?????? 6.2 - Ning by cPVr5U3N

VIEWS: 102 PAGES: 78

									                                                                                                338


                                             บทที่ 6
                                        โรคพยาธิของปลา
            ั่
จุดประสงค์ ทวไป (จุดประสงค์ ปลายทาง)

เพื่อให้มีความรู ้ความเข้าใจมีเจตคติที่ดีและมีความสามารถเกี่ยวกับโรคและพยาธิ ปลาได้อย่างถูกต้องเห
มาะสม
จุดประสงค์ เชิ งพฤติกรรม (จุดประสงค์ นาทาง)
      1. อธิบายถึงความสาคัญของโรคและพยาธิได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
      2. บอกถึงสาเหตุของการเกิดโรคปลาได้ถูกต้อง
      3. บอกลักษณะและอาการของปลาที่เป็ นโรคได้
      4. สามารถทาการตรวจวินิจฉัยโรคปลาได้
      5. สามารถทาการเก็บตัวอย่างและการรักษาตัวอย่างเพื่อการวินิจฉัยโรคปลาได้
      6. สามารถทาการจาแนกโรคและอาการผิดปกติของปลาที่พบได้
      7. อธิบายและให้คาแนะนาการป้ องกันสัตว์น้ าจากภัยธรรมชาติได้
      8. สรุ ปหน่วยที่ใช้ในการใช้ยากับสัตว์น้ าได้
      9. สามารถทาการคานวณการใช้ยากับปลาได้ถูกต้อง
             ิ ั
     10. มีวนย ความรับผิดชอบ ความสามัคคี ซื่อสัตย์ ในการทางาน
สาระสาคัญ
         โรคและพยาธิ เป็ นปัจจัยหนึ่ง ที่มีความสาคัญต่อการเลี้ยงปลาเป็ นอย่างมาก
เพราะหากว่าปลาที่เลี้ยงเกิดเป็ นโรคขึ้นมาก็จะส่ งผลเสี ยหายต่อการประกอบอาชีพ
ดังนั้นผูเ้ ลี้ยงจะต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับโรคและพยาธิ ที่อาจเกิดขึ้นกับปลาที่เลี้ยงให้มากที่สุด
เมื่อเกิดปั ญหาขึ้นก็สามารถหาวิธีการแก้ไขได้อย่างถูกต้องและทันกับเหตุการณ์ ซึ่ งโรคปลาที่เกิดขึ้น
โดยมากเกิดจากสภาพแวดล้อมภายในบ่อเลี้ยง เชื้อโรคต่างๆ เช่นแบคทีเรี ย เชื้อรา ไวรัส เป็ นต้น
หัวข้ อเรื่อง
        1. บทนา
        2. สาเหตุการเกิดโรคปลา
        3 ลักษณะและอาการของปลาที่เป็ นโรค
                                                                                              339

         4. การวินิจฉัยโรคปลา
         5. การเก็บตัวอย่างและการรักษาตัวอย่างเพื่อการวินิจฉัยโรค
         6. ตัวอย่างของโรคและอาการผิดปกติของปลาที่พบ
         7. การป้ องกันและรักษาโรค
         8. คาแนะนาการป้ องกันสัตว์น้ าจากภัยธรรมชาติ
         9. หน่วยที่ใช้ในการใช้ยากับสัตว์น้ า
         10. การคานวณการใช้ยา
         11. สรุ ป
   ้
เนือหา
1. บทนา
              ความจาเป็ นในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ า นับว่าจะมีความสาคัญมากขึ้น
สาเหตุเนื่องจากปลาในธรรมชาติถูกทาลายไปมาก ในแหล่งน้ าที่เคยมีปลาชุกชุม
            ั                                                 ั
ปั จจุบนลดปริ มาณลงไป สาเหตุมาจากการใช้เครื่ องมือที่ทนสมัยขึ้น
แหล่งเพาะพันธุ์ถูกทาลายหรื อถูกขวางกั้น และมีน้ าเสี ยปล่อยลงแหล่งน้ า สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้
ทาให้การเพาะพันธุ์ปลามีบทบาทสาคัญเพิ่มมากขึ้น
                                                                                          ่
แต่สิ่งที่ผเู ้ ลี้ยงปลามักประสบปั ญหาคือปลาเป็ นโรค ในช่วงระยะเวลาประมาณ 50-60 ปี ที่ผานมา
ในต่างประเทศได้มีการศึกษาเกี่ยวกับโรคปลา เพื่อหาทางป้ องกันและกาจัด
                                                         ่
ส่ วนในประเทศไทยเพิ่งจะเริ่ มเมื่อประมาณ 20 ปี ที่ผานมา และเริ่ มศึกษากันอย่างจริ งจัง เมื่อประมาณ
พ.ศ. 2525 จนถึงต้นปี พ.ศ.2526 เนื่องจากปลาในแหล่งน้ าธรรมชาติ และในบ่อเลี้ยงเป็ นโรค
เกษตรกรได้รับความเสี ยหายมากทาให้หน่วยงานที่รับผิดชอบและ สถาบันการ ศึกษา ต่าง ๆ
หันมาสนใจศึกษาสาเหตุการเกิดโรคปลา และป้ องกันความเสี ยหายที่เกิดขึ้น
              โรคปลาเป็ นปั ญหาสาคัญอันหนึ่ง ที่ก่อความเสี ยหายให้แก่ผเู ้ ลี้ยงปลาได้มาก
                              ้   ้
มีผเู ้ ลี้ยงปลาจานวนไม่นอยที่ตองประสบกับการขาดทุน เนื่องจากปลาเป็ นโรค
โรคของปลาเมื่อเกิดแล้วยากที่จะรักษาให้หายได้โดยง่าย และวิธีการรักษาปลาที่เป็ นโรคก็กระทาได้ยาก
                                    ่
ไม่สะดวก เพราะว่าปลาอาศัยอยูในน้ า บ่อปลามีขนาดกว้างใหญ่ และปลามีจานวนมาก การเกิด
โรคของปลานั้นมีสาเหตุมาจากหลายปั จจัยกระทาร่ วมกัน ได้แก่ สุ ขภาพของปลา
สภาพแวดล้อมและเชื้อโรค สภาพแวดล้อมมีส่วนสาคัญมาก
ที่ทาให้สุขภาพของปลาอ่อนแอหรื อแข็งแรง ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสม
                                                                                        340

                                                  ้
ปลาโดยส่ วนใหญ่จะมีสุขภาพดีและแข็งแรง แต่ถาสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมปลาก็ตองปรับตัว้
                      ่
เพื่อให้สามารถอาศัยอยูใน สภาพ
แวดล้อมนั้นได้ ถ้าปลาเกิดการปรับสภาพตัวเองมากเกินไปร่ างกายของปลาก็จะอ่อนแอ
เมื่อร่ างกายของปลาอ่อนแอลง โอกาสของเชื้อโรคต่างๆที่จะเข้าทาลายปลาก็มีมากขึ้น
จึงทาให้ปลาเกิดโรค วิธีกาจัดโรคปลาที่ดีที่สุด คือ การป้ องกันไม่ให้ปลาเป็ นโรค
โดยการจัดการด้วยมาตรการต่างๆ เพื่อให้ปลามีสุขภาพดีและแข็งแรง เช่น
ควบคุมคุณภาพของน้ าให้ดีอยูเ่ สมอ ใช้ยาหรื อสารเคมี
เพื่อป้ องกันกาจัดโรคและปรสิ ตของปลาตามความเหมาะสม
ให้อาหารที่มีคุณภาพในจานวนที่พอเหมาะอย่าเลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป เป็ นต้น


2. สาเหตุการเกิดโรคปลา

  การเกิดโรคปลามีสาเหตุใหญ่ 3 ประการคือ
       2.1 ตัวปลา
            ตัวปลา                            ในที่น้ ีหมายถึง                         Host
                                          ั                       ้
ปลาที่จะเป็ นโรคมักจะเกิดจากความอ่อนแอที่ตวปลาก่อนแล้วก็จะขาดภูมิตานทานโรค
                                                        ่ ั
จากนั้นก็จะเกิดโรคขึ้น ความแข็งแรงของตัวปลาต้องขึ้นอยูกบชนิดและประเภทของปลาด้วย
      2.2 เชื้อโรค
            เชื้อโรคจะต้องมีความรุ นแรงในการทาให้เกิดโรค (Pathogen virulence) ได้แก่ เชื้อรา
แบคทีเรี ย ไวรัส พยาธิ เห็บ ฯลฯ
      2.3 สภาพแวดล้อมที่ทาให้ปลาเกิดความเครี ยด
           สภาพแวดล้อมที่ทาให้ปลาเกิดความเครี ยด หมายถึง คุณภาพของน้ า อุณหภูมิสถานที่เลี้ยง
อาหารและการให้อาหาร                             และการจัดการต่าง                           ๆ
โดยปกติปลาจะพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอยูแล้ว  ่
                                                     ่
แต่การที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ ว หรื ออยูในสภาพที่ทนไม่ได้ก็จะทาให้ปลาอ่อนแอลง

                                               ตัวปลา



                                    เชื้อโรค      สิ่ งแวดล้อม
                                                                                          341

และเป็ นโรคในที่สุด (ภาพที่ 6.1)
                                   ภาพที่ 6.1 สาเหตุการเกิดโรคปลา
3. ลักษณะและอาการของปลาทีเ่ ป็ นโรค

      อาการของปลาที่เป็ นโรคและพยาธิ                 สามารถสังเกตด้วยตาเปล่าพร้อม          ๆ
กับอาการต่อเนื่ องได้ไม่ยากนัก คือ
        3.1 กินอาหารลดลง
            ผูเ้ ลี้ยงปลาเป็ นประจา จะสังเกตอาการนี้ได้
จะเห็นความผิดปกติของการกินอาหารของปลาโดยปราศจากสาเหตุอื่น เช่น
การครึ้ มฟ้ าครึ้ มฝนหรื ออุณหภูมิลดลง
ปลาที่กินอาหารลดลงนอกจากสาเหตุดงกล่าวอาจจะเนื่ องมาจากสิ่ งแวดล้อมอื่นเป็ นพิษ
                                          ั
ทาให้ปลาเกิดความเครี ยดซึ่ งเป็ นสาเหตุทาให้ปลาเป็ นโรค
        3.2 ปลาว่ายน้ าผิดปกติเสี ยการทรงตัว
            ปลาจะมีการว่ายน้ าผิดปกติหรื อเสี ยการทรงตัว
เช่นอาการปลาว่ายพลิกคว่าพลิกหงายแถไปกับผิวน้ า ลูกปลาเกาะตัวรวมกันเป็ นกลุ่ม
หรื อซ่ อนตัวตามตลิ่งตื้น ๆ ที่มองเห็นตัวปลาได้ง่าย ปลาว่ายน้ าแตกฝูงแสดงอาการอ่อนเพลีย
                                       ้
หรื อปลาลอยหัว การเปิ ดปิ ดของกระพุงแก้มเร็ วผิดปกติ
       3.3 สี ของลาตัวซี ดจางหรื อดาคล้ า
           สี ของลาตัวปลาจะซี ดจางหรื อดาคล้ า ซึ่งผิดแผกไปจากปลาตัวอื่น
บริ เวณหัวหรื อลาตัวมีจุดด่างเป็ นวงกลมขนาดใหญ่
      3.4 เป็ นแผลตามลาตัว
          ตามลาตัวจะมีบาดแผล บางตัวอาจจะทาให้หางหลุด บางตัวมีร่องรอยพอสังเกตได้
      3.5 ครี บร่ อนแหว่ง ครี บเน่า เกล็ดตั้งพอง
                                           ั
      3.6 ท้องบวมมีน้ าเหลืองในช่องท้อง มีลกษณะบวมน้ า บางตัวมีแก๊สในท้อง
      3.7 ตาโปนเหงือกซี ดหรื อมีจุดขาว หรื อมีจุดสี แดงหรื อขาวประทัวตัว
                                                                    ่
      3.8 ตับซีดขาว ไตบวม
                                                                                              342

                     ่
      3.9 มีราเกาะอยูตามลาตัว หนวดและครี บ
       เมื่อพบว่าปลาที่เลี้ยงในบ่อมีอาการของโรคดังกล่าว ควรจะรี บวินิจฉัยโรคว่าเกิดจากสาเหตุอะไร
ถ้ามีการตายเพียง 1-2 ตัว ในเวลา 1 สัปดาห์ อาจจะตายเพราะปลาไม่แข็งแรง
และเป็ นโรคเฉพาะตัวซึ่ งไม่ติดต่อกับปลาตัวอื่น ๆ
     ้
แต่ถามีการตายติดต่อกันและเพิ่มขึ้นควรรี บให้การรักษาเพราะอาจทาให้มีการติดเชื้อมากขึ้น
4. การวินิจฉัยโรคปลา

                              ั
   ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคปลามีดงนี้ คือ
       4.1 พิจารณาลักษณะอาการของปลาป่ วย
           โดยการสังเกตพฤติกรรมบางอย่าง เช่นการว่ายน้ าการทรงตัว การลอยหัว ฯลฯ
         ั
ตรวจดูลกษณะภายนอกเช่น เหงือก ผิวหนังครี บ ตา ว่ามีอาการอย่างไรบ้าง เช่น ตกเลือด เกิดแผล
เหงือกถูกทาลาย หนวดกุด ครี บกร่ อน ตาขุ่น ตาโปน ท้องบวม ฯลฯ
                                                   ั
มีปลาป่ วยจานวนประมาณเท่าไร ปลาเกิดอาการผิดปกติต้ งแต่เมื่อไร จานวนปลาตายมากหรื อน้อย
ปลากินอาหารผิดปกติหรื อไม่ ปลาตายมากในเวลากลางวันหรื อกลางคืน
        4.2 ตรวจสอบปรสิ ตของปลาที่แสดงอาการป่ วย
            โดยตรวจสอบปรสิ ตบริ เวณที่มีอาการผิดปกติ เช่นตามผิวหนัง บาดแผล ครี บ และเหงือก
เป็ นต้น
      4.3 ตรวจสอบอวัยวะภายในว่าผิดปกติหรื อไม่
                                                             ิ
          เช่นมีขนาดใหญ่ข้ ึนหรื อเล็กลง ตกเลือดหรื อไม่ สี ผดปกติหรื อไม่ มีปรสิ ตหรื อไม่
      4.4 ควรแยกเชื้ อแบคทีเรี ยจากบาดแผล ไตและตับของปลาป่ วย

                                                                                ั
ทาการแยกเชื้อแบคทีเรี ยจากบาดแผลไตและตับของปลาที่ป่วยเพื่อจะได้ทราบสาเหตุที่แน่ชด
     4.5 วิเคราะห์คุณสมบัติของน้ าในบ่อเลี้ยงปลา
          เช่น อุณหภูมิ ความเป็ นกรดเป็ นด่าง ออกซิ เจนที่ละลายในน้ า          คาร์บอนไดออกไซด์
แอมโมเนีย ความกระด้าง ความเป็ นด่าง ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เป็ นต้น
                                ั
      4.6 ควรมีการตรวจสอบให้แน่ชดว่าปลาตายเนื่ องจากสภาพแวดล้อมหรื อไม่
          เช่น การขาดแคลนปริ มาณออกซิ เจนที่ละลายในน้ า สารพิษ ฯลฯ
                                                                                                  343

                                        ่
5. การเก็บตัวอย่างและการรักษาตัวอย่างเพือการวินิจฉัยโรค

        การเก็บตัวอย่างปลาที่เป็ นโรคเป็ นเรื่ องสาคัญมาก ปลาที่เป็ นตัวอย่างควรเป็ นปลาที่ตายใหม่ ๆ
หรื อป่ วยใกล้ตาย และตัวที่เก็บควรเป็ นตัวที่มีอาการคล้าย ๆ กับตัวอื่น ๆ
                                     ั           ้
ตัวอย่างดังกล่าวควรตรวจวิเคราะห์ทนที แต่ถาต้องเก็บตัวอย่างไว้ควรเก็บอย่างถูกวิธี
            ่ ั
โดยขึ้นอยูกบวัตถุประสงค์ของการตรวจว่าต้องการดูอะไร เช่น แบคทีเรี ย ไวรัส หรื อเชื้อรา
                                                   ่
หรื อเพื่อต้องการศึกษาทางด้านพยาธิ ของเนื้อเยือ การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจโรคมี ดังนี้ (นนทวิทย์, 2537)
         5.1 การแช่เย็น (Chilling)
                                                                       ั่
             ปลาทั้งตัวหรื อชิ้นส่ วนของปลาอาจจะนาไปไว้ในที่เย็น ๆ ได้ชวคราว
ถ้าจะตรวจตัวอย่างควรกระทาภายใน 2-3 ชัวโมง หลังจากการเก็บตัวอย่าง
                                           ่
วิธีการคือนาตัวอย่างใส่ ถุงพลาสติก หรื อภาชนะกันน้ าแล้วแช่ลงในน้ าแข็ง หรื อเก็บไว้ในตูเ้ ย็น
เพื่อส่ งไปยังสถานที่ตรวจวินิจฉัยโรค
         5.2 การแช่แข็ง (Freezing)
                                ั             ้
             การแช่แข็งทาได้กบตัวอย่างปลาที่ตองการตรวจหา แบคทีเรี ยบางชนิด ไวรัส และเชื้อรา
                  ิ
เพราะสิ่ งที่มีชีวตเหล่านี้จะไม่ถูกทาลายโดยการแช่แข็ง
การแช่แข็งทาได้โดยการนาตัวอย่างใส่ ถุงพลาสติกหรื อภาชนะกันน้ า แล้วนาไปแช่ในถังน้ าแข็งแห้ง
       ้
หรื อตูแช่เย็น ตัวอย่างของสัตว์ที่กระทาการแช่แข็งไม่เหมาะสม
                         ้                             ิ        ่
คือตัวอย่างของปลาที่ตองการนาไปศึกษาทางด้านพยาธิ วทยาของเนื้ อเยือ
เพราะเมื่อตัวอย่างของปลาอ่อนตัวลงเซลล์อวัยวะต่าง ๆ จะผิดปกติ
รวมทั้งอาการของโรคจะไม่คงสภาพเดิม
                                                                         ั
การเก็บตัวอย่างต้องแช่แข็งตลอดเวลาจนกว่าพร้อมที่จะทาการศึกษาในห้องปฏิบติการ
                    ั                                        ั
จึงจะปล่อยให้ตวอย่างอ่อนตัวลงได้ และต้องศึกษาทันทีหลังจากที่ตวอย่างอ่อนตัวลง
      5.3 การใช้สารเคมี (Chemical)

                                                       ิ
การใช้สารเคมีสาหรับการเก็บรักษาตัวอย่างสดในขณะที่มีชีวตมีสารเคมีที่ใช้ในการเก็บรักษาตัวอย่างห
ลายชนิด (ตารางที่6.1)
            ้                                                               ่
ตัวอย่างที่ตองการเก็บรักษาจะต้องมีขนาดเล็กพอที่จะทาให้สารเคมีซึมเข้าเนื้อเยืออย่างรวดเร็ ว

ตารางที่ 6.1 ลักษณะและคุณสมบัติต่าง ๆ ของสารเคมีที่ใช้รักษาตัวอย่างเนื้อเยือเพื่อการวินิจฉัยโรค
                                                                           ่
                                                                                                   344

ชื่อ          วิธีเตรียม                                  ่
                                              ตัวอย่างทีใช้                  หมายเหตุ
Formalin      ผสม1 ส่ วนของฟอร์ มาลิน                         ่
                                              ตัวอย่างเนื้อเยือทุกชนิด       ควรผสมด้วยน้ าประปาเพ
10 %          เข้มข้น(36-40%) ฟอร์มาดีฮาย     ปรสิ ตที่มีขนาดใหญ่ตองล้้      ราะว่าน้ ากลันมีสภาพเป็ น
                                                                                          ่
              กับน้ า 9 ส่ วน                           ่
                                              างเนื้อเยือเพื่อเอาฟอร์ มาลิ   กรดมากกว่า
                                              นออก นาน 5 นาที-12             การเก็บตัวอย่างนานเกินไ
                                              ชัวโมง
                                                ่                            ป
                                              ก่อนที่จะนาไปผ่านขั้นตอ        ฟอร์มาดีฮายจะออกซิไดซ์
                                              นต่าง ๆ                        เป็ นฟอร์ มิกแอซิ ดและเกิด
                                                                             ผลึก(Formalin pingment)
                                                                                       ่
                                                                             ในเนื้อเยือ




ตารางที่ 6.1 (ต่อ)
ชื่อ        วิธีเตรียม                           ่
                                       ตัวอย่างทีใช้         หมายเหตุ
Bouin’s Saturated aqueous picric                       ่
                                       ตัวอย่างเนื้อเยือทุกช เก็บตัวอย่างนาน 24-48 ชัวโมง
                                                                                      ่
Fluid       acid 15                    นิด                   แล้วล้างออก เก็บตัวอย่างใน 70 %
            ส่ วนผสมกับฟอร์ มาลินเข้                         Alcohol นานตลอดไป
            มข้น 100 % 5 ส่ วน และ                           เก็บตัวอย่างปรสิ ตในน้ ายานี้ ได้นานตล
Glyceri glacial acetic acid 1 ส่ วน                          อดไป
ne          ผสม 1 ส่ วน ของ            ปรสิ ตทุกชนิด
alcohol Glycerine กับ 19 ส่ วน                               Fix ตัวอย่างนาน 1-2 นาที
            ของ 70% Ethyl alcohol                            แล้วนาไปเก็บไว้ใน 80 % Ethyl
Berland Glacial acetic acid 19                ั
                                       พยาธิตวแบน            alcohol ได้ตลอดไป
’s          ส่ วน                      และพยาธิตวกลมั
fluid       ผสมกับฟอร์ มาลินเข้มข้น
            100% 1 ส่ วน
ที่มา: กรมประมง(มปป.)
                                                                                                       345



                                          ่
น้ ายาเคมีเหมาะสมในการเก็บตัวอย่างเนื้อเยือและปรสิ ตยังมีอีกเป็ นจานวนมากที่ไม่ได้นามาไว้ในตาราง
นี้
                                        ่
6. ตัวอย่างของโรคและอาการผิดปกติของปลาทีพบ ได้ แก่

           6.1 โรคและอาการผิดปกติของปลาที่เกิดจากปรสิ ต
                                                       ิ
                ปรสิ ต (paracite) หมายถึง สิ่ งมีชีวตเซลล์เดียวหรื อหลายเซลล์
              ่ ั                                                                          ่
ที่อาศัยอยูกบสิ่ งมีชีวตอื่นและเป็ นฝ่ ายได้รับผลประโยชน์ในด้านต่างๆ จากการอยูร่วมกันนี้ เช่น อาหาร
                               ิ
         ่
ที่อยูอาศัย การป้ องกันศัตรู การขยายพันธุ์ ฯลฯปรสิ ตของปลามีมากมายหลายชนิด
แต่ที่มีระดับความรุ นแรงจนถึงขั้นทาให้ปลาตายนั้นมีอยูนอยชนิด      ่ ้
ส่ วนใหญ่เพียงแต่ทาให้ปลาเกิดอาการอ่อนแอ เครี ยด หรื อบาดแผล
ซึ่ งสิ่ งเหล่านี้เป็ นสาเหตุโน้มนาสาคัญ ทาให้ปลาเกิดโรคจากเชื้อโรคอื่นๆ เช่น รา แบคทีเรี ย ไวรัส
               6.1.1 ประเภทของปรสิ ต ปรสิ ต แบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ
                           6.1.1.1 ปรสิ ตภายนอก (external parasite หรื อ ectoparasite) หมายถึง
                       ่
ปรสิ ตที่อาศัยอยูภายนอกตัวเจ้าบ้าน (host) เช่น ผิวหนัง เกล็ด ครี บ เหงือก ช่องปาก เป็ นต้น
                           6.1.1.2 ปรสิ ตภายใน (internal parasite หรื อ endoparasite) หมายถึง
                         ่
ปรสิ ตที่อาศัยอยูภายในตัวเจ้าบ้าน เช่นลาไส้ กระเพาะ ตับ ไต ถุงน้ าดี กล้ามเนื้อ หลอดเลือด
สมองเป็ นต้น
               6.1.2 โรคที่เกิดจากปรสิ ตภายนอก
                           6.1.2.1 โรคจุดขาว(white spot) โรคอิ๊ค (ich)หรื อ Ichthyopthiriasis (ภาพที่ 6.2)




                           ภาพที่ 6.2 ลักษณะของอิ๊คและปลาที่เป็ นโรคอิ๊ค
                                       ที่มา: กรมประมง (มปป.)
                        1) ลักษณะอาการ โรคจุดขาว หรื อ โรคอิ๊ค เกิดจากเชื้ อโปรโตซัว
                                     ่
Ichthyopthirias multifilis ซึ่งจัดอยูในชั้นซิ เลียตา (class ciliata) มีรูปร่ างกลมรี คล้ายรู ปไข่
                                                                                                        346

ขนาดประมาณ 50 ไมครอน ถึง 1 มิลลิเมตร รอบตัวมีขนสั้นๆ (cilia) ใช้ในการเคลื่อนไหว
                                                      ่
มีนิวเคลียสรู ปเกือกม้า ตัวอ่อนของอิ๊คที่อยูในระยะว่ายน้ าอิสระ
ถ้าเข้าเกาะตัวปลาได้จะเจาะแทงผ่านผิวหนังชั้นนอกหรื อบริ เวณเหงือกเข้าไปได้อย่างรวดเร็ ว
เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปใต้ผวหนัง ปลาก็เซลล์ห่อหุ ม จนทาให้ตวอ่อนของอิ๊ค อยูภายใต้ผวหนัง
                                   ิ                     ้                   ั             ่          ิ
                                                                                    ่
และเกิดจุดขาวๆ ขึ้นที่บริ เวณนั้น ตัวอ่อนของอิ๊คจะเจริ ญเติบโตเป็ นตัวเต็มวัยอยูภายใต้ผิวหนังของปลา
เมื่ออิ๊คเติบโตเต็มที่แล้วจะหลุดออกจากตัวปลาว่ายน้ าเป็ นอิสระ และพยายามเกาะกับวัตถุในน้ า
                    ้                                               ั
เพื่อสร้างเกราะหุ มตัวและแบ่งเซลล์ขยายพันธุ์ในเกราะหนึ่งๆ มีตวอ่อนประมาณ 500-2,000 ตัว
เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมเกราะจะแตกออก ตัวอ่อนของอิ๊คจะว่ายน้ าเข้าเกาะปลาต่อไป
ถ้าตัวอ่อนของอิ๊คหาปลาเกาะไม่ได้ จะตายภายใน 48 ชัวโมง วงจรชีวิตของอิ๊คใช้เวลาประมาณ 3-8
                                                           ่
                      ่ ั
วัน ทั้งนี้ข้ ึนอยูกบอุณหภูมิของน้ าประมาณ 25 - 260 C                                          ิ
                                                                        อิ๊คอาจจะครบวงจรชีวตภายใน 7-8
ชัวโมงเท่านั้น ปลาที่เป็ นโรคอิ๊คมีอาการ คือ บริ เวณลาตัว ครี บ หรื อ เหงือก จะเกิดเป็ นจุดขาวๆ
   ่
                                                    ่ ั่
ขนาดประมาณ 0.5-1 มิลลิเมตร กระจายอยูทวๆ ไป ปลาจะพยายามเอาตัวถูกบวัสดุที่อยูใต้น้ า    ั          ่
หรื อกระโดดขึ้นเหนื อผิวน้ า และขับเมือกออกมามาก เนื่องจากการระคายเคือง โรคจุดขาว
                          ั
หรื อโรคอิ๊คเกิดขึ้นได้กบปลาน้ าจืดทัวไป เช่น ปลาดุกอุย ปลาดุกด้าน ปลาไน ปลานิล ปลาทรงเครื่ อง
                                          ่
ปลาหมู ปลาเทพา ปลาเสื อสุ มาตรา ปลาสวายเป็ นต้น
                            2) การรักษา สัน(2548)
                  ิ                         ่ ิ                       ิ                      ิ
กล่าวว่ายังไม่มีวธีกาจัดปรสิ ตที่ฝังอยูใต้ผวหนังที่ได้ผลเต็มที่ แต่วธีการที่ควร ทาคือ ใช้วธีกาจัด
หรื อทาลายตัวอ่อน หรื อตัวเต็มวัยในขณะว่ายน้ าเป็ นอิสระ
โดยใช้สารเคมีตามชนิดและความเข้มข้นดังต่อไปนี้
                               (1) ฟอร์มาลินความเข้มข้น 150-200 ส่ วนในล้านส่ วน แช่นาน 1 ชัวโมง    ่
                               (2) ฟอร์มาลินความเข้มข้น 25-50 ส่ วนในล้านส่ วน แช่ตลอดไป
                                                ์
                               (3) มาลาไค้ทกรี นความเข้มข้น 1.0-1.25 ส่ วนในล้านส่ วน              แช่นาน ½
ชัวโมง
     ่
                                                  ์
                               (4) มาลาไค้ทกรี นความเข้มข้น 0.15 ส่ วนในล้านส่ วน แช่ตลอดไป
                               (5) เมททิลีนบลู ความเข้มข้น 1-2 ส่ วนในล้านส่ วน แช่ติดต่อกัน 7 วัน
                                              ์
                               (6) มาลาไค้ทกรี น ความเข้มข้น 0.15 ส่ วนในล้านส่ วน
ร่ วมกับฟอร์ มาลินความเข้มข้น 25 ส่ วนในล้านส่ วน แช่ติดต่อกัน 7 วัน
                               (7) ถ้ามีบ่อปลาเพียงพอ ใช้วิธีเปลี่ยนบ่อทุกๆ 2 หรื อ 4 วัน
จะทาให้อิ๊คไม่สามารถหาปลาเกาะได้และตายไปเอง ควรเปลี่ยน
                                                                                                    347

