ความหมายของ LMS
สานักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้ให้ความหมายของ LMS ว่าเป็น
คาที่ย่อมาจาก Learning Management System หรือระบบการจัดการเรียนรู้ เป็น
ซอฟต์แวร์ที่ทาหน้าที่บริหารจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ จะประกอบด้วย
เครื่องมืออานวยความสะดวกให้แก่ผู้สอน ผู้เรียน ผู้ดูแลระบบ โดยที่ผู้สอนนา
เนื้อหาและสื่อการสอนขึ้นเว็บไซต์รายวิชาตามที่ได้ขอให้ระบบ จัดไว้ให้ได้
โดยสะดวก ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหา กิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยผ่านเว็บ ผู้สอนและผู้เรียน
ติดต่อ สื่อสารได้ผ่านทางเครื่องมือการสื่อสารที่ระบบจัดไว้ให้ เช่น ไปรษณีย์
อิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนา กระดานถาม - ตอบ เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังมี
องค์ประกอบที่สาคัญ คือ การเก็บบันทึกข้อมูล กิจกรรมการเรียนของผู้เรียนไว้บน
ระบบเพื่อผู้สอนสามารถนาไปวิเคราะห์ ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอน
ในรายวิชานั้นอย่างมีประสิทธิภาพ
ความหมายของ LMS
ชฎิล เกษมสันต์ กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนแบบ e-Learning
ให้มีประสิทธิภาพ ควรจะมีระบบ LMS มาสนับสนุนเพื่อให้การผลิต
บทเรียนและการดาเนินการจัดการเรียนการสอนเป็นไปได้ง่าย และ
ประหยัดเวลามากขึ้น
LMS เป็นคอมพิวเตอร์โปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อบันทึก และจัด
ข้อมูลการเรียนการสอน โดยโปรแกรมจะทาหน้าที่ตรวจสอบการเข้ามา
ใช้บทเรียน และออกจากบทเรียนของผู้เรียน ตรวจสอบความก้าวหน้า
ของผู้เรียนในแต่ละบทรวมทั้งการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์คะแนน
สอบของผู้เรียนแต่ละคนด้วยในตัวของ
ความหมายของ LMS
LMS เป็นระบบที่มีความสาคัญอย่างมากใน e-Learning ดังคากล่าว
ที่ว่า “that if course content is King, then infrastructure (LMS) is God”
โดย LMS เป็นแอพพลิเคชันที่มาช่วยจัดการ และควบคุมกิจกรรมการ
เรียนการสอนทั้งหมดของ e-Learning อาศัยการติดตามผล วิเคราะห์
และรายงานถึงประสิทธิภาพของระบบฝึกอบรม รวมทั้งช่วยในการ
จัดการฐานข้อมูลความรู้ของหน่วยงาน ซึ่งถือเป็นสิ่งสาคัญเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะทาให้การดาเนินธุรกิจในยุค New Economy ประสบผลสาเร็จ
ความหมายของ LMS
LMS ก็เปรียบเสมือนกับโรงเรียน เมื่อคุณล็อกอินเข้าสู่ระบบ LMS เพื่อเข้า
เรียน ก็เหมือนกับคุณก้าวเท้าเข้าสู่ประตูโรงเรียน คุณสามารถทาอะไรก็ได้ใน LMS
เหมือนกับที่คุณทาได้ในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกวิชาที่จะลงเรียน การเข้าไป
อ่านเนื้อหาของบทเรียน ทาแบบฝึกหัด ทาแบบทดสอบ และมีปฏิสัมพันธ์กับ
อาจารย์ผู้สอน หรือนักเรียนคนอื่นๆ อาจารย์ผู้สอน, ผู้ดูแลระบบ, ผู้จัดการ สามารถ
สังเกตดูพฤติกรรมการเข้าเรียนของคุณผ่านข้อมูลที่ได้ถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูล
ของ LMS ปัจจุบันระบบของ LMS นี้จะมีอยู่สองรูปแบบคือรูปแบบของ
ซอฟต์แวร์ปกติ และ ASP (Application Service Provider) ซึ่งแบบหลังก็เหมือนกับ
การใช้บริการ ซึ่งการเลือกใช้ LMS ระบบใดก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างของ
หน่วยงาน
ความหมายของ LMS
ดร.ศุภชัย สุขะนินทร์ และกรกนก วงศ์พานิช กล่าวว่า ระบบบริหารการ
เรียน หรือ Learning Management System เป็นคอมพิวเตอร์โปรแกรมที่ออกแบบ
มาเพื่อบันทึก และจัดข้อมูลการเรียนการสอน โดยโปรแกรมจะทาหน้าที่ตรวจสอบ
การเข้ามาใช้บทเรียน และออกจากบทเรียนของผู้เรียน, ตรวจสอบความก้าวหน้า
ของผู้เรียนในแต่ละบท รวมทั้งการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์คะแนนสอบของ
ผู้เรียนแต่ละคนด้วย
เนื่องจากการเรียนแบบออนไลน์หรือ e-learning นั้นเป็นการเรียนที่
สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ศึกษา เรียนรู้ได้ด้วยตัวเองระบบบริหารการเรียนที่ทาหน้าที่
เป็นศูนย์กลาง กาหนดลาดับของเนื้อหาในบทเรียน นาส่งบทเรียนผ่านเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ไปยังผู้เรียน ประเมินผลความสาเร็จของบทเรียน ควบคุม และ
สนับสนุนการให้บริการทั้งหมดแก่ผู้เรียน จึงถือว่าเป็นองค์ประกอบของ e-
learning ที่สาคัญมาก เราเรียกระบบนี้ว่าระบบบริหารการเรียน (LMS : e-Learning
Management System)
ความหมายของ LMS
ถ้าจะกล่าวโดยรวม LMS จะทาหน้าที่ตั้งแต่ผู้เรียนเริ่มเข้ามาเรียน
โดยจัดเตรียมหลักสูตร, บทเรียนทั้งหมดเอาไว้พร้อมที่จะให้ผู้เรียนได้
เข้ามาเรียน เมื่อผู้เรียนได้เริ่มต้นบทเรียนแล้วระบบจะเริ่มทางานโดย
ส่งบทเรียนตามคาขอของผู้เรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์(อินเทอร์เน็ต,
อินทราเน็ต หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์อื่นๆ) ไปแสดงที่ Web browser
ของผู้เรียน จากนั้นระบบก็จะติดตามและบันทึกความก้าวหน้า รวมทั้ง
สร้างรายงานกิจกรรมและผลการ เรียนของผู้เรียนในทุกหน่วยการเรียน
อย่างละเอียดจนกระทั่งจบหลักสูตร
รู้จัก LMS
„ LMS ย่อมาจาก Learning Management System เป็นระบบที่ใช้บริหารจัดการการเรียนรู้ที่อานวยความ
สะดวกในการจัดกลุ่มเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ การสื่อสารโต้ตอบระหว่างผู้สอน
(Instructor/Teacher) กับผู้เรียน(Student) รวมทั้งการสร้างแบบทดสอบ การทดสอบและการประเมินผล
บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยโปรแกรมที่ใช้สร้างระบบ LMS ในปัจจุบันมีให้เลือกอยู่ 2 ลักษณะคือ
„ 1.ซอฟต์แวร์ฟรี (Open Source LMS) ที่มีลิขสิทธิ์แบบ GPL เช่น
„ Moodle (www.moodle.org)
Moodle is a course management system (CMS) - a free, Open Source software package
designed using sound pedagogical principles, to help educators create effective online learning
communities.
„ ATutor (www.atutor.ca)
ATutor is an Open Source Web-based Learning Content Management System (LCMS) designed
with accessibility and adaptability in mind. Administrators can install or update ATutor in minutes,
develop custom templates to give ATutor a new look, and easily extend its functionality with feature
modules. Educators can quickly assemble, package, and redistribute Web-based instructional content,
easily retrieve and import prepackaged content, and conduct their courses online. Students learn in an
adaptive learning environment.
รู้จัก LMS
„ Claroline (www.claroline.net)
Claroline is a free application based on PHP/MySQL
allowing teachers or education organizations to create and
administrate courses through the web.
„ LearnSquare (www.learnsquare.com) เป็น lms สัญชาติไทย
พัฒนาโดยทีมงาน NECTEC
- ทดสอบเรียนบทเรียนต่างๆ
รู้จัก LMS
2. ซอฟต์แวร์ที่บริษัทเอกชนพัฒนาเพื่อขายโดยเฉพาะ (Commercial LMS) เช่น
„ Blackboard Learning System
- ตัวอย่างการใช้งานที่ Sasin Chula
- WebCT (www.webct.com)
-IBM Lotus Learning Management System
-Education Sphere (www.educationsphere.com) - Sum Systems
Management Co., Ltd.
-Dell Learning System (DLS) > www.dell.com
-De-Learn (www.de-learn.com) - Data E-Learning Co., Ltd.
-i2 LMS (www.progress-info.co.th) - Progress Information Co.,Ltd
ประเภทของ Opensource LMS
Open Source คือ ซอฟต์แวร์ที่ให้ไปพร้อมกับซอร์สโค้ด ซอร์สโค้ด คือ
ซอฟต์แวร์ต้นฉบับ โดยจะต้องสามารถอ่านเข้าใจ และอยู่ในรูปแบบที่สามารถ
ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมได้ ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ Open Source มีอิสระในการนาไปใช้
นาไปแจกจ่าย และปรับปรุงแก้ไข โดยจะคิดค่าใช้จ่ายหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข
ในการอนุญาต Open Source Initiative (OSI) ได้นิยาม ขอบเขตของซอฟต์แวร์
โอเพ่นซอร์สไว้ดังนี้
1. อนุญาตให้นาไปเผยแพร่ได้อย่างเสรี (Free Redistribution) ไลเซนต์จะต้องไม่
จากัดในการขาย หรือแจกจ่ายให้กับผู้อื่น โดยไม่มีการบังคับว่าต้องจ่าย
ค่าธรรมเนียม (Royalty Fee) ให้กับเจ้าของซอฟต์แวร์ต้นฉบับ
ประเภทของ Opensource LMS
2. ให้มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ต้นฉบับ (Source Code) โปรแกรมต้อง
ให้มาพร้อมกับ Source Code หรือถ้าไม่ได้ให้มาพร้อมโปรแกรมจะต้อง
ู้
มีช่องทางที่จะทาให้ผใช้สามารถเข้าถึง Source Code ได้โดยไม่มีการคิด
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และ Source Code ที่ให้มาจะต้องอยู่ในรูปแบบที่นาไป
ปรับปรุงแก้ไขได้
3. อนุญาตให้สร้างซอฟต์แวร์ใหม่โดยต่อยอดจากซอฟต์แวร์
ต้นฉบับ (Derived Works) ไลเซนต์ของซอฟต์แวร์ต้องอนุญาตให้
สามารถนาไปปรับปรุงแก้ไข และสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ โดยซอฟต์แวร์
ตัวใหม่จะต้องมีไลเซนต์เช่นเดียวกับซอฟต์แวร์ต้นฉบับ
ประเภทของ Opensource LMS
4. ต้องไม่แบ่งแยกผู้พัฒนาออกจากซอฟต์แวร์ต้นฉบับ (Integrity of the
Author's Source Code) ไลเซนต์อาจจะไม่ได้ให้ไปพร้อมซอสโค้ดในรูปแบบที่
สามารถแก้ไขได้ ในกรณีที่มีการกาหนดว่าจะให้ซอร์สโค้ดเฉพาะส่วนที่มีการ
แก้ไขเพิ่มเติม (patch files) เพื่อใช้ในการคอมไพล์โปรแกรมเท่านั้น ไลเซนต์ใหม่
จะต้องกาหนดให้ชัดว่าสามารถแจกจ่ายได้หลังจากแก้ไขซอร์สโค้ดแล้ว โดยไล
เซนต์ใหม่อาจจะต้องทาการเปลี่ยนชื่อ หรือเวอร์ชั่นให้แตกต่างจากซอฟต์แวร์
ต้นฉบับ
5. จะต้องไม่เลือกปฏิบัติเพื่อกีดกันบุคคล หรือกลุ่มบุคคล (No Discrimination
Against Persons or Groups) ไลเซนต์จะต้องไม่เลือกปฏิบัตเพื่อกีดกันการเข้าถึง
ซอฟต์แวร์ของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
ประเภทของ Opensource LMS
6. จะต้องไม่จากัดการใช้เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น (No Discrimination
Against Field of Endeavor) ไลเซนต์จะต้องไม่จากัดการใช้สาหรับกลุ่มใดกลุ่ม
หนึ่ง เช่น จะต้องไม่จากัดการใช้งานเฉพาะในเชิงธุรกิจ หรือในการทาวิจัยเท่านั้น
7. การเผยแพร่ไลเซนต์ (Distribution of License) สิทธิ์ที่ให้ไปกับโปรแกรม
จะต้องถูกบังคับใช้กับทุกคนที่ได้รับโปรแกรมเท่าเทียมกัน โดยไม่จาเป็นต้องใช้ไล
เซนต์อื่นๆ ประกอบ
8. ไลเซนตของซอฟต์แวร์จะต้องไม่ขึ้นกับไลเซนต์ของผลิตภัณฑ์ (License
Must Not be Specific to a Product) หมายความว่า ถ้าซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สถูก
นาไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ไลเซนต์ของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สจะต้องไม่ต้องไม่
ขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ใดซอฟต์แวร์หนึ่งในผลิตภัณฑ์ตัวนั้น
ประเภทของ Opensource LMS
9. ไลเซนต์ของซอฟต์แวร์จะต้องไม่จากัดไลเซนต์ของซอฟต์แวร์
อื่น (License Must Not Restrict Other Software) ไลเซนต์ของซอฟต์แวร์
ที่รวมในมีเดียเดียวกันจะต้องไม่ถูกบังคับให้เป็นโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์
ด้วย
10. ไลเซนต์จะต้องไม่ผูกติดกับเทคโนโลยี (License Must Be
Technology-Neatral)
กลุ่มผู้ใช้งานระบบการจัดการการเรียนการสอน
„ 1. ผู้เรียน (Learner or Student) สามารถใช้งานจากระบบ LMS ได้ดังนี้
- สามารถเลือกเรียนในวิชาที่สนใจตามอัธยาศัย
- เรียนรู้ได้เองโดยอิสระจากทุกที่ทุกเวล
- มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนและผู้เรียนในกลุ่มได้
- มีเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้
- ออกแบบบทเรียนให้มีเนื้อหาน่าสนใจ
- เก็บประวัติการเรียน และมีการรับรองผลการเรียน
- มีเครื่องมืออานวยความสะดวกในการเรียนเช่น ตารางนัดหมาย สมุดบันทึก
กลุ่มผู้ใช้งานระบบการจัดการการเรียนการสอน
„ 2 ผู้สอน (Instructor or Teacher)สามารถใช้งานจากระบบ LMS ได้ดังนี้
- สามารถติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียน
- ให้คาปรึกษาปัญหาในบทเรียน
- สร้างและปรับปรุงหลักสูตร
- ตรวจสอบผลการเรียน
กลุ่มผู้ใช้งานระบบการจัดการการเรียนการสอน
„ 3. ผู้ดูแลระบบ (Administrator)
- จัดการหลักสูตร
- กาหนดตารางสอน
้
- ดูแลระบบทังหมด
- รวบรวมสถิติและจัดทารายงาน
องค์ประกอบของ LMS
„ ---> ระบบการจัดการเกี่ยวกับการบริหารการเรียน เช่น การสร้างและการจัดการรายวิชา การ
้
ลงทะเบียนกาหนดสิทธิต่างๆ ของผูสอนและผู้เรียน LMS บางระบบสามารถให้ผู้เรียน
ลงทะเบียนผ่านระบบได้เลย
„ ---> ระบบการจัดการเนื้อหา หรือ CMS (Content Management System) เป็นระบบที่สนับสนุน
ในการสร้างเนื้อหาโดยมีเครื่องมือต่างๆ ในการสนับสนุนการสร้างเนื้อหา นอกจากการสร้างแล้ว
ยังสามารถนาเนื้อหาที่สร้างมาจากโปรแกรมตัวอื่นมาใช้งานได้ เช่น Macromedia Dreamweaver,
Macromedia Flash, Microsoft FrontPage เป็นต้น
„ ---> ระบบการติดตามการเรียนการสอน การเรียนการสอนแบบ e-Learning ผู้เรียนต้องเข้าชั้น
้
เรียนในระบบดังนันตัวระบบจะต้องมีการติดตามความคืบหน้าในการเรียน เช่นการบันทึกเวลา
การเข้าระบบอย่างละเอียด การส่งงานผ่านระบบ ตลอดจนการให้คะแนนและให้เกรด ระบบการ
ติดต่อสื่อสาร ระบบนี้สามารถเปิดให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ภายในระบบ
เช่น การติดต่อด้วยเมล์ภายใน การใช้เว็บบอร์ดในการตอบกระทู้ต่างๆ หรือการใช้แชทรูม
นอกจากนั้น LMS บางโปรแกรมยังสนับสนุนการติดต่อเมล์ภายนอกอีก
ChulaOnline กล่าวว่า LMS จะประกอบด้วย 5 ส่วนดังนี้
„ 1. ระบบจัดการหลักสูตร (Course Management) กลุ่มผู้ใช้งานแบ่งเป็น 3 ระดับคือ
ผู้เรียน ผู้สอน และผู้บริหารระบบ โดยสามารถเข้าสู่ระบบจากที่ไหน เวลาใดก็ได้
โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ระบบสามารถรองรับจานวน user และจานวน
บทเรียนได้ ไม่จากัด โดยขึ้นอยู่กับhardware/software ที่ใช้ และระบบสามารถ
รองรับการใช้งานภาษาไทยอย่างเต็มรูปแบบ
„ 2. ระบบการสร้างบทเรียน (Content Management)ระบบประกอบด้วยเครื่องมือใน
การช่วยสร้าง Content ระบบสามารถใช้งานได้ดีทั้งกับบทเรียนในรูป Text - based
และบทเรียนในรูปแบบ Streaming Media
„ 3. ระบบการทดสอบและประเมินผล (Test and Evaluation System)มีระบบคลัง
ข้อสอบ โดยเป็นระบบการสุ่มข้อสอบสามารถจับเวลาการทาข้อสอบและการ
ตรวจข้อสอบอัตโนมัติ พร้อมเฉลยรายงานสถิติ คะแนน และสถิติการเข้าเรียนของ
นักเรียน
ChulaOnline กล่าวว่า LMS จะประกอบด้วย 5 ส่วนดังนี้
„ 4. ระบบส่งเสริมการเรียน (Course Tools)ประกอบด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้สื่อสาร
ระหว่างผู้เรียน - ผู้สอน และ ผู้เรียน - ผู้เรียน ได้แก่ Webboard และ Chatroom โดย
สามารถเก็บ History ของข้อมูลเหล่านี้ได้
„ 5. ระบบจัดการข้อมูล (Data Management System)ประกอบด้วยระบบจัดการไฟล์
และโฟลเดอร์ ผู้สอนมีเนื้อที่เก็บข้อมูลบทเรียนเป็นของตนเอง โดยได้เนื้อที่ตามที่
Admin กาหนดให้Open Source LMS
„ ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ LMS ที่ได้พัฒนาขึ้นในเชิงพาณิชย์นั้นมีอยู่มากมาย
ระบบที่มีชื่อติดตลาดจนเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด ได้แก่ Blackboard และ WebCT
เป็นต้น นอกจากนั้น LMS ที่พัฒนาโดยสถาบันการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ ก็มี
จานวนอีกไม่น้อย บางระบบก็ได้พัฒนาเพื่อใช้เฉพาะในสถาบันของตน บางระบบ
ได้จัดทาในรูปแบบที่เรียกว่า open source นั่นคือ เป็นระบบที่พัฒนาและเผยแพร่
ให้ผู้อื่นนาไปใช้งานได้ โดยมีการเปิดเผย source code ของโปรแกรม
ระบบจัดการบทเรียนจะทาหน้าที่เหมือนกับโรงเรียนแห่ง
หนึ่งที่ประกอบไปด้วยระบบจัดการด้านต่าง
„ 1. ระบบจัดการหลักสูตร เป็นส่วนของการจัดการเกี่ยวกับระบบการเรียน
การสอน ซึ่งเป็นหน้าที่ของครูผู้สอน ที่จะเป็นผู้จัดทา ระบบจัดการ
หลักสูตรถือเป็นหัวใจสาคัญของ E-learning โดยประกอบไปด้วยระบบ
ย่อย ๆ 2 ระบบ คือ
1.1 ระบบจัดการบทเรียน
1.2 ระบบการวัดและประเมินการเรียนรู้
ระบบจัดการบทเรียนจะทาหน้าที่เหมือนกับโรงเรียนแห่ง
หนึ่งที่ประกอบไปด้วยระบบจัดการด้านต่าง
2. ระบบส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นระบบช่วยเหลือในการจัดทา
บทเรียนของครูผู้สอน และช่วยในการเรียนรู้ของผู้เรียน ประกอบด้วย
โปรแกรมจัดทาบทเรียน ที่ครูผู้สอนสามารถบรรจุข้อมูล เนื้อหา คาสั่ง
กิจกรรม และข้อมูลอื่น ๆ ลงในระบบได้โดยง่าย รวมถึงการใส่
ภาพประกอบ ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ หรือไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งผู้เรียนก็
สามารถสร้างเนื้อหาตามที่ครูผู้สอนกาหนดกิจกรรมไว้ได้ด้วยวิธการี
เดียวกันกับครูผู้สอน นอกจากนี้ ระบบส่งเสริมการเรียนรู้ยังมีระบบการ
ติดต่อสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนได้แก่ กระดานข่าว (Web board)
กระดานสนทนา (Chat) จดหมายอิเลคทรอนิกส์ (e-mail)
ระบบจัดการบทเรียนจะทาหน้าที่เหมือนกับโรงเรียนแห่ง
หนึ่งที่ประกอบไปด้วยระบบจัดการด้านต่าง
3. ระบบจัดการข้อมูล เป็นระบบจัดการด้านฐานข้อมูล ซึ่งจะเก็บ
รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ของครูผู้สอน ข้อมูลของผู้เรียน สถิติต่าง ๆ เช่น
สถิติการเข้ามาเรียน วันที่ เวลา ระยะเวลา ข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน สถิติ
การทาแบบฝึกหัด แบบทดสอบ คะแนนที่ได้ ฯลฯ
การนาระบบ LMS ไปประยุกต์ใช้งาน
ระบบ LMS สามารถนาไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างหลากหลายอาทิ
สถาบันการศึกษา ศูนย์ฝึกอบรม หน่วยงานราชการ บริษัทเอกชน โดยใน
การนาไปใช้งานผู้ใช้สามารถ ปรับการใช้งานให้เหมาะสมกับหน่วยงาน
จุดประสงค์หลักในการพัฒนาระบบขึ้นมาก็เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ใช้
งานในหน่วยงานทั้งระบบ E-Learning หรือระบบ Knowledge
Management(KM)
แนวทางในการนาไปใช้
LMS เป็นองค์ประกอบที่สาคัญอย่างหนึ่งในระบบอีเลิร์นนิ่ง ที่ทา
หน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการเรื่องการเรียน โดย LMS มี
ฟังก์ชันการทางานหลักๆ คือ Registration, Delivery, Tracking,
Communication และ Testing ซึ่งจะครอบคลุมถึงการสร้างเนื้อหา และ
้
บริหารจัดการเนื้อหา โดยเนือหาจะอยู่ในรูปของส่วนที่เรียกว่า Learning
Object ทาให้สามารถนาส่วนเหล่านี้มาประกอบเป็นบทเรียนเพื่อ
สนับสนุนการใช้เนื้อหาร่วมกัน (shareable) และนาเนื้อหาที่แตกต่างกัน
มารวมกันเพื่อใช้สาหรับบทเรียนที่แตกต่างกันได้
แนวทางในการนาไปใช้
สาหรับ LMS นั้นไม่มีองค์กรไหนทาการกาหนดมาตรฐานกลางใน
การทางาน ดังนั้นบริษัทผู้ผลิต LMS แต่ละบริษัทจึงให้บริการฟังก์ชัน
การทางานของ LMS ที่แตกต่างกันออกไปทาให้เกิดจุดเด่นและจุดด้อย
ในการเปรียบเทียบการทางานของแต่ละผลิตภัณฑ์ ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์จะ
มีฟังก์ชันการทางานพื้นฐานที่เหมือนกัน คือ Registration, Delivery,
Tracking,Communication และ Testing รวมทั้งการสนับสนุนมาตรฐาน
ต่างๆ เพื่อให้สามารถทางานร่วมกับเนื้อหาจากระบบอื่นได้
ฟังก์ชันการทางานของระบบการจัดการการเรียนการสอน
ฟังก์ชันการทางานของระบบการจัดการการเรียนการสอน ฟังก์ชันการ
ทางานที่สาคัญของระบบการจัดการการเรียนการสอน ซึ่งแต่ละฟังก์ชันสามารถ
อธิบายรายละเอียดได้ดังนี้
1. การลงทะเบียน (Registration) เป็นฟังก์ชันการทางานในการให้ผู้เรียนสามารถ
ลงทะเบียนเข้าเรียนในหลักสูตรหรือบทเรียนต่างๆ ซึ่งอาจมีคุณลักษณะดังนี้
- สามารถให้ผู้เรียนลงทะเบียนเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตได้
- มีการยืนยันการลงทะเบียนผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
- สามารถแจ้งเตือนต่อผู้เรียนผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ถ้ามีการยกเลิกห้องเรียน
ฟังก์ชันการทางานของระบบการจัดการการเรียนการสอน
2. การนาส่งบทเรียน (Delivery) เป็นฟังก์ชันการทางานในการ
นาส่งบทเรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้เรียนตามความรู้
ความสามารถและทักษะของแต่ละบุคคคล ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนจะมี
้
เส้นทางการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน นอกจากนียังสามารถนาส่งบทเรียนตาม
ความต้องการของผู้เรียนได้
3. ติดตามผลการเรียน (Tracking) เป็นการทางานในการติดตาม
ตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียน ทาให้ระบบสามารถทราบแนวทาง
ในการให้คานแนะนาที่เหมาะสมสอดคล้องกับความรู้ความสามารถของ
ผู้เรียน
ฟังก์ชันการทางานของระบบการจัดการการเรียนการสอน
4. การสื่อสาร (Communication) เป็นฟังก์ชันการทางานที่ช่วยให้ผู้เรียน
สามารถ ติดต่อ สอบถาม ปรึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผูเ้ รียน
ด้วยกันเองหรือระหว่างผู้เรียนกับอาจารย์ผู้สอน ทาให้เกิดกระบวนการเรียนรู้
ที่สมบูรณ์แบบ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารได้แก่ การสนทนาออนไลน์
จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และกระดานข่าวเป็นต้น
5. การวัดผลการเรียน (Test) เป็นฟังก์ชันในการประเมินความรู้
ความสามารถของผู้เรียน ซึ่งบางวิชาอาจจะต้องวัดระดับความรู้ก่อนเข้าเรียน
เพื่อกาหนดแผนการเรียนให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนในหลักสูตรที่เหมาะสมและ
สอดคล้องกับความรู้ความสามารถของตนเอง และเมื่อผู้เรียนได้เรียนจบใน
แต่ละหลักสูตร ก็จะมีการสอนเพื่อติดตามความก้าวหน้าและประเมิน
ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ รวมทั้งสร้างรายงานผลการเรียนเพื่อใช้ในการ
วิเคราะห์สมรรถภาพการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล
ข้อดี
ระบบจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน ครอบคลุมเครื่องมือที่หลากหลายขึ้นมาก
เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงแรกที่ได้มีการพัฒนาระบบฯ ขึ้น จากเว็บไซต์
edutools ที่เป็นเว็บไซต์ที่ได้มีการนาเสนอข้อมูลและรายงานการเปรียบเทียบ
ระบบฯ ต่างๆ ที่ได้มีการใช้งานกันอยู่จริง พบว่า รายการของเครื่องมือบน
ระบบการจัดการการเรียนการสอนที่ใช้ในการประเมินมีอยู่มากกว่า 30
รายการด้วยกัน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เครื่องมือสาหรับการจัดระบบที่ไม่
สลับซับซ้อน เช่น ปฏิทิน (calendar) ไปจนถึงเครื่องมือขั้นสูงที่สร้างขึ้น
เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับการเรียนให้มากขึ้น เช่น เครื่องมือรวบรวมชิ้นงาน
ผู้เรียน (student portfolios) เป็นต้น การพัฒนาระบบการจัดการการเรียนการ
สอนในปัจจุบันไม่ได้จากัดเฉพาะปริมาณของเครื่องมือ แต่ยังครอบคลุมใน
ด้านของคุณภาพของเครื่องมือบางประเภทด้วย ตัวอย่างเช่น เครื่องมือใน
ลักษณะเว็บบอร์ด หรือ กระดานเสวนา (อาจเรียกว่า Discussion Forums) ซึ่ง
ข้อดี
ในขณะนี้เครื่องมือดังกล่าวไม่ได้จากัดเฉพาะแค่ความสามารถในการ
อนุญาตผู้ใช้ในการจัดเรียงและแสดงข้อความที่ได้นาเสนอเท่านั้น หากแต่ยัง
สามารถคอยอัพเดตข้อมูลการโพสต์ลงบนกระดานเสวนา และส่งอีเมลล์แจ้ง
ให้ทราบไปยังผู้รับเมื่อมีข้อความใหม่ๆ ได้รับการโพสต์ เป็นต้น ระบบการ
จัดการการเรียนการสอนส่วนใหญ่ในขณะนี้สามารถนาไปเชื่อมต่อกับระบบ
อื่นๆ ได้ ตัวอย่างเช่น การเชื่อมต่อของระบบฯ กับระบบอื่นๆ ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เช่น ระบบฐานข้อมูล ระบบ SAP ระบบ KMS เป็นต้น มีระบบ
่
การจัดการการเรียนการสอนทีได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงหลังมากขึ้นที่ เป็น
่
Open Source ซึ่งหมายถึงการทีผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดระบบฯ มาพัฒนา
หรือปรับใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เมื่อเปรียบเทียบกับระบบในลักษณะ
เชิงพาณิชย์ (proprietary) ซึ่งผู้ใช้จาเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งมักจะคิด
ค่าใช้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ (license) เท่ากับจานวนของผู้ใช้
ข้อจากัด
ข้อจากัดสาคัญที่ผู้ใช้งานระบบฯ ส่วนใหญ่พบ ได้แก่ การที่
เครื่องมือของระบบฯ ไม่ได้มีฐานพัฒนาจากทฤษฎีการเรียนรู้ กล่าวคือ
เครื่องมือต่างๆ อันหลากหลายที่ได้รับการพัฒนามาแล้วนั้น ยังไม่
สามารถสนับสนุนการจัดการเรียนรู้เป็นไปตามหลักทางครุศาสตร์
(pedagogy-driven) ได้อย่างเต็มที่หรืออีกนัยหนึ่ง หลักทางด้านการ
จัดการเรียนการสอน รวมทั้งยังไม่ยืดหยุ่นเพียงพอสาหรับความต้องการ
ในการออกแบบการเรียนของผู้สอนในสมัยใหม่ ซึ่งเน้นการเรียนใน
ึ
ลักษณะที่ยดผู้เรียนเป็นสาคัญ เช่น การให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ตาม
ความสามารถของตนตามกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้สอนได้ออกแบบไว้
ก่อนแล้ว (pre-designed learning sequences) เป็นต้น
ข้อจากัด
่
จึงทาให้การจัดการเรียนรู้ด้วยระบบฯ ทีได้พัฒนาขึ้นมักอยู่ใน
ลักษณะซ้าๆ เดิม และส่งผลต่อความน่าเบื่อของการเรียนในลักษณะ e-
Learning ระบบการจัดการการเรียนการสอนส่วนใหญ่ยังไม่สนับสนุน
การใช้ทรัพยากรการเรียนรู้ร่วมกัน จากงานวิจัยของผู้เขียน พบว่า มี
ระบบฯ เพียง 6% จากจานวนทั้งสิ้น 66 ระบบ เท่านั้นที่สนับสนุนการใช้
ทรัพยากรการเรียนรู้ รวมถึงการนากลับมาใช้ใหม่ของทรัพยากรดังกล่าว
เท่านั้น เนื่องจากการพัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้ใหม่ๆ เป็นงานที่ต้องการ
่
เวลา ค่าใช้จ่ายและความพยายามมาก ระบบฯ ทีได้รับการพัฒนาขึ้นใน
้
อนาคตจึงควรจัดหาเครื่องมือที่จะอานวยความสะดวกให้กับผูใช้ในการ
ใช้ทรัพยากรการเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงการนากลับมาใช้ใหม่ด้วย
มาตรฐานระบบ E-Learning
ึ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา(DOD) ได้ศกษาปัญหาของความไม่เข้ากัน
ั
(Incompatibility) ของระบบอีเลิร์นนิ่ง และเนื้อหาวิชา ที่พฒนาแตกต่าง แพลตฟอร์มกัน
ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ ทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จึงรวบรวมข้อกาหนด ที่พัฒนา
ก่อนหน้ามาเข้าด้วยกัน ทั้งของ IMS และ AICC เพื่อที่จะออกเป็นข้อกาหนด อีเลิร์นนิ่ง
้
กลาง และมีการตังหน่วยงานร่วมมือกันระหว่างกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หน่วยงาน
รัฐบาล ภาคเอกชนและภาคการศึกษา จัดตั้งสถาบันที่เรียกว่า ADL (Advanced
ั่
Distributed Learning) เมื่อปี 1997 และได้ออกข้อกาหนดแรกในเวอร์ชน 1.0 เมื่อปี 2000
แต่เวอร์ชั่นที่ประสบความสาเร็จเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปคือ ข้อกาหนด SCORM Version
1.2 ซึ่งออกเมื่อเดือนตุลาคมปี 2001 ดังนั้นในการสร้างระบบ LMS ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการ
พัฒนาระบบขึ้นมาใช้งานเอง ซื้อจากบริษัทเอกชน หรือใช้ซอฟต์แวร์สาเร็จรูปประเภท
Open Source จาเป็นต้องยึดตามมาตรฐานกลางคือ SCORM (Sharable Content Object
Reference Model)
LMS
จัดทาโดย
นางสาวปิยะมาศ วรรณพงษ์ 50540681
นางสาวศิราภรณ์ บุญโต 50540977
นายภานุศักดิ์ อารีย์ 51541113