????? 1 - DOC 7 by L3Yaq6O

VIEWS: 12 PAGES: 58

									                                                          บทที่ 1
                                                          บทนา

ความเป็ นมา

              การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์เป็ นคนที่มีความสมบูรณ์รอบด้าน
ทั้ ง ร่ า ง ก า ย แ ล ะ จิ ต ใ จ                             มี คุ ณ ธ ร ร ม                       จ ริ ย ธ ร ร ม
รู้ เ ท่ า ทั น ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ข อ ง โ ล ก ส า ม า ร ถ ด า ร ง ชี วิ ต อ ยู่ ใ น สั ง ค ม ไ ด้ อ ย่ า ง เ ป็ น สุ ข
                                                                                    ั
ใช้ส ติ ปั ญ ญาคิ ด วิ เ คราะห์ ข ้อ มู ล ข่ า วสาร ที่ ม ากับ กระแสโลกาภิ ว ฒ น์ ได้อ ย่ า งถู ก ต้อ งเหมาะสม
ไม่ตกเป็ นทาสของสารเสพติด สื่ อลามก การพนัน และทะเลาะวิวาท เป็ นสิ่ งจาเป็ นเร่ งด่วนที่ ทุกคน
ทุกฝ่ ายต้องร่ วมมือกันอย่างจริ งจัง เพื่อให้บรรลุเป้ าหมายที่กาหนดไว้

                                        ั
แต่สภาพเศรษฐกิ จและสังคมปั จจุบนได้มีการเปลี่ ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ วตามกระแสโลกาภิวฒน์                      ั
(Globalization)
                                          ้
ทาให้เด็กและเยาวชนไทยจานวนไม่นอยไม่สามารถจะปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของกระแสดังก
ล่ า วได้ จึ ง ขาดความสามารถในการพิ จ ารณาแยกแยะข้อ มู ล ที่ ดี และไม่ ดี อ อกจากกั น ได้
เ ป็ น เ ห ตุ ใ ห้ ต ก เ ป็ น ท า ส ข อ ง ข้ อ มู ล ข่ า ว ส า ร ที่ เ ป็ น ภั ย ต่ อ ต น เ อ ง แ ล ะ สั ง ค ม
เป็ นต้นว่าข้อมูลข่าวสารด้านสารเสพติด สื่ อลามก การพนันและการทะเลาะวิวาท เป็ นจานวนมาก
              ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ แ พ ร่ ร ะ บ า ด ข อ ง ส า ร เ ส พ ติ ด โ ด ย เ ฉ พ า ะ “ย า บ้ า ”
ทวีความรุ นแรงมากขึ้นเป็ นลาดับในทศวรรษนี้ กล่าวคือ ยาบ้าได้แพร่ ระบาดไปสู่ ประชากร วัยรุ่ น
โดยเฉพาะนั ก เรี ยน นั ก ศึ ก ษา ในหลายประเทศทั่ ว โลก มากกว่ า โคเคนและเฮโรอี น
ก่ อให้เกิ ดความเสี ย หายแก่ เด็ก และเยาวชน ทั้ง ด้า นร่ างกายและจิ ตใจ ส่ ง ผลกระทบต่ อเศรษฐกิ จ
สั ง คม การปกครอง เกิ ด ผลเสี ยต่ อ สุ ขภาพอนามั ย ค่ า นิ ย ม และจริ ยธรรมของประชากร
ทั้ งนี้ มี ร ายงานประชากรจากองค์ ก ารอนามั ย โลก ที่ ก ล่ า วถึ ง การแพร่ ระบาดของยาบ้ า
ซึ่ งเป็ นสารเสพติ ด ชนิ ด กระตุ ้น ประสาทส่ ว นกลางว่ า มี ก ารผลิ ต มี ก ารค้า และมี ก ารใช้ ยาบ้า
ในประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง จานวนผูเ้ สพในประเทศสหรัฐอเมริ กา อังกฤษ ญี่ปุ่น ที่เป็ นวัยรุ่ น
และเยาวชนมี ม ากกว่า 800,000 คน 500,000 คน และ 700,000 คน ตามล าดับ ( จิ รพันธ์
ไตรทิพย์จรัส . วารสารวิชาการ ฉบับที่ 8. 2548 : 54 ) สารเสพติด สื่ อลามก การพนัน
แ ล ะ ก า ร ท ะ เ ล า ะ วิ ว า ท
ได้ แ พร่ ระบาดเข้ า ในประเทศไทยอย่ า งรวดเร็ วจนกระทั่ ง รั ฐ บาลต้ อ งประกาศนโยบาย
ท าสงครามกั บ ยาเสพติ ด ได้ มี น โยบายการ จั ด ระเบี ย บสั ง คม ของกระทรวงมหาดไทย
น โ ย บ า ย ก า ร ป ร า บ ป ร า ม ส ล า ก กิ น ร ว บ ใ ต้ ดิ น
ก า ร ป ร า บ ป ร า ม ก า ร เ ล่ น พ นั น ฟุ ต บ อ ล ข อ ง ส า นั ก ง า น ต า ร ว จ แ ห่ ง ช า ติ
ตลอดจนนโยบายการป้ องกันการทะเลาะวิวาทของเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิ
การ ปั ญหาดั ง กล่ าวส่ งผลกระทบต่ อ เศรษฐกิ จ สั ง คม การสาธารณสุ ขของประเทศ
รัฐบาลต้องสู ญเสี ยเงินงบประมาณเป็ นจานวนมากในการป้ องกันและปราบปรามผูกระทาความผิดต้องเ           ้
              ้                                                ้
ลี้ ย งดู ผูต้อ งขัง ที่ ก าลัง ล้น คุ ก ต้อ งบ าบัดรั ก ษาผูติ ด สารเสพติ ด ที่ มี สุ ข ภาพทรุ ด โทรม ด้า นสั ง คม
ก็ เ กิ ดปั ญหา ปล้ น ฆ่ า ข่ ม ขื น จั บ เด็ ก และ ผู้ ห ญิ งเป็ นตั ว ประ กั น นั ก เรี ย น นั ก ศึ ก ษ า
ท ะ เ ล า ะ วิ ว า ท กั น เ ป็ น ป ร ะ จ า จ า ก ก า ร ส า ร ว จ ข อ ง เ อ แ บ ค โ พ ล
เกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดพบว่าเด็กและเยาวชนไทย
                                                                                                                          2
เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ร้อยละ12.4 นอกจากนั้นยังพบว่าเด็กอายุต่ากว่า 10 ขวบ ก็เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ทั้ง ที่ เ ป็ นผู ้จ าหน่ า ยและผู ้เ สพ (ศู น ย์ ป ฏิ บ ั ติ ก ารยาเสพติ ด แห่ ง ชาติ 2543             :        2         ;
อ้างอิงมาจากเอกสารโครงการโรงเรี ยนสี ขาว 2543 หน้า 1 )
                แผนพัฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห่ ง ชาติ ฉบับ ที่ 8                          ( พ.ศ.2540-2544 )
ไ ด้ ก า ห น ด ใ ห้ ค น เ ป็ น ศู น ย์ ก ล า ง ข อ ง ก า ร พั ฒ น า
เ พ ร า ะ ค น เ ป็ น ที่ ม า ข อ ง ปั ญ ห า แ ล ะ เ ป็ น ที่ ม า ข อ ง ก า ร พั ฒ น า
ส่ ว นแผนพัฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห่ ง ชาติ ฉ บับ ที่ 9                        (พ.ศ.2545-2549)            ยึ ด ปรั ช ญา
“คนเป็ นศู นย์ กลางของการพัฒนา” และ “เศรษฐกิจแบบพอเพียง” เพื่อเสริ มสร้าง “ ค่ านิยม ”
                                                                  ิ
ที่เป็ นแกนของแผนและเป็ นแนวทางในการดาเนินชีวตของคนไทยและเสริ มสร้างการบริ หารจัดการที่ดี
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคมให้เป็ น “สั งคมคุณภาพ” “สั งคมแห่ งภูมิปัญญาและการเรี ยนรู้ ”
และ“สั งคมที่เอืออาทรต่ อกัน ” (วัฒนา เต่าทอง วารสารวิชาการฉบับที่ 8 : 2543 หน้า 62-63 )
                      ้
รั ฐ บาลได้ ใ ห้ ค วามส าคั ญ                   ด้ า นการป้ องกั น และปราบปรามยาเสพติ ด ว่ า รั ฐ บาลจะ
เ ร่ ง รั ด ด า เ นิ น ก า ร ป้ อ ง กั น                                                   ป ร า บ ป ร า ม
ภายใต้น โยบายระยะเร่ ง ด่ ว นโดยหลัก การป้ องกัน การปราบปราม ผู้ เ สพต้ อ งได้ รั บ การรั ก ษา
ผู้ค้าต้ องได้ รับการลงโทษ โดยเด็ดขาดดังนี้
                1.
                            ั
เข้มงวดกับการใช้บงคับกฎหมายและสร้างกระบวนการพิเศษเพื่อควบคุมและปราบปรามผูคาและผูที่มี                       ้้          ้
ส่ ว น เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ก ร ะ บ ว น ก า ร ผ ลิ ต แ ล ะ ก า ร ค้ า ย า เ ส พ ติ ด อ ย่ า ง เ ด็ ด ข า ด ร ว ด เ ร็ ว
พ ร้ อ ม ทั้ ง แ ก้ ไ ข ก ฎ ห ม า ย เ พื่ อ เ พิ่ ม บ ท ล ง โ ท ษ สู ง สุ ด กั บ ข้ า ร า ช ก า ร แ ล ะ นั ก ก า ร เ มื อ ง
เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
                2.ใ               ห้                 ร              า                  ง              วั                  ล
          ้
และคุมครองเป็ นพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ให้ความร่ วมมือในการปราบปรามยาเสพติด
                3. ค ว บ คุ ม ก า ร น า เ ข้ า ส า ร เ ค มี
ที่อาจนาไปสู่ การผลิตยาเสพติดอย่างเข้มงวดและเสริ มสร้างกลไกของภาครัฐและมาตรการทางกฎหมา
            ั
ยให้ทนกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในการผลิตยาเสพติด
           4. สั ง ค ม ร่ ว ม มื อ กั บ อ ง ค์ ก ร ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ
และนานาประเทศเพื่อควบคุมและกาจัดแหล่งผลิตและเครื อข่ายการจาหน่ายยาเสพติดข้ามชาติ
           5. แ ก้ ไ ข ป รั บ ป รุ ง ก ฎ ห ม า ย ที่ เ ป็ น อุ ป ส ร ร ค
ต่อการเข้ารับการบาบัดรักษาและฟื้ นฟูสมรรถภาพทางร่ างกายและจิตใจของผูติดยาเสพติดโดยให้ผติด   ้    ู้
                                                          ั
ยาสามารถเข้ารับการบาบัดและฟื้ นฟูสภาพได้ทนทีโดยไม่มีความผิดทางกฎหมายพร้อมกันนั้นรัฐบาลจ
ะ จั ด ใ ห้ มี ร ะ บ บ ก า ร บ ริ ก า ร บ า บั ด แ ล ะ ฟื้ น ฟู ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม ด้ า น อ า ชี พ
แ ล ะ ก า ร ป รั บ ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม ใ ห้ แ ก่ ผู ้ เ ส พ ย า เ ส พ ติ ด อ ย่ า ง ทั่ ว ถึ ง
เ พื่ อ ใ ห้ ผู้ เ ส พ ส า ม า ร ถ ก ลั บ เ ข้ า สั ง ค ม ไ ด้ อ ย่ า ง เ ป็ น สุ ข ข้ อ 12   (4    )
ว่ า ส นั บ ส นุ น ก อ ง ทั พ ใ น ก า ร ใ ห้ ค ว า ม ร่ ว ม มื อ กั บ ส่ ว น ร า ช ก า ร อ ง ค์ ก ร
และประชาชนเพื่อการแก้ไขปั ญหาสารเสพติดให้บรรลุผลอย่างเป็ นรู ปธรรมรวมทั้งการสนับสนุ นบาบั
           ้
ดรักษาผูติดยาเสพติดกระทรวงศึกษาธิ การและสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ตระห
นักถึงปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา ได้มีนโยบายที่มุ่งเน้นให้ทุกโรงเรี ยนจัดกิจกรรม
                                     ้            ั
การเรี ยนการสอนที่ส ร้างภูมิคุมกันให้กบเด็กทุกคน เพื่อให้ทุกโรงเรี ยนปลอดจากยาเสพติดสื่ อลามก
การพนันและการทะเลาะวิวาท ได้ส่งเสริ มให้ทุกโรงเรี ยนมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรี ยนส่ งเสริ มให้
                                                                                                    3

ทุกโรงเรี ย นนาเอาหลักธรรมของศาสนาที่ ตนนับถื อมาใช้พฒนาจิตใจส่ วนกระทรวงสาธารณะสุ ข  ั
ก็ ไ ด้ ส่ ง เ ส ริ ม ใ ห้ โ ร ง เ รี ย น เ ป็ น โ ร ง เ รี ย น ส่ ง เ ส ริ ม สุ ข ภ า พ
ทั้งนี้ต่างก็มุ่งหวังจะให้เกิดความสงบสุ ขขึ้นในโรงเรี ยนและสังคม
            สานักการศึกษากรุ งเทพมหานครได้มีนโยบายให้ทุกโรงเรี ยนในสังกัดเป็ นโรงเรี ยนปลอดสารเ
ส พ ติ ด               สื่ อ ล า ม ก                   ก า ร พ นั น                        ก า ร ท ะ เ ล า ะ วิ ว า ท
มุ่ ง เน้นให้ ทุ ก โรงเรี ย นมี ก ารจัดระบบดู แ ลช่ ว ยเหลื อ นัก เรี ย น                                        ้
                                                                                               ส่ ง เสริ ม ให้ผูบ ริ ห ารโรงเรี ย น
ครู ผสอนได้ร่วมมือกันพัฒนาการเรี ยนการสอนตามนโยบายปฏิรูปกระบวนการเรี ยนรู ้โดยนาประเด็น
       ู้
ปั ญหาที่เกิดขึ้นในสังคมและนโยบายของรัฐมาบูรณาการเข้ากับเข้ากลุ่มสาระการเรี ยนรู ้เป็ นการการสร้
า ง ภู มิ คุ ้ ม กั น ใ ห้ กั บ เ ด็ ก ไ ด้ มี ก า ร นิ เ ท ศ ติ ด ต า ม ผ ล ก า ร ด า เ นิ น ม า อ ย่ า ง ต่ อ เ นื่ อ ง
และได้ป ระสานการท างานจากทุ ก องค์ก รทุ ก ภาคส่ ว นเพื่ อ ให้ โ รงเรี ยนในสั ง กัด ที่ มี ภู มิ คุ ้ม กัน
ปลอดสารเสพติด การพนัน สื่ อลามก และการทะเลาะวิวาทอย่างยังยืน                                 ่
            โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น ห มู่ บ้ า น พั ฒ น า                                       ส า นั ก ง า น เ ข ต ค ล อ ง เ ต ย
ซึ่ ง เป็ นโรงเรี ยนขยายโอกาสทางการศึ กษา เปิ ดทาการสอนตั้ง แต่ ชั้นประถมศึ ก ษาปี ที่ 1 - 6
                                           ั
และชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 - 3 มีนกเรี ยนรวมทั้งสิ้ น 1,080 คน มีครู 45 คน มีรองผูอานวยการ 3 คน                 ้
นั ก ก า ร ภ า ร โ ร ง                                                               8                   คน คนงาน 5 คน
เ ป็ น โ ร ง เ รี ย น ห นึ่ ง ที่ ตั้ ง อ ยู่ ใ น พื้ น ที่ ก ลุ่ ม เ สี่ ย ง ที่ มี ก า ร แ พ ร่ ร ะ บ า ด ข อ ง ส า ร เ ส พ ติ ด
ไ ด้ เ ริ่ ม ด า เ นิ น พั ฒ น า โ ค ร ง ก า ร ก า ร ป้ อ ง กั น ก า ร แ พ ร่ ร ะ บ า ด ข อ ง ส า ร เ ส พ ติ ด
ต า ม น โ ย บ า ย ข อ ง ก ร ะ ท ร ว ง ศึ ก ษ า ธิ ก า ร
และนโยบายของสานักการศึกษากรุ งเทพมหานครมาอย่างต่อเนื่ องตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 เป็ นต้นมา
ด้ ว ยเหตุ ผ ลดั ง กล่ า วผู ้ ร ายงานจึ ง ได้ ริ เริ่ มจั ด โครงการโรงเรี ยนสร้ า งเสริ มความสุ ขขึ้ นมา
เ        พื่        อ      ส         ร้         า           ง     ภู   มิ      คุ ้      ม      กั       น
เสริ มสร้ างทักษะชี วิตอันจะนาไปสู่ การมี ความสุ ขและได้ดาเนิ นโครงการผ่านมาเป็ นเวลา 2 ปี
ร ะ ห ว่ า ง ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2549                                         –                         2550
เนื่ องจากโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขที่ผ่านมายังไม่มีการประเมินโครงการอย่างเป็ นระบบ
  ้
ผูรายงานจึงได้ทาการประเมินโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขในครั้งนี้
วัตถุประสงค์ ของการประเมินโครงการ
                                                ้              ั
          ในการประเมินโครงการครั้งนี้ ผูรายงานได้ต้ งวัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการไว้ดงนี้          ั
              1.เพื่อประเมินสภาวะแวดล้อม (Context) ปั จจัยเบื้ องต้น (Input) ด้านกระบวนการ
(Process) ด้านผลผลิต (Product) ด้านผลกระทบ (Impact Evaluation)
              2                                                                                           .
เพื่อประเมินกิจกรรมตามโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา     ้
             3                                                                                            .
เพื่อประเมินความพึงพอใจในการดาเนินโครงการโรงเรี ยนเสริ มสร้างความสุ ขของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บ ้
านพัฒนา
             4. เพื่อรายงานผลกระทบของโครงการที่มีต่อนักเรี ยนและครู โรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา้



                                                                                                         4

ความสาคัญของการประเมินโครงการ
         1.
ใช้เป็ นแนวทางในการปรับปรุ งและพัฒนาโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขให้มีประสิ ทธิ ภาพมาก
ขึ้น
         2                                                                                  .
ผลการประเมินเป็ นแนวทางหรื อต้นแบบในการจัดทาโครงการสาหรับโรงเรี ยนและหน่วยงานอื่น ๆ

ขอบเขตการประเมินโครงการ
         เพื่ อ ให้ก ารประเมิ น โครงการโรงเรี ย นสร้ า งเสริ ม ความสุ ข เป็ นไปตามวัต ถุ ป ระสงค์
  ้
ผูรายงานได้กาหนดขอบเขตการประเมินโครงการไว้ดงนี้   ั

1.รู ปแบบการประเมินโครงการ
        ก า ร ศึ ก ษ า โ ค ร ง ก า ร โ ร ง เ รี ย น ส ร้ า ง เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข
โดยใช้รูปแบบการประเมินด้วยรู ปจาลองปรับประยุกต์แบบซิปป์ (Cipp Model) 5 ด้าน ดังนี้
        1.   ด้านบริ บท (Context Evaluation)
        2.   ด้านปัจจัยนาเข้า (Input Evaluation)
        3.   ด้านกระบวนการ (Process Evaluation)
        4.   ด้านผลผลิต (Product Evaluation)
        5.   ด้านผลกระทบ (Impact Evaluation)

2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่ าง

           2.1 ประชากรทีใช้ ในการประเมิน
                ประชากรที่ ใ ช้ ใ นการประเมิ น โครงการครั้ งนี้ ได้ แ ก่ ครู นั ก เรี ยน ผู ้ป กครอง
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและคณะกรรมการเครื อข่ายผูปกครองของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บา
                                                                ้                                  ้
นพัฒนา ส านัก งานเขตคลองเตย กรุ งเทพมหานคร จ านวน 784 คน จ าแนกเป็ นครู 45 คน
นัก เรี ย นชั้น ประถมศึ ก ษาปี ที่ 5-6 จ านวน 240 คน ชั้น มัธ ยมศึ ก ษาปี ที่ 1- 3 จ านวน 360 คน
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 15 คน คณะกรรมการเครื อข่ายผูปกครอง จานวน     ้
150 คน

                            ่
        2.2 กลุ่มตัวอย่ างทีใช้ ในการประเมินครั้งนี้
             ค รู          นั ก เ รี ย น             ผู้ ป ก ค ร อ ง นั ก เ รี ย น
คณะกรรมการสถานศึกษาและคณะกรรมการเครื อข่ายผูปกครอง ของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนา
                                                      ้                      ้
                                                                          ั
สานักงานเขตคลองเตย กรุ งเทพมหานคร รวมทั้งสิ้ น จานวน 260 คน จาแนกออกได้ดงนี้
              2.2. 1 ครู โรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา ทุกคน จานวน 45 คน
                                             ้

                                                                                                  5

                  2.2.2 นั ก เรี ยน ได้ ม าจากการสุ่ มแบบ Multi                   Staye     Sampling
โดยสุ่ มนั ก เรี ยนชั้ นประถมศึ ก ษาปี ที่ 5 -6 และชั้ นมั ธ ยมศึ ก ษาปี ที่ 1-3 มาชั้ นละ 1 ห้ อ ง
และในแต่ละชั้นสุ่ มนักเรี ยนมาห้องละ 20 คน รวมเป็ น 100 คน
                   2.2.3 ผูปกครองนักเรี ยน ได้มาจากผูปกครองนักเรี ยนที่เป็ นกลุ่มตัวอย่างทุกคน
                            ้                          ้
                   2.2.4 คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกคน จานวน 15 คน
                   2 . 2 . 5 ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร เ ค รื อ ข่ า ย ผู ้ ป ก ค ร อ ง จ า น ว น 1 5 ค น
ซึ่ ง ไ ด้ ม า จ า ก ก า ร เ ลื อ ก แ บ บ เ จ า ะ จ ง จ า ก ผู้ ป ก ค ร อ ง นั ก เ รี ย น ที่ เ ป็ น
                                   ้
ประธานคณะกรรมการเครื อข่ายผูปกครองระดับห้องเรี ยน 1 คน กรรมการและเลขานุ การ 1 คน
กรรมการ 1 คน ผูซ่ ึ งมีส่วนร่ วมในการดาเนินโครงการ
                     ้

