดภาวะแทรกซ้อนให้น้อยทีสด

่ ่ ่ ุ่

ล้างมือการถูกวิ ธี ลด วิ ถีการแพร่เชื้อ



งานพยาบาลด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาล IC



โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

มื อ เ ป็ น อ วั ย ว ะ ที่ สั ม ผั ส สิ่ ง ต่ า ง ๆ ร อ บ ตั ว ม า ก ที่ สุ ด



อี ก ทั ง ยั ง เป็ นพาหนะที่ ดี ใ นการน าเชื้ อ โรคเข้ า สู่ ร่ า งกาย เนื่ อ งจากมี ค วามชื้ น ตลอดเวลา

ทั ้ ง ยั ง ส า ม า ร ถ เ ข้ า ไ ป ไ ด้ ใ น ทุ ก ๆ ส่ ว น ข อ ง ร่ า ง ก า ย

้ ่

โรคติดเชือจานวนมากสามารถแพร่กระจายได้งายโดยการสัมผัสในโรงพยาบาลมือของบุคลากรอาจมีก

ารปนเปื้ อ นเชื้อ โรคจากการปฏิบ ัติง านและเป็ นเหตุ ใ ห้เ กิด การติด เชื้อ และแพร่ ก ระจายเชื้อ ได้

มี ร า ย ง า น วิ จั ย จ า น ว น ม า ก

พบว่าเชื้อโรคบนมือของบุคลากรเพิมขึ้นหลังทากิจกรรมกับผูป่วยและสามารถอยู่ได้เป็ นเวลานาน

่ ้

ซึ่ ง ก า ร ล้ า ง มื อ เ ป็ น วิ ธี ก า ร ก า จั ด เ ชื้ อ โ ร ค ที่ ป ฏิ บั ติ ไ ด้ ง่ า ย ร า ค า ถู ก อี ก ทั ้ ง WHO



มีนโยบายให้ทกประเทศร่วมกับรณรงค์เรืองการล้างมือ ่

ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย โ ด ย ก ร ะ ท ร ว ง ส า ธ า ร ณ สุ ข



จึ ง มี น โยบายรณรงค์ ก ารล้ า งมื อ ในโรงพยาบาลทั ว ประเทศ ดั ง นั ้น งานวิ ช าการพยาบาล

ก ลุ่ ม ภ า ร กิ จ บ ริ ก า ร วิ ช า ก า ร โ ร ง พ ย า บ า ล น พ รั ต น ร า ช ธ า นี

จึงได้เล็งเห็นความสาคัญในการล้างมือทีถูกต้อง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชือโรค งานวิจยของ

่ ้ ั

Professor Dr.Nordiah Awang Jalil จากประเทศมาเลเซี ย

พ บ ว่ า ก า ร ณ ร ง ค์ เ รื่ อ ง ก า ร ล้ า ง มื อ อ ย่ า ง เ ดี ย ว ไ ม่ เ พี ย ง พ อ

ต้ อ ง มี ก า ร ท ด ส อ บ ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ก า ร ล้ า ง มื อ ร่ ว ม ด้ ว ย

จึงประสบผลสาเร็จในการให้บุคลากรทางการพยาบาลตระหนักและปฏิบตตาม อีกทัง Systematic ั ิ ้

ั ี

review จากงานวิจย 21 ฉบับ สนับสนุนให้ใช้หลายวิธในการกระตุนและส่งเสริมให้บุคลากรล้างมือ ้



คณะทางาน Hand Hygiene Campaign จึงได้จดทาโครงการล้างมือถูกวิธี ลด วิถการแพร่เชือ ี ้



วัตถุประสงค์

1. ด้านกระบวนการภายใน : เสริมสร้างศักยภาพของโรงพยาบาลโดยการจัดแคมเปญ

“รณรงค์การล้างมือ” ตามนโยบายระดับประเทศได้

2. ด้ า น ก า ร เ รี ย น รู้ แ ล ะ พั ฒ น า :



เพือเสริมสร้างให้บุคลากรทางการพยาบาลล้างมืออย่างมีประสิทธิภาพ

3. ด้านการเงิน : เพื่อป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาลทีอาจเกิดกับผูป่วย –

้ ่ ้

้ ู่ ้

ผูใช้บริการอันเป็ นแผลไหม้เกิดค่าใช้จ่ายทีสงขึน

4. ด้านลูกค้า



ผลที่ ได้รบั

1. บุคลากรทางการพยาบาลเกิดความตระหนักและเห็นความสาคัญของการล้างมืออันเป็ นผ



ลให้มการล้างมืออย่างมีประสิทธิภาพ

2. เ พื่ อ ป้ อ ง กั น แ ล ะ ค ว บ คุ ม ก า ร ติ ด เ ชื้ อ ใ น โ ร ง พ ย า บ า ล ที่ อ า จ เ กิ ด กั บ ผู้ ป่ ว ย -



ผูใช้บริการอันเป็ นผลให้เกิดค่าใช้จ่ายทีสงขึน ู่ ้



CAUTI เมื่อรูปแบบชัดปฏิ บติกดีขึน

ั ็ ้



งานการพยาบาลด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาล



กลุ่มงานวิชาการพยาบาล กลุ่มภารกิจบริการวิชาการ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

ั ั

การติ ด เชื้ อ ที่ ร ะบบทางเดิ น ป ส สาวะเป็ นป ญ หาส าคั ญ 1 ใน 3

ข อ ง ก า ร ติ ด เ ชื้ อ ใ น โ ร ง พ ย า บ า ล ที่ พ บ ไ ด้ บ่ อ ย

ม า ต ร ก า ร แ ล ะ ขั ้ น ต อ น ก า ร ป ฏิ บั ติ จึ ง ต้ อ ง ชั ด เ จ น แ ล ะ ส า ม า ร ถ ป ฏิ บั ติ ไ ด้ จ ริ ง

้ ั ้

รวมทัง ต้องสืบ ค้น ข้อมูล ให้เ ป็ น ป จ จุ บ ัน อยู่เ สมอ เพื่อให้ม าตรการและขัน ตอนปฏิบ ัตินัน ทัน สมัย ้

แ ล ะ เ ป็ น ผ ล ใ ห้ ก า ร ติ ด เ ชื้ อ ร ะ บ บ ทา ง เ ดิ น ป ัส ส า ว ะ ล ด ล ง กลุ่ ม ภ า ร กิ จ บ ริ ก า ร วิ ช กา ร

ไ ด้ จั ด ตั ้ ง ค ณ ะ ท า ง า น ขึ้ น ม า เ พื่ อ จั ด ท า ม า ต ร ก า ร แ ล ะ ขั ้ น ต อ น ก า ร ป ฏิ บั ติ

ั ่ ี ่ ่

โดยสืบค้นเอกสารงานวิจยทีมคุณภาพระดับ RCT และตาราทีเกียวข้อง เพื่อปรับอุปกรณ์ใน Set

ส ว น ปั ส ส า ว ะ

้ ั ิ่ ิ ั ่ื

ขันตอนการปฏิบตรวมกับการจัดทาวีดทศน์สอการสอนให้บุคลากรทางการสามารถทบทวนได้ตลอดเว

ลา



วัตถุประสงค์

1. ด้ า น ก ร ะ บ ว น ก า ร ภ า ย ใ น :

เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของปฏิบตการพยาบาลในการดูแลผูป่วยสวนคาสายปสสาวะ

ั ิ ้ ั

เพือป้องกันการติดเชือระบบทางเดินปสสาวะ

่ ้ ั

2. ด้ า น ก า ร เ รี ย น รู้ แ ล ะ พั ฒ น า :

เพือร่วมกันปฏิบตการพยาบาลเพือการเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชือระบบทางเดินปสส

่ ั ิ ่ ้ ั

้ ่ ั

าวะในผูปวยสวนคาสายปสสาวะ ให้สอดคล้องกับภารกิจทีตองปฏิบติ ่ ้ ั

3. ด้ า นการเงิ น : เพื่ อ ให้ ใ ช้ ท รั พ ยากรของราชการอย่ า งคุ้ ม ค่ า

ในการป้องกันและควบคุมการติดเชือโรงพยาบาลทีอาจเกิดกับผูปวย – ผูใช้บริการ

้ ่ ้ ่ ้

4. ด้านลูกค้าภายใน

I. ลูกค้าภายใน ่

: บุคลากรทีเ่ ข้าประจาการใหม่ : เพือให้มความพร้อมในการ ี

ปฏิบตงานและสามารถป้องกันและควบคุมการติดเชือทาง

ั ิ ้



เดินปสสาวะ

่ ั ิ

: บุคลากรทีปฏิบตงานเป็ นเวลานาน : เพือธารงรักษา ่

บุคลากรให้มปฏิบตการพยาบาล เพือป้องกันการติดเชือ

ี ั ิ ่ ้

ั ้ ่

ระบบทางเดินปสสาวะในผูปวยวสวนคาสายปสสาวะทีดม ี ั ่ ี

คุณภาพหน่วยงานได้

้ ่ ้

ll. ลูกค้าภายนอก : ผูปวย - ผูใช้บริการ : เพือให้มความปลอดภัย ่ ี



วิ ธีการดาเนิ นการ



1. แต่ ง ตั ง คณะท างาน ประกอบด้ ว ย บุ ค ลากรจากกลุ่ ม ภารกิ จ บริ ก ารวิ ช าการ

ที่ มี ค ว า ม รู้ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ดู แ ล ผู้ ป่ ว ย ส ว น ค า ส า ย ป ั ส ส า ว ะ

แ ล ะ ก า ร ป้ อ ง กั น ก า ร ติ ด เ ชื้ อ ใ น ร ะ บ บ ท า ง เ ดิ น ป ั ส ส า ว ะ

กาหนดวันประชุมและจัดทาผังกากับการดาเนินงาน



2. ขันตอนการดาเนินการ

(i) สืบค้นข้อมูล

(ii) ระดมสมอง

(iii) ดาเนินการปรับเปลียน ่

- อุปกรณ์การทาความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์



- อุปกรณ์สวนคาสายปสสาวะ

(iv) จัดทาคูมอ ่ ื

่ ื

- คูมอการทาความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์

- คูมอสวนคาสายสวนปสสาวะ

่ ื ั

ุ ่ ื ิ ั

3. ประเมินการใช้อปกรณ์ คูมอและวีดทศน์

4. สรุปผลการประเมิน



5. ปรับแก้ไขส่วนทีบกพร่อง



ระยะเวลาในการดาเนิ นการ มกราคม 2550 – มกราคม 2551



สถานที่ ดาเนิ นการ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



งบประมาณดาเนิ นการ ไม่ใช้งบประมาณในการดาเนินการ



ประโยชน์ ที่คาดว่าจะได้รบ ั

1. บุ ค ล า ก ร เ ข้ า ป ร ะ จ า ก า ร ใ ห ม่



ทราบและสามารถปฏิ บ ั ติ ก ารพยาบาลในการดู แ ลผู้ ป่ ว ยสวนคาสายป ส สาวะ



เพือป้องกันการติดเชือระบบทางเดินปสสาวะ

่ ้

่ื ์ ั

2. บุคลากรมีสอการสอนในการทาความสะอาดอวัยวะสืบพันธุและสวนคาสายปสสาวะในโรง



พยาบาลทีเ่ ป็ นมาตรฐานเดียวกันและสามารถทบทวนได้ดวยตนเอง









มาตรการป้ องกันการผ่าตัดผิ ดข้างโดยใช้ “ Safety point”

ของพยาบาลกลุ่มงานออร์โธปิ ดิ กส์



ปองหทัย พุมระย้า โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

หลักการและเหตุผล

ความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็ นสิงสาคัญที่ผให้บริการในทีมสหวิชาชีพจะต้องคานึงถึงเสมอ

่ ู้

การผ่ า ตั ด ผิ ด ข้ า ง เป็ นความเสี่ ย งที่ อ าจเกิ ด ขึ้ น ได้ ถ้ า ที ม ผู้ ใ ห้ บ ริ ก ารขาดความรอบคอบ

การป้องกันการผ่าตัดผิดข้าง เป็ นหนึ่งในมาตรการป้องกันความเสียงเพื่อความปลอดภัยของผูป่วย

่ ้

(Thailand safety goal) ดั ง นั ้ น พยาบาลกลุ่ ม งานออร์ โ ธปิ ดิ ก ส์

จึงร่วมกันคิดมาตรการป้องกันการผ่าตัดผิดข้าง โดยพยาบาลหอผูป่วยออร์โธปิ ดกส์ ใช้สญลักษณ์ “

้ ิ ั

safety point”

่ ้ ่

ในการสือสารกับพยาบาลห้องผ่าตัดให้ทราบว่าผูปวยผ่าตัดตาแหน่งใดและข้างซ้ายหรือขวา



อุปกรณ์

1. สติกเตอร์สฟ้ามีตวอักษร ขวา

ี ั

ี ั

2. สติกเตอร์สแดงมีตวอักษร ซ้าย



มาตรการป้ องกันการผ่าตัดผิ ดข้าง





ขันตอน ผู้เกี่ยวข้อง

้ ่

ติดบ้ายข้อมือผูปวย ข้อมูล

แรกรับ ้ ่

ตรงกับผูปวยและเวชระเบียน RN ward





ก่อนส่ง OR ติด safety point บริเวณ RN ward



ตาแหน่งทีผ่าตัดข้างซ้าย / ขวา





RN OR ตรวจสอบความถูกต้อง

ใน OR RN Incharge

ตาแหน่ง safety point





การระบุข้างผ่าตัด

1. กรณีผาตัดข้างขวา สติกเตอร์สฟ้ามีตวอักษร ขวา บริเวณตาแหน่งทีจะผ่าตัด

่ ี ั ่

่ ี ั ่

2. กรณีผาตัดข้างซ้าย สติกเตอร์สแดงมีตวอักษร ซ้าย บริเวณตาแหน่งทีจะผ่าตัด









การประเมิ นประสิ ทธิ ภาพชุดตรวจระดับน้าตาลในเลือดชนิ ดปลายนิ้ ว GPO Gluco Test

โดยเปรียบเทียบกับวิ ธีมาตรฐาน





จิรพล ถิระวิรยพล และคณะ



กลุ่มงานพยาธิวทยา โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



บทคัดย่อ

การประเมินประสิทธิภาพชุดตรวจระดับน้ าตาลในเลือดชนิดปลายนิ้ว GPO Gluco

้ ึ ้ ่ ่ ่

Test ในครังนี้ศกษาในผูปวยเบาหวานทีมารับบริการทีโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในวันที่ 3

กรกฎาคม พ.ศ. 2551 รวมทั ้ง หมด 90 ราย

ั ้

ผู้เข้าร่วมวิจยทังหมดงดรับประทานอาหารมาก่อนทาการเก็บเลือดอย่างน้ อย 8 ่

ชัวโมง

โดยแต่ละรายจะเก็บเลือดจากปลายนิ้วเพื่อตรวจหาค่าระดับน้ าตาลในเลือดด้วยชุดตรวจระดับ

น้ าตาลในเลื อ ดชนิ ด ปลายนิ้ ว GPO Gluco Test

และเก็บเลือดจากหลอดเลือดดาเพื่อตรวจหาระดับน้ าตาลในพลาสมาด้วยวิธมาตรฐานด้วยเครื่อ ี

งต ร ว จวิ เ ค ราะ ห์ ส ารเ คมี ใ นเ ลื อ ดอั ต โน มั ติ Olympus AU2700

จ า ก นั ้ น น า ผ ล ที่ ไ ด้ ม า เ ป รี ย บ เ ที ย บ กั น

่ ้

จากการศึกษาพบว่าค่าระดับน้ าตาลจากเลือดปลายนิ้วทีตรวจได้ดวยชุดตรวจระดับน้ าตาลในเลื

อดชนิดปลายนิ้ว GPO Gluco Test มีความสัมพันธ์กบค่าระดับน้ าตาลในพลาสมา ั

โดยมีค่าสัมประสิทธิ ์สหสัมพันธ์ ( r ) เท่ากับ 0.99 สาหรับการประเมินความแม่นยาโดยใช้

่ ี

error grid analysis พบว่าระดับน้ าตาลทีตรวจได้มความแม่นยาอยู่ในเกณฑ์ทยอมรับได้ ่ี



ดังนันการใช้ชุดตรวจระดับน้ าตาลในเลือ ดชนิดปลายนิ้ว GPO Gluco Test

จึ ง เ ป็ น อี ก ท า ง เ ลื อ ก ห นึ่ ง ส า ห รั บ ผู้ ป่ ว ย ที่ ต้ อ ง ค ว บ คุ ม ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด

้ ่

เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคและติดตามผูปวยว่ามีภาวะน้ าตาลในเลือดต่ าหรือสูงเกินไปหรือ

ไม่ ซึงนาไปสู่การปรับแผนการรักษาและพฤติกรรมการดาเนินชีวตของผูปวยได้ดยงขึน

่ ิ ้ ่ ี ิ่ ้

Poster

Presentation



ประเภทนวตกรรม

ก้นสวยด้วยมือเรา

(Bottom and Skin Protection By Supannee cream)



สุพรรณี ชัยชนะ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ก า ร ดู แ ล ผู้ ป่ ว ย เ พื่ อ ใ ห้ ม ี ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย (Patient safety)

เป็ นประเด็ น ส าคั ญ ประเด็ น หนึ่ ง ในการประเมิ น คุ ณ ภาพการดู แ ลรัก ษาในหอผู้ ป่ ว ยวิ ก ฤต

่ ้ ่ ิ

ซึงนอกจากให้การดูแลผูปวยให้ปลอดภัยจากภาวะคุกคามชีวตและสุขภาพหรือรักษาสภาพอาการทีวก ่ิ

ฤตรุ น แรงแล้ ว ควรให้บ ริก ารที่ป ลอดภัย จากความเสี่ย งหรือ ภาวะแทรกซ้ อ นต่ า งๆ อีก ด้ ว ย

่ ้

แผลกดทับหรือผิวหนังถูกทาลายเป็ นภาวะแทรกซ้อนทีพบบ่อยของผูทเ่ี ข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

หรือสถานพยาบาลต่างๆ ซึ่งถ้า เกิดแผลกดทับแล้วส่งผลลบทังต่อตัวผูป่วย ญาติ และสถานบริการ

้ ้

และยังทาให้เ กิด ความเจ็บ ปวดไม่ส ามารถทากิจ วัตรเองได้ มีความเสี่ยงสูงต่อการติด เชื้อที่แ ผล

แ ล ะ อ า จ เ ข้ า สู่ ก ร ะ แ ส เ ลื อ ด

่ ้

สิงดังกล่าวอาจส่งผลให้ตองพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึนและบางครังอาจเสียชีวตได้้ ้ ิ

้ ่

ผูปวยไอซียศลยกรรมและอุบตเหตุมความเสียงสูงต่อผิวหนังถูกทาลายเนื่องจากเป็ นผูปวยทีม ี

ู ั ั ิ ี ่ ้ ่ ่

อ า ก า ร ห นั ก มี ก า ร เ จ็ บ ป่ ว ย ห ล า ย ร ะ บ บ ห รื อ อ วั ย ว ะ ข อ ง ร ะ บ บ ล้ ม เ ห ล ว

ห รื อ ผู้ ป่ ว ย ก ร ะ ดู ก มี ค ว า ม จ า กั ด ใ น ก า ร ท า กิ จ ก ร ร ม แ ล ะ ก า ร เ ค ลื่ อ น ไ ห ว ด้ ว ย ต น เ อ ง

ผู้ ป่ ว ย ที่ สู ญ เ สี ย ก า ร รั บ รู้ จ า ก อุ บั ติ เ ห ตุ ห รื อ โ ร ค ท า ง ส ม อ ง

้ ่ ้ ึ

ผูปวยหลังผ่าตัดได้ยาระงับความรูสกและยาระงับประสาทสูญเสียการรับรูทผวหนังการทีผวหนังอยู่ใน ้ ่ี ิ ่ ิ

สภาพทีเปี ยกชื้นโดยเฉพาะความเปี ยกชื้นทีเกิดจากการกลันอุจจาระ ปสสาวะไม่ได้ (Incontinence)

่ ่ ้ ั

ก า ร มี ส า ร คั ด ห ลั ่ง จ า ก แ ผ ล ก า ร มี เ ห งื่ อ อ อ ก จ า ก อ า ก า ร ไ ข้ อ า ก า ศ ไ ม่ เ ห ม า ะ ส ม

