BCS433 by btRl71

VIEWS: 70 PAGES: 78

									          BCS433
การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย


        โปรโตคอล
         Protocol




                               1
สถาปัตยกรรมโปรโตคอล กับ ความเป็นมาตรฐาน
 ผู้ผลิตสินค้า ต้องการให้มีมาตรฐาน เพราะทาให้มีตลาดขายสินค้าใหญ่
  ขึ้นมีโอกาสจาหน่ายสินค้าได้มากขึ้น
 ผู้บริโภค ชอบที่ให้มีมาตรฐาน เพราะทาให้สามารถจาแนกความ
  แตกต่างของตัวสินค้า ที่ผลิตจากผู้ผลิตหลายๆรายได้ง่ายขึ้น ว่าสินค้าใด
  มีคุณลักษณะพิเศษใดที่ต่างออกไปมาตรฐานขั้นต้น
 มาตรฐานบน 2 โปรโตคอล ที่เป็นที่รู้จัก:
     TCP/IP: มีการนามาใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกับระบบอินเทอร์เน็ต
     OSI: มีการใช้งานที่น้อยกว่า แต่ก็ยังคงมีประโยชน์สาหรับนามาเป็น
      แบบจาลองเพื่ออธิบายแนวทางการทางานของโปรโตคอลในปัจจุบัน
                                                                       2
ทาไมเราจึงต้องรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมโปรโตคอล?
    การสื่อสารข้อมูลมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อนหลายขั้นตอน เช่น
       การระบุข้อมูลเส้นทางระหว่างผู้ส่งข้อมูลกับผู้รับ
       ขั้นตอนการรับรู้และเตรียมการ ว่าจะมีการติดต่อระหว่างต้นทางกับปลายทาง
        เกิดขึ้น
       ขั้นตอนการรับรู้และเตรียมการ สาหรับการติดต่อผ่านไปยังแอพลิเคชั่น
        โปรแกรม
       ต้องระบุรูปแบบข้อมูลที่ใช้สาหรับติดต่อระหว่างกัน


    งานทั้งหมดที่เกิดขึ้น ต้องมีการประสานงานร่วมกันโดยแบ่งออกเป็นส่วนๆ
     (modules)
                                                                           3
โปรโตคอล (Protocols) เบื้องต้น
 แบบจาลองทั้ง 7ระดับชั้นการสื่อสาร ของ OSI
 โปรโตคอล TCP/IP นามาใช้เป็นมาตรฐานสื่อสารในระบบ
  อินเทอร์เน็ต เป็นที่นิยมมากที่สุด
 โปรโตคอล SNA (System Network Architecture) ถือเป็นมาตรฐาน
  การสื่อสารของ IBM
 OSI Model จะดูเหมือนว่าเสื่อมความนิยมไปบ้างในปัจจุบัน แต่ก็ยัง
  ถือได้ว่าเป็นเรื่องจาเป็นอย่างยิ่งต่อการนาไปอธิบายสาระความเข้าใจ
  ด้านงานเครื่อข่าย
                                                                4
สถาปัตยกรรมโปรโตคอลรูปแบบ OSI
   ในปี ค.ศ.1977 องค์กร ISO (International Organization for
    Standard) ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นกลุ่มหนึ่ง เพื่อทาการศึกษา
    จัดรูปแบบมาตรฐาน และพัฒนาสถาปัตยกรรมเครือข่าย และในปี
    ค.ศ.1983 องค์กร ISO ก็ได้ออกประกาศรูปแบบของสถาปัตยกรรม
    เครือข่ายมาตรฐานในชื่อของ "รูปแบบ OSI" (Open Systems
    Interconnection Model) เพื่อใช้เป็นรูปแบบมาตรฐานในการเชื่อมต่อ
    ระบบคอมพิวเตอร์ อักษร "O" หรือ " Open" ก็หมายถึง การที่
    คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งสามารถ "เปิด" กว้างให้
    คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์อื่นที่ใช้มาตรฐาน OSI เหมือนกัน
    สามารถติดต่อไปมาหาสู่ระหว่างกันได้
                                                                     5
จุดมุ่งหมายของการกาหนดมาตรฐานรูปแบบ OSI




                                          6
โครงสร้างของสถาปัตยกรรมรูปแบบ OSI




                                    7
โครงสร้างของสถาปัตยกรรมรูปแบบ OSI


    7   Application                      7   Application
    6   Presentation                     6   Presentation
    5     Session                        5     Session
                        Logical flow
    4    Transport                       4    Transport
    3    Network                         3    Network
    2    Data Link                       2    Data Link
    1     Physical                       1     Physical
                         Actual flow

                       Physical Medium

                                                            8
ISO’s OSI (Open Systems Interconnection)
     แอพลิเคชัลเลเยอร์ : Application Layer
     พรีเซนเตชัลเลเยอร์ : Presentation Layer
     เซสชัลเลเยอร์      : Session Layer
     ทรานสปอตร์เลเยอร์ : Transport Layer
     เน็ตเวิกร์เลเยอร์  : Network Layer
     ด้าตาลิงค์เลเยอร์  : Data Link Layer
     ฟิสิกส์คัลเลเยอร์  : Physical Layer

                                                9
ระดับชั้น Physical
   คานึงถึง กระบวนการการส่งผ่านข้อมูลระดับบิท ส่งผ่านเข้าไปใน
    ตัวกลางส่งผ่านข้อมูล ด้วยกลวิธีทางไฟฟ้า

   การเข้าถึงข้อมูล ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางกายภาพของตัวกลางที่นามาใช้
    ในการส่งผ่านข้อมูล