น้ าใหม่ทุกวันและทาการแช่ยาวันเว้นวัน จนกระทังปลามีอาการดีข้ ึน วิธีน้ ีจะให้
                                                           ่
ผลดีมากโดยเฉพาะเมื่อน้ ามีอุณหภูมิประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส
                           3) การป้ องกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปรสิ ตชนิ ดนี้ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ ว
ดังนั้นวิธีการป้ องกันเป็ นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ปลาที่นามาเลี้ยงติดเชื้อมาด้วย ควรดาเนิ นการดังนี้
                                                                                     ั
                              (1) ก่อนที่จะนาปลามาเลี้ยง ควรนามาขังไว้ในที่กกกันก่อน ประมาณ 7-10
       ่          ่
วัน เพือตรวจดูวามีเชื้อพยาธิ ติดมาหรื อเปล่า เมื่อแน่ใจว่าไม่เป็ นโรคแล้วจึง นาไปเลี้ยงต่อ
                              (2) ป้ องกันการลุกลามของโรคนื้โดยวิธีง่าย ๆ คือเมื่อปลาเป็ นโรคควร
ย้ายปลาออกจากตูแล้วนาไปรักษาในทื่อื่น ใส่ ฟอร์ มาลิน 100-150 ซีซีต่อน้ า1,000 ลิตร
                      ้
ลงในตูเ้ ดิมเพื่อกาจัดปรสิ ตให้หมด แล้วจึงถ่ายน้ าทิงไป  ้
                    6.1.2.2โรคโอโอดีเนียม




                                        ภาพที่ 6.3 โอโอดีเนียม
                                        ที่มากรมประมง(มปป)
                      1) ลักษณะอาการ ปลาที่เป็ นโรคนี้จะว่ายน้ าทุรนทุราย
                  ้
บางครั้งพบว่ากระพุงแก้มเปิ ดอ้ามาก กว่าปกติ
อาจมีแผลตกเลือดหรื อรอยด่างสี น้ าตาลหรื อเหลืองคล้ายสี สนิมตามลาตัว ครี บตกหรื อลู่ลง
ปลาจะทยอยตายติดต่อกันทุกวัน ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่าง ถูกต้องปลาจะตายหมดบ่อ
โรคนี้พบเกิดมากในลูกปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาดุก ทรงเครื่ อง กาแดง ช่อน กราย เป็ นต้น
                      2) การปั องกันและรักษา
                                                    ้
                          (1) แช่ปลาที่เป็ นโรคนี้ดวยฟอร์ มาลิน จานวน 30-40 ซีซี ต่อน้ า 1,000 ลิตร
นาน 24 ชม. แลัวเปลี่ยนน้ าใหม่ ถ้าปลายังมีอาการไม่ดีข้ืนควรเปลื่ยนน้ าแล้วให้ยา ซ้ าอีก
ปลาที่ป่วยควรจะมีอาการดี ขึ้นภายใน 3-4 วันในระหว่างการใช้ยาถ้ามี
                       ้
ปลาตายควรตักออกจากตูให้หมด
                                                                                                   348

                             (2) ใช้เกลือเม็ดจานวน 5-10 กีโลกรัมต่อน้ า 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชม.
ทั้งนี้ข้ ึนกับชนิดและขนาดของปลา ถ้าปลาขนาดเล็กควรใช้เกลือน้อยกว่าปลาขนาด ใหญ่
(ก่อนใช้โปรดอ่านข้อควรระวังในการใช้เกลือ)
                   6.1.2.3 โรคจากเห็บระฆัง หรื อ Trichodiniasis




                                               ภาพที่ 6.4 เห็บระฆัง
                                             ที่มา: กรมประมง(มปป)
                             1) ลักษณะอาการ Trichodiniasis เกิดจากโปรโตซัว Trichodina sp.
           ่
ซึ่ งจัดอยูในชั้น ซี เลียต้า เรี ยกกันทัวไปว่าเห็บระฆัง มีรูปร่ างคล้ายระฆังหรื อถ้วยคว่า
                                        ่
เมื่อมองไปทางด้านข้าง มองด้านบนเห็นเป็ นวงกลม มีขนาดประมาณ 40-70 ไมครอน
มีขนรอบตัวเป็ นวงเกินกว่า 1 รอบ แต่ไม่เกิน 2 รอบ ช่วยในการเคลื่อนไหว
                           ั
อวัยวะสาหรับเกาะมีลกษณะคล้ายขอปลายด้านนอกแบนคล้ายใบมีด ตรงกลางนูนด้านในแหลม
และเรี ยงซ้อนกันเป็ นวง ทาให้เกาะปลาได้แน่นขึ้น สื บพันธุ์โดยการแบ่งตัว
                                                     ิ
ปลาที่ถูกเห็บระฆังเกาะเป็ นจานวนมาก ทาให้ผวหนังเกิดแผล ปลาขับเมือกออกมามาก
             ั
ผิวหนังมีลกษณะเป็ นดวงขาวๆ ถ้าเกาะปลาที่มีเกล็ดจะทาให้เกล็ด ปลาหลุดและเกิดแผล
ถ้าเกาะตามครี บของปลา จะทาให้ครี บปลาขาดกร่ อน ถ้าเกาะตามเหงือกจะทาให้เป็ นเหงือกบวม
                                                                 ิ
หรื อเป็ นแผล และขาดกร่ อน เพราะว่าเห็บระฆังกินเซลล์ผวหนัง และเมือกปลาเป็ นอาหารเห็บระฆัง
เห็บระฆังเป็ นปรสิ ตของปลาน้ าจืดแทบทุกชนิ ดเช่น ปลาดุก ช่อน กะพงขาว ใน ตะเพียน ทรงเครื่ อง
สวาย เป็ นต้น ศักดิ์ชาย (2529)
                         ิ
พบเห็บระฆังเกาะที่ผวหนังของปลาดุกด้านที่เลี้ยงในบ่อคอนกรี ตกลม 45ตัว/1 ตารางเซนติเมตร
                             2) การป้ องกันและรักษา การป้ องกันจะดีกว่าการรักษา
เพราะปรสิ ตชนิดนี้ แพร่ ได้รวดเร็ วและ ทาให้ปลาตายได้ในระยะเวลาอันสั้น
การป้ องกันทาได์โดยการตรวจปลาก่อนที่ จะนามาเลี้ยงว่ามีปรสิ ตนี้ติดมาด้วยหรื อไม่
ระวังการติดต่อระหว่างบ่อผ่านทาง อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน ควรขังปลาไว้ประมาณ 2-3 วัน
                                                                                                  349

                                                            ้
เมื่อตรวจจนแน่ใจว่าไม่มี โรคแล้วจึงค่อยปล่อยลงเลี้ยง แต่ถามีปรสิ ตเกิดขึ้น
กาจัดได้โดยการใช้ยาหรื อสาร เคมี คือ
                           (1) ฟอร์มาลิน150-200 ซี ซีต่อน้ า1,000 ลิตรแช่ไว้นาน1 ชม. หรื อ 25-50 ซีซี
ต่อน้ า 1,000 ลิตร นาน 24 ชม. หรื อใช้ฟอร์มาลินระดับความเข้มข้น 30-50 ส่ วนในล้านส่ วน
แช่ปลานานประมาณ 3 ชัวโมง ่
                 6.1.2.4 โรคตกเลือดตามซอกเกล็ด




                                    ภาพที่ 6.5 โรคตกเลือดตามซอกเกล็ด
                                           ที่มา: กรมประมง(มปป)
                          1) ลักษณะอาการ อาการของโรคนี้คือ ปลาจะมีแผลเปิ ดสี แดงเป็ นจ้ าๆ
ตามลาตัว โดยเฉพาะ ที่ครี บและซอกเกล็ด มักพบในปลามีเกล็ดเป็ นส่ วนใหญ่ ถ้าเป็ นเผลเรื้ อรังอาจมี
อาการเกล็ดหลุดตามมาด้วยบริ เวณรอบ ๆ และด้านบนของแผลจะมีส่วนที่คล้าย
                                                                      ่
สาลีสีน้ าตาลปนเหลืองติดอยู่ โรคนี้เกิดจากเชื้อปรสิ ตเซลล์เดียวที่อยูรวมกันเป็ นกลุ่ม หรื อกระจุก
พบมากในปลาแฟนซีคาร์ฟ แรด และช่อน ฯลฯ
                          2) การป้ องกันและรักษา
                             (1) ใช้เกลือเม็ด จานวน 5-10 กิโลกรัม ต่อน้ า 1,000 ลิตร แช่นาน 48 ชัวโมง
                                                                                                  ่
                             (2) ใช้ฟอร์มาลินจานวน 25-40 ซี ซี ต่อน้ า 1,000 ลิตร แช่นาน 48
ชัวโมงหลังจากแช่ยาแล้วถ้าปลายังมีอาการไม่ดีข้ ึนควรเปลี่ยนน้ าแล้วพักไว้ 1 วันก่อน
  ่
จากนั้นใส่ ยาซ้ าได้อีก 1- 2 ครั้ง ถ้ารักษาถูกโรคปลาควรจะมีอาการดีข้ ึนภายใน 2 - 3 วัน
หลังจากการรักษา

                6.1.2.5 โรคเมือกขุ่น
                                                                                         350




                                      ภาพที่ 6.6 โรคเมือกขุ่น
                                      ที่มา: กรมประมง(มปป)
                     1) ลักษณะอาการ
อาการของโรคนี้คือปลาจะมีเมือกสี ขาวขุ่นปกคลุมลาตัวเป็ นหย่อม ๆ หรื อ
ขับเมือกออกมามากจนกระทังได้กลิ่นคาว ครี บหุ บ ว่ายน้ ากระเลือกกระสน
                           ่
                ่
บางครั้งจะลอยอยูตามผิวน้ า สาเหตุของโรคนี้ คือการติดเชื้อปรสิ ตเซลล์เดียวจาพวก คอสเตีย
ซิ โลโตเนลล่า และโบโดโมแนส ปลาที่พบว่าเป็ นโรคนี้มีหลายชนิด ได้แก่ ปลาเงิน ปลาทอง ดุก ช่อน
ฯลฯ
                     2) การป้ องกันและรักษา
                         (1) ใช้ฟอร์มาลิน จานวน 25-40 ซี ซี ต่อน้ า 1,000 ลิตร แช่นาน 48 ชม.
                         (2) ด่างทับทิม จานวน 1 -3 กรัม ต่อน้ า 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชม.
                         (3) เกลือเม็ด จานวน 5-10 กิโลกรัม ต่อน้ า 1,000 ลิตร แช่นาน 48 ชม.

                6.1.2.6 โรคจากเชื้อสปอร์ โรซัว




                                  ภาพที่6.7 โรคจากเชื้ อสปอร์ โรซัว
                                       ที่มา: กรมประมง (มปป )
                         1) ลักษณะอาการ โรคนี้จะทาให้ปลาเป็ นแผลซ้ าบริ เวณลาตัว
                                                         ่
หรื อมีตุ่มสี ขาวขุ่นอมเหลืองอ่อน คล้ายเม็ดสาคูเล็ก ๆ อยูบริ เวณกล้ามเนื้อลาตัว เหงือก
                                                                                                351

และอวัยวะภายใน ถ้ามี การติดเชื้อโรคระยะไม่รุนแรงมากจะทาให้ปลาตาย
      ้
แต่ถามีการติดโรคนี้ที่เหงือก เป็ นจานวนมาก
ก็จะทาให้ปลาหายใจไม่สะดวกและตายได้โดยเฉพาะกับปลาขนาด เล็ก
ปลาที่มีรายงานว่าเป็ นโรคนี้ได้แก่ ปลาบู่ กระดี่ หมอไทย กะพงขาว ฯลฯ
                                                                                          ่ ิ
                         2) การป้ องกันและรักษา เนื่องจากเป็ นปรสิ ตชนิดที่ฝังตัวเข้าไปอยูใต้ผวหนัง
ดังนั้นจึงไม่สามารถ ใช้สารเคมีกาจัดได้ สาหรับสปอร์ ที่หลุดออกจากเกราะแล้วอาจจะกาจัดได้โดย
ใช้สารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้ในการรักษาโรคจุดขาว
ส่ วนบ่อหรื อตูกระจกหลังจากจับปลาขึ้นหมดแล้ว ควรใส่ ฟอร์ มาลินเข้มขัน 250 ซี ซีต่อน้ า 1,000
               ้
                                                               ้
ลิตรลงไป แล้ว ทิงไว้ประมาณ 1 วัน จึงถ่ายน้ าออกตากบ่อ หรื อตูกระจกให้แห้ง จะช่วยกาจัด
                   ้
                     ่
ปรสิ ตที่หลงเหลืออยูได้หมด
                 6.1.2.7 โรคหูดเม็ดข้าวสาร




                                        ภาพที่ 6.8 โรคหูดเม็ดข้าวสาร
                                          ที่มา: กรมประมง(มปป )
                         1) ลักษณะอาการ
                                      ่
ปลาที่เป็ นโรคนี้จะมีตุ่มสี ขาวขุ่นอยูตามลาตัวลักษณะคล้ายเม็ดข้าวสาร
มักพบในกรณี ที่มีการปล่อยปลาเลี้ยงอย่างหนาแน่น และการถ่ายเทน้ าไม่สะดวก
ปลาจะมีอาการผอมไม่กินอาหาร และทยอยตาย สาเหตุของโรคนี้เกิดจากเชื้อ สปอร์ โรชัวขนาดเล็ก
ชนิดของปลาที่มีรายงานว่าเป็ นโรคนี้ ได้แก่ ปลาดุก สวาย
                         2) การป้ องกันและรักษา
                                                                                     ั
                             (1) อย่าปล่อยปลาแน่นเกินไป และควรทาการถ่ายเทน้ าให้กบบ่อปลา
อย่างสม่าเสมอ
                             (2) ถ้าพบปลาเป็ นโรคควรเผาหรื อฝังเสี ย เพื่อป้ องกันการระบาดของโรค
และเมื่อปลาเป็ นโรคแล้วไม่มีทางรักษา
                                                                                                        352

                                  (3) ถ้านาปลาที่เป็ นโรคในขั้นไม่รุนแรงมากมาเลี้ยงในที่ที่มีน้ าถ่ายเทสะดวก
และในอัตราที่ไม่หนาแน่นมากปลาก็อาจจะหายจากโรคได้เองบางส่ วน
                    6.1.2.8 โรคจากอิปิสไตลิส หรื อ Epistyliasis
                               1) ลักษณะอาการ Epistyliasis เกิดจากโปรโตซัว Epistylis sp.
            ่                                                  ่                           ้
ซึ่ งจัดอยูในชั้นชิเลียต้า มีรูปร่ างคล้ายกระดิ่งคว่า ชอบอยูรวมกันเป็ นกลุ่ม แต่ละตัวมีกาน(stalk)
                                                            ึ
ยาวออกไปทางด้านท้ายของลาตัว ปลายก้านทาหน้าที่ยดเกาะ (adhesive disc) เรี ยก scopula
ก้านไม่มีแกนตรงกลาง (myoneme) มีขนสั้นๆ รอบบริ เวณที่ทาหน้าที่เป็ นปาก
                                                                  ั
แต่ละตัวมีความยาวประมาณ 40-100 ไมครอน นิวเคลียสมีลกษณะคล้ายตัวอักษรเอส(S)
การยืดหดตัวเกิดขึ้นในแต่ละตัวโดยเฉพาะ ไม่ยดหดตัวพร้อมกันทั้งกลุ่ม
                                                        ื
                                                                               ั
อิปิสไตลิสแพร่ กระจายจากปลาตัวหนึ่งไปยังปลาอีกตัวหนึ่ง โดยเซลล์ที่ยงเจริ ญเติบโตไม่เต็มที่
หลุดออกจากกลุ่มว่ายน้ าไปเกาะปลาตัวใหม่ แล้วแบ่งตัวเกิดเป็ นกลุ่มขึ้นอีก
ปลาที่ถูกอิปิสไตลิสเกาะจะมีอาการแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละชนิด เช่นปลาแรด ปลาบู่ทราย
                                                                                   ่
เมื่อเริ่ มมีอิปิสไตลิสเกาะจะเห็นบริ เวณนั้นเป็ นสี แดง คล้ายกับมีการตกเลือดอยูตามซอกเกล็ด
ปลาเทพาที่ถูกอิปิสไตลิสเกาะจะเห็นเป็ นตุ่มนูนสี ขาวขุ่น ไม่มีอาการตกเลือด ในปลาช่อน ปลาแก้มช้ า
                                                      ั
ปลากระสู บจุดบริ เวณที่อิปิสไตลิสเข้าเกาะมีลกษณะเป็ นปุยฟูๆ
คล้ายสาลีสีขาวปนน้ าตาลไม่มีอาการตกเลือด อิปิสไตลิสสามารถเกาะปลาได้ทุกๆ แห่งบนตัวปลา
โดยเกาะกันเป็ นกระจุก ที่บริ เวณใดบริ เวณหนึ่ง หรื อเกาะกระจายไปทั้งลาตัว
การเกาะของอิปิสไตลิสบนตัวปลา ถ้าพ้นระยะเพิ่มต้นไปแล้ว โดยไม่มีการรักษา
อาการของโรคจะรุ นแรงไปสู่ ระยะที่สอง คือ แผลขยายใหญ่ข้ ึน มีการตกเลือดและอาจมีเชื้อแบคทีเรี ย
รา หรื อปรสิ ต ภายนอกอื่นๆ เช่น ปลิงใส เห็บระฆัง เข้าเกาะตัวปลาช่วยทาให้แผลลุกลาม
กว้างและลึกมากขึ้นอีก ซึ่ งทาให้ปลาตายได้ (สุ ปราณี และชลอ,2527)
                                                                            ่
                           2) การป้ องกันและการรักษา ถ้าอาการปลาอยูในระยะเริ่ มต้น
ยังไม่มีอาการตกเลือดรุ นแรง ใช้เกลือแกงเข้มข้น 0.5 % แช่นาน 24 ชัวโมง และเปลี่ยนน้ า
                                                                          ่
       ้                     ่
แต่ถาอาการของโรคอยูในระยะที่สอง ใช้เกลือแกงเข้มข้น 1% แช่ปลานาน 7-10 วัน และเปลี่ยนน้ าทุก
1-2 วัน หรื อใช้ฟอร์มาลินความเข้มข้น 30 ส่ วนในล้านส่ วน แช่ปลานาน 24 ชัวโมง ประมาณ 1-3
                                                                                     ่
ครั้งแต่ละครั้งห่างกัน 2 วัน
                    6.1.2.9 กระสวยสองหาง หรื อ Henneguya
                               1) ลักษณะอาการ กระสวยสองหาง หรื อ Henneguya sp.
                           ่
เป็ นโปรโตซัวซึ่ งจัดอยูในชั้น สปอร์โรซัว (class sporozoa) พบในลักษณะเป็ นเกราะรู ปไข่สีขาว
                                                                                            353

                               ่
หรื อสี เหลืองคล้ายหินปูน อยูตามเหงือกหรื อลาตัวของปลา เกราะมีขนาดประมาณ 1.0-6.0 มิลลิเมตร
                  ่
ภายในมีสปอร์ อยูมากมาย สปอร์ มีรูปร่ างรี ยาวขนาดกว้างประมาณ 16 ไมครอน ส่ วนหัวมีหนวด
                                   ่
(flagella) 2 เส้น ขดเป็ นเกลียวอยูในกระเปาะ (polar capsule) กระเปาะละ 1 เส้น หนวดยืดหดได้
บริ เวณลาตัวมี vaccuole ขนาดใหญ่ ภายในมีโปรโตพลาสซึ ม ส่ วนท้ายมีอวัยวะคล้ายหาง (caudal
                                                                      ั
filament) 2 เส้น ลูกปลาขนาดเล็กที่ถูกกระสวยสองหางเกาะจะทาให้มีอตราการตายสู ง
สาหรับปลาขนาดใหญ่ ถ้าปรสิ ตชนิดนี้ เกาะในจานวนไม่มากก็จะไม่เป็ นอันตรายมากนัก
      ้             ่
แต่ถาปรสิ ตเกาะอยูตามบริ เวณเหงือกจะทาให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนของปลาติดขัด
กระสวยสองหางเป็ นปรสิ ตของปลาน้ าจืดทัวๆ ไป เช่น ปลาบู่ทราย ปลาดุกอุย ปลาดุกด้าน
                                           ่
ปลาสวาย ปลาหมอไทย ปลากระดี่ เป็ นต้น
                                                     ิ
                          2) การป้ องกันและรักษา ใช้วธีการเช่นเดียวกับการกาจัดอิ๊ค
                                         ่ ิ
เนื่องจากกระสวยสองหางฝังตัวเข้าไปอยูใต้ผวหนัง จึงต้องกาจัดในขณะที่สปอร์ หลุดออกจากเกราะ
                        ้
สาหรับในบ่อหรื อในตูกระจกหลังจากจับปลาขึ้นหมดแล้ว ให้ใส่ ฟอร์ มาลินความเข้มข้น 250
                                                                        ้
ส่ วนในล้านส่ วน ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน จึงถ่ายเทน้ าออกแล้วตากบ่อหรื อตูกระจกให้แห้ง
                 6.1.2.10 ปลิงใส หรื อ Gyrodactylus




                                           ภาพที่ 6.9 ปลิงใส
                                       ที่มา: กรมประมง(มปป )
                       1) ลักษณะอาการ ปลิงใสหรื อ Gyrodactylus sp.
                             ่
เป็ นพวกหนอนตัวแบนจัดอยูในไฟลัม พลาทีเฮลมินธี ส (phylum plathyhelminthes) ชั้นทรี มาโตด้า
                                                                           ่
(class trematoda) มีชื่อเรี ยกทัวไปว่าskin flukes เป็ นปรสิ ตภายนอก เกาะอยูตามครี บเหงือก
                                ่
และลาตัวของปลาน้ าจืดหลายชนิด เช่น ปลาดุกอุย ปลาดุกด้าน ปลาสวาย ปลานิล เป็ นต้น
Gyrodactylus sp. ตัวมีขนาดเล็กประมาณ 2-3 มิลลิเมตร สี ขาวใส ส่ วนหัวแยกเป็ น 2 แฉก
แต่ละแฉกค่อนข้างมน ไม่มีจุดตา (eye spot)
                                                                   ่
ส่ วนท้ายเป็ นอวัยวะสาหรับยึดเกาะมีหนามเล็กๆ(marginal hook) อยูโดยรอบจานวน16 อัน
                                                                                               354

                            ่                                                ั
ตรงกลางมีขอหนาม 1 คูระหว่างขอหนามมีแผ่นเล็กๆ (bar) ยึดขอหนามไว้ มีอณฑะจานวนมาก
รังไข่เป็ นรู ปตัวอักษรวี (V) ในตัวแม่มีตวอ่อนอยู่ 3 ระยะ (generation) ออกลูกเป็ นตัว
                                          ั
                 ้
ปรสิ ตชนิดนี้ถาปลาถูกเกาะติดเป็ นจานวนมากๆปลาจะมีอาการว่ายน้ าทุรุนทุราย ลอยตัวดามผิวน้ า ผอม
        ้                                                                      ่ ั่
กระพุงแก้มเปิ ดปิ ดเร็ วกว่าปกติ อาจมีแผลขนาดเล็กเท่าปลายเข็มหมุดกระจาย อยูทวลาตัว
                                                                                 ่
ถ้าเป็ นการติดโรคในขั้นรุ นแรงอาจมองเห็นเหมือนกับว่าปลามีขนสี ขาว สั้น ๆ อยูตามลาตัว
ซึ่ งจะทาให้ปลาตายได้ปลาเกือบทุกชนิดพบว่าเป็ นโรคนี้ได้ท้ งนั้นั
โดยเฉพาะอย่างยิงลูกปลาดุกที่เริ่ มปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดินใหม่ ๆ ควรระวัง
                    ่
          ้                                 ั
โรคนี้ดวยถ้าพบการติดเชื้ อพยาธิ ชนิดนี้ต้ งแต่ระยะเริ่ มต้นก็สามารถรักษาให้หาย ได้ไม่ยาก
                           2) การป้ องกันและรักษา ใช้ฟอร์มาลิน ความเข้มข้น 30-50 ส่ วนในล้านส่ วน
แช่ปลาตลอดไป หรื อใช้ดิพเทอร์ เรค (Dipteres) ความเข้มข้น 0.25-0.50 ส่ วนในล้านส่ วน
แช่ปลาตลอดไป
                   6.1.2.11 ปลิงใส หรื อ Dactylogyrus




                                ภาพที่ 6.10 ปลาที่เป็ นโรคที่เกิดจากปลิงใส
                                         ที่มา: กรมประมง(มปป )
                           1) ลักษณะอาการ ปลิงใส หรื อ หรื อ Dactylogyrus sp.
                              ่
เป็ นพวกหนอนตัวแบน จัดอยูในไฟลัม พลาทีเฮลมินธี ส ชั้นทรี มาโตด้า มีชื่อเรี ยกทัวไปว่า gill flukes
                                                                               ่
                           ่
เป็ นปรสิ ตภายนอก เกาะอยูตามผิวหนังและเหงือกของปลาน้ าจืดหลายชนิดเช่นปลาดุกด้าน ปลาดุกอุย
ปลาเนื้ออ่อน ปลาไน ปลาตะเพียนขาว ปลาช่อน ปลากระสู บ เป็ นต้น มีรูปร่ างคล้ายคลึงกับ
Gyrodactylus sp. มาก ตัวมีขนาดเล็กประมาณ 0.5-2.0 มิลลิเมตร สี ขาวใส ส่ วนหัวแยกเป็ น 4
แฉก มีจุดตา 2 คู่ ปลายทางด้านท้ายแผ่ออกเป็ นแผ่นกว้าง (haptor) มีขอหนาม 1 คู่
ระหว่างขอหนามมีแผนยึดอยู่ 1-2 อัน มีขอหนามเล็กจานวน 14 อัน มีถุงอัณฑะ 1 คู่
                                 ่
รังไข่มีรูปร่ างค่อนข้างกลม อยูหน้าถุงอัณฑะ ไม่มีท่อนาไข่ ออกลูกเป็ นไข่
ลูกปลาขนาดเล็กที่ถูกปรสิ ตนี้เกาะตามบริ เวณเหงือกเป็ นจานวนมาก(ชุติมา และคณะ, 2546)
                                                                                                   355

จะทาให้เหงือกเป็ นแผลและขาดกร่ อน การแลกเปลี่ยนออกซิ เจนของปลาติดขัด ปลาเกิดอาการเพลีย
อ่อนแอ เครี ยด และไม่กินอาหาร อาจทาให้ปลาตายได้
ปรสิ ตชนิดนี้ไม่เป็ นอันตรายมากนักสาหรับปลาขนาดใหญ่
นอกจากจะทาให้เกิดแผลตามผิวหนังและเหงือก ซึ่ งเป็ นโอกาสให้เชื้ อแบคทีเรี ยและราเข้าแทรก
ทาให้ปลาเจ็บป่ วยได้ในเวลาต่อมา
                           2) การป้ องกันและรักษา ใช้วิธีเช่นเดียวกับการกาจัด Gyrodactylus sp.