จั ด เ ป็ น ก ลุ่ ม เ สี่ ย ง ต่ อ ก า ร ท า ใ ห้ ผิ ว ห นั ง ถู ก ท า ล า ย

จากรายงานอุ บ ัติก ารณ์ ร ะบาดวิ ท ยาของการเกิด แผลกดทับ ในไอซี ยู ศ ัล ยกรรมและอุ บ ัติเ หตุ

พ.ศ.2549-2551 พบว่ า อัต ราการเกิด แผลกดทับ บริเ วณก้น และสะโพก มีจ านวนมากกว่ า 50%



ของแผลกดทับตาแหน่งอืน (ร้อยละ 58.33, 68.75, และ 54.54 ตามลาดับ)

ที ม ง า น มี แ น ว คิ ด ว่ า

การดูแลผิวหนังเป็ นการดูแลขันพืนฐานทีสาคัญในการสะท้อนถึงคุณภาพโดยรวมของการดูแลผูป่วย

้ ้ ่ ้

จากการสั ง เกตพบว่ า มี ผู้ ป่ ว ยเกิ ด ผิ ว หนั ง ถู ก ท าลายในหลายลั ก ษณะ เช่ น แผลกดทั บ

ผิ ว ห นั ง ถู ก ท า ล า ย จ า ก ก า ร ก ด ห รื อ บ า ด จ า ก อุ ป ก ร ณ์

ผิ ว หนั ง บ ริ เ วณแก้ ม ก้ น และผี เ ย็ บ ถู ก ท าลายจากภาวะกลั ้น อุ จ จาระหรื อ ป ส สาวะไม่ ไ ด้ ั

แต่ยงไม่มแนวทางทีชดเจน จึงได้จดทาโครงการ “ ก้นสวยด้วยมือเรา ” โดยมีวตถุประสงค์ดงนี้

ั ี ่ ั ั ั ั



วัตถุประสงค์

่ ่

1. เพือส่งเสริมสภาพผิวหนังทีดี

้ ่

และป้องกันผิวหนังถูกทาลายหรือควบคุมมิให้มการทาลายผิวหนังของผูปวยเพิมมากขึน

ี ่ ้

2. มีแนวทางในการดูแลและเพือป้องกันการเกิดผิวหนังถูกทาลาย





3. เพือลดอัตราการเกิดผิวหนังถูกทาลายและแผลกดทับ

1. วิเคราะห์สาเหตุ

2. ดาเนินการพัฒนา



1. ประชุมให้ขอมูลผลการสารวจ pressure sore, ยอดการเกิดแผลตาแหน่งต่างๆ

2. ท บ ท ว น ค ว า ม รู้ บุ ค ล า ก ร ใ น ก า ร ดู แ ล ผิ ว ห นั ง

และร่วมกันทาแนวปฏิบตเิ พือป้องกันการเกิดผิวหนังถูกทาลาย

ั ่

่ ี ่ ้

3. เชิญบุคคลากรทีมความชานาญเฉพาะทางเรืองแผลมาให้ความรูในวันประชุมของหน่วยงาน

ระยะเวลาดาเนิ นการ ต.ค. 2550 – มิ .ย. 2551 (8 เดือน)



กิ จกรรมที่ เน้ นยาในการปฏิ บติ

้ ั

1. การดูแลผิวหนัง (Skin care)

2. การลดแรงเสียดทาน/ แรงกดทับจากท่านอน

3. การลดแรงเสียดทานจากอุปกรณ์

้ ั

4. การลดและป้ องกัน ผิว หนั ง จากภาวะกลั น ป ส สาวะ/อุ จ จาระไม่ ไ ด้ (Incontinence)

มีการดุแลผิวหนังบริเวณฝีเย็บ ขาหนีบ และบริเวณก้นดังนี้



กรณี ผิวหนังสมบูรณ์ ดี

ท า Vaseline jelly บาง ๆ

้ ่ ่ ี ั ้ ั

บริเวณก้นและฝีเย็บในผูปวยทุกรายทีมปญหาเรื่องการควบคุมการขับถ่ายหรือกลันปสสาวะ/อุจจาระไ



ม่ ไ ด้ และไม่ ม ี แ ผลบริ เ วณก้ น และฝี เ ย็ บ โดยเฉพาะผู้ ป่ ว ยหลั ง ถอดสายสวนป ส สาวะออก

เพือเคลีอบผิวหนังไว้ป้องกันการระคายเคืองต่อการเปี ยกชืน

่ ้



กรณี ผิวหนังเริ่ มอ่อนแอ

่ ่ ี ั

เมือเกิดการระคายเคืองผิวหนังเริมมีสแดงจากการแพ้สารเคมีในปสสาวะ/อุจจาระให้ใช้สุพรร

ณีครีมทาบริเวณก้นและฝี เย็บ (สุพรรณีครีม = Vaseline 1 ส่วน= Zinc Paste 3 ส่วน)



เพื่อ เคลือ บผิว หนั ง บริเ วณนัน ป้ องกัน การระคายเคือ งต่ อ ป ส สาวะและอุ จ จาระและรัก ษาผิว หนั ง



โดยคุณสมบัตของวาสลีนจะเคลือบผิวหนังป้องกันการเปี ยกชื้น และคุณสมบัตของ Zinc oxide ใน

ิ ิ

Zinc Paste ซึ่ ง จะช่ ว ยสมานแผลท าให้ ผิว หนั ง ดี ข้ึน ไม่ ก ลายเป็ น แผลลุ ก ลาม

และยัง ท าความสะอาดได้ ง่ า ยกว่ า การใช้ Zinc Paste เพีย งอย่ า งเดี ย วมัก จะทาติ ด ยาก

้ ่ ่ ้ ่

ทาแล้วแข็งติดก้นผูปวยล้างทาความสะอาดยากเมือผูปวยถ่ายอุจจาระ



กรณี ผิวหนังฉี กขาด ปริ แตก หรือถูกทาลายมาก

ถ้ า ผิ ว ห นั ง ถู ก ท า ล า ย ม า ก จ ะ ไ ม่ ส า ม า ร ถ ใ ช้ ไ ด้ ดี



ต้องได้รบการดูแลตามมาตรฐานการทาแผลต่อไป

ผลการดาเนิ นการ

้ ่

จากการศึกษาเปรียบเทียบการดูแลผูปวยโดยเน้นการดูแลผิวหนังบริเวณก้นและฝี เย็บด้วยกา

รทาสุ พ รรณี ค รีม พบว่ า ต าแหน่ ง ที่เ กิด แผลกดทับ บริเ วณก้น ลดลง จากจ านวนแผลทัง หมด ้

คือจากเดิมพบแผลบริเวณก้น ก้นกบ พ.ศ. 2549 และ 2550 จานวน 14 แผล จาก 24 แผล (ร้อยละ

58.33) ้

และ 11 แผล จากแผลทังหมด 16 แผล (ร้อยละ 68.75) ลดลงเหลือ 18 แผล

จ า ก แ ผ ล ทั ้ ง ห ม ด 33 แ ผ ล ( ร้ อ ย ล ะ 54.54) ใ น ปี 2551

แ ต่ อั ต ร า ก า ร เ กิ ด แ ผ ล ก ด ทั บ ที่ ไ ม่ ล ด ล ง นั ้ น อ า จ เ นื่ อ ง ม า จ า ก ป ั จ จั ย ห ล า ย ป ร ะ ก า ร

ร ว ม ทั ้ ง เ ก ณ ฑ์ ใ น ก า ร คิ ด อั ต ร า ก า ร เ กิ ด แ ผ ล ก ด ทั บ ที่ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป

ช่ ว ง เ ว ล า ที่ ผู้ ป่ ว ย อุ บั ติ เ ห ตุ รุ น แ ร ง ไ ม่ ส า ม า ร ถ พ ลิ ก ต ะ แ ค ง ตั ว ไ ด้

หรื อ ผู้ ป่ ว ยบาดเจ็ บ กระดู ก สัน หลั ง และเส้ น ประสาทที่ ไ ม่ ม ี ก ารตอบสนองต่ อ ความเจ็ บ ปวด

ผู้ ป่ ว ยกระดู ก เชิ ง กรานหั ก ที่ ต้ อ งนอนหงายเท่ า นั ้ น หรื อ การมี กิ จ กรรมทางการแพทย์

ท า ง ก า ร พ ย า บ า ล ที่ ม า ก ท า ใ ห้ ก า ร จั ด ท่ า น อ น ผู้ ป่ ว ย ไ ม่ เ ป็ น ไ ป ต า ม เ ว ล า ที่ ก า ห น ด



นอกจากนี้ ย ัง มีป จ จัย อื่น ๆ ที่ส่ ง เสริม ให้เ กิด แผลได้ง่ า ยและหายช้า เช่ น ภาวะทุ พ โภชนาการ

การบาดเจ็บ และการผ่าตัด สมองที่ม ีระรยะเวลาการรักษาตัวนาน อัมพาต ไข้สูง ผู้ป่ว ยช็อก ซีด

ผูป่วยโรคมะเร็งต่าง ๆ ผูป่วยที่อ้วนมาก ซึ่งผูป่วยเหล่านี้จาเป็ นต้องได้รบการแก้ไขปญหาต่าง ๆ

้ ้ ้ ั ั



จากทีมสหวิชาชีพเพือส่งเสริมการฟื้นหายให้เร็วทีสด ุ่



ข้อเสนอแนะ

่ ั

1. ควรมีการส่งเสริม สนับสนุนให้ทาการศึกษาเพิมเติมในรูปแบบงานประจาสู่งานวิจย (Routine



to Research) เพือพัฒนาศักยภาพของการให้บริการ

2. ควรมีทีม สหวิช าชีพ ในการดู แ ลผู้ป่ ว ยภาวะวิก ฤต เพื่อ ป้ องกัน ภาวะแทรกซ้ อ นต่ า ง ๆ

ทีป้องกันได้



ถุงมือพนมสุขลดทุกข์จากการดึงท่อช่วยหายใจ



ู ั ั

ไอซียศลยกรรมและอุบตเิ หตุ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ห น่ ว ย ง า น ไ อ ซี ยู ศั ล ย ก ร ร ม แ ล ะ อุ บั ติ เ ห ตุ

เ ป็ น ห อ ผู้ ป่ ว ย ที่ ใ ห้ บ ริ ก า ร ดู แ ล ผู้ ป่ ว ย ภ า ว ะ วิ ก ฤ ต ที่ คุ ก ค า ม ชี วิ ต แ ล ะ สุ ข ภ า พ

หน่ ว ยงานได้ ดู แ ลผู้ป่ ว ยที่ใ ส่ ท่ อ ช่ ว ยหายใจจ านวนมาก เฉลี่ย เดือ นละ 30-40 ราย (80-95%)

บ ท บ า ทส า คั ญ ข อ ง พ ย า บ า ล ผู้ ใ ห้ ก า ร พ ย า บ า ล แ ล ะ ดู แ ล ผู้ ป่ ว ย ที่ ใ ส่ ท่ อ ช่ ว ย ห า ย ใ จ คื อ

ก า ร ดู แ ล ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย ไ ด้ รั บ อ อ ก ซิ เ จ น ต า ม แ ผ น รั ก ษ า ข อ ง แ พ ท ย์

จากอุ บ ัติ ก ารณ์ ผู้ ป่ ว ยที่ใ ส่ ท่ อ ช่ ว ยหายใจออกเองมี 14 ครัง (เฉลี่ ย เดื อ นละ 1-2

้ ้

ครัง )

ถึ ง แม้ จ านวนตั ว เลขจะดู ไ ม่ ม ากนั ก แต่ ม ีผ ลกระทบและผลเสีย ต่ อ ผู้ ป่ ว ยมีม ากมายนั ก ได้ แ ก่

การเกิด ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากการขาดออกซิเ จน ต้องใส่ท่อช่ว ยหายใจใหม่ (Re-intubation)

ผู้ ป่ ว ย ต้ อ ง รั ก ษ า น า น ขึ้ น เ สี ย ค่ า ใ ช้ จ่ า ย ใ น ก า ร รั ก ษ า เ พิ่ ม ขึ้ น

อั น ต ร า ย มี ตั ้ ง แ ต่ ร ะ ดั บ รุ น แ ร ง ถึ ง ร ะ ดั บ เ สี ย ชี วิ ต ไ ด้

ป ั ญ ห า ท่ อ ช่ ว ย ห า ย ใ จ เ ลื่ อ น ห ลุ ด ข อ ง ผู้ ป่ ว ย เ กิ ด ไ ด้ ห ล า ย ส า เ ห ตุ เ ช่ น

ผู้ ป่ ว ย โ ร ค ท า ง ส ม อ ง ที่ ไ ม่ ค่ อ ย รู้ สึ ก ตั ว

ผู้ ป่ ว ย ตื่ น กระ สั บ กร ะ ส่ า ยค วา ม เจ็ บ ป วด ข อง โร คที่ เ ป็ น อยู่ ห รื อ ปฏิ เ ส ธแ ผ นการ รั ก ษ า

จึ ง มี ค ว า ม เ สี่ ย ง สู ง ต่ อ ก า ร ดึ ง ท่ อ ช่ ว ย ห า ย ใ จ อ อ ก เ อ ง

สาเหตุ ส่ ว นใหญ่ ข องการดึง ท่ อ ช่ ว ยหายใจเกิด จากการสื่อ สารกับ ผู้ป่ ว ยไม่ ม ีป ระสิท ธิภ าพ เช่ น

ก า ร อ ย า ก พู ด ไ ม่ ท ร า บ ผ ล ก า ร ใ ส่ ท่ อ ช่ ว ย ห า ย ใ จ ผู้ ป่ ว ย หิ ว น้ า

้ ่ ่ ั ้ ่ ่ ี ่

การผูกยึดผูปวยเป็ นกิจกรรมการพยาบาลทีใช้กบผูปวยทีมพฤติกรรมทีทาให้เกิดอุปสรรคหรือการขัดข

้ ่ ่

วางการรักษาของผูปวยทีกระทาเป็ นกิจวัตรในโรงพยาบาลเพื่อควบคุมพฤติกรรมรุนแรงและป้องกันอั

นตรายที่อ าจเกิ ด ขึ้น ต่ อ ผู้ ป่ ว ยและผู้ อ่ื น ซึ่ ง ท าให้ เ กิ ด การบาดเจ็ บ และอุ บ ัติ เ หตุ แ ก่ ผู้ ป่ ว ยได้

โ ด ย ผู้ ป ฏิ บั ติ ทุ ก ค น ต ร ะ ห นั ก ว่ า ก า ร ผู ก ยึ ด มี ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ อิ ส ร ภ า พ ส่ ว น บุ ค ค ล

แ ล ะ อ า จ จ ะ เ ป็ น ก า ร ล ะ เ มิ ด สิ ท ธิ ที่ จ ะ ป ฏิ เ ส ธ ก า ร รั ก ษ า ข อ ง ผู้ ป่ ว ย

้ ่ ู ี ั

ดังนันการผูกยึดทีถกวิธและมีแนวปฏิบตเิ ป็ นไปในทิศทางเดียวกันของพยาบาลจึงเป็ นสิงสาคัญทีจะช่ว ่ ่



ยลดอัต ราดั ง กล่ า วได้ จากป ญ หาที่ เ กิด ขึ้น จากหน่ ว ยงานได้ ร วบรวมสถิ ติ วิ เ คราะห์ ป ญ หา ั

ค้ น ห า ส า เ ห ตุ พ ร้ อ ม ทั ้ ง แ น ว ท า ง ทั ้ ง แ ก้ ไ ข ม า ต ล อ ด

จึงมีแนวความคิดในการสร้างอุปกรณ์ในการผูกยึดผูป่วยทีมประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปญหาทีเกิดขึน

้ ่ ี ั ่ ้

มี ก า ร ป รั บ ป รุ ง พั ฒ น า อุ ป ก ร ณ์ ใ น ก า ร ผู ก ยึ ด ม า ห ล า ย แ บ บ ตั ้ ง แ ต่ พ . ศ . 2 5 4 8

เนื่องจากอุปกรณ์ ท่ใช้ผูกยึดเดิมของผูป่วยเป็ นลักษณะผูกยึดทีใช้ทวไปและร่วมปฏิบติสบต่อกันมา

ี ้ ่ ั่ ั ื

แ ต่ ไ ม่ ส า ม า ร ถ แ ก้ ป ั ญ ห า ก า ร ดึ ง ท่ อ ช่ ว ย ห า ย ใ จ อ อ ก เ อ ง ข อ ง ผู้ ป่ ว ย ไ ด้

เนื่ องจากผู้ ป่ ว ยสามารถยกศี ร ษะหั น หน้ า ไปแล้ ว ใช้ น้ิ วจั บ ท่ อ ช่ ว ยหายใจดึ ง ออกเองได้

ทางหน่วยงานจึงได้พฒนาวิธการผูกมัดร่วมกับปรับรูปแบบของถุงมือทีใช้ในการป้องกันการดึงท่อช่วย

ั ี ่

หายใจ ม า เ ป็ น ร ะ ย ะ ๆ จ น ถึ ง ป ั จ จุ บั น

หอผู้ ป่ ว ยหนั ก ศัล ยกรรมได้ ส ร้า งนวัต กรรมถุ ง มือ พนมสุ ข หมดทุ ก ข์จ ากการดึ ง ท่ อ ช่ ว ยหายใจ

ู้ ่

โดยใช้กระบวนการพยาบาลตามมาตรฐานวิชาชีพเพือให้ผปวยและไม่มภาวะแทรกซ้อนทีสามารถป้อง

่ ี ่

กั น ไ ด้

้ ู้ ้ ่ ี

รวมทังสร้างความพึงพอใจให้แก่ผมารับบริการรวมทังสร้างสัมพันธภาพทีดระหว่างเจ้าหน้าทีทางการพ ่

่ี ่

ยาบาลกับญาติทมาเยียม



วัตถุประสงค์

ู้ ่

1. เพือป้องกันไม่ให้ผปวยดึงท่อช่วยหายใจออกเอง



้ ่

2. เพือลดอุบตการณ์ทสามารถป้องกันได้จากผูปวยดึงท่อช่วยหายใจออกเอง

่ ั ิ ่ี

3. เพือสร้างสัมพันธภาพทีดระหว่างเจ้าหน้าทีทางการพยาบาลกับญาติทมาของผูปวย

่ ่ ี ่ ่ี ้ ่

กระบวนการและผลของการพัฒนา

เ มื่ อ ท ร า บ ส า เ ห ตุ ข อ ง ก า ร ดึ ง ท่ อ ช่ ว ย ห า ย ใ จ

ทางหน่ ว ยงานได้ ป รับ ปรุ ง วิ ธี ก ารผู ก มัด ผู้ ป่ ว ยจากแบบเดิ ม คื อ ใช้ ผู ก ข้อ มื อ ของโรงพยาบาล

ม า ป รั บ ป รุ ง โ ด ย ก า ร ใ ส่ ข ว ด น้ า เ ก ลื อ ใ น มื อ ข อ ง ผู้ ป่ ว ย

พัฒ นารู ป แบบของขวดน้ า เกลื อ และถุ ง มือ ที่ใ ช้หุ้ ม ห่ อ มาอีก หลายรู ป แบบ ก็ ย ัง พบอุ บ ัติ ก ารณ์

การดึง ท่ อ ช่ ว ยหายใจที่สู ง อยู่ ก่ อ นการใช้ถุ ง มือ พนมสุ ข พบอุ บ ัติก ารณ์ ก ารดึง ท่ อ ช่ ว ยหายใจ



ในปี ง บประมาณ 2550 เท่ า กับ 64 ครัง หลัง เดื อ นตุ ล าคม 2550 เริ่ม ใช้ ถุ ง มือ พนมสุ ข

ยังพบอุบตการณ์ การดึงท่อช่วยหายใจอีกเฉลี่ยเดือนละ 1 ครัง จากผูป่วย 38 ราย (คิดเป็ นร้อยละ

ั ิ ้ ้



2.63 )แต่พ บมากในเดือนเมษายน 4 ครัง จาก 52 ราย (ร้อยละ 7.69) และพฤษภาคมถึง 3 ครัง ้

( คิ ด เ ป็ น ร้ อ ย ล ะ 8 . 5 7 )

เนื่องจากความประมาทของเจ้าหน้าทีไม่ใส่ถุงมือพนมสุขซึงผูป่วยทีมความเสียงถ้าผูป่วยทุกรายทีได้ใ