   เช่นการกาหนดระดับแรงดันไฟฟ้า มาตรฐานการเชื่อมต่อ

                                                                     10
หน้าที่ Physical เลเยอร์ ใน OSI
 ระดับชั้น   Physical เป็นชั้นล่างสุดของการติดต่อสื่อสาร ทา
  หน้าที่ส่ง-รับข้อมูลจริง ๆ จากช่องทางการสื่อสาร
  (สื่อกลาง) ระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับคอมพิวเตอร์
  เครื่องอื่น ๆ มาตรฐานสาหรับระดับชั้นนี้จะกาหนดว่าแต่ละคอน
  เนคเตอร์ (Connector) เช่น RS-232-C มีกี่พิน (PIN) แต่ละพิน
  ทาหน้าที่อะไรบ้าง ใช้สัญญาณไฟกี่โวลต์ เทคนิคการ
  มัลติเพล็กซ์แบบต่าง ๆ ก็จะถูกกาหนดอยู่ใน
  เลเยอร์ชั้นนี้
                                                           11
ระดับชั้น Data Link
 ให้ความสาคัญ ด้านความน่าเชื่อถือของกระบวนการส่งผ่านข้อมูล ที่รับ
  ช่วงต่อมาจากการทางานในระดับ physical รับผิดชอบในการทาให้
  กระบวนการส่งผ่านข้อมูล ปราศจากข้อมูลผิดพลาด (error-free) และ
  เกิดความน่าเชื่อถือ (reliable transfer)ในกระบวนการส่งผ่านข้อมูล
 เกี่ยวข้องกับ กระบวนการส่งผ่านข้อมูล:
   การจัดกลุ่มข้อมูลที่จะส่งผ่านออกไป เรียกว่า “เฟรม : frames”
   การเข้าจังหวะ ระหว่าง ตัวส่ง กับ ตัวรับข้อมูล (synchronization)
   การควบคุมความผิดพลาด (error control)
   การควบคุมการเคลื่อนไหลข้อมูล(flow control)
                                                                  12
หน้าที่ Data Link เลเยอร์ ใน OSI
   ระดับชั้น Data Link จะเป็นเสมือนผู้ตรวจสอบ หรือควบคุมความ
    ผิดพลาดในข้อมูลโดยจะแบ่งข้อมูลที่จะส่งออกเป็นแพ็กเกจหรือ
    เฟรม ถ้าผู้รับได้รับข้อมูลถูกต้องก็จะส่งสัญญาณยืนยันกลับว่าได้รับ
                                                             ั
    ข้อมูลแล้ว เรียกว่าสัญญาณ ACK (Acknowledge) ให้กบผู้ส่ง แต่ถ้าผู้
    ส่งไม่ได้รับสัญญาณ ACK หรือได้รับสัญญาณ NAK (Negative
    Acknowledge) กลับมา ผู้ส่งก็อาจจะทาการส่งข้อมูลไปให้ใหม่ อีก
    หน้าที่หนึ่งของเลเยอร์ชั้นนี้คือป้องกันไม่ให้เครื่องส่งทาการส่งข้อมูลเร็ว
    จนเกิดขีดความสามารถของเครื่องผู้รับจะรับข้อมูลได้

                                                                           13
หน้าที่ของระดับชั้น Network ใน OSI
   ระดับชั้น Network เป็นชั้นที่ออกแบบหรือกาหนดเส้นทางการเดินทาง
    ของข้อมูลที่ส่ง-รับในการส่งผ่าน ข้อมูลระหว่างต้นทางและ
    ปลายทาง ซึ่งแน่นอนว่าในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายการสื่อสาร
    จะต้องเส้นทางการรับ-ส่งข้อมูลมากกว่า 1 เส้นทาง ดังนั้น
    ระดับชั้น Network นี้จะมีหน้าที่เลือกเส้นทางที่ใช้เวลาในการสื่อสาร
    น้อยที่สุด และระยะทางสั้นที่สุดด้วย ข่าวสารที่รับมาจากเลเยอร์ชั้นที่ 4
    จะถูกแบ่งออกเป็นแพ็กเกจ ๆ ในชั้นที่ 3 นี้


                                                                        14
ระดับชั้น ทรานสปอร์ต (Transport Layer)
   ให้ความสนใจ เกี่ยวกับ ความน่าเชื่อถือการโอนย้ายข้อมูลระหว่าง
    แอพลิเคชัน

   ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของแอพลิเคชันนั้นๆ

   รวมถึงการพิจารณาควบคุมทิศทางการไหลข้อมูลและการตรวจสอบ
    ความผิดพลาดที่อาจจะเกิดจากกระบวนการส่งผ่านข้อมูล


                                                                   15
หน้าที่ระดับชั้น Transport ใน OSI
   ระดับชั้น Transport บางครั้งเรียกว่า ระดับชั้น Host-to-Host หรือ
    เครื่องต่อเครื่อง และจากระดับชั้นที่ 4 ถึงชั้นที่ 7 นี้รวมกันจะ
    เรียกว่า ระดับชั้น End-to-End ในระดับชั้น Transport นี้เป็นการ
    สื่อสารกันระหว่างต้นทางและปลายทาง (คอมพิวเตอร์กับ
    คอมพิวเตอร์) กันจริง ๆ ระดับชั้น Transport จะทาหน้าที่ตรวจสอบ
    ว่าข้อมูลที่ส่งมาจากระดับชั้น Session นั้นไปถึงปลายทางจริง ๆ
    หรือไม่ ดังนั้นการกาหนดตาแหน่งของข้อมูล (Address) จึงเป็นเรื่อง
    สาคัญในชั้นนี้ เนื่องจากจะต้องรับรู้ว่าใครคือผู้ส่ง และใครคือผู้รับ
    ข้อมูลนั้น
                                                                      16
หน้าที่ระดับชั้น Session ใน OSI
 ระดับชั้น  Session ทาหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้งานกับ
  คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ โดยผู้ใช้จะใช้คาสั่งหรือข้อความที่
  กาหนดไว้ป้อนเข้าไปในระบบ ในการสร้างการเชื่อมโยงนี้ผู้ใช้
  จะต้องกาหนดรหัสตาแหน่งของจุดหมายปลายทางที่ต้องการ
  ติดต่อสื่อสารด้วย ระดับชั้น Session จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับ
  ระดับชั้น Transport เป็นผู้จัดการต่อไป ในบางเครือข่ายทั้ง
  ระดับชั้น Session และระดับชั้น Transport อาจจะเป็นระดับชั้น
  เดียวกัน
                                                          17
หน้าที่ระดับชั้น Presentation ใน OSI

