ภาวะเงินฝื ด หรือเงินฝื ด (Deflation)
เป็ นภาวะที่ระดับราคาสิ นค้าและบริ การทัวไปลดต่าลงเรื่ อยๆ
่
้
อันเนื่องมาจากอุปสงค์รวมมีนอยเกินไป
ู้
ไม่เพียงพอที่จะซื้ อสิ นค้าและบริ การทาให้ผผลิตต้องลดราคาสิ นค้าเพื่อที่จะทาให้ขายได้
และลดการผลิตลงเพราะว่าถ้าผลิตออกมาเท่าเดิมก็ขายได้นอย ้
ผลที่ตามมาจะก่อให้เกิดผลเลวร้ายต่อเศรษฐกิจเพราะการจ้างงานจะลดลงตามไปด้วย
่
ส่ งผลกระทบเป็ นลูกโซ่ต่อมาตราฐานความเป็ นอยูของประชาชน ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะเงินฝื ด
อานาจซื้ อของบุคคลทัวไปจะสู งขึ้นด้วย
่
เงินฝื ด เป็ นภาวะตรงข้ามกับ ภาวะเงินเฟ้ อ มีปัจจัยการเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น
การเพิ่มขึ้นของอุปทาน การหดตัวของอุปสงค์ การลดลงของต้นทุนจากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน
หรื อมาตรการปรับลดภาษี
และการที่ปริ มาณเงินหมุนเวียนมีไม่เพียงพอต่อขนาดของระบบเศรษฐกิจ เป็ น
จงวิเคราะห์ ถึงสาเหตุการเกิดภาวะเงินฝื ด, ผลกระทบจากภาวะเงินฝื ด
และวิธีแก้ไขภาวะเงินฝื ด
สาเหตุของเงินฝื ด เงินฝื ดเป็ นภาวะที่อุปทานมวลรวมของระบบเศรษฐกิจมีมากว่าอุป
่
สงค์มวลรวม เนื่องจากปริ มาณเงินที่มีอยูในระบบเศรษฐกิจไม่เพียงพอกับความต้องการถือเงิน
ั
หรื อความต้องการใช้เงินของประชาชน ซึ่ งเกิดได้จากหลายสาเหตุดงนี้
1. ธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรออกมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อยเกินไป
ไม่เพียงพอกับความต้องการ
2. การที่ประเทศมีฐานะดุลการค้า
ดุลการชาระเงินขาดดุลอย่างต่อเนื่องเป็ นระยะเวลานาน
ทาให้ประเทศต้องสุ ญเสี ยเงินตราให้แก่ต่างประทศ
่ ้
ส่ งผลให้ปริ มาณเงินที่หมุนเวียนอยูในระบบเศรษฐกิจมีนอยลง
3. รัฐบาลเก็บภาษีในอัตราสู ง
ทาให้ปริ มาณเงินจานวนหนึ่งถูกดูดออกจากระบบเศรษฐกิจ (ปริ มาณเงินน้อยลง)
4. สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสิ นเชื่อให้แก่ระบบเศรษฐกิจ
ทาให้ปริ มาณเงินในระบบเศรษฐกิจมีไม่เพียงพอกับความต้องการ
5. ธนาคารกลางดาเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด เช่น
การที่ธนาคารกลางประกาศเพิ่มอัตราเงินสดสารองที่ธนาคารพาณิ ชย์จะต้องดารงตามกฎหมาย
หรื อการประกาศใช้นโยบายควบคุมการปล่อยสิ นเชื่ อ ฯลฯ
ซึ่ งนโยบายดังกล่าวจะส่ งผลให้ปริ มาณเงินในบทเศรษฐกิจน้อยลง
6. รัฐบาลใช้นโยบายงบประมาณแบบเงินดุล กล่าวคือ รัฐบาลมีรายได้มากกว่ารายจ่าย
ทาให้มีปริ มาณเงินจานวนหนึ่งถูกดูดออกจากระบบเศรษฐกิจ (ปริ มาณเงินลดลง)
ผลกระทบของภาวะเงินฝื ด ผลการที่ระดับราคาสิ นค้าและบริ การมีแนวโน้มลดลงเรื่ อ
ู้ ้
ยๆ หรื อการเกิดภาวะเงินฝื ดขึ้นนั้น ทาให้ผผลิตหรื อผูประกอบการคาดคะเนผลกาไรในทางที่เลวลง
ั่
เกิดความไม่มนใจในอนาคต ส่ งผลให้มีการชะลอการลงทุนและลดการผลิตลง
เมื่อลดการผลิตลงการจ้างงานก็ลดลงด้วย ทาให้เกิดปั ญหาการว่างงาน ประชาชนมีรายได้ลดลง
ผลจากการที่รายได้ของประชาชนลดลงจะยิงส่ งผลให้เศรษฐกิจถดถอยซบเซาเข้สู่ระยะเศรษฐกิจตก
่
ต่า
เนื่องจากประชาชนไม่มีกาลังซื้ อที่เพียงพอเมื่อเทียบกับปริ มาณของสิ นค้าและบริ การทั้งหมดที่มีอยูใ ่
นระบบเศรษฐกิจ (อุปสงค์มวลรวมมีปริ มาณน้อยกว่าอุปทานมวลรวม)
สาหรับผลที่มีต่อผูมีรายได้ประจา ลูกหนี้ และเจ้าหนี้
้
กรณี ที่เกิดภาวะเงินฝื ดจะตรงข้ามกับกรณี ที่เกิดภาวะเงินเฟ้ อ กล่าคือ
้
ผูมีรายได้ประจาและเจ้าหนี้ จะได้เปรี ยบ ส่ วนลูกหนี้จะเสี ยเปรี ยบ
สาหรับเหตุผลจะเป็ นไปในทานองเดียวกันกับกรณี ของภาวะเงินเฟ้ อ ส่ วนผลที่มีต่อความต้อง
การถือเงิน เมื่อเกิดภาวะเงินฝื ดขึ้นความต้องการถือเงินของประชาชนจะมีนอยลง ้
อันเนื่องจากเงินจานวนเดิมซื้ อหาสิ นค้าได้ในปริ มาณมากขึ้น
้
การแก้ไขภาวะเงินฝื ดภาวะเงินฝื ดสารมารถแก้ไขได้ดวยนโยบายการเงินและการคลัง
ในลักษณะที่ตรงกันข้ามกับการแก้ไขปั ญหาเงินเฟ้ อ
นั้นคือจะต้องใช้นโยบายในการเพิมอุปสงค์รวมให้มากขึ้น
่
ด้วยการใช้นโยบายการเงินซึ่ งจะต้องเพิ่มปริ มาณเงินให้มากขึ้น ซื้ อคืนพันธบัตร
ั
ที่ขายให้กบประชาชนตอนเกิดภาวะเงินเฟ้ อ กาหนดนโยบายให้ ธนาคารพาณิ ชย์และสถาบัน
้
การเงินปล่อยสิ นเชื่ อให้มากขึ้น โดยลดอัตราเงินฝากสารองให้นอยลงทาให้ธนาคาร
้
มีเงินเหลือพอที่จะปล่อยให้กูมากขึ้น โดยการลดอัตราเงินสดสารอง, ลดอัตราส่ วนลด,
ซื้ อหลักทรัพย์ในตลาดเป็ นต้นถ้าใช้นโยบายการคลัง
ก็ตองเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐโดยกาหนดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล เช่นสร้างระบบสาธารณูปโภค
้
ขุดหนองคลองบึง สร้างถนนหนทาง เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงาน ,
ลดอัตราภาษีแก่ประชาชนเพื่อให้มีเงินเหลือสาหรับจับจ่ายใช้สอย เร่ งสร้างงาน,
หรื อก็คือการใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล ฯลฯ
ความเกรงกลัวว่าเศรษฐกิจของโลก จะเข้าสู่ ภาวะเงินฝื ด ต่อภาวะ "กับดักสภาพคล่อง"
หรื อ "Liquidity Trap" ที่กาลังเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริ กา
แล้วก็กลัวว่าโลกจะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่า หรื อ "Depression" ทัวไป
่
่
จนกระทังท่านนายกรัฐมนตรี ยกขึ้นพูดในที่ประชุม ครม. เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผานมา
่
ก็เลยเป็ นข่าวฮือฮาขึ้นในประเทศไทย
ภาวะเงินฝื ดคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วถ้าเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็ นเรื่ องที่น่าห่วง
เพราะเป็ นเรื่ องที่แก้ไขได้ยากกว่าภาวะเงินเฟ้ อ
ภาวะเงินฝื ด ก็คือ ภาวะที่ตรงกันข้ามกับภาวะ "เงินเฟ้ อ" หรื อ "Inflation" ภาวะเงินเฟ้ อ
คือภาวะที่ระดับราคาเพิมขึ้นอย่างรวดเร็ วพร้อมๆ กันไปหมด
่
ไม่ใช่ส่วนใดส่ วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ
ดังนั้น ถ้าเกิดภาวะเงินฝื ดแต่ไม่มาก หรื อปานกลาง ก็น่าจะเรี ยกว่าภาวะ
"ฝื ดเคือง" หรื อภาวะทามาค้าไม่คล่อง ของผลิตแล้วขายยาก "อัตรากาไร" หรื อ "Margin" ลดลง
จนบางทีก็ขาดทุน เงินในระบบหมุนช้าลง แปลว่า
เงินจานวนเท่าเดิมหมุนเพื่อรองรับกิจกรรมทางธุ รกิจการค้าได้นอยลง ้
ั ่
ทาให้ธุรกิจบริ ษทห้างร้านขาดสภาพคล่อง แม้วาระบบทั้งระบบ มีสภาพคล่องเหลือเฟื อ
้
แต่ไม่มีใครกูไปลงทุน หรื อเจ้าหนี้ไม่กล้าปล่อยกู้ เพราะกาลังการผลิตยังเหลือเฟื อ
ระบบเศรษฐกิจยังผลิตในระดับต่ากว่า ระดับความสามารถในการผลิต ระดับราคาอ่อนตัวลง
อัตราดอกเบี้ยลดลง
โดยปกติแล้ว ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การชะลอตัวจะไม่รุนแรง ถึงกับเกิดภาวะเงินฝื ด
จนอัตราเงิ นเฟ้ อ ลดลงจนเข้าใกล้ศูนย์ หรื อติดลบ อัตราดอกเบี้ ยจะไม่ลดลงจนถึ งอัตราต่ าสุ ด
จนถึ ง ระดับ ที่ แ ม้จ ะลดลงไปต่ อ ไปก็ ไ ม่ มี ป ระโยชน์ หรื อ เข้า สู่ ภ าวะ "กับ ดัก สภาพคล่ อ ง"
แ ต่ เ มื่ อ ล ด ล ง จ น ถึ ง ภ า ว ะ กั บ ดั ก ส ภ า พ ค ล่ อ ง ร ะ ดั บ ร า ค า ก็ จ ะ เ ป็ น ตั ว ป รั บ ล ง
เมื่อถึ งจุดนี้ ก็จะเป็ นภาวะเงิ นฝื ด ถ้าฝื ดบ้างหรื อปานกลาง ก็เป็ นภาวะเงิ นฝื ดธรรมดา ถ้ามากจริ ง
และมี แ นวโน้ม รุ น แรงขึ้ น เป็ นเวลานาน ก็ ก ลายเป็ นภาวะเศรษฐกิ จ ตกต่ า หรื อ Depression
แ ต่ ไ ม่ เ รี ย ก ว่ า ภ า ว ะ Hyper Deflation เ ห มื อ น ก ร ณี ภ า ว ะ เ งิ น เ ฟ้ อ
เพราะหลั ง จากภาวะเศรษฐกิ จ ตกต่ า ทั่ ว โลกเมื่ อ 70 กว่ า ปี ก่ อ น ก็ ย ัง ไม่ เ กิ ด ขึ้ นเลย
ส่ วนที่ว่าอัตราเงินเฟ้ อโดยทัวไปต้องติดลบหรื อไม่ อาจจะไม่จาเป็ น เพราะปั จจัยทางด้านต้นทุน
่
เช่ น ราคาน้ ามัน หรื อราคาน าเข้า จากประเทศอื่ น อาจจะยัง เพิ่ ม อยู่ แต่ ผู ้ผ ลิ ต ไม่ มี ก าไร
ขายของไม่ออก ขาดเงินทุนหมุนเวียน