Embed
Email

packaging ::

Document Sample
packaging ::
Shared by: HC111123061347
Categories
Tags
Stats
views:
53
posted:
11/22/2011
language:
Thai
pages:
132
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ( PDSN412 /216 )





ศึกษาหลักการและวิธีปฏิบัตในการออกแบบภาชนะ

และลักษณะบรรจุภัณฑ์เพื่อผลทางด๎านการค๎าให๎มีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัยและประหยัดในการขนสํง การจัดจาหนํายตลอดจนการออกแบบงาน 2 มิติ

และงาน 3 มิติ การใช๎วัสดุในการออกแบบหีบหํอ ตลอดจนสามารถขนสํงในระบบสํงออกได๎



packaging ::

-ความเป็นมา...

-ศัพท์ทางด๎านบรรจุภัณฑ์

-หน๎าที่บทบาท

-วัตถุประสงค์

-ข๎อพิจารณาในการออกแบบ

-ขั้นตอนการออกแบบ

-ขั้นตอนการวางแผน...

-ประเภทของบรรจุภัณฑ์

-การออกแบบบรรจุภัณฑ์

-การออกแบบกราฟฟิค...

-องค์ประกอบการออกแบบ

- หลักเกณฑ์ในการเลือก...

-หน๎าที่ของกราฟฟิค...

-ข๎อมูลบนบรรจุภัณฑ์

-มาตรฐานของกระดาษพิมพ์

-เครื่องหมายการค๎า

- การใช๎สี

-ประโยชน์ของบรรจุภัณฑ์

-ความเป็นมาของกระดาษ

-ประเภทของกระดาษ

-บรรจุภัณฑ์กระดาษ

-มาตราฐานผลิตภัณฑ์...

-ฉลาก

-บรรจุภัณฑ์กระป๋อง

- การใช๎ไม๎เพื่อการหีบหํอ

-ลังไม๎

-กลํองไม๎

-ถาดและกลํองไม๎

-กลํองกระดาษลูกฟูก

- หีบหํอมาตรฐาน

-ขวดแก๎ว

-พลาสติกกับการบรรจุหีบหํอ

-ขวดพลาสติก

-บรรจุภัณฑ์โฟม

-ฟิล์มยืด ฟิล์มหด

-การหีบหํอแบบแผํน

- แผํนเปลวอะลูมิเนียม

- ศัพท์การบรรจุภัณฑ์

-ความสาคัญของภาชนะ

-เทคโนโลยีการพิมพ์

- ปัจจัยในการออกแบบ

-วัสดุกันกระแทก

-บรรจุภัณฑ์จะสลายตัว?

-บรรจุภัณฑ์อาหารยํอยสลาย



-บรรจุภณฑ์สาหรับยาเม็ด

-บรรจุภัณฑ์ในทศวรรษหน๎า

-บรรจุภัณฑ์รักษาคุณภาพ

-บรรจุภัณฑ์เพื่อการสํงออก

-เทคนิคการบรรจุหีบหํอ

-บรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์นม

-ซองบรรจุอาหาร

-ธนาคารขวดแก๎ว

-ผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษขึ้นรูป

-เพิ่มมูลคําบรรจุภัณฑ์

-มีอะไรในขยะมูลฝอย

-รหัสบอกชนิดพลาสติก

-โฟมพลาสติก

-ผลิตภัณฑ์ฉีดพํน

- กระป๋องอะลูมิเนียม

-กระป๋องเหล็กเคลือบดีบุก

-บรรจุภัณฑ์สินค๎าซ้า

-บรรจุภัณฑ์ประหยัด

-สารทาความเย็น

การจัดการทรัพยากร



-ความเป็นมาของการบรรจุภัณฑ์





ในยุคหินเมื่อมนุษย์ลําสัตว์ได๎เขาก็จะใช๎หนังสัตว์ หรือใบไม๎หํอหุมสัตว์ที่ลํามาได๎เพื่อป้องกันพวกแมลง

แสงแดดและฝน นอกจากนี้ในการพกพาอาหารหรือวัตถุที่ต๎องการ สิ่งที่ใช๎ในการหํอหุ๎มจะเป็น ใบไม๎ เปลือกไม๎

เปลือกหอย กระบอกไม๎ กระเพาะสัตว์ หนังสัตว์ ฯลฯ เป็นต๎น การรู๎จักการแก๎ปัญหาด๎วยการนาเอาวัตถุดิบ (Raw

Materials) จากธรรมชาติเจ๎ามาเป็นอุปกรณ์ชํวยเคลื่อนย๎ายวัตถุมวลสาร

่ ๎

การกระทาดังกลําวจึงนับวําเป็นทีมาของการบรรจุ (Filling) ตํอมามนุษย์เริ่มรูจักการประดิษฐ์



คิดค๎นภาชนะบรรจุด๎วยการดัดแปลงคุณสมบัตทางกายภาพของวัสดุธรรมธรรมชาติให๎มีรูปรํางและหน๎าทีใช๎สอยเ ่

พิ่มขึ้นนี่เอง จึงจัดวําเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ดั้งเดิม (Primitive Packaging Design)

ที่มนุษย์ในสมัยกํอนได๎กระทาขึ้นตามสภาพการเรียนรู๎และการค๎นพบวัสดุในแตํละยุค



การออกแบบการบรรจุภัณฑ์ จึงเริ่มเข๎ามามีบทบาทสาคัญตํอการค๎าและการบริการ



ในฐานะของสิ่งที่ชวยอานวยความสะดวกแกํการขนสํงสินค๎า (Aid Transportation)

ั้

โดยทาหน๎าที่ขนพื้นฐานอันดับแรกคือ ปกป้อง คุ๎มครองสินค๎าให๎ปลอดภัยจากความเสียหาย

อันเนื่องมาจากการกระทบกระเทือน และป้องกันสิ่งปนเปื้อนที่ไมํพึงประสงค์ (To Prevent Spillage And

Contamination)

่ ๎

ที่อาจจะเกิดขึ้นในระหวํางการขนสํงสินค๎าผลิตภัณฑ์จากโรงงานผลิตไปจนกระทังถึงมือผูบริโภค



ซึ่งบทบาทนี้มีผลทาให๎รปแบบของบรรจุภัณฑ์ (Package Form) มีการพัฒนาขึ้นมารับรอง

มีการออกแบบภาชนะบรรจุแบบปิด (Closed Container) เชํน ถังไม๎ (Barrel) การรู๎จักปิดผนึกบรรจุภัณฑ์

(Container Closure) เชํน มีฝาจุกปิดขวด (Bottle Plug Seals) ฯลฯ เป็นต๎น

ั ่

เทคนิคและกรรมวิธีการบรรจุที่พฒนาขึ้นตามหน๎าทีใช๎สอยเหลํานี้

ี่

จึงเป็นผลทาให๎เกิดการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ทหลากหลายลักษณะตามกาลเวลา

และการค๎นพบวัสดุหรือเทคโนโลยีที่นามาใช๎

ในราว ค . ศ . 1200 รูปแบบของการบรรจุภัณฑ์ ที่ปรากฏเป็นหลักฐาน ได๎แกํ



วัสด[ุMaterials] รูปแบบและการใช๎ [Package Form And Use]

หนัง[Leather] การหํอ พับเป็น กระเป๋า ถุง



ผ๎า [Cloth] การหํอ พับเป็น ถุง กระสอบ



ไม๎ [Wood] ถังไม๎ หีบ ไม๎ ลัง กาปั่น



วัชพืชหรือผลิตภัณฑ์จากไม๎[Grass/Split Wood] ตะกร๎า เสื่อ สิ่งทอ



หิน [Stone] กาน้า คณโฑ



ดิน [Earthenware] หม๎อ ถ๎วยชาม ฯลฯ



โลหะ [Metal] หม๎อ ถ๎วยชาม กาน้า



แก๎ว [Glass] แก๎วน้า ขวด ชาม คณโฑ



ในสมัยตํอมา เมื่อมีความก๎างหน๎าทางด๎านวิทยาศาสตร์ ด๎านศิลปศาสตร์และเทคโนโลยี เครื่องกลโรงงานตําง ๆ

ถูกคิดค๎นพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะในชํวงของการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม











(The Industrial Revolution) ที่เริ่มมาตั้งแตํตน ศตวรรษที่ 17

ทาให๎ระบบการผลิตกลายเป็นการผลิตแบบขนานใหญํ (Mass Production)

และทาให๎เกิดการพัฒนารูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ

สามารถสนองความสะดวกสบายตํอการขนสํงสินค๎า ความต๎องการด๎านความปลอดภัย ความรวดเร็ว



ความต๎องการสินค๎าที่มคุณภาพ และความต๎องการความหลากหลายของสินค๎า ฯลฯ จึงทาให๎เกิดการตรากฎหมาย

(Legislation) หนํวยบรรจุภัณฑ์ (Unit Packaging) ตราสินค๎า (Brand Identification)

และการโฆษณา (Advertising)

- มีการตรากฎหมายขึ้นเพื่อคุ๎มครองผู๎บริโภค

ู๎

ให๎ผผลิตเคารพในกรรมวิธีการผลิตที่สะอาดบริสุทธิ์และถูกต๎องตามหลักสุขภาพอนามัย (Respect To

Sanitation And Purity) ไมํปิดป้ายฉลาก หลอกลวงผู๎บริโภคเกินความจริง





- หนํวยบรรจุ เกิดขึนเพราะให๎ความคุ๎มครองผลิตภัณฑ์ได๎ดีกวํา



- ตราฉลากสินค๎าหรือยี่ห๎อผลิตภัณฑ์ เริ่มมีความสาคัญเพราะทาให๎ผู๎บริโภคสามารถจดจา

และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ต๎องการตามคุณภาพได๎



- ผู๎บริโภคมีความรู๎และประสบการณ์หลายด๎านเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือเลือกการบริโภคอยํางแพรํหลาย

โดยผํานวิธีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์



ปรากฏการณ์เหลํานี้ทาให๎ตัวบรรจุภัณฑ์ (Package)

เริ่มเข๎ามามีบทบาทแทนพนักงานขายมีความสาคัญมากในฐานะ “ ตัวแสดงสินค๎า ” (The Representation

Of Product) ที่ต๎องการแสดงให๎ผู๎บริโภคเห็นถึงเนื้อในหรือเนื้อหา (Content)

ของสินค๎าด๎วยการให๎ข๎อมูลรายละเอียดของสินค๎าบนหีบหํอ

๎ ้

โดยใช๎เทคนิควิธีการออกแบบสมัยใหมํที่สามารถดึงดูดผูบริโภคได๎ ดังนั้นหลังสงครามโลกครังที่ 2



เป็นต๎นมาจึงมีการพัฒนากรรมวิธการผลิตบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะบรรจุ ความเร็ว ความเข๎าใจด๎านศิลปะ

และกราฟิกดีไซน์

ด๎วยเหตุและปัจจัยดังที่กลําวมาแล๎ว จึงเป็นผลให๎เกิดอาชีพเฉพาะขึ้นในวงการอุตสาหกรรม คือ

ี่

อาชีพนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Designer) ที่เพิ่งเกิดขึ้นในชํวงไมํกี่สิบปีทผํานมานีเ้ อง



ซึ่งนับวําเป็นอาชีพใหมํที่มความสาคัญตํอวงการธุรกิจการค๎าเป็นอยํางมาก ดังนั้น

การออกแบบบรรจุภัณฑ์จึงเป็นวิทยาการที่เกี่ยวข๎องกับคนหลายวงการ หลายอาชีพ และหลายวิทยาการ

(Multidiscipline Profession) กลําวคือ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ต๎องศึกษาหาความรู๎





วิวัฒนาการการออกแบบบรรจุภณฑ์ [THE EVOLUTION OF PACKAGING DESIGN]





มนุษย์เรามีวิวัฒนาการจากยุคหนึงมาสูํอีกยุคหนึ่ง เชํนนี้ตลอดมา สิ่งนี้จะสํงผลสะท๎อนตํอปัจจัย



หรือองค์ประกอบในการดารงชีวตของมนุษย์เป็นอยํางมาก จากแรกเริ่มที่มนุษย์อยูํรวมกันเป็นกลุํมเล็ก ๆ

และดารงชีวิตงําย ๆ ด๎วยการอาศัยผลิตผลจากการเพาะปลูก หรือการเลี้ยงสัตว์เพียงจานวนไมํมาก

มีการพึ่งพาอาศัยและติดตํอกันในกลุํมใกล๎เคียงเทํานั้น ตํอมาเมื่อจานวนประชากรมีมากขึ้น

มีการแบํงกลุํมอาศัยออกเป็นหมูํเหลํา การผลิตเฉพาะเพียงบริโภคในครอบครัวเริ่มไมํพอเพียง

จึงเริ่มมีระบบการแลกเปลี่ยนที่กว๎างขวางขึ้น

ในที่สุดระบบการผลิตก็เปลี่ยนรูปไปเกิดเป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรม (Mass Production) ขึ้น

การแลกเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช๎ หรืออาหาร



จึงขยายวงจากบุคคลใกล๎เคียงไปเป็นการแลกเปลี่ยนกับบุคลในกลุมอื่น ในอาณาเขตที่กว๎างขวางขึ้น

ี่

ในระยะแรกของการแลกเปลี่ยน การเคลื่อนย๎ายสิ่งของเครื่องใช๎ทมีการแลกเปลี่ยน

ั ํ

ก็อาศัยภาชนะตามพื้นบ๎านที่ใช๎กนอยูํในครัวเรือนตามสะดวกแตํตอมาเมื่อการแลกเปลี่ยนขยายขอบเขตจนถึงขนา

ดมีการซื้อขายและขยายขอบเขตวงกว๎างออกไปมาก ๆ บรรจุภัณฑ์ใหมํ ๆ จึงเริ่มเข๎ามามีบทบาท

เริ่มมีการคิดค๎นและประดิษฐ์บรรจุภัณฑ์ตําง ๆ เพื่อสนองความต๎องการในแตํละกรณี เชํน ใช๎ใบไม๎มาทากระทง

หํอขนม เอากิ่งไม๎หรือเปลือกไม๎มาสานทากระจก ชะลอม ตะกร๎า ฯลฯ

ซึ่งบรรจุภัณฑ์เหลํานีเ้ ป็นพื้นฐานมาจากการคิดค๎นจากวัสดุธรรมชาติ และพัฒนามาเป็นบรรจุภัณฑ์ในยุคตํอ มา

ซึ่งได๎มีการคิดค๎นวัสดุชนิดอื่น ๆ ที่จะสามารถตอบสนองประโยชน์ในการบรรจุภัณฑ์ได๎กว๎างขวาง

และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น



จากการศึกษาถึงวิวัฒนาการของบรรจุภัณฑ์ดังกลําว เราจึงอาจแบํงประเภทของบรรจุภัณฑ์ออกได๎อยํางกว๎าง ๆ

เป็น 2 ประเภท คือ



1. บรรจุภัณฑ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ธรรมชาติได๎สร๎างหีบหํอขึ้นเพื่อป้องกันและรักษาผลผลิตทางธรรมชาติได๎อยํางดีเยี่ยมและชาญฉลาด



โดยสร๎างให๎มความเหมาะสมกับผลผลิตแตํละชนิดไป อาทิเชํน เปลือกผลไม๎ เปลือกไขํ เป็นต๎น



้ ้

2. บรรจุภัณฑ์ที่มนุษย์สร๎างขึน เป็นบรรจุภัณฑ์ที่เกิดจากการที่มนุษย์เป็นผู๎สร๎างขึน



โดยได๎คดประดิษฐ์จากวัสดุตําง ๆ เพื่อสนองประโยชน์นานาประการ เชํน



เพื่อคุ๎มครองป้องกันผลิตภัณฑ์เพือความสะดวกในการขนสํง เพื่อการสํงเสริมการจาหนําย ฯลฯ



ุ๎

สาหรับประเทศไทยเรา คาวํา “ บรรจุภัณฑ์ ” ดูจะเป็นคาใหมํซึ่งคนไทยยังไมํคนเคยนัก แตํในความเป็นจริงแล๎ว

คนไทยนับวําเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีความสามารถยิ่ง

จะเห็นได๎จากวิธีการนาเอาวัสดุธรรมชาติมาใช๎ประโยชน์ได๎อยํางดียิ่ง เชํน การใช๎ใบกล๎วย ใบตาล ทางมะพร๎าว

ใบเตย ฯลฯ มาคิดประดิษฐ์เป็นหํออาหารแบบตําง ๆ การจักสานภาชนะตําง ๆ จากไม๎ไผํ หวาย ต๎นหญ๎า ปอ ฯลฯ



บรรจุภัณฑ์เหลํานี้มรูปรํางลักษณะสวยงาม แปลกตา และสามารถสนองประโยชน์ได๎อยํางดีในแตํละกรณี

เหมาะกับการบรรจุสิ่งของตําง ๆ เชํน อาหารทั้งที่เป็นของแห๎งหรือมีน้า

หรือสิ่งของที่ต๎องการความปลอดภัยและความสะดวกในการเคลื่อนย๎ายอื่น ๆ



ี ่

จากการที่มนุษย์ได๎คิดนาวัสดุที่มตามธรรมชาติมาประดิษฐ์เป็นบรรจุภัณฑ์ใช๎ในชีวิตประจาวันดังทีได๎กลําวมาแล๎

ว ความพยายามและความคิดสร๎างสรรของมนุษย์ก็ยังไมํสิ้นสุดเมื่อเกิดความต๎องการขยายให๎กว๎างขึน เชํน ้

การขยายขนาด และจานวนของสินค๎า การเคลื่อนย๎ายของใหญํ ๆ จานวนมากต๎องการบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม

และแม๎เมื่อความเจริญก๎าวหน๎าทางด๎านการตลาดมากขึ้น

บรรจุภัณฑ์ก็เข๎ามามีบทบาทใช๎เป็นเครื่องมือในทางการตลาดด๎วย เชํน

ใช๎เป็นเครื่องชํวยในด๎านการสํงเสริมการจาหนําย ดังนั้นจึงได๎มีการค๎นคว๎าคิดประดิษฐ์บรรจุภัณฑ์แบบใหมํ ๆ



ตลอดจนปรับปรุง และค๎นหาวัสดุที่ใช๎ในการบรรจุให๎มคุณภาพดียิ่งขึ้น



จนในที่สุดปัจจุบนเรามีวัสดุที่ใช๎เพื่อการบรรจุภัณฑ์มากมายหลายชนิด อาทิเชํน กระดาษชนิดตําง ๆ แผํนโลหะ

ใยสังเคราะห์ แก๎ว พลาสติก ไม๎ ฯลฯ

ความหมายของการบรรจุภัณฑ์ (Packaging)

การบรรจุภัณฑ์เป็นสํวนหนึ่งของกระบวนการทางการตลาด โดยเฉพาะปัจจุบันที่การผลิตสินค๎า



หรือบริการได๎เน๎นหรือให๎ความสาคัญกับผูบริโภค (Consumer Oriented)



และจะได๎เห็นวําการบรรจุภัณฑ์มีบทบาทมากขึ้นเพราะลาพังตัวสินค๎าเองไมํมนวัตกรรม (Innvoation)

หรือการพัฒนาอะไรใหมํอีกแล๎ว ฉีกแนวไมํออกเพราะได๎มีการวิจัยพัฒนากันมานานจนถึงขั้นสุดยอดแล๎ว



จึงต๎องมาเน๎นกันที่บรรจุภัณฑ์กับการบรรจุหบหํอ (Packaging) บรรจุภัณฑ์กับหีบหํอ (Package)

ถือวําเป็นคาคาเดียวกัน ทั้งนี้สุดแล๎วแตํผู๎ใดประสงค์หรือชอบที่จะใช๎คาใด



ความหมายของการบรรจุภัณฑ์หรือการบรรจุหีบหํอ (Packaging)

ได๎มีผู๎ให๎คาจากัดความไว๎มากมายพอสรุปได๎ดังนี้

1. Packaging หมายถึง งานเทคนิคที่ต๎องอาศัยความชานาญ ประสบการณ์และความคิดสร๎างสรรค์



ในอันที่จะออกแบบและผลิตหีบหํอให๎มความเหมาะสมกับสินค๎าที่ผลิตขึ้นมา ให๎ความคุ๎มครองสินค๎า

หํอหุ๎มสินค๎าตลอดจนประโยชน์ใช๎สอย อาทิเชํน ความสะดวกสบายในการหอบหิ้ว พกพาหรือการใช๎ เป็นต๎น



2. Packaging หมายถึง กลุํมของกิจกรรมในการวางแผนเกี่ยวกับการออกแบบ



การผลิตภาชนะบรรจุหรือสิ่งหุ๎มหํอสินค๎าบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งทีมีความเกี่ยวพันอยํางใกล๎ชิดกับฉลาก (Label)

และตรายี่ห๎อ (Brand name)



3. Packaging หมายถึง ผลรวมของศาสตร์ (Science) ศิลป์ (Art) และเทคโนโลยีของการออกแบบ

การผลิตบรรจุภัณฑ์สาหรับสินค๎า เพื่อการขนสํงและการขายโดยเสียคําใช๎จํายทีเ่ หมาะสม



4. Packaging หมายถึง



การใช๎เทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์เพื่อหาวิธีการรักษาสภาพเดิมของสินค๎าจนกวําจะถึงมือผูบริโภคคนสุดท๎าย

เพื่อให๎ยอดขายมากที่สุดและต๎นทุนต่าสุด



5. Packaging หมายถึง กิจกรรมทั้งหมดทีเ่ กี่ยวข๎องกับการออกแบบและผลิตรูปรํางหน๎าตาของภาชนะบรรจุ

สิ่งหํอหุ๎มตัวผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์



6. Packaging เป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ ซึ่งถูกมองในหลายแงํโดยบุคคลฝ่ายตําง ๆ

ในกระบวนการผลิตสินค๎า กลําวคือ

ฝ่ายเทคนิคจะคิดถึงปฏิกิริยาระหวํางภาชนะบรรจุกับผลิตภัณฑ์และสิ่งแวดล๎อม

ฝ่ายผลิตจะพิจารณาต๎นทุนและประสิทธิภาพของระบบการบรรจุ

ฝ่ายจัดซื้อจะคานึงถึงต๎นทุนของวัสดุทางการบรรจุ และฝ่ายขายจะเน๎นถึงรูปแบบและสีสันที่สะดุดตา

ซึ่งจะชํวยในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ ด๎วยเหตุนี้ Packaging



ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมจะเกิดขึนได๎จากการประนีประนอมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข๎อง

เพื่อให๎ได๎ภาชนะบรรจุซึ่งมีน้าหนักเบาและราคาต๎นทุนต่า แตํในขณะเดียวกันมีรูปแบบสวยงาม

และให๎ความคุ๎มครองอยํางเพียงพอแกํผลิตภัณฑ์ภายในได๎

7. Packaging หมายถึง กิจกรรมตําง ๆ



ที่เกิดขึ้นตลอดในขบวนการทางตลาดที่เกี่ยวเนื่องกับการออกแบบสร๎างสรรค์ภาชนะบรรจุหรือหีบหํอให๎กบผลิต

ภัณฑ์



8. Packaging หมายถึง การนาเอาวัสดุ เชํน กระดาษ พลาสติก แก๎ว โลหะ ไม๎

ประกอบเป็นภาชนะหุ๎มหํอสินค๎า เพื่อประโยชน์ในการใช๎สอยมีความแข็งแรง สวยงาม ได๎สัดสํวนที่ถูกต๎อง

สร๎างภาพพจน์ที่ดี มีภาษาในการติดตํอสื่อสาร และทาให๎เกิดผลความพึงพอใจจากผู๎ซื้อสินค๎า

สํวนความหมายของ “ หีบหํอ ” “ บรรจุภัณฑ์ ” หรือ “ ภาชนะบรรจุ ” (Package)

มีผู๎ให๎คาจากัดความไว๎มากมายเชํนกัน ซึ่งพอสรุปได๎ดังนี้





1. Package หมายถึง สิ่งหํอหุมหรือบรรจุภัณฑ์



รวมทั้งภาชนะที่ใช๎เพื่อการขนสํงผลิตภัณฑ์จากแหลํงผู๎ผลิตไปยังแหลํงผูบริโภค หรือแหลํงใช๎ประโยชน์

หรือวัตถุประสงค์เบื้องต๎นในการป้องกันหรือรักษาผลิตภัณฑ์

ให๎คงสภาพตลอดจนคุณภาพใกล๎เคียงกันกับเมื่อแรกผลิตให๎มากทีสุด ่



2. Package หมายถึง สิ่งที่ทาหน๎าที่รองรับหรือหุ๎มผลิตภัณฑ์

เพื่อทาหน๎าที่ป้องกันผลิตภัณฑ์จากความเสียหายตําง ๆ ชํวยอานวยความสะดวกตําง ๆ

ในการขนสํงและการเก็บรักษา ชํวยกระตุ๎นการซื้อตลอดจนแจ๎งรายละเอียดของผลิตภัณฑ์



นอกจากนี้ยังมีคาอีก 2 คา ที่เกี่ยวข๎องกับการบรรจุภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ คือ



1. การบรรจุภัณฑ์ (Packing) หมายถึง วิธีการบรรจุผลิตภัณฑ์ โดยการหํอหุ๎ม หรือใสํลงในบรรจุภัณฑ์ปิด



หรือสิ่งอื่น ๆ ทีปลอดภัย



2. ตู๎ขนสํงสินค๎า (Container) หมายถึง ตู๎ขนาดใหญํที่ใช๎ขนสํงสินค๎า

ซึ่งมีขนาดและรูปแบบแตกตํางกันตามวิธีการขนสํง ( ทางเรือหรือทางอากาศ )

โดยทั่วไปจะมีขนาดมาตรฐานเป็นสากล คาวํา “ Container ”

นี้อาจใช๎ในความหมายที่ใสํของเพื่อการขนสํงและจัดจาหนําย ใน



มารู๎จักศัพท์ทางด๎านการบรรจุภัณฑ์ดีกวํา

เรียบเรียงโดย มยุรี ภาคลาเจียก การบรรจุหีบหํอ (packaging)





มีความหมายวําแนวความคิดรวมของระบบในการเตรียมสินค๎าเพือการขนสํง จัดจาหนําย เก็บรักษาและการตลาด



โดยให๎สอดคล๎องกับคุณสมบัตของสินค๎า รวมทั้งการใช๎ต๎นทุนทีเ่ หมาะสม



ั ี

ในยุคปัจจุบนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได๎มบทบาทตํอชีวิตประจาวัน ของคนเรามากขึน ้



การบรรจุหบหํอจึงได๎ทวีความสาคัญยิ่งขึน ้

ทั้งนี้เนื่องจากการบรรจุหีบหํอเป็นปัจจัยที่สาคัญในการนาสินค๎าจากแหลํงผลิตสูํมือ

ผู๎บริโภคในคุณภาพซึ่งเป็นที่ยอมรับ การบรรจุหีบหํอจัดได๎วําเป็นแขนงวิชาหนึ่งที่ผนวกความรู๎ทางวิทยาศาสตร์

เทคโนโลยี และศิลปะ เข๎าด๎วยกัน มีความสัมพันธ์กับขั้นตอนตํางๆ มากมาย นับตั้งแตํการเตรียมสินค๎า การ บรรจุ



การลาเลียงและขนสํง จนถึงการตลาด ศัพท์เทคนิคที่ใช๎ในวงการนี้บางคาก็ดคล๎ายคลึงกัน

ซึ่งอาจกํอความสับสนได๎ วิทยาศาสตร์สาหรับเยาวชนฉบับนี้

จึงขอนาศัพท์ที่สาคัญทางด๎านการบรรจุหีบหํอมาบอกเลําให๎ทราบถึงความหมายกัน



มาเริ่มที่คาวํา วิธีการบรรจุ (packing) หมายถึงวิธีการบรรจุสินค๎า

จะด๎วยการหํอหุ๎มหรือการใสํลงในภาชนะปิดใดๆ ก็ได๎ หีบหํอ (a pack)

หมายถึงวางผลิตภัณฑ์ในภาชนะบรรจุหรือทาให๎เป็นมัดหรือเป็นหํอ ภาชนะบรรจุ (a package)



หมายถึงหนึงหนํวยของผลิตภัณฑ์ซึ่งได๎รับการหํอ หรือใสํลงในภาชนะบรรจุแล๎ว



นอกจากนั้นยังหมายถึงภาชนะบรรจุที่มผลิตภัณฑ์บรรจุอยูํภายในก็ได๎ ที่ใสํของ (container) มี 2 ความหมาย



ความหมายแรกคือทีใสํของเพื่อใช๎ในการเตรียมสินค๎าสาหรับการขนสํง และจัดจาหนําย ความหมายที่สองคือ

ตู๎ขนาดใหญํ ซึ่งนิยมใช๎ขนสํงสินค๎า ไมํวําจะเป็นทางอากาศหรือทางเรือ ตู๎นี้สามารถใช๎หมุนเวียนได๎หลายครั้ง



ภาชนะบรรจุโดยทั่วไปจะแบํงได๎เป็น 2 ประเภท คือภาชนะบรรจุเพื่อการขนสํง (transport package,

distribution package, shipping container และ outer package) หมายถึง

ภาชนะบรรจุชั้นนอกซึ่งใช๎เพื่อการขนสํงและเก็บรักษา ทาหน๎าที่อานวยความสะดวกในการลาเลียงขนสํง



รวมทั้งชํวยป้องกันสินค๎ามิให๎เสียหายในระหวํางการขนสํง อีกประเภทหนึงคือ ภาชนะบรรจุเพื่อการขายปลีก

(consumer package, retail package, primary package)

หมายถึงภาชนะบรรจุหนํวยยํอยที่มีสินค๎าอยูํ ผู๎บริโภคสามารถสัมผัสได๎โดยตรง

และใช๎เป็นหนํวยของการขายปลีก ภาชนะบรรจุประเภทนี้ ควรมี คุณสมบัติในการรักษาคุณภาพ ของสินค๎า



ตลอดจนแจ๎งข๎อมูลของสินค๎าได๎ครบถ๎วนและชํวยดึงดูดผูบริโภคได๎



่ ้

ในการพัฒนาหรือเลือกใช๎ภาชนะบรรจุสาหรับสินค๎าชนิดหนึงๆ นัน

จาเป็นต๎องมีการออกแบบภาชนะบรรจุให๎ถูกต๎อง กลําวคือต๎องมีความ สอดคล๎องกับสินค๎า สภาพการขนสํง

และการตลาด การออกแบบดังกลําวสามารถแบํงออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกได๎แกํ การออกแบบด๎าน

โครงสร๎าง (structural design) หมายถึงเทคนิคในการเลือกใช๎ชนิดของวัสดุ การกาหนดขนาด รูปแบบ

วิธีการบรรจุ และสํวนประกอบตํางๆ เพื่อให๎ภาชนะบรรจุนั้นสามารถทาหน๎าที่ได๎อยํางมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเภท ที่สองเรียกวํา การออกแบบด๎านกราฟฟิก (graphic design หรือ visual design)



หมายถึงการออกแบบทีให๎ผลตํอการสํงเสริมการขาย ซึ่งเกี่ยวข๎องกับคุณภาพของการพิมพ์ การตบแตํงด๎านสีสัน

รูปภาพ รูปรําง เพื่อให๎ภาชนะบรรจุนั้นมีความสวยงาม รวมทั้งสร๎างมูลคําเพิ่มให๎กับสินค๎านั้นได๎ด๎วย





หน้าที่บทบาทของบรรจุภัณฑ์



ในสมัยกํอนนั้น การใช๎บรรจุภัณฑ์ก็เพื่อเก็บรักษาสินค๎าให๎คงสภาพ (Protection)

ในระยะเวลาหนึ่งหรือจนกวําจะนาไปใช๎ แตํเมื่อมีการแขํงขันทางการค๎ามากขึ้น

บรรจุภัณฑ์จึงมีบทบาทในด๎านการสํงเสริมการตลาด (Promotion) เริ่มเน๎นเรื่องความสวยงาม สะดุดตา

ตลอดจนความสะดวกในการนาไปใช๎ บรรจุภัณฑ์ในปัจจุบันมีหน๎าที่

1. ทาหน๎าที่รองรับ (Contain) บรรจุภัณฑ์จะทาหน๎าที่รองรับสินค๎าให๎รวมกันอยูํเป็นกลุํมน๎อย



หรือตามรูปรํางของภาชนะนัน ๆ



่ ่ ุ

2. ป้องกัน (Protect) บรรจุภัณฑ์จะทาหน๎าทีป้องกันคุ๎มครองสินค๎าทีบรรจุอยูํภายในไมํให๎ยบ สลาย

เสียรูปหรือเสียหายอันเกิดจากสภาพสิ่งแวดล๎อม ซึ่งประกอบด๎วยสภาพดินฟ้าอากาศ ระยะเวลาในการเก็บรักษา



สภาพการขนสํง กลําวคือให๎คงสภาพลักษณะของสินค๎าให๎เหมือนเมื่อผลิตออกจากโรงงานให๎มากทีสุด



ู๎

3. ทาหน๎าที่รักษา (Preserve) คุณภาพสินค๎าให๎คงเดิมตั้งแตํผผลิตจนถึงผู๎บริโภคคนสุดท๎าย



4. บํงชี้ (Identify) หรือแจ๎งข๎อมูล (Inform) รายละเอียดตําง ๆ ของสินค๎าเกี่ยวกับชนิด คุณ -

ภาพและแหลํงที่มาหรือจุดหมายปลายทาง



โดยหีบหํอต๎องแสดงข๎อมูลอยํางชัดเจนให๎ผู๎บริโภครู๎วําสินค๎าที่อยูภายในคืออะไร ผลิตจาที่ไหน มีปริมาณเทําใด

สํวนประกอบ วันเวลาที่ผลิต วันเวลาที่ หมดอายุ การระบุข๎อความสาคัญ ๆ ตามกฎหมาย

โดยเฉพาะสินค๎าประเภทอาหารและยา ชื่อการค๎า (Trade Name) เครื่องหมายการค๎า (Trade Mark)



5. ดึงดูดความสนใจ (Consumer Appeal) และชํวยชักจูงในการซื้อสินค๎า

เนื่องจากสินค๎าชนิดใหมํมีเพิ่มขึ้นอยูํตลอดเวลา การแขํงขันทางด๎านตลาดก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน

ผู๎ซื้อสินค๎ายํอมไมํอาจติดตามการเคลื่อนไหวทางด๎านตลาดได๎ทน ั

หีบหํอจึงต๎องทาหน๎าที่แนะนาผลิตภัณฑ์ที่ถูกบรรจุอยูํให๎กับผู๎ซื้อด๎วย

ต๎องดึงความสนใจของผู๎ซื้อที่ไมํเคยใช๎ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ให๎สนใจในการใช๎



และหลังจากใช๎แล๎วเกิดความพอใจทีจะซื้อใช๎อีก หีบหํอจะทาหน๎าที่ขายและโฆษณาสินค๎าควบคูํกันไปในตัวด๎วย



เสมือนหนึงเป็นพนักงานขายเงียบ (Silent Salesman) ดังนั้นการที่บรรจุภัณฑ์จะสามารถดึงดูดความสนใจ

และชักจูงใจให๎เกิดการซื้อได๎จึงเป็นผลจากปัจจัยหลาย ๆ อยําง เชํน ขนาด รูปรําง สี รูปทรง วัสดุ

ข๎อความรายละเอียด ตัวอักษร ฯลฯ



6. ชํวยเพิ่มผลกาไร หีบหํอจะทาหน๎าที่อยํางสมบูรณ์ไมํได๎

ี่

ถ๎าหากหีบหํอไมํสามารถชํวยเพิ่มผลกาไรให๎กับผลิตภัณฑ์ทบรรจุอยูํ หีบหํอสามารถชํวยสํงเสริมยุทธวิธีการตลาด

่ ั

โดยการเปิดตลาดใหมํหรือการเพิมยอดขายให๎กบสินค๎าแตํละชนิด



เนื่องจากในตลาดมีสินค๎าและคูํแขํงเพิ่มขึ้นตลอดเวลา หากบรรจุภณฑ์ของสินค๎าใดได๎รับการออกแบบเป็นอยํางดี

จะสามารถดึงดูดตา ดึงดูดใจผู๎บริโภคและกํอให๎เกิดการซื้อในที่สุด รวมทั้งการลดต๎นทุนการผลิต



7. สร๎างมูลคําเพิ่ม (Value Added) ให๎แกํผลิตภัณฑ์ สร๎างความเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของผู๎บริโภค



8. การสํงเสริมการจาหนําย (Promotion) เพื่อยึดพื้นที่แสดงจุดเดํน โชว์ตัวเองได๎อยํางสะดุดตา

สามารถระบุแจ๎งเงื่อนไข แจ๎งข๎อมูลเกี่ยวกับการเสนอผลประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อจูงใจผู๎บริโภค

เมื่อต๎องการจัดรายการเพื่อเสริมพลังการแขํงขัน ก็สามารถเปลี่ยนแปลงและจัดทาได๎สะดวก

ควบคุมได๎และประหยัด

9. การแสดงตัว (Presentation) คือ การสื่อความหมาย บุคลิก ภาพพจน์ การออกแบบและสีสันแหํงคุณภาพ

ความคุ๎มคําตํอผู๎บริโภค / ผู๎ใช๎ / ผู๎ซื้อ ให๎ข๎อมูลผลิตภัณฑ์ชัดแจ๎ง สร๎างความมั่นใจ เห็นแล๎วอดซื้อไมํได๎



10. การจัดจาหนํายและการกระจาย (Distribution) เหมาะสมตํอพฤติกรรมการซื้อขายเอื้ออานวยการแยกขาย

สํงตํอ การตั้งโชว์ การกระจาย การสํงเสริมจูงใจในตัว ทนตํอการขนย๎าย ขนสํง และการคลังสินค๎า

ด๎วยต๎นทุนสมเหตุสมผล ไมํเกิดรอยขูดขีด / ชารุด ตั้งแตํจุดผลิตและบรรจุจนถึงมือผู๎ซื้อ / ผู๎ใช๎ / ผู๎บริโภค

ทนทานตํอ

วัตถุประสงค์หลักของบรรจุภัณฑ์ (Objectives of Package) คือ



• เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์ (To Protect Products)



• เพื่อจาหนํายผลิตภัณฑ์ (To Distribute Products)



• เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ (To Promote Products



ข๎อพิจารณาในการออกแบบบรรจุภัณฑ์



บรรจุภัณฑ์ที่ดนั้น จะต๎องสามารถผลิตและนาไปบรรจุได๎ด๎วยวิธีการที่สะดวก ประหยัดและรวดเร็ว

การเลือกบรรจุภัณฑ์มีข๎อพิจารณาดังตํอไปนี้

1. ลักษณะของสินค๎า

คุณสมบัติทางกายภาพ ประกอบด๎วย ขนาด รูปทรง ปริมาตร สํวนประกอบหรือสํวนผสม ของแข็ง ของเหลว

ผู๎ออกแบบต๎องทราบความเหนียวข๎นในกรณีที่เป็นของเหลว และต๎องรู๎น้าหนัก/ ปริมาตรหรือความหนาแนํน



สาหรับสินค๎าทีเ่ ป็นของแห๎งประเภทของสินค๎าคุณสมบัตทางเคมี คือ

ี่

สาเหตุททาให๎สินค๎าเนําเสียหรือเสื่อมคุณภาพจนไมํเป็นที่ยอมรับได๎ และปฏิกิริยาอื่น ๆ

่ ่

ที่อาจจะเกิดขึ้นคุณสมบัติพิเศษอืน ๆ เชํน กลิ่น การแยกตัว เป็นต๎นสินค๎าทีจาหนํายมีลักษณะเป็นอยํางไร

มีคุณสมบัติทางฟิสิกส์หรือทางเคมีอยํางไร เพื่อจะได๎เลือกวัสดุในการทาบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันรักษาได๎ดี



2. ตลาดเป้าหมาย

ต๎องศึกษาความต๎องการของลูกค๎าเป้าหมาย



เพื่อจะได๎เลือกบรรจุภัณฑ์ที่ตรงกับความต๎องการของตลาดหรือกลุมลูกค๎าการพัฒนาบรรจุภัณฑ ์ให๎สนองกับควา

มต๎องการของกลุํมเป้าหมาย



จาต๎องวิเคราะห์จุดยืนของสินค๎าและบรรจุภัณฑ์เทียบกับคูํแขํงขันทีมีกลุํมเป้าหมายเดียวกัน เชํน



ข๎อมูลของปริมาณสินค๎าทีจะบรรจุ ขนาด จานวนบรรจุภัณฑ์ตํอหนํวยขนสํง อาณาเขตของตลาด



3. วิธีการจัดจาหนําย

การจาหนํายโดยตรงจากผู๎ผลิตไปสูํผู๎บริโภคเลย ยํอมต๎องการบรรจุภัณฑ์ลักษณะหนึ่ง

แตํหากจาหนํายผํานคนกลาง เป็นคนกลางประเภทใด มีวิธีการซื้อของเข๎าร๎านอยํางไร วางขายสินค๎าอยํางไร

เพราะพฤติกรรมของร๎านค๎ายํอมมีอิทธิพลตํอโอกาสขายของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ

รวมทั้งพิจารณาถึงผลิตภัณฑ์ของคูํแขํงขันที่จาหนํายในแหลํงเดียวกันด๎วย

4. การขนสํง

มีหลายวิธีและใช๎พาหนะตํางกัน รวมทั้งระยะทางในการขนสํง ความทนทานและความแข็งแรงของบรรจุภัณฑ์

การคานึงถึงวิธีที่จะใช๎ในการขนสํงก็เพื่อพิจารณาเปรียบเทียบให๎เกิดผลเสียน๎อยที่สุด

รวมถึงความประหยัดและปัจจัยเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศด๎วย



ในปัจจุบันนิยมการขนสํงด๎วยระบบตูบรรทุกสาเร็จรูป



5. การเก็บรักษา (Storage) ก

การเลือกบรรจุภัณฑ์จะต๎องพิจารณาถึงวิธีการเก็บรักษา สภาพของสถานที่เก็บรักษา

รวมทั้งวิธีการเคลื่อนย๎ายในสถานที่เก็บรักษาด๎วย



6. ลักษณะการนาไปใช๎งาน

ต๎องนาไปใช๎งานได๎สะดวกเพื่อประหยัดเวลา แรงงานและคําใช๎จําย



7. ต๎นทุนของบรรจุภัณฑ์



เป็นปัจจัยทีจะต๎องคานึงถึงเป็นอยํางมาก



และจะต๎องคานึงถึงผลกระทบทีมีตํอยอดขายหรือความสูญเสียคําใช๎จํายอื่น ๆ ด๎วย

บรรจุภัณฑ์ดีอาจต๎องจํายสูงแตํดึงดูดความสนใจของผู๎ซื้อ ยํอมเป็นสิ่งชดเชยที่ควรเลือกปฏิบัติ

รวมถึงผลการชดเชยในกระบวนการผลิต การบรรจุที่สะดวก รวดเร็ว เสียหายน๎อย

ทาให๎ประหยัดและลดต๎นทุนการผลิตได๎



8. ปัญหาด๎านกฎหมาย

ี่

บทบัญญัติด๎านกฎหมายเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ทปรากฏชัดเจนคือ

8.1 กฎระเบียบและข๎อบังคับเกี่ยวกับฉลากการออกแบบกราฟฟิกของผลิตภัณฑ์ต๎องเป็นไปตามข๎อบังคับ

นอกจากนี้ยังต๎องศึกษาการใช๎สัญลักษณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล๎อม เป็นต๎น

8.2 กฎระเบียบและข๎อบังคับเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์





9. ผลกระทบตํอสังคม ปัญหาที่ยงมิได๎รับการแก๎ไขอยํางจริงจังคือ ผลกระทบตํอนิเวศน์วิทยา (Ecology)

เกี่ยวกับการทาลายซากของบรรจุภัณฑ์ มูลเหตุที่ต๎องมีการพัฒนาบรรจุ

ขั้นตอนการออกแบบ



การตั้งจุดมุํงหมาย



ในการตั้งจุดมุํงหมายในการออกแบบกราฟฟิกของบรรจุภัณฑ์ มีสิ่งจาเป็นทีต๎องรู๎หรือศึกษาข๎อมูล คือ ตาแหนํง

(Positioning) ของบรรจุภัณฑ์ของคูํแขํงที่มีอยูํในตลาด ในกรณีที่บรรจุภัณฑ์มีอยูํในตลาดแล๎ว

ั้ ํ

ยํอมทาให๎ตงจุดมุงหมายในการออกแบบได๎งํายนอกจากตาแหนํงของสินค๎า สิ่งที่จาต๎องค๎นหาออกมา คือ



จุดขายหรือ USP (Unique Selling Point) ของสินค๎า ทีจะโฆษณาบนบรรจุภัณฑ์



ทั้งสองสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบสาคัญในการตั้งจุดมุงหมายของการออกแบบกราฟฟิกบนบรรจุภัณฑ์



การวางแผน

ปัจจัยตําง ๆ



ที่ได๎จากการวิเคราะห์รวบรวมข๎อมูลขั้นต๎นเพื่อเตรียมรํางจุดมุงหมายและขอบเขตการออกแบบพัฒนาบรรจุภัณฑ์



กํอนที่จะปรับปรุงพัฒนาบรรจุภณฑ์ อาจวางแผนได๎ 2 วิธี คือ

1. ปรับปรุงพัฒนาให๎ฉีกแนวแตกตํางจากคูํแขํงขัน

2.

ี่

ปรับปรุงพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให๎สามารถแขํงขันกับคูํแขํงขันโดยตรงได๎ด๎วยบรรจุภัณฑ์ทดีกวําหรือด๎วยคําใช๎จํายที่ถู



กกวํา การตั้งเป้าหมายและวางแผนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ดังกลําว ยํอมต๎องศึกษาสถานภาพบรรจุภณฑ์ของคูํแขํง



พร๎อมกับลํวงรู๎ถึงนโยบายของบริษัทตัวเองและกลยุทธ์การตลาดทีจะแขํงกับคูํแขํงขัน



การวางแผนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สามารถใช๎การวิเคราะห์แบบ 5W + 2H ดังนี้

WHY

WHO

WHERE

WHAT

WHEN

HOW

HOW MUCH =

=

=

=

=

=

= ํทาไม

ใคร

ที่ไหน

อะไร

เมื่อไร

อยํางไร



คําใช๎จํายทีจะใช๎ในการพัฒนา





• WHY ทาไม เหตุการณ์หรือปัจจัยอะไรทาให๎ต๎องออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหมํ

ทาไมต๎องพัฒนากราฟฟิกของบรรจุภัณฑ์ ทาไมไมํแก๎ไขปรับปรุงพัฒนาอยํางอื่น ๆ แทน





• WHO ใคร ผู๎รบผิดชอบในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์นี้ บุคคล หรือแผนกที่เกี่ยวข๎องมีใครบ๎าง



ี่ ํ

• WHERE ที่ไหน สถานที่ทจะวางจาหนํายสินค๎าอยูที่ไหน

ี่ ้

ขอบเขตพื้นที่ทจะวางขายสินค๎าบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบครอบคลุมพืนที่มากน๎อยแคํไหน



• WHAT อะไร จุดมุํงหมายการพัฒนาบรรจุภัณฑ์คืออะไร ข๎อจากัดในการออกแบบมีอะไรบ๎าง

จุดขายของสินค๎าคืออะไร การใช๎งานของบรรจุภัณฑ์คืออะไร

• WHEN เมื่อไร ควรจะเริ่มงานการพัฒนาเมื่อไร เมื่อไรจะพัฒนาเสร็จ วางตลาดเมื่อไร



• HOW อยํางไร จะใช๎เทคโนโลยีแบบใด อยํางไร

จะจัดหาเทคโนโลยีใหมํใช๎วัดความสนใจของบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบ





• HOW MUCH คําใช๎จํายทีจะใช๎ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์มีงบประมาณเทําไร



คาตอบที่จะได๎รับจากคาถาม 5W + 2H นี้ จะนาไปสูํการวางแผนพัฒนาบรรจุ

ขั้นตอนการวางแผนออกแบบบรรจุภัณฑ์



การวางแผนเริ่มต๎นด๎วยจุดประสงค์ของการพัฒนา

พร๎อมด๎วยข๎อจากัดตํางๆรายละเอียดการวางแผนต๎องประกอบด๎วยองค์ประกอบตํอไปนี้



ขั้นตอนที่ 1 : การวางแผน

1.1 กาหนดเวลา



1.2 ผลงานที่จะได๎รับในแตํละขันทางาน

1.3 รายละเอียดของตราสินค๎า (Branding)



1.4 ผู๎รับผิดชอบในแตํละขันตอน



ขั้นตอนที่ 2 : การรวบรวมข๎อมูล

2.1 ข๎อมูลการตลาด

2.2 สถานะการแขํงขัน จุดแข็ง จุดอํอน โอกาส ข๎อจากัด (SWOT: Strength, Weakness, Opportunity ,

Treat)

2.3 ข๎อมูลจากจุดขาย

2.4 ความต๎องการของกลุํมเป้าหมาย / พฤติกรรมผู๎บริโภค

2.5 เทคโนโลยีใหมํ ๆ ทางด๎านวัสดุบรรจุภัณฑ์ ระบบบรรจุภัณฑ์และเครื่องจักร





ขั้นตอนที่ 3 : การออกแบบรําง

3.1 พัฒนาความคิดริเริ่มตําง ๆ ทีเ่ กี่ยวข๎อง

3.2 รํางต๎นแบบ ประมาณ 3-5 แบบ

3.3 ทาต๎นแบบ ประมาณ 2-3 แบบ



ขั้นตอนที่ 4 : การประชุมวิเคราะห์ปรับต๎นแบบ

4.1 วิเคราะห์ความเป็นไปได๎ทางเทคนิค

4.2 วิเคราะห์การสนองความต๎องการของกลุํมเป้าหมาย

4.3 เลือกต๎นแบบที่ยอมรับได๎



ขั้นตอนที่ 5 : การทาแบบเหมือนรําง

5.1 เลือกวัสดุที่จะทาแบบ

5.2 ออกแบบกราฟฟิกเหมือนจริง พร๎อมตราสินค๎าและสัญลักษณ์ทางการค๎า

5.3 ขึ้นแบบ



ขั้นตอนที่ 6 : การบริหารการออกแบบ



เริ่มจากการติดตํอโรงงานผูผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์จนถึงการควบคุมงานผลิตให๎ได๎ตามแบบที่ต๎องการ

พร๎อมทั้งจัดเตรียมรายละเอียดการสั่งซื้อ (Specification)

เพื่อให๎บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบสามารถผลิตได๎ตามต๎องการ

ขั้นตอนสุดท๎ายเป็นการติดตามผลของบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบไปแล๎ววําสามารถสนองตามจุดมุํงหมายของการออก

แบบและบรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กร

ประเภทของบรรจุภัณฑ์





ประเภทของบรรจุภัณฑ์สามารถแบํงได๎หลายวิธีตามหลักเกณฑ์ตาง ๆ ดังนี้

1. แบํงตามวิธีการบรรจุและวิธีการขนถําย

2. แบํงตามวัตถุประสงค์ของการใช๎

3. แบํงตามความคงรูป

4. แบํงตามวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ใช๎



1. ประเภทบรรจุภัณฑ์แบํงตามวิธีบรรจุและวิธีการขนถําย สามารถแบํงได๎ 3 ประเภท



1.1 บรรจุภัณฑ์เฉพาะหนํวย (Individual Package) คือ บรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอยูํกับผลิตภัณฑ์ชั้นแรก

ั้

เป็นสิ่งที่บรรจุผลิตภัณฑ์เอาไว๎เฉพาะหนํวย โดยมีวัตถุประสงค์ขนแรกคือ เพิ่มคุณคําในเชิงพาณิชย์ (To

Increase Commercial Value) เชํน

การกาหนดให๎มีลักษณะพิเศษเฉพาะหรือทาให๎มีรูปรํางที่เหมาะแกํการจับถือ

และอานวยความสะดวกตํอการใช๎ผลิตภัณฑ์ภายใน

พร๎อมทั้งทาหน๎าที่ให๎ความปกป้องแกํผลิตภัณฑ์โดยตรงอีกด๎วย





1.2. บรรจุภัณฑ์ชั้นใน (Inner Package) คือ บรรจุภัณฑ์ที่อยูถัดออกมาเป็นชั้นที่สอง

ั้

มีหน๎าที่รวบรวมบรรจุภัณฑ์ขนแรกเข๎าไว๎ด๎วยกันเป็นชุด ในการจาหนํายรวมตั้งแตํ 2 – 24 ชิ้นขึ้นไป

โดยมีวัตถุประสงค์ขั้นแรก คือ การป้องกันรักษาผลิตภัณฑ์จากน้า ความชื้น ความร๎อน แสง แรงกระทบกระเทือน

และอกนวยความสะดวกแกํการขายปลีกยํอย เป็นต๎น ตัวอยํางของบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ ได๎แกํ

่ ่

กลํองกระดาษแข็งทีบรรจุเครื่องดืมจานวน ฝ 1 โหล , สบูํ 1 โหล เป็นต๎น



1.3. บรรจุภัณฑ์ชั้นนอกสุด (Out Package) คือ บรรจุภัณฑ์ทเี่ ป็นหนํวยรวมขนาดใหญํที่ใช๎ในการขนสํง

โดยปกติแล๎วผู๎ซื้อจะไมํได๎เห็นบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้มากนัก



เนื่องจากทาหน๎าที่ป้องกันผลิตภัณฑ์ในระหวํางการขนสํงเทํานัน ลักษณะของบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ ได๎แกํ หีบ ไม๎

ี่ ่

ลัง กลํองกระดาษขนาดใหญํทบรรจุสินค๎าไว๎ภายใน ภายนอกจะบอกเพียงข๎อมูลทีจาเป็นตํอการขนสํงเทํานั้น เชํน

รหัสสินค๎า (Code) เลขที่ (Number) ตราสินค๎า สถานที่สํง เป็นต๎น

2. การแบํงประเภทบรรจุภัณฑ์ตามวัตถุประสงค์ของการใช๎



บรรจุภัณฑ์เพื่อการขายปลีก (Consumer Package) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผู๎บริโภคซื้อไปใช๎ไป

อาจมีชั้นเดียวหรือหลายชั้นก็ได๎ ซึ่งอาจเป็น Primary Package หรือ Secondary Package ก็ได๎



บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนสํง (Shopping หรือ Transportation Package)

เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช๎รองรับหรือหํอหุ๎มบรรจุภัณฑ์ขั้นทุติยภูมิ ทาหน๎าที่รวบรวมเอาบรรจุภัณฑ์ขายปลีกเข๎าด๎วยกัน

ให๎เป็นหนํวยใหญํ เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการเก็บรักษา และการขนสํง เชํน

กลํองกระดาษลูกฟูกที่ใช๎บรรจุยาสีฟัน กลํองละ 3 โหล



3. การแบํงบรรจุภัณฑ์ตามความคงรูป



3.1. บรรจุภัณฑ์ประเภทรูปทรงแข็งตัว (Rigid Forms) ได๎แกํ เครื่องแก๎ว (Glass Ware) เซรามิคส์

(Ceramic) พลาสติกจาพวก Thermosetting ขวดพลาสติก สํวนมากเป็นพลาสติกฉีด เครื่องปั้นดินเผา ไม๎

และโลหะ มีคุณสมบัติแข็งแกรํงทนทานเอื้ออานวยตํอการใช๎งาน

และป้องกันผลิตภัณฑ์จากสภาพแวดล๎อมภายนอกได๎ดี



3.2. บรรจุภัณฑ์ประเภทรูปทรงกึ่งแข็งตัว (Semirigid Forms) ได๎แกํ บรรจุภัณฑ์ที่ทาจากพลาสติกอํอน



กระดาษแข็งและอลูมิเนียมบาง คุณสมบัติทั้งด๎านราคา น้าหนักและการป้องกันผลิตภัณฑ์จะอยูในระดับปานกลาง



3.3. บรรจุภัณฑ์ประเภทรูปทรงยืดหยุํน (Flexible Forms) ได๎แกํ บรรจุภัณฑ์ที่ทาจากวัสดุอํอนตัว

มีลักษณะเป็นแผํนบาง ได๎รับความนิยมสูงมากเนื่องจากมีราคาถูก ( หากใช๎ในปริมาณมากและระยะเวลานาน )

น้าหนักน๎อย มีรูปแบบและโครงสร๎างมากมาย

4. แบํงตามวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ใช๎



๎ ๎

การจัดแบํงและเรียกชื่อบรรจุภัณฑ์ในทรรศนะของผูออกแบบ ผูผลิต หรือนักการตลาด จะแตกตํางกันออกไป

ั้ ํ ่

บรรจุภัณฑ์แตํละประเภทก็ตงอยูภายใต๎วัตถุประสงค์หลักใหญํ (Objective Of Package) ทีคล๎ายกันคือ

เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์ (To Protect Products) เพื่อจาหนํายผลิตภัณฑ์ (To Distribute Products)

เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ (To Promote Products

การออกแบบบรรจุภัณฑ์

การออกแบบบรรจุภัณฑ์ อาจแบํงประเภทลักษณะการออกแบบได๎ 2 ประเภทคือ



• การออกแบบลักษณะโครงสร๎าง



• การออกแบบกราฟฟิค



การออกแบบลักษณะโครงสร๎าง หมายถึง การกาหนดรูปลักษณะ โครงสร๎างวัสดุที่ใช๎ตลอดจนกรรมวิธีการผลิต



การบรรจุ ตลออดจนการขนสํงเก็บรักษาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์นับตั้งแตํจุดผลิตจนถึงมือผูบริโภค

การออกแบบกราฟฟิค หมายถึง

การสร๎างสรรค์ลักษณะสํวนประกอบภายนอกของโครงสร๎างบรรจุภัณฑ์ให๎สามารถสื่อสาร สื่อความหมาย



ความเข๎าใจ (To Communicate) ในอันทีจะให๎ผลทางด๎านจิตวิทยา (Psychological Effects)

ตํอผู๎บริโภค และอาศัยหลักศิลปะการจัดภาพให๎เกิดความประสานกลมกลืนกันอยํางสวยงาม

ตามวัตถุประสงค์ที่ได๎วางไว๎





1. กระบวนการออกแบบโครงสร๎างบรรจุภัณฑ์



ในกระบวนการออกแบบโครงสร๎างของบรรจุภัณฑ์

ผู๎วิจัยต๎องอาศัยความรู๎และข๎อมูลจากหลายด๎านการอาศัยความชํวยเหลือจากผู๎ชานาญการบรรจุ

(PACKAGING SPECIALISTS) หลาย ๆ ฝ่ายมารํวมปรึกษาและพิจารณาตัดสินใจ ซึ่งอิงทฤษฏีของ ปุน ่



คงเจริญเกียรติและสมพร คงเจริญเกียรติ (2542:71-83) โดยทีผู๎วิจัยจะกระทาหน๎าที่เป็นผู๎สร๎างภาพพจน์

(THE IMAGERY MAKER) จากข๎อมูลตําง ๆ ให๎ปรากฏเป็นรูปลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์จริง



ลาดับขั้นตอนของการดาเนินงาน นับตั้งแตํตอนเริ่มต๎น จนกระทังสิ้นสุดจนได๎ผลงานออกมาดังตํอไปนี้ เชํน





1. กาหนดนโยบายหรือวางแผนยุทธศาสตร์ (POLICY PERMULATION OR ATRATEGIC

PLANNING) เชํน ตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการผลิต เงินทุนงบประมาณ การจัดการ



และการกาหนดสถานะ (SITUATION) ของบรรจุภัณฑ์ ในสํวนนี้ทางบริษทแดํชีวิตจะเป็นผู๎กาหนด



2. การศึกษาและการวิจัยเบื้องต๎น (PRELIMINARY RESEARCH) ได๎แกํ

การศึกษาข๎อมูลหลักการทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิศวกรรมทางการผลิต ตลอดจนการค๎นพบสิ่งใหมํ ๆ

ที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข๎องสอดคล๎องกันกับการออกแบบโครงสร๎างของบรรจุภัณฑ์



3. การศึกษาถึงความเป็นไปได๎ของบรรจุภัณฑ์ ( FEASIBILITY STUDY ) เมื่อได๎ศึกษาข๎อมูลตําง ๆ

แล๎วก็เริ่มศึกษาความเป็นไปได๎ของบรรจุภัณฑ์ด๎วยการสเก็ต (SKETCH DESING) ภาพ

แสดงถึงรูปรํางลักษณะ และสํวนประกอบของโครงสร๎าง 2-3 มิติ หรืออาจใช๎วิธีการอื่น ๆ ขึ้นรูปเป็นลักษณะ 3



มิติ ก็สามารถกระทาได๎ ในขั้นตอนนี้จงเป็นการเสนอแนวความคิดสร๎างสรรค์ขั้นต๎นหลาย ๆ แบบ

(PRELIMINARY IDFAS) เพื่อศึกษาความเป็นไปได๎ในเทคนิควิธีการบรรจุ และการคานวณเบื้องต๎น

ตลอดจนเงินทุนงบประมาณดาเนินการ

และเพื่อการพิจารณาคัดเลือกแบบรํางไว๎เพื่อพัฒนาให๎สมบูรณ์ในขั้นตอนตํอไป



4. การพัฒนาและแก๎ไขแบบ ( DESIGN REFINEMENT )

้ ้

ในขันตอนนีผู๎ออกแบบจะต๎องขยายรายละเอียดปลีกยํอยตําง ๆ (DETAILED DESIGN )

ของแบบรํางให๎ทราบอยํางละเอียดโดยเตรียมเอกสารหรือข๎อมูลประกอบ มีการกาหนดเทคนิคและวิธีการผลิต

การบรรจุ วัสดุ การประมาณราคา ตลอดจนการทดสอบทดลองบรรจุ เพื่อหารูปรําง รูปทรงหรือสํวนประกอบตําง

ๆ ที่เหมาะสมกับหน๎าที่ของบรรจุภัณฑ์ที่ต๎องการด๎วยการสร๎างรูปจาลองงําย ๆ (MOCK UP) ขึ้นมา

ดังนั้นผู๎ออกแบบจึงต๎องจัดเตรียมสิ่งตําง ๆ เหลํานี้อยํางละเอียดรอบคอบเพื่อการนาเสนอ

(PRESENTATION)

ี่

ตํอลูกค๎าและผู๎ททางานเกี่ยวข๎องให๎เกิดความเข๎าใจเพื่อพิจารณาให๎ความคิดเห็นสนับสนุนยอมรับหรือเปลี่ยนแปล

ั ้

งแก๎ไขเพิ่มเติมในรายละเอียดที่ชดเจนยิ่งขึนเชํน การทาแบบจาลองโครงสร๎างเพื่อศึกษาถึงวิธีการบรรจุ



และหน๎าทีของบรรจุภัณฑ์กํอนการสร๎างแบบเหมือนจริง



5. การพัฒนาต๎นแบบจริง (PROTOTYPE DEVELOPMENT)

เมื่อแบบโครงสร๎างได๎รับการแก๎ไขและพัฒนา ผํานการยอมรับแล๎ว ลาดับตํอมาต๎องทาหน๎าทีเ่ ขียนแบบ

(MECHANICAL DRAWING) เพื่อกาหนดขนาด รูปรําง

และสัดสํวนจริงด๎วยการเขียนภาพประกอบแสดงรายละเอียดของรูปแบบแปลน (PLAN) รูปด๎านตําง ๆ

(ELEVATIONS) ทัศนียภาพ (PERSPECTIVE) หรือภาพแสดงการประกอบ (ASSEMBLY)



ของสํวนประกอบตําง ๆมีการกาหนดมาตราสํวน (SCALE) บอกชนิดและประเภทวัสดุที่ใช๎มข๎อความ คาสั่ง

ที่สื่อสารความเข๎าใจกันได๎ในขบวนการผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ของจริง

แตํการที่จะได๎มาซึ่งรายละเอียดเพื่อนาไปผลิตจริงดังกลําวนั้น ผู๎ออกแบบจะต๎องสร๎างต๎นแบบจาลองที่สมบูรณ์

(PROTOTYPE) ขึ้นมากํอนเพื่อวิเคราะห์ (ANALYSIS) โครงสร๎างและจาแนกแยกแยะสํวนประกอบตําง

ๆ ออกมาศึกษา ดังนั้น PROTOTYPE

้ ้

ที่จัดทาขึนมาในขั้นนีจึงควรสร๎างด๎วยวัสดุที่สามารถให๎ลักษณะและรายละเอียดใกล๎เคียงกับบรรจุภัณฑ์ของจริงใ

ห๎มากที่สุดเทําที่จะกระทาได๎เชํนอาจจะทาด๎วยปูนพลาสเตอร์ ดินเหนียว กระดาษ ฯลฯ และในขั้นนี้

การทดลองออกแบบกราฟฟิคบนบรรจุภัณฑ์

้ ้

ควรได๎รับการพิจารณมรํวมกันอยํางใกล๎ชิคกับลักษณะของโครงสร๎างเพื่อสามารถนาผลงานในขันนีมาคัดเลือกพิจ

ารณาความมีประสิทธภาพของรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ที่สมบูรณ์



6. การผลิตจริง (production)



สาหรับขั้นตอนนี้สํวนใหญํจะเป็นหน๎าทีรับผิดชอบของฝ่ายผลิตในโรงงานที่จะต๎องดาเนินการตามแบบแปลนทีนั ่



กออกแบบให๎ไว๎ ซึงทางฝ่ายผลิตจะต๎องจัดเตรียมแบบแมํพิมพ์ของบรรจุภัณฑ์ให๎เป็นไปตามกาหนด

และจะต๎องสร๎างบรรจุภัณฑ์จริงออกมาจานวนหนึ่งเพื่อเป็นตัวอยําง (PRE- PRODUCTION

PROTOTYPES) สาหรับการทดสอบทดลองและวิเคราะห์เป็นครั้งสุดท๎าย

หากพบวํามีข๎อบกพรํองควรรีบดาเนินการแก๎ไขให๎เป็นที่เรียบร๎อยแล๎วจึงดาเนินการผลิตเพื่อนาไปบรรจุและจาห

นํายในลาดับตํอไป

การออกแบบกราฟฟิคบนบรรจุภัณฑ์



การออกแบบกราฟฟิค

บรรจุภัณฑ์เป็นตัวแทนของกระบวนการสํงเสริมการขายทางด๎านการตลาด ณ จุดขายที่สามารถจับต๎องได๎

ทาหน๎าทีเ่ ป็นสื่อโฆษณาได๎อยํางดีเยี่ยม ณ จุดขาย รูปทรงของบรรจุภัณฑ์เปรียบได๎กับตัวโครงรํางกายของมนุษย์

สีที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์เปรียบเสมือนผิวหนังของมนุษย์

คาบรรยายบนบรรจุภัณฑ์เปรียบได๎กับปากที่กลําวแจ๎งแถลงสรรพคุณ

การออกแบบอาจจะเขียนเป็นสมการอยํางงําย ๆ ได๎ดังนี้ การออกแบบ = คาบรรยาย + สัญลักษณ์ + ภาพพจน์

เนื่องจากการออกแบบภาพพจน์เป็นศิลปะอยํางหนึ่งซึ่งอาจแสดงออกได๎ด๎วย จุด เส๎น สี รูปวาด และรูปถําย

ผสมผสานกันออกมาเป็นพาณิชย์ศิลป์บนบรรจุภัณฑ์ ด๎วยหลักการงําย ๆ 4 ประการ คือ SAFE

ซึ่งมีความหมายวํา





S

A

F

E=

=

=

= Simple

Aesthetic

Function

Economic เข๎าใจงํายสบายตา

มีความสวยงาม ชวนมอง

ใช๎งานได๎งําย สะดวก ต๎นทุนหรือคําใช๎จํายทีเ่ หมาะสม





การออกแบบพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยังมีบทบาทชํวยเสริมกิจกรรมตําง ๆ ทางด๎านการตลาด ดังนี้



ตามที่ได๎อธิบายแล๎ววําบรรจุภัณฑ์มีบทบาทในสํวนผสมการตลาดในการทาหน๎าที่เสริมกิจกรรมการตลาดในแตํล

ะขั้นตอนของวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ รายละเอียดปลีกยํอยในการชํวยเสริมกิจกรรมตําง ๆ มีดังตํอไปนี้



1. การใช๎โฆษณา บรรจุภัณฑ์จาต๎องออกแบบให๎จาได๎งําย ณ จุดขาย

หลังจากกลุํมเป้าหมายได๎เห็นหรือฟังโฆษณามาแล๎ว

ในกลยุทธ์นี้บรรจุภัณฑ์มักจะต๎องเดํนกวําคูํแขํงขันหรือมีกราฟฟิกที่สะดุดตาโดยไมํต๎องให๎กลุํมเป้าหมายมาองหา

ณ จุดขาย



2. การเพิ่มชํองทางการจัดจาหนําย

ชํองทางการจัดจาหนํายที่เปลี่ยนแปลงไปอาจจาเป็นต๎องมีการออกแบบปริมาณสินค๎าตํอหนํวยขนสํงใหมํเพื่อลดคํ



าใช๎จําย หรือมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สาหรับจุดขายใหมํ การเพิ่มหิง ณ จุดขายทีเ่ รียกวํา POP (Point of

Purchase) อาจมีสํวนชํวยสํงเสริมการขายเมื่อเปิดชํองทางการจัดจาหนํายใหมํ



3. เจาะตลาดใหมํ



มีความจาเป็นอยํางยิ่งทีต๎องออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหมํในการเจาะตลาดใหมํหรือกลุํมเป้าหมายใหมํ

ในบางกรณีอาจจาเป็นต๎องเปลี่ยนตราสินค๎าใหมํอีกด๎วย



4. ผลิตภัณฑ์ใหมํ ถ๎าผลิตภัณฑ์ใหมํเป็นสินค๎าที่เกี่ยวเนื่องกับสินค๎าเกํา เชํน เปลี่ยนจากการขายกล๎วยตากแบบเกํา

เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหมํมาเป็นกล๎วยตากชุบน้าผึ้ง

อาจใช๎บรรจุภัณฑ์เกําแตํเปลี่ยนสีใหมํเพื่อแสดงความสัมพันธ์กับสินค๎าเดิมหรืออาจใช๎เทคนิคของการออกแบบบร

รจุภัณฑ์ยูนิฟอร์มดังจะกลําวตํอไปในบทนี้

แตํในกรณีที่เป็นสินค๎าใหมํถอดด๎ามจาต๎องออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหมํหมด

แตํอาจคงตราสินค๎าและรูปแบบเดิมไว๎เพื่อสร๎างความสัมพันธ์กับลูกค๎ากลุํมที่เคยเป็นลูกค๎าประจาของสินค๎าเดิม



5. การสํงเสริมการขาย จาเป็นอยํางยิ่งต๎องมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหมํ

เพื่อเน๎นให๎ผู๎บริโภคทราบวํามีการเพิ่มปริมาณสินค๎า การลดราคาสินค๎า หรือการแถมสินค๎า

รายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์ยํอมมีสํวนชํวยกระตุ๎นให๎ผู๎บริโภคมีความอยากซื้อมากขึ้น



6. การใช๎ตราสินค๎า

่ ่ ั

เป็นสิ่งจาเป็นอยํางยิ่งทีจะต๎องมีเพื่อสร๎างความทรงจาทีดีตํอสินค๎าบรรจุภัณฑ์ที่มีตราสินค๎าใหมํควรจะได๎รบการอ

อกแบบใหมํด๎วยการเน๎นตราสินค๎า รายละเอียดในเรื่องนี้จะได๎กลําวตํอไปในหัวข๎อตราสินค๎า



7. เปลี่ยนขนาดหรือรูปทรงของบรรจุภัณฑ์ โดยปกติสินค๎าแตํละชนิดมีวัฏจักรชีวิตของตัวมันเอง (Product

Life Cycle) เมื่อถึงวัฏจักรชีวิตชํวงหนึ่ง ๆ จาเป็นต๎องมีการเปลี่ยนโฉมของบรรจุภัณฑ์เพื่อยืดอายุของวัฏจักร

ในบางกรณี การเปลี่ยนขนาดอาจเกิดจากนวัตกรรมใหมํทางด๎านบรรจุภัณฑ์ เชํน



การเลือกใช๎วัสดุใหมํจึงมีการเปลียนรูปทรงหรือขนาด



ไมํวําจะเป็นสาเหตุใดก็ตามมีความจาเป็นอยํางยิ่งทีจะต๎องมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหมํเพื่อรักษาหรือขยายสํวน

แบํงการตลาด

องค์ประกอบการออกแบบ

รายละเอียดหรือสํวนประกอบบนบรรจุภัณฑ์จะแสดงออกถึงจิตสานึกของผู๎ผลิตสินค๎าและสถานะ (Class)

ของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสามารถขยับเป็นสื่อโฆษณาระยะยาว สํวนประกอบที่สาคัญบนบรรจุภัณฑ์อยํางน๎อยที่สุด



เมื่อมีการเก็บข๎อมูลของรายละเอียดตําง ๆ

ดังกลําวมาแล๎วจึงเริ่มกระบวนการออกแบบด๎วยการเปลี่ยนข๎อมูลที่ได๎รับมาเป็นกราฟฟิกบนบรรจุภัณฑ์

จุดมุํงหมายทั่ว ๆ ไปในการออกแบบมีดงนี้ั



1. เดํน (Stand Out) ภายใต๎สภาวะการแขํงขันอยํางรุนแรง ตัวบรรจุภัณฑ์จาต๎องออกแบบให๎เดํนสะดุดตา

(Catch the Eye) จึงจะมีโอกาสได๎รับความสนใจจากกลุํมเป้าหมายเมื่อวางประกบกับบรรจุภัณฑ์ของคูํแขํง

เทคนิคที่ใช๎กันมาคือ

รูปทรงและขนาดซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของบรรจุภัณฑ์หรืออาจใช๎การตั้งตราสินค๎าให๎เดํน



2. ตราภาพพจน์และความแตกตําง (Brand Image Differentiate)

เป็นความรู๎สึกที่จะต๎องกํอให๎เกิดขึ้นกับกลุํมเป้าหมายเมื่อมีการสังเกตเห็น

แล๎วจูงใจให๎อํานรายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์การออกแบบตราภาพพจน์ให๎มีความแตกตํางนี้

เป็นวิธีการออกแบบที่แพรํหลายมากดังได๎บรรยายไว๎ในหัวข๎อทฤษฎีตราสินค๎าตราสินค๎า (Brand)



3. ความรู๎สึกรํวมที่ดี



การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สร๎างขึนเพื่อให๎ผู๎ซื้อเกิดความรู๎สึกที่ดีตํอศิลปะที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยรวม

เริ่มจากการกํอให๎เกิดความสนใจด๎วยความเดํน เปรียบเทียบรายละเอียดตําง ๆ เพื่อจูงใจให๎ตัดสินใจซื้อ

และจบลงด๎วยความรู๎สึกที่ดีที่สามารถสนองตํอความต๎องการของผู๎ซื้อได๎ จึงกํอให๎เกิดการตัดสินใจซื้อ

ความรู๎สึกอยากเป็นเจ๎าของและอยากทดลองสินค๎าพร๎อมบรรจุภัณฑ์นั้น





ตราสินค๎า (Brand) หมายถึง ชื่อ ข๎อความ สัญญลักษณ์หรือรูปแบบหรือสิ่งเหลํานีรวมกัน

เพื่อบํงชี้ให๎เห็นถึงสินค๎า หรือบริการของผู๎ขายหรือกลุํมของผู๎ขายที่แสดงความแตกตํางจากคูํแขํงขัน



ตราสินค๎าหนึง ๆ จะประกอบด๎วยองค์ประกอบหลายอยํางรวมกัน คือ



- ชื่อตรา (brandname) สํวนของตราที่เป็นชื่อหรือคาพูดหรือข๎อความซึ่งออกเสียงได๎ เชํน ซันโย ฟิลิปส์



- เครื่องหมายตราสินค๎า (brandmark) สํวนหนึ่งของตราซึ่งสามารถจดจาได๎แกํ ออกเสียงไมํได๎ ได๎แกํ



สัญลักษณ์ รูปแบบที่ประดิษฐ์ตําง ๆ หรือรูปภาพตลอดจนสีสรรทีปรากฏอยูํในเครื่องหมายตําง ๆ เหลํานี้



- เครื่องหมายการค๎า (trademark) สํวนหนึ่งของตราหรือตราที่ได๎จดทะเบียนการ

เพื่อป้องกันสิทธิตามกฎหมายแตํผู๎เดียว



- ลิขสิทธิ์ (copyright) สิทธิตามกฎหมายในสิ่งตีพิมพ์ตําง ๆ





- โลโก๎ (logo) เป็นเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ของกิจการหรือองค์การหนึง ๆ



๎ ๎

ประโยชน์ตํอเจ๎าของตราสินค๎า ผูผลิตหรือผูจัดจาหนําย



1. ใช๎แสดงความเป็นเจ๎าของผลิตภัณฑ์ เมื่อตราสินค๎าเป็นที่ยอมรับรู๎จักทั่ว ๆ ไป

เป็นสิ่งที่ชํวยกระตุ๎นความต๎องการของผู๎ซื้อโดยเฉพาะอยํางยิ่งในการขายสินค๎า ระบบชํวยตัวเอง (self-service)

ผู๎ซื้อจะตัดสินใจ โดยอาศัยความเชื่อถือที่มีตํอตราของสินค๎า



ู๎

2. แสดงถึงความสามารถในการควบคุมตลาดสินค๎า ตราสินค๎าใดที่เป็นที่รจักมาก ๆ

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปยํอมแสดงถึงการมีสํวนแบํงในตลาดสินค๎ามากกวําตราสินค๎าอื่น ๆ



3. ชํวยเพิ่มยอดขาย ลูกค๎าซื้อสินค๎าโดยจาตราได๎แมํนยา เมื่อมีการสํงเสริมการจาหนํายใด



๎ ้

ๆ จะกระตุนหรือเรํงการซื้อของลูกค๎าได๎รวดเร็วขึน





4. ชํวยลดคําใช๎จํายในการขาย เนืองจากลูกค๎าตัดสินใจได๎รวดเร็วจากตราสินค๎า



่ ่

5. ลดการเปรียบเทียบด๎านราคาสินค๎า ผู๎ซื้อจะยอมรับราคาสินค๎าทีสูงกวําสาหรับตราสินค๎าที่เป็นทีนิยมแพรํหลาย

่ ู๎

ด๎วยความเชื่อวํามีคุณภาพแนํนอนหรือดีกวําสินค๎าทีตราสินค๎าไมํเป็นที่รจักแพรํหลาย



6. ชํวยให๎แนะนาสินค๎าใหมํออกสูํตลาดงํายขึ้น



ผู๎ผลิตหรือผู๎จดจาหนํายที่สร๎างตราให๎เป็นที่ยอมรับในตลาดสินค๎าได๎

เมื่อมีการนาผลิตภัณฑ์ใหมํออกสูํตลาดภายใต๎ตราสินค๎าทีเ่ ป็นที่ยอมรับนั้น ๆ



ประโยชน์ตํอผู๎ซื้อหรือผูบริโภค



1. ผู๎ซื้อสามารถจาแนกประเภท ชนิด ของสินค๎าในระดับคุณภาพแตกตํางกันของผู๎ผลิต



2. ผู๎ซื้อทราบวํา “ ใคร ” คือผู๎ผลิตสินค๎านั้น ๆ



3. ชํวยลดเวลาและความพยายามในการแสวงหาซื้อสินค๎าไมํ

หลักเกณฑ์ในการเลือกชื่อตราสินค๎า (brandname)





• เลือกคาพูดหรือชื่อที่สั้น เพราะเป็นการงํายแกํการออกเสียงสะกดตัวและจดจาได๎งํายกวําคายาว ๆ หลาย ๆ

พยางค์ ชื่อที่เป็นพยางค์เดียวโดด ๆ



• เลือกคาพูดหรือชื่อที่พื้น ๆ เป็นภาษาที่ใช๎อยูํในชีวิตประจาวัน ความคุ๎นเคยจะชํวยให๎จดจาได๎งํายขึ้น

อยําเลือกใช๎คาพูดที่วิจิตรพิศดาร ตัวสะกดยุํงยาก เพราะทาให๎อํานออกเสียงยากขึ้น จดจาได๎ยากขึ้น





• ชื่อหรือคาพูดนันต๎องออกเสียงได๎แบบเดียว เพื่อป้องกันการเข๎าใจผิดเมื่อออกเสียงแตกตํางกัน



• ควรมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง



• ต๎องทันสมัย ชื่อหรือคาพูดตําง ๆ





• เป็นตราสินค๎าที่สร๎างขึนเอง มิใชํไปหยิบยกของคนอื่นมาใช๎



• มีความสัมพันธ์กับตัวสินค๎า





สามารถนาไปใช๎ได๎กับสื่อโฆษณาทุกรูปแบบชื่อตราสินค๎าที่ออกเสียงยากผู๎อํานไมํสามารถอํานออกเสียงถูกต๎องไ

ด๎



ต๎องสามารถออกเสียง หรือใกล๎เคียงกับภาษา



หน้าที่ของกราฟฟิคบนบรรจุภณฑ์



ี่

• สร๎างทัศนคติทดีงามตํอผลิตภัณฑ์และผู๎ผลิต



ู๎

• ชี้แจงและบํงชี้ให๎ผบริโภคทราบถึงชนิด ประเภทของผลิตภัณฑ์



• แสดงเอกลักษณ์เฉพาะสาหรับผลิตภัณฑ์และผู๎ประกอบการ



• แสดงสรรพคุณและวิธีใช๎ของผลิตภัณฑ์

ข๎อมูลบนบรรจุภัณฑ์

การออกแบบกราฟฟิคบนบรรจุภัณฑ์



เป็นการบอกถึงเรื่องราวของสิ่งทีบรรจุอยูํภายในให๎ผู๎บริโภคทราบถึงข๎อมูลตําง ๆ ที่มี

ทั้งผลดีและผลเสียของผลิตภัณฑ์ ข๎อมูลที่นักออกแบบกราฟฟิคควรนาเสนอมีดังนี้



• ประเภท

• สํวนประกอบหรือสํวนผสมโดยประมาณ

• คุณคําทางสมุนไพร

• ขั้นตอนหรือวิธีใช๎

• การเก็บรักษา

• วันที่ผลิตและวันหมดอายุ

• คาบรรยายสรรคุณ

• ข๎อมูลเกี่ยวกับผู๎ผลิต



การใช๎ตัวอักษรและตัวพิมพ์



ประชิด ทินบุตร (2530 :29) กลําวไว๎วํา



ตัวอักษรหรือตัวพิมพ์จดวําเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สาคัญอันดับแรกของการออกแบบ การออกแบบโดยทั่ว ๆ

ไป มีการนาตัวอักษรมาใช๎เพื่อการออกแบบเป็น 2 ลักษณะใหญํ ๆ คือ



1. ใช๎ตัวอักษรเป็นสํวนดึงดูดตา มีลักษณะตัวอักษรแบบ Display face

เพื่อต๎องการตกแตํงหรือการเน๎นข๎อความขําวสารให๎สามารถดึงดูดความสนใจของผู๎ดู ผู๎อําน

ด๎วยการใช๎ขนาดรูปแบบตัวอักษรที่มีขนาดใหญํ มีความเดํนเป็นพิเศษ



2. ใช๎ตัวอักษรเป็นสํวนบรรยายหรืออธิบายเนื้อหา คือ การใช๎ตัวอักษรเป็น Book face หรือเป็นตัว Text

ที่มีขนาดเล็กในลักษณะของการเรียงพิมพ์ข๎อความเพื่อการบรรยายหรืออธิบายสํวนประกอบปลีกยํอย

และเนื้อหาที่สื่อสารเผยแพรํ



่ ่

ดังนั้นการทีจะนาตัวอักษามาใช๎ในการออกแบบกราฟฟิคผู๎ออกแบบจึงควรทีจะต๎องศึกษาเรียนรู๎ถึงสํวนประกอบข

องตัวอักษรในภาษาตําง ๆ ในเรื่องตํอไปนี้



1. รูปแบบตัวอักษร



2. รูปลักษณะของตัวอักษร



3. ขนาดตัวอักษร



การพิจารณาเลือกตัวหนังสือในการออกแบบ

1. ลักษณะรูปรํางหนังสือแตํละตัวสวยนําพอใจ และมีความสูง ความกว๎าง สมดุล สาหรับผู๎อํานทั่วไป

( สัดสํวนโดยประมาณ สูง 1 กว๎าง 3/5)



2. การประสมคาบรรทัดเป็นหน๎า



- การประสมคา ตัวหนังสือทุกตัวต๎องเข๎ากันได๎ ในการออกแบบมีชํองไปเหมาะสม



- การเรียงบรรทัด ต๎องไมํผอมเกินไป เพราะอํานได๎ไมํสะดวก อํานช๎า นําเบื่อ



- การจัดบรรทัดเป็นหน๎า อยําวางบรรทัดชิดเกินไป ทาให๎อํานยากและอํานพลาดได๎งําย ควรมีชายหน๎าและหลัง

เพราะอํานงํายกวํา และงํายตํอการผลิต



3.Contrast ของตัวหนังสือ เกิดจากความหนักเบาของเส๎น และความอํอนแกํของแสงสีพื้นกับตัวอักษร



4. ความเหมาะสมกับผู๎อําน โดยพิจารณาจาก





คนที่มปัญหาทางสายตา เชํน สายตาสั้น สายตายาว ตาบอดสี

ก็ต๎องเลือกใช๎ตัวหนังสือแกํสิ่งเหลํานี้สภาพแวดล๎อมของที่ใช๎อําน เชํน มีเสียงรบกวนมาก คนพลุกพลําน

อากาศร๎อนไป เย็นไป เชํน ตัวหนังสือที่ใช๎กับเบลเดอร์กลางแจ๎ง ก็ต๎องมี Contrast ของตัวหนังสือมาก

เพื่อแขํงกับสิ่งแวดล๎อมนั้นได๎ ในที่รํมอํานสบายตาดี ลด Contrast ให๎น๎อยลง



1. การวัดตัวพิมพ์ ( Type Measuremen ) แนวตั้งใช๎ระบบการวัดเป็นพอยท์ ( Point ) 1 พอยท์เทํากับ

้ ่

1/72” เลขที่มากขึนก็คือขนาดทีสูงขึ้น



2. แนวนอน ใช๎ระบบวัดความยาวของคอลัมน์เป็นไพกา ( Pica ) 1 ไพกาเทํากับ 1/6”

จานวนไพกาจะเพิ่มขึ้นตามความยาวที่เพิ่มขึ้น



3. ชํองไฟตัวอักษร ( Lettrspacing ) จะเข๎าไปเกี่ยวข๎องกับชํองไฟบริเวณชํองวําง ระหวํางตัวอักษรแตํละตัว

รูปทรงตัวอักษรแตํละชนิดมีความเดํนชัดแตกตํางกัน



4. แนวเส๎น (Stroke) ตัวอักษรประกอบด๎วยแนวเส๎น 4 แนว

การรวมตัวต๎องพิจารณาชํองไฟอยํางเป็นเหตุเป็นผล มีความสม่าเสมอและให๎ความรู๎สึกถูกต๎องกับการรับรู๎

คงไว๎ซึ่งปริมาณในการมองเห็นอยํางระรื่นตาระหวํางตัวอักษรผูกเนื่องตํอไปกับตัวอักษรถัดไป



5. ปริมาตรทางสายตา ( Optical Volume ) โดยคานึงถึงปริมาตรที่มีดุลยภาพ

ความสมดุลโดยประมาณทางสายตา



6. มาตราสํวนของชํองไฟตัวอักษร (Letter Spacing Scale)

การวางชํองไฟตัวอักษรให๎ดีควรคานึงถึงสภาพการมองเห็น (มากกวําความกว๎างของชํองไฟที่มีขนาดเทํากัน )

พยายามสร๎างความเข๎าใจ และค๎นหาระบบชํองไฟตัวอักษรด๎วยตนเอง

7. เส๎นฐาน (Baseline )

ตัวอักษรโค๎งจะนิยมออกแบบให๎สูงกวําอักษรเส๎นตรงเล็กน๎อยจึงจะมองดูความสูงใกล๎เคียงกัน

ตัวอักษรโค๎งต๎องวางให๎ต่ากวําเส๎นฐานเล็กน๎อย จึงจะมองดูเหมือนกับวําตั้งอยูํบนเส๎นฐานพอดีตามสภาพหลอน

(lllusion) ของรูปทรง



8. กรอบ ( Margin ) ตัวอักษรโค๎ง ตัวอักษรเอียง และตัวอักษร เส๎นนอนบาง ตัวควรวางล้าเส๎นของเล็กน๎อย

การรับรู๎จึงจะให๎ความรู๎สึกตรงเส๎นขอบ ถ๎ามีการเว๎นวรรคจากบรรทัดกํอน ก็ควรนามาชนเส๎นขอบ



9. ปรับชํองไฟ (Kerning ) การจัดชํองไฟจาเป็นต๎องลดชํองไฟให๎แคบลงระหวํางตัวอักษรเส๎นเอียง เส๎นโค๎ง

ตัวอักษรที่มีบริเวณวํางภายนอก การราวตัวของตัวใหญํกับตัวเล็ก จาเป็นต๎องปรับชํองไฟจานวนมาก



10. เว๎นวรรค ( Wordspacing ) คาตําง ๆ เริ่มต๎นและสํงท๎ายด๎วยตัวอักษรที่มีรูปรํางตํางกัน

การเว๎นวรรคควรจัดให๎มีความสอดคล๎องระหวํางคา ให๎มองดูแล๎วเหมือนกันทั้งหมด

ปริมาตรของเว๎นวรรคควรปรับเชํนเดียวกับชํองไฟของตัวอักษร (Letterspacing)



11. ตัวอักษรหัวเรื่อง ( Headline Type ) อักษรทุกแบบสามารถที่จะเป็นตัวอักษรหัวเรื่องได๎

ขนาดตัวอักษรหัวเรื่องอาจจะเล็กตั้งแตํ 14 พอยท์ จนถึง 144 พอยท์ หรืออาจโตกวํานั้น



12. ตัวอักษรเนื้อความ ( Body Type ) ขนาดประมาณตั้งแตํ 4-14 พอยท์ 8-14 พอยท์



เป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป แบบอักษรควรจะเลือกให๎เหมาะสม ตัวอักษรแตํละแบบมีบคลิกที่แตกตํางกัน

ตัวอักษรควรเป็นสิ่งเร๎า การสื่อสารและกระตุ๎นผู๎อําน (It should enhance the message and stimulate

the audience) ตัวอักษรมากมายนั้นก็มีเพียงไมํกี่แบบที่เหมาะสมกับการพิมพ์เนื้อความ



แบบการจัดตัวอักษร Type Composition





การเลือกรูปแบบการจัดตัวอักษร ควรคานึงถึงการรับรู๎ของกลุํมผู๎อานด๎วย เชํน



• แบบชิดซ๎าย Flush Left

แบบชิดซ๎ายจะปลํอยให๎ทางขวามือเว๎าแหวํงแบบอิสระ ให๎ความรู๎สึกความลื่นไหลของคาเป็นธรรมชาติ

เป็นที่นิยมของนักออกแบบกราฟฟิค การชิดแนวด๎านซ๎ายมือ เป็นวิธีการของพิมพ์ดีดโดยทั่วไป



• แบบปรับซ๎ายขวาตรง Justified

เป็นแบบที่ปรับตัวอักษรให๎ได๎แนวตรงทั้งซ๎ายขวา นิยมใช๎พิมพ์ในหนังสือและนิตยสาร



ไมํดีตรงทีคาบางคาถูกตัดขาดทาให๎ยากตํอการอําน



• แบบชิดขวา Flush Right

แบบชิดขวาจะปลํอยให๎ทางซ๎ายมือเว๎าแหวํงเป็นอิสระ ให๎ความรู๎สึกอํอนแอ ทางซ๎ายมือเหมาะสมกับข๎อมูลสั้น ๆ

เชํน คาโฆษณา (Ad Copy) ระบบธุรกิจ (Business Systems) หัวเรื่อง (Headlinees)

ให๎ความสมบูรณ์และชํองไฟดี



• แบบศูนย์กลาง Centered

เป็นการจัดแบบสมดุลยภาพ ทั้งขอบซ๎ายและขวาเว๎าแหวํง ชํองไฟระหวํางคาดี



แตํละบรรทัดควรจะมีความสั้นยาวแตกตํางกัน เพื่อสร๎างรูปรํางที่นาสนใจ ให๎ความรู๎สึกเป็นแบบแผน



• แบบรอบขอบภาพ (Contour)



เป็นการจัดวางตัวอักษรให๎สัมพัทธ์กับรูปรํางของสัญลักษณ์ภาพถํายเฉพาะรูปรําง (Silhouette)

หรือภาพประกอบ ให๎ความรู๎สึกสบาย ตื่นเต๎น



• แบบล๎อมรอบ (Run Around)



ตัวอักษรที่จดล๎อมรอบรูปภาพซึ่งสํวนใหญํจะเป็นภาพสี่เหลี่ยม

ความยาวของคอลัมน์แตํละตอนแตกตํางกันออกไป สํวนมากเป็นคาบรรยายภาพ



• แบบอดุลภาค Asymmetric



มีสภาพเว๎าแหวํงทั้งซ๎ายและขวา เป็นแบบหรือการจัดวางทีคาดเดาไมํได๎ ดึงความสนใจในการมองเห็นได๎ดี

อํานคํอนข๎างยาก นิยมใช๎กับข๎อความสั้น ๆ



• แบบแสดงรูปรําง Shaped

การจัดตัวอักษรแบบนี้สัมพันธ์ กับทฤษฎีเกสตอลท์ ในเรื่องของความสืบเนื่อง (Continuation)

สายตาจะมองสืบเนื่องไปตามแนวโค๎งหรือแนวเส๎น ฐานในลักษณะตําง ๆ ให๎ความรู๎สึกในการแสดงออกได๎ดี



เป็นแบบการจัดทีหาดูไมํคํอยได๎



• แบบรูปธรรม Vertical Type

เป็นการจัดตัวอักษรให๎เกิดรูปรํางของวัตถุ หรือรูปรํางอยํางใดอยํางหนึ่งขึ้น เชํน รูปรํางเรขาคณิตหรือนามธรรม

ซึ่งสอดคล๎องกับคาที่บรรยาย เป็นการชํวยกระตุ๎นความหมายของภาษาให๎มีศักยภาพกว๎างขึ้น





• แบบแนวตัง Vertical Type

การจัดตัวอักษรตามแนวตั้งนี้นิยมใช๎กับหัวเรื่อง บํอยครั้งที่พบการนาไปใช๎อยํางผิดพลาด



• แบบเอียง lnclined Type

โดยจัดเอียงมุมเปลี่ยนไปตามมุมที่ต๎องการมีสํวนดึงความสนใจตํอประชากรเป้าหมายได๎พอสมควร

ตัวอักษรเอียงชํวยกระตุ๎นความรู๎สึกสร๎างสรรค์หรือก๎าวหน๎าได๎

การเอียงลาดขึ้นทางขวามือจะให๎ความรู๎สึกสะดวกสบายกวําเอียงลง



• ลักษณะเฉพาะของตัวอักษร Identification

โดยทั่วไปแล๎วจะพิจารณาตามบุคลิกของตัวอักษรแบบตําง ๆ ซึ่งมีแบบตัวอักษรอยูํมากมาย

อาจจะพิจารณาตัวอักษรตําง ๆ ได๎ดังนี้



รูปรําง (Shape)

การกาหนดชื่อแบบตัวอักษรบางแบบมาจากชื่อนักออกแบบ บางแบบมาจากบุคลิกของตัวอักษร

หรือบางแบบมาจากจุดประสงค์ในการออกแบบก็ได๎



ขนาด (Size)

ขนาดของตัวอักษรจะวัดตามแนวตั้ง โดยวัดเป็นพอยท์ ตัวอักษรภาษาอังกฤษจะวัดตัวใหญํเป็นหลัก



น้าหนัก (Weight)



ความกว๎างของเส๎นตัวอักษรเป็นสิ่งสาคัญในการกาหนดรูปแบบของตัวอักษร คาทีใช๎คือ บาง (Light) กลาง

(Medium) หนา (Bold) และความหนามาก (Extra Bold)

โดยพิจารณาตามความแคบกว๎างของสีดาหรือความทึบ (Density)



ความกว๎าง (Width)

เป็นการวัดความกว๎างของตัวอักษรตามแนวราบ คาที่ใช๎เรียกคือ ผอม (Condensed) ปกติ ( Normal ) กว๎าง

(Expanded) โดยพิจารณาจากแคบไปสูํกว๎าง



แนวลาด (Slope)

เป็นการพิจารณามุมของตัวอักษรเพื่อบอกบุคลิก คาที่ใช๎คือ ตัวตรง (Vertical) ตัวเอียง (Italic หรือ

Inclined)



ความคิดพื้นฐาน Fundamental Concept

ความคิดรวบยอดพื้นฐานสาหรับการแก๎ปัญหาการจัดวางตัวอักษร จาเป็นต๎องคานึงถึงปัญหาความขัดแย๎งกัน



(Contrast) ของตัวอักษร ต๎องเปรียบเทียบผลการมองเห็นทีขัดแย๎งกันของประชากรเป้าหมาย



สภาพตัดกันหรือขัดแย๎งกันเป็นตัวแสดงพลัง ในอันทีจะชํวยให๎การออกแบบเสนอความคิดที่ชัดเจนขึ้น

ความขัดแย๎งคือ พลังอันเร๎าใจทางการเห็น (Force of Visual Intensity)

และชํวยให๎กระบวนการสื่อสารงํายดายขึ้นได๎



เข๎าใจงําย Readability

ความเข๎าใจในสื่อสารเกินความถึงการจัดตัวอักษรแบบตําง ๆ เกี่ยวข๎องกับการออกแบบสภาพสํวนรวม

ที่มองเห็นได๎ เป็นความงํายบนการผสมผสานแบบตัวอักษร สัญลักษณ์ ภาพถําย และภาพประกอบเข๎าด๎วยกัน

( รวมความซับซ๎อนให๎เข๎าใจงําย )



อํานงําย Legibility

เป็นการเกี่ยวข๎องกับการออกแบบหรือเลือกแบบตัวอักษรที่แสดงบุคลลิกเฉลาะตัว ให๎อํานงําย รวดเร็ว

การทดสอบอาจทาโดยอํานตัวอักษรแตํละแบบ แล๎วเปรียบเทียบเวลา

ขนาดมาตราฐานของกระดาษพิมพ์

ที่เป็นตัวกาหนดขนาดของสิ่งพิมพ์ให๎แตกตํางกัน คือ

1. การออกแบบและลักษณะการใช๎งาน

จะเป็นตัวกาหนดขนาดของสิ่งพิมพ์ที่ออกแบบจัดทามีขนาดเทําไร มีรูปรํางอยํางไร



โดยคานึงถึงการใช๎งาน กลุมผู๎อําน



2. ความประหยัด

ขนาดของกระดาษเป็นตัวกาหนดขนาดสาเร็จของสิ่งพิมพ์การใช๎กระดาษที่ไมํเหมาะสมกับขนาดสิ่งพิ

มพ์จะต๎องตัดสํวนเกินทิ้งเป็นเศษกระดาษทาให๎เกิดขยะ และความฟุ่มเฟือย



3. ขนาดของเครื่องพิมพ์ที่ใช๎พิมพ์

ี่ ่

ขนาดของเครื่องพิมพ์ทใช๎พิมพ์ก็เป็นตัวกาหนดขนาดของสิงพิมพ์ด๎วยประการหนึ่ง

เพราะจะเป็นตัวกาหนดความกว๎างความยาวที่สุดของแผํนกระดาษที่จะใช๎พิมพ์กับแทํนนั้น ๆ ได๎

ซึ่งจะมีผลตํอขนาดของสิ่งพิมพ์นั้นเอง



ขนาดกระดาษพิมพ์และสิ่งพิมพ์มาตราฐานสากล

ก. ขนาดมาตราฐานชุดเอ (A-Series)



ขนาดที่เรียก ขนาดเป็นมิลลิเมตร ขนาดเป็นนิ้ว

A0 841x1189 33.11x46.81



A1 549x841 23.39x33.11



A3 297x420 11.69x16.54



A4 210x297 8.27x11.69



A5 148x210 5.83x8.27



A6 105x148 4.13x5.38



A7 74x105 2.91x4.13



A8 54x74 2.05x2.91



A9 37x54 1.46x2.05



A10 26x37 1.02x1.46



ข. ขนาดมาตราฐานชุด บี (B-Serier)

ขนาดที่เรียก ขนาดเป็นมิลลิเมตร ขนาดเป็นนิ้ว



ขนาดที่เรียก ขนาดเป็นมิลลิเมตร ขนาดเป็นนิ้ว

B0 1000x1414 39.57x55.66



B1 707x1000 27.83x39.37



B2 500x707 19.68x27.83



B3 353x500 13.89x19.68



B4 250x353 9.84x13.89

B5 176x250 6.92x9.84



B6 125x176 4.92x6.92



B7 88x125 3.46x4.92



B8 62x88 2.96x3.46



B9 44x62 1.73x2.96



B10 31x44 1.48x1.73





ปัจจุบันในประเทศไทยโดยสานักงานมาตราฐานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

ก็กาหนดให๎ใช๎มาตราฐาน ISO



เป็นมาตราฐานกระดาษพิมพ์และสิ่งพิมพ์ในประเทศไทยแล๎วเวลานี้กใช๎แพรํหลายพอสมควร





ขนาดกระดาษพิมพ์และสิ่งพิมพ์ในประเทศไทยในปัจจุบน

ในประเทศไทยมีกระดาษแผํนใหญํเป็นขนาดที่นามาพิมพ์อยูํ 2 ขนาด คือ



ั ํ

ขนาด 31x43 นิ้ว ซึ่งใช๎กนอยูทั่วไป ขนาด 24x35 นิ้ว

เป็นขนาดกระดาษที่สอดคล๎องกับขนาดมาตราฐาน ISO







ภาพเครื่องหมาย

1. คาแนะนาในการยกขน ภาพเครื่องหมายที่แสดงไว๎บนหีบหํอ



2. ข๎อความมูลฐาน

อาจจะเขียนข๎อความมูลฐานเตือนให๎ใช๎ความระมัดระวังไว๎ใต๎ภาพเครื่องหมายการด๎วยภาษาของประเทศต๎นทางแ

ละ / หรือปลายทาง



3. สี ภาพ เครื่องหมายที่กลําวในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ต๎องเขียนหรือพิมพ์ด๎วยสีดาทั้งหมด

ถ๎าสีของหีบหํอทาทาให๎เครื่องหมายได๎ไมํชัดเจน ให๎ใช๎ป้ายซึ่งสีตัดกันตามความเหมาะสมเป็นพื้น

ซึ่งถ๎าจะให๎ดีควรเน๎นสีขาว อาจเขียนเป็นเครื่องหมายไว๎บนป้ายนาไปติดกับหีบหํอ หรือถ๎าจะให๎ดี ใช๎พิมพ์แบบฉลุ

(Stencil) บนหีบหํอโดยตรง



จานวนตาแหนํงของภาพเครื่องหมายบนหีบหํอ

ั ๎

1. จานวนภาพเครื่องหมายแบบเดียวกันบนหีบหํอขึ้นอยูํกบการตัดสินใจของผูใช๎และขนาดรูปรํางของหีบหํอด๎วย

ภาพเครื่องหมายแสดงอันตรายต๎องแสดงไว๎กํอนภาพเครื่องหมายอื่น ๆ



และต๎องเขียนหรือพิมพ์ภาพเครื่องหมายอื่น ๆ ใกล๎ภาพเครื่องหมายเทําทีจะทาได๎สะดวก

และควรเขียนหรือพิมพ์ไว๎ในระดับเดียวกัน





2. เครื่องหมาย “ คล๎องทีนี่ ” และ “ ศูนย์กลางความถํวง ” จะต๎องเขียนหรือพิมพ์ให๎ตรงตามตาแหนํงนั้น ๆ จริง

ๆ เพื่อแสดงความหมายของภาพเครื่องหมายนั้น

ขนาดของภาพเครื่องหมาย

ภาพเครื่องหมายไมํจาเป็นต๎องล๎อมกรอบและขนาดเบ็ดเสร็จของภาพเครื่องหมายควรเป็น 10 ซม ., 15 ซม . หรือ

20 ซม . อยํางใดอยํางหนึ่ง



สภาวะการจัดจาหนํายสมัยใหมํ



ในระบบจาหนํายสมัยใหมํ เชํน ในซุปเปอร์มาร์เก็ต

ซึ่งมีสินค๎าวางขายอยูํเป็นนับพันประเภทแตํละประเภทจะมีสินค๎าที่เป็นคูํแขํงขันวางขายกันเป็นสิบเพื่อการเปรียบเ

ทียบเลือกซื้อ ภายใต๎สภาวะการขายเชํนนี้ ผู๎ซื้อจะใช๎เวลาประมาณเศษ 2 ใน 3



ของเวลาที่อยูํในร๎านเดินจากสินค๎าประเภทหนึ่งไปยังสินค๎าอีกประเภทหนึง ด๎วยเหตุนี้



บรรจุภัณฑ์ในยุคนีจึงจาเป็นต๎องออกแบบให๎ได๎รับความสนใจอยํางเรํงรีบ โดยมีเวลาผํานตาบนหิ้งในชํวงเวลา

10-50 วินาทีที่จะสร๎างความมั่นใจให๎แกํลูกค๎าเพื่อตัดสินใจซื้อ



สรีระในการอํานและประสาทสัมผัส



่ ั

สํวนประกอบตําง ๆ ทีออกแบบบรรจุภัณฑ์จะได๎รบการอํานโดยทางประสาทตา

ประสาทความรู๎สึกของคนจะอํานข๎อมูลเปรียบเทียบกับประสบการณ์เดิมที่มี เชํน ยี่ห๎อ สีสรรในการออกแบบ



หรืออาจมีการเปรียบเทียบกับข๎อมูลของบรรจุภัณฑ์คูํแขํงที่อยูใกล๎ ๆ แล๎วทาการวิเคราะห์

ขบวนการตัดสินใจดังกลําวนี้จะกระทาอยํางเร็วมากโดยใช๎เวลาไมํกี่วินาที



ภายใต๎สภาวะการจัดจาหนํายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ขั้นตอนของความสนใจในบรรจุภัณฑ์ใด ๆ



ที่วางอยูํบนหิ้งมักจะเกิดในระยะประมาณ 3 เมตรขึ้นไปหรือในระยะทีคนผํานหิ้งชั้น

การออกแบบให๎เกิดความสนใจในระยะนี้ มักจะเกิดจากรูปทรงและสํวนประกอบโดยรวมของบรรจุภัณฑ์ เชํน



ตราสินค๎า เป็นต๎น บํอยครั้งที่เกิดจากโฆษณาหรือมีความทรงจาทีดีมากํอน ในบางครั้งอาจเกิดจากป้ายโฆษณา ณ

จุดขาย ราคาที่ลดพิเศษหรือมีการสํงเสริมการขาย เป็นต๎น



ขั้นตอนความประทับใจในบรรจุภัณฑ์จะเกิดในระยะไมํเกิน 3 เมตร

ซึ่งเป็นระยะที่กลุํมเป้าหมายเริ่มอํานได๎วําเป็นสินค๎าอะไร ผลิตโดยใคร ในชํวงระยะไมํเกิน 3

เมตรที่กลุํมเป้าหมายเริ่ม อ ํานรายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์ได๎ สํวนประกอบในการออกแบบที่สาคัญ คือ

ต๎องทราบถึงจุดเดํนของสินค๎าทีเ่ รียกวํา Unique Selling Point



ซึ่งบรรจุภัณฑ์พยายามจะอวดและเชิญชวนให๎ตดตามรายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์ด๎วยการหยิบขึ้นมาพิจารณาและเ

ปรียบเทียบ



ขั้นตอนที่เหลือคือ การเปรียบเทียบหารายละเอียดเพื่อความมั่นใจ

้ ่

การตัดสินใจซื้อหรือไมํซื้อนันมักจะเกิดในระยะไมํเกิน 1 เมตร ระยะนี้เกิดขึ้นทีระยะประมาณ 20 เซนติเมตรคือ

ในระยะที่กลุํมเป้าหมายจะหยิบบรรจุภัณฑ์ขึ้นมาศึกษาเปรียบเทียบและตัดสินใจ



สรีระการอําน ณ จุดขาย

ภายในซุปเปอร์มาร์เก็ต หิ้งชั้นที่วางสินค๎ามีอยูํหลายสํวนหลายประเภท

สินค๎าในแตํละสํวนจะถูกจัดวางเรียงเป็นชั้น ๆ จากการศึกษาสรีระการอํานของคนจะพบวํา

ํ ้ ํ

โดยเฉลี่ยการอํานรายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์ที่อยูบนหิงจะอยูที่ระยะหํางไมํเกิน 1 เมตรหรือประมาณ 90

เซนติเมตร จากหิ้งชั้นที่วางแสดงสินค๎า ณ ระยะหํางประมาณ 90 เซนติเมตรนี้

้ ํ

สายตามที่กวาดอํานไปตามแนวราบหรือแนวของหิงชั้นจะอยูในระยะประมาณ 130 เซนติเมตร

ซึ่งจากการศึกษาการอํานในแนวดิ่งพบวํา ระดับความสูงที่สายตาจะให๎ความสนใจมากที่สุด

อยูํที่ระดับความสูงจากพื้นประมาณ 110 เซนติเมตร หิ้งชั้นที่อยูํสูงจากพื้นตั้งแตํระดับ 60 เซนติเมตร ถึง 125

เซนติเมตร จะเป็นหิ้งชั้นที่ได๎รับความสนใจมากกวําหิ้งชั้นในระดับความสูงอื่น ๆ



การศึกษายังได๎ศึกษาถึงโอกาสที่สินค๎าจะถูกหยิบจากชั้นที่มีความสูงตําง ๆ กัน

ผลปรากฎวําสินค๎าที่วางอยูํในระดับความสูงที่ 93-100



เซนติเมตรจากพื้นจะมีโอกาสได๎รับการหยิบมากที่สุดเนื่องจากเป็นชั้นที่สะดวกตํอการหยิบมากทีสุดซึ่งให๎คะแน

้ ี

นเต็ม 100 หิ้งชั้นที่มีโอกาสได๎รับการหยิบรองลงมาคือ หิงชั้นที่มความสูงจากพื้น 120-145 เซนติเมตร

นับเป็นคะแนนได๎ 85 คะแนนแตํในความเป็นจริงแล๎ว



ระดับความสูงนี้เป็นระดับความสูงที่สินค๎าจะได๎รบการมองเห็นมากที่สุด สาหรับความสูงอื่น ๆ

่ ่

ที่ลดหลันกันไปตามทีแสดงเป็นคะแนนไว๎ กลําวสรุปได๎วําเมื่อเทียบความสูงของหิ้งชั้นจากความสูงของไหลํ



หิ้งชั้นทีหํางจากไหลํทางด๎านลํางจะมีโอกาสได๎รับการหยิบมากกวําหิ้งชั้นที่อยูํในระดับสูงกวําไหลํ



จากขั้นตอนและระยะทางทีเ่ กี่ยวข๎องดังกลําวนี้



เป็นหน๎าทีของผู๎ออกแบบบรรจุภัณฑ์จาต๎องออกแบบสํวนประกอบของบรรจุภัณฑ์ตําง ๆ ดังที่กลําวมา เชํน ชื่อ

ตราสินค๎า เป็นต๎น ไว๎ที่ด๎านใดด๎านหนึ่งทั้ง 6 ด๎านของบรรจุภัณฑ์เพื่อดึงดูดความสนใจของผู๎ซื้อ

นอกจากนั้นการจัดสรรเลือกตาแหนํงของสํวนประกอบการออกแบบบรรจุภัณฑ์เรียงตามลาดับกํอนหลังวําจะไว๎



ที่ไหนบนบรรจุภัณฑ์แตํละด๎านนันจะต๎องเข๎าใจถึงสรีระการอํานของสายตาคนเมื่อเพํงมองสิ่งของใด ๆ

ในระยะไมํเกิน 1 เมตร



สรีระในการอํานบรรจุภัณฑ์

จากการทดลองโดยใช๎อุปกรณ์วัดการเคลื่อนไหวของสายตาคนพบวํา

คนสํวนใหญํมีการเคลื่อนไหวของลูกนัยน์ตาในการอํานคล๎ายคลึงกัน กลําวคือ





1. เมื่อสายตาเริ่มเพํงจากจุดเริ่มต๎นจุดใดจุดหนึ่งเหมือน ๆ กัน สายตาจะเริ่มอํานจากทางซ๎ายมือขึ้นสูข๎างบน



2. การกวาดสายตาจะเริ่มกวาดจากด๎านซ๎ายไปยังด๎านขวาในแนวทางตามเข็มนาฬิกา



3. สายตาจะเสาะหาจุดสิ้นสุดในการอํานซึ่งมักจะเป็นขวามือข๎างลําง การค๎นพบสรีระการอํานดังกลําวนี้



จะพบวําตาแหนํงของบรรจุภัณฑ์ทางซ๎ายมือจะได๎รบการอํานกํอนทางขวามือ

ในขณะเดียวกันตาแหนํงทางสํวนบนของบรรจุภัณฑ์จะได๎เปรียบกวําสํวนลํางของบรรจุภัณฑ์



ดังนั้นในการออกแบบบรรจุภัณฑ์จากข๎อมูลที่ได๎รบ เชํน กลยุทธ์ทางการตลาด สภาวะคูํแขํง และปัจจัยอื่น ๆ

ผู๎ออกแบบจะสามารถจัดเรียงสํวนประกอบตําง ๆ

ของการออกแบบให๎สอดคล๎องกับเป้าหมายในการออกแบบกราฟฟิกบนบรรจุภัณฑ์

โดยมีสรีระในการอํานดังนี้ถ๎าแบํงพื้นที่บนบรรจุภัณฑ์ออกเป็น 5 จุด



ตาแหนํงที่ดีที่สุดจากสายตาของผูซื้อมักจะควานหาจากสํวนประกอบของการออกแบบจะเริ่มจากจุดที่ 1 คือ



สํวนซ๎ายมือด๎านบน แล๎วคํอยเคลือนมาจุดที่ 2 คือ สํวนซ๎ายด๎านบน ( บนจุดที่ 1 ) ตาแหนํงสาคัญ คือ จุดที่ 3

สํวนขวาด๎านบน ถ๎าผู๎บริโภคยังมีความสนใจอํานตํอ สายตาจะเบนไปสูํจุดที่ 4 คือ



สํวนซ๎ายด๎านลํางซึ่งเป็นจุดที่แสวงหาสิ่งที่ต๎องการ (Point of Pleasure) และจบลงที่มความสาคัญน๎อยที่สุด

คือ จุดที่ 5 สํวนขวามือด๎านลําง ตัวอยํางการออกแบบแสดงไว๎ในรูปหน๎า

โดยเริ่มจากสํวนประกอบอาหารจากธรรมชาติ (1) แล๎วมาที่ชื่อสินค๎ารายละเอียดของสินค๎า

และจบลงด๎วยวิธีการปรุงและน้าหนักทีบรรจุ่



จุดสาคัญที่จะดึงให๎กลุํมเป้าหมายอํานได๎ครบวงจรกํอนละสายตาไปที่อื่น คือ เมื่อสรีระการอํานจากจุดที่ 1



มาถึงจุดที่ 3 พบวําไมํมีอะไรนําสนใจนักสายตาจะกวาดออกนอกบรรจุภัณฑ์ ด๎วยเหตุนี้จดที่ 4

จึงเป็นจุดสาคัญที่จะดึงความสนใจของคนอํานให๎มีโอกาสอํานข๎อมูลได๎ครบบริบูรณ์จนถึงจุดที่ 5



ในกรณีที่มีข๎อมูลมากพอทีจะสื่อให๎ผู๎ซื้อเกิดความสนใจและสามารถตัดสินใจ









การใช๎สีเพื่อการออกแบบหีบหํอบรรจุภัณฑ์



การใช๎สีตกแตํงผิวด๎านนอกของภาชนะ เพื่อกํอให๎เกิดความสวยงาม



และชํวยให๎การดึงดูดความสนใจของผูบริโภค เกิดความสะดุดตา

บํงบอกถึงความหมายและประโยชน์ใช๎สอยของผลิตภัณฑ์นั้นๆ

การกาหนดความหมายจากสีจากความรู๎สึกและกาหนดจากมาตรฐานสากลใช๎ชํวยบอกถึงลักษณะการใช๎งานตามป

ระโยชน์ใช๎สอยของผลิตภัณฑ์

นอกเหนือจากการใช๎สีเพื่อตกแตํงผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นการกาหนดโดยผู๎ออกแบบและความนิยมของสภาวะตลาดใน



ปัจจุบน



ความหมายของสี



สี หมายถึง ลักษณะความเข๎มของแสงสวํางที่ปรากฏตํอสายตา



• อิทธิพลของสีที่มีตํอความรู๎สึกของมนุษย์



สีเขียว ให๎ความรู๎สึกสบาย เป็นสีแหํงพลังวังชา



สีส๎ม ให๎ความสนุกสนานรําเริง

สีมํวง ให๎ความผิดหวัง เศร๎า และแสดงความภักดี



สีขาว ให๎ความบริสุทธิ์ ใหมํ สดใส และให๎ความรู๎สึกว๎าเหวํ





สีจะชํวยให๎ทศนวิสัยที่ดเี มื่อนามาใช๎งานดังนี้



• สีอํอนตัดกับสีแกํ



• สีสดใสตัดกับสีสดใส



• สีอํอนตัดกับสีสดใส



• สีอุํนตัดกับสีเย็น



สีที่ตัดกันเองอยูํแล๎วตามปกติ เชํน



สีดาบนพื้นเหลือง



สีเหลืองบนพื้นดา



สีแดงบนพื้นขาว



สีเหลืองบนพื้นน้าเงิน



สีส๎มบนพื้นน้าตาล



สีชมพูบนพื้นดา



อิทธิพลของสีที่มีตํอผลิตภัณฑ์



ทางด๎านขนาด



• สีอํอน (Light Value) ทาให๎ผลิตภัณฑ์แลดูใหญํขึ้น



• สีเข๎ม (Dark Value) ทาให๎ผลิตภัณฑ์แลดูเล็กลง



ทางด๎านน้าหนัก



• สีอํอนหรือสีร๎อน (Worm Value) ทาให๎ผลิตภัณฑ์ดูเบา



• สีเข๎มหรือสีเย็น (Cool Value) ทาให๎ผลิตภัณฑ์ดูหนัก

ทางด๎านความแข็งแรง



• สีร๎อน ทาให๎เกิดความรู๎สึกวําแข็งแรงมาก



• สีเย็น ทาให๎เกิดความรู๎สึกวําบอบบางกวํา



การใช๎สีสาหรับการตกแตํงหีบหํอบรรจุภัณฑ์



องค์ประกอบที่สาคัญในการเลือกใช๎สีที่ควรคานึงถึงสาหรับการตกแตํงหีบหํอบรรจุ คือ



่ ่

1. สีตําง ๆ ที่ใช๎บนเนื้อทีของหีบหํอบรรจุควรติดตํอกันอยํางได๎เรืองราวทั้งหมดไมํขัดกัน



ี่ ั

2. ขอบเขตของสีทใช๎บนหีบหํอบรรจุ แตํละสีควรจะประกอบกันแล๎วเข๎าใจกันได๎ หรือเป็นสีคูํกนได๎



๎ ๎

3. สีที่ใช๎ควรเป็นสีที่ยอมรับของผูบริโภคในตลาด ถูกต๎องตามรสนิยมของผูบริโภค



4. ขอบเขตของสิ่งที่จะทาให๎หีบหํอบรรจุ ขัดแย๎งหรือไมํเดํน เมื่อเปรียบเทียบกับหีบหํอ

บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์คูํแขํงขัน



๎ ี่

5. การใช๎สีต๎องดึงดูดความสนใจของผูบริโภคที่สุด ในกรณีทจาหนํายในสถานที่ตําง ๆ กัน เชํน ร๎านบริการเอง

Supermarket ตู๎แชํ หรืออื่น ๆ



6. การใช๎สีที่ให๎ความดึงดูดสูงสุด ภายใต๎แสงสวํางมาก ๆ ซึ่งเป็นสภาวะปกติในร๎านค๎า



7. การใช๎สีที่เหมาะกับคํานิยมของผู๎บริโภค โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประเภทของผลิตภัณฑ์



ี้

8. ขอบเขตของสีที่สามารถทาให๎ผู๎บริโภคเกิดความประทับใจในตราสินค๎า และขอบเขต การใช๎สีนซ้า ๆ

กันในการจัดจาหนํายและการโฆษณา



ี่ ั

9. ขอบเขตของสีทใช๎บนหีบหํอบรรจุทเี่ ข๎ากันได๎กบสีของสินค๎าและการเปลี่ยนแปลงตําง ๆ

เพื่อให๎เกิดความประทับใจขึ้นมาก



10. ขอบเขตของสีที่มีผลตํอราคาของหีบหํอบรรจุ





11. การยอมรับของหีบหํอบรรจุตอผู๎บริโภคและผู๎ขายปลีก



12. ขอบเขตของหีบหํอบรรจุที่อาจจะก๎าวร๎าวและขํมบรรจุภัณฑ์ เพื่อการจาหนํายที่เดํน ๆ อาจจะดูแล๎วนําเบื่อ

ทาให๎สํงเสริมบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์คูํ

ประโยชน์ของบรรจุภัณฑ์

1. การป้องกัน (Protection) เชํน กันน้า กันความชื้น กันแสง กันแก๏ส เมื่ออุณหภูมิสูงหรือต่า

ด๎านทานมิให๎ผลิตภัณฑ์แปรสภาพไมํแตํไมํฉีกขาดงําย



ปกป้องให๎สินค๎าอยูในสภาพใหมํสดอยูํในสภาวะแวดล๎อมของตลาดได๎ในวงจรยาว



โดยไมํแปรสภาพขนานแท๎และดังเดิม



2. การจัดจาหนํายและการกระจาย (Distribution) เหมาะสมตํอพฤติกรรมการซื้อขายเอื้ออานวยการแยกขาย

สํงตํอ การตั้งโชว์ การกระจาย การสํงเสริมจูงใจในตัว ทนตํอการขนย๎าย ขนสํง และการคลังสินค๎า

ด๎วยต๎นทุนสมเหตุสมผล ไมํเกิดรอยขูดขีด / ชารุด ตั้งแตํจุดผลิตและบรรจุจนถึงมือผู๎ซื้อ / ผู๎ใช๎ / ผู๎บริโภค

ทนทานตํอการเก็บไว๎นานได๎





3. การสํงเสริมการจาหนําย (Promotion) เพื่อยึดพื้นที่แสดงจุดเดํน โชว์ตัวเองได๎อยํางสะดุดตา

สามารถระบุแจ๎งเงื่อนไข แจ๎งข๎อมูลเกี่ยวกับการเสนอผลประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อจูงใจผู๎บริโภค

เมื่อต๎องการจัดรายการเพื่อเสริมพลังการแขํงขัน ก็สามารถเปลี่ยนแปลงและจัดทาได๎สะดวก

ควบคุมได๎และประหยัด



4. การบรรจุภัณฑ์กลมกลืนกับสินค๎า และกรรมวิธีการบรรจุ (Packaging) เหมาะสมทั้งในแงํการออกแบบ

และเพื่อให๎มีโครงสร๎างเข๎ากับขบวนการบรรจุ และเอื้ออานวยความสะดวกในการหิ้ว – ถือกลับบ๎าน



ตลอดจนการใช๎ได๎กบเครื่องมือการบรรจุที่มีอยูํแล๎ว หรือจัดหามาได๎ ด๎วยอัตราความเร็วในการผลิตที่ต๎องการ

ต๎นทุนการบรรจุภัณฑ์ต่าหรือสมเหตุสมผล สํงเสริมจรรยาบรรณและรับผิดชอบตํอสังคม

ไมํกํอให๎เกิดมลพิษและอยูํในทานองคลองธรรมถูกต๎องตามกฎหมายและพระราชบัญญัติตําง ๆ



5. เพิ่มยอดขาย เนื่องจากในตลาดมีสินค๎าและคูํแขํงเพิ่มขึ้นตลอดเวลา



หากบรรจุภัณฑ์ของสินค๎าใดได๎รบการออกแบบเป็นอยํางดี จะสามารถดึงดูดตา



ดึงดูดใจผู๎บริโภคและกํอให๎เกิดการซื้อในที่สุด รวมทั้งการลดต๎ทนการผลิตทั้งหมด

ประวัติความเป็นมาของกระดาษ





3,000 ปีกํอนคริสต์ศักราช ชาวอียิปต์รู๎จักทากระดาษจากต๎นอ๎อ (Reed) ชื่อ Cyperus papyrua (Papyrus

เป็นต๎นกาเนิดของคาวํา Paper) โดยการปอกอ๎อเป็นริ้วยาว ๆ นามาวางสวนกันไปมาบนพื้นผิวเรียบและแข็ง

จากนั้นใช๎น้าหนักกดทับให๎เป็นแผํน ซึ่งอาจมีการขัดผิวให๎เรียบมากขึ้น โดยการใช๎งาช๎างหรือหินขัด



ค.ศ.105 ชาวจีนรู๎จักทากระดาษจากเปลือกใน (Inner Bark) ของต๎นหมํอน (Mulberry)

กรรมวิธีการผลิตซับซ๎อนกวําวิธีของอียิปต์ โดยเริ่มจากการนาต๎นหมํอนมาต๎ม ลอกเอาเปลือกในและเนื้อออกมา

นาไปแชํในน้าดําง ( 100 กรัม ) นาไปตากแดดและล๎างให๎สะอาดกํอนนาไปต๎ม (8 วัน 8 คืน )

นามาทุบตีบดให๎ละเอียด แล๎วนาเยื่อไปผสมกับน้าแล๎วใช๎ตะแกรงช๎อนขึ้นมา นาไปตากแดดจะได๎แผํนกระดาษ

หลักการนี้คล๎ายคลึงกับการทากระดาษสาในปัจจุบัน

ค.ศ.751 เกิดสงครามระหวํางจีนกับอาหรับ ชาวอาหรับจึงนาวิธีการผลิตกระดาษของจีนไปใช๎

และเผยแพรํไปสูํประเทศสเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เยอรมัน และฝรั่งเศส

และเข๎าสูํประเทศอังกฤษในชํวงศตวรรษที่ 12 – 13 และมีวิวัฒนาการมาโดยลาดับ



ค.ศ.1609 เริ่มมีการผลิตกระดาษหนังสือพิมพ์

และบทบาทของอุตสาหกรรมกระดาษในยุโรปทวีความสาคัญมากขึ้นตามลาดับ



ค.ศ.1799 นาย นิโคลาส์ หลุยส์ โรแบร์ (Nicholas Louis Robert)

ได๎ประดิษฐ์เครื่องจักรสาหรับการผลิตกระดาษออกมาเป็นม๎วน



ค.ศ.1799–1803 พี่น๎องตระกูลโฟร์ดริเนียร์ (Fourdrinier) ได๎ประดิษฐ์เครื่องโรยเยื่อกระดาษแบบตํอเนื่อง

่ ั

ซึ่งตํอมาได๎เรียกเครืองโรยเยื่อกระดาษนี้วํา “ Fourdrinier ” และใช๎กันมาจนถึงปัจจุบน



ค.ศ.1817 นาย จอห์น ดิกกินสัน (John Dickenson) ได๎ประดิษฐ์เครื่องโรยเยื่อทรงกระบอก (Cylinder

Type Machine)



ค.ศ.1867–1882 ชาวอเมริกันค๎นพบวิธีการสกัดเยื่อกระดาษโดยการใช๎กรดซัลฟิวรัส

ซึ่งเป็นพื้นฐานของวิธีการสกัดเยื่อกระดาษโดยวิธีทางเคมีที่ใช๎กันในปัจจุบัน





ั ๎

อุตสาหกรรมการผลิตกระดาษในปัจจุบนได๎พัฒนามาโดยลาดับจากกรรมวิธีของชาวจีนที่คนพบ ตั้งแตํ ค . ศ . 105

โดยการสกัดเยื่อ (Pulp) จากวัตถุดิบกํอนจะนามาสานอัดกันแนํนเป็นแผํน



วัตถุดิบ





1. ไม๎ เป็นแหลํงวัตถุดิบที่สาคัญทีสุดในอุตสาหกรรมกระดาษ เราแบํงไม๎เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของเส๎นใย

(Fiber)



- ไม๎เนื้ออํอน (Soft Wood) จะเป็นไม๎ที่มีเส๎นใยยาว ( ประมาณ 3 – 4 มม . ) สํวนใหญํเป็นไม๎ประเภทสน

(Cone – Bearing Tree)



- ไม๎เนื้อแข็ง (Hard Wood) จะเป็นไม๎ที่มีเส๎นใยสั้น ( ประมาณ 1 – 1.5 มม . )

สํวนใหญํเป็นไม๎ผลัดใบในฤดูใบไม๎รํวง (Deciduous Tree)



2. ไม๎ล๎มลุก ที่สาคัญเชํน ปอ ป่าน ลินิน ฝ้ายและไผํ เป็นต๎น



3. ชานอ๎อย เป็นวัตถุดิบสาคัญของอุตสาหกรรมผลิตเยื่อกระดาษในประเทศไทย



4. ฟางข๎าว



5. กระดาษใช๎แล๎ว

องค์ประกอบทางเคมีที่สาคัญของเยื่อกระดาษและมีผลตํอคุณสมบัติของกระดาษคือ



เซลลูโลส (Cellulose) ทาหน๎าที่เป็นโครงสร๎างของเส๎นใยและให๎ความแข็งแรง



เฮมิเซลลูโลส (Hemicellulose) ทาหน๎าที่เป็นสารยึดเซลลูโลสไว๎ด๎วยกันและให๎ความแข็งแรงกับเส๎นใยด๎วย





ลิกนิน (Lignin) ทาหน๎าที่เป็นสารยึดและให๎ความแข็งแรงกับเนือเยื่อ (Tissue) ของไม๎



ในกระบวนการสกัดเยื่อกระดาษ จะต๎องกาจัดลิกนินออกไป เนื่องจากเป็นสาเหตุทาให๎ กระดาษมีสีคล้า



และเยือมีความแข็งแรงต่า



กระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ





การสกัดเยื่อจากไม๎ หรือวัตถุดิบประเภทอืน ๆ สามารถทาได๎ 3 วิธี คือ



1. กระบวนการทางกล (Mechanical Pulping)

โดยการบดเนื้อไม๎ด๎วยลูกกลิ้ง (Grinder or Grinding Stone) ขนาดใหญํ



จนเนื้อไม๎ละเอียดแล๎วนามาแยกเยื่อออกจากเศษไม๎ขึ้นหยาบ ๆ ต๎นทุนดาเนินการของกระบวนการนีจะต่า ผลที่ได๎

(Yield) สูงเนื่องจากลิกนินถูกสกัดออกไปน๎อยมาก เยื่อที่ได๎จึงมีความแข็งแรงต่า

เหมาะกับการนาไปผลิตกระดาษคุณภาพต่า เชํน กระดาษหนังสือพิมพ์



2. กระบวนการทางเคมี (Chemical Pulping)

การสกัดเยื่อจะใช๎สารเคมี เพื่อแยกเซลลูโลสออกมาให๎มากที่สุด

หรืออีกนัยหนึ่งเพื่อสกัดเอาลิกนินออกไปให๎มากที่สุด บางกรณีจะสกัดเฮมิ - เซลลูโลสออกไปด๎วย

เยื่อที่ได๎จะมีความแข็งแรงสูง

ผลที่ได๎ต่าเนื่องจากลิกนินสํวนใหญํถูกจากัดออกไปเหมาะกับการนาไปผลิตกระดาษคุณภาพชั้นดี

ี่

แตํต๎นทุนดาเนินการสูง สารเคมีทใช๎สกัดเยื่อจะแตกตํางกันออกไปขึ้นกับกระบวนการ เชํน กระบวนการโซดา

(Soda Process) จะใช๎โซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium Hydroxide, NaOH) กระบวนการซัลเฟต

(Sulphate Process) จะใช๎โซเดียมซัลเฟต (Sodium Sulphate, NaSo) กระบวนการนี้บางครั้งเรียก

กระบวนการคราฟท์ (Kraft Process)

เยื่อที่ได๎จากกระบวนการนี้จะมีความแข็งแรงที่สุดและกระดาษที่ผลิตจากเยื่อคราฟท์จะเรียก กระดาษคราฟท์

สํวนกระบวนการซัลไฟต์ (Sulphite Process) จะใช๎สารพวกไบซัลไฟต์ (Bisulphite)

และหรือกรดซัลฟิวรัส (Sulphurous acid)



3. กระบวนการกึ่งเคมี (Semi – Chemical Pulping)

เป็นกระบวนการ 2 ขั้นตอน โดย



ขั้นตอนแรกเป็นการใช๎สารเคมีเพือทาให๎สารที่ยึดเส๎นใยอํอนตัวลงทาให๎สามารถสกัดเยื่อออกมางํายขึ้นและใช๎พลั

งงานน๎อยลง



ขั้นตอนที่ 2 เป็นการบดเนื้อไม๎หรือวัตถุดิบอื่น ๆ ทีผํานการแชํสารเคมีมาแล๎วเพื่อสกัดเยื่อออกมา

เยื่อที่ได๎จากวิธีนี้จะมีความแข็งแรงมากกวําเยื่อที่สกัดโดยกระบวนการทางกล



แตํก็แข็งแรงน๎อยกวําเยื่อที่สกัดด๎วยกระบวนการทางเคมี ผลที่ได๎ตากวํากระบวนการทางกล

เนื่องจากลิกนินบางสํวนถูกกาจัดออกไป



กระบวนการผลิตกระดาษ



เยื่อที่สกัดออกมาได๎จะแขวนลอยอยูํในน้า เรียก Pulp Slurry ซึ่งจะนาไปขึ้นรูปเป็นแผํนกระดาษตํอไป

ขั้นตอนสาคัญหลังจากได๎ Pulp Slurry มาแล๎วมีดังนี้คือ



ํ ี

1. การฟอกสี (Bleaching) เพื่อกาจัดลิกนินที่อยูในเยื่อกระดาษทาให๎กระดาษมีสขาวขึ้น

อยํางไรก็ตามการฟอกสีจะทาให๎ความแข็งแรงของเยื่อลดลงด๎วย สารเคมีที่ใช๎ฟอกสี เชํน คลอรีน (Chlorine)

ไฮโปคลอไรด์ (Hypochlorite) ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) เป็นต๎น



2. การเติมสารแตํงเติม (Additives) นิยมเติมขณะดีป่นเยื่อ สารที่ใช๎เติมสามารถแบํงออกได๎เป็น 4 ประเภท

ดังตํอไปนี้



- สารเพิ่มปริมาณ (Filler) สํวนใหญํเป็นสารอนินทรีย์



วัตถุประสงค์ของการใช๎สารนี้เพือเพิ่มปริมาณทาให๎ได๎กระดาษมากขึ้น ชํวยลดต๎นทุนการผลิต

นอกจากนี้ยังใช๎เพื่อเพิ่มความขาว ความเรียบของกระดาษ และการดูดซับหมึกพิมพ์

สารที่ใช๎เชํนแคลเซียมคาร์บอเนต ติตาเนียมได - ออกไซด์ และไชนําเคลย์หรือคาโอลิน (China Clay or

Kaolin) เป็นต๎น



- Sizing Agent ทาหน๎าทีเ่ พิ่มความต๎านทานการซึมผํานของของเหลว เชํน น้า หมึกพิมพ์ เป็นต๎น

กระดาษเขียนพิมพ์ (Writing Paper) ต๎องเติมสารนี้เสมอ สํวนกระดาษซับหมึกไมํต๎องเติม สารที่ใช๎เป็น

Sizing Agent เชํน โรซิน (Rosin) ขี้ผึ้ง (Wax) เจลาติน (Gelatin) และเรซินสังเคราะห์ (Synthetic –

Resin) เป็นต๎น



- Binder สารนี้ทาหน๎าทีเ่ พิ่มความแข็งแรงให๎กระดาษ เชํน ความต๎านทานแรงดึง (Tensile Strength)

ความต๎านทานแรงดันทะลุ (Bursting Strength) และความต๎านทานแรงฉีกขาด (Tear Resistance)

เป็นต๎น สารที่ใช๎เป็น Binder เชํน แป้ง กัมจากพืช (Vegetable Gum) ยาง และเร - ซินสังเคราะห์ เป็นต๎น



- สารแตํงเติมเบ็ดเตล็ด เชํน สารเพิ่มความขาว ( แบเรียมซัลเฟต , BaSO ) สี สารป้องกันการเกิดโฟม (Anti –

foaming Agent) และสารให๎ความแข็งแรงขณะเปียก (Wet – Strengthening) เป็นต๎น



ิ่ ้

3. การตีป่นเยื่อ (Beating) เพื่อให๎เยื่อแยกออกจากกันให๎ดียงขึ้น ทาให๎กระดาษมีผิวเรียบขึน





4. การโรยเยื่อ เป็นขั้นตอนการขึนรูปแผํนกระดาษ เครื่องมือที่ใช๎ในการโรยเยื่อมี 2 ประเภท คือ

- Fourdrinier machine ใช๎กับการผลิตกระดาษบางและมักใช๎เยื่อเพียงชนิดเดียวกัน



- Cylinder machine ใช๎ในการผลิตกระดาษหนา มีชั้นของเยื่อกระดาษหลายชั้นซ๎อนทับกัน



และสามารถใช๎เยื่อกระดาษสาหรับแตํละชั้นแตกตํางกันได๎ เชํน ผิวหน๎าทั้งสองใช๎เยื่อบริสทธิ์ (Virgin Pulp)

สํวนชั้นกลางจะใช๎เยื่อจากกระดาษเกํา (Reclaimed Pulp) เป็นต๎น



5. การอัดรีด (Pressing) เพื่อรีดเอาน้าสํวนใหญํออกไปกํอนนากระดาษไปรีดแห๎ง



6. การรีดแห๎ง (Drying) กระดาษที่ผํานการอัดรีดมาแล๎วยังมีความสูงขึ้น ต๎องนาไปทาให๎แห๎งอีก



โดยความชื้นสุดท๎ายของกระดาษควรมีคําประมาณร๎อยละ 4-8 กระดาษทีจะนาไปทาแห๎งนี้อาจมีการพํน Sizing

Agent กํอนด๎วย



7. การรีดเรียบ (Calendering)

เพื่อลบรอยทีเ่ กิดจากสายพานหรือตะแกรงระหวํางขั้นตอนการขึ้นรูปแผํนกระดาษ

นอกจากนี้ยังทาให๎กระดาษเนื้อแนํนและเรียบมากขึ้น การรีดเรียบจะใช๎ลูก - กลิ้งขนาดใหญํ

ลูกกลิ้งโลหะผิวเรียบจะใช๎สาหรับรีดกระดาษให๎ผิวเรียบ สํวนลูกกลิ้งผิวหุ๎ม -

สักหลาดจะใช๎เพื่อการขัดผิวกระดาษให๎เรียบและมันวาว





ประเภทของกระดาษ

การเรียกชื่อกระดาษในภาษาไทย จะเป็นคานามรวมสาหรับวัสดุที่ผลิตจากเยื่อหรือเส๎นใยของพืช

่ ี

อันที่จริงศัพท์เทคนิคทีใช๎เรียกวัสดุนี้มหลายคา ซึ่งแบํงตามความหนาหรือความแข็งแรง



Paper หมายถึง วัสดุที่ได๎จากการสานอัดแนํนของเส๎นใยจากพืชจนเป็นแผํนบาง

โดยทั่วไปมีความหนาไมํเกิน 0.012 นิ้ว หรือน้าหนักมาตรฐาน (Basis Weight) ไมํเกิน 225

กรัมตํอตารางเมตร



Paperboard หมายถึง กระดาษแข็ง มีความหนามากกวํา 0.012 นิ้ว



Solid Fiberboard หมายถึง กระดาษที่ได๎จาก Paperboard หลาย ๆ ชั้นประกบติดกัน

และมีความแข็งแรงกวํา Paperboard





Corrugated Fiberboard หมายถึง กระดาษลูกฟูก ได๎จาก Paperboard หลายชัน

ประกอบด๎วยกระดาษผิวหน๎า (Liner) และลอนลูกฟูก (Corrugated Medium)

เรียงประกบติดสลับชั้นกัน



การแบํงประเภทกระดาษตามลักษณะการใช๎งาน สามารถแบํงได๎เป็น 7 ประเภท ดังตํอไปนี้



1. กระดาษคราฟท์ (Kraft Paper) หรือกระดาษเหนียว หมายถึง



กระดาษทีผลิตจากเยื่อซัลเฟตหรือเยื่อคราฟท์ล๎วน ๆ หรือต๎องมีเยื่อคราฟท์อยํางน๎อยร๎อยละ 80

ี่ ่

กระดาษคราฟท์ทใช๎งานทัวไปมีทั้งประเภทไมํฟอกสี ( กระดาษสีน้าตาล )

สาหรับการใช๎งานที่ต๎องการความแข็งแรงสูง และกระดาษคราฟท์ฟอกสีเพื่อความสวยงาม

หรือเพื่อผลิตเป็นกระดาษสีสันตําง ๆ นิยมใช๎กระดาษ - เหนียวทาถุงเพื่อการขนสํง

และหํอผลิตภัณฑ์ทั่วไป

2. กระดาษเหนียวชนิดยืด (Stretchable Paper) หมายถึง

กระดาษเหนียวที่ปรับปรุงให๎สามารถยืดตัวได๎มากกวําปกติ

จึงสามารถทนทานแรงดึงได๎สูงกวํากระดาษเหนียวธรรมดา นิยมใช๎ทาถุงเพื่อการขนสํง



3. กระดาษแข็งแรงขณะเปียก (Wet Strength Paper) หมายถึง

กระดาษเหนียวที่เติมเมลา - มีนฟอร์มอลดีไฮด์ (Melamine Formaldehyde) หรือยูเรียฟอร์มอลดีไฮด์

(Urea Formaldehyde) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให๎กระดาษแม๎ขณะเปียก

ี ่

นิยมให๎หํอผลิตภัณฑ์ที่มความชื้นสูง และใช๎ทาถุงเพื่อการขนสํงทีมีโอกาสเปียกน้าสูง



4. กระดาษกันไขมัน (Greaseproof Paper)

่ ่

เป็นกระดาษทีผลิตจากเยื่อทีผํานการตีป่นเป็นเวลานานจนเส๎นใยกระจาย และบวมน้ามากเป็นพิเศษ

ทาให๎กระดาษมีความหนาแนํนสูง จึงป้องกันการซึมผํานของไขมันได๎ดี

่ ้

นิยมใช๎หํอผลิตภัณฑ์อาหารทีมีไขมันสูง และชิ้นสํวนอะไหลํที่มีนามันเคลือบกันสนิม



5. กระดาษกลาซีน (Glassine)



ทาจากกระดาษกันไขมันทีผํานการรีดเรียบร๎อยด๎วยลูกกลิ้งภายใต๎อุณหภูมิสูง ๆ



ขณะกระดาษเปียกชืน ทาให๎ความหนาแนํนของกระดาษเพิ่มขึ้น และยังมีการขัดผิว

ี่

ทาให๎กระดาษกลาซีนมีเนื้อแนํนและผิวเรียบมันวาว นิยมใช๎หํอผลิตภัณฑ์ทมีไขมันสูง



6. กระดาษทิชชู (Tissue Paper) หมายถึง

่ ํ

กระดาษทีมีความนุมและบางเป็นพิเศษน้าหนักมาตรฐานประมาณ 17 – 30 กรัมตํอตารางเมตร

นิยมใช๎หํอผลิตภัณฑ์ที่ต๎องการป้องกันรอยขูดขีดผิว หํอของขวัญ



หรือหํอผลิตภัณฑ์ที่มมูลคําสูงเป็นการชํวยเสริมความสวยงามและความพิถีพิถัน เชํน น้าหอม นาฬิกา

และเครื่องประดับ เป็นต๎น



7. กระดาษพาร์ชเมนต์ (Parchment Paper) เป็นกระดาษที่ผานกระบวนการผลิตพิเศษ



โดยการจุํมกระดาษในกรดซัลฟิวริกเข๎มข๎นเป็นเวลาสั้น ๆ

แล๎วนาไปล๎างและทาให๎เป็นกลางกํอนจะนาไปอบรีดให๎แห๎ง



กระดาษนีจะมีคุณสมบัติป้องกันการซึมผํานของไขมันได๎เป็นอยํางดี นิยมใช๎บรรจุผลิตภัณฑ์อาหาร



กระดาษลูกฟูก

กระดาษลูกฟูกมีองค์ประกอบที่สาคัญ 2 สํวน คือ



1. กระดาษผิวหน้า (Liner) เป็นกระดาษที่ติดบนกระดาษลอนลูกฟูก

จะใช๎กระดาษคราฟท์ไมํฟอกสีสาหรับการใช๎งานที่ต๎องการความแข็งแรงสูง

่ ่

นอกจากนี้อาจใช๎กระดาษทีผลิตจากเยื่อกระดาษเกําสาหรับงานทัวไป



2. กระดาษลอนลูกฟูก (Corrugated Medium) ใช๎กระดาษทีผลิตจากเยื่อคราฟท์





เยื่อฟางข๎าว หรือเยื่อกระดาษเกํา ขึ้นกับความแข็งแรงที่ต๎องการนามาขึนลอน

กระดาษลอนลูกฟูกนี้สามารถแบํงออกได๎ 4 ประเภท ตามขนาดของลอน



ประเภทของลอนลูกฟูก



ประเภทของล จานวนลอน/เม ความสูงของล ความกว้างของลอน(ม

อน (มม.) ตร อน ม.)

A 110 – 120 4.1 – 5.1 8.6 – 9.1

B 150 – 170 2.5 – 3.0 6.3 – 6.6

C 130 – 140 3.4 – 4.1 7.3 – 8.1

D 295 – 315 1.1 – 1.6 3.2 – 3.4

กระดาษลอน A สามารถรับแรงกดในแนวดิ่ง ( ตามความกว๎างของลอน ) ได๎ดี

เหมาะกับการนาไปทากลํองที่ต๎องมีการเรียงซ๎อนกันหลายชั้น



กระดาษลอน B สามารถรับแรงกดตามความสูงของลอนได๎ดี ใช๎ทากลํองบรรจุภัณฑ์หนัก ๆ



กระดาษลอน C คุณสมบัติอยูํระหวํางกระดาษลอน A และลอน B



กระดาษลอน D สามารถรับแรงกดตามความสูงของลอนได๎สูงมาก

สามารถใช๎สาหรับงานพิมพ์หลายสีได๎ดี และนิยมใช๎ทาภาชนะเพื่อความสวยงาม

หรือภาชนะสาหรับตั้งแสดงสินค๎า



ประเภทของกระดาษลูกฟูก

1. กระดาษลูกฟูกหน๎าเดียว (Single Face) ประกอบด๎วยกระดาษผิว และกระดาษลอนอยํางละ 1 แผํน

ประกบติดกันด๎วยกาว





2. กระดาษลูกฟูกชันเดียว (Single Wall) ประกอบด๎วยกระดาษลอน 1 แผํนประกบติด

ทั้งสองหน๎าด๎วยกระดาษผิว ( ต๎องใช๎กระดาษผิว 2 แผํน )



3. กระดาษลูกฟูก 2 ชั้น (Double Wall) ประกอบด๎วยกระดาษลอน 2 แผํน

อาจจะเป็นลอนชนิดเดียวกันหรือตํางกันก็ได๎ ประกบติดสลับชั้นกับกระดาษผิว

โดยใช๎กระดาษผิวทั้งหมด 3 แผํน มีความแข็งแรงมากกวํากระดาษลูกฟูกชั้นเดียว



4. กระดาษลูกฟูก 3 ชั้น ประกอบด๎วยกระดาษผิว 5 แผํนเรียบสลับกับกระดาษลอน 3 แผํน



มีความแข็งแรงมากยิ่งขึน ใช๎กับการบรรจุขนาดใหญํ และต๎องการความแข็งแรงสูง



ข้อดี ของภาชนะกระดาษ

1. น้าหนักเบา ประหยัดคําขนสํง

และสามารถเก็บในลักษณะพับแบนได๎เป็นการประหยัดคําเก็บภาชนะเปลําและคําขนสํง



2. วัตถุดิบมีหลากหลายชนิด และมีทดแทนได๎



3. ขอบขํายการใช๎งานกว๎างขวาง ใช๎ได๎กับผลิตภัณฑ์แทบทุกชนิด





4. ต๎นทุนต่า เมื่อเปรียบเทียบกับภาชนะประเภทอืน

ยกเว๎นบางกรณีที่ต๎องการผลิตภาชนะกระดาษเพื่อการใช๎งานพิเศษ



5. เหมาะกับงานที่ต๎องการความสวยงาม พิมพ์ได๎งําย และออกแบบให๎มีรูปรํางพิเศษได๎สะดวก



6. ไมํมีปัญหาในการกาจัดภาชนะหลังการใช๎งาน และสามารถนามาหมุนเวียนได๎



ข้อเสีย ของภาชนะกระดาษ

้ ่

1. ความทนทานตํอสภาวะอากาศโดยเฉพาะตํอความชืนหรือน้าได๎ตากวําภาชนะประเภทอื่น





2. ป้องกันการซึมผํานของก๏าซ ไอน้า และกลิ่นได๎ตา



3. ถูกทาลายโดยจุลินทรีย์ แมลง หรือสัตว์ได๎งําย

บรรจุภัณฑ์กระดาษ





กระดาษมีหลายชนิด ผลิตมาจากเยื่อกระดาษทีมีคุณภาพแตกตํางกันตามความเหนียว

ความทนทานตํอการฉีกขาด ดึงขาด ดันทะลุ สามารถตัด ดัด พับ งอ ได๎งาย ํ

ั ี่ ่

สามารถออกแบบได๎มากแบบ เป็นบรรจุภณฑ์ทมีราคาถูกทีสุดและน้าหนักเบาที่สุด

โดยทั่วไปกระดาษจะยอมให๎น้าและก๏าซซึมผํานได๎ดี ไมํสามารถป้องกันความชืน ้



เสียความแข็งแรงเมื่อถูกน้าหรืออยูํในสภาวะที่เปียกชืนมีความคงรูป พิมพ์ได๎งดงาม

และสามารถใช๎หมุนเวียน (Recycle) ได๎จึงไมํกํอปัญหามลภาวะสามารถทาเป็นหีบหํอได๎มากมาย

ตั้งแตํถุงชนิดตําง ๆ กลํองกระดาษ ฯลฯ

ซึ่งแตํละชนิดมีความเหมาะสมกับการใช๎งานแตกตํางกันออกไปตามลักษณะของสินค๎าและสิ่งแวดล๎อ

ม ดังนั้นคุณสมบัติของกระดาษที่ทาจากเยื่อไม๎ธรรมดาจึงได๎รับการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพขึ้น



โดยการผนึกหรือเคลือบเข๎ากับวัสดุอื่น ๆ เพื่อให๎สร๎างสรรค์เป็นโครงสร๎างใหมํของบรรจุภณฑ์



และทาหน๎าที่บรรจุหํอหุ๎มผลิตภัณฑ์ได๎หลายประเภทขึ้น เชํน กระดาษเคลือบฟิลมพลาสติก (Plastic

Coated Paper) กระดาษเคลือบขี้ผึ้ง (Wax Laminated Paper) กระดาษทนน้ามัน (Greaseproof Paper)

เป็นต๎น





ลักษณะของบรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษที่ปรากฏอยูํในท๎องตลาดทัว ๆ ไป มี 8 รูปแบบ ดังนี้ คือ









1. ซองกระดาษ (Paper Envelope)

ใช๎บรรจุสินค๎าตําง ๆ เชํน ใบเลื่อย หัวสวําน ยาเม็ด เมล็ดพืช จดหมาย ฯลฯ

การเลือกใช๎ขนาดและชนิดของซองขึ้นกับชนิดของสินค๎าและความแนํนหนาที่ต๎องการกระดาษที่ใช๎

ทาซองต๎องพิจารณาถึงความคุ๎มครอง รูปรําง และราคาเป็นหลัก









2. ถุงกระดาษ (Paper Bag)

มีทั้งแบบแบนราบ ( ใช๎ใสํอาหารชิ้นเล็ก ๆ ที่มีน้าหนักเบา ) แบบมีขยายข๎างและก๎น

( ใช๎บรรจุสินค๎าที่มีปริมาณมาก เชํน แป้ง คุกกี้ ข๎าวสาร ฯลฯ

หรือใช๎บุเป็นถุงในกลํองกระดาษแข็ง ) และแบบผนึก 4 ด๎าน



บรรจุสินค๎าประเภทเครืองเทศ คุณสมบัติของกระดาษที่ใช๎ขึ้นกับการใช๎งานเป็นหลัก

กลําวคือ สินค๎าที่มีน้าหนักมากควรใช๎กระดาษเหนียวซึ่งมี คําของการต๎านแรงดันทะลุ

และการต๎านแรงดึง ขาด อยูํในเกณฑ์สูง

หากสินค๎ามีความชื้นสูงหรือเก็บในสภาวะเปียกชื้น กระดาษที่มีคําการดูดซึมน้าต่า ๆ เชํน

กระดาษเคลือบไข กระดาษเคลือบพลาสติก เป็นต๎น









3. ถุงกระดาษหลายชั้น (Multiwall Paper Sack)

่ ้

สาหรับขนสํงสินค๎าทีมีนาหนักมากกวํา 10 กิโลกรัม สินค๎าที่นิยมคือ ปูนซีเมนต์ อาหารสัตว์ สารเคมี

้ ั้ ิ้

เม็ดพลาสติก ถุงประเภทนีมีทงแบบปากเปิด และแบบมีลน แตํละแบบอาจจะมีสํวนขยายข๎างด๎วยก็ได๎

่ ่

วัสดุที่ใช๎ทาจากกระดาษเหนียวทีทาจากเยื่อเส๎นใยยาว เพือให๎มีความเหนียวสูง

ิ ้

หากต๎องการเพิ่มคุณสมบัตในด๎านป้องกันความชืนก็อาจเคลือบด๎วยพลาสติก



หรือยางมะตอยอีกชันหนึ่งวัสดุที่ใช๎ทาถุงและซองกระดาษ สํวนใหญํนิยมใช๎กระดาษคราฟท์ (Kraft)

ซึ่งมีความหนาบางนามาซ๎อนเป็นผนังหลายชั้น (Multiwall Bag)

หรือเคลือบผิวแตกตํางกันไปตามหน๎าที่ใช๎สอย



เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช๎กนมากสาหรับผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องอุปโภคบริโภคในหนํวยขายแบบปลีกยํอย



ซึ่งจัดได๎วาเป็น Individual package อีกแบบหนึ่ง

ที่มีความใกล๎ชิดกับวิถีชีวิตความเป็นอยูํของผู๎บริโภคเป็นอยํางมาก

อีกทั้งยังเป็นสื่อโฆษณาประเภทสิ่งพิมพ์ที่แสดงเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ได๎ดีอีกด๎วย









4. เยื่อกระดาษขึ้นรูป (Moulded Pulp Container)



มีทั้งชนิดที่ทาจากเยื่อบริสุทธิซึ่งใช๎บรรจุอาหารสาเร็จรูปและอาหารที่เข๎าตู๎อบไมโครเวฟได๎



และชนิดทีทาจากเยื่อเศษกระดาษซึ่งใช๎บรรจุ ไขํ ผัก ผลไม๎สด และทาเป็นวัสดุกันกระแทก

การเลือกใช๎ต๎องคานึงถึงชนิดของผลิตภัณฑ์ที่จะบรรจุเป็นสาคัญ

เพราะเกี่ยวข๎องกับความปลอดภัยของผู๎บริโภค

5. กระป๋องกระดาษ (Paper/Composite Can)

เป็นบรรจุภัณฑ์รูปทรงกระบอกที่ได๎จากการพันกระดาษทับกันหลาย ๆ ชั้น

พันแบบเกลียวหรือแบบแนวตรง ถ๎าใช๎กระดาษเหนียวแตํเพียงอยํางเดียวจะเรียกวํา Paper Can



นิยมใช๎บรรจุของแห๎ง แตํถ๎าใช๎วัสดุรวมระหวําง กระดาษเหนียว / อลูมิเนียมฟอยล์ / พลาสติก



จะเรียกวํา Compostie Can ซึ่งมักจะบรรจุอาหารประเภทขนมขบเคียวตําง ๆ

ฝากระป๋องมักเป็นโลหะหรือพลาสติกบางครั้งจะใช๎ฝาแบบมีหํวงเปิดงําย (Easy Opening End) ก็ได๎

การเลือกใช๎ต๎องพิจารณาคุณภาพของตะเข็บระหวํางตัวกระป๋องฝาและรอยตํอของการพัน

เพื่อป้องกันมิให๎เกิดการรั่วซึม









6. ถังกระดาษ (Fibre Drum)

ี ิ

มีลักษณะเชํนเดียวกับกระป๋องกระดาษ แตํมขนาดใหญํ ใช๎เพื่อการขนสํง สินค๎าที่นยมบรรจุคือ

สารเคมี เม็ดพลาสติก ฯลฯ

การเลือกใช๎ต๎องคานึงความแข็งแรงเมื่อเรียงซ๎อนเป็นหลักโดยการทดสอบคําของการต๎านแรงกด









7. กล่องกระดาษแข็ง (Paperboare Box)



เป็นบรรจภัณฑ์ขายปลีกที่ได๎รบความนิยมสูงสุดสามารถทาจากกระดาษแข็งได๎หลายชนิด อาทิ

กระดาษไมํเคลือบ ( กระดาษขาว - เทากระดาษเคลือบ กระดาษการ์ด กระดาษอาร์ตมัน

กระดาษฮาร์ตบอร์ด เป็นต๎น นอกจากนี้ยังสามารถเคลือบวัสดุอื่น เชํนวานิช พลาสติก ไข

ึ้

เพื่อปรับคุณสมบัติให๎ดีขน รูปแบบของกลํองกระดาษแข็งแบํงได๎เป็น 2 ประเภท คือ กลํองแบบพับได๎

(Folding Carton) หรือ (Cardboard) กลํองแบบคงรูป (Set-Up Box) สํวนกระดาษแข็งที่ใช๎ทากลํองมี

2 ประเภทดังนี้



1) กระดาษกลํองขาวไมํเคลือบ

กระดาษชนิดนี้คล๎ายกับชนิดเคลือบแตํเนื้อหยาบกวํา สีขาวของกระดาษไมํสม่าเสมอ แตํราคาถูกกวํา

ต๎องพิมพ์ด๎วยระบบธรรมดา เชํน กลํองใสํรอง เท๎า กลํองใสํขนมไหว๎พระจันทร์ เป็นต๎น



2) กระดาษกลํองขาวเคลือบ

กระดาษชนิดนี้

นิยมใช๎ในการบรรจุสินค๎าอุปโภคและบริโภคกันมากเพราะสามารถพิมพ์ระบบออฟเซ็ทสอดสีได๎หลาย

ิ ่ ุ ้ ่

สีสวยงาม และทาให๎สนค๎าทีบรรจุภายในกลํองดูมีคณคําขึน มีขายตามร๎านขายเครื่องเขียนทัวไป

เรียกอีกชื่อวํากระดาษแข็งเทา - ขาว

ในการทากลํองบรรจุผลิตกัณฑ์อาหารนิยมใช๎กระดาษชนิดนี้เพราะหาซื้องําย



การเลือกใช๎กลํองกลํองกระดาษแข็ง ต๎องพิจารณาคุณสมบัติที่เกี่ยวกับการใช๎งานเป็นหลัก เชํน

ความชื้น การต๎านแรงดันทะลุ ความสามารถในการรับน้าหนักได๎ประมาณ 2- 3 ปอนด์

แล๎วแตํขนาดและความหนาของกระดาษ ความเรียบของผิวกระดาษ ความหนา ความขาว สวําง

สามารถพิมพ์สีสรรได๎ดี คงทนตํอการโค๎งงอ

สามารถพับเป็นแผํนแบนได๎ไมํเปลืองเนื้อที่ในการเก็บและขนสํงมีขนาดมากามายให๎เลือกได๎ตามต๎อ



งการ งํายทีจะตัด เจาะหรือบิด มีราคาถูก

ทั้งวัสดุและกรรมวิธีการผลิตในการออกแบบกลํองกระดาษแข็งการเลือกขนาดของกระดาษและแบบ

ของกลํองจะขึ้นอยูํกับชนิดของสินค๎าและความต๎องการของตลาด การตั้งวางต๎องคงตัว แข็งแรง

ิ้

ให๎ความสวยงามเมื่อตั้งวางเป็นกลุํม งํายแกํการหยิบและถือ กลํองที่นักอาจมีหูหวก็ได๎ ฯลฯ









8. กล่องกระดาษลูกฟูก (Corrugated Fibreboard Box)

ี่

เป็นบรรจุภัณฑ์ทมีบทบาทและปริมาณการใช๎สูงสุด กลํองกระดาษลูกฟูกมีน้าหนักเบา

สามารถออกแบบให๎มีขนาดรูปทรงและมีความแข็งแรงได๎ตามต๎องการ

นอกจากนี้ยังสามารถพิมพ์ข๎อความ



หรือรูปภาพบนกลํองให๎สวยงามเพื่อดึงดูดใจผูซื้อและเพื่อแจ๎งข๎อมูลสินค๎าได๎อีกด๎วย



โดยทั่วไปกลํองกระดาษลูกฟูกจะทาหน๎าที่เพื่อการขนสํง แตํสามารถออกแบบเพื่อการขายปลีกได๎

โครงสร๎างของกลํองกระดาษลูกฟูกขึ้นกับจานวนแผํนกระดาษลูกฟูก สํวนประกอบของกระดาษ

ชนิดของลอน รูปแบบของกลํอง ขนาดของกลํอง รอยตํอของกลํองและการปิดฝากลํอง

การออกแบบต๎องคานึงถึงคุณสมบัติของสินค๎าและสภาพการใช๎งาน

หากสินค๎าเป็นประเภทที่สามารถรับน้าหนักกดทับได๎ ( อาหารกระป๋อง ขวดแก๎ว ฯลฯ )

การกาหนดคุณภาพของกลํองควรยึดคําการต๎านแรงดันทะลุเป็นหลัก

แตํถ๎าสินค๎าไมํสามารถรับน้าหนักกดทับได๎หรือรับได๎เพียงเล็กน๎อย เชํน ผัก ผลไม๎สด

อาหารบรรจุในขวดหรือถุงพลาสติก ฯลฯ

ก็ควรกาหนดคุณภาพของกลํองด๎วยคําของการต๎านแรงกดของกลํอง

โดยพิจารณาจากสภาพการลาเลียงขนสํงและเก็บรักษาควบคูํกันไป

ปัจจุบันนิยมใช๎กลํองกระดาษลูกฟูกบรรจุผลิตผลทางการเกษตร เชํน ผักและ

่ ั

ผลไม๎สดได๎เริมมีการศึกษาวิจยเพื่อพัฒนาและปรับปรุงอยํางรวดเร็ว

โดยเฉพาะอยํางยิ่งกลํองบรรจุผลไม๎สดเพื่อการสํงออก เพื่อให๎เหมาะสมกับผักและผลไม๎แตํละชนิด

เชํน กลํองบรรจุมะมํวง มะละกอ ทุเรียน มังคุด ลาไย ลิ้นจี่ เงาะ ฯลฯ ทาให๎สะดวกแกํการลาเลียง

ขนสํง การเก็บในคลังสินค๎า การรักษาคุณภาพสินค๎า และความสวยงามเมื่อวางขาย

ทั้งในซุปเปอร์มาร์เก็ตและตลาดทัวไป ่

่ ้

ทาให๎เป็นทีรู๎จักและยอมรับในตลาดตํางประเทศมากขึนอยํางรวดเร็วกระดาษลูกฟูกเป็นกระดาษที่ปร

ะกอบด๎วยแผํนเรียบ 2 ด๎านติดกาวประกบไว๎กับกระดาษลูกฟูก (Corrugated Paper) จะเป็นชั้นเดียว 2



ชั้น หรือ 3 ชั้นก็ได๎ คุณสมบัตทั่ว ๆ ไปจะคล๎ายกับกลํองกระดาษแข็ง คือ ราคาถูก ทารูปรํางตําง ๆ ได๎

รับน้าหนักได๎มากกวํากลํองกระดาษแข็ง สามารถพิมพ์สีสรรได๎ แตํมักจะพิมพ์ 2 สีเพื่อความประหยัด



กลํองกระดาษลูกฟูก ( ตามมาตรฐานของ สมอ . เลขที่ มอก . 321-2522) ได๎นิยามคาตําง ๆ ไว๎ดังนี้



1. กระดาษทาลูกฟูก (Corrugating Medium) หมายถึง



กระดาษทีนามาใช๎ทาเป็นลอนเพื่อประกอบเป็นแกนกลางของแผํนลูกฟูก



2. กระดาษลูกฟูก หมายถึง กระดาษทีได๎นามาขึนลอนเป็นลูกฟูกแล๎ว

่ ้



3. แผ่นลูกฟูก (Corrugated Board) หมายถึง



กระดาษทีมีโครงสร๎างประกอบด๎วยกระดาษแผํนเรียบ สาหรับทาผิวกลํองอยํางน๎อย 2 แผํน

ประกบกับกระดาษลูกฟูกอยํางน๎อย 1 แผํน สาหรับนาไปใช๎ในการทากลํอง



กระดาษ



แหลํงของกระดาษที่สามารถนาไปหมุนเวียนกลับมาใช๎ใหมํที่สาคัญคือ หนังสือ - พิมพ์เกํา

กลํองกระดาษแข็ง และกระดาษลูกฟูก กระดาษพิมพ์เขียนทั่วไป

และเศษกระดาษจากโรงงานผลิตกระดาษ หรือกลํองกระดาษ

่ ู๎

กระดาษเหลํานี้ต๎องทิ้งแยกออกจากขยะทัวไปและต๎องมีผรับผิดชอบในการรวบรวมเพื่อสํงกลับไปยัง

โรงงานผลิตเยื่อกระดาษ

ในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษใช๎แล๎วมักจะต๎องมีการใช๎สารเคมีเพื่อกาจัดกาว และหมึกพิมพ์ออกไป

ทาให๎ผลได๎ (Yield) ลดลงร๎อยละ15 – 40 นอกจากนี้การตีเยื่อจากกระดาษเกํา

จะทาให๎เยื่อจากกระดาษเกํานี้สามารถลดมลภาวะทางน้าได๎ถึงร๎อยละ 35

และมลภาวะทางอากาศได๎ร๎อยละ 74



การใช้ประโยชน์จากเยื่อกระดาษเก่า

1. ผลิตกระดาษหนังสือพิมพ์ โดยจะใช๎เยื่อเกําทั้งหมดหรือผสมเยื่อบริสุทธิ์บ๎าง

ขึ้นกับความแข็งแรงที่ต๎องการ





2. ผลิตกระดาษซับน้าหรือหมึก (Absorbent) จะได๎คณภาพดีกวําการใช๎เยื่อบริสุทธิ์

นอกจากนี้ยังใช๎ผลิตกระดาษทิชชู และกระดาษเช็ดหน๎าด๎วย



3. ผลิตภาชนะบรรจุประเภท moulded pulp เชํน กลํองไขํ ถาดรองผลไม๎ แผํนกั้นภายในกลํอง

เป็นต๎น



4. ผลิตกระดาษแข็งและกระดาษลูกฟูก เยื่อกระดาษเกําจะมาใช๎ผลิตกระดาษทั้งสองนี้มากที่สุด

ั้

โดยจะใช๎ชนของเยื่อกระดาษเกําอยูํด๎านในหรืออาจผสมโดยตรงกับเยื่อบริสุทธิ์



ข้อจากัดของการหมุนเวียนกระดาษเก่ามาใช้ใหม่

1. การแยกกระดาษและเก็บรวบรวม



ต๎องได๎รับความรํวมมือจากประชาชนโดยสํวนรวมจึงต๎องมีการประชาสัมพันธ์ให๎ความรูแกํประชาชนอ



ยํางทัวถึง



2. ความคุ๎มทุน



ต๎นทุนการผลิตเยื่อกระดาษบริสุทธิ์บางครั้งต่ากวําเยื่อกระดาษใช๎แล๎วทาให๎ไมํมผู๎สนใจลงทุนในธุรกิจ

นี้ นอกจากนี้ความไมํแนํนอนของปริมาณวัตถุดิบ



ทาให๎การบริหารโรงงานทาได๎ลาบาก



3. สิ่งเจือปน เชํน กาวที่ไมํละลายน้า ลวดเหล็ก ยางรัด พลาสติก และสารแตํงเติมบางประเภท



สารเหลํานีจะทาให๎การสกัดเยื่อจากกระดาษเกํายุํงยากมากยิ่งขึ้น

ทาให๎กระดาษที่จานามาหมุนเวียนใช๎ใหมํต๎องผํานการคัดเลือกให๎มีสารเจือปนเหลํานี้น๎อยที่สุด

ี้ ่ ิ

ด๎วยเหตุนภาชนะบรรจุสาหรับผู๎บริโภคทัวไปจึงไมํนยมนามาสกัดเยื่อ



เนื่องจากภาชนะบรรจุเหลํานันมักจะต๎องมีการเคลือบพลาสติกใช๎กาวกันน้า หรือแถบกาวตําง ๆ

เพื่อให๎สามารถทาหน๎าที่ได๎สมบูรณ์ที่สุด



การทดสอบกระดาษและภาชนะบรรจุกระดาษ



1. การทดสอบน้าหนักมาตรฐาน (Basic Weight)



เพื่อกาหนดเกณฑ์สาหรับการซื้อขายเนื่องจากคําน้าหนักมาตรฐานของกระดาษชนิดหนึงจะสัมพันธ์โ



ดยตรงกับความแข็งแรงของกระดาษนันๆ นากระดาษตัวอยํางมาตัดขนาดให๎มีพื้นที่เหมาะสม เชํน 10

ด 10 ตารางเซนติเมตร นาไปชั่งน้าหนักอยํางละเอียด แสดงคําน้าหนักมาตรฐานเป็นน้าหนักตํอพื้นที่

เชํน กรัมตํอตารางเมตร หรือปอนด์ตํอรีม (Pound per Ream) 1 รีม (U.S. Ream)

มีคําเทํากับกระดาษขนาด 24 ด 36 ตารางนิ้ว จานวน 500 แผํน



2. การทดสอบความหนา (Thickness)

นิยมใช๎ตรวจคุณภาพของกระดาษวัสดุอํอนตัวทั่วไปและภาชนะบรรจุเกือบทุกประเภท



เป็นวิธีการทดสอบที่รวดเร็วและทาได๎งาย นิยมใช๎เครื่องวัดที่มีความละเอียดและแมํนยาสูง เชํน Dial

Type micrometer หนํวยความหนาที่ใช๎ทั่วไป เชํน มิลลิเมตร ไมครอน หรือนิ้ว เป็นต๎น

และหนํวยที่ใช๎เฉพาะวัสดุ เชํน point สาหรับกระดาษ (1 point = 1/1000 นิ้ว ) mil (1 mil = 25



micron) และ gauge (100 gauge = 1 mil) สาหรับฟิลมพลาสติกหรือวัสดุอํอนตัวหลายชัน ้



3. การทดสอบความต้านทานต่อแรงฉีกขาด (Tear Resistance)



เป็นการทดสอบคํางานเฉลี่ยที่ใช๎ในการฉีกกระดาษทีมีรอยบากไว๎แล๎ว มีหนํวยเป็นกรัมแรง ด

เมตรหรือนิวตัน ด เมตร (gram-force ด meter หรือ Newton ด meter เขียนยํอ gf.m หรือ N.m)

การทดสอบนี้มีความสาคัญตํอการควบคุมคุณภาพของกระดาษ ถุงกระดาษและกลํองกระดาษแข็ง



4. การทดสอบความต้านทานต่อแรงดันทะลุ (Bursting Strength)



เป็นการทดสอบความสามารถของกระดาษหรือแผํนลูกฟูกที่จะต๎านทานความดันที่เพิ่มขึนในอัตราคง

ที่จนกระทั่งตัวอยํางทดสอบฉีกขาด มีหนํวยวัดเป็นกิโลปาสคาล (kPa)

หรือกิโลกรัมตํอตารางเซนติเมตร (kg/cm ) นิยมใช๎ทดสอบคุณภาพของกระดาษ

กระดาษแข็งหรือแผํนลูกฟูกที่นามาขึ้นรูปเป็นภาชนะ เชํน กลํอง ถัง เป็นต๎น



5. การทดสอบความต้านทานต่อแรงดึงขาด (Tensile Strength)

และการยึดตัว (Elongation)แผํนตัวอยํางทดสอบจะถูกตรึงระหวํางคีมหนีบ 2 ตัว

โดยที่ครัมหนีบตัวหนึ่งจะเคลื่อนที่เพื่อดึงแผํนตัวอยํางจนกระทั่งขาด

บันทึกแรงที่ใช๎และคําการยึดตัวของกระดาษขณะขาด



คําความต๎านทานตํอแรงดึงขาดจะรายงานเป็นคําแรงตํอพืนที่หน๎าตัดของแผํนตัวอยําง

หรือแรงตํอความกว๎างของแผํนตัวอยําง สํวนการยึดตัวจะรายงานเป็นคําร๎อยละ

6. การทดสอบหาความชื้น (Moisture Content)



โดยวิธีการอบแผํนตัวอยํางทีทราบน้าหนักแนํนอนในเตาอบที่ 105 c เป็นเวลาอยํางน๎อย 2 ชั่วโมง

ทาให๎เย็นในเดชิกเคเตอร์ นามาชั่งน้าหนักใหมํ ผลตํางของน้า - หนักที่ชั่งได๎คือ

ปริมาณความชื้นในตัวอยําง นิยมรายงานคําเป็นร๎อยละ

การทดสอบนี้มีความสาคัญตํอกระดาษแข็งและกระดาษลูกฟูกที่จะนาไปขึ้นรูปเป็นภาชนะบรรจุ



7. การทดสอบการดูดซึมน้า (Water Absorption)

เป็นการทดสอบ ความสามารถของกระดาษตํอการดูดซึมน้าที่สัมผัสภายในระยะเวลาที่กาหนด



มีคําเป็นน้าหนักน้าที่กระดาษดูดซึมไว๎ตํอพื้นที่สมผัสกับน้า การทดสอบนี้มีความสาคัญตํอการพิมพ์

( การดูดซึมหมึก ) การทากาว การทนทานตํอสภาวะแวดล๎อมขณะขนสํง เชํน การเปียกฝน



8. การทดสอบการต้านทานต่อไขมัน (Turpentine Test)

เป็นการทดสอบ ความสามารถของกระดาษในการต๎านทานการซึมผํานของไขมัน



โดยจะรายงานเป็นคําของเวลาที่ปรากฎรอยไขมันบนแผํนตัวอยํางด๎านตรงข๎ามกับด๎านทีสัมผัสกับไข

- มัน



บรรจุภัณฑ์ในทศวรรษหน้า

ศิริวรรณ แสงนิกรเกียรติ

บรรจุภัณฑ์ในปี ค.ศ. 2005 จะเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบ วัสดุที่ ใช๎ และเทคนิคการตกแตํง

พัฒนาการของการผลิตพลาสติกโดยเฉพาะเทอร์โมฟอร์มจะเปลี่ยนแปลงอยํางเห็นได๎ชัด

โดยนาไปสูํการผลิตภาชนะบรรจุที่ลดต๎นทุนลงและอยํางน๎อยที่สุดจะต๎องมีพลาสติกชนิดใหมํ 1 ชนิด

เข๎าสูํวงจรบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจเป็นพอลิคีโตน สํวนโฟมจะถูกนาไปประยุกต์ ใช๎มากขึ้น

อาจมีการพัฒนาใช๎กับตัวสกัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของวัสดุ บรรจุภัณฑ์

ภายในปี ค.ศ. 2005 การใช๎เทคโนโลยีรํวมของการพิมพ์และ

้ ั

การตกแตํงในขันตอนการผลิตจะมีผลตํอการผลิตบรรจุภณฑ์อยํางแนํนอน

กระดาษ



คาดวําการผลิตกระดาษของยุโรปจะเพิ่มขึนไปพร๎อมๆ กับการนากระดาษเกํามาเข๎ากระบวนการ

ผลิตใหมํ ซึ่งการสํงออกกระดาษ ไปยังจีนและอินเดียจะมีการ เติบโต

แตํควรคานึงถึงปริมาณการจัดเก็บกระดาษเกํา

เพื่อเป็นวัตถุดิบต๎องให๎เพียงพอกับปริมาณความต๎องการใช๎ ของผู๎บริโภคสุดท๎าย



พลาสติก



การใช๎พอลิสไตรีนในบรรจุภณฑ์ จะลดลง เพราะถูกแทนที่ด๎วยวัสดุชนิดอื่น ในขณะที่ PVC



จะถูกใช๎เพิ่มขึน แตํที่จะมีการเติบโตสูงสุดเห็นจะได๎แกํ พอลิโพรพิลีน และ PET



โลหะ



ปัจจัยสาคัญทีมีผลตํอการเติบโตของโลหะก็คืออัตราการเติบโตของการนากระป๋องเหล็กและอะลูมิเนี

ยม มาแปรใช๎ใหมํ ซึ่งอาจสูงถึงร๎อยละ 70 ของการผลิตในยุโรปภายในปี ค.ศ. 2005

ึ้ ี

ทาให๎ตัวเลขการเติบโตของอะลูมิเนียมดูดีขนมากและชํวยในสํวนของโลหะชนิดอื่นที่มผลการดาเนิน

การ

ไมํดีนัก



แก้ว

บรรจุภัณฑ์แก๎วมีการเติบโตอยํางช๎าๆ ด๎วยพัฒนาการด๎านการลดน้าหนักลง

และคาดวําจะเป็นเชํนนี้ไปเรื่อยๆ สาหรับการทานายเป็นไปได๎ยากเพราะขาดข๎อมูลการผลิต



ฟิล์มอ่อนตัว

จากแนวโน๎มของพัฒนาการแสดงให๎เห็นวํา บรรจุภณฑ์ประเภทั

ฟิล์มอํอนตัวยังคงรูปแบบของการเติบโตตํอไป รวมไปถึงการใช๎ liquid crystal polymer



ในฟิล์มที่ทาหน๎าที่เป็น ตัวสกัดกั้นเพิ่มขึน copolyamide แบบใหมํ และการพัฒนา clayloaded nylon

ของญี่ปุ่น วัสดุประกอบ polyketone, metallocenebased polyolefin



และฟิล์มละลายหรือรับประทานได๎จะมีบทบาทสาคัญในบรรจุภณฑ์ยุคใหมํ



ขณะเดียวกับที่มีการปรับปรุงคุณภาพของฟิลมบางประเภทไปด๎วย ตัวอยํางเชํน ฟิล์ม oriented HDPE



จาก Mobil Plastic ที่มความเหนียวสูงเป็นพิเศษ

วัสดุแทนฟอยล์ในการประกบและ PVDC จะมีบทบาทมากขึ้นในการใช๎งานรํวมกับฟิล์มอะลูมิเนียม

ซิลิคอนไดออกไซด์และอะลูมิเนียมออกไซด์ สํวนแลกเกอร์จะเป็นประเภท acrylic, EVOH



และแลกเกอร์ตัวใหมํจาก ICI ที่ใช๎กับ Melinar PET โดยผูผลิตรายเดียวกัน





วัสดุประกอบอืนๆ

กาวและหมึกพิมพ์จะได๎รับการปรับปรุง โดยมีพัฒนาการของประเภทน้าเป็นหลัก

เทปปิดผนึกที่ใช๎กระดาษเป็นหลักจะได๎รับความนิยมมากขึน้



รวมไปถึงเทปกระดาษแบบมีกาวติดในตัว ฉลากหดรัดรูปทังแบบ inmould และ shrink sleeve label



จะมีบทบาทมากขึน นอกจากนี้ฉลากหํอพันรอบ (wraparound film label) สาหรับกระป๋องโลหะ



ก็จะมีการพัฒนาคุณภาพการพิมพ์ การป้องกันการพิมพ์ซ้า ความยืดหยุนในการผลิต

รํวมด๎วยการลดพื้นที่ในการจัดเก็บกระป๋องในคลังสินค๎า



มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษพิมพ์และกระดาษเขียน ( มอก . 287-2521)



บทนิยาม ความหมายของคาที่ใช๎ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ มีดังตํอไปนี้



่ ้

กระดาษพิมพ์และกระดาษเขียน หมายถึง กระดาษทีทาขึนเพื่อวัตถุประสงค์ในการพิมพ์หรือ การเขียน

โดยมีคุณลักษณะตามเกณฑ์ที่กาหนดในมาตรฐาน





่ ่

กระดาษปอนด์ (FINE PAPER) หมายถึง กระดาษทีทาจากเยือเคมีฟอกขาว

่ ี

หรือทาจากเยื่ออืนใดที่มคุณสมบัติทางกายภาพของกระดาษเทําเทียมกัน



กระดาษปอนด์สาหรับพิมพ์ (PRINTING PAPER) หมายถึง

ี ้

กระดาษปอนด์ททาขึนเพื่อให๎เหมาะกับการพิมพ์ระบบออฟเซ็ต



กระดาษปอนด์สาหรับเขียน (WRITING PAPER) หมายถึง

ี่ ้

กระดาษปอนด์ททาขึนเพื่อใช๎เขียนด๎วยน้าหมึกแล๎วไมํซึม



กระดาษปอนด์สาหรับอัดสาเนา (DUPLICATING PAPER) หมายถึง

ี่ ้

กระดาษปอนด์ททาขึนเพื่อใช๎อัดสาเนา



กระดาษปอนด์สาหรับพิมพ์และเขียน (PRINTING AND WRITING PAPER) หมายถึง

กระดาษปอนด์สาหรับพิมพ์ และกระดาษปอนด์สาหรับเขียน



กระดาษแอร์เมล์ (MANIFOLD OR AIR MALL PAPER) หมายถึง

กระดาษปอนด์บางซึ่งเหมาะสาหรับพิมพ์ดีดและเขียน

ี่ ้

กระดาษโปสเตอร์หรือกระดาษเอ็มจี (M.G. PAPER) หมายถึง กระดาษปอนด์ททาขึนเพื่อการพิมพ์

มีความมันเพียงหน๎าเดียว



กระดาษอาร์ต (ART PAPER) หมายถึง กระดาษซึ่งเคลือบด๎วยสารสีขาว (WHITE PIGMENT)

หน๎าเดียว หรือสองหน๎าเพื่อให๎ผิวกระดาษมันเรียบ

กระดาษวาดเขียน (DRAWING PAPER) หมายถึงกระดาษเนื้อหนาผิวหยาบ ทนตํอการขูดลบ

เหมาะสาหรับเขียนด๎วยดินสอ น้าหมึก หรือระบายด๎วยสีน้า





กระดาษปก (COVER PAPER) หมายถึงกระดาษหนาทีทรงรูปได๎ดี ใช๎ทาปกสมุดหรือหนัง สือ

และมีความทนทานตํอการพับขาด

ประเภทและชนิด มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ แบํงกระดาษพิมพ์และกระดาษเขียนออกเป็น 4 ประเภท คือ



1. กระดาษปอนด์ แบํงออกเป็น 7 ชนิด คือ



1.1 กระดาษปอนด์สาหรับพิมพ์

1.2 กระดาษปอนด์สาหรับพิมพ์ออฟเซ็ต

1.3 กระดาษปอนด์สาหรับเขียน

1.4 กระดาษปอนด์สาหรับพิมพ์และเขียน

1.5 กระดาษปอนด์สาหรับอัดสาเนา

1.6 กระดาษแอร์เมล์

1.7 กระดาษโปสเตอร์หรือกระดาษเอ็มจี



2. กระดาษอาร์ต

3. กระดาษวาดเขียน

4. กระดาษปก





มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษแข็งเพื่อการพิมพ์ ( มอก . 283 – 2521)



บทนิยาม ความหมายของคาที่ใช๎มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ มีดังตํอไปนี้



1. กระดาษแข็งเพื่อการพิมพ์ หมายถึง กระดาษกลํองและกระดาษการ์ดที่ทาขึ้นเพื่อใช๎พิมพ์ด๎านเดียวหรือสองด๎าน

โดยมีคุณลักษณะตามเกณฑ์ที่กาหนดในมาตรฐานนี้



2. กระดาษกลํอง (BOXBOARD) หมายถึง กระดาษหนาชั้นเดียวหรือหลายชั้น

ซึ่งด๎านหนึ่งของกระดาษเหมาะสาหรับการพิมพ์ และสามารถทรงตัวอยูํได๎ในแนวดิ่ง



3. กระดาษกลํองเคลือบ (ONE SIDE COATED BOARD) หมายถึง

กระดาษกลํองซึ่งผิวหน๎าที่ใช๎พิมพ์เคลือบด๎วยสีขาวเพื่อให๎เหมาะกับการพิมพ์เป็นพิเศษ



4. กระดาษกลํองไมํเคลือบ (UNCOATED BOARD) หมายถึง



กระดาษกลํองซึ่งผิวหน๎าด๎านทีใช๎พิมพ์ไมํได๎เคลือบสารขาว หรือวัตถุใดเป็นพิเศษ





5. กระดาษการ์ด (CARD BOARD) หมายถึง กระดาษหนาชันเดียวหรือหลายชั้น ซึ่งใช๎พิมพ์ได๎ทั้งสองหน๎า

และสามารถทรงตัวอยูํได๎ดีเป็นพิเศษในแนวดิ่ง

6. กระดาษการ์ดมานิลา (MANILA BOARD) หมายถึง กระดาษการ์ดหลายชั้น

ซึ่งด๎านนอกทั้งสองด๎านมีคุณสมบัติเหมือนกันและใช๎พิมพ์ได๎ สํวนชั้นในมีคุณสมบัติตํางกันออกไป



7. กระดาษการ์ดไอวอรี (IVORY BOARD) หมายถึง กระดาษการ์ดชั้นเดียวหรือหลายชั้น ซึ่งมีคุณสมบัติทุก

ๆ ชั้นเหมือนกัน



ประเภทและชนิด มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ แบํงกระดาษแข็งเพื่อการพิมพ์ออกเป็น 2 ประเภท คือ



1. กระดาษกลํอง แบํงออกเป็น 2 ชนิด คือ

1.1 กระดาษกลํองเคลือบ

1.2 กระดาษกลํองไมํเคลือบ

2. กระดาษการ์ด แบํงออกเป็น 2 ชนิด คือ

2.1 กระดาษการ์ดมานิลา



2.2 กระดาษการ์ดไอวอ



ฉลากสินค้าเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ( จากศูนย์บรรจุหีบหํอไทย )



ปัจจุบันประชาชนตระหนักถึงความสาคัญในการมีสํวนรํวมรับผิดชอบตํอสิ่งแวดล๎อมมากขึ้น



จึงมีการแขํงขันระหวํางผู๎ผลิตสินค๎าเพื่อตอบสนองตํอความต๎องการของผู๎บริโภคสินค๎าทีแสดงสัญลั

ษณ์เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล๎อมจะต๎องผํานขั้นตอนการตรวจสอบวิเคราะห์

ตามเกณฑ์กาหนดของประเทศนั้น ๆ



ความเป็นมาของฉลากสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย





โครงการฉลากสิ่งแวดล๎อมของไทย ได๎จัดตั้งขึนโดยคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล๎อม

(Thailand Business Council for Sustainable Development, TBCSD) เมื่อเดือนตุลาคม พ . ศ . 2536

ี่

เพื่อเป็นการสนับสนุนให๎ผู๎บริโภคหันมาเลือกใช๎ผลิตภัณฑ์ทมีผลกระทบตํอสิ่งแวดล๎อมน๎อยที่สุดในก

ลุํมของผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน โครงการฉลากเขียวต๎องการผลักดันให๎ผู๎ผลิตค๎นหาวิธี

้ ่

หรือขันตอนการผลิตทีใช๎ทรัพยากรอยํางมีประสิทธิภาพสูงสุดและกํอให๎เกิดมลพิษน๎อยลง

เพื่อลดมลภาวะโดยรวมที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของเมืองและจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรร



ม ฉลากเขียวยังเปรียบเสมือนเป็นรางวัลสาหรับผู๎ผลิตทีมีความรับผิดชอบด๎านสิ่งแวดล๎อมด๎วย



• ฉลากเขียว เป็นฉลากที่ออกให๎กับผลิตภัณฑ์หรือสินค๎าซึ่งได๎ผํานการประเมิน

และตรวจสอบแล๎ววําได๎มาตรฐานทางด๎าน

สิ่งแวดล๎อมหลักการทางด๎านสิ่งแวดล๎อมที่เป็นแนวทางการดาเนินการโครงการฉลากเขียวและเป็นพื้

นฐานแนวทางนาไปสูํการคัดเลือกกลุํมสินค๎าและการออกข๎อกาหนดตําง ๆ ได๎แกํ



( ก ) การสนับสนุนให๎มีการจัดทรัพยากร ทั้งทรัพยากรที่สามารถนากลับมาใช๎ใหมํได๎ (Renewable

Resources)



และทรัพยากรที่ไมํสามารถนากลับมาใช๎ใหมํได๎ (Nonrenewable Resources)

อยํางมีประสิทธิภาพสูงสุด



(ข)

การสํงเสริมให๎มีการลดมลภาวะโดยรวมในประเทศไทยโดยเฉพาะมลภาวะทางอากาศมลภาวะทาง

น้าและขยะ

( ค ) การสํงเสริมให๎มีการผลิต การขนสํงและการจากัดผลิตภัณฑ์เคมีอยํางมีประสิทธิภาพ



( ง ) การสนับสนุนให๎มีการปกป้องรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ในประเทศ



หลักการในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์



ี่ ่

• เป็นผลิตภัณฑ์ทใช๎เพื่อการอุปโภคบริโภคทัวไปในชีวิตประจาวัน



• คานึงถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ที่มีตํอสิ่งแวดล๎อม

ั้

และคุณประโยชน์ทางสิ่งแวดล๎อมที่ได๎รับผลิตภัณฑ์นนถูกจาหนํายออกสูํตลาด



่ ํ

• วิธีการตรวจสอบทีไมํยุํงยากและไมํเสียคําใช๎จายสูงในการประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางสิ่งแ

วดล๎อมตามที่กาหนดไว๎ในข๎อกาหนด



ี่ ่

เป็นผลิตภัณฑ์ทผู๎ผลิตมีทางเลือกอื่นในการผลิตทีจะทาให๎เกิดผลกระทบตํอสิ่งแวดล๎อมน๎อยกวํา



บรรจุภัณฑ์กระป๋อง

พัชทรา มณีสินธุ์



ในปัจจุบนนี้อาหารและเครื่องดื่มบรรจุกระป๋องได๎เข๎ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันอยํางกว๎างขวาง

เนื่องจากความ สะดวกสบายรวดเร็วในการบริโภคปรุงอาหาร

อยํางไรก็ดียังมีผู๎เข๎าใจวํากระป๋องเครื่องดื่มผลิตจากสังกะสี และการ

บริโภคเครื่องดื่มจากกระป๋องดังกลําว นอกจากจะเสี่ยงอันตรายจากกระป๋องบาดแล๎ว

ยังมีโอกาสจะได๎รับสารตะกั่วเข๎า สูํรํางกายอีกด๎วย เพื่อขจัดความรู๎สึก

วิตกกังวลจนไมํกล๎าบริโภคอาหารกระป๋องตํอไป ผู๎บริโภคจึงควรทราบถึงวัสดุและ กระบวนการผลิต

กระป๋องอยํางยํอๆ ดังตํอไปนี้

วัสดุหลักที่สาคัญคือ แผํนโลหะชนิดตํางๆ ได๎แกํ

1. แผ่นเหล็ก เคลือบดีบุก (tinplate) เป็นแผํนเหล็กดา (black– plate)

ที่มีความหนาระหวําง 0.15–0.5 มิลลิเมตร นา มาเคลือบผิวหน๎า เดียวหรือทั้งสองหน๎าด๎วยดีบุก เพื่อ

ให๎ทนทานตํอการผุกรํอน และ ไมํเป็นพิษ

2. แผ่นเหล็กไม่เคลือบดีบุก (tin free steel, TFS) เป็นแผํนเหล็กดา

่ ั

ที่นามาเคลือบด๎วยสารอืนแทนดีบุก เพื่อลดต๎นทุนการผลิต ในปัจจุบนมีการเคลือบอยูํ 3 แบบคือ

-เคลือบด๎วยสารผสมฟอสเฟตและโครเมต เป็นฟิล์มบางๆ ใช๎ทากระป๋องบรรจุเบียร์

ี่

น้าผลไม๎ทมีรสเปรี้ยว และทาถังโลหะชนิดตํางๆ

-เคลือบด๎วยอะลูมิเนียม มีความทนทานตํอการกัดกรํอนเนื่องจากความชื้นได๎ดี



แตํไมํสามารถใช๎กับอาหารทีมีความเป็นกรดหรือดํางสูง

-เคลือบด๎วยโครเมียมและโครเมียมออกไซด์ เพื่อให๎สามารถป้องกันการกัดกรํอนได๎ดี

นิยมใช๎ทากระป๋องบรรจุอาหารทะเล นมข๎นหวาน เป็นต๎น

3. อะลูมิเนียมและโลหะผสมของอะลูมิเนียม มีคุณสมบัติเดํนคือ น้าหนักเบา

ทนทานตํอการกัดกรํอนสูง นิยมใช๎ทากระป๋อง 2 ชิ้น (2piece can) สาหรับบรรจุน้าอัดลมและเบียร์



กระป๋องฉีดพํน (aerosol) สาหรับบรรจุสเปรย์ฉีดผมหรือเครืองสาอางตํางๆ

่ ํ

และฝาชนิดทีมีหวงเพื่อให๎เปิดงําย เชํน ฝากระป๋องน้าอัดลมหรือขวดน้าดื่ม



นอกจากวัตถุดิบหลักดังกลําวแล๎ว ในกรณีที่ต๎องการบรรจุอาหารหรือเครื่องดืมที่กัดกรํอนสูง



เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกริยาทางเคมีระหวํางโลหะและ อาหาร

อันสํงผลให๎เกิดการเปลี่ยนแปลงสีและรสชาติของอาหารหรือกระป๋องเกิดกัดกรํอนได๎

กระป๋องจะต๎องถูกเคลือบแล็กเกอร์กํอนการใช๎งาน อยํางไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของผู๎บริโภค

วัตถุดิบทั้งสองชนิดจะต๎องเลือกใช๎ชั้นคุณภาพที่สัมผัสอาหารได๎ โดยปลอดภัยและมีคุณภาพได๎

มาตรฐานตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเทํานั้น

อนึ่ง สาหรับแผํนเหล็กเคลือบสังกะสีหรือแผํนเหล็กกัลวาไนซ์ (galvanized plate)



ที่เรานิยมเรียกกันทัวไปวํา “แผํนสังกะสี” นั้นจะไมํใช๎ทากระป๋อง บรรจุอาหารอยํางเด็ดขาด

เพราะมีโลหะหนัก พวกสังกะสีและตะกั่ว ซึ่งเป็นพิษตํอรํางกาย

ิ ่

แตํใช๎กระป๋องและถังบรรจุผลิตภัณฑ์ที่มใชํอาหารได๎ดี เนืองจากมีราคาถูกกวําแผํนเหล็กเคลือบดีบุก



กระบวนการผลิตกระป๋องแบํงตามชนิดกระป๋องออก ดังนี้คอ

1. กระป๋อง 3 ชิ้น (3piece can) เป็นกระป๋องที่ประกอบด๎วยชินสํวน 3 ชิ้นคือตัวกระป๋อง



ฝาบนและฝาลําง ได๎แกํ กระป๋องที่สํวนใหญํใช๎บรรจุอาหาร มักจะผลิตจากแผํนเหล็กเคลือบดีบุก

และแผํนเหล็กไมํเคลือบดีบุก ขั้นตอนการผลิตแสดงเป็นลาดับขั้นดังรูป



ขั้นตอนในการผลิตกระป๋อง 3 ชิ้น

สิ่งที่จะสังเกตได๎ชัดคือ กระป๋อง 3 ชิ้น จะมีตะเข็บข๎าง

ซึ่งแตํกํอนการเข๎าตะเข็บข๎างจะใช๎ตะกั่วเป็นตัวบัดกรี อยํางไรก็ตามเนื่องจากตะกั่วที่ใช๎อาจกํอ



อันตรายแกํผู๎บริโภค ในปัจจุบนโรงงานผลิตกระป๋องจะใช๎ตะเข็บเชื่อมด๎วยไฟฟ้าแทน

2. กระป๋อง 2 ชิ้น (2piece can) เป็นกระป๋องไร๎ตะเข็บข๎าง

้ ้

มีตัวกระป๋องและฝาลํางเป็นชินเดียวกันและมีฝาบนอีกชินหนึ่ง วิธีการขึ้นรูปกระป๋อง 2 ชิ้น มี 3 วิธีการ

คือ

1) กระป๋องขึ้นรูปโดยการปั๊มครั้งเดียว (drawn can)

2) กระป๋องขึ้นรูปโดยการปั๊ม 2 ครั้ง (drawn and redrawn can ; DRD can)



โดยปั๊มครั้งแรกจะขึนรูปเป็นถ๎วยเตี้ยกํอน หลังจากนั้นจะปั๊มอีกครั้ง

เพื่อให๎เส๎นผําศูนย์กลางของกระป๋องเล็กลงและความสูงมากขึ้นตาม ต๎องการ กระป๋อง 2



ชิ้นทีผลิตโดยวิธีนี้จะมีความหนาเทํากันตลอดทั้งตัว

และก๎นกระป๋องสามารถทนความดันและสุญญากาศในกระป๋องได๎

3) กระป๋องขึ้นรูปโดยการปั๊มและรีดผนัง (drawn and wall ironed can หรือ DI



can) โดยปั๊มครั้งแรก จะได๎ถ๎วยที่มขนาดเส๎นผําศูนย์กลางเทํากับกระป๋องที่ต๎องการ

หลังจากนั้นผนังกระป๋องจะถูกรีดให๎เบาลง และกระป๋องมีความสูงเพิ่มขึน ้



(ขั้นตอนการผลิตแสดงดังรูป) กระป๋องประเภทนี้ตวกระป๋องมีผนังบางกวําก๎นกระป๋อง

สามารถทนความดันได๎ แตํทนสุญญากาศภายในกระป๋องไมํได๎ จึงนิยมใช๎บรรจุเบียร์และน้าอัดลม









ขั้นตอนในการผลิตกระป๋อง 2 ชิ้น โดยวิธี DI



สาหรับประเทศไทย ในปัจจุบนมีการผลิตเฉพาะกระป๋อง DI จากแผํนอะลูมิเนียม



นิยมใช๎สาหรับบรรจุนาอัดลมและเครื่องดื่มตํางๆ กันอยํางแพรํหลาย

่ ิ

อยํางไรก็ตามการบริโภคอาหารหรือเครื่องดืมบรรจุกระป๋องจะกํอให๎เกิดปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ตดตาม



มา ดังนั้นหลังจากบริโภคอาหารหรือเครื่องดืม เหลํานี้แล๎ว



ควรแยกหรือรวบรวมขยะทิ้งในทีซึ่งเหมาะสมเพื่อสะดวกในการจัดเก็บไปทาลายหรือหลอมใหมํตํอไป



กระป๋องกระดาษ

มยุรี ภาคลาเจียก

ถ๎าจะถามทํานวํา “รู๎จักกระป๋องไหม” ทํานคงจะตอบวํารู๎จักดีเป็นภาชนะรูปทรง กระบอก

สํวนใหญํจะใช๎บรรจุอาหารทาด๎วยโลหะ เชํน แผํนเหล็กเคลือบดีบุกหรือแผํนเหล็กทินฟรี

หรือแผํนอะลูมิเนียม ขอบเขตการใช๎ก็กว๎างขวางมาก ไมํวําเป็นอาหารคาวหรือหวาน

มีทั้งพวกที่ต๎องผํานกระบวนการฆําเชื้อด๎วยความร๎อนหลังจากบรรจุแล๎ว เชํน ผลไม๎ในน้าเชื่อม

้ ่ ๎

น้าผลไม๎ อาหารทะเล และเนือสัตว์ตํางๆ เป็นต๎นพวกทีไมํตองผํานกระบวนการดังกลําว เชํน

อาหารแห๎ง ขนมขบเคี้ยวตํางๆ

ั ี

ความจริงแล๎ว ในวงการอาหารกระป๋องปัจจุบนมิใชํมแตํกระป๋องโลหะเทํานั้น

หากยังมีกระป๋องอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งถ๎าดูผิวเผินอาจเข๎าใจวําเป็นกระป๋องโลหะธรรมดา

แตํถ๎าได๎หยิบถือพิจารณาอยํางถี่ถ๎วนแล๎ว จะสามารถทราบทันทีวําตัวกระป๋องไมํได๎ทาจากโลหะ



แตํทาจากกระดาษและจะสังเกตได๎วามีน้าหนักเบากวํากระป๋องที่คุ๎นเคยกันอยูํ



กระป๋องชนิดนีมีชื่อเรียกวํา “กระป๋องกระดาษ” หรือ “composite can” นั่นเอง









่ ํ

ในอดีตทีผานมาตํางประเทศได๎เริ่มมีการใช๎กระป๋องกระดาษสาหรับบรรจุน้ามันเครื่องหรือน้าผลไม๎ที่ไ

๏ ้

มํมีกาซ เนื่องจากมีข๎อดีคือ ถ๎าผลิตจานวนมากราคาจะถูกกวํากระป๋องโลหะและมีนาหนักเบากวํา

ปัจจุบันได๎มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต จนสามารถนามาใช๎บรรจุผลิตภัณฑ์อาหารตํางๆ

ทั้งประเภทของเหลวและของแข็ง

้ ่ ํ

สาหรับในบ๎านเรานันเริมมีการตื่นตัวตํอการใช๎กระป๋องกระดาษเพียงไมํกี่ปีที่ผานมานี้

ตัวอยํางที่เห็นเดํนชัดคงจะได๎แกํ ถั่วอบ ซึ่งดูเหมือนเป็นขนมคูํใจของเด็กๆ ทีเดียว



แตํเดิมบรรจุในถุงพลาสติก มีขนาดและราคาตํางๆ ทีไมํแพงนัก



เมื่อผูผลิตได๎หันมาใช๎กระป๋องกระดาษซึ่งมีราคาใบละ 33.50 บาท แล๎วขายในราคา 2024 บาท

ปรากฏวําขายดีมากจนผลิตไมํทัน

ทั้งนี้อาจเป็นการใช๎กระป๋องกระดาษเป็นการเปลี่ยนโฉมหน๎าใหมํของผลิตภัณฑ์ให๎ดูทนสมัย ั

ประกอบกับคุณสมบัติของ กระป๋องเองที่สามารถรักษาคุณภาพของถั่วอบให๎คง

ิ ํ

ความกรอบและมีกลิ่นรสหอมได๎นาน จึงทาให๎ผลิตภัณฑ์เป็นที่นยมของหมูวัยรุํนเป็นอยํางยิ่ง

่ ้

วัสดุที่ใช๎ทากระป๋องกระดาษประกอบด๎วยกระดาษทีมีนาหนักมาตรฐาน 180 กรัม/ตารางเมตร

นามาประกอบกับแผํนอะลูมิเนียมเปลว แล๎ว

ประกบกับฟิล์มพลาสติกเอทีลีนอีกชั้นหนึ่งโดยให๎กระดาษอยูํชั้นนอกและพลาสติกอยูํชนใน ั้



กรรมวิธีการผลิตมี 2 วิธีคือ วิธแรกเรียกวํา “spiral winding”

เป็นการม๎วนกระดาษพับเป็นเกลียวเฉียงออกไป (เหมือนแกนกระดาษชาระ)

ภายใต๎เกลียวจะมีแทํงโลหะขนาดเทํากับเส๎นผําศูนย์กลางที่ต๎องการ เมื่อพันเสร็จใหมํๆ จะยังไมํแห๎ง

หลังจากปลํอยให๎แข็งตัวแล๎วจึงตัดเป็น ทํอนๆ ตามความต๎องการด๎วยเลื่อยวงเดือน อีกวิธีหนึ่งเรียกวํา

“parallel winding” ใช๎กระดาษจุํมกาวพันรอบๆ แกน ทับกันไปเรื่อยๆ จนมีความหนาตามต๎องการ

ี ิ

วิธหลังนี้ไมํนยมใช๎กับการผลิตกระป๋องกระดาษเทําใดนัก แตํมักใช๎กับการผลิตถังกระดาษ

่ ้

(กระป๋องขนาดใหญํ) ซึ่งต๎องการความ แข็งแรงสามารถบรรจุสินค๎าทีมีนาหนักมาก เชํน

ถังบรรจุสารเคมี เป็นต๎น











เป็นที่นายินดี ในปัจจุบันบ๎านเรามีโรงงานผลิตกระป๋องกระดาษสาหรับบรรจุอาหารแห๎งได๎แล๎ว



และกาลังได๎รับความนิยมอยํางสูงทั้งจากผูผลิตอาหาร ผู๎สํงออก และผู๎บริโภค เพราะนอก



จากจะทาให๎ผลิตภัณฑ์ทนสมัยแล๎ว ยังชํวยเพิ่มคุณคําและยืดอายุการเก็บได๎อีกด๎วย

อยํางไรก็ตามการเลือกใช๎กระป๋องกระดาษสาหรับบรรจุอาหารแห๎งนี้ จาเป็น

ต๎องมีความมั่นใจในเรื่องคุณสมบัติ ของกระป๋องนั้น ซึ่งสัมพันธ์กับการผลิต

โดยเฉพาะอยํางยิ่งการป้องกันไอน้าและก๏าซได๎ เพื่อรักษาคุณภาพของอาหารให๎

คงความอรํอยตลอดอายุการจาหนําย









กระป๋องยุคอวกาศ

มยุรี ภาคลาเจียก





เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปวําสภาพความเป็นอยูของคนเราได๎แปรเปลี่ยนไปจากอดีตเป็นอยํางมาก

โดยเฉพาะอยํางยิ่งในเมืองใหญํๆ และในประเทศ ที่เจริญแล๎ว

ความต๎องการเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องใช๎อานวยความสะดวกตํางๆ



ไมํวาจะเป็นเพื่อความเป็นอยูํในครอบครัวหรือการทางานได๎เพิ่มขึ้นทุกปี

้ ํ

จานวนประชากรที่มากขึนประกอบกับคําใช๎จายในการดารงชีวิตที่สูงขึน ้

ทาให๎ขนาดของครอบครัวมีแนวโน๎มวําจะเล็กลง กลําวคือ มีจานวนสมาชิก

ในครอบครัวโดยเฉลี่ยเพียง 4 คนเทํานัน้



สิ่งเหลํานีนับวํามีผลกระทบโดยตรงตํอการพัฒนาการหีบหํออาหาร



ทั้งในแงํของการคิดค๎นหาวัสดุและ รูปแบบของภาชนะบรรจุใหมํๆ ทีมีปริมาณบรรจุลดลง

ให๎ความสะดวกในการปิดเปิดหรือใช๎สอย สามารถเก็บรักษา ได๎นาน



งํายแกํการทิ้งทาลายหรือหมุนเวียนกลับไปใช๎ใหมํได๎ ตลอดจนมีความสวยงามที่ชํวยดึงดูดผูซื้อ

และเพิ่ม คุณคําให๎กับอาหาร เป็นต๎น





ในบรรดาภาชนะบรรจุสาหรับอาหารทีได๎รับการพัฒนาลําสุด เหลํานี้

ภาชนะที่สามารถอุํนหรือแชํเย็นอาหารได๎เอง (heating/cooling container)

โดยมิต๎องอาศัยพลังงานหรืออุปกรณ์ใดๆ เชํน ก๏าซ ไฟฟ้า ตู๎อบ ตู๎เย็น น้าแข็ง



กาลังได๎รับความสนใจเป็นพิเศษในกลุํม ประเทศที่พฒนาแล๎ว อาทิ ยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น



ภาชนะบรรจุที่อุํนอาหารได๎เองนี้ ใช๎หลักการทีวําพลังงาน



ความร๎อนที่ทาให๎อาหารที่ร๎อนเกิดจากปฏิกิรยาเคมีระหวํางแคลเซียมออกไซด์กับน้า

แตํอาจมีการเติมสารบาง ชนิด เชํน ไดโลไมต์ แมกนีเซียมออกไซด์ แมกนีเซียมคลอไรด์ ในปริมาณ

2 สํวนลงไปในแคลเซียมคลอไรด์ 8 สํวนด๎วย เนื่องจากแคลเซียมคลอไรด์ล๎วนๆ









่ ํ ํ

เป็นสารทีจัดอยูในกลุมสารอันตรายตามกฎหมายของประเทศ

ิ ี่

ญี่ปุ่น เมื่อแคลเซียมออกไซด์ทาปฏิกริยากับน้า อุณหภูมิทจุดศูนย์กลางจะสูงถึง 240 – 260 ซ.

และเกิดไอน้าขึ้นเป็น ปริมาณมาก ด๎วยเหตุนี้จึงจาเป็นต๎องใสํวัสดุดูดซับ เชํน กระดาษ ผ๎า

๎ ้

ไว๎ในภาชนะบรรจุดวย เพื่อซับเอาไอน้าที่เกิดขึนนี้ โดยใช๎ปริมาณ 10 กรัม ตํอน้า 100 มิลลิลิตร

ที่ถูกทาให๎ร๎อนขึ้น 10 ซ. ภาชนะบรรจุประเภทนี้มักทาด๎วยวัสดุที่มีความต๎านทานตํอความร๎อนได๎ดี

เชํน แผํนอะลูมิเนียมความหนา 0.25 ไมครอน หรืออาจใช๎พลาสติกชนิดพอลิโพรพิลีนก็ได๎

ุํ

ตัวอยํางโครงสร๎างของภาชนะบรรจุที่อน อาหารได๎เอง แสดงไว๎ในภาพที่ 1, 2, 3 และ 4

้ ุ

อาหารเหลํานีจะร๎อนโดยมีอณหภูมิ 50–60 ซ. ได๎ภายในเวลาเพียง 3–5 นาที เทํานัน ้



สาหรับภาชนะบรรจุที่แชํเย็นอาหารได๎เองนั้น มีหลักการงํายๆ คือ



ใช๎สารผสมของแอมโมเนียมไนเตรดกับ แอมโมเนียมคลอไรด์ อัตราสํวน 6 : 4 ทาปฏิกิรยากับน้า

ซึ่งจะทาให๎อาหารที่เป็นของเหลวปริมาณ 200 มิลลิลิตร ลดอุณหภูมิจาก 30 ซ. เป็น 7 ซ.



ได๎ภายในระยะเวลา 5 นาที สูตรที่นยมคือใช๎สารผสม 100 กรัม ตํอน้า 90 มิลลิลิตร

โครงสร๎างของภาชนะบรรจุประเภท นี้ ได๎แสดงไว๎ในรูปที่ 5





ผลแหํงการวิวฒนาการของภาชนะบรรจุ 2 ประเภทนี้ ได๎รับการพิสูจน์แล๎ววํา

นอกจากจะให๎ความสะดวกสบายตํอการใช๎แล๎ว ยังสามารถชํวยประหยัด

ํ ่

คําใช๎จํายในการอุนหรือแชํเย็น เมื่อเทียบกับวิธีเดิมทีใช๎กันอยูํอีกด๎วย คาดกันวํา



ภาชนะบรรจุดังกลําวจะได๎รับความนิยมสูงขึนในอนาคต โดยเฉพาะ



อยํางยิ่งในยุคอวกาศที่มนุษย์จาเป็นต๎องรับประทานอาหารในอวกาศหรือยุคใต๎พิภพที่ตองรับประทาน

ในท๎องมหาสมุทร









กระป๋องวัสดุร่วม



กาญจนา ทุมมานนท์



กระป๋องวัสดุรํวม (composite can) เป็นกระป๋องที่ตัวและฝาทาจากวัสดุตางชนิดกัน

วัสดุหลักในการทาตัวกระป๋อง คือ กระดาษและพลาสติก

สํวนฝาโดยทั่วไปทาจากโลหะหรือพลาสติก

ถ๎าเป็นกระป๋องแบบเกํา วัสดุหลักของตัวกระป๋องคือ กระดาษ

ั้ ี

แตํตัวกระป๋องอาจมีชนของแผํนเปลวอะลูมิเนียมหรือพลาสติกอยูํด๎วย เพื่อให๎มคุณสมบัติ เป็นตัวกั้น



ฝากระป๋องอาจทาจากกระดาษ โลหะ พลาสติกหรือวัสดุรวมของวัสดุเหลํานี้

แบบของกระป๋องกระดาษที่สาคัญมี 2 แบบ คือ แบบพันเป็น เกลียวและแบบพันเป็นแนวตรง

กระป๋องทั้งสองแบบนี้สามารถซื้อได๎ในลักษณะที่ปิดฝาแล๎วด๎านหนึ่งหรือนามาขึ้นรูปเอง



กระป๋องกระดาษแบบพันเป็นเกลียวและพันเป็นแนวตรงนี้ มีการใช๎กนมาเป็นเวลานาน

เพื่อบรรจุผลิตภัณฑ์แห๎ง เชํน ผงทาความสะอาดสาหรับ ใช๎ในบ๎าน

ตํอมาเมื่อเทคโนโลยีการผลิตพัฒนาขึน ้

มีการใช๎กระป๋องกระดาษกันมากขึ้นสาหรับบรรจุผลิตภัณฑ์ที่เป็นผงและเม็ดทุกชนิด ได๎แกํ กาแฟ

โกโก๎ นมผง มัสตาร์ด ยา ยาฆําแมลง และยารักษาสัตว์



นอกจากนี้ยังสามารถใช๎บรรจุน้ามันเครื่องและน้าผล ไม๎เข๎มข๎นแชํแข็งได๎ดวย

นอกจากการใช๎ทดแทนกระป๋องโลหะแล๎ว กระป๋องกระดาษยังมีข๎อได๎เปรียบคือ

-ตัวกระป๋องซึ่งมีวัสดุหลักคือ กระดาษ ราคาถูกกวําแผํนเหล็กเคลือบดีบุก

และยังสามารถผลิตได๎จากกระดาษที่ใช๎แล๎ว



-ฝากระป๋องสามารถเลือกใช๎วสดุได๎หลายชนิดและมีหลายแบบ

อยํางไรก็ตาม กระป๋องกระดาษไมํสามารถ ผํานกระบวนการฆําเชื้อด๎วยความร๎อนได๎



จึงเหมาะสาหรับบรรจุผลิตภัณฑ์ที่เป็นผง แตํก็ไมํสามารถป้องกันความชืนได๎ดีเทํากระป๋องโลหะ









กระป๋องแบบพันเป็นเกลียว (spirally wound)



กระป๋องจะต๎องเป็นรูปทรงกระบอกเสมอ ผลิตโดยการม๎วนกระดาษเป็นชันๆ ตํอเนื่องกัน



พันรอบแกนที่อยูํคงที่ แตํละชั้นหมุนเป็นเกลียวซ๎อนทับเหลือม กันและเกาะติดกันด๎วยกาว



มีลักษณะเป็นหลอด เมื่อตัดหลอดกระดาษเป็นทํอน แตํละทํอนคือ ตัวกระป๋อง ขันตํอไปคือ

บานปากตัวกระป๋องและปิดผนึก ด๎วยตะเข็บสองชั้นระหวํางตัวกระป๋องและฝากระป๋อง

ในการผลิตกระป๋องที่มีเส๎นผําศูนย์กลางขนาดเดียวกันอยํางตํอเนื่อง

การผลิตกระป๋องแบบพันเป็นเกลียว จะคุ๎มทุนกวํากระป๋องแบบพันเป็นแนวตรง การผลิตที่คุ๎มทุนคือ

การผลิตกระป๋องขนาดเดียวกันจานวน 50 ล๎านกระป๋อง/ปี

กระป๋องแบบพันเป็นแนวตรง (convolute)

กระป๋องอาจมีรูปทรงกระบอก รูปไขํหรือเป็นสี่เหลี่ยมก็ได๎ การผลิตเป็นแบบไมํตํอเนื่อง

ั ้

โดยพันวัสดุที่ใช๎ทาตัวกระป๋องรอบแกนที่หมุนได๎ตวกระป๋องอาจ ทาด๎วยวัสดุหลายชั้นทังกระดาษ

แผํนเปลวอะลูมิเนียมและพลาสติก

การผลิตกระป๋องแบบพันเป็นแนวตรงจะผลิตได๎หลายชนิดและรูปรํางตํางๆ กัน

ุ๎

สาหรับการผลิตที่คมทุนคือ การผลิตจานวน 5–7 ล๎าน กระป๋อง/ปี

กระป๋องกระดาษทั้ง 2 แบบนี้ ผลิตได๎โดยไมํต๎องมีการติดฉลาก

แตํสามารถใช๎กระดาษที่พิมพ์เป็นฉลากม๎วนติดบนกระป๋องได๎ในระหวํางการผลิต



กระป๋องกระดาษที่ใช๎โดยทัวไปมักจะมีขนาดเส๎นผําศูนย์กลาง 30–180 มิลลิเมตร และความสูง 30–



330 มิลลิเมตร มิตระบุของกระป๋องกระดาษ ใช๎ เหมือนกับกระป๋องโลหะ คือ เส๎นผําศูนย์กลาง X

ความสูง



การพัฒนาลําสุดของกระป๋องวัสดุรวมคือ กระป๋องพลาสติก

ตัวกระป๋องผลิตจากพอลิเอสเตอร์หรือพอลิโพรพิลีน สํวนฝากระป๋องทั้งสองด๎านผลิต

จากแผํนเหล็กเคลือบดีบุกหรืออะลูมิเนียม หรืออาจมีลักษณะเป็นกระป๋อง 2 ชิ้น

ึ้

โดยตัวกระป๋องพลาสติกผลิตด๎วยกรรมวิธีขนรูปด๎วยความร๎อนและ ฝาทาด๎วยโลหะ



สาหรับตัวกระป๋องพลาสติกนีมักจะผลิตโดยกรรมวิธีการรีดรํวม (coextrusion)



โดยใช๎พลาสติกราคาถูกเพื่อให๎คุณสมบัตในด๎านความแข็งแรง

้ ํ

และพลาสติกราคาแพงเพื่อให๎คุณสมบัติเป็นตัวกันที่ดี สามารถคุ๎มครองสินค๎าที่อยูภายในได๎









ตัวอยํางโครงสร๎างของกระป๋องพลาสติก เชํน PP/EVOH/PP ชั้นของ PP

จะให๎ความแข็งแรงและเป็นตัวปิดผนึกที่ดีเมื่อเทียบกับราคา สํวนชั้น EVOH

จะให๎คุณสมบัติในการเป็นตัวกั้นที่ดีตํอไขมัน น้ามัน และกลิ่น เป็นต๎น

ึ้

ตัวกระป๋องพลาสติกผลิตด๎วยกรรมวิธีขนรูปด๎วยความร๎อน สํวนฝากระป๋อง

ผลิตได๎จากแผํนเหล็กเคลือบดีบุกหรืออะลูมิเนียม

กระป๋องพลาสติกสามารถต๎มฆําเชื้อด๎วยความร๎อนได๎ในสภาวะที่ควบคุม อุณหภูมิสูงสุดที่ทนได๎ คือ

130 ซ. สามารถบรรจุ ปิดผนึกและติดฉลากได๎ ด๎วยเครื่องจักรเดียวกับกระป๋องโลหะ

ข้อได้เปรียบของกระป๋องพลาสติกเมื่อเทียบกับกระป๋องโลหะ

* น้าหนักเบากวํา ซึ่งจะชํวยประหยัดคําขนสํงได๎

* ใส ทาให๎เห็นสินค๎าที่บรรจุอยูํภายใน จึงชํวยดึงดูดผู๎บริโภคได๎

ข้อเสียเปรียบของกระป๋องพลาสติกเมื่อเทียบกับกระป๋องโลหะ

* กระป๋องพลาสติกในปัจจุบันมีราคาสูงกวําโลหะ

* อายุการเก็บของผลิตภัณฑ์เพียงแคํ 12 เดือน

* ความแข็งแรงทางกลน๎อยกวําเมื่อเทียบกับกระป๋องโลหะ

* อุณหภูมิและเวลาในการต๎มฆําเชื้อ

สาหรับอาหารที่บรรจุในกระป๋องพลาสติกต๎องควบคุมอยํางระมัดระวังมากกวําการบรรจุในกระป๋องโล

หะ





การใช้ไม้เพือการหีบห่อ



ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทต ั



แม๎วาประเทศไทยได๎ประสบอุทกภัยอยํางร๎ายแรงเมื่อปลายปีที่แล๎ว

สาเหตุที่สาคัญคือการตัดไม๎ทาลายป่า แตํการใช๎ ไม๎เพื่อการบรรจุหีบหํอนั้น

ี่

เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทนําสนใจยิ่ง และปัจจุบันยังจาเป็นต๎องใช๎กับสินค๎า



บางประเภท แม๎ประเทศที่พฒนาแล๎ว เชํน

ญี่ปุ่นก็ยังต๎องนาเข๎าไม๎จากตํางประเทศเพื่อมาใช๎ในการทาลัง

ไม๎เป็นวัสดุที่ใช๎ในการหีบหํอที่เกําแกํที่สุดในโลก



และมีปริมาณการใช๎น๎อยมากเมื่อเทียบกับการใช๎ไม๎เพื่อประโยชน์ อยํางอืน สํวนใหญํ (ร๎อยละ 59)



ใช๎ไม๎เป็นเชือเพลิงซึ่งเป็นแหลํงพลังงานที่ประชาชนจานวนมากของโลกจาเป็นต๎อง พึ่งพา



เนื่องจากไม๎มความแข็งแรงทนทาน

จึงใช๎เป็นวัตถุดิบที่สาคัญเพื่อการหีบหํอสินค๎าจากประเทศที่กาลังพัฒนา ไปสูํประเทศอุตสาหกรรม

แตํมักจะกํอปัญหาด๎านสภาวะแวดล๎อม และการทิ้งทาลายเนื่องจากไมํมีการนาลังไม๎ กลับมาใช๎ซาอีก ้



ทั้งเป็นการยากมากที่จะนาไปทิ้งโดยเฉพาะสินค๎าทีนาไปจาหนํายในร๎ายขายปลีก

นอกจากปัญหาการทิ้งทาลายแล๎ว

อัตราการจ๎างงานที่คํอนข๎างสูงในประเทศอุตสาหกรรมยิ่งเป็นข๎อจากัดการใช๎ไม๎เป็น

หีบหํอสาหรับสินค๎าบางประเภท แตํอยํางไร

ั ั่

ก็ตามยังมีการใช๎ลังไม๎เป็นบรรจุภณฑ์สาหรับสินค๎าอุตสาหกรรมอยูํทวไป เชํน

่ ี ้

สินค๎าประเภทเครื่องจักรทีมนาหนักมาก และมีมูลคําคํอนข๎างสูง

ซึ่งจาเป็นต๎องขนสํงทางเรือโดยไมํใช๎ตู๎ขนสินค๎า ดังนั้น การใช๎ไม๎เป็นแทํนรองรับสินค๎ายัง

ประสบความสาเร็จอยูํ ถึงแม๎จะมีวัสดุอื่นที่ใช๎ทดแทนได๎

แตํสํวนใหญํแล๎วยังคงใช๎ไม๎เนื่องจากอัตราสํวนระหวําง

ความแข็งและน้าหนักของไม๎ยังไมํอาจมีวัสดุอื่นมาทดแทนได๎

เมื่อใช๎ราคาเป็นสิ่งกาหนดประเภทของบรรจุภัณฑ์ที่ใช๎ไม๎ ได๎แกํ ลังโปรํง ลัง

กลํองสาหรับสินค๎าตํางๆ (ดังรูป)



การใช๎ไม๎เพื่อการหีบหํอนัน มีข๎อบังคับสาหรับประเทศผู๎นาเข๎า

ซึ่งผู๎สํงออกต๎องแสดงใบรับรองวําได๎มีการปฏิบัตเิ พื่อป้องกัน การแพรํระบาดของโรคและแมลง



ประเภทของไม้ที่ใช้ทาบรรจุภัณฑ์

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต

ไม๎ที่นาไปใช๎ทาบรรจุภัณฑ์นั้นมีหลายประเภท คือ ไม๎แผํน (sawn wood) ไม๎อัด (plywood) แผํนเส๎นใยไม๎อัด

(fibreboard) แผํนชิ้นไม๎อัด (particle board) เป็นต๎น



ไม๎แผํนคือ ไม๎ที่ได๎จากการเลื่อยซุงที่เอาเปลือกไม๎ออกแล๎ว ขนาดทีใช๎ทาหีบหํอคือ ไม๎แผํนขนาดความกว๎าง x

ความหนา เทํากับ 50 x 50 มิลลิเมตร หรือ 125 x 20 มิลลิเมตร เป็นต๎น แล๎วแตํความต๎องการของผู๎ใช๎

ไม๎อัดได๎จากนาซุงมาปอกให๎เป็นไม๎บาง หรือเรียกวํา วีเนียร์ (veneer) ที่เรียบ มีความหนาสม่าเสมอ

มีความชื้นร๎อยละ 2–3 แล๎วนาไม๎บางนี้ มาวาง สลับกัน โดยให๎ไม๎แตํละชั้นขวางเส๎นใยซึ่งกันและกัน

ใช๎กาวติดตั้งแตํ 3 ชั้นขึ้นไป แล๎วอัดด๎วยความร๎อน ไม๎อัดยิ่งมากชั้นก็ยิ่งมีคุณภาพสูง โอกาสที่จะ โค๎งงอก็มีน๎อย

นาไปใช๎ในงานการหีบหํอได๎ดี เนื่องจากมีความแข็งแรงสูงเมื่อเทียบกับน้าหนักแผํนไม๎อัดมีขนาดมาตรฐาน 2,400

x 1,200 มิลลิเมตร



จากความพยายามที่จะใช๎ของเหลือทิ้งให๎เป็นประโยชน์ จึงได๎นาเอาเศษไม๎มายํอยเป็นเส๎นใย

แล๎วนากลับมาทาเป็นแผํน เรียกวํา แผํนเส๎นใย ไม๎อัด



นอกจากจะใช๎ทาเฟอร์นเิ จอร์ที่ไมํต๎องการความทนทานตํอความชืนแล๎วยังใช๎เพื่อการหีบหํอในรูปของถาดผักและ

ผลไม๎ โดยใช๎ไม๎อื่นประกบเพื่อความ แข็งแรง แบํงได๎ 2 ชนิด คือ



-ชนิดมาตรฐาน 800 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร หนา 2–6 มิลลิเมตร

-ชนิดทนตํอความชื้น 960 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร หนา 3–12 มิลลิเมตร

แผํนชิ้นไม๎อัด เป็นคาที่ใช๎เรียกไม๎ที่ทาจากชิ้นไม๎ (ใหญํกวําวัตถุดิบที่ใช๎ทาแผํนเส๎นใยไม๎อัด)

โดยนาซุงมาลอกเปลือกออกตัดเป็นทํอน ใช๎เครื่องจักรทาให๎เป็นทํอน ใช๎เครื่องจักรทาให๎เป็นเกล็ด

อบแห๎งแล๎วผสมกับกาวอัดให๎เป็นแผํน เหมาะสาหรับใช๎ทาลังและแทํงรองรับสินค๎า เนื่องจากเบา



และตอกตะปูงําย แผํนชิ้นไม๎อัดแบํงเป็น 3 ชนิด คือ แผํนชิ้นไม๎สับ (chipboard) แผํนเกล็ดไม๎อด (waferboard)

และสแตรนด์บอร์ด (strandboard)

แผํนชิ้นไม๎สับ ทาจากไม๎สับอัดติดกันด๎วยกาว มีความหนา 3–50 มิลลิเมตร ไม๎ประเภทนี้ไมํเหมาะ

กับการนามาใช๎หีบหํอ เนื่องจากอัตราสํวนระหวํางความแข็งแรงตํอน้าหนักต่า

มีความหนาแนํนสูงจึงยากในการตอกตะปู

แผํนเกล็ดไม๎อัด ทาจากแผํนบางๆ เรียกวําเกล็ด มีความยาวอยํางน๎อย 32 มิลลิเมตร เกล็ดจะวางขวางกับแผํน

สํวนสแตรนด์บอร์ดนั้น วัตถุดิบที่ใช๎ เป็นเส๎นเกลียว แล๎วจึงผสมกับกาวอัดเป็นแผํน

ไม๎ประเภทนี้เหมาะสาหรับใช๎ทาลังและแทํนรองรับสินค๎า เนื่องจากเบาและตอกตะปูงําย



ความชื้นในไม้มีผลต่อการนาไปทาบรรจุภณฑ์

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต



น้าเป็นสํวนประกอบทางเคมีที่สาคัญของไม๎ ต๎นไม๎ที่ยังมีชีวิตอยูํ

หรือต๎นไม๎ที่ล๎มใหมํจะมีปริมาณน้าสูงตั้งแตํร๎อยละ 30 ถึง 200 แล๎วแตํชนิดของไม๎



ดังนั้นกํอนทีจะนาไม๎มาทาแทํนรองรับสินค๎าหรือบรรจุภัณฑ์ ควรตากไม๎ให๎แห๎งด๎วยเหตุผล ดังนี้

1. ไม๎ที่มีความชื้นสูง สํวนมากราจะเจริญเติบโตได๎งํายหรือทาให๎เกิดสีบนไม๎ แตํถ๎าความชื้นต่ากวําร๎อยละ 20

ไม๎จะไมํเปลี่ยนสีและไมํเสีย

2. ไม๎เปียกเมื่อนาไปใช๎งาน ไม๎จะเริ่มแห๎ง เป็นผลให๎ไม๎หดตัวและบิดตัว

การตากไม๎ให๎แห๎งกํอนการใช๎งานจะชํวยให๎ได๎ขนาดและรูปรํางคงที่

3. ไม๎แห๎งเลื่อยงําย ติดกาวได๎แนํน บรรทุกไม๎ได๎ปริมาณมากขึ้น ระหวํางการขนสํงและมีความแข็งแรงดี

ไม๎ที่นามาใช๎ทาลังและแทํนรองรับสินค๎า โดยทั่วๆ ไป ควรมีความชื้นสมดุลไมํเกินร๎อยละ 20 สํวนในแถบ

ประเทศที่มีอากาศร๎อน ไม๎ควรมีความชื้นสมดุลประมาณร๎อยละ 15

ไม๎เริ่มหดตัวเมื่อมีความชื้นต่ากวําร๎อยละ 30 ไม๎ไมํหดตัวตามแนวเสี้ยน แตํจะหดตัวเป็น 2 เทํา ในแนวสัมผัส

และแนวรัศมี ไม๎แตํละชนิดจะหดตัวไมํเทํากัน ไม๎อัดมีความชื้นคํอนข๎างต่า เมื่อเก็บไว๎ภายนอกอาคาร ไม๎อัด

ชั้นนอกดูดความชื้นได๎เร็วกวําชั้นใน เนื่องจากทาหน๎าที่ชํวยป้องกันความชื้นให๎แกํไม๎ชั้นใน และทาให๎โค๎งงอ

ปรากฏการณ์นี้มักเกิดกับไม๎อัดชนิดบาง 34 ชั้น มากกวําชนิดที่หนากวํา เชํน 6-8 ชั้น

ไม๎ตากแห๎งได๎ 2 วิธี คือ ใช๎เตาอบเป็นระยะเวลาติดตํอกันหลายวัน หรือปลํอยให๎แห๎งเอง ใช๎เวลาหลายสัปดาห์

ถึงหลายเดือน เมื่อไม๎แห๎งแล๎วควรเก็บไว๎โดยระวังไมํให๎ความชื้นเพิ่มขึ้น ซึ่งทาได๎หลายวิธี เชํน



การวางซ๎อนกันโดยมีไม๎เล็กๆ คันระหวํางแผํนเพื่อให๎ อากาศผํานได๎

หรือจุํมในน้ายารักษาเนื้อไม๎เพื่อให๎กองเก็บได๎โดยไมํเปลืองเนื้อที่ในระยะเวลาที่กาหนด

หรืออาจกองซ๎อนกันแล๎วคลุมปิดเพื่อไมํให๎

เปียกฝนความชื้นก็จะไมํเพิ่มขึ้นมากนัก











ปัจจัยการออกแบบบรรจุภณฑ์ทาด้วยไม้



ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต

ปัจจัยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ทาด๎วยไม๎ ได๎แกํ

1. ราคา เมื่อนาวัสดุอื่นเทียบกับไม๎ไปทาหีบหํอให๎คุ๎มครองสินค๎าได๎นั้น จะเห็นวําไม๎ยังเป็นวัสดุราคาต่าสุด

แม๎แตํในประเทศที่พัฒนาแล๎ว

2. สินค้า ต๎องพิจารณาแบบบรรจุภัณฑ์ให๎เหมาะสมกับลักษณะของสินค๎า เชํน



ลังไม๎โปรํงที่มราคาถูกและเหมาะสมกับสินค๎าอยํางหนึ่ง อาจจะไมํ เหมาะสมกับสินค๎าอีกอยํางหนึ่ง

แม๎วําจะมีขนาดและน้าหนักเทํากัน แตํมีมูลคําและความเปราะบางแตกตํางกัน ซึ่งอาจต๎องทาเป็นกลํองมิดชิด

บุด๎วย วัสดุทนความชื้นด๎านในและอาจต๎องใช๎สารดูดความชื้นอีกด๎วย

3. ความต้องการของผู้ใช้และวิธขนส่ง ได๎แกํ รูปแบบ วัสดุที่นามาใช๎และความแข็งแรงของจุดเชื่อมตํอมิติทั้งหมด





น้าหนักเปลํา วิธีการและความรุนแรง ในการขนย๎ายระหวํางการขนสํงแตํละชํวง ข๎อจากัดของผูนาเข๎า (เชํน

การห๎ามใช๎สารบางชนิดเพื่อรักษาเนื้อไม๎ การเปิดตรวจของศุลกากร) ความเรํงรัด ในการขนสํง

ระยะเวลากํอนเปิดและความต๎องการในการนากลับมาใช๎อีก



4. คุณสมบัตของไม้

คุณสมบัติของไม๎ที่แตกตํางกัน คือ ความยากงํายในการทา ความหนาแนํน การต๎านแรงกดแรงยึดกับตะปู

การต๎านการแตก การต๎านการเสียดสี เป็นต๎น

โดยหลักการแล๎วไม๎มีข๎อกาหนดเฉพาะวําไม๎ชนิดใดควรจะใช๎ทาหีบหํอแบบไหน



การเลือกชนิดของไม๎ควรขึ้นอยูํกบปริมาณที่มีอยูํและราคา

แม๎วําความแข็งแรงของบรรจุภัณฑ์จะมีสํวนสัมพันธ์กับชนิดของไม๎ วิธีการผลิตและการเข๎ารูปก็ตาม

ความหนาแนํนที่เหมาะสมของไม๎ใช๎ในการทาบรรจุภัณฑ์อยูํระหวําง 350650 กิโลกรัม/ตารางเมตร

ไม๎ที่มีความหนาแนํนสูงจะตอกตะปูยาก มีน้าหนักมาก สํวนไม๎ที่มีความหนาแนํนต่าจะรับแรงกดได๎ไมํมากนัก

5. วิธีการผลิต

ต๎องพิจารณาถึงความยากงํายที่จะนาไม๎มาทาเป็นบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการประสานกันของเสี้ยน ปริมาณซิลิกา

มุมในการวางเลื่อยของ เครื่องจักร ความยากงํายในการตอกตะปู แนวโน๎มในการแตกและการติดกาว เป็นต๎น อนึง ่

ฝุ่นจากไม๎บางชนิดอาจเป็นสาเหตุทาให๎เกิดการระคายเคือง เนื่องจากสํวนประกอบทางเคมีของไม๎

้ ั ุ่

แตํทั้งนีขึ้นอยูํกบความต๎านทานของแตํละคน บางคนอาจแพ๎ฝนได๎งําย แตํบางคนอาจไมํแพ๎เลยก็ได๎





การตอกตะปูเพื่อประกอบไม้เป็นบรรจุภณฑ์



ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต

วิธีที่ใช๎ในการประกอบลังมีผลตํอคําใช๎จํายและความแข็งแรงของ หีบหํอและแทํนรองรับสินค๎า ชนิดของตะปู

ขนาดระยะหําง ตาแหนํงของตะปูความหนา ของไม๎ แนวเสี้ยนเหลํานี้มีผลตํอการใช๎งานทั้งสิ้น



ตะปูที่ใช๎ในการตอกไม๎ มีรูปรํางแตกตํางกันไป ตะปูจาแนกตามรูปรํางของขา เชํน ตะปูขาบิด ตะปูเกลียว

ตะปูรํอง วงแหวน ตะปูควง เป็นต๎น หรือตามรูปรํางของหัวตะปู เชํน หัวที หัวดีหรือซิงเดอร์ เป็นต๎น



อกจากนี้ยังมีประเภทธรรมดา เคลือบเรซินหรือชุบสังกะสี การเลือกใช๎ตะปูจงมีผลตํอการยึด การถอนตัว

และความทนทานตํอการกัดกรํอน

ี่ ี

ขนาดของตะปูทใช๎ต๎องให๎พอเหมาะกับไม๎ที่จะตอกถ๎าใช๎ตะปูขนาดเล็กเกินไปตอกลงไปในไม๎ที่มความหนาแนํน

สูงจะทาให๎ตะปูงอ ถ๎าไม๎แห๎งเกินไปหรือตอกตะปูชิดขอบเกินไปจะทาให๎ไม๎แตก

ตัวอย่างการตอกตระปูที่ผิดวิธี









ไม๎ค้า (ในแนวตั้ง) ชํวยในการรับรองและชํวยเสริมลังในสํวนที่อํอนแอ

การทาบรรจุภัณฑ์ประเภทลังโปรํงให๎แข็งแรงนั้น ไม๎แนวแทยงสามารถรับรองได๎มากที่สุด

การเข๎ามุมไม๎แบบ “มุม 3 ทาง” (threeway corner) หรือมุมเข๎าล็อคให๎ความแข็งแรงกับลังไม๎มากที่สุด









ตำหนิของไม้





ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทต

้ ่

ไม๎เป็นผลผลิตทีเ่ กิดขึนตามธรรมชาติ จึงมีคุณสมบัติบางประการทีไมํเหมาะสมในการนามาใช๎เพื่อการหีบหํอ



ตาหนิทเี่ กิดขึนโดยธรรมชาติ ได๎แกํ ตาไม๎ รอยแตกและรอยปริ เปลือกไม๎ ความเอียงของเสี้ยนไม๎



รอยเสียและรอยเปื้อน และความเสียหายเนื่องจากแมลง เป็นต๎น รอยตาหนิตํางๆ เหลํานีบางชนิด



ก็มีผลกระทบและบางชนิดก็ไมํมผลกระทบตํอความแข็งแรงของไม๎



ตาไม๎หรือกลุํมของตาไม๎ที่มความกว๎างมากกวํา 20 มิลลิเมตร อาจมีผลตํอความแข็งแรงของแทํนรองรับสินค๎า

ถ๎ามีตาไม๎เชํนนี้บนไม๎หลายแผํนจะทาให๎ ขาดความแข็งแรงได๎

จึงควรหลีกเลี่ยงตาไม๎และกลุํมของตาไม๎ที่มีขนาดกว๎างมากกวําหนึ่งในสามของความกว๎างของแผํนไม๎



ขนาดของเปลือกไม๎ถ๎ามี ติดมากับแผํนไม๎ ต๎องมีขนาดไมํเกินครึงหนึ่งของความหนา

ความเอียงของเสี้ยนไม๎มากกวํา 1 ใน 6 ทาให๎ความแข็งแรงลดลง รอยเสียเนื่องจากแมลง

อาจมีผลตํอความแข็งแรงและแพรํกระจายไปสูํไม๎สํวนที่ยังดีอยูํได๎

เชื้อราที่มีเส๎นใยสีเข๎มสํวนมากมีสีน้าเงินปนเทาจะแทรกซึมลงไปในเนื้อไม๎



ราชนิดนี้เติบโตบนไม๎ที่มความชื้นสูงมากกวําร๎อยละ 20 หากจาเป็นต๎องใช๎ไม๎ ทันทีควรนาไปอาบน้ายาเคมี

ซึ่งสามารถป้องกันราได๎ในชํวงระยะเวลานั้น

ั ่

หลายประเทศได๎จดทาข๎อบังคับเพื่อป้องกันการระบาดของโรคทีทาลายพืชผลหรือป่าไม๎ เชํน



ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เพื่อใช๎กับไม๎รองรับ สินค๎าและหีบหํอทีนาเข๎า



นอกจากนั้นยังมีอีกหลายประเทศที่ตรวจหีบหํอสินค๎าทีทําเรือ

ตัวอย่างข้อบังคับของประเทศออสเตรเลียมีดังนี้

- รมหีบหํอทาจากไม๎ด๎วยเมทิลโบรไมด์ในปริมาณ 2 กิโลกรัม ตํอน้า 100 ลูกบาศก์เมตร ที่ 20 ซ. เป็นเวลา 24

ชั่วโมง หรือ

- อบที่อุณหภูมิ 74 ซ. 6 ชั่วโมง หรือ

- อบแห๎งจนเหลือปริมาณความชื้นร๎อยละ 14 หรือ

- อบไอน้าที่อุณหภูมิ 82 ซ. 4 ชั่วโมง แล๎วจุํมน้ายาบอเรท หรือ

- จุํมในน้ายาบอเรทที่อุณหภูมิ 93 ซ. 3.5 ชั่วโม

ลังไม้





ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทต



ลังไม๎แตกตํางกับกลํองไม๎อยํางเห็นได๎ชัด คือ ลังไม๎มไม๎เสริมใต๎ลังและบนฝาลัง



การเสริมไม๎ใต๎ลังนันเพื่อประโยชน์ในการสอดแขนของรถยก หรือใช๎เชือกชํวยในการขนย๎าย



สํวนการเสริมไม๎บนลังเพื่อชํวยในการเปิดลังได๎เป็นแผํนเดียวกัน ลังไม๎มทั้งประเภท

ลังไม๎ทึบและลังไม๎โปรํง ดังแสดงไว๎ในรูป ลังไม๎สามารถรับน้าหนักได๎ถึง 800 กิโลกรัม

ซึ่งมากกวํากลํองไม๎ถึง 2 เทํา









ตารางแสดงคุณสมบัติของลังไม้



ยาว x กว๎าง x

น้าหนักสินค๎า(กิโลกรัม) ความหนาแผํนไม๎(มิลลิเมตร)

แบบที่ สูง(มิลลิเมตร)

1500 x 1000

1 50–350 18–23

x 750

2000 x 1000

2 100–400 18–23

x 1000

2000 x 1000

3 สูงสุด500 18–28

x 1000

2500 x 1200

4 700 21–32

x 1200

2500 x 1200

5 800 21–32

x 1200

2000 x 1000

6 450 18-23

x 1000





สํวนลังไม๎โปรํงนัน เป็นลังไม๎ที่ทาเป็นกรอบโดยไมํประสงค์ที่จะปิดให๎มิด

เพื่อประหยัดวัสดุและแรงงาน งํายในการตรวจสอบ

สามารถมองเห็นได๎หากเกิดความเสียหายแกํสินค๎าและจะได๎เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น









กล่องไม้



ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต

ี้

กลํองไม๎ (box) ในที่นหมายถึง กลํองที่ทาจากแผํนไม๎ประกอบด๎วย

ี ๎

วิธีตอกตะปูใช๎กับสินค๎าที่มน้าหนักไมํมากนัก และไมํมีไม๎เครําเสริมที่กนกลํอง สํวนลัง (case)



ใช๎กับสินค๎าที่มน้าหนักปานกลางเสริมไม๎เครําก๎นลัง ถ๎าเป็นลังโปรํง (crate)

ั ํ

ใช๎กบสินค๎าได๎ทุกชนิดและมักจะตีไม๎หางๆ ให๎สามารถตรวจสอบ สินค๎าภายในได๎



กลํองไม๎เป็นบรรจุภัณฑ์เกําแกํที่สุดที่ทาจากไม๎ และไมํมีการพัฒนาไปมากนัก ทีใช๎อยูํในปัจจุบันมี 5

่ ั

แบบ (ดังรูป) ความแตกตํางทีเห็นได๎ชดคือ ลักษณะ การเข๎าไม๎

การเสริมความแข็งแรงภายในและภายนอก กลําวคือ









ตารางแสดงคุณสมบัติของกล่องไม้

ยาว x กว๎าง x

น้าหนักสินค๎า(กิโลกรัม) ความหนาแผํนไม๎(มิลลิเมตร)

แบบที่ สูง(มิลลิเมตร)

68–10 (ด๎านข๎าง),15

1 20–50 500 x 300 x 2

(ด๎านปลาย)

2 40 600 x 400 x 300 15–20

3 300 600 x 400 x 300 10–15(ไม๎เสริม 35 x 35)

1000 x 750 x

4 400 15–23 (ไม๎เสริม 20 x 60)

750

1000 x 750 x

5 600 18–28 (ไม๎เสริม 20 x 60)

750



๎ ๎

แบบที่ 1 นั้นไม๎ดานข๎างจะตอกติดกับไม๎ดานปลาย

๎ ๎

ดังนั้นไม๎ดานปลายควรจะมีความหนามากกวําไม๎ดานข๎าง เพราะจะต๎องเป็นสํวนรับตะปูและ



รอยตํอของไม๎ทั้ง 2 ด๎าน ไมํควรอยูในแนวเดียวกัน สํวนแบบที่ 2 เป็นการเข๎าไม๎โดยใช๎กาว แบบที่ 3,



4 และ 5 มีไม๎เสริมความแข็งแรงเพื่อให๎รับน้าหนัก ได๎มากขึน



กล่องไม้เย็บด้วยลวดหรือมีขอบโลหะ



ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต



กลํองไม๎ประเภทนีมีจุดประสงค์เพื่อให๎ทาการลดรูปและประกอบได๎ใหมํอยํางรวดเร็ว

จึงขนสํงไปยังผู๎ใช๎ได๎สะดวก และสามารถใช๎หมุนเวียนได๎

อยํางไรก็ตามการทากลํองไม๎ชนิดนี้ต๎องใช๎ความชานาญ



กลํองเย็บด๎วยลวด คือ บรรจุภณฑ์ทาด๎วยไม๎เย็บด๎วยลวดหลายเส๎นไปตามแนวยาว

และยึดติดกับขอบไม๎ ด๎าน ปลายลังทั้ง 2 ข๎างทาแยกกัน

แล๎วยึดติดกับขอบไม๎ให๎เป็นรูปกลํองที่สมบูรณ์ การเย็บด๎วยลวดมี 2 ประเภทคือ



ประเภทที่เป็นหํวงปิด โดยสอดหํวงทีติดกับตัวลังเข๎ากับหํวงที่ติดกับฝาแล๎วพับลง



และประเภทที่ปลํอยปลายลวด เหลือไว๎ไมํตากวํา 50 มิลลิเมตร

เมื่อปิดฝากลํองให๎บิดปลายลวดไขว๎กันโดยตัดให๎ลวดที่บิดเหลือเพียง 15 มิลลิเมตร

แล๎วตอกลงเพื่อขจัดสํวนแหลมคม (รูปที่ 1) กลํองเย็บด๎วยลวดนี้สามารถลดรูปได๎ (รูปที่ 2)

้ ่

ความแข็งแรงของกลํอง ขึนอยูํกับไม๎เครําทีใช๎ทาขอบ ความหนาของไม๎เครํา

จานวนและขอบของลวด และวิธีการที่ใช๎ในการปิดลัง



สํวนกลํองมีขอบโลหะนัน คือ การใช๎หมุดย้าขอบโลหะแทนไม๎เครํา มีทั้งชนิดลดรูปและชนิดคงรูป

(รูปที่ 3) โดยใช๎หมุนเวียนหรือครั้งเดียว

ี่

ไม๎ทใช๎หากเป็นไม๎อัดทาจากไม๎เนื้อแข็ง ควรหนา 3–6 มิลลิเมตร

ถ๎าทาจากไม๎เนื้ออํอนควรหนาไมํน๎อยกวํา 8 มิลลิเมตร ขอบโลหะทาด๎วยแผํน เหล็กอาบดีบุก



ให๎มรอบงอได๎กว๎าง 3 มิลลิเมตร และบางเพียงพอที่จะพับแบนได๎งําย หมุดย้ามีขนาด 4 มิลลิเมตร

ี่

และควรปลอดสนิมไม๎ทใช๎หากเป็นไม๎อัดทาจากไม๎เนื้อแข็ง ควรหนา 3–6 มิลลิเมตร

ถ๎าทาจากไม๎เนื้ออํอนควรหนาไมํน๎อยกวํา 8 มิลลิเมตร ขอบโลหะทาด๎วยแผํน เหล็กอาบดีบุก

ี ่

ให๎มรอบงอได๎กว๎าง 3 มิลลิเมตร และบางเพียงพอทีจะพับแบนได๎งําย หมุดย้ามีขนาด 4 มิลลิเมตร

และควรปลอดสนิม





ถาดและกล่องไม้เพือการหีบห่อผักและผล

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต



เนื่องจากผักและผลไม๎สดมีนาหนักเบา จึงได๎มีการใช๎ถาดและกลํองไม๎เพื่อการหีบหํอและขนสํง

ซึ่งประสบ ผลสาเร็จอยํางสูง กํอนสงครามโลกครั้งที่ 2

ั ี่

ขนาดบรรจุภณฑ์ทใช๎เพื่อบรรจุผลิตผลสดมีมากกวํา 700 รูปแบบ

ในปี พ.ศ. 2518 ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปได๎ให๎คาแนะนาที่ใช๎ขนสํงระหวํางประเทศ

ควรเป็นหนํวยยํอยของ แทํงรองรับสินค๎า (ยาว x กว๎าง) 1200 x 1000 มิลลิเมตร

ขนาดของบรรจุภัณฑ์จึงควรเป็น 400 x 300, 500 x 300, 500 x 400 หรือ 600 x 400 มิลลิเมตร

ซึ่งจะวางเรียงบนแทํนรองรับสินค๎าดังกลําวได๎พอดี

การออกแบบและโครงสร๎างของบรรจุภัณฑ์ควรเอื้ออานวยตํอคุณสมบัติของผลิตผล

การขนถํายและการขนสํง โดยมีคุณสมบัติดังนี้

* มีชํองระบายอากาศเพื่อชํวยให๎ผลิตผลสดอยูํเสมอ

* รวมหนํวยภาชนะบรรจุขนาดเดียวกันในรูปแบบที่เป็นสากล

* ป้องกันความเสียหายในการเก็บ การขนสํงและสิ่งแวดล๎อมอื่นๆ

* ถาดควรมีการต๎านแรงกดสูงในการวางซ๎อนในคลังสินค๎า

* ใช๎กับเครื่องจักรสาหรับการขนสํงได๎ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว เนื่องจากผลิต ผลเนําเสียงําย



* ชํวยในการขาย สามารถแสดงตัวสินค๎าได๎ดและดึงดูดผู๎ซอ ื้

* หากต๎องการขนถํายผลิตผลสดเป็นจานวนมาก อาจบรรจุได๎ถึง 1,500 กิโลกรัม

ั ้

และวางซ๎อนกันได๎สูงถึง 67 ชั้น ฐานบรรจุภณฑ์ประเภทนีควรมี ลักษณะ

เป็นแทํนรองรับสินค๎าเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย๎ายด๎วยรถยก

ี่ ั ้ ้

ไม๎ทนามาทาเป็นบรรจุภณฑ์สาหรับพืชผลสดนัน ควรมีความชืนไมํเกินร๎อยละ 20

และปราศจากเชื้อรา หากใช๎การอบน้ายาต๎องสะอาดและไมํมีสารเคมี ตกค๎าง

หากอยูํในสภาพไมํดีไมํควร





ถาดและกล่องไม้เพือการหีบห่อผักและผลไม้สด









ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต



เนื่องจากผักและผลไม๎สดมีนาหนักเบา จึงได๎มีการใช๎ถาดและกลํองไม๎เพื่อการหีบหํอและขนสํง

ซึ่งประสบ ผลสาเร็จอยํางสูง กํอนสงครามโลกครั้งที่ 2

ั ี่

ขนาดบรรจุภณฑ์ทใช๎เพื่อบรรจุผลิตผลสดมีมากกวํา 700 รูปแบบ

ในปี พ.ศ. 2518 ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปได๎ให๎คาแนะนาที่ใช๎ขนสํงระหวํางประเทศ

ควรเป็นหนํวยยํอยของ แทํงรองรับสินค๎า (ยาว x กว๎าง) 1200 x 1000 มิลลิเมตร

ขนาดของบรรจุภัณฑ์จึงควรเป็น 400 x 300, 500 x 300, 500 x 400 หรือ 600 x 400 มิลลิเมตร

ซึ่งจะวางเรียงบนแทํนรองรับสินค๎าดังกลําวได๎พอดี

การออกแบบและโครงสร๎างของบรรจุภัณฑ์ควรเอื้ออานวยตํอคุณสมบัติของผลิตผล

การขนถํายและการขนสํง โดยมีคุณสมบัติดังนี้

* มีชํองระบายอากาศเพื่อชํวยให๎ผลิตผลสดอยูํเสมอ

* รวมหนํวยภาชนะบรรจุขนาดเดียวกันในรูปแบบที่เป็นสากล

* ป้องกันความเสียหายในการเก็บ การขนสํงและสิ่งแวดล๎อมอื่นๆ

* ถาดควรมีการต๎านแรงกดสูงในการวางซ๎อนในคลังสินค๎า

* ใช๎กับเครื่องจักรสาหรับการขนสํงได๎ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว เนื่องจากผลิต ผลเนําเสียงําย



* ชํวยในการขาย สามารถแสดงตัวสินค๎าได๎ดและดึงดูดผู๎ซอ ื้

* หากต๎องการขนถํายผลิตผลสดเป็นจานวนมาก อาจบรรจุได๎ถึง 1,500 กิโลกรัม

ั ้

และวางซ๎อนกันได๎สูงถึง 67 ชั้น ฐานบรรจุภณฑ์ประเภทนีควรมี ลักษณะ

เป็นแทํนรองรับสินค๎าเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย๎ายด๎วยรถยก

ี่ ั ้ ้

ไม๎ทนามาทาเป็นบรรจุภณฑ์สาหรับพืชผลสดนัน ควรมีความชืนไมํเกินร๎อยละ 20

และปราศจากเชื้อรา หากใช๎การอบน้ายาต๎องสะอาดและไมํมีสารเคมี ตกค๎าง

หากอยูํในสภาพไมํดีไมํควรนามาใช๎หมุนเวียน



เข่งไม้ไผ่



ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต











ประเทศไทยอุดมไปด๎วยป่าไม๎ จึงมีการนาไม๎ไผํมาใช๎ในชีวตประจาวัน เชํน



ใช๎ประโยชน์ในการกํอสร๎าง ทีอยูํอาศัย ทาภาชนะตํางๆ สาหรับใช๎ในครัวเรือน เครื่องจักสาน

ี่

เฟอร์นิเจอร์และกระดาษ ผํทนามาใช๎จัก สานเป็นภาชนะเพื่อการหีบหํอ หรือเรียกวํา “เขํง” นั้นได๎แกํ

ไผํป่า ไผํรวก และไผํสีสุก สํวนมากเขํงใช๎เพื่อ บรรจุผักและผลไม๎สด ผลิตผลประมง เครื่องปั้นดินเผา

และสินค๎าตํางๆ มากมายหลายชนิดเขํงมักมีโครง สร๎างไมํแข็งแรง แตํราคาถูก หาซื้อได๎งําย









เขํงปากกว๎าง









เขํงทรงกระบอก

เขํงกระหล่าปลี









เขํงกระเทียม









เขํงผักกาด



รูปแบบของเขํงจะแตกตํางกันไป บางประเภทใช๎เฉพาะในท๎องถิ่น แตํที่ใช๎กันแพรํหลายและพบเห็น

โดยทั่วไปคือ เขํงปากกว๎าง เขํงทรงกระบอก (เขํงลาไย) เขํงกระเทียม เขํงกะหล่าปลี เขํงผักกาด

และ



ตารางแสดงคุณสมบัติและการใช้งานของเข่งต่างๆ

การต๎านแรงกด(กิโลกรัม

ความจุ(ลิตร) ประเภทสินค๎า แหลํงผลิต

ประเภท แรง)

ผัก,ผลไม๎,ปลา,

เขํงปากกว๎าง 11-237 80-220 ภาคกลาง,ใต๎

อาหาร

ลาไย, หอม,

เขํงทรงกระบอก 40-188 700-900 มันฝรั่ง,กระเทียม, ภาคเหนือ

มะเขือเทศ

เขํงกระเทียม 50-82 18-48 กระเทียม, ผัก ภาคเหนือ

เขํงกะหล่าปลี 40-52 29 ผักตํางๆ ภาคเหนือ

เขํงผักกาด 55 22 ผักตํางๆ ภาคเหนือ



เขํงเครื่องปั้นดินเผา ชื่อที่เรียกจาแนกตามรูปทรงหรือประเภทของสินค๎า มีความแข็งแรงน๎อย



โดยเฉพาะการต๎านแรงกดต่า จึงทาให๎เกิดความเสียหาย แกํผลิตผล มักต๎องใช๎วธีการซ๎อนชนิด

คว่าใบหงายใบ เพื่อลดการสูญเสียเขํงผักสํวนมากทาหน๎าที่ รวบรวมผลิตผลเป็นหนํวยใหญํ

เพื่อความสะดวกใน การขนสํงเทํานัน ้



ด๎วยเหตุนี้จึงไมํนิยมใช๎เขํงสาหรับบรรจุสินค๎าเพื่อการสํงออกไปยังประเทศที่พฒนาแล๎ว



โครงสร้างกล่องกระดาษลูกฟูก



เทอดพงษ์ ศรแสดง

ในชีวิตประจาวันเราคงเคยเห็นกลํองที่ใช๎บรรจุสินค๎าเพื่อการขน

สํงกันมาบ๎างแล๎ว กลําวคือ มีลักษณะเป็น

กลํองกระดาษสี่เหลี่ยม อาจมีสีน้าตาลหรือสีขาว



ซึ่งภายในมักจะบรรจุสินค๎าได๎หลายชิน เพื่อให๎สะดวกตํอ



การขนสํง หรือบางครั้งอาจจะบรรจุสินค๎าเพียงชินเดียว เชํน

กลํองบรรจุเครื่องรับโทรทัศน์ พัดลม ทํานรู๎ ไหมวํา

กลํองกระดาษเหลํานี้ประกอบด๎วยอะไร

กวําจะมาเป็นกลํองสาเร็จรูปให๎ใช๎งานกัน

กลํองที่ใช๎บรรจุสินค๎าเพื่อการขนสํงนี้ เราเรียกกันวํา

“กลํองกระดาษลูกฟูก” (corrugated fibreboard box)

ซึ่งจาแนกออกได๎ตามลักษณะของโครงสร๎างของกระดาษคือ

1. แผํนกระดาษลูกฟูก 1 ชั้น (single wall) คือ

กระดาษลูกฟูกที่ประกอบด๎วยกระดาษ 3 ชั้น ได๎แกํ

กระดาษทาผิวกลํอง 2 ด๎าน และลอน ลูกฟูก 1 แถว

อยูํระหวํางกระดาษทาผิวกลํองทั้งสอง ดังแสดงในรูป ก.

2. แผํนกระดาษลูกฟูก 2 ชั้น (double wall) คือ

กระดาษลูกฟูกที่ประกอบด๎วยกระดาษรวม 5 ชั้น ได๎แกํ

กระดาษทาผิวกลํอง 3 แผํน และมีลอนลูกฟูก 2 แถว

ระหวํางกระดาษทาผิวกลํองแตํละแผํน ดังแสดงในรูป ข.

3. แผํนกระดาษลูกฟูก 3 ชั้น (triple wall) คือ

กระดาษลูกฟูกที่ประกอบด๎วยกระดาษรวม 7 ชั้น ได๎แกํ

กระดาษทาผิวกลํอง 4 แผํน และมีลอนลูกฟูก 3 แถว

ระหวํางกระดาษทาผิวกลํองแตํละแผํน ดังแสดงในรูป ค.









ความแข็งแรงของกลํองลูกฟูก นอกจากจะขึ้นกับโครงสร๎างของแผํนกระดาษลูกฟูกดังกลําวแล๎ว

ชนิดของกระดาษ (คุณภาพและน้าหนักกระดาษ) และ แบบของกลํองก็มีผลทาให๎คุณสมบัติของ



กลํองตํางกันไปด๎วย ตัวอยํางเชํน กลํองทีทามาจากแผํนกระดาษลูกฟูก 2 ชั้น

ยํอมมีความแข็งแรงในการรับ แรงกดตามแผํนตั้งสูงกวํากลํองที่ทาจากแผํนกระดาษลูกฟูก 1 ชั้น

ดังนั้น การจะเลือกใช๎กลํองแบบใดจึงขึ้นอยูํกับประเภทและน้าหนักของสินค๎าเป็น สาคัญ

นอกจากนั้นยังขึ้นอยูํกับวิธีการลาเลียงและขนสํงอีกด๎วย

ในบ๎านเรากลํองสํวนใหญํมักจะทาจากกระดาษลูกฟูกชนิด 1 ชั้นและ 2 ชั้น สํวนกระดาษลูกฟูกชนิด 3

ี่ ่ ้

ชั้น ยังมีทใช๎กันน๎อยมาก มักทาเป็นกลํองขนาด ใหญํเพื่อบรรจุสินค๎าทีมีนาหนักมากๆ เชํน

เครื่องซักผ๎า

ถึงตอนนี้คงพอทราบกันวํา

กลํองกระดาษที่ใช๎บรรจุสินค๎าในปัจจุบันมีลักษณะโครงสร๎างของกระดาษอยํางไร แบํงเป็นกี่ชนิด

ลองสังเกตกลํองที่พบวํา เป็นกลํองชนิดไหน



น้าหนักบรรจุผลิตภัณฑ์กบความแข็งแรงของกล่องกระดาษลูกฟูก









อธิคม เกิดศิริ

ั่

กลํองกระดาษสํวนใหญํที่ใช๎บรรจุผลิตภัณฑ์และเห็นกันอยูํทวไปในท๎องตลาดคือ

กลํองกระดาษลูกฟูก ซึ่งมีบทบาท

สาคัญในการคุ๎มครองผลิตภัณฑ์ไปสูํจุดหมายปลายทางโดยไมํให๎เกิดการเสียหาย

ฉะนั้นการเลือกกลํองให๎ถูกต๎อง กับการใช๎งานจึงเป็นสิ่งจาเป็นอยํางยิ่ง

ด๎วยเหตุนี้จึงมีการกาหนดมาตรฐานของกลํอง รวมทั้งการทดสอบเพื่อควบคุม คุณภาพสาหรับ

ใช๎เป็นแนวทางให๎ผู๎เกี่ยวข๎องได๎ปฏิบัติเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

สมบัติที่สาคัญๆ ของกลํองกระดาษลูกฟูกได๎แกํ มิติรวม การต๎านแรงดันทะลุ

การต๎านแรงกดและน้าหนักรวมของ กระดาษ ทาผิวกลํองเป็นต๎น

มิติรวม หมายถึง ผลรวมของความยาว ความกว๎าง และความสูงภายในกลํอง มีหนํวย เป็นเซนติเมตร

การต๎านแรงดันทะลุ หมายถึง



ความสามารถของแผํนกระดาษลูกฟูกที่จะต๎านแรงดันที่กระทาบนแผํนทดสอบด๎วยอัตราที่เพิ่มขึนอยํ

าง สม่าเสมอจนทาให๎แผํนทดสอบนั้นขาดทะลุ มีหนํวยเป็นกิโลพาสคัล



คํานีจะเป็นสมบัติในการบํงชี้ความเหนียวของกระดาษที่ใช๎

การต๎านแรงกด

หมายถึงความสามารถของกลํองในการต๎านแรงที่กดทับบนกลํองด๎วยอัตราที่เพิ่มขึ้นอยํางสม่าเสมอ

จนกลํองเสียรูป มีหนํวยเป็นกิโลกรัมแรง

มาตรฐานเรื่องกลํองกระดาษลูกฟูกของหลายประเทศ

รวมทั้งของประเทศไทยได๎กาหนดความสัมพันธ์ระหวํางน้าหนักบรรจุขนาด และคําความ

ต๎านแรงดันทะลุของกลํองที่ทาจากแผํนกระดาษลูกฟูกแบบ 1 ชั้น (single wall) ไว๎



เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช๎สาหรับผูใช๎กลํองดังนี้





น้าหนักรวมสูงสุด(กิโลกรั ความต๎านแรงดันทะลุต่าสุด(กิโลพาส

มิติรวมสูงสุด(เซนติเมต

ม) คัล)

ร)

105 10 870

135 15 1050

160 20 1180

175 25 1250

190 30 1330

210 35 1540



ตัวอยํางเชํนกลํองกระดาษลูกฟูกแบบ 1 ชั้น มีขนาดภายในดังนี้ ความยาว 60 เซนติเมตร ความกว๎าง



30 เซนติเมตร และความสูง 30 เซนติเมตร ดังนัน มิติรวมจะมีคําเทํากับ 120 เซนติเมตร

กลํองใบนี้จะบรรจุสินค๎ารวมน้าหนักของกลํองตัวได๎ไมํเกิน 15 กิโลกรัม (จากตารางมิติรวมสูงสุด 120

เซนติเมตร มีคํามากกวํา 135 เซนติเมตร ซึ่งตรงกับคําน้าหนักรวมสูงสุด 15 กิโลกรัม)



โดยที่แผํนกระดาษลูกฟูกที่ใช๎ทากลํองใบนั้นต๎องมีคําการต๎านแรงดันทะลุ ไมํตากวํา 1050

กิโลพาสคัล



ในการเลือกใช๎กลํองกระดาษลูกฟูกที่เหมาะสมกับสินค๎า โดยเน๎นความแข็งแรงและมิตที่เหมาะสม



ยํอมกํอให๎เกิดประโยชน์ตํอผูผลิตและผู๎ใช๎ การใช๎

อยํางผิดวิธีหรือไมํศึกษาคุณสมบัติของกลํองอยํางถํองแท๎ จะทาให๎เกิดความเสียหายกับสินค๎า



การทดสอบสมบัตของกลํองจะเป็นตัวกาหนดวํากลํอง นั้นได๎มาตรฐานหรือไมํ



ซึ่งจะชํวยสร๎างความมันใจให๎กับผู๎ใช๎กลํองและลูกค๎าปลายทาง



ผลไม้ไทยในหีบห่อมาตรฐาน



ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย











ผลไม๎ไทยเป็นผลิตผลที่นาชือเสียงให๎แกํประเทศมาช๎านาน

นอกจากจะมีนานาชนิดให๎เลือกซื้อหาแล๎ว ยังมีคุณลักษณะพิเศษในด๎านสีสวยกลินหอม ่



และรสอรํอยอีกด๎วย แม๎วําความชืนชอบในรสชาติของผลไม๎ไทยได๎ขยายวงกว๎างออกไปทุกที



รวมทั้งลูํทางการสํงออกที่คํอนข๎างแจํมใส ดังเห็นได๎จาก ปริมาณการสํงออกเพิ่มขึนเรื่อยๆ



แตํก็ยังประสบปัญหาหลายประการอันรวมถึงการหีบหํอทียังไมํเหมาะสมอีกด๎วย

ศูนย์การบรรจุหีบหํอไทยได๎ตระหนักถึงปัญหานี้



จึงมุํงมันพัฒนากลํองกระดาษลูกฟูกสาหรับสํงออกผลไม๎สด เพื่อสํงเสริมให๎มีการใช๎บรรจุภัณฑ์ที่ได๎

มาตรฐาน เป็นที่ต๎องการและยอมรับของตลาดตํางประเทศ









จุดเด่นของกล่อง

ขนาดมาตรฐาน : กลํองมีขนาดเหมาะสมตํอการวางซ๎อน การวางขาย

การเรียงบนแทํนรองรับสินค๎า ชํวยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนสํง และชํวย ลดต๎นทุน



ขนาดกลํองที่นยมใช๎มากคือ มิติภายนอก 400 x 300 x 120 มิลลิเมตร สามารถบรรจุผลไม๎ได๎ 4–5

กิโลกรัม

ความแข็งแรง : วัสดุและโครงสร๎างของกลํองมีความแข็งแรง ทนทานตํอการใช๎งาน



สามารถคุมครองผลิตผลมิให๎บอบช้าหรือเสียหาย

จนถึงจุดหมายปลายทางได๎

การรักษาคุณภาพ :

ชํองระบายอากาศของกลํองมีความเหมาะสมตํอการหายใจและคายน้าของผลิตผล

และเอื้ออานวยในการปฏิบัติการ หลังการเก็บเกี่ยว









ผลไม้ไทยบรรจุภัณฑ์ขายปลีก



ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย









นับเป็นเวลากวําทศวรรษ ที่ศูนย์การบรรจุหีบหํอไทยได๎ขานรับนโยบายสํงเสริมการสํงออกของรัฐ

่ ่

ด๎วยการมุํงมันพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ทีมีคุณภาพได๎ระดับมาตรฐานสากล

เพื่อสํงออกผลไม๎สดของไทยให๎สามารถแขํงขันได๎ในตลาดโลก

นอกเหนือจากการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนสํง ซึ่งปัจจุบันนี้ได๎ถูกนาไปใช๎อยํางแพรํหลายแล๎ว

ศูนย์การบรรจุหีบหํอไทยยังได๎พัฒนาบรรจุภัณฑ์ เพื่อการขายปลีก

เพื่อชํวยสนับสนุนการขยายตลาดใหมํๆ อีกด๎วย

ปัจจุบันตลาดของประเทศพัฒนาซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายใหมํของไทยนั้น

มีแนวโน๎มนิยมการวางขายผลไม๎แบบชํวย ตัวเอง ด๎วยการแบํงบรรจุในภาชนะขายปลีกมาจากต๎นทาง

เพื่อชํวยลดความเสียหายลดคําแรงงานและคําใช๎จํายอื่นๆ เมื่อถึงปลายทาง

นอกจากนี้ภายในประเทศเอง ผลไม๎ไทยก็เป็นสินค๎าที่ได๎รับความนิยมซื้อเป็นของฝากในหมูํนักทํอง

เที่ยวทั้งชาวไทยและตํางประเทศ ศูนย์การบรรจุหีบหํอไทย



จึงได๎พัฒนาบรรจุภณฑ์เพื่อการขายปลีกผลไม๎สดให๎ สอดคล๎องกับความนิยมของผู๎บริโภค

อันเป็นการสร๎างมูลคําเพิ่มให๎กับสินค๎า และสํงเสริมการขยายตลาดผลไม๎สด

ของไทยให๎กว๎างขวางยิ่งขึ้น





จุดเด่นของบรรจุภณฑ์



* รูปลักษณ์ดึงดูดใจผูซื้อ หิ้วถือได๎สะดวก

* ขนาดเหมาะสมกับปริมาณบรรจุเพื่อการขายปลีก และวางได๎พอดีในกลํองขนสํงขนาดมาตรฐาน

* ใช๎กระดาษในการผลิตอยํางมีประสิทธิภาพ เหลือเศษตัดทิ้งน๎อย









ดอกไม้สวยด้วยหีบห่อมาตรฐาน



ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย











ดอกไม๎สดนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของความสดชืนสวยงามแล๎ว

ยังเป็นสินค๎าซึ่งสามารถนาเงินตราเข๎าประเทศเป็นมูลคํามหาศาลจากการ สํงออกในแตํละปีอีกด๎วย

ํ ่

แตํถึงแม๎วาความชืนชอบดอกไม๎จากไทยจะขยายวงกว๎างออกไปในหมูํชาวตํางประเทศมากขึ้นก็ตาม

มักปรากฏวําเมื่อถึง ปลายทางดอกไม๎จะมีคุณภาพด๎อยลง

เนื่องจากขาดความพิถีพิถันในการดูแลรักษา โดยเฉพาะอยํางยิ่งขาดการหีบหํอที่เหมาะสม

ศูนย์การบรรจุหีบหํอไทย จึงได๎ดาเนินการพัฒนากลํองกระดาษลูกฟูกสาหรับสํงออกดอกไม๎สด



เพื่อสํงเสริมให๎มีการใช๎บรรจุภณฑ์ที่ได๎มาตรฐาน เป็นที่ต๎องการและยอมรับของตลาดตํางประเทศ

กล่องวางขาย มี 2 ขนาด



-ขนาดใหญํมีมติภายนอก 580 x 380 x 74 มิลลิเมตร เหมาะสาหรับบรรจุกล๎วยไม๎

และดอกไม๎อื่นที่มีความยาวของชํอไมํเกิน 550 มิลลิเมตร บรรจุกล๎วยไม๎สกุลหวายได๎ 80 ชํอ



มีนาหนักสุทธิ 1.2 กิโลกรัม

- ขนาดเล็กมีมิติภายนอก 580 x 190 x 74 มิลลิเมตร เป็นกลํองขนาดกระทัดรัด



บรรจุกล๎วยไม๎สกุลหวายได๎ 40 ชํอ มีนาหนักสุทธิ 720 กรัม

กล่องเพื่อการขนส่ง

- กลํองขนสํงมีมิติภายนอก 600 x 400 x 390 มิลลิเมตร

เป็นขนาดมาตรฐานซึ่งจัดวางเรียงบนแทํนรองรับสินค๎าขนาด 1200 x 1000 มิลลิเมตร ได๎เต็มเนื้อที่

บรรจุกลํองวางขายได๎ 5 และ 10 กลํองพอดี มีความแข็งแรงเหมาะสมตํอการขนสํงทางอากาศ

โดยรับแรงกดทับได๎ 370 กิโลกรัมแรง

จุดเด่นของกล่อง

-ขนาดมาตรฐาน : ภาชนะบรรจุเหมาะสมตํอการวางซ๎อน การวางขาย การเรียงบนแทํนรองรับสินค๎า



ชํวยเพิมประสิทธิภาพในการขนสํง และชํวยลดต๎นทุน

- ความแข็งแรง : การเลือกวัสดุและการออกแบบโครงสร๎างทาให๎กลํองมีความแข็งแรง

ทนทานตํอการใช๎งาน ทั้งในสภาพปกติ และเมื่อลดอุณหภูมิ









- การรักษาคุณภาพ :

ชํองระบายอากาศของกลํองมีความเหมาะสมตํอระบบลดอุณหภูมิและชํวยรักษาคุณภาพดอกไม๎ได๎อ

ยํางสมบูรณ์



ขวดแก้ว



กาญจนา ทุมมานนท์





ขวดแก๎วเป็นภาชนะบรรจุที่เกําแกํชนิดหนึ่ง มีการใช๎กัน เมือประมาณ 2,000 ปีมาแล๎ว



โดยชาวตูนิเซียและอียิปต์ ได๎ค๎นพบวิธีการทาแก๎ว จึงเกิดอุตสาหกรรมผลิตแก๎วขึนในประเทศทั้งสอง

และได๎แพรํหลายไปยังประเทศตํางๆ ใน ทวีปยุโรป

ปัจจุบันได๎มีการใช๎ความรู๎ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหมํๆ

ํ ่

รวมทั้งเครื่องจักรอัตโนมัติชวยในการผลิต เพื่อให๎ได๎แก๎วทีมีคุณภาพสูง

สาหรับประเทศไทยอุตสาหกรรมผลิตแก๎วได๎เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2498 โดยองค์การแก๎ว

ซึ่งทาการผลิตภาชนะบรรจุแก๎ว เพื่อทดสอบการนาเข๎าสาหรับใช๎ในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องดื่ม

เภสัชภัณฑ์ เครื่องสาอาง และอาหารอื่นๆ







วัตถุดิบที่ใช้ ในการผลิตแก้ว



ทราย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์วา “ซิลิกา” จะต๎องมีปริมาณของ SiO2 อยํางน๎อย 99.5%

และมีปริมาณของ Fe2O3 น๎อยกวํา 0.04%

โซดาแอช คือ Na2CO3 ในธรรมชาติอยูํในรูปของ Na2CO3 , NaHCO3, 2H2O

หินปูน คือ CaO

หินฟันม๎า เป็นสารที่ประกอบด๎วย SiO2 และยังมีปริมาณ AI2O3 ถึงเกือบ 20%

หินโดโลไมต์ เป็นสารที่ประกอบด๎วย CaO และ MgO



เศษแก๎ว เป็นวัตถุดิบที่ชวยประหยัดพลังงานในการหลอม



นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบอื่นๆ ซึงชํวยในการหลอม การปรับแตํงสีของขวดแก๎ว

รวมทั้งปรับแตํงคุณสมบัติดวย ๎

กรรมวิธีในการผลิต

นาวัตถุดิบทั้งหมดผสมเข๎าด๎วยกัน ปริมาณของวัตถุดิบแตํละชนิดมีการแปรผันได๎ในอัตราสํวนตํางๆ



กัน เพื่อให๎ได๎ แก๎วทีมีคุณสมบัติเดํนตามที่ต๎องการ

โดยทั่วไปทรายและโซดาแอชเป็นองค์ประกอบสํวนใหญํของแก๎ว จากนัน ้



หลอมวัตถุทั้งหมดให๎เป็นเนื้อเดียวกันในเตาหลอม ซึ่งมีอณหภูมิถึง 1,500 c.

้ ่

แล๎วนาไปขึนรูปเป็นขวดหรือภาชนะ แบบอืนๆ ตามต๎องการ











คุณสมบัตของขวดแก้ว

ขวดแก๎วมีคุณสมบัติที่ดเี ดํนหลายประการ คือ

ี่

1. มีความเป็นกลางและไมํทาปฏิกิริยาใดๆ กับผลิตภัณฑ์ทบรรจุอยูํภายใน เพื่อให๎ผู๎บริโภคได๎รับความปลอดภัยสูง

2. มีความใส สามารถมองเห็นของที่บรรจุอยูํภายในได๎ ชํวยในการตัดสินใจของผูบริโภค๎

่ ่

3. เมือเปิดแล๎วสามารถปิดกลับเพือใช๎ใหมํได๎

นอกจากนั้น ขวดแก๎วยังสามารถใช๎หมุนเวียนได๎ มีความคงรูปเมื่อวางเรียงซ๎อน จึงให๎ความสะดวกในการขนสํง มีความคงทนถาวรไมํเสือมสภาพ ่

ตลอดอายุของผลิตภัณฑ์ ทนความร๎อนได๎สูงมาก และป้องกันการซึมผํานของก๏าซและไอน้าได๎

อยํางไรก็ตามขวดแก๎วก็มีข๎อเสีย โดยเฉพาะอยํางยิ่งมีน้าหนักมากและแตกงําย ดังนั้นการปรับปรุง คุณภาพของขวดแก๎วจึงมีความจาเป็น



โดยใช๎เทคโนโลยีเพื่อให๎ได๎แก๎วที่มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นผิวบางลง และน้าหนักเบากวําเดิม ทังยังเป็นการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติอีกด๎วย



ฝาปิดขวดแก้ว



พัชทรา มณีสนธุ์ ิ



การที่บรรจุภัณฑ์จะทาหน๎าทีได๎สมบูรณ์ในการปิดผนึกและเก็บรักษาสินค๎านั้น



นอกจากบรรจุภัณฑ์จะต๎องมีคณภาพดีแล๎ว ฝาปิดรวมทั้งสํวน

ั ั ๎

อื่นของบรรจุภณฑ์ที่สมผัสกับฝาปิดต๎องมีคุณภาพดีดวย โดยทั่วไปฝาปิดจะผลิตจากเหล็ก

อะลูมิเนียมและพลาสติก นิยมใช๎ฝาโลหะปิดขวดแก๎ว

ในขณะที่ขวดพลาสติกและหลอดพลาสติกจะใช๎ฝาพลาสติก

อยํางไรก็ตามอาจมีการใช๎จุกแก๎วหรือจุกคอร์กบ๎าง เมื่อต๎องการคงเอกลักษณ์หรือ

รูปแบบของผลิตภัณฑ์ไว๎

คุณสมบัติ



1. ฝาปิดต๎องเข๎ากันได๎กับตัวสินค๎าและบรรจุภัณฑ์ กลําวคือ ไมํเกิดปฏิกิรยาใดๆ

กับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุและภาชนะบรรจุในระหวํางการเก็บรักษาและขนสํง

2. ฝาปิดจะต๎องป้องกันสินค๎าจากความเสียหายที่เกิดจากปัจจัยภายนอกตํางๆ ได๎



และจะต๎องปิดผนึกได๎อยํางสมบูรณ์อยูตลอดเวลาจนกวําผลิตภัณฑ์ จะถูกบริโภค

3. ฝาปิดจะต๎องสะดวกตํอการใช๎งาน งํายตํอการปิดเปิดใหมํ จนกวําจะใช๎ผลิตภัณฑ์หมด



4. ในบางกรณี จาเป็นต๎องใช๎ฝาชนิดทีไมํสามารถเปิดได๎ โดยปราศจากรํองรอยวําได๎ถูกเปิดแล๎ว

(tamper evident)









5. ผลิตภัณฑ์บางชนิด เชํน สารเคมี ยา ต๎องเลือกใช๎ฝาปิดประเภทที่เปิดปิดไมํได๎

ชนิดของฝา

ฝาปิดสามารถแบํงตามลักษณะการปิดผนึกเป็น 3 แบบคือ

1. ปิดผนึกแบบธรรมดา (normal seals) ฝาทุกชนิดที่ไมํต๎องทนสุญญากาศและแรงดันระหวํางการใช๎งาน

จัดอยูํในประเภทปิดผนึกธรรมดา ฝาเหลํานี้ได๎แกํ



*ฝาเกลียวตํอเนื่อง (continuous thread, CT) ฝาจะถูกขึนเกลียว หรือทาลอนกํอน เมื่อปิดผนึกจึงจะหมุน

เกลียวของฝาลงบนภาชนะบรรจุ ซึ่งเกลียวของฝาจะเข๎ากันได ๎กับเกลียวที่ปากขวดพอดี ทาให๎เกิดการ ผนึกแนํน



ผลิตจากพลาสติกหรือโลหะใช๎ปดภาชนะบรรจุทั่วไป เชํน ฝาปิดขวดกาแฟ น้าพริกเผา เครื่อง ปรุงรสตํางๆ ยาเม็ด

เป็นต๎น

*ฝาแมกซี (maxi) เป็นฝาโลหะที่ได๎รับการออกแบบให๎สะดวกแกํผู๎ใช๎

เป็นฝาที่มีวงแหวนและรํองลึกบนฝาทาให๎ฉีกฝาขวด ออกได๎งําย ผลิตจากแผํนเหล็กทินฟรีและอะลูมิเนียม เชํน

ฝาปิดขวดน้าดื่ม เป็นต๎น

2. ปิดผนึกแบบสุญญากาศ (vacuum seals) เป็นฝาที่มีการออกแบบให๎ผนึกแนํน เมื่อมีสุญญากาศในชํองวําง

ด๎านบนของ บรรจุภัณฑ์ในระหวํางกระบวนการฆําเชื้อหรือปิดผนึก

เนื่องจากสุญญากาศจาเป็นตํอการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ฝาประเภท นี้ได๎แกํ

* ฝาลัก (lug cap) มีหลักการเชํนเดียวกับฝาเกลียวตํอเนื่อง แตํมีรอยนูนในแนวระนาบหรือแนวเฉลียงเป็นชุด



โดยมีสํวนยื่นของฝาขวดหรือเขี้ยวล็อกกับรอยนูนของคอขวด ผลิตจากแผํนเหล็กเคลือบดีบุก ใช๎ปดขวดแก๎ว

บรรจุอาหาร เชํน ผลไม๎บรรจุขวดแก๎ว แยม ซอสมะเขือเทศ เป็นต๎น

* ฝากดหมุน (presson twistoff) เป็นฝาที่ผลิตจากแผํนเหล็กเคลือบดีบุกและอะลูมิเนียม

เกลียวของฝาจะเกิดขึ้น เพื่อผนึกฝาโดยเครื่องจักร



ใช๎ปิดขวดแก๎วบรรจุน้าผลไม๎และอาหารเด็กทีนาเข๎าจากตํางประเทศ

3. ปิดผนึกแบบทนความดัน (pressure seals) เป็นฝาที่ออกแบบให๎ทนแรงดันภายในบรรจุภัณฑ์ เชํน

ความดันของน้าอัดลมและเบียร์ ใช๎ปิดขวดแก๎วและขวดเพท (PET) ได๎แกํ









* ฝาเกลียวกันปลอม (pilfer–proof cap) ผลิตจากอะลูมิเนียมและพลาสติก ใช๎ปิดขวดแก๎ว เชํน ขวดเหล๎า

ขวดเครื่อง ดื่มบารุงกาลัง ขวดน้าอัดลมขนาดบรรจุตั้งแตํ 600



ลูกบาศก์เซนติเมตรขึนไปหรือขวดแก๎วบรรจ ุน้าอัดลมใช๎ครั้งเดียว (one way bottle) เป็นต๎น



ฝาประเภทนี้เมื่อหมุนเกลียวเปิดขวดในครังแรก เกลียวจะขาด ออกจากกัน ทาให๎เห็น

รํองรอยหากมีการเปิดกํอนถึงมือผู๎ซื้อ

* ฝาจีบ (crown cap) ผลิตจากแผํนเหล็กเคลือบดีบุก และแผํนเหล็กทินฟรี มีลักษณะเดํนคือ

ตรงสํวนที่รัดคอขวดจะมีลอน สํวนนี้จะครอบปิดปากขวดพอดี ใช๎ปิดขวดแก๎วบรรจุเครื่องดื่ม เชํน น้าอัดลม เบียร์

โซดา เป็นต๎น

* ฝาแมกซี (maxi cap) ชนิด ทนความดัน มักทาด๎วยแผํนเหล็กทินฟรี ใช๎ปิดขวดแก๎วบรรจุเครื่องดื่ม เชํน เบียร์



โซดา เป็นต๎น นอกจากนี้ยังมีฝาปิดแบบอืนๆ อีก ได๎แกํ

จุกคอร์กปิดขวดไวน์และแชมเปญ ฝากด เป็นต๎น

พลาสติกกับการบรรจุหีบห่อ



มยุรี ภาคลาเจียก

ปัจจุบัน การพัฒนาวิชาการวัสดุศาสตร์ได๎เจริญรุดหน๎าไปอยํางรวดเร็ว



สํงผลให๎เกิดวัสดุสังเคราะห์ตางๆ มากมาย ซึ่งนามาใช๎ทดแทนวัสดุ

ธรรมชาติกันอยํางกว๎างขวาง

พลาสติกเป็นวัสดุสังเคราะห์ประเภทหนึ่งที่เรียกวํา “พอลิเมอร์” มาจากภาษากรีก 2 คา คือ

POLY (แปลวํา หลายๆ) บวกกับ MEROS (แปลวํา สํวน)

เกิดจากกระบวนการพอลิเมอไรเซชัน อันเป็นการรวมตัว ของโมโนเมอร์หลายๆ



โมเลกุลเข๎าด๎วยกัน พลาสติกจัดได๎วาเป็นสารอินทรีย์ซึ่งประกอบ ด๎วยธาตุหลัก 3 อยํางคือ



คาร์บอน ออกซิเจน และไฮโดรเจน มีนาหนักโมเลกุลสูง เมื่ออยูํในสภาวะปกติ

จะมีสถานะเป็นของแข็ง แตํสามารถทาให๎ไหลได๎หากใช๎ความร๎อนและความดัน

ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

มนุษย์เราได๎รู๎จักนาพลาสติกมาใช๎ในการผ

ลิตสินค๎าประเภทตํางๆ มากมาย



นับตั้งแตํของชินเล็กๆ เชํน กระดุม ของเลํน

้ ่

จนกระทั่งชินทีมีขนาดหญํ เชํน

ชิ้นสํวนของรถยนต์และเครื่องจักรบางชนิด

ในบรรดาผลิตภัณฑ์ที่ทาด๎วยพลาสติกที่เรา

ํ ่

พบเห็นกันอยูทุกวันนี้ หีบหํอหรือภาชนะบรรจุเป็นสิ่งหนึ่งทีได๎

่ ้

รับความนิยมอยํางสูงและหันมาใช๎พลาสติกเพิมมากขึน ทั้งนี้เนื่องจากข๎อดีหลายประการ เชํน



มีนาหนักเบา ป้องกันน้าได๎ ผลิตได๎หลายรูปแบบตลอดจน มีมากมายหลายชนิด

ุ ํ

ซึ่งมีคณสมบัติตางๆ กันให๎เลือกใช๎

หีบหํอที่ทาด๎วยพลาสติกเหลํานี้อาจจาแนกเป็น 2 ประเภทใหญํๆ ได๎คือ พวกที่เป่ารีดเป็นแผํน

บาง หรือเรียกกันวํา “ฟิล์ม” ใช๎ทาเป็นถุงหรือหํอรัดสินค๎าตํางๆ

ึ้

และพวกที่ขนรูปเป็นภาชนะบรรจุที่ คงรูป เชํน ขวด กลํอง ถัง ลัง ตะกร๎า

ิ ั

ชนิดของพลาสติกที่นยมใช๎กนมากที่สุด คือ พอลิเอทีลีน (PE) รองลงมาคือ พอลิโพรพิลิน

(PP) พอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) พอลิสไตรีน (PS) นอกจากนั้นยังมีพอ ลิอะมายด์ (PA)

หรือไนลอน พอลิเอทีลีนเทอร์ฟะทาเลท (PET) พอลิไวนิลลิดีนคลอไรด์ (PVDC) ฯลฯ





เนื่องจากพลาสติกเหลํานี้ สามารถใช๎ได๎ทั้งแบบเป็นชนิดเดียวกันล๎วนและแบบผสมคือ



นาพลาสติกตํางชนิดมาใช๎รวมกันหรือใช๎รํวมกับวัสดุประเภทอื่นๆ เชํน กระดาษ

แผํนเปลวอะลูมิเนียม เป็นต๎น จึงทาให๎หีบหํอพลาสติกมีรูปแบบและโครงสร๎างที่กว๎างขวางมาก

และมีการพัฒนาเทคโนโลยี ใหมํๆ อยูํตลอดเวลา



มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหมํๆ อยูํตลอดเวลาตัวอยํางที่พบเห็นในชีวตประจาวัน ได๎แกํ



ถุงใสที่ใช๎บรรจุของทัวไป ซึ่งชาวบ๎านเรียกกันวํา “ถุงเย็น” ถุงยา ขวดนม และขวดน้า

ทามาจาก PE ถุงก๏อบแก๏บซึ่งมีสีสันตํางๆ ก็ทามาจาก PE ที่ใช๎แล๎ว โดยนากลับเข๎าไป

ผํานกระบวนการหลอมและรีดออกมาใหมํ

จึงต๎องใสํสีเพื่อกลบเกลื่อนความไมํบริสุทธิ์ของพลาสติก ซึ่งไมํเหมาะกับ



การนามาสัมผัสกับอาหารโดยตรง สํวนถุงทีใช๎บรรจุอาหารร๎อนที่เรียกวํา “ถุงร๎อน” ทามาจาก

PP จะทนความร๎อน ได๎สูงกวํา PE

กลํองหรือถาดบรรจุอาหารในร๎านอาหารหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตตํางๆ สํวนใหญํทามาจากโฟม

่ ่ ่

ซึ่งเป็น พลาสติก PS ชนิดหนึง ตลับใสๆ ทีใช๎บรรจุอาหาร แห๎งหรือสินค๎าอืนๆ มักทาจาก PVC



สํวนถุงบรรจุสินค๎าที่พมพ์ สอดสีสวยงาม จัดได๎วําเป็นถุงอุตสาหกรรม

เพราะมีกระบวนการผลิตที่ซับซ๎อนยิ่งขึ้น มักเป็นพลาสติก (ชนิดเดียว หรือมากกวํา)

่ ี

ประกบกันเองหรือกับกระดาษ หรือแผํนเปลวอะลูมิเนียม เพือเสริมคุณสมบัติให๎ดขึ้น เชํน

ให๎มีความคง รูปหรือสามารถป้องกันไอน้าและก๏าซได๎ดี เป็นต๎น

การจะเลือกใช๎พลาสติกชนิดใดกับหีบหํอและสินค๎าประเภทใด



มีความจาเป็นอยํางยิ่งทีผู๎ใช๎จะต๎องศึกษา คุณสมบัติ ของพลาสติกนั้นในทุกๆ ด๎าน



ไมํวาจะเป็นจุดเดํนหรือจุดด๎อย เพื่อให๎หีบหํอนั้นทาหน๎าที่ได๎อยํางสมบูรณ์



ทั้งในด๎านการคุมครอง รักษาคุณภาพของสินค๎า

ตลอดจนชํวยสํงเสริมการขายได๎











การเลือกใช้พลาสติกเพือการบรรจุภัณฑ์



มยุรี ภาคลาเจียก

ี่

พลาสติกเป็นวัสดุทสาคัญตํอการบรรจุภัณฑ์ และมีปริมาณการใช๎เพิ่มขึ้นอยํางรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องมาจากความก๎าวหน๎าของเทคโนโลยีในด๎านนี้



จนสามารถผลิตเม็ดพลาสติกได๎หลายชนิดทีมีคุณสมบัติแตกตํางกันไป และสามารถเลือกใช๎ตามความเหมาะสม





พลาสติกทีใช๎ในการบรรจุภัณฑ์ มีทั้งรูปแบบทีเ่ ป็นแผํนบางเรียกวํา “ฟิล์มพลาสติก” ซึ่งนิยมใช๎ในลักษณะของ ถุงหรือการหํอ

ี่

และรูปแบบของการขึ้นรูปเป็นภาชนะบรรจุรูปทรงตํางๆ กัน เชํน ขวด กลํอง ถัง ลัง เป็นต๎น วัสดุทใช๎ อาจทาด๎วยพลาสติกชนิดเดียวกันล๎วนๆ



หรือใช๎รํวมกับวัสดุอื่นซึงเป็นพลาสติกตํางชนิดกันหรือกระดาษหรือ แผํนอะลูมิเนียมเปลวก็ได๎

ด๎วยเหตุที่ในปัจจุบันมีพลาสติกมากมายหลายชนิด จึงทาให๎ผู๎ใช๎พลาสติก เพือการ ่



บรรจุผลิตภัณฑ์มกประสบความยุํงยากในการตัดสินใจเลือกใช๎ให๎เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์ของตน

การมีความรู๎และความเข๎าใจในคุณสมบัติของพลาสติก และใน คุณสมบัติของตัวผลิตภัณฑ์นั้น ประกอบกับข๎อมูลด๎านตลาดตํางๆ

่ ั ี่

ที่เกี่ยวข๎องเป็นสิ่งที่ สาคัญอยํางยิง เพราะทาให๎การเลือกใช๎ดงกลําวมีความถูกต๎องเหมาะสม เพื่อให๎ผลิตภัณฑ์ทออกจาหนํายมีคุณภาพเป็น

๎ ๎

ที่ยอมรับของผูบริโภค สามารถแขํงขันในตลาดได๎และป้องกันปัญหาการบรรจุภัณฑ์ที่ดอยคุณภาพ (underpackaging)

ิ ี ่

อันเนื่องจากคุณสมบัตของพลาสติกไมํดพอ ผลิตภัณฑ์เสือมคุณภาพเร็วกวํากาหนดเวลาที่ต๎องการ และป้องกันปัญหา

การบรรจุภัณฑ์ที่ดีเกินไป (overpackaging) อันเนื่องมาจากคุณสมบัติของพลาสติกดีเกินความจาเป็น ทาให๎ต๎นทุนสูง



่ ั

การกาหนดคุณสมบัติของพลาสติก เพือการบรรจุภัณฑ์มกต๎องคานึงถึงคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่จะบรรจุเป็นหลัก ถ๎าใช๎บรรจุอาหาร



คุณสมบัติ ประการแรกที่ตองพิจารณาคือ สัมผัสกับอาหารได๎ โดยไมํกํอพิษภัยให๎แกํผู๎บริโภคอาหารนั้น ประการตํอมาก็ ต๎องพิจารณาลักษณะ

ุ ่

เฉพาะของผลิตภัณฑ์ เชํน ถ๎าต๎องการใช๎ถงพลาสติกบรรจุขนมปังกรอบซึงเสื่อมคุณภาพ (นิ่ม) ได๎งําย เมื่อปริมาณความชื้นเพิ่มขึ้น



ฟิล์มพลาสติกที่จะใช๎ทาถุงก็ต๎องมีคุณสมบัตป้องกันไอน้าจากสภาวะ อากาศภายนอกได๎ดี แตํถ๎าต๎องการบรรจุข๎าวเกรียบทอด

นอกจากฟิล์มพลาสติกจะต๎องมีคุณสมบัติด๎านป้องกัน ไอน้าได๎ดีเชํนกันแล๎ว ยังจาเป็นต๎องสามารถป้องกัน ก๏าซออกซิเจนได๎ดีอีกด๎วย

ทั้งนี้เนื่องจากไอน้าทาให๎ข๎าวเกรียบ นิ่มและก๏าซออกซิเจนทาให๎น้ามันในข๎าวเกรียบเหม็นหืน ในกรณีของการบรรจุข๎าวสารหนัก 5 กิโลกรัม

ถุงพลาสติก ที่ใช๎ต๎องมีคุณสมบัติด๎านความเหนียวสูง เพื่อป้องกันการแตกขาดหรือยืดขาดของถุงในระหวํางการลาเลียงและ ขนสํง

หากเป็นการใช๎ขวดพลาสติกบรรจุน้าผลไม๎ ขวดต๎องมีความแข็งแรงพอเหมาะกับการรับน้าหนักของน้าผลไม๎ได๎โดยไมํบบ ุ

้ ่

อีกทังป้องกันอากาศ และไอน้าได๎ดีพอสมควร ฝาจุกแนํนหนา ตลอดจนมีความใส สวยงามเพือแสดงตัว ณ จุดขายได๎ดี











คุณสมบัติของพลาสติกมีหลายประเภท ซึ่งจาแนกได๎เป็นคุณสมบัติทางกล เคมี ฟิสกส์ และไฟฟ้า



หรือจาแนกเป็นคุณสมบัตที่เกี่ยวกับการป้องกัน (barrier property) เชํน อัตราการซึมผํานของไอน้า อัตราการซึมผํานของก๏าซ

การต๎านทางไขมัน เป็นต๎น คุณสมบัติด๎านความแข็งแรง (strength property) เชํน การต๎านแรงดึงขาด การต๎านแรงกระแทก

ความทนทานตํอความร๎อนหรือความเย็น เป็นต๎น นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติด๎านการใช๎งาน (functional property) เชํน ความใส

ความสามารถในการปิดผนึกด๎วยความร๎อน ความสามารถในการใช๎กับเครื่องจักร เป็นต๎น คุณสมบัติเหลํานี้ นิยมแสดงเป็นคําของ

่ ่ ่

ตัวเลขที่ได๎จากการทดสอบทีอาศัยเครืองมือทางวิทยาศาสตร์ เพือสามารถเปรียบเทียบผลได๎ชัดเจนและแนํนอน



ศูนย์การบรรจุหบหํอไทย ซึ่งเป็นหนํวยงานหนึ่งภายใต๎สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหํงประเทศไทย

ได๎จัดทาเอกสารวิชาการตํางๆ ในเรื่องนี้



รวมทั้งการจัดหาอุปกรณ์เครืองมือวิเคราะห์คุณสมบัติของพลาสติกสาหรับการให๎บริการแกํผู๎สนใจทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสํงเสริม



ความรู๎ความเข๎าใจในเทคโนโลยีการบรรจุภณฑ์ อันมีผลดีตํอเศรษฐกิจของประเทศโดยสํวนรวม









ขวดพลาสติก



สมหมาย พันธ์แจ่ม



ในปัจจุบนพลาสติกเข๎ามามีบทบาทตํอชีวิตประจาวันของมนุษย์เรามาก ทั้งของเลํน



อุปกรณ์เครื่องใช๎ไฟฟ้า เครื่องประดับ รวมถึงภาชนะบรรจุสนค๎า ตํางๆมากมาย



พลาสติกที่นามาใช๎เหลํานีมีหลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติแตกตํางกันไป

ในบรรดาของที่ทาด๎วยพลาสติกดังกลําว พลาสติกเพื่อการ บรรจุหีบหํอนับวํา

ได๎รับความสนใจเป็นพิเศษ

ทั้งในเชิงการค๎า การตลาด และอุตสาหกรรม มีอัตรา









การเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นสูงมาก แบํงได๎เป็น 2 ประเภทดังนี้





1. ภาชนะบรรจุชนิดแข็ง (rigid container) เชํน ขวดน้ามันพืช ขวดนม กลํองโฟมและถาดพลาสติก



2. ภาชนะบรรจุชนิดอํอนตัวได๎ (flexible container) เชํน ถุงใสํน้าแข็ง ถุงขนม ถุงหิวทั้งหลาย

รวมทั้งฟิล์มหํออาหาร

ภาชนะพลาสติกที่ใช๎บรรจุอาหารมีมาก แตํในที่นี้จะเน๎นเฉพาะขวดพลาสติกชนิด แข็ง

ซึ่งมีประโยชน์ใช๎สอย อยํางกว๎างขวางเทํานั้น ชนิดของขวดพลาสติกอาจแบํงได๎

ตามชนิดของพลาสติกดังนี้

1. พอลิเอทีลีน

มีการใช๎ในสองลักษณะคือ พอลิเอทีลีนชนิดความหนาแนํนต่า



และพอลิเอทีลีนชนิดความหนาแนํนสูง โดยทัวไปขวด

้ ๏

ชนิดนีจะยอมให๎ไอน้าซึมผํานได๎น๎อยแตํจะยอมให๎กาซซึมผํานได๎ ทนความเป็นกรดได๎ปานกลาง

ทนความร๎อนได๎ไมํดี มากนัก แตํจะทนความเย็นได๎ดีมาก มักจะใช๎บรรจุนม ผงซักฟอก น้าดื่ม

และเครื่องสาอาง

2. พอลิโพรพีลีน

คุณสมบัติโดยทั่วไปแล๎วจะยอมให๎ไอน้าซึมผํานได๎น๎อยแตํจะยอมให๎ก๏าซซึมผํานได๎ดี

ทนความเป็นกรดได๎ปานกลาง ทนความร๎อนได๎ดี แตํจะไมํทนความ เย็นจึงไมํเหมาะแกํการแชํเย็น

โดยทั่วไปใช๎ในการบรรจุยา น้าผลไม๎ น้าเชื่อม เครื่องสาอาง แชมพู









3. พอลิไวนิลคลอไรด์

ั่

คุณสมบัติทวไปจะใส สามารถป้องกันก๏าซซึมและไขมันซึมผํานได๎ดี ทนความเป็นกรดได๎ดี

ไมํทนความร๎อนและความเย็น จึงเหมาะสาหรับใช๎ที่อุณหภูมิ ปกติ มักจะใช๎ในการบรรจุเครื่องสาอาง

น้ามันพืช น้าส๎มสายชู และผลิตภัณฑ์ทางเคมี

4. พอลิสไตรีน



ป้องกันก๏าซและไอน้าได๎ไมํดนัก ทนความเป็นกรดได๎ปานกลาง ไมํทนความร๎อนและความเย็น



เหมาะสาหรับใช๎ที่อุณหภูมิปกติ โดยทัวไปนิยมใช๎บรรจุ ยาเม็ด วิตามิน เครื่องเทศ

ี ิ

และทาให๎มขนาดใหญํสาหรับใช๎บรรจุนมเพื่อการขนสํง แตํไมํนยมใช๎ในบ๎านเรา

5. พอลิเอทีลีนเทอร์ฟะทาเลตหรือขวดเพท

คุณสมบัติโดยทั่วไปจะแข็งใส ป้องกันการซึมผํานของไอน้าได๎ปานกลาง

แตํป้องกันการซึมผํานก๏าซได๎ดีมาก ทนความ เป็นกรดได๎และความเย็นได๎ดี

่ ้

มักนิยมใช๎บรรจุเครื่องดืมประเภทน้าอัดลม เบียร์ นอกจากนียังบรรจุของเหลวมี แอลกอฮอล์ได๎ เชํน

้ ่

แชมพูนา โคโลญจ์ โลชัน เป็นต๎น



ขนมขบเคี้ยวในบรรจุภัณฑ์พลาสติก

บุษกร ประดิษฐ์นิยกุล



ขนมขบเคี้ยวหรือตามภาษาทีเรียกอยํางเป็นทางการวํา อาหารวําง (snack)

เป็นอาหารที่มักรับประทาน ระหวําง มื้อในยามพักผํอนหรือยามวําง

ํ ่

หรือจัดให๎รับประทานในงานเลี้ยงสังสรรค์ตางๆ มักทาจากมันฝรั่ง ข๎าว ข๎าวโพด ถัว เนื้อ หรือปลา

ี ํ

นามาปรุงรสแล๎วผํานกรรมวิธตํางๆ ไมํวาจะเป็นอบ ทอด แล๎วนามาฉีกหรือรีดเป็นเส๎นๆ หรือแผํนบางๆ



โดยทั่วไปแล๎ว เรามักจะเห็นขนมขบเคียวบรรจุอยูํในถุงพลาสติกที่ออกแบบกราฟฟิกพิมพ์สีสัน

สวยงาม วางจาหนํายอยูํตามชั้นในร๎านค๎าแถวบ๎าน หรือในซุปเปอร์มาร์เก็ต



โดยที่จะวางขายอยูได๎นาน ถ๎าไมํมี การ เปิดถุงหรือซองบรรจุขนมเหลํานั้น ทั้งนี้

๎ ้ ์

เพราะผูผลิตขนมขบเคียวเหลํานี้ได๎เลือกชนิดของฟิลมพลาสติก เพื่อที่จะถนอมและ

รักษาคุณภาพของขนมให๎มีอายุการเก็บได๎นาน ตลอดอายุการวางจาหนํายนันเอง ่

่ ้

เนื่องจากขนมขบเคี้ยวทีผลิตขายมักมีปริมาณความชืนต่า จึงดูดความชื้นจากภายนอกได๎อยํางรวดเร็ว

ทาให๎ขนมหายกรอบมีปริมาณของไขมันสูง เพราะต๎องทอดหรืออบในน้ามัน

จึงมักจะกํอปัญหาทาให๎เกิดกลิ่นหืนได๎งําย หรือบางชนิดอาจกรอบหรือแตกงําย เชํน ขนมปังกรอบ

่ ่

(cracker) หรือขนม ประเภทถัวต๎องเติมเกลือเพื่อให๎เค็มเป็น การเพิมรสชาติ



ดังนั้นการเลือกใช๎ฟิลมพลาสติกในการบรรจุขนม จึงต๎องคานึงถึงคุณสมบัติของฟิล์มที่สามารถ



ป้องกันความเสียหายอันเกิดจากคุณสมบัตตํางๆ ของขนมได๎ เชํน



* ต๎องสามารถป้องกันความชืนได๎ ตัวอยําง เชํน ฟิล์มพลาสติกชนิด PE, PP, PET เป็นต๎น

* ต๎องป้องกันการซึมผํานของไขมันได๎



ทาให๎ไมํมีคราบน้ามันเกาะติดอยูํที่ผวนอกของถุงพลาสติกที่สามารถกันไขมันได๎ดี เชํน PP, ionomer

* ต๎องป้องกันการซึมผํานของก๏าซได๎ โดยเฉพาะก๏าซออกซิเจนพลาสติกที่กันไมํให๎ก๏าซผํานได๎งาย ํ

และสามารถรักษากลิ่นได๎ด๎วย เชํน nylon และ PVDC

ู๎

นอกจากนี้ผผลิตยังต๎องพิจารณาและศึกษาในเรื่องของอายุการเก็บของขนมหรือระยะเวลาในการวา



งขาย เครื่องจักรสาหรับบรรจุ รวมทั้งแหลํง ผลิตฟิลมและราคาด๎วย

เพื่อเป็นข๎อกาหนดในการเลือกใช๎ถุงพลาสติก ให๎เหมาะสม

ํ ี่

จึงเห็นได๎วากวําจะมาเป็นขนมขบเคี้ยวให๎เด็กๆ ได๎รับประทานเลํนๆ อยํางเอร็ดอรํอยนั้นมีทมา

ที่ยุํงยากไมํใชํน๎อยเลย



บรรจุภัณฑ์โฟม



มยุรี ภาคลาเจียก



โฟม เป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทหนึ่ง

โดยการนาเม็ดพลาสติกมาเติมสารเรํงฟูจาพวกไฮโดรคาร์บอน เชํน เพนเทน ฟรีออน



แล๎วให๎ความร๎อน จนถึงจุดหนึง ซึ่งสารเรํงฟูจะเกิดการสลายตัวเป็นก๏าซ

พองตัวและแทรกตามจุดตํางๆ ในเนื้อพลาสติก ทาให๎เกิดเป็นโพรงที่เรียกวํา เซลล์ จากนั้นนามา

้ ุ

รีดอัดเป็นแผํนโฟมดิบแล๎วจึงผํานขันตอนการบํม โดยใช๎อณหภูมิ 100 ซ. เวลาประมาณ 36 วัน

ํ ํ

เพื่อให๎โฟมเกิดการพองตัว มีความนุมและยืดหยุนอยําง ถาวร



พลาสติกที่นยมใช๎ในการผลิตโฟมมีหลายชนิด เชํน พอลิเอทีลีน (PE) พอลิสไตรีน (PS) พอลิยูริเทน



(PU) เป็นต๎น ชนิดทีนิยมที่สุด คือ PS ซึ่งจะ เรียกวํา พอลิสไตรีนที่ขยายตัวแล๎ว (expanded

polystyrene) หรือ เรียกยํอๆ วํา EPS

ุ ื่

เนื่องจากโฟมมีคณสมบัติเดํนเหนือวัสดุอนตรงที่มีความหนาแนํนต่า

มีความยืดหยุํนป้องกันการซึมผํานของไอน้าได๎ดี อีกทั้งขึ้นรูปให๎เป็นรูปทรง ตํางๆ ได๎งําย

ิ ั

ซึ่งใช๎เงินทุนไมํสูงมากนัก ดังนั้นบรรจุภัณฑ์โฟมจึงเป็นที่นยมใช๎กนอยํางกว๎างขวางในปัจจุบัน

โดยเฉพาะอยํางยิ่งสาหรับ การบรรจุ









ผลิตภัณฑ์อาหารตํางๆ

รูปแบบบรรจุภัณฑ์โฟมบรรจุอาหาร



บรรจุภัณฑ์โฟมบรรจุอาหารมีรูปแบบที่ใช๎กนอยํางแพรํหลายดังนี้



*ถาดแบน มักใช๎บรรจุผักผลไม๎สด อาหารแห๎ง อาหารกึ่งสาเร็จรูปที่จัดเป็นชุดสาเร็จ เพือความ



สะดวกในการปรุง และอาหารสาเร็จรูปซึ่งหํอรัดด๎วยฟิลมยืดใสที่ทามาจากพอลิไวนิลคลอไรด์ เพื่อ



ป้องกันฝุ่นละออง และชํวยเก็บรักษาความสดของอาหารไว๎ในระยะเวลาสันๆ ในขณะจัดจาหนําย



* ถาดหลุม เชํน ถาดไขํสาหรับบรรจุไขํสดเพื่อการขนสํง ถาดมังคุดสาหรับบรรจุมังคุดเพือการสํงออก

เป็นต๎น ขนาดของหลุมได๎รับการออกแบบให๎ เหมาะกับรูปรํางของผลิตภัณฑ์ที่จะบรรจุโดยเฉพาะ

เพื่อให๎สามารถคุ๎มครองผลิตภัณฑ์จากการกระทบกระแทกได๎

* ชามกลม



นิยมบรรจุบะหมี่สาเร็จรูปปิดฝาด๎วยพลาสติกประกบเมื่อจะรับประทานก็สามารถใช๎ชามนันเป็นภาชนะ

ได๎





* กลํองขนาดเล็กทีมีฝาปิด ใช๎บรรจุอาหารสาเร็จที่เรียกวํา “fast food”



ซึ่งจาหนํายในภัตตาคารและซุปเปอร์มาร์เก็ตตํางๆ ข๎อดีคอ สามารถเก็บ

รักษาความร๎อนของอาหารได๎ในระยะเวลาหนึ่ง กลําวคือ อุณหภูมิ 80 ซ. จะลดลงเป็น 50 ซ. ในเวลา



34 ชั่วโมง กลํองชนิดนีมักได๎รับการออกแบบให๎ ฝาของมันปิดล็อกได๎ และมีชํองเล็กๆ

สาหรับระบายอากาศเพื่อให๎ไอร๎อนของอาหารสามารถระบายออกไปภายนอก

ซึ่งจะชํวยป้องกันอาหารแฉะ

ี่

* กลํองขนาดใหญํทมีฝาปิด

เป็นบรรจุภัณฑ์ขนสํงสาหรับอาหารที่ต๎องการเก็บรักษาอุณหภูมิตลอดระยะเวลาการขนสํง เชํน

่ ้

ข๎าวโพดอํอน อาหารทะเล ซึงมีการใสํนาแข็งลงไปด๎วย





ข๎อดีของบรรจุภณฑ์โฟมเหลํานี้คือ มีน้าหนักเบา ซึ่งชํวยประหยัดคําขนสํง มีความยืดหยุนํ

จึงชํวยป้องกันการกระทบกระแทกที่อาจเกิด กับ ผลิตภัณฑ์ในระหวํางการลาเลียงและขนสํง



หาซื้อได๎งายในราคาที่ไมํสูงนัก ผิวเรียบ ดูสะอาดและสวยงาม เก็บรักษาความร๎อน

หรือความเย็นของ ผลิตภัณฑ์อาหารไว๎ได๎ ไมํดูดน้ามันและไมํดูดน้า



มีความเป็นกลางและปลอดภัยในการสัมผัสอาหาร อยํางไรก็ตามบรรจุภัณฑ์ ดังกลําวก็มข๎อเสีย



หลายประการ คือ ไมํเหมาะกับการใช๎บรรจุอาหารร๎อนจัดทีมีอุณหภูมิเกิน 85 ซ.

หรืออาหารที่เป็นน้ามันล๎วนๆ เป็นบรรจุภัณฑ์แบบใช๎ครั้งเดียวทิ้ง

การนาไปใช๎บรรจุอาหารใหมํจะไมํปลอดภัยตํอการบริโภค ฝุ่นเกาะติดงําย

จึงต๎องระมัดระวังในการเก็บรักษา นอกจากนี้ปริมาณการใช๎บรรจุภัณฑ์โฟม

ที่เพิ่มสูงขึ้นยังอาจกํอปัญหามลภาวะได๎

หากรัฐบาลไมํมีมาตรการการทาลายบรรจุภัณฑ์ที่ใช๎แล๎วเหลํานี้



ฟิล์มยืด

พัชทรา มณีสินธุ์



ปัจจุบัน ฟิล์มยืด (stretch fllm) ได๎เข๎ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึนตามลาดับ



ตัวอยํางการใช๎งานที่เห็นได๎ชดก็คือ ใช๎หํอถาดอาหารสดและอาหารชุดกึ่งสาเร็จรูป

ซึ่งมีวางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป นอกจากนั้น ยังมีการนา

ฟิล์มยืดมาใช๎กับสินค๎าอุตสาหกรรมชนิดอื่นเพื่อรวมสินค๎า เป็นหนํวยเดียวกัน

รวมทั้งการหํอรัดสินค๎าบน แทํนรองรับ สินค๎าเพื่อการลาเลียงขนสํง



การใช๎ฟิลมยืดในการหุ๎มหํอสินค๎าเพื่อประโยชน์ ในการป้องกันสิ่งปนเปื้อน ชํวยยืดอายุ

ในการวางขาย ทั้งผู๎บริโภคยังสามารถมองเห็นและจับต๎องตัวสินค๎าได๎ หรือเพื่อการรวมหนํวย

สินค๎าให๎เป็นหนํวย ใหญํ อันชํวยอานวยความสะดวกตํอการลาเลียงขนสํงและเก็บรักษา



ฟิล์มยืดคืออะไร

่ ํ ี

ฟิล์มยืดก็คือ ฟิล์มพลาสติกประเภทหนึ่งทีมีคุณสมบัติเฉพาะคือ ยืดหยุนได๎ ฟิล์มประเภทนี้มความ

เหนียวและยืดหยุํนตัวสูง ฟิล์มยืดนี้จะเกาะติดกันเองได๎ เมื่อดึงฟิล์มให๎ยืดเล็กน๎อย

ทาให๎สะดวกในการใช๎หํอรัดสินค๎า

เนื่องจากไมํต๎องใช๎ ความร๎อนทาให๎ฟิล์มเกาะติดกัน จึงใช๎ประโยชน์ได๎เป็นอยํางดีกับสินค๎าที่เสีย

งํายเมื่อถูกความร๎อน เชํน พวกผักและผลไม๎ และอาหารสดตํางๆ

เม็ดพลาสติกที่นิยมนามาผลิตเป็นฟิล์มยืดก็คือ PVC (พอลิไวนิลคลอไรด์), PE (พอลิเอทีลีน) และ

PP (พอลิโพรพิลิน)

ในกระบวนการผลิตฟิล์มยืดจาเป็นต๎องใสํสารเติมแตํง ได๎แกํ สารเกาะติด (cling agent)

เพื่อชํวยให๎ฟิล์มยึดเกาะติดกันได๎ดีเมื่อใช๎หํอสินค๎า สารป้องกัน ออกซิเดชัน

เพื่อป้องกันการสลายตัวของพลาสติกในระหวํางการผลิต และสารอื่นๆ เพื่อการใช๎งานเฉพาะ เชํน

สารป้องกันการเกาะติด (antiblock agent) เพื่อป้องกันชิ้นฟิล์มหรือม๎วนฟิล์มเกาะติดกันแนํน



และสารป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต (UV inhibitor) เพื่อยืดอายุของฟิลมที่ใช๎ งานนอกอาคาร

เป็นต๎น



การใช๎ฟิลมยืดหํอสินค๎าสามารถทาได๎งําย ทั้งการหํอด๎วยมือในร๎านค๎าและซุปเปอร์มาร์เก็ต ขนาดเล็ก



หรือใช๎เครื่องมือในการหํอ เมือสินค๎ามีปริมาณมากและต๎องการความรวดเร็ว หรือใน กรณีการหํอ

รวมสินค๎าเป็นหนํวยใหญํเพื่อการลาเลียงขนสํงด๎วยความสะดวกดังกลําว จึงมีการใช๎ ฟิล์มยืดกัน

อยํางกว๎างขวาง อยํางไรก็ตามการเลือกใช๎ฟิล์มยืดให๎เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์เป็นเรื่อง สาคัญที่



ผู๎ใช๎ไมํควรมองข๎ามไป คุณสมบัติสาคัญของฟิล์มยืดซึ่งเกียวข๎องตํอการเลือกใช๎ ได๎แกํ ความสามารถ



ในการยืดตัว (stretchability), แรงยืด (stretchforce), ความยืดหยุน (elasticity) หรือ (restretch force),

การต๎านแรงดึง (breaking strength) อัตราการซึมผํานของไอน้า (water vapour transmission rate)

และอัตราการซึมผํานของก๏าซ (gas tranmission rate) ในกรณีของผลิตภัณฑ์ เพื่อการขายปลีก เชํน

อาหารซึ่งบรรจุในถาด พลาสติก มักใช๎ฟิล์มยืดชนิด PVC และ PPเนื่องจากมี

ความใสและไมํจาเป็นต๎องมีความเหนียวมากเทําใดนัก โดยทั่วไปฟิล์ม PVC จะได๎รับความนิยม

สูงกวําฟิล์ม PP เพราะราคาถูกกวํา ในกรณีของผลิตภัณฑ์รวมหนํวย เพื่อการขนสํงมักใช๎ฟิล์มชนิด

PE ทั้งความหนาแนํนต่า (low density PE, LDPE) และความหนาแนํนต่าเชิงเส๎นตรง (linear low

density PE, LLDPE) โดยเฉพาะฟิล์ม LLDPE มีแนวโน๎มวําจะได๎รับความนิยมเพิมขึนทุกที ่ ้



เพราะมีความแข็งแรงและการยืดตัวสูงกวําฟิลมชนิดอืน ่

การเลือกใช้ฟิล์มยืดให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์



กาญจนา ทุมมานนท์

์ ่

ฟิล์มยืด เป็นฟิลมพลาสติกทีมีคุณสมบัติเฉพาะคือ ยืดหยุํนได๎ ใช๎หํอรัดสิ่งของเข๎าด๎วยกัน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันผลิตภัณฑ์จากการสัมผัส กับสิ่งแวดล๎อม เชํน ฝุ่นละออง ไอน้า อากาศ



ฯลฯ หรือเพื่อการรวมหนํวยผลิตภัณฑ์ให๎เป็นหนํวยใหญํ ซึงจะชํวยอานวย

ความสะดวกในการลาเลียง ขนสํงและเก็บรักษา



พลาสติกที่นยมใช๎ผลิตฟิล์มยืด ได๎แกํ LDPE, LLDPE, EVA, PVC และ PP

ุ ํ

ซึ่งพลาสติกแตํละชนิดจะให๎คณสมบัติตางกัน การเลือกใช๎ฟิล์มยืด

ให๎เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์โดยที่สามารถหํอรัดผลิตภัณฑ์ได๎ตลอดอายุการใช๎งานนัน ้

มีข๎อควรคานึงถึงในสภาวะการใช๎งาน ซึ่งได๎แกํ

อุณหภูมิ

อุณหภูมิแวดล๎อมที่สูง มีผลให๎ฟิล์มยืดที่หํอรัดผลิตภัณฑ์เกิดการคลายตัว

โดยทั่วไปภายใต๎สภาวะอากาศปกติ ฟิล์ม LDPE, EVS และ LLDPE



จะสามารถรักษาแรงหํอรัดไว๎ได๎ร๎อยละ 6065 ของแรงหํอรัดเริ่มแรก ในขณะที่ฟิลม PVC



สามารถรักษาไว๎ได๎เพียงร๎อยละ 25 เทํานัน แตํถ๎าอุณหภูมิ



แวดล๎อมต่าจะทาให๎คณสมบัติของการเกาะติดความเหนียว และการยืดตัวลดลง

ฟิล์มยืดสํวนใหญํไมํควรใช๎งานที่อุณหภูมิ ต่ากวํา 30 ซ. และสูงกวํา 54 ซ.

ความชื้น



ในบางครั้งความชื้นสูงจะทาให๎การเกาะติดของฟิลมยืดดีขน ึ้

เพราะสารที่เติมลงไปเพื่อให๎ฟิล์มเกาะติดกันนั้นทางานได๎ดี โดยการดูดความชื้นจาก

บรรยากาศแวดล๎อม ด๎วยเหตุนี้การใช๎งานที่สภาวะแวดล๎อมชื้น



จึงมักกํอปัญหาการแยกฟิลมออกจากกันได๎ยาก

ฝุ่นละออง

่ ์

ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกที่เกาะติดทีผิวฟิลมจะทาให๎การเกาะติดของฟิล์มลดลง



ถ๎าสภาวะการใช๎งานไมํสามารถหลีกเลี่ยง ปัญหาของฝุนละอองและ สิ่งสกปรกได๎

์ ึ้

จาเป็นต๎องใช๎กาวหรือความร๎อน หรือการผูกรัดชํวยให๎ฟิลมยืดติดกันได๎ดีขน



อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการห่อรัด

อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการหํอรัดเป็นองค์ประกอบสาคัญในการกาหนดคุณสมบัติของฟิล์มยืดที่

จะใช๎และลักษณะของสินค๎าที่จัดเรียงบนแทํนรองรับสินค๎า

ลักษณะของผลิตภัณฑ์

รูปทรงความมั่นคงในการเรียงซ๎อน ความเปราะบาง และความสามารถในการรับแรงกดของผลิตภัณฑ์



มีบทบาทอยํางยิ่งตํอการเลือกใช๎ฟิล์มยืด ผลิตภัณฑ์ที่มน้าหนักเบาและรูปทรงสม่าเสมอ

ํ ์ ี่ ้

จะหํอรัดได๎งายกวําและใช๎ฟิลมน๎อยกวํา ผลิตภัณฑ์ทมีนาหนักมากและรูปทรงไมํสม่าเสมอ



หากผลิตภัณฑ์มีสํวนแหลมคมด๎วย ฟิลมยืดที่ใช๎ต๎องสามารถป้องกันการทิ่มทะลุได๎ดีดวย๎



ความเข้ากันได้กับผลิตภัณฑ์

่ ๎

ฟิล์มยืดทีใช๎หํอผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งไมํมีการหํอหุม



ต๎องมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์อาหาร หากใช๎ฟิลมยืด PVC ต๎องควบคุม

ปริมาณของวีซีเอ็มโมโนเมอร์และสารพลาสติกไซเซอร์



ซึ่งอาจเคลื่อนตัวออกจากฟิลมยืดและสัมผัสอาหารได๎

วิธีการหีบห่อ

ํ ์ ั

วิธีการหีบหํอมีสวนอยํางยิ่งตํอการเลือกใช๎ฟิลมยืด บรรจุภณฑ์ที่เป็นเหลี่ยมและมีมุมแหลมคม อาจ

ทาให๎ฟิล์มยืดแตกใน ระหวํางการหํอ ซึ่งป้องกันได๎โดยการใช๎วัสดุ เชํน โฟมขึ้นรูปหรือแผํน กระดาษ



ลูกฟูกหุ๎มตรงเหลี่ยมและมุมนัน เพื่อชํวยในการหํอ



ฟิล์มหด

มยุรี ภาคลาเจียก



ในระบบการจัดจาหนํายสินค๎าปัจจุบัน ไมํวาจะเป็นการขายสํงหรือขายปลีกก็ตาม



การบรรจุภัณฑ์ที่ใช๎ฟิลมหด เพื่อหํอรัดสินค๎ากาลังได๎รับ ความนิยมสูง

โดยใช๎กับสินค๎านานาชนิดจาพวกเครื่องอุปโภคบริโภค และสินค๎าอุตสาหกรรมตํางๆ ทั้งนี้เนื่องจาก

อานวยประโยชน์หลายประการ อาทิ ใช๎รวมสินค๎าหลาย ชิ้นให๎เป็นหนํวยใหญํ

ซึ่งชํวยให๎ความสะดวกตํอการ ลาเลียงขนสํงและเก็บรักษา ใช๎หํอสินค๎า เชํน สมุด กระดานไวท์บอร์ด

เครื่องเขียนตํางๆ เพื่อป้องกันฝุ่นละออง ใช๎หุ๎มรัดสินค๎าขายปลีกกับของแถม

ุ๎ ่

เข๎าด๎วยกันเพื่อสํงเสริมการขาย และใช๎หมรัดรอบฝาขวดเพือกันการขโมยเปิด เป็นต๎น

์ ่

ฟิล์มหดนี้มาจากศัพท์เทคนิควํา “shrink film” ซึ่งเรียกตามคุณสมบัติของฟิลมนันเอง กลําวคือ มันจะ









หดตัวเมื่อ ได๎รับลมร๎อน วัสดุที่ใช๎ทาฟิล์มหด ได๎แกํ



พลาสติกที่โมเลกุลถูกทาให๎เรียงตัวกันในระหวํางการผลิตฟิล์ม ชนิดของ พลาสติกทีนิยมใช๎ที่สุดคือ

พอลิไวนิลคลอไรด์ (polyvinyl chloride-PV) และพอลิเอทีลีนชนิดความหนาแนํนต่า (Low density

polyethylene-LDPE)











ในการใช๎งานมีวธีการงํายๆ ดังนี้ นาฟิล์มดังกลําวมาทาเป็นถุงแล๎วสวมครอบสินค๎าอยํางหลวมๆ



จากนันนาไปผํานลมร๎อนซึ่งได๎มาจาก เครื่องเป่าผม ธรรมดาหรือปืนก๏าซหรืออุโมงค์ร๎อนก็ได๎

่ ิ

ขึ้นกับขนาดของสินค๎าและความเร็วทีต๎องการ เป็นผลให๎ฟล์มหดตัวและรัดแนํนกับสินค๎าที่สวมอยูํ



ปัจจัยในการเลือกใช๎ฟิล์มหดให๎ได๎ประสิทธิภาพสูงสุด ต๎องคานึงถึงคุณสมบัติของฟิลมหดที่ใช๎



เป็นหลัก อาทิ ความหนา ความเหนียว ความแข็งแรงของรอยปิดผนึก ความใส อุณหภูมในการหดตัว

เป็นต๎น นอกจากนี้ยังต๎อง

ิ ํ

ควบคุมอุณหภูมของลมร๎อนและระยะเวลาที่ผานลมร๎อนให๎เหมาะสมกับชนิดของฟิล์ม

การขาดความพิถีพิถัน ในปัจจัยเหลํานี้ นอกจากจะทาให๎เกิดการแตกขาดของฟิล์มหรือการยับยํนแล๎ว

ิ ่ ่ ๎

ยังมีผลให๎สนค๎าขาดความ เชือถือและไมํเป็นทียอมรับของผูซื้ออีก



การหีบห่อแบบแผ่น



บุษกร ประดิษฐ์นยกูลิ

ั่

การหีบหํอแบบแผํนเป็นรูปแบบของการหีบหํอสินค๎าอีกประเภทหนึ่งที่เรามักเห็นกันอยูํทวๆ

ไปตามชั้นวางขายในห๎างสรรพสินค๎า โดยวางอยูํบนชั้น

บ๎างหรือแขวนไว๎บ๎างตามแตํประเภทของสินค๎า

เหตุที่เรียกวําการหีบหํอแบบแผํนนั้นเนื่องจากมีเพียงแผํนพลาสติกกับแผํนกระดาษแข็งก็

๎ ้

สามารถหุมหํอ สินค๎าได๎แล๎ว การบรรจุแบบนีมีลักษณะคือ

1. การหีบหํอแบบบลิสเตอร์ (blister packaging)

2. การหีบหํอแบบสกิน (skin packaging)



การหีบห่อแบบบลิสเตอร์

ึ้

ด๎านบนจะประกอบด๎วยแผํนพลาสติกที่ขนรูปตามรูปรํางของสินค๎า



มีแผํนกระดาษแข็งรองด๎านลํางโดยมีสารเคลือบให๎ผนึกติดกันได๎ดวยความร๎อน และมีหมึกพิมพ์





*แผ่นพลาสติก สํวนใหญํใช๎พลาสติกใสขึนรูปด๎วยความร๎อนและผนึกติดบนกระดาษแข็งได๎ดี สํวน









คุณสมบัติอื่นๆ เชํน ความทนตํอการตกกระแทก ความต๎านทานไขมันและการทาตํออุณหภูมิต่าๆ

ตลอดจนความหนาจะขึ้นกับ ชนิดของสินค๎าที่ นิยมใช๎พลาสติกประเภทเซลลูโลส สไตรีนและไวนิล

* กระดาษแข็ง เป็นโครงสร๎างที่สาคัญ จะต๎องเลือกใช๎เข๎ากับขนาด รูปรํางและน้าหนักของสินค๎า

ความหนาของกระดาษที่ นิยมใช๎คือ 0.460.16 มิลลิเมตร



รวมทั้งต๎องมีผวหน๎าเหมาะสมกับการพิมพ์ในระบบที่ต๎องการด๎วย

ึ้

* สารเคลือบ จะเป็นตัวเชื่อม ระหวํางพลาสติกที่ขนรูปกับกระดาษแข็งที่พิมพ์แล๎ว



ชํวยป้องกันไมํให๎ตัวพิมพ์ลบเลือน และให๎ความมันวาว สารเคลือบมีหลายชนิดขึนกับพลาสติกที่ใช๎

* หมึกพิมพ์ ใช๎พิมพ์ข๎อความและรูปภาพลงบนกระดาษแข็ง ต๎องเข๎ากันได๎ดีกับสารเคลือบ



และต๎องทนอุณหภูมิสูงๆ ที่ใช๎ในการติดผนึก ทนตํอการเสียดสี และปลอดภัยตํอสินค๎าทีจะใช๎บรรจุ



การบรรจุแบบบลิสเตอร์ ต๎องใช๎เครื่องบรรจุโดยเฉพาะ มีหลักการคือ เมื่อได๎พลาสติกขึนรูปแล๎ว

นาสินค๎าวางไว๎ภายในวาง กระดาษแข็ง คว่าหน๎าตรงตาแหนํงที่ต๎องการ หลังจากนั้น

จึงผนึกแผํนพลาสติกให๎ติดกับกระดาษโดยใช๎ความดันและความร๎อนที่เหมาะสม เครื่องบรรจุ

บลิสเตอร์อัตโนมัติ มักเป็นแบบหมุนหรือสายพาน และอาจเชื่อมตํอด๎วยเครื่องขึ้นรูป เครื่องตัด

ึ้ ิ

เครื่องป้อนบลิสเตอร์และกระดาษ ทั้งนี้ขนกับ ขนาดของเครื่อง สินค๎าที่นยมบรรจุ ได๎แกํ

เครื่องสาอาง ของเลํน อุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ฯลฯ



การหีบห่อแบบสกิน

ี่

เป็นการหีบหํอแบบแผํนอีกรูปแบบหนึ่ง มีวัสดุทใช๎คล๎ายกับแบบบลิสเตอร์

แตํแตกตํางจากแบบบลิสเตอร์คือ ตัวสินค๎าจะเป็นแมํพิมพ์ให๎กับแผํนพลาสติก



และทาการบรรจุดวยวิธีสุญญากาศ ทาให๎แผํนพลาสติกแนบติดกับสินค๎า การบรรจุแบบนี้ประกอบด๎วย



*แผ่นพลาสติก ที่นิยมใช๎มี 3 ชนิดคือ พีอี พีวซี และไอโอโนเมอร



*สารเคลือบ ต๎องใช๎รวมกับหมึกพิมพ์ ต๎องไมํมีสารประกอบ ที่เป็นอันตรายตํอตัวสินค๎า

เอื้ออานวยตํอการผนึกด๎วยความร๎อน





*กระดาษแข็ง การเลือกใช๎ตองพิจารณาความหนา ความเหนียว และความแข็งแรง



เพื่อชํวยพยุงสินค๎า มักใช๎กระดาษทีมีรูพรุนมาก

เพื่อให๎แนบติดกับแผํนพลาสติกไมํควรเคลือบแป้งเพราะจะเป็นปัญหาตํอ

การดูดด๎วยสุญญากาศในขณะทาการผนึก

บางครั้งการใช๎หมึกพิมพ์และสารเคลือบบางชนิดจะลดความเป็น รูพรุนของกระดาษ

จึงต๎องเจาะรูเล็กๆ ไว๎บนกระดาษแข็งด๎วย

วิธีการบรรจุแบบสกิน ต๎องใช๎เครื่องบรรจุซึ่งมีหลายแบบ มีทั้งการใช๎มือชํวยและแบบอัตโนมัติ

เมื่อเลือกชนิดของวัสดุได๎แล๎ว ก็นาสินค๎าวาง ลงบนกระดาษแข็ง มีแผํนพลาสติกอยูํดานบน ๎



เมื่อแผํนพลาสติกได๎รับความร๎อน ก็จะติดลงบนสินค๎า ขณะเดียวกับทีมีลมดูด เป็นสุญญากาศ

ทาให๎แผํนพลาสติกผนึกแนํนกับกระดาษแข็ง ซึ่งสิ่งสาคัญสาหรับการบรรจุแบบนี้คือ

ต๎องควบคุมการให๎ความร๎อน แกํพลาสติกและระยะเวลา ในการผนึกให๎เหมาะสม



สินค๎าทีมักใช๎การบรรจุแบบสกินได๎แกํ ตะเกียง เครื่องพิมพ์ดีด แก๎วเจียระไน กระเบื้อง ฯลฯ



สินค๎าที่บรรจุแบบแผํนจะมองเห็นสินค๎าและคาอธิบายการใช๎ได๎อยํางชัดเจน ป้องกันสินค๎าได๎ดี

ํ ้

ประหยัดคําใช๎จายวัสดุและเนือที่ในการวางขาย อีกทั้งชํวยสํงเสริมการขายได๎เป็นอยํางดี



รีทอร์ต เพาช์

บุษกร ประดิษฐนิยกูล



รีทอร์ต เพาช์ (retort pouch)



เป็นชื่อของบรรจุภณฑ์ประเภทหนึ่งที่สามารถบรรจุผลิตภัณฑ์แล๎วนาไปฆําเชื้อด๎วยความร๎อน

ด๎วยเหตุนี้จึงสามารถรักษา คุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว๎ได๎นานเป็นปี

เทคโนโลยีนี้ได๎ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนการใช๎กระป๋องโลหะโดยมหาวิทยาลัย แหํง

หนึ่งในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1940

สาหรับนามาใช๎ในการบรรจุเสบียงแจกแกํทหารในขณะออกรบตํอมาการใช๎ รีทอร์ต เพาช์

้ ุ่

ได๎แพรํหลายยิ่งขึนในอุตสาหกรรมอาหารและยา ในหลายๆ ประเทศ เชํน ญี่ปน และประเทศในยุโรป



ผลิตภัณฑ์อาหาร ทีนิยมในบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ เชํน อาหารเนื้อ ปลา ซุป น้าผลไม๎ ขนมอบ ฯลฯ

่ ิ

รูปแบบของรีทอร์ต เพาช์ ทีนยมที่สุดคือ เป็นถุง ประกอบด๎วยวัสดุอํอนตัว



ซึ่งทาจากฟิล์มพลาสติกหลายชิ้น มักมีการเสริมคุณสมบัตให๎สามารถสกัดกั้นไอน้าและก๏าซได๎ดี

ด๎วยการใช๎รํวมกับอะลูมิเนียมฟอยล์ คุณสมบัติที่ สาคัญอื่นๆ ของรีทอร์ต เพาช์ ได๎แกํ



ต๎องทนอุณหภูมิชํวงต่ากวํา 0 ซ. และสูงจนถึง 121 ซ. ได๎ ไมํทาปฏิกริยา กับอาหาร

สามารถรักษากลิ่นและรสชาติของอาหารไว๎ได๎ตลอดระยะเวลา การจาหนําย รวมทั้งต๎องมีความ

แข็งแรงไมํแตกหรือฉีกขาดงํายด๎วย



หลักการโดยทัวไปของรีทอร์ต เพาช์ คือ เมื่อผลิตออกมาเป็นถุงตามโครงสร๎างที่ต๎องการ

จะทาการบรรจุอาหารลงในถุง แล๎วดึงอากาศที่เหลือ ออกกํอนปิดผนึกปากถุงด๎วยความร๎อน

หลังจากนั้นจึงทาการฆําเชื้อภายใต๎ความดันระหวําง 25–30 ปอนด์ตํอตารางนิว ้



ถ๎าใช๎ความดันมากกวํานี้ จะมีผลทาให๎รอยปิดผนึกของถุงแตกได๎ การฆําเชื้อดังกลําวมีการใช๎กนอยูํ 3



วิธีคือ ใช๎นา – อากาศ ไอน้า – อากาศ และรังสีไมโครเวฟ ขนาดบรรจุของรีทอร์ต เพาช์



ที่ออกสูํตลาดในปัจจุบนมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญํ ขนาดเล็กสาหรับการขายปลีก มีความจุ 4, 8

และ 16 ออนซ์ สํวนขนาดใหญํสาหรับโรงงานอุตสาหกรรมมีความจุ 32 ออนซ์ สาหรับประเทศไทย



แม๎วาการใช๎รีทอร์ต เพาช์ จะยังไมํแพรํหลายมากนักในขณะนี้ เนื่องจากต๎นทุนการผลิตคํอนข๎างสูง



แตํก็มีแนวโน๎มทีดีในอนาคตเพื่อสนองตอบตํอการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย

ซึ่งนับวันจะ ก๎าวหน๎ายิ่งขึ้น การแขํงขันทางเทคโนโลยี



โดยเฉพาะในด๎านการบรรจุภณฑ์จะเป็นองค์ประกอบสาคัญที่ทาให๎ผลิตภัณฑ์อาหารของ

ไทยสามารถ แขํงขันในตลาดโลกได๎









แผ่นเปลวอะลูมิเนียม



กาญจนา ทุมมานนท์

แผํนเปลวอะลูมิเนียม (aluminium foil) เป็นวัสดุประเภทหนึ่งสาหรับทาภาชนะบรรจุ

ซึ่งนิยมใช๎กันมากวํา 60 ปีแล๎ว ในชํวงแรกๆ ที่มีการนามา ใช๎กัน



นั้นมักถูกมองเป็นวัสดุที่ใช๎เพือการตกแตํงหีบหํอให๎สวยงาม



ซึ่งมีอทธิพลตํอการตัดสินใจซื้อของผู๎บริโภค



แผํนเปลวอะลูมิเนียม คือ อะลูมิเนียมทีมีความหนา 0.15 มิลลิเมตรหรือน๎อยกวํา

การนาไปใช๎งานแบํงได๎เป็น 3 ลักษณะคือ

*แผํนเปลวอะลูมิเนียมธรรมดา

่ ๎

*แผํนเปลวอะลูมิเนียมทีมีการเคลือบด๎วยสาร ที่ทาให๎สามารถปิดผนึกได๎ดวยความร๎อน



*แผํนเปลวอะลูมิเนียมทีมีการเคลือบหรือประกบกับกระดาษหรือฟิล์มพลาสติก

โดยทั่วไปไมํนิยมใช๎แผํนเปลวอะลูมิเนียมแตํเพียงอยํางเดียว สาหรับทาเป็นภาชนะบรรจุ



เนื่องจากพับแล๎วจะ เป็นรอย แตกได๎งําย ดังนั้นจึงได๎มีการใช๎วัสดุที่อํอนตัวอืนๆ

เคลือบหรือประกบแผํนเปลวอะลูมิเนียม แผํนเปลวอะลูมิเนียม

ลักษณะนี้ได๎นาไปใช๎ในการยืดอายุการเก็บของผลิตภัณฑ์ได๎อีก

ทั้งชํวยให๎ผลิตภัณฑ์มีลักษณะเดํนดูสวยงามขึ้นด๎วย





คุณสมบัตของแผ่นเปลวอะลูมิเนียม

1. ไมํมีกลิ่นและรสไมํเป็นพิษ จึงเหมาะสาหรับใช๎เป็นภาชนะบรรจุอาหาร ยา และเครื่องสาอาง

2. ทึบแสง

จึงใช๎เป็นภาชนะบรรจุเพื่อป้องกันแสงสาหรับผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมคุณภาพได๎งํายเมื่อได๎รับแสง

3. สะท๎อนรังสีความร๎อน เนื่องจากผิวหน๎าทั้ง 2 ด๎านตํางกันคือ มันและด๎าน

จึงสามารถสะท๎อนรังสีความร๎อนได๎ 95% ใช๎เป็น

ี่ ิ ่

ฉนวนป้องกันความร๎อนสาหรับผลิตภัณฑ์ทต๎องรักษาอุณหภูมให๎ตาหรือสูงตามที่ต๎องการ เชํน

อาหารแชํแข็งที่บรรจุในภาชนะแผํนเปลวอะลูมิเนียมจะ

เกิดการสะท๎อนรังสีความร๎อนทาให๎การละลายเกิดขึ้นช๎าลง

4. เป็นตัวนาความร๎อน กลําวคือ แผํนเปลวอะลูมิเนียมร๎อนและเย็นได๎อยํางรวดเร็ว

ทาให๎เหมาะกับการใช๎เป็นภาชนะในการแชํแข็งหรืออบด๎วยความร๎อน

และยังทาให๎การปิดผนึกด๎วยความร๎อนเป็นไปอยํางรวดเร็วและมีคุณภาพ

5. มีเสถียรภาพในชํวงอุณหภูมิกว๎าง

ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในแผํนเปลวอะลูมิเนียมจึงสามารถนาไปให๎ความร๎อนแล๎วนามาแชํแข็ง

และให๎ความร๎อนอีกครั้งหนึ่งได๎โดยไมํต๎องถํายภาชนะ



6. ไมํดดความชื้นและของเหลว จึงไมํหดตัว ยํนหรืออํอนตัว



7. โค๎งงอได๎ สามารถพับ จีบ หรือขึนรูปได๎ อยูํตัวดี จึงนามาใช๎ได๎กับผลิตภัณฑ์หลายประเภท เชํน



ใช๎เป็นฝาปิดขวดนม เครื่องดืมและใช๎หํอเนย ขนมปัง ช็อกโกเลต ลูกกวาด บุหรี่

ํ ่ ้

8. ป้องกันการซึมผํานของไขมันได๎ดี จึงเหมาะกับการใช๎หออาหารประเภททีมีนามัน เนยและเนยแข็ง



จากคุณสมบัติตํางๆ ของแผํนเปลวอะลูมิเนียมดังกลําวมานี้

ิ ั

จึงทาให๎นยมนามาใช๎เป็นภาชนะบรรจุกนอยําง แพรํหลาย โดยเฉพาะอยํางยิ่งกับผลิตภัณฑ์อาหาร

ดังเห็นได๎จากภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์จาพวกขนมขบเคี้ยว อาหารสาเร็จรูปตํางๆ

ซึ่งเปลี่ยนจากการใช๎ถุงพลาสติกธรรมดา เป็นถุงพลาสติกประกบกับแผํนเปลวอะลูมิเนียม



SUSCEPTORS :บรรจุภัณฑ์สาหรับอาหารไมโครเวฟ

ศิริวรรณ แสงนิกรเกียรติ



วัสดุที่สามารถดูดกลืนคลื่นไมโครเวฟแล๎วแผํพลังงานนันออกมาใหมํในรูปความร๎อน

เป็นที่รู๎จักกันดีในชื่อ “Susceptors” ซึ่งอาจมีความหมายรวมไปถึงอุปกรณ์รับ ดูดกลืนหรือให๎ความร๎อน

มีการผลิต Susceptors เพื่อใช๎ในเชิงพาณิชย์มาตั้งแตํปี 1975



เพื่อทาให๎ผวอาหารเกิดความกรอบหรือเกรียมเป็นสีน้าตาลในเตาไมโครเวฟ เราสามารถแบํง

Susceptors ได๎เป็น 3 ชนิด คือ Pigment/binder coatings, chemceptors และ thin conductive coatings

่ ุ

ทุกชนิดมีชั้นบางๆ ของตัวเหนี่ยวนาไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบหลัก การผลิตฟิล์มบางทีมีคณสมบัติเป็น

Susceptors เริ่มต๎นจากการเติมอนุภาคของโลหะ เชํน อะลูมิเนียมในพื้นผิวทนความร๎อน เชํน

ฟิล์มพอลิเอสเตอร์ที่

่ ํ

ประกบติดอยูํกับวัสดุรองรับทีทนตํอการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและมีคากาลังการสูญเสีย (loss) ต่า

้ ี ํ

โดยทั่วไป Susceptors ประกอบด๎วยชันของวัสดุที่มหน๎าที่ตางกัน 4 ชั้น ดังนี้

1. พื้นผิวรับความร๎อน (heating surface) นิยมใช๎วัสดุประเภทพอลิเอสเตอร์หนา 0.012 มิลลิเมตร

2. ชั้นโลหะบาง (thin metallayer) นิยมใช๎วัสดุประเภท vacuum deposited aluminium

3. ตัวเชื่อม (adhesive)

4. วัสดุรองรับ (substrate) นิยมใช๎กระดาษหรือกระดาษแข็ง

ั้ ้

ตามปกติชนของพืนผิวรับความร๎อนจะสัมผัสโดยตรงกับอาหาร

โดยที่ชั้นโลหะบางจะถูกวางให๎หํางจากการสัมผัสกับอาหารโดยตรง เพื่อป้องกัน



ความเสียหายที่จะเกิดขึนกับชั้นโลหะบาง อันเนื่องมาจากความร๎อนจากอาหารนั่นเอง



จากการทีมวลของตัวเคลือบ (thin conductive coatings) ที่มีคุณสมบัติในการเหนี่ยวนาไฟฟ้า

มีคําน๎อยกวํามวลของอาหารหลายพันเทํา



แตํมีกาลังการสูญเสียกํอนการดูดกลืนคลืนไมโครเวฟสูงกวําอาหาร หลายพันเทํา



สํงผลให๎กาลังการดูดกลืนพลังงานไมโครเวฟในสภาวะที่สมผัสใกล๎ชิดกับอาหารดีมาก

อยํางไรก็ตามทันทีที่เริ่มมีการดูดกลืนพลังงาน ไมโครเวฟ ชั้นเคลือบบางๆ



เหลํานีจะแตกตัวออกเป็นชิ้นเล็กๆ จานวนมหาศาล

ทาให๎คํากาลังการสูญเสียลดลงอยํางฉับพลันจนถึงคําความหนาแนํน ของพลังงานที่สามารถทนได๎

การแตกตัวดังกลําวเป็นดัชนีสาคัญในการกาหนดคําอุณหภูมิสูงสุดที่ Susceptors จะทนได๎



ซึ่งเป็นการยากมากทีจะ ทานายหรือควบคุมอุณหภูมิทวํานี้ ี่



เนื่องจากคําดังกลําวขึนกับสมดุลระหวํางคําการดูดกลืนพลังงานไมโครเวฟกับความร๎อนที่แผํออกมา

หลังจากการ ดูดกลืน











เหตุผลสาคัญทีต๎องให๎ Susceptors แนบสนิทกับอาหารขณะใช๎งานก็เพื่อระบายความร๎อนจากตัว

Susceptors ไปสูํอาหาร เพื่อป้องกันการลดลง ของกาลังการสูญเสียมากเกินควรนั่นเอง



แม๎วาจะมีนักวิจัยได๎พยายามคิดค๎นสูตรตํางๆ เพื่ออธิบายและทานายการเปลี่ยนแปลงของ



Susceptors เมื่อได๎รับความร๎อน ซึ่งมีปจจัยที่เกี่ยวข๎อง ได๎แกํ optical density

ความหนาและความต๎านทาน แตํก็ยังไมํสามารถนาไปประยุกต์ใช๎ได๎กับผลิตภัณฑ ์ ทุกประเภท



ข้อจากัดที่สาคัญของ aluminium metallized film susceptors



1. ความหนาของชันโลหะเป็นเพียงตัวแปรเดียวที่ใช๎ควบคุมการทางานของ Susceptors

ื้

ซึ่งมักมีการใช๎ความหนาที่สามารถให๎พนผิวสัมผัสสูงสุด



2. ขั้นตอนการผลิตในชํวง vacuum metallization ต๎องใช๎เวลานานมาก ทาให๎ต๎นทุนการผลิตสูงขึน

อันเนื่องมาจากแรงงานสํวน

เพิ่มข้อจากัดใน เชิงพาณิชย์

การใช๎ Susceptors ยังมีข๎อจากัดเชิงพาณิชย์ที่สาคัญคือ



ไมํสามารถให๎ลักษณะของอาหารตามทีผู๎บริโภคต๎องการได๎ อันเนื่องมาจากการที่สามารถ

ควบคุมการทางานของมันได๎นั่นเอง



หลอดลามิเนต (laminate tube)



กาญจนา ทุมมานนท์









้ ุ

หลอดลามิเนตประกอบด๎วยชันของพลาสติกหลายชั้น มีคณสมบัติใกล๎เคียงกับหลอดโลหะ

แผํนลามิเนตหนาประมาณ 0.33 มิลลิเมตร ทาได๎ โดยการ ประกบแบบอัดรีด (extrusion lamination)



แล๎วติดให๎ได๎ขนาดที่ต๎องการ ตํอจากนันจะเชื่อมตะเข็บกลางเป็นตัวหลอดตัวหลอดจะมีแผํน

้ ่

เปลวอะลูมิเนียม เป็นตัวสกัดกั้นความชืนและออกซิเจน เพือรักษาคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์

สํวนหัวหลอดควรใช๎วัสดุพอลิบิวทิลีน เทอร์ฟะทาเลต (polybutylene terephthalate, PBT)



เชื่อมเข๎ากับตัวหลอด แม๎วําแนวเชื่อมนี้อาจไมํเป็นตัวสกัดกันที่ดีนัก

แตํจะมีการซึมผํานของก๏าซและไอน้าได๎น๎อย มากวัสดุที่ใช๎ทาหัว หลอด นี้อาจจะเป็น PP ก็ได๎

ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุ



หลอดลามิเนตอาจใช๎ EVOH



ซึ่งเป็นพลาสติกใสและมีคุณสมบัติในการเป็นตัวสกัดกั้นทีดีแทนแผํนเปลวอะลูมิเนียม



โดยใช๎วธีการรีดรํวม (coextrusion) หรือโดยการอัดรีด ซึ่งจะทาให๎หลอดเป็นเนื้อเดียวกัน

ี ี ี

ไมํมรอยตํอเชื่อมที่ทาให๎มีการ ซึมผํานของก๏าซและไอน้า แตํการทาหลอด ลามิเนตด๎วยวิธนี้มคําใช๎

จํายสูง



การพิมพ์หลอดให๎สวยงามนันอาจจะพิมพ์เมื่อยังเป็นแผํนลามิเนตอยูํ โดยใช๎ระบบโรโตกราเวียร์

(rotogravure) หรือออฟเซต (offset) ก็ได๎

เมื่อมีการผลิตหลอดลามิเนตในระยะแรกๆ ได๎ใช๎บรรจุภัณฑ์ประเภทยาสีฟัน

แตํในปัจจุบันได๎นามาใช๎บรรจุผลิตภัณฑ์ อีกหลายชนิด เชํน กาว สี ผลิตภัณฑ์บารุงเส๎นผม และยา

เป็นต๎น



มารู้จักศัพท์ทางด้านการบรรจุภัณฑ์ดีกว่า

เรียบเรียงโดย มยุรี ภาคลาเจียก

การบรรจุหีบหํอ (packaging)

มีความหมายวําแนวความคิดรวมของระบบในการเตรียมสินค๎าเพื่อการขนสํง จัดจาหนําย

ิ ๎ ่

เก็บรักษาและการตลาด โดยให๎สอดคล๎องกับคุณสมบัตของสินค๎า รวมทั้งการใช๎ตนทุนทีเหมาะสม

ในยุคปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได๎มีบทบาทตํอชีวิตประจาวัน ของคนเรามากขึน ้

การบรรจุหีบหํอจึงได๎ทวีความสาคัญยิ่งขึน ้

ทั้งนี้เนื่องจากการบรรจุหีบหํอเป็นปัจจัยที่สาคัญในการนาสินค๎าจากแหลํงผลิตสูํมือ



ผู๎บริโภคในคุณภาพซึ่งเป็นทียอมรับ

ํ ่ ๎

การบรรจุหีบหํอจัดได๎วาเป็นแขนงวิชาหนึ่งทีผนวกความรูทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปะ



เข๎าด๎วยกัน มีความสัมพันธ์กบขั้นตอนตํางๆ มากมาย นับตั้งแตํการเตรียมสินค๎า การ บรรจุ

การลาเลียงและขนสํง จนถึงการตลาด ศัพท์เทคนิคที่











ใช๎ในวงการนี้บางคาก็ดคล๎ายคลึงกัน ซึ่งอาจกํอความสับสนได๎ วิทยาศาสตร์สาหรับเยาวชนฉบับนี้

จึงขอนาศัพท์ที่สาคัญทางด๎านการบรรจุหีบหํอมาบอกเลําให๎ทราบถึงความหมายกัน



มาเริ่มทีคาวํา วิธีการบรรจุ (packing) หมายถึงวิธีการบรรจุสินค๎า

จะด๎วยการหํอหุ๎มหรือการใสํลงในภาชนะปิดใดๆ ก็ได๎ หีบหํอ (a pack)

หมายถึงวางผลิตภัณฑ์ในภาชนะบรรจุหรือทาให๎เป็นมัดหรือเป็นหํอ ภาชนะบรรจุ (a package)

หมายถึงหนึ่งหนํวยของผลิตภัณฑ์ซึ่งได๎รับการหํอหรือใสํลงในภาชนะบรรจุแล๎ว

ี่ ี ํ

นอกจากนั้นยังหมายถึงภาชนะบรรจุทมผลิตภัณฑ์บรรจุอยูภายในก็ได๎ ที่ใสํของ (container) มี 2

ความหมาย ความหมายแรกคือที่ใสํของเพื่อใช๎ในการเตรียมสินค๎าสาหรับการขนสํง และจัดจาหนําย



ความหมายที่สองคือ ตู๎ขนาดใหญํ ซึ่งนิยมใช๎ขนสํงสินค๎า ไมํวาจะเป็นทางอากาศหรือทางเรือ

ตู๎นี้สามารถใช๎หมุนเวียนได๎หลายครั้ง



ภาชนะบรรจุโดยทัวไปจะแบํงได๎เป็น 2 ประเภท คือภาชนะบรรจุเพื่อการขนสํง (transport package,

distribution package, shipping container และ outer package) หมายถึง



ภาชนะบรรจุชั้นนอกซึ่งใช๎เพือการขนสํงและเก็บรักษา

ทาหน๎าที่อานวยความสะดวกในการลาเลียงขนสํง

รวมทั้งชํวยป้องกันสินค๎ามิให๎เสียหายในระหวํางการขนสํง อีกประเภทหนึ่งคือ

ภาชนะบรรจุเพื่อการขายปลีก (consumer package, retail package, primary package)

หมายถึงภาชนะบรรจุหนํวยยํอยที่มีสินค๎าอยูํ ผู๎บริโภคสามารถสัมผัสได๎โดยตรง

และใช๎เป็นหนํวยของการขายปลีก



ภาชนะบรรจุประเภทนี้ ควรมี คุณสมบัติในการรักษาคุณภาพ ของสินค๎า

ตลอดจนแจ๎งข๎อมูลของสินค๎าได๎ครบถ๎วนและชํวยดึงดูดผู๎บริโภคได๎

ในการพัฒนาหรือเลือกใช๎ภาชนะบรรจุสาหรับสินค๎าชนิดหนึ่งๆ นั้น

จาเป็นต๎องมีการออกแบบภาชนะบรรจุให๎ถูกต๎อง กลําวคือต๎องมีความ สอดคล๎องกับสินค๎า

สภาพการขนสํง และการตลาด การออกแบบดังกลําวสามารถแบํงออกเป็น 2 ประเภท

ประเภทแรกได๎แกํ การออกแบบด๎าน โครงสร๎าง (structural design)

หมายถึงเทคนิคในการเลือกใช๎ชนิดของวัสดุ การกาหนดขนาด รูปแบบ วิธีการบรรจุ

และสํวนประกอบตํางๆ เพื่อให๎ภาชนะบรรจุนั้นสามารถทาหน๎าที่ได๎อยํางมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเภท ที่สองเรียกวํา การออกแบบด๎านกราฟฟิก (graphic design หรือ visual design)



หมายถึงการออกแบบที่ให๎ผลตํอการสํงเสริมการขาย ซึ่งเกียวข๎องกับคุณภาพของการพิมพ์



การตบแตํงด๎านสีสน รูปภาพ รูปรําง เพื่อให๎ภาชนะบรรจุนั้นมีความสวยงาม



รวมทั้งสร๎างมูลคําเพิมให๎กับสินค๎านั้นได๎ด๎วย



บทบาทและความสาคัญของภาชนะบรรจุ

บุษกร ประดิษฐากูร



การบรรจุหีบหํอ กลําวกันอยํางงํายๆ คือ การนาสิ่งของหรือสินค๎าบรรจุลงในภาชนะ ซึ่งอาจจะเป็นถุง



กลํอง หรืออะไรก็ตาม แตํถ๎ามองกันให๎ลึกซึ้งมากไปกวํานัน การบรรจุหีบหํอกลับไมํใชํเรื่องงําย

เพราะเราจะต๎องรวมเอาทั้งความเป็นศิลปะผสมผสานกับหลักการทางวิทยาศาสตร์หรือเรียกวําเทคโน

โลยีเข๎าไว๎ดวยกัน ๎

่ ๎ ํ

แตํกํอนในสมัยโบราณ มนุษย์เราเริมรูจักที่จะใช๎วัสดุตางๆ มาทาเป็นภาชนะบรรจุโดยวิธีการงํายๆ



มีหลักฐานค๎นพบวําชาวอียิปต์เป็นชาติแรกทีรู๎จักใช๎ภาชนะเพื่อบรรจุสินค๎า



โดยทาขึ้นจากดินเหนียวมาปันเป็นภาชนะ หรือใช๎เส๎นใยนามาถักทาเป็นถุง และคํอยๆ



พัฒนาขึนมาตามลาดับจนกระทั่งในชํวงศตวรรษที่ 18

ั ๎

ได๎เริ่มมีบริษททาการผลิตภาชนะบรรจุจาหนํายให๎กับผูผลิตและผู๎จาหนํายสินค๎าตํางๆ

โดยมีการนาเครื่องมือเครื่องจักรเข๎ามาใช๎ในการผลิต ตํอมาในศตวรรษที่ 19



ภาชนะบรรจุก็เริมมีบทบาทสาคัญในตลาดอยํางแท๎จริง



และทวีความสาคัญยิ่งขึนตราบจนกระทั่งทุกวันนี้



ทั้งนี้ก็เนื่องจากภาชนะบรรจุทาหน๎าทีหลายประการคือ

ป้องกันและรักษาคุณภาพของสินค๎าในระหวํางการขนสํง ขนถําย และการเก็บในคลังสินค๎า

โดยชํวยป้องกันสิ่งสกปรก ไอน้า ความชื้น แสง การกระแทก และการกดทับ เป็นต๎น

ตลอดจนชํวยรักษารส กลิ่น และ สํวนผสมตํางๆ ของสินค๎าให๎อยูํในสภาพที่ดีอีกด๎วย

ให๎ความสะดวกในการจัดสํงสินค๎าไปยังตลาดปลายทาง ด๎วยความรวดเร็วและประหยัดคําใช๎จําย



ให๎ความสะดวกในการใช๎ เชํน มีฝาปิดเปิดงําย มีหหิ้วสาหรับถือ เป็นต๎น



เป็นตัวกลางในการบอกรายละเอียดของสินค๎าที่บรรจุอยูภายใน เชํน บอกราคา ตรา วิธีการใช๎

อายุการใช๎งาน หรือสํวนผสมตํางๆ เป็นต๎น



ชํวยกระตุนและดึงดูดใจในการซื้อสินค๎า ณ จุดขาย

ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ในการสํงเสริมการขายได๎อยํางดี



ในปัจจุบนเทคโนโลยีการบรรจุหีบหํอได๎เจริญรุดหน๎าเป็นอันมาก และมีการพัฒนาอยํางไมํหยุดยั้ง

ุ่

โดยเฉพาะอยํางยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปน และประเทศในทวีปยุโรป



แม๎วาการบรรจุหีบหํอของประเทศเราจะ ยังไมํทัดเทียมกับประเทศเหลํานี้

ํ ํ

แตํก็เป็นที่นายินดีวาการพัฒนาในด๎านนี้กาลังได๎รับความสนใจจากหลายๆ ฝ่าย

่ ํ

ดังจะเห็นได๎จากการตืนตัวของ ภาคเอกชน เราจึงมีสินค๎าบรรจุอยูในภาชนะรูปรํางแปลกๆ



และใช๎วัสดุใหมํๆ จาหนํายอยูตามท๎องตลาดมากมาย



หรือในสํวนของภาครัฐบาลก็มีหนํวยงานที่ทาหน๎าที่เกียวข๎องกับเรื่องนี้โดยตรง เชํน

ศูนย์การบรรจุหีบหํอไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหํงประเทศไทย

กองบริการอุตสาหกรรม กรมสํงเสริมอุตสาหกรรม กรมพาณิชย์สัมพันธ์

ั่

จึงเป็นที่มนใจได๎วําในอนาคตข๎างหน๎าการบรรจุหีบหํอของบ๎านเราจะพัฒนาทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ

ได๎อยํางแนํนอน



การบรรจุภัณฑ์ได้คุณภาพ

กาญจนา ทุมมานนท์





หลายคนอาจจะดูวําบรรจุภัณฑ์นั้นเป็นสิ่ง ที่งายๆ เพียงแตํนามาใช๎บรรจุรองรับสินค๎าเทํานั้น

้ ่ ี

แตํทาไมถึงได๎มีบรรจุภัณฑ์หลากหลายในท๎องตลาด ทั้งนีก็เนื่องจากมีกฎหมายทีมผลกระทบตํอการ

ั ั่ ู๎ ั ั่

ออกแบบบรรจุภณฑ์นนเอง ปัจจุบันมีผจาหนําย บรรจุภณฑ์กระจายอยูํทวโลก แตํสินค๎าก็ยังมีความ

เสียหายอยูํเนืองๆ

่ ั ั้

การทีจะตรวจสอบวําบรรจุภณฑ์ใช๎งานได๎อยํางดีนน มักจะดูถึงคุณสมบัติในการคุ๎มครองสินค๎า เชํน

สินค๎าจาหนํายในประเทศหรือเพื่อ การสํงออก หรือทั้งสองประการ

ั ิ ํ

ใช๎บรรจุภณฑ์ทุตยภูมิรวมด๎วยหรือไมํ ใช๎ เครื่องจักรหรือคนขนย๎าย

่ ้

วางตลาดในทีที่มีความชืนและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง เพียงใด

บรรจุขนาดใดจึงจะพอเหมาะกับผู๎บริโภค

เหลํานี้เป็นเพียงคาถามตัวอยํางเพื่อใช๎จัดทาบรรจุภัณฑ์ให๎เป็นไปตามข๎อกาหนด



แตํบางครั้งก็ยังไมํสามารถให๎ความคุมครองสินค๎าได๎ตามทีคาดหวังไว๎ ่

ผลิตภัณฑ์จานวนมากรวมทั้งสารเคมี ที่ถูกจัดไว๎ในประเภท “สินค๎าอันตราย” นั้น

ั ี่

ต๎องมีบรรจุภณฑ์ทมีสมบัติตามกฎข๎อบังคับ ชื่อวํา “Recommendations on the Transport of

Dangerous Goods (ninth revised edition)” ซึ่งจัดทาโดยองค์การสหประชาชาติ



เอกสารนีมักรู๎จักกันในชื่อวํา “UN Orange Book”

มีสาระวําด๎วยกฎข๎อบังคับในการขนสํงสินค๎าอันตราย ระบบในการทดสอบบรรจุภัณฑ์

การจัดทารหัสและเครื่องหมายบนบรรจุภณฑ์ ั



ดังนั้นผู๎ผลิตสินค๎าประเภทนีจะต๎องจัดหาบรรจุภัณฑ์ให๎เป็นไปตามกฎข๎อบังคับนี้

แตํยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลายชนิดที่ ไมํได๎จัดอยูํในประเภทดังกลําว

ี ั

และไมํมข๎อกาหนดเกี่ยวกับสมบัติบรรจุภณฑ์ทใช๎อยําง ชัดเจน ี่

ผู๎ที่เคยผลิตและใช๎บรรจุภัณฑ์ที่สามารถผํานกฎข๎อบังคับ

ขององค์การสหประชาชาติมาแล๎วจะสามารถนาประสบการณ์มาใช๎กับสินค๎าเหลํานี้ได๎อยํางดี



ในสถานการณ์ที่เน๎นสมบัตของการใช๎งานมาเป็นข๎อกาหนดในการจัดหาบรรจุภัณฑ์ยิ่งกวําการเลือกใ

ช๎โครงการของวัสดุ ซึ่งมีการพัฒนาวัสดุใหมํ มีกฎหมายด๎านการนามาแปรใช๎ใหมํและใช๎ซ้า



และการสร๎างความเชื่อมันของ ผู๎บริโภคในตราสินค๎า เหลํานี้เป็นองค์ประกอบที่ทาให๎การคัดเลือก



ผู๎ผลิตเป็นสิ่งสาคัญ อยํางไรก็ตาม มิใชํวาจะมีแตํเพียงรายเดียวเทํานัน้

ั ้

ที่จะผลิตบรรจุภณฑ์ได๎ตามข๎อกาหนด อีกทั้งใชํวําจะพิจารณาเพียงบรรจุภัณฑ์ที่ มีราคาต่าสุดเทํานัน



ยังมีปัจจัยอื่นทีจะ ต๎องนามาพิจารณารํวมด๎วย เชํน เวลาในการจัดสํง ปริมาณการเก็บสารอง

มาตรฐานในการประกันคุณภาพ และการสนับสนุนด๎านเทคนิค

๎ ํ ่ ้

ซึ่งยังต๎องการงานวิจัยและการทดสอบที่ลวนแตํทาให๎คาใช๎จํายเพิมขึนทั้งสิ้น



การจัดทาข๎อกาหนดบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมนั้นต๎องพิจารณาถึงการเลือกใช๎บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนสํงแทํน



รองรับสินค๎า ฟิล์มยืดทีหํอหุ๎ม และ

วัสดุตํางๆ ที่นามาใช๎ประกอบในการขนสํงด๎วย แทํนรองรับสินค๎าทาด๎วยไม๎ควรได๎รับการตรวจสอบทั้ง

ด๎านการออกแบบ และความคงทนในการใช๎งาน

เพราะจะชํวยให๎การขนถํายและขนสํงเป็นไปอยํางมีประสิทธิภาพ

การจัดทาข๎อกาหนดบรรจุภัณฑ์ จึงเป็นเรื่องทางเทคนิค

ํ ๎

บรรจุภัณฑ์จะใช๎งานได๎ดีเพียงใดนั้นขึ้นอยูที่คุณภาพของบรรจุภัณฑ์ในการคุมครองสินค๎าได๎อยํางปล

อดภัย รวมทั้งการใช๎ปริมาณวัสดุในการจัดทาให๎น๎อยที่สุด เพื่อประหยัดพลังงาน

มีเศษเหลือทิ้งน๎อยที่สุด สามารถนาไปแปรใช๎ใหมํ หรือใช๎ซ้าได๎



ยิ่งกวํานั้นบรรจุภัณฑ์จะต๎องมีราคาที่ทั้งผูผลิตสินค๎าและผู๎บริโภค สามารถซื้อหาได๎



ข้อควรรู้ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์

มยุรี ภาคลาเจียก





ในการออกแบบโครงสร๎างของบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม จาเป็นต๎องมีความรูและพึงปฏิบัติรวม 10

ประการด๎วยกันดังนี้

ั ั

1. มีสามัญสานึก เชํน ผลิตภัณฑ์ที่ไวตํอความชื้น ต๎องได๎รบการบรรจุในบรรจุภณฑ์ที่สามารถป้องกัน

ี่ ั

ไอน้าได๎ดี ผลิตภัณฑ์ทมีไขมันสูงก็ต๎องใช๎วัสดุที่กนไขมันได๎ ผลิตภัณฑ์ที่ แตกหักงําย

ต๎องมีการยึดมิให๎เคลื่อน ที่ และใช๎วัสดุกันกระแทก ผลิตภัณฑ์

ี ี่

ที่มมูลคําต๎องใช๎บรรจุภัณฑ์ทดีมากเป็นพิเศษ เป็นต๎น

๎ ั

2. มีความรูในวิชาฟิสิกส์และหนํวยที่ใช๎ในด๎านการบรรจุภณฑ์ เชํน ในเรื่องของมวล แรง ความดัน

รวมทั้งคุณสมบัติทางกายภาพ และเคมี-กายภาพของบรรจุภัณฑ์ด๎วย เชํน

ความทนทานตํอการโค๎งงอ การต๎าน แรงดึงขาด

การกระแทกอยํางรุนแรงการซึมผํานของไอน้าและก๏าซ การ กัดกรํอน เป็นต๎น

สํวนหนํวยที่ใช๎ก็ควรเป็นมาตรฐานสากล

๎ ํ

3. มีความรูในด๎านการหีบหํอ ไมํวาจะเป็นวัสดุ รูปแบบและสํวนประกอบตํางๆ ของบรรจุภัณฑ์ เชํน



มีความรู๎ในเรื่องของชนิดและคุณสมบัติของวัสดุและบรรจุภณฑ์เพื่อสามารถเลือกใช๎ได๎ตามความต๎อง



การ รวมทั้งมีความเข๎าใจในเรือง ของสํวนประกอบของบรรจุภัณฑ์ เชํน กาว แถบกาว สายรัด ฉลาก

วัสดุ กันกระแทก เป็นต๎น



4. มีความรู๎เกียวกับระบบการขนสํง เชํน ความเสียหายเนื่องจากทางกล

สภาพอากาศแวดล๎อมและสิ่งมีชีวิต

สภาพของการลาเลียงขนสํงสินค๎าและระบบการขนสํงหนํวยใหญํที่ควรใช๎

๎ ํ

5. มีความรูในผลิตภัณฑ์ที่บรรจุ ได๎แกํ คุณสมบัติเฉพาะของผลิตภัณฑ์ไมํวาจะเป็นสถานะ

สํวนประกอบคุณคําทางโภชนาการ ความ แข็งแกรํงหรือบอบบาง

ี่

สาเหตุททาให๎ผลิตภัณฑ์เสียหายหรือเสื่อมคุณภาพ ราคา และอายุการเก็บที่ต๎องการ



6. มีความรู๎เกียวกับกฎระเบียบและข๎อกาหนดของลูกค๎า อันรวมทั้งกฎหมาย ข๎อบังคับตํางๆ



ของประเทศที่จาหนํายสินค๎าและมาตรฐานของบรรจุภณฑ์ที่ลูกค๎ากาหนด



7. มีความรูในด๎านเครื่องจักรที่ใช๎สาหรับการหีบหํอ เชํน เครื่องบรรจุ เครื่องปิดผนึก เครื่องหํอ

เครื่องปิดฉลาก เครื่องพิมพ์ฉลาก เป็นต๎น

๎ ี่

8. มีความรูในเรื่องจุดเดํนและ จุดด๎อยของบรรจุภัณฑ์ทคูํแขํงขันใช๎อยูํ



หรือบรรจุภณฑ์ของผลิตภัณฑ์ที่ คล๎ายคลึงกับที่จะผลิต



เพื่อใช๎เป็นแนวทางในการพัฒนาบรรจุภณฑ์ของตน โดยศึกษาจากบรรจุภัณฑ์ตามร๎านค๎า

ซุปเปอร์มาร์เก็ต งานนิทรรศการ และโรงงานผู๎ใช๎บรรจุภัณฑ์

9. พัฒนาบรรจุภัณฑ์และทดสอบคุณสมบัติบางประการที่ทาได๎ โดยงําย และเสียคําใช๎จายไมํสูงนัก ํ

เชํน การทดสอบความแข็งแรงในการ เรียงซ๎อน การตกกระแทก

การเปลี่ยนแปลงของรสชาติของผลิตภัณฑ์ เป็นต๎น

่ ั

ข๎อมูลทีได๎จะสามารถนากลับมาปรับปรุงบรรจุภณฑ์ให๎เหมาะสม



10. สํงตัวอยํางบรรจุภัณฑ์ที่ผานการปรับปรุงแล๎วในข๎อ 9 ไปยัง



ศูนย์การหีบหํอหรือหนํวยงานที่ได๎รับการรับรอง เพื่อวิเคราะห์ตรวจสอบคุณสมบัตของวัสดุและ

บรรจุภัณฑ์ที่บรรจุผลิตภัณฑ์ แล๎ว อันเป็นการจาลองสภาวะการใช๎งานจริง

เพื่อยืนยันผลของการพัฒนากํอนจะสูํการผลิตบรรจุภัณฑ์ ตํอไป

เทคโนโลยีการพิมพ์และการติดฉลากแบบใหมํ

ปริญญา ขาสาธร



การขาดการสื่อสารที่ดีตํอกันที่จุดขายทาให๎ความสัมพันธ์ระหวํางผูผลิตสินค๎ากับผู๎บริโภค

๎ ํ

หยุดชะงักลง เชํน ผูผลิตขนมปัง ไมํสามารถแจ๎งตํอผู๎บริโภคได๎วาขนมปังจะหมดอายุเมือใด ่

ฉลากจึงได๎เข๎ามามีบทบาทเป็นสื่อกลางที่ให๎ความสัมพันธ์อันดีดาเนินตํอไป

ฉลากสามารถบอกวันหมดอายุ สํวนผสมคุณคําทางโภชนาการและข๎อมูลอื่นๆ ได๎



ปัจจุบันประชาคมยุโรปและทัวโลกได๎ออกกฎหมายเกี่ยวกับฉลากมาใช๎กันอยํางมากมาย

่ ั

ผู๎ผลิตรายใหญํๆ ทีผลิตสินค๎าไมํกี่ชนิด มักจะไมํมีปัญหาในการพิมพ์วนหมดอายุ ชุดตัวเลข บาร์โค๎ด

เพราะสามารถพิมพ์ลงบนบรรจุภัณฑ์กํอนหรือหลังการบรรจุได๎

ู๎ ิ ่ ํ

แตํผผลิตรายเล็กที่มีสนค๎าหลากหลาย การพิมพ์ ดังกลําวจะเป็นการเพิมคําใช๎จายมากขึน ้

และเสี่ยงตํอการนาสินค๎าบรรจุ ผิดกลํอง วิธีแก๎ปัญหาและลดต๎นทุน



คือการพิมพ์บนฉลากกระดาษและนาไปติด บนบรรจุภณฑ์ ณ จุดสุดท๎ายของการผลิต

สมัยกํอนระบบการพิมพ์และติดฉลากไมํมีทางเลือกมากนัก



ต๎องใช๎นาหมึกและฟอยล์ที่ไวตํอความร๎อนซึ่งพิมพ์ได๎ช๎า จนกระทั่งได๎มี

การประดิษฐ์คิดค๎นกรรมวิธีการพิมพ์ แบบเทอร์มัล (thermal printing) ขึ้นมาใช๎

โดยพัฒนาจากอุปกรณ์ทางทหาร

ความร๎อนจากหัวพิมพ์จะสัมผัสกับกระดาษที่เคลือบด๎วยสารไวตํอความร๎อน

แล๎วเปลี่ยนสีขาวของกระดาษ ไปเป็นสีเทาดา ความกว๎างของเส๎นจะมีขนาด 1 มิลลิเมตร

สามารถพิมพ์ตัวอักษร ตัวเลข และกราฟฟิก ตลอดจนจุดเมตริกได๎

แตํฉลากแบบนี้เมื่อโดนแสงอัลตราไวโอเลตนานๆ จะจางลง

จึงได๎นาฟอยล์มาใช๎ในการแก๎ปัญหาดังกลําว ทาให๎สามารถพิมพ์ฉลากได๎ 2 สี โดยนาฟอยล์ 2 สี



มาพิมพ์พร๎อมกัน และความลืนของฟอยล์เองก็จะชํวยยืดอายุการใช๎งานของหัวพิมพ์ได๎อีกด๎วย

้ ่

จากนันได๎มีการพัฒนาให๎เครืองพิมพ์ฉลากแบบนี้สามารถพิมพ์ได๎ ละเอียดมากถึง 12 จุดตํอ มม.

จึงพิมพ์บาร์โค๎ดเล็กๆ ได๎โดยไมํมีปัญหา

สิ่งที่สาคัญคือการแก๎ปัญหาในการติดฉลาก เนื่องจากเครื่อง ติดฉลากมีความเร็ว 30 เมตร/นาที



สํวนการพิมพ์ฉลากมีความเร็วเพียง 125 มิลลิเมตร/วินาที ซึงเป็นสัดสํวน 4 ตํอ 1

จึงต๎องสารองฉลากที่พิมพ์ไว๎แล๎วในม๎วนระหวํางหัวพิมพ์กับเครื่องติดฉลาก การพัฒนาเครื่องพิมพ์

และติดฉลากแบบนี้ได๎คานึงถึงความแมํนยาในการติดฉลาก และความสะดวกในการติดตัง ้



บุคคลที่ไมํมีความรูทางชํางก็สามารถติดตั้งได๎ และเครื่องก็ไมํต๎องการการบารุงรักษามากมายนัก



อีกทั้งสามารถใช๎กับการผลิตสินค๎าทีต๎องการความสะอาด

นอกจากนี้ได๎มีการนาเครื่องคอมพิวเตอร์มาควบคุมในการติดฉลากให๎แมํนยามากขึ้น

และสามารถเปลี่ยนข๎อมูลที่หลากหลายของสินค๎าได๎สะดวกรวดเร็ว ทันตํอสินค๎า



ปัจจัยสาคัญในการออกแบบภาชนะบรรจุ

มยุรี ภาคลาเจียก



มีผู๎กลําววํา “รูปแบบของภาชนะบรรจุมีความสัมพันธ์อยํางแนํนแฟ้น กับศิลปวัฒนธรรม



ของประชาชนในประเทศนันๆ” ซึ่งดูจะเป็นความจริง

ี่ ่

ดังเห็นได๎จากภาชนะบรรจุพื้นบ๎านซึ่งทาจากวัสดุทหาได๎งํายในท๎องถิน เชํน ไม๎ ไม๎ไผํ ใบตอง ฯลฯ

การทาภาชนะบรรจุเหลํานี้ นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและปกป้องสินค๎าแล๎ว

ยังนับได๎วําเป็นหัตถกรรมประเภทหนึ่งที่แฝงไว๎ซึ่งศิลปวัฒนธรรมและสืบทอดกันมาช๎านาน

ในยุคปัจจุบัน แม๎วําเทคโนโลยีที่ก๎าวหน๎า

จะได๎มีสํวนทาให๎รูปแบบของภาชนะบรรจุเปลี่ยนไปจากเดิม และมีการใช๎วัสดุที่ทันสมัยมาทดแทน

ก็ตาม แตํก็สังเกตได๎วําภาชนะบรรจุบางประเภท ยังมีรูปแบบที่ผูกพันกับศิลปวัฒนธรรมอยูํดี



ตัวอยํางที่เดํนชัดคือประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีภาชนะบรรจุเพื่อการขายปลีกหลายประเภททีได๎รับการออกแบ



บ ให๎คงเอกลักษณ์ อันบํงบอกถึงศิลปวัฒนธรรมของชาวญีปุ่นที่ดารงไว๎อยํางเหนียวแนํน

สภาพสังคมและวิถีการดารงชีวิตในยุคใหมํยังทาให๎ประชาชน

สํวนใหญํต๎องการสินค๎าที่อานวยความสะดวกตํอชีวิตประจาวัน

ภาชนะบรรจุจึงได๎รับการออกแบบให๎สนองตอบ ตํอความต๎องการเหลํานี้



โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ทนสมัย สํงผลให๎สินค๎า เก็บรักษาได๎นานขึ้น สะดวกตํอการ ใช๎สอย

และการลาเลียงขนสํง รวมทั้งสามารถสร๎างจุดเดํนให๎กับสินค๎าในแงํของคุณภาพ

อันชํวยสํงเสริมการขายได๎

การตลาดเป็นองค์ประกอบแรกของการออกแบบภาชนะบรรจุ ที่



จาเป็นต๎องศึกษาอยํางถี่ถ๎วนทั้งในแงํของกลุํมผูซื้อเป้าหมาย สถานที่ และราคา

เนื่องจากภาชนะบรรจุเป็นสํวนหนึ่งของระบบการค๎าขายและชีวิตของคนเรา วัสดุที่ใช๎ทาภาชนะบรรจุ

ต๎องคานึงถึงคุณสมบัติของวัสดุ ข๎อดี และข๎อเสีย ตลอดจนกรรมวิธีการผลิต

และขอบขีดของเทคโนโลยีในการผลิต เป็นต๎น ประโยชน์ของการใช๎งาน









่ ั้

สูงสุดที่เกียวข๎องกับโครงสร๎างของภาชนะบรรจุนนๆ เชํน ความสะดวกตํอการใช๎สอยในการปิดเปิด



การเทผลิตภัณฑ์ การพกพาติดตัวไปยังสถานที่ตางๆ เป็นต๎น

การสื่อความหมายระหวํางผู๎ผลิตกับผู๎บริโภค ซึ่งหมายถึงการแจ๎งข๎อมูลบอกรายละเอียดของสินค๎า



สรรพคุณ วิธีการใช๎ รวมทั้งรูปภาพ เครื่องหมายการค๎า และตรา สิ่งเหลํานีมีชื่อเรียกรวมกันวํา

“กราฟฟิกของภาชนะบรรจุ” การออกแบบด๎านนี้ควรเรียบงําย แตํให๎ผลตํอการดึงดูดสายตาได๎ดี

มีความเดํน ชัดเจน โดยอาศัยเทคนิคการพิมพ์ที่เหมาะสม



เพื่อให๎งานพิมพ์บนพื้นผิวของภาชนะบรรจุมีคณภาพทีดี การ่



ออกแบบกราฟฟิกที่ไมํเหมาะสมทาให๎สินค๎าดูด๎อยคํา ไมํมราคา ในทาง



ตรงข๎ามการออกแบบที่สวยงามจะชํวยเพิมคุณคําให๎กับสินค๎า ทาให๎สินค๎ามี “ระดับ” ได๎

ในเรื่องของการใช๎สีกับการออกแบบกราฟฟิกของภาชนะบรรจุนั้น ได๎มีแนวโน๎มวําสีสดๆ เชํน

สีที่มีสํวนผสมของแดงและเหลืองจะมีการใช๎ลดลงในอนาคตอันใกล๎นี้

ในขณะที่การใช๎สีเดียวที่ไลํระดับแกํอํอน จะได๎รับความนิยมเพิ่มขึ้น

การบรรจุหีบหํอยังคงก๎าวหน๎าพัฒนาอยํางไมํหยุดยั้ง เพื่อสนองตอบตํอความต๎องการของผู๎บริโภค

และให๎สอดคล๎องกับสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนอยูํตลอดเวลา



การออกแบบมีบทบาทอยํางยิงตํอการบรรจุหีบหํอ เนื่องจากเป็นตัวเชื่อมโยงระหวํางภาชนะบรรจุกับ



คนเรา ดังนั้นการออกแบบจึงควรได๎รับการพัฒนาควบคูไปกับการบรรจุหีบหํอเสมอ

และควรคานึงถึงวัสดุ ที่ไมํทาลาย สิ่งแวดล๎อมด๎วย



วัสดุกันกระแทก

สุพจน์ ประทีปถิ่นทอง



วัสดุกันกระแทก คือ วัสดุที่ถกนามาใช๎เพื่อ ปกป้องสินค๎าจากการ

สูญเสียเนื่องมาจากการกระแทกอยํางรุนแรง และ/หรือการสั่นสะเทือน ระหวํางกระบวนการขนสํง

เคลื่อนย๎าย ขนถําย



หลักการพืนฐานที่สาคัญ 2



ประการของวัสดุกันกระแทกในการป้องกันความเสียหายทีจะเกิดขึ้นกับสินค๎า คือ

1. วัสดุกันกระแทกถูกนามาใช๎เพื่อดูดซับแรงกระแทกและปกป้อง

การสํงผํานแรงกระแทกมายังตัวสินค๎า

2. วัสดุกันกระแทกมีประสิทธิภาพในการลดการเคลื่อนที่ของสินค๎า ในหีบหํอ



ซึ่งเป็นการลดการเคลื่อนทีมากระแทกกันจากการสั่นสะเทือน



ในปัจจุบนมีวัสดุหลายชนิดได๎รับการนามาใช๎เพื่อทาหน๎าที่เป็นวัสดุกันกระแทก

การเลือกใช๎วัสดุที่ให๎ผลในการคุ๎มครองเพียงพอ

ในระดับราคาที่เหมาะสมจะชํวยควบคุมต๎นทุนของสินค๎าและลดการสูญเสียของสินค๎าลงได๎



ปัจจัยทีใช๎ในการพิจารณาเลือกวัสดุกันกระแทก

1. รูปทรง ขนาด และน้าหนักของสินค๎า

2. ความเปราะบางของสินค๎า



3. ความแตกตํางของการขนสํงแตํละแบบ วําได๎รับแรงกระแทกและการสันสะเทือนแบบใด

ขนาดของแรงประมาณเทําใด

4. คุณสมบัติ ราคา และการใช๎ประโยชน์ของวัสดุกันกระแทก แตํละชนิด

ในการขนสํงในแตํละเส๎นทางจะได๎รับแรงกระแทกและการสั่นสะเทือนแตกตํางกันไป

นอกจากนี้การเคลื่อนย๎ายด๎วยคนหรือเครื่อง จักรกล อาจเกิดการตกหลํน การโยน

ได๎มีการศึกษาความเป็นไปได๎ของการตกหลํน จากการเคลื่อนย๎ายด๎วยแรงคนขณะปฏิบติงาน ั

่ ่ ้

พบวําสาหรับหีบหํอทีน้าหนักมากและสาหรับหีบหํอทีมีนาหนักน๎อยกวํา 35 กิโลกรัม

ระยะตกโดยประมาณจะคานวณได๎จากสูตร

h = 60 – M x H

เมื่อ h = ระยะตกเป็นเซนติเมตร

M = น้าหนักของหีบหํอเป็นกิโลกรัม

H = มิติที่ยาวที่สุดของหีบหํอเป็