Your Federal Quarterly Tax Payments are due April 15th Get Help Now >>

?????????????????????? by Ua4DeN1t

VIEWS: 7 PAGES: 44

									                                                                                                                          2


ในสั ง คมได้ มี ส่ ว นร่ วมในการบริ หาร โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง ในยุ ค การปฏิ รู ปการศึ ก ษา
การบริหารโรงเรี ยนถือว่าเป็ นภาระที่หน้ าที่หลักที่สาคัญยิ่งของผู้บริ หารโรงเรี ยนจะต้ องเป็ นผู้ที่มีคว
า          ม        รู้             ค            ว       า         ม        ส          า         ม         า       ร       ถ
      ั                                     ัิ
มีทกษะหรื อศักยภาพในการปฏิบตงานเพื่อนาไปสู่ความสาเร็ จในการบริ หารและการจัดการศึกษา
ตามแนวทางและหลัก การที่ ก าหนดไว้ ในพระราชบัญ ญั ติ ก ารศึ ก ษาแห่ ง ชาติ พ .ศ.2542
แก้ ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545
                                                                                 ั
             อย่างไรก็ตามคุณภาพและประสิทธิภาพของการปฏิบติงานของครูย่อมขึ ้นอยู่กบผู้บริ หาร                      ั
สถานศึ ก ษา ซึ่ ง คุ รุ สภ าไ ด้ ก าหนดมาตรฐานวิ ช าชี พ ของ การศึ ก ษา ป ระกอบด้ วย
มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบติงานและมาตรฐานการปฏิบติตน        ั                                   ั
เพื่ อ ใช้ เ ป็ นแนวทางปฏิ บัติ ใ ห้ มี ม าตรฐานวิ ช าชี พ ซึ่ ง เป็ นการสร้ างศรั ท ธาและความเชื่ อ มั่น
    ้
ทั ง เ ป็ น ห ลั ก ป ร ะ กั น ใ ห้ แ ก่ ผู้ เ รี ย น แ ล ะ ผู้ ป ก ค ร อ ง ที่ จ ะ ไ ด้ ค รู ผู้ บ ริ ห า ร ส ถ า น ศึ ก ษ า
ผู้ บ ริ ห า ร ก า ร ศึ ก ษ า แ ล ะ บุ ค ล า ก รท า ง ก า ร ศึ ก ษ าอื่ น ( ศึ ก ษ า นิ เ ทศ ) ที่ ดี มี คุ ณ ภ า พ
ส่งผลต่อการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษาและพัฒนาการศึกษาของชาติตามเจตนารมณ์ของพระร
                ิ
าชบัญญัตแห่งชาติ พ.ศ.2542                                 (สานักเลขาธิการคุรุสภา . 2548 : คานา)
             ส า นั ก ง า น เ ข ต ห น อ ง แ ข ม มี โ ร ง เ รี ย น ใ น สั ง กั ด จ า น ว น 6 โ ร ง เ รี ย น
มี จ านวนข้ าราชการครู ใ นสั ง กั ด จ านวน 335 คน และมี จ านวนนั ก เรี ย นทั ง สิ น 3,077 คน              ้ ้
ผู้บริ หารสถานศึกษาแต่ละโรงเรี ยนในสังกัดสานักงานเขตหนองแขม จังหวัด กรุ งเทพมหานคร
           ัิ
ได้ ปฏิบตตามมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา
             จา ก เ ห ตุ ผ ล ดั ง ก ล่ า ว แ ล ะจ า ก เ ก ณ ฑ์ มา ต ร ฐ า น วิ ชา ชี พ ข อ ง คุ รุ ส ภ า 2 5 4 8 .
        ั                                    ัิ
ผู้วิจยมีความสนใจศึกษาการปฏิบตงานของผู้บริหารสถานศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพด้ านสมรรถ
นะการบริ ห ารทางด้ านวิ ช าการ พ.ศ.2548 ในโรงเรี ยนสั ง กั ด ส านั ก งานเขตหนองแขม
จัง หวัด กรุ ง เทพมหานครฯ ในสมรรถนะ 4 ด้ า น ได้ แ ก่ สามารถบริ ห ารจัด การการเรี ย นรู้
สามารถพั ฒ นาหลั ก สู ต รสถานศึ ก ษา สามารถนิ เ ทศการจั ด การเรี ยนรู้ ในสถานศึ ก ษา
ส า ม า ร ถ ส่ ง เ ส ริ ม ใ ห้ มี ก า ร วิ จั ย เ พื่ อ พั ฒ น า คุ ณ ภ า พ ก า ร เ รี ย น รู้
ผลการวิจัย จะเป็ นประโยชน์ โ ดยตรงต่อผู้บ ริ ห ารสถานศึก ษาในการบริ หารงานในหน่ว ยงาน
เพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพประสิทธิ ผล และเป็ นข้ อสนเทศให้ กับผู้บริ หารโรงเรี ยนและผู้ที่เกี่ยวข้ อง
                                                                                     ่
             นาไปปรับปรุงและพัฒนาตนเองอยู่เสมออันจะเป็ นผลดีตอการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชี
พ ตามสมรรถนะการบริ หารด้ านวิชาการ พ.ศ.2548 ในโรงเรี ยนสังกัดสานักงานเขตหนองแขม
กรุงเทพมหานครฯ
                                                                                                    3




        ตัวแปรที่ศึกษา
            1. ตัวแปรอิสระ ได้ แก่
                 1.1 ผู้บริหารโรงเรี ยน
                            ู
                 1.2 ครูผ้ สอน
                                               ัิ
            2. ตัวแปรตาม ได้ แก่ การปฏิบตงานของผู้บริหารสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐาน
                 วิ ช า ชี พ ด้ า น ส ม ร ร ถ น ะ ก า ร บ ริ ห า ร ด้ า น วิ ช า ก า ร พ . ศ . 2 5 4 8
                 ในโรงเรี ยนสังกัดสานักงานเขตหนองแขม กรุ งเทพมหานครฯ ประกอบด้ วย 4
                 ด้ าน คือ
                 2.1 สามารถบริหารจัดการการเรี ยนรู้
                 2.2 สามารถพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
                 2.3 สามารถนิเทศการจัดการเรี ยนรู้ในสถานศึกษา
                                                    ั
                 2.4 สามารถส่งเสริมให้ มีการวิจยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรี ยนรู้

            นิยามศัพท์ เฉพาะ
                              ัิ                                       ัิ
                 1. การปฏิบตงานตามเกณฑ์มาตรฐาน หมายถึง การปฏิบตงานตามเกณฑ์
มาตรฐานวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาของคุรุสภา พ.ศ.2548
                                                            ั
                2. ผู้บริ หารโรงเรี ยน หมายถึง บุคคลซึ่งปฏิบติงานในตาแหน่งผู้บริ หารสถานศึกษา
ได้ แก่ ผู้อานวยการสานักงานเขตหนองแขม สังกัดกรุงเทพมหานคร
                3 . ส ม ถ ร ร น ะ ก า ร บ ริ ห า ร ง า น ด้ า น วิ ช า ก า ร ห ม า ย ถึ ง
ความสามารถของผู้ บริ หารด้ านวิ ช าการในโรงเรี ยน สั ง กั ด ส านั ก งานเขตหนองแขม
กรุงเทพมหานคร ประกอบด้ วย 4 ด้ าน
                   3 . 1 ส า ม า ร ถ บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ก า ร เ รี ย น รู้ ห ม า ย ถึ ง
                                                        ุ
ความสามารถในการบริหารจัดการกิจกรรมการเรี ยนรู้ทกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการปรับปรุงพัฒนา
                                                                 ู
การเรี ยนการสอนให้ ได้ ผลดีและมีประสิทธิภาพ ให้ เกิดประโยชน์สงสุดกับผู้เรี ยน
                   3 . 2 ส า ม า ร ถ พั ฒ น า ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า ห ม า ย ถึ ง
ค ว า ม ส า ม า ร ถ พั ฒ น า สิ่ ง ที่ ก า ห น ด ไ ว้ ใ น ห ลั ก สู ต ร
  ่
ซึงเป็ นองค์ความรู้เดิมโดยจะต้ องเป็ นระบบและมีการกาหนดมาตรฐานการเรี ยนรู้เป็ นรายวิชาและ
        ้          ัิ
ช่วงชัน โดยปฏิบตตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
                                                                                                              4


                   3 . 3 ส า ม า ร ถ นิ เ ท ศ ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู้ ใ น ส ถ า น ศึ ก ษ า ห ม า ย ถึ ง
ความสามารถของผู้บริหารในการที่จะปรับปรุงส่งเสริ มประสิทธิภาพการเรี ยนการสอนภายในสถา
                                        ั                ้
นศึกษาให้ ดีขึ ้น เป็ นการเพิ่มพลังปฏิบติของครู รวมทังให้ ครูมีความก้ าวหน้ าในวิชาชีพ
                                                     ั
                   3.4 สามารถส่งเสริมให้ มีการวิจยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการการเรี ยนรู้
ห                      ม                  า                     ย                       ถึ                  ง
                    ่               ั
ความสามารถที่สงเสริมให้ มีการวิจยเพื่อนาไปพัฒนาการเรี ยนการสอนให้ เกิดประสิทธิภาพ
                         ู                    ัิ                                 ั
              4. ครูผ้ สอน หมายถึง ผู้ปฏิบตการสอนในสถานศึกษาที่จดการศึกษาในโรงเรี ยน
สังกัดสานักงานเขตหนองแขม กรุงเทพมหานครฯ

กรอบแนวคิดในการวิจัย
              ก ร อ บ แ น ว คิ ด ใ น ก า ร วิ จั ย ค รั ้ ง นี ้
ใช้ กรอบเกณฑ์ ม าตรฐานวิช าชี พ ผู้บริ หารสถานศึกษาตามสมรรถนะการบริ หารด้ า นวิช าการ
ข อ ง คุ รุ ส ภ า 2 5 4 8 ซึ่ ง คุ รุ ส ภ า เ ป็ น ผู้ ก า ห น ด
            ู                          ั              ั
เพื่อให้ ผ้ บริ หารสถานศึกษาได้ ปฏิบติตนและปฏิบติงานในหน้ าที่ตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพผู้บริ
ห า ร ส ถ า น ศึ ก ษ า ต า ม ส ม ร ร ถ น ะ 4 ด้ า น คื อ ส า ม า ร ถ บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ก า ร เ รี ย น รู้
ส า ม า ร ถ พั ฒ น า ห ลั ก สู ต ร ส ถ า น ศึ ก ษ า ส า ม า ร ถ นิ เ ท ศ ก า ร เ รี ย น รู้ ใ น ส ถ า น ศึ ก ษ า
                               ั
สามารถส่งเสริมให้ มีการวิจยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรี ยนรู้

  ตั ว แ ป ร อิ ส ร ะ ไ ด้ แ ก่                        ตั ว แ ป ร ต า ม ไ ด้ แ ก่
  สถานภาพของข้ าราชการครู โรงเรี                                  ั
                                                       การปฏิบติงานตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพผู้
  ยนในสังกัดสานักงานเขตหนองแข                          บริ หารสถานศึกษาตามสมรรถนะการบริ หาร
  ม กรุงเทพมหานคร                                      ด้ า น วิ ช า ก า ร ข อ ง คุ รุ ส ภ า 2 5 4 8 .
      1. ผู้บริหารโรงเรี ยน                            ในโรงเรี ย นสัง กัด ส านัก งานเขตหนองแขม
               ู
      2. ครูผ้ สอน                                     กรุงเทพมหานคร 4 ด้ านคือ
                                                            1. สามารถบริหารจัดการการเรี ยนรู้
                                                            2. สามารถพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษ
                                                                 า
                                                            3. สามารถนิเทศการเรี ยนรู้ในสถานศึก
                                                                 ษา
                                                            4. สามารถส่งเสริ มให้ มีการวิจัยเพื่อพั
                                                                 ฒนาคุณภาพการจัดการเรี ยนรู้
                                                                                                                  5




                                                                ั
                             ภาพประกอบ 1. แสดงกรอบแนวคิดในการวิจย



                                         บทที่ 2
                                เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้ อง

            ใ    น         ก         า   ร      วิ     จั    ย        ค       รั ้                      ง         นี ้
      ั ึ                          ั
ผู้วิจยได้ ศกษาเอกสารและงานวิจยที่เกี่ยวข้ องและได้ นาเสนอตามหัวข้ อต่อไปนี ้
              1. การบริหารโรงเรี ยน
                  1.1 ผู้บริหารโรงเรี ยน
                  1.2 บทบาทและหน้ าที่ของผู้บริหารโรงเรี ยน
                             ู
                  1.3 ครูผ้ สอน
              2. สมรรถนะการบริหารงาน
                  2.1 แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะ
                  2.2 ความหมายของสมรรถนะ
                  2.3 สมรรถนะของผู้บริหารโรงเรี ยน
                         ั
              3. งานวิจยที่เกี่ยวข้ อง
                               ั
                  3.1งานวิจยในประเทศ
                                 ั
                  3.2 งานวิจยต่างประเทศ

การบริหารโรงเรี ยน
                                                                            ้
           การบริ หารกิจการใดให้ ประสบผลสาเร็ จและบรรลุเปาหมาย อาจจาเป็ นต้ องมีผ้ บริ หาร                   ู
ผู้ น า ห รื อ หั ว ห น้ า เ พื่ อ ท า ห น้ า ที่ ว า ง แ ผ น จั ด อ ง ค์ ก า ร
                                                                                                          ้
ค ว บ คุ ม ดู แ ล แ ล ะ จู ง ใ จ ห รื อ น า ผู้ ใ ต้ บั ง คั บ บั ญ ช า ใ ห้ ท า ง า น ลุ ล่ ว ง ต า ม เ ป า ห ม า ย
ซึ่ง เป็ นความพยายามจัด ด าเนิ น งานเกี่ ย วกับ เรื่ อ งของการศึก ษา เช่น สถานศึก ษา วิ ช าการ
บุคลากร วัส ดุอุปกรณ์ ตาราเรี ยนและอาคารสถานที่ เ พื่ อ ให้ ส ถานศึก ษาเป็ นแหล่ง การเรี ยนรู้
(สุนทร โคตรบรรเทา. 2547: 8)
                                                                                                              6


                 วิ โ ร จ น์ ส า ร รั ต น ะ . ( 2 5 4 2 :                         3) ไ ด้ ก ล่ า ว ไ ว้ ว่ า
                                                               ุ
การบริ หารเป็ นกระบวนการดาเนินงานเพื่อให้ บรรลุจดหมายขององค์การที่อาศัยหน้ าที่ทางการบริ
หารอย่ า งน้ อย 4 อย่ า ง คื อ การวางแผน การจั ด การองค์ ก ร การน า และการควบคุ ม
ผู้ บริ หาร ต้ อง เป็ น ผู้ รั บ ผิ ด ช อบใ นกร ะบว นก าร ดั ง กล่ า ว ใช้ ทั ก ษ ะทา ง กา รบริ หา ร
แ ส ด ง บ ท บ า ท แ ล ะ ห น้ า ที่ ใ ห้ ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ ร ะ ดั บ ก า ร ศึ ก ษ า
ร ว ม ทั ้ง จ ะ ต้ อ ง เ ข้ า ใ จ ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม ข อ ง อ ง ค์ ก า ร ทั ้ง ภ า ย น อ ก แ ล ะ ภ า ย ใ น
ก า ร ที่ จ ะ พั ฒ น า ร ะ บ บ ก า ร บ ริ ห า ร แ ล ะ ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า
ใ ห้ ก า ร ศึ ก ษ า เ ป็ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ใ ห้ ค น ไ ด้ พั ฒ น า ต น เ อ ง อ ย่ า ง เ ต็ ม ศั ก ย ภ า พ
จ ะ ต้ อ ง มี ก า ร ป รั บ ป รุ ง ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ก า ร บ ริ ห า ร แ ล ะ ก า ร จั ด ก า ร ที่ ดี พ อ
                                          ั            ่
โดยเปลี่ยนแปลงแนวคิดให้ สงคมทุกส่วนมีสวนร่วมและรับผิดชอบในการศึกษาได้ อย่างเหมาะสม
                 วิ จิ ต ร ติ จั น ทึ ก . (25 37:          10) ไ ด้ สรุ ปถึ ง การ บริ ห ารโ รง เ รี ยน ไ ว้ ว่ า
                                                             ้
“การบริ ห ารโรงเรี ย นหรื อ การบริ ห ารวิ ท ยาลัย นัน ผู้บ ริ ห ารจะต้ อ งด าเนิ น การกิ จ กรรมต่า ง ๆ
ร ว ม กั บ บุ ค ค ล อื่ น ๆ โ ด ย อ า ศั ย ก ร ะ บ ว น ก า ร บ ริ ห า ร ต า ม ค ว า ม เ ห ม า ะ ส ม
         ้
ทังนีเ้ พื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์ทางการศึกษาโดยเฉพาะการผลิตนักเรี ยนนักศึกษาระดับต่า ง ๆ
             ุ                              ้
ให้ มีคณภาพ โดยอาศัยปั จจัยทังหลายในการบริ หารคือ คน เงิน วัสดุอุปกรณ์ และวิธีการต่างๆ
   ่
ซึงความหมายในแง่นี ้อธิบายในลักษณะของทรั พยากรการบริ หารอันเป็ นปั จจัยพื ้นฐานการบริ หาร
     ่         ่                        ั
ทัวไป ซึงหลักการบริหารใช้ สญลักษณ์ 4 M’S (ได้ แก่ Man Money Material and Methods)
                 ป รี ย า พ ร ว ง ศ์ อ นุ ต ร โ ร จ น์ . ( 2 5 4 2 :                                         9)
ได้ กล่ า วถึ ง การบริ หารสถานศึ ก ษาว่ า ผู้ บริ หารการศึ ก ษาต้ องมี ห ลั ก การบริ หาร คื อ
           ้
มีเปาหมายและวัตถุประสงค์ของสถานศึกษา มี กระบวนการทางสังคมซึ่งบุคคลตังแต่ 2 คน                  ้
       ้                                                                      ้
ขึ น ไปประกอบกิ จ กรรมต่ า ง ๆ ที่ น าไปสู่ ค วามส าเร็ จ ตามเป าหมายและกิ จ กรรมนั น ๆ                   ้
เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง บุ ค ค ล ซึ่ ง ไ ด้ อ ธิ บ า ย ว่ า
                                                                                ั
การบริหารเป็ นกระบวนการทางานร่วมกันของบุคคลเป็ นคณะและมีวตถุประสงค์ที่แน่นนอนเฉพาะ
ของการทางานนัน            ้
                 โ ร ง เ รี ย น ฝึ ก อ า ชี พ ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร . ( 2 5 4 8 :                    10)
ได้ ให้ ความหมายของการบริ หารงานโรงเรี ยนฝึ กอาชี พ กรุ งเทพมหานคร หมายถึ ง
ก า ร ด า เ นิ น ง า น กิ จ ก า ร ต่ า ง ๆ ข อ ง โ ร ง เ รี ย น ไ ด้ แ ก่ ก า ร บ ริ ห า ร ง า น วิ ช า ก า ร
การบริ หารงานด้ านธุรการและพัสดุ การบริ หารงานการปกครอง และการบริ หารงานด้ านบริ การ
                                                                       ั
โดยได้ รับการร่วมมือจากบุคลากรภายในโรงเรี ยนในการปฏิบติงานให้ บรรลุ จดประสงค์ตามที่กาห ุ
นดไว้
                                                                                                                     7


              ส า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ก า ร ป ร ะ ถ ม ศึ ก ษ า แ ห่ ง ช า ติ . ( 2 5 4 0 :         7)
ไ ด้ ก ล่ า ว ถึ ง ก า ร บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น ว่ า เ ป็ น ห น้ า ที่ ข อ ง ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น
         ้
ดั ง นั น ผู้ บริ หารโรงเรี ยนต้ องเป็ นผู้ มี ค วามรู้ ความเข้ าใจในเรื่ องการบริ หารการศึ ก ษา
มี วิ สั ย ทั ศ น์ ก ว้ า ง ไ ก ล เ พื่ อ ก า ห น ด เ ป า ห ม า ย                             ้
กาหนดยุทธศาสตร์ ในการจัดการศึกษาได้ อย่างเป็ นรูปธรรมและมีความเป็ นไปได้ และสาคัญที่สด                          ุ
ผู้บริ หารโรงเรี ยนจะต้ องรู้และเข้ าใจถึงภารกิจตลอดจนขอบข่ายของงานที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน
ง า น ข อ ง ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น นั ้ น มี ม า ก ม า ย ทั ้ ง ง า น ใ น ห น้ า ที่
งานตามนโยบายและงานฝากจากส่วนราชการอื่นๆ
              โดยสรุ ปแล้ วความหมายของการบริ หารโรงเรี ยน หมายถึง การบริ หารกิจกรรมต่าง ๆ
                                        ้              ้
ของโรงเรี ย นของกลุ่ ม บุ ค คลตัง แต่ 2 คนขึ น ไป โดยมี วัต ถุ ป ระสงค์ ข องการท างานร่ ว มกั น
ใ น ก า ร ร่ ว ม มื อ กั น ท า ง า น นั ้ น จ ะ ต้ อ ง มี บุ ค ค ล ที่ เ ป็ น หั ว ห น้ า ที่ เ ร า เ รี ย ก ว่ า
ผู้ บ ริ ห า ร แ ล ะ ก า ร ร่ ว ม มื อ กั น นั ้ น จ ะ จั ด ใ น รู ป ข อ ง อ ง ค์ ก า ร ป ร ะ เ ภ ท ต่ า ง ๆ
แ ล้ ว แ ต่ วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ที่ มี ข อ ง อ ง ค์ ก า ร นั ้ น ๆ
ซึ่ ง เ ป็ น ก าร ด าเ นิ นง า นห ล า ยด้ า นเ พื่ อก า รส่ ง เส ริ มแ ล ะ พั ฒ น านั ก เรี ย น นั ก ศึ ก ษ า
ให้ เป็ นสมาชิกที่ดีในสังคมนันเอง ้