 เลเยอร์ชั้น Presentation ทาหน้าที่เหมือนบรรณารักษ์ กล่าวคือ
  คอยรวบรวมข้อความ (Text) และแปลงรหัส หรือแปลงรูปของ
  ข้อมูลให้เป็นรูปแบบการสื่อสารเดียวกัน เพื่อช่วยลดปัญหาต่าง
  ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานในระบบ




                                                           18
หน้าที่ระดับชั้น Application ใน OSI
   ระดับชั้น Application เป็นระดับชั้นบนสุดของรูปแบบ OSI ซึ่งเป็น
    ชั้นที่ใช้ติดต่อกันระหว่างผู้ใช้โดยตรงซึ่งได้แก่ โฮสต์
    คอมพิวเตอร์ เทอร์มินัลหรือคอมพิวเตอร์ PC เป็นต้น แอพพลิเคชัน
                    ้
    ในระดับชั้นนีสามารถนาเข้า หรือออกจากระบบเครือข่ายได้โดยไม่
    จาเป็นต้องสนใจว่าจะมีขั้นตอนการทางานอย่างไร เพราะจะมี
    ระดับชั้น Presentation เป็นผู้รับผิดชอบแทนอยู่แล้ว ในรูปแบบ OSI
    ระดับชั้น Application จะทาการติดต่อกับระดับชั้น Presentation
    โดยตรงเท่านั้น

                                                                      19
                            ้      ้
    การทางานของซอฟต์แวร์กับผูใช้ (ผูใช้ใช้งาน
    ซอฟต์แวร์ เช่น FTP, E-mail)
                                        ่
    มีการรักษาความลับ และระบุตัวบุคคลที่สงข้อมูล
    (เข้ารหัสข้อมูล)
   ควบคุมการติดต่อ ตรวจสอบลาดับก่อนหลังของ
               ่
    packet ที่สง
   รับผิดชอบการรับส่งข้อมูลระหว่างจุด (ระหว่าง
    session กับ network)
                                        ่
    การส่งต่อข้อมูลไปยังเครือข่ายอื่นๆ ทีเชื่อมต่ออยู่
    (หาเส้นทาง)
   จัดเฟรมข้อมูล ตรวจสอบข้อผิดพลาดของข้อมูล
                  ้
    การเชื่อมต่อ ทังในส่วนของสัญญาณทางไฟฟ้า
    สายสัญญาณ (Cable) และตัวเชื่อม (connector)



                                                20
การทางานของลาดับชั้นบนแบบจาลอง OSI




                                     21
สถาปัตยกรรมโปรโตคอลรูปแบบ TCP/IP
 TCP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol)
 เกิดขึ้นประมาณปี 1969 จากการค้นคว้าวิจัยของ Defense
  Advanced Research Projects Agency (DARPA) เป็นผู้พัฒนา
  เครือข่ายประเภท Packet Switching เครือข่ายแรกที่พัฒนาขึ้นมา
  ชื่อว่า ARPANET ซึ่งเป็นรากฐานของเครือข่าย Internet ใน
  ปัจจุบันนี้
 ไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าของ ในการกาหนดความเป็นมาตรฐาน
  การนามาใช้

                                                                22
Summary of Layer Functions




                             23
Summary of Layer Functions (Cont.)




                                     24
5 ระดับชั้นของ โปรโตคอล TCP/IP
        Application Layer
        Transport Layer
        Internet Layer
        Network Access Layer
        Physical Layer



                                 25
TCP/IP and the OSI Model




                           26
ระดับชั้น ฟิสิกส์คัล ของ TCP/IP
   กาหนดระเบียบวิธีการเชื่อมต่อทางกายภาพระหว่างอุปกรณ์ DTE
    รวมถึงการระบุข้อกาหนดคุณสมบัติของตัวการส่งผ่านข้อมูล
   เช่น:
     คุณสมบัติเฉพาะของตัวกลาง
     คุณลักษณะของสัญญาณ
     อัตราการส่งผ่านข้อมูล
     คุณสมบัติทางกล คล้ายๆกับที่กาหนดใน RS-232

                                                              27
ระดับชั้น เน็ตเวิกร์ ของ TCP/IP
 ทาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง ระบบปลายทาง กับเครือข่าย
 กาหนดแอสเดรส ของคอมพิวเตอร์หลักที่จะติดต่อ
 ให้ความสาคัญต่อกระบวนการการกาหนดสิทธิ์ก่อนหลัง ในการส่งผ่าน
  ข้อมูล
 ซอฟท์แวร์ที่ใช้สาหรับการทางานในเลเยอร์นี้ จะขึ้นอยู่กับประเภท
  เครือข่าย เช่น แพจเก็จสวิซ์ตชิ่ง (packet-switching) หรือ อีเทอร์เน็ต
  (Ethernet)

                                                                     28
ระดับชั้น อินเทอร์เน็ต ของ TCP/IP
                                   ่
    อินเทอร์เน็ตเลเยอร์ รับผิดชอบเกียวกับการเชื่อมโยงการติดต่อระหว่าง
    เครือข่ายสองเครือข่ายและด้านการเข้าถึงเครือข่าย

   ระบุเลขที่ตาแหน่งติดต่อ เรียกว่า IP address ให้แก่อุปกรณ์ที่จะมีการ
    ติดต่อสื่อสารระหว่างกันเช่น เครื่องเวิกร์สเตชัน กับ เร้าเตอร์ (Router)