่ ่ ้ ่ ี ่ ้ ่

ส่ ถุ ง มื อ พ น ม สุ ข จ ะ ไ ม่ ส า ม า ร ถ ดึ ง ท่ อ ช่ ว ย ห า ย ใ จ ไ ด้ เ ล ย 1 0 0 %

้ ่ ่ ู้ ึ ้ ่ ้ ึ

แต่จากการสอบถามผูปวยทีรสกตัวผูปวยจะรูสกหงุดหงิดเนื่องจากเหมือนถูกจากัดการเคลื่อนไหวอย่า

งมาก ไม่อยากถูกใส่ถุงมือเช่นนี้



ข้อเสนอแนะ

1.ถุงมือพนมสุขสามารถป้องกันการดึงท่อช่วยหายใจได้ 100% ถ้าได้รบการใช้อย่างถูกต้อง



้ ่ ่ ู้ ึ ั

2.ในผูปวยทีรสกตัวดี ควรได้รบคาแนะนา



การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดรวมทังการเตรียมความพร้อมในการยอมรับ

่ ่ี ู้ ่ ั

เครืองมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ทผปวยได้รบหลังการผ่าตัด

3 . พ ย า บ า ล ค ว ร มี ก า ร ป ร ะ เ มิ น ค ว า ม ร่ ว ม มื อ

ร ะ ดั บ ค ว า ม รู้ สึ ก ตั ว ข อ ง ผู้ ป่ ว ย ทุ ก เ ว ร เ พื่ อ ห ลี ก เ ลี่ ย ง ผู ก มั ด ผู้ ป่ ว ย

่ ู้ ่ ั

หรือจาเป็ นต้องผูกมัดเพือให้ผปวยได้รบการดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสมและไม่ละเมิดสิทธิสวนบุคคล ่

ผ้าใสได้เส้น





นภสร จันเพียร, แพทย์หญิงเสาวลักษณ์ นาคแก้ว

ั ิ

กลุ่มงานวิสญญีวทยา โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล



เนื่องจากเมือก่อนเวลาแพทย์จะแทง A-line หรือทา Nerve Block

้ ่ ่

แพทย์ใช้ผาเจาะกลางปูบริเวณทีทาหัตถการทีทาด้วยผ้าสีเขียวมีความทึบ



ทาให้มองไม่เห็นเส้นเลือดดาได้ชดเจน ในบางรายคลาเส้นยาก

่่ ่

บางรายแทงแล้วมองไม่เห็นชัดเจนว่าปลายเข็มอยูสวนไหน เนื่องจากผ้าสีเ่ หลียมเจาะกลางทับอยู่

ดังนันทางคณะทางานได้คดค้นและการสนับสนุนจากแพทย์วสญญีในการประดิษฐ์ “ผ้าใสได้เส้น”

้ ิ ิ ั



มาเพือใช้ในการนี้ การใช้แผ่นพลาสติก Sterile จะทาให้สะดวกในการมองเห็นเส้นเลือดดา



และสามารถทาให้มความสะดวก รวดเร็วขึน ้



วัตถุประสงค์

 เพือสะดวกในการแทง A-line หรือทา Nerve Block





เนื่องจากแพทย์สามารถมองเห็นบริเวณทีจะทาหัตถการได้อย่างชัดเจน

 ลดขันตอนในการทางาน



 ลดอุบตการณ์การทีจะต้องแทงหลายครัง

ั ิ ่ ้

 ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยือและหลอดเลือด





ประโยชน์

่ ้ ่

1.แพทย์สะดวกในการมองเห็นบริเวณทีทาหัตถการชัดเจนและสามารถมองเห็นพืนทีกว้างมา

กขึน้



2.ลดภาวะการติดเชือ การปนเปื้ อนในการส่งซักของเจ้าหน้าที่

้ ั ้

เนื่องจากใช้แล้วเก็บทิงได้ทนทีไม่ตองนาไปทาความสะอาด



3.ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยือและหลอดเลือด



4.ลดเวลา ขันตอนการทาหัตถการ



อุปกรณ์

1.แผ่นพลาสติกใส

2.สก๊อตเทปใส 2 หน้า

3.กรรไกร



วิ ธีการดาเนิ นการ

1. นาถุงร้อนขนาด 38 * 22 ซม.มาตัดผ่านกลางให้ได้พลาสติกขนาด 38 * 38 นิ้ว

่ ั

2. ตัดตรงกลางเป็ นรูปสีเ่ หลียมจัตุรสขนาด 2 * 2 นิ้ว

่ ้ ่

3. ติดกระดาษกาว 2 หน้าตรงกลางเพือยึดติดกับผิวหนังของผูปวย

4. นาไปอบก๊าซ



5. นามาใช้แทนผ้าสีเ่ หลียมเจาะกลางในหัตถการต่าง ๆ





การดาเนิ นงานขันต่อไป



จัดทาเป็ น Set เพือทาหัตถการต่าง ๆ

การติ ดพลาสเตอร์เพื่อป้ องกันท่อหลอดลมคอเลื่อนหลุด



้ ่

หอผูปวยหนักอายุรกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ความเป็ นมาและหลักการ

ป ั จ จุ บั น ก า ร ป ฏิ บั ติ ก า ร พ ย า บ า ล ใ น ห อ ผู้ ป่ ว ย

พบว่ า มีผู้ป่ ว ยจ านวนมากที่ไ ด้ร ับ การรัก ษาด้ว ยการใส่ ท่ อ หลอดลมคอและใช้เ ครื่อ งช่ ว ยหายใจ

ซึ่ ง บ ท บ า ท ส า คั ญ ข อ ง พ ย า บ า ล ใ น ก า ร ดู แ ล ผู้ ป่ ว ย ที่ ใ ส่ ท่ อ ห ล อ ด ล ม ค อ

คื อ การดู แ ลให้ ผู้ ป่ ว ยได้ ร ั บ ออกซิ เ จนทางท่ อ หลอดลมคออย่ า งเพี ย งพอตามแผนกรั ก ษา

อ ย่ า ง ไ ร ก็ ต า ม ป ั ญ ห า ห นึ่ ง ที่ พ บ บ่ อ ย ใ น ผู้ ป่ ว ย ที่ ใ ส่ ท่ อ ห ล อ ด ล ม คื อ

ผู้ป่ ว ยมีท่ อ หลอดลมคอเคลื่อ นหลุ ด ก่ อ นก าหนด และจากสถิติพ บว่ า มีแ นวโน้ ม สู ง ขึ้น เรื่อ ย ๆ



ซึ่งถือได้ว่า เป็ นอุบติการณ์ ท่พบบ่ อย และเป็ นปญหาส าคัญที่ก่อให้เกิดอันตรายโดยตรงกับผู้ป่ว ย

ั ี

ท า ง ห อ ผู้ ป่ ว ย ห นั ก อ า ยุ ก ร ร ม จึ ง ไ ด้ ศึ ก ษ า ค้ น ค ว้ า จ า ก ง า น วิ จั ย ว า ร ส า ร ต่ า ง ๆ

และได้จ ัด ท าเป็ น นวัต กรรมการติด พลาสเตอร์เ พื่อป้ องกัน ท่อหลอดลมคอเลื่อนหลุ ด ก่อนกาหนด

่ ั ิ

เพือลดอุบตการณ์การเกิดท่อหลอดลมคอเลื่อนหลุดก่อนกาหนดและเพื่อให้พยาบาลปฏิบตเป็ นแนวทา ั ิ

งเดียวกัน



วัตถุประสงค์

ั ิ

1. ลดอุบตการณ์การเกิดท่อหลอดลมคอเลื่อนหลุดก่อนกาหนด

2. พัฒนาแนวทางปฏิบตการพยาบาลเพือป้องกันการเกิดท่อหลอดลมคอเลื่อนหลุดก่อนกาห

ั ิ ่

นด





อุปกรณ์ ที่ใช้ประดิ ษฐ์และขันตอนการประดิ ษฐ์

1. พลาสเตอร์สาหรับติดท่อหลอดลมคอ

้ ่

2. ขันตอนการประดิษฐ์ตามเอกสารทีแนบ





ประโยชน์ ที่คาดว่าจะได้รบและการนาไปใช้

1. เกิดนวัตกรรมใหม่ในการป้องกันการเกิดท่อหลอดลมคอเลื่อนหลุดก่อนกาหนด

2. ลดภาวะแทรกซ้อนจากการเกิดท่อหลอดลมคอเลื่อนหลุดก่อนกาหนด









ฉลากภาพสื่อสาร



กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี





มูลเหตุจงใจ



ก า ร รั ก ษ า ผู้ ป่ ว ย ด้ ว ย ย า อ ย่ า ง มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ สู ง สุ ด นั ้ น

น อ ก จ า ก แ พ ท ย์ จ ะ ต้ อ ง วิ นิ จ ฉั ย แ ล ะ สั ่ ง จ่ า ย ย า ที่ เ ห ม า ะ ส ม แ ก่ ผู้ ป่ ว ย แ ล้ ว

่ ู้ ่ ่ ั่ ้ ื

การทีผปวยสามารถใช้ยาทีแพทย์สงจ่ายได้อย่างถูกต้องนันก็ถอเป็ นประเด็นสาคัญอีกประเด็นหนึ่งทีจะ ่



ขาดเสี ย มิ ไ ด้ แต่ ใ นความเป็ นจริ ง แล้ ว พบว่ า ยัง มีผู้ ป่ ว ยอีก ไม่ น้ อ ยที่ ม ี ป ญ หาในการใช้ ย า

โดยเฉพาะกลุ่ ม ผู้ป่ ว ยที่ไ ม่ ส ามารถอ่ า นฉลากยาได้ เ อง ต้ อ งใช้เ พีย งความทรงจ าของตนเอง



หรื อ ต้ อ งให้ ญ าติ ห รื อ เพื่ อ นบ้ า นอ่ า นฉลากยาให้ ฟ ง ซึ่ ง เสี่ ย งต่ อ การใช้ ย าผิ ด พลาดได้ ง่ า ย

โ ด ย เ ฉ พ า ะ ใ น ก ลุ่ ม ผู้ สู ง อ า ยุ ที่ อ่ า น ห นั ง สื อ ไ ม่ ไ ด้ ห รื อ

่ี ่

กลุ่มคนต่างชาติทไม่สามารถสือสารด้วยภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้

ดั ง นั ้ น ห า ก เ ร า มี เ ค รื่ อ ง มื อ ใ น ก า ร สื่ อ ส า ร ที่ ไ ม่ ยึ ด ติ ด กั บ ตั ว อั ก ษ ร ห รื อ ภ า ษ า

ซึ่ ง ส า ม า ร ถ สื่ อ ส า ร ไ ด้ เ ข้ า ใ จ ต ร ง กั น แ ล ะ ใ ห้ ข้ อ มู ล ใ น ก า ร ใ ช้ ย า ไ ด้ อ ย่ า ง ค ร บ ถ้ ว น

่ ู้ ่

ก็จะช่วยลดอุปสรรคในการสือสารและช่วยให้ผปวยสามารถใช้ยาอย่างถูกต้องด้วยตนเองได้



กลุ่มเป้ าหมาย

กลุ่ ม ผู้ ป่ ว ยสู ง อายุ หรื อ กลุ่ ม คนต่ า งชาติ ที่ ไ ม่ ส ามารถสื่ อ สารข้ อ มู ล การใช้ ย า

ด้วยฉลากยาภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้







วัตถุประสงค์



่ ู้ ่ ่ ั่

เพือให้ผปวยสามารถบริหารจัดการยาทีแพทย์สงด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง





ลักษณะการสื่อสารใช้งาน

่ั

ข้อมูลการใช้ยาส่วนใหญ่ประกอบด้วย ปริมาณยาทีรบประทาน (จานวนเม็ด/ช้อน) , รับประทาน ก่อน



หรือ หลังอาหาร , รับประทานยามือใดบ้าง

- กินยาจานวน 2 เม็ด ก่อน แล้วค่อยกินข้าว (รูปยาอยู่หน้ าจานข้าว = ยาก่อนอาหาร)



- กิ นยา 4 มื้อ คือ เช้า (ไก่ขนยามพระอาทิ ตย์ข้ ึน) ,



กลางวัน (พระอาทิ ตย์เที ยงวัน) , เย็น (พระอาทิ ตย์ตกดิ น) และ ก่อนนอน (รูปเตียง)









สรุปผลการดาเนิ นงานและข้อเสนอแนะ

ขณะนี้ ฉลากภาพสื่อสาร กาลังอยู่ในช่วงทดลองใช้ เพื่อเก็บข้อมูลและนามาพัฒนาต่อไป

แ ต่ จ า ก ก า ร ส รุ ป ใ น เ บื้ อ ง ต้ น พ บ ว่ า



ผู้ท่จ าเป็ นต้องสื่อสารด้วยฉลากภาพส่วนใหญ่เ ป็ นแรงงานต่างด้าวที่ไม่ส ามารถอ่านภาษาไทยได้

โดยการใช้ฉลากภาพนี้ต้องควบคู่กบการอธิ บายถึงความหมายของภาพและซักซ้อมความเข้าใจ



ใ ห้ ดี แ น่ ชั ด อี ก ค รั ้ ง ก่ อ น ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย ก ลั บ ไ ป จั ด ย า รั บ ป ร ะ ท า น เ อ ง ที่ บ้ า น

่ ่ ่ ่ ู้ ่

ฉลากภาพถือเป็ นอีกช่องทางหนึ่งทีชวยสือสารคาสังใช้ยาของแพทย์ให้ผปวยสามารถเข้าใจและบริหาร

ยารับประทานเองทีบานได้่ ้



หลอดไฟชี้บงระดับหัวเตี ยง



้ ่

หอผูปวยหนักอายุรกรรม และงานไฟฟ้า โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ความเป็ นมาและหลักการ

ป อ ด อั ก เ ส บ จ า ก ก า ร ใ ช้ เ ค รื่ อ ง ช่ ว ย ห า ย ใ จ (VAP)

เ ป็ น ก า ร ติ ด เ ชื้ อ ใ น โ ร ง พ ย า บ า ล ที่ พ บ ม า ก เ ป็ น อั น ดั บ ต้ น ๆ MICU

ร่ ว ม กั บ อ า ยุ ร ก ร ร ม ช า ย แ ล ะ อ า ยุ ร ก ร ร ม ห ญิ ง ส า มั ญ

ร่วมกันจัดทาแนวทางปฏิบตเพื่อป้องกันการเกิดปอดอักเสบการใช้เครื่องช่วยหายใจ (พ.ศ. 2549)

ั ิ

ประกอบด้วย 6 ประเด็น คือ

1) การดูดเสมหะและการดูแลท่อช่วยหายใจ

2) การให้อาหารทางสายยาง

3) การดูแลอุปกรณ์เครืองช่วยหายใจ่

4) การทาความสะอาดปาก ฟน ั

5) การล้างมือ

6) การจัดท่านอนศีรษะสูง 30 องศา

หลัง จากน าแนวทางปฏิบ ัติพ บว่ า แนวทางปฏิบ ัติด้า นการจัด ศีร ษะสูงยัง ปฏิบ ัติได้น้ อ ย

เ นื่ อ ง จ า ก ไ ม่ มี ตั ว ชี้ บ่ ง บ อ ก ร ะ ดั บ ค ว า ม สู ง ข อ ง หั ว เ ตี ย ง จึ ง จั ด หั ว สู ง ต า ม ค ว า ม รู้ ส ึ ก

บางครังไม่จดเนื่องจากกลัวผูป่วยเลื่อนไหล ทาให้ผูป่วยเกิดสาลัก ซึงเป็ นสาเหตุของ VAP ทาง

้ ั ้ ้ ่

MICU ั

ร่ ว มกับ ฝ่า ยงานไฟฟ้ า ได้เ ห็น ป ญ หานี้ แ ละได้คิด ประดิษ ฐ์ต ัง ชี้บ่ ง ระดับ หัว เตีย ง

่ ้ ่ ั

เพือบอกระดับเตียงขึนมาเพือแก้ปญหาการจัดระดับหัวเตียงไม่เหมาะสม



วัตถุประสงค์

1. เ พื่ อ เ ป็ น ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม

การปฏิบตการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดปอดอักเสบในเรื่องการจัดระดับหัวเตียงสูง

ั ิ

30 องศา

2. เ พื่ อ เ ป็ น ตั ว ชี้ บ่ ง / สั ญ ลั ก ษ ณ์ ใ น ก า ร ป รั บ ค ว า ม สู ง

้ ่ ่ ้ ่

ของระดับหัวเตียงผูปวยเพือป้องกันการสูดสาลักของผูปวย



อุปกรณ์

1. แผ่นพลาสิกใส่อย่างหนา ขนาด 10 x 20 ซม. 1 แผ่น

2. ไมโครสวิทซ์ 1 ตัว

3. สายไฟ กับสายไฟสปริง ยาวประมาณ 3 เมตร

4. กล่องสบู่ใช้แล้ว 1 กล่อง

5. ท่อ PVC 1 2 นิ้ว ยาว 2 ฟุต

6. รางครอบสายไฟ

7. LED 7 สี 9 V 1 หลอด

8. หม้อแปลงไฟฟ้า DC V1 ตัว

วิ ธีใช้การ

กดรีโมทเตียงเพื่อปรับระดับ หลอดไฟ LED จะสว่างเมื่อถึงระดับที่ 30 องศา

่ ่

เพือบอกระดับทีกาหนด



ประโยชน์ และการนาไปใช้

1. ผู้ ป่ ว ย ที่ ใ ช้ เ ค รื่ อ ง ช่ ว ย ห า ย ใ จ ไ ด้ รั บ ก า ร จั ด ศี ร ษ ะ สู ง ไ ด้ อ ย่ า ง ถู ก ต้ อ ง

ตามแนวทางการป้องกันการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครืองช่วยหายใจ ่

้ ั ิ ู้ ่

2. พยาบาล / ผูปฏิบตงาน สามารถจัดให้ผปวยนอนศีรษะสูงได้อย่างรวดเร็ว

3. ตรวจสอบการปฏิบตได้งาย ั ิ ่

“เปตองมหัศจรรย์”



่ ่

งานสนาม ฝายบริหารทัวไป โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ความเป็ นมาและหลักการ



โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีเป็ นโรงพยาบาลหนึ่งทีใส่ใจในเรื่องของการรักษาสิงแวดล้อม ่

(ดิ น น้ า อ า ก า ศ บ ร ร ย า ก า ศ ) เ พื่ อ ป ร ะ ช า ช น ผู้ ใ ช้ บ ริ ก า ร ร ว ม ทั ้ ง เ จ้ า ห น้ า ที่

มีคุ ณ ภาพชีวิติแ ละสุ ข ภาพที่ดี มีก ารน าน้ า หมัก ชีว ภาพมาประยุ ก ต์ ใ ช้ใ นด้า นรัก ษาสิ่ง แวดล้อ ม

บ า บั ด ก ลิ่ น บ า บั ด น้ า เ สี ย

่ ่

ใช้ฉีดพ่นกองขยะเพือลดกลินและปริมาณของกองขยะให้เล็กลงรวมทังจานวนแมลงวันด้วย ้

“เปตองมหัศ จรรย์” ในที่น้ี ก็คือ การประยุ ก ต์ใ ช้น้ า หมัก ชีว ภาพของเจ้า หน้ า ที่งานสนาม

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาล ใช้งานได้ง่ายขึน ้

โ ด ย ก า ร เ ป ลี่ ย น น้ า ห มั ก ชี ว ภ า พ ใ ห้ ก ล า ย เ ป็ น ลู ก ก ล ม ๆ ข น า ด เ ท่ า ลู ก เ ป ต อ ง

่ ่ี

ใช้โยนลงบ่อน้าหรือสถานทีทฉีดพ่นไม่ถง ึ



วัตถุประสงค์

่ ่

1. เพือรักษาสิงแวดล้อมภายในโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

่ ิ ั

2. เพือสนับสนุนและส่งเสริมภูมปญญาท้องถิน ่



3. เพือส่งเสริมสุขภาพอนามัย

้ ้ ่ ั ่ ุ ิ ่

ทังประชาชนผูใช้บริการและเจ้าหน้าทีอนจะนาไปสูคณภาพชีวตทีดี





อุปกรณ์ ที่ใช้ประดิ ษฐ์ / ขันตอนการประดิ ษฐ์ / วิ ธีการใช้สิ่งประดิ ษฐ์



1. ขันตอนการทาปุ๋ยหมักชีวภาพ (โปกาฉิ)