             ผู้บริหารโรงเรี ยน
                  การบริหารงานใด ๆ จะเกิดประสิทธิผลได้ ผู้บริหารจะต้ องใช้ ภาวะผู้นากระจายความ
รั บ ผิ ด ช อ บ อ ย่ า ง เ ป็ น ธ ร ร ม ไ ป สู่ ผู้ ใ ต้ บั ง คั บ บั ญ ช า ใ น ห น่ ว ย ง า น ข อ ง ต น เ อ ง
                              ั ึ
ผู้บริหารในยุคโลกาภิวฒน์จงมีความจาเป็ นที่จะต้ องใช้ ภาวะผู้นาให้ เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลง
ต่ า ง ๆ โ ด ย ส า ม า ร ถ ป รั บ ตั ว ใ ห้ เ ห ม า ะ ส ม กั บ ทุ ก ส ภ า พ ก า ร ณ์ ไ ด้
                                                                     ่
และใช้ ความรู้ความสามารถของตนเองให้ เกิดประโยชน์ตอการบริ หารงานอย่างมีประสิทธิผลด้ วย
         ์
(ศักดิไทย สุรกิจบวร. 2545: 8)
                  กรมอาชี วศึกษา. (2545: 2) ได้ อธิ บายความหมายของผู้บริ หารสถานศึกษาไว้ ว่า
หมายถึ ง ผู้ บริ ห ารโรงเรี ย น คื อ ผู้ ที่ ไ ด้ รั บ อ านาจหน้ าที่ ต ามกฎหมายในการจัด การต่ า ง ๆ
เพื่ อ ให้ โรงเรี ยนท าหน้ าที่ บ ริ การทางการศึ ก ษาได้ สมบู รณ์ ต ามเป าหมายทุ ก ประการ ้
ผู้ บริ หารโรง เรี ยนคื อ ผู้ ด ารงต าแหน่ ง ครู ใหญ่ อาจารย์ ใ หญ่ ผู้ อ านวยการโรงเรี ยน
ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น เ ป็ น อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ส า คั ญ อ ย่ า ง ห นึ่ ง ข อ ง ก า ร บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น
                                                   ่
การบริหารโรงเรี ยนจะมีประสิทธิภาพก็ตอเมื่อผู้บริ หารมีสมรรถนะหลักพื ้นฐานในการบริ หารและมี
              ิ
คุณสมบัตที่ดีแห่งการเป็ นผู้บริหารโรงเรี ยน หรื อ “ตามที่คณะกรรมการข้ าราชการครุกาหนดไว้ ”
                                                                                                                   8


                 ผกา แสงสุวรรณ. (2535: 1) ได้ อธิ บายความหมายของผู้บริ หารไว้ ว่า ผู้บริ หาร
คื อ บุ ค ค ล ที่ ท า ห น้ า ที่ เ ป็ น หั ว ห น้ า ห น่ ว ย ง า น เ ช่ น ผู้ บ ริ ห า ร ก า ร ศึ ก ษ า แ ห่ ง ช า ติ
ผู้บริ หารองค์การสมาคมต่างๆ เป็ นต้ น ในด้ านการศึกษาผู้บริ หารหมายถึง ครู ใหญ่ อาจารย์ใหญ่
ผู้ อ า น ว ย ก า ร ทั ้ง นี ้แ ล้ ว แ ต่ ส ภ า พ ข อ ง โ ร ง เ รี ย น ห รื อ ส ถ า บั น ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า นั ้น ๆ
ผู้ บริ ห ารมี ห น้ าที่ ดู แ ลและร่ ว มวางแผนนโยบายต่ า งๆทุ ก ๆด้ านเพื่ อ ให้ การเรี ย นการสอน
           ้
บรรลุเปาประสงค์
                                                                              ่
                 ปรี ยาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2535: 22) ได้ กล่าวไว้ วา ผู้บริหารเป็ นเสาหลักที่มี
ความส าคัญ อย่ า งหนึ่ ง ต่ อ หน่ ว ยงาน ต่ อ ผู้ ใต้ บัง คับ บัญ ชาและต่ อ ผลงานที่ เ ป็ นส่ ว นร่ ว ม
คุ ณ ภาพและบทบาทของผู้ บริ ห ารมี ค วามสั ม พั น ธ์ อย่ า งใกล้ ชิ ด กั บ คุ ณ ภาพสถานศึ ก ษา
         ้                                        ัิ
รวมทังผลสะท้ อนต่อผลงานและวิธีปฏิบตงานของสถานศึกษาแต่ละแห่งเป็ นอันมาก
                 วิโรจน์ สารรัตนะ. (2546: 2) ได้ อธิบายความหมายของผู้บริหารไว้ วา ผู้บริหาร       ่
ห                          ม                    า                      ย                     ถึ                     ง
                                      ั
บุคคลที่รับผิดชอบให้ การปฏิบติงานขององค์การเป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในอง
ค์การธุรกิจเรี ยกว่า ผู้จัดการ (manger) แต่ในองค์การของรัฐเรี ยกว่า ผู้บริ หาร (administrator)
             ดั ง นั ้ น ส รุ ป ไ ด้ ว่ า                      ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น คื อ
                            ้
บุคคลที่ได้ รับแต่งตังให้ มีหน้ าที่รับผิดชอบการบริ หารงานของสถานศึ กษาทังภาครัฐและเอกชน      ้
การบริ หารงานโรงเรี ยนจึง เป็ นภารกิ จของผู้บริ หารที่ จะต้ องกาหนดแบบแผน แนวทางวิธีการ
    ้                                             ัิ
ขันตอนการดาเนินงานต่างๆในการปฏิบตงานไว้ อย่างมีระบบแบบแผนเพื่อให้ การดาเนินงานลุล่วง
ไ ป ด้ ว ย ดี ก า ร ท า ง า น ใ ด ก็ ต า ม ถ้ า ไ ม่ มี ก า ร ว า ง แ ผ น ง า น ที่ ดี เ สี ย แ ต่ เ ริ่ ม แ ร ก
                         ้
การด าเนิ น งานนัน จะไม่ เ ป็ นไปอย่ า งราบรื่ น อาจมี อุป สรรคหรื อ ไม่ บ รรลุเ ป าหมายที่ ตัง ไว้ ้            ้
ด้ ว ย เ ห ตุ นี ้ เ อ ง เ ร า ส า ม า ร ถ เ ป รี ย บ ผู้ บ ริ ห า ร ไ ด้ ว่ า
                                                             ่
เป็ นเสมือนหัวหน้ าครอบครัวที่จะนาครอบครัวไปสูความสาเร็จหรื อความก้ าวหน้ าแห่งชีวิตของสมา
ชิกทุกคน

            บทบาทและหน้ าที่ของผู้บริหารโรงเรียน
                คาว่าบทบาท                                                                ู่ ั
                                                                              มักจะใช้ คกบคาว่าหน้ าที่
ถ้ าจะพิจารณาแยกแยะให้ เห็นชัดเจนจะเห็นว่า                              ้
                                                          คาว่าบทบาทนันความเป็ นจริงเกิดขึ ้นมาจาก
                                                               ั
ความประพฤติ (ส่วนตัว) + หน้ าที่ (องค์การกาหนดให้ ปฏิบติ) = บทบาท
                ดั                           ง                          นั ้                            น
                     ้
บทบาทจะเกิ ด ขึ น ได้ จะต้ องประสานความประพฤติ ส่ ว นตัว ของบุ ค คลให้ เข้ ากั บ หน้ าที่
ที่ ห น่ ว ย ง า น ก า ห น ด ใ ห้ ป ฏิ บั ติ จึ ง จ ะ ป ร า ก ฏ บ ท บ า ท ที่ แ ท้ จ ริ ง ใ น อ ง ค์ ก า ร
                                                                                              9


แ ล ะ ใ น สั ง ค ม ที่ ค น ส่ ว น ใ ห ญ่ ต้ อ ง ก า ร
ค ว า ม ป ร ะ พ ฤ ติ ห รื อ พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ แ ส ด ง อ อ ก ข อ ง ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น
         ้
จะเกิดขึนมาจากคุณลักษณะและพฤติกรรมส่วนบุคคล ที่แสดงออกมาทังทางบวกและทางลบ้
เ พ ร า ะ เ ป็ น สิ่ ง ที่ สั ง ค ม โ ด ย ส่ ว น ร ว ม ต้ อ ง ก า ร
ซึ่ ง ในทางบริ หารการศึ ก ษาก็ จ ะมองผู้ บริ หารโรงเรี ยนในเชิ ง ความเป็ นผู้ น าของตน
   ่         ่
ซึงจะต้ องมีสวนประกอบดังนี ้ (นพพงษ์ บุญจิตราดุล. 2535: 11)
               1. ความสามารถในหน้ าที่ มีสติและปั ญญา
               2. เร่งหาไหวพริบขึ ้น ตื่นตัวและอาจหาญ
               3. ทันต่อเหตุการณ์ที่ผนั
               4. ขยันใฝ่ หาความรู้
               5. เป็ นผู้ริเริ่มคิด
               6. พิชิตรับผิดชอบ
               7. กอปรด้ วยความช่วยเหลือ
                         ่
               8. เชื่อมันในใจตน
               9. อดทนและมันคง     ่
               10. ทะนงและกล้ าพูด
               11. ดึงดูดด้ วยกล้ าทา
               12. ย ้าด้ วยความสม่าเสมอ
               13. เสนอคนเข้ าร่วมมือ
               14. ฝึ กปรื ออารมณ์ขน    ั
                                                       ่
               15. มนุษยสัมพันธ์ต้องใช้ ให้ การยอมรับทัว
               16. ปรับตัวเข้ ากับสังคม
               17. รู้ระดมความคิด
                           ึ
               18. รู้สกผิดและถูก
               19. ผูกคาพูดที่ดี
               20. มีหน้ าที่ต้องประสาน
               21. ปรับปรุงงานอยูเ่ สมอ
               22. เจอบกพร่องต้ องเปลี่ยน
               23. รู้เรี ยนจูงใจคน
               24. ไม่สนต้ องกระตุ้น
                                ่
               25. งานวุนต้ องรี บทา
                                                                                                                        10


               นัก บริ ห ารที่ ดี จ ะเตื อ นตนและส ารวจตนเองอยู่เ สมอ ถ้ าเผลอไปก็ ต้ อ งตัง หลัก ใหม่         ้
ส ารวจและเปลี่ ย นแปลงตนเองใหม่ ให้ เกิ ด พฤติ ก รรมหรื อ ความประพฤติ ท างบวกให้ ได้
เพื่อประสานกับภารกิจ หน้ าที่และงานที่ต้องปฏิบติ               ั
               นพพงษ์ บุญ จิ ตราดุล . (2535: 12) ได้ กล่าวถึ ง หน้ าที่ ของผู้บริ หารโรงเรี ยนไว้ ว่า
หน้ า ที่ ผ้ ูบ ริ ห ารโรงเรี ย นจะต้ อ งมองในเชิ ง หน้ า ที่ โ ดยส่ว นรวม ที่ ก าหนดเป็ นงานที่ ต้ อ งปฏิ บัติ
และหน้ าที่ของความเป็ นผู้นาโดยส่วนรวม คือ
                                                      ่ ่
                      1. ประสานให้ สมาชิกในกลุมอยูด้วยกันอย่างสามัคคีกลมเกลียว
                                            ้
                      2. รับผิดชอบต่อเปาหมายหรื อวัตถุประสงค์ของกลุมและองค์การ    ่
                                                        ่                   ั
                      3. อานวยความสะดวกแก่กลุมและสร้ างปฏิสมพันธ์ให้ เกิดแก่กลุมเพื่อให้ ทางานได้   ่
                ้
บ ร ร ลุ เ ป า ห ม า ย ง า น ที่ เ ป็ น ห น้ า ที่ ที่ ต้ อ ง ป ฏิ บั ติ ใ น ก า ร บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น
ของผู้บริหารจะต้ องรับผิดชอบได้ เป็ นอย่างดีก็คือ
                      1. การบริหารงานวิชาการ
                      2. การบริหารงานบุคคล
                      3. การบริหารงานกิจการนักเรี ยน
                      4. การบริหารงานธุรการ การเงิน อาคารสถานที่ และการบริการ
                      5. การบริหารงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์กบชุมชน      ั
                                          ้
               ก า ร บ ริ ห า ร ง า น ทั ง 5 ป ร ะ ก า ร นี ้ จ ะ มี ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั น จ ะ ม า ก ห รื อ น้ อ ย
ห รื อ จ ะ สั ม พั น ธ์ กั น โ ด ย ต ร ง ห รื อ ส่ ง ผ ล ท า ง อ้ อ ม
                    ั
แต่เมื่อปฏิบติโดยส่วนรวมแล้ วก็จะส่งผลโดยตรงต่อโครงการจัดการศึกษาทัง หมดของโรงเรี ยน                  ้
          ้
ที่ มี เ ป าหมายที่ ส าคัญ ที่ สุด คื อ ให้ เ ด็ก เป็ นสมาชิ ก ของสัง คมที่ มี คุณ ภาพและคุณ ธรรม ดัง นัน                  ้
ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น ที่ ดี จ ะ ต้ อ ง ท า ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ต่ อ ง า น ใ น ห น้ า ที่ ใ ห้ อ ย่ า ง แ จ่ ม แ จ้ ง
และเอียดและเข้ าใจถึงความสัมพันธ์ และผลกระทบของงานแต่ละอย่างที่มีตอกันและกัน                    ่

                      ์
             แคมปเบลล์และอื่นๆ (วิเชียร คาประกอบกิจ. 2536: 31 อ้ างอิงจาก Campbell, Ronald
F. And others. 1983. Introduction to Educational Administration. pp 75-76)
       ้
ได้ ชี ใ ห้ เห็ น ว่ า หน้ าที่ ส าคั ญ ของผู้ บริ ห ารการศึ ก ษา คื อ การส่ ง เสริ มการเรี ยนการสอน
โดยสรุปภารกิจหลักไว้ ดงนี ้      ั
                   1                                                                                .
             ผู้บริหารการศึกษาควรจะมองเห็นการณ์ไกลและมีอิทธิพลในการพัฒนาเปาหมายและนโ     ้
ยบายของสถานศึกษา
                                                                                                         11


                2. ผู้บริหารการศึกษาควรกระตุ้นและชี ้นาในการพัฒนาโครงการและโปรแกรมต่างๆ
                                                ้
เ พื่ อ ช่ ว ย ใ ห้ บ ร ร ลุ เ ป า ห ม า ย ข อ ง ส ถ า น ศึ ก ษ า
ผู้บริหารสถานศึกษาควรจะกาหนดวิธีการและประสานงานในการนาโครงการต่างๆไปปฏิบติ                         ั
                3. ผู้ บ ริ ห า ร ก า ร ศึ ก ษ า ค ว ร จ ะ จั ด ห า แ ล ะ จั ด ส ร ร ท รั พ ย า ก ร ต่ า ง ๆ
ที่จาเป็ นเพื่อสนับสนุนโครงการและโปรแกรมของสถานศึกษา
                4. ผู้บริหารการศึกษาควรจะเป็ นตัวแทนของสถานศึกษาในกิจกรรมต่างๆ
                5                                                                                           .
           ผู้บริหารการศึกษาควรจะประเมินผลประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดาเนินงานสถา
นศึกษา
                  ั
           กอร์ ตน (นิพนธ์ กินาวงศ์ 2542: 123-126; อ้ างอิงจาก Gorton, Richard D 1983.
School            Administration            and        Supervision.                   pp         191-195)
ไ ด้ ส รุ ป ห น้ า ที่ แ ล ะ ภ า ร กิ จ ห ลั ก ข อ ง ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น ไ ว้ 7 ป ร ะ ก า ร
แต่ละหน้ าที่และภารกิจมีกิจกรรมต่างๆที่จะต้ องปฏิบตดงนี ้  ัิ ั
                1. ด้ านการบริหารบุคคล ประกอบด้ วย
                    1.1 กาหนดนโยบายการบริหารงานบุคลากร
                    1.2 จัดดาเนินการคัดเลือกครู-อาจารย์และบุคลากรด้ านอื่นๆ
                                                  ุ
                    1.3 มอบหมายงานให้ แก่บคลากรด้ านการศึกษา
                                                                     ุ
                    1.4 แจ้ งวัตถุประสงค์ของสถานศึกษาให้ แก่บคลากรทราบ
                    1.5 สังเกตพฤติกรรมการสอนของครู
                    1.6 วินิจฉัยหาลักษณะเด่นและลักษณะด้ อยในการสอนของครู
                    1.7 ช่วยเหลือครูในการแก้ ไขปั ญหาในชันเรี ยน ้
                    1.8 ประเมินผลการสอนของครู
                    1.9 ช่วยปรับปรุงและพัฒนาการสอนของครู
                    1.10 ส่งเสริมความก้ าวหน้ าในวิชาชีพให้ แก่ครู
                                                         ่
                    1.11 ส่งเสริมความสามัคคีในหมูครู -อาจารย์
                2. ด้ านกิจกรรมนักเรี ยน ประกอบด้ วย
                    2.1 จัดบริการแนะแนวนักเรี ยน
                    2.2 จัดปฐมนิเทศนักเรี ยน
                    2.3 กาหนดนโยบายและกระบวนการเกี่ยวกับวินยของนักเรี ยน ั
                    2.4 กาหนดมาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักเรี ยน
                    2.5 พัฒนาและประสานงานกิจกรรมเสริมหลักสูตร
                                                                            12


                             ั
    2.6 พิจารณาเกี่ยวกับวินยและการลงโทษ
                                    ั
    2.7 จัดสวัสดิการต่างๆให้ แก่นกเรี ยน
                                           ู
    2.8 รายงานพฤติกรรมของนักเรี ยนให้ ผ้ ปกครองได้ ทราบ
3. ด้ านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรี ยนกับชุมชน ประกอบด้ วย
                                                 ู
    3.1 กาหนดนโยบายและมาตรการในการให้ ผ้ ปกครองและชุมชนมีสวนร่วมใน่
        กิจกรรมของโรงเรี ยน
                           ุ                       ่
    3.2 จัดดาเนินการให้ บคลากรของโรงเรี ยนได้ มีสวนร่วมในกิจกรรมของชุมชน
    3.3 ช่วยเหลือกิจกรรมของสมาคมครู – ผู้ปกครอง
    3.4 จัดดาเนินการในเรื่ องผู้ปกครองมาร้ องทุกข์
                                                                ้ ่
    3.5 เป็ นตัวแทนของสถานศึกษาในกิจกรรมของชุมชนที่โรงเรี ยนตังอยูในชุมชน
        อื่น ๆ
                         ุ
    3.6 จัดให้ บริการแก่ชมชน
4. ภารกิจด้ านพัฒนาหลักสูตรและการสอน ประกอบด้ วย
                                  ้
    4.1 ช่วยเหลือในการกาหนดเปาหมายของหลักสูตร
    4.2 ช่วยทาความกระจ่างในเนื ้อหาของหลักสูตร
    4.3 จัดหาวัสดุ อุปกรณ์ เพื่อส่งเสริมการเรี ยนการสอน
    4.4 จัดการนิเทศการศึกษาภายในโรงเรี ยน
    4.5 จัดฝึ กอบรมบุคลากรเพื่อพัฒนาการสอน
    4.6 ช่วยเหลือในการประเมินผลการเรี ยน
5. ภารกิจด้ านการเงินและพัสดุ ประกอบด้ วย
    5.1 จัดทางบประมาณเงินรายได้ ของโรงเรี ยน
    5.2 จัดระบบตรวจสอบภายใน
    5.3 จัดระบบการจัดซื ้อจัดจ้ าง
    5.4 จัดระบบการพัสดุ
    5.5 จัดระบบบัญชี
6. ภารกิจด้ านอาคารสถานที่ ประกอบด้ วย
    6.1 จัดวางแผนเกี่ยวกับการใช้ อาคารสถานที่
    6.2 จัดระบบบารุงและซ่อมแซมอาคารสถานที่
    6.3 ดูแลคนงานภารโรง
    6.4 จัดระบบการจอดยานพาหนะ
7. ภารกิจด้ านอื่น ๆ ประกอบด้ วย
                                                                                                       13