                6.1.2.12 หนอนสมอ หรื อ Lernaea




                           ภาพที่ 6.11 หนอนสมอและอาการของปลาที่เป็ นโรค
                                        ที่มา: กรมประมง(มปป )
                                                                                         ่
                          1) ลักษณะอาการ หนอนสมอหรื อ Lernaea sp. จัดอยูในไฟลัมอาร์ โธรโปด้า
(phylum arthropoda) ชั้นครัสเตเซี ยน (class crustacean) มีชื่อเรี ยกทัวไปว่า anchor worm
                                                                          ่
                       ั
เพราะว่าส่ วนหัวมีลกษณะคล้ายสมอ ลาตัวเป็ นรู ปทรงกระบอกขนาดความยาวประมาณ 0.2-4.3
มิลลิเมตร มีหนวด 2 คู่ คู่แรก มี 3 ปล้อง คู่ที่ 2 มี 2 ปล้อง มีขาว่ายน้ า 5 คู่ 4 คู่แรก เป็ นแบบ 2 แฉก
                                ่
(biramous) ขาว่ายน้ าคู่แรกอยูใต้ส่วนหัว คู่อื่นๆ เรี ยงกันลงมาตามลาตัว คู่ที่ 5 มีเพียง 1
       ่
ข้ออยูหน้าช่องเปิ ดของเพศเมีย (vulva) ระยางค์ต่างๆ นี้มองเห็นไม่ชด ส่ วนท้องสั้นมี 3ปล้อง
                                                                            ั
                                                                    ่
ด้ายท้ายลาตัวมีถุงไข่ (egg sac) 1 คู่รูปร่ างยาวรี มีไข่เรี ยงกันอยูหลายแถว
                   ้
เมื่อไข่แก่เยื่อหุ มไข่จะแตกออก ไข่ฟักออกเป็ นตัวอ่อน และลอกคราบไปจนถึงระยะโคพีโพดิด
                                                                                                     356

(copepodid) จึงเกาะตัวปลาเพื่อกินเมือกตามตัวปลาเป็ นอาหาร ระยะโคพีโพดิดมี 6 ขั้นด้วยกัน
                                                               ่
ระยะโคพีโพดิดขั้นแรกๆ ยังเป็ นเพศรวม และแยกเพศเมื่ออยูในระยะโคพีโพดิด ขั้นที่ 5
                          ั
และมีการผสมพันธุ์กน เมื่อผสมพันธุ์แล้วตัวผูจะตาย ส่ วนตัวเมียเกาะอยูกบปลา
                                                 ้                         ่ ั
จนเป็ นตัวเต็มวัยและวางไข่ต่อไป หนอนสมอตัวเมียเป็ นปรสิ ตของปลาน้ าจืดที่มีเกล็ดทัวไป เช่น่
ปลาบู่ทราย ปลาจีน ปลาช่อน ปลาไน เป็ นต้น หนอนสมอเกาะบนลาตัวปลาได้แทบทุกแห่ง เช่น
โคนครี บ ลาตัว ช่องปาก รอบๆ ตา เป็ นต้น โดยหนอนสมอจะฝังส่ วนหัวเข้าไปใต้ผวหนัง       ิ
                                          ่
เพื่อดูดกินเลือดและของเหลว ในเนื้อเยือจากปลา บริ เวณรอบๆ ตาแหน่งที่มีหนอนสมอเกาะ
มีอาการตกเลือดเป็ นรอยช้ าเกล็ดหลุดและเกิดบาดแผลเมื่อตัวเต็มวัยของหนอนสมอหลุดออกไป
จะเกิดบาดแผลขึ้นตรงบริ เวณที่หนอนสมอเกาะ เป็ นสาเหตุให้เชื้ อแบคทีเรี ยและเชื้อราเข้าแทรก
ทาให้แผลขยายลุกลามมากขึ้น ปลาที่ถูกหนอนสมอเกาะมากๆ
                                      ่                                        ั        ่
จะมีอาการว่ายน้ าอย่างเชื่องช้าอยูตามผิวน้ า เอาข้างตัวที่มีหนอนสมอเกาะถูกบวัสดุที่อยูในน้ า
ส่ วนหนอนสมอตัวผูไม่เป็ นปรสิ ตของปลา มีรูปร่ างคล้ายไรน้ าทัวๆ ไป ว่ายน้ าอยูเ่ ป็ นอิสระ
                        ้                                          ่
                                    ่
ในประเทศไทย มีหนอนสมออยูหลายชนิด เช่น Lernaea cyprinacea L. polymorpha L.
lophira (ประไพสิ ริ,2524)
                            2) การป้ องกันและรักษา
                                                                     ่
                               (1) ควรย้ายปลาที่มีหนอนสมอเกาะอยูไปไว้ในถังอื่นประมาณ 3- 4 อาทิตย์
                      ั                                          ื               ั
ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้ตวอ่อนของหนอนสมอที่เพิ่งออกเป็ นตัวมีที่ยดเกาะก็จะทาให้มน ตายไปเองได้
                               (2) แช่ปลาที่มีพยาธิ ในสารละลายดิพเทอเร็ กซ์ ในอัตราส่ วน 0.5 กรัม ต่อน้ า
1,000 ลิตร แช่ประมาณ 24 ชัวโมง แล้วเปลี่ยนน้ า เว้นระยะไป 5-7 วัน จึงทาการแช่ยาซ้ าอีก 2-3 ครั้ง
                                 ่
                               (3) การกาจัดหนอนสมอในบ่อทื่ใม่มีปลาอยูแล้ว่
สามารถกาจัดให้หมดไปได้โดยการละลายดิพเทอเร็ กซ์ 2 กรัมต่อน้ า 1,000 ลิตร แล้วสาดลงไปในบ่อ
       ั่
ให้ทวทิ้งไว้ 1-2 อาทิตย์ แล้วจึงนาปลากลับมาเลี้ยงตามเดิมได้
                   6.1.2.13 เห็บปลา หรื อ Argulus
                                                                                               357



                                              ภาพที่ 6.12 เห็บปลา
                        1) ลักษณะอาการ เห็บปลา fish louse หรื อ Argulus sp. จัดอยูใน       ่
ไฟลัมอาร์ โธรโปด้า ชั้นครัสเตเซี ยน เห็บปลามีขนาดประมาณ 5-10 มิลลิเมตร มองเห็นด้วยตาเปล่า
ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู ้ ลาตัวมีสีเขียวปนเหลืองหรื อน้ าตาล ตัวแบนกลม ด้านหลังโค้งมน
ลาตัวเป็ นปล้องเชื่อมติดกัน
ส่ วนของปากเจริ ญมากและเปลี่ยนแปลงไปเป็ นอวัยวะสารับดูดเกาะ มีตารวม(Compoudeyes) 2 ตา
ระหว่างตารวม มีตาเดี่ยว 1 ตา ระหว่างตาทั้ง 3 มีงวงขนาดใหญ่ (proboscis)
                                                      ่
ทาหน้าที่เป็ นอวัยวะสาหรับเกาะตัวปลา มีปากอยูหลังงวง ท่อทางเดินอาหารสั้น
แต่มีสาขาแยกออกไปมาก มีขา 6 คู่ คู่ที่ 1-4 เห็นได้ชด ขาคู่ที่ 5 และ 6 หายไป ส่ วนหางยืนออกไปเป็ น 2
                                                         ั                             ่
                           ่                   ้ ั
แฉก อวัยวะสื บพันธุ์อยูบริ เวณหาง ตัวผูมีอณฑะใหญ่ 2 อัน ตัวเมียมีอวัยวะสาหรับรับน้ าเชื้ อ
                                      ่
(receptacular seminis) 1 คู่ รังไข่อยูบริ เวณกลางลาตัว
                               ่
ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะอยูในท่อนาไข่บริ เวณกลางลาตัว เห็บปลาวางไข่บนก้อนหิ น หรื อวัตถุแข็งๆ
                                                                      ่
ในน้ า ไข่ฟักออกเป็ นตัวภายใน 9-15 วัน ตัวอ่อนว่ายน้ าเป็ นอิสระอยูประมาณ 20-24 ชัวโมง
                                                                                     ่
แล้วจะเข้าเกาะปลา ถ้าไม่สามารถเข้าเกาะปลาได้ภายใน 24 ชัวโมงจะตาย เมื่อเข้าเกาะปลาแล้ว 3-5
                                                                  ่
วันจะลอกคราบครั้งแรก ลอกคราบทั้งหมดประมาณ 6 ครั้ง จึงกลายเป็ นตัวเต็มวัย
ตัวเมียเมื่อวางไข่แล้วจะตาย เห็บปลาเป็ นปรสิ ตของปลาน้ าจืดที่มีเกล็ดเกือบทุกชนิด เช่น
ปลาตะเพียนขาว ปลาไน ปลาทอง ปลาชะโด ปลาหมอไทย ปลาแรด เป็ นต้น
เห็บปลาที่พบในประเทศไทยได้แก่ Argulus foliacieus A. indices A. siamensis (สุ ปราณี
                                                                             ่
และพิทยา , 2518 ; ประไพสิ ริ, 2524) ปลาที่เป็ นโรคนี้เราจะสังเกตเห็นได้วา มีพยาธิ รูปร่ างกลม ๆ
                                                            ่
สี เขียวปนน้ าตาลขนาด ประมาณ5 - 7 มิลลิเมตร เกาะอยูตามล๋ าตัว หัว และครี บ
                                                                        ่ ั่
ในปลาที่มีการติดโรคนี้เป็ นเวลานาน จะมีแผลตก เลือดเล็ก ๆ กระจายอยูทวตัว ปลาจะว่ายน้ าทุรนทุราย
                ั
และพยายามถูตวเองกับข้างบ่อหรื อตูเ้ พื่อให้พยาธิ หลุด ปลาที่ถูกเห็บปลาเกาะเป็ นจานวนมากๆ
                                            ่
จะถูกดูดกินเลือด และของเหลวในเนื้อเยือและเห็บปลายังปล่อยสารพิษออกมาอีกด้วย
ทาให้ปลาเพลียไม่กินอาหาร เจริ ญเติบโตช้า
                        2) การป้ องกันและรักษา
                             (1) แช่ปลาที่มีพยาธิ น้ ี ในสารละลายยาฆ่าแมลงจาพวก ดิพเทอเร็ กซ์
(Diptercx) ในอัตราส่ วน 0.5-0.75 กรัมต่อน้ า 1,000 ลิตร นาน 24 ชัวโมง
                                                                    ่
                                                                                             358

                             (2) แช่ปลาใน สารละลายด่างทับทิม (โปแคลเซียมเปอแมงกาเนต) ใน
อัตราส่ วน 1 กรัมต่อน้ า 10 ลิตร นานประมาณ 15-30 นาที แล้วจึงจะย้ายปลา          ไปใส่ ในน้ าสะอาด
                             (3) กาจัดเห็บปลาออกโดยการจับออกด้วยปากคีบ หากพยาธิ ชนิดนี้เกาะ
แน่นเกินไปให้หยดน้ าเกลือเข้มขันประมาณ 1- 2 หยด ลงบนตัวพยาธิแลัวจึงใช้ปาก คีบดีงออก
พยาธิ จะหลุดออกโดยง่าย
                             (4) การกาจัดเห็บปลาที่เกิดขึ้นในบ่อ ทาได้โดยการตากบ่อให้แห้งแล้ว
                ั่
โรยปูนขาวให้ทวบ่อ
                   6.1.2.14โรคหมัดปลา




                                     ภาพที่ 6.13 หมัดปลา
                                    ที่มา: กรมประมง(มปป )

                       1) ลักษณะอาการ ปลาที่เป็ นโรคนี้จะมีอาการว่ายน้ าทุรนทุราย
และพยายามเสี ยดสี ลาตัว กับข้างบ่อ กระโดดขึ้นลงจากผิวน้ า
                                                                            ่
ถ้าสังเกตจะเห็นหมัดปลาที่มีลาตัวยาวรี เป็ น ปล้อง ๆ สี แดงเข้มเกือบดาเกาะอยูตามส่ วนต่าง ๆ
                                      ่
ของตัวปลา พยาธิ ชนิดนี้ จะไม่เกาะอยูบนตัวปลาแบบถาวร
                                                    ่
มันจะดูดเลือดปลากินเป็ นอาหารแล้วทิ้งตัวลงไปอยูที่ พื้นก้นบ่อ
เมื่ออาหารย่อยหมดแล้วก็จะกลับมาเกาะตัวปลาใหม่ ปลาขนาด 2-3 เซนติเมตร ถ้ามีหมัดปลาเข้าเกาะ 3-
4 ตัว ก็จะทาให้ปลาตายได้ภายในเวลา 3-4 ชัวโมง    ่
ปลาที่ตายจะมีเหงือกสี ซีดมากปลาที่พบว่าเป็ นโรคนี้ได้แก่ปลาสวาย บึก นิล เป็ นต้น
                       2) การป้ องกันและรักษา
                          (1) ถ้าเป็ นปลาที่เลี้ยงในกระชังทาการรักษาได้ยาก ควรนาปลาขึ้นมา
พักในบ่อดินแล้วทาการรักษาตามข้อ 2
                                                                                                 359

                           (2) ถ้าเป็ นกับปลาในบ่อเลี้ยง ใช้ดิพเทอเร็ กซ์ จานวน 0.25-0.5 กรัมต่อน้ า
1,000 ลิตร แช่สัปดาห์ละครั้งติดต่อกัน 3-4 สัปดาห์ โดยควรถ่ายน้ าบางส่ วน ก่อนแช่ดิพเทอร์ เร็ กช์
ครั้งต่อไป
           6.1.3 โรคที่เกิดจากพยาธิ ภายใน
                6.1.3.1 โรคพยาธิใบไม้




                                   ภาพที่ 6.14 ปลาที่เป็ นโรคพยาธิใบไม้
                                            ที่มา: กรมประมง(มปป )
                          1) ลักษณะอาการ พยาธิใบไม้ที่ทาให้เกิดโรคปลานั้น
พบทั้งขณะที่เป็ นตัวเต็มวัยแล้ว และตัวอ่อน ตัวเต็มวัยของพยาธิใบไม้จะพบได้ในทางเดินอาหาร
                                                                                       ่
ภายในช่องท้อง ไม่ค่อยทาอันตราย ต่อปลาเท่าใดนัก ต่างกับตัวอ่อน ซื่งพบฝังตัวอยูบริ เวณเหงือก
และอวัยวะภายในต่าง ๆ ทาให้เกิดความเสี ยหายกับเนื้ อเยื่อของเหงือกเป็ นอย่างมาก
                                                              ้          ่
โดยเฉพาะอย่างยิงในลูกปลา ที่เป็ นโรคนี้ จะมีอาการ กระพุงแก้มเปิ ดอ้าอยูตลอดเวลาว่ายน้ า ทุรนทุราย
                   ่
ลอยตัวที่ ผิวน้ า ผอม เหงือกบวมอาจมองเห็นจุดขาว ๆ คล้ายเม็ดสาดูขนาดเล็กเป็ นไตแข็งบริ เวณ
เหงือกได้ และปลาจะทยอยตายเรื่ อย ๆ ปลาหลายชนิดในแหล่งน้ าธรรมชาติอาจพบพยาธิ
                                    ั
ใบไม้เต็มวัยได้ ส่ วนพยาธิ ใบไม้ตวอ่อนพบมากในปลาจีน ดุก นิล สวาย
และปลาสวยงามอีกหลายชนิดที่เลี้ยงในบ่อดินที่มีการใส่ ปุ๋ยคอกเพื่อทาให้น้ าเขียว
                          2) การป้ องกันและรักษา
                             (1) ควรหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยคอก เพราะอาจจะมีไข่ของพยาธิ ใบไม้ติดมา
ถ้าหากจาเป็ นต้องใช้ปุ๋ยคอก ควรตากให้แห้งเป็ นอย่างดีก่อนใช้ และควรกาจัดหอย
ซึ่ งจะเป็ นตัวช่วยเสริ มในการระบาดของพยาธิ ชนิดนี้ครบวงจร โดยการตากบ่อ
                              ั่
ให้แห้งและโรยปูนขาวให้ทวในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากจับปลาขึ้น ขายแล้วทุกครั้ง
                                          ิ
                             (2) ยังไม่มีวธีรักษาหรื อกาจัดตัวอ่อนของพยาธิ ใบไม้ ที่เกาะบนตัวปลา
                                                                                           360

                                ั
               6.1.3.2 โรคพยาธิตวกลม




                                                          ั
                                        ภาพที่ 6.15 พยาธิตวกลม
                                        ที่มา: กรมประมง(มปป )
                                                    ั              ่
                       1) ลักษณะอาการ โรคนี้มกพบกับปลาที่อยูตามแหล่งน้ าธรรมชาติ
หรื อปลาที่เลี้ยงในกระชัง ไม่ค่อยเป็ น ปั ญหาสาหรับปลาที่เลี้ยงในบ่อ หรื อในตูกระจก
                                                                              ้
                           ั
ตัวเต็มวัยของพยาธิ ชนิดนี้มกพบในทางเดินอาหาร
                                          ่
และหลังลูกตาตัวอ่อนจะพบได้ในเนื้ อเยือของกล้ามเนื้ อและอวัยวะภายในต่าง ๆไม่ทาให้เกิดอันตราย
กับปลามากนัก ถ้าพบพยาธิ ชนิดนี้บริ เวณหลังลูกตาจะทาให้ปลามีอาการตาโปน หรื อตาขุ่นขาว พยาธิ
ตัวกลมนี้มีขนาดใหญ่มองเห็นได้ดวยตาเปล่า มีลาตัวยาวเป็ นแท่งทรงกระบอกสี ขาวขุ่น ครี ม หรื อแดง
                                   ้
                                                            ิ
                       2) การป้ องกันและรักษา ยังไม่มีวธีการรักษาที่เหมาะสม


                                ั
               6.1.3.3 โรคพยาธิหวหนาม
                                                                                                 361




                                                        ั
                                     ภาพที่ 6.16 พยาธิ หวหนาม
                                      ที่มา: กรมประมง(มปป )

                                                                 ั
                         1) ลักษณะอาการ โรคนี้เกิดจากพยาธิ ที่มีลกษณะพิเศษคือ
มีลาตัวกลมรู ปทรงกระบอก ส่ วนหัวมีขอหนาม และสามารถยืดหดได้ มีสีขาวขุ่น หรื อเหลืองอมส้ม
               ่                            ่       ่
ตัวแก่พบ อยูในลาไส้ ตัวอ่อนพบแทรกอยูในเนื้ อเยือของอวัยวะภายใน ถ้าพบในปลาที่มีขนาด
                                              ้
ใหญ่จะไม่ทาอันตรายต่อปลามากนัก แต่ถาปลาขนาดเล็กเป็ นโรคนื้ และพบพยาธิ หัวหนามจานวนมาก
(4-10 ตัว) ในลาไส้จะทาให้เกิดการอุดตันของทางเดินอาหาร
และพยาธิ จะแย่งอาหารจากลูกปลาทาให้ปลาตายได้ มักพบในลูกปลาช่อนที่นา
มาเลี้ยงไว้เพื่อให้มีขนาดใหญ่ก่อนนาไปเลี้ยงต่อให้เป็ นปลาขนาดตลาดต่อไป ปลาที่
                             ่
พบว่ามีพยาธิ ชนิดนี้อาศัยอยูมากได้แก่ ปลาช่อน กระสู บ ตะเพียน เป็ นต้น
            2) การป้ องกันและรักษา
สาหรับปลาที่รวบรวมจากธรรมชาติการป้ องกันและรักษาทาได้ยาก
อีกทั้งการกาจัดพวกไรน้ าซึ่ งเป็ นที่อาศัยของตัวอ่อนของปรสิ ตชนิดนี้ไม่ใช่เรื่ องง่าย
            ิ
จึงยังไม่มีวธีการกาจัดที่ได้ผล
        6.2 โรคปลาที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรี ย
            เชื้อแบคทีเรี ยที่ก่อให้เกิดโรคปลา มีอยูทวไปในแหล่งน้ าโดยปะปนอยูกบน้ า ติดอยูกบวัสดุ
                                                      ่ ั่                         ่ ั         ่ ั
                              ่             ่ ั
อนุภาคต่างๆที่ล่องลอยอยูในน้ า ปะปนอยูกบของเสี ยที่ถูกขับถ่ายออกมาจากสิ่ งมีชีวตในน้ า ิ
      ่
มีอยูในตัวสัตว์น้ าที่เป็ นโรค ติดมากับอาหารปลา ฯลฯ
                                                       ั                                     ้
เชื้อแบคทีเรี ยที่เป็ นอันตรายต่อปลามีหลายชนิดมีท้ งประเภทที่สามารถทาให้ปลาเป็ นโรคได้ดวยตัวของ
มันเอง(primary pathogen) และประเภทที่ทาให้ปลาเป็ นโรคหลังจากมีเชื้ อชนิดอื่นๆ
ทาให้ปลาเป็ นโรคหรื อเกิดบาดแผลอยูก่อนแล้ว(secondary pathogen)
                                          ่
โอกาสของการได้รับเชื้อแบคทีเรี ย
เป็ นจุดวิกฤติที่สาคัญอันหนึ่งของการเริ่ มต้นติดเชื้ อแบคทีเรี ยของปลา สิ่ งปกคลุมผิวชั้นนอกของตัวปลา
เช่นเมือกปลา คิวติเคิล(cutticle) สามารถหยุดยั้งการเจริ ญเติบโตของเชื้อแบคทีเรี ยได้
โดยปกติเชื้ อแบคทีเรี ยจะผ่านเข้าทางผิวหนังของปลาได้ยาก
นอกเสี ยจากว่าผิวหนังปลาเกิดบาดแผล เนื่ องจาการกระทบกระแทกกับของแข็ง
                                                                                                362

ถูกเกาะหรื อกัดโดยปรสิ ต ซึ่ งทาให้เชื้อแบคทีเรี ยสามารถผ่านเข้าสู่ ร่างกายของปลาได้ นอกจากนี้
เชื้อแบคทีเรี ยยังสามารถเข้าสู่ ร่างกายของปลาได้ทางปาก
                                                                                             ้
โดยติดกับอาหารและอวัยวะที่ประกอบด้วยเนื้อเยือที่อ่อนนิ่ม หรื อบอบบาง เช่น เหงือก รู กน ช่องเพศ
                                                    ่
และ ตา มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรี ยได้ง่าย
             6.2.1 โรค Motileaeromonas
                    6.2.1.1 ลักษณะอาการโรค Motileaeromonas เกิดจากติดเชื้อแบคทีเรี ย Aeromonas
hydrophila.1 โรค Motile aeromonas เชื้อแบคทีเรี ยชนิ ดนี้มีการแพร่ กระจายอยูทวโลก    ่ ั่
ส่ วนใหญ่พบในปลาน้ าจืด เป็ นเชื้อแบคทีเรี ยชนิดแรกที่ทาให้ปลาน้ าจืดเกิดโรคได้ (primary infection)
และเป็ นสาเหตุสาคัญที่ทาให้เกิดโรคระบาดในปลา ในสัตว์เลือดเย็น ชนิดอื่นๆ เช่น จระเข้ งู เต่า
ตะพาบน้ า และในสัตว์เลือดอุ่น เช่น วัว ควาย รวมทั้งมนุ ษย์ดวย  ้
ความรุ นแรงของเชื้ อแตกต่างกันตามแหล่งที่อยู่ ดังนั้นโรคที่เกิดจากเชื้ อแบคทีเรี ย A. hydrophila
จึงมีชื่อพ้องกันหลายชื่อ ซึ่ งเรี ยกตามอาการของปลาหรื อสัตว์ป่วย เช่น hemorrhagic septicemia
ที่เกิดกับปลาเขตร้อน ทัวๆ ไป red sore disease ในปลา pike (Esox lucius) red mouth disease
                            ่
ในปลา rainbow troutและ red-leg disease ในกบ
                              bacteria septicemia
ซึ่ งเป็ นลักษณะอาการที่มีเชื้อแบคทีเรี ยแพร่ ไปยังอวัยวะส่ วนต่างๆ ตามกระแสเลือด A. hydrophila
                          ่                                                      ์
เป็ นแบคทีเรี ยที่พบอยูในน้ าจืดทัวไป โดยเฉพาะในแหล่งน้ าที่มีปริ มาณอินทรี ยสารมาก เช่น
                                     ่
น้ าทิ้งจากแหล่งชุมชน เป็ นต้น เป็ นแบคทีเรี ยชนิ ดแกรมลบ รู ปร่ างเป็ นแท่งสั้น (short rod)
ขนาดความกว้างประมาณ 0.7-0.8 ไมครอน ขนาดความยาวประมาณ 1.0-1.5 ไมครอน ไม่สร้างสปอร์
                                                      ่
สามารถเคลื่อนที่ได้ เนื่องจากมีแส้ (flagellum) อยูที่ปลายด้านหนึ่งของเซลล์
                                ่
ลักษณะของโคโลนีที่ข้ ึนอยูบนอาหารเลี้ยงเชื้อ โดยส่ วนใหญ่มีรูปร่ างกลม ผิวเรี ยบ ตรงกลางโค้งนูน
สี ขาวนวล เป็ น facultative anaerobes
                      ั
สามารถเจริ ญได้ท้ งในสภาพที่มีออกซิ เจนและไม่มีออกซิ เจน
เจริ ญได้ดีในที่ซ่ ึงมีประมาณสารอินทรี ยสูง อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริ ญอยูในระหว่าง 250C- 300C
                                             ์                                     ่
เจริ ญได้ในช่วงความเป็ นกรดเป็ นด่าง 5.5-9.0 ในสภาวะปกติ เชื้อแบคทีเรี ย A . hydrophila
ไม่ทาให้เกิดปั ญหากับปลา แต่เมื่อใดที่ปลาเกิดความเครี ยด (stress)
เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง แบคทีเรี ยชนิดนี้สามารถทาให้ปลาเกิดโรคได้
สภาวะแวดล้อมที่สาคัญ ได้แก่ อุณหภูมิ ปลามักจะเกิดโรคเมื่ออุณหภูมิของน้ าต่า
หรื อความแตกต่างของอุณหภูมิน้ าในรอบวันมีช่วงกว้าง
                                                                                                363

                        ั                      ้      ่
ทาให้ปลาปรับตัวไม่ทนและมีการสร้างภูมิคุมกันอยูในระดับต่ากว่าปกติ
การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีของน้ า             เช่นมีปริ มาณออกซิ เจนที่ละลายในน้ าต่านานเกินไป
เป็ นเวลานานๆ ในน้ ามีปริ มาณแอมโมเนียมากเกินไป เลี้ยงปลาในอัตราหนาแน่น สิ่ งดังกล่าวเหล่านี้
เป็ นสาเหตุโน้มนาทาให้ปลาเกิดความเครี ยดและอ่อนแอ
จึงเป็ นการเปิ ดโอกาสให้เป็ นโรคติดเชื้ อแบคทีเรี ย ได้ การเกิดโรค motile aeromonas
เป็ นการติดเชื้ อในระบบตัวปลา (systemic infection) เชื้อแบคทีเรี ย A . hydrophila
เข้าสู่ ร่างกายของปลาได้โดยทางปากหรื อทางผิวหนัง และเหงือกที่มีบาดแผล
เชื้อแบคทีเรี ยจะไปเพิ่มจานวนมากขึ้นในลาไส้ หรื อบริ เวณที่เข้าไป
แล้วแพร่ กระจายไปตามกระแสเลือดทัวร่ างกาย ในประเทศไทยมีรายงานว่า
                                           ่
โรคที่เกิดจากเชื้ อแบคทีเรี ย A . hydrophila ทาความเสี ยหายให้แก่ผเู ้ ลี้ยงมากที่สุด
และทาให้ปลาหลายชนิดเกิดโรค ตัวอย่างเช่น
              โรคโคนครี บหูบวมในปลาดุกด้าน ปลาดุกด้านที่เป็ นโรคนี้ มีอาการบนลาตัว มีแผลเล็กๆ
                ิ
ลึกลงไปใต้ผวหนัง บริ เวณแผลมีเลือดซึมออกมา โดยเฉพาะแผลที่บริ เวณโคนครี บหู
ซึ่ งจะมีอาการบวม และมีแผลใหญ่กว่าที่บริ เวณอื่นๆ เหงือกมีสีซีด ปลาป่ วยส่ วนมากมีอาการท้องมาน
(ascites) เมื่อผ่าออกดูพบว่ามีน้ าขุ่นสี เหลืองปนเลือดอยูเ่ ต็มช่องท้อง ตับบวมใหญ่กว่าปกติ
และมีสีเหลืองซีด ไตส่ วนหน้า (anterior kidney) และไตส่ วนหลัง (poeterior kidney) บวม
ลาไส้และอวัยวะภายใน รวมทั้งผนังช่องท้องมีอาการตกเลือด(hemorrhage)
ม้ามบวมใหญ่กว่าปกติ (splenomegaly)และพบ เชื้อแบคทีเรี ย A . hydrophila
จานวนมากที่ไต(สุ ปราณี และชลอ ,2526 ก.)