- น้า 2 ลิตรผสมหัวเชือ E.M. 40 C.C. และกากน้าตาล 40 C.C. คนให้เข้ากัน

- มู ล สัต ว์ + แกลบดิ น ผสมให้ เ ข้า กัน พร้ อ มกับ เทหัว เชื้อ ที่ผ สมไว้

ร ะ ห ว่ า ง นั ้ น ล ด น้ า ด้ ว ย บั ว ร ด น้ า เ ป็ น ร ะ ย ะ ๆ ใ ห้ ไ ด้ ค ว า ม ชื้ น 40%

แล้วผสมราละเอียดคลุกเคล้าให้เข้ากัน

- ตักใส่กระสอบปุ๋ยประมาณครึ่งถุงปุ๋ ย แล้วมัดปากถุงยกขึ้น ตากวางแนวนอน

กลับถุงทุกวัน ประมาณ 2 อาทิตย์จงนาไปใช้ ึ



2. ขันตอนการทาน้าหมักชีวภาพ

- นาเปลือกผลไม้ และเศษผักจานวน 1 กิโลกรัม ผสมโปกาฉิ 1 กามือ



- คลุกเคล้าให้เข้ากันใส่ถุงหมัก 7 วัน นาไปใช้ในการกาจัดกลินเหม็น



- เศษผัก ผลไม้ ทีใช้น้าหมดแล้ว นาไปฝงตามโคนต้นไม้เป็ นปุ๋ยได้ดี





ประโยชน์ และการนาไปใช้

ั ่

สามารถแก้ไขปญหาด้านสิงแวดล้อมของโรงพยาบาลนพรัตนราชธานีได้โดยการใช้น้าหมักชีว

่ ่

ภาพสูตรน้า และทีเ่ ป็ นลูกกลม ๆ ฉีดพ่นหรือโยนลงตามแหล่งน้าเสีย กองขยะ เพือบาบัดกลิน

“หยดน้าเพิ่ มพันธุ์”



่ ่

งานสนาม ฝายบริหารทัวไป โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ความเป็ นมาและหลักการ

ก า ร เ พ า ะ ช า ต้ น ไ ม้ เ พื่ อ น า ม า ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ ใ น ก า ร ต ก แ ต่ ง ส ถ า น ที่

ห รื อ เ พ า ะ ป ลู ก ภ า ย ใ น โ ร ง พ ย า บ า ล น พ รั ต น ร า ช ธ า นี

แ ต่ เ ดิ ม เ จ้ า ห น้ า ที่ ง า น ส น า ม จ ะ ใ ช้ วิ ธี ก า ร แ บ บ ดั ้ ง เ ดิ ม คื อ ก า ร เ พ า ะ ช า แ บ บ ธ ร ร ม ด า

ห ลั ง จ า ก เ พ า ะ ช า แ ล้ ว พ บ ว่ า กิ่ ง พั น ธุ์ ที่ ร อ ด ต า ย มี จ า น ว น น้ อ ย

่ ี ่ี

เจ้าหน้าทีงานสนามจึงได้ทาการคิดค้นวิธการเพาะชาต้นไม้ทให้ได้ผลมากกว่าเดิมด้วยการเพาะชาต้นไ



ม้ดวยระบบหยดน้า



วัตถุประสงค์

่ ์ ่ี ี

เพือการขยายพันธุไม้ทมประสิทธิภาพและได้ผล 100 %



อุปกรณ์ ที่ใช้ประดิ ษฐ์ / ขันตอนการประดิ ษฐ์ / วิ ธีการใช้สิ่งประดิ ษฐ์



เตรียมอุปกรณ์

- โครงเหล็กดัดเป็ นรูปครึงวงกลมยาว



- แกลบเผา

- บัวรดน้า

- ถุงชาต้นไม้ ขนาด 2x4 นิ้ว

- น้ายาเร่งราก

- พรัวตักดิน



- พลาสติกใส



วิธการทา

1. นาแกลบเผามาใช้น้ารดให้ชม ุ่

2. ตักใส่ถุงกดให้แน่น ยกเข้าในเรือนชาทีเ่ ป็ นโครงเหล็กดัด

่ ่ี ่ี

3. ตัดกิงไม้ทสมบูรณ์ทจะมาชาเพือขยายพันธ์ ่

่ ้ ่

4. แช่น้าประมาณ 1 ชัวโมง แล้วนาขึนผึงประมาณครึงชัวโมง ่ ่

่ ้

5. ผสมน้ายาเร่งราก นากิงไม้ทเ่ี ตรียมไว้มาจุ่มน้ายาแล้วทิงให้แห้งประมาณ 20 นาที

ั ่ ่

6. ใช้บวรดน้า แกลบเผาทีอยูในถุงให้ชม ุ่

่ ่ี ั

7. นากิงไม้ทจุ่มน้ายาไว้แล้วมาปกใส่ถุง รดน้าให้ชม ุ่



8. นาพลาสติกใสคลุมโครงเหล็ก แล้วใช้ดนหรือทรายทับชายไม่ให้อากาศเข้า เปิ ดรดน้าทุก

15 วัน จนครบกาหนดประมาณ 45 วัน จึงนาไปปลูกได้



ประโยชน์ และการนาไปใช้

์ ้ ี

สามารถขยายพันธุตนไม้ได้มากกว่าวิธการเพาะชาแบบธรรมดา



มหัศจรรย์ การทางานใหม่



่ ่

หน่วยงานซักฟอก ฝายบริหารทัวไป

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ปัญหาที่ พบ ่

1. เปลืองเวลา เวลาของเจ้าหน้าที่ ทีขนผ้าส่งหน่วยงานต่าง ๆ หลายรอบ



2. ต้องใช้เจ้าหน้าทีหลายคนในการส่งผ้า



เป้ าหมาย ่ ่ ้ ่

1.จัดเจ้าหน้าทีงานซักฟอกไปรับผ้าเปื้ อนทีหอผูปวย 27 หน่ วยงาน

้ ่

2. กาหนดเวลาให้หอผูปวยพิเศษมารับ เวลา 12.30 – 13.30 น.

้ ่

3. กาหนดเวลาให้หอผูปวยสามัญมารับเวลา 14.30 – 15.30 น.

้ ่

4.หน่วยงานซักฟอกให้หอผูปวยเบิกผ้าตามความต้องการของหอผูปวย ้ ่



เปลี่ยนแนวทางการปฏิ บติงานใหม่



่ ่ ้ ่ ้ ่

1. จัดเจ้าหน้าทีงานซักฟอกไปรับผ้าเปื้ อนทีหอผูปวยทุกหอผูปวยรวม 27

หน่วยงาน

่ ้ ่

2. จัดเจ้าหน้าทีงานซักฟอกไปไปส่งผ้าสะอาดให้เฉพาะผูปวยทุกหอ

้ ่

3. กาหนดเวลาให้หอผูปวยสามัญมารับผ้าสะอาดได้ในเวลา 14.30 – 15.30 น.

้ ่ ้ ่

4. เช็คสต๊อกผ้าบนหอผูปวยทุกวัน เวลา 8.00 – 8.30 น. บนหอผูปวยทุกหอ

่ ่ ้

จานวน 27 หน่วยงาน เพือให้ทราบความจาเป็ นทีจะใช้ผาจริง ๆ มีจานวนเท่าไร

และดาเนินการจัดเตรียมยอดผ้าให้เพียงพอกับการใช้จริง



ผลการดาเนิ นงาน ่ ้ ่

1.ลดจานวนเจ้าหน้าทีและแม่บานเพือส่งผ้าและรับผ้า จานวน 27 หน่วยเบิก

่ ่ี ้ ่

2. ลดเวลาของเจ้าหน้าทีทหอผูปวยมาส่งและรับผ้า



3.ประหยัด น้า ไฟ น้ามันเชือเพลิง ในการซักผ้า

้ ่ ้

4. ทราบปริมาณผ้าทังหมดทีจะซักในวันนัน และทางานได้อย่างต่อเนื่อง









Syringe อะไร! ใช้แล้วสบายใจ





อรุณี วิบลนัยฎ

้ ่

หอผูปวยศัลยกรรมชายสามัญ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

ั ั

ปจจุบนกิจกรรมการรักษาพยาบาลใด ๆ

้ ่

มักคานึงถึงความสะดวกสบายของผูปวยร่วมด้วยการให้ยาทางหลอดเลือดดา

่ ุ

ซึงไม่จาเป็ นต้องคาสายให้สารละลายทางหลอดเลือดดาไว้ตลอดเวลา ด้วยการใช้อปกรณ์ทเ่ี รียกว่า

Injection plug ้ ่

ผูปวยจึงเดินไปไหนมาไหนได้ ิ่ ่

แต่สงหนึ่งทีพบจากกระบวนการนี้คอื

สายให้สารละลายทางหลอดเลือดดา ่

ทีแขวนคาเสาน้าเกลือห้อยแกะกะแกว่งไปมา

่ ่ ิ

และเสียงต่ออันตรายจากเข็มทีตดปลายสายน้าเกลือ ่

ซึงอาจเฉี่ยวชนทาให้ปลอกเข็มหลุด



และเกิดการทิมตาได้



ดังนัน ี

กลุ่มจึงได้มความคิดในการยึดตรึงสายให้สารละลายทางหลอดเลือดดา



ทีรอการใช้งานในคราวต่อไป โดยการนา Syringe มาประยุกต์ใช้









เครื่องล้างเครื่องมือผ่าตัด S1

แสนสุข แสงบุปผา

ั ิ

กลุ่มงานวิสญญีวทยา โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ความสาคัญและความเป็ นมา

ในปี ค.ศ. 2007 WHO ประกาศให้ Patient Safety



เป็ น ประเด็น ท้าทายความสามารถของสมาชิกทัวโลก (Global Patient Safety Challenge)

ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย เ อ ง มี ก า ร ป ร ะ ก า ศ ใ ห้ Patient Safety



เป็ น ประเด็น ท้า ทายส าคัญ ของโรงพยาบาลทัว ประเทศ การดู แ ลที่ป ลอดภัย (Clean Care)

st

เป็ นประเด็นท้าทายแรก (1 Patient Safety Challenge) ส่วนการผ่าตัดทีปลอดภัย (Safe Surgery) ่

nd



เป็ นประเด็นท้าทายทีสอง (2 Global Patient Safety Challenge) และเครื่องมือสะอาดปลอดภัย



(Clean Equipment) เป็ นส่วนหนึ่งของการดูแลทีปลอดภัยและการผ่าตัดทีปลอดภัย ่



การล้างเครื่องมือผ่าตัดให้สะอาด เป็ นส่วนสาคัญทีสุดของกระบวนการทาให้ปราศจากเชื้อ

มี ค า ก ล่ า ว ที่ ว่ า “ค ว า ม ป ร า ศ จ า ก เ ชื้ อ จ ะ เ กิ ด ขึ้ น ไ ม่ ไ ด้ ห า ก ล้ า ง ไ ม่ ส ะ อ า ด ”

ใ น แ ต่ ล ะ วั น ห้ อ ง ผ่ า ตั ด มี เ ค รื่ อ ง มื อ ผ่ า ตั ด ที่ ต้ อ ง ล้ า ง ท า ค ว า ม ส ะ อ า ด เ ป็ น จ า น ว น ม า ก

แ ต่ เ ค รื่ อ ง ล้ า ง ที่ มี อ ยู่ เ พี ย ง 2 เ ค รื่ อ ง

ท า ใ ห้ มี เ ค รื่ อ ง มื อ ที่ เ ปื้ อ น เ ลื อ ด แ ล ะ สิ่ ง ส ก ป ร ก ต้ อ ง ร อ ก า ร ล้ า ง เ ป็ น เ ว ล า น า น



ทาให้ลางออกได้ยากและบุคลากรห้องผ่าตัดมีภารกิจต้องช่วยในห้องผ่าตัดด้วยทาให้บางครังไม่สามาร ้

ถล้างด้วยมือได้

้ ้ ึ ึ ่ ่

ดังนันผูประดิษฐ์จงได้ศกษาการทางานของเครืองล้างเครืองมือผ่าตัดและได้ประดิษฐ์เ ครื่องล้า

ง เ ค รื่ อ ง มื อ ผ่ า ตั ด โ ด ย ใ ช้ ห ลั ก ก า ร ข อ ง ก า ร เ ป่ า พ่ น ข อ ง น้ า (Irrigation)



และหลั ก การของการสัน สะเทือ นของน้ า ท าให้ ส ามารถล้ า งเครื่อ งมื อ ได้ ท ัง ที่ เ ป็ นท่ อ กลวง ้

่ ้ ่

ซึงปกติลางให้สะอาดได้ยากและล้างเครืองมือทัวไปได้สะอาด ่

ที่ วางรองขา “ Comfort and safe board”



้ ่ ิ

หอผูปวยออร์โธปิ ดกส์ชาย โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



คาขวัญ สะดวกใช้ สบายตา

วางถูกท่า น่าชมเชย

หลักการและเหตุผล

Fracture femur เป็ นโรคทางออร์โธปิ ดกส์ทพบบ่อยทีสุดของหอผูป่วยออร์โธปิ ดกส์ชาย

ิ ่ี ่ ้ ิ

่ ้ ่ ่

ซึงการรักษาเบืองต้นของโรคนี้กอนผ่าตัด คือ การใส่เหล็กดึงถ่วงน้ าหนักทีกระดูก (Skeletal traction)

เ พื่ อ ดึ ง ก ร ะ ดู ก ใ ห้ เ ข้ า ที่ แ ล ะ ล ด อ า ก า ร ป ว ด

โดยผู้ ป่ ว ยจ าเป็ น ต้ อ งวางขาบนอุ ป กรณ์ ว างรองขาโดยเฉพาะ ที่เ รีย กว่ า Bohler braun

ซึ่ ง เ ป็ น ลั ก ษ ณ ะ โ ค ร ง เ ห ล็ ก แ ต่ เ ดิ ม ห อ ผู้ ป่ ว ย ใ ช้ วิ ธี พั น elastic bandage

เพื่อวางรองรับขาผู้ป่วยตังแต่ต้นขาถึงส้นเท้า ซึ่งทาให้เสียเวลาในการเตรียม สิ้นเปลือง (elastic



bandage อย่างน้อย 3 ม้วน/ครัง) จากการสัมภาษณ์ ผูป่วย พบว่าผู้ป่วยไม่สุขสบายเพราะถ้าพัน

้ ้

elastic bandageไม่ แ น่ น พอก็จ ะรับ น้ า หนั ก ขาได้ไ ม่ ดี เวลาเหงื่อ ออกจะท าให้เ กิด อาการคัน

แ ล ะ ท า ใ ห้ เ กิ ด แ ผ ล ก ด ทั บ บ ริ เ ว ณ ส้ น เ ท้ า โ ค น ข า เ ป็ น ต้ น

ดังนัน เจ้าหน้ าที่ใ นหอผู้ป่วยจึงร่วมกันคิด ประดิษฐ์ท่ีวางรองขา “ Comfort and safe board”



่ ้ ่

เพือสะดวกใช้สาหรับเจ้าหน้าที่ สุขสบายและปลอดภัยสาหรับผูปวย โดยมีการปรับปรุงเป็ นระยะ



อุปกรณ์

1. ผ้าฝ้าย

2. ฟองน้าขนาดบาง

3. ตัวติด หรือตีนตุ๊กแก

4. นุ่น หรือใยสังเคราะห์



งบประมาณ 100 บาท/ ชิน





ข้อดี ราคาประหยัด ทาความสะอาดง่าย และสามารถนากลับมาใช้ใหม่ได้



ประโยชน์ ที่ได้รบ ั



1. ลดการใช้วสดุทางการแพทย์ ได้แก่ elastic bandage, transpore

2. ประหยัดเวลาในการเตรียม Bohler braun โดยการ พัน elastic bandage

3. สามารถกาหนดความตึงของผ้ารองให้เหมาะสมกับขนาดของขาผูปวย ้ ่



4. เพิมประสิทธิภาพในการดึงถ่วงน้าหนักให้แรงดึงมีความคงที่

ื ่

ไม่ยดหยุนตามความหย่อนของผ้ารองขา

5. ป้องกันการเกิดภาวะข้อเท้าตก จากการร่นของ elastic bandage

และแผลกดทับจากแรงกดทับ

้ ่

6. ผูปวยพึงพอใจ สุขสบาย และไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน

ปลอกใส่ cold pack “ Control sure”



้ ่ ิ

หอผูปวยออร์โธปิ ดกส์สามัญชาย โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



คาขวัญ วางถูกที่ มีประโยชน์

ไม่เกิดโทษ ตอบโจทย์ต่อการรักษา

หลักการและเหตุผล

ผู้ป่ ว ยออร์โ ธปิ ดิก ส์ ท่ีไ ด้ ร ับ การผ่ า ตัด เปลี่ย นข้อ เข่ า เทีย ม หรือ ผ่ า ตัด ต่ อ เส้น เอ็น ที่เ ข่ า

ั ่

ข้อเท้ามักจะได้รบการประคบเย็น 24-48 ชัวโมงหลังผ่าตัดตามแผนการรักษาของแพทย์ โดยใช้

cold pack ่

ในการวางประคบและต้อ งเปลี่ย นทุ ก 1-2 ชัว โมงเพื่อ ให้ความเย็น คงที่

แต่เดิมใช้ปลอกหมอนหรือซองถุงมือ sterile มาห่อ cold pack แล้วใช้ plaster ติดบริเวณทีผ่าตัด เช่น ่



เข่า ข้อ เท้า ซึ่งมักจะมีป ญหาไม่ส ามารถวาง cold pack ให้อ ยู่คงที่ใ นต าแหน่ ง ที่ต้องการ

เ พ ร า ะ มั ก จ ะ เ ลื่ อ น ห ลุ ด บ่ อ ย ๆ ท า ใ ห้ บ ริ เ ว ณ ที่ ผ่ า ตั ด ไ ด้ รั บ ค ว า ม เ ย็ น ไ ม่ ส ม่ า เ ส ม อ

ดัง นั น เจ้ า หน้ า ที่ใ นหอผู้ป่ ว ยจึง ร่ ว มกัน คิด ประดิษ ฐ์ ป ลอกใส่ cold pack “ Control sure”



่ ่ ้

เพือให้สามารถวาง cold packในตาแหน่งทีตองการอย่างสม่าเสมอและสะดวกในการใช้



อุปกรณ์

1. ผ้าฝ้าย

2. ตัวติด หรือตีนตุ๊กแก

งบประมาณ 50 บาท/ ชิน ้



ข้อดี ราคาประหยัด ใช้สะดวก และทาความสะอาดง่าย (ซักได้)





ประโยชน์ ที่ได้รบ

่ ้ ่ ่

1. ไม่เกิดการเลื่อนหลุดของ cold pack ขณะประคบ เมือผูปวยเปลียน position

่ ้ ่

2. สามารถประคบเย็นได้ทุกตาแหน่ งในร่างกายทีตองการ แม้บริเวณทีวาง cold pack

ได้ยาก เช่น บริเวณใบหน้า

ุ ่ี ู

3. ลดการใช้อปกรณ์ทไม่ถกประเภท ได้แก่ ปลอกหมอนหรือซองถุงมือ sterile

4. ผู้ ป่ ว ยเกิ ด ความพึ ง พอใจ ไม่ ต้ อ งกั ง วลใจหรื อ ระวั ง ว่ า cold pack



จะเลื่อนหลุดขณะเปลียนท่า



ผ้าผูกมือ “ถึงร้ายก็รก”





นางอรุณี วิบลนัยฎ

้ ่

หอผูปวยศัลยกรรมชายสามัญ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

้ ่ ้ ่

หอผูปวยศัลยกรรมชายสามัญรับผูปวยชายไว้ในความดูแลทุกระดับความรุนแรง

่ ้ ่ ี ่ ่

ซึงผูปวยกลุ่มนี้มการทาหัตถการการรักษาทีสาคัญ เช่น การใส่ทอช่วยหายใจ การใส่ Central line

ั ้ ั ิ ่

การใส่สายคาสวนปสสาวะ ฯลฯ และบ่อยครังได้เกิดอุบตการณ์ ซึงส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวต ิ