                     7.1 จัดการประชุมหรื อสัมมนา
                     7.2 จัดการประชาสัมพันธ์สถานศึกษา
                     7.3 ประเมินข้ อดีข้อเสียของโปรแกรมการสอน
                             ่
                     7.4 มีสวนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรี ยน เช่น การประกวดต่าง ๆ กีฬา
                          กิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณี เป็ นต้ น
           วิโรจน์ สารัตนะ. (2546: 5-7) ได้ กล่าวว่า ผู้บริ หารส่วนใหญ่จะแสดงบทบาทออกมา
10 บทบาทย่อยภายใต้ บทบาทหลัก 3 ดังนี ้
           ก ลุ่ ม บ ท บ า ท เ ชิ ง สั ม พั น ธ์ บุ ค ค ล ( Interpersonal                            roles)
เป็ นบทบาทที่เกิดขึ ้นจากอานาจและสถานะตาแหน่งแบบทางการ เป็ นบทบาทที่ทาให้ ผ้ บริ หารเป็ น      ู
“ศูนย์รวมประสาท” (nerve center) ขององค์การประกอบด้ วย
                 1. บทบาทเป็ นสัญลักษณ์ขององค์การ (Symbolic or figurehead) ปฏิบตตาม              ัิ
ร ะ เ บี ย บ แ บ บ แ ผ น ป ร ะ เ พ ณี ห รื อ พิ ธี ก า ร ข อ ง อ ง ค์ ก า ร
                                                          ั                  ู
เช่นบทบาทของผู้บริหารโรงเรี ยนในการมอบวุฒิบตรการศึกษาแก่ผ้ จบการศึกษา เป็ นต้ น
                                                                ่
                 2. บทบาทเป็ นผู้นาองค์การ (Leader) มุงอานวยการ การจูงใจ การติดต่อสื่อสาร
และการควบคุม เพื่อให้ การดาเนินงานเป็ นไปตามแผนที่กาหนดไว้
                                                                                       ่
                 3. บทบาทเป็ นผู้สร้ างความสัมพันธ์ (Liaison) กับบุคคลหรื อกลุมบุคคลภายนอก
                                                 ่
องค์การ เพื่อให้ ได้ ข้อมูลที่เป็ นประโยชน์ตอองค์การ
           ก ลุ่ ม บ ท บ า ท เ ชิ ง ส น เ ท ศ ( Informational                                        roles)
                        ู                                                ้               ่
เป็ นบทบาทที่ทาให้ ผ้ บริหารเป็ นศูนย์กลางของข้ อมูลข่าวสารทังในฐานะผู้รับและผู้สงประกอบด้ วย
                                                                                           ้
                     1. บทบาทเป็ นผู้กากับติดตามผล (monitor) ให้ ได้ ข้อมูลข่าวสารทังภายในและ
ภายนอกเพื่อให้ เกิดประโยชน์ตอองค์การ  ่
                                                                                             ้
                     2. บทบาทเป็ นผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร (dissemination) ที่ได้ รับทังภายในและ
                   ุ
ภายนอกให้ แก้ บคลากรในองค์การ
                     3. บทบาทเป็ นผู้ประชาสัมพันธ์ (spokesperson) เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของ
องค์การต่อบุคคลภายนอกองค์การ
           ก ลุ่ ม บ ท บ า ท เ ชิ ง ตั ด สิ น ใ จ ( Decisional                                       roles)
เ ป็ น บ ท บ า ท ที่ ท า ใ ห้ ผู้ บ ริ ห า ร เ ป็ น ”นั ก ตั ด สิ น ใ จ ” ( decisional              maker)
                                    ่
อันสืบเนื่องจากบทบาทสองกลุมแรกประกอบด้ วย

                                                          ่
               1. บทบาทเป็ นผู้ประกอบการ (entrepreneur) มุงริเริ่มสร้ างสรรค์ให้ เกิดสิ่ง
ใหม่ๆ ในองค์การอยูเ่ สมอ
                                                                                                            14


                         2. บทบาทเป็ นผู้ขจัดสิ่งก่อกวน (disturbance handler) โดยแก้ ปัญหาเมื่อ
องค์การเผชิญสิ่งรบกวนที่ไม่คาดหวังอย่างฉับไวและได้ ผล
                                      ั                                          ่
                         3. บทบาทผู้จดสรรทรัพยากร (allocated) ให้ แก่สวนต่างๆในองค์การ
                         4. บทบาทเป็ นนักเจรจาต่อรอง (negotiator) กับบุคคลอื่นหรื อองค์การอื่น
                                  ่
เพื่อให้ ได้ สิ่งที่เป็ นประโยชน์ตอองค์การ
             ผกา แสงสุวรรณ. (2535: 8-10) ได้ กล่าวถึงบทบาทของผู้บริหารไว้ 17 บทบาท ดังนี ้
                    1. บทบาทเป็ นผู้กาหนดทิศทาง (Direction Setter) หมายถึง ผู้บริหารต้ องเป็ น
ผู้ร่วมกาหนดวางนโยบายและทิศทางในการดาเนินงานของสถานศึกษาเพื่อให้ ไปสู่จดเปาหมายที่ตั ้           ุ ้
งไว้
                    2. บทบาทความเป็ นผู้นาและกระแสกระตุ้นความเป็ นผู้นา (Leader Catalyst)
ห                          ม                   า                    ย                     ถึ                   ง
ผู้บริหารต้ องเป็ นผู้นาในด้ านต่างๆที่เกี่ยวข้ องกับการศึกษาและสถานศึกษาและเป็ นผู้โน้ มน้ าวให้ บุ
                 ่          ั
คลากรที่อยูภายใต้ บงคับบัญชามีแนวโน้ มตามได้
                                                                                     ั
                    3. บทบาทเป็ นนักวางแผน (Planner) ผู้บริหารต้ องเป็ นผู้ร้ ูจกการวางแผนทังในระยะ  ้
สั ้น แ ล ะ ร ะ ย ะ ย า ว ซึ่ ง แ ล้ ว แ ต่ กิ จ ก ร ร ม ด้ า น ต่ า ง ๆ ว่ า ค ว ร จ ะ ว า ง แ ผ น อ ย่ า ง ไ ร
และต้ องร่วมมือกับบุคลากรทุกฝ่ ายภายในสถานศึกษานันๆเป็ นอย่างดี  ้
                                          ั
                    4. บทบาทเป็ นผู้ตดสินใจ (Decision Maker) ผู้บริหารจะต้ องเป็ นผู้กาหนด
โครงสร้ างการบริหารและตัดสินใจในการทากิจการงานต่างๆในสถานศึกษา
                    5. บทบาทเป็ นนักจัดองค์การ (Organization) ผู้บริหารจะต้ องเป็ นผู้กาหนด
โครงสร้ างการบริหารงานต่างๆ ในสถานศึกษา
                                        ั
                    6. บทบาทเป็ นผู้จดการเปลี่ยนแปลง (Change Manager) ผู้บริหารต้ องเป็ นผู้นา
         ั
และรู้จกการเปลี่ยนแปลงด้ านต่างๆเกี่ยวกับการศึกษาและสถานศึกษาให้ ดีขึ ้นและรู้จกโน้ มน้ าวจิต     ั
ใจของบุคลากรภายในสถานศึกษาให้ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ดีนนด้ วย                ั้
                    7. บทบาทเป็ นผู้ประสาน (Coordinator) ผู้บริหารจะต้ องเป็ นผู้ประสานงานที่ดีทง้ั
ภายในสถานศึกษาของตนเองและประสานงานต่างๆกับสถานศึกษาและองค์กรอื่นๆ ด้ วย
                                                                                               ุ
                    8. บทบาทผู้เป็ นผู้สื่อสาร (Communicator) ผู้บริหารจะต้ องเป็ นผู้ที่บคลากรทัง้
ภายในสถานศึกษาและภายนอกสถานศึกษาสามารถติดต่อสื่อสารได้ โดยไม่แบ่งระดับหรื อชนชัน                            ้
                    9. บทบาทเป็ นผู้แก้ ความขัดแย้ ง (Conflict Manager) ผู้บริหารจะต้ องคอยเป็ นผู้
ปั ญหา เมื่อบุคลากรภายในสถานศึกษาเกิดความขัดแย้ งกันหรื อต่างสถาบันที่เกิดความขัดแย้ งกัน

                                                                                ั
               10. บทบาทเป็ นผู้แก้ ปัญหา (Problem Manager) ผู้บริหารจะต้ องรู้จกและคอย
                                                                                                                15


แ ก้ ปั ญ ห า ต่ า ง ๆ อ ย่ า ง เ ป็ น ธ ร ร ม
                                    ่ ้
เมื่อเกิดการขัดแย้ งกันขึ ้นไม่วาทังภายในสถานศึกษาตนเองหรื อต่างสถานศึกษาก็ตาม
                                           ั
                 11. บทบาทเป็ นผู้จดระบบงาน (System Manager) ผู้บริหารจะต้ องเป็ นผู้นาใน
                              ั
การจัดระบบงานและรู้จกการพัฒนาสถานศึกษาให้ ดียิ่งขึ ้น
                 12. บทบาทเป็ นผู้บริหารการเรี ยนการสอน (Instructional Manager) ผู้บริหาร
จ ะ ต้ อ ง เ ป็ น ผู้ น า ท า ง วิ ช า ก า ร โ ด ย เ ฉ พ า ะ ก า ร เ รี ย น รู้ เ กี่ ย ว กั บ ห ลั ก สู ต ร
หรื อวิชาต่างๆที่จะทาการเรี ยนการสอน ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการกาหนดขึ ้นมาใหม่เป็ นอย่างดี
และต้ องเรี ยนรู้การจัดการเรี ยนการสอนและการบริหารงานหลักสูตรในสถานศึกษา
                 13. บทบาทเป็ นผู้บริหารงานบุคคล (Personal Manager) ผู้บริหารจะต้ องรู้จกการ                ั
                                                      ั
เลือกสรรหาบุคลากรให้ เหมาะสมกับงาน รู้จกการรักษาและพัฒนาบุคลากรในสถานศึกษา
                 14. บทบาทเป็ นผู้บริหารทรัพยากร (Resource Manager) ผู้บริหารจะต้ องรู้จกการ                  ั
น า เ อ า ท รั พ ย า ก ร ทั ้ ง ท รั พ ย์ สิ น                                                    สิ่ ง ข อ ง
                                                                                         ั
และบุคคลมาใช้ ให้ เกิดประโยชน์และทาให้ เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงและรู้จกเทคนิควิธีการใช้ ที่ดี
                 15. บทบาทเป็ นผู้ประเมิน (Appraiser Manager) ผู้บริหารจะต้ องมีการประเมินผล
ของการด าเนิ น งานต่ า งๆที่ ไ ด้ ท าไปแล้ ว เพื่ อ จะได้ รู้ ว่ า สิ่ ง ที่ ด าเนิ น การไปแล้ วดี ห รื อ ไม่
จ ะ ไ ด้ ด า เ นิ น ก า ร ต่ อ ไ ป ถ้ า เ ป็ น ผ ล ดี
และเปลี่ยนแปลงวิธีการใหม่ถ้าการดาเนินการนันเกิดการผิดพลาด้
                 16. บทบาทเป็ นประธานในพิธี (Ceremonial head) ผู้บริหารจะต้ องเป็ นผู้นา
                                                ้
ทางด้ านการจัดงานและพิธีการต่างๆทังในสถานศึกษาของตนเองและนอกสถานศึกษาเมื่อได้ รับเชิ
ญมาอย่างเป็ นพิธีการ
                                                             ั
                 17. บทบาทเป็ นผู้สร้ างความสัมพันธ์กบชุมชน (Public Realtor) ผู้บริหารจะต้ อง
เป็ นผู้ น าและมี ค วามคิ ด สร้ างสรรค์ ใ นการสร้ างความสั ม พั น ธ์ กั บ หน่ ว ยงานภายนอก
รู้ จั ก ก า ร ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ์
                                     ั
การติดต่อประสานงานและรู้จกการให้ บริการวิชาการแก่หน่วยงานต่างๆที่ต้องการ
            ผู้ บ ริ ห า ร นั บ ไ ด้ ว่ า เ ป็ น บ ท บ า ท ห น้ า ที่ มี่ ค ว า ม ส า คั ญ ที่ สุ ด ใ น อ ง ค์ ก า ร
เพราะว่าบทบาทดังกล่าวมีอิทธิพลต่อองค์การ โดยส่วนรวมยิ่งกว่าบทบาทใดๆจนอาจกล่าวได้ ว่า
                                                                                       ั
ความเจริญก้ าวหน้ าหรื อความเสื่อมขององค์การหรื อหน่วยงานใดขึ ้นอยู่กบบทบาทของผู้ บริ หารเป็
น                               ส                          า                          คั                          ญ
บทบาทของผู้บริหารในสถานศึกษาจึงแตกต่างไปจากของผู้บริ หารในองค์การหรื อหน่วยงานอื่นอยู่
บ้ า ง แ ล ะ ใ น ฐ า น ะ ที่ ผู้ บ ริ ห า ร เ ป็ น เ ส มื อ น จุ ด ศู น ย์ ก ล า ง
                                                                                                             16


แ ล ะ ต้ อ ง รั บ ผิ ด ช อ บ ร ะ ดั บ สู ง ข อ ง อ ง ค์ ก า ร ห รื อ ใ น ง า น ที่ บ ริ ห า ร อ ยู่
ภาระหน้ าที่ของผู้บริหารจึงมีมากมาย



            หน้ าที่ของผู้บริหารโรงเรี ยน
                 ระบบบริ หารการศึ ก ษาของไทย การพิ จ ารณาภาระหน้ าที่ ข องผู้ บริ หาร
ส า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ข้ า ร า ช ก า ร ค รู ( ก . ค . )
       ั
ได้ จดทามาตรฐานกาหนดตาแหน่งผู้บริหารการศึกษาและลักษณะงานที่ต้องปฏิบติในการดารงตา              ั
แหน่ง ทุกตาแหน่ง ไว้ แล้ ว เช่น ตาแหน่ง อาจารย์ ใหญ่ ในสถานศึกษามี ภ าระหน้ าที่ ดัง ต่อไปนี ้
(สานักงานคณะกรรมการข้ าราชการครู. 2540: 8-9)
                     1. วางแผนการปฏิบตงาน   ัิ
                     2. กาหนดหน้ าที่และวิธีการดาเนินงานบุคลากรในสถานศึกษา
                     3. ค ว บ คุ ม ดู แ ล แ ล ะ ติ ด ต า ม ผ ล ก า ร ด า เ นิ น ง า น ด้ า น วิ ช า ก า ร เ ช่ น
การเรี ยนการสอนและการฝึ กอบรม
                     4. จัด ท าระเบีย บและวัดผลการศึก ษาให้ เ ป็ นไปตามหลักสูต รแผนการสอน
                   ้
โครงการสอนทังวิชาสามัญและวิชาชีพ
                     5. จั ด โ ป ร แ ก ร ม ก า ร เ รี ย น
   ่                                      ุ
คูมือประกอบการเรี ยนการสอนวัสดุอปกรณ์การศึกษา
                     6. จัดบริการแนะแนว ห้ องสมุดและสื่อทางการศึกษาให้ ใช้ ได้ ในสถานศึกษา
                     7                                                                                          .
            จัดฝึ กอบรมและให้ คาแนะนาเพื่อส่งเสริมวิชาชีพให้ สอดคล้ องกับความต้ องการของประช
าชนและท้ องถิ่น
                     8. ควบคุ ม ดู แ ลงานธุ ร การหรื องานบริ ห ารทั่ ว ไปของสถานศึ ก ษา เช่ น
                                        ั
อาคารสถานที่ การเงิน พัสดุ ครุภณฑ์ ทะเบียนและเอกสารให้ เป็ นไปตามระเบียบ
                     9. ควบคุมดูแล ปกครอง จัดระบบงานในสถานศึกษา
                     10. กาหนดลักษณะงาน มอบหมายงานให้ เหมาะสมกับความรู้ความสามรถ
                     11. ติด ตามให้ ค าปรึ ก ษา แก้ ปั ญ หาและนิ เ ทศ บัง คับ บัญ ชาครู อาจารย์
                                                                ัิ
นักเรี ยน นักศึกษา ตลอดจนหน้ าที่อื่นๆ ให้ สามารถปฏิบตตามหน้ าที่อย่างถูกต้ องครบถ้ วน
                     12. ดู แ ลสวั ส ดิ ภ าพความเป็ นอยู่ ข องนั ก เรี ยน นั ก ศึ ก ษา ครู อ าจารย์
ผู้เข้ ารับการฝึ กอบรมและเจ้ าหน้ าที่อื่นๆ
                                                                             ั
                     13. ติดตามประสานงานสร้ างเสริมความสัมพันธ์กบประชาขนในท้ องถิ่น
                                                                                                              17


                        14. วิเ คราะห์ วิจัยและประเมิ นผลงาน รวบรวมข้ อมูล และจัดทาสถิ ติต่างๆ
เพื่อปรับปรุงคุณภาพด้ านการศึกษา
                        15. น า เ ท ค นิ ค แ ล ะ วิ ธี ก า ร ใ ห ม่ ๆ
                      ้
ทางการศึกษาทังวิชาสามัญและวิชาชีพมาใช้ และเผยแพร่และพัฒนาสถานศึกษาให้ ได้ มาตรฐานแ
ละเป็ นที่นิยมของประชาชน
                        16. เ ข้ า ร่ ว ม ป ร ะ ชุ ม ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ต่ า ง ๆ ต า ม ที่ ไ ด้ รั บ แ ต่ ง ตั ้ง
                   ัิ
ตลอดจนปฏิบตหน้ าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้ อง
                                                           ้
            สาหรับตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรี ยนนัน สานักงานคณะกรรมการข้ าราชการครู (ก.ค.)
ได้ กาหนดลักษณะงานที่กาหนดหน้ าที่อื่นๆ กับตาแหน่งอาจารย์ใหญ่ มีต่างกันเล็กน้ อย เช่น
เพิ่ ม ข้ อความข้ อ 6 ว่ า “และสามารถเผยแพร่ เ ป็ นตัว อย่ า งได้ ” เพิ่ ม ข้ อความข้ อ 14 ว่ า
“และพัฒ นาสถานศึ ก ษาให้ เป็ นที่ นิ ย มของประขาชน” เพิ่ ม ลัก ษณะงานอี ก อย่ า งหนึ่ ง คื อ
“จัดกิจกรรมและส่งเสริมการประกอบอาชีพของประขาขนให้ เป็ นไปตามนโยบายของรัฐบาล
            ผู้บริ หารสถานศึกษาในฐานะผู้มีตาแหน่งเป็ นหัวหน้ าทีในการจัดการศึกษาในโรงเรี ยน
ตามพระราชกฤษฎี กาว่าด้ วยระเบียบข้ าราชการครู พ.ศ. 2520 ให้ ไว้ ณ วันที่ 19 ตุลาคม
2520 ก าหนดต าแหน่ ง ไว้ ในมาตรา 4 (ข) ให้ มี ห น้ าที่ บริ หารและให้ การศึ ก ษา
โดยก าหนดต าแหน่ ง ไว้ เป็ นครู ใ หญ่ อาจารย์ ใ หญ่ และผู้ อ านวยการโรงเรี ย น (นพพงษ์
บุญจิตราดุล. 2540: 97)
            ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ข้ า ร า ช ก า ร ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร
ได้ กาหนดการบริ หารงานในฐานะหัวหน้ าสถานศึกษาในสถานศึกษา ซึ่งมีหน้ าที่ความรับผิดชอบ
ปริ ม าณงานและคุณ ภาพของงานสูง มากเป็ นพิเศษ และปฏิ บัติหน้ าที่ อื่ นตามที่ ไ ด้ ม อบหมาย
(คณะกรรมการข้ าราชการกรุงเทพมหานคร. 2545: 1) ได้ กาหนดไว้ ดงนี ้                ั
                                                 ัิ
                        1. วางแผนการปฏิบตงาน กาหนดหน้ าที่และวิธีดาเนินงานของบุคลากรใน
                        2. สถานศึกษา ควบคุม ดูแลและติดตามผลการดาเนินงานด้ านวิชาการ เช่น
                            ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น แ ล ะ ฝึ ก อ บ ร ม
                            จัดทาระเบียนและวัดผลการศึกษาให้ เป็ นไปตามหลักสูตร แผนการสอน
                                               ้
                            โครงการสอนทังวิชาสามัญและวิชาชีพ
                        3. จั ด โ ป ร แ ก ร ม ก า ร เ รี ย น คู่ มื อ ป ร ะ ก อ บ ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น
                                     ุ
                            วัสดุอปกรณ์การศึกษา
                        4. จัดบริ การแนะแนวห้ องสมุดและสื่อทางการศึกษาให้ ใช้ ไ ด้ ในสถานศึกษา
                            และสามารถเผยแพร่เป็ นตัวอย่างได้
                        5. จัดฝึ กอบรมวิชาชีพให้ สอดคล้ องกับความต้ องการของท้ องถิ่น
                                                                                           18