                      ้
   3. ขอบข่ ายด้ านเนือหา
                                                                 ั
       เนื้อหาในการประเมินโครงการโรงเรี ยนเสริ มสร้างความสุ ข มีดงนี้
          3.1 กิจกรรมสร้างสุ ขลักษณะนิสัย มีดงนี้     ั
                   3.1.1 กิ จกรรมโรงเรี ยนส่ งเสริ มสุ ขภาพ ซึ่ งแยกเป็ นกิ จ กรรมย่ อ ยดั ง นี้
ก า ร ต ร ว จ สุ ข ภ า พ ป ร ะ จ า วั น / สั ป ด า ห์ แ ล ะ ป ร ะ จ า เ ดื อ น ก า ร แ ป ร ง ฟั น ห ลั ง อ า ห า ร
กิ จ ก ร ร ม อ า ห า ร ป ล อ ด ภั ย กิ จ ก ร ร ม สุ ข า น่ า ใ ช้ กิ จ ก ร ร ม ก า ร ก า จั ด ลู ก น้ า ยุ ง ล า ย
กิจกรรมการป้ องกันการแก้ไขปั ญหาการแพร่ ระบาดของสารเสพติด
                   3.1.2 กิจกรรม 5 ส. ซึ่ งแยกเป็ นกิจกรรมย่อยดังนี้ กิจกรรมรักษาสิ่ งแวดล้อม
ทั้งในห้องและนอกห้องเรี ยน กิจกรรม Big Clesning day
กิจกรรมจัดสภาพแวดล้อมภายในโรงเรี ยนให้ร่มรื่ นสวยงามปราศจากมุมอับ
          3.2 กิจกรรมสร้างสุ ขภาพกาย มีดงนี้   ั
                   3.2.1 กิจกรรมการบริ หารหน้าเสาธง
                   3.2.2 กิจกรรม To be number one
                   3.2.3 กิจกรรมส่ งเสริ มอาชีพและหารายได้เข้าโรงเรี ยน
                   3.2.4 กิจกรรมกีฬา ต้านภัยยาเสพติด
          3.3 กิจกรรมสร้างสุ ขภาพจิต มีดงนี้     ั
                   3.3.1 กิจกรรมโรงเรี ยนวิถีพุทธ(การกิน การอยู่ การดู การฟัง)
                   3.3.2 กิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์
                   3.3.3 กิจกรรมเข้าค่ายโรงเรี ยนพุทธรรมนาต้านยาเสพติด
                   3.3.4 กิจกรรมระบบดูแลช่วยเหลือนักเรี ยน(ศึกษาเด็กเป็ นรายกรณี คัดกรองนักเรี ยน)
                   3.3.5 กิจกรรมโฮมรู ม
                   3.3.6 กิจกรรมการสอนสอดแทรกคุณธรรมและบูรณาการเข้าทุกกลุ่มสาระ
                   3.3.7 กิจกรรมสวดมนต์และอบรมนักเรี ยนวันสุ ดสัปดาห์
                                                        ้                     ่
                   3.3.8 กิจกรรมประชุม พบปะผูปกครอง (กิจกรรมเยียมบ้านนักเรี ยน)
                                                                                                                 6
          3.                                                                                                     4
ความพึงพอใจในการดาเนินโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา             ้
     4. ขอบเขตการเปรียบเทียบประเมินโครงการ
          ผูรายงานเปรี ยบเทียบผลผลิตของโครงการสร้างเสริ มความสุ ข โรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา
            ้                                                                                           ้
ระหว่างปี การศึกษา 2549 และ ปี การศึกษา 2550 โดยการประเมิน 2 ด้าน ดังนี้
                           ้
          4.1 ด้านความคุมค่าของผลจากการดาเนินโครงการ
          4.2 ด้านคุณภาพนักเรี ยน
                   4.2.1 นักเรี ยนมีสุขลักษณะดี
                   4.2.2 นักเรี ยนมีสุขภาพกายดี
                   4.2.3 นักเรี ยนมีสุขภาพจิตดี
                   4.2.4 นักเรี ยนมีความสุ ข
นิยามศัพท์
            1. การประเมินผล หมายถึง กระบวนการการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย เทคนิ ค วิธีการต่างๆ
ทั้ ง ใ น ด้ า น ป ริ ม า ณ แ ล ะ คุ ณ ภ า พ ใ น ป ร ะ เ ด็ น ที่ ต้ อ ง ศึ ก ษ า
เพื่อใช้เป็ นประโยชน์สาหรับการตัดสิ นใจและแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุดโดยการใช้รูปแบบการประเมิ
นด้วยรู ปจาลองปรับประยุกต์แบบซิปป์ ( CIPP MODEL )
            2.                            โ ค ร ง ก า ร โ ร ง เ รี ย น ส ร้ า ง เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข
หมายถึงโครงการที่โรงเรี ยนได้จดทาขึ้นเพื่อพัฒนาเข้าสู่ มาตรฐานที่ 7 (ผูเ้ รี ยนมีสุขนิสัย สุ ขภาพกาย
                                       ั
และสุ ขภาพจิ ต ดี ) ของมาตรฐานด้ า นผู ้เ รี ยน ส านั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษาขั้น พื้ น ฐาน
กระทรวงศึ ก ษาธิ การ โดยการสร้ า งความสุ ข 3                                   ประการ คื อ สุ ขลั ก ษณะนิ สั ย
                                    ั
สุ ขภาพจิตและสุ ขภาพกาย ให้กบนักเรี ยนและบุคลากร ของโรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา                ้
            3. ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง ห ม า ย ถึ ง ค รู โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น ห มู่ บ้ า น พั ฒ น า
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการเครื อข่ายผูปกครองโรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา
                                                                         ้                                   ้
            4. นักเรี ยน หมายถึ ง นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5-6 และ นักเรี ยนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1-3
ของโรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา ปี การศึกษา 2549-2550
                            ้
            5. ผู้ ป กครอ งนั กเ รี ยน หมา ย ถึ ง ผู ้ ป ก ค รองนั ก เรี ย นชั้ นป ระ ถ ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 5 -6
และชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1-3 ของโรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนาในปี การศึกษา 2549-2550
                                                             ้
            6. โรงเรี ย น หมายถึ ง โรงเรี ยนชุ ม ชนหมู่ บ ้ า นพัฒ นา สั ง กัด ส านั ก งานเขตคลองเตย
ก            รุ        ง      เ             ท          พ       ม           ห          า         น           ค        ร
ที่ ด าเนิ น การจัด การศึ ก ษาโดยกรุ ง เทพมหานครตามระเบี ย บบริ ห ารราชการกรุ งเทพมหานคร
        ้                          ้ ั
โดยผูอานวยการโรงเรี ยนเป็ นผูบงคับบัญชาชั้นต้น



                                                                                                                     7

            7.                                    ส ภ า พ ก า ร ด า เ นิ น ง า น ห ม า ย ถึ ง
ข้ อ เ ท็ จ จ ริ ง เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ด า เ นิ น ง า น โ ค ร ง ก า ร โ ร ง เ รี ย น ส ร้ า ง เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข
ว่ า เป็ นไปตามวัต ถุ ป ระสงค์ ห รื อไม่ เช่ น ความเพี ย งพอ ของวัส ดุ อุ ป กรณ์ งบประมาณ
ในการดาเนินงานกิจกรรมและพฤติกรรมของนักเรี ยน
            8. พ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ ง นั ก เ รี ย น ที่ เ ข้ า ร่ ว ม โ ค ร ง ก า ร                       ห ม า ย ถึ ง
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรี ยนตามวัตถุประสงค์ของโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ข เช่น
                                       ุ่
มีทกษะในการดารงชีวตที่ดีไม่ยงเกี่ยวกับสารเสพติด มีสุขภาพกาย สุ ขภาพจิตและมีลกษณะนิสัยที่ดี
      ั                      ิ                                                                    ั
              9. ก า ร น า ค ว า ม รู้ จ า ก โ ค ร ง ก า ร ไ ป ใ ช้ ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ า วั น ห ม า ย ถึ ง
การน าความรู้ ที่ ไ ด้ รั บ จากโครงการโรงเรี ยนสร้ า งเสริ ม ความสุ ข ไปใช้ ใ นชี วิ ต ประจ าวัน เช่ น
การรักษาสุ ขภาพกาย สุ ขภาพจิตและการสร้างสุ ขลักษณะนิสัยที่ดี ฯลฯ
            10. บ ริ บ ท (Context) ห ม า ย ถึ ง ส ภ า พ ทั่ ว ไ ป แ ล ะ ส ถ า น ก า ร ณ์ ต่ า ง ๆ
ทั้งภายในและภายนอกโรงเรี ยนที่ส่งผลกระทบหรื อมีอิทธิ พลต่อการดาเนินงานโครงการโรงเรี ยนสร้าง
เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข                ซึ่ ง ไ ด้ แ ก่ ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ข อ ง นั ก เ รี ย น ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ข อ ง ค รู
    ้
ผูบริ หารโรงเรี ยนรวมถึงความต้องการของชุมชน
              11. ปั จ จั ย เบื้ อ งต้ น (Input) หมายถึ ง สภาพทั่ว ไปที่ ใ ช้ ป ระกอบในการ ด าเนิ น งาน
ง บ ป ร ะ ม า ณ ค ว า ม พ ร้ อ ม ข อ ง ผู ้ ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง
ความตระหนักของผูที่เกี่ยวข้องตลอดจนเอกสารที่เผยแพร่ โครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโร
                           ้
งเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา
                       ้
            12. กระบวนการ (Process) หมายถึ ง กระบวนการบริ หารและกระบวนการจัด กิ จกรรม
ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น                               ก ร ะ บ ว น ก า ร นิ เ ท ศ ติ ด ต า ม ผ ล
โ ค ร ง ก า ร โ ร ง เ รี ย น ส ร้ า ง เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข ข อ ง โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น ห มู่ บ้ า น พั ฒ น า
ตลอดจนกระบวนการเผยแพร่ ความรู ้สู่ชุมชน
            13. ผ ล ผ ลิ ต (Product)                                                                   ห ม า ย ถึ ง
ผลสัมฤทธิ์ ของโครงการจากการดาเนินงานโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุมชนห
มู่ บ ้ า นพั ฒ นา เช่ น คุ ณ ภาพของนั ก เรี ยน                        นั ก เรี ยนมี สุ ขภาพกายและสุ ขภาพจิ ต ที่ ดี
มี สุ ข ลัก ษณะนิ สั ย ที่ ดี นั ก เรี ยนน าเอาความรู ้ จ ากการเข้า ร่ ว มโครงการไปใช้ ใ นชี วิ ต ประจ าวัน
และเผยแพร่ ความรู ้สู่ชุมชน
            14.                                                    ผ ล ก ร ะ ท บ (Impact) ห ม า ย ถึ ง
ผ ล ที่ เ กิ ด ขึ้ น น อ ก เ ห นื อ จ า ก ก า ร ด า เ นิ น ง า น โ ค ร ง ก า ร โ ร ง เ รี ย น ส ร้ า ง เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข
ซึ่ งเป็ นผลที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อ ซึ่ งมีลกษณะ 3 ประการั
                      14. 1 ผ ล ที่ เ กิ ด ขึ้ น กั บ ก ลุ่ ม เ ป้ า ห ม า ย ข อ ง โ ค ร ง ก า ร ท า ใ ห้ ผ ล อื่ น ๆ
ติดตามใกลุ่มเป้ าหมายนั้น อาจจะเป็ นทางลบหรื อทางบวกก็ได้
                      14.2 ผลที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้ าหมายของโครงการอาจเป็ นเพราะจัดกิจกรรมใน
โ ค ร ง ก า ร ท า ใ ห้ ก ลุ่ ม เ ป้ า ห ม า ย เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป ห รื อ อ า จ เ พ ร า ะ มี
สิ่ งใดสิ่ งหนึ่งเข้าไปแทรกระหว่างการดาเนินกิจกรรมโครงการทาให้กลุ่มเป้ าหมายนั้นเปลี่ยนแปลงไป
                     14.3 ผลของโครงการที่ทาให้เกิดผลกับกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้ าหมายของโครงการ
อาจจะเป็ นกลุ่มข้างเคียงของโครงการก็ได้

                                                                                                                           8
              ี่
ประโยชน์ ทคาดว่าจะได้ รับ
          1.
ทาให้ทราบปัญหาอุปสรรคในการดาเนินงานโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุมชน
หมู่บานพัฒนา เพื่อใช้เป็ นข้อมูลในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงการดังกล่าวต่อไป
       ้
          2.          ท าให้ ท ราบผลการด าเนิ นงานโครงการโรงเรี ยนสร้ างเสริ มความสุ ข
เพื่อใช้เป็ นข้อมูลและเป็ นแนวทางในการพัฒนาโครงการให้สมบูรณ์ยงขึ้น ิ่
          3. ท า ใ ห้ ท ร า บ ค ว า ม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง ผู ้ ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง
ที่มีต่อการดาเนินงานโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา
                                                                              ้
          4. นักเรี ยนทุกคนในโรงเรี ยนมีสุขนิสัย สุ ขภาพกายและสุ ขภาพจิตที่ดี
          5. นักเรี ยนและบุคลากรมีความสุ ข
                                                บทที่ 2

                                                          ่
                                  เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กียวข้ อง
            การประเมินโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนาสานักงา
                                                                                       ้
นเ ข ต คล อ ง เ ตย                                                     ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร
ในครั้งนี้ผรายงานได้ศึกษาเอกสารและงานวิจยที่เกี่ยวกับการประเมินโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มควา
                ู้                                ั
มสุ ข เพื่อเป็ นแนวทางในการประเมินโครงการ โดยศึกษาตามหัวข้อดังนี้
            1. ความหมายของการประเมินโครงการ
                                        ั
            2. ความหมายของการวิจยเชิงประเมิน
            3. ประเภทของการประเมินโครงการ
            4. ความสาคัญของการประเมินโครงการ
            5. รู ปแบบของการประเมินโครงการ
            6. ความรู ้เกี่ยวกับมาตรฐานที่7 สานักงานคณะการรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษา
            7. ความรู ้เกี่ยวกับโครงการโรงเรี ยนส่ งเสริ มสุ ขภาพ
            8. ความรู ้เกี่ยวกับโครงการโรงเรี ยนวิถีพุทธ
            9. ความรู ้เกี่ยวกับโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรี ยน
            10. ความรู ้เกี่ยวกับโครงการ 5 ส.
              1                                              1                                          .
หลักการและแนวคิดการดาเนินงานโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพั          ้
ฒนา
            12. งานวิจยที่เกี่ยวข้อง
                        ั
ความหมายของการประเมิน
               ขนิษฐา วิทยานุมาส และณัฐฎา สรรพศรี . ( 2528:15 ) ได้สรุ ปแนวความคิดของสเต็ก
(Stake)ว่า “การประเมิน” หมายถึง                          การบรรยายและตัดสิ นใจคุณค่าโปรแกรมการศึกษา
ซึ่ งเป็ นเรื่ องการบรรยายสิ่ งที่ถูกประเมินโดยอาศัยข้อมูล เหล่านั้นตัดสิ นใจเกี่ยวกับโครงการนั้น
               ชลิต เจริญศรี ( 2533:15 ) ได้สรุ ปแนวความคิดของครอนบาช. (Cronbach : 1973) ว่า
“การประเมินโครงการ”                             หมายถึง                   กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล
เกี่ยวกับโครงการและใช้ขอมูลเหล่านั้นตัดสิ นใจเกี่ยวกับโครงการนั้น
                                ้
               นิ ศ า ชู โต .         (2531:9) ได้ ใ ห้ ค วามหมายของก ารประ เมิ นโครงการไว้ ว่ า
“การประเมิ น โครงการ” หมายถึ ง กิ จ กรรมการเก็ บ รวบรวมข้อมู ล การวิ เคราะห์ ค วามหมาย
ข้อเท็จจริ งเกี่ยวกับความต้องการการหาแนวทางวิธีการปรับปรุ งวิธีการจัดการเกี่ยวกับโครงการและหาเ
หตุผลที่แน่ใจว่า เกิดจากโครงการเพื่อเป็ นการเพิ่มคุณภาพและประสิ ทธิ ภาพของโครงการให้ดียงขึ้น     ิ่
                                                                                                      10
             ประชุ ม รอดประเสริ ฐ . (2529:73)                              ได้ใ ห้ ค วามหมายการประเมิ น ไว้ว่ า
“ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร ”                                                           ห ม า ย ถึ ง
                                                                ้
กระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ขอมูลของการดาเนิ นโครงการและพิจารณาบ่งชี้ ใ
ห้ทราบจุดเด่นหรื อจุดด้อยของโครงการนั้นอย่างมีระบบแล้วตัดสิ นใจว่าจะปรับปรุ งแก้ไขโครงการนั้น
เพื่อการดาเนินงานต่อไปหรื อจะยุติการดาเนินโครงการนั้นเสี ย
             ไพศาล หวั ง พานิ ช . (ม.ป.ป. : 2) กล่ า วว่ า การประเมิ น (Evaluation)
หมายถึ ง กระบวนการ(Process)ในการตรวจสอบ (Examine)                                หรื อการพิ จารณาตัดสิ น (Judge)
คุณลักษณะของสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ ง หรื อของกิ จกรรมใด ๆ เพื่อกาหนด (Determine) คุณค่า (Worth)
คุณภาพความถูกต้องเหมาะสมโดยอาศัยเกณฑ์ (Criterion) เป็ นหลัก
             สมหวัง พิริยานุ วัฒน์ . (2529 : 16) ได้ให้ความหมายของการประเมิ นโครงการไว้ว่า
“ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร ” ห ม า ย ถึ ง
กระบวนการที่จะบ่งชี้ถึงคุณค่าหรื อประสิ ทธิ ภาพของโครงการอันจะเป็ นประโยชน์ต่อการตัดสิ นใจเกี่ย
วกับโครงการหรื อเรื่ องราวที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
             สาราญ มีแจ้ ง และ พงษ์ ศิริ สาลี . ( 2538 : 136 )ได้สรุ ปแนวความคิดของอัลคีน (Alkin) ว่า
“ก า ร ป ร ะ เ มิ น ”                                                                             ห ม า ย ถึ ง
ขบวนการที่จะได้มาซึ่ งสิ่ งที่เกี่ยวข้องกับการตัดสิ นใจในการเลือกเน้นข่าวสารที่เหมาะสมการรวบรวม
แล้ววิเคราะห์ข่าวสาร เพื่อรายงานข้อมูลเป็ นประโยชน์ต่อผูที่ทาการตัดสิ นใจการเลือกแนวทางต่าง ๆ
                                                                         ้
ที่เป็ นไปได้
             อรทัย หอมทรั พย์ . ( 2537:11 ) สรุ ปแนวความคิดของ (สตัฟเฟิ ลบีม Stufflebeam.)
ว่าการประเมินผลเป็ นกระบวนการวิเคราะห์รวบรวมและอานวยข้อมูลที่เป็ นประโยชน์ต่อการตัดสิ นใจ
เกี่ยวกับทางเลือกต่างๆ
            จ า ก เ อ ก ส า ร ร า ย ง า น ทั้ ง ห ม ด พ อ ส รุ ป ไ ด้ ว่ า “ก า ร ป ร ะ เ มิ น ”       ห ม า ย ถึ ง
กระบวนการรวบรวมข้อมูลและนาข้อมูลที่ได้ไปเปรี ยบเทียบกับเกณฑ์และตัดสิ นใจให้คุณค่าต่อข้อมูล
        ่
ที่ได้วาสิ่ งนั้น ดี เลว เหมาะสม ไม่เหมาะสม ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง
ความหมายของการวิจัยเชิงประเมิน
             ปุ ร ะ ชั ย เ ปี่ ย ม ส ม บู ร ณ์ .            (2529              :             7-8)      ก ล่ า ว ว่ า
          ั                                             ั
การวิจยประเมินผลเป็ นการอาศัยรู ปแบบการวิจยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลและเทคนิคการวิเคราะห์ขอ                         ้
มู ล จ า ก ห ลั ก ก า ร วิ จั ย ท า ง สั ง ค ม แ ล ะ พ ฤ ติ ก ร ร ม ศ า ส ต ร์
เ พื่ อ ศึ ก ษ า ค ว า ม เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง สื บ อั น เ นื่ อ ง ม า จ า ก น โ ย บ า ย แ ผ น ง า น
โครงการว่ามีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลต่อกันหรื อมีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่
พึงประสงค์หรื อไม่ เพียงใดและระดับใด
            สมาคมสาธารณะสุ ขอเมริ กัน. ( American Public Association.1955 )ได้กล่ า วว่า
ก า ร วิ จั ย ป ร ะ เ มิ น ผ ล คื อ ก ร ะ บ ว น ก า ร ใ น ก า ร พิ จ า ร ณ า ก า ห น ด คุ ณ ค่ า
                                                             ้
หรื อระดับความสาเร็ จในการบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้แต่ตนกระบวนการดังกล่าวประกอบด้ว
ย
        1) กาหนดวัตถุประสงค์
        2) ระบุเกณฑ์มาตรฐานสาหรับวัดความสาเร็ จ
                                                                                     11