                            ภาพที่ 6.17 โรคโคนครี บหูบวมในปลาดุกด้าน
                 ที่มา:http://www.khonkaen.doac.go.th[ค้นวันที24 ธันวาคม 2549 ]
                                                                                                    364

        โรคติดเชื้อแบคทีเรี ย A . hydrophila ที่เกิดกับลูกปลาดุกด้าน            ขนาดความยาวประมาณ 3
เซนติเมตร น้ าหนักประมาณ 1 กรัม ปลาป่ วยส่ วนมากมีอาการลอยหัวในแนวดิ่งตั้งฉากกับผิวน้ า
                   ่             ่                                                  ่
บางตัวลอยหัวอยูในแนวดิ่ง อยูตอนกลางผิวน้ า แล้วค่อยๆ จมลงในแนวดิ่ง และพุงตัวขึ้นมาใหม่อีก
                                         ่
ปลาป่ วยบางส่ วนตั้งตัวในแนวดิ่งอยูบริ เวณก้นบ่อ บริ เวณหัวและตามลาตัว
               ั             ่
เป็ นแผลมีลกษณะผิวหนังยุยผิวหนังลอกหลุด ทาให้เกิดบาดแผลขนาดต่างๆ กัน บางตัวมีอาการชัก
            ่
หมุนตัวพุงตัวขึ้นพ้นน้ า พบเชื้อแบคทีเรี ย A . hydrophila ที่แผลและไต (ศักดิ์ชย ,2529)ั
        ปลาบู่ทราย ที่เป็ นโรคติดเชื้ อ A . hydrophila
จะมีอาการเป็ นแผลหลุมลึกตามลาตัวเกล็ดที่ริมฝี ปากเน่าหลุด เหงือกเน่า เกล็ดตั้งพอง
มีน้ าเหลืองในช่องท้อง ตับซีดขาว ไตบวม ท้องบวม ตาขุ่น ตาโปน ตกเลือด เป็ นจุดเล็กๆ
ตามลาตัว และโคนครี บ ตรวจพบเชื้ อแบคทีเรี ย A . hydrophila จากบริ เวณแผล ตับและไต
(เกรี ยงศักดิ์,และคณะ 2522; สิ ทธิ 2524 ก.;กิจการ และคณะ , 2526)
        ส่ วนปลาน้ าจืดชนิ ดอื่นๆ ที่เป็ นโรคติดเชื้ อแบคทีเรี ย A . hydrophila พบว่าอาการคล้ายๆ กัน คือ
มีบาดแผลบนลาตัว ครี บกร่ อน มีเลือดซึมออกมาจากบริ เวณแผล ตับ ไต
และม้ามบวมโตกว่าปกติอวัยวะภายในตกเลือด
ปลาว่ายน้ าแบบเสี ยการทรงตัวเนื่องจากอวัยวะภายในที่สาคัญต่างๆ โดนสารพิษจากแบคทีเรี ยทาลาย
(สุ ปราณี และชลอ, 2526 ข.)
        อาการโดยทัวไปของโรค motile aeromonas แบ่งออกได้เป็ น 4 กลุ่มคือ
                     ่
                          1) อาการรุ นแรงแบบเฉียบพลัน (acute) ปลาจะตายอย่างรวดเร็ วมาก
โดยไม่ปรากฏอาการภายนอกให้เห็น หรื อมีอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
อวัยวะภายในมีเลือดคัง(congestion) บริ เวณลาไส้ส่วนปลายตกเลือด(hemorrhage)
                        ่
ผนังบุช่องท้องและกล้ามเนื้อตกเลือดเป็ นจุดเล็กๆ (petechial hemorrhage)
การระบาดของโรคเกิดขึ้นภายใน 1 หรื อ 2 วัน เนื่องจากความเครี ยดที่เกิดจากการขนส่ ง
                 ่
การที่ปลาอยูรวมกันอย่างหนาแน่น และการที่อุณหภูมิของน้ าเพิ่มขึ้น
                          2) อาการรุ นแรงแบบเฉียบพลันและมีอาการบวมน้ า(dropsy) เป็ นแผลพอง
(blisters) มีฝี(abscesses) เกล็ดตั้งพอง ตาโปน (exophthalmia)
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็ นผลมาจากสารพิษ (toxins) ที่แบคทีเรี ยสร้างขึ้น ปลาจะตายภายใน
1-2 วันหลังจากมีอาการดังกล่าว
                                                                                               365

                          3) อาการเรื้ อรัง แบบมีแผลลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ (chronic ulcerous) ระยะแรก
แผลจะตื้นมีขนาดเล็ก ต่อมาจะขยายใหญ่ข้ ึนและลึกลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ
ปลาที่รอดตายจากอาการดังกล่าว ส่ วนมากจะมีแผลเป็ นสี ดาเห็นได้ชด            ั
                          4) ปลาไม่แสดงอาการของโรค (latent form)
ไม่สามารถเห็นอาการทั้งภายนอกและภายใน
แต่สามารถแยกเชื้อแบคทีเรี ยได้จากอวัยวะภายในและเยือบุช่องท้อง เป็ นต้น
                                                         ่
              ั              ้                                               ั
ปลาเหล่านี้มกจะสร้างภูมิคนกันเชื้อแบคทีเรี ย A . hydrophila สายพันธุ์น้ นๆ และเป็ นพาหะของโรค
                  6.2.1.2 การรักษาและควบคุมโรคโดยทัวๆไปใช้ ่
                          1) ออกซี่เตตราซัยคลิน (Oxytetracycline)
หรื อเทอรามัยซิน(terramycin)ผสมอาหารในอัตรา 55 มิลลิกรัม/น้ าหนักปลา 1 กิโลกรัม / วัน
ติดต่อกันเป็ นเวลา 10 วัน
                          2) คลอแรมเฟนิคอล (choranphenicol) หรื อคลอโรมัยซีติน(chloromycetin)
ผสมอาหารในอัตราเช่นเดียวกับออซี เตตราซัยคลิน
                          3) เฟอราเนซ (furanace) ผสมอาหารในอัตรา 0.5-1 กรัม/ อาหาร 1 กิโลกรัม
ติดต่อกันเป็ นเวลา 10-14 วัน
                          4) ซัลฟาเมอราซีน(sulfamrtazine) ผสมอาหารในอัตรา 100-200 มิลลิกรัม
/น้ าหนักปลา 1 กิโลกรัม / วัน ติดต่อกันเป็ นเวลา 14 วัน
                  6.2.1.3 การป้ องกัน วิธีลดอัตราการตายของปลาที่ เป็ นโรคติดเชื้ อแบคทีเรี ย A .
hydrophila ที่ดีที่สุด คือการป้ องกันเพราะ
ว่าปลาที่เป็ นโรคติดเชื้ อชนิดนี้รักษาให้หายได้ยากและสิ้ นเปลืองมาก วิธีการป้ องกันโรคติดเชื้ อ A .
                ั
hydrophila มีดงนี้ คือ
                          1) พยายามลดความบอบซ้ าของปลาเนื่องจากการขนส่ ง
และการจับจากบ่อให้มากที่สุด ในการขนส่ งควรใช้ยาต้านจุลชีพ เพื่อป้ องกันการติดเชื้ อ เช่น
ใส่ ยาเหลืองในอัตรา 3 ส่ วนในล้านส่ วน หรื อใส่ เกลือแกงในปริ มาณ 0.1-0.5 %
ความเข้มข้นของเกลือแกงระดับนี้ไม่สูงพอต่อการฆ่าเชื้อแบคทีเรี ยแต่สามารถช่วยควบคุมปริ มาณสมดุ
ลของอิออนในตัวปลา หรื อทดแทนคลอไรด์อิออนที่ปลาเสี ยไป เนื่องจากอาการเครี ยด
เพราะว่าเมื่อปลาเกิดอาการเครี ยดปริ มาณคลอไรด์ในเลือดจะลดลง (ชะลอ,2528) นอกจากนี้
เกลือแกงยังสามารถช่วยลดความเป็ นพิษของแอมโมเนียและไนไตรท์ในระหว่างการขนส่ งได้
                                                                                               366

                           2) ต้องระวังในเรื่ องคุณภาพของน้ า
ถ้าพบว่าเกิดการระบาดของโรคปลาในธรรมชาติ หรื อฟาร์ มปลาใกล้เคียงไม่ควรระบายน้ าเข้าบ่อปลา
ให้ใส่ ปูนขาวในบ่อปลาอัตราประมาณ 60 กิโลกรัม / ไร่ ทุกๆ 4 อาทิตย์ และใส่ เกลือแกงประมาณ 200-
300 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อสังเกตเห็นว่าน้ าเริ่ มเสี ย (โสภาและคณะ,2527)
ปูนขาวช่วยทาให้ความเป็ นด่างของน้ าเพิ่มขึ้นและทาให้ความเป็ นกรดเป็ นด่างของน้ าไม่เปลี่ยนแปลงมา
กเกินไป นอกจากนี้ ปูนขาวยังทาให้สารแขวนลอยในน้ า เช่น สารอินทรี ยต่างๆ ตกตะกอนอีกด้วย
                                                                             ์
ส่ วนเกลือแกงช่วยลดความเป็ นพิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์ แอมโมเนีย และไนไตรท์
                           3) การให้อาหาร
ต้องระวังอย่าให้มีอาหารเหลืออยูเ่ พราะว่าจะทาให้คุณภาพน้ าเน่าเสี ย
ควรให้อาหารครั้งละน้อยๆแต่บ่อยๆ ครั้ง และปริ มาณอาหารเพียงพอกับความต้องการของปลา
            6.2.2 โรคPseudomonas septicimia
                                                                                     ั
                   6.2.2.1 ลักษณะอาการ โรคPseudomonas septicemia เกิดขึ้นได้กบปลาน้ าจืดทัวๆ ไป่
เนื่องจากการติดเชื้ อแบคทีเรี ยPseudomonas sp.
และมักพบเชื้อแบคทีเรี ยชนิดนี้ในปลาที่เป็ นโรครวมกับเชื้ อแบคทีเรี ยชนิดอื่นๆ เช่น A . hydrophila ,
Edwardsiella tarda เป็ นต้น
                           เชื้อแบคทีเรี ย Pseudomonas ชนิดที่สาคัญ ได้แก่ P. fluorescens
ซึ่งเป็ นแบคทีเรี ยชนิดแกรมลบ รู ปร่ างเป็ นแท่งสั้น ขนาดความกว้างประมาณ 0.5-0.7 ไมครอน
ความยาวประมาณ1.5-2.0 ไมครอน เคลื่อนที่ได้โดยใช้แส้เจริ ญได้ดีบนอาหารเลี้ยงเชื้ อธรรมดา
                                                                     ั
สามารถสร้างสารเรื องแสงได้ (fluorescent pigments) โคโลนีมีลกษณะกลม เรี ยบ พบในดิน และน้ า
สามารถแยกเชื้อชนิดนี้ได้ จากปลาที่เน่าเปื่ อย
                           เชื้อแบคทีเรี ยสกุล Pseudomonas พบทัวไปในน้ าจืด
                                                                   ่
                                      ่ ้
ส่ วนในน้ ากร่ อยและน้ าทะเลก็มีอยูบาง เชื้อแบคทีเรี ยในสกุลนี้ส่วนใหญ่เป็ นพวก saprophyte
          ่
อาศัยอยูบนสิ่ งเน่าเปื่ อยหรื อตาย การติดเชื้อแบคทีเรี ย Pseudomonas sp. ส่ วนมากเป็ นลักษณะ
secondary infection คือ ปลาอ่อนแอและเครี ยด เนื่องจากสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่นสารพิษในน้ า
                                                     ่
ความเป็ นกรดเป็ นด่างของน้ าสู งเกินไป ปลาอยูรวมกันอย่างหนาแน่น
ผิวหนังหรื อเหงือกปลาเกิดบาดแผลเป็ นต้น เชื้ อแบคทีเรี ยชนิดนี้สามารถเข้าสู่ ตวปลาได้โดยทางปาก
                                                                                  ั
หรื อทางผิวหนัง และเหงือกปลาที่มีบาดแผล                หลังจากนั้น
เชื้อแบคทีเรี ยจะกระจายไปตามกระแสเลือดสู่ ส่วนต่างๆ ของร่ างกายปลา
เชื้อแบคทีเรี ยและสารพิษที่เชื้ อแบคทีเรี ยสร้างขึ้น จะทาอันตรายต่อเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ
                                                                                                      367

ปลาที่ป่วยเป็ นโรค Pseudomonas septicemia มักจะมีอาการ โคนครี บ ในปาก ขากรรไกรล่าง
และรอบๆ ทวารหนักมีสีแดง อาการภายในพบว่า มีการตกเลือดที่เยือบุช่องท้องและอวัยวะภายใน
                                                               ่
ในลาไส้มีของเหลวปนเลือด ตกเลือดในกล้ามเนื้อ




                             ภาพที่6.18 ปลาที่ป่วยเป็ นรคPseudomonas septicemia
                      ที่มา: http://www.khonkaen.doac.go.th[ค้นวันที24 ธันวาคม 2549 ]
                    6.2.2.2 การรักษาและควบคุมโรค ใช้ยาต้านจุลชีพเช่นเดียวกับการรักษาโรค motile
aeromonas และพยายามป้ องกันอย่าให้ปลาเกิดอาการอ่อนแอ
และเครี ยดโดยการจัดการด้านคุณภาพของน้ า ปริ มาณอาหาร ให้มีความเหมาะสมอยูเ่ สมอ
              6.2.3 โรค Edwardsiella septicemia
                    6.2.3.1 ลักษณะอาการโรค Edwardsiella septicemia                 เกิดจากเชื้อแบคทีเรี ย
Edwardsiella tarda เป็ นแบคทีเรี ยชนิดแกรมลบ รู ปร่ างเป็ นแท่งสั้น ขนาดความกว้างประมาณ 0.8-1.0
ไมครอน ความยาวประมาณ 1.0-1.6 ไมครอน มีแส้จานวนมากรอบเซลล์ (peritrichous flagella)เคลื่อน
ที่ได้ ไม่สร้างสปอร์ เจริ ญได้ดีบนอาหารเลี่ยงเชื้อทัวไป ผลิตไฮโดรเจนซัลไฟด์
                                                         ่
            ั
โคโลนีมีลกษณะกลมเรี ยบเป็ น facultative anaerobes
                       ั
สามารถเจริ ญได้ดีท้ งในสภาพที่มีออกซิ เจน และไม่มีออกซิ เจน
อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริ ญประมาณ 350C
                                                           ์
เชื้อแบคทีเรี ยชนิ ดนี้พบทัวไปในน้ าที่มีปริ มาณอินทรี ยสารสู ง ในลาไส้ของงู
                              ่
และบางครั้งพบในอุจจาระของคน
                          ปลาดุกด้าน ที่เป็ นโรคจากการติดเชื้ อแบคทีเรี ย E. tarda
จะมีอาการเกิดแผลแดงตามลาตัว ขอบแผลมีสีคล้ าอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต มีสีซีด
บางครั้งมีอาการท้องบวม ในต่าง ประเทศ มีรายงานว่า โรคชนิดเกิดขึ้นกับปลา channel catfish
ปลาป่ วยมีอาการเกิดเป็ นฝี ในกล้ามเนื้อ ตามแนวด้านข้างของลาตัว และบริ เวณโคนหาง
                                                                                                      368

ฝี อาจจะขยายใหญ่ข้ ึนจนเกิดเป็ นช่องว่างขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยก๊าซที่มีกลิ่นเหม็น
ปลาสู ญเสี ยการทรงตัว สาหรับปลาไหลญี่ปุ่นที่ป่วยเป็ นโรคนี้ มีอาการเหมือนกับโรค septucemia
ที่เกิดจากแบคทีเรี ยชนิดอื่นๆ            ไม่มีก๊าซกลิ่นเหม็นในกล้ามเนื้อ พบเชื้ อแบคทีเรี ย E. tarda ที่ไต
                      6.2.3.2 การรักษาและควบคุมโรค ใช้ยาต้านจุลชีพ ออกซี่เตตราซัยคลิน
ผสมอาหารให้ปลากินในอัตรา 55 มิลลิกรัม / น้ าหนักปลา 1 กิโลกรัม / วัน
ให้ปลากินติดต่อกันเป็ นเวลานาน 10 วัน
              6.2.4 โรคคอลัมนาริ ส (Columnaris disease)
                     6.2.4.1 ลักษณะอาการ โรคคอลัมนาริ ส มีชื่อเรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่า cotton-wool disease
เกิดจากเชื้ อแบคทีเรี ย Flexibacter columnaris
                                                       ่ ั
เป็ นเชื้ อแบคทีเรี ยที่พบทัวไปในน้ าจืดมีปะปนอยูกบเมือกของปลาปกติ หรื อปลาป่ วย
                             ่
                                   ั
เป็ นแบคทีเรี ยชนิดแกรมลบมีลกษณะเป็ นแท่งยาว หรื อเป็ นสายต่อกัน (filamentous rods)
มีความกว้างประมาณ 0.5-0.7 ไมครอน ความยาวประมาณ 10-12 ไมครอนเคลื่อนที่โดยวิธี gliding
ไม่สร้างสปอร์ เพาะเลี้ยงได้ยาก               เจริ ญได้ดีในอาหารเลี้ยงเชื้อ tryptone agar หรื อ cytophaga
                   ั
agar โคโลนีมีลกษณะแบนราบบางขอบไม่เรี ยบ                      ในสภาพปกติปลาจะไม่เกิดเป็ นโรคคอลัมนาริ ส
ขึ้นเอง
                           โรคคอลัมนาริ ส มักจะเกิดกับปลาเมื่อปลามีสภาพร่ างกายอ่อนแอ
เนื่องจากได้รับบาดเจ็บหรื อบอบช้ าจากการขนส่ งหรื อการจับ
อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเกิดโรคคอลัมนาริ สอยูใน ช่วงประมาณ 28 0C - 30 0C
                                                         ่
อาการเริ่ มแรกของโรคนี้ จะเกิดบริ เวณที่ปลาได้รับบาดเจ็บหรื อบาดแผล ได้แก่ ลาตัว ครี บ เหงือก
หรื อบริ เวณส่ วนตัว บริ เวณดังกล่าวที่เกิดการติดเชื้อแบคทีเรี ย F. Columnaris จะมีเมือกหนามาก
            ั
ต่อมามีลกษณะสี เทา ซึ่ งทาให้สีของตัวปลาแตกต่างไปจากบริ เวณปกติ
บางครั้งพบจุดเลือดตรงบริ เวณที่เกิดโรคด้วย ลักษณะอาการของปลาที่เป็ นโรคคอลัมนาริ ส
ส่ วนมากคล้ายคลึงกัน เช่น
                           ปลาช่อนที่เป็ นโรคคอลัมนาริ ส พบว่า บริ เวณส่ วนหัวสี จางกว่าผิวหนังส่ วนอื่นๆ
ตาขุ่นฝ้ า บริ เวณผิวหนังบนลาตัวบางแห่งมีรอยด่าง ครี บกร่ อน
ตรวจพบเชื้อแบคทีเรี ยเป็ นจานวนมากรอบๆ บริ เวณรอยด่างบนผิวหนัง
                                 ่
ปลามีอาการว่ายน้ าเชื่ องช้าอยูบริ เวณผิวน้ า
                                                                                            369

                       ปลาดุกที่เป็ นโรคคอลัมนาริ ส มีอาการผิวหนังบนลาตัวมีสีขาว
หรื อสี จางผิดปกติเป็ นแถบๆ ทัวลาตัว บางครั้งพบจุดเลือดบริ เวณขอบรอบสี จางบนผิวหนัง
                                ่
และครี บกร่ อน(ปั ญญา, 2547)




                              ภาพที่6.19 ปลาดุกที่เป็ นโรคคอลัมนาริ ส
                ที่มา: http://www.khonkaen.doac.go.th[ค้นวันที24 ธันวาคม 2549 ]

                         ปลาบู่ทรายที่เป็ นโรคคอลัมนาริ ส มีอาการครี บกร่ อน
บริ เวณที่พบเชื้อแบคทีเรี ยมีสีขาวกว่าบริ เวณอื่น
                                             ั
ในปลานิลพบว่าปลาที่เป็ นโรคนี้จะมีตวด่างส่ วนใหญ่พบในปลานิลที่เลี้ยงในน้ าจืด(อุดม,2547)
                         การวินิจฉัยโรคคอลัมนาริ ส
กระทาได้อย่างคร่ าวๆโดยการพิจารณาลักษณะอาการขอปลาที่เป็ นโรคและขูดเอาบริ เวณที่มีอาการของ
                                                ้
โรค เช่น บนผิวหนัง หรื อเหงือก มาส่ องดูดวยกล้องจุลทรรศน์
                            ั
ถ้าพบเชื้อแบคทีเรี ยที่มีลกษณะเป็ นแท่งยาว หรื อต่อกันเป็ นสาย ย้อมติดสี แกรมลบ
                       ่
ก็พอจะคาดคะเนได้วาเป็ นโรคคอลัมนาริ ส
                 6.2.4.2 การรักษาและควบคุมโรค
โรคคอลัมนาริ สทาอันตรายเฉพาะผิวหนังและเหงือกของปลาเป็ นส่ วนใหญ่
                          ิ
ดังนั้นการรักษาจึงใช้วธีแช่ปลาในยาหรื อสารเคมี ยาและสารเคมีที่ให้ผลดีในการรักษาได้แก่
                            1) เฟอราเนซ ความเข้มข้น 1.5 ส่ วนในล้านส่ วน แช่ปลานาน 1 ชัวโมง
                                                                                       ่
ถ้าโรคไม่หยุดต้องทาติดต่อกันเป็ นเวลานาน 3 วัน
                                           ั
                            2) คอปเปอร์ซลเฟต ความเข้มข้น 40 ส่ วนในล้านส่ วน แช่ปลานาน 20 นาที่
หรื อความเข้มข้น 500 ส่ วนในล้านส่ วนแช่ปลานาน 1 นาที
                            3) ด่างทับทิม ความเข้มข้น 2-4 ส่ วนในล้านส่ วน แช่ปลาตลอดไป
                                                                                                   370

              6.2.5 โรควัณโรค (Tuberculosis หรื อ Mycobacteriosis)
                     6.2.5.1 ลักษณะอาการ วัณโรคปลา พบครั้งแรกในปลาไน
ที่เลี้ยงในบริ เวณสถานพักฟื้ นคนป่ วยที่เป็ นวัณโรค ในประเทศฝรั่งเศส            นอกจากนี้
ยังมีรายงานว่าพบในปลา cod (Gadus morhua) ปลา halibut (Hippoglossus hippoglossus) ปลา
horse mackerel ( Trachurus picturatus) ปลา chinook salmon (Oncorhynchus tshawytscha) ปลา
neon tetras (Hyphessobrycon innesi) เป็ นต้น วัณโรคปลาเกิดจากเชื้อแบคทีเรี ยMycobact erium
sp. ซึ่ งเป็ นแบคทีเรี ยแกรมบวก รู ปร่ างเป็ นแท่งยาว เพาะเลี้ยงยาก เจริ ญช้า     ปลาที่ป่วยเป็ นวัณโรค
จะมีอาการแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิ ดของปลา อาการโดยทัวๆ ไป คือปลาผอม ไม่กินอาหาร
                                                               ่
ท้องมาน มีแผลตื้นๆบนลาตัว ครี บกร่ อน ตาโปน (exopthalmia) ตาบอดข้างเดียว หรื อทั้งสองข้าง
ปลามีสีเข้มขึ้น ลักษณะที่สาคัญของโรค คืออวัยวะภายในของปลาที่เป็ นโรค เช่น ตับ ไต และม้าม
                                    ่ ั่
จะเกิดเป็ นตุ่มเล็กๆ กระจายอยูทวไป ชะลอ และคณะ (2526) รายงานว่า
พบปลาช่อนเป็ นวัณโรคในประเทศไทย ปลาช่อนที่ป่วยเป็ นวัณโรคมีอาการว่ายน้ าช้าๆ
    ่
อยูตามบริ เวณผิวน้ าหลังจากนั้นประมาณ 2-3 วันก็ตาย
ระยะแรกพบปลาช่อนในบ่อเลี้ยงตายเพียงเล็กน้อย แต่ปริ มาณปลาตายจะเพิมขึ้นเรื่ อยๆ่
ระยะหนึ่งแล้วลดลง               ลักษณะของโรคเป็ นแบบเรื้ อรัง สามารถแยกเชื้อแบคทีเรี ย Mycobacterium
sp.ได้จากตับ ไต และม้ามของปลาป่ วย              ปลาช่อนที่เป็ นวัณโรค ทุกตัวจะมีตาขุ่นมัว
                          ่
คล้ายกับมีเม็ดสาคูอยูในตาเป็ นข้างเดียว หรื อทั้งสองข้าง ตาโปนกว่าปกติ บางตัวมีอาการตกเลือดในตา
ปลาตัวที่มีอาการหนักจะมีแผลตื้นๆ สี เทาคล้ายรอยเกล็ดถลอกบนบริ เวณหัวและบนลาตัว
ครี บกร่ อนเล็กน้อย ปลาที่อาการไม่หนักจะไม่พบแผลบนลาตัวและหัว เหงือกมีสีซีด
บางตัวซี่ เหงือกขาดกร่ อน อวัยวะภายใน เช่น ตับไต และม้าม มีตุ่มเล็กๆ กระจายทัวไป   ่
                                  ้
ตับและไตบวมเล็กน้อย แต่มามมีขนาดใหญ่กว่าปกติมาก
วัณโรคในปลาสามารถติดต่อหรื อเป็ นอันตรายต่อคนได้
โดยเชื้ อเข้าสู่ ร่างกายของคนทางผิวหนังที่มีบาดแผล
                     6.2.5.2 การรักษาและควบคุมโรค การรักษาไม่เป็ นที่นิยม
โดยเฉพาะอย่างยิงกับปลาที่แสดงอาการภายนอกให้เห็นเพราะว่าเชื้อแบคทีเรี ย Mycobacterium sp.
                      ่
มีความทนทานต่อยาต้านจุลชีพได้ดี การใช้ยาต้านจุลชีพ จึงมักไม่ได้ผล
        ้ ่
แต่ถาอยูในระยะสงสัยว่าปลาอาจเป็ นโรคติดเชื้ อชนิดนี้ ควรป้ องกันโดยใช้ยา กานามัยซิน (kanamycin)
ผสมอาหารในอัตรา 100 มิลลิกรัม / อาหารน้ าหนัก 1 กิโลกรัม ให้ปลากินติดต่อกันเป็ นเวลา 7 วัน
                                                                                                       371




           6.2.6 ยาต้านจุลชี พที่นิยมใช้รักษาและควบคุมโรคปลาซึ่ งเกิดจากเชื้อแบคทีเรี ย ได้แก่
                6.2.6.1 ออริ โอมัยซิน (คลอเตตราซัยคลิน) ความเข้มข้น 10-20 ส่ วนในล้านส่ วน
แช่ปลาตลอดไป ผสมอาหารในอัตรา 5-7 กรัม / น้ าหนักปลา 1 กิโลกรัม /วัน
ให้ปลากินติดต่อกันนาน 7-10 วัน
                6.2.6.2 คลอแรมเฟนิคอล ความเข้มข้น 80 ส่ วนในล้านส่ วน แช่ปลานาน 24 ชัวโมง   ่
ผสมอาหารในอัตรา 5-7.5 กรัม / น้ าหนักปลา 1 กิโลกรัม / วัน ให้ปลากินติดต่อกันนาน 5-10 วัน
                6.2.6.3 เฟอร์ ราเนซ ความเข้มข้น 1-2 ส่ วนในล้านส่ วนแช่ปลานาน 1 ชัวโมง่
ผสมอาหารในอัตรา 0.5-1.0กรัม / น้ าหนักปลา 1 กิโลกรัม / วัน ให้ปลากินติดต่อกันนาน 10-14 วัน
                6.2.6.4 ฟิ วราโซลิโคน(ฟิ วโรโซน)ผสมอาหารในอัตรา 25-75 มิลลิกรัม/ น้ าหนักปลา 1
กิโลกรัม / วัน ให้ปลากินติดต่อกันนาน 21 วัน
                6.2.6.5 ไนโตรฟิ วแรน ความเข้มข้น 0.01-0.1 ส่ วนในล้านส่ วน แช่ปลานานตลอดไป
ผสมอาหารในอัตรา10มิลลิกรัม / น้ าหนักปลา 1 กิโลกรัม / วัน ให้ปลากินติดต่อกันนาน 3-6 วัน
                6.2.6.6 ออกซี่เตราซัยคลิน (เทอรามัยซิน) ความเข้มข้น 10-20 ส่ วนในล้านส่ วน
แช่ปลานาน 24 ชัวโมง ผสมอาหารในอัตรา 50-75 มิลลิกรัม / น้ าหนักปลา 1 กิโลกรัม / วัน
                 ่
ให้ปลากินติดต่อกันนาน 10 วัน
                6.2.6.7 เตตราซัยคลิน ใช้เหมือนกับออกซี เตตราซัยคลิน
                6.2.6.8 ซัลฟาเมอราซีน ผสมอาหารในอัตรา 200 มิลลิกรัม / น้ าหนักปลา 1 กิโลกรัม /
วัน ให้ปลากินติดต่อกันนาน 14 วัน
         6.3 โรคปลาที่เกิดจากเชื้อรา
             6.3.1 โรค saprolegniasis หรื อ fish fungus disease หรื อ fungus diseas
                   6.3.1.1 ลักษณะอาการ มีสาเหตุจากเชื้อราในครอบครัว Saprolegniaceae สกุล
Saprolegnia และ Achlya ถ้าเกิดจากเชื้อรา Achlya บางทีเรี ยกว่า Achlyaiasis
                                                                 ่
สาเหตุสาคัญที่ทาให้เกิดโรคราชนิดนี้ ได้แก่ การที่ปลาอยูรวมกันอย่างหนาแน่น
ปลาที่ได้รับความบอกช้ า หรื อเกิดบาดแผล เนื่ องจากการขนส่ ง หรื อการจับ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
การเปลี่ยนแปลงความเป็ นกรดเป็ นด่างของน้ า สิ่ งเหล่านี้เป็ นปั จจัยเบื้องต้นที่ก่อให้เกิดโรคจากเชื้ อรา
ส่ วนเชื้อราเป็ น secondary infection บางครั้งพบเชื้ อราเกิดร่ วมกับ หรื อหลังจากเกิดโรคติดเชื้ อแบคทีเรี ย
                                                                                                  372