                6. ควบคุ ม ดู แ ลงานธุ ร การหรื องานบริ หารทั่ ว ไปของสถานศึ ก ษา เช่ น
                    อ า ค า ร ส ถ า น ที่ ก า ร เ งิ น พั ส ดุ ค รุ ภั ณ ฑ์
                    ทะเบียนและเอกสารให้ เป็ นไปตามระเบียบ
                7. ควบคุมดูแล ปกครอง จัดระบบงานในสถานศึกษา กาหนดลักษณะงาน
                    มอบหมายงานให้ เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ ติดตามให้ คาปรึ กษา
                    แก้ ไขปั ญ หาและนิ เ ทศ บัง คับ บัญ ชาครู อาจารย์ นั ก เรี ย น นัก ศึ ก ษา
                                                          ั
                    ตลอดจนเจ้ าหน้ าที่อื่นให้ สามารถปฏิบติงานตามหน้ าที่อย่างถูกต้ องครบถ้ วน
                    ดูแ ลสวัส ดิ ภ าพและความเป็ นอยู่ ข องนัก เรี ย น นัก ศึ ก ษา ครู อาจารย์
                    และเจ้ าหน้ าที่อื่น
                                           ั
                8. สร้ างความสัมพันธ์กบผู้ปกครองและประชาชนในท้ องถิ่น จัดกิจกรรม และ
                    ส่งเสริมการประกอบอาชีพของประชาชนให้ เป็ นไปตามนโยบายของรัฐบาล
                                  ั
                9. วิเคราะห์ วิจย และรวบรวมข้ อมูล
                10. จั ด ท า ส ถิ ติ ต่ า ง ๆ น า เ ท ค นิ ค แ ล ะ วิ ธี ก า ร ใ ห ม่ ๆ
                    ทางการศึกษามาใช้ เผยแพร่เพื่อปรับปรุงคุณภาพทางการศึกษาของสถานศึ
                    กษา พัฒนาสถานศึกษาให้ เป็ นที่นิยมของประชาชน
                11. เ ข้ า ร่ ว ม ป ร ะ ชุ ม กั บ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ต่ า ง ๆ
                                         ้       ัิ
                    ตามที่ได้ รับแต่งตังและปฏิบตการสอนและอบรมวิชาสามัญหรื อวิชาชีพในสา
                    ขาใดสาขาหนึ่ ง หรื อ หลายสาขาแก่ นัก เรี ย น นัก ศึก ษา หรื อ ประชาชน
                                    ัิ
                    ตลอดจนปฏิบตหน้ าที่อื่นที่เกี่ยวข้ อง
         การแสวงหาผู้บริ หารที่มีความพร้ อมทางด้ านวุฒิภาวะ คุณลักษณะ ศักยภาพ ความรู้
                                             ์                         ้
ความสามรถทางด้ านศาสตร์ และศิ ล ป ในการบริ ห ารงาน รวมทั ง ผู้ น าที่ มี ป ระสิ ท ธิ ผ ล
จึ ง มี ค ว า ม จ า เ ป็ น ป ร ะ ก า ร ห นึ่ ง ใ ห้ ผู้ บ ริ ห า ร ที่ มี อ ยู่ เ ดิ ม
สามารถปรับปรุงปรับตนเองให้ สอดคล้ องกับการเปลี่ยนแปลงจากการปฏิรูปการศึกษาของโรงเรี ย
นฝึ กอาชีพกรุงเทพมหานครต่อไป

             ครู ผ้ ูสอน
                  พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 ได้ เขี ยนความหมายของ “ครู ” และ “ผู้ สอน”
     ั
ไว้ ดงนี ้
            ผู้สอน หมายความว่า ครู และคณาจารย์ในสถานศึกษาระดับต่างๆ
            ครู หมายความว่า บุค ลากรวิ ช าชี พ ซึ่ง ทาหน้ า ที่ ห ลัก ทางด้ านการเรี ย นการสอน
                                                                  ้
และส่งเสริมการเรี ยนรู้ของผู้เรี ยนด้ วยวิธีการต่างๆในสถานศึกษาทังภาครัฐและเอกชน
                                                                                                                19


                 ค รู ผู้ ส อ น ใ น โ ร ง เ รี ย น ฝึ ก อ า ชี พ ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร ห ม า ย ถึ ง
บุ ค ล า ก ร ที่ มี ห น้ า ที่ ส อ น แ ล ะ ฝึ ก อ บ ร ม วิ ช า ชี พ ใ ห้ แ ก่ ป ร ะ ช า ช น ทั่ ว ไ ป
                                                                               ้ ้
และประชาชนผู้ที่โอกาสทางการศึกษา ในหลักสูตรวิชาชีพระยะสัน ตังแต่ 30 – 150 ชัวโมง ได้ แก่                ่
พิ ม พ์ ดี ด คอมพิ ว เตอร์ โปรแกรมคอมพิ ว เตอร์ ซ่ อ มคอมพิ ว เตอร์ เครื่ องเสี ย ง โทรทั ศ น์
                                                         ้               ้
วีดีโอเทปและคอมแพคดิสก์ เดินสายและติดตังอุปกรณ์ไฟฟา เครื่ องทาความเย็นและปรับอากาศ
                          ้                           ้
ซ่ อ มเครื่ องใช้ ไฟฟ า และเครื่ องกลไฟฟ า เครื่ องยนต์ เ บนซิ น เครื่ องยนต์ เ บนซิ น หั ว ฉี ด
เครื่ อ งยนต์ ดี เ ซล เครื่ อ งจัก รยานยนต์ เครื่ อ งยนต์ เ ล็ ก เครื่ อ งล่า งรถยนต์ และไฟฟ ารถยนต์      ้
                                          ้
ตัด เย็ บ กระโปร่ ง สตรี ตัด เย็ บ เสื อ สตรี ตัด เย็ บ กางเกงสตรี ตัด เย็ บ ชุด ติ ด กัน ตัด เย็ บ ชุด เด็ ก
               ้                      ้
สร้ างแบบเสือผ้ า ตัดเย็บเสือผ้ าอุตสาหกรรม ตัดเย็บกางเกงชาย ตัดเย็บสูทสตรี ตัดเย็บชุดไทย
ตัดผมชาย ซอยผม ม้ วนผม เกล้ าผม แต่งหน้ า แต่งเล็บ นวดตัว นวดฝ่ าเท้ า ไทยสปา อาหารไทย
                      ้
ขนม ไ ท ย คุ ก กี แ ละเค้ ก และขนมปั งและพาย การประดิ ษ ฐ์ ดอกไม้ การจั ด ดอกไม้
การทาผ้ าบาติกและมัดย้ อม เป็ นต้ น (แผนกลยุทธ์. 2548: 11)
             บทบาทและหน้ าที่ของครู
                 พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ก า ร ศึ ก ษ า แ ห่ ง ช า ติ
ในการประกอบวิชาชีพครูจะต้ องยึดถือมาตรฐานวิชาชีพครูเป็ นแนวทางการปฏิบติ ดังนี ้                ั
                      1. จั ด ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น
                            โดยยึ ด หลั ก ผู้ เรี ยนทุ ก คนมี ค วามสามารถเรี ยนรู้ และพั ฒ นาตนเอง
                            แ ล ะ ถื อ ว่ า ผู้ เ รี ย น มี ค ว า ม ส า คั ญ ที่ สุ ด
                            รวม ถึ ง จะ ต้ อง ส่ ง เส ริ มใ ห้ ผู้ เรี ยนส าม าร ถพั ฒ นา ตา มธร รม ชา ติ
                            และเต็มศักยภาพ
                                                                                          ้
                      2. จั ด ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ โ ด ย เ น้ น ค ว า ม ส า คั ญ ทั ง ค ว า ม รู้ คุ ณ ธ ร ร ม
                            กระบวนการเรี ยนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึ
                            กษา
                      3. จัดเนื ้อหาสาระ และกิจกรรมให้ สอดคล้ องกับความสนใจ และความถนัดของ
                            ผู้เรี ยน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
                      4. ฝึ กทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และประยุกต์
                                               ้
                            ความรู้มาใช้ เพื่อปองกันและแก้ ปัญหา
                      5. จัด กิ จ กรรม ให้ ผ้ ูเ รี ย นได้ เ รี ยนรู้ จากประสบการณ์ จ ริ ง ฝึ กปฏิ บัติใ ห้ ท าได้
                            คิดเป็ น ทาเป็ น และเกิดการใฝ่ รู้อย่างต่อเนื่อง
                                                                                       20


           6. จัดการเรี ยนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ
                            ั                      ้
               อย่างได้ สดส่วนสมดุลกันรวมทังปลูกฝั งคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม
               และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ ในทุกวิชา
           7. จัดบรรยากาศ สภาพแวดล้ อม สื่อการเรี ยน และอานวยความสะดวกเพื่อให้
               ผู้เรี ยนเกิดการเรี ยนรู้ และมีความรอบรู้
                                                 ุ
           8. จัดการเรี ยนรู้ ให้ เกิดขึ ้นได้ ทกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับ
               บุคลากรในชุมชน ทุกฝ่ าย
           9. จัดการประเมินผู้เรี ยน โดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรี ยน
               ความประพฤติ สังเกตพฤติกรรมการเรี ยน การร่วมกิจกรรม
                                             ่
               และการทดสอบควบคูไปในกระบวนการเรี ยนการสอน
               ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา
           10. จั             ด          ท           า       ส          า      ร         ะ
               ของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวข้ องกับสภาพปั ญหาในชุมชนและสังคมภูมิปัญญ
               า
           11. ร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่น
               เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ
               และสถาบันอื่น ส่งเสริมความเข้ มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรี ยนรู้
                                           ุ
               ภายในชุมชน เพื่อให้ ชมชนมีการจัดการศึกษา อบรม มีการแสวงหาความรู้
                                               ั
               ข้ อมูล ข่าวสาร และรู้จกเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยากรต่าง ๆ
               เพื่อพัฒนาชุมชนให้ สอดคล้ องกับสภาพปั ญหา และความต้ องการ
                        ้
               รวมทังหาวิธีการสนับสนุนให้ มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การพัฒนา
               ระหว่างชุมชน
           12. พัฒนากระบวนการเรี ยนการสอน ที่มีประสิทธิภาพ และดาเนินการวิจย เพื่อ   ั
               พัฒนาการเรี ยนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรี ยน แต่ละระดับการศึกษา
           13. พัฒนาขีดความสามารถ ในการใช้ เทคโนโลยีเพื่อกาศึกษาของผู้เรี ยน
               เพื่อให้ มีความรู้ และทักษะเพียงพอที่จะใช้ เทคโนโลยี
               เพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
           14. ปฏิบตงานัิ
                                    ั
               และประพฤติปฏิบติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพครู

สมรรถนะการบริ หารงาน
                                                                                                       21


               แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะ
                 แนวคิด เกี่ ย วกับ สมรรถนะ(Competency) ศาสตราจารย์ David McClelland
นั ก จิ ต วิ ท ยาของมหาวิ ท ยาลั ย Harvard                   เป็ นผู้ ริ เริ่ มแนวคิ ด เกี่ ย วกั บ สมรรถนะ
โ ด ย พั ฒ น า แ บ บ ท ด ส อ บ ท า ง บุ ค ลิ ก ภ า พ เ พื่ อ ศึ ก ษ า ว่ า
                                         ้ ั                  ั
บุคคลทางานอย่างมีประสิทธิภาพนันมีทศนคติและนิสยอย่างไรและได้ ใช้ ความรู้ในเรื่ องนี ้ช่วยแก้ ปั
ญ ห า ก า ร คั ด เ ลื อ ก บุ ค ค ล ใ ห้ กั บ ห น่ ว ย ง า น ข อ ง รั ฐ บ า ล ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า
ได้ แก่ปัญหากระบวนการคัดเลือกที่เน้ นการวัดความถนัดที่ทาให้ คนผิวดาและชนกลุ่มน้ อยอื่นๆ
ไ ม่ ไ ด้                       รั บ ก า ร คั ด เ ลื อ ก
                                                                ั              ั
และปั ญหาผลการทดสอบความถนัดที่มีความสัมพันธ์กบการปฏิบติงานน้ อยมาก(ซึ่งแสดงว่าผลก
า ร ท ด ส อ บ ไ ม่ ส า ม า ร ถ ท า น า ย ผ ล ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น ไ ด้ )
       ้
อีกทังยังได้ เก็บข้ อมูลของกลุ่มที่มีผลงานโดดเด่นและผู้ที่ไม่ได้ มีผลงานโดดเด่นด้ วยการสัมภาษณ์
ซึ่ ง พ บ ว่ า ส ม ร ร ถ น ะ เ กี่ ย ว กั บ ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ข้ อ แ ต ก ต่ า ง
ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม เ ป็ น ปั จ จั ย ที่ มี ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั บ ผ ล ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น
                                                                           ้
ไม่ ใ ช่ ก ารทดสอบด้ ว ยแบบทดสอบความถนัด นอกจากนี บ ทความเรื่ อ ง Testing for
C0mpetence Rather than for Intelligence ของ McClelland ที่ ตีพิม พ์ ในปี 1973
ไ ด้ รั บ ก า ร ก ล่ า ว ถึ ง อ ย่ า ง ก ว้ า ง ข ว า ง แ ล ะ เ ป็ น จุ ด เ ริ่ ม ต้ น ข อ ง ก า ร พั ฒ น า
ส ม ร ร ถ น ะ ใ ห้ เ ป็ น อี ก ท า ง เ ลื อ ก ห นึ่ ง
นอกเหนือไปจากการวัดเชาวน์ปัญ ญาและใช้ กันต่อๆมาจนถึงทุกวันนี ้ (รัตนาภรณ์ ศรี พ ยัคฆ์ .
2548: 65)
                                                                                 ้
            แนวคิ ด เรื่ อ งสมรรถนะมัก มี ก ารอธิ บ ายด้ ว ยโมเดลภู เ ขาน า แข็ ง (Iceberg Model)
ซึ่งอธิบายว่าความแตกต่างระหว่างบุคคลเปรี ยบเทียบได้ กับภูเขาน ้าแข็ง โดยมีส่วนที่เ ห็นได้ ง่าย
                                                    ้
และพัฒ นาได้ ง่ า ยคื อ ส่ว นที่ ล อยอยู่เ หนื อน านั่นคื อองค์ค วามรู้ และทัก ษะต่า งๆ ที่ บุคคลมี อ ยู่
แ ล ะ ส่ ว น ใ ห ญ่ ที่ ม อ ง เ ห็ น ไ ด้ ย า ก อ ยู่ ใ ต้ ผิ ว น ้ า ไ ด้ แ ก่ แ ร ง จู ง ใ จ อุ ป นิ สั ย
ภ า พ ลั ก ษ ณ์ ภ า ย ใ น แ ล ะ บ ท บ า ท ที่ แ ส ด ง ต่ อ สั ง ค ม
             ่
ส่วนที่อยูใต้ น ้านี ้มีผลต่อพฤติกรรมในการทางานของบุ คคลอย่างมากและเป็ นส่วนที่พฒนาได้ ยาก         ั
                                 ้             ้
อธิ บ ายในตัว แบบภู เ ขาน า แข็ ง คื อ ทัง ความรู้ ทั ก ษะ ความสามารถ เป็ นส่ ว นที่ อ ยู่ ใ ต้ น า       ้
                                       ่                   ้
และคุณลักษณะอื่นๆเป็ นส่วนที่อยูใต้ น ้าของบุคคลนันๆ (รัตนาภรณ์ ศรี พยัคฆ์. 2548: 70)
                                                                                                              22


               ภาพโมเดลภูเขานาแข็ง (McClelland)
                             ้
                                                                                     ความเชี่ยวชาญพิเศษในด้านต่
                                                                                                 างๆ
      ข้อมูลความรู ้ที่บุคคลมีในสา            องค์ความรู้และ
               ขาต่างๆ                        ทักษะต่างๆ




 บทบาทที่บุคคลแสดงออกต่อ
                                        บทบาทที่แสดงออกต่ อสังคม                       ความรู ้สึกนึกคิดเกี่ยวกับเอกลั
              ้
            ผูอื่น
                                            (Social Role)                                  กษณ์และค่าของคน
                                     ภาพลักษณ์ ภายใน(Self-image)

                                             อุปนิสัย (Traits)                          จินตนาการแนวโน้ม วิธีคิด
    ความเคยชินพฤติกรรมซ้ าๆใ
                                             แรงผลักดันเบืองลึก
                                                          ้                                             ั
                                                                                                วิธีปฏิบติตน
     นรู ปแบบใดรู ปแบบหนึ่ง
                                                                                       อันเป็ นโดยธรรมชาติของบุค
                                                                                                     คล
                                                                                                    ่
          เกริกเกียรติ ศรี เสริมโภค. (2546: 11-12) ได้ กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวสมรรถนะ(Competency) ไว้ วา การพัฒนา
    ภาพประกอบที่ 3 ภาพโมเดลภูเขาน ้าแข็ง (Iceberg Model)
     ที่มา: สานักงานคระกรรมการข้ าราชการพลเรื อน. (2548). สมรรถนะของข้ าราชการ หน้ า 66.

             ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ร ะ ดั บ สู ง
แบบทดสอบดังกล่าวถูกนามาทดลองใช้ กับการสรรหาบุคลากรให้ กับองค์กรข่าวสารของอเมริ กา
(The United State Information Agency, USIA) เพื่อประจาตามสานักงานทัวโลก                                     ่
วิ ธี ก า ร ด า เ นิ น ก า ร พั ฒ น า ค ว า ม ส า ม า ร ถ เ ชิ ง ส ม ร ร ถ น ะ ข อ ง ศ า ส ต ร า จ า ร ย์ เ ด วิ ด
แ ม ค เ ค น แ ล น เ ริ่ ม จ า ก ก า ร สั ม ภ า ษ ณ์ ผู้ อ า น ว ย ก า ร ฝ่ า ย บุ ค ล า ก ร ข อ ง USIA
รวมไปถึ ง ผู้บ ริ ห ารระดับ สูง เพื่ อ ให้ ร ะบุถึ ง จ านวนพนัก งาน 2                     กลุ่ม ในองค์ ก ร คื อ
                                ัิ                    ่          ัิ
เจ้ าหน้ าที่ที่มีผลการปฏิบตงานยอดเยี่ยมกับกลุมที่ปฏิบตงานได้ แต่อาจจะไม่สามารถปฏิบติงานได้             ั
อ ย่ า ง ย อ ด เ ยี่ ย ม ใ น ขั ้ น ต่ อ ม า ศ า ส ต ร า จ า ร ย์ เ ด วิ ด
แมคเคนแลนและทีมงานของเขาได้ ทาการสัมภาษณ์ พนักงานทังสองกลุ่ม จานวน 50 คน     ้
เพื่ออธิบายว่างานใดเกินมาตรฐานหรื อยอดเยี่ยมมาก

         จ า ก ก า ร พั ฒ น า ร ะ บ บ ค ว า ม ส า ม า ร ถ เ ชิ ง ส ม ร ร ถ น ะ ใ น ยุ ค เ ริ่ ม ต้ น
                         ้
เพื่อการสรรหาบุคลากรนัน ต่อมาก็ได้ มีการนาระบบความสามารถเชิงสมรรถนะ (Competency
                                                                                                            23


System) มาประยุ ก ต์ ใ ช้ กั บ แง่ มุ ม ต่ า งๆของการบริ ห ารทรั พ ยากรบุ ค คลทั ง ในหน่ ว ยงาน  ้
                                     ้
ภาครัฐและเอกชนมากขึ ้น ดังนันจะพบว่าระบบบริหารความสามารถเชิงสมรรถนะมีพฒนาการมา                       ั
30                                                   ก ว่ า ปี ถ้ า พิ จ า ร ณ า ใ น แ ง่ มุ ม ทั่ ว ไ ป
                      ้
อาจจะพบเรื่ องนี มี ม านานแล้ วแต่ในความเป็ นจริ ง ในมุม มองของทางวิช าการและการจัดการ
ถื อ ว่ า มี อ า ยุ ไ ม่ ม า ก นั ก
เพราะองค์ความรู้ของระบบความสามารถเชิงสมรรถนะยังต้ องมีการศึกษาและวิจยในเชิงกว้ างแล            ั
                                           ั
ะลึกอีกามก ซึ่งเรามักพบว่า งานวิจยที่ได้ เป็ นงานอ้ างอิงหลัก ก็คือ Competence at W0rk
(spencer; & spencer, 1993: 325)
             โ ด ย เ ฉ พ า ะ ใ น ส่ ว น ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย เ อ ง
ก ร ะ บ ว น ก า ร วิ จั ย แ ล ะ พั ฒ น า เ กี่ ย ว กั บ ค ว า ม ส า ม า ร ถ เ ชิ ง ส ม ร ร ถ น ะ
                                                                            ่
มีความจาเป็ นอย่างสูงมากเพราะเท่าที่ผ่านมาประเทศไทยมักไม่คอยให้ ความสาคัญและมีการศึก
ษ า อ ย่ า ง จ ริ ง จั ง เ ร า มั ก จ ะ น า อ ง ค์ ค ว า ม รู้ ม า จ า ก ป ร ะ เ ท ศ ต ะ วั น ต ก ส่ ว น ใ ห ญ่
ไ ม่ ใ ช่ เ ฉ พ า ะ เ รื่ อ ง ค ว า ม ส า ม า ร ถ เ ชิ ง ส ม ร ร ถ น ะ เ ท่ า นั ้ น
             ั
แต่การวิจยกระบวนการบริหารจัดการแบบอื่นก็ไม่ปรากฏเป็ นรูปธรรมเท่าที่ควร
             การบริ ห ารความสามารถเชิ ง สมรรถนะ (Competencies) ในความเป็ นจริ ง แล้ ว คื อ
เ ค รื่ อ ง มื อ ใ น ก า ร บ ริ ห า ร ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ( Performance                               Management)
ป ร ะ เ ภ ท ห นึ่ ง โ ด ย มี จุ ด มุ่ ง ห ม า ย คื อ
ทาอย่างไรองค์กรจึงจะสามารถดึงศักยภาพและความสามารถที่ซ่อนเร้ นของบุคลากรมาใช้ ในเชิงก
า ร เ พิ่ ม ผ ล ผ ลิ ต ห รื อ ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ข อ ง ง า น โ ด ย มี ห ลั ก พื น ฐ า น ที่ ส า คั ญ ก ล่ า ว คื อ
                                                                              ้
                                  ้
จะต้ อ งเป็ นผลประโยชน์ เ กื อ กู ล กัน ระหว่ า งองค์ ก รและบุ ค ลากร นั่น เอง ซึ่ ง หมายความว่ า
อ ง ค์ ก ร ไ ด้ ป ร ะ โ ย ช น์ จ า ก ผ ล สั ม ฤ ท ธิ์ ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น ข อ ง บุ ค ล า ก ร
                                                          ัิ
ในขณะเดียวกันบุคลากรก็เข้ าใจกระบวนการปฏิบตงานและรับรู้ว่าควรจะต้ องพัฒนาตนเองอย่างไ
รเพื่อให้ เกิดความก้ าวหน้ าในหน้ าที่การงานและการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบตงานด้ วย           ัิ

         ความหมายของสมรรถนะ
             ร า ช บั ณ ฑิ ต ย ส ถ า น                                                 (2525)
ได ให ความหมายของสมรรถนะเอาไว ว าหมายถึงความสามารถในการปฏิบติงานในหน              ั
   าที่ให มีมาตรฐานเป นที่ยอมรับได
             ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ส ม ร ร ถ น ะ ( Competency)
สมรรถนะมี ค วามหมายตามพจนานุก รมว่า ความสามารถ หรื อ สมรรถนะ ในภาษาอัง กฤษ
มีคาที่มีความหมายคล้ ายกันอยู่หลายคา ได้ แก่ Capability, ability, proficiency, expertise, skill,
                                                                                                          24


fitness โดยส านัก งานคณะกรรมการข้ าราชการพลเรื อ น ใช้ ภาษาไทยว่ า “สมรรถนะ”
แต่ในบางองค์การใช้ คาว่า “ความสามารถ” (รัชนีวรรณ วนิชย์ถนอม. 2548: 66)
            ส า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ข้ า ร า ช ก า ร พ ล เ รื อ น . ( 2548:                   67)
ไ ด้ ก า ห น ด ค า นิ ย า ม ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ส ม ร ร ถ น ะ ( Competency) ห ม า ย ถึ ง
คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่เป็ นผลมาจากความรู้ ทักษะ ความสามารถและคุณลักษณะอื่นๆ
ที่ ท าให้ บุค คลสามารถสร้ างผลงานได้ โ ดดเด่น กว่ า เพื่ อ นร่ ว มงานอื่ นๆในองค์ ก าร กล่ า วคื อ
          ุ                                                ั
การที่บคคลจะแสดงสมรรถนะใดสมรรถนะหนึ่งได้ มกจะต้ องมีองค์ประกอบของทัง ความรู้ ทักษะ        ้
ความสมารถและคุ ณ ลั ก ษณะอื่ น ๆ ตั ว อย่ า งเช่ น สมรรถนะการบริ ห ารที่ ดี ซึ่ ง อธิ บ ายว่ า
“สามารถให้ บริ การที่ผ้ ูรับบริ การต้ องการได้ ” หากขาดองค์ประกอบต่างๆ ได้ แก่ ความรู้ ในงาน
ห รื อ ทั ก ษ ะ ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง เ ช่ น อ า จ ต้ อ ง ห า ข้ อ มู ล จ า ก ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์
แ ล ะ คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง บุ ค ค ล ที่ เ ป็ น ค น ใ จ เ ย็ น อ ด ท น ช อ บ ช่ ว ย เ ห ลื อ ผู้ อื่ น แ ล้ ว
                                                                                 ู
บุคคลก็ไม่อาจจะแสดงสมรรถนะของการบริหารที่ดีด้วยการให้ บริการที่ผ้ รับบริการต้ องการได้
            สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ . (2549: 10) ได้ ให้ ความหมายของสมรรถนะ(Competency)
ห ม า ย ถึ ง ก า ร ป ร ะ พ ฤ ติ ป ฏิ บั ติ ต า ม ม า ต ร ฐ า น วิ ช า ชี พ
แ ล ะ ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น ข อ ง ค รู แ ล ะ ผู้ บ ริ ห า ร ก า ร ศึ ก ษ า จ ะ แ ส ด ง อ อ ก ถึ ง ค ว า ม รู้
ค ว า ม ส า ม า ร ถ แ ล ะ ทั ก ษ ะ ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น ซึ่ ง เ ป็ น คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ด้ า น ค ว า ม รู้
ทัก ษะและความประพฤติ ที่ จ าเป็ นต่ อ การท างานให้ ส าเร็ จ ตามบทบาทหน้ า ที่ ที่ รั บ ผิ ด ชอบ
                                                  ั
สมรรถนะจะCompetencyมีความสัมพันธ์กบผลลัพธ์ของงาน (Result)
            อานนท์ ศักดิ์วรวิ ช ญ์ . (2547: 61) ได้ ให้ คานิยามของสมรรถนะ (Competency)
หมายถึง คุณ ลักษณะของบุคคลซึ่ง ได้ แ ก่ ความรู้ ทักษะ ความสามารถ และคุณ สมบัติอื่น ๆ
อั น ไ ด้ แ ก่ ค่ า นิ ย ม จ ริ ย ธ ร ร ม บุ ค ลิ ก ภ า พ คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ท า ง ก า ย ภ า พ แ ล ะ อื่ น ๆ
ซึ่ ง จ า เ ป็ น แ ล ะ ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ ค ว า ม เ ห ม า ะ ส ม กั บ อ ง ค์ ก า ร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้ องสามารถจาแนกได้ ระหว่างผู้ที่ประสบความสาเร็ จในการทางานได้ อย่างเป็ น
เหตุเป็ นผล
            จิรประภา อัครบวร. (2549: 2) ได้ ให้ คานิยาม Competency ไว้ ว่า ตรงกับแนวทาง
Competency ในประเทศอังกฤษมากกว่าสหรัฐอเมริ กาเพราะทางอังกฤษรวมถึงประเทศยุโรปใช้
Competency เ พื่ อ ก า ห น ด ม า ต ร ฐ า น ช า ติ ด้ า น
ความสามารถในการทางานของคนที่ทางานด้ านอาชีวศึกษา (NVQ: National Vocational
Qualification) ส่วนคานิยาม Competency ในสหรัฐอเมริ กาที่ David McClelland ให้ ไว้ ในปี
              ้                                               ั
1993 นันมาจากการศึกษาบุคลากรที่มีผลการปฏิบติงานเป็ นเลิศ (Superior Employees) ซึ่ง
                                                                                                           25


Competency ประกอบด้ วย ความรู้ ทักษะ อุปนิสัย (trait) บทบาททางสังคม (Social role)
การรับรู้ตนเอง (Self-image) และแรงจูงใจ (Motive)



            เกริ ก เกี ย รติ ศรี เสริ ม โภค.(2546:21) ได้ กล่ า วว่ า ความสามารถเชิ ง สมรรถนะ
(Competencies) หมายถึง ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และความสามารถ (Abilities)
ของมนุษย์ที่แสดงผ่านพฤติกรรม (Attributes)
           Good (1973) กล าวถึ งความหมายเอาไว ว า สมรรถนะ หมายถึ ง
                                                       ั
ความสามารถในการประยุก ต เพื่ อการปฏิ บติงานได อย างพิเศษในสถานการณ ใด ๆ
และมีเทคนิคเฉพาะในแต ละเรื่ อง
           Boyatzis (1982. อ างถึงใน Robertson, Callinan and Bartram, 2002: 229)
ก ล              า ว ว              า ส ม ร ร ถ น ะ ห ม า ย ถึ ง
คุณ ลัก ษณะของบุค คลที่ ส งผลต อความส าเร็ จ ในการปฏิ บัติ ง านได เกิ น กว าปกติ
อาจเกิ ด จากอุ ป นิ สั ย                 แรงจู ง ใจ           ทั ก ษะ          เอกลั ก ษณ เฉพาะตน
บทบาททางสังคมหรื อแหล งรวมของความรู ที่นามาใช
           Webster             (1987:          200)         กล าวว า                 สมรรถนะหมายถึ ง
ก า ร มี คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ที่ จ า เ ป น ห รื อ ทั ก ษ ะ                 ก า ร แ ส ด ง ทั ก ษ ะ ที่ เ ห ม า ะ ส ม
มีความสามารถที่ชอบด วยกฎหมายหรื อคุณสมบัติ ความสามารถที่เห็นเป นหลักฐานได
           Sergiovanni                    (1991)                 ก ล า ว ว า ส ม ร ร ถ น ะ ห ม า ย ถึ ง
การแสวงหาการปฏิ บั ติ ที่ น าไปสู การส่ ง เสริ มและเพิ่ ม พู น แรงจู ง ใจภายในของคน
                                       ู
ที่ทาให เกิดประสบการณ ที่สงขึ ้นกว าระดับความจาเป็ นของการบรรลุผล
           ชาญชัย อาจิ น สมาจาร (2540) กล าวว า สมรรถนะหมายถึ ง
                                            ัิ
ความสามารถที่แสดงออกในการปฏิบตงานที่น าพอใจหรื อหมายถึงรูปแบบพฤติกรรมที่เป นจ
       ู
ริงที่ถกสังเกตได ในตัวบุคคล
           ชั ช ริ น ทร           ชวนวั น          (2547)          กล าวถึ ง สมรรถนะว าหมายถึ ง
                                                     ้
คุณลักษณะและความสามารถของบุคลากรทังหมดที่สะท อนหรื อปรากฏออกมาในรูปของพฤติ
กรรมการทางานที่มีความสัมพันธ ในเชิงเหตุและผล ก อให เกิดผลงานชันยอดที่ต องการ              ้
                                                 ิ
โดยมีพื ้นฐานมาจากความรู ทักษะ วิธีคด คุณลักษณะส วนบุคคล และแรงจูงใจ
            เ พ ร า ะ ฉ ะ นั ้น ส ม ร ร ถ น ะ จึ ง ห ม า ย ถึ ง ก ลุ่ ม ข อ ง ค ว า ม รู้ ค ว า ม ส า ม า ร ถ
ทั ก ษ ะ ที่ จ า เ ป็ น ใ น ก า ร ท า ง า น ไ ด้ อ ย่ า ง มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ แ ล ะ ป ร ะ สิ ท ธิ ผ ล
คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง บุ ค ค ล ที่ มี ผ ล ต่ อ พ ฤ ติ ก ร ร ม แ ล ะ ผ ล ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น
                                                                                                                  26


                      ้              ้
ซึ่ ง คุ ณ ลั ก ษณะนี ป ระกอบขึ น มาจาก ทั ก ษะความรู้ ความสามารถ ทั ศ นคติ บุ ค ลิ ก ภาพ
ค่ า นิ ย ม ข อ ง บุ ค ค ล ที่ มี ผ ล ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น ย อ ด เ ยี่ ย ม
ห รื อ คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ที่ ผู้ ป ฏิ บั ติ ง า น ค ว ร มี ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ใ ห้ ป ร ะ ส บ ผ ล ส า เ ร็ จ
ก า ร บ ริ ห า ร ท รั พ ย า ก ร บุ ค ค ล ก า ร บ ริ ห า ร ง า น แ ล ะ ก า ร พั ฒ น า อ ง ค์ ก า ร
เ พื่ อ ใ ห้ ส ม า ชิ ก ข อ ง อ ง ค์ ก ร ไ ด้ พั ฒ น า ต น เ อ ง
                ัิ              ั
เพื่อให้ ปฏิบตงานในปั จจุบนเกิดประสิทธิภาพตามที่องค์กรต้ องการ




       องค ประกอบของสมรรถนะ
       มีการกล าวไว เกี่ยวกับองค ประกอบของสมรรถนะในหลายแนวทางดังต อไปนี ้
       Bloom and Krathwohl (อ างถึงใน Hall and Jone, 1976: 48) ; McAshan(1981: 73
-74) ; Boyatzis (อ างถึงใน Robertson,Callinan and Bartram, 2002: 229)
ซึ่งต างกล าวถึงองค ประกอบของสมรรถนะว ามีความเกี่ยวข องกับสิ่งต างๆได แ
                               ุ ั
ก ความรู ทักษะ ทัศนคติอปนิสยและแรงจูงใจ
       สาหรับ Spencer and Spencer (1993. อ างถึงใน ศุภชัย ยาวะประภาษ, 2546:37-
44) ได จัดองค ประกอบของสมรรถนะเอาไว ส วนด วยกันคือ
       1. ลักษณะที่เป นฐานราก (Underlying Characteristic) อันประกอบด วยเหตุจงใจ    ู
ลักษณะเฉพาะ มโนภาพของตัวเอง ความรู และ ทักษะ
       2. ความเชื่อมโยงเชิงเหตุและผล (Casually Related) ดังภาพที่ 9-10
        จากทัศ นะเกี่ ย วกั บ องค ประกอบของสมรรถนะตามที่ ก ล าวมาในเบื อ งต น ้
สามารถสรุ ปเป็ นประเด็นสาคัญของแต ละองค ประกอบได แก                    ความรู   ทักษะ
และทัศนคติ ดังต อไปนี ้

       ความรู
       ความรู คื อ    ความสามารถในการพั ฒ นาสู ความเข าใจและการคิ ด
ก า ร ส ร           า ง ส ร ร ค์ ก า ร ต อ บ ส น อ ง
อันนาไปสู กิจกรรมการแก ป ญหาได อย างประสบความสาเร็ จ (McAshan,1981:
73)ค          ว          า             ม             รู        คื           อ
ความสามารถในการระลึกได ถึงเรื่ องราวต างๆที่เคยมีประสบการณ มาก อนโดยวิธีใดก็ต
                                                                                                       27


าม         ซึ่ ง แบ งกลุ มพฤติ ก รรมความรู ออกเป น                                 ความรู เฉพาะเรื่ อง
ความรู ในวิธีดาเนินการและความรู รวบยอดในเรื่ องราว (ภัทรา นิคมานนท
        สุรางค โค วตระกูล (2544: 294) ได แบ งความรู ออกเป น 2 ประเภทคือ
        1.            ค ว า ม รู ที่ เ รี ย ก ว า                     Declarative              Knowledge
หมายถึง ความรู เกี่ ยวกับความจริ ง ต างๆ เช น ความคิดรวบยอด ข อคิดเห็ น
ข อมูลข าวสาร
        2.            ค ว า ม รู ที่ เ รี ย ก ว า                     Procedural               Knowledge
หม า ย ถึ ง ค ว าม รู เ กี่ ยว กั บ วิ ธี ก า ร ท า ง า นห รื อ ป ฏิ บั ติ ง าน อ ย า ง ใ ด อ ย า ง ห นึ่ ง
  ่
ซึงแบ งออกเป น 2 ประเภทคือ
                 2.1           Pattern                  -            Recognition               Knowledge
คือความรู ที่สามารถรู จักและชี ้ได ว าความคิดรวบยอดที่ตนรับรู อยู ในพวกใด
                 2.2                            Action                Sequence                 Knowledge
            ้
คือลาดับขันของวิธีการทางานว าจะทาอะไรก่อนหลัง



         ทัศนคติ
               พร อมพรรณ              อุ ด มสิ น   (2544)    กล าวถึ ง ทั ศ นคติ ว า
เป นความรู สึกของบุคคลต อสิ่งใดสิ่งหนึ่งภายหลังจากมีประสบการณ จากสิ่งนันและเป ้
                                                                 ้
    นตัวกระตุ นให บุคคลแสดงพฤติกรรมที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร านันไปทางใดทางหนึ่งหรื อ
ในลักษณะใดลักษณะหนึง     ่
               แสงเดือน ทวี สิน (2545) กล าวถึงความหมายของทัศคติเอาไว ว าหมายถึง
ความรู สึกของบุคคลที่มีต อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความรู สึกดังกล าวอาจเกี่ยวกับ บุคคล สิ่งของ
สภาพการณ เหตุการณ เป นต น เมื่อเกิดความรู สึกบุคคลนันจะเตรี ยมพร อม ้
                                                 ่
เพื่อมีปฏิกิริยาตอบโต ไปในทิศทางใดทิศทางหนึงตามความรู สึกของตนเอง

       องค ประกอบของทัศนคติ
      ประสาท อิศรปรี ดา (2520) ; สุชา จันทร เอม (2522)
กล าวถึงทัศนคติว ามีองค ประกอบที่สาคัญอยู ส วนคือ
       1. องค ประกอบด านความรู ได แก
ความรู ความเข าใจหรื อความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งนัน้
                                                                                              28


      2. องค ประกอบด านความรู สึกหรื ออารมณ ได แก ความรู สึกพอใจ
ไม พอใจชอบ ไม ชอบ
      3.      องค ประกอบด านแนวโน มของการกระท า               ได แก
                 ุ                                     ่
ความโน มเอียงที่บคคลจะแสดงพฤติกรรมตอบโต อย างใดอย างหนึงออกมา

          ประเภทสมรรถนะ
          ศุภชัย ยาวะประภาษ (2546); ชัชริ นทร ชวนวัน (2547) แบ งสมรรถนะออกเป น 2
ประเภทคือ
          1.      สมรรถนะหลั ก              เป นสมรรถนะที่ ทุ ก คนในองค การจะต องมี
เ พื่ อ ท า ใ ห อ ง ค ก า ร ส า ม า ร ถ ด า เ นิ น ง า น ไ ด ส า เ ร็ จ ต า ม เ ป า ห ม า ย
ส ม ร ร ถ น ะ ห ลั ก นี ้ จ ะ ผู ก โ ย ง เ ข า กั บ ส ม ร ร ถ น ะ ห ลั ก ข อ ง อ ง ค ก า ร เ อ ง
                                                          ุ
โดยสมรรถนะหลักขององค การจะถ ายทอดลงไปที่บคลากรและกลายเป นสมรรถนะที่บคล                       ุ
ากร          ทุกคนในองค การต องมี
          2.                                  ส ม ร ร ถ น ะ เ ฉ พ า ะ ลั ก ษ ณ ะ ง า น
                    ุ
เป นสมรรถนะที่บคคลในที่ทางานในสายงานต องมีเพิ่มเติมจากสมรรถนะหลัก