           3) พิจารณาและอธิบายถึงระดับความสาเร็ จ
           4) เสนอแนะสาหรับโครงการต่อไป
           จ า ก ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ก า ร วิ จั ย เ ชิ ง ป ร ะ เ มิ น ผ ล พ อ ส รุ ป ไ ด้ ว่ า
เป็ นวิ ธี การที่ อ าศั ย รู ปแบบของก ารวิ จ ั ย มี ก ารเก็ บ รวบรวมข้ อ มู ล การวิ เ คราะห์ ข้ อ มู ล
ตัดสิ นใจให้คุณค่าทางบวกและทางลบแล้วสรุ ปผลเพื่อตัดสิ นใจในการกาหนดทางเลือกฉะนั้นจึงกล่าว
               ่                                        ั
โดยสรุ ปได้วาการประเมินผลโครงการกับการวิจยประเมินผลมีความหมายเป็ นสิ่ งเดียวกัน
ประเภทของการประเมินโครงการ
           การประเมินแผนงาน / โครงการ ได้มีนกวิชาการเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่ องนี้ แตกต่างกันไป
                                                           ั
แล้วแต่ปัจจัยที่จะยึดเป็ นหลักในการประเมิน ดังเช่น
           โกวิท ประวาลพฤกษ์ . ( 2527 : 7-1 )ได้เสนอวิธีการประเมินไว้ 4 ตอน คือ
                     1. การประเมินตัวโครงการเป็ นการประเมินความเหมาะสมความสมเหตุสมผลของ
โ ค ร ง ก า ร เ พื่ อ ต ร ว จ ส อ บ ดู ว่ า โ ค ร ง ก า ร นั้ น มี ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ม า ก น้ อ ย เ พี ย ง ใ ด
ก า ร ป ร ะ เ มิ น จึ ง ม า ต ร ว จ ส อ บ ดู ว่ า โ ค ร ง ก า ร นั้ น มี ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ม า ก น้ อ ย เ พี ย ง ใ ด
ก า ร ป ร ะ เ มิ น จึ ง ม า ต ร ว จ ส อ บ ค ว า ม ส อ ด ค ล้ อ ง ข อ ง อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ต่ า ง ๆ ไ ด้ แ ก่
ก า ร ศึ ก ษ า ถึ ง ค ว า ม จ า เ ป็ น ข อ ง ปั ญ ห า ท รั พ ย า ก ร ที่ เ ป็ น ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ข อ ง โ ค ร ง ก า ร
วิธี การดาเนิ นงานเทคนิ ค วิธี ก ารต่า ง ๆ มี จุดอ่ อนอย่า งไรบ้า ง ตลอดจนความชัดเจนของเป้ าหมาย
และจุดประสงค์ของโครงการ (Logical Framework)
                     ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร นี้
                               ั
จัดกระทาก่อนลงมือปฏิบติจริ งเทคนิควิธีการวิเคราะห์โครงการที่ใช้ในการประเมินตัวโครงการนอกจา
กจะจัด ท าตามรายการดัง กล่ า วแล้ ว ยัง นิ ย มใช้ วิ ธี ก ารวิ เ คราะห์ ค วามสมเหตุ ผ ลของโครงการ
จัดทาเป็ นตารางวิเคราะห์โครงการ
                     2. ป ร ะ เ มิ น ส ภ า พ เ มื่ อ เ ริ่ ม ต้ น โ ค ร ง ก า ร
การประเมินจัดทาเมื่อจะเริ่ มต้นหรื อขณะที่เริ่ มดาเนิ นการตามโครงการ มุ่งที่จะตรวจสอบ 2 ลักษณะ
คื อ การตรวจสอบความพร้ อ มส าหรั บ เริ่ มโครงการประเมิ น ดู ว่ า ทรั พ ยากรมี พ ร้ อ มหรื อไม่
บุคลากรที่จาเป็ นได้มาหรื อไม่เป็ นต้น อีกลักษณะหนึ่ง คือการตรวจสอบสภาพแวดล้อมของโครงการ
เช่น สภาวะทางสังคม และเศรษฐกิจของท้องถิ่น ทัศนคติของชุมชนต่อโครงการ เป็ นต้น
                     3.
ประเมินการดาเนินโครงการเป็ นการตรวจสอบวิธีการปฏิบติงานของบุคคลและองค์การที่มีส่วนในการ
                                                                     ั
ลงมือปฏิบติงานเริ่ มตั้งแต่ความเข้าใจทัศนคติของผูบริ หารและผูร่วมโครงการที่มีต่อโครงการนั้นไปจ
             ั                                              ้                ้
นก ร ะ ทั่ ง ผ ล อั น เ กิ ดจ า ก ก า ร ป ฏิ บั ติ ง าน ท า งเ ท ค นิ ค วิ ธี ก า ร ต รว จ ส อบ เ อ ก ส า ร ต่ า ง ๆ
การสัมภาษณ์อย่างไม่เป็ นทางการ และการสังเกตในการปฏิบติงานจริ ง         ั
                    4 . ป ร ะ เ มิ น ส ภ า พ เ มื่ อ สิ้ น สุ ด โ ค ร ง ก า ร
การประเมิ น นี้ จัด ท าเมื่ อ โครงการสิ้ น สุ ด ลงแล้ว เป็ นการประเมิ น โครงการในลัก ษณะรวบยอด
โ ด ย ส่ ว น ใ ห ญ่ จ ะ มี ลั ก ษ ณ ะ ค ล้ า ย ค ลึ ง กั น กั บ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ส ภ า พ เ มื่ อ เ ริ่ ม โ ค ร ง ก า ร
เ พี ย ง แ ต่ ใ น ส่ ว น ค ว า ม พ ร้ อ ม เ ป ลี่ ย น เ ป็ น ผ ล ผ ลิ ต ข อ ง โ ค ร ง ก า ร ซึ่ ง ไ ด้ แ ก่
ผลผลิตตามที่กาหนดไว้ในจุดประสงค์ของโครงการ และผลผลิตอันเป็ นผลพลอยได้จากโครงการ
                                                                                                                     12

             สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ . (2524 : 34-40) ได้สังเคราะห์รายงานการประเมินทั้งหลายปรากฏว่า
สามารถสรุ ปแบบประเมินได้ 3 รู ปแบบ
                      1. แบบประเมิ น เชิ ง ส ารวจ การประเมิ น แนวนี้ จะเป็ นการส ารวจสิ่ งต่ า ง ๆ
ที่ช่วยในการประเมินเช่นวิเคราะห์ขอมูลสารสนเทศของโครงการเพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่าง
                                        ้
จุดมุ่งหมายของโครงการกับกิจกรรมในโครงการการวิเคราะห์เอกสารเป็ นวิธีการหลักที่ใช้ในการประเ
มินตามแนวการสารวจความคิดเห็นของบุคคลที่เกี่ยวข้อง จุดอ่อนของการใช้แบบประเมินเชิงสารวจ
คือผลการประเมิ นค่ อนข้า งจะเป็ นปรนัย ต่ า ซึ่ งท าให้ผลการประเมิ นเป็ นที่ น่าสงสั ย ทางแก้ไขคื อ
ค ว า ม พ ย า ย า ม เ ก็ บ ข้ อ มู ล เ ชิ ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ใ ห้ มี ก า ร ต ร ว จ ส อ บ ซึ่ ง กั น แ ล ะ กั น
และพยายามประเมินจากหลักฐานหรื อเอกสารที่มีอยูเ่ ป็ นสาคัญ
                      2. แ บ บ ป ร ะ เ มิ น เ ชิ ง ท ด ล อ ง
เป็ นการประเมิ น โดยการอาศัย แบบการทดลองที่ ใ ช้ ใ นการประเ มิ น ใช้ ก ั น มากในกลุ่ ม เดี่ ย ว
แล้วศึกษาผลที่เกิดขึ้นโดยการเปรี ยบเทียบผลที่ได้จากการวัดก่อนและหลังการทดลองแบบกลุ่มเดี่ยวมี
จุ ด อ่ อ นค่ อ นข้ า งมาก การแก้ ไ ขควรมี ก ารประเมิ น โดยอาศัย แบบการทดลองที่ มี 2 กลุ่ ม
คือกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
                      3. แ บ บ ป ร ะ เ มิ น ต า ม โ ม เ ด ล ก า ร ป ร ะ เ มิ น
โม เด ล กา ร ปร ะ เมิ นจ ะ เ ป็ น เค รื่ อง ชี้ ทิ ศ ทา ง ว่ า ก าร ปร ะ เมิ น จะ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ อะ ไ รบ้ า ง
   ้
ผูประเมินจะต้องอาศัยอะไรบ้างการเลือกใช้แบบหรื อโมเดลการประเมินต้องเลือกให้สอดคล้องกับควา
ม จ า เ ป็ น ห รื อ ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ข อ ง ผู้ ใ ช้ ผ ล ก า ร ป ร ะ เ มิ น
                                                            ั
นักวิชาการทั้งหลายเสนอแนะเป็ นกรอบความคิดให้นกประเมินเป็ นระบบโดยอาศัยคุณลักษณะของระ
บบที่ประกอบด้วยปั จจัย กระบวนการและผลผลิ ตเป็ นแก่นในการเสนอโมเดล ซึ่ งอาจแยกได้เป็ น 3
ประเภท คือ
                       3.1โมเดลที่ยึดจุดมุ่งหมายเป็ นหลัก (Goal Attainment Model or Objective )
         ั
ที่ รู้ จก กันในนามของ Tylevieaw Model การประเมิ น ตามโมเดลนี้ เ ป็ นการประเมิ นรวมสรุ ป
(Summative Evaluation ) ที่เน้นผลสุ ดท้าย
                 3.2 โมเดลเน้นการตัดสิ น ซึ่ งมีชื่อเฉพาะว่า โมเดลการประจันหน้า(The Countenance
Model) ของ สเต๊ก (Robert Stake) โมเดลรุ่ นนี้ มุ่ งบรรยายสิ่ งที่ ป ระเมิ นและการตัดสิ นคุ ณค่ า
(Judgments)                           โ ด ย มุ่ ง วิ เ ค ร า ะ ห์ ค ว า ม ส อ ด ค ล้ อ ง ค ว า ม ส ม เ ห ตุ
                                                                     ั
สมผลของสิ่ งที่คาดหวังและสิ่ งที่ปรากฏจริ งของสิ่ งนาเข้าการปฏิบติและผลลัพธ์เป็ นสาคัญ
                  3.3 โมเดลเน้นการจัดการเป็ นหลัก ได้แก่ โมเดลของสตัฟเฟิ ล และคณะ ซึ่ งมีชื่อว่า
โมเดลซิ ป ป์ (CIPP       MODEL)               การประเมิ นตามโมเดลนี้ เป็ นการได้ม าซึ่ ง สารสนเทศ
เ พื่ อ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ เ ลื อ ก ท า ง เ ลื อ ก ต่ า ง ๆ                      อ ย่ า ง ถู ก ต้ อ ง
การประเมินตามโมเดลนี้ ประกอบด้วยการประเมิน 4 ด้าน คือ การประเมินสภาวะแวดล้อม (Context
Evaluation) การประเมินปั จจัยเบื้องต้น (Input Evaluation) การประเมินกระบวนการ (Process
Evaluation) การประเมินผลผลิต (Product Evaluation )

                                                                                                                    13

         ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร
       ั                            ้
ดังที่นกวิชาการได้นาเสนอไว้ขางต้นจะเห็นว่าแต่ละท่านได้มองและจาแนกการประเมินโครงการคล้าย
คลึ งแล ะ แตก ต่ า งกั น ไปอย่ า งไร ก็ ดี เพื่ อพิ จ า รณาโด ย ภ าพ รวมแ ล้ ว อาจ จะ ส รุ ปได้ ว่ า
การที่ จะจัดประเภทการประเมิ นโครงการเป็ นอย่า งไรนั้นขึ้ นอยู่ก ับ วัต ถุ ป ระสงค์ก ารน าผลไปใช้
วิธีการประเมินและรู ปแบบหรื อโมเดลการประเมิน
ความสาคัญของการประเมินโครงการ
         ในการประเมินโครงการตามแนวคิดต่าง ๆ ดังกล่าวต่างมีเป้ าหมายที่สอดคล้องกัน กล่าว คือ
เป็ นกระบวนการในการกาหนดคุณค่าของโครงการเพื่อนาไปสู่ การตัดสิ นใจเกี่ยวกับโครงการนั้นๆว่า
                                         ้
ดีมีประสิ ทธิ ภาพ ได้ผลเพียงใด คุ มค่าหรื อไม่ บกพร่ องในเรื่ องใด เพื่อที่จะได้นาไปปรั บเปลี่ยน ลด
ข ย า ย ด า เ นิ น ก า ร ต่ อ ห รื อ ยุ ติ โ ค ร ง ก า ร เ ห ล่ า นั้ น ต ล อ ด จ น ห า ท า ง เ ลื อ ก ที่ เ ห ม า ะ ส ม
เพื่อประสิ ทธิภาพผลสู งสุ ดของโครงการดังแผนภูมิที่ 1 ในหน้าต่อไป
                                                                                14

แผนภูมิที่ 1 แผนและภาพของโครงการ


                                   การวางแผนโครงการ
                                       (Planning)



                                       สิ้นสุ ด - ยุติ



                                                         การดาเนินการตามโครงการ
                                                             (Implementation)
         ประชุ ม รอดประเสริ ฐ. (2529 : 75 – 76) ได้กล่าวถึงความสาคัญของการประเมินโครงการ
ดังนี้
               1.
การประเมินจะช่วยทาให้การกาหนดวัตถุประสงค์และมาตรฐานของการดาเนินงานมีความชัดเจนกล่าว
คื                                                                                    อ
                                            ่                                    ้
ก่อนที่โครงการจะได้รับการสนับสนุนให้นาไปใช้ยอมจะได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากผูบริ หา

              แก้ไข – ปรับ – ลด
             ขยาย - ดาเนินการต่ อ



                 การตัดสิ นใจ
                  (Decision)


                                                  การประเมิน
                                                  (Evaluation)

      ้
รและผูประเมิน
               2.
การประเมิ น โครงการช่ ว ยให้ ก ารใช้ท รั พ ยากรเป็ นไปอย่า งคุ ้ม ค่ า หรื อ เกิ ด ประโยชน์ เ ต็ ม ที่ ท้ ัง นี้
เพราะการประเมินโครงการจะต้องวิเคราะห์ทุกส่ วนของโครงการข้อมูลใดหรื อปั จจัยใดที่เป็ นปั ญหาจะ
                                            ั
ได้รับการปรับปรุ งแก้ไข เพื่อให้สามารถปฏิบติงานได้อย่างเหมาะสมและคุมค่า     ้

                                                                                                             15

                   3. ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร ช่ ว ย ใ ห้ แ ผ น ง า น บ ร ร ลุ วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์
เพราะว่ า โครงการเป็ นส่ ว นหนึ่ งของแผน ดัง นั้ น เมื่ อ โครงการได้รั บ การตรวจสอบวิ เ คราะห์
ป รั บ ป รุ ง แ ก้ ไ ข ใ ห้ ด า เ นิ น ก า ร ไ ป ด้ ว ย ดี ย่ อ ม ท า ใ ห้ แ ผ น ง า น ด า เ นิ น ไ ป ด้ ว ย ดี
             ั
และบรรลุวตถุประสงค์ที่กาหนดไว้
                    4.
การประเมินโครงการมีส่วนช่วยแก้ไขปั ญหาอันเกิดจากผลกระทบของโครงการและทาให้โครงการมีข ้
อที่ทาให้เกิดความเสี ยหายลดน้อยลง
                    5. การประเมิ น โครงการมี ส่ ว นช่ ว ยอย่ า งส าคัญ ในการควบคุ ม คุ ณ ภาพของงาน
เ พ ร า ะ ก า ร ป ร ะ เ มิ น เ ป็ น ก า ร ต ร ว จ ส อ บ แ ล ะ ค ว บ คุ ม ช นิ ด ห นึ่ ง
ซึ่ งดาเนินการอย่างมีระบบและมีความเป็ นวิทยาศาสตร์ มากขึ้น
                    6. ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร มี ส่ ว น ใ น ก า ร ส ร้ า ง ข วั ญ
แ ล ะ ก า ลั ง ใ จ ใ ห้ ผู ้ ป ฏิ บั ติ ง า น ต า ม โ ค ร ง ก า ร
มิใช่การควบคุมบังคับบัญชาหรื อสั่งการแต่เป็ นการศึกษาวิเคราะห์เพื่อการปรับปรุ งแก้ไขและเสนอแน
ะ           วิ          ธี         ก            า            ร          ใ            ห        ม่                     ๆ
อันจะนาผลงานที่ดีเป็ นที่ยอมรับ ของผู้ที่เกี่ ยวข้องทั้งปวงเช่ นนี้ ย่อมจะทาให้ผูป ฏิ บติงานมี กาลังใจ
                                                                                              ้ ั
                                            ั
มีความพึงพอใจและมีความตั้งใจปฏิบติงานให้ดียงขึ้น          ิ่
                    7. การประเมินโครงการมีส่วนช่วยในการตัดสิ นใจในการบริ หารโครงการดังกล่าวคือ
ก า ร ป ร ะ เ มิ น จ ะ ท า ใ ห้ ผู้ บ ริ ห า ร ท ร า บ ถึ ง อุ ป ส ร ร ค ปั ญ ห า ข้ อ ดี ข้ อ เ สี ย
ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ไ ด้ แ ล ะ แ น ว ท า ง ป รั บ ป รุ ง แ ก้ ไ ข
                                                       ู้
ดาเนินการโครงการข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ผบริ หารตัดสิ นใจดาเนินการต่อไปหรื อยุติโครงการ
           ไพศาล หวังพานิช. ( ม.ป.ป. : 5 ) ได้กล่าวสรุ ปความสาคัญของการประเมินโครงการดังนี้
                    1.
เพื่อช่วยให้ทราบข้อมูลหรื อสารสนเทศเกี่ยวกับโครงการทั้งนี้ดวยปฏิบติและผลปฏิบติที่เป็ นประโยชน์
                                                                          ้        ั                ั
ในการตัดสิ นใจของผูเ้ กี่ยวข้องกับโครงการ
                    2. เ พื่ อ ช่ ว ย แ ก้ ไ ข                                               ป รั บ ป รุ ง
ก า ร ด า เ นิ น ก า ร ต า ม โ ค ร ง ก า ร ใ ห้ ชั ด เ จ น ต ร ง เ ป้ า ห ม า ย แ ล ะ ล ด ปั ญ ห า ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ
ซึ่ งจะเป็ นการดีต่อการบริ หารโครงการ
                    3. ช่วยชี้บ่งประสิ ทธิภาพ และประสิ ทธิผลของโครงการหรื อความคุมค่าของโครงการ   ้
                    4. ช่วยให้ทราบถึงผลกระทบ (Impact) ที่เกิดจากการดาเนินโครงการ
                    5.
เพื่อช่วยสาหรับการวางแผนที่มีประสิ ทธิ ภาพทั้งภายใต้แผนงานเดียวกันหรื อในแผนงานอื่น ๆ
                    ชลิต จริ ญศรี . (2533 : 19) ได้สรุ ปแนวความคิดของ (เมียร์ ดิก และแมนเทล.
Meredith                                and                                 Manter.1986                               )
ว่าสาคัญของการประเมิ นว่าเป็ นการศึ กษารวบรวมข้อมูลทั้งที่ เป็ นจุ ดเด่ นและจุดด้อยของโครงการ
                                                     ่
อันเป็ นประโยชน์ต่อโครงการที่ดาเนินการอยูหรื อจะดาเนินการในอนาคตในหลาย ๆ ด้าน คือ
                    1. สามารถระบุปัญหาต่างๆ ตั้งแต่เริ่ มแรก
                    2. ทาให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการดาเนินการค่าใช้จ่ายและเวลาได้ชดเจนขึ้น          ั
                    3. ทาให้มีการปรับปรุ งการดาเนินงานโครงการดีข้ ึน
                                                                                                                16

                    4. สามารถระบุโอกาสสาหรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอนาคต
                    5. เป็ นการประเมินคุณภาพของการบริ หารโครงการ
                    6. เป็ นการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุน
                    7. เป็ นการเร่ งให้เกิดสัมฤทธิ์ ผล
                    8. เป็ นการแก้ไขเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดในอนาคต
                    9. เป็ นการให้ขอมูลข่าวสารสนเทศแก่ผที่เกี่ยวข้อง
                                        ้                         ู้
                    10.เป็ นการยืนยันถึงผลประโยชน์และข้อผูกพันขององค์การต่อโครงการ
          ปุราชั ย เปี่ ยมสมบูรณ์ 2529 : 29 ) ได้สรุ ปแนวความคิดของไวส์ . ( Weiss. ) ว่า
การประยุกต์วชาการวิจยประเมินผลที่ถูกต้องเหมาะสมย่อมหมายถึงการใช้เพื่อให้ก่อประโยชน์ต่อการ
                ิ           ั
                                ั
วินิจฉัย สั่งการ ในกรณี ดงต่อไปนี้
                    1.เพื่อดาเนินงานต่อหรื อเลิกดาเนินงานตามโครงการ
                                                           ั
                    2.เพื่อปรับปรุ งกระบวนการปฏิบติงานในโครงการ
                    3.เพื่อเพิ่มหรื อลดมาตรการและเทคนิคบางประเภทในโครงการ
                    4.เพื่อสร้างโครงการในลักษณะคล้ายคลึงกันในท้องถิ่น
                    5.เพื่อแบ่งทรัพยากรระหว่างโครงการที่ต่างแก่งแย่งแข่งขันกัน
                    6.เพื่อสนับสนุนหรื อหักล้างกรอบทฤษฎีซ่ ึงเป็ นรากฐานของโครงการ
                                                    ่
          จากแนวความคิดดังกล่าวสรุ ปได้วา การประเมินโครงการช่วยทาให้การกาหนดวัตถุประสงค์
เป้ าหมาย มาตรการและวิธี ด าเนิ น การ ได้รั บ การตรวจสอบวิเ คราะห์ อ ย่า งละเอี ย ดจากผูบ ริ ห าร          ้
        ้                                    ั
และผูประเมินว่าสามารถนาไปปฏิบติได้โดยใช้ทรัพยากรตามที่กาหนดไว้อย่างคุมค่าเหมาะสมเกิดประ    ้
                              ั
โยชน์สูงสุ ดและบรรลุ วตถุ ประสงค์ที่กาหนดไว้โดยจัดดาเนิ นการประเมิ นโครงการอย่างเป็ นระบบ
น อ ก จ า ก นั้ น ยั ง ช่ ว ย ใ ห้ ผู ้ บ ริ ห า ร ท ร า บ อุ ป ส ร ร ค ข้ อ ดี ข้ อ เ สี ย ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ไ ด้
และแนวทางในการปรับปรุ งแก้ไขในขั้นตอนการดาเนิ นโครงการเพื่อช่วยตัดสิ นใจว่าจะดาเนิ นการต่อ
ไปหรื อยุติโครงการ
รู ปแบบการประเมินโครงการ
          รู ปแบบ(Model)                                       ของการประเมินโครงการมีมากมายหลายรู ปแบบ
นักวิชาการได้แบ่งรู ปแบบของการประเมินไว้แตกต่างกัน ดังนี้
          นิศา ชู โต . (2527 : 15) ได้แบ่งรู ปแบบการประเมินเป็ น 8 รู ปแบบคือ
                    1. รู ป แ บ บ วิ เ ค ร า ะ ห์ ร ะ บ บ (System                analysis                approach)
เป็ นรู ปแบบที่ได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ค.ศ.1965ในการประเมินโครงการทางด้านทหารและบริ การทาง
ด้ า น สั ง ค ม โ ด ย ใ ช้ เ ป็ น เ ค รื่ อ ง มื อ ใ น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ท า โ ค ร ง ก า ร ต่ า ง ๆ
ของรัฐบาลให้มีประสิ ทธิ ภาพเพิ่มขึ้น
                                                                                                                        17