                       ปลาหรื อไข่ปลาที่เป็ นโรค saprolegniasis
    ั                                                           ่
มีลกษณะคล้ายปุยฝ้ ายสี ขาวอมเทาจนถึงสี เทาอมน้ าตาล ติดอยูบนผิวหนัง เหงือก หรื อตาของปลา
                                                              ่
หรื อบนไข่ปลา บางครั้งเชื้ อราอาจจะบุกรุ กลึกลงไปในเนื้ อเยือกล้ามเนื้ อใต้ผิวหนัง
                                                        ิ
หรื อเชื้อราเกิดภายใน แล้วส่ งเส้นใยออกมาภายนอกที่ผวหนัง ถ้ามีเชื้อรามาก บริ เวณเหงือก
อาจทาให้ปลาตายได้
                       ปลาดุกด้านที่เป็ นโรค saprolegniasis มีอาการลอยหัวตั้งฉากกับระดับผิวน้ าระยะ
แรกจะมีเชื้ อราเกาะบนผิวหนังปลาเป็ นกระจุกเล็กๆ หลังจากนั้นจะขยายโตขึ้น
เห็นเป็ นกลุ่มของเชื้ อราซึ่ งมีลกษณะคล้ายปุยนุ่นหรื อสาลีเกาะติดผิวหนัง
                                 ั
                                   ่ ั
บริ เวณผิวหนังที่เชื้อราเกาะอยูมกจะไม่มีเมือกปลา เห็นขอบเด่นชัด เมื่อมีเชื้อแบคทีเรี ยเข้าแทรก
จะเกิดลักษณะแผลมีเนื้อตาย และตกเลือด (เกรี ยงศักดิ์ และคณะ ,2521)
                 6.3.1.2 การรักษาและควบคุมโรค สารเคมีที่นิยมใช้ ได้แก่
                                        ์
                          1) มาลาไค้ทกรี น ความเข้มข้น 5 ส่ วนในล้านส่ วน แช่ปลานาน 1 ชัวโมง หรื อ
                                                                                        ่
ความเข้มข้น 66.7 ส่ วนในล้านส่ วน จุ่มปลาเป็ นเวลา 10-30 วินาที
                          2) เกลือแกง ความเข้มข้น 5% แช่ปลานาน 1-2 นาที หรื อความเข้มข้น 1-1.5%
แช่ปลานาน 20-30 นาที
                          3) กรดน้ าส้ม (acetic acid) ความเข้มข้น 5 %แช่ปลานาน 30 วินาที – 1 นาที
         6.4 โรคปลาที่เกิดจากเชื้อไวรัส
             เชื้อไวรัสมีขนาดเล็กมากประมาณ 20-300 นาโนเมตร ประกอบด้วย สารพันธุกรรม
คือกรดนิวคลีอิค(nucleic acid) ซึ่งอาจจะเป็ น deoxyribonucleic acid (DNA) หรื อ ribonucleic acid
(RNA) อย่างใดอย่างหนึ่ง สารพันธุ กรรมทาหน้าที่ผลิตไวรัสตัวใหม่ข้ ึนมา
การศึกษาโรคไวรัสที่เกิดกับปลาในประเทศไทยยังมีนอย       ้
โรคปลาที่เกิดจากเชื้ อไวรัสซึ่ งพบในประเทศไทยได้แก่
             6.4.1 โรคลิมโฟซิสติส
                                              ั
                   6.4.1.1 ลักษณะอาการ มีลกษณะเป็ นแบบเรื้ อรัง ไวรัสจะพัฒนาอย่างช้าๆ
ในเซลล์ของเนื้อเยือเกี่ยวพันเซลล์ที่มีการติดเชื้อจะมีขนาดใหญ่ข้ ึนมาก แต่เซลล์อื่นๆ
                      ่
ที่ติดกับเซลล์ที่เป็ นโรคยังคงปกติ ลักษณะที่เกิดขึ้นดูคล้ายกับเนื้องอกชนิดที่ไม่ร้ายแรง
โดยทัวไปโรคนี้ไม่ทาให้ปลาตาย
       ่
                         โรคลิมโฟซิสติส ซึ่ งเกิดกับปลากระพงขาวที่เลี้ยงในกระชัง
ในบริ เวณทะเลสาบสงขลา พบว่าประมาณ 70% ของปลาที่เลี้ยงเป็ นโรค
                                                                                                 373

แต่ปลาที่เป็ นโรคตายน้อยกว่า 1% ปลากะพงขาวเป็ นโรคนี้ประมาณ 3 เดือน
แล้วอาการของโรคหายไปเอง ในระหว่างที่ปลาเป็ นโรคปลายังคงกินอาหาร และเจริ ญเติบโตตามปกติ
ปลาที่เป็ นโรคมีอาการเป็ นตุ่มนูนขึ้นมาบนผิวหนังส่ วนต่างๆ
จานวนและขนาดของตุ่มเหล่านี้แตกต่างกันไป ปลาบางตัวเป็ นมากเกือบทัวตัว        ่
แต่บางตัวเป็ นเพียงไม่กี่แห่ง เมื่อดูใกล้ๆ จะเห็นว่าตุ่มเหล่านี้ลกษณะเป็ นเม็ดเล็กๆ คล้ายๆ
                                                                 ั
กับเม็ดกระดาษทรายรวมกัน เมื่อเอามือลูบมีลกษณะอ่อนนุ่ม ถ้านาตุ่มเหล่านี้มา smear บน สไลด์
                                                    ั
             ้
และส่ องดูดวยกล้องจุลทรรศน์ พบว่ามีเซลล์ขนาดใหญ่ รู ปร่ างกลมเรี ยงกันแน่น ลักษณะของปลาที่ตาย
พบว่า บริ เวณขากรรไกรและแผ่นปิ ดเหงือก
มีตุ่มขนาดใหญ่รวมเป็ นกลุ่มยืนนูนออกมาจนปิ ดบริ เวณปาก หรื อบริ เวณช่องเหงือก
                                ่
ซึ่งอาจกระทบ กระเทือน ต่อการกินอาหารของปลา หรื อทาให้การหายใจไม่สะดวก (ชะลอ และคณะ
,2526)
                      โรคลิมโฟซิสติส ที่เกิดกับปลาตะกรับ ในระยะแรกๆ ปลาเริ่ มเป็ นโรคพร้อมๆ
กันหลายตัว แต่ความรุ นแรงของโรคไม่เท่ากัน ปลาป่ วยบางตัวเป็ นตุ่มแน่น บนริ มขอบครี บ บนลาตัว
บนตา บางตัวเป็ นเพียงจุดเล็กๆไม่กี่จุด ตุ่มจะเจริ ญเติบโตอย่างรวดเร็ วมาก ในอาทิตย์ที่สอง
เห็นเป็ นตุ่มพองนูนขึ้นมา โดยเฉพาะบนขอบครี บหาง และครี บอื่นๆ ขนาดของตุ่มประมาณ 2
มิลลิเมตร บางครั้งตุ่มติดกันเป็ นกลุ่มๆ ขนาดประมาณ 5 มิลลิเมตร ส่ วนตุ่มที่พบบนด้านข้าง
ของบลาตัวมีขนาดเล็กกว่าบนริ มขอบครี บต่างๆ
                             ่
อาการของโรคจะรุ นแรงอยูจนถึงระยะเวลาประมาณ 25 วัน จึงเริ่ มจางหายไปเอง
โดยตุ่มบนผิวหนังเริ่ มแตกสลายตัวไป ระยะเวลาในการสลายตัวประมาณ 7 วัน
ตุ่มที่แตกออกบนผิวหนังและบนครี บมีลกษณะคล้ายกับผิวหนังที่กาลังเปื่ อย
                                           ั                                        หลังจากนันอีก 7-8
                                                                                             ่
                          ั
วันผิวหนังบริ เวณนี้ จะมีลกษณะเป็ นปกติ(ชะลอ และคณะ,2527)
                 6.4.1.2 การรักษาและควบคุมโรค
                                                          ้
โรคลิมโฟซิ สติสที่เกิดขึ้นกับปลาจะหายได้เองโดยไม่ตองใช้ยารักษา วิธีการป้ องกันที่ดี คือ
พยายามรักษาความสะอาด และอย่าเลี้ยงปลาหนาแน่นมาก เกินไป
ควรแยกปลาที่เป็ นโรคออกเลี้ยงไว้ต่างหาก
                      นอกจากเชื้อไวรัส จะทาให้เกิดโรคลิมโฟซิ สติสแล้ว
ยังพบเชื้อไวรัสในปลาป่ วยที่มีอาการอื่นๆ อีก เช่น วัฒนา และคณะ (2527) รายงานว่า มีเชื้อไวรัส
    ่                   ั                                                      ่
อยูในปลาช่อนป่ วย ที่จงหวัดสุ พรรณบุรี ซึ่ งปลาช่อนป่ วย มีอาการลอยตัวอยูบริ เวณผิวน้ า
                                                                                                 374

                                                                    ั
เคลื่อนไหวช้ามาก มีแผลขนาดต่างๆ ตามลาตัว ว่ายน้ าผิดปกติ โดยชูหวขึ้นพ้นเหนื อน้ า
                                    ่                                           ิ
ทั้งๆที่ปริ มาณออกซิ เจน ที่ละลายอยูในน้ าเพียงพอ ลาตัวมีสีซีด ตายลอยเป็ นแพที่ผวน้ า
         6.5 โรคปลาที่เกิดจากอาหาร
              การเลี้ยงปลาในปั จจุบน  ั        มีการปล่อยปลากันอย่างหนาแน่น และให้อาหารสมทบ
เพื่อมุ่งหวังที่จะให้ปลาเจริ ญเติบโตรวดเร็ ว และเหลือรอดเป็ นจานวนมาก
                                                                                        ั
อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาซึ่ งผูเ้ ลี้ยงประกอบขึ้นเอง หรื ออาหารสาเร็ จรู ป ที่ซ้ื อจากบริ ษท ผลิตอาหารปลา
มีโอกาสขาดสารอาหารบางอย่างที่ร่างกายปลาต้องการได้
อาจจะเนื่องมากจากความบกพร่ องของสู ตรอาหารที่ผเู ้ ลี้ยงประกอบขึ้นเอง
หรื อสารอาหารบางอย่างสลายตัวไป เนื่ องจากกระบวนการผลิต เช่นถูกความร้อน เป็ นต้น
โรคขาดสารอาหารที่พบในปลาบ่อยๆ ได้แก่ โรคขาดวิตามิน อาการขาดวิตามิน โดยทัวๆ ไปในปลา           ่
คือ ปลาเบื่ออาหาร เจริ ญเติบโตช้า ประสิ ทธิ ภาพการเปลี่ยนอาหารเป็ นเนื้ อต่า
สี ของลาตัวมักเข้มขึ้น(อรุ ณี และชาญวุฒิ, 2547) โรคขาดวิตามินที่สาคัญ
สร้างปั ญหาให้แก่ผเู ้ ลี้ยงปลาคือ
             6.5.1 โรคปลาที่เกิดจากการขาดวิตามินซี
                   6.5.1.1 ลักษณะอาการ วิตามินซี เป็ นสารที่สลายตัวได้ง่ายเมื่อละลายน้ า ถูกด่าง โลหะ
ความร้อน และแสงสว่าง ดังนั้น วิตามินซี ในอาหารปลาจึงสู ญหายไปได้ง่าย
โอกาสที่ปลาจะเกิดโรคขาดวิตามินซี จึงมีมาก ปลาที่เป็ นโรคขาดวิตามินซี โดยทัวไป         ่
                                                                              ้
จะแสดงอาการเจริ ญเติบโตช้า การสร้างกระดูกผิดปกติ ตัวคดงอ กระพุงเหงือก ลาตัว ตับ ไต ลาไส้เล็ก
และ กล้ามเนื้อ เส้นเลือดเปราะ แผลหายช้า และทาให้ติดเชื้ อแบคทีเรี ยได้รวดเร็ วขึ้น (Durve และ
                                                                                ั
Lovell, 1982)ลูกปลานิลที่ขาดวิตามินซี จะทาให้มีการเจริ ญเติบโตที่ต่า มีอตราการตายสู ง โดยตัวมีสีคล้ า
เบื่ออาหาร(อรุ ณี และรัชนี, 2546)
                          ปลาดุกด้านที่เป็ นโรคขาดวิตามินซี มีอาการกะโหลกยุบ ครี บกร่ อน
เป็ นแผลรอบคอต่อ หัวกะโหลกร้าว ตัวคด ปลาดุกด้านที่เลี้ยงรวมกันอย่างหนาแน่น
เมื่อขาดวิตามินซี ในระยะหนึ่งการตายของปลาจะเกิดขึ้นเนื่องจาก A . hydrophila (ประเสริ ฐ ,2521)
                                                                    ิ
                          ลูกปลาดุกอุย เมื่อเลี้ยงด้วยอาหารที่ไม่มีวตามินซี เป็ นเวลา 15 สัปดาห์
จะเกิดอาการตกเลือด ลาตัวคดงอ ปลาตัวเล็กจะแสดงอาการให้เห็นเร็ วกว่าปลาตัวใหญ่
อัตราการเจริ ญเติบโตต่ากว่าปลากลุ่มที่ได้รับวิตามินซี (ประเสริ ฐ และคณะ,2527)
                   6.5.1.2 การรักษาและควบคุมโรค เติมวิตามินซี ลงในอาหารปลาอัตรา 1
กรัม/น้ าหนักอาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากินติดต่อกัน 7-10 วัน
                                                                                              375

            6.5.2 การเกิดไขมันพอกตามอวัยวะภายใน
                   6.5.2.1 ลักษณะอาการ
ปลาที่เลี้ยงในตูส่วนมากมักจะว่ายน้ าในที่แคบหรื อเคลื่อนไหวน้อยประกอบกับการให้อาหารมากเกินค
                 ้
วามต้องการ ทาให้เกิดมีไขมันพอกสะสมตามอวัยวะภายในต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิงที่ผนังยึดลาไส้
                                                                                 ่
                                                ั         ั
รังไข่ และตับ ปลาที่เกิดเป็ นโรค ไขมันอุดตันที่ตบจะทาให้ตบทางานไม่เป็ นปกติ
นอกจากนี้ยงทาให้ติดโรคได้ง่าย
             ั
         ้                                              ั
ปลาที่อวนเกินไปก็ไม่เหมาะสมที่จะนามาใช้เป็ นพ่อแม่พนธุ์เพราะอวัยวะสื บพันธุ์
ทาหน้าที่ไม่ได้เต็มที่เนื่ องจากมีไขมันสะสมอยู่
                   6.5.2.2 การรักษาและควบคุมโรค โรคนี้จะป้ องกันได้โดยการให้อาหาร
ที่มีคุณค่าในปริ มาณที่เหมาะสม ลดปริ มาณไขมันเละคาร์ โบไฮเดรต (แป้ ง) ลงจาก สู ตรอาหาร
        6.6 โรคและอาการผิดปกติของปลาที่เกิดจากสิ่ งแวดล้อม
             6.6.1 โรคฟองอากาศ (gas – bubble disease)
                   โรคนี้จะเกิดขึ้นกับปลา เมื่อมีปริ มาณออกซิ เจนหรื อไนโตรเจนในน้ ามากเกินไป
เช่นในบ่อปลาที่มีแพลงตอนพืชและพืชน้ าหนาแน่น เมื่อเกิดการลดความดันของก๊าซในน้ าโดยทันที
ซึ่ งอาจจะเกิดขึ้นเนื่ องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างทันทีทนใด ั
                 ่
ทาให้ก๊าซที่อยูในเส้นเลือดของปลาขยายตัวขึ้น และเกิดเป็ นฟองอากาศ ในลูกปลาวัยอ่อน ฟองอากาศ
                         ิ
จะเกิดตามบริ เวณใต้ผวหนัง และที่ถุงอาหาร เป็ นสาเหตุทาให้ลูกปลาตายได้
ส่ วนในปลาขนาดใหญ่จะเกิดฟองอากาศตามผิวหนัง เหงือก และ ปาก
           6.6.2 โรคเลือดน้ าตาล (brown blood disease)
                   โรคเลือดน้ าตาลพบในปลา channel catfish
                                      ่
สาเหตุเกิดจากมีปริ มาณไนไตรท์อยูในน้ าสู ง
ไนไตรท์เมื่อถูกดูดซึมเข้าไปทางเหงือกของปลาจะไปทาให้ฮีโมโกลบิน(haemoglobin)
                                  ่
ในเลือดปลาเปลี่ยนแปลงไปอยูในรู ปเมธี โมโกลบิน (methemoglobin) ฮีโมโกลบิน
                           ่
เป็ นสารประกอบที่อยูในเลือดของปลา ทาหน้าที่นาออกซิ เจนไปเลี้ยงยังส่ วนต่างๆ ของร่ างกาย
เมื่อฮีโมโกลบินเปลี่ยนแปลงเป็ นเมธีโมโกลบินแล้ว
ไม่สามารถนาออกซิ เจนไปเลี้ยงส่ วนต่างๆของร่ างกายได้ ทาให้ร่างกายของปลาขาดออกซิ เจน
และปลาจะตายในที่สุด ถ้าเลือดมีเมธี โมโกลบินมากๆ เลือดจะเปลี่ยนสี จากแดงเป็ นน้ าตาล จึงเรี ยกว่า
โรคเลือดน้ าตาล
                                                                                           376

                  การแก้ไขและควบคุมโรคเลือดน้ าตาล กระทาโดยใส่ แคลเซี ยมคลอไรด์(CaCl2)
หรื อโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ลงในน้ า อนุมูลคลอไรด์ (Cl- )
                                     ่
จะไปขัดขวางการดูดซึ มไนไตรท์ที่ผานเข้าทางเหงือกปลา คือถ้าทีปริ มาณอนุมูลคลอไรด์อยูรอบๆ่
เหงือกปลาเป็ นจานวนมาก อนุมูลคลอไรด์จะถูกดูดซึ มเข้าไปได้ดีกว่า
โอกาสที่ไนไตรท์ถูกดูดซึ มเข้าสู่ เลือดจึงน้อยลง ร่ างกายของปลาสามารถเปลี่ยนเมธี โมโกลบิน
เป็ นฮีโมโกลบินได้
            6.6.3 พิษของคลอรี น
                                                            ิ
                  คลอรี น (Cl2 ) เป็ นพิษต่อปลาและสิ่ งมีชีวตอื่นๆ เช่น สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
                                                              ่        ่
แพลงตอนสัตว์ แพลงค์ตอนพืช สาหร่ าย และพืชขนาดเล็กที่อยูในน้ า จะอยูในรู ปของ กรดไฮโปคลอรัส
(hypochlorous acid , HOCl) และสารประกอบคลอรามีน (chloramines)
                                              ่
โดยปกติน้ าในธรรมชาติไม่มีคลอรี นปะปนอยูนอกเสี ยจากว่าได้รับคลอรี นจากแหล่งอื่น เช่น
โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยคลอรี นลงสู่ แหล่งน้ า ได้แก่โรงงานกระดาษ โรงงานทอผ้าฯลฯ
นอกจากนี้คลอรี นยังถูกนาไปใช้ในการทาน้ าประปาอีกด้วย
ซึ่งทาให้เจ้าของฟาร์มปลาบางรายที่ใช้น้ าประปาเพื่อการเพาะเลี้ยงปลา
ประสบปั ญหาเกี่ยวกับกับพิษของคลอรี นต่อปลา
                  คลอรี นหรื อสารประกอบไฮโปคลอไรท์(hypochlorite) เช่น แคลเซียมไฮโปคลอไรท์
                                                      ั         ่
(calciumhypochlorite,Ca(OCl)2)เมื่อทาปฏิกิริยาเคมีกบน้ าจะอยูในรู ปของไฮโปคลอรัส(สมการ1,2,3แล
ะ4)
              (1) Cl2 + H2O                 CHI + HOCl

           (2) HOCl                    H+ + OCl-

           (3) Ca (OCl)2               Ca++ + 2 OCl-

           (4) H+ + OCl-               HOCl

               ถ้าในน้ ามีแอมโมเนียมาก ไฮโปคลอรัสจะทาปฏิกิริยากับแอมโมเนีย
เกิดเป็ นสารประกอบคลอรามีน เช่น โมโนคลอรามีน (monochloramine) ไดคลอรามีน (dichloramine)
และไตรคลอรามีน (trichloramine) (สมการ 5,6และ 7) ซึ่ งเป็ นพิษต่อปลา
                                                                                                         377



             (5) NH4+ + HOCl                 NH2Cl + H2O + H+

             (6) NH2Cl + HOCl                NHCl2 + H2O

             (7) NHCl2 + HOCl                NCl3 + H2O

                     พิษของคลอรี นสลายตัวได้รวดเร็ ว
เมื่อมีแสงแดดจัดวิธีลดความเป็ นพิษของคลอรี นกระทาได้โดยใส่ โซเดียมไธโอซัลเฟต
(sodiumthiosulphate , Na2S2O3.5H2O)ลงในน้ าประมาณ3.5-14 มิลลิกรัม / ลิตร ต่อปริ มาณ
คลอรี นที่พบในน้ าระหว่าง 0.5-2.0 มิลลิกรัม/ลิตร
                     ถ้าน้ ามีปริ มาณคลอรี นอยูเ่ กินกว่า 4 มิลลิกรัม/ลิตร จะเป็ นอันตราย ต่อปลา
โดยเฉพาะอย่างยิงกับลูกปลา
                      ่
สารคลอรี นนี้จะไปรบกวนระบบการแลกเปลี่ยนแร่ ธาตุและออกซิ เจนที่เหงือกของปลา
ทาให้ปลามีอาการช็อกดิ้นทุรนทุรายและตายในที่สุด                            โดยทัวไปน้ าประปามีปริ มาณคลอรี น1-
                                                                               ่
2มิลลิกรัม/ลิตร ดังนั้น ก่อนที่จะนามาใช้เลี้ยงปลาจึงควรตั้งทิงไว้นานประมาณ 2 วัน กลางแจ้งและใส่
                                                                      ้
แอร์ ป้ ั มด้วย เพื่อให้คลอรี นระเหยออกไปเสี ยก่อนจะนามาใช้
              6.6.4 การขาดออกซิ เจนในบ่อเลี้ยง
                                     ่
                      ปลาที่อาศัยอยูในน้ าที่มีปริ มาณออกซิ เจนไม่เพียงพอมักจะว่ายน้ าเร็ วกว่า ปกติ
กระวนกระวายพยายามกระโดดออกมาจากบ่อ หรื ออาจว่ายอยูบริ เวณใกล้           ่
ผิวน้ าและโผล่ส่วนปากขึ้นมาเหนื อน้ า เพื่อฮุบอากาศ
                      การขาดออกซิ เจนในน้ าในบ่อเลี้ยงมักเกิดจากการเปลี่ยนน้ าไม่ดีพอหรื อ
ให้อาหารมากเกินไป                      อาหารที่เหลือจะเกิดการเน่าเปื่ อย             และใช้ออกซิเจนมากทาให้
ปริ มาณออกซิ เจนในน้ าลดลง                                    นอกจากนี้การที่น้ ามีอุณหภูมิสูงจะมีผลช่วยเร่ ง
ปฏิกิริยาการเน่าเปื่ อยของอาหารทาให้ปริ มาณออกซิ เจนในน้ าลดลงอีกด้วย                                 การใช้
สารเคมีบางชนิดเพื่อรักษาโรค                ก็อาจทาให้เกิดภาวะขาดออกซิ เจนได้ เช่น ฟอร์ มาลิน ด่างทับทิม
เป็ นต้น
                      การป้ องกันการขาดออกซิ เจนในบ่อเลี้ยงทาได้โดย               การดูแลความสะอาดของบ่อ
มีระบบการให้อากาศที่ดีและมีการเปลี่ยนถ่ายน้ าอยูเ่ สมอ
                                                                                                      378

โดยดูดน้ าจากก้นบ่อออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทาได้ นอกจากนี้ควรเลี้ยงปลาในปริ มาณที่ไม่แน่น
จนเกินควร
             6.6.5 ความเป็ นกรดด่างของน้ า (pH)
                   การเป็ นกรดหรื อด่างนั้นวัดด้วยค่าpH (พีเอช) ถ้าpHต่าแสดงว่าน้ ามีสภาพเป็ นกรด ถ้า
pH เท่ากับ 7 แสดงว่าเป็ นกลาง และถ้า pH สู งกว่า 7 แสดงว่า เป็ นด่าง
                   ปลาแต่ละชนิดจะมีความทนทานต่อความเป็ นกรด-ด่าง                        ของน้ าได้ต่างกัน
                           ่
ปลาบางชนิดสามารถอยูได้ในน้ าที่เป็ นกรดอ่อน                               แต่ส่วนมากปลาจะชอบน้ าที่เป็ น
กลางหรื อด่างอ่อนๆ หากน้ ามีสภาพเป็ นกรดมากเกินไปจะทาให้ปลามีผวหนังซี ด หรื อขุ่นขาวได้
                                                                              ิ
ปลาจะว่ายน้ าไปมาอย่างรวดเร็ ว              นอกจากนี้จะพยายามฮุบอากาศ             และกระโดดออกจากบ่อ
ท้ายที่สุดปลาอาจตายได้                                 ดังนั้นจึงควรตรวจสอบสภาพ ความเป็ นกรด-ด่าง
ของน้ าอยูเ่ สมอการปรับสภาพความเป็ นกรด-ด่างของน้ าอาจ                                ทาได้โดยใช้ปูนขาว
ถ้าน้ ามีสภาพเป็ นด่างมาก (ค่า pH 8-9 หรื อสู งกว่า)                                            จะทาให้
ครี บปลากร่ อนและเกิดอาการระคายเคืองที่บริ เวณเหงือก                    การป้ องกันไม่ให้             pH
ของน้ าสู งเกินไปทาได้โดยการควบคุมไม่ให้สีของน้ าในบ่อเขียวจัดจนเกินไป                              การที่
น้ าสี เขียวจัดแสดงว่ามีการให้อาหารมากเกินไป                            และประกอบกับก้นบ่อไม่สะอาด
ควรจะทาการถ่ายน้ าออกบางส่ วน แล้วเติมปูนขาวในอัตรา 50-60 กิโลกรัมต่อ เนื้อที่บ่อ 1 ไร่
ขณะเดียวกันก็ควบดุมปริ มาณการให้อาหารด้วย และไม่ควรเลี้ยง ปลาหนาแน่นจนเกินไป
             6.6.6 สารพิษในน้ า
                                                            ่
                   บ่อหรื อตูเ้ ลี้ยงปลาอาจมีสารพิษปะปนอยูในน้ า
                ั ้                                                   ่ ้
อุปกรณ์ที่ใช้กบตูปลาหลายชนิดมีส่วนประกอบเป็ นพวกสารมีพิษอยูดวย เช่น ท่อยางฉาบสี ต่าง ๆ กาว
                   ้
สาหรับทาขอบตูปลา ซี เมนต์หรื อสี ชนิ ดต่าง ๆ ในบ่อเลี้ยงปลาอาจมีสารพิษจาพวก ยาฆ่าแมลง เช่น
ดีดีที หรื อสารมลพิษจากโรงงานต่าง ๆ ปะปนได้ ปลาจะดูดซึม
สารพิษเหล่านี้เข้าไปในตัวโดยผ่านทางเหงือกและทางผิวหนัง นอกจากนี้ในบ่อเลี้ยง
อาจเกิดพวกสารประกอบจาพวกไนไตรท์และแอมโนเนียซึ่ งเป็ นผลสื บเนื่องมาจาก
การเน่าเปื่ อยของอาหารหรื อการสะสมของของเสี ยด่าง ๆ ภายในบ่อ
                   การป้ องกันทาได้โดยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งที่คาดว่าจะนาสารพิษ มาสู่ บ่อปลา
และควรเลือกแหล่งน้ าที่จะนามาใช้ในการเลี้ยงปลาจากแหล่งที่ปลอด                   จากสารพิษจากโรงงาน
การเกษตร และบ้านเรื อน
             6.6.7 ปริ มาณโลหะหนักในน้ า
                                                                                                    379

                   ความเป็ นพิษของโลหะหนักในน้ าที่มีต่อปลานั้น จะขึ้นกับปริ มาณแคลเซี ยม
ในน้ าและความเป็ นกรด-ด่างของน้ าในบ่อเลี้ยง เช่น ความเป็ นพิษของโลหะทองแดง
จะเพิ่มขึ้นในสภาพน้ าเป็ นกรด และมีปริ มาณแคลเซี ยมละลายอยูนอย     ่ ้
                                                         ้                         ่ ้
สังกะสี อาจเปลี่ยนรู ปเป็ นสังกะสี คลอไรด์ที่เป็ นพิษได้ถาในน้ านั้นมีเกลือละลายอยูดวย ตะกัวที่พบ
                                                                                           ่
     ่                                                          ่
อยูในน้ าทะเลทัวไปจะไม่เป็ นอันตรายต่อปลาเท่ากับตะกัวที่อยูในน้ าที่มีสภาพเป็ น กรดอ่อน ๆ
                 ่                                         ่
ซึ่ งจะทาให้ความเป็ นพิษของตะกัวเพิ่มขึ้น การตรวจสอบความเป็ นพิษ
                                   ่
                                 ้
ของโลหะหนักในบ่อเลี้ยงและตูปลานั้น ทาได้ยากดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจึง ควรฉาบ
            ้
ผนังของตูปลาส่ วนที่เป็ นโลหะด้วยสารเคลือบที่เหมาะสม
เพื่อป้ องกันไม่ให้โลหะละลายลงไปในน้ าได้
            6.6.8 อุณหภูมิที่ผิดปกติ
                  ถ้าอุณหภูมิของน้ าเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันอาจทาให้ปลาตายได้
                                       ่
โดยทัวไปถ้าอุณหภูมิเปลี่ยน แปลงอยูในระหว่าง 1-2 องศาเซลเซี ยส ปลาส่ วนใหญ่ จะปรับตัวทัน
       ่
แต่ก็มีปลาหลายชนิดที่ไม่สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงถึงขนาด นั้นได้
ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่เกิดขึ้นเสมอ คือการขนถ่ายปลาจาก บ่อหนึ่งไปยังอีกบ่อหนึ่ง
ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้มากในช่วงการขนถ่ายดังกล่าว
ถ้าปลาเกิดการช็อกเนื่ องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างกะทันหันมักทาให้
ปลานั้นอ่อนแอลงและติดเชื้ อได้ง่าย
          ่
ปลาที่อยูใกล้ในน้ าที่เย็นมากหรื อมีอุณหภูมิต่าผิดปกติจะมีลกษณะผิวหนังซี ดและเกิดการติดเชื้อราได้ง่า
                                                           ั
ย
       ้
7. การปองกันและรักษาโรคปลา
       7.1 การป้ องกันโรคปลา
             การป้ องกันโรคปลาเป็ นวิธีที่ดีที่สุดสาหรับการกาจัดโรคปลา
                         ่
เพราะว่าปลาอาศัยอยูในน้ า เมื่อเกิดขึ้นแล้วรักษาให้หายได้ยาก
อีกทั้งยังต้องสิ้ นเปลืองค่าใช้จ่ายในการรักษาสู ง       เนื่องจากปลามีจานวนมาก
        ่
และอยูในบ่อขนาดใหญ่ มาตรการที่นามาใช้ในการป้ องกันโรคปลาได้แก่
             7.1.1 เตรี ยมบ่อปลาให้ดีที่สุดตามหลักวิชาการ เช่นตากบ่อให้แห้งสนิท กาจัดศัตรู ปลา
ใส่ ปูนขาว ใส่ ปุ๋ย เป็ นต้น
                                                                                                      380