           ณรงค วิทย แสนทอง (2547) แบ งสมรรถนะออกเป น 3 ประเภทคือ
           1.                            ส ม ร ร ถ น ะ ห ลั ก                      ห ม า ย ถึ ง
บุ ค ลิ ก ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ค น ที่ ส ะ ท อ น ใ ห เ ห็ น ถึ ง ค ว า ม รู ทั ก ษ ะ      ทั ศ น ค ติ
                         ั
ความเชื่อและอุปนิสยของคนในองค การโดยรวมที่จะช วยสนับสนุนให องค การบรรลุ
เป าหมายตามวิสยทัศน ได ั
           2. สมรรถนะเกี่ยวกับงาน หมายถึง บุคลิกของคนที่สะท อนให เห็นถึงความรู ทักษะ
ทั ศ น ค ติ                                              ค ว า ม เ ชื่ อ แ ล ะ อุ ป นิ สั ย
                                       ้
ที่ช วยส งเสริ มให บุคคลนันสามารถสร างผลงานในการปฏิบติงานในตาแหน งนันๆได  ั                ้
    สูงกว ามาตรฐาน
           3.                      ส ม ร ร ถ น ะ ส ว น บุ ค ค ล                     ห ม า ย ถึ ง
บุค ลิ ก ลัก ษณะของคนที่ ส ะท อนให เห็ น ถึ ง ความรู                ทัก ษะ ทัศ นคติ ความเชื่ อ
และอุ ป นิ สั ย ที่ ท าให บุ ค คลสามารถในการท าสิ่ ง ใดสิ่ ง หนึ่ ง ได โดดเด นกว า
      ่
คนทัวไป

        กลุ มของสมรรถนะ
                                                                                                          29


              Bloom and others (อ างถึ ง ใน Hall and Jones, 1976: 48)
ได จัดกลุ มของสมรรถนะ ออกเป น 5 กลุ มคือ
              1. สมรรถนะด านความรู ความคิด เกี่ ยวข องกับ ความรู เฉพาะด าน
ความเข าใจและ                     ความตระหนัก
              2. สมรรถนะด านความรู สึ ก เกี่ ย วข องกับ ค านิ ย ม ทัศ นคติ
ความสนใจและความซาบซึ ้ง
              3. สมรรถนะด านการทางาน เกี่ยวข องกับ การแสดงออกถึงพฤติกรรมที่ต องการ
              4.           ส ม ร ร ถ น ะ ด า น ผ ล ลั พ ธ ห รื อ ผ ล ผ ลิ ต               เ กี่ ย ว ข อ ง กั บ
ความสามารถที่แสดงให เห็นที่นามาสู การเปลี่ยนแปลง
              5.        สมรรถนะด านการวิ นิ จ ฉั ย หรื อการสื บ ค น                        เกี่ ย วข องกั บ
การมีประสบการณ ในการคาดการณ ที่เกิดผลตามที่หวังไว
              Spencer and Spencer (1993: 9 อ างถึงใน ศุภชัย ยาวะประภาษ, 2546)
ได แบ ง
สมรรถนะออกเป นกลุ มต าง ๆ ดังนี ้
              1.        สมรรถนะกลุ มการกระท าและสั ม ฤทธิ์ ผ ล                       ซึ่ ง เกี่ ย วข องกั บ
ความถูกต องความสัมฤทธิ์ผล ความคิดริเริ่ม การแสวงหาข าวสาร
              2. สมรรถนะกลุ มการบริการและช วยเหลือคนอื่น
              3.                   ส ม ร ร ถ น ะ ก ลุ ม ก า ร ใ ช อิ ท ธิ พ ล แ ล ะ ผ ล ก ร ะ ท บ
ซึ่ ง เกี่ ย วข องกั บ การใช อิ ท ธิ พ ลและผลกระทบ                        การตระหนั ก ถึ ง องค การ
การสร างสัมพันธภาพ
              4. สมรรถนะกลุ มการบริ หารจัดการ เกี่ ยวข องกับ การมุ งพัฒ นาคนอื่ น
ก า ร ชี ้ น า ก า ร ใ ช อ า น า จ ที่ มี อ ยู ต า ม ต า แ ห น ง แ ล ะ ก า ร ยื น ก ร า น
การให ความร วมมือและทางานเป นกลุ ม ภาวะ                                   การเป็ นผู นากลุ ม
              5. สมรรถนะกลุ มการรู คิ ด เกี่ ย วข องกับ การคิ ด เชิ ง วิ เ คราะห
ความคิดรวบยอดและความชานาญทางการบริหารจัดการ วิชาชีพหรื อเทคนิค
              6. สมรรถนะกลุ มประสิ ท ธิ ผ ลส วนตัว เกี่ ย วข องกับ การควบคุม ตนเอง
            ่
ความมันใจในตนเอง ความยืดหยุ น ความมุ งมันต อองค การ      ่
              จ า ก ส า ร ะ ส า คั ญ ต า ง ๆ ที่ ก ล า ว ม า เ กี่ ย ว กั บ แ น ว คิ ด ข อ ง ส ม ร ร ถ น ะ
สามารถสรุ ป ได ว า                      การแบ่ ง สมรรถนะมี อ ยู                   แนวคิ ด ด วยกั น คื อ
แนวคิดแรกแบ งออกเป น 2 ประเภทคือ สมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะงาน
ส วนแนวคิ ด ที่                  2        แบ งสมรรถนะออกเป น                       3              ประเภทคื อ
                                                                                 30


                                 ้
สมรรถนะหลัก หรื อ สมรรถนะพื น ฐาน สมรรถนะเกี่ ย วกับ งานและสมรรถนะของบุค คล
ในขณะที่ ก ารจั ด แบ งกลุ มของสมรรถนะก็ มี ลั ก ษณะเดี ย วกั น          กล าวคื อ
แนวคิ ด แรกแบ งออกเป น 5 กลุ มด วยกัน คื อ กลุ มความรู ความคิ ด
ก ลุ ม ค ว า ม รู สึ ก               ก ลุ ม ก า ร ท า ง า น        ก ลุ ม ผ ล ผ ลิ ต
กลุ มผลลัพธ หรื อผลผลิตและกลุ มการ วินิจฉัยส วนแนวคิดหลังแบ งออกเป น 6
กลุ มด วยกันคือ กลุ มการกระท าและสัม ฤทธิ์ ผ ล กลุ มบริ การและช วยเหลื อ
กลุ มการใช อิทธิพลและผลกระทบ กลุ มบริ หารจัดการ กลุ มการรู คิดและกลุ ม
ประสิทธิผลส วนตัว
        Sergiovanni                                                          (1984)
กล าวถึงสมรรถนะของผู บริหารสถานศึกษาด านการบริหารงานบุคคลเอาไว ดังนี ้
        1. ด านการนิเทศและการให คาปรึกษา
        2. การสร างทีมงาน
        3. การวางแผนความก าวหน าของบุคลากร
        4. การแก ป ญหาความขัดแย ง
        5. การสรรหาและการคัดเลือก
        6. การมอบหมายงาน
        7. การพัฒนาทีมงาน
                     ั
        8. ระเบียบวินยของนักเรี ยน
        Yeung                      and                    others             (1996)
กล าวถึงสมรรถนะของผู บริหารเกี่ยวกับการบริหารงานทรัพยากรบุคคลเอาไว ดังนี ้
        1. สมรรถนะด านการเป นผู นา
        2. สมรรถนะด านความรู ความชานาญเกี่ยวกับบุคคล
        3. สมรรถนะในการให คาปรึกษา
        Mcshane and others (2000: 437 ) เสนอแนวคิดเกี่ ยวกับสมรรถนะ 7
ประการของผู นาที่ประสบความสาเร็จเอาไว ดังนี ้
        1. แรงขับ ผู นาต องมีแรงจูงใจภายใน ที่จะมุ งไปสู การบรรลุตามเป าหมาย
        2.                             แ ร ง จู ง ใ จ สู ก า ร มี ภ า ว ะ ผู น า
เป นความต องการที่จะมีอานาจทางสังคมในการนาทีมหรื อองค การให เกิดความสาเร็ จ
ตามเป าหมาย
        3. มีความซื่อตรง ยุติธรรม มีแนวโน มที่จะนาไปสู การกระทาที่ตรงกับคาพูด
พูดจริงทาจริง
                                                                                                31


          4.     ความเชื่ อ มั่ น ในตนเอง       เป นผู น าที่ มี ค วามเชื่ อ มั่ น ในตนเอง
หรื อมีทกษะในการนาและ
        ั                          มีความสามารถทาให เกิดความสัมฤทธิ์ผล
          5. ความหลัก แหลม มี ค วามรู               ความฉลาดที่ เ หนื อ กว าระดับ ปกติ
มีความสามารถในเชิงกระบวนการเก็บรวบรวมข อมูลข าวสารที่มีอย างหลากหลาย
          6. รอบรู ในเชิงธุรกิจ เป นผู นาที่มีความเข าใจถึงสภาพแวดล อมต างๆ
ของบริษัทหรื อ                              ุ
                     องค การ มีความสุขมในการตัดสินใจมากขึ ้น
          7.                                       ฉ ล า ด ท า ง อ า ร ม ณ
ผู น าจะต องมี ค วามสามารถในการติด ตามและควบคุม อารมณ ตนเองและบุค คลอื่ น
รู จักแยกแยะและใช ข อมูลในการคิดและการกระทา

         ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
         ภ ร ณี                               กี ร ติ บุ ต ร                                (2529)
ได ให ความหมายของประสิทธิผลและประสิทธิภาพเอาไว ดังนี ้
         ป ร ะ สิ ท ธิ ผ ล                                                         ห ม า ย ถึ ง
                                                ้
ความมากน อยของการบรรลุเป าหมายทังหมดหรื อบรรลุถึงความสาเร็จในงานหลัก
         ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ                                                        ห ม า ย ถึ ง
อัต ราส วนของผลผลิ ต ต อตัว ป อนหรื อ ป จจั ย เกณฑ ของการวัด ประสิ ท ธิ ภ าพ
รวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุนหรื อทรัพย สิน (Rate of Return on Capital or Assets)
ค าใช จ ายต อหน วย ค าสูญเสียและค าสูญเปล า(Scrappage and Waste)
การใช้ ทรัพยากรที่ต่ากว าขีดความสามารถ(downtimes)
         ธงชัย สันติวงษ             ได กล าวถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพเอาไว ว า
         ป ร ะ สิ ท ธิ ผ ล                                                         ห ม า ย ถึ ง
ความสาเร็จในการที่สามารถดาเนินกิจการก าวหน าไปและสามารถบรรลุเป าหมายต าง
ๆ ที่องค การตังไว้
         ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ                                                        ห ม า ย ถึ ง
การเปรี ยบเทียบทรัพยากรที่ใช ไปกับผลที่ได จากการทางานว าดีขึ ้นอย างไร แค ไหน
ในขณะที่กาลังทางานตามเป าหมายขององค การ
         ค ว า ม ห ม า ย เ กี่ ย ว กั บ ป ร ะ สิ ท ธิ ผ ล แ ล ะ ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ที่ ก ล า ว ม า
เป นการเปรี ยบเทียบในเชิงปริ มาณหรื อผลผลิตที่คุ มค าทางเศรษฐศาสตร เป นหลัก
แต ในทางบริ หารและพฤติกรรมทางสังคมศาสตร แล วกลับให ความสนใจในประเด็นที่ต
   างกัน
                                                                                       32


        นพพงษ บุญจิตราดุลย                               กล าวถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
ตามแนวทางของ Chester I. Barnard เอาไว ว า
        ประสิทธิผล หมายถึง ความสาเร็ จตามเป าหมายที่เป นส วนรวมมิใช ส วนตัว
เป นเป าหมายขององค การ
        ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ                                                 ห ม า ย ถึ ง
ความสาเร็ จตามเป าหมายด วยความพึงพอใจของบุคคลทุกฝ ายในองค การอย างคุ
   มค าและประหยัด
        Gibson          and          Hunt           (1965:          139)      กล าวว า
ป จจัย ที่ ท าให บุค คลเกิ ด ความพึ ง พอใจอาจเกิ ด จากการจัด สรรต าแหน งที่ เ หมาะสม
ทาให เป นพลังต อการบรรลุเป าหมายขององค การหรื อลูกจ างที่เกิดความพึงพอใจ
ต อ ค ว า ม ต อ ง ก า ร ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ จ า ก เ งิ น เ ดื อ น ที่ เ ห ม า ะ ส ม
ห า ก ไ ม ใ ห ค ว า ม ส า คั ญ กั บ สิ่ ง เ ห ล า นี ้
ก็จะทาให ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบรรลุเป าหมายขององค การลดลง
        รุ ง      แก วแดง           และชัย ณรงค              สุ ว รรณสาร    (2544:    107)
เสนอแนวคิดที่น าสนใจเกี่ยวกับประสิทธิผลและประสิทธิภาพเอาไว ดังนี ้
        1.                               ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ แ ล ะ ป ร ะ สิ ท ธิ ผ ล
เ ป น ตั ว บ ง ชี ้ ค ว า ม ส า เ ร็ จ แ ล ะ ค ว า ม อ ยู ร อ ด ข อ ง อ ง ค ก า ร
ประสิทธิผลขององค การจะเกิดขึ ้นได เมื่อองค การได ดาเนินงานอย างมีประสิทธิภาพ
โดยสามารถใช ทรั พ ยากรที่ มี อ ยู อย างจ ากัด ได เหมาะสมน าไปสู ความส าเร็ จ
บรรลุผลตามวัตถุประสงค ขององค การ
        2.               เ ก ณ ฑ ห รื อ ม า ต ร ฐ า น ค ว า ม ส า เ ร็ จ ข อ ง อ ง ค ก า ร
ย อ ม แ ต ก ต า ง กั น ไ ป ต า ม ลั ก ษ ณ ะ โ ค ร ง ส ร้ า ง         ขนาด          ประเภท
และวัตถุประสงค ขององค การ
        3. ป จจัยที่ นาไปสู ความส าเร็ จ หรื อความล มเหลวของแต ละองค การ
ย อมแตกต างกันไป ความพึง พอใจขององค ประกอบที่ ส าคัญขององค การ คื อ
ค น ห รื อ พ นั ก ง า น ที่ มี ผ ล ต อ ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น
ในส วนความรับผิดชอบที่รับมอบหมายเป นป จจัยสาคัญป จจัยหนึ่งที่ทาให องค กา
รมีประสิทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพ
        4. การพัฒนาประสิทธิผลและประสิทธิภาพขององค การ ควรพัฒนาองค ประกอบ
                      ้
พฤติกรรมการบริ หารทัง 3 ได แก                 องค การ เทคนิควิทยาการและคนพร อม
ๆกันไปจึงก อให เกิดประสิทธิภาพในการพัฒนา
                                                                                                      33


                                                               ุ
          5. รูปแบบการบริหารแต ละรูปแบบ ย อมมีจดเด นและจุดด อยแตกต างกันไป
รู ป แ บ บ            ก า ร บ ริ ห า ร รู ป แ บ บ ห นึ่ ง อ า จ จ ะ เ ห ม า ะ ส ม กั บ อ ง ค ก า ร ห นึ่ ง
แ ต มิ ไ ด ห ม า ย ค ว า ม ว า จ ะ เ ห ม า ะ ส ม ทุ ก                                       องค การ
เนื่องจากสภาพแวดล อมและป จจัยประกอบอื่นๆ ของแต ละองค การแตกต างกันไป
การประสมประสานรูปแบบการบริหารหลายๆแนวคิดประยุกต ให เข ากับสภาพแวดล อม
ข อ ง                                                                       อ ง ค             ก า ร
ย อมเกิดประสิทธิผลอย างมีประสิทธิภาพได ดีกว าการใช รูปแบบการบริ หารเพียงรูปเ
ดียว ที่ อาจขาดความเหมาะสมต อองค การนัน ๆ            ้




          ทักษะที่บ งบอกถึงความมีประสิทธิภาพของผู บริหาร
          Daresh             and                Playko           (1992:             70          -72)
กล าวถึงทักษะอันบ งบอกถึงสมรรถนะของผู บริหารสถานศึกษาเอาไว ดังนี ้
          1.               ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห ป ญ ห า                          สามารถแยกแยะ
วิเคราะห ข อมูลเกี่ยวกับสภาพป ญหาได ตรงประเด็น
          2. การวินิจฉัย สามารถเข าใจและสรุปข อเท็จจริ งที่ทาให การตัดสินใจมีคณภาพ           ุ
      ้
บนพื น ฐานของการใช ข อมู ล                        ความจ าเป นและก าหนดระดั บ ความส าคั ญ
สามารถประเมินสภาพชุมชน
          3.          ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร จั ด อ ง ค ก า ร              สามารถวางแผน
                                              ั
กาหนดตารางและควบคุมงานต างๆ มีทกษะในการใช ทรัพยากรที่สอดคล องกับยุคสมัย
          4. ภาวะผู น า สามารถน าเอาป ญหาต างๆมารวบรวมและแก ไข
ส า ม า ร ถ รั บ รู ค ว า ม ต อ ง ก า ร ข อ ง บุ ค ค ล
        ั                             ่
มีปฏิสมพันธ กับกลุ มในการสังการและแนะนาบุคคลให เกิดความสาเร็จในการทางาน
          5.          ไ ว ต อ ค ว า ม รู สึ ก                 ส า ม า ร ถ รั บ รู ค ว า ม ต อ ง ก า ร
มีส วนร วมในป ญหาของบุคลากร มีไหวพริ บในการจาแนกบุคคลตามความแตกต าง
แยกแยะบุคคลตามลักษณะของอารมณ รู ที่จะเลือกใช ข้ อมูลอะไรในการสื่อสารกับบุคคล
          6.                                ค ว า ม แ น ว แ น ใ น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ
สามารถรับรู ถึงความสาคัญในการตัดสินใจที่ต องการความรวดเร็ว
                                                                                    34


          7.                                  ส น ใ จ อ ย า ง ห ล า ก ห ล า ย
สามารถอภิปรายได อย างหลากหลายเกี่ยวกับประเด็นการศึกษา การเมือง เศรษฐศาสตร
ความเคลื่อนไหวต างๆ
          8. การจูงใจบุคคล รับรู ถึงงานที่ บุคคลพอใจ สามารถกาหนดวิธีการต างๆ
ได ด วยตนเอง
          9.                   รู แ ล ะ ต ร ะ ห นั ก ถึ ง คุ ณ ค า ข อ ง ก า ร ศึ ก ษ า
เข าใจถึงเหตุและผลของปรัชญาการศึกษา
                                                  ั
          10. อดทนต อความกดดัน สามารถปฏิบติงานภายใต ความกดดัน ความขัดแย ง
และสามารถที่จะคิดในภาวะวิกฤติ
          11. การสื่อสารด วยวาจา สามารถทาให เกิดความชัดเจนโดยคาพูด เพื่อนาเสนอ
ข อเท็จจริง แนวคิดต างๆ
          12.                               ก า ร สื่ อ ส า ร ด ว ย ก า ร เ ขี ย น
สามารถแสดงความคิดออกมาในลักษณะของการเขียนได อย างเหมาะสมตามความแตกต
างของผู อ าน ผู เรี ยน ผู ปกครอง และ บุคคลอื่นๆ
          13.                             ก า ร จั ด ก า ร กั บ ค ว า ม ขั ด แ ย ง
                                                ั
ยินดีที่จะเข ามีส วนร วมกับเหตุการณ ที่ขดแย งและสามารถพัฒนาสู ทางออกของป
   ญหาโดยการยอมรับร วมกันของบุคคล
          14.                          ฉ ล า ด ห ลั ก แ ห ล ม ใ น เ ชิ ง ก า ร เ มื อ ง
รับรู ถึงสิ่งสาคัญและโฉมหน าของสิ่งแวดล อม เช น โครงสร างเรื่ องอานาจ ผู บริ หาร
กลุ มที่น าสนใจพิเศษ
          15.                                                   ก ล า เ สี่ ย ง
สามารถประเมินถึงความคุ มค ามาเป นพื ้นฐานของการตัดสินใจเสี่ยง
          16.     สร างสรรค             สามารถรวบรวมความคิ ด อั น น ามาสู สิ่ ง ใหม ๆ
กาหนดทางเลือกที่หลากหลายในการแก ป ญหาตามแต โอกาส
          อ รุ ณ          รั ก ธ ร ร ม              (2523:        159             -160)
กล าวถึงทักษะที่บ งบอกถึงความมีประสิทธิภาพของผู บริ หารเอาไว            ทักษะด วยกัน
คือ
          1.                               ทั ก ษ ะ ใ น ก า ร ติ ด ต อ สื่ อ ส า ร
จะต องเป นบุ ค คลที่ มี ค วามสามารถสู ง ในการติ ด ต อสื่ อ สารกับ สมาชิ ก ของกลุ ม
อัน เป นการสื่ อ สารกลางที่ มี ความส าคัญ ที่ จ ะท าให บุ ค คลประทับ ใจในความคิ ด
ความรู สึกและพฤติการณ
                                                                                                    35