และกระทบต่อแผนการรักษาพยาบาล เช่น การดึงท่อช่วยหายใจ ดึงสายคาสายสวนปสสาวะ หรือ ั

สายให้สารละลายทางหลอดเลือดดา ฯลฯ

ความจาเป็ นของการป้องกันการเกิดอุบตการณ์ เหล่านี้จงเป็ นกิจกรรมการพยาบาลทีสาคัญ

ั ิ ึ ่

และการผูกมัดก็เป็ นมาตรการหนึ่ง ซึงถูกนามาใช้เพือป้องกัน

่ ่

่ ี

แต่การผูกมัดทีไม่มประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ ั ิ

ยังส่งผลให้เกิดอุบตการณ์การดึงได้

้ ้ ั ่ ี ้

อีกทังเกิดการบาดเจ็บจากการผูมดทีไม่ดดวย

ี ่ื

ทางหน่วยงานจึงได้มการพัฒนาอุปกรณ์การผูกมัดมือโดยใช้ชอว่า ั

“ถึงร้ายก็รก”

่ ุ ั ิ ่ี ึ

เพือให้อบตการณ์ทไม่พงประสงค์ต่าง ๆ เหล่านี้ลดลง

ยึดตรึงสายปัสสาวะ “ตีนตุ๊กแก แก้ตกท้องช้าง”





นางอรุณี วิบลนัยฎ

้ ่

หอผูปวยศัลยกรรมชายสามัญ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

้ ่

หอผูปวยศัลยกรรมชายสามัญ ้ ่

รับผูปวยชายศัลยกรรมทุกระบบและทุกระดับความรุนแรง

่ ้ ่ ่ ั ้

ซึงผูปวยในกลุ่มนี้สวนใหญ่จะมีการสวนคาสายปสสาวะไว้ดวยข้อบ่งชีทแตกต่างกันไป ้ ่ี

้ ่ ่

ในการดูแลผูปวยทีสวนคาสายปสสาวะไว้ ั ่ ่ ้

สิงหนึ่งทีตองคานึงถึงเสมอคือ

้ ่

ความสะดวกสบายของผูปวยและในขณะเดียวกันก็ตองดูแลให้น้าปสสาวะไหลได้สะดวก

้ ั



ไม่เกิดการคังของน้าปสสาวะ ั (Retention of Urine) ั

เนื่องจากสายปสสาวะห้อยย้อย

โดยมักเรียกว่าสายตกท้องช้างด้วยเหตุดงกล่าว ั

อาจส่งผลให้เกิดการติดเชือทีระบบทางเดินปสสาวะได้

้ ่ ั



ดังนัน เพือป้องกันภาวะติดเชือในระบบทางเดินปสสาวะเนื่องจากการคาสายสวน (CRUTI

้ ่ ้

หรือ CAUTI) ทางหน่วยงานจึงได้คดค้นหาแนวทางป้องกันไม่ได้เกิดอุบตการณ์ดงกล่าว

ิ ั ิ ั

ี ั ่

โดยพัฒนาวิธการยึดตรึงสายปสสาวะให้อยูในตาแหน่งทีถกต้อง ่ ู

ู้ ่

สร้างความสุขสบายให้แก่ผปวยและไม่ทาให้สายห้อยย้อยจนเกิดน้าปสสาวะคัง่ ั

้ ั ิ

และในขณะเดียวกันผูปฏิบตงานก็เกิดความสะดวกสบายในการปฏิบตหน้าทีดวย ั ิ ่ ้

สิ่ งประดิ ษฐ์เสื้อกล้องศัลยกรรมประสาท



ั ิ ั

ชาลิสา ยงค์ตระกูล, สุนนท์ คูประเสริฐ, ชุตนน พุกรักษา

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ความเป็ นมาและความสาคัญของปัญหา

ป ั จ จุ บั น ก า ร ผ่ า ตั ด ท า ง ด้ า น ศั ล ย ก ร ร ม ป ร ะ ส า ท ก้ า ว ห น้ า เ ป็ น อ ย่ า ง ม า ก

มีก ารผ่ า ตัด ที่ใ ช้เ ทคโนโลยีสู ง แผลผ่ า ตัด เล็ ก ที่เ รีย กว่ า Minimal Invasive Surgery

ทั ้ ง ส ม อ ง แ ล ะ ไ ข สั น ห ลั ง เ พื่ อ ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย ก ร ะ ท บ ก ร ะ เ ทื อ น น้ อ ย ฟื้ น ห า ย ไ ด้ เ ร็ ว

ซึ่ง จ าเป็ น ต้ อ งใช้ ก ล้ อ งจุ ล ทรรศน์ เ ฉพาะทางศัล ยกรรมประสาท (Neurology Microscope)

ร่วมในการผ่าตัดเสมอ

ก า ร ป้ อ ง กั น ก า ร ติ ด เ ชื้ อ เ ป็ น ป ร ะ เ ด็ น คุ ณ ภ า พ ที่ ส า คั ญ ข อ ง ก า ร ผ่ า ตั ด



ดัง นั น ในการผ่ า ตัด ที่ใ ช้อุ ป กรณ์ หรือ เครื่อ งมือ ที่ไ ม่ ส ามารถท าให้ป ราศจากเชื้อ ด้ ว ยวิ ธีป กติ

จ าเป็ นต้ อ งน าวั ส ดุ ท่ี ป ราศจากเชื้ อ มาห่ อ หุ้ ม เพื่ อ ให้ อุ ป กรณ์ นั ้น สามารถใช้ ใ นการผ่ า ตั ด ได้



กล้องจุลทรรศน์เฉพาะทางศัลยกรรมประสาทก็เป็ นเครื่องมือทีไม่สามารถทาให้ปราศจากเชือด้วยวิธป ้ ี

กติ ไ ด้ ดั ง นั ้น ในการผ่ า ตั ด จึ ง ใช้ ว ั ส ดุ ห่ อ หุ้ ม ปราศจากเชื้ อ สวมกล้ อ งจุ ล ทรรศน์ ที่ เ รี ย กว่ า

เสื้อ กล้ อ งปราศจากเชื้อ (Sterile Microscope drape or Microscope cover)



เพื่อให้ศลยแพทย์และทีมผ่าตัดสามารถจับปรับกล้อง และเข้ามาในบริเวณผ่าตัดซึงเขตปลอดเชือได้ ่ ้

เ สื้ อ ก ล้ อ ง ดั ง ก ล่ า ว จ ะ ต้ อ ง มี คุ ณ ส ม บั ติ ห ล า ย ป ร ะ ก า ร ไ ด้ แ ก่

่ี

มีรูปร่างเหมาะสมกับกล้องจุลทรรศน์ ทจะใช้ (Tailor-made suit) ฝาครอบเลนส์ (Lens Ring

Adapter) ต้ อ งเ ป็ น ข น า ด เ ดี ย ว กั บ กล้ อ ง ฝ า คร อบ ต้ อ งมี ล ั ก ษ ณ ะ ใ ส

สามารถมองเห็ น บริ เ วณผ่ า ตัด ได้ ช ัด เจน (Clear transparent film material)

ในขณะเดีย วกัน ต้องสามารถป้ องกัน การปนเปื้ อ นระหว่ า งบริเ วณที่ป ลอดเชื้อกับ ไม่ ป ลอดเชื้อได้

วัสดุทใช้ทาต้องใสพอทีจะมองเห็นปุ่มต่าง ๆ ของกล้อง แต่ยงสามารถป้องกันการซึมผ่านของเลือด

่ี ่ ั



ของเหลวได้ และยังสามารถปรับปุม กลไก ของกล้องได้สะดวก

เสื้อ กล้ อ งปราศจากเชื้อ ที่ผ ลิต จากต่ า งประเทศ บริษัท ขายราคาตัว ละ 1,500 บาท



เป็ นชนิดใช้ครังเดียว (Disposable) การน าเสื้อกล้องที่ใช้แ ล้วมาผ่านกระบวนการเพื่อใช้ซ้ า

(Reprocessing process) มีค วามเสี่ ย งในเรื่อ งการท าความสะอาดได้ ไ ม่ ดี พ อ

ู้ ่ ้ ้ ่

อาจทาให้ผปวยติดเชือได้ และยังพบว่าเสือกล้องทีนามาใช้ซ้ามักมีบางส่วนชารุด

ด้ ว ย เ ห ตุ ผ ล ดั ง ก ล่ า ว ท า ใ ห้ ผู้ ป ร ะ ดิ ษ ฐ์ ท ด ล อ ง ศึ ก ษ า รู ป แ บ บ ก า ร ใ ช้ ง า น

วั ส ดุ ที่ จ ะ ใ ช้ ท ด แ ท น วิ ธี ก า ร ท า ใ ห้ ป ร า ศ จ า ก เ ชื้ อ

เ พื่ อ ผ ลิ ต เ สื้ อ ก ล้ อ ง ป ร า ศ จ า ก เ ชื้ อ ที่ มี คุ ณ ภ า พ ทั ด เ ที ย ม ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ แ ต่ ร า ค า ถู ก

ท า ใ ห้ ไ ม่ ต้ อ ง น า เ สื้ อ ก ล้ อ ง ที่ ใ ช้ แ ล้ ว ม า ผ่ า น ก ร ะ บ ว น ก า ร เ พื่ อ ใ ช้ ซ้ า

เพือป้องกันการติดเชือและยังทาให้ประหยัดงบประมาณของโรงพยาบาล

่ ้









อุปกรณ์ ช่วยสอน

การปิ ด-เปิ ดและปรับเสียงเครื่องช่วยฟังในผู้พิการทางหูที่สงอายุ





งานโสตสัมผัสวิทยาและการพูด (กลุ่มงานโสต ศอ นาสิก)

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



้ ิ ่ ั ้ ่ื ่

ผูพการทางหูโดยปกติเมือรับฟงจะเข้าใจผูอนได้ยากอยูแล้ว

่ ู้

และโดยเฉพาะอย่างยิงในผูสงอายุ ่

ในเรืองของการมองเห็น การหยิบจับ

สัมผัสสิงของนับว่ายากกว่าคนปกติ

่ ้ ่ ่ ั ้

ดังนันเมือใส่เครืองช่วยฟงครังแรก



ซึงเป็ นอุปกรณ์เล็กๆใส่ในช่องหูจะจับไม่ถนัด

่ ่

และไม่เข้าใจว่าจะเปิ ดเครืองหรือหมุนปุมปรับเสียงด้วยตัวเองได้อย่างไร

้ ่ ้ ่

เพราะการใส่ตองใส่ในหูกอนจึงค่อยหมุนปรับเสียง ดังนันจึงเป็ นทีมาของการทาอุปกรณ์ชวยสอนนี้ ่

่ ั ุ

โดยอธิบายกับเครืองช่วยฟงจริงก่อนหากรายใดไม่เข้าใจก็ให้อธิบายโดยใช้อปกรณ์น้ีชวย ่

ั ี

สาหรับรูปแบบของอุปกรณ์ดงกล่าวนี้ได้มการออกแบบลงกระดาษและขอให้ทางงานโสตทัศนูปกรณ์ขอ

่ึ ้

งโรงพยาบาลช่วยทาให้ซงใช้มาตังแต่ปี2549



ประโยชน์

- ช่วยให้ผพการสูงอายุเข้าใจ จินตนาการการใส่ในหูตนเองจริงได้

ู้ ิ

- ลดความเครียดของผูพการสูงอายุขณะเรียนรูการใช้เพราะทดลองกับอุปกรณ์กอนไม่ตองกลัว

้ ิ ้ ่ ้



ว่าหยิบจับไม่ถนัดจะทาให้เครืองเสีย ตกหล่นขณะฝึกใส่

- เป็ นแรงเสริมช่วยให้ผพการสูงอายุมนใจ

ู้ ิ ั่ ิ ่

และภูมใจว่าสามารถดูแลเครืองเองได้

ไม่ตองพึงใครเมือใช้เครืองช่วยฟง

้ ่ ่ ่ ั

- ญาติสามารถมีสวนร่วมช่วยสอนขันตอนนี้ได้

่ ้



ลักษณะเด่น

- มองเห็นชัด สัมผัสได้ เข้าใจง่าย

- ผูพการสูงอายุและญาติพอใจ

้ ิ

Super comfort





อรพิมล เอือมเก็บ, ทัศนีย์ ยงค์ตระกูล



ตึกพิเศษศัลยกรรมออร์โธปิ ดกส์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ใ น ป ัจ จุ บั น ก ร ะ แ ส แ น ว ค ว า ม คิ ด แ บ บ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ พี ย ง ไ ด้ เ ข้ า ม า มี บ ท บ า ท

และมีส่ ว นเชื่อ มโยงให้เ กิด การปรั บ เปลี่ย นในหลายๆ ด้า นรามทัง สาขาการให้ก ารพยาบาลแก่ ผู้ป่ ว ย



ซึ่ ง มี ค ว า ม ส า คั ญ เ ป็ น อ ย่ า ง ยิ่ ง



ในการทีจะนาปญหาทีเ่ กิดขึนในการปฏิบตการพยาบาลมาคิดค้นหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปญหาจากสิงร

่ ้ ั ิ ั ่

อบๆ ตัวให้เกิดประโยชน์สงสุด โดยเน้นความประหยัด ปลอดภัย และความพึงพอใจของผู้ปวยเป็ นสาคัญ

ู ่

ใ น ห อ ผู้ ป่ ว ย พิ เ ศ ษ ศั ล ย ก ร ร ม อ อ ร์ โ ธ ปิ ดิ ก ส์ โ ร ง พ ย า บ า ล น พ รั ต น ร า ช ธ า นี

มีผู้ป่วยที่ได้รบอุบติเหตุกระดูกสันหลังส่วนคอหัก ต้องผ่าตัดและใส่อุปกรณ์ เสริมพยุงคอชนิดต่างๆ เช่น

ั ั

Philadelphia Collar หรื อ ผู้ ป่ ว ย ที่ ม ี พ ยา ธิ ส ถ า พที่ ก ร ะ ดู ก สั น ห ลั ง ส่ ว น ค อต้ อ ง

เ ข้ า รั บ ก า ร รั ก ษ า ตั ว ใ น โ ร ง พ ย า บ า ล แ ล ะ ไ ด้ รั บ ก า ร ใ ส่ อุ ป ก ร ณ์ เ ส ริ ม พ ยุ ง ค อ

จ า ก ก า ร เ ก็ บ ข้ อ มู ล พ บ ว่ า มี ก า ร เ กิ ด แ ผ ล ก ด ทั บ จ า ก ก า ร ใ ส่ อุ ป ก ร ณ์ เ ส ริ ม พ ยุ ง ค อ 3 0 %

ทางหน่วยงานจึงได้คดนวตกรรมทีมสวนช่วยในการป้องกันการเกิดแผลกดทับในผูป่วยประเภทนี้โดยการผลิ

ิ ่ ี่ ้

ต นวตกรรม Super comfort





ประโยชน์ ที่ได้รบจากการใช้นวตกรรม Super comfort

้ ่ ่ ุ

1. ประโยน์ ต่อผู้ป่วย คือ ผูปวยทีใส่อปกรณ์เสริมพยุงคอและใช้ Super comfort



ไม่เกิดแผล กดทับ ซึงช่วยลดความวิตกกังวล

่ ู้

ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาและเพิมความพึงพอใจให้ผใช้บริการ

2. ประโยชน์ ต่อองค์กร คือ ช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนในการใช้ทรัพยากรบุคคล เวลาและ



ต้นทุนการใช้อปกรณ์ทาแผล และเป็ นต้นแบบสามารถนาไปใช้ในโรงพยาบาลอืนๆได้ ่

3. ประโยชน์ กบตัวพยาบาลที่ คิดค้นนวัตกรรม





เป็ นการฝึกทักษะในการคิดและพัฒนาคุณภาพงาน ได้มโอกาสพัฒนาสมรรถนะของตนเอง

ิ ่ ู้ ่

เกิดความภาคภูมใจทีได้ทาประโยชน์แก่ผปวยและองค์กร

“Vendor Managed Inventory”



กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ความเป็ นมา



การควบคุมเวชภัณฑ์คงคลังเป็ นสิงจาเป็ นและมีความสาคัญต่อระบบการบริการรักษาพยาบา

ล ข อ ง โ ร ง พ ย า บ า ล เ ว ช ภั ณ ฑ์ ค ง ค ลั ง

ห า ก มี น้ อ ย เ กิ น ไ ป จ น เ กิ ด ป ั ญ ห า เ ว ช ภั ณ ฑ์ ข า ด เ มื่ อ เ กิ ด ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร

ซึ่ ง จ ะ ท า ใ ห้ ง า น บ ริ ก า ร เ สี ย จั ง ห ว ะ ใ น ก า ร ด า เ นิ น ง า น

ห รื อ โ อ ก า ส ใ น ก า ร ต อ บ ส น อ ง ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ข อ ง ผู้ ม า รั บ บ ริ ก า ร ไ ด้

แต่ ห ากมีเ วชภัณ ฑ์ ค งคลั ง มากเกิน ไปโรงพยาบาลก็ ต้ อ งเสีย ค่ า ใช้ จ่ า ยในการเก็ บ รัก ษามาก



ทังต้นทุนของเงิน (Capital Costs), ต้นทุนการจัดเก็บ (Storage Costs) และต้นทุนความเสียง (Risk ่



Costs) ดั ง นั ้ น ใ น ก า ร ก า ห น ด จุ ด สั ง ซื้ อ ใ ห ม่ (Reorder Point; ROP)

แ ล ะ ป ริ ม า ณ ที่ จ ะ สั ่ ง ซื้ อ ใ น แ ต่ ล ะ ค รั ้ ง นั ้ น

ี ่ ่

จะต้องกาหนดให้มปริมาณเหมาะสมโดยกาหนดให้น้อยทีสุดเท่าทีจะเพียงพอต่อการบริการได้อย่า งรา

บ รื่ น ซึ่ ง ใ น ก า ร ก า ห น ด ROP แ ล ะ ป ริ ม า ณ ที่ จ ะ สั ่ง ซื้ อ ใ น แ ต่ ล ะ ค รั ้ ง นั ้ น

ั ่ ่ ่ ั ่

มีปจจัยทีเกียวข้องทีสาคัญปจจัยหนึ่งคือ เวลารอคอยในการสังสินค้า (Lead time) หาก Lead time

ย า ว น า น จ ะ ต้ อ ง ส า ร อ ง ย า ม า ก ขึ้ น ส า ห รั บ ใ ห้ บ ริ ก า ร ใ น ช่ ว ง เ ว ล า สั ่ ง ซื้ อ

การพัฒนาระบบการจัดซื้อด้วยระบบ VMI (Vendor Managed Inventory) เพื่อลด Lead time



จึงมีความจาเป็ นเพือลดมูลค่าสารองเวชภัณฑ์ลงโดยไม่ทาให้เกิดภาวะเวชภัณฑ์สารองขาดมือ



วัตถุประสงค์

่ ่ ้

เพือลดระยะเวลารอคอยในการสังซือเวชภัณฑ์ (Leadtime of Delivery)



ตัวชี้วด



ร ะ ย ะ เ ว ล า ร อ ค อ ย ใ น ก า ร สั ง ซื้ อ เ ว ช ภั ณ ฑ์ ที่ ด า เ นิ น ก า ร จั ด ซื้ อ ด้ ว ย ร ะ บ บ VMI

้ ้

นับตังแต่งานคลังเวชภัณฑ์แจ้งความต้องการซือจนกระทังได้รบสินค้า ่ ั



การดาเนิ นการ

้ ่

1. ทาสัญญาจะซือจะขายแบบราคาคงทีไม่จากัดปริมาณระหว่างโรงพยาบาลกับองค์การเภสั

ชกรรม

2. ก า ห น ด ROP แ ล ะ ป ริ ม า ณ เ ว ช ภั ณ ฑ์ ที่ จั ด ซื้ อ ใ น แ ต่ ล ะ ค รั ้ ง



แจ้งองค์การเภสัชกรรมเพือให้องค์การเภสัชกรรมจัดเตรียมระบบบริการแบบ VMI

3. เมื่อระบบบริการแบบ VMI พร้อมองค์การเภสัชกรรมแจ้ง password และ username



เพือสามารถแจ้งปริมาณเวชภัณฑ์คงคลังผ่าน website ขององค์การเภสัชกรรม

4. งานคลังเวชภัณฑ์ บัน ทึก inventory เวชภัณฑ์ร ายการที่ทาสัญญาจะซื้อจะขายฯ

สั ป ด า ห์ ล ะ ค รั ้ ง เ พื่ อ อ ง ค์ ก า ร เ ภ สั ช ก ร ร ม จั ด ส่ ง เ ว ช ภั ณ ฑ์ ม า ใ ห้