          7.1.2 ลูกปลาที่นามาเลี้ยง ควรมีสุขภาพแข็งแรง
โดยพยายามลดความบอบช้ าจากการขนส่ งให้มากที่สุด
          7.1.3 กาจัดปรสิ ตและเชื้อโรคที่ติดมากับลูกปลา
ก่อนปล่อยลูกปลาลงบ่อเลี้ยงด้วยยาและสารเคมี ต่างๆ เช่น ยาเหลือง ฟอร์ มาลิน เกลือแกง
ยาต้านจุลชีพ ฯลฯ
          7.1.4 อย่าเลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป
ควรเลี้ยงปลาในอัตราที่เหมาะสมกับขนาดของบ่อและการจัดการ
                                                                                   ่
          7.1.5 พยายามให้อาหารปลาในปริ มาณที่พอดี พยายามอย่าให้มีอาหารหลงเหลืออยูในบ่อ
เพราะว่าจะทาให้น้ าเน่าเสี ยได้ง่าย
          7.1.6 ดูแลอย่างใกล้ชิดอยูเ่ สมอ เมื่อมีเหตุการณ์ผดปกติ ควรรี บแก้ไขทันที
                                                           ิ
             7.2 การรักษาโรคของปลา
                 การรักษาโรคปลามีหลายวิธี
ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมเกิดผลดีในการรักษาและประหยัดค่าใช้จ่าย
                                    ั
วิธีการรักษาที่นิยมใช้ในปั จจุบนได้แก่
                7.2.1 การจุ่มปลาป่ วยลงในยาหรื อสารเคมี
         ่
ซึ่ งอยูในรู ปของสารละลายที่มีความเข้มข้นสู งในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ควรเกิน 1 นาที
           ้
วิธีน้ ีตองระวังอย่าให้ปลาเกิดอันตรายขึ้นเนื่องจากความเข้มข้นของยา หรื อสารเคมีสูงเกินไป
หรื อจุ่มปลานานเกินไป
                                                         ั
                7.2.2 การแช่ปลาในระยะสั้น วิธีน้ ีใช้กบบ่อปลาที่มีขนาดเล็ก ซึ่ งสามารถถ่ายเทน้ าได้สะดวก
แช่ปลาป่ วยลงในสารละลายยา หรื อสารเคมีนานไม่เกิน 1 ชัวโมง       ่
                                                                         ้
                7.2.3 การแช่ปลาในระยะยาว วิธีน้ ีสามารถทาได้โดยไม่ตองเปลี่ยนน้ า
เหมาะสารับบ่อปลาขนาดใหญ่ที่ถ่ายเทน้ าได้ยาก เสี ยเวลานานและสิ้ นเปลือง
                       ่
ปลาป่ วยถูกแช่อยูในสารละลายยาหรื อสารเคมีเจือจางตลอดไป โดยไม่มีการถ่ายเทน้ าทิ้ง
                7.2.4 การผสมยาในอาหาร วิธีการผสมยาลงในอาหารปลาที่นิยม มี 2 วิธี คือ
                      7.2.4.1 ผสมยาในอาหารก่อนอัดเม็ด หรื อก่อนปั้ นเป็ นก้อน
                      7.2.4.2 ฉาบอาหารด้วยน้ ามันผสมยา น้ ามันที่ใช้ได้แก่น้ ามันปลาสร้อย น้ ามันปลาสลิด
                                                           ้
เป็ นต้น กลิ่นน้ ามันปลาที่เคลือบอาหาร จะช่วยกระตุนให้ปลารู ้สึกอยากกินอาหาร
                                            ั                                                         ั
                7.2.5 การฉี ดยา วิธีน้ ีใช้กบปลาที่มีจานวนน้อย มีขนาดใหญ่ ราคาสู ง เช่น พ่อพันธุ์ แม่พนธุ์
                                                       ิ
ตาแหน่งที่ฉีดยา คือกล้ามเนื้ อ ช่องท้อง และใต้ผวหนัง การฉี ดยาเข้าช่องท้องอันตรายมาก
                                                                                                       381

     ้                                                            ่
ถ้าผูฉีดยาไม่มีความชานาญ แต่ให้การรักษาที่ได้ผลรวดเร็ ว และยาคงอยูในตัวปลาได้นาน
การฉี ดยาเข้ากล้ามเนื้ อกระทาได้ง่ายและสะดวก แต่ให้ผลการรักษาช้ากว่าการฉี ดยาเข้าช่องท้อง
                        ิ
ส่ วนการฉี ดยาเข้าใต้ผวหนัง ให้ผลการรักษาที่ดีพอสมควร
              ้            ้
8. คาแนะนาการปองกันสั ตว์ นาจากภัยธรรมชาติ
                                                                  ่
         "ภัยธรรมชาติ" หมายถึง อันตรายจากสิ่ งที่เกิดมีและเป็ นอยูตามธรรมดา ของสิ่ งนั้น ๆ
โดยมิได้มีการปรุ งแต่ง อาทิ อุทกภัย และฝนแล้ง เป็ นต้น กรมประมง
จึงขอเสนอแนวทางป้ องกันหรื อลดความสู ญเสี ยและความเสี ยหายแก่เกษตรกร
ผูเ้ พาะเลี้ยงสัตว์น้ าจากการประสบภาวะฝนแล้ง ฝนต้นฤดูและอุทกภัย ดังนี้
         8.1 ภาวะฝนแล้ง

                                                    ้
ภาวะฝนแล้งและฝนทิ้งช่วงทาให้ปริ มาณน้ ามีนอยทั้งในแหล่งน้ าธรรมชาติและแหล่งน้ าชลประทานซึ่ งเ
ป็ นแหล่งน้ าสาคัญ                            ที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ าและเกิดผลกระทบต่อการประมง
ตลอดจนสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการแพร่ ขยายพันธุ์                             และการเจริ ญเติบโตของสัตว์น้ า
         ิ         ั ั
โดยมีวธีการปฏิบติดงนี้
            8.1.1 ควบคุมการใช้น้ าแล้วรักษาปริ มาณน้ าในที่เลี้ยงสัตว์น้ าให้มีการสู ญเสี ยน้อย เช่น
การรั่วซึ ม การกาจัดวัชพืช
            8.1.2 ทาร่ มเงาให้สัตว์น้ าเข้าพักและป้ องกันการระเหยน้ าบางส่ วน
            8.1.3 ลดปริ มาณการให้อาหารสัตว์น้ าที่มากเกินความจาเป็ นจะทาให้น้ าเสี ย
            8.1.4
เพิ่มปริ มาณออกซิ เจนโดยใช้เครื่ องสู บน้ าจากก้นบ่อพ่นให้สัมผัสอากาศแล้วไหลคืนลงบ่อ
            8.1.5 ปรับสภาพดินและคุณสมบัติของน้ า เช่น น้ าลึก 1 เมตร ใส่ ปูนขาว 50 กก. /ไร่
ถ้าพื้นบ่อตะไคร่ หรื อแก๊ส มากเกินไปควรใส่ เกลือ 50 กก./ไร่ เพื่อปรับสภาพผิวดินให้ดีข้ ึน
            8.1.6 จับสัตว์น้ าที่ได้ขนาดขึ้นจาหน่ายหรื อบริ โภคในเวลาเช้าหรื อเย็น
เพื่อลดปริ มาณสัตว์น้ าในบ่อ
            8.1.7 ตรวจสอบคุณสมบัติของน้ าจากภายนอกที่จะสู บเข้าบ่อเลี้ยง เช่น
พบว่ามีตะกอนแล้วแร่ ธาตุต่าง ๆ เข้มขัน ควร งดการสู บน้ าเข้าบ่อ
            8.1.8
งดเว้นการรบกวนสัตว์น้ าเพราะการตกใจจะทาให้สัตว์น้ าสู ญเสี ยพลังงานและอาจตายได้
            8.1.9 งดเว้นการขนย้ายสัตว์น้ าโดยเด็ดขาด หากจาเป็ นต้องทาอย่างระมัดระวัง
                                                                                               382

          8.1.10 แจ้งความเสี ยหายตามแบบฟอร์มกรมประมง
เพื่อการขอรับความช่วยเหลืออย่างถูกต้อง และรวดเร็ ว
        7.2 ภาวะฝนต้นฤดู
                                                                                        ั
              การเตรี ยมการรับภาวะฝนต้นฤดู เกษตรกรผูเ้ พาะเลี้ยงสัตว์น้ าควรปฏิบติ ดังนี้
              7.2.1 ไม่ควรสบน้ าฝนแรกเข้าบ่อ
เพราะน้ าจะพัดพาสิ่ งสกปรกจากผิวดินลงสู่ แหล่งน้ าธรรมชาติ ควรปล่อยให้น้ ามี ปริ มาณเพิ่มขึ้น
จึงนาน้ าไปใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ า
              8.2.2
ควรสู บน้ าในบ่อให้สัมผัสอากาศจะช่วยเพิ่มปริ มาณออกซิ เจนและป้ องกันการแบ่งชั้นของน้ า
              8.2.3 ป้ องกันการไหลของน้ าฝนที่จะชะล้างแร่ ธาตุและสารเคมีจากผิวดินลงสู่ บ่อ
ซึ่ งอาจเป็ นอันตรายต่อสัตว์น้ าได้
              8.2.4 งดการรบกวน การจับและขนย้ายสัตว์น้ า
ควรรอจนกว่าคุณสมบัติของน้ ามีสภาพดีเป็ นปกติ
              8.2.5 งดจับสัตว์น้ าเพื่อการอนุ รักษ์ เนื่ องจากสัตว์น้ าจะผสมพันธุ์หลังจากฝนตกใหม่ ๆ
        8.3 ภาวะอุทกภัย
              การป้ องกันสัตว์น้ าสู ญหายจากภาวะอุทกภัย
ควรปฏิบติตามสภาวการณ์ก่อนเกิดภาวะอุทกภัย คือให้จบสัตว์น้ าที่ได้ ขนาดตลาดต้องการออกจาหน่าย
            ั                                                  ั
ก่อนช่วงมรสุ มในฤดูฝน พร้อมทั้งสร้างกระชังไนลอน กระชังเนื้ ออวน บ่อซี เมนต์ หรื อ ขึงอวนไนลอน
เพื่อกักขังสัตว์น้ า
           ่                        ้
9. หน่ วยทีใช้ ในการใช้ ยากับสั ตว์นา
       9.1 ส่ วนในล้านส่ วน(Part Per Million) (ppm)
                 = 1 มิลลิกรัม ในน้ า 1 ลิตร
                 = 1 กรัม ในน้ า 1 ตัน (ลูกบาศก์เมตร)
                 = 1 มิลลิลิตร ในน้ า 1 ตัน
       9.2 เปอร์เซ็นต์ (Percent)
                 = 10 กรัม ในน้ า 1 ลิตร
                 = 10 กิโลกรัม ในน้ า 1 ตัน
       9.3 หน่วยให้โดยการผสมอาหาร
                                                                                                     383

                3.1 ให้เป็ นน้ าหนักยาต่อน้ าหนักของสัตว์น้ า
                3.2 ให้เป็ นน้ าหนักยาต่อน้ าหนักของอาหาร
       9.4 หน่วยของการให้ยาด้วยวิธีการฉี ด ส่ วนมากจะให้เป็ นปริ มาณยาต่อน้ าหนักสัตว์น้ า เช่น
มิลลิกรัมของยาต่อปลาหนัก 1 กิโลกรัม
10. การคานวณการใช้ ยา
         10.1 ข้อมูลเบื้องต้นที่ควรทราบก่อนการใช้ยา
              ข้อมูลที่เกษตรกรต้องทราบก่อนอื่นคือการวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคที่แท้จริ ง
ทราบชนิดของยาและลักษณะการใช้ที่เหมาะสมกับลักษณะการเกิดโรคและสภาพการเลี้ยง เช่น
                                                                                            ่
             10.1.1 การติดเชื้อภายนอกที่เกิดจากปรสิ ตต่าง ๆ เช่น ซูโอแทมเมียม ที่เกาะอยูบริ เวณเหงือก
                                ้
ระยางค์หรื อบริ เวณเปลือกกุง หรื อการติดเชื้ อราบริ เวณเหงือก
                                                        ิ
ลักษณะการติดเชื้อประเภทนี้ เกษตรกรควรเลือกใช้วธีการผสมยาลงในน้ า เช่นใช้ฟอร์ มาลีน
             10.1.2 การติดเชื้อแบคทีเรี ยในสัตว์น้ า ลักษณะการติดเชื้อแบคทีเรี ยมีหลายลักษณะ เช่น
                                                                           ้
                   10.1.2.1 เปลือกผุ จุดดา หางกร่ อน หรื อเสี้ ยนดาในกุงกุลาดา
                   10.1.2.2 บาดแผล ตามลาตัวและครี บในปลา
                   10.1.2.3 การติดเชื้อทัวร่ างกาย เช่น ท้องบวม หรื อกกหูบวมในปลา
                                          ่
                     ิ
การรักษาต้องใช้วธีการผสมยาต้านจุลชีพกับอาหาร
        10.2 วิธีการใช้ยากับสัตว์น้ า
             10.2.1 การผสมยาลงในน้ า เมื่อทราบสาเหตุของโรคและสารเคมีที่จะใช้
                                             ้
เกษตรกรต้องทราบความเข้มข้นที่จะใช้ดวย หลังจากนั้นเพื่อที่จะให้ทราบปริ มาณยาที่จะผสมลงในบ่อ
เกษตรกรต้องทราบปริ มาณน้ าในบ่อทั้งหมดเสี ยก่อน แล้วจึงนาไปคานวณหาปริ มาณสารเคมีที่ตองใช้         ้
                                                                         ้              ้
                   ตัวอย่างที1 ต้องการทราบปริ มาณของฟอร์ มาลินที่ตองใส่ ลงในบ่อกุงกุลาดาขนาด 5
                              ่
ไร่ เพื่อรักษาโรคที่เกิดจากซูโอแทมเมี่ยม โดยให้ได้ความเข้มข้นของฟอร์ มาลินเท่ากับ 25
ส่ วนในล้านส่ วน (พีพีเอ็ม) โดยก่อนใช้ยาให้ลดน้ าลงเหลือ 80 ซม.
                   การคานวณ:
                   ปริ มาตรน้ าทั้งหมด         =        1,600 ตร.ม. x 5 ไร่ x 0.80 เมตร
                                               =        6,400 ลบ.ม.(คิว,ตัน)
             เรามีสูตรว่า 1 ส่ วนในล้านส่ วน = 1 มิลลิลิตร ในน้ า 1 ตัน เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้ความเข้มข้น
25 ส่ วนในล้านส่ วน ในน้ า 1 ตัน เกษตรกรต้องใช้ฟอร์มาลินลงไป 25 มิลลิลิตร
             แต่ปริ มาณน้ าที่เรามีในบ่อ คือ 6,400 ตัน
                                                                                                 384

          เพราะฉะนั้นต้องใช้ฟอร์ มาลินเป็ นปริ มาณทั้งหมด = 25 x 6,400
                                                           = 160,000 มิลลิลิตร (ซีซี)
                                                        = 160 ลิตร

        ตัวอย่างที่ 2 ต้องการทราบน้ าหนักของสารเคมีชนิดโพวีโดนน ไอโอดีน (เป็ นผง)
      ้                   ้
ที่ตองใส่ ลงในบ่อเลี้ยงกุงกุลาดาขนาด 4 ไร่ (ลดน้ าลงเหลือ 80 ซม.) เพื่อลดปริ มาณเชื้ อแบคทีเรี ย
โดยให้ได้ความเข้มข้นเท่ากับ 0.1 ส่ วนในล้านส่ วน (พีพีเอ็ม)
        การคานวณ:
        ปริ มาตรน้ าทั้งหมด           =       1,600 ตร.ม. x 4 ไร่ x 0.80 เมตร
                                      =       5,120 ลบ.ม.(คิว,ตัน)
        เรามีสูตรว่าถ้าละลายสารเคมี หนัก 1 มิลลิกรัมในน้ า 1 ลิตรหรื อ 1 กรัมในน้ า 1 ลบ.ม.
จะได้ความเข้มข้นเท่ากับ 1 ส่ วนในล้านส่ วน
        เพราะฉะนั้นในน้ า 1 ลบ.ม. เพื่อให้ได้ความเข้มข้นของยาเท่ากับ 0.1 ส่ วนในล้านส่ วน
    ้
ก็ตองใช้ยาคิดเป็ นน้ าหนัก 0.1 กรัม
        แต่เรามีปริ มาณน้ าทั้งหมด                                             = 5,120 ลบ.ม.(คิว,ตัน)
        เพราะฉะนั้นเกษตรต้องใช้โพวีโดนไอโอดีนทั้งหมดเป็ นน้ าหนัก              = 0.1 x 5,120
                                                                                = 512 กรัม
                                                                                = 0.5 กิโลกรัม
            10.2.2
                                        ั                                        ั
การผสมยาต้านจุลชีพกับอาหารปั จจุบนมีการใช้ยาต้านจุลชีพกันมากมายโดยมีวตถุประสงค์เพื่อควบคุม
หรื อรักษาโรคที่เกิดจากเชื้ อแบคทีเรี ย เช่น การควบคุมเชื้อ Aeromonas hydrophila ในปลาน้ าจืด และ
                 ้
Vibrio sp. ในกุงกุลาดา เป็ นต้น เกษตรกรใช้เทคนิคดังนี้
                   10.2.2.1 ละลายยาต้านจุลชีพในน้ าจืด ก่อนน้ าไปคลุกกับอาหาร
                                                     ้
                   10.2.2.2 สัตว์น้ าบางอย่าง เช่น กุงกุลาดามีนิสัยการกินอาหารช้า
ทาให้มีโอกาสสู ญเสี ยยาไปกับน้ าได้ เกษตรกรจึงควรจะเคลือบยาที่อยูในอาหาร ่
ด้วยน้ ามันหรื อสารเหนียวบางชนิด
                   10.2.2.3 ถ้าเป็ นไปได้เกษตรกรควรจะทราบชนิดยาต้านจุลชีพที่ใช้พร้อมกับ
                                                                             ้
เปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนของตัวยา การเลือกซื้ อยา ไม่ควรซื้ อผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีขอมูลที่จาเป็ นดังกล่าว
เพราะอาจจะเป็ นผลเสี ยต่อการใช้ได้
                                                                                              385

       10.3 สารเคมีที่ใช้สาหรับสัตว์น้ า
            10.3.1 Acetic acid
                    ข้อบ่งใช้ กาจัดหนอนพยาธิ นอกร่ างกาย
                    ขนาดใช้
                    1.ความเข้มข้น 1,5000 ppm โดยจุ่มปลาลงในน้ ายานี้นาน 5-10 นาที
                    2.ความเข้มข้น 2,000 ppm จุ่มปลานาน 45-60 วินาที
            10.3.2 Acriflavine (ยาเหลือง)
                    ข้อบ่งใช้ ใช้เป็ นน้ ายาฆ่าเชื้อสาหรับไข่ปลา ยาฆ่าเชื้อโรค น้ ายาล้างแผลทาลาย
แบคทีเรี ย เชื้ อรา
                    ขนาดใช้
                    1. ความเข้มข้น 10 ppm ในน้ านาน 10 ชัวโมง่
                    2.ความเข้มข้น 500 ppm นาน 30 นาที
      ข้อควรระวัง ใช้บ่อย ๆ และเป็ นเวลาครั้งละนาน ๆ จะทาลายพืชในน้ า
        ่
ทาให้เยือเมือกผิวหนังปลาหมดไป (คาวหลุด) ง่ายต่อการการเป็ นโรคที่ผวหนังปลา   ิ
            10.3.3 Alcolhol ethyl (แอลกอฮอล์ ชนิดกินได้)
                    ข้อบ่งใช้ ยาสลบหรื อยาหยุดความเคลื่อนไหวของปลา
                    ขนาดใช้ ค่อย ๆ เติมแอลกอฮอล์ ลงในน้ าที่มีปลา จนกระทังปลาหยุดการเคลื่อนไหว
                                                                                ่
            10.3.4 Alcohol iodate (ทิงเจอร์ไอโอดีน)
                    ข้อบ่งใช้ ยาฆ่าเชื้อโรค ยาใส่ แผล ยาทาลายเชื้อแบคทีเรี ย
                    ขนาดใช้ ไอโอดีน 7-10 ส่ วนในแอลกอฮอล์ 100 ส่ วน (7-10 เปอร์ เซ็นต์)
            10.3.5 Ampicillin (ปฏิชีวนะ)
                    ข้อบ่งใช้ กาจัดแบคทีเรี ย
                    ขนาดใช้ ให้กินโดยผสมในอาหารปลาใช้ แอมปิ ซิลิน20-40มิลลิกรัม ต่อน้ าหนัก
ปลา1 กิโลกรัม
            10.3.6 Aspirin
                    ข้อบ่งใช้ ลดอาการตื่นตกใจ ลดอาการเครี ยด ลดการเคลื่อนไหว เหมาะสาหรับการ
ขนส่ งปลา
            ขนาดใช้ 1 กรัมต่อน้ า 10 แกลลอน
            10.3.7 Copper sulfate (จุนสี )
                                                                                                      386

                ข้อบ่งใช้ กาจัดตะไคร่ น้ า เชื้ อรา หนอนพยาธิ
                ขนาดใช้
                1. ใช้จุนสี 1-2 ppm ผสมน้ าสาดลงบ่อปลา
                2. ใช้จุนสี 500 ppm ร่ วมกับกรดน้ าส้ม 500 ppm ใช้โดยวิธีจุ่มตัวปลาลงในน้ ายาผสมนี้
1-2 นาที
                   3. ใช้จุนสี 1 กรัม ต่อน้ า 1 ลิตร (1,000 ppm) และใช้วธีจุ่มตัวปลาลงในน้ ายานี้ 1-2 นาที
                                                                        ิ
                   4. ใช้จุนสี 5 ppm ผสมน้ าเหมาะสาหรับการป้ องกันเชื้อราที่เกิดแก่ไข่ปลา
โดยจุ่มไข่ปลาลงในน้ ายา 30 นาที
                   5. ใช้จุนสี 10 ppm ผสมน้ าเพื่อทาลายเชื้อโรคในภาชนะบรรจุสัตว์น้ า
                       ข้อควรระวัง จุนสี เป็ นสารเคมีที่หาง่ายราคาถูก(กก.ละ10-80 บาท)
มีหลายชนิดชนิดที่ขายในท้อง
ตลาดทัวไปลักษณะเป็ นก้อนสี น้ าเงินราคาถูกควรใช้ชนิดเป็ นผงสี ฟ้าอ่อน(Coppersulfate monohydrate)
          ่
จุนสี เป็ นพิษต่อสัตว์น้ าชนิดรุ นแรงมาก ถ้าใช้ในอัตราสู งแต่มีฤทธิ์ ทาลายเชื้อโรคได้กว้างขวาง
และราคาถูก หาซื้ อง่าย ฉะนั้นถ้าใช้จะต้องระมัดระวังเรื่ องอัตราการใช้อย่างละเอียด
                                                                ่ ั
                       ฤทธิ์ การทาลายเชื้อโรคของจุนสี ขึ้นอยูกบความอ่อน-กระด้างของน้ าเป็ นสาคัญ
น้ ากระด้างมีธาตุแคลเซี ยมสู ง ซึ่ งจะทาปฏิกิริยากับจุนสี ทาให้เสื่ อมฤทธิ์
ส่ วนน้ าอ่อนและน้ าที่มีความเป็ นกรดสู ง จะทาให้ฤทธิ์ ของจุนสี รุนแรงกว่าน้ ากระด้างหรื อน้ าที่เป็ นด่าง
ในขณะที่น้ าร้อน(เช่น ขณะแดดจัด)สารละลายจุนสี จะออกฤทธิ์ รุนแรง
                                                                    ่
                       จุนสี ทาลายตะไคร่ น้ าและแพลงตอน ที่อยูในน้ าได้ดีมากและรวดเร็ ว
               ้
ผลตามมาที่ตองระวังคือ เกิดความต่างระดับของออกซิ เจน และเกิดน้ าในบ่อเน่าเสี ย
การใช้จุนสี บ่อยครั้งแก่บ่อเลี้ยงปลาจะทาให้ จุนสี สะสมอยูกนบ่อ ่ ้
                                             ้
ทาลายอาหารตามธรรมชาติซ่ ึ งมีมากที่กนบ่อ อย่าใช้จุนสี ร่วมกับฟอร์ มาลินเป็ นอันขาด
ซึ่ งจะเป็ นพิษแก่ปลาอย่างรุ นแรง
                                                            ั
             10.3.8 Dipterex (ยากาจัดแมลงวันของ บริ ษท ไบเออร์ อีกชื่อหนึ่งคือ เนกูวอน)
                   ข้อบ่งใช้ ทาลายหนอนพยาธิ ทั้งภายนอกและภายในร่ างกาย
                   ขนาดใช้
                   1.ใช้ 100-800 ppm ผสมน้ าแช่ปลานาน 1 ชัวโมง    ่
                   2.ใช้ 25,000 ppm ผสมน้ า จุ่มปลาลงในน้ ายา 5 นาที
                                                                                                    387

                     ข้อควรระวัง ดิพเทอร์เรกซ์ จะมีฤทธิ์ อ่อนลงเมื่อน้ าร้อน
แต่ฤทธิ์ จะรุ นแรงขึ้นเมื่อน้ าเย็น(อากาศหนาว) อุณหภูมิต่ากว่า 20 องศาเซลเซียส
            10.3.9. Ether
                   ข้อบ่งใช้ ลดอาการเคลื่อนไหวของสัตว์น้ า (ยาสลบ)
                   ขนาดใช้ ใช้ 10-15 ซี ซี ผสมน้ า 1 ลิตร นาปลาลงแช่ในยานี้จะสลบภายใน 1-2 นาที
             10.3.10 Formalin
                    ข้อบ่งใช้ กาจัดหนอนพยาธิ เชื้อรา เชื้ อแบคทีเรี ย
                    ขนาดใช้
                    1.ใช้ 250 ppm ในน้ า นาปลาลงแช่ 1 ชัวโมง  ่
                    2.ใช้ 40 ppm ในน้ า นาปลาลงแช่ 24 ชัวโมง    ่
                    3.ใช้ 15-20 ppm ในน้ าในบ่อหรื อในอ่างน้ าที่มีปลาอาศัยอยู่ เป็ นเวลานานข้ามวัน
                    4.ใช้ฟอร์มาลิน 15-20 ppm ร่ วมกับมาลาไคกรี น 1-5 ppm ใส่ ในน้ าในบ่อปลาเป็ น
เวลานานข้ามวัน
                                                                    ั
                     ข้อควรระวัง ฟอร์ มาลิน เป็ นสารพิษที่มีอนตรายรุ นแรงต่อสัตว์น้ า
                                                                         ั
แต่ก็เป็ นยากาจัดพยาธิ เชื้ อโรคต่าง ๆ ได้ผลี เพราะราคาถูก จึงนิยมใช้กนกว้างขวาง
                      สิ่ งต้องคานึงถึง เมื่อจะใส่ ฟอร์ มาลินลงในบ่อปลา
                            1. ต้องแน่ใจว่า ฟอร์ มาลินที่ใช้ได้มาตรฐาน คือ มีความเข้มข้น 37-40
%ของฟอร์ มาดีไฮด์ สี ใส ไม่ข่น เป็ นตะกอน
                                   ุ
                            2. ปริ มาณของน้ าในบ่อ ต้องรู ้จานวนแน่นอน
อย่าส่ งเดชเกิดความผิดพลาดเสี ยหายกันเสมอ ๆ แต่ก็เป็ นการยากที่จะรู ้ปริ มาณของน้ าที่แน่นอน
เพราะมองไม่เห็นขนาดรู ปร่ างของบ่อ ทางที่ดีใช้ฟอร์ มาลินจานวนน้อยกว่ากาหนดไว้
                            3. ฟอร์ มาลิน เมื่อสาดลงในน้ าจะรวมกับออกซิ เจนในน้ า เป็ นรู ปกรดฟอร์ มิค
เป็ นผลให้ฤทธิ์ ของฟอร์ มาลินลดลง และออกซิ เจนในน้ าลดลงด้วย ขณะอากาศร้อย (เวลาบ่อยแดดจัด)
ปฏิกิริยานี้จะรุ นแรงยิงขึ้น
                         ่
                            4. ฟอร์ มาลิน จะมีฤทธิ์ รุนแรงขึ้นเมื่ออากาศหรื อน้ าร้อน
ฉะนั้นควรใช้ฟอร์ มาลินตอนเข้าไม่ควรใช้ตอนบ่าย
                            5.บ่อเลี้ยงปลาที่มีโคลนก้นบ่อมาก ปลาแน่นบ่อ น้ าในบ่อเสี ย
เหล่านี้จะเกิดอินทรี ยสาร ลดฤทธิ์ รุนแรงของฟอร์ มาลิน
                       ์
                                                                                              388