         2.                                              ทั ก ษ ะ ใ น ก า ร ว า ง แ ผ น
                                               ้
จะต องเป นนั ก วางแผนกิ จ การทั ง หมดเพื่ อ ให เป าหมายนั น                  ้        ๆ        ส าเร็ จ
สามารถนากลุ มจากจุดเริ่มต นถึงจุดหมายปลายทาง
         3.      ทั ก ษะในการจั ด การ             มี ค วามสามารถในการจั ด การกั บ สมาชิ ก ลุ ม
ป ร ะ ส า น ง า น กั น ไ ด ใ น ทุ ก ค น ข อ ง ก ลุ ม แ ล ะ ช ว ย เ ห ลื อ                   แนะนา
หากมีคนต องการความช วยเหลือ
         4.            ทั ก ษ ะ ใ น ก า ร ส อ น แ น ะ                                             ้
                                                               จ ะ ต อ ง มี ศิ ล ป ะ ใ น ก า ร ชี แ น ะ
ก า ร แ ก ค ว า ม ผิ ด พ ล า ด ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห ป ริ ม า ณ ง า น
ต ล อ ด จ น ร ว บ ร ว ม ข อ มู ล ที่ เ ป น ข า ว ส า ร ย อ น ก ลั บ
สาหรับนามาสนับสนุนให สมาชิกทุกคนทางานอย างเต็มความสามารถ
         5.                   ทั ก ษ ะ ใ น ก า ร เ ก ลี ้ ย ก ล อ ม                    (Persuasion)
มี ทั ก ษะในการขยายความและการกระตุ น บุ ค คลให ท าตามการเกลี ย กล อม                     ้
                                             ่
นับเป นอานาจแฝงที่สาคัญอย างหนึงของผู บริหารที่จะต องเรี ยนรู จิตใจคนว าเขาต
    องการเช นไร
         6. ทักษะในการเจรจาต อรอง ความส าเร็ จ ในการเจรจาต อรองต าง ๆ
ย อ ม ส ง ผ ล ต อ ก า ลั ง ข วั ญ ข อ ง บุ ค ล า ก ร                                         เช น
มีความสามารถในการต อรองด านรางวัลตอบแทน ความสะดวกสบายและทรัพยากรต าง
ๆ อันเป นผลประโยชน ของบุคลากร

          การนิเทศ
          Beach (1985: 341) กล าวถึงการนิเทศว า หมายถึงบทบาทหน าที่ในการนา
การประสานและการกากับให งานต าง ๆ บรรลุผลตามเป าหมายที่กาหนดไว
          ชารี มณี ศรี (2538: 13) กล าวว า การนิเทศหมายถึงการปรับปรุ งแก ไข
ช วยเหลื อแน ะน าหรื อกา รมอง รอบด า น                             เข           าใจป ญหาห รื
อ โ ค ร ง ส ร า ง ข อ ง ง า น ที่ ต น เ อ ง รั บ ผิ      ด ช อ บ อ ยู ทั ้                          ้
                                                                                    ง ห ม ด ดั ง นั น
ผู ทาหน าที่นิเทศคนอื่นจะต องเป นบุคคลที่มีประสบการณ เรี ยนรู งานจากงานเล็ก
ๆ              ไ ป จ น ถึ ง ง า น ใ ห ญ ที่ มี ค ว า ม ส ลั บ ซั บ ซ อ น ค ลุ ก ค ลี กั บ ป ญ ห า
เข าใจและสามารถแก ป ญหาได
                                                                               36


         ลักษณะทั่วไปของงานนิเทศ
         Sergiovanni and Starrat (1988) กล าวถึงผลการศึก ษาของ Mintzberg
เกี่ยวกับบทบาทและกิจกรรมของผู บริหารและการนิเทศงานว าสรุปได ดังนี ้
         1.     ด านบุ ค คล        จะต องท าหน าที่ เ ป นหั ว หน า          ผู น า
และการติดต อประสานงาน
         2.      ด านข อมู ล ข าวสาร           เกี่ ย วข องกั บ การติ ด ตามควบคุ ม
การเป นผู เผยแพร เป นผู แถลงข าว
         3.     ด านการตัด สิ น ใจ    จะต องท าหน าที่ เ ป นผู บริ ห ารกิ จ การ
ผู จัดการกับความยุ งเหยิง ผู จัดการด านทรัพยากร และผู เจรจาต อรอง

       การนิเทศงาน
       Sergiovanni                                                         (1984)
กล าวถึงสมรรถนะด านการนิเทศงานของผู บริหารเอาไว ดังนี ้
       1.       สร างบรรยากาศที่ ดี         รู และสามารถก าหนดรู ป แบบของงาน
                                       ัิ
จนทาให เกิดความพึงพอใจในการปฏิบตงานของบุคคลหรื อกลุ มบุคคล
       2.          สร างที ม งานที่ ดี    รู และเข าใจกระบวนการจ างงาน
                 ั
กาหนดบทบาทที่ชดเจนวางแผนโดยกาหนดเงื่อนไขโครงสร างสาหรับบุคคลที่สอดคล องในแ
ต ละด าน โดยความร วมมือและแนวทางของการนิเทศ
                                                 ั
       3. รู และสามารถทางานในสถานการณ ที่ขดแย งของ นักเรี ยน ผู ปกครอง
ครูและบุคคลอื่นๆของโรงเรี ยน
       4.
รู และสามารถประยุกต รูปแบบการตัดสินใจจากกระบวนการทางานร วมกันพัฒนาผู เรี ย
น                                                     ผู ป ฏิ บั ติ ง า น
                                                        ้
ด วยวิธีการนามาสู การแก ป ญหาให เกิดความชัดเจนทังเนื ้อหาสาระและกระบวนการ
       5.                       รู แ ล ะ ส า ม า ร ถ ว า ง แ ผ น ก า ร ป ร ะ ชุ ม
                                 ั
อันเป นแนวทางสู ความสาเร็จที่ชดเจนจากการตัดสินใจระบบกลุ ม
       6.
รู และสามารถนาเอากิจกรรมต างๆในการสรรหาและคัดเลือกบุคคลมาใช ได อย างถูก
ต อง มีข อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับผู สมัครงานจากแหล งต างๆ
       7. รู และสามารถวิ เ คราะห ความต องการจ าเป น ความคาดหวัง
องค ประกอบของกลุ มบุคคลได อย างรวดเร็ว
                                                                                 37


        ภิ ญ โญ       สาธร       (2517:     416)   กล าวถึ ง ผู ที่ จ ะนิ เ ทศงานว า
จะต องมีความชานาญหรื อมีสมรรถนะ 3 ประการด วยกัน คือ
        1. สมรรถนะในทางเทคนิ ค หมายถึ ง ความสามารถในการใช ความรู
เ ท ค นิ ค ต                      า ง ๆ วิ ธี ก า ร ต่ า ง ๆ
ที่จาเป นในการทางานเพื่อแนะนาให บุคลากรใช สิ่งเหล านี ้ได
        2. สมรรถนะในทางมนุษย สัมพันธ ได แก ความสามารถในการเข าใจคน
รู ว า จ ะ ท า ง า น ร ว ม กั น กั บ ผู อื่ น ไ ด อ ย า ง ไ ร
เข าใจหลักการหรื อทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมต าง ๆ ของมนุษย
        3. สมรรถนะในการบริ ห ารงาน ได แก                    ความสามารถในการวางแผน
จั ด ก า ร แ ล ะ สั่ ง ก า ร ใ ห
ผู ใต บังคับบัญ ชาทางานจนบรรลุผลสาเร็ จ ตามเป าหมายขององค การได ส าหรั บ
บันลื อ พฤกษะวัน (2537) กล าวถึง ทักษะที่ จ าเป นของผู นิเทศในโรงเรี ยนว า
จะต องประกอบด วย 4 ทักษะ คือ
        1. ทักษะในการเป นผู นา
        2. ทักษะในด านมนุษย สัมพันธ
        3. ทักษะในการใช กระบวนการหมู พวก และสังคมนาคม
                                     ่
        4. ทักษะในการบริหารบุคคล ซึงประกอบด วย
                4.1                         ใ ช ค น ใ ห เ ห ม า ะ ส ม กั บ ง า น
        ส งเสริมให ทางานตามความถนัดมากขึ ้น
                4.2 เพิ่มพูนประสบการณ และความรู แก บุคลากรอย างสม่าเสมอ
                4.3 ปฐมนิเทศบุคลากรใหม ให เข าใจงานในหน าที่
                4.4 จัดสวัสดิการและบารุงขวัญให แก ครู
                                                                ่
                4.5 จัดประชุมสัมมนาเพื่อแก ไขป ญหางานที่ทาคังค าง หรื อปฏิรูปงาน
                4.6 วิเคราะห ตาแหน งงานให สอดคล องกับความสามารถ
                4.7 พิจารณาความชอบให เป นธรรมมากขึ ้น
                4.8 ส งเสริมครูดี มีฝ มือ
                4.9 การโยกย ายสับเปลี่ยนให เหมาะสมกับงาน และสภาพของโรงเรี ยน
                4.10 พาครูไปศึกษาโรงเรี ยนแบบอย างเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ ในการสอน
        5. ทักษะในการประเมินผล

       หน าที่และความรั บผิดชอบของผู นิเทศงาน
                                                                                                    38


         Beach (1985: 343 - 344) ; ภิ ญโญ สาธร (2517: 423 - 424)
ได กล าวถึ ง หน าที่ แ ละความรั บ ผิ ด ชอบของบุ ค คลผู ท าหน าที่ นิ เ ทศงานว า
จะต องเกี่ยวข องกับเรื่ องต าง ๆ ดังนี ้
         1.              ก า ร ผ ลิ ต               จั ด ห า วั ส ดุ อุ ป ก ร ณ ต า ม ที่ ต อ ง ก า ร
กาหนดการใช ประโยชน ของเครื่ องจักรหรื อเครื่ องมือ กาหนดการทางานขององค การ
มอบหมายการปฏิ บัติง านให แก ลูก จ าง ตรวจสอบความก้ าวหน าของคนงาน
ช วยเหลือคนงานให เกิดความชัดเจนในป ญหาของงาน และรักษาระดับของผลผลิต
         2. การบารุงรักษา ตรวจสอบเครื่ องมือสาหรับใช งาน ควบคุมการซ อมแซมเครื่ องมือ
รักษาความสะอาดและระเบียบในการทางาน
         3.        ปรั บ ปรุ ง วิ ธี การต าง               ๆ             คิ ด ค นสิ่ ง ใหม             ๆ
และปรับปรุงวิธีการทางานประสานงานกับ                      แต ละกลุ มในการพัฒนาและกาหนดวิธี
ตลอดจนกระบวนการที่ดีกว า
         4.          คุ ณ ภ า พ          รั บป ระกั น ถึ ง คุ ณ ภ าพ หรื อมา ตรฐานที่ เห็ น ไ ด
                                                              ั
รายงานผลการวิเคราะห คุณภาพและแก ไขการปฏิบติงานที่ผิดพลาด ตรวจตราสิ่งต าง ๆ
ที่ ไ ด รั บ เข ามา            กระท าให เกิ ด การเปลี่ ย นแปลงด านมาตรฐานคุ ณ ภาพ
ร วมมือและประสานกับผู ควบคุมคุณภาพ วิศวกรและฝ่ ายตรวจสอบ
         5.          ต นทุ น              คว บคุ ม แ ละลด ต นทุ น                      วิ เ คร าะห ทุ น
กาหนดสาเหตุสาหรับการเปลี่ยนแปลงจากต นทุนมาตรฐาน งบประมาณ และทาการแก ไข
         6. จัดการด านบุคคลและมนุษย สัมพันธ เพิ่มจานวนคนตามความจาเป น
การตัด สิ น ใจในการคัด เลื อ กบุ ค คล         นิ เ ทศบุ ค ลากรใหม เกี่ ย วกั บ สภาพแวดล อม
ความต องการขององค การ ความชอบธรรมและสิ ทธิพิเศษ ฝ กฝนพนักงาน ประเมินผลงาน
แนะนาแก ไข ให คาปรึ กษาเสนอแนะการเพิ่มค าจ าง ส งเสริ ม โยกย าย ออกจากงาน
ลดจานวนคน                                      ก า ร บั ง คั บ แ ล ะ ก า ร รั ก ษ า ร ะ เ บี ย บ วิ นั ย
จู ง ใ จ แ ล ะ ใ ห ร า ง วั ล ส า ห รั บ ผู ที่ มี ผ ล ง า น แ ล ะ ป ร ะ พ ฤ ติ ดี
ล ด ค ว า ม เ สี่ ย ง แ ล ะ รั บ ร อ ง ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ใ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น
พั ฒ น า ทั ก ษ ะ แ ล ะ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ด ว ย ต น เ อ ง
ผ า น ก า ร พั ฒ น า กิ จ ก ร ร ม ข อ ง ต น เ อ ง แ ล ะ จ า ก ก า ร ร ว ม พั ฒ น า จ า ก อ ง ค ก า ร
ร วมมือและประสานกับฝ ายบุคคลในการบริ หารงานบุคคลตามข อกาหนดขององค การ
         ชารี มณีศรี (2538) กล าวถึงหน าที่ของผู นิเทศงานเอาไว ด าน คือ
                                                                                                        39


            1. ความรับผิดชอบที่มีต อผู ใต บังคับบัญชา เช น
เคารพในศักดิ์ศรี และสิทธิของผู อื่น                  เป็ นแบบอย างที่ดี
รับฟ งความคิดเห็นและข อเสนอแนะ เป นต น
            2.            ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ ที่ มี ต อ ผู บั ง คั บ บั ญ ช า                   เช น
ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ ใ น ง า น แ ล ะ ห น า ที่ อ ย า ง เ ต็ ม ที่
เรี ยนรู ความต องการของผู บังคับบัญชา รายงานความก าวหน าของงาน เป นต น
            3. ความรับผิดชอบต อเพื่อนร วมงาน เช น ให ความร วมมือกับผู นิเทศอื่น ๆ
ร วมมือ                    กับเจ าหน าที่อื่น ๆ ในงานบริ หารบุคคล การจัดรูปงาน การวางแผน
และควบคุม เป นต น
            4.        ความรั บ ผิ ด ชอบต องาน                เช น            รู ระบบของข ายงาน
วางแผนงานในหน วยงานก าหนดลัก ษณะงาน โดยค านึ ง ถึ ง มาตรฐานและคุณ ภาพ
มอบหมายงานให เหมาะสมกับความสามารถ และทักษะของแต ละบุคคล เป นต น
            จ า ก ที่ ก ล า ว ม า จึ ง ส รุ ป ไ ด ว า                                   ก า ร นิ เ ท ศ ง า น
เ ป น ก า ร รั บ ผิ ด ช อ บ ต อ ภ า ร ะ ห น า ที่ ข อ ง ผู นิ เ ท ศ
    ้
ทั ง มิ ติ ข องงานและบุ ค คลซึ่ ง เกี่ ย วข องกั บ การให ค าแนะน า                           ปรึ กษาหารื อ
ต ล อ ด จ น ช ว ย เ ห ลื อ แ ล ะ                      ส ง เ ส ริ ม บุ ค ล า ก ร ทั ้ง เ ก า แ ล ะ ใ ห ม
                        ั
ให สามารถปฏิบติหน าที่ได อย างมีประสิทธิภาพ จนเกิดความสาเร็ จต อองค การ
                                             ้
น าไปสู การพั ฒ นาที่ ต อเนื่ อ งทั ง ตั ว บุ ค คล                คุ ณ ภาพ             มาตรฐานของงาน
ภายใต บรรยากาศของความพึงพอใจร วมกัน
งานวิจัยที่เกี่ยวข้ อง
         งานวิจัยในประเทศ
               วิ เ ชี ย ร ควรประกอบกิ จ . (2536:           บทคั ด ย่ อ ) ได้ ท างานวิ จั ย เรื่ อง
สมรรถนะการบริ หารงานของผู้ บริ หารงานโรงเรี ยนสั ง กั ด ส านั ก งานการประถมศึ ก ษา
                                   ั
จังหวัดฉะเชิงเทรา ผลการศึกษาวิจยพบว่า
                     1 .      ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น แ ล ะ ค รู
จ า แ น ก ต า ม ข น า ด โ ร ง เ รี ย น แ ล ะ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ใ น ก า ร ท า ง า น
มี ค วามคิ ด เห็ น ต่อ สมรรถนะการบริ ห ารงานของผู้บ ริ ห ารโรงเรี ย น โดยส่ ว นรวม 3 ด้ า น คื อ
ทั ก ษ ะ ด้ า น เ ท ค นิ ค วิ ธี ทั ก ษ ะ ด้ า น ม นุ ษ ย์ สั ม พั น ธ์
                                              ่
และทักษะด้ านความคิดรวบยอดของหน่วยงานอยูในระดับสูง
                                                                                                                          40


                      2. ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น ข น า ด ต่ า ง กั น
มี ค วามคิ ด เห็ น ต่ อ สมรรถนะการบริ ห ารงานของผู้ บริ ห ารโรงเรี ย น โดยส่ ว นรวม 3 ด้ าน
ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาแต่ละด้ าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน
                      3. ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น ที่ มี ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ใ น ก า ร ท า ง า น ต่ า ง กั น
มี ค วามคิ ด เห็ น ต่ อ สมรรถนะการบริ ห ารงานของผู้ บริ ห ารโรงเรี ย น โดยส่ ว นรวม 3 ด้ าน
ไม่ แ ตกต่ า งกั น              เมื่ อ พิ จ ารณาแต่ ล ะด้ าน                     พบว่ า ทั ก ษะด้ านเทคนิ ค วิ ธี
                          ั                      ิ
แตกต่างกันอย่างมีนยสาคัญทางสถิตที่ระดับ .05 เพียงด้ านเดียว
                      4. ค รู ที่ ท า ก า ร ส อ น ใ น โ ร ง เ รี ย น ข น า ด ต่ า ง กั น
มี ค วามคิ ด เห็ น ต่ อ สมรรถนะการบริ ห ารงานของผู้ บริ ห ารโรงเรี ย น โดยส่ ว นรวม 3 ด้ าน
แตกต่ า งกั น อย่ า งมี นั ย ส าคัญ ทางสถิ ติ ที่ ร ะดั บ .05 เมื่ อ พิ จ ารณาแต่ ล ะด้ าน                          พบว่ า
                                                        ั                 ิ
ทักษะด้ านเทคนิควิธี แตกต่างกันอย่างมีนยสาคัญทางสถิตที่ระดับ .05 เพียงด้ านเดียว
                      5                                                                                                      .
             ครูที่มีประสบการณ์ในการทางานต่างกันมีความคิดเห็นต่อสมรรถนะการบริ หารงานของ
ผู้บ ริ ห ารโรงเรี ย น โดยส่ ว นรวม 3 ด้ า น ไม่ แ ตกต่า งกัน เมื่ อ พิ จ ารณาแต่ล ะด้ า น พบว่ า
ไม่แตกต่างกันทุกด้ าน
                 ไ พ โ ร จ น์ สิ ง ห์ ค า . ( 2 5 4 2 :                                                 บ ท คั ด ย่ อ )
ไ ด้ ศึ ก ษ า คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ที่ พึ่ ง ป ร ะ ส ง ค์ ข อ ง ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น ป ร ะ ถ ม ศึ ก ษ า
ส านัก งานการประถมศึก ษาอ าเภอเชี ย งคาน จัง หวัด เลย ตามความคิ ด เห็ น ของครู อ าจารย์
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาตามรายด้ านพบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก
โดยรายด้ านเรี ยงตามล าดั บ ค่ า เฉลี่ ย จากมากไปหาน้ อย ดั ง นี ้ ด้ านคุ ณ ธรรมจริ ย ธรรม
ด้ า นภาวะผู้ น า ด้ านทั ก ษะความรู้ ความสามารถในการบริ ห าร และด้ านมนุ ษ ยสัม พั น ธ์
เ มื่ อ พิ จ า ร ณ า เ ป็ น ร า ย ข้ อ ที่ มี ค่ า เ ฉ ลี่ ย สู ง สุ ด พ บ ว่ า ด้ า น คุ ณ ธ ร ร ม จ ริ ย ธ ร ร ม คื อ
ข้ อเป็ นแบบอย่างที่ดีในการบริ หารในการครองตน ครองคน ครองงาน ด้ านมนุษยสัม พันธ์ คือ
ข้ อมี สั จ จะพู ด จริ ง ท าจริ ง ส่ ว นความคิ ด เห็ น ของครู ผ้ ู สอนที่ เ ป็ นเพศชายและเพสหญิ ง
โดยภาพรวมและรายด้ าน ไม่แตกต่างกัน
                 น ง ค์ นุ ช ต ร ะ กู ล ไ ท ย ( 2 5 4 7 :                      บ ท คั ด ย่ อ ) ไ ด้ ศึ ก ษ า วิ จั ย เ รื่ อ ง
สมรรถภาพการบริ ห ารงานโรงเรี ย นของผู้บ ริ ห ารโรงเรี ย นมัธ ยมศึก ษา ในเขตภาคตะวันออก
             ั
ผลการวิจยปรากฏว่า
                      1. สมรรถภาพการบริ หารโรงเรี ยนของผู้ บริ หารโรงเรี ยนมั ธ ยมศึ ก ษา
ในเขตภาคตะวั น ออก ตามความคิ ด เห็ น ของ ผู้ บริ หารโรง เรี ยน หั ว หน้ าหมวดวิ ช า
และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขันพื ้นฐาน อยูในระดับมาก ้               ่
                                                                                                                     41