ก ร ณี ที่ เ ว ช ภั ณ ฑ์ ร า ย ก า ร ใ ด มี ป ริ ม า ณ ต่ า ก ว่ า ROP

ั ิั ้

และงานคลังเวชภัณฑ์ดาเนินการทาเอกสารขออนุมตจดซือเวชภัณฑ์ดงกล่าวทันที ั

สรุป



การจัดซือผ่านระบบ VMI ช่วยลด leadtime of delivery

ทาให้งานคลังเวชภัณฑ์สามารถลดปริมาณการสารองยาลงได้



ข้อเสนอแนะ

่ ่ ้

ควรศึกษาระเบียบทีเ่ กียวข้องเพือดาเนินการจัดซือด้วยระบบ VMI

้ ่ ี ู ้ ่ ี

กับผูขายเอกชนทีมมลค่าการซือขายมากเพือให้สามารถลดมูลค่าการสารองยาลงได้อก



ตังดีไม่มีตก



ทัศนีย์ ยงค์ตระกูล, เจษปรียาภรณ์ วงษ์คาหาร

้ ่ ิ

หอผูปวยออร์โธปิ ดกส์และศัลยกรรมพิเศษ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล

ห อ ผู้ ป่ ว ย พิ เ ศ ษ ศั ล ย ก ร ร ม อ อ ร์ โ ธ ปิ ดิ ก ส์ โ ร ง พ ย า บ า ล น พ รั ต ร ร า ช ธ า นี

เป็ นห อผู้ ป่ ว ยที่ ใ ห้ ก า รดู แ ลผู้ ป่ ว ยโร คทาง กระ ดู ก ตั ้ง แต่ ร ะยะก่ อ นผ่ า ตั ด และ หลั ง ผ่ า ตั ด

ู้ ่

รวมถึงให้การฟื้นฟูผปวยหลังผ่าตัด เพือป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ





ป ญ หาปลายเท้ า ตกและข้ อ ติ ด โดยเฉพาะข้ อ เท้ า เป็ นภาวะแทรกซ้ อ นที่ พ บบ่ อ ย

ส าหรับ ปลายเท้ า ตกอาจมีส าเหตุ จ ากเส้น ประสาทที่ม าเลี้ย งปลายเท้า ได้ ร ับ บาดเจ็ บ หรือ ถู ก กดทับ

ห รื อ มี ส า เ ห ตุ จ า ก ก ล้ า ม เ นื้ อ แ ล ะ เ อ็ น บ ริ เ ว ณ เ ท้ า ติ ด ซึ่ ง เ ป็ น อี ก ป ัญ ห า ห นึ่ ง ซึ่ ง พ บ ไ ด้ บ่ อ ย



เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นการได้รบบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าจากการใส่ Exernal Fixation ใกล้ขอเท้า ้

ต ล อ ด จ น ก า ร ผ่ า ตั ด บ ริ เ ว ณ ข้ อ เ ท้ า ท า ใ ห้ บ ริ เ ว ณ ป ล า ย เ ท้ า บ ว ม

นอกจากนี้ ผู้ป่ว ยที่ม ีอาการปวดและขาดการเคลื่อนไหวบริเ วณปลายเท้า ข้อเท้า ส่งผลให้ขอเท้าติด ได้ ้

จ ะ เ ห็ น ว่ า ป ั ญ ห า ป ล า ย เ ท้ า ต ก ข้ อ เ ท้ า ติ ด เ ป็ น ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ที่ ส า ม า ร ถ ป้ อ ง กั น ไ ด้

โดยการบริห ารหรือ ออกก าลัง กายปลายเท้ า ข้อ เท้า ดัง นั ้น การประเมิณ สภาพผู้ ป่ ว ยตัง แต่ เ นิ่ น ๆ ้

และการบริหารปลายเท้าและข้อเท้า จะทาให้ไม่เกิดข้อติด หรือไม่เกิดภาวะปลายเท้าตกอย่างถาวร

ท า ง ห อ ผู้ ป่ ว ย ไ ด้ ต ร ะ ห นั ก ถึ ง ป ั ญ ห า ดั ง ก ล่ า ว ม า โ ด ย ต ล อ ด

จึงได้ช่ว ยกัน ระดมสมองเพื่อคิด ประดิษ ฐ์น วัตกรรม “ตังดีไม่ม ีตก” มาใช้กบผู้ป่ว ยที่ม ีป ญหาดังกล่ า ว

้ ั ั

่ี ่ ิี

โดยเน้นประโยชน์จากวัสดุทใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) ซึงใช้วธการง่ายๆและราคาประหยัด

วัตถุประสงค์

้ ่

1. เพือประดิษฐ์นวัตกรรม “ตังดีไม่มตก” เป็ นอุปกรณ์สาหรับผูปวยทา Active Exercise

่ ้ ี

้ ่

2. เพือลดภาวะแทรกซ้อนทางออร์โธปิ ดกส์ในเรืองปลายเท้าตก ข้อติดของผูปวย

่ ิ ่



อุปกรณ์



1. ขวดน้าเกลือทีใช้แล้ว

2. ไหมพรม โคเชสาหรับถักไหมพรม



3. สายน้าเกลือทีใช้แล้ว



วิ ธีการประดิ ษฐ์

1. นาขวดน้าเกลือทีใช้แล้วมาผ่าครึง เจาะรูรอบๆ ขวดน้าเกลือทีผาครึง

่ ่ ่ ่ ่

เพือนาไหมพรมมาถักป้องกันการเสียดสีจากความคมของขอบขวดน้าเกลือ



2. นาสายน้าเกลือมาถักเปี ยขนาดความยาว 60 ซม. เพือเป็ นอุปกรณ์สาหรับใช้ดงเพือทา

่ ึ ่

Active Exercise

3. เจาะรูตรงกลางขวด สอดสายน้าเกลือทีใช้สาหรับดึงเข้าไป



4. บริเวณด้านบนใช้ไหมพรมถักเพือรัดเท้าให้แน่นกระชับ และเพือความสวยงาม

่ ่



ประโยชน์ ที่คาดว่าจะได้รบั

้ ่ ่ ้

1. หอผูปวยมีนวตกรรมสิงประดิษฐ์ “ตังดีไม่มตก” ี

่ ี ่ ่

ทีมประโยชน์ไว้ใช้งานเพือลดภาวะแทรกซ้อน ทีทาได้เองง่ายๆและราคาประหยัด

้ ่ ู

2. อุปกรณ์ราคาถูก ผูปวยสามารถนากลับไปใช้ดแลตนเองทีบานได้่ ้

3. ได้ผลงานทีเ่ ป็ นนวตกรรมและ

่ ้

สามารถเป็ นตังอย่างแก่หน่วยงานอืนทังในและนอกโรงพยาบาลได้

น้ายาล้างจมูก...ยุคเศรษฐกิ จพอเพียง



กลุ่มงานโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



การล้างจมูก

เป็ นหั ต ถการที่ ใ ช้ บ่ อ ยในแผนก หู คอ จมู ก ในผู้ ป่ ว ยโรคไซนั ส อั ก เสบ ภู ม ิ แ พ้

ห รื อ ผู้ ป่ ว ย ห ลั ง ผ่ า ตั ด ใ น โ พ ร ง จ มู ก เ พื่ อ ช ะ ล้ า ง มู ก ค ร า บ มู ก ห รื อ ห น อ ง

่ ้ ่

บริเวณโพรงจมูกและหลังโพรงจมูก ทาให้โพรงจมูกสะอาด ซึงผูปวยสามารถกลับไปทาเองทีบานได้ ่ ้



อุปกรณ์ ที่ใช้ล้างจมูก

เดิมใช้ 0.9 NSS 1,000 CC หรือ NSS 100 CC , Syring 10 CC ค่าใช้จ่าย 37 บาท / ราย

ู้ ่ ่ ้

ใน 1 เดือน จะมีผปวยทีแพทย์แนะนาให้ลางจมูกประมาณ 40 – 60 ราย เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,480

– 2,220 บาท แพทย์ผู้เ ชี่ย วชาญทางหู คอ จมู ก แนะน าว่ า เราสามารถลด Unit Cost

ู้ ่ ู

ได้โดยการให้ผปวยเตรียมผสมน้ายาสาหรับล้างจมูกเองโดยใช้สตร



เกลือ น้าต้มสุก

1 ช้อนชา 1,000 CC



่ ่ ิ

ซึงส่วนผสมนี้ได้ผานการตรวจทดสอบคุณสมบัตโดยเทียบเคียงกับ 0.9 NSS

ั ิ ่

แล้วจากห้องปฏิบตการเคมีคลินิกของโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โดยการชังเกลือประมาณ 9 กรัม

ผสมน้าต้มสุก 1,000 CC ( เกลือ 9 กรัม = 1 ช้อนชา ) ้

ผลการตรวจทดสอบ 3 ครัง

ุ ิ

มีคณสมบัตใกล้เคียงดังตาราง

สาร NA CL

้ ้ ้

ครังที่ 1 ครังที่ 2 ครังที่ 3 ้ ้ ้

ครังที่ 1 ครังที่ 2 ครังที่ 3

0.9 NSS 156 156 156 149 149 149



น้ายาล้างจมูกทีผสมเอง 152 152 153 145 145 146

หน่วยเป็ น MMol / L

น้ายาล้างจมูกทีเ่ ตรียมเอง ้

มีตนทุนค่าใช้จ่ายเพียง 10 บาท / ราย

่ ึ

สามารถลดค่าใช้จายลงได้ถงเดือนละ 1,080 – 1,600 บาท





ประโยชน์ ที่ได้รบ

1. สามารถลด Unit Cost

2. การลดการใช้ขวดพลาสติกลง ช่วยลดภาวะโลกร้อน







ผ้าคลุม...ถนอมหู



กลุ่มงานโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



เนื่องจากโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ได้พฒนาระบบสารสนเทศโดยนาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการปฏิบตงาน ั ิ

่ ่

มีการเปลียนแปลงระบบการทางานเพือให้เกิดความสะดวก ่

เช่น การใช้เครือง Printer

สาหรับพิมพ์ใบนัด / พิมพ์ Sticker ติด Lab / พิมพ์รายงานยอดผูมารับบริการแต่ละวัน ้

่ ่ ่

เจ้าหน้าทีแผนก หู คอ จมูก มีความเห็นตรงกันว่า เสียงทีแหลมและดังขณะทีเ่ ครือง Printer ทางาน

ิ ้ ั ิ ่

อาจจะมีผลเสียต่อหูหรือการได้ยนของผูปฏิบตงานซึ่งอยูใกล้ จึงทาการวัดเสียงด้วยเครือง Lason ่



Davis พบว่ามีระดับเสียงดังเฉลียที่ 68.2 เดซิเบล ค่า Peak = 91 เดซิเบล (

มีรายงานจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าเสียงทีเ่ ป็ นอันตรายต่อหูและการได้ยนจะอยูทระดับ 85ิ ่ ่ี

เดซิเบล และดังติดต่อกันเป็ นระยะเวลา 8 ชัวโมง ) ่

ถึงแม้ว่าเสียงทีเ่ กิดจากการทางานของเครือง ่ Printer

ึ ่ ิ

ยังไม่ถงระดับทีจะเกิดอันตรายต่อหูหรือการได้ยนของเราได้

ั ่

แต่ยงไม่สามารถสรุปได้วาอนาคตจะมีผลกระทบต่อการได้ยนของเราหรือไม่ิ



เสียงทีแหลมและดังตลอดเวลาสามารถก่อให้เกิดความราคาญ



รบกวนสมาธิในการทางานเจ้าหน้าทีแผนก หู คอ จมูก จึงได้พยายามลดเสียงของเครือง Printer ่



ขณะทางานโดยใช้วสดุทาด้วยกระดาษ , พลาสติก

่ี

แต่เราพบว่าผ้าเป็ นวัสดุทหาง่ายและลดเสียงได้ดทสด ี ่ี ุ จึงออกแบบเย็บให้สะดวกในการใช้งาน

้ ่ ้

โดยใช้ตนทุนในการประดิษฐ์ 50 บาท หลังจากทีทดลองใช้ผาคลุม Printer แล้วทาการวัดเสียงซ้า

้ ่

ปรากฏว่าระดับเสียงลดลงทังค่าเฉลียและค่า Peak ดังตาราง





ค่าเฉลีย ค่า Peak



ก่อนใช้ผาคลุม 68.2 เดซิเบล 91 เดซิเบล



ใช้ผาคลุม 60.6 เดซิเบล 79.7 เดซิเบล





ประโยชน์ ที่ได้รบั

1. มีสมาธิในการทางาน และทางานมีความสุข

่ ิ

2. หลีกเลียงผลกระทบต่อการได้ยน



3. ประโยชน์ทางอ้อม “ ผ้าคลุมนอกจากจะลดเสียงดัง ยังสามารถกันฝุนได้ ”









เพิ่ มประสิ ทธิ ภาพในการ Isolation & Precautions



งานพยาบาลด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี





หลักการและเหตุผล

ป ั จ จุ บั น มี ผู้ ป่ ว ย จ า น ว น ม า ก ที่ ป่ ว ย ด้ ว ย โ ร ค ติ ด เ ชื้ อ

้ ิ ้ ่ ้

สภาวะโรคของผูตดเชือมักมีอาการของโรคทีตองเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและเป็ นสาเหตุของกา

รแพร่ ก ระจายเชื้ อ มาสู่ ผู้ ป่ ว ยอื่ น ญาติ ผู้ ป่ ว ย รวมถึ ง บุ ค ลากรที่ ป ฏิ บ ั ติ ง านบริ ก ารผู้ ป่ ว ย

ม า ต ร ก า ร ส า คั ญ ใ น ก า ร ดู แ ล ผู้ ป่ ว ย เ พื่ อ ป้ อ ง กั น แ ล ะ ค ว บ คุ ม ก า ร แ พ ร่ ก ร ะ จ า ย เ ชื้ อ



ซึ่ ง ที่ เ ป็ นที่ ย อมรั บ ของทั ว โลก ได้ แ ก่ มาตรการ Isolation & Precautions

ซึงงานพยาบาลด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือมีการจัดอบรมให้ความรูเป็ นประจาต่อเนื่องทุก

่ ้ ้

ปี นอกจากการสอนแล้ว การจัดทาสื่อการสอนและสื่อในการเตือนให้ Isolation & Precautions



สาหรับประจาแต่ละหน่ วยงาน น่ าจะสามารถเพิมประสิทธิภาพในการ Isolation & Precautions

ได้มากยิงขึน ่ ้



วัตถุประสงค์

1. ด้านกระบวนการภายใน

่ ี ้ ่

เพือเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาบุคลากร ให้มความรูจากสือการสอนและสื่อในการเตือนให้

Isolation & Precautions

่ ั ิ ่

ซึงก่อให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบตงานทีสอดคล้องกับภารกิจหลักขององค์กร



2. ด้านการเรียนรูและพัฒนา



เพื่อให้บุคลากรทางการพยาบาลสามารถนาสื่อการสอนไปพัฒนาองค์ความรูเรื่อง Isolation

& Precautions และน าสื่อ ในการเตือ น Isolation & Precautions

ั ิ

ไปใช้ในการปฏิบตงานได้จริง



วิ ธีการดาเนิ นการ

1. ค้นหาข้อมูล

่ ่

2. ระดมสมองในการออกแบบ สือการสอนและสือในการเตือนให้ Isolation & Precautions

่ ่

3. จัดทาสือการสอนและสือในการเตือนให้ Isolation & Precautions

4. ทดลองใช้ในหน่วยงานนาร่อง

5. ประเมินผลการใช้งาน

6. ปรับปรุงตามผลการประเมิน

7. จั ด ท าสื่ อ การสอนและสื่ อ ในการเตื อ นให้ Isolation & Precautions



สาหรับมอบให้ทกหน่วยงาน











ผลที่ ได้รบ

สื่ อ ก า ร ส อน แ ล ะ สื่ อ ใ น ก า ร เ ตื อ น ใ ห้ Isolation & Precautions

สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาลได้ ้

รองเท้า...ก้าวใหม่



้ ิ ุ

วาสนา สุขคุม, นายแพทย์วทวัส ตุวยานนท์, สุพรรณี จิตต์สคนธ์

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



หลักการและเหตุผล



ปญหาของผูป่วยเบาหวานมีแผลทีเท้า โดยเฉพาะแผลในตาแหน่ ง Toe Metatarsal Mid

้ ่

foot และ Heel มัก มี ก ารหายที่ ล่ า ช้ า ซึ่ ง มาจากหลายสาเหตุ เช่ น

มี ค ว า ม พิ ก า ร ผิ ด รู ป ข อ ง เ ท้ า ท า ใ ห้ เ กิ ด แ ร ง ก ด ต่ อ บ า ง บ ริ เ ว ณ ข อ ง เ ท้ า ห รื อ

นิ้ ว เท้ า มากเกิ น ไปจนเกิ ด เป็ นแผลเรื้ อ รั ง ขาดความรู้ ค วามเข้ า ใจ ไม่ ส นใจรัก ษาจริ ง จั ง

ไม่ ร ัก ษาความสะอาดของบาดแผล และเป็ น ผู้ ม ีร ายได้ น้ อ ย ต้ อ งท างานหาเลี้ ย งครอบครัว

่ ี

จากการทีได้มโอกาสเข้าอบรม Practical diabetes foot care ทาให้เกิดแรงจูงใจ นาวิธการ off- ี

loading มาปรับ ใช้ ให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่ว ยที่มาใช้บ ริการ ที่ห้องตรวจศัล ยกรรม

โ ด ย เ ลื อ ก ใ ช้ วิ ธี ง่ า ย ๆ ซึ่ ง ส า ม า ร ถ จั ด ห า อุ ป ก ร ณ์ ไ ด้ ง่ า ย

้ ่

และราคาไม่แพงผูปวยสามารถนากลับไปทาใช้เองได้



วัตถุประสงค์

่ ่

1. เพือลดแรงกดทีแผล

่ ่

2. เพือเพิมประสิทธิภาพในการเดิน

่ ้

3. เพือช่วยให้แผลหายเร็วขึน



อุปกรณ์

1. ่

แผ่นโฟร์ม ขนาดความยาว 1 ซม. (มีความยือหยุนดี)

2. กรรไกร

3. กาวรองเท้า

4. มีดคัตเตอร์

5. ่ั

รองเท้าทีรดส้น สามารถปรับขนาดได้



วิ ธีการทา

1. ้

ตัดแผ่นโฟร์ม ตามขนาดของเท้าและพืนรองเท้า

2. เจาะรูแผ่นโฟร์มให้ตรงกับตาแหน่งแผล

3. ปรับแต่งขอบแผ่นโฟร์มให้เรียบ

4. ่ ้

ทากาวบนแผ่นโฟร์มด้านทีตองติดกับรองเท้า

5. ้

วางแผ่นโฟร์มติดกับพืนรองเท้า รอกาวหมาดกดให้แน่น แล้วรอกาวแห้ง









ผลการดาเนิ นงานที่ ผ่านมา

จานวนผูป่วยทีได้รบการตัดรองเท้า ตังแต่ ก.ย. 50 – มิ.ย. 51

้ ่ ั ้ จานวน 14 ราย

แ ล ะ ด า เ นิ น ก า ร ต่ อ มี ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ทุ ก 6 เ ดื อ น

้ ่

และมีการประเมินจากแบบสอบถามผูปวยมีความพึงพอใจ 100%

หน้ ากากป้ องกัน JT1 JT2 และ JT3





จีระพันธ์ ทองดอนพุม

ั ิ

กลุ่มงานวิสญญีวทยา โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ความสาคัญและความเป็ นมา



การให้บ ริการทางการแพทย์ ไม่เ พีย งมุ่งเน้ น คุณภาพและความปลอดภัยต่อผู้ร บ บริการ

ยั ง ต้ อ งตระหนั ก ถึ ง ความปลอดภั ย ของผู้ ใ ห้ บ ริ ก ารด้ ว ย จากสถิ ติ ใ นปี พ .ศ. 2546



ของศูนย์ความปลอดภัยบุคลากรทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยเวอร์จเนีย (International Health Care

Worker Safety Center, University of Virginia, 2003) รายงานว่ า

่ ่ ่ ่

ดวงตาเป็ นอวัยวะทีมเี สียงต่อการสัมผัสสารคัดหลังมากทีสุด (Top – 5 body parts exposed)

่ ่ ่

สารคัดหลังทีพบว่าบุคลากรสัมผัสมากทีสุดคือเลือด (Top – 5 fluids involved in the exposure)