                          6.ควรมีแหล่งน้ าสารอง
พร้อมเครื่ องมือเตรี ยมพร้อมไว้เมื่อเห็นว่าปลาในบ่อแสดงอาการผิดปกติ แพ้ต่อฟอร์ มาลิน
หลังจากสาดฟอร์ มาลินลงบ่อ รี บปล่อยน้ าลงบ่อทันที
            10.3.11 Furazolidone
                    ข้อบ่งใช้ กาจัดเชื้อแบคทีเรี ย
                    ขนาดใช้ ใช้ 25-75 กรัมต่อน้ าหนักปลา 1,000 กก.ต่อ 1 วัน โดยผสมอาหาร หรื อใช้
50 - 100 กรัม ต่ออาหารปลา 1,000 กก.
                    ข้อควรระวัง ฟูราโซลิโดน เป็ นผงละเอียด สี เหลืองสด ไม่ละลายน้ า มีฤทธิ์ กว้าง
                     ั
ราคาถูกจึงนิยมใช้กนแพร่ หลายในรู ปผสมในอาหาร ทั้งป้ องกันและ รักษาโรค มักใช้ร่วมกับตัวยาอื่น
เช่น ซัลฟา หรื อคลอแรมเฟนนิคอล
            10.3.12 Magnesium sulfate (ดีเกลือ)
                  ข้อบ่งใช้ ยาระบายท้อง (ยาถ่าย) กาจัดหนอนพยาธิ
                  ขนาดใช้ 30 กก. ต่ออาหาร 1,000 กก.
            10.3.13 Malachitegreen
                    ข้อบ่งใช้ กาจัดเชื้อแบคทีเรี ย หนอนพยาธิ เชื้อรา
                    ขนาดใช้
                    1.ใช้ 50 ppm ผสมน้ า จุ่มปลานาน 10-30 วินาท
                    2.ใช้ 2 ppm ผสมน้ าแช่ปลานาน 1 ชัวโมง
                                                      ่
                    3.ใช้มาลาไคกรี น 70 ppm ร่ วมกับเกลือแกง 30,000 ppm ผสมน้ าทาผิวหนัง ของปลา
เพื่อกาจัดหนอนพยาธิ
                    ข้อควรระวัง
มาลาไคกรี นมีพิษรุ นแรงต่อปลาและจะรุ นแรงยิงขึ้นเมื่อร่ วมกับสารประกอบหรื อแร่ ธาตุของสังกะสี
                                                  ่
            ั
(Zinc) ใช้กบไข่ปลาเพื่อกาจัดเชื้อโรคไม่ได้
            10.3.14 Malathion (ยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่ง)
                    ข้อบ่งใช้ ยากาจัดหนอนพยาธิ และแมลง
                    ขนาดใช้ 0.5-1 ppm ผสมกับน้ า
                    ข้อควรระวัง มาลาไธออน เป็ นยากาจัดแมลงที่มีพิษต่อคน และสัตว์
เช่นเดียวกันกับยาฆ่าแมลงทัวไป ่
                                                                                                   389

             10.3.15 Methylene blue
                     ข้อบ่งใช้ ยากาจัดเชื้อราโดยเฉพาะป้ องกันหรื อ
รักษาเชื้อราที่เป็ นแก่ไข่พยาธิ กาจัดหนอน พยาธิ
                     ขนาดใช้
                     1. ทาให้เป็ นน้ ายา 1% แล้วเอาจากน้ ายานี้จานวน 3 ซีซี ผสมน้ า10ลิตร
แช่ปลาได้ตลอดวัน(3-5 วัน)
                     2.ใช้จุนสี 0.15 ppm ร่ วมกับกรดน้ าส้ม 2 ppm ร่ วมกับเมททิลีนบูล 0.2 ppm ผสมน้ า
นาปลาลงแช่ตลอดวัน
            10.3.16 Oxytetracycline
                     ข้อบ่งใช้ กาจัดเชื้อโรคแบคทีเรี ย
                     ขนาดใช้
                     1. ใช้ 3 มิลลิกรัม ต่อปลาน้ าหนัก 100-400 กรัม โดยผสมน้ า 1-2
ซี ซีฉีดเข้าช่องท้องของตัวปลา
                     2. ใช้ 5-10 กรัม ต่อน้ าหนักปลารวม 100 กก. โดยผสมในอาหารให้ปลากิน
                     3.ใช้ 10 ppm ผสมน้ าแช่ปลา
             10.3.17 Paraquat (ยากาจัดวัชพืช)
                     ข้อบ่งใช้ กาจัดตะไคร่ น้ าในบ่อปลา หอยในน้ า
                     ขนาดใช้ 0.5-2 ppm ผสมน้ า
                     ข้อควรระวัง มีการทดลองบ่งบอกว่าใช้ พาราควอท1.14 ppm ที่อุณหภูมิ 20-25
องศาเซลเซียส นาน 1-16 วัน เป็ นพิษต่อปลา
            10.3.18 Penicilin
                     ข้อบ่งใช้ กาจัดเชื้อแบคทีเรี ย
                     ขนาดใช้ ใช้ 40,000 หน่วยสากล ผสมน้ า 100 ลิตร จุ่มปลานาน 30 วินาที
                     ข้อควรระวัง เพนนิซิลินมีฤทธิ์ กาจัดโรคแคบ ก่อให้เกิดการดื้อยาง่าย
                ั
จึงไม่ค่อยใช้กนในวงการสัตว์น้ า แต่ถาจะใช้ควรผสมร่ วมกับปฏิชีวนะชนิดอื่น เช่น คลอแฟนนิคอล
                                          ้
             10.3.19 Potassium permanganate (ด่างทับทิม)
                     ข้อบ่งใช้ ฆ่าเชื้อโรค กาจัดหนอนพยาธิ ภายนอกร่ างกาย กาจัดเชื้อรา
                     ขนาดใช้
                     1.ใช้ 5-10 ppm ผสมน้ าแช่ปลานาน 1-2 ชัวโมง ่
                                                                                                           390

                    2.ใช้ 1 กรัม ต่อน้ า 1 ลิตร จุ่มปลานาน 30 วินาที
                    3.ใช้ 2-5 ppm ผสมน้ า ปลาเป็ นเวลานานไม่จากัด
                                                   ้
                    ข้อควรระวัง ด่างทับทิมมีขอดีหลายประการ เช่น หาซื้ อง่าย ราคาไม่แพงเกินไป
ใช้ง่ายไม่เป็ นพิษ แต่มีขอเสี ยที่ไม่เหมาะสมหลายประการ
                           ้
                    1. น้ าที่เป็ นกรด จะเสริ มฤทธิ์ ของด่างทับทิมให้สูงขึ้น
                    2. อุณหภูมิ จะเพิ่มฤทธิ์ ของด่างทับทิม
                    3. น้ าที่มีอินทรี ยวตถุมาก เช่น น้ ามีสีดา น้ ามีกลิ่นเหม็น จะลดฤทธิ์ ของด่างทับทิม
                                        ์ั
                    4. น้ าที่มีธาตุเหล็กเจือปนสู ง หรื อใช้ด่างทับทิมกับบ่อนคอนกรี ต
ควรจะลดขนาดการใช้ของด่างทับทิมลง เนื่องจากจะเกิดสารพิษเป็ นอันตรายต่อปลา
                    5. น้ าที่มีความเป็ นกรดหรื อด่าง
จะทาให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างด่างทับทิมกับอนินทรี ยสารในน้ า์
แล้วเกิดตะกอนไปจับที่เหงือกของปลาเกิดอันตราย

                                                                            ่
เนื่องจากด่างทับทิมออกฤทธิ์ ทาลายเชื้อโรคโดยปฏิกิริยาของออกซิ เจนที่อยูในตัวด่างทับทิม
แต่ออกซิ เจนนี้ง่ายต่อการทาปฏิกิริยาทั้งทางเคมีและฟิ สิ กส์ต่อสิ่ งแวดล้อมต่าง ๆ
ทาให้ฤทธิ์ ของสารเคมีผนแปรได้ง่าย
                         ั
และบ่อเลี้ยงสัตว์น้ าโดยทัวไปไม่สามารถควบคุมหรื อตรวจวัดคุณสมบัติ
                           ่
                                                      ั
                   ทางหนึ่งที่น่าใช้ด่างทับทิมคือ ใช้กบการขนส่ งลูกปลา มิใช่เพื่อกาจัดเชื้อโรค
                                               ์ั
แต่เพื่อลดไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่เกิดจากอินทรี ยวตถุ และเป็ นการเพิ่มออกซิ เจนในน้ า
           10.3.20 Rotenone (โล่ติ๊น)
                   ข้อบ่งใช้ กาจัดหนอนพยาธิ และกาจัดสัตว์น้ าที่ไม่ตองการ้
                   ขนาดใช้ ใช้ 1 ppm ผสมน้ า
           10.3.21 Sodium chloride (เกลือแกง)
                   ข้อบ่งใช้ กาจัดหนอนพยาธิ เชื้อรา
                   ขนาดใช้
                   1.ใช้เกลือ 1 % แช่ตลอด
                   2.ใช้เกลือ 1-2 % จุ่มปลานาน 10-15 นาที
                   3.ใช้เกลือ 0.7 % ร่ วมกับด่างทับทิม 4 ppm ผสมน้ า แช่ปลาได้นานหลายวัน
                                                                                                    391

                                                             ่
                     ข้อควรระวัง โดยทัวไป เกลือไม่ได้ฆาหนอนพยาธิ
                                           ่
หากแต่ทาให้หนอนพยาธิ หลุดจากตัวปลา และพยาธิ เหล่านี้จะเข้าไปเกาะกินตัวปลาอีก
                                                                                               ั
เมื่อน้ าเกลือจางลง ผูเ้ ลี้ยงปลาเมืองไทยนิยมใส่ เกลือในบ่อปลา ทั้งนี้เนื่องจากความเชื่ อแต่ต้ งเดิมว่า
สามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้และเกลือมีราคาถูก
แต่ในความเป็ นจริ งเกลือที่ใส่ ในน้ าจะไม่ได้ผลในทางป้ องกันหรื อรักษาโรคเลย
เนื่องจากใช้ในปริ มาณต่ามาก จะได้ผลสาหรับบ่อปลาก็ต่อเมื่อใช้ในปริ มาณมากถึง 1 % (พื้นที่ 200
ม.2 น้ าลึก 1 เมตร ต้องใช้เกลือถึง 2 ตัน)
              10.3.22 Sodium hypochloride (ผงคลอรี น)
                                                                    ั
                     ข้อบ่งใช้ กาจัดหนอนพยาธิ ฆ่าเชื้ อโรคที่ใช้กบภาชนะต่าง ๆ
                     ขนาดใช้ ใช้ 200 ppm ผสมน้ า เป็ นเวลานาน 1 ชัวโมง่
                     ข้อควรระวัง ผงคลอรี นเมื่อละลายน้ าจะให้แก๊สคลอรี น
ซึ่ งเป็ นพิษต่อคนและสัตว์ทุกชนิด
              10.3.23 Streptomycin
                     ข้อบ่งใช้ กาจัดเชื้อแบคทีเรี ย
                     ขนาดใช้ ใช้ 5-10 มิลลิกรัม ต่อน้ าหนัก 100-400 กรัม ผสมน้ า 1-2 ซีซี
ฉี ดเข้าช่องท้องของปลา
                     ข้อควรระวัง สเตรปโตมัยซิ น เป็ นปฏิชีวนะในกลุ่มอมิโนกรัยโคซัย
ซึ่ งถูกดูดซึ มในลาไส้เข้าสู่ กระแสโลหิ ตได้นอย ฉะนั้นจึงไม่ควรใช้รักษาโรคโดยการกิน (ผสมอาหาร)
                                                  ้
นอกจากนั้นฤทธิ์ การทาลายแคบ จาเป็ นต้องผสมร่ วมกับปฏิชีวนะชนิดอื่น ๆ (ที่ใช้เสมอคือ
ร่ วมกับเพนนิซิลิน)
              10.3.24 Sulfadiazine, Sulfadimethoxine, Sulfamerazine, Sulfathiazone, Sulfanilamide.
                             ข้อบ่งใช้ กาจัดเชื้ อแบคทีเรี ย
                     ขนาดใช้ ใช้ 10-25 กรัม ผสมอาหารปลา 100 กก. หรื อ 5-15 กรัม ต่อปลาในบ่อ 100
กก.ต่อ 1 วัน โดยผสมยาในอาหาร
                     ข้อควรระวัง ซัลฟาเป็ นยาที่หาซื้ อง่ายราคาไม่แพงประมาณ 200-500 บาทต่อ 1 กก.
สุ ดแต่ชนิดของซัลฟา และมีฤทธิ์ ทาลายโรคได้กว้างขวาง แต่ซลฟามีขอเสี ยหลายประการ
                                                                ั         ้
                                                                        ่
                     1. ซัลฟาเกือบทุกชนิดจะออกฤทธิ์ ได้เต็มที่ เมื่ออยูในสภาวะเป็ นด่าง
ถ้าเป็ นกรดฤทธิ์ จะลดลง อาหารปลาเป็ ด
ถ้าเสื่ อมสภาพจนเน่าเหม็นจะมีสภาพเป็ นกรดหรื อน้ าที่มีสีดามีกลิ่นเหม็น ก็จะเป็ นกรด
                                                                                                   392

                                                      ั
                      2. ปลาดื้อต่อซัลฟาง่าย ถ้าใช้กนติดต่อเสมอจาเป็ นต้องเพิ่มขนาดของยาขึ้นไปเรื่ อง ๆ
                      3. ปลาแพ้ซลฟาง่าย ๆ จะพบบ่อย ๆ ว่าให้กินซัลฟาแล้วปลาจะมีผวหนังแดงกว่าปกติ
                                        ั                                            ิ
                  ั
นันคือการแพ้ซลฟาอย่างหนึ่ ง
   ่
                      4. ผูเ้ ลี้ยงปลามักนิยมใช้ Sulfathiazole sodium โดยกล่าวว่ากินแล้วออกฤทธิ์ เร็ ว
ผลการรักษาดี และปลาตัวแดงเป็ นผลทันตา ที่เป็ นเช่นดังกล่าวเพราะซัลฟาโซเดียมตัวนี้ ละลายน้ าได้ดี
จึงออกฤทธิ์ เร็ วกว่าซัลฟาชนิดอื่น ที่เกือบไม่ละลายน้ า และที่ปลาตัวแดง คือ อาการแพ้ซลฟาั
      ั
แต่ซลฟาโซเดียมนี้ ราคาแพงกว่าซัลฟาไธอาโซนชนิดไม่ละลายน้ า
และยาจะสู ญเสี ยไปบางส่ วนกับน้ าในบ่อ เนื่องจากละลายน้ าได้ดี
                      ปั จจุบนมักจะใช้ซลฟาร่ วมกับสาร Trimethoprim เพื่อให้ฤทธิ์ รุนแรงยิงขึ้น
                               ั            ั                                             ่
และทาให้ราคาถูกลง โดยใช้ซลฟา 5 ส่ วนต่อไตรเมโทรปริ มาณ 1 ส่ วน แต่การใช้ร่วมกันนี้
                                      ั
                                                        ่ ั
ความรุ นแรงของการออกฤทธิ์ จะแตกต่างกันขึ้นอยูกบชนิ ดของยาที่ใช้
11. สรุ ป
        โรคและพยาธิ ทาความเสี ยหายให้แก่เกษตรกรผูเ้ ลี้ยงปลาเป็ นอย่างมาก
การเกิดโรคในปลาส่ วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่ปลาอาศัยอยู่
เช่นเกิดการเปลี่ยนของอุณหภูมิ ค่าความเป็ นกรดเป็ นด่าง ซึ่ งอาจมีสาเหตุมาจากการเกิดฝนตก
การลดลงของอุณหภูมิอากาศ การให้อาหารมากเกินความต้องการ ฯลฯ สิ่ งต่างๆเหล่านี้ลวนทาให้          ้
                                                                    ้
ปลาเกิดความเครี ยด ปลาหยุดการกินอาหาร หรื อระบบภูมิคุมกันในตัวปลาหยุดชะงัก เชื้อโรค
และพยาธิ ต่างๆภายในบ่อ จึงเข้าทาลาย เป็ นผลให้ปลาเกิดโรคในที่สุด
การรักษาโรคในปลาทาได้ยากสิ่ งที่ดีที่สุดคือการป้ องกันควบคุมไม่ให้ปลาที่เลี้ยงเป็ นโรค
           ั                                                                     ้
เช่นปั จจุบนมีการทดลองใช้กลูเคนจากยิสต์ผสมอาหารสามารถทาให้ปลามีภูมิคุมกันต่อแบคทีเรี ยได้สูง
ขึ้น(ชนกันต์, 2546)
กิจกรรมการเรียนการสอน
สอนครั้งที่ 1 ชั่ วโมงที่ 43-44 (ใช้ กระบวนการสอนแบบ 3 ขั้น)
1. ขั้นนาเข้าสู่ บทเรี ยน
                    ั             ี ั
        1.1 ให้นกศึกษา ดูวดิทศน์เรื่ อง โรคและพยาธิของปลา การเลี้ยงปลากะพงขาว
        1.2 ครู นาสนทนาและร่ วมสรุ ปประเด็นที่จะทาการอภิปราย
                                          ั
ทบทวนความรู้เดิมโดยการให้นกศึกษาทาแบบทดสอบก่อนเรี ยน
2. ขั้นสอน
                                                                                             393

       2.1 ให้นกศึกษาแบ่งกลุ่มตามความเหมาะสมออกเป็ น 4 กลุ่ม เลือกประธานและเลขานุการกลุ่ม
                ั
ศึกษาและอภิปรายในหัวข้อย่อยที่ได้รับมอบหมาย
       2.2 บันทึกผลสรุ ปการอภิปรายลงในแผ่นใส เพื่อเตรี ยมนาเสนอหน้าชั้นเรี ยน
       2.3 ประธานกลุ่มสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่ วมกิจกรรมกลุ่ม บันทึกส่ งครู
       2.4 แต่ละกลุ่มส่ งตัวแทนกลุ่มนาเสนอหน้าชั้นเรี ยนด้วยแผ่นใสตามลาดับ
3. ขั้นสรุ ปและการประยุกต์
                                                                    ั
       3.1 ครู และนักศึกษาร่ วมกันสรุ ปถึงหัวข้อที่ได้นาเสนอ และให้นกศึกษาซักถามข้อสงสัย
       3.2 ประเมินคุณธรรม จริ ยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยใช้แบบประเมินคุณธรรม
จริ ยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์

สอนครั้งที่ 2 ชั่วโมงที่ 45-46 (ใช้ กระบวนการสอนแบบฝึ กทักษะ)
1. ขั้นนาเข้าสู่ บทเรี ยน
          1.1 นาเข้าสู่ บทเรี ยนโดยทาการทบทวน เรื่ องที่ได้ทาการเรี ยนไปแล้ว และให้นกศึกษาทาการ
                                                                                            ั
ศึกษา ใบงานที่ 6.1 เรื่ องการตรวจวินิจฉัยปรสิ ตภายนอกที่เกิดในบ่อเลี้ยงปลา
2. ขั้นสาธิ ตหรื อยกตัวอย่าง
          2.1 ครู สาธิตการตรวจหาพยาธิ ภายนอก
      ั
ให้นกศึกษาทาการสังเกตและสอบถามข้อสงสัยก่อนทาการปฏิบติจริ ง       ั
          2.2 ครู ร่วมกับนักศึกษาสรุ ปเพื่อความเข้าใจและชัดเจนอีกครั้ง
3. ขั้นฝึ กหัด
          3.1
        ั
ให้นกศึกษาทาการฝึ กหัดตรวจหาพยาธิ ภายนอกและเก็บข้อมูลข้อมูลที่ได้จากการตรวจวัดลงในแบบบัน
ทึก
4. ขั้นสรุ ปและตรวจสอบ
          4.1 ตรวจสอบความถูกต้องของการตรวจหาพยาธิภายนอกและการกรอกข้อมูล
                                                    ั
          4.2 สรุ ปวิธีการและขั้นตอนที่จะต้องปฏิบติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง
5. ขั้นฝึ กฝนจนเกิดความชานาญ
                    ั                  ั
          5.1 ให้นกศึกษา ทาการปฏิบติในสถานที่จริ งที่จะทาการตรวจหาพยาธิภายนอก
ตามใบงานที่ได้มอบหมาย
6. ขั้นประเมินผล
                                                                                                                    394

                                      ั
       6.1 สังเกตและตรวจสอบผลการปฏิบติงาน โดยใช้แบบประเมินทักษะกระบวนการ
       6.2 ประเมินคุณธรรม จริ ยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยใช้แบบประเมินคุณธรรม
จริ ยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์

สอนครั้งที่ 3 ชั่วโมงที่ 47-48 (ใช้ กระบวนการสอนตามรู ปแบบ ซิปปา)
1.ขั้ นนาเข้าสู่ บทเรี ยนและขั้นสอนโดยการทบทวนความรู ้เดิม
        1.1 นาสนทนาเพื่อทบทวนเรื่ องที่ได้เรี ยนมาแล้ว
                          ั
        1.2 ชี้แจงให้นกศึกษาทราบว่าในคาบเรี ยนนี้ จะทาการเรี ยนในเรื่ องอะไร
พร้อมชี้แจงจุดประสงค์ในการเรี ยนให้ทราบ
2. ขั้นสอนโดยการแสวงหาความรู ้ใหม่
        2.1 ให้นกศึกษาแบ่งกลุ่มๆละ 4-5 คน ให้แต่ละกลุ่มแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ
                   ั
3. ขั้นทดสอบโดยการศึกษาทาความเข้าใจ
        3.1 ให้แต่ละกลุ่มทาการศึกษาในหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย
        3.2 ครู คอยดูแลและให้คาแนะนา เมื่อนักศึกษามีขอสงสัย         ้
4. ขั้นตรวจผลงาน โดยการนาเสนอผลงาน
        4.1 ให้แต่ละกลุ่มร่ วมกันอภิปรายผลจากการศึกษาลงข้อสรุ ป
และส่ งตัวแทนออกมานาเสนอหน้าชั้นเรี ยน
5. ขั้นสรุ ปและประสานความรู ้
        5.1             ใ ห้ นั ก ศึ ก ษ า ร่ ว ม กั น ส รุ ป ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า ห า ก ยั ง ไ ม่ ค ร บ ถ้ ว น ส ม บู ร ณ์
ครู ช่วยเพิ่มเติมให้ถูกต้องสมบูรณ์ยงขึ้นพร้อมกับให้นกศึกษาจดลงในสมุดบันทึก
                                          ิ่                    ั
6. ขั้นนาไปใช้
                                                      ั
        6.1 สังเกตและตรวจสอบผลการปฏิบติงาน โดยใช้แบบประเมินทักษะกระบวนการ
        6.2 ครู ประเมิน คุณธรรม จริ ยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยใช้แบบประเมินผล
              คุณธรรม จริ ยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์

สอนครั้งที่ 4 ชั่วโมงที่ 49-50 (ใช้ กระบวนการสอนแบบฝึ กทักษะ)
1. ขั้นนาเข้าสู่ บทเรี ยน
       1.1 นาเข้าสู่ บทเรี ยนโดยทาการทบทวนเรื่ องที่ได้ทาการเรี ยนไปแล้ว
                                                                                              395

         1.2 นาเข้าสู่ บทเรี ยนใหม่ โดยให้นกศึกษาทาการศึกษาใบงานที่ 6.2
                                           ั
เรื่ องการรักษาโรคที่เกิดจากพยาธิ ภายนอก
2. ขั้นสาธิ ตหรื อยกตัวอย่าง
                                                                       ั
         2.1 ครู นาตัวอย่างวิธีการรักษาโรคที่เกิดจากพยาธิ ภายนอก ให้นกศึกษาดู
พร้อมแนะนาวิธีการและสาธิ ตการรักษาโรคที่เกิดจากพยาธิ ภายนอก
       ั
ให้นกศึกษาทาการสังเกตและสอบถามข้อสงสัยก่อนทาการปฏิบติจริ ง      ั
         2.2 ครู ร่วมกับนักศึกษาสรุ ปเพื่อความเข้าใจและชัดเจนอีกครั้ง
3. ขั้นฝึ กหัด
                   ั
         3.1 ให้นกศึกษาทาการฝึ กหัด การคานวณยา การเตรี ยมยา และการใช้ยากับปลา
จนเกิดความชานาญ
4. ขั้นสรุ ปและตรวจสอบ
                                                          ั
         4.1 ตรวจสอบความถูกต้องของขั้นตอนการปฏิบติและการกรอกข้อมูล
                                                   ั
         4.2 สรุ ปวิธีการและขั้นตอนที่จะต้องปฏิบติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง
5. ขั้นฝึ กฝนจนเกิดความชานาญ
                     ั                 ั
         5.1 ให้นกศึกษา ทาการปฏิบติในสถานที่จริ งที่จะทาการปรับปรุ งคุณภาพน้ า
6. ขั้นประเมินผล
                                             ั
         6.1 ประเมินผลการเรี ยนโดย ให้นกเรี ยนทาแบบทดสอบหลังเรี ยน
                                                ั
         6.2 สังเกตและตรวจสอบผลการปฏิบติงาน โดยใช้แบบประเมินทักษะกระบวนการ
         6.3 ประเมินคุณธรรม จริ ยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยใช้แบบประเมินคุณธรรม
จริ ยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์

สื่ อการเรียนการสอน
        1. เอกสารประกอบการสอนวิชา การเลี้ยงปลา
        2. แผ่นใส ตัวอย่างปลาเป็ นโรค แผ่นภาพโรคที่เกิดกับปลาน้ าจืด
         3. ใบงานที่ 6.1, ใบงานที่ 6.2
        4. แบบบันทึกใบงานที่ 6.1, 6.2
การวัดผลและการประเมินผล
      ั
วิธีวดผล
        1. ประเมินผลงาน
                                                                                              396

                                   ั
       2. สังเกตพฤติกรรมการปฏิบติงานรายบุคคล
       3. สังเกตพฤติกรรมการเข้าร่ วมกิจกรรมกลุ่ม
       4. ตรวจแบบทดสอบก่อนและหลังเรี ยนบทที่ 6
       5. การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริ ยธรรม ค่านิยม
และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เครื่องมือวัดผล
       1. แบบประเมินผลงาน
                                        ั
       2. แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบติงานรายบุคคล
       3. แบบสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่ วมกิจกรรมกลุ่ม
       4. แบบแบบทดสอบก่อนและหลังเรี ยนบทที่ 6
       5.             แบบประเมิ น คุ ณ ธรรม จริ ย ธรรม ค่ า นิ ย ม และคุ ณ ลัก ษณะอัน พึ ง ประสงค์
โดยครู และนักเรี ยนร่ วมกันประเมิน
เกณฑ์ การประเมินผล
                  ่
       1. เกณฑ์ผาน ผลงาน 50% ขึ้นไป
                                          ั                      ่
       2. แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบติงานรายบุคคล เกณฑ์ผาน50% ขึ้นไป
                                                                   ่
       3. แบบสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่ วมกิจกรรมกลุ่ม เกณฑ์ผาน 50% ขึ้นไป
                                               ่
       4. แบบทดสอบหลังเรี ยนบทที่ 5 เกณฑ์ผานทาถูกต้อง 50% ขึ้นไป
       5.           แบบประเมิ นคุ ณธรรม จริ ย ธรรม ค่ า นิ ย ม และคุ ณลัก ษณะอันพึ ง ประสงค์
              ่ ั
คะแนนขึ้นอยูกบการประเมินตามสภาพจริ ง




                            ใบงานที่6.1                                         หน่ วยที่ 6
            ้
วิชา การเลียงปลา                                                       สอนครั้งที่ 2
ชื่อหน่ วย โรคพยาธิของปลา                                              คาบรวม8
                                                      ้
ชื่อเรื่อง การตรวจวินิจฉัยปรสิ ตภายนอกที่เกิดในบ่ อเลียงปลา            จานวนคาบ 2
                                                                                              397

จุดประสงค์ เชิ งพฤติกรรม                                  รายการสอน
1.สามารถทาการตรวจวินิจฉัยปลาที่เป็ นโรคได้                1.การตรวจวินิจฉัยโรคและพยาธิ ที่เกิดขึ้นใ
2.บอกถึงสาเหตุของการเกิดโรคปลาได้ถูกต้อง                  นบ่อเลี้ยงปลา
3.บอกลักษณะและอาการของปลาที่เป็ นโรคได้
4.สามารถทาการเก็บตัวอย่างและการรักษาตัวอย่างเพื่อการ
วินิจฉัยโรคปลาได้
5.สามารถทาการจาแนกโรคและอาการผิดปกติของปลาที่
พบได้
      ิ ั
6.มีวนย ความรับผิดชอบ ความสามัคคี ซื่อสัตย์
ในการทางาน
เครื่องมือ/อุปกรณ์                                        วัสดุ
1.แห                                                      1.แอลกอฮอล์
2.กะละมัง                                                 2.สาลี
3.ปากคีบ                                                  3.ยาเหลือง
4.ตารางบันทึกลักษณะอาการที่พบ                             4.ฟอร์มาลีน
5.กล้องจุลทรรศ์                                           5.ขวดเก็บตัวอย่าง
6.กรรไกร
ลาดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน
       1.ให้นกศึกษาแบ่งออกเป็ น 4 กลุ่มแต่ละกลุ่มรับปลาไปสังเกตหาโรคและพยาธิ
             ั
       2.ทาให้ปลาสลบหรื อตาย
วางแผ่นปิ ดสไลด์ทามุมประมาณ450กับลาตัวปลาขูดเบาๆจากโคนหางถึงแผ่นปิ ดเหงือก
                                           ่
       3.นาแผ่นปิ ดสไลด์วางบนหยดน้ าที่อยูบนแผ่นสไลด์




    4.นาตัวอย่างไปส่ องด้วยกล้องจุลทรรศน์สังเกตหาปรสิ ตบนตัวปลา

                                                   ่
5.เสร็ จแล้วตัดส่ วนของซี่ เหงือกวางบนหยดน้ าที่อยูบนแผ่นสไลด์ปิดด้วยแผ่นปิ ดสไลด์นาไปส่ องด้วยก
                                                                                              398

ล้องจุลทรรศน์ต่อไป
      6.ตัดส่ วนต่างๆของครี บทาเช่นเดียวกับข้อ 5
      7.ทาการบันทึกชนิดและปริ มาณที่พบ พร้อมทั้งตาแหน่งที่พบลงในใบบันทึกการปฏิบติงาน ั
ข้ อควรระวัง
      1.หลีกเลี่ยงการใช้เครื่ องมือและอุปกรณ์ร่วมกัน เพราะอาจทาให้เกิดการติดต่อของปรสิ ตได้
ข้ อเสนอแนะ
                  ั
      1. ควรให้นกศึกษารับผิดชอบการเลี้ยงปลาและรับผิดชอบตรวจโรคตลอดการเลี้ยง
      2.ศึกษาการตรวจวินิจฉัยโรคจากใบความรู้ที่ 6 ให้เข้าใจก่อนการลงมือปฏิบติั
การวัดผล
                                      ั
      1.ประเมินจากขั้นตอนการปฏิบติงานของนักศึกษา
      2.ประเมินจากผลการปฏิบติงาน  ั
เอกสารอ้างอิง




                                      แบบบันทึกใบงานที่6.1
           ้
วิชา การเลียงปลา
ชื่อหน่ วย โรคพยาธิของปลา
                                                                                                                                                             399

ชื่อเรื่อง การตรวจวินิจฉัยปรสิ ตภายนอกที่เกิดในบ่ อเลียงปลา                           ้
ชื่อ..................................................................ชั้น.......................................เลขที.่ .....................................
          ่
1.บ่ อทีทาการตรวจวินิจฉัย........................................................................................................................
                         ้
2.ลักษณะการเลียง.....................................
               ้
3.ขนาดพืนที.่ ......................................ตารางเมตร
                                ้
4.ประเภทของสั ตว์นา ...............................จานวนปล่อย............................ตัว
5.แหล่ งลูกพันธ์ ..........................................
     ้
6.นาหนักเริ่มปล่อย.............................กรัม/ตัว
7.วันที่ทาการตรวจ....................................................................................................................................
                                             ตารางบันทึกชนิดและปริมาณของปรสิ ตทีพบ                            ่
ตัว ตาแหน่ง                             ชนิดของปรสิ ต                                   ปริ มาณ                      น้ าหนัก                 อาการ
 ที่                                                                      มาก ปานกลาง น้อย
 1 ลาตัว
        เหงือก
        ครี บ
         - อก
         - ท้อง
         - ก้น
         - หาง
         -หลัง

8.แนวทางแก้ไข
...................................................................................................................................................................