                                                                             29
ระดับชั้น ทรานสปอร์ต ของ TCP/IP
    บางครั้งเรียกว่าระดับชั้น host-to-host

    รับผิดชอบเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง
     แอพลิเคชัน

                                     ่
     ใช้โปรโตคอล TCP สาหรับการทาหน้าทีส่งผ่านข้อมูล



                                                                      30
ระดับชั้น แอพลิเคชัน ของ TCP/IP
 ระดับชั้น Application ใน TCP/IP เหมือนกับการรวมกันของระดับชั้น
  Session, Presentation, และ Application ในรูปแบบโปรโตคอล OSI เข้า
  ไว้ด้วยกัน
 สนับสนุนด้านการกาหนดขั้นตอนที่สอดคล้องกันให้แก่แอพลิเคชัลที่อยู่
  บนต่างระบบกัน

   แยกส่วนการสนับสนุนการทางานในงานแต่ละประเภทออกจากกันเช่น
    การทา file transfer

                                                                 31
ชุดโปรโตคอลของ TCP/IP (TCP/IP Protocol Suite)
 TCP/IP   ประกอบไปด้วยชุดข้อกาหนดรูปแบบต่างๆ (Protocol Suite)




                                                                 32
กลุ่มข้อกาหนดรูปแบบการขนส่ง (Transport Protocols)
ทาหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครื่อง
 TCP (Transmission Control Protocols) เป็นการบริการแบบ
    Connection Based Service ซึ่งคอมพิวเตอร์ด้านผู้รับและผู้ส่งต้องต่อถึง
    กันอยู่ตลอดเวลาในระหว่างการสื่อสารถ้าเปรียบเทียบก็คล้ายกับระบบ
    โทรศัพท์ที่ต้องติดต่อกันให้ได้ก่อนจะพูดคุยกันได้
 UDP (User Datagram Protocol) เป็นการให้บริการแบบ
                                                    ้
    Connectionless Service คอมพิวเตอร์ด้านผูส่งไม่จาเป็นต้องติดต่อกับ
    ด้านผู้รับก่อน เพียงรู้ที่อยู่ของด้านผู้รับแล้วใส่ที่อยู่นั้นไปกับข้อมูลที่
    ส่งออก ข้อมูลจะเดินทางตามเส้นทางต่างๆ เพื่อไปถึงปลายทางตามที่อยู่
    คล้ายกับการส่งจดหมายที่ไปรษณีย์ จะส่งให้ตามที่อยู่ที่จ่าหน้าซอง
                    ้
    จดหมาย โดยผูส่งและผู้รับไม่ต้องติดต่อกัน
                                                                              33
กลุ่มข้อกาหนดรูปแบบเส้นทาง (Routing Protocols)
            ่                          ่
    ทาหน้าทีพิจารณาเส้นทางที่ดีที่สุดทีใช้ส่งข้อมูล และถ้ามีข้อมูลเป็น
    จานวนมากหรือมีขนาดใหญ่ กลุ่มข้อกาหนดรูปแบบนีก็จะทาการ ้
    แบ่งย่อยข้อมูลให้มีขนาดเหมาะสมแล้วส่งออกไป
   IP (Internet Protocol) เป็นข้อกาหนดรูปแบบการส่งข้อมูล
   ICMP (Internet Control Message Protocol) เป็นข้อกาหนดรูปแบบของ
    ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานะของ IP เช่น ข่าวสารความผิดพลาดและ
    ผลกระทบต่อเส้นทางเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์ในเครือข่าย
   RIP (Routing Information Protocol) เป็นข้อกาหนดรูปแบบหนึ่งที่ใช้
    สาหรับทาการพิจารณาวิธีการเลือกเส้นทางเพื่อให้ได้เส้นทางที่ดีที่สุดเหมาะสม
    กับข้อมูลมากที่สุด
   OSPF (Open Shortest Path First) ข้อกาหนดรูปแบบอีกประเภทหนึ่งที่ใช้
    ตัดสินเลือกเส้นทาง โดยพิจารณาจากเส้นทางที่สั้นที่สุดก่อน                 34
กลุ่มข้อกาหนดรูปแบบเกี่ยวกับที่อยู่เครือข่าย (Network Address)
    ทาหน้าที่พิจารณา ที่อยู่ของเครือข่ายและเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็น
    ลักษณะตัวเลข หรือชื่อก็ตามเพื่อความถูกต้องของข้อมูลที่จะไปยังผู้รับ
    ปลายทาง
   ARP (Address Resolution Protocol) ข้อกาหนดรูปแบบที่พิจารณาตัว
    เลขที่อยู่เพื่อไม่ให้เกิดที่อยู่ซ้ากัน
   DNS (Domain Name System) ข้อกาหนดรูปแบบที่พิจารณาตัวเลขที่อยู่
    เมื่อรู้ชื่อของเครือข่ายหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะในการใช้งานจริงนั้น
    ใช้เพียงที่อยู่ ที่เป็นตัวเลข แต่ระบบชื่อจัดทาขึ้นเพื่อให้สะดวกต่อการใช้
    งานของผู้ใช้
   RARP (Reverse Address Resolution Protocol) ข้อกาหนดรูปแบบที่
    พิจารณาตัวเลขที่อยู่เช่นเดียวกัน ARP แต่จะทาตรงกันข้ามกับ ARP          35
   ่
กลุมข้อกาหนดรูปแบบเกี่ยวกับเส้นทางการสื่อสารระหว่างเครือข่าย
(Gateway Protocols)
    สนับสนุนให้ข้อมูลสถานะของเส้นทางการสื่อสารระหว่างเครือข่าย เพื่อ
     นาไปใช้เลือกเส้นทางที่เหมาะสม
     EGP (Exterior Gateway Protocol) ข้อกาหนดรูปแบบเหล่านี้
        ประกอบด้วยระหว่าง Gateway กับเครือข่ายภายนอกเพื่อทาการ
        สื่อสาร
     GGP (Gateway-to-Gateway Protocol) เป็นข้อกาหนดรูปแบบที่
        ทางานถ่ายโอนข้อมูลเส้นทางกันระหว่าง Gateway กับ Gateway
     IGP (Interior Gateway Protocol) ข้อกาหนดรูปแบบที่ถ่ายโอน
        ข้อมูลเส้นทางกันภายในเครือข่ายเดียวกัน
                                                                       36
กลุ่มข้อกาหนดรูปแบบเกี่ยวกับการบริการผู้ใช้ (User Services)
ผู้ใช้สามารถใช้ข้อกาหนดรูปแบบได้โดยตรง ข้อกาหนดแบบนี้ประกอบด้วย
     BOOTP (Boot Protocol) เมื่อผู้ใช้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์บน
         เครือข่ายให้เริ่มทางาน ข้อกาหนดรูปแบบนี้จะอ่านโปรแกรมควบคุม
         การทางานจากคอมพิวเตอร์ให้บริการ (Server Computer) มาให้
     FTP (File Transfer Protocol) ข้อกาหนดรูปแบบที่ให้บริการถ่าย
                                     ่
         โอน ไฟล์ ข้อมูลระหว่างเครืองคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจจะอยู่บน
         เครือข่ายเดียวกันหรือต่างเครือข่ายกันก็ได้
                                                    ่
     Telnet เป็นข้อกาหนดรูปแบบที่ให้บริการเกียวกับการควบคุมการ
         ติดต่อระยะทางไกล (Remote Login)
                                                                       37
กลุ่มข้อกาหนดรูปแบบอื่นๆ
   กลุ่มข้อกาหนดรูปแบบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากกลุ่มที่จัดไว้ และบริการสาคัญๆ จัดทาไว้ให้บน
   ระบบเครือข่าย
                                                               ่
            NFS (Network File System) เป็นข้อกาหนดรูปแบบทีทาให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์
            เครื่องหนึ่งสามารถเข้าไปดูไฟล์ข้อมูลและใช้งานไฟล์ข้อมูล ซึ่งอยู่ในคอมพิวเตอร์
            เครื่องอื่นได้
           NIS (Network Information Services) เป็นข้อกาหนดรูปแบบที่ให้บริการกับ
            User Accounts ข้ามเครือข่าย เช่น Logins และ Password
           RPC (Remote Procedure Call) ข้อกาหนดรูปแบบที่อานวยความสะดวกให้กับ
            โปรแกรมประยุกต์ที่ใช้งานกับการควบคุมระยะทางไกล
           SMTP (Simple Mail Transfer Protocol) ข้อกาหนดรูปแบบที่ให้บริการถ่ายโอน
            จดหมายอิเล็คทรอนิกส์ (Electormic Mail) ระหว่างคอมพิวเตอร์
           SNMP (Simple Network Management Protocol) ข้อกาหนดรูปแบบที่
            ให้บริการข่าวสารต่างๆ ที่แสดงสถานะของเครือข่ายและอุปกรณ์ที่ต่ออยู่บน
            เครือข่าย                                                                   38
39
          BCS433
การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย


เครือข่ายสื่อสารอินเทอร์เน็ต
     (Internetworking)




                               40
หมายเหตุ !
 คาว่า internet กับ Internet นั้นมีความหมายแตกต่างกัน
 internet (i ตัวเล็ก) เป็นความหมายทั่วๆไป ของการเชื่อมต่อ
  เครือข่ายมากกว่าสองเครือข่ายเข้าด้วยกัน
 Internet (I ตัวใหญ่) หมายถึง อินเทอร์เน็ต ที่เป็นเครือข่ายที่
  เชื่อมต่อกันทั่วโลก ที่เป็นที่นิยมใช้กันอยู่



                                                                  41
อินเทอร์เน็ต (The Internet) คืออะไร?
 เครือข่ายเชื่อมต่อกันโดยใช้โปรโตคอล TCP/IP สาหรับการสื่อสาร
  ภายในเครือข่าย
                  ่
 ไม่มีผู้ใดผู้หนึงเป็นเจ้าของ หรือควบคุม
 เป็นเสมือนกับสภาพแวดล้อมมากกว่าเป็นการทางานในระบบใดระบบ
  หนึ่ง
 สื่อสารผ่านเครือข่ายแพจเก็จสวิซต์ชิง (Packet Switching)
   TCP แพจเก็จ ใช้เทคนิคการส่งผ่านแบบ virtual circuits
   UDP แพจเก็จ ใช้เทคนิคการส่งผ่านแบบ datagrams

                                                                42
ประโยชน์จากการใช้อินเตอร์เน็ต
สนทนา
                    กระจายข้อมูล



        INTERNET                               แหล่งข้อมูล
                                               และ SOFTWARE




                                   แลกเปลี่ยนข้อมูล

          จดหมาย
          และการติดต่อประสานงาน
                                                         43
              ่
เส้นทางการเปลียนแปลงของระบบ Internet
   1969: ARPANET                           1984: DNS
   1971: E-Mail                            1986: NSFNET, Freenet
   1972: Telnet                            1990: ARPANET ends, The World
   1973: FTP                                starts
   1976: Queen Elizabeth sends e-mail      1991: CIX, Gopher, WAIS, WWW
   1977: First mailing list                1992: Veronica
   1979: Usenet, MUD                       1993: Mosaic
   1981: BITNET, CSNET                     1995: Java
   1982-83: TCP/IP                         1996: Internet phones

