Embed
Email

Creative Thinking

Document Sample
Creative Thinking
Shared by: HC11112404934
Categories
Tags
Stats
views:
31
posted:
11/23/2011
language:
Thai
pages:
53
Creative Thinking

Asst. Prof. Dr. Kaukeart Boonchukosol

Faculty of Engineering

Chulalongkorn University

Innovation vs. Creativity





Innovation คือการเอา ความคิด



สร้ างสรรค์ ไปปฏิบติให้เป็ นจริ ง

ในโลกการแข่งขันของอุตสาหกรรมปัจจุบน การ ั

้ ่

เป็ นเพียงผูรับจ้างผลิตจะอยูได้ยากขึ้น

1. การย้ายฐานไปที่ที่ค่าแรงถูกกว่า

2. มีอานาจต่อรองต่า

3. ส่ วนต่างหรื อผลกาไรลดลงเรื่ อยๆ ยาก

ต่อการพัฒนาตนเอง

ต้องมีสิ่งที่เป็ นของตนเอง

ผลิตภัณฑ์และหรื อกระบวนการ

เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตนเอง

การสร้ างสรรค์

• เกิดได้ทุกวัน

• ไม่จากัดว่าต้องเป็ นเรื่ องเล็กหรื อเรื่ องใหญ่



• ไม่ตองมีพรสวรรค์ ฝึ กฝนได้

อะไรคือการสร้างสรรค์



 การสร้างสรรค์คือการทาให้เกิดบางสิ่ งบางอย่างขึ้นมา



ซึ่งสิ่ งนั้นไม่เคยมีอยูมาก่อน, ทั้งนี้อาจเป็ น

 ผลผลิตอย่างหนึ่ ง, หรื อ

 กระบวนการแบบหนึ่ งหรื อ



 ความคิด-ไอเดียเรื่ องหนึ่ ง.

สองแนวทางของความคิด

Critical Thinking Creative Thinking

analytic generative

convergent divergent

vertical lateral

probability possibility

judgment suspended judgment

focused diffuse

objective subjective

answer an answer

left brain right brain

verbal visual

linear associative

reasoning richness, novelty

yes but yes and

• ในการแก้ปัญหา การคิดทั้ง 2 วิธีเป็ นความจาเป็ น

• เริ่ มแรก เราต้องวิเคราะห์ปัญหา

• สร้างผลเฉลยที่เป็ นไปได้

• เลือกและนาผลเฉลยที่ดีที่สุดไปปฏิบติ ั

• ประเมินประสิ ทธิผลของผลเฉลย

• กระบวนการนี้แสดงให้เห็นการหมุนเวียนกันของ

วิธีการคิดทั้ง 2 วิธี critical and creative



• ในการปฏิบติ ความคิดทั้ง 2 แบบจะทางานร่ วมกัน

เสี ยเป็ นส่ วนใหญ่ โดยยากที่เป็ นอิสระจากกัน

การสร้างสรรค์คืออะไร



 ความสามารถ Ability

 Creativity คือความสามารถที่จะจินตนาการหรื อประดิษฐ์บาง

สิ่ งใหม่ๆ

 ทัศนคติ Attitude

 การยอมรับความเปลี่ยนแปลงและสิ่ งแปลกใหม่

 ความปรารถนาที่จะเล่นสนุกกับไอเดียและความเป็ นไปได้

 มุมมองที่หลากหลาย

 สนุกสนานกับงาน ในขณะที่มองหาทางปรับปรุ ง

 กระบวนการ Process

 ้

คนสร้างสรรค์ตองทางานหนักและต่อเนื่องเพื่อปรับปรุ งไอเดียและ

ผลเฉลย โดยการค่อยๆทดลองทาการปรับเปลี่ยนทีละเล็กละน้อย

และขัดเกลาผลงาน

วิธีการสร้ างสรรค์ -1

การประเมิน Evolution.

 การต่อยอดความคิดจากความคิดเดิม อาจเป็ นการค่อยๆต่อยอดทีละเล็กละ

น้อย ใช้เวลาและความอดทน

 ตัวอย่ างเช่ น ในอุตสาหกรรมยานยนต์ การผลิ ตรถรุ่ นใหม่ ส่ วนใหญ่ จะ

เป็ นการพัฒนามาจากรถรุ่ นที่ ผ่านมา ลักษณะเช่ นนีเ้ ป็ นการพัฒนาไปสู่ สิ่ง



ที่ดีขึน ไม่ ใช่ การสร้ างสิ่ งใหม่ ทั้งหมด

อี กตัว อย่ างหนึ่ งเห็ นได้ ชัดเจนคื อ เครื่ อ งถ่ ายสาเนา ที่ มีการพั ฒนาที่ ใน

ปั จจุบันสามารถถ่ ายเอกสารได้ ต่อเนื่องทั้งเล่ ม และสามารถมารถเรี ยงเล่ ม

สาเร็จได้ ด้วยตัวเอง

 หลักสาคัญของวิธีการนี้ คือ ทุกปั ญหาที่แก้ไขไปแล้วยังสามารถแก้ไขได้

อีกในทางที่ดีกว่า ปรัชญาของนักคิดสร้างสรรค์คือ “ไม่มีการปรับปรุ งที่

ไม่สาคัญ”

วิธีการสร้ างสรรค์ -2

การสังเคราะห์ Synthesis

 เป็ นการนาความคิ ดที่ มีอยู่สองหรื อมากกว่ า มา

รวมกันเป็ นความคิ ดใหม่ เช่ น โทรศั พท์ มือถื อ

ปั จจุบันที่รวมเอาการใช้ งานมากหลายไว้ ด้วยกัน.