                                            ใบงานที่6.2                                                                         หน่ วยที่ 6
                                                                                           400

               ้
วิชา การเลียงปลา                                                  สอนครั้งที่ 4
ชื่อหน่ วย โรคพยาธิของปลา                                         คาบรวม8
ชื่อเรื่อง การรักษาโรคที่เกิดจากปรสิ ตภายนอก                      จานวนคาบ 2
จุดประสงค์ เชิ งพฤติกรรม                                  รายการสอน
1.สามารถทาการรักษาปลาที่เป็ นโรคได้                       1.การรักษาโรคที่เกิดจากปรสิ ตภายนอก
2.อธิ บายและให้คาแนะนาการป้ องกันสัตว์น้ าจากภัยธรรม ที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยงปลา
ชาติได้
3.สรุ ปหน่วยที่ใช้ในการใช้ยากับสัตว์น้ าได้
4.สามารถทาการคานวณการใช้ยากับปลาได้ถูกต้อง
      ิ ั
5.มีวนย ความรับผิดชอบ ความสามัคคี ซื่อสัตย์
ในการทางาน
เครื่องมือ/อุปกรณ์                                        วัสดุ
1.แห                                                      1.แอลกอฮอล์
2.กะละมัง                                                 2.สาลี
3.ปากคีบ                                                  3.ยาเหลือง
4.ตารางบันทึกลักษณะอาการที่พบ                             4.ฟอร์มาลีน
5.กล้องจุลทรรศ์                                           5.ขวดเก็บตัวอย่าง
6.กรรไกร
ลาดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน
                 ั
        1.ให้นกศึกษาแบ่งออกเป็ น 4
กลุ่มแต่ละกลุ่มทาการรักษาปลาที่เป็ นโรคที่เกิดจากพยาธิ ภายนอกโดยใช้ฟอร์ มาลีน
แช่ตลอดไปในระดับความเข้มข้นดังนี้
          กลุ่มที่ 1 ใช้ความเข้มข้น 20 ppm
          กลุ่มที่ 2 ใช้ความเข้มข้น 40 ppm
          กลุ่มที่ 3 ใช้ความเข้มข้น 60 ppm
          กลุ่มที่ 4 ใช้ความเข้มข้น 80 ppm
                                                                                           401

      2.ทาการวัดขนาดความกว้าง
ความยาวและความลึกของน้ าในบ่อนาข้อมูลที่ได้ไปคานวณหาปริ มาตรน้ าในบ่อ
     3.คานวณหาปริ มาตรของฟอร์ มาลีนที่จะต้องใช้ ตามกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย
     4.นาฟอร์มาลีนที่คานวณได้ใส่ ลงในบ่อ สังเกตอาการของปลาพร้อมจดบันทึกผลการปฏิบติงาน   ั
     5.หลังจากทาการแช่ 1 วัน นาตัวอย่างปลาไปตรวจหาปรสิ ตภายนอกอีกครั้งหนึ่ง
     6.ทาการบันทึกชนิดและปริ มาณที่พบ พร้อมทั้งตาแหน่งที่พบลงในใบบันทึกการปฏิบติงาน ั
     7.นาข้อมูลที่ได้ไปแลกเปลี่ยนกับกลุ่มอื่นๆ พร้อมจดบันทึกเพิ่มเติมลงในใบบันทึกการปฏิบติงาน
                                                                                           ั
ข้อควรระวัง
     1.หลีกเลี่ยงการใช้เครื่ องมือและอุปกรณ์ร่วมกัน เพราะอาจทาให้เกิดการติดต่อของปรสิ ตได้
     2 .การใช้ฟอร์มาลีน จะต้องใช้ในสภาพที่ออกซิ เจนอย่างพอเพียง
ข้อเสนอแนะ
                 ั
     1. ควรให้นกศึกษารับผิดชอบการเลี้ยงปลาและรับผิดชอบตรวจโรคตลอดการเลี้ยง
     2.ศึกษาการตรวจวินิจฉัยโรคจากใบความรู้ที่ 6 ให้เข้าใจก่อนการลงมือปฏิบติั
การวัดผล
                                     ั
     1.ประเมินจากขั้นตอนการปฏิบติงานของนักศึกษา
     2.ประเมินจากผลการปฏิบติงาน  ั
เอกสารอ้างอิง
                                                                                                                                                        402



                                                             แบบบันทึกใบงานที่6.2
วิชา การเลียงปลา ้
ชื่อหน่ วย โรคพยาธิของปลา
ชื่อเรื่อง การรักษาโรคที่เกิดจากปรสิ ตภายนอก
ชื่อ..................................................................ชั้น.......................................เลขที.่ .....................................
          ่
1.บ่ อทีทาการรักษาโรค. ...........................................................................................................................
2.ลักษณะการเกิดโรค...............................................................................................................................
                   ้                                                                                    ่
3.ปริมาตรนาในบ่ อ.............................ลูกบาศก์ เมตร ปริมาตรยาทีใช้ ..................ลูกบาศก์ เซนติเมตร
                                ้
4.ประเภทของสั ตว์นา ...............................จานวนปล่อย............................ตัว
5.แหล่ งลูกพันธ์ ..........................................
     ้                                                                       ้
6.นาหนักเริ่มปล่อย.............................กรัม/ตัว นาหนักในวันที่ทาการรักษา.......................กรัม/ตัว
7.วันที่ทาการรักษา....................................................................................................................................
                ตารางบันทึกผลหลังจากทาการแช่ ปลาด้ วยฟอร์ มาลีนที่ระดับความเข้ มข้ นต่ างๆกัน
ความเข้มข้น(ppm)                                    อาการหลังแช่(ช.ม.)                                    ปรสิ ตที่ตรวจพบหลังจากแช่24ช.ม.
                                     2              4              6            8             10 ลาตัว                      เหงือก                ครี บ
20

40

60

80




                                                    แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน
                                                                                           403

                                วิชาการเลี้ยงปลา รหัส 3601-2208
                                หน่วยที่ 6 เรื่ อง โรคพยาธิของปลา
           ั
คาสั่ง:ให้นกศึกษาเลือกคาตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว โดยเขียนเครื่ องหมายกากบาท(x)ลงบนอักษร ก
ข ค และ ง ในกระดาษคาตอบ (คะแนนเต็ม 10 คะแนน)

1. การเกิดโรคระบาดของปลา                                   4.
ได้ทาความเสี ยหายให้แก่เกษตรกรเป็ นอย่างมาก                ในขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยโรคปลา
ในประเทศไทยมักเกิดโรคระบาดของปลาในช่วงฤดูใด                ขั้นตอนแรกที่จะขาดเสี ยมิได้คือ
      ก. หนาว                                                     ก. การว่ายน้ า ทรงตัว ลอยตัว
      ข. ร้อน                                                                      ั
                                                                  ข. ตรวจดูลกษณะภายนอก
      ค. ฝน                                                       ค. ตรวจหาพยาธิภายนอก
      ง. เกิดได้ทุกฤดู                                            ง. ตรวจหาพยาธิภายใน
                                                           5.
2. การเกิดโรคในปลามีสาเหตุใหญ่ๆอยู3 ่                      การเก็บรักษาตัวอย่างโดยวิธีการแช่เย็
ประการข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดโรคปลา        น
      ก. ตัวปลา                                            ควรจะทาการตรวจวินิจฉัยภายในเวลา
      ข. การจัดการ                                         กี่ชวโมงหลังการเก็บตัวอย่าง
                                                               ั่
      ค. เชื้อโรค                                                 ก. 1-2 ชัวโมง
                                                                             ่
      ง. สภาพแวดล้อม                                              ข. 2-3 ชัวโมง่
                                                                  ค. 3-4 ชัวโมง  ่
3.                                                                ง. 4-5 ชัวโมง
                                                                           ่
                                              ้
อาการของปลาที่เป็ นโรคและพยาธิสามารถสังเกตได้ดวยตาเป
ล่าๆได้ไม่ยากมากนักอาการที่สังเกตเห็นได้คือ                6.
      ก. กินอาหารลดลง                                      จากการสังเกตพบว่าปลามีบาดแผลตา
      ข. ว่ายน้ าผิดปกติเสี ยการทรงตัว                     มลาตัว ครี บกร่ อน
      ค. พยายามผสมพันธุ์วางไข่                             มีเลือดซึมออกมาจากบริ เวณแผล ตับ
      ง. สี ลาตัวซี ดจางหรื อดาคล้ า                       ไต และม้าม บวมกว่าปกติ
                                                           อวัยวะภายในตกเลือด
                                                           ว่ายน้ าแบบเสี ยการทรงตัว
                                                                                              404

                                                              อาการดังกล่าวน่าจะเกิดจากสาเหตุกา
                                                              รติดเชื้ออะไร
                                                                      ก. เชื้อรา
                                                                      ข. เชื้อไวรัส
                                                                      ค. พยาธิภายใน
                                                                      ง. เชื้อแบคทีเรี ย

7. บนผิวหนังปลา เหงือก และตา                                  9.
   ั
มีลกษณะคล้ายปุยฝ้ ายสี ขาวอมเทา                               ในการใช้ฟอร์ มาลินเพื่อทาการกาจัดพ
                          ่
จนถึงสี เทาอมน้ าตาลติดอยูอาการดังกล่าวน่าจะเกิดจากสาเหตุ     ยาธิภายนอกของปลา
การติดเชื้ออะไร                                               หน่วยความเข้มข้นที่นิยมใช้คือ
      ก. เชื้อรา                                                    ก. ppt
      ข. เชื้อไวรัส                                                 ข. โมลต่อลิตร
      ค. พยาธิภายใน                                                 ค. มิลลิกรัมต่อลิตร
      ง. เชื้อแบคทีเรี ย                                            ง. ppm

8.                                                            10.
ข้อใดไม่ใช่แนวทางในการป้ องกันหรื อลดการสู ญเสี ยภาวะฝน       ต้องการทราบปริ มาณของฟอร์มาลินที่
แล้งที่ถูกต้อง                                                ต้องใส่ ลงในบ่อปลาดุกขาด 5 ไร่
        ก. รักษาปริ มาณน้ าให้มีการสู ญเสี ยน้อย              เพื่อรักษาโรคที่เกิดจากหนอนสมอ
        ข. ทาร่ มเงาให้สัตว์น้ าและป้ องกันการระเหยบางส่ วน   โดยใช้ความเข้มข้นของฟอร์ มาลินเท่า
        ค. งดเว้นการรบกวนสัตว์น้ า                            กับ 25
        ง. เพิ่มปริ มาณการให้อาหารเพื่อเร่ งการเจริ ญเติบโต   ส่ วนในล้านส่ วนก่อนใช้ลดน้ าลงเหลือ
                                                              80 เซนติเมตร
                                                                      ก. 160 ลิตร
                                                                      ข. 180 ลิตร
                                                                      ค. 200 ลิตร
                                                                      ง. 220 ลิตร
                                      405




เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน
  วิชาการเลี้ยงปลา รหัส 3601-2208

  หน่วยที่ 6 เรื่ อง โรคพยาธิของปลา

    1.       ก.       6.      ง.
    2.       ข.      7.       ก.
    3.       ค.      8.        ง.
    4.       ก.      9.       ง.
    5.       ข.      10.      ก.
                                                                          406




                           แบบประเมินผลงาน

วิชา……………………………ภาคเรี ยนที่……….ปี การศึกษา……………ชั้น…………
วันที่…………….เดือน……………………………พ.ศ…………………



                               รายการประเมิน
  ชื่อ - สกุล   ถูกต้ องคร ชัดเจนเข้ ประณีตส ความคิดสร้ า รวม     หมายเหตุ
                  บถ้ วน    าใจง่ าย  วยงาม    งสรรค์
                     5         5         5       5         20
                                                                5=ดีมาก
                                                                4=ดี
                                                                3=ปานกลาง
                                                                2=น้อย
                                                                1=น้อยที่สุด
                                                                             407

                                                                ้
                                             ลงชื่อ…………………………ผูประเมิน
                                                   (…………………………)
                                                   ………/……………/………
              เกณฑ์ การประเมิน
              น้อยกว่า 10        คะแนน   ปรับปรุ ง
              10 – 12            คะแนน   พอใช้
              13 – 15            คะแนน   ดี
              16 – 20            คะแนน   ดีมาก




                          แบบสั งเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงานรายบุคคล

                              การแสดง                          ทางาน
                                         การตอบคา การยอมรับ
      พฤติกรรม       ความสนใจ ความคิดเห็                     ตามที่ได้รับ หมายเห
ที่                                         ถาม    ฟังคนอื่น
                                 น                           มอบหมาย        ตุ
      ชื่อ-สกุล      4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1
                                                                                        408



เกณฑ์ การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้
      ดีมาก = 4 สนใจฟั ง ไม่ ห ลับ ไม่ พู ด คุ ย ในชั้ น มี ค าถามที่ ดี ตอบค าถามถู ก ต้อ ง
                      ทางานส่ งครบตรงเวลา
      ดี                               ่
                = 3 การแสดงออกอยูในเกณฑ์ประมาณ 70%
                                         ่
      ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยูในเกณฑ์ประมาณ 50%
      ปรับปรุ ง = 1 เข้าชั้นเรี ยน แต่การแสดงออกน้อยมาก ส่ งงานไม่ครบ ไม่ตรงเวลา

                                                                         ้
                                                     ลงชื่อ………………………...ผูสังเกต
                                                       (……………………………….)
                                                        …………/…………/………..
                                                                                                                                                                                                            409

                                  แบบประเมินการปฏิบัติงานกลุ่ม

 วิชา……………………………ภาคเรี ยนที่……….ปี การศึกษา……………ชั้น…………
 วันที่…………….เดือน……………………………พ.ศ…………………




                                                                      ความรับผิดชอบร่ วมกันในกลุ่ม

                                                                                                     การแสดงความคิดเห็นในกลุ่ม

                                                                                                                                 การนาเสนอผลงานของกลุ่ม
                                       การแบ่ งหน้ าทีซึ่งกันและกัน
                                                                                                                                                                                     ข้ อเสนอแนะ/ข้ อคิดเ




                                                                                                                                                          ความสามัคคีในกลุ่ม
กลุ่มที่          ชื่อ – สกุล
                                                                                                                                                                                           ่
                                                                                                                                                                                     ห็นเพิมเติม
                                                      ่




                                                                                                                                                                               รวม
                                      20                              20                             20                          20                       20                   100
           1.
    1.     2.
           3.
           1.
    2.     2.
           3.

                                                                                                           ลงชื่อ…………………………ผูประเมิน
                                                                                                                             ้
                                                                                                                                 (…………………………)
           เกณฑ์การประเมิน
           50 – 59                             ั
                             คะแนน ผ่านเกณฑ์ข้ นต่า
           60 – 69           คะแนน    พอใช้
           70 – 79           คะแนน           ดี
           80 – 100          คะแนน           ดีมาก
                                                                                                                                             410

                       แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
                                            ้
                                 วิชา การเลียงปลา รหัสวิชา 3601-2208

      ้
ชื่อผูถูกประเมิน........................................................................ชั้น.........................เลขที่....................
             วันที่..................เดือน.................................................พ.ศ...........................
            หน่วยที่...................เรื่ อง................................................................................

                                   รายการประเมิน                                                                  ระดับ
                                                                                                      2             1                0
 1.ความมีวนัย   ิ
  1.1 แต่งกายถูกต้องตามระเบียบ
  1.2 เข้าเรี ยนตรงเวลา
 2.ความรับผิดชอบ
              ั
  2.1 ปฏิบติงานที่ได้รับมอบหมายเสร็ จตามกาหนดเวลา
                                      ั
  2.2 มีความพร้อมในการเรี ยน/การปฏิบติงาน
 3.ควานสนใจใฝ่ รู้
  3.1 มีการสรุ ปเนื้ อหาที่เรี ยน
  3.2 ซักถามปัญหาเมื่อมีขอสงสัย้
 4.ความกตัญญู
  4.1 แสดงความเคารพครู
  4.2 ช่วยเหลือครู
 5.ความมีมนุษยสั มพันธ์
   5.1 ให้ความร่ วมมือกับเพื่อนในการทางาน
                         ้
   5.2 พูดจาสุ ภาพกับผูอื่น
                     รวม
                                           .

                        ้
                ลงชื่อผูประเมิน.....................................................................ตนเอง/เพื่อน/ครู
                                                                             411

                                    เกณฑ์ การให้ คะแนน
           ิ
1. ความมีวนัย
     1.1 แต่ งกายถูกต้ องตามระเบียบ
         แต่งกายถูกต้องตาระเบียบทุกอย่าง                   ได้   2   คะแนน
         แต่งกายผิดระเบียบ 1 อย่าง                         ได้   1   คะแนน
         แต่งกายผิดระเบียบมากกว่า 1 อย่าง                  ได้   0   คะแนน
     1.2 เข้ าเรียนตรงเวลา
         เข้าเรี ยนตรงเวลา                                 ได้   2   คะแนน
         เข้าเรี ยนสายไม่เกิน 15 นาที                      ได้   1   คะแนน
         เข้าเรี ยนสานเกินกว่า 15 นาที                     ได้   0   คะแนน
2. ความรับผิดชอบ
                       ่
     2.1 ปฏิบัติงานทีได้ รับมอบหมายเสร็จตามกาหนดเวลา
                 ั
         ปฏิบติงานที่ได้รับมอบหมายเสร็ จตามกาหนดเวลา       ได้   2   คะแนน
                   ั                            ั
         ปฏิบติงานที่ได้รับมอบหมายเสร็ จไม่ทนกาหนดเวลา     ได้   1   คะแนน
                     ั
         ไม่ปฏิบติงานที่ได้รับมอบหมาย                      ได้   0   คะแนน
     2.2 มีความพร้ อมในการเรียน/การปฏิบัติงาน
         มีความพร้อมในการเรี ยน/การปฏิบติงาน  ั            ได้   2   คะแนน
                                       ั
         มีอุปกรณ์ในการเรี ยน/ปฏิบติงานบางอย่าง            ได้   1   คะแนน
                                         ั
         ไม่มีอุปกรณ์ในการเรี ยน/ปฏิบติงาน                 ได้   0   คะแนน
3. ควานสนใจใฝ่ รู้
                                   ้
     3.1 มีการสรุ ป/จดบันทึกเนือหาที่เรียน
         มีการสรุ ป/จดบันทึกเนื้อหาที่เรี ยนครบทุกหัวข้อ   ได้   2   คะแนน
         มีการสรุ ป/จดบันทึกเนื้อหาที่เรี ยนบางหัวข้อ      ได้   1   คะแนน
         ไม่มีการสรุ ป/จดบันทึกเนื้อหาที่เรี ยน            ได้   0   คะแนน
     3.2 ซักถามปัญหาเมื่อมีข้อสงสั ย
                               ้
         ซักถามปัญหาเมื่อมีขอสงสัยทันที                    ได้   2   คะแนน
                                 ้
         ซักถามปัญหาเมื่อมีขอสงสัยภายหลัง                  ได้   1   คะแนน
               ั
         ไม่ซกถามปั ญหาเมื่อมีขอสงสัย้                     ได้   0   คะแนน
4. ความกตัญญู
                                                                                          412

        4.1 แสดงความเคารพครู
                                      ั
            แสดงความเคารพครู ท้ งเข้าเรี ยนและหลังเลิกเรี ยน         ได้ 2         คะแนน
                                        ั
            แสดงความเคารพครู ท้ งเข้าเรี ยน/หลังเลิกเรี ยน           ได้ 1         คะแนน
                                          ั
             ไม่แสดงความเคารพครู ท้ งเข้าเรี ยนและหลังเลิกเรี ยน ได้ 0             คะแนน
        4.2 ช่ วยเหลือครู
                                            ้
            ช่วยงานครู อย่างเต็มใจโดยไม่ตองร้องขอ                    ได้ 2         คะแนน
            ช่วยงานครู เมื่อมีการร้องขอ                              ได้ 1         คะแนน
             ไม่ช่วยงานครู                                           ได้      0    คะแนน
5. ความมีมนุษยสั มพันธ์
                                    ่
        5.1 ให้ ความร่ วมมือกับเพือนในการทางาน
            ให้ความร่ วมมือเพื่อนในการทางานตลอดเวลา                  ได้ 2         คะแนน
            ให้ความร่ วมมือเพื่อนในการทางานเป็ นบางครั้ง             ได้ 1         คะแนน
            ไม่ให้ความร่ วมมือในการทางาน                             ได้ 0         คะแนน
        5.2 พูดจาสุ ภาพกับผู้อนื่
            พูดจาสุ ภาพกับทุกคน                                      ได้ 2         คะแนน
            พูดจาสุ ภาพกับบางคน                                      ได้ 1         คะแนน
            พูดจาไม่สุภาพกับทุกคน                                    ได้ 0         คะแนน
                   ตารางสรุ ปคะแนนคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะทีพงประสงค์่ ึ
                                  ้
                       วิชาการเลียงปลา ชั้นปวส.1/3 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2550
                   ิ
          ความมีวนั ความรับผิดชอ ความสนใจใฝ่ ความกตัญ ความมีมนุษยสัมพัน รวม
  ชื่อ-        ย               บ                รู้             ํู              ธ์        20
  สกุ                                                                                    คะแน
   ล                                                                                      น
                  413

…………/…………/………..
                                                                                                  414

                                            เอกสารอ้างอิง

                ั                                                             ั
กมลพร ทองอุทย และ สุ ปราณี ชินบุตร. 2537. การป้ องกันและกาจัดโรคปลา. สถาบันวิจยสุ ขภาพ
  สัตว์น้ า. กรมประมง. 30 น.
กันธิ มาณี พันธุ์วเิ ชียร,เต็มดวง สมศิริ, สุ ปราณี ชินบุตร, ธวัชชัย แก้วมาก. 2546. การดื้อยาต้านจุลชีพ
   ของเชื้ อ Acinetobacter spp. ในฟาร์ มเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน. วารสารการประมง56(4):353-359
ชนกันต์ จิตมนัส. 2546. การประชุมสัมมนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ าโลกปี 2000 ณ กรุ งปั กกิ่ง ประเทศจีน.
  วารสารการประมง 56(1):81-85
ชะลอ ลิ้มสุ วรรณ . 2528 . โรคปลา . คณะประมง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , กรุ งเทพฯ. 227 น.
ชินุมา ปิ่ นเกตุ, ณรงค์วรรณศร และชนกันต์ จิตมนัส. 2546. ผลของรู ปแบบการเลี้ยงต่อคุณสมบัติ
   ของน้ าบางประการและความชุกชุมของปรสิ ตในปลานิล. วารสารการประมง 56(1):35-39
                                                         ั
ฐิติพร หลาวประเสริ ฐ, แสงเดือนนาคสุ วรรณ, วรวิทย์ มณี พิทกษ์สันติ และสุ ปราณี ชินบุตร. โรค
    พยาธิใบไม้ในปลาหางนกยูง. วารสารการประมง 59(4):323-331
               ์
นนทวิทย์ อารี ยชน. 2537. การวินิจฉัยและการควบคุมโรคในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ า. ภาควิชาเพาะเลี้ยง
  สัตว์น้ า คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , กรุ งเทพฯ. 74 น.
               ์
นนทวิทย์ อารี ยชน. 2538 . การป้ องกันและรักษาโรคปลาดุกบิ๊กอุย. การสัมมนาวิชาการ เรื่ อง การ
  เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยแบบยังยืน. ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ า. คณะประมง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ .
                          ่
  25 น.
ปภาศิริ ศรี โสภาภรณ์ . 2524. โรคและพยาธิ ของสัตว์น้ า. ภาควิชาวาริ ชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์
  มหาวิทยาลัยบูรพา. 176 น.
ประไพสิ ริ สิ ริกาญจน์ .2524. ความรู ้เรื่ องพาราไซด์ของสัตว์น้ า . คณะประมง.
  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , กรุ งเทพฯ . 231 น.
โสภา อารี รัตน์. 2527. โรคและตัวเบียนของปลาสวาย. เอกสารวิชาการ. สถาบันประมงน้ าจืด
  แห่งชาติ. กรมประมง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. ฉบับที่ 5 ปี 2527. 3 น.
                                                                                            415

ปัญญา สุ วรรณสมุทร. 2547. การเลี้ยงปลาดุกในบ่อคอนกรี ตกลม. โครงการหนังสื อเกษตรชุมชน
   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , กรุ งเทพฯ. 63 น.
สัน นาตะสุ วรรณ. 2548. คู่มือปลาน้ าจืด. โรงพิมพ์เทพพิทกษ์, กรุ งเทพฯ. 400 น.
                                                       ั
โสภา อารี รัตน์ และ กนกพรรณ ศรี มโนภาษ. 2542. การปนเปื้ อนของเชื้อแซลโมแนลล่าในปลา
  ดุกบิ๊กอุยที่มีการเลี้ยงในระบบต่างๆ. วารสารการประมง 52(6):554-563
อรุ ณี สมมณี และชาญวุฒิ วิทยากุล. 2547. ผลของการขาดวิตามิน บี 2 ต่อการเจริ ญเติบโต การตาย
    และลักษณะผิดปกติของปลานิล. วารสารการประมง 57(3):240-241
อรุ ณี สมมณี และสุ ธี อุดมโชติพฤทธิ์ . 2547. พิษเฉี ยบพลันของทองแดงและแคดเมี่ยมที่มีต่อลูกปลา
      ่
    ยีสกเทศ. วารสารการประมง 57(6):537-541
อรุ ณี สมมณี และรัชนี จินดาทิพย์. 2546. ผลของวิตามินซี ที่มีต่อการเจริ ญเติบโต การตายและลักษณะ
    ผิดปกติของลูกปลานิล. วารสารการประมง 56(1):29-33)
อุดม เรื องนพคุณ. 2547. การเลี้ยงปลานิล. อักษรสยามการพิมพ์, กรุ งเทพฯ. 93 น.
http://www.khonkaen.doac.go.th[ค้นวันที่24 ธันวาคม 2549 ]
http://www.nicaonline. com /new-96.htm. [ค้นวันที่24 ธันวาคม 2549 ]
http://www.fisheries.go.th. [ค้นวันที่24 ตุลาคม 2549 ]

								
To top