                      2. แบบยึ ด วัต ถุ ป ระสงค์ เ ชิ ง พฤติ ก รรมเป็ นพื้ น ฐาน(Goal based approach)
เ ป็ น รู ป แ บ บ ที่ ไ ด้ รั บ ก า ร พั ฒ น า ม า จ า ก แ น ว คิ ด ข อ ง ไ ท เ ล อ ร์ (Tyler.1950                         )
                           ึ
ซึ่งเป็ นการประเมินที่ยดเอาวัตถุประสงค์ของโครงการเป็ นเกณฑ์แล้วพิจารณาว่าโครงการนั้นสามารถบ
รรลุวตถุประสงค์หรื อจุดมุ่งหมายเหล่านั้นเพียงใดเป็ นรู ปแบบที่ยดความสาเร็ จของเป้ าหมายเป็ นหลัก
        ั                                                                       ึ
                      3. แบบยึ ด การตัด สิ น ใจเป็ นหลัก (Decision – Making approach )
บุ ค คลส าคั ญ ที่ เ สนอความคิ ด นี้ ได้ แ ก่ สตั ฟ เฟิ ลบี ม และอั ล คิ ล บุ ค คลเหล่ า นี้ มองเห็ น ว่ า
การประเมินเป็ นการบริ การที่ให้โอกาสในทางเลือกแก่ผบริ หาร           ู้
                      4. แบบอิ ส ระจากวั ต ถุ ประ สงค์ (Goal                          –          Free           approach)
เ ป็ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ที่ ไ ม่ ไ ด้ ยึ ด อ ยู่ ที่ จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ห รื อ เ ป้ า ห ม า ย ข อ ง โ ค ร ง ก า ร
แต่จะพิจารณาทุกอย่างที่เกิดจากโครงการได้แก่ แนวคิดของ สครี ฟเว่น
                      5. แ บ บ ศิ ล ป์ วิ จ า ร ณ์ (Art                           criticism                     approach)
เป็ นการประเมิ น ที่ อ าศัย การวิ พ ากษ์วิ จ ารณ์ จ ากผูเ้ ชี่ ย วชาญที่ มี ก ฎเกณฑ์ ต่ า ง ๆ อยู่ใ นตัว บุ ค คล
และเกณฑ์ภายนอก
                      6. แบบตรวจสอบทางวิช าชี พ ( The Professional review approach )
เ ป็ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ที่ ใ ช้ วิ ธี ก า ร ต ร ว จ ส อ บ ข อ ง แ ต่ ล ะ วิ ช า โ ด ย ก ลุ่ ม ค น ใ น วิ ช า ชี พ นั้ น ๆ
เพื่อให้การรับรองมาตรฐานวิชาชีพ
                      7. แ บ บ กึ่ ง ก ฎ ห ม า ย (Quasi                      –             Legal                approach)
เ ป็ น รู ป แ บ บ ที่ น า ก ร ะ บ ว น ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ดี ค ว า ม ข อ ง ศ า ล ม า ใ ช้ ใ น วิ ธี ก า ร ป ร ะ เ มิ น
โดยเฉพาะในเรื่ องเกี่ยวกับการประเมินปั ญหาสาคัญๆทางสังคม
                      8. แบบศึ ก ษาเฉพาะวิ ธี (The                      case          –          study          approach)
เป็ นวิ ธี ก ารที่ ต้ อ งการจะสร้ า งความเข้ า ใจ ให้ ก ั บ กลุ่ ม ผู ้ใ ช้ ผ ลการประเมิ น (Audienc                        )
เกี่ยวกับโครงการอย่างละเอียดในทุกด้านโดยอาศัยผูเ้ ชี่ ยวชาญมีชื่อเรี ยกอีกอย่างหนึ่ งว่า (Transactional
approach)
           ส ม บู ร ณ์ ชิ ต พ ง ศ์ แ ล ะ ค ณ ะ .                                  (2526              :              33-34)
ได้ แ บ่ ง รู ปแบบการประเมิ น โครงการที่ มี ล ั ก ษณะเด่ น ชั ด ในวิ ธี การและสามา รถน าไป
ใ ช้ ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร ใ น ส า ข า ต่ า ง ๆ
ได้รูปแบบการประเมินที่สาคัญและเป็ นที่ยอมรับในการนามาใช้ประเมินโครงการทางการศึกษามีอยู่ 3
กลุ่ม คือ
                      กลุ่มที่ 1 รู ปแบบการประเมินที่เน้นการตัดสิ นคุณค่า (Judgment Evaluation Models)
ได้แก่ รู ปแบบการประเมินของสครี ฟเว่น สเต๊ก และโปรวัส
               กลุ่มที่ 2 รู ปแบบการประเมินที่เน้นการให้ขอมูลเพื่อตัดสิ นใจ (Decision Oriented
                                                              ้
Evaluation Models) ได้แก่รูปแบบของสตัฟเฟิ ลบีมและอัลคิล
               กลุ่ ม ที่ 3 รู ป แบบการประเมิ น ที่ ยึ ด จุ ด มุ่ ง หมายเป็ นหลัก (ObjectiveCentered
                                                                               ้ ั
Evaluation Models) ได้แก่รูปแบบการประเมินของไทเลอร์ และครอนบาช ผูวิจยรวบรวมความคิด
และรู ปแบบการประเมินโครงการของนักวิชาการทั้ง 3 กลุ่ม ตามลาดับดังนี้



                                                                                                              18

                      1.รู ปแบบการประเมินของสครี ฟเว่น
                      2.รู ปแบบการประเมินของสเต็ก
                      3.รู ปแบบการประเมินของโปรวัส
                      4.รู ปแบบการประเมินของไทเลอร์
                      5.รู ปแบบการประเมินของครอนบาช
            1.รู ปแบบการประเมินของมิเชล สครี ฟเว่ น . (Michael Scriven อ้ างอิงมาจาก สมบูรณ์
ชิ ตพงศ์ และคณะ.                 2536          :       47-55)ได้ เ สนอแนวคิ ด เกี่ ย วกั บ การประเมิ น ว่ า
ปัจจุบนแนวคิดเกี่ยวกับการประเมินองค์ประกอบหรื อเครื่ องมือต่างๆทางการศึกษา(หลักสู ตรใหม่แบบ
          ั
เรี ยนแบบโปรแกรมและครู ยังขาดความสมบูรณ์ในเรื่ องของปรัชญาทฤษฎี และหลักปฏิบติ Scriven               ั
ไ ด้ พ ย า ย า ม ชี้ ใ ห้ เ ห็ น ถึ ง ข้ อ บ ก พ ร่ อ ง
                                                                    ่
และวิธีการของการลดข้อบกพร่ องต่างๆในการประเมินที่มีอยูโดยยึดแนวคิดที่ได้จากบทความในเรื่ องก
า ร ป ร ะ เ มิ น เ พื่ อ ก า ร ป รั บ ป รุ ง ห ลั ก สู ต ร ร า ย วิ ช า ข อ ง ค ร อ น บ า ช
และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่นๆ เป็ นหลักและบทบาทของการประเมิน ดังนี้
                      1.1      จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น
เ ป็ น ก า ร พิ จ า ร ณ า ว่ า ก า ร ป ร ะ เ มิ น นั้ น ช่ ว ย ใ น ก า ร ต อ บ ค า ถ า ม ต่ า ง ๆ
ที่ เ กี่ ย ว กั บ คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ที่ เ กี่ ย ว กั บ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า อั น ไ ด้ แ ก่
กระบวนการของการเรี ย นการสอน บุ ค ลากร วิ ธี ก าร หรื อ โครงการต่ า ง ๆ เช่ น ค าถามที่ ว่ า
โ             ค            ร        ง          ก         า         ร        ต่        า          ง              ๆ
เหล่ า นี้ มี ป ระสิ ทธิ ภ าพเพี ย งใดหรื อการด าเนิ น งานคุ ้ม ค่ า กับ การลงทุ น หรื อไม่ เ หล่ า นี้ เป็ นต้ น
กระบวนการของการประเมินยังประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลและการให้น้ าหนักและการเลือกเ
กณฑ์
                      1.2 บทบาทของการประเมิ น ประกอบด้ว ยบทบาทต่ า ง ๆ ที่ แ ตกต่ า งกัน เช่ น
บ ท บ า ท ใ น ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม บ ท บ า ท ใ น เ รื่ อ ง ก า ร พั ฒ น า ห ลั ก สู ต ร
บทบาทในการทดลองเพื่อปรับปรุ งทฤษฎีการเรี ยนรู้ ตลอดจนบทบาทในการตัดสิ นใจเกี่ยวกับเรื่ องต่าง
ๆและโดยเฉพาะในกระบวนการพัฒนาหลักสู ตรการประเมินมีบทบาทที่สาคัญ 2 ประการ คือ
                              1.2.1 การประเมิ น ระยะสั้ น ๆ เป็ นการประเมิ น ระหว่ า งที่ โ ครงการ
ห รื อ ก า ร พั ฒ น า ห ลั ก สู ต ร ก า ลั ง ด า เ นิ น ง า น อ ยู่ โ ด ย มี จุ ด มุ่ ง ห ม า ย
                                                                      ้
เพื่อการปรับปรุ งการดาเนินงานของโครงการเพราะการประเมินจะช่วยให้ขอมูลย้อนกลับที่นามาใช้ใน
การพิจารณาการดาเนินโครงการว่ามีจุดบกพร่ องที่ใด
                              1.2.2
การประเมินระยะยาวหรื อการประเมินผลสรุ ปเป็ นการเมื่อโครงการหรื อกระบวนการพัฒนาหลักสู ตรไ
ด้ สิ้ น สุ ด ล ง แ ล้ ว โ ด ย มี จุ ด มุ่ ง ห ม า ย
เพื่ อ การตัด สิ นคุ ณ ค่ า และการควบคุ ม ติ ด ตามโครงการตลอดจนการค้น หาส่ ว นที่ ดีข องโครงการ
                     ั
เพื่อการนาไปใช้กบสถานการณ์อื่นต่อไป




                                                                                                                  19

                                     ิ
วิธีการประเมินของสครีฟเว่น มีวธีการประเมิน 2 วิธีดวยกัน คือ ้
                 1. ก า ร ป ร ะ เ มิ น ก่ อ น มี ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น ห รื อ ก า ร ป ร ะ เ มิ น คุ ณ ค่ า ภ า ย ใ น
ได้แ ก่ ก ารประเมิ น ค่ า ของสิ่ ง เหล่ า นั้น ภายในตัว มัน เองซึ่ งประกอบด้ว ยการประเมิ น ชั้น ทุ ติ ย ภู มิ
เพราะยังไม่ได้มี

แผนภูมิ 2 ความสั มพันธ์ ระหว่างองค์ ประกอบ 3 ด้ านของการประเมิน


                                                          เป้ าหมาย



                           ้
                        เนือหาของหลักสู ตร                                           ้
                                                                                  เนือหาของแบบทดสอบ


เพื่อการตัดสิ นคุณค่าที่ได้จากโครงการความสัมพันธ์ระหว่างการประเมินใน 2 ลักษระ ดังนี้
แผนภูมิ 3 รู ปแบบการประเมิน

                                                Intrinsic Evaluation                       Pay-off Evaluation
       ลักษณะการประเมิน
   Formative Evaluation               - ตัดสิ นความสอดคล้อง                         -
                                                                                    ตัดสิ นผลที่ เกิ ดขึ้นระหว่างการ
                                                                          ดาเนินการเพื่อนาข้อมูลไปใช้ใ
  Summative Evaluation                                  ั
                               -ตัดสิ นคุณค่าของวัสดุข้ นสุ ดท้าย         นการปรับปรุ ง
                                                                          - ตัดสิ นผลขั้นสุ ดท้าย



        2.รู ปแบบการประเมินของโรเบิรท อี.สเต็ก . (Robert E.Stake อ้างอิงมาจาก สมบูรณ์
ชิ ต พงศ์ และคณะ.                   2536:   56)              ได้ เ สนอรู ปแบบการประเมิ น นี้
เพื่อประเมินโครงการทางการศึกษารู ปแบบการประเมินประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 2 ประการคือ
                  1) การบรรยาย
                  2) การตัดสิ นใจ
          ในการบรรยายนั้ นเป็ นการอธิ บ ายลั ก ษณะของข้ อ มู ล ที่ เ ก็ บ รวบรวมจากแหล่ ง ต่ า ง
ๆในส่ วนที่เกี่ยวกับปั จจัยเบื้องต้น กระบวนการ และผลผลิต



                                                                                                 20

       ส่ วนการตัดสิ นใจเป็ นการตัดสิ นคุณค่าหรื อคุณภาพของโครงการโดยการนาข้อมูลที่ได้จากกา
                                                           ้
รบรรยายมาเปรี ยบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งในด้านปั จจัยที่ตองการกระบวนการและผลผลิต
ดังแผนภาพ


                                 แผนภูมิ 3 รู ปแบบการประเมิน

                 ่
          สิ่ งทีคาดหวัง สิ่ งทีเ่ ป็ นจริง เกณฑ์ มาตรฐาน การตัดสิ นใจ

                    สิ่ งนา       สิ่ งนา                     สิ่ งนา           สิ่ งนา

                    ั
                ปฏิบติการ          ั
                               ปฏิบติการ                       ั
                                                           ปฏิบติการ            ั
                                                                            ปฏิบติการ

                 ผลลัพธ์        ผลลัพธ์                     ผลลัพธ์        ผลลัพธ์



                เมตริ กซ์การบรรยาย          ความสัมพันธ์      เมตริ กซ์การตัดสิ นคุณค่า
                                            เชิงประจักษ์
                   ปัจจัยเบืองต้ น หมายถึง สภาพการณ์หรื อเรื่ องเงื่อนไขที่มีอยูก่อนที่จะเริ่ มโครงการ
                            ้                                                      ่
หรื อ ก่ อ นการเรี ย นการสอนรวมถึ ง สภาพนัก เรี ย นก่ อ นเรี ย น เช่ น ความถนัด ประสบการณ์ เ ดิ ม
ความสนใจและความต้องการซึ่ งเรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่าพฤติกรรมเริ่ มต้น
                   กระบวนการ                   เ ป็ น ก า ร ด า เ นิ น ก า ร ต า ม โ ค ร ง ก า ร ซึ่ ง ก็ คื อ
ก ร ะ บ ว น ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น นั่ น เ อ ง ซึ่ ง ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย กิ จ ก ร ร ม ต่ า ง ๆ
                                       ั                                   ้
มากมายรวมทั้งปฏิสัมพันธ์ระหว่างครู กบนักเรี ยน นักเรี ยนกับนักเรี ยน ผูปกครองกับครู ฯลฯ

                      ผลผลิ ต            คื อ            ผลที่ เ กิ ดขึ้ นจากโครงการกั บ การจั ด การศึ ก ษ า
อั น ได้ แ ก่ ค วามสามารถของนั ก เรี ยนด้ า นผลสั ม ฤทธิ์ ทางการเรี ยน เจตคติ ความสนใจ
ซึ่ งเป็ นผลมาจากการจัดประสบการณ์ทางการศึกษา นอกจากนั้นยังรวมถึงผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้นด้วย
ในส่ วนการบรรยายนั้นเป็ นการบรรยายข้อมูลจากการวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างสิ่ งที่คาดหวังแ
ล ะ สิ่ ง ที่ สั ง เ ก ต ไ ด้ ใ น ส่ ว น ที่ เ ป็ น ปั จ จั ย เ บื้ อ ง ต้ น ก ร ะ บ ว น ก า ร แ ล ะ ผ ล ก า ร ผ ลิ ต
เพื่อใช้เป็ นข้อมูลประกอบการตัดสิ นใจด้วยและในการตัดสิ นใจจะเป็ นการนาข้อมูลที่ได้จากการบรรยา
ยมาพิจารณาเปรี ยบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานเพื่อตัดสิ นใจว่าโครงการนั้นมีคุณภาพหรื อไม่เพียงไร
                                                                                                                  21

            รู ปแบบการประเมินของ โปรวัส Provus. (อ้ างอิงมาจาก สมบูรณ์ ชิ ตพงศ์ และคณะ. 2536
:               60              )                          รู ป แ บ บ ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร ข อ ง Provus
นี้ เ ป็ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร ข ณ ะ ด า เ นิ น ก า ร ใ น โ ร ง เ รี ย น โ ด ย ใ ช้ ก ลุ่ ม ผู ้ ป ร ะ เ มิ น
โดยศึกษาความแตกต่างสิ่ งที่เป็ นผลอันเนื่องมาจากโครงการมาตรฐาน เรี ยกรู ปแบบการประเมินนี้ วา                             ่
The Discrepancy Model
                     จุดมุ่งหมายของการประเมินก็เพื่อพิจารณาข้อมูลไม่สอดคล้องนาไปสู่ การตัดสิ นใจ
3         ลั ก ษณะ คื อ การปรั บ ปรุ งโครงการหรื อการด าเนิ น การต่ อ ไป หรื อยกเลิ ก โครงการ
ดังนั้นการประเมินโครงการรู ปแบบนี้จึงเป็ นกระบวนการที่เกี่ยวกับ
                                1. การพิจารณาการยอมรับมาตรฐานของโครงการ
                                2. ก ารพิ จ ารณาความไม่ ส อดคล้ อ งที่ เกิ ดขึ้ นระหว่ า งส่ วนต่ า ง ๆ
ของโครงการกับมาตรฐานที่กาหนด
                                       ้
                                3.ใช้ขอมูลความไม่สอดคล้องที่เกิดขึ้นพิจารณาจุดอ่อนโครงการ
                                    3.1รู ป แ บ บ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ข อ ง โ ป ร วั ส
การประเมินโครงการขณะที่ดาเนินตามขั้นตอนในการประเมินมี 4 ขั้นตอน คือ
                                      1) ขั้นตอนการออกแบบโครงการ
                                      2) ขั้นเตรี ยมการ
                                      3) กระบวนการดาเนินการ
                                      4) การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและผลที่ได้
        ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร แ ต่ ล ะ ขั้ น ต อ น เ ป็ น ก า ร เ ป รี ย บ เ ที ย บ ผ ล
จากโครงการกับมาตรฐานโดยการพิจารณาข้อมูลความที่ไม่สอดคล้องแต่ละขั้นตอนเพื่อนาไปสู่ การตัด
สิ นใจ 4 ประการ คือ
               1) ควรดาเนินโครงการต่อไปหรื อไม่
               2) ดาเนินการขั้นเดิมซ้ าหลังจากที่ได้ปรับปรุ งเปลี่ยนแปลงมาตรฐานหรื อ การปฏิบติ   ั
               3) ย้อนกลับไปดาเนินการในขั้นตอนที่ 1 ใหม่
               4) ยุติโครงการ




                                                                                                22

แผนภูมิ 4 กระบวนการเปรียบเทียบการประเมินของ Provus
               Terminate           Terminate                     Terminate
        S                  S             S                           S
  (1)      C D          (2) (C) D            (3) (C)             D      (4)       (C) D       (5)
        P                  V             V                                    V
                         P                 P                                      P
           (A)               (A)                  (A)                             (A)

                    V                        V                        V                   V

       S แทน มาตรฐาน                         P แทน การปฏิบติจริ ง   ั
       C แทน การเปรี ยบเทียบ                  D แทน ความแตกต่าง
       A แทน การเปลี่ยนแปลงปรับปรุ ง
       การน ารู ป แบบการประเมิ น ไปใช้น้ ี ควรเป็ นหน้า ที่ รั บ ผิ ด ชอบของคนในหน่ ว ยงานนั้น
ห    รื อ ค ว ร เ ป็ น บุ ค ค ล ภ า ย น อ ก
ซึ่ งความจริ งไม่ ส าคั ญ เท่ า กั บ การก าหนดหน้ า ที่ ใ ห้ ชั ด เจนให้ ทุ ก ฝ่ ายทราบจุ ดมุ่ ง หมาย
และผูร่วมงานทุกคนได้รับการคัดเลือกและฝึ กฝนมาเป็ นอย่างดี
       ้
         ก า ร ป ร ะ เ มิ น เ ป็ น ก า ร ติ ด ต า ม ก า ร บ ริ ห า ร โ ค ร ง ก า ร
เ พื่ อ ใ ห้ แ น่ ใ จ ว่ า โ ค ร ง ก า ร ด า เ นิ น ไ ป ต า ม ม า ต ร ฐ า น ที่ ก า ห น ด
ซึ่ ง ก า ร ก า ห น ด ม า ต ร ฐ า น นั้ น ต้ อ ง มี เ ก ณ ฑ์ อ ย่ า ง ชั ด เ จ น
   ้                                 ั                     ้ั
ผูประเมินอาจช่วยกันกาหนดให้ชดเจนขึ้นโดยคณะผูจดดาเนินการพิจารณาความซื่ อตรงอีกครั้ง
         สรุ ป ลัก ษณะรู ป แบบการประเมิ น รู ป แบบการประเมิ น โครงการของ Proves ที่ เ รี ย กว่า
                           ั
Discrepancy Model มีลกษณะประเด็นที่สาคัญ ๆ ดังนี้
                                                                 ั
                   1. นิยาม เป็ นการเปรี ยบเทียบผลการปฏิบติการกับมาตรฐาน
                   2.           จุ        ด           ป            ร         ะ         ส            ง          ค์
เพื่อพิจารณาตัดสิ นว่าโครงการนั้นควรปรับปรุ งดาเนินการต่อไปหรื อควรยุติ
                   3.        จุ        ด      เ         น้       น       ที่       ส        า         คั       ญ
                                                               ั
พิจารณาความไม่สอดคล้องระหว่างมาตรฐานกับการปฏิบติโดยวิธีการทางานเป็ นคณะ
                   4. บ ท บ า ท ข อ ง ผู้ ป ร ะ เ มิ น เ ป็ น ค ณ ะ ท า ง า น ช่ ว ย ป รั บ ป รุ ง โ ค ร ง ก า ร
                        ู้
และให้คาปรึ กษาแก่ผบริ หาร ซึ่ งเป็ นคณะบุคคลที่เป็ นอิสระ
                   5. ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั บ จุ ด ป ร ะ ส ง ค์
ความเห็นพ้องต้องกันระหว่างผูประเมินกับคณะผูดาเนินการเกี่ยวกับมาตรฐานเปรี ยบเทียบการปฏิบติม
                                   ้                  ้                                                      ั
าตรฐานว่าสอดคล้องหรื อไม่

                                                                                                              23

              6. ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั บ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ
      ้
คณะผูประเมินรวบรวมข้อมูลที่จาเป็ นต่อการปรับปรุ งโครงการและแสดงความแตกต่างระหว่างผลการ
    ั ั
ปฏิบติกบมาตรฐานซึ่ งประกอบด้วยเกณฑ์ ข้อมูลใหม่ และการตัดสิ นใจ
              7. แบบของการประเมิน ประกอบด้วย
                 7.1 การออกแบบโครงการ
                 7.2 การเตรี ยมโครงการ
                 7.3 กระบวนการ
                 7.4 ผลผลิต
                 7.5 ค่าใช้จ่าย
              8.โครงสร้างของการเสนอ
                 8.1 ให้ความคิดเห็นรวมทั้งกลุ่ม
                 8.2 ข้อมูลย้อนกลับและการปรับปรุ งจุดประสงค์และหรื อโครงการ
              9. เกณฑ์ในการตัดสิ นการประเมิน
                 9.1 ความคิดเห็นรวมทั้งกลุ่ม
                 9.2 ความสอดคล้องแบบหนึ่งต่อหนึ่งระหว่างการออกแบบและการดาเนินการ
                                             ั
                 9.3 เปรี ยบเทียบผลการปฏิบติ กับมาตรฐานเป็ นเครื่ องมือสาหรับการปรับปรุ ง
                 9.4 ข้อมูลย้อนกลับที่เป็ นระยะสั้นๆ
               10.การนาไปใช้สาหรับการออกแบบการประเมิน
                                                     ้
                 10.1 มีการประเมินแบบต่อเนื่ อง มีขอมูลย้อนกลับเป็ นช่วงๆ
                 10.2 มีการจัดเก็บข้อมูลที่ตรงกับความต้องการทันเวลาเพื่อการตัดสิ นใจ
                 10.3 มีการวิเคราะห์ค่าใช้จ่าย และผลที่ได้
                 10.4 การประเมินเป็ นการพัฒนาโครงการ
               11.ข้อดี
                 11.1
มีการติดต่อประสานงานระหว่างกลุ่มผูดาเนินการกับกลุ่มประเมินมีการป้ อนข้อมูลย้อนกลับอย่างต่อเนื่
                                    ้
อง
                                                               ั
                 11.2 สามารถประเมินและปรับปรุ งโครงการได้ต้ งแต่เริ่ มต้นจนสิ้ นสุ ดโครงการ
                 11.3 ชี้แนะทางเลือกในการปรับปรุ งจุดมุ่งหมาย การดาเนินโครงการ
                 11.4 กาหนดมาตรฐานอย่างชัดเจน
              12. ข้อจากัด
                 12.1 ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสู ง
                 12.2 การกาหนดมาตรฐานยังไม่แน่นอน
                                 ้
                 12.3 ต้องการผูชานาญการมาก
                                                                                            24