                      2. ส ม ร ร ถ ภ า พ ก า ร บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น ร ะ ห ว่ า ง ผู้ บ ริ ห า ร เ พ ศ ห ญิ ง
                                                 ั
กับผู้บริหารเพศชาย แตกต่างกันอย่างมีนยสาคัญทางสถิติ .05
                      3. ส ม ร ร ถ ภ า พ ก า ร บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น
ระหว่ า งผู้บ ริ ห ารโรงเรี ย นที่ มี ป ระสบการณ์ ม าก กับ ผู้บ ริ ห ารโรงเรี ย นที่ มี ป ระ สบการณน้ อ ย
                          ั
แตกต่างกันอย่างมีนยสาคัญทางสถิติ .05
                      4. ส ม ร ร ถ ภ า พ ก า ร บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น อ ยู่ ใ น โ ร ง เ รี ย น ข น า ด ต่ า ง กั น
                            ั
แตกต่างกันอย่างมีนยสาคัญทางสถิติ .05
                      5. สมรรถภาพการบริ หารโรงเรี ยนของผู้ บริ หารโรงเรี ยนมั ธ ยมศึ ก ษา
ร ะ ห ว่ า ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ข อ ง ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น หั ว ห น้ า ห ม ว ด วิ ช า
                                                   ้
และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขันพื ้นฐาน ไม่แตกต่างกัน
                 พั ช ม ณ เ ที ย น ศ รี ( 2 5 4 7 :                  บ ท คั ด ย่ อ )               ไ ด้ วิ จั ย เ รื่ อ ง
                                                                             ้ ้
สมรรถนะการบริ หารจั ด การของผู้ บริ หารสถานศึ ก ษาขั น พื น ฐานในฐานะนิ ติ บุ ค คล
เ ข ต พื ้ น ที่ ก า ร ศึ ก ษ า สิ ง ห์ บุ รี                      ผ ล ก า ร วิ จั ย พ บ ว่ า 1 )
                                                                 ้
สมรรถนะการบริ หารจัดการของผู้บริ หารสถานศึกษาขันพื ้นฐานในฐานะนิติบคคลในภาพรวมอยู่ใ           ุ
นระดั บ ที่ มี ส มรรถนะการบริ หารจั ด การมาก โดยมี ส มรรถนะการบริ หารงานวิ ช าการ
ก า ร บ ริ ห า ร ง า น ง บ ป ร ะ ม า ณ ก า ร บ ริ ห า ร ง า น บุ ค ค ล แ ล ะ ก า ร บ ริ ห า ร ง า น ทั่ ว ไ ป
อ ยู่ ใ น ร ะ ดั บ ม า ก ทุ ก ด้ า น                                                                           2 )
                                                               ้
สมรรถนะการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาขันพื ้นฐานจาแนกตามสถานภาพกลุ่มตัวอย่า
ง พ บ ว่ า ไ ม่ แ ต ก ต่ า ง กั น                                                        แ ล ะ                   3 )
แนวทางในการเสริ มสร้ างสมรรถนะการบริ หารจั ด การสถานศึ ก ษาที่ ส าคั ญ ได้ แก่
ก า ร พั ฒ น า ใ ห้ ผู้ บ ริ ห า ร มี ก า ร บ ริ ห า ร ง า น อ ย่ า ง มี คุ ณ ธ ร ร ม ห รื อ มี ธ ร ร ม า ภิ บ า ล
ก า ร เ ส ริ ม ส ร้ า ง ทั ก ษ ะ ใ น ก า ร นิ เ ท ศ ติ ด ต า ม แ ล ะ ป ร ะ เ มิ น ผ ล ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น
และการพัฒนาผู้บริหารให้ สามารถเป็ นผู้นาทางวิชาการ ตามลาดับ
                 ท นุ พั น ธ์ นิ รั ญ เ รื อ ง . ( 2 5 4 7 :           บ ท คั ด ย่ อ ) ไ ด้ ศึ ก ษ า วิ จั ย เ รื่ อ ง
ก า ร ศึ ก ษ า ส ม ร ร ถ น ะ ใ น ก า ร บ ริ ห า ร ง า น บุ ค ค ล ข อ ง ผู้ บ ริ ห า ร ส ถ า น ศึ ก ษ า
                                                     ้
สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขันพื ้นฐาน เขตตรวจราชการที่ 15 ผลการวิจยพบว่า 1)                        ั
ค่าเฉลี่ยสมรรถนะในการบริหารงานบุคคลของผู้บริ หารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้
า                                      ง                                    สู                                          ง
โดยสมรรถนะด้ านทักษะและศิลปะในการถ่ายทอดและโน้ มน้ าวบุคคลมีคาเฉลี่ยสูงสุดและด้ านกา   ่
ร นิ เ ท ศ แ ล ะ ใ ห้ ค า ป รึ ก ษ า แ ก่ ค รู แ ล ะ บุ ค ค ล มี ค่ า เ ฉ ลี่ ย ต่ า สุ ด
ส่ ว นจั ง หวั ด ที่ ผู้ บริ หารสถ านศึ ก ษามี ส มรรถนะในการบริ หารง านบุ ค คลสู ง สุ ด คื อ
                                                                                                                  42


จั ง ห วั ด สุ ร า ษ ฎ ร์ ธ า นี                                                                                    2)
ผู้บริหารสถานศึกษาจังหวัดระนองกับสุราษฎร์ ธานีและจังหวัดชุมพรกับจังหวัดสุราษฎร์ ธานีมีสรร
ถนะในการบริ หารงานบุ ค คลแตกต่ า งกั น อย่ า งมี นั ย ส าคั ญ ทางสถิ ติ ที่ ร ะดั บ                                .05
ส่วนผู้บริหารสถานศึกษาจังหวัดระนองกับชุมพรมีสมรรถนะในการบริ หารงานบุคคลแตกต่างกันอ
ย่ า ง ไ ม่ มี นั ย ส า คั ญ ท า ง ส ถิ ติ ที่ ร ะ ดั บ                              .05                            3)
ผู้บริหารสถานศึกษาจังหวัดระนองกับจังหวัดชุมพรมีสมรรถนะในการบริ หารงานบุคคลด้ านความ
ยุ ติ ธ รรมและความเป็ นธรรมแตกต่ า งกั น อย่ า งมี นั ย ส าคั ญ ทางสถิ ติ ที่ ร ะดั บ                              .05
แ ล ะ ผู้ บ ริ ห า ร ส ถ า น ศึ ก ษ า จั ง ห วั ด ร ะ น อ ง ชุ ม พ ร แ ล ะ สุ ร า ษ ฎ ร์ ธ า นี
มีสมรรถนะในการบริหารงานบุคคลด้ านการนิเทศและให้ คาปรึกษาแก่ครูและบุคคลแตกต่างกันอย่
           ั
างไม่มีนยสาคัญทางสถิตที่       ิ
ระดับ .05
                 บุ ญ มี เ ณ ร ย อ ด . ( 2 5 4 5 :                บ ท คั ด ย่ อ ) ไ ด้ ศึ ก ษ า วิ จั ย เ กี่ ย ว กั บ
ก า ร บ ริ ห า ร โ ด ย ใ ช้ โ ร ง เ รี ย น เ ป็ น ฐ า น                                               พ บ ว่ า
สมรรถนะที่ จาเป็ นส าหรั บผู้บริ หารโรงเรี ยนต่อการรองรั บการปฏิ รูปการศึกษาประกอบด้ วย1)
ผู้ ร่ วม ง า นศ รั ท ธา 2 ) ท า ง า นเ ป็ น ที ม 3 ) เป็ นผู้ น า ทา ง วิ ชา กา ร 4) มี วิ สั ย ทั ศ น์ 5 )
มี ค วามคิด ริ เ ริ่ ม สร้ างสรรค์ 6) มี ม นุษ ยสัม พัน ธ์ 7) มี ค วามรู้ ความสามารถในการบริ ห าร 8)
กล้ าตัดสินใจและรับผิดชอบ 9) ซื่อสัตย์โปร่งใส 10) เป็ นผู้ประสานที่ดี 11) เป็ นประชาธิปไตย 12)
ส่งเสริมสบับสนุนกิจกรรมของโรงเรี ยน และ 13) เป็ นแบบอย่างที่ดี
                 โดยล าดับ ความส าคัญ 5 สมรรถนะแรกคื อ ผู้ ร่ ว มงานศรั ท ธา ท างานเป็ นที ม
                            ั
เป็ นผู้นาวิชาการ มีวิสยทัศน์ และมีความคิดสร้ างสรรค์
                 สุ วิ ม ล ว่ อ ง ว า นิ ช . ( 2 5 4 6 :               บ ท คั ด ย่ อ ) ไ ด้ ศึ ก ษ า วิ จั ย เ รื่ อ ง
คุณลักษณะและทักษะของบุคลากรทางการศึกษาที่เอื ้อต่อการปฏิรูปการศึกษา ผลการวิจยพบว่า                         ั
                                                       ้
ร ะ ดั บ ข อ ง คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ แ ล ะ ทั ก ษ ะ ที่ เ อื อ ต่ อ ส ม ร ร ถ น ะ ก า ร ป ฏิ รู ป ก า ร ศึ ก ษ า ทั ง 9้
ด้ า น ข อ ง บุ ค ล า ก ร ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า มี คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ แ ล ะ ทั ก ษ ะ สู ง ทุ ก ๆ ด้ า น
               ้
นอกจากนี ผ ลการวิเ คราะห์ ความแปรปรวนพบว่า บุคลากรทางการศึก ษาที่ มี ตาแหน่ง บริ หาร
มี คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ด้ า น ค ว า ม เ ป็ น ผู้ มี วิ สั ย ทั ศ น์ ผู้ แ ก้ ปั ญ ห า เ ชิ ง ส ร้ า ง ส ร ร ค์
ค ว า ม เ ป็ น ผู้ ส ร้ า ง ส ร ร ค์ ค ว า ม เ ป็ น มื อ อ า ชี พ ค ว า ม เ ป็ น ผู้ ป ร ะ ก อ บ ก า ร
ค ว า ม เ ป็ น ผู้ ใ ฝ่ รู้ แ ล ะ พั ฒ น า ต น เ อ ง ก า ร เ ป็ น ผู้ เ ส ริ ม พ ลั ง อ า น า จ
ทั ก ษ ะ ก า ร สื่ อ ส า ร ใ น ก า ร ท า ง า น เ ป็ น ที ม
และทักษะการขจัดความขัดแย้ งสูงกว่าบุคลากรการศึกษาตาแหน่งครู
             งานวิจัยในต่ างประเทศ
                                                                                                                   43


                 จา ก ง า น วิ จั ย ข อ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ศู น ย์ พั ฒ น า ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล แ ล ะ วิ จั ย
สมาคมเกียรตินิยม ทางการศึกษาของสหรัฐอเมริ กา (Phi Delta Kappa, Center on Evaluation.
Development                    and             Research             อ้ างถึ ง เจริ ญ ทั่ ง ทอง 2536 : 38)
ไ ด้ ท า กา ร วิ จั ย เ รื่ อ ง ก า ร ศึ ก ษ า คุ ณ ลั ก ษ ณะ ผู้ บ ริ ห า ร สถ า น ศึ ก ษ า ที่ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ
           ั
ผลการวิจยสรุปว่าผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ จะต้ องมีสมรรถภาพต่อไปนี ้
                                                            ู
                       1. สามารถตัดสินใจได้ ว่าจะมีผ้ ใดบ้ างที่จะมีส่วนร่วมในโครงการนวัตกรรมใหม่
                              ๆ ของโรงเรี ยน
                       2. สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนและผู้อื่นได้ และรักษาภาพลักษณ์ของ
                             ตนเองอยูเ่ สมอ
                      3. มีวิจารณญาณในการตัดสินปั ญหาต่าง ๆ ด้ วยตนเอง และรู้จกใช้ วิธีการ         ั
                           ประนีประนอมอย่างเหมาะสม
                                                               ่
                       4. สามารถจัดการกับสถานการณ์ตาง ๆ ที่เกิดขึ ้น
                       5. ทาให้ โรงเรี ยนมีระเบียบวินย    ั
                       6. ควบคุมบรรยากาศในโรงเรี ยน
                       7. มีการปรึกษาหารื อกับบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ
                       8. รับฟั งข้ อเสนอแนะจากผู้ร่วมงานในปั ญหาสาคัญ ๆ
                       9. รับฟั งปั ญหาและความคิดเห็นต่าง ๆ จากครู
                       10. จัดโครงสร้ างการบริหารและขอความร่วมมือจากบุคลากรต่าง ๆ
                                                                                       ั
                       11. กระจายอานาจในการตัดสินใจ และขอให้ การปฏิบตเิ ช่นนันอย่างจริงจัง       ้
                                             ่
                       12. มีความยืดหยุนในการทางานและการดารงชีวิต
                                           ึ
                       13. ทาให้ ครูร้ ูสกว่าตนเองมีอานาจ และมีความสาคัญต่อหน่วยงาน
           โ ค ล ( Cloc.                                                      1973:                          4776-A)
ได้ ศึก ษาวิ จัย เกี่ ย วกับ สมรรถภาพการบริ ห ารวิ ช าการในสถาบัน อุด มศึก ษาของรั ฐ อิ น เดี ย น่ า
ประเทศสหรัฐอเมริ กา พบว่า มีสมรรถภาพที่จาเป็ นและสาคัญต่อความสาเร็ จในการบริ หารงาน 5
ด้ าน คือ
                       1. สมรรถภาพทางเทคนิคการบริหาร
                       2. สมรรถภาพทางมนุษยสัมพันธ์
                       3. สมรรถภาพทางสังคมสัมพันธ์
                       4. สมรรถภาพทางการพัฒนาหลักสูตร
                       5. สมรรถภาพทางการจูงใจบุคลากร
                                                                                                                  44


             จากผลการวิ จัย ได้ ศึก ษาผู้บ ริ ห าร 3 ระดับ คื อ ระดับ สูง ระดับ กลาง และระดับ ต่ า
แ ล ะ ไ ด้ จั ด ล า ดั บ ค ว า ม ส า คั ญ ข อ ง ส ม ร ร ถ ภ า พ ด้ า น ม นุ ษ ย สั ม พั น ธ์ ไ ว้ สู ง สุ ด
                                                      ้
ผู้ บริ หารระดั บ สู ง และระดั บ กลางเท่ า นั น ที่ ใ ห้ ความส าคั ญ กั บ สมรรถภาพในทุ ก ด้ าน
ส่ว นผู้บ ริ หารระดับ ต่า ให้ ค วามส าคัญ ต่อสมรรถภาพด้ า นแรงจูง ใจบุค ลากรสูง กว่าด้ า นอื่ น ๆ
และผู้บริหารระดับสูงมีแนวโน้ มที่จะให้ ความสาคัญต่อสมรรถภาพทางสังคมสัมพันธ์อีกด้ วย
             ฮ า ม ลิ น ( Hamlin.                                                1990:                         5-6)
ไ ด้ ศึ ก ษ า วิ จั ย เ กี่ ย ว กั บ ส ม ร ร ถ น ะ ข อ ง ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า พ บ ว่ า
คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ที่ เ ป็ น ส ม ร ร ถ น ะ ข อ ง ผู้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น มั ธ ย ม ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย 1 )
ก า ร แ ส ด ง อ อ ก ถึ ง ค ว า ม ส น ใ จ แ ล ะ มี ส่ ว น ร่ ว ม กั บ ที ม ง า น 2 )
มี บุ ค ลิ ก ลั ก ษ ณ ะ ที่ ดี ใ น ก า ร จั ด ก า ร อ ง ค์ ก า ร                                               3 )
แ ส ด ง อ อ ก ถึ ง ก า ร รั ก ษ า ม า ต ร ฐ า น ข อ ง ง า น โ ด ย ติ ด ต า ม อ ย่ า ง ใ ก ล้ ชิ ด
ให้ การช่วยเหลือบุคลากรเมื่อมีความจาเป็ น 4) ให้ แนวทาง กาลังใจ และสนับสนุนผู้ร่วมงาน 5)
ป รึ ก ษ า ห า รื อ ร่ ว ม กั น กั บ ค ณ ะ ท า ง า น ใ น ก า ร ตั ด สิ น ใ จ
ยอมรับความคิดเห็นในการบริ หารแบบมีส่วนร่ วม 6) ตื่นตัวต่อความเปลี่ยนแปลงด้ านนวัตกรรม
และพั ฒ นาปรั บ เปลี่ ย นพฤติ ก รรมของบุ ค คลที่ ต่ อ ต้ านสิ่ ง ใหม่ ๆ จนเกิ ด ความสมดุ ล 7)
มีประสิทธิภาพในการมอบหมายงาน
             วู ล คอค์ ช ;       และสู ล ลิ แ วน (Wool;            &Sullivan.                1996:          48-57)
ได้ ศึ ก ษาวิ จั ย ถึ ง สมรรถนะที่ จ าเป็ นของผู้ บริ ห ารงานบุ ค คลในอนาคต ผลการวิ จั ย พบว่ า
ในอนาคตผู้บริหารด้ านบุคคลขององค์การพึงมีสมรรถนะที่ ต้องการอยู่ 3 ประการสาคัญที่สดคือ 1)                  ุ
ก า ร มี ค ว า ม ร อ บ รู้ ใ น ธุ ร กิ จ แ ล ะ ง า น อ ง ค์ ก า ร เ ป็ น อ ย่ า ง ดี 2 )
ความสามรถในการขับเคลื่อนก่อให้ เกิดความเปลี่ยนแปลง และ 3) ทักษะในการโน้ มน้ าว
             มารมอน (Marmon.                        2002:           Abstract) ได้ ศึ ก ษาวิ จั ย เกี่ ย วกั บ เรื่ อ ง
การกาหนดสมรรถนะหลักของผู้บริ หารและบุคคลที่เกี่ยวข้ องกับการให้ บริ การจัดการศึกษาภายใต้
ข้ อ ก า ห น ด ข อ ง ส่ ว น ก ล า ง
                               ้
เครื่ องมื อ ถู ก พั ฒ นาขึ น โดยการแก้ ไขตามค าแนะน าจากการประชุ ม ร่ ว มมื อ ของบุ ค คล
ผู้ เ ชี่ ย ว ช า ญ ร ะ ดั บ ช า ติ แ ล ะ น า ไ ป ท ด ล อ ง ใ ช้ อี ก ค รั ้ ง
เ พื่ อ ข อ ค า แ น ะ น า ใ น ก า ร จั ด ล า ดั บ ใ น ก า ร ส า ร ว จ ร ะ ดั บ ช า ติ ผ ล ก า ร วิ จั ย พ บ ว่ า
สมรรถนะหลักสาหรับผู้บริ หารและบุคคลที่เกี่ยวข้ องกับการจัดการศึกษาตามที่กาหนดจานวน 18
สมรรถนะ ได้ แก่ สมรรถนะด้ านการบริหาร การรับบุคคล การแนะนาหลักสูตรทัวไป หลักสูตรพิเศษ         ่
การหาเงิ น มาช่ว ยเหลื อ การติ ด ตามและประเมิ น ผล การจัด ท าของบประมาณ สารสนเทศ
                                                                                                                   45


                                                             ั
ความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล ภาวะผู้นา การมีวิสยทัศน์ การจูงใจ การวางแผน การพัฒนาอาชีพ
                 ั
ความสัมพันธ์กบชุมชน การสรรหา การสอน และเทคโนโลยี
           นิ ว ตั น ( Newton.                                                        1987:                        54)
ได้ ศึกษาเรื่ องคุณลักษณะการพัฒนาผู้บริ หารการศึกษาในประเทศกาลังพัฒนาทังหลาย พบว่า                     ้
                                                           ้                            ้
บ ร ร ด า คุ ณ ส ม บั ติ ที่ ค ว ร พั ฒ น า ใ ห้ เ กิ ด ขึ น ใ น ตั ว ผู้ บ ริ ห า ร นั น มี ห ล า ย ป ร ะ ก า ร เ ช่ น
ค ว า ม ส า ม า ร ถ เ กี่ ย ว กั บ เ ท ค นิ ค ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น ค ว า ม มี ม นุ ษ ย สั ม พั น ธ์
ค ว า ม คิ ด ร ว บ ย อ ด แ ล ะ ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์
       ั
การวิจยพื ้นฐานและการวางแผนการแก้ ไขปั ญหาความเปลี่ยนแปลงในด้ านต่าง ๆ

								
To top