่ ่ ่ ่ ่ ่ี

บุคลากรทีเสียงต่อสารคัดหลังมากทีสุดจาแนกตามงาน คือพยาบาล สถานทีทเกิดเหตุบ่อยทีสุดคือ ่

ห อ ผู้ ป่ ว ย ส่ ว น ห้ อ ง ผ่ า ตั ด ร อ ง ล ง ม า

และเปอร์เซ็นต์ของการสวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตาเมือปฏิบตงานพบว่ามีเพียง 7 เปอร์เซ็นต์

่ ั ิ

ในห้ อ งผ่ า ตั ด โรงพยาบาลนพรั ต นราชธานี อุ ป กรณ์ ป้ องกั น ดวงตาที่ ใ ช้ อ ยู่ ม ี 2



แบบคือแบบแว่นตา (Goggles) และแบบหน้ากาก (Face shields) แว่นตาทีใช้อยู่พบว่าหลังใช้ไป

1 – 2 ค รั ้ ง ข า แ ว่ น จ ะ ห ล ว ม มี โ อ ก า ส ห ลุ ด ร่ ว ง ล ว ง ไ ป ใ น ก า ร ผ่ า ตั ด

ส่ ว นแบบที่เ ป็ น หน้ า กากใช้ส าหรั บ ผู้ส วมแว่ น สายตาหรือ ผู้ต้ อ งการป้ องกัน บริเ วณใบหน้ า ด้ ว ย

่ ้ ึ

ขณะใช้งานส่วนทีเ่ ป็ นโครงจะค่อนข้างแน่น เมือใส่เป็ นเวลานานจะรูสกปวดศีรษะ



จากเหตุ ผ ลดั ง กล่ า วข้ า งต้ น ท าให้ ผู้ ป ระดิ ษ ฐ์ ไ ด้ ศึ ก ษาอุ ป กรณ์ ป้ องกั น ดวงตา

สังเกตและสอบถามผูใช้และได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ ป้องกันดวงตาสาหรับบุคลากรห้องผ่าตัดออกมา 3



แบบคือ 1. แบบแว่นตา (Goggles) เรียกว่า JT1 2. แบบแว่นตาสาหรับผูสวมแว่นสายตา ้

เรี ย กว่ า JT2 3. แบบหน้ า กาก (Face shields) เรีย กว่ า JT3

ุ ่ี ั่

โดยดัดแปลงใช้อปกรณ์ทหาได้ทวไปในท้องตลาด











หลอดไฟชี้บงระดับหัวเตี ยง



้ ่

หอผูปวยหนักอายุรกรรม และงานไฟฟ้า โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



ความเป็ นมาและหลักการ

ป อ ด อั ก เ ส บ จ า ก ก า ร ใ ช้ เ ค รื่ อ ง ช่ ว ย ห า ย ใ จ (VAP)

เ ป็ น ก า ร ติ ด เ ชื้ อ ใ น โ ร ง พ ย า บ า ล ที่ พ บ ม า ก เ ป็ น อั น ดั บ ต้ น ๆ MICU

ร่ ว ม กั บ อ า ยุ ร ก ร ร ม ช า ย แ ล ะ อ า ยุ ร ก ร ร ม ห ญิ ง ส า มั ญ

ร่วมกันจัดทาแนวทางปฏิบตเพื่อป้องกันการเกิดปอดอักเสบการใช้เครื่องช่วยหายใจ (พ.ศ. 2549)

ั ิ

ประกอบด้วย 6 ประเด็น คือ

7) การดูดเสมหะและการดูแลท่อช่วยหายใจ

8) การให้อาหารทางสายยาง



9) การดูแลอุปกรณ์เครืองช่วยหายใจ

10) การทาความสะอาดปาก ฟน ั

11) การล้างมือ

12) การจัดท่านอนศีรษะสูง 30 องศา

หลัง จากน าแนวทางปฏิบ ัติพ บว่ า แนวทางปฏิบ ัติด้า นการจัด ศีร ษะสูงยัง ปฏิบ ัติได้น้ อ ย

เ นื่ อ ง จ า ก ไ ม่ มี ตั ว ชี้ บ่ ง บ อ ก ร ะ ดั บ ค ว า ม สู ง ข อ ง หั ว เ ตี ย ง จึ ง จั ด หั ว สู ง ต า ม ค ว า ม รู้ ส ึ ก

บางครังไม่จดเนื่องจากกลัวผูป่วยเลื่อนไหล ทาให้ผูป่วยเกิดสาลัก ซึงเป็ นสาเหตุของ VAP ทาง

้ ั ้ ้ ่

MICU ั

ร่ ว มกับ ฝ่า ยงานไฟฟ้ า ได้เ ห็น ป ญ หานี้ แ ละได้คิด ประดิษ ฐ์ต ัง ชี้บ่ ง ระดับ หัว เตีย ง

่ ้ ่ ั

เพือบอกระดับเตียงขึนมาเพือแก้ปญหาการจัดระดับหัวเตียงไม่เหมาะสม



วัตถุประสงค์

3. เ พื่ อ เ ป็ น ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม

การปฏิบตการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดปอดอักเสบในเรื่องการจัดระดับหัวเตียงสูง

ั ิ

30 องศา

4. เ พื่ อ เ ป็ น ตั ว ชี้ บ่ ง / สั ญ ลั ก ษ ณ์ ใ น ก า ร ป รั บ ค ว า ม สู ง

้ ่ ่ ้ ่

ของระดับหัวเตียงผูปวยเพือป้องกันการสูดสาลักของผูปวย



อุปกรณ์

9. แผ่นพลาสิกใส่อย่างหนา ขนาด 10 x 20 ซม. 1 แผ่น

10. ไมโครสวิทซ์ 1 ตัว

11. สายไฟ กับสายไฟสปริง ยาวประมาณ 3 เมตร

12. กล่องสบู่ใช้แล้ว 1 กล่อง

13. ท่อ PVC 1 2 นิ้ว ยาว 2 ฟุต

14. รางครอบสายไฟ

15. LED 7 สี 9 V 1 หลอด

16. หม้อแปลงไฟฟ้า DC V1 ตัว

วิ ธีใช้การ

กดรีโมทเตียงเพื่อปรับระดับ หลอดไฟ LED จะสว่างเมื่อถึงระดับที่ 30 องศา

่ ่

เพือบอกระดับทีกาหนด



ประโยชน์ และการนาไปใช้

4. ผู้ ป่ ว ย ที่ ใ ช้ เ ค รื่ อ ง ช่ ว ย ห า ย ใ จ ไ ด้ รั บ ก า ร จั ด ศี ร ษ ะ สู ง ไ ด้ อ ย่ า ง ถู ก ต้ อ ง

ตามแนวทางการป้องกันการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครืองช่วยหายใจ ่

้ ั ิ ู้ ่

5. พยาบาล / ผูปฏิบตงาน สามารถจัดให้ผปวยนอนศีรษะสูงได้อย่างรวดเร็ว

6. ตรวจสอบการปฏิบตได้งาย ั ิ ่

ถุงพรางตา



้ ่

หอผูปวยพิเศษอายุรกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



บทนา

จ า ก ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น พ บ ว่ า ก ร ะ บ อ ก Receptal

ซึ่ ง เ ป็ น ก ร ะ บ อ ก ที่ ร อ ง รั บ เ ส ม ห ะ ผู้ ป่ ว ย ที่ ไ ม่ ส า ม า ร ถ บ้ ว น เ ส ม ห ะ เ อ ง ไ ด้

ต้ อ ง ใ ช้ เ ค รื่ อ ง ดู ด เ ส ม ห ะ ช่ ว ย ร ะ บ า ย เ ส ม ห ะ อ อ ก ก ร ะ บ อ ก Receptal

จะถู ก ติ ด ตัง อยู่ บ ริเ วณข้า งเตี ย งผู้ ป่ ว ย มีล ัก ษณะเป็ น พลาสติ ก ใส สามารถมองเห็ น เสมหะ



่ ่ ้

หรือสิงคัดหลังต่างๆในนันได้ ส่งผลให้บรรยากาศในห้องพิเศษไม่สดชืน ไม่สบายตา ่



ดัง นั ้น คณะท างานได้ น าป ญ หาดัง กล่ า วหาแนวทางแก้ ไ ข โดยมี ว ั ต ถุ ป ระสงค์ เพื่ อ

สร้า งบรรยากาศในห้องให้ส ดชื่น ดูส บายตา ดังนั ้น คณะทางานจึงได้ทดลองประดิษ ฐ์ ถุงผ้า คลุ ม

Receptal



วิ ธีการพัฒนาสิ่ งประดิ ษฐ์

่ ่ ี ั

1. จัดประชุมเจ้าหน้าทีในหน่วยงานเพือหาวิธการแก้ไขปญหา

่่

2. เจ้าหน้าทีรวมกันเสนอความคิดเห็นจนได้

3. นาไปทดลองใช้และประเมินผล

4. นามาปรับปรุงแก้ไข

5. จัดทาเป็ นมาตรฐาน



อุปกรณ์ ในการจัดทา

1. ผ้าทีเ่ หลือใช้ของโรงพยาบาล



2. อุปกรณ์ตดผ้า ( ตีนตุ๊กแก )



งบประมาณ 100 บาท



การทดสอบประสิ ทธิ ภาพสิ่ งประดิ ษฐ์

ั ้ ่

1.นาไปใช้กบผูปวย จานวน 10 ราย

2. ประเมินโดยแบบสอบถามสาหรับ ญาติ 10 คน และเจ้าหน้าที่ 18 คน



ประโยชน์ และการนาไปใช้

้ ่ ้ ่ ี

1. บรรยากาศข้างเตียงผูปวยดูสบายตา ผูปวยและญาติมความพึงพอใจ

่ี ี ั

2. สร้างภาพลักษณ์ทดกบหน่วยงาน









เพิ่ มประสิ ทธิ ภาพใน Contact Precaution



้ ่

หอผูปวยพิเศษอายุรกรรม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



บทนา

ั ิ ั ั ี

จากการปฏิบตงานพบว่า ในการดูแลรักษาในปจจุบน มีการใช้ยาปฏิชวนะ อย่างแพร่หลาย

ท า ใ ห้ พ บ เ ชื้ อ แ บ ค ที เ รี ย ดื้ อ ต่ อ ย า ม า ก ขึ้ น

เ ชื้ อ ดื้ อ ย า ส่ ว น ใ ห ญ่ จ ะ เ ป็ น ป ั ญ ห า ใ ห ญ่ ข อ ง ก า ร ติ ด เ ชื้ อ ใ น อ น า ค ต

การควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา นัน ผูเกียวข้องกับการดูแลผูป่วย ได้แก่ แพทย์ พยาบาล

้ ้ ่ ้

่ ่ ้ ้

และเจ้าหน้าทีผเู้ กียวข้อง จะต้องระมัดระวัง ไม่ให้เชือดือยาแพร่กระจาย โดย

- ใช้ Contact Precaution อย่างถูกต้อง

้ ่ ่ ้ ้

- แยกผูปวยทีมเี ชือดือยา (MDR./MRSA.)

- ระมัดระวังไม่ให้เชือดือยากระจายไปในสิงแวดล้อม

้ ้ ่

-

ก า ร แ ก้ ไ ข ป ัญ ห า เ ชื้ อ ดื้ อ ย า เ ป็ น ห น้ า ที่ ข อ ง บุ ค ล า ก ร ท า ง ก า ร แ พ ท ย์ ทุ ก ค น



รวมทัง ญาติ แ ละผู้ดู แ ล ควรมีส่ ว นร่ ว มในการแก้ไ ขป ญ หา เนื่ อ งจากผู้ ป่ ว ยในหอผู้ป่ ว ยพิเ ศษ



จะมี ญ าติ ช่ ว ยดู แ ลร่ ว มด้ ว ย โดยอาจท าให้ ม ี ก ารแพร่ ก ระจายของเชื้ อ ดื้ อ ยา เพิ่ ม ขึ้ น



ถ้ า ปฏิ บ ั ติ ต นไม่ ถู ก ต้ อ ง ดั ง นั ้ น คณะท างานจึ ง ได้ น าป ญ หาดั ง กล่ า ว หาแนวทางแก้ ไ ข

โดยสร้า งระบบเตือ นว่ า มีเ ชื้อ ดื้อ ยาเกิด ขึ้น และร่ ว มกับ ให้ค วามรู้ใ นการปฏิบ ั ติต นส าหรับ ญาติ

เพื่ อ ให้ เ กิ ด แนวทาง การป้ องกัน แพร่ ก ระจายเชื้ อ ดื้ อ ยา หรื อ Contact Precaution

อย่างมีประสิทธิภาพนันเอง ่



วิ ธีการพัฒนาสิ่ งประดิ ษฐ์

่ ่ ี ั

1. จัดประชุมเจ้าหน้าทีในหน่วยงานเพือหาวิธการแก้ไขปญหา

่่

2. เจ้าหน้าทีรวมกันเสนอความคิดเห็นจนได้

3. นาไปทดลองใช้และประเมินผล

4. นามาปรับปรุงแก้ไข

5. จัดทาเป็ นมาตรฐาน



อุปกรณ์ ในการจัดทา

1. กระดาษสี

2. แผ่น PVC . ลูกฟูก

งบประมาณ 100 บาท



การทดสอบประสิ ทธิ ภาพสิ่ งประดิ ษฐ์

ั ้ ่

1.นาไปใช้กบผูปวย จานวน 10 ราย

้ ั

2. ประเมินโดยสอบถามความรูและประเมินการปฏิบติ ของ ญาติ 10 คน

และเจ้าหน้าที่ 18 คน

ประโยชน์ และการนาไปใช้

้ ้ ่ ั

1. มีระบบการเตือนของเชือดือยาทีชดเจน

่ ี ้ ั ิ ั

2. เจ้าหน้าทีและญาติมความรูและปฏิบตตวได้อย่างถูกต้อง

้ ่ ี

3. ผูปวยและญาติมความพึงพอใจ

้ ้

4. ลดการแพร่กระจายของเชือดือยาในหน่วยงาน

Rainbows Label Album



ทีมงาน MED Anesthesia โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



สาเหตุและความสาคัญ

 ความคลาดเคลื่อนทางยาเป็ นตัวชีวดหนึ่ง ในการบ่งบอกถึงคุณภาพของงานทีสาคัญตัวหนึ่ง

้ั ่

Drug Error

 กลุ่มงานวิสญญี เป็ นหน่วยงานทีลกษณะงานต้องมีความเกียวข้องกับยาอยูตลอดเวลา

ั ่ั ่ ่

และเป็ นยากลุ่มทีตองเฝ้าระวัง

่ ้

ในการใช้ยาเป็ นอย่างมาก

่ ่ ั ิ

จากปี 2550 ทีผานมาทางแผนกวิสญญีวทยาได้เสนอโครงการ



ลดความคลาดเคลื่อนทางยา และได้พฒนางานมาโดยตลอด

ั ั ๊ ่ี ่ ๊ ่

ปจจุบนได้แบบของสติกเกอร์ทได้มาตรฐานแล้วและได้เพิมการจัดการทาสมุดใส่สติกเกอร์เพือความสะ

ดวกในการใช้งานมากขึน ้









ผ้าดึงข้อเท้า “ดึงดัน”



้ ่ ิ

หอผูปวยออร์โธปิ ดกส์ชาย โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

คาขวัญ ช่วยดึงสักนิด ิ

พิชตข้อติด



อย่าได้แต่คด ติดแล้วอันตราย



หลักการและเหตุผล

ภาวะแทรกซ้อนทีพบได้บ่อยของผูป่วยออร์โธปิ ดกส์ ได้แก่ ภาวะข้อติด (joint stiffness)

่ ้ ิ

โดยเ ฉพา ะข้ อ เท้ า จ ากการที่ ผู้ ป่ ว ยขา ดการ บ ริ ห ารข้ อ เท้ า (กร ะดกข้ อ เ ท้ า ขึ้ น -ลง )

่ ี ั

หรือไม่สามารถบริหารข้อเท้าได้เอง เช่น ผูป่วยทีมปญหา nerve injury ผูป่วย on External

้ ้

fixation ที่ ข า เป็ นต้ น แต่ เ ดิ ม ทางหอผู้ ป่ ว ยใช้ elastic bandage

ให้ผู้ป่ ว ยคล้อ งปลายเท้า แล้ว ดึง เพื่อ กระดกปลายเท้า ขึ้น -ลง แต่ พ บว่ า elastic bandage

ค ล้ อ ง ป ล า ย เ ท้ า ไ ม่ อ ยู่ แ ล ะ มี ค ว า ม ยื ด เ กิ น ไ ป ท า ใ ห้ ดึ ง ไ ม่ ดี

ดั ง นั ้ น เ จ้ า ห น้ า ที่ ใ น ห อ ผู้ ป่ ว ย จึ ง ร่ ว ม กั น คิ ด ป ร ะ ดิ ษ ฐ์ ผ้ า ดึ ง ข้ อ เ ท้ า “ดึ ง ดั น ”

่ ่ ้ ่

เพือเพิมประสิทธิภาพในการกระดกข้อเท้าของผูปวย โดยยึดหลักใช้งาย ราคาประหยัด ่



อุปกรณ์

1. ผ้าฝ้าย

2. ตัวติด หรือตีนตุ๊กแก



งบประมาณ ้

50 บาท / ชิน



ข้อดี ราคาประหยัด ทาความสะอาดง่าย (ซักได้) และสามารถนากลับมาใช้ใหม่ได้





ประโยชน์ ที่ได้รบ

ู้ ่

1. ป้องกันภาวะข้อเท้าติดแข็ง โดยให้ผปวยมีสวนร่วมในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน



2. เ ส ริ ม ส ร้ า ง ค ว า ม รู้ สึ ก มี คุ ณ ค่ า ใ น ต น เ อ ง ข อ ง ผู้ ป่ ว ย

มองเห็นความสาคัญในการฟื้นฟูสภาพตนเอง











แผ่นรองเทปัสสาวะ “ถามอง”



้ ่ ิ

หอผูปวยออร์โธปิ ดกส์สามัญชาย โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

คาขวัญ ื

ไม่ล่นไม่ไหล ่

มันใจยามใส่

ถูกหลักอนามัย ่

ปลอดภัยเมือใช้บริการ



หลักการและเหตุผล

่ ่ ู้ ่ ุ

ความปลอดภัยในการทางานเป็ นสิงสาคัญทีผบริหารและเจ้าหน้าทีทกระดับจะต้องคานึงถึงอยู่

้ ่ ่ ่ ั

เสมอ ผูปวยทีนอนอยูบนเตียงและไม่สามารถไปถ่ายปสสาวะในห้องน้าได้เอง หรือผูปวยทีตองบันทึก ้ ่ ่ ้

Intake-Output จ าเป็ นต้ อ งมี อุ ป กรณ์ แล ะขวดรองป ัส สาวะวางไว้ ท่ี เ ตี ย ง

ซึงในแต่ละเวรพนักงานทาความสะอาดหรือผูช่วยเหลือคนไข้จะต้องเก็บขวดปสสาวะมาเทและทาควา

่ ้ ั

ม ส ะ อ า ด ใ น ห้ อ ง ช า ร ะ ล้ า ง ซึ่ ง อ า จ ท า ใ ห้ น้ า ป ั ส ส า ว ะ ก ร ะ เ ด็ น ถู ก ตั ว ผู้ เ ท ไ ด้

ดั ง นั ้ น พ นั ก ง า น ท า ค ว า ม ส ะ อ า ด จึ ง คิ ด อุ ป ก ร ณ์ เ พื่ อ กั น ก ร ะ เ ด็ น ใ น ก า ร เ ท ป ั ส ส า ว ะ

โ ด ย แ ต่ เ ดิ ม ไ ด้ ใ ห้ ช่ า ง ซ่ อ ม บ า รุ ง ท า แ ผ่ น ร อ ง เ ท ป ั ส ส า ว ะ ซึ่ ง ท า ด้ ว ย ไ ม้



แต่ ม ีป ญ หาในการเทและการท าความสะอาดอาจถู ก เสี้ย นต าและเป็ น เชื้อ ราจากความอับ ชื้น



จึงได้มการพัฒนาเป็ นแผ่นสแตนเลส ทาให้ความสะดวกในการใช้และการทาความสะอาดมากยิงขึน ่ ้