                       12.4
เป็ นการออกแบบการประเมินโครงการทั้งระบบไม่พิจารณาประเมินบางส่ วนของโครงการ
            4.รู ปแบบการประเมินของสตัฟเฟิ ลบีม ( Stufflebeam. ) (Stufflebeam. 1970; อ้างอิงใน
สมบูรณ์ ชิ ตพงศ์ และคณะ. 2536 : 71) ได้เสนอรู ปแบบการประเมินโครงการแบบซิปป์ (CIPP
MODEL)               แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ          สหรัฐอเมริ กา             ปี      ค.ศ.1970
ซึ่งเป็ นรู ปแบบการประเมินเพื่อการตัดสิ นใจโดยเฉพาะเป็ นรู ปแบบที่ได้รับความสนใจจากนักประเมิน
                 ั
ผลในปั จจุบนเป็ นอย่างมาก
            คาว่า CIPP ย่อมาจากคา 4 คา ได้ แก่
                    C = Context คือ สภาวะแวดล้อม
                     I = Input คือ ปั จจัยเบื้องต้น
                    P = Process คือ กระบวนการ
                    P = Product คือ ผลผลิต
                        4.1 การประเมินแบบซิปป์ ประกอบด้วยประเมิน 4 ขั้นตอน คือ
                                   1)                    การประเมินสภาวะแวดล้อม                              หรื อบริ บท
ประเมินความต้องการและความจาเป็ นทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง และการศึกษา
ตลอดจนศึกษาปั ญหาอุปสรรคทั้งในและนอกระบบ
สังคมปั จจุบนเพื่อนาไปสู่ การกาหนดทิศทางและวัตถุประสงค์ของโครงการ
                   ั
                                   2)                              ก า ร ป ร ะ เ มิ น ปั จ จั ย เ บื้ อ ง ต้ น
เป็ นการตรวจสอบความพร้ อ มของปั จ จัย ต่ า งๆทั้ง ในด้า นก าลัง คน วัส ดุ อุ ป กรณ์ งบประมาณ
ต ล อ ด จ น ร ะ บ บ บ ริ ห า ร                                                 ร ะ บ บ ก า ร จั ด ก า ร
                                                                          ่
เพื่อวิเคราะห์หาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดกับทรัพยากรที่มีอยูและเป็ นทางเลือกที่มีโอกาสทาให้บรรลุว ั
ตถุประสงค์ตามโครงการได้มากที่สุด
                                   3)
การประเมิ น กระบวนการเป็ นการประเมิ นการดาเนิ นงานเมื่ อน าโครงการที่ วางแผนไว้ไ ปปฏิ บ ัติ
ทั้ ง นี้ เ พื่ อ ศึ ก ษ า ว่ า ก า ร ด า เ นิ น ง า น ต า ม โ ค ร ง ก า ร นั้ น จ ะ มี ปั ญ ห า อุ ป ส ร ร ค อ ย่ า ง ไ ร
เพื่อที่จะได้สามารถปรับปรุ งแก้ไขได้ทนที           ั
                                   4) ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ผ ลิ ต ห รื อ ผ ล ง า น เ ป็ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น
เ พื่ อ ใ ห้ ท ร า บ ว่ า โ ค ร ง ก า ร นั้ น ป ร ะ ส บ ผ ล ส า เ ร็ จ ห รื อ ไ ม่
                                                                                    ่
โดยพิจารณาว่าผลที่ได้รับบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้หรื อดูวาผลจากโครงการคุมค่าหรื อไม่               ้




                                                                                                                      25

                                                   ่
              แผนภูมิ 5 ตารางแสดงวิธีการและเทคนิคทีใช้ ในการประเมินแบบซิปป์

                               การประเมิน                   การประเมิน                    การประเมิน
การประเมิน
                               ปั จจัยเบื้องต้น             กระบวนการ                     ผลผลิต
สภาพแวดล้อม
          ิ
โดยการใช้วธีวเิ คราะห์ร        โดยการจัดอันดับ              โดยการกากับและ                1.โดยการระบุ
ะบบการสารวจ                    คุณภาพการวิเคราะห์           ติดตามเกี่ยวกับ                       ั
                                                                                          การปฏิบติและ
การวิจยเอกสาร
      ั                        ทรัพยากร ยุทธวิธี            ศักยภาพ                       การวัดผลสัมฤทธิ์
การสัมภาษณ์                    การออกแบบ                    อุปสรรคและความตื่น            ตามเกณฑ์ที่
แบบทดสอบ             กระบวนการ            ตัวในการทางานของ           กาหนดไว้
วินิจฉัยและวิธี      ความเป็ นไปได้       ผูรับผิดชอบ
                                            ้                        ตามจุดมุ่งหมาย
Delphi technique     และในแง่เศรษฐกิจ     โดยการกาหนด                2.เปรี ยบเทียบผล
                               ิ
                     ซึ่งคงใช้วธี         ข้อมูลหรื อสารสนเทศ        กับเกณฑ์มาตรฐาน
                         ั
                     วิจยเอกสารและจะ      เพื่อการตัดสิ น            3.แปรผลโดยการเปรี
                     ทาการทดลองนาร่ อง    โปรแกรมของ                 ยบเทียบกับเกณฑ์
                                          กิจกรรมต่างๆและโด          ปริ มาณและคุณภาพ
                                          ยการอธิบายกระบวน
                                          การที่ทาจริ งอย่างต่อเ
                                                          ั
                                          นื่องสัมพันธ์กบสิ่ งที่ค
                                          าดหมายไว้




                                                                                         26


             แผนภูมิ 6 แสดงความสั มพันธ์ ระหว่างประเภทของการประเมินและประเภทของ
                       การตัดสิ นใจในรู ปแบบการประเมินแบบซิปป์
                 ประเภทของการประเมิน                            ประเภทของการประเมิน


              การประเมินสภาพแวดล้อมหรื อ                    กาหนดทิศทางและวัตถุประสงค์ข
                        บริ บท                                      องโครงการ
                  (Context Evaluation)



                    การประเมินปั จจัย                           เลือกแนวทางในการจัด
                   (Input Evaluation)                               ดาเนินโครงการ



                การประเมินกระบวนการ                           นาโครงการที่วางแผนไว้ไป
                  (Process Evaluation)                            ั
                                                              ปฏิบติพร้อมกับการปรับปรุ ง
                                                                    โครงการถ้าจาเป็ น


                                                            ควรปรับปรุ งโครงการปรับขยายโ
            การประเมินผลผลิตหรื อผลงาน(                           ครงการหรื อล้มเลิก
                Product Evaluation)




                                                                                        27


5.รู ปแบบการประเมินของไทเลอร์
               รู ปแบบการประมูลของไทเลอร์ ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการประเมิน โครงการว่า
                                                 ่
“การประเมินโครงการเป็ นการเปรียบเทียบข้ อมูลทีได้ จากการปฏิบัติของผู้เรียนกับจุดมุ่งหมายเชิ งพฤ
                                                     ึ
ติกรรมทีได้ กาหนดไว้ ” บางครั้งเรี ยกว่า “รู ปแบบที่ยดความสาเร็ จของเป้ าหมายเป็ นหลัก”
           ่
          ในการประเมินตามแนวคิดของไทเลอร์ มีส่วนสาคัญดังนี้
                  1) การประเมินต้องวัดพฤติกรรมของนักเรี ยน
                  2)       ต้องประเมิ นมากกว่า 1 ครั้ ง เพื่ อดู ความเปลี่ ย นแปลงของพฤติ ก รรมที่
เกิดขึ้นจึงต้องมีการประเมินระยะเริ่ มแรกและระยะหลังและการประเมินติดตามผลโดยการประเมินอีก
ครั้งหลังจากการเรี ยนจบแล้วระยะเวลาหนึ่ง เพื่อประเมินความคงทนของการเรี ยนรู้
          น อ ก จ า ก นั้ น                                        ไ ท เ ล อ ร์
ยังได้กล่าวถึงความสาคัญของการประเมินหลักสู ตรเพราะหลักสู ตรเป็ นส่ วนหนึ่ งของการเรี ยนการสอ
นและผูเ้ ชี่ยวชาญทางด้านหลักสู ตรควรจะได้ประเมินหลักสู ตรในลักษณะที่เป็ นการพัฒนาหรื อเพื่อการ
ประเมินคุณค่าของหลักสู ตร ดังขั้นตอนของกระบวนการ การเรี ยนการสอน ดังนี้
                  1) ตั้งจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม
                  2) การกาหนดเนื้ อหาหรื อประสบการณ์ทางการศึกษาที่จะช่วยให้ผเู ้ รี ยนบรรลุตามจุ
ดประสงค์ที่กาหนดไว้
                  3) เลือกวิธีการเรี ยนการสอน
                  4) ประเมินโดยการตัดสิ นใจผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาและการประเมินหลักสู ตรจะต้
องถื อความสาเร็ จ ของคนส่ วนใหญ่เป็ นเกณฑ์ในการตัดสิ นความสาเร็ จของกลุ่ มตัวอย่าง ขนาดเล็ก
จะถือว่าเป็ นความสาเร็ จของหลักสู ตรไม่ได้ การวัดพฤติกรรมต้องวัดทั้งก่อนเรี ยนและหลังเรี ยน




                                                                                               28
แผนภูมิ 8 แสดงกระบวนการประเมินหลักสู ตรของ ไทเลอร์


                                           เป้ าหมาย



                                   จุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม


                                  เนื้อหา หรื อประสบการณ์
                                          การเรี ยนรู้




                                       วิธีสอนวิธีเรี ยน




        สอบก่อน                        ประเมินหลักสู ตร        สอบหลัง
           x1                                                     x2


                                          Ifx2 > x1
        คงไว้หรื อ                                           นาไปใช้ต่อไป
        ปรับปรุ ง

                                              หยุด




                                                                         29

6. รู ปแบบการประเมินของ ลี เจ ครอนบาช (Cronbach)
             รู ป แบบการประเมิ น ของ ลี เจ ครอนบาช(Lee J.Cronbach.อ้า งอิ ง มาจาก สมบู ร ณ์
ชิ ต พ ง ศ์ แ ล ะ ค ณ ะ .2536:42-45)ไ ด้ เ ส น อ แ น ว คิ ด ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ว่ า
การประเมินเป็ นยุทธศาสตร์ ของการตัดสิ นใจ ซึ่ งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
             6.1 จุดมุ่งหมายของการประเมิน
                       1) เพื่อปรับปรุ งหลักสู ตรรายวิชา เป็ นการพิจารณาตัดสิ นดูว่าสื่ อการเรี ยนการสอน
อะไรหรื อวิธีการสอนใดที่ได้ผล หรื อมีการปรับปรุ งแก้ไขส่ วนใด
                       2)                เ พื่ อ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ เ กี่ ย ว กั บ ตั ว บุ ค ค ล โ ด ย เ ฉ พ า ะ ผู ้ เ รี ย น
เพื่อทราบความก้าวหน้าและข้อบกพร่ องของนักเรี ยน
                       3) เพื่อการตัดสิ นใจเกี่ยวกับระบบบริ หารว่าระบบการบริ หารของโรงเรี ยนที่เป็ นอยูดี                         ่
หรื อไม่ อย่างไร ครู แต่ละคนมีคุณภาพหรื อประสิ ทธิภาพเพียงใด
             6.2 วิธีการประเมินของ Cronbach แบ่งได้ 4 วิธี คือ
                       1)                 ก า ร ศึ ก ษ า ก ร ะ บ ว น ก า ร เ พื่ อ ศึ ก ษ า เ ห ตุ ก า ร ณ์ ต่ า ง ๆ
ที่เกิ ดขึ้ นระหว่างการเรี ยนการสอน เพื่อจะได้นามาปรั บปรุ งหลักสู ตรโปรแกรมการเรี ยนการสอน
เป็ นต้น
                       2) การวัดเจตคติ การวัดเจตคติใช้วิธีการหลายวิธี เช่น การสัมภาษณ์ สอบถาม
เ ป็ น ต้ น ใ น ก า ร วั ด เ จ ต ค ติ ซึ่ ง เ ป็ น ส่ ว น ส า คั ญ ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า เ ช่ น
ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น
ท า ใ ห้ เ กิ ด เ จ ต ค ติ ด้ า น ต่ า ง ๆ ขึ้ น ใ น ตั ว นั ก เ รี ย น แ ล ะ จ ะ ยั ง ส่ ง ผ ล ไ ป ยั ง วิ ช า ที่ เ รี ย น ด้ ว ย
ถ้านักเรี ยนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาที่เรี ยน จะทาให้ผลการเรี ยนดีข้ ึน
                       3) การวัดความสามารถทัวไป ใช้ในแบบทดสอบมาตรฐาน
                                                      ่
                       4)
การศึกษาติดตามผลการศึกษาติดตามผลจะทาก็ต่อเมื่อนักเรี ยนได้เรี ยนจบหลักสู ตรไปแล้วและจะต้องใ
ช้เวลาในการติดตามผล

            จากแนวความคิดและรู ปแบบการประเมินของนักวิชาการดังกล่าวทาให้ผประเมินได้ทราบจุด      ู้
มุ่ ง ห ม า ย ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น แ ล ะ โ ค ร ง ก า ร
เ พื่ อ ที่ จ ะ ใ ห้ ผู้ บ ริ ห า ร น า ผ ล ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ไ ป ใ ช้ ใ น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ว่ า
                                      ั
โครงการที่ประเมินนั้นบรรลุวตถุประสงค์ตามที่กาหนดไว้หรื อไม่มีการปรับปรุ งแก้ไขขั้นตอนใดและ
สมควรดาเนิ นการต่อไปหรื อยุติโครงการ สาหรับรู ปแบบหรื อวิธีการประเมินนั้นมีความหลากหลาย
วิ ธี ก า ร ป ร ะ เ มิ น ขึ้ น อ ยู่ กั บ เ นื้ อ ห า จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ ข อ ง ผู ้ ป ร ะ เ มิ น
ส าหรั บ การประเมิ นผลโครงการโรงเรี ย นสร้ างเสริ ม ความสุ ข ของโรงเรี ย นชุ ม ชนหมู่ บ ้า นพัฒนา
ผู้ร ายงานได้ ด าเนิ น การประเมิ น โดยใช้ รู ปแบบจ าลองแบ บซิ ป ป์ (CIPP                                    MODEL)
                                                                            ้
เพราะการประเมิ นผลแบบจาลองซิ ปป์ มี ล ักษณะเป็ นการใช้ขอ มู ล ย้อนกลับ ในกระบวนการต่ า งๆ
ต่ อ เ นื่ อ ง กั น เ ป็ น วั ฏ จั ก ร ที่ ค ร บ ว ง จ ร ก า ร ป ร ะ เ มิ น มี ป ร ะ โ ย ช น์ ส า ห รั บ ผู้ บ ริ ห า ร
เ พื่ อ ใ ช้ ใ น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ต ร ว จ ส อ บ ขั้ น ต อ น ค รั้ ง ก่ อ น ๆ อี ก ด้ ว ย เ ช่ น
ข้ อ มู ล ที่ โ ค ร ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ก ร ะ บ ว น ก า ร
จะช่ วยให้ ผู ้ บ ริ หารตั ด สิ นใจทบทวนโครงการใ หม่ ไ ด้ แ ละอาจทบทวนปั จจั ย เบื้ องต้ น
ซึ่งในการประเมินตามรู ปแบบนี้จะทาให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
                                                                                                30

กระบวนการแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ประเมินบริ บทหรื อสภาวะแวดล้อมซึ่ งมีอิทธิ พลและส่ งผลกระทบต่อ
ผลการประเมิ น เป็ นการตัด สิ น ใจเลื อ กวัต ถุ ป ระสงค์ ข องการประเมิ น ปั จ จัย เบื้ อ งต้น ของข้อ มู ล
เ ลื อ ก รู ป แ บ บ แ ผ น ง า น ที่ ก า ห น ด ที่ เ ห ม า ะ ส ม ม า ก ที่ สุ ด ก า ร ป ร ะ เ มิ น ก ร ะ บ ว น ก า ร
เพื่ อ จะได้ น าแผนงานโครงการที่ ว างไว้ ไปปรั บ ปรุ งแก้ ไ ขและการประเมิ น ผลผลิ ต
เ พื่ อ ตั ด สิ น ใ จ ว่ า โ ค ร ง ก า ร ดั ง ก ล่ า ว ค ว ร ด า เ นิ น ต่ อ ไ ป ห รื อ ยุ ติ
ซึ่ งเป็ นความสัมพันธ์ระหว่างการประเมินและการตัดสิ นใจ ดังแผนภูมิ ดังนี้

                       แผนภูมิ 9 ความสั มพันธ์ ระหว่างการประเมินกับการตัดสิ นใจ
                                                           ั
                                          (สมหวัง พิริยานุวฒน์ )
                     ขั้นตอนของการประเมิน                            ขั้นตอนการตัดสิ นใจ


                                                                           ตัดสิ นใจกาหนดวัตถุประสงค์ของแ
              การประเมินสภาพแวดล้อม                                                    ผนงาน
                  (Context Evaluation)


               การประเมินปัจจัยเบืองต้ น
                                  ้                                               เลือกแผนงาน/โครงการ
                    (Input Evaluation)                                               ั
                                                                            ให้บรรลุวตถุประสงค์ของแผนงาน


                                                                           นาข้อมูลปรับปรุ งแก้ไขระหว่างการป
                การประเมินกระบวนการ
                                                                                         ั
                                                                                      ฏิบติงานตาม
                   (Process Evaluation)                                            แผนงาน/โครงการ



                                                                              ตัดสิ นใจดาเนินการต่อไปแก้ไข
                  การประเมินผลผลิตงาน
                                                                               ปรับปรุ งก่อนนาไปใช้ต่อไป
                    (Product Evaluation)                                              หรื อยุติโครงการ
                                                                                                             31

6. แนวทางการรายงานผลการดาเนินงาน
       สถานศึกษาสังกัดกรุ งเทพมหานครให้รายงานสานักการศึกษากรุ งเทพมหานคร

แนวคิดในการดาเนินงานโครงการโรงเรียนสร้ างเสริมความสุ ขของโรงเรียนชุ มชนหมู่บ้านพัฒนา
           1. ปั ญหาสังคมปั ญหาการแพร่ ระบาดของยาเสพติดกาลังก่อตัวขึ้นอย่างรุ นแรงไม่มีที่สิ้นสุ ด
           2. ปัญหาสุ ขภาพกาย สุ ขภาพจิต และสุ ขลักษณะนิสัย เสื่ อมโทรมเกิดขึ้นอย่างรุ นแรง
        3. ผู ้บ ริ หารโรงเรี ยน ครู ผู ้ป กครองนัก เรี ย นและผู ้ที่ เ กี่ ย วข้อ งจ าเป็ นต้อ งตระหนัก
และเห็นความสาคัญของการส่ งเสริ มให้เด็กมีสุขลักษณะนิสัย สุ ขภาพกาย และสุ ขภาพจิตที่ดี
             4 . ค ว ร ส่ ง เ ส ริ ม ใ ห้ มี ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม ส ร้ า ง ค ว า ม สุ ข ใ น รู ป แ บ บ ต่ า ง
ๆเพื่ อ ร่ ว มมื อ กัน ขจัด ปั ญ หาสั ง คม เช่ น การแพร่ ร ะบาดของสารเสพติ ด สื่ อ ลามก การพนั น
และการทะเลาะวิวาท
             5. การจั ด กิ จ กรรมโรงเรี ยนสร้ า งเสริ มความสุ ข                เป็ นการเสริ มประสบการณ์
ส ร้ า ง ภู มิ คุ ้ ม กั น ใ ห้ กั บ นั ก เ รี ย น ใ น ก า ร พั ฒ น า ต น เ อ ง ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ
เต็มศักยภาพอย่างชาญฉลาดซึ่ งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 4
มาตรา 22 และมาตรา 24

ยุทธศาสตร์ การดาเนินงานโรงเรียนสร้ างเสริมความสุ ขของโรงเรียนชุ มชนหมู่บ้านพัฒนา
           1. การมีส่วนร่ วม (Participation) หมายถึง การมีส่วนร่ วมของผูที่เกี่ยวข้องซึ่ งได้แก่ ครู
                                                                             ้
    ้                                                       ้
ผูบริ หารโรงเรี ยน เจ้าหน้าที่สาธารณะสุ ข พระสงฆ์ ผูนาชุ มชน สมาชิ กสภากรุ งเทพมหานคร
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนา และผูปกครองนักเรี ยน
                                                                  ้             ้
ซึ่ งมีส่วนร่ วมในกระบวนการการดาเนินการทุกขั้นตอนดังนี้
                1.1 การมีส่วนร่ วมในการคิด
                1.2 การมีส่วนร่ วมในการวางแผน
                1.3 การมีส่วนร่ วมในการดาเนินงาน
                1.4 การมีส่วนร่ วมในการประเมินผล
                1.5 การมีส่วนร่ วมในการชื่นชม ยินดีต่อผลสัมฤทธิ์ ในการดาเนินงาน
                1.6 การมีส่วนร่ วมในการปรับปรุ ง พัฒนาและขยายผล
            2. การบูรณาการ (Integration) หมายถึง การสอดแทรก การเชื่อมโยงและการผสมผสาน เรื่ อง
การสร้างสุ ขภาพกาย สุ ขภาพจิต และสุ ขลักษณะนิสัยที่ดี เข้ากับการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งระบบ
            3. การเรี ยนรู้ (Learning) หมายถึง การเก็บข้อมูล การเข้าใจภาพรวม และการปรับเปลี่ยน
ก า ร คิ ด ทั ศ น ค ติ แ ล ะ พ ฤ ติ ก ร ร ม จ น เ กิ ด ก า ร ป ฏิ บั ติ ใ น ท า ง ส ร้ า ง ส ร ร ค์
                                  ิ
ซึ่ งถือเป็ นส่ วนหนึ่งของวิถีชีวตอย่างยังยืน
                                         ่
             4. การสร้างเครื อข่าย (Network )                                   ั
                                                                 หมายถึงการให้นกเรี ยนหาแนวร่ วม
เพื่อการขยายผลเพื่อนสู่ เพื่อนต่างโรงเรี ยนภายในสานักงานเขตคลองเตยและสานักงานเขตใกล้เคียง