                                                                         44
อินเทอร์เน็ต แอสเดรส : Internet (IP) Addresses
  IP address ถูกใช้เป็นตัวระบุเลขที่อยู่สาหรับการติดต่อในเครือข่าย
 เมื่อองค์กรต้องการเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะต้องมีการสร้าง
  กลุ่มเลขที่เรียกว่า IP address ขึ้นมารองรับให้แก่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่
  จะติดต่อกันภายใต้มาตรฐานร่วมในเครือข่าย อินเทอร์เน็ต
 IP address กาหนดเป็นตัวเลข 4 กลุ่มแบ่งกลุ่มด้วยสัญลักษณ์ “.” เช่น
    Buntharik : 202.44.68.3
    Nontri : 158.108.2.69
    My Laptop: 202.44.68.149


                                                                         45
IPv4 : Internet Protocol Addresses
      IP standard specifies that each host is assigned a
       unique 32-bit number
      Each packet (TCP) sent across an internet contains
       the 32-bit IP address of the sender as well as the
       intended recipient


                                                            46
IPv4 Addresses Hierarchy
    Each 32-bit IP address is divided into two parts: a
     prefix and suffix; the two-level hierarchy is
     designed to make routing efficient
    The address prefix identifies the physical network
     to which the computer is attached
    The address suffix identifies an individual computer
     on that network

                                                            47
Classes of IPv4 Addresses

     The first four bits of an address determine the
      class to which the address belongs and specify
      how the remainder of the address is divided into
      prefix and suffix



                                                        48
Dotted Decimal Notation
 The form expresses each 8-bit section (octet) of a 32-bit
  number as a decimal value and uses periods to separate
  the sections
           32-bit Binary Number               Equivalent Dotted Decimal

10000001    00110100    00000110   00000000          129.52.6.0

11000000    00000101    00110000   00000011          192.5.48.3

00001010    00000010    00000000   00100101           10.2.0.37

10000000    00001010    00000010   00000011          128.10.2.3




                                                                      49
IPv4 Address Classes
    Range of decimal values found in the first octet of
     each address class
     Class             Range of Values
     A                 0 through 127
     B                 128 through 191
     C                 192 through 223
     D                 224 through 239
     E                 240 through 255
                                                           50
IPv4 Address Classes
   Number of Networks and hosts in each of the three
    primary IP address classes
    Class Bits #of Networks          Bits #of Hosts
              Prefix                 Suffix
    A         7         128          24 16777216
    B         14       16384         16     65536
    C         21 2097152             8        256
                                                   51
     เลขที่อยู่ IP เขียนแทนด้วยเลข 4 ชุด ๆ ละ 8 บิต



207.240.51.14                            202.44.68.15
                      INTERNET
                    ภาษา TCP / IP

                                                THAILAND
       USA                    136.169.113.113


                         AUSTRALIA
                                                           52
 IPv6 Addressing
 อินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นที่ 6 (Internet Protocol Version6 , IPv6)ได้รับ
  การออกแบบมาเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการทางาน
 IPv6 address มี 128 บิต โดยแต่ละกลุ่มคือเลขฐาน 16 จานวน 4 ตัว (16
  bit) เช่น 3FEE:085B:1F1F:0000:0000:0000:00A9:1234
 แก้ไขความไม่เพียงพอของหมายเลขที่ใช้อ้างอิงอุปกรณ์เครือข่ายและจุด
  ด้อยอื่น ๆ กล่าวคือที่ว่างของแอดเดรสมีขนาดใหญ่ขึ้น
 ปรับปรุงรูปแบบของแพ็กเก็ต ซึ่งมีอยู่ในอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นที่ 4
  (Internet Protocol Version 4) ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายใน
  ปัจจุบัน
                                                                      53
IPv6 จะดีกว่า IPv4 หรือไม่
                                         ี
       IPv6 ถูกออกแบบมาให้ทางานได้ดกว่า และมีประสิทธิภาพกว่า IPv4
              ่
ข้อผิดพลาดทีพบใน IPv4 ได้ปรับปรุงแก้ไขใน IPv6 นอกเหนือไปจาก
จานวน IP address ที่เพิ่มมากขึ้น IPv6 ยังปรับปรุง Header ให้มีขนาดคงที่
ง่ายต่อการประมวลผลที่เร้าท์เตอร์ header field บางตาแหน่งที่ไม่จาเป็นถูก
กาจัดออกเพื่อลดโหลดการประมวลผลแพ็กเก็ตที่เร้าท์เตอร์ระหว่างทาง ทั้ง
ยังมีการเพิ่มความสามารถพิเศษให้กับเครือข่าย เช่น Multicast, IPSec,
Quality-of-Service


                                                                   54
                                 ่
อุปกรณ์และแอปพลิเคชันในปัจจุบันทีสนับสนุน IPv6
 ระบบปฏิบัติการ (Operating System) เช่น UNIX, HP-UX, AIX, BSD,
  Linux, MS WINDOWS 2003,XP, Solaris, MAX OS X, Open-VMS เป็น
  ต้น
 อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ (Product) อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนการ
  ใช้งาน IPv6 ซึ่งมีจานวนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ของบริษัท Cisco,
  Juniper, Nortel,Fujitsu, Hitachi เป็นต้น
 โปรแกรมประยุกต์ต่างๆ (Application) ตัวอย่างของโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้
  งานบนเครือข่าย ipv6 ได้ ในขณะนี้ได้แก่ WWW, DNS, Mail, FTP, Telnet
  เป็นต้น
                                                                    55
แผนภาพการปรับเปลี่ยน IPv4 ไปสู่ IPv6




                                       56
เกี่ยวกับ อินเทอร์เน็ตแอสเดรส
 เพื่อให้ง่ายต่อการจดจา จึงมีการเปลี่ยนกลุ่มตัวเลข เป็น ตัวอักษรชื่อเพื่อ
  ใช้เรียกแทนกลุ่มตัวเลข IP
 ประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ส่วน (ปกติมี 3-5)
   www.spu.ac.th
   www.geocities.com/Vienna/9776
   www.sanook.com
 ในหนึ่งระบบอาจมีชื่อเรียกติดต่อได้หลายชื่อ เช่น (www.spu.ac.th ,
  spu.ac.th …)