อุปกรณ์ แผ่นสแตนเลส



งบประมาณ ้ั ้

ไม่ทราบราคาเนื่องจากช่างซ่อมบารุงเป็ นผูจดซือและจัดทาให้



ข้อดี สะดวกใช้และทาความสะอาดง่าย





ประโยชน์ ที่ได้รบ



1. ความปลอดภัยของผูปฏิบตงานในการป้องกันน้าปสสาวะกระเด็นถูกตัว

้ ั ิ

2. ค ว า ม ส ะ อ า ด ข อ ง ส ถ า น ที่



และป้องกันการแพร่กระจายเชือเนื่องจากน้าปสสาวะไม่กระเด็นหรือหกเลอะพืน

้ ้

ภาคผนวก









โครงการประชุมวิ ชาการประจาปี งบประมาณ 2551

ชื่อโครงการ



โครงการประชุมวิ ชาการประจาปี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ครังที่ 12







ผู้รบผิ ดชอบโครงการ

1. คณะกรรมการวิชาการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

2. กลุ่มงานสนับสนุนวิชาการ





หลักการและเหตุผล



ตามทีกรมการแพทย์ได้กาหนดภารกิจหลักคือเป็ นกรมวิชาการด้านการแพทย์ฝายกายนัน

่ ่ ้

่ ่ ่

สิงทีจาเป็ นทีหน่วยงานสังกัดกรมการแพทย์ตองคานึงถึง้ คือ



การดาเนินการให้เกิดผลผลิตทางด้านวิชาการให้ครอบคลุมทัง 3 ด้าน คือ การศึกษา วิเคราะห์ วิจย ั



และพัฒนาองค์ความรูและเทคโนโลยีทางการแพทย์



การถ่ายทอดองค์ความรูและเทคโนโลยีทางการแพทย์

้ ่ ้ ่

รวมทังการให้บริการเพือรองรับส่งต่อผูปวยระดับตติยภูม ิ หรือสูงกว่า (Super Tertiary)



ดังนันโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ่

ซึงได้เปิ ดการดาเนินการมาเป็ นเวลา 26 ปี



มีผลการดาเนินการทีหลากหลายของบุคลากรในแต่ละสาขาอาชีพ

การจัดการประชุมวิชาการประจาปีนน ั้



เป็ นเวทีเป็ นเวทีหนึ่งในการถ่ายทอดองค์ความรูและเทคโนโลยีทางการแพทย์ทเ่ี กิดขึนภายในโรงพยา ้

้ ่ ั

บาลรวมทังระหว่างสถาบันทีสงกัดกรมแพทย์และอืน ่ ๆ



จึงได้มการดาเนินให้เกิดการจัดประชุมวิชาการ ประจาปี 2551

้ ่ ่ ั ิ

ขึนเพือให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ทุกสายวิชาชีพทีปฏิบตงานในหน่วยงานต่าง ๆ



ได้รบความรู้ ้

และฟื้นฟูความรูทางวิชาการ การถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ



ก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนางานและพัฒนาบุคลากรให้ได้รบการส่งเสริมความรูทางวิชาการพร้อม ้

้ ่

ทังได้แลกเปลียนความรู้

่ึ ้ ่ี ั

ประสบการณ์ซงกันและกันสามารถนาความรูทได้รบนาไปประยุกต์ในการปฏิบตงานและพัฒนางานเพื่ ั ิ

อประโยชน์



วัตถุประสงค์



1. เพือให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข มีความรู้

่ี ั ี ่ ้

ความเข้าใจเทคโนโลยีททนสมัย และได้มโอกาสแลกเปลียนความคิดเห็น ประสบการณ์ดานวิชาการ

้ ่ี ั ี ่ ้

สามารถนาความรูทได้รบไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการดาเนินงานให้มประสิทธิภาพยิงขึน



2. เพือเปิ ดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข



ทุกสายวิชาชีพได้เผยแพร่งานวิจยและผลงานทางวิชาการ

ระยะเวลาในการจัดประชุม

เดือนสิงหาคม 2551

กลุ่มเป้ าหมาย

ประกอบด้ายบุคลากรทางการแพทย์

1. โรงพยาบาล/สถาบัน/สานัก/ศูนย์ ในสังกัดกรมการแพทย์

2. โรงพยาบาล/ศูนย์บริการสาธารณสุข สังกัดสานักการแพทย์

3. โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหม



4. โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทัวไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุข

5. โรงพยาบาลในทบวงมหาวิทยาลัย

6. โรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล



รวมทังหมด 350 คน

วิ ธีดาเนิ นงาน

ั ิ

1. ขออนุมตโครงการ

2. ดาเนินการจัดประชุม

3. ดาเนินการขอหน่วยกิต

4. ประเมินผลการจัดประชุม





วิ ธีการประชุม

1. ่ ั

นิทรรศการเทิดพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว

2. บรรยายทางวิชาการ

3. การอภิปราย

4. ั

การนาเสนอผลงานวิจยและผลงานด้านวิชาการ

5. การจัดนิทรรศการทางวิชาการ



วิ ทยากร

1. วิทยากรภาครัฐ

2. วิทยากรทบวงมหาวิทยาลัย

3. วิทยากรภาคเอกชน



สถานที่ จดประชุม

ห้องประชุมเพชรนพรัตน์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี





งบประมาณ

1. เบิกค่าใช้จ่ายจากต้นสังกัด

่ ั

- ค่าเดินทาง ค่าทีพก

้ ้ ้ั

- ค่าเบียเลียง เบิกได้ 2 ใน 3 เนื่องจากผูจดการประชุมจัดอาหารกลางวัน

ให้ตลอดระยะเวลาการประชุม

2. งบประมาณดาเนิ นการ



ได้รบการสนับสนุนจากเงินบารุงประจาปี 2551

การประเมิ นผล

ประเมินจากแบบสอบถามของผูเ้ ข้าร่วมประชุม







ผลที่ คาดว่าจะได้รบ

ั ้ิ

- ผูเ้ ข้าร่วมประชุมได้รบความรูวทยาการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ

-

ั ่ ้ ้

บุคลากรสาธารณสุขได้รบโอกาสแลกเปลียนความรูประสบการณ์ดานวิชาการทางการแพทย์และสาธาร

ณสุข

่ ั

- บุคลากรมีความคิดริเริมในงานวิจยหรือการเสนอผลงานวิชาการต่าง ๆ



เพือพัฒนาวิชาการของหน่วยงาน



คาสังโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

ที่ / 2551

่ ้

เรือง แต่งตังคณะกรรมการ / คณะอนุกรรมการ ประชุมวิชาการ โรงพยาลนพรัตนราชธานี

ประจาปี 2551

…………………………………………

ตามที่ ก รมการแพทย์ ได้ ก าหนดภารกิ จ หลั ก คือ เป็ นกรมวิ ช าการด้ า นการแพทย์ ฝ่ า ยกายนั ้น

สิ่ ง ที่ จ า เ ป็ น ที่ ห น่ ว ย ง า น สั ง กั ด ก ร ม ก า ร แ พ ท ย์ ต้ อ ง ค า นึ ง ถึ ง คื อ



การด าเนิ น การให้เ กิด ผลผลิต ทางด้า นวิช าการให้ครอบคลุ ม ทัง 3 ด้า นคือ การศึกษา วิเ คราะห์ วิจ ัย

และพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์

รวมทัง การให้บ ริก ารเพื่อ รองรับ การส่ ง ต่ อ ผู้ป่ ว ยระดับ ตติย ภู ม ิ หรือ สูง กว่ า (Super

้ Tertiary)

ดั ง นั ้ น โ ร งพ ย า บ า ล น พ รั ต น ร า ช ธ า นี ซึ่ ง ได้ เ ปิ ด กา ร ด า เ นิ น กา ร ม า เ ป็ น เ ว ล า 26 ปี

มี ผ ลการด าเนิ น การที่ ห ลากหลายของบุ ค ลากรในแต่ ล ะ วิ ช าชี พ การจั ด การประชุ ม วิ ช าการปี นั ้น

เป็ น เวทีห นึ่ ง ในการถ่ า ยทอดองค์ ค วามรู้ แ ละเทคโนโลยีท างการแพทย์ ท่ีเ กิด ขึ้น ภายในโรงพยาบาล

ร ว ม ทั ้ ง ร ะ ห ว่ า ง ส ถ า บั น ที่ สั ง กั ด ก ร ม แ พ ท ย์ แ ล ะ ห น่ ว ย ง า น อื่ น ๆ



จึงได้มการดาเนินให้เกิดการจัดประชุมวิชาการประจาปี 2551 ้

ขึน เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์



และสาธารณสุขทุกสายวิชาชีพ ได้รบความรู้ และฟื้ นฟูความรู้ทางวิชาการ การถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ก่ อ ใ ห้ เ กิ ด ป ร ะ โ ย ช น์ ใ น ก า ร พั ฒ น า ง า น แ ล ะ พั ฒ น า บุ ค ล า ก ร ใ ห้ ไ ด้ รั บ ค ว า ม รู้ ท า ง วิ ช า ก า ร

พ ร้ อ ม ทั ้ ง ไ ด้ มี โ อ ก า ส แ ล ก เ ป ลี่ ย น เ รี ย น รู้

่ึ ้ ่ี ั

ประสบการณ์ซงกันและกันสามารถนาความรูทได้รบนาไปประยุกต์ในการปฏิบตงานและพัฒนางานเพือประโยช ั ิ ่



น์สงสุดแก่ประชาชน





ทัง นี้ เพื่ อ ให้ ก ารประชุ ม ด าเนิ น ไปด้ ว ยความเรี ย บร้ อ ย บรรลุ ว ั ต ถุ ป ระสงค์ ท่ี ก าหนดไว้



จึงแต่งตังคณะกรรมการ คณะอนุ กรรมการ ประชุมวิชาการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ประจาปี 2551

ดังต่อไปนี้



1. คณะกรรมการอานวยการประชุมวิ ชาการ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี



1.1 ผูอานวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ประธานกรรมการ



1.2 รองผูอานวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี รองประธานกรรมการ



1.3 รองผูอานวยการกลุ่มภารกิจวิชาการ รองประธานกรรมการ



1.4 รองผูอานวยการด้านการเงินการคลัง กรรมการ



1.5 รองผูอานวยการกลุ่มภารกิจบริการวิชาการ กรรมการ



1.6 รองผูอานวยการกลุ่มภารกิจอานวยการ กรรมการ

1.7 นางนวลจันทร์ ุ

เทพศุภรังษิกล เภสัชกร 9 กรรมการ

1.8 นางผุสดี ธรรมานวัตร์ นายแพทย์ 9 กรรมการและเลขานุการ

... / 2



-2-

่ั

ให้คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าทีรบผิดชอบ ดังนี้

1. กาหนดแนวทางการประชุมวิชาการ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ประจาปี 2551

2. ควบคุม กากับ การจัดประชุมวิชาการให้เป็ นไปด้วยความเรียบร้อย



3. แต่งตังคณะอนุกรรมการตามความเหมาะสม

4. ให้คาปรึกษา แนะนา แก่คณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ

2. คณะอนุกรรมการด้านวิ ชาการ ประกอบด้วย

2.1 นางจิตสุดา บัวขาว นายแพทย์ 9 ประธานอนุกรรมการ

2.2 นายอดุลย์ บัณฑุกล ุ นายแพทย์ 9 รองประธานกรรมการ

2.3 นายวันชัย นพนาคีพงษ์ นายแพทย์ 9 อนุกรรมการ

2.4 นายสมชาย ิ

เรืองศิรนุสรณ์ นายแพทย์ 9 อนุกรรมการ

2.5 นางสาวจีรภัทร ิ

วงศ์ชนศรี นายแพทย์ 8 อนุกรรมการ

2.6 นายศักรินทร์ วงศ์เลิศศิร ิ นายแพทย์ 8 อนุกรรมการ

2.7 นายกิตติพงษ์ พนมยงค์ นายแพทย์ 8 อนุกรรมการ

2.8 นายสุรวุฒ ิ ไผ่ประเสริฐ นายแพทย์ 7 อนุกรรมการ

2.9 นายเชียรชัย ตังทัตสวัสดิ ์ นายแพทย์ 7 อนุกรรมการ

2.10 นางสาวโชต์ลดา บ้วนวงศ์ ทันตแพทย์ 9 อนุกรรมการ

ิั

2.11 นางศิรรตน์ วีรกิตติ พยาบาลวิชาชีพ 8 อนุกรรมการ

2.12 นางอาภรณ์ นิยมพฤกษ์ พยาบาลวิชาชีพ 8 อนุกรรมการ

2.13 นางนวลจันทร์ เทพศุภรังษิกล ุ เภสัชกร 9 อนุกรรมการ

2.14 นางนิตยา ภาพสมุทร เภสัชกร 7 อนุกรรมการ

2.15 นางผุสดี ธรรมานวัตร์ นายแพทย์ 9 อนุกรรมการและเลขานุการ

2.16 นายกฤษฎา ถมยาบัตร นายแพทย์ 8 ้่

อนุกรรมการและผูชวยเลขานุการ

2.17 นางวรรณา จงจิตรไพศาล พยาบาลวิชาชีพ 7 วช. ้่

อนุกรรมการและผูชวยเลขานุการ

่ั

ให้คณะอนุกรรมการชุดนี้ มีหน้าทีรบผิดชอบ ดังนี้



1. จัดระเบียบวาระการประชุมให้สอดคล้องกับนโยบายและแนวทางทีคณะกรรมการอานวยการ

้ ่

กาหนดไว้โดยประสานกับผูทเ่ี กียวข้องในการจัดประชุมวิชาการ

2. ค ว บ คุ ม ก า กั บ

และด าเนิ น การด้า นวิช าการในห้องย่อย/การน าเสนอผลงานประเภทรายงานโปสเตอร์

ี ั ้

และวีดทศน์ พร้อมทังประเมินผลงาน

3. ก า ห น ด ห ลั ก เ ก ณ ฑ์ ก า ร พิ จ า ร ณ า ผ ล ง า น วิ ช า ก า ร ก า ร ป ร ะ เ ภ ท ร า ย ง า น

่ ี ั

โปสเตอร์และการนาเสนอด้วยสือวีดทศน์

่่

4. พิจารณาคัดเลือกผลงานวิชาการประเภทรายงานทีสงเข้านามาเสนอในการประชุมครังนี้ ้

5. พิ จ ารณา/รวบรวม เอกสารบทคั ด ย่ อ ส าหรั บ ผลงานวิ ช าการประเภทรายงาน

่ี ั

โปสเตอร์ทได้รบการคัดเลือกให้นาเสนอ

-3-



6. ห า ก มี ก า ร ส่ ง ผ ล ง า น วิ ช า ก า ร ป ร ะ เ ภ ท ร า ย ง า น

โปสเตอร์แ ละสื่อ วีดีทศ น์ ร่ ว มน าเสนอเป็ น จ านวนมากอาจพิจ ารณาแต่ง ตังคณะทางาน ... / 3

ั ้



เพือพิจารณาผลงานวิชาการประเภทรายงานในด้านต่าง ๆ ตามความเหมาะสม



3. คณะอนุกรรมการด้านการจัดประชุมวิ ชาการ ประกอบด้วย

3.1 นางจิตสุดา บัวขาว นายแพทย์ 9 ประธานอนุกรรมการ

3.2 นางเจียมรัตน์ ผลาสินธุ์ นายแพทย์ 8 อนุกรรมการ

3.3 นางตรึงตา จันทร์ภู่ นายแพทย์ 8 อนุกรรมการ

3.4 นายอุดม ภู่วโรดม นายแพทย์ 8 อนุกรรมการ

3.5 นางราพึง ปุยแก้ว นักโภชนาการ 7 อนุกรรมการ

3.6 นางนุชรัตน์ ธารเรวดี ่ ่

เจ้าหน้าทีบริหารงานทัวไป 7 อนุกรรมการ

3.7 นายธวัช ขันธวิทย์ ่ ่

เจ้าหน้าทีบริหารงานทัวไป 6 ว. อนุกรรมการ

3.8 นางจาเนียร ์ุ

คูหสวรรณ พยาบาลวิชาชีพ 8 อนุกรรมการ

3.9 นางนงลักษณ์ เพ็งจัน ่ พยาบาลวิชาชีพ 8 อนุกรรมการ



3.10 นางสาวศิรวรรณ แสงทองพิทกษ์ ั พยาบาลวิชาชีพ 7 อนุกรรมการ

3.11 นางดาราวดี ั้

ปนดี พยาบาลวิชาชีพ 7 อนุกรรมการ

3.12 นางสาวพวงแก้ว โตษยานนท์ พยาบาลเทคนิค 6 อนุกรรมการ

3.13 นายจิระพล ถิรวิรยพลิ นักเทคนิคการแพทย์ 8 อนุกรรมการ

3.14 นางสาวสมฤทัย สุพรรณกูล เภสัชกรรม 7 อนุกรรมการ

3.15 นางสาวยุพน ิ หนูเนตร เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี 6 อนุกรรมการ

3.16 นางอุษา ประทุมศรี เจ้าพนักงานธุรการ 5 อนุกรรมการ

3.17 นางศรีโสภา หมีไทย เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี 5 อนุกรรมการ

3.18 นางเรียวพลอย กาศพร้อม นักโภชนาการ 7 อนุกรรมการ

3.19 นายธีรกร วัชรขจรวงศ์ นายช่างเทคนิค 6 อนุกรรมการ

3.20 นายกล้าหาญ มานะ นายช่างเทคนิค 6 อนุกรรมการ

3.21 นางสาวชุตมา ิ รอดแสง เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 6 อนุกรรมการ

3.22 นางอารีย์ สุวรรณคา นักวิชาการสาธารณสุข 7 อนุกรรมการ

3.23 นางภศิชา เธียรเชาว์ นักวิชาการสาธารณสุข 7 อนุกรรมการ

3.24 นายสมรุณ โดดหนู พนักงานเก็บเอกสาร อนุกรรมการ

3.25 นางภาณี ผลากรกุล นักวิชาการสาธารณสุข 8 ว. อนุกรรมการและ

เลขานุการ



3.26 นางศุลภรณ์ คงสี พยาบาลวิชาชีพ 7 อนุกรรมการและ

้่

ผูชวยเลขานุการ







-4-

... / 4

่ั

ให้คณะอนุกรรมการชุดนี้ มีหน้าทีรบผิดชอบดังนี้

1. จัดทาหนังสือเชิญชวน

่ ่

2. ควบคุม กากับ ประสานงานเกียวกับสถานทีการออกร้าน



3. รวบรวมเงินรายได้จากการแสดงสินค้าเพือดาเนินการจัดทาบัญชีรายรับ

4. จัดเตรียมอาหารสาหรับผูเ้ ข้าร่วมประชุม



5. จัดเตรียมตกแต่งสถานทีการประชุม

6. อานวยความสะดวกระบบการจราจร

่ ้

7. จัดเตรียมสถานทีตอนรับวิทยากร

8. รวมรวบจัดทาเอกสารบทคัดย่อทางประชุมวิชาการ

่ ้

9. รวมรวบจัดพิมพ์รายชือผูลงทะเบียน

10. ติดต่อประสานงานเชิญวิทยากร

11. ประสานงานและให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการอานวยการและอนุกรรมการชุดต่าง ๆ

่ ั ่

12. อานวยความสะดวกแก่ผเู้ ข้าประชุม ด้านทีพก อาหารและอืน ๆ ตามความเหมาะสม

้ ้ ั

ทังนี้ ตังแต่บดนี้เป็ นต้นไป



สัง่ ณ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551







(นายแพทย์สวัสดิ ์ เถกิงเดช)



ผูอานวยการโรงพยาบาลนพรัตนราขธานี


Related docs
Other docs by HC111211151333
Archivio Contr Decentrata Sett Privato
Views: 1  |  Downloads: 0
Using ADDIE Headings--Analysis
Views: 0  |  Downloads: 0
LSA ataskaita 2008 m 1 dalis
Views: 27  |  Downloads: 0
TAA04 TRAINING AND ASSESSMENT PACKAGE
Views: 2  |  Downloads: 0
GS 90 171 43
Views: 2  |  Downloads: 0
PowerPoint Presentation
Views: 6  |  Downloads: 0
Similes and Metaphors
Views: 13  |  Downloads: 0
GRADE 3
Views: 0  |  Downloads: 0
La riorganizzazione del Sistema Distributivo
Views: 0  |  Downloads: 0
By registering with docstoc.com you agree to our
privacy policy

You are almost ready to download!

You are almost ready to download!