                                                                                                                         32

               ี่
ยุทธศาสตร์ ทจะทาให้ การดาเนินงานโรงเรียนสร้ างเสริมความสุ ขของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บ้านพัฒนาปร
ะสบผลสาเร็จ
          1.                               ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น ค รู                     หั ว ห น้ า ชุ ม ช น
  ้
ผูปกครองนักเรี ยนต้องร่ วมมือช่วยกันป้ องกันและแก้ไขปั ญหาอย่างจริ งจังและต่อเนื่อง
          2. เจ้า หน้า ที่ ข องรั ฐ เช่ น เจ้า หน้า ที่ ส าธารณะสุ ข และสมาชิ ก สภากรุ ง เทพมหานคร
ส            ม           า           ชิ            ก          ส          ภ             า            เ          ข            ต
จะต้องให้ความร่ วมมือช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในการจะสร้างจิตสานึกให้เด็กและการสร้างภูมิคุมกันให้เกิ                 ้
ดขึ้นกับคนในชุมชนโดยเฉพาะเยาวชนที่เป็ นกาลังของชาติ
          3. ค รู จ ะ ต้ อ ง จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ที่ เ น้ น เ ด็ ก เ ป็ น ส า คั ญ ด้ ว ย เ ท ค นิ ค
วิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้นกเรี ยนมีทกษะชีวตในการดารงตนอยูในสังคมอย่างเป็ นสุ ข
                                      ั          ั         ิ                      ่
          4. ครู จะต้องจัดกิจกรรมเสริ มหลักสู ตรเพื่อให้เด็กใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
                  ้
          5. ผูปกครองนักเรี ยนต้องให้ค วามร่ วมมื อกับ โรงเรี ยนในการจัดกิ จกรรมสร้ า งจิ ตสานึ ก
           ้          ั
สร้างภูมิคุมกันให้กบนักเรี ยนในโรงเรี ยนอย่างเต็มที่
          6. ผู้ ป ก ค ร อ ง นั ก เ รี ย น จ ะ ต้ อ ง ใ ห้ ค ว า ม รั ก ค ว า ม อ บ อุ่ น
ให้การดูแลเอาใจใส่ บุตรหลานของตนเองให้มากขึ้นกว่าเดิมลักษณะของแหล่งข้อมูล
                                                     บทที่ 3

                                                 วิธีดาเนินการ
             ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร ค รั้ ง นี้
เ ป็ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ก า ร ด า เ นิ น โ ค ร ง ก า ร โ ร ง เ รี ย น ส ร้ า ง เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข
ของโรงเรี ย นชุ ม ชนหมู่ บ ้า นพัฒนา ซึ่ ง เป็ นการประเมิ นผลระหว่า งดาเนิ นการและหลัง ดาเนิ นการ
     ั
มีข้ นตอนดังต่อไปนี้
         1. การกาหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
         2. วิธีที่ใช้ในการประเมิน
         3. เนื้อหาที่ใช้ในการประเมิน
         4. การใช้เครื่ องมือในการศึกษาและขั้นตอนการสร้างเครื่ องมือ
         5. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
                         ้
         6. วิเคราะห์ขอมูล
1. การกาหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่ าง
           1. 1 ป ร ะ ช า ก ร ที่ ใ ช้ ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร ค รั้ ง นี้ ไ ด้ แ ก่ ค รู นั ก เ รี ย น
ผู้ ป ก ค ร อ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส ถ า น ศึ ก ษ า ขั้ น พื้ น ฐ า น
และคณะกรรมการเครื อข่า ยผูปกครองของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนา สานักงานเขตคลองเตย
                                     ้                                    ้
กรุ งเทพมหานคร จานวน 784 คน จาแนกเป็ นครู 45 คน นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5-6 จานวน
240 คน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1- 3 จานวน 360 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 15
                                 ้
คน คณะกรรมการเครื อข่ายผูปกครอง จานวน 150 คน
          1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้
                ค รู นั ก เ รี ย น ผู้ ป ก ค ร อ ง นั ก เ รี ย น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส ถ า น ศึ ก ษ า
และคณะกรรมการเครื อข่า ยผูปกครองของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนา สานักงานเขตคลองเตย
                                   ้                                        ้
กรุ งเทพมหานคร รวมทั้งสิ้ น จานวน 275 คน จาแนกออกได้ดงนี้               ั
                    1.2.1 ครู โรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา ทุกคน จานวน 45 คน
                                                    ้
                    1.2.2 นั ก เรี ยนได้ ม าจากการสุ่ มแบบ multi             Staye         Sampling)
  โดยสุ่ มนั ก เรี ยนชั้ นประถมศึ ก ษาปี ที่ 5 -6 และชั้ นมั ธ ยมศึ ก ษาปี ที่ 1-3 มาชั้ นละ 1 ห้ อ ง
  และในแต่ละชั้นสุ่ มนักเรี ยนมาห้องละจานวน 20 คน รวมเป็ นจานวน 100 คน
                     1.2.3
  ผูปกครองนักเรี ยนได้มาจากผูปกครองนักเรี ยนที่เป็ นกลุ่มตัวอย่างทุกคนจานวน 100 คน
     ้                           ้
                    1.2.4 คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกคน จานวน 15 คน
                    1. 2 . 5 ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร เ ค รื อ ข่ า ย ผู ้ ป ก ค ร อ ง จ า น ว น 1 5 ค น
  ซึ่ ง ไ ด้ ม า จ า ก ก า ร เ ลื อ ก แ บ บ เ จ า ะ จ ง
       ้                                                                ้
  จากผูป กครองนัก เรี ยนที่ เ ป็ นประธานคณะกรรมการเครื อ ข่ า ยผูป กครองระดับ ห้ องเรี ย น 1 คน
  กรรมการและเลขานุการ 1 คน กรรมการ 1 คน ผูซ่ ึ งมีส่วนร่ วมในการดาเนินโครงการ
                                                        ้

                                                                                                                34

  2. วิธีการใช้ในการศึกษาค้นคว้า
            1.
  ผูศึกษารวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการดาเนิ นโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุมชน
        ้
  ห มู่ บ้ า น พั ฒ น า ไ ด้ อ อ ก แ บ บ ส อ บ ถ า ม เ พื่ อ เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล
  จ า ก ก ลุ่ ม ตั ว อ ย่ า ง ที่ ไ ด้ ก ล่ า ว ม า แ ล้ ว ข้ า ง ต้ น ซึ่ ง ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น ค รั้ ง นี้
      ้
  ผูประเมินได้ใช้รูปแบบการประเมิ นด้วยรู ปจาลองปรั บประยุกต์แบบซิ ปป์ ( CIPP MODEL )
  ซึ่ งได้ทาการประเมินแต่ละด้าน ดังนี้
            1. การประเมินด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการ ( Context Evaluation )
            2. การประเมินด้านปั จจัยเบื้องต้นของโครงการ ( Input Evaluation )
            3. การประเมินด้านกระบวนการดาเนินงาน ( Process Evaluation )
            4. การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ ( Product Evaluation )
            5. การประเมินด้านผลกระทบของโครงการ ( Impact Evaluation )

                        แสดงสาระการประเมินโครงการโรงเรียนสร้ างเสริมความสุ ข
วัตถุประสงค์         ประเด็นการประเมิน                     วิธีการเก็บรว
                                                    แหล่งข้อมูล                     วิธีการวิเคร   เกณฑ์การ
                                                           บรวมข้อมูล                       ้
                                                                                    าะห์ขอมูล      ประเมิน
1.เพื่อประเมิ 1.นโยบายของโรงเรี ยน            1.เอการประกอ - สังเกต                 1.วิเคราะห์    มีผลการป
นด้านสภาวะ 2.เอกสารประกอบโครงการโรงเรี ย บโครงการ          - สัมภาษณ์               - ค่าเฉลี่ย    ฏิบติที่มีค่าเ
                                                                                                       ั
แวดล้อม       นการสร้างเสริ มความสุข          2.เอกสารประก -                           (X)         ฉลี่ย ตั้งแต่
              3.การสนับสนุนจากชุมชน           อบการสอนของ ศึกษาจากเอก               -              3.5 ขึ้นไป
              4.การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ ครู          สาร                      ค่าเบี่ยงเบน
              ยวข้อง                          3.ผลงานของโร แผนการเรี ยน             มาตรฐาน
                 5.แผนการสอนของครู                งเรี ยน          รู ้ของครู      (S.D)
                                                  4.แผนการสอน
                                                  ของครู
2.เพื่อประเมิ                                     ครู                                           มีความเหม
นปั จจัยนาเข้ 1.งบประมาณ                          นักเรี ยน                        1.วิเคราะห์ าะสม/มีค่าเ
า             2.ความพร้อมของครู                   ชุมชน            สังเกต          - ค่าเฉลี่ย ฉลี่ย(X)ตั้ง
              3.ความพร้อมของนักเรี ยน                              สอบถาม             (X)       แต่ 3.5
              4.วัสดุอุปกรณ์                                                       -            ขี้นไป
              5.การช่วยเหลือของชุมชน                                               ค่าเบี่ยงเบน
                                                                                   มาตรฐาน
                                                                                   (S.D)



                                                                                                                35


                            แสดงสาระการประเมินโครงการโรงเรียนสร้ างเสริมความสุข

  วัตถุประสงค์         ประเด็นการประเมิน          แหล่งข้อมูล   วิธีการเก็บรว   วิธีการวิเคร เกณฑ์การ
                                                                บรวมข้อมูล            ้
                                                                                าะห์ขอมูล ประเมิน

  3.เพื่อประเมิ 1.กระบวนการเรี ยนการสอน          ครู            สอบถาม          1.วิเคราะห์    ผลการปฏิ
  นกระบวนก 2.กระบวนการนิเทศติดตามผล              นักเรี ยน      สังเกต          - ค่าเฉลี่ย    บัติที่มีค่าเฉ
  าร            3.กระบวนการบริ หารจัดการ         ชุมชน                             (X)         ลี่ย ตั้งแต่
                                       ุ
                4.กิจกรรมโรงเรี ยนวิถีพทธ                                       -              3.5 ขึ้นไป
                5.กิจกรรม 5 ส                                                   ค่าเบี่ยงเบน
                6.กิจกรรมดนตรี กีฬา ศิลปะ                                       มาตรฐาน
                7.กิจกรรมโรงเรี ยนส่งเสริ มสุข                                  (S.D)
                ภาพ
                8.กิจกรรมระบบดูแลช่วยเหลือ
                นักเรี ยน                                                         มีผลการป
  4.เพื่อประเมิ                              1.เอการประก              1.วิเคราะห์ ฏิบติที่มีค่าเ
                                                                                     ั
  นด้านผลผลิ                                 อบโครงการ -สังเกต        - ค่าเฉลี่ย ฉลีย ตั้งแต่
  ต                                          2.เอกสารประ -สัมภาษณ์       (X)      3.5 ขึ้นไป
                                             กอบการสอน -              -
                   1.นโยบายของโรงเรี ยน      ของครู      ศึกษาจากเอก ค่าเบี่ยงเบน
                   2.เอกสารประกอบโครงการโร 3.ผลงานของโ สาร            มาตรฐาน
                   งเรี ยนสร้างเสริ มความสุข รงเรี ยน    แผนการเรี ยน (S.D)
              3.การสนับสนุนจากชุมชน      4.แผนการสอ รู ้ของครู
              4.การสนับสนุนจากหน่วยงาน นของครู
              ที่เกี่ยวข้อง                                                          มีความเหม
              5.แผนการสอนของครู                                                      าะสม/มีค่าเ
                                         ครู                            1.วิเคราะห์ ฉลี่ย(X)ตั้ง
5.เพื่อประเมิ 1.การนานโยบายสร้างเสริ มคว นักเรี ยน                      - ค่าเฉลี่ย แต่ 3.5
นด้านผลกร ามสุขไปเผยแพร่ ต่อชุมชน        ชุมชน      สังเกต                 (X)       ขี้นไป
ะทบ                                                 สอบถาม              -
                                                                        ค่าเบี่ยงเบน
                                                                        มาตรฐาน
                                                                        (S.D)


                                                                                                   36

            ่
เครื่องมือทีใช้ ในการประเมิน

         เครื่ องมือที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้เป็ นแบบสอบถามความคิดเห็นของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้
อ                                                                                            ง
ผูปกครองนักเรี ยนและนักเรี ยนกับโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพั
   ้                                                                                      ้
ฒนา ปี การศึกษา 2549-2550 แบ่งออกเป็ น 2 ตอน ดังนี้
                                     ้
         ตอนที่ 1 สถานภาพของผูตอบแบบสอบถาม
         ตอนที่ 2 แบบสอบถาม นักเรี ยน ครู ผูปกครองนักเรี ยน และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
                                                      ้
กั บ โครงการโรงเรี ยนเสริ มสร้ า งความสุ ข ในด้ า นสภาวะแวดล้ อ ม ด้ า นปั จจั ย เบื้ องต้ น
ด้า นกระบวนการดาเนิ นงาน ด้านผลผลิ ตและด้านผลกระทบ ลัก ษณะของเครื่ องมื อในตอนที่ 2
เป็ นแบบสอบถามชนิ ดมาตราส่ วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแบบของ ลิเคริ์ ท (Likert)
ซึ่งประกอบด้วยแบบสอบถาม จานวน 3 ฉบับ ดังนี้
         ฉบับที่ 1 แบบสอบถามครู จานวน 60 ข้อ
         ฉบับที่ 2 แบบสอบถามนักเรี ยน จานวน 60 ข้อ
                                   ้
         ฉบับที่ 3 แบบสอบถามผูปกครองนักเรี ยน จานวน 60 ข้อ
         ฉบับที่ 4 แบบสอบถามคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง จานวน 60 ข้อ

วิธีสร้ างเครื่องมือและการหาประสิ ทธิภาพของเครื่องมือ
            การสร้างเครื่ องมือ เก็บรวบรวม ข้อมูลสาหรับใช้ในการประเมินในครั้งนี้ มีลาดับขั้นตอน
ดังต่อไปนี้
            1. ศึ ก ษาคู่ มื อ การสร้ า งเครื่ องมื อ แบบสอบถามของ (บุ ญ ธรรม กิ จ ปรี ดาบริ สุ ทธิ์
                                                          ั
เทคนิคการสร้างเครื่ องมือ รวบรวมข้อมูลสาหรับการวิจย 2521 : 281 )
              2. ศึ ก ษ า รู ป แ บ บ ก า ร ป ร ะ เ มิ น กิ จ ก ร ร ม
โครงการของส านั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษาขั้ นพื้ น ฐาน                             แล้ ว น ามาปรั บ ปรุ ง
แก้ ไ ขให้ เ ป็ นไปตามเนื้ อหาแล ะ กิ จกรรม ในโครงการโรงเรี ยนส ร้ าง เสริ ม ความสุ ข
ของโรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา  ้
              3. ก า ห น ด ก ร อ บ แ น ว คิ ด                                         ตั ว แ ป ร
และขอบข่ายในการสร้างเครื่ องมือให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการประเมิน
              4.
สร้างแบบสอบถามตามกรอบแนวคิดและขอบข่ายในการสร้างเครื่ องมือให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ข
องการประเมิน
              5. น าแบบสอบถามที่ ส ร้ า งขึ้ น เสนอผู ้ท รงคุ ณ วุ ฒิ ต รวจพิ จ ารณาความตรงเชิ ง เนื้ อ หา
โ ด ย วิ ธี ห า ค่ า ดั ช นี ค ว า ม ส อ ด ค ล้ อ ง IOC                              ซึ่ ง ผู้ ท ร ง คุ ณ วุ ฒิ
ดั ง กล่ า วเป็ นผู้ ที่ มี ค วามรู้ ความเชี่ ยวชาญด้ า นการวิ จ ั ย การวั ด ผลและการประเมิ นผล
เป็ นผูที่เกี่ยวข้องกับงานส่ งเสริ มโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ข ประกอบด้วย
       ้

                                                                                                            37
                      5.1 ดร.สุ นีย ์ เหมะประสิ ทธิ          รองศาสตราจารย์ ประจาคณะศึกษาศาสตร์
                                                             มหาวิทยาลัยศรี นคริ นทรวิโรฒ ประสานมิตร
                       5.2 นายประเสริ ฐ พวงพันธ์บุตร ผูอานวยการโรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา
                                                               ้                           ้
                       5.3 นางเสาวนีย ์ เสื อพันธ์               ้
                                                             ผูอานวยการโรงเรี ยนไทยนิยมสงเคราะห์
                                                                   ้
                       5.4 นางสาวเพ็ญศรี แย้มแสง ผูอานวยการโรงเรี ยนวัดหลักสี่
                       5.5 นางอัมพร หนิมสุ ข             ้
                                                       ผูอานวยการโรงเรี ยนเทศบาลโคกสาโรง จ.ลพบุรี
                   6. นาแบบสอบถามมาปรับปรุ งแก้ไขตามข้อเสนอแนะ
                   7.                   น า แ บ บ ส อ บ ถ า ม ไ ป ท ด ล อ ง ใ ช้ กั บ ค รู นั ก เ รี ย น
ผูปกครองนักเรี ยนและกรรมการดาเนินงานที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวนกลุ่มละ 10 คน รวม 40 คน
  ้
เพื่อดูความเหมาะสมของภาษา ความเข้าใจคาถามและเวลาที่ใช้ในการตอบคาถาม
                                                           ั
                   8. นาแบบสอบถามไปทดลองใช้กบกลุ่มที่คล้ายกัน แต่ไม่ใช่ กลุ่มตัวอย่าง จานวน
20 คน มาวิเคราะห์หาความเที่ยงตรงภายในโดยใช้วิธีการหาค่าสัมประสิ ทธิ์ อัลฟ่ า(Coefficient Alpha)
ของ ครอนบาช (Cronbach. 1951 อ้างอิงมาจาก บุญธรรม กิจปรี ดาบริ สุทธิ์ . 2531 : 176 )
ได้ความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม ทั้งฉบับ 0.95
                   9. ปรับปรุ งเครื่ องมือให้สมบูรณ์ และนาไปเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป
         ี่
เกณฑ์ ทใช้ ในการประเมิน
            ใช้เ กณฑ์ก ารประเมิ น ของ ส านัก งานคณะกรรมการการประถมศึ ก ษาแห่ ง ชาติ .(2537)
และใช้เกณฑ์การประเมินของลิเคริ์ ท (Likerts Scal)อ้างอิงมาจาก (บุญธรรม กิจปรี ดาบริ สุทธิ์ . 2532 :
16)
แบบสอบถามทั้งหมดแบ่งออกเป็ น 2 ตอน ได้แก่
         ตอนที่ 1 แบบสอบถามเป็ นแบบสารวจรายการ (Check List)
         ตอนที่ 2 แบบสอบถามเป็ นแบบมาตราส่ วนประมาณค่า (Rating Scale) เป็ น 5 ระดับ
                              ั
จานวนคะแนนที่กาหนดให้กบข้อกระทงที่เป็ นมาตราส่ วนประมาณค่าในแต่ละระดับของความคิดเห็น
ซึ่ งแบบสอบถามเป็ นมาตราส่ ว นประมาณค่ า ( Rating                 Scale ) 5       ระดับ
                      ั
คะแนนที่กาหนดให้กบข้อกระทง เป็ นมาตราส่ วนประมาณค่าในแต่ละระดับความคิดเห็น ดังนี้
                  ระดับที่ 4 หมายถึง มีระดับความคิดเห็นมากที่สุด
                  ระดับที่ 3 หมายถึง มีระดับความคิดเห็นมาก
                  ระดับที่ 2 หมายถึง มีระดับความคิดเห็นปานกลาง
                  ระดับที่ 1 หมายถึง มีระดับความคิดเห็นน้อย
                  ระดับที่ 0 หมายถึง มีระดับความคิดเห็นน้อยที่สุด
     เกณฑ์ที่ใช้แปลความหมาย(สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ.2537)
                  3.51 – 4.00 หมายถึง มีระดับความคิดเห็นมากที่สุด
                  2.51 – 3.50 หมายถึง มีระดับความคิดเห็นมาก
                  1.51 – 2.50 หมายถึง มีระดับความคิดเห็นปานกลาง
                                                                                     38

                0.51 – 1.50 หมายถึง มีระดับความคิดเห็นน้อย
                0.00 - 0.50 หมายถึง มีระดับความคิดเห็นน้อยที่สุด
วิธีการเก็บรวบรวมข้ อมูล
            ้
         ผูรายงานได้ดาเนินการดังนี้
         1. ครู และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ผูศึกษาได้นาแบบสอบถามไปให้ตอบและเก็บ
                                             ้
รวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง
         2 .        นั ก เ รี ย น               ผู้ ป ก ค ร อ ง นั ก เ รี ย น
  ้                                                     ั       ้
ผูรายงานได้ขอให้ครู ประจาชั้นนาแบบสอบถามไปแจกให้นกเรี ยนเป็ นผูตอบแล้วเก็บรวบรวมข้อมูลส่
    ้
งผูรายงาน
การวิเคราะห์ ข้อมูล
              ้                        ้
         ผูรายงานได้ดาเนินการวิเคราะห์ขอมูล
โดยใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS
      ี่
สถิติทใช้ ในการวิเคราะห์ ข้อมูล
       1.ค่ าร้ อยละ

                 ่
       2.ค่ าเฉลีย ( X )โดยใช้ สูตร
                  X = X
                      N

        เมื่อ         X           แทน ตัวกลางเลขคณิ ตของกลุ่มตัวอย่าง
                       X         แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน
                       N          แทน จานวนคนทั้งหมด

        3.ค่ าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(SD) โดยใช้ สูตร

                  S.D. = n fx2 - ( fx )2
                                 n(n-1)
        เมื่อ S.D. แทน ค่าเบี่ยงแบนมาตรฐาน
                  x2 แทน คะแนนของกลุ่มตัวอย่าง
                  n แทน จานวนข้อมูลทั้งหมดของกลุ่มตัวอย่าง
                  f แทน ความถี่

                                                                               39

                       ่                           ิ            ั
       4.หาค่ าความเทียงของแบบสอบถาม โดยใช้ วธีหาสั มประสิ ทธิ์อลฟา
(  - coefficient ) ของ ครอนบาช ( Cronbach. 1951 ; อ้างอิงมาจาก
บุญธรรม กิจปรี ดาบริ สุทธิ์ . 2531 : 176.) ใช้สูตร



        rtt       =       K       1- SI2
                         K-1          St 2

     เมื่อ rtt           แทน ความเที่ยงของแบบสอบถามทั้งฉบับ
            K2           แทน จานวนของแบบสอบถามทั้งฉบับ
            Si2          แทน ค่าผลรวมของความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ
            St2          แทน ค่าความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ

        5. การสุ่ มตัวอย่ างโดยการสุ่ มชั้ นภูมิ(Stratified Random Sampling)
ใช้สูตรดังนี้ ( กนกทิพย์ พัฒนาพัวพันธ์ 2529 : 169 – 170 )
                  nh = n x Nh
                          N
        เมื่อ N แทน ขนาดของประชากร
               n แทน กลุ่มตัวอย่างที่ตองการ
                                      ้
              Nh แทน จานวนหน่วยตัวอย่างในแต่ละกลุ่ม
              nh แทน จานวนหน่วยตัวอย่างที่สุ่มจากกลุ่มตัวอย่างหรื อขนาดของกลุ่ม ตัวอย่างที่จะสุ่ ม
                                                     ่
        6. การทดสอบเปรียบเทียบความแตกต่ างค่ าเฉลียของกลุ่มตัวอย่ าง ใช้ สูตร t-test

                t=                       D
                                 ND2 – (D)2
                                       N-1
        เมื่อ D = ความแตกต่างของคะแนน Pre-test และ Post-test
              N = จานวนประชากร
         นาค่า t ที่คานวณได้ไปเปรี ยบเทียบกับค่าวิกฤติของ t ในตาราง




                                             บทที่ 4

                                    ผลการประเมินโครงการ

        การประเมิ น โครงการโรงเรี ย นสร้ า งเสริ ม ความสุ ข ของ โรงเรี ย นชุ ม ชนหมู่ บ ้า นพัฒนา
ส า นั ก ง า น เ ข ต ค ล อ ง เ ต ย                          ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร
เป็ นการประเมินวัตถุประสงค์ของการดาเนินงานโครงการและเป็ นการประเมินความพึงพอใจของครู
นั                 ก                 เ                  รี                ย                     น
ผูปกครองนักเรี ยนและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องโดยใช้รูปแบบการประเมินด้วยรู ปจาลองปรับประยุก
  ้
ต์แบบซิ ปป์ ( CIPP MODEL) ประกอบด้วยการ ประเมินด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปั จจัยเบื้องต้น
                                                   ้
ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิตและด้านผลกระทบ ผูศึกษาได้ดาเนินการดังนี้

การกาหนดสั ญลักษณ์ ในการวิเคราะห์ ข้อมูล

        X แทน คะแนนเฉลี่ย
        S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
        n แทน จานวนคนในกลุ่มตัวอย่าง
          t – test แทน การทดสอบเปรี ยบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง

การเสนอผลการวิเคราะห์ ข้อมูล

      ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ ข้อมูลครั้งนี้ ผู้รายงานได้ นาเสนอเป็ น 10 ตอน ดังนี้

                 ตอนที่ 1 ผลการรวบรวมข้ อมูลและสถานภาพของประชากรและกลุ่มตัวอย่ าง
                               1.1 ผลการรวมข้อมูล
                               1.2 สถานภาพของกลุ่มตัวอย่าง
                                            - เพศ
                                            - อายุของกลุ่มตัวอย่าง
                ต            อ                น             ที่                                   2
การประเมินความพึงพอใจของประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ข
ซึ่ งแยกได้ตามกลุ่มดังนี้
                          ต       อ               น             ที่                            2.1
การประเมิ น ความพึ ง พอใจของครู ที่ มี ต่ อ โครงการโรงเรี ย นสร้ า งเสริ ม ความสุ ข ปี การศึ ก ษา
2549และปี การศึกษา 2550 ปรากฏตามตาราง 4-9
                          ต อ น ที่                                                            2.2
การประเมินความพึ งพอใจของนักเรี ย นที่ มีต่อโครงการโรงเรี ยนสร้ างเสริ มความสุ ข ปี การศึกษา
2549และปี การศึกษา 2550 ปรากฏตามตาราง 10-15
                          ต       อ               น             ที่                            2.3
การประเมิ น ความพึ ง พอใจของผูป กครองนัก เรี ย นที่ มี ต่ อ โครงการโรงเรี ย นสร้ า งเสริ ม ความสุ ข
                                ้
ปรากฏตามตาราง 16-21
                                                                                                41

                  ต       อ           น               ที่                               2.4
การประเมินความพึงพอใจของคณะกรรมการที่เกี่ ยวข้องที่มีต่อโครงการโรงเรี ยนสร้ างเสริ มความสุ ข
ปรากฏตามตาราง 22-27



                                                               ี่
                  ตารางที่ 1 แสดงจานวนแบบสอบถามและแบบสั มภาษณ์ทได้ รับคืน

         ้
       ผูตอบแบบสอบถาม              แบบสอบถาม แบบสอบถาม ร้อยละของจานวน
                                   ที่ส่งไป  ที่ได้รับคืน แบบสอบถามทั้งหมด
ครู                                       45         45        16.36
คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง                30             30                10.91
นักเรี ยนโรงเรี ยนชุมชนหมู่บาน
                            ้         100            100                36.36
พัฒนา
  ้
ผูปกครองนักเรี ยน                     100            100                36.36

             รวม                      275            275                 100

        จากตาราง 1 แสดงให้เห็ นว่าได้ส่งแบบสอบถามให้คณะกรรมการที่ เกี่ ยวข้อง นักเรี ยน
  ้
ผูปกครองนักเรี ยนจานวน 275 ฉบับ และได้รับคืน 275 ฉบับ คิดเป็ นร้อยละ 100 โดยแยกเป็ นครู
จานวน 45 คน คิดเป็ นร้ อยละ 16.36 คณะกรรมการที่ เกี่ ยวข้อง จานวน 30 คน คิดเป็ นร้ อยละ
10.91      นักเรี ยน โรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนา จานวน 100
                                          ้                          คน คิดเป็ นร้อยละ36.36
    ้
ผูปกครองนักเรี ยน จานวน 100 คน คิดเป็ นร้อยละ 36.36
                1.2 สถานภาพของกลุ่มตัวอย่าง
        ผลการวิเคราะห์รายละเอียดเกี่ยวกับสถานภาพของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ครู            นักเรี ยน
ผูปกครองนักเรี ยนโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนา
      ้                              ้
คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการดาเนิ นงานโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ข โดยรวมดังนี้
                         1.2.1 เพศ กลุ่มตัวอย่างจานวน 275 คน มีเพศ ตามตารางดังนี้




                                                                                           42

ตารางที่ 2 แสดงจานวนร้ อยละของกลุ่มตัวอย่ าง จาแนกตามเพศ

                                      เพศชาย            เพศหญิง                รวม
        กลุ่มตัวอย่าง
                                 จานวน ร้อยละ       จานวน ร้อยละ          จานวน ร้อยละ
ครู                              18       6.55      27      9.82          45      16.37
คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง          17       6.18      13      4.73          30      10.91
นักเรี ยน                        45       16.36     55      20.00         100     36.36
  ้
ผูปกครองนักเรี ยน                42       15.27     58      21.09         100     36.36
             รวม                 122        44.36       153         55.64      275                 100

                                            ้
          จากตารางที่ 2 พบว่า ข้อมูลเพศของผูตอบแบบสอบถาม จานวน 275 คน ประกอบด้วย
                   ้
               ผูตอบแบบสอบถาม ที่มีสถานะภาพเป็ นครู จานวน 45 คนประกอบด้วย เพศชาย 18 คน
คิดเป็ นร้อยละ 6.55 เพศหญิง จานวน 27 คน คิดเป็ นร้อยละ 9.82
               ผูตอบแบบสอบถาม ที่ มี ส ถานภาพเป็ นคณะกรรมการที่ เกี่ ย วข้อง จานวน 30 คน
                     ้
ประกอบด้วยเพศชาย จานวน 17 คน คิดเป็ นร้อยละ 6.18 เพศหญิง 13 คน คิดเป็ นร้อยละ 4.73
                       ้
               ผูตอบแบบสอบถามที่มีสถานภาพเป็ นนักเรี ยน จานวน 100 คน ประกอบด้วยเพศชาย
จานวน 45 คน คิดเป็ นร้อยละ 16.36 เพศหญิง 55 คน คิดเป็ นร้อยละ 20.00
                 ้                              ้
               ผูตอบแบบสอบถามที่มีสถานภาพเป็ นผูปกครองนักเรี ยน จานวน 100 คน ประกอบด้วย
เพศชาย จานวน 42 คน คิดเป็ นร้อยละ 15.27 เพศหญิง 58 คน คิดเป็ นร้อยละ 21.09

         1.2.2 อายุ ของกลุ่มตัวอย่าง จานวนทั้งสิ้ น 275 คนจาแนกอายุตามปฏิทินได้ตามตาราง 3
ดังนี้




                                                                                                         43

                                                                        ิ
         ตารางที่ 3 แสดงจานวน ร้ อยละ ของกลุ่มตัวอย่ าง จาแนกอายุตามปฏิทน

    อายุ                                             คณะกรรมผูเ้ กี่ยวข้            รวม
                 ครู          นักเรี ยน       ้
                                            ผูปกครองฯ
กลุ่มตัวอย่                                               อง
     าง     จานวน ร้อยละ   จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ           จานวน         ร้อยละ
10-15 ปี       -   -        95    95       -        -     -      -       95      34.55
16-25 ปี       -   -         5    5        -        -     -      -        5      1.82
26-35 ปี      15   33.33     -    -        8        8     -      -       23      8.36
36-45 ปี      10   22        -    -       43       43     4    13.33     57      20.73
46-55 ปี      14   31.11     -    -       27       27    16    53.33     57      20.73
56ปี ขึ้นไป    6   13.33     -    -       22       22    10    33.33     38      13.82

   รวม        45    99.77   100    100   100       100   30     100      275     100


                                              ้
          จากตารางที่ 3 พบว่าข้อมูลอายุของผูตอบแบบสอบถาม จานวน 275 คน มีอายุระหว่าง
10-15 ปี มากที่สุด จานวน 95 คน คิดเป็ นร้อยละ 34.55 มีกลุ่มอายุระหว่าง 16-25 ปี น้อยที่สุด จานวน
5 คน คิดเป็ นร้อยละ 1.82 ประกอบด้วย
                ้
          ผูต อบแบบสอบถาม ที่ มี ส ถานภาพเป็ นครู มี อ ายุ ร ะหว่ า ง 26-35 ปี จ านวน 15 คน
คิดเป็ นร้อยละ 33.33 อายุระหว่าง 36-45 ปี จานวน 10 คน คิดเป็ นร้อยละ 22 อายุระหว่าง 46-55 ปี
คิดเป็ นร้อยละ 31.11 อายุ 56 ปี ขี้นไป จานวน 6 คน คิดเป็ นร้อยละ 13.33
                  ้
          ผูตอบแบบสอบถาม ที่มีสถานภาพเป็ น นักเรี ยน อายุระหว่าง 10-15 ปี จานวน 95 คน
คิดเป็ นร้อยละ 95 อายุระหว่าง 16-25 ปี จานวน 5 คน คิดเป็ นร้อยละ 5
            ้                                   ้
          ผูตอบแบบสอบถาม ที่มีสถานภาพเป็ นผูปกครองนักเรี ยนอายุระหว่าง 26-35 ปี จานวน 8 คน
คิดเป็ นร้อยละ 8 อายุระหว่าง 36-45 จานวน 43 คน คิดเป็ นร้อยละ43 อายุระหว่าง 46-55 ปี จานวน
27 คน คิดเป็ นร้อยละ 27 อายุ 56 ปี ขี้นไป จานวน 22 คน คิดเป็ นร้อยละ 22
          ผูตอบแบบสอบถาม ที่มีสถานภาพเป็ นคณะกรรมการที่ เกี่ ยวข้อง อายุระหว่าง 36-45 ปี
              ้
จานวน 4 คน คิดเป็ นร้อยละ 13.33 อายุ ระหว่าง 44 - 55 ปี จานวน 16 คน คิดเป็ นร้อยละ 53.33




                                               บทที่ 5

                             สรุป อภิปรายผล และข้ อเสนอแนะ
            การรายงานโครงการโรงเรี ยนสร้ า งเสริ ม ความสุ ข ของโรงเรี ยนชุ ม ชนหมู่ บ ้า นพัฒ นา
     ั
มี ว ต ถุ ป ระสงค์ เพื่ อ ประเมิ น ความพึ ง พอใจและเพื่ อ เปรี ย บเที ย บความพึ ง พอใจของนัก เรี ย น
       ้
ครู ผูปกครองนักเรี ยน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและคณะกรรมการเครื อข่ายผูปกครอง      ้
ในปี การศึ ก ษา 2549และปี การศึ ก ษา 2550 โดยใช้รูป แบบจาลองปรั บประยุก ต์แบบซิ ปป์ (CIPP
MOEL) ประกอบด้วย
                  1. การประเมินด้านสภาวะแวดล้อม ( Context Evaluation )
                  2. การประเมินด้านปั จจัยเบื้องต้น ( Input Evaluation)
                  3. การประเมินด้านกระบวนการการดาเนินการ ( Process Evaluation )
                  4. การประเมินด้านผลผลิต ( Product Evaluation )
                  5. การประเมินด้านผลกระทบ ( Impact Evaluation )

ประชากรและกลุ่มตัวอย่ าง

         ป ร ะ ช า ก ร ที่ ใ ช้ ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ก า ร ค รั้ ง นี้ คื อ ค รู นั ก เ รี ย น ผู ้ ป ก ค ร อ ง
ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส ถ า น ศึ ก ษ า ขั้ น พื้ น ฐ า น
และคณะกรรมการเครื อข่า ยผูปกครองของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนา สานักงานเขตคลองเตย
                                     ้                                         ้
กรุ งเทพมหานคร จานวน 784 คน จาแนกเป็ นครู 45 คน นักเรี ยนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5-6 จานวน
240 คน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1- 3 จานวน 360 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จานวน 15
                                   ้
คน คณะกรรมการเครื อข่ายผูปกครอง จานวน 150 คน
         กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ คือ
                  ค รู นั ก เ รี ย น ผู้ ป ก ค ร อ ง นั ก เ รี ย น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส ถ า น ศึ ก ษ า
และคณะกรรมการเครื อข่า ยผูปกครองของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนา สานักงานเขตคลองเตย
                                       ้                                         ้
กรุ งเทพมหานคร รวมทั้งสิ้ น จานวน 275 คน จาแนกออกได้ดงนี้                    ั
                            1. ครู โรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา ทุกคน จานวน 45 คน
                                                            ้
                            2. นั ก เรี ยนได้ ม าจากการสุ่ ม แบบ (multi Staye                                 Sampling)
โดยสุ่ มนั ก เรี ยนชั้ นประถมศึ ก ษาปี ที่ 5 -6 และชั้ นมั ธ ยมศึ ก ษาปี ที่ 1-3 มาชั้ นละ 1 ห้ อ ง
และในแต่ละชั้นสุ่ มนักเรี ยนมาห้องละจานวน 20 คน รวมเป็ นจานวน 100 คน
                            3.
ผูปกครองนักเรี ยนได้มาจากผูปกครองนักเรี ยนที่เป็ นกลุ่มตัวอย่างทุกคนจานวน 100 คน
  ้                              ้
                            4. คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกคน จานวน 15 คน

                                                                                                                      73

               5. ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร เ ค รื อ ข่ า ย ผู ้ ป ก ค ร อ ง จ า น ว น 1 5 ค น
ซึ่ ง ไ ด้ ม า จ า ก ก า ร เ ลื อ ก แ บ บ เ จ า ะ จ ง
     ้                                                     ้
จากผูปกครองนักเรี ยนที่ เป็ นประธานคณะกรรมการเครื อข่ายผูปกครอง ระดับห้องเรี ยนละ 1 คน
กรรมการและเลขานุการ 1 คน กรรมการ 1 คน ผูซ่ ึ งมีส่วนร่ วมในการดาเนินโครงการ
                                          ้

            ่
เครื่องมือทีใช้ ในการประเมิน
         เครื่ องมือที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ คือ
                 1.
การติ ด ตามผลการป้ องกัน ปั ญ หาการแพร่ ร ะบาดของสารเสพติ ด ใช้วิ ธี ก ารประเมิ น เชิ ง ประจัก ษ์
ด้วยการสังเกต สอบถาม สัมภาษณ์ ดูบรรยากาศการเข้าร่ วมกิจกรรมของผูที่เกี่ยวข้อง            ้
                 2. ก า ร ศึ ก ษ า ค ว า ม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง
                 ้
นักเรี ยนและผูปกครองนักเรี ยนใช้แบบสอบถามซึ่ งเป็ นแบบมาตราประมาณค่า 5 ระดับ จานวน 4
ฉบับ ดังนี้
                ฉบับที่ 1 แบบสอบถามครู                    จานวน 60 ข้อ
                ฉบับที่ 2 แบบสอบถามนักเรี ยน จานวน 60 ข้อ
                                                ้
                ฉบับที่ 3 แบบสอบถามผูปกครองนักเรี ยน จานวน 60 ข้อ
                ฉบับที่ 4 แบบสอบถามคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง จานวน 60 ข้อ
วิธีการเก็บรวบรวมข้ อมูล
                    ผู ้ ร า ย ง า น ไ ด้ เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล โ ด ย ก า ร ส่ ง แ บ บ ส อ บ ถ า ม ใ ห้ ผู ้ ต อ บ
และให้คณะกรรมการ เก็บรวบรวมคืน ได้แบบสอบถามคืน จานวน 275 ฉบับ คิดเป็ นร้อยละ
              ้
100 ของผูตอบแบบสอบถามทั้งหมด ซึ่ งเป็ นฉบับที่สมบูรณ์ท้ งหมด               ั
การวิเคราะห์ ข้อมูล
                    ผู้ ร ายงานได้ ท าการวิ เ คราะห์ ข้ อ มู ล โดยใช้ โ ปรแกรมคิ ด ค านวณ SPSS
                                   ้
วิเคราะห์ความคิดเห็นของผูตอบแบบสอบถาม จาแนกตามตัวแปรเป็ นรายด้านและรายประเด็นโดยใช้
                             1. ค่าเฉลี่ย ( X ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
ของข้อความแต่ละข้อและในแต่ละด้าน
                             2.
ศึ ก ษาความพึ ง พอใจของประชากรและกลุ่ ม ตัวอย่า งที่ มี ต่อโครงการโรงเรี ย นสร้ างเสริ ม ความสุ ข
โดยใช้ ค่ า เฉลี่ ย (             X          )               ท าการเปรี ยบเที ย บแต่ ล ะข้ อ และใช้ ค่ า t-test
ท ด ส อ บ ค่ า นั ย ค ว า ม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง ป ร ะ ช า ก ร แ ล ะ ก ลุ่ ม ตั ว อ ย่ า ง
ในแต่ละด้านว่ามีความแตกต่างหรื อใกล้เคียงกัน
สรุ ปผลการการดาเนินการ

          ้
        ผูรายงานได้เสนอผลการประเมินออกเป็ น 2 ตอนดังนี้
                  ต             อ             น             ที่                              1
กิจกรรมตามโครงการสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนามีกิจกรรมที่ใช้เป็ นเครื่ องมื
                                                          ้
อที่ทาให้โรงเรี ยนประสบผลสาเร็ จอยู่ 3 กิจกรรม คือ
                                                                                                                     74

                 ่
1. กิจกรรมทีสร้ างสุ ขนิสัย กิจกรรม ได้ แก่
           1.1            กิ จ กรรมโรงเรี ย นส่ ง เสริ ม สุ ข ภาพ              ซึ่ งได้ แ ยกเป็ นกิ จ กรรมย่ อ ยดัง นี้
ก า ร ต ร ว จ สุ ข ภ า พ ป ร ะ จ า วั น /สั ป ด า ห์ แ ล ะ ป ร ะ จ า เ ดื อ น ก า ร แ ป ร ง ฟั น ห ลั ง อ า ห า ร
กิ จ ก รร ม อ าห า รป ล อ ดภั ย กิ จ ก ร ร มสุ ข า น่ า ใ ช้             กิ จ ก ร รม ก าร ก า จั ด ลู ก น้ า ยุ ง ล า ย
กิจกรรมการป้ องกันการแก้ไขปั ญหาการแพร่ ระบาดของสารเสพติด
           1.2 กิจกรรม 5 ส กิจกรรมรักษาสิ่ งแวดล้อม ทั้งในห้องและนอกห้องเรี ยน กิจกรรม Big
Cleaning day กิจกรรมจัดสภาพแวดล้อมภายในโรงเรี ยนให้ร่มรื่ นสวยงามปราศจากมุมอับ
2. กิจกรรมสร้ างสุ ขภาพกาย
          2.1 กิจกรรมกายบริ หารหน้าเสาธง
          2.2 กิจกรรม To be number one
          2.3 กิจกรรมส่ งเสริ มอาชีพ และหารายได้เข้าโรงเรี ยน
          2.4 กิจกรรมกีฬา ดนตรี ศิลปะ ต้านภัยยาเสพติด
3. กิจกรรมสร้ างสุ ขภาพจิต คือ
         3.1 กิจกรรมโรงเรี ยนวิถีพุทธ (การกิน การอยู่ การดู การฟัง)
         3.2 กิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์
         3.3 กิจกรรมค่ายโรงเรี ยนปลอดยาเสพติด
         3.4 กิจกรรมระบบดูแลช่วยเหลือนักเรี ยน ( ศึกษาเด็กเป็ นรายบุคคล คัดกรองนักเรี ยน)
         3.5 กิจกรรมโฮมรู ม
         3.6 กิจกรรมแนะแนว
         3.7 กิจกรรมสอนสอดแทรกและบูรณาการสารเสพติดเข้าทุกเนื้อหาสาระวิชา
         3.8 กิจกรรมสวดมนต์ทานองสรภัญญะและอบรมนักเรี ยน
                                             ้                     ่
         3.9 กิจกรรมประชุม พบปะ ผูปกครอง (กิจกรรมเยียมบ้านนักเรี ยน)
                   ก า ร ด า เ นิ น ก า ร กิ จ ก ร ร ม ต า ม โ ค ร ง ก า ร โ ร ง เ รี ย น ส ร้ า ง เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข
ที่ โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น ห มู่ บ้ า น พั ฒ น า
ได้ จ ั ด ท าขึ้ นเป็ นกิ จก รรมที่ ส ร้ างจิ ตส านึ กแล ะ ส ร้ างความตระ หนั ก ใ ห้ เ กิ ดขึ้ นกั บ เด็ ก
ซึ่ ง ส อ ด ค ล้ อ ง ต า ม ม า ต ร ฐ า น ด้ า น ผู้ เ รี ย น ม า ต ร ฐ า น ที่ 7
ข อ ง ส า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ก า ร ศึ ก ษ า ขั้ น พื้ น ฐ า น
กระทรวงศึ ก ษาธิ ก ารและนโยบายการศึ ก ษาของส านัก การศึ ก ษา ที่ เ น้ น ผู้เ รี ยนให้ เ ป็ นคนดี
คนเก่ ง และมี ค วามสุ ข โดยเฉพาะนั ก เรี ยนที่ อ ยู่ ใ นสภาพแวดล้ อ มที่ เ ป็ นแหล่ ง สารเสพติ ด
โ ร ง เ รี ย น ต้ อ ง จั ด บ ร ร ย า ก า ศ ภ า ย ใ น โ ร ง เ รี ย น ใ ห้ ร่ ม รื่ น ส ว ย ง า ม
และจั ด กิ จ กรรมอย่ า งหลากหลายเพื่ อ ให้ นั ก เรี ยนได้ ซึ ม ซั บ สิ่ งที่ ดี ง าม จากกิ จ กรรมต่ า ง ๆ
                   ั
ที่ทางโรงเรี ยนได้จดให้โดยการสร้างความสุ ข 3 ประการ คือ สุ ขลักษณะ สุ ขภาพกาย และสุ ขภาพจิต
ซึ่ งผลการประเมินโครงการสร้างเสริ มความสุ ขเป็ นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง

                                                                                                             75

                ตอนที่ 2 การประเมินความพึงพอใจของคณะกรรมการที่เกี่ ยวข้อง ครู นักเรี ยน
ผู ้ ป ก ค ร อ ง นั ก เ รี ย น โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น ห มู่ บ้ า น พั ฒ น า
ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง ที่ มี ต่ อ โ ค ร ง ก า ร โ ร ง เ รี ย น ส ร้ า ง เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข
โดยผูรายงานได้ส่งแบบสอบถามให้กลุ่มบุคคลดังกล่าว จานวน 275 ฉบับ และได้รับคืนทั้ง 275 ฉบับ
       ้
คิดเป็ นร้อยละ 100
                   ต อ น ที่ 2.1                    ผ ล ก า ร ป ร ะ เ มิ น ค ว า ม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง ค รู
ที่ มี ต่ อ โ ค ร ง ก า ร โ ร ง เ รี ย น ส ร้ า ง เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข พ บ ว่ า ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2549
                     ่
มีความพึงพอใจอยูในระดับปานกลาง ส่ วนปี การศึกษา 2550 มีความพึงพอใจอยูในระดับมาก     ่
                 เ มื่ อ พิ จ า ร ณ า เ ป็ น ร า ย ด้ า น ใ น ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2549 พ บ ว่ า ค รู
มีความพึงพอใจโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ข ระดับปานกลาง 4 ด้านและระดับมาก 1 ด้าน
                            ่
ส่ วนปี การศึกษา 2550 อยูในระดับมากทุกด้าน
                ต           อ         น               ที่                             2.2
ผลการประเมิ น ความพึ ง พอใจของนั ก เรี ยนที่ มี ต่ อ โครงการโรงเรี ยนสร้ า งเสริ มความสุ ข
                                                      ่
ในภาพรวมปี การศึกษา 2549 นักเรี ยนมีความพึงพอใจอยูในระดับปานกลาง ส่ วนปี การศึกษา 2550
                         ่
นักเรี ยนมีความพึงพอใจอยูในระดับมาก
                   เ มื่ อ พิ จ า ร ณ า เ ป็ น ร า ย ด้ า น ใ น ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2549
พบว่ า นั ก เรี ยนมี ค วามพึ ง พอใจโครงการโรงเรี ยนสร้ า งเสริ มความสุ ข อยู่ ใ นระดับ ปานกลาง
ส่       ว       น        ปี     ก    า     ร     ศึ      ก       ษ    า                   2550
                                                                ่
นักเรี ยนมีความพึงพอใจต่อโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขอยูในระดับมากทุกด้าน
              ต            อ            น          ที่                                  2.3
ผลการประเมินความพึงพอใจของผูปกครองนักเรี ยนที่มีต่อโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขในภา
                               ้
พรวมปี การศึกษา 2549 ผูปกครองนักเรี ยนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ส่ วนปี การศึกษา
                         ้
       ้                              ่
2550 ผูปกครองนักเรี ยนมีความพึงพอใจอยูในระดับมากทุกด้าน
                เมื่ อ พิ จ ารณาเป็ นรายด้ า น ในปี การศึ ก ษา 2549                                 พบว่ า
ผูป กครองมี ค วามพึ ง พอใจต่ อโครงการโรงเรี ย นสร้ า งเสริ ม ความสุ ข
  ้                                                                                อยู่ใ นระดับ ปานกลาง 4
ด้ า น แ ล ะ ร ะ ดั บ ม า ก 1                               ด้ า น ส่ ว น ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2550
  ้                                                                      ่
ผูปกครองมีความพึงพอใจต่อโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขอยูในระดับมากทุกด้าน
               ต                อ              น               ที่                                     2.4
ผลการประเมินความพึงพอใจของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องที่มีต่อโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ
                                   ่
ขในภาพรวมปี การศึกษา 2549 อยูในระดับปานกลางส่ วนปี การศึกษา 2550 อยูในระดับมาก       ่
               เ มื่ อ พิ จ า ร ณ า เ ป็ น ร า ย ด้ า น ใ น ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2549                 พ บ ว่ า
คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ข อยูในระดับมาก 4   ่
ด้ า น แ ล ะ ร ะ ดั บ ม า ก ที่ สุ ด 1ด้ า น                               ส่ ว น ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2550
คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขอยูในระดับ มาก 4 ่
ด้าน และระดับมากที่สุด 1 ด้าน
                                                                                                        76

อภิปรายผล



            จากผลการติดตามประเมินผลโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บา                            ้
นพัฒนา มีประเด็นที่จะนามาอภิปรายผลดังนี้
             1. กิจกรรมโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนประสบผลสาเร็ จได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
ทั้ ง นี้ อ า จ เ ป็ น เ พ ร า ะ ว่ า โ ร ง เ รี ย น ไ ด้ มี ก า ร ว า ง แ ผ น ก า ร ท า ง า น ไ ว้ อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ
เพื่ อ ใ ห้ ทุ ก ฝ่ า ย ได้ ท า ง าน อ ย่ า ง ต่ อ เ นื่ อ ง เ ช่ น ด้ า น ก าร จั ด กิ จ ก ร ร ม ก าร เ รี ย นก า ร ส อ น
ให้ ค รู ทุ ก ค น ไ ด้ บู ร ณ า ก า ร เ ข้ า สู่ แ ผ น ก า ร เ รี ย น รู้ ทุ ก ส า ร ะ วิ ช า ผู้ ป ก ค ร อ ง นั ก เ รี ย น
องค์กรชุมชนทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่ วมในด้านการบริ หารจัดการและการสร้างความรู ้ควา
                 ั
มเข้าใจให้กบนักเรี ยนและชุ มชนเพื่อให้เกิดความตระหนักอย่างต่อเนื่ องสอดคล้องกับผลงานวิจยของ                           ั
ม น เ ที ย น                           ก ร ะ ท ง น ร เ ช ษ ฐ์                                     แ ล ะ ค ณ ะ
ว่าชุมชนและองค์กรต่างๆได้เข้ามามีส่วนร่ วมในการป้ องกันและแก้ไขปั ญหาสารเสพติดในสถานศึกษา
อยู่ ใ นระดั บ มาก ทั้ ง นี้ อาจเป็ นเพราะว่ า ชุ ม ชนเห็ น ว่ า สารเสพติ ด เป็ นปั ญ หาระดั บ ชาติ
ที่ ต้องร่ วมมื อกันแก้ไ ขอย่า งจริ ง จัง และเร่ ง ด่ วน และยัง สอดคล้องกับ ผลงานการวิจย ของ จิรพันธ์     ั
ไตรทิ พ ย์จ รั ส (อ้ า งอิ ง มาจากวารสารวิ ช าการฉบับ ที่ 3                         มี น าคม 2543         : 65              )
ว่ายุทธศาสตร์ หลักในการป้ องกันและแก้ไขปั ญหาการแพร่ ระบาด จาเป็ นต้องคานึ งถึงแนวคิดสาคัญ
คือ ( 1 ) เปลี่ยนวิธีคิด คิดเชิงระบบ หาสาเหตุที่แท้จริ งของปั ญหาให้ชด หาทางเลือกที่เหมาะสม    ั
มาใช้ ใ นการ ว างแผนป้ อ งกั น แล ะ แก้ ไ ขปั ญหาใ ห้ ต รงจุ ด โดย มี ก าร ก ากั บ ติ ดตา ม
ประ เมิ น แล ะ ปรั บปรุ งพั ฒ นาอ ย่ า งต่ อ เนื่ อ ง (                         2            )       กร ะ จ า ยอ า นา จ
การบริ หารจัดการสู่ ผที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ ายทุกระดับ ในโรงเรี ยนและชุ มชนให้มากขึ้น ( 3 ) มีส่วนร่ วม
                            ู้
ร่ วมคิ ด ร่ วมทา ร่ วมประเมิ นอย่า งกว้า งขวางของทุ กฝ่ ายในโรงเรี ย น ภาครั ฐ ภาคเอกชน (NGO.)
ชุ ม ชนและประชาชน (4) น าระบบประกั น คุ ณ ภาพ มาใช้ ใ นการพัฒ นาโรงเรี ยน (5)
มุ่ งเน้ นนั ก เรี ย นเป็ นศู น ย์ กลางของการพั ฒ นา สอดคล้ อ งกั บ ผลงานวิ จ ั ย ของ วรรณนิ ภ า
สิ ท ธิ ร าและคณะ ซึ่ งพบว่ า ผู ้ป กครองและครู ที่ เ กี่ ย วข้อ ง เช่ น ต ารวจ เจ้า หน้ า ที่ ส าธารณสุ ข
ส า ม า ร ถ ช่ ว ย เ ห ลื อ นั ก เ รี ย น ที่ มี ปั ญ ห า ย า เ ส พ ติ ด ไ ด้ ดี
นอกจากนี้และยังสอดคล้องกับผลการศึกษาค้นคว้าอิสระของ เกรี ยงศักดิ์ เขาแก้วและคณะ ซึ่ งพบว่า
                                  ่
ครู โรงเรี ยนขนาดเล็กที่อยูในชนบท มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเด็กมากกว่า ครู ในโรงเรี ยนขนาดใหญ่
ส า ม า ร ถ ดู แ ล พ ฤ ติ ก ร ร ม นั ก เ รี ย น                                           ไ ด้ อ ย่ า ง ทั่ ว ถึ ง
ปั ญหาการแพร่ ระบาดของยาบ้าจึงน้อยกว่าโรงเรี ยนขนาดใหญ่
           2.            ก า ร ที่ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง นั ก เ รี ย น แ ล ะ ผู ้ ป ก ค ร อ ง นั ก เ รี ย น
มีความพึงพอใจต่อโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ข ในปี การศึกษา 2550 มากกว่าปี การศึกษา
2549               ทุ ก ด้ า นทั้ง ด้ า นสภาวะแวดล้ อ ม ด้ า นปั จ จัย ด้ า นกระบวนการ ด้ า นผลผลิ ต
ทั้งนี้อาจเป็ นเพราะว่าทุกฝ่ ายได้ให้ความสาคัญในการแก้ปัญหาร่ วมกันอย่างเต็มที่โดยเฉพาะด้านงบปร
ะมาณก็ ไ ด้รั บ การสนับ สนุ น จากกรุ ง เทพมหานคร ภาครั ฐ และองค์ ก รชุ ม ชนอย่ า งเหมาะสม
ในด้านการจัดกิจกรรมการเรี ยนการสอน

                                                                                                                           77

ค รู ไ ด้ จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ที่ เ น้ น เ ด็ ก เ ป็ น ส า คั ญ
โดยให้นักเรี ยนได้เรี ยนรู้ ด้วยวิธีการที่ หลากหลาย เช่ น เรี ยนรู้ ด้วยการปฏิ บติจริ ง เรี ยนเป็ นกลุ่ ม
                                                                                                  ั
เ รี ย น ร่ ว ม กั บ ผู ้ อื่ น เ รี ย น แ บ บ บู ร ณ า ก า ร เ รี ย น รู ้ จ า ก แ ห ล่ ง เ รี ย น รู ้ ใ น ชุ ม ช น
น อ ก จ า ก นั้ น ค รู ยั ง ไ ด้ จั ด ท า ห ลั ก สู ต ร ท้ อ ง ถิ่ น ขึ้ น เ พื่ อ พั ฒ น า ทั ก ษ ะ ชี วิ ต แ ก่ ผู ้ เ รี ย น
ท าให้ เ ด็ ก ได้ เ รี ยนอย่ า งมี ค วามสุ ข มี จิ ต ส านึ กที่ ดี                  มี สุ ขภาพกายสมบู ร ณ์ แ ข็ ง แรง
ป ร ะ ก อ บ กั บ ชุ ม ช น ไ ด้ เ ข้ า ม า มี ส่ ว น ร่ ว ม ใ น ก า ร ว า ง แ ผ น ด า เ นิ น ง า น
จึงเกิดความตระหนักในการดูแลเอาใจใส่ บุตรหลานของตนเองเป็ นเหตุให้โครงการประสบผลสาเร็ จส
ามารถป้ องกั น และแก้ ไ ขปั ญหา สารเสพติ ด การทะเลาะวิ ว าท สื่ อลามก และการพนั น
ได้ อ ย่ า งเหมาะสมสอดคล้ อ งกั บ ผลงานวิ จ ั ย ของ ชั ย วั ฒ น์ ทานานนท์ ซึ่ งพบว่ า
สิ่ ง ที่ ส า คั ญ ที่ สุ ด ใ น ก า ร แ ก้ ปั ญ ห า ก็ คื อ ก า ร ป้ อ ง กั น ก า ร ก ร ะ ท า คว า ม ผิ ด ซึ่ ง เ กิ ด จ า ก
การประสานความร่ ว มมื อ มื อ ระหว่ า งบุ ค ลที่ เ กี่ ย วข้อ งในการที่ จ ะป้ องกัน ยาเสพติ ด โดยตรง
ผู้ บ ริ ห า ร ส ถ า น ศึ ก ษ า                                                         ค รู อ า จ า ร ย์
เป็ นบุคคลที่สาคัญที่สุดในการป้ องกันยาเสพติดในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพนอกจากนั้นสอด
ค ล้ อ ง กั บ ผ ล ง า น วิ จั ย ข อ ง ป รี ช า วิ ห ค โ ต แ ล ะ ค ณ ะ
ว่าโรงเรี ยนควรจัดกิ จกรรมพัฒนาคุ ณภาพครอบครัว โดยการให้ความรู้ ความเข้าใจ แก่ บิดามารดา
เพื่อเป็ นตัวอย่างแก่ บุตรหลานในครอบครัวและยังสอดคล้องกับผลงานวิจยของ นพพร พานิ ชสุ ข          ั
ที่                               พ                              บ                             ว่                             า
นั ก เรี ยนที่ ไ ม่ มี ปั ญหาครอบครั ว จะได้ รั บ ความอบอุ่ น จากบิ ด า มารดา อย่ า งเพี ย งพอ
ทาให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสม
                        ้                          ้
                     ผูรายงานในฐานะรองผูอานวยการโรงเรี ยน มีความตั้งใจยิงจะพัฒนาเด็กและเยาวชน
                                                                                        ่
ซึ่ ง เ ป็ น ท รั พ ย า ก ร ที่ มี ค่ า ยิ่ ง ข อ ง ช า ติ ใ ห้ เ ป็ น ค น เ ก่ ง เ ป็ น ค น ดี มี คุ ณ ธ ร ร ม
มี ปั ญญาสามารถแก้ไ ขปั ญหาต่า ง ๆ ที่ เกิ ดขึ้ นได้อย่า งเหมาะสม และอยู่ใ นสั ง คมได้อย่างเป็ นสุ ข
ได้ให้ความสาคัญในการแก้ปัญหาอย่างเต็มที่และได้ประสานงานกับองค์กรทุกฝ่ ายเพื่อที่จะแก้ปัญหาที่
เกิดขึ้นในโรงเรี ยนในชุมชน ให้หมดสิ้ นไปโดยเร็ ว




                                                                                                            78

             ่
ข้ อเสนอแนะทัวไป


                                                                              ่
              การดาเนินโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขถึงแม้วาการดาเนิ นงานจะได้ผลเป็ นที่น่า
พอใจ สามารถป้ องกัน และแก้ ไ ขปั ญ หาที่ เ กิ ด จากการติ ด สารเสพติ ด สื่ อลามก การพนั น
แ ล ะ ก า ร ท ะ เ ล า ะ วิ ว า ท ไ ด้ อ ย่ า ง เ ห ม า ะ ส ม
     ั ้
แต่ยงมีขอควรคานึงบางประการที่จะต้องปรับปรุ งแก้ไขโครงการให้มีประสิ ทธิ ภาพยิงขึ้นดังนี้     ่
                   1.โครงการโรงเรี ยนสร้ า ง เสริ มความสุ ขมุ่ ง มั่ น ให้ นั ก เรี ยนมี สุ ขภาพกาย
สุ ขภาพจิ ตแล ะ มี สุ ข นิ สั ย ที่ ดี ที่ เ กิ ดขึ้ นกั บ เด็ ก แล ะ เย าว ชนทั้ งใ นแล ะ นอก ส ถ านศึ ก ษ า
จ ะ ต้ อ ง ด า เ นิ น ก า ร อ ย่ า ง ต่ อ เ นื่ อ ง
และทุกฝ่ ายที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันและร่ วมมือกันอย่างจริ งจังและต่อเนื่องตลอดไป
                   2.โ ร ง เ รี ย น ค ว ร น า ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า นี้ ไ ป ป รั บ ป รุ ง แ ล ะ พั ฒ น า
ตลอดจนแก้ไขปั ญหาข้อบกพร่ องเกี่ยวกับการดาเนิ นโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขให้เหมาะส
มยิงขึ้น
   ่
                 3. ควรนาผลการประเมิ นนี้ ไปเผยแพร่ ให้ครู ผูสอน ชุ มชนและผูที่เกี่ ยวข้องทราบ
                                                                 ้                  ้
เพื่อเป็ นการกระตุนให้บุคคลดังกล่าวเกิดความตระหนักในการพัฒนาโครงการดังกล่าวให้กาวหน้าต่อไ
                   ้                                                                      ้
ป
                 4. ควรนาโครงการนี้ ไปเผยแพร่ ให้แก่โรงเรี ยนอื่น ๆ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เ ช่ น ส า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ป้ อ ง กั น แ ล ะ ป ร า บ ป ร า ม ย า เ ส พ ติ ด (ป .ป .ส . )
เพื่ อ เป็ นแบบอย่ า งในการพัฒ นากิ จ กรรมการป้ องกัน และแก้ไ ขปั ญ หาสารเสพติ ด สื่ อ ลามก
การพนันและการทะเลาะวิวาท ในโอกาสต่อไป




                                                                                                       79

 ข้ อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่ อไป
                1. ควรน าจุ ด เด่ น ของโครงการมาพัฒ นาให้ ส มบู ร ณ์ ยิ่ ง ขึ้ น และควรน า จุ ด ด้อ ย
ของโครงการมาปรับปรุ งให้เหมาะสม
                2. ค ว ร น า ข้ อ มู ล ค ว า ม พึ ง พ อ ใ จ ข อ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง
              ้
นักเรี ยนและผูปกครองนักเรี ยนมาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข
                3.      โครงการโรงเรี ยนสร้ า งเสริ มความสุ ขเป็ นโครงการที่ มุ่ ง สร้ า งเสริ ม
ใ ห้ นั ก เ รี ย น มี สุ ข ภ า พ ก า ย                                     สุ ข ภ า พ จิ ต
และสุ ขลักษณะนิสัยที่ดีควรทาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยังยืน
                                                                      ่
                                                                                                   ก

ชื่อเรื่อง   การประเมินโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ขของโรงเรี ยนชุมชนหมู่บานพัฒนา
                                                                                ้
              สานักงานเขตคลองเตย กรุ งเทพมหานคร
   ้
ผูประเมินโครงการ      นางหทัยรัตน์ เขียวเอี่ยม
ปี การศึกษา 2549 และ 2550

                                             บทคัดย่อ

        การศึ ก ษาครั้ งนี้ มี ว ัต ถุ ป ระสงค์ เพื่ อ ประเมิ น โครงการโรงเรี ยนสร้ า งเสริ มความสุ ข
ข อ ง โ ร ง เ รี ย น ชุ ม ช น ห มู่ บ้ า น พั ฒ น า               ส า นั ก ง า น เ ข ต ค ล อ ง เ ต ย
โดยประยุกต์รูปแบบจาลองแบบจาลองซิ ปป์ (Cipp Model) ประเมินบริ บทหรื อด้านสภาวะแวดล้อม
(Context) ด้า นปั จ จัย เบื้ องต้น (Input) ด้านกระบวนการ (Process)                                   ด้านผลผลิ ต (Product)
ด้านผลกระทบ (Impact) และความพึงพอใจที่มีต่อการดาเนินงานโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ข
                                                                         ้
                ประชากรในการประเมินได้แก่ ครู นักเรี ยน ผูปกครองนักเรี ยน คณะกรรมการสถานศึกษา
และคณะกรรมการเครื อข่า ยผูปกครองของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนา สานักงานเขตคลองเตย
                                          ้                                           ้
กรุ งเทพมหานคร รวมทั้งสิ้ น จานวน 275 คน จาแนกออกได้ดงนี้ ครู โรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนา
                                                                                 ั                                      ้
ทุ ก คน จ านวน 45 คน นั ก เรี ยนได้ ม าจากการสุ่ ม แบบ (multi Staye                                                    Sampling)
โดยสุ่ มนั ก เรี ยนชั้ นประถมศึ ก ษาปี ที่ 5 - 6 และชั้ นมั ธ ยมศึ ก ษาปี ที่ 1-3 มาชั้ นละ 1 ห้ อ ง
แ ล ะ ใ น แ ต่ ล ะ ชั้ น สุ่ ม นั ก เ รี ย น ม า ห้ อ ง ล ะ จ า น ว น 2 0 ค น ร ว ม เ ป็ น จ า น ว น 1 0 0 ค น
ผู้ป กครองนั ก เรี ยนได้ ม าจากผู ้ป กครองนั ก เรี ยนที่ เ ป็ นกลุ่ ม ตัว อย่ า งทุ ก คนจ านวน100 คน
คณะกรรมการสถานศึ กษาขั้นพื้นฐานทุ กคน จานวน 15 คน คณะกรรมการเครื อข่า ยผูป กครอง                                          ้
จ                 า           น           ว           น                      1              5                      ค          น
                                                    ้
ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงจากผูปกครองนักเรี ยนที่เป็ นประธานคณะกรรมการเครื อข่ายผูปกคร                                   ้
อ ง ร ะ ดั บ ห้ อ ง เ รี ย น ล ะ 1 ค น ก ร ร ม ก า ร แ ล ะ เ ล ข า นุ ก า ร 1 ค น ก ร ร ม ก า ร 1 ค น
ผู ้ ซ่ ึ ง มี ส่ ว น ร่ ว ม ใ น ก า ร ด า เ นิ น โ ค ร ง ก า ร เ ค รื่ อ ง มื อ ที่ ใ ช้ ใ น ก า ร ป ร ะ เ มิ น มี 4 ฉ บั บ
เป็ นแบบส อบถ ามการประ เมิ น ผล การด าเนิ นโครงการโรงเรี ย นส ร้ างเสริ มความสุ ข
ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ข้ อ มู ล ส ถิ ติ ที่ ใ ช้ คื อ ค่ า ร้ อ ย ล ะ ( percentage)                       ค่ า เ ฉ ลี่ ย ( mean)
ใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS

                               ั
ผลการประเมินโครงการสรุ ปได้ดงนี้
          1. การดาเนิ นงานโครงการโรงเรี ยนสร้างเสริ มความสุ ข ของโรงเรี ยนชุ มชนหมู่บานพัฒนา
                                                                                           ้
ส านัก งานเขตคลองเตย กรุ ง เทพมหานคร โดยภาพรวมและรายด้า น คื อ ด้า นสภาพแวดล้อ ม
ด้ า นกระบวนการ ด้ า นปั จจัย ด้ า นผลผลิ ต และด้ า นผลกระทบ พบว่ า อยู่ ใ นระดั บ มาก
มีมากที่สุดและรองลงมาคือระดับมากที่สุด
          2.                ผ ล ก า ร ด า เ นิ น ง า น โ ร ง เ รี ย น ส ร้ า ง เ ส ริ ม ค ว า ม สุ ข
ประสบความสาเร็ จในระดับหนึ่งซึ่ งเป็ นที่น่าพึงพอใจ

                                                                                                                           161

								
To top