                                                                         57
โดเมน (Domains) ระดับบน
  เป็นการจัดกลุ่ม ชื่อเรียก ที่มีลักษณะการดาเนินกิจกรรมแบบเดียวกัน
  เข้าไว้ด้วยกัน
 ตัวอย่างเช่น
   com: องค์กรด้านการค้า
   edu: องค์กรด้านการศึกษา
   gov: องค์กรหน่วยงานรัฐ
   org: องค์กรทั่วไป
   net: ผู้ให้บริการเครือข่าย
   mil: หน่วยงานด้านการทหาร
                                                                     58
โดเมน (Domains) ระดับบน (ต่อ)
  การกาหนดประเทศใน Domain Name ใช้รหัสประเทศที่เป็นสากล
  ดังนี้ รหัสชื่อ ชื่อประเทศ รหัสชื่อประเทศ ชื่อประเทศ
         ประเทศ
         AT       ออสเตรีย         IL     อิสราเอล
         AU       ออสเตรเลีย       IN     อินเดีย
         BE       เบลเยี่ยม        IT     อิตาลี
         CA       แคนาดา           JP     ญี่ปุ่น
         CH       สวิตเซอร์แลนด์   NL     เนเธอร์แลนด์
         CZ       สาธารณรัฐเชค     NO     นอร์เวย์
         DE       เยอรมันนี        RU     รัสเซีย
         DK       เดนมาร์ค         TH     ประเทศไทย
         ES       สเปน             TW     ไต้หวัน
         FI       ฟินแลนด์         UK     อังกฤษ
                                                          59
         FR       ฝรั่งเศส         US     อเมริกา
กลุ่มชื่อ(โดเมน) ระดับล่าง
   เช่น spu.ac.th , thaimail.com , set.or.th

   เลขที่ติดต่อ .com, .edu, .org, and .net เหล่านี้ถูกจัดการโดย InterNIC

   จานวนโดนเมนระดับล่างเมื่อปี 1984 มีอยู่ 1,000 แห่ง ได้เพิ่มเป็นกว่า 2
    ล้านที่ในปัจจุบัน

   ก่อนหน้านี้ การตั้งโดเมนสามารถทาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
    จนกระทั่งปี 1995
                                                                            60
การตั้งชื่อ Subnet
   ในแต่ละองค์กร มีวิธีจัดระบบงานออกเป็นระบบงานย่อย (ที่อาจ
    เหมือนกันหรือไม่ก็ได้)

   ดังนั้นการออกแบบเครือข่าย ( TCP/IP) จึงมักได้รับการออกแบบ
    ออกเป็นเครือข่ายย่อยๆ (subnet) หลายเครือข่ายโดยมีจุดประสงค์ให้
    ที่สามารถทางานร่วมกัน

   เช่น it.rit.edu, cs.rit.edu, isc.rit.edu
                                                                     61
การตั้งชื่อเครื่อบริการหลัก (Host Names)
   หมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายในเครือข่ายขององค์กร

   โดยกาหนดว่าเครื่องใด ทาหน้าที่หลัก(บริการ) เครื่องใดเป็นเครื่องรับ
    บริการ โดยผู้ใช้สามารถรับรู้หน้าที่ของเครื่องดังกล่าวจากชื่อที่
    กาหนดให้

   เช่น www.rit.edu, osfmail.isc.rit.edu, porsche.it.rit.edu, spot.it.rit.edu

                                                                                 62
เครือข่ายใยแมงมุม (World Wide Web)
 พัฒนาครั้งแรกโดย Tim Berners-Lee ในปี 1991 ที่ European Particle
  Physics Laboratory (CERN) และอนุญาตให้บุคคลทั่วไปเข้าไปร่วมใช้
  งานได้
 เจ้าหน้าที่ของ NCSA ชื่อ Marc Andreessen พัฒนาการใช้งานแบบ GUI
  (Graphic User Interface) เว็บบราวเซอร์ชื่อ Mosaic เมื่อปี 1993.
 มีพื้นฐานการใช้งานเป็นแบบ ไฮเปอร์เท็กซ์(hypertext)
 มาตรฐานการการสื่อสารกาหนดให้ใช้ โปรโตคอล TCP/IP ในการ
  ติดต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

                                                                63
การแสดงเอกสารบน WWW
   วิธีการเข้าถึงข้อมูลเอกสารเป็นไปในแบบ Hyperlink เพื่อสะดวกที่จะได้
    ข้อมูลเพิ่มเติม โดยการเชื่อมโยงไปยังหน้าเอกสารอื่นที่ต้องการ

   รูปแบบการแสดงเอกสาร บนหน้ากระดาษอิเล็คทรอนิกส์บนเว็บ
    สามารถนาข้อมูลในแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นข้อความ ข้อมูลเสียง ภาพนิ่ง
    และวิดีโอ มาแสดงร่วมในระบบมัลติมีเดีย



                                                                      64
วิธีการติดต่อกับ WWW
 ผู้บริการข้อมูลจะนาข้อมูลที่ต้องการให้บริการ ติดตั้งลงไปที่เครื่อง
  บริการอินเทอร์เน็ต(Internet Server)
 ผู้ใช้(ผู้ขอรับบริการ) เข้ามาเรียกใช้ข้อมูลโดยใช้บราวเซอร์ซอฟท์แวร์ ซึ่ง
  อาจมีภาคการทางานแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ
     การแสดงผลแบบตัวหนังสือ (text-based browser) เช่น โปรแกรม lynx
     การแสดงผลในแบบ GUI browser เช่น    Mosaic, Netscape, Internet
      Explorer(IE)


                                                                        65
ผู้ให้บริการใน WWW ควรสนใจอะไร ?
  แสดงผลการข้อมูลบนหน้ากระดาษ(อิเล็คทรอนิคส์)ในรูปแบบHTML
  ให้บริการเข้าถึงไฟล์ข้อมูล เช่น การ ดาวส์โหลด โดยใช้โปรแกรม FTP
   (File Transfer Protocol)
  รายงานข่าวสารแก่กลุ่มสมาชิก (newsgroups)
  มีเครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูลสารสนเทศที่ต้องการ (search engine)
  สนับสนุนการแสดงผลในแบบ มัลติมีเดีย ข้อมูลเสียง ภาพนิ่ง
   ภาพเคลื่อนไหว
   และข้อมูลตัวอักษร
  อนุญาตให้มีการติดต่อโดยใช้โปรแกรม telnet                    66
รูปแบบการให้บริการ WWW ใน INTERNET

                www     www

  BROWSER
                                    www


                www
                              www

             เครือข่าย WORLD WIDE WEB

                                          67
    คาศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ WWW
Web Site คือ ข้อมูลที่มีการจัดวางฐานข้อมูล
     อย่างมีระเบียบ
Home Page คือ เอกสาร WEB ที่เปิดเจอครั้ง
      แรกเมื่อเข้าโปรแกรม
Web Page คือ รายละเอียดของเอกสาร
           แต่ละหน้า
                                             68
     การกาหนดรูปแบบ การติดต่อ URL
     (Uniform Resource Locator)
   กาหนดให้มีมาตรฐานร่วม ที่จะใช้        การระบุตาแหน่งติดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
    ระบุตาแหน่งเอกสารบนอินเตอร์ เน็ต         ระบุเกี่ยวกับโปรโตคอลที่นาใช้ เช่น http, ftp,
                                               gopher, telnetและอื่นๆ
   การระบุตาแหน่งติดต่อ ต้องเป็นไป
                                             ระบุเกี่ยวกับ เครื่องบริการที่จะติดต่อด้วย
    ในแบบง่ายๆ เพื่อสามารถใช้ร่วมกับ
                                             ระบุลาดับเส้นทางเข้าถึงไฟล์บรรจุหน้าเอกสาร (file
    โปรโตคอลอื่นๆได้
                                               path) ที่ต้องการดู
                                             เช่น, http://www.rit.edu/~ellics/index.html
                                               http://www.itcs.com:80/elawley/
                                               ftp://ftp.netscape.com/
                                               telnet://wally.rit.edu/
                                               gopher://gopher.cni.org/
                                                                                       69
                                                 ่
URL หรือ Uniform Resource Location การป้อน ที่อยูในเอกสาร Web




      http:// www.spu.ac.th/news/index.html

ชนิดของการบริการ                                 FILE
                    HOSTNAME DIRECTORY


                                                                70
HyperText Transfer Protocol (HTTP)
 เป็นโปรโตคอลเริ่มแรก สาหรับการเข้าถึงหน้าเอกสารในเครือข่ายใย
  แมงมุม(WWW)
 มีพฤติกรรมการติดต่อเป็นแบบ “connectionless”
   กาหนดว่าสามารถสร้างการเชื่อมโยงการติดต่อได้ครั้งละหนึ่งการ
      เชื่อมโยง
   และจะยกเลิกการติดต่อในครั้งนั้น หลังจากที่ได้รับการบริการแล้ว
      ตามที่ร้องขอ

                                                                    71
ภาษา HTML (HyperText Markup Language)
 พัฒนามาจาก SGML (Standard Generalized Markup Language)
 ใช้แท็กซ์ ( tags : “< >” ) เป็นตัวระบุลักษณะการจัดรูปแบบ(format) การ
                                                        ้
  แสดงผล โดยขณะที่แสดงผลจะไม่ปรากฏ แท็กซ์ เหล่านันให้เห็น
 แท็กซ์ สามารถนาไปเชื่อมโยงกับการโยงไปยังเอกสารอื่นที่ต้องการ
 ในบางบราวเซอร์ สามารถที่ แสดงให้เห็น(view) รายละเอียดของ
  ต้นฉบับหน้าเอกสาร (web document ) ที่เขียนขึ้นในรูปแบบ HTML


                                                                    72
เครื่องมือค้นหา (สารสนเทศ) บนเว็บ

      Search Engines

      Subject Guides/Catalogs

      Referral and Clipping Service



                                       73
ลักษณะของ Search Engines
   ค้นหาจากดัชนีคา ในแบบ ทั้งข้อความ (full-text)

   ค้นหา เฉพาะบางส่วน ของข้อความที่ต้องการค้นหา

   ค้นหาโดยระบุให้ค้นหาเฉพาะบาง web site หรือทั้ง cyber space

   มีการประเมินผลการค้นหา และแสดงผลลัพธ์ระบุ web site ที่พบ

                                                                 74
ตัวอย่างเว็บให้บริการค้นหา Search Engines:
          Alta Vista
          Excite
          InfoSeek
          Lycos
          Google
          Metacrawler


                                             75
กิจกรรมบน Cyber Space
           ด้านข่าวสาร (News Services)

           ด้านการติดต่อ (Mailing Lists)

           ด้านการค้าขาย (Shopping Mall)

           ด้านบันเทิง (Entertainment )

           อื่นๆ
                                            76
77
 คาถามท้ายบท ?
1. ให้นักศึกษาหาข้อมูลของ Port TCP และ Port UDP ที่ใช้สื่อสารบนระบบ
   เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ว่าแต่ละ Port นั้นมีหน้าที่ทางานอะไรบ้าง เช่น
   MSN, FTP,ICQ,SSL เป็นต้น (ยกตัวอย่างมาอย่างน้อย 20 Port)
2. ให้อธิบายขั้นตอนการจดทะเบียน Domain Name บนระบบอินเทอร์เน็ตว่า
   มีขั้นตอนการทาอย่างไรบ้าง
3. ให้แปลงเลขฐานต่อไปนี้ ให้เป็นเลข 32 Bits
   3.1) 202.44.58.4
   3.2) 10.5.202.9
   3.3) 140.70.48.1
                                                                    78

								
To top