 อี ก ตัว อย่ างที่ ง่า ยกว่ านั้ น คื อ การรวมอาหารเย็น

กับการแสดงไว้ ด้วยกัน

วิธีการสร้ างสรรค์ -3

การเปลี่ยนแปลงอย่ างสิ้นเชิง Revolution

 เพื่อเปรี ยบเที ยบ ให้ พิจารณาตัวอย่ างของความคิ ดของ

อาจารย์ ในมหาวิทยาลัย 2 แนวทางต่ อไปนี ้

 ้

ทาอย่ างไรจึ งจะทาให้ การบรรยายดีขึน

 ท าไมเราไม่ เ ลิ ก การบรรยาย และให้ นั ก เรี ย นสอนกั น เอง

ทางานร่ วมกัน

 ตัวอย่ างที่ มีอยู่เช่ น การสร้ างยาฆ่ าปลวกที่ เปลี่ยนโฉม

โดยสิ ้นเชิ งจากสารเคมีไปเป็ น ไนโตรเจนเหลวเพื่อแช่

แข็งปลวกและทาให้ ตาย

วิธีการสร้ างสรรค์ -4

การนามาประยกต์ ใหม่ Reapplication



 การนาเอาของเก่ ามาใช้ งานอี กรู ปแบบหนึ่ ง เป็ นรู ปแบ

หนึ่ ง ของงานศิ ล ปะที่ น าของเก่ า ทิ ้ ง แล้ ว มาเปลี่ ย น

รู ปแบบการใช้ งาน

 ต้ องมองเลยความคุ้ยเคยในการใช้ งานที่ เป็ นอยู่ออกไป

ให้ ได้

 ตั ว อย่ า งเช่ น ที่ ห นี บ กระดาษสามารถใช้ เป็ นไขควง

ขนาดเล็กได้ ถ้ าฝนปลายให้ เหมาะสม การใช้ สีเป็ นกาว

สาหรั บยึดสกรู กันหลวม

วิธีการสร้ างสรรค์ -5

การเปลี่ยนทิศทาง Changing Direction

 ้

ความคิดก้ าวกระโดดมากมายเกิดขึนเมื่อความตั้งใจถูกโยกจาก

มุมหนึ่งของปั ญหาไปอีกมุมหนึ่ง

 ตัว อย่ างหนึ่ งของปั ญ หาที่ เ ด็ก ชอบใช้ ทางระบายน้า ของทาง

หลวงเป็ นที่ เล่ นสเก็ตบอร์ ด แนวทางป้ องกันที่ ผ่านมาคื อการ



สร้ างรั้ วกั้นไม่ ให้ ลงไปในทางระบายนาได้ ซึ่ งไม่ เคยประสบ



ผลสาเร็ จ รั้ วถูกตัดเพื่อหาทางลงไปใช้ ทางระบายนา ในที่ สุดจึ ง

มีการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ถึงสาเหตุที่ทาไมเด็กชอบใช้ ทางระบาย

น้า เป็ นที่ เ ล่ น “เพราะเป็ นพื ้น ที่ ที่ เ ล่ น สเก็ต บอร์ ดได้ ดี ” วิ ธี



ป้ องกันคื อการปรั บผิวทางระบายนาให้ ไม่ สามารถใช้ เล่ นสเก็ต

บอร์ ดได้

ทัศนคติเชิงลบที่สกัดกั้นการสร้ างสรรค์ -1

ปัญหาอีกแล้ ว

 ปฏิกิริยาต่อปั ญหาบางครั้งใหญ่กว่าตัวปั ญหา คนบาง

คนจึงปฏิเสธปัญหาจนสายเกินไป

 ต้องสร้างความรู ้สึกที่เห็นปั ญหาเป็ นโอกาส เป็ นความ

ท้าทาย และมองหาปัญหา

 ปัญหาคือ

ั ้

1. การมองหาความแตกต่างระหว่างสิ่ งที่มีกบสิ่ งที่ตองการ



2. การยอมรับว่ามีบางอย่างดีกว่าปั จจุบนเสมอ

3. โอกาสสาหรับการกระทาที่เด็ดขาด

ทัศนคติเชิงลบที่สกัดกั้นการสร้ างสรรค์ -2

มันทาอะไรไม่ ได้

 ที่ คื อ การยอมแพ้ก่ อ นเริ่ มต่ อ สู ้ เป็ นการมองความ

รุ นแรงของปัญหาเกินความเป็ นจริ ง

 จงคิ ด ว่า “ความยากล าบากที่ เ ราท าอย่า งทัน ที ท ัน ใด



ความเป็ นไปไม่ได้จะอยูไกลไปอีกนิดเดียว”

ทัศนคติเชิงลบที่สกัดกั้นการสร้ างสรรค์ -3

ฉันทาไม่ ได้ หรือไม่ มีอะไรให้ ทาแล้ ว

 คนบางคนคิดว่าปั ญหาจะต้องแก้โดยผูเ้ ชี่ยวชาญ แต่ไม่ใช่

ตนเอง เพราะ ฉลาดไม่พอ ไม่ใช่วศวกร ิ

 ้

ลองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ใครคือผูสร้างเครื่ องบินลา



แรกของโลก คนซ่อมรถจักรยาน พี่นองตระกูลไรต์



ปากกาลูกลื่นถูกประดิษฐ์โดยช่างพิสูจน์อกษร เครื่ องปั่ นด้ายที่

ผลิตโดยทนายความ

 ั

มีตวอย่างอื่นๆอีกมากมายที่แสดงว่านวัตกรรมมักจะเกิดจากคน

ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสตร์ ของการประดิษฐ์น้ น



 แรงบันดาลใจสาคัญกว่าเครื่ องมือทดลอง และเราสามารถทา

อะไรให้ดีข้ ึนได้เสมอ

ทัศนคติเชิงลบที่สกัดกั้นการสร้ างสรรค์ -4

ผมไม่ ใช่ นักสร้ างสรรค์

 คนทุกคนมีการสร้างสรรค์ในระดับหนึ่ ง คนส่ วนใหญ่

มีระดับการสร้างสรรค์สูงมาก ลองดูเด็กๆเป็ นตัวอย่าง

เวลาที่เขาเล่นและเพ้อฝัน

 ปัญหาคือความสร้างสรรค์จะถูกปิ ดกั้นด้วยการศึกษา

ทัศนคติเชิงลบที่สกัดกั้นการสร้ างสรรค์ -5

มันเป็ นเรื่องของเด็ก

 บ่อยครั้ งที่ ความคิด ความพยายามของเราถูก มองเป็ น

เรื่ องตลกจากคนรอบข้าง แต่จะเป็ นอะไรไปถ้ามันทา

ให้อะไรๆดีข้ ึน

ทัศนคติเชิงลบที่สกัดกั้นการสร้ างสรรค์ -6



แล้ วคนอืนจะคิดอย่ างไร

 เป็ นแรงกดดันทางสังคมที่ทาให้อยากเป็ นคนธรรมดา



และไม่ตองสร้างสรรค์

 แต่ ล องคิ ด ถึ ง กาลิ เ ลโอที่ ถู ก กล่ า วหาว่ า เป็ นคนนอก

ศาสนาจากความคิดทางวิทยาศาสตร์ที่กาวหน้าไกล ้

 จงมองว่ า ค าเยาะเย้ย เป็ นเหรี ยญตราของความคิ ด

สร้างสรรค์ที่แท้จริ ง

ทัศนคติเชิงลบที่สกัดกั้นการสร้ างสรรค์ -7

ฉันจะล้มเหลว

 ในการทดลองหาวัสดุทาไส้หลอดไฟฟ้ าของ Thomas Edison ซึ่งได้ทาการ

ทดสอบวัสดุถึง 1800 ชนิด มีคนถามหลังจากทดลองไปได้ประมาณ 1,000

ครั้ง ว่ารู้สึกผิดหวังกับความล้มเหลวหรื อไม่ Edison ตอบว่า “ผมได้เรี ยนรู้



มากมายว่ามีวสดุมากถึง 1,000 ชนิดที่ใช้งานไม่ได้”

 การกลัวความล้มเหลวเป็ นปั จจัยสาคัญอันหนึ่ งที่กีดขวางการสร้างสรรค์

และแก้ปัญหา ต้องเข้าใจว่าความล้มเหลวเป็ นเรื่ องธรรมชาติ เป็ นสิ่ งที่

แสดงให้เห็นความพยายามทางานอย่างจริ งจัง

 ลองนึ ก ดู ว่ า ถ้า เราท างานที่ ม ั่น ใจในความส าเร็ จ เพี ย ง 3 งานต่ อ ปี ซึ่ ง



ประสบความสาเร็ จทุกงาน แต่ ถาเราทดลองทางาน 100 งานที่ ประสบ

ความล้มเหลวถึง 70 งาน งานที่ทาได้สาเร็ จก็จะมีมากถึง 30 ชิ้ น มากกว่า

กันถึง 10 เท่า และได้เรี ยนรู้มากขึ้นจากความล้มเหลวทั้ง 70 งาน สมดัง

สุ ภาษิตว่า “ผิดเป็ นครู ”



ตานานเกียวกับการคิดสร้ างสรรค์ และแก้ ปัญหา-1



ทุกปัญหามีคาตอบเดียว

 เป้ าหมายของการแก้ ปั ญ หาคื อ การหาผลลั พ ธ์ ซึ่ ง

สามารถท าได้ห ลายวิ ธี ด้ว ยกัน และอาจมี ค าตอบที่

ถูกต้องได้หลายคาตอบด้วยกัน อะไรคือคาตอบของ

การใส่ คาลงบนกระดาษ ปากกาลูกลื่น ปากกาหมึกซึ ม

ดินสอ พิมพ์ ดีด



ตานานเกียวกับการคิดสร้ างสรรค์ และแก้ ปัญหา-2



่ ี ี่

คาตอบ/ผลลัพธ์ /วิธีการทีดทสุดได้ ถูกค้ นพบไปแล้ ว

 อะไรคือผลลัพธ์ของการขนส่ งมนุษย์ วัวหรื อม้า เกวียน

รถไฟ รถยนต์ เครื่ องบิน ทั้งหมดนี้ ดีที่สุดและสิ้ นสุ ด

หรื อยัง

 ้

อะไรคือวิธีที่สุดในการใส่ ถอยคาลงบนกระดาษ

 เมื่อดูประวัติของสิ่ งประดิษฐ์ใดๆ เราจะเห็นการพัฒนา

ผลลัพธ์ใหม่ คาตอบใหม่ เกิดขึ้นตลอดเวลา



ตานานเกียวกับการคิดสร้ างสรรค์ และแก้ ปัญหา-3



คาตอบที่สร้ างสรรค์ ต้องมีเทคนิคซับซ้ อน

 อัน ที่ จ ริ ง แล้ว มี ปั ญ หาน้อ ยมากที่ ต ้อ งการใช้เ ทคนิ ค ซับ ซ้อ น

ปั ญหาทัวไปต้องการการลงมือทาและเครื่ องมือง่ายๆบางอย่าง



เท่านั้น

 ้

ตัวอย่ างเช่ น เมื่อ hot dogs ถูกประดิษฐ์ ขึน มันถูกบริ การพร้ อม

ถุงมื อสาหรั บจั บ ปั ญหาคื อถุงมื อจะถูกลูกค้ านากลับออกไป

ด้ วย วิธีแก้ ปัญหาคื อการเปลี่ยนจากถุงมือมาเป็ นขนมปั งยาวที่

สามารถกินได้ พร้ อมกับไส้ กรอก

 แทนที่จะมัวแต่ คิดหาวิธีป้องกันลูกค้ าเอาถุงมือกลับบ้ าน



ตานานเกียวกับการคิดสร้ างสรรค์ และแก้ ปัญหา-4



จะมีความคิด ไอเดียหรือไม่ ก็ช่วยอะไรไม่ ได้

 มีเทคนิ คสนับสนุ นการสร้างความคิดที่นาไปสู่ สาเร็ จที่

ได้รับการพัฒนาขึ้นมากมาย ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป

สิ่ งกีดขวางความคิดสร้ างสรรค์ และการแก้ ปัญหา-1



อคติ

 เมื่ออายุมากขึ้น ความมีอคติจะยิ่งเพิ่มขึ้น ความคิดเช่นนี้ เป็ นสิ่ ง



กีดขวางเราจากการมองเห็นเลยสิ่ งที่เรารู ้จกแล้วออกไป และทา

ให้เราไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

 ตัวอย่ าง การเชื่ อมต่ อปี กเครื่ องบิ นให้ ง่ายและแข็งแรงกว่ าการ

ใช้ rivets การแก้ ปัญหาในปั จจุบันคื อการใช้ กาว อคติของเรา

บอกว่ า “กาว”จะใช้ ติดปี กเครื่ องบินได้ อย่ างไร

 ตั ว อย่ า ง เราจะผลิ ต กระจกกั น ลู ก ปื นที่ เ บากว่ า ได้ อ ย่ า งไร

กระจกหนาจะหนัก คาตอบคื อใช้ พลาสติ กแทนกระจก อคติ

ของเราบอกอีกเช่ นกันว่ า “พลาสติก” ไม่ มีทางแข็งแรงพอ

สิ่ งกีดขวางความคิดสร้ างสรรค์ และการแก้ ปัญหา-2



การยึดติดเชิงฟังก์ ชั่น

 ั

บางครั้งเรามองวัตถุจากชื่ อของมันไม่ใช่จากสิ่ งที่มนทาได้ ทา

ให้เราเห็น mop เป็ นเพียงไม้ถูพ้ืน แต่ไม่ได้คิดว่าอาจใช้มนใน ั

การกวาดหยากไย่ ล้างรถได้ดีเช่นกัน

 เช่ น เมื่ อโทรศัพท์ เริ่ มเกิ ด บริ ษัทโทรเลขบางแห่ งกล่ าวว่ า “นี่

ไม่ ใช่ เรื่ องของบริ ษัทโทรเลข” แทนที่ จะมองตัวเองเป็ นบริ ษัท

้ ้

ธุรกิจสื่ อสาร ความคิดนีทาให้ บริ ษัทเหล่ านีต้องสู ญหายไปจาก

ธุรกิจ

สิ่ งกีดขวางความคิดสร้ างสรรค์ และการแก้ ปัญหา-3



ความรู้ สึกอับจนหนทาง

 นี่ คื อ ความรู ้ สึ ก ว่ า เมื่ อ ปราศจากเครื่ องมื อ ความรู ้

อุปกรณ์ ความสามารถ ที่จะทาอะไรได้ ก็ไม่ควรต้อง

ลองพยายามให้เสี ยเวลา

 จงมองดูให้รอบตัว เราจะเห็นว่ามีสิ่งที่เราร้องขอความ



ช่วยเหลือได้เสมอ สิ่ งที่ตองการคือ แรงบันดาลใจและ

ความรับผิดชอบ

สิ่ งกีดขวางความคิดสร้ างสรรค์ และการแก้ ปัญหา-4



การปิ ดกั้นเชิงจิตวิทยา

 เช่น ความน่าเกลียด ความน่ากลัว ความอาย

 การปิ ดกั้นเช่นนี้ทาให้เราไม่สามารถทาบางสิ่ งบางอย่าง

เพียงเพราะเรารู ้สึกว่าไม่น่าจะดีหรื อถูกต้อง

ทัศนคติเชิงบวกสาหรับการสร้ างสรรค์ -1

ความอยากรู้อยากเห็น



 นักคิดสร้างสรรค์ตองอยากรู ้ทุกอย่าง

 ความรู ้ที่กว้างขวางเป็ นสิ่ งจาเป็ นสาหรับการสร้างสรรค์

การสร้างสรรค์มากมายมาจากการรวมความคิดเดิมเข้า

ด้วยกัน ไม่มีอะไรมาจากความว่างเปล่า

 นอกจากความรู ้ นั ก คิ ด สร้ า งสรรค์ ต ้ อ งรู ้ ว่ า ท าไม

(WHY) เข้าใจสิ่ งที่อยูเ่ บื้องหลัง

 ดังนั้นจึงต้องถาม

ทัศนคติเชิงบวกสาหรับการสร้ างสรรค์ -2

ความท้ าทาย

 คนอยากรู ้ อ ยากเห็ น ชอบความท้ า ทายต่ อ สมมุ ติ ฐ านของ

ความคิ ด ข้อ เสนอ ปั ญ หา ความเชื่ อ สมมุ ติ ฐ านมากมายที่

เปลี่ยนกลับมาเป็ นเรื่ องจาเป็ นและเชื่ อถือได้ และจะทาให้ได้

พบสิ่ งใหม่ๆ

 เช่ น เมื่ อ นึ ก ถึ ง โรงเรี ยน เรานึ ก ถึ ง สถานที่ ที่ ทุ ก คนต้ อ งไป

ร ว ม กั น เ พื่ อ ก า ร ศึ ก ษ า แ ต่ ปั จ จุ บั น เ ร า รู้ จั ก โ ร ง เ รี ย น

อิ เล็กทรอนิกส์ ที่ ทุกคนสามารถเรี ยนรู้ จากบ้ าน หรื อที่ ไหนๆก็

ได้

 เมื่ อเราคิ ดถึงมอเตอร์ ไฟฟ้ า ทาไมต้องมี เพลาหมุ น ปั จจุ บนเรา ั



รู้จก linear motor ที่ให้การเคลื่อนที่เป็ นเส้นตรง และสร้าง



ประโยชน์จากการเคลื่อนที่ดงกล่าวมากมาย

ทัศนคติเชิงบวกสาหรับการสร้ างสรรค์ -3

ความไม่ พอใจเชิงสร้ างสรรค์

 หมายถึงการมองเห็ นความจาเป็ นต้องปรั บปรุ งและการเสนอ



แนวทางในการปรับปรุ ง แทนได้ดวยคากล่าว “ฉันรู ้วิธีทาดีกว่า

นั้น”

 ความไม่ พ อใจเชิ ง สร้ า งสรรค์ เ ป็ นสิ่ ง จ าเป็ นส าหรั บ นั ก คิ ด



สร้ างสรรค์ เราคงไม่ คิ ดสร้ างสรรค์ถาเรารู ้ สึ กพอใจกับ สิ่ ง ที่

เป็ นอยู่ เราต้องคิด "This is an excellent solution, but I wonder

if there isn't another solution that works even better (or costs

less, etc)."

 นั ก คิ ดสร้ างสรรค์ ต ้ อ งกระหายที่ จะทดสอบขอบเขต

ความสามารถของตน ของปัญหา

ทัศนคติเชิงบวกสาหรับการสร้ างสรรค์ -4

ความเชื่อว่ าปัญหาส่ วนใหญ่ แก้ ไขได้

 ด้วยศรั ทธาในเบื้องต้น และตามมาด้วยประสบการณ์

นักคิดสร้างสรรค์จะเชื่อว่าสามารถทาบางสิ่ งบางอย่าง

ได้เ สมอเพื่ อ ที่ จ ะก าจัด หรื อ บรรเทาปั ญ หาได้เ กื อ บ

ทั้งหมด

 ความมันใจในว่าต้องมีทางแก้ปัญหาได้เป็ นสิ่ งจาเป็ น



เมื่อเริ่ มลงมือแก้ไขปัญหา

ทัศนคติเชิงบวกสาหรับการสร้ างสรรค์ -5

ความสามารถที่จะชะลอการตัดสิ นและวิจารณ์

 ความคิดใหม่ๆมากมายที่ดูแปลกประหลาดหรื อแม้แต่น่ารังเกียจในตอน

ิ่ ั

เริ่ มต้น ได้กลายเป็ นความคิดที่ยงใหญ่ เพียงแต่นกคิดสร้างสรรค์ตองรู ้จก้ ั

ระงับความเร่ งร้อนที่จะตัดสิ นความคิดนั้น

 ลองมาดูตัวอย่ างของเครื่ องครั วอลูมิเนี ยมที่ ไม่ มีใครอยากจะใช้ ยางลบที่

ติดมากับดินสอก็เป็ นเพียงสิ่ งที่สร้ างความสะเพร่ าเลินเล่ อ

 จงจาไว้ว่า (1) ความคิดจะดูดีก็ต่อเมื่อมันดูคนเคย (2) แม้แต่ความคิดที่ดู



ห่ างไกลก็ย ง สามารถใช้เ ป็ นบันไดก้า วไปสู่ ค วามคิ ด ที่ เ ป็ นรู ป ธรรม มี



ประสิ ทธิภาพ

 ดังนั้น กฎข้อ แรกของการระดมสมองคื อ การหยุด การตัด สิ น เพื่ อ ปล่ อ ย

อิสระของความคิด

ทัศนคติเชิงบวกสาหรับการสร้ างสรรค์ -6

มองเห็นของดีในสิ่ งเลว

 เมื่ อ เผชิ ญหน้ากับผลลัพ ธ์ที่เลวร้ าย นัดคิ ดสร้ างสรรค์จะต้องมองหาว่า

ผลลัพธ์ดงกล่าวมีอะไรดี บาง (มักจะมีอยู่เสมอ) ซึ่ งจะเป็ นประโยชน์ใน

ั ้

การพัฒนาความคิดต่อไป

 ่

ตัวอย่ างเช่ น การลงโทษนักเรี ยนที่ ได้ คะแนนการเรี ยนตาด้ วยไม้ เรี ยว ที่

มองว่ าเป็ นการกระทาที่ ไม่ ถูกต้ อง แต่ ลองดูว่ามีอะไรดีในการลงโทษด้ วย

วิธีดังกล่ าว เช่ น (1) เป็ นการลงโทษส่ วนบุคคล เฉพาะผู้ที่ทาผิด (2) ทาให้

เป็ นที่ ร้ ู กันทั่ ว ไป (3) เป็ นการกระตุ้นนั กเรี ย นคนอื่ นให้ เ พิ่ มความขยัน



ยิ่งขึน (4) เป็ นวิธีที่ง่ายและไม่ มีค่าใช้ จ่าย คาถามต่ อไปคื อ เราจะสามารถ

้ ้

ประยุกต์ ข้อดีบางอย่ างนีให้ เป็ นวิธีแก้ ปัญหาที่ยอมรั บได้ มากขึนอย่ างไร

ทัศนคติเชิงบวกสาหรับการสร้ างสรรค์ -7

ปัญหาจะนาไปสู่ การปรับปรุง

 ทัศนคติของความไม่พอใจเชิ งสร้างสรรค์จะค้นหาปั ญหาและ

การปรับปรุ งที่เป็ นไปได้ แต่บ่อยครั้งที่ปัญหาจะเข้ามาเอง และ

ต้องการการปรับปรุ งที่ดีข้ ึน

 ตัวอย่ าง เนยเที ยมในยุคแรกทามาจากไขมันของเนือวัว นม นา ้ ้

และเต้ านมวัวสั บ ซึ่ งไม่ มีรสชาติและประโยชน์ ต่อสุ ขภาพมาก



นัก จนกระทั่งเมื่อเกิดการขาดแคลนเนือวัว จึ งได้ มีการทดลอง



หั นมาใช้ ไขมันพืช ถั่ว ข้ าวโพด และนามันดอกทานตะวัน เช่ น

ที่ ใ ช้ กั น ในปั จ จุ บั น ท าให้ เนยเที ย มมี ร ถชาติ แ ละประโยชน์

โภชนาการมากขึน ้

ทัศนคติเชิงบวกสาหรับการสร้ างสรรค์ -8

ปัญหาหนึ่งอาจเป็ นการแก้ ปัญหาอีกอย่ างหนึ่ง

 มันเป็ นความจริ งที่ว่าสิ่ งที่ใครคนหนึ่ งเห็นว่าเป็ นปั ญหาอาจจะ



เป็ นวิธี แก้ปัญ หาในเรื่ อ งอื่ นได้ นั่นคื อนักคิ ดสร้ างสรรค์ตอ ง

มองปั ญหาและถามว่ามีอะไรดีในปั ญหานี้บาง ้

 ้

ตัวอย่ างเช่ น ซูเปอร์ กาวที่อาจทาให้ นิวมือของเราติดกันได้ ถ้าไม่

ระมัดระวังเวลาใช้ ปั ญหานี ้ถูกนาไปใช้ ในการประสานแผล

ผ่ าตัด

 อีกตัวอย่ างหนึ่งเรื่ องกาวเช่ นกัน เมื่อนักเคมีของ 3M ค้ นพบโดย

บังเอิญกาวแบบที่อ่อนแอมากจนสามารถลอกออกมาได้ ด้วยมือ

กาวแบบนี ้ จ ะเอาไปท าอะไรได้ เราได้ เ ห็ น กั น อยู่ แ ล้ ว ใน

กระดาษ Post-It

ทัศนคติเชิงบวกสาหรับการสร้ างสรรค์ -9

9. Problems are interesting and emotionally acceptable.

 Many people confront every problem with a shudder and a

turn of the head. They don't even want to admit that a problem

exists--with their car, their spouse, their child, their job, their

house, whatever. As a result, often the problem persists and

drives them crazy or rises to a crisis and drives them crazy.

 Creative people see problems as interesting challenges worth

tackling. Problems are not fearful beasts to be feared or

loathed; they are worthy opponents to be jousted with and

unhorsed. Problem solving is fun, educational, rewarding, ego

building, helpful to society.

ี่ ี ื่

ทัศนคติทดอนๆ

1. ความอุตสาหพยายาม การสร้ างสรรค์เป็ นงานหนักที่

ต้องใช้เวลาและพลังงานมากมาย ไม่มีทางลัด ต้องใช้

ความรู ้จากการศึกษาค้นคว้า



2. จิน ตนาการหลากหลาย นักคิ ด สร้ างสรรค์ตองคิดได้

แหวกแนว แปลกประหลาด ไม่ติดกรอบ

3. การยอมรั บความผิดพลาด ต้องเข้าใจว่าความล้มเหลว

เป็ นโอกาสอันดี

เทคนิคการคิดสร้ างสรรค์

การระดมสมอง Brainstorming

 พัฒนาขึ้นโดย Alex Osborn นักเขียนโฆษณา

ในช่วง ’50 – ’60 และได้กลายเป็ นเทคนิ ค

ความคิ ด สร้ า งสรรค์ ที่ เ ป็ นที่ รู้ จั ก กั น ดี แ ละมี

ประสิ ทธิภาพมากที่สุด

 การระดมสมองเป็ นเทคนิ คการสร้างความคิด ที่มี

เป้ าหมายหลัก คื อ (1) ฉุ ด เราออกจากกรอบ

ความคิ ด ปกติ (2) สร้ า งกลุ่ ม ความคิ ด ที่ เ รา

สามารถเลือกได้

Basic Guidelines for Brainstorming

1. หยุดการวิจารณ์ เพื่อไม่ให้เป็ นการปิ ดกั้นความคิดใน

การระดมสมอง

2. คิดอย่ างอิสระ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีขีดจากัด ไม่ว่าความคิด

นั้นจะหลุดโลกหรื อไม่กตาม.็

3. ผสมผสาน ปรับปรุ ง ดัดแปลง เพิ่มเติม ความคิดของคน

อื่น

4. ปริ มาณของความคิดเป็ นเรื่ องสาคัญ ต้องมีปริ มาณมาก

พอให้เ ลื อกได้ นอกจากนั้นความคิด ที่ มาในตอนแรก



บ่อยครั้งเป็ นความคิดที่ยงไม่สร้างสรรค์

Idea Generating Questions

1.Who? ใครเกี่ ย วข้อ ง ใครท า ใครใช้ ใครต้อ งการ ใครได้

ประโยชน์ ใครต้องออกไป ใครจะได้รับอันตราย

2.What? อะไรจะเกิดขึ้น มันคืออะไร จะทาอะไร ทาอะไรไปแล้ว

กาลังทาอะไร ความสาเร็ จคืออะไร

3.When? เมื่อไรจะเกิดขึ้น เมื่อไรจะทา จะเร่ งหรื อถ่วงเวลาได้ไหม

ถ้าเกิดเหตุการณ์ X ขึ้น เวลาควรเป็ นเท่าไร

4.Where? จะเกิดขึ้นที่ไหน เกิดที่ไหนได้อีก จะมีผลดีผลเสี ยต่อ

บริ เวณใกล้เคียงหรื อไม่

5.Why? ทาไมต้องทา ทาไมต้องหลีกเลี่ยง ทาไมต้องให้คนนี้ ทา

ทาไมต้องทาเวลานี้ไม่เป็ นเวลาอื่น ทาไมต้องทาที่นี่ไม่เป็ นที่อื่น

6.How? จะทาได้อย่างไร จะป้ องกันอย่างไร จะปรับปรุ งได้อย่างไร

จะสรุ ปได้อย่างไร

Historical Examination

1. Essence. What is it? object, concept?

What is it made of? What is its real,

elementary nature? What are its parts?

What is it like, unlike? (Similes and

metaphors help in understanding

abstractions). What is it related to? What

are its various kinds, facets, shades? What

is it a part of? Which part of it is unusual or

outstanding? In what forms does it appear?

Is it typical or atypical of its kind? What is it

not? What is it opposed to? How is it

different? What makes it different?

Historical Examination

2. Origin. Where did it come from? How was

it made or conceived or developed? What

caused it? If an idea, how did it arise? Are

its origins meaningful now? What makes it

spread or multiply or gain adherents? What

was the reason behind it? Is the reason still

valid or useful? Why? Why not? Is it still

needed? What influences it? Does it

change? Can it, should it be changed,

strengthened, eliminated? What could

have prevented, delayed, encouraged it?

Historical Examination

3. Purpose. What does it do? How does it

work? What is its purpose? Is the purpose

fulfilled? Better than by its predecessor?

Can it, should it be improved? Is it helpful

or harmful in intent? What are its

implications; what does it lead to? Does it

have obvious or hidden consequences?

Does it have more than one purpose?

What are its immediate effects and its long-

term effects? Is its actual function the same

as the original purpose intended by its

originator? Can it be put to other uses?

Historical Examination

4. Import. What is its overall significance?

What is its significance to man,

environment, civilization, happiness, virtue,

safety, comfort, etc.? How is it important?

Is it a key element in life, civilization, local

area, one man's existence? Is it

necessary? Is it desirable?

Historical Examination

5. Reputation. What do you think about it?

What are your underlying assumptions?

What do others think about it? Do you find

consensus, division? Is it good, bad,

helpful, harmful in fact or in the opinion of

others? Can you resolve any differences

between truth and opinion, intent, and

actuality, pro and con members? What

weaknesses are commonly identified? Are

there obvious areas of desired change or

improvement or elimination?

Checklists

 เป็ นเครื่ องเตือนความจาสาหรับนักคิด

สร้างสรรค์ถึงความเป็ นไปได้ต่างๆที่เข้า

แก้ปัญหา และเมื่อเสร็ จสิ นการพิจารณา

ครบถ้วนตามรายการปกติแล้ว จึงเริ่ มคิดถึง

ความสัมพันธ์ต่างๆ การเปลี่ยนแปลง

The Five Senses

1. Touch. Feeling, texture,

pressure, temperature,

vibration.

2. Taste. Flavor, sweet/salt/bitter

3. Smell. Aroma, odor

4. Sound. Hearing, speech,

noise, music

5. Sight. Vision, brightness,

color, movement, symbol.

Human Needs

1. Physical Comfort. Food, clothing,

shelter, warmth, health

2. Emotional Comfort. Safety,

security, freedom from fear, love

3. Social Comfort. Fellowship,

friendship, group activity

4. Psychological Comfort. Self-

esteem, praise, recognition, power,

self-determination, life control

5. Spiritual Comfort. Belief structure,

cosmic organizing principle

Physical Attributes

1. Shape

2. Color

3. Texture

4. Material

5. Weight

6. Hardness/Softness

7. Flexibility

8. Stability. (rolls, evaporates, decomposes,

discolors, etc.)

9. Usefulness. (edible, tool, esthetic, etc.)

10. State. (powdered, melted, carved,

painted, etc.)

Aristotle's Categories

1. Substance or essence. What is it and

what makes it unique or individual?

2. Quantity or magnitude. How many, how

much, what degree?

3. Relation. Rank, comparison, derivation

4. Quality. Value, attributes, shape, habits

5. Action. What is it doing or does it do?

6. Affection. Reputation, attitudes toward

7. Place. Where is it?

8. Time. When? (now? historical? future?)

9. Position. Sitting, standing, displayed,

hidden

10. State. Planned, broken, untried, changing.



กรณี ศึกษาจากงานที่ผานมา (ที่คิดว่าเป็ นนวัตกรรม)



 การออกแบบเครื่ องบรรจุปลากระป๋ อง

 การออกแบบเครื่ องม้วนแถบยางขอบหน้าต่าง

 การออกแบบเครื่ องทดสอบเหล็กยึดกระดูก

 การออกแบบอุปกรณ์ต่อกระดูก

 การวิเคราะห์ความเสี ยหายของรถทัวร์ที่มวกเหล็ก

 การวิเคราะห์ความเสี ยหายของเม็ดลูกปื นเครื่ องบดโรง

ปูน


Related docs
Other docs by HC11112404934
Hoja1
Views: 7  |  Downloads: 0
Address
Views: 39  |  Downloads: 0
2005 Preliminary RSW Data for Ice Harbor Dam
Views: 0  |  Downloads: 0
TN2103 KNOWLEDGE ENGINEERING & EXPERT SYSTEM
Views: 0  |  Downloads: 0
???????????? ??????????? ? ????? ??
Views: 0  |  Downloads: 0
904a
Views: 0  |  Downloads: 0
Grid References
Views: 1  |  Downloads: 0
BAB II
Views: 20  |  Downloads: 0
Ei dian otsikkoa
Views: 0  |  Downloads: 0
By registering with docstoc.com you agree to our
privacy policy

You are almost ready to download!

You are almost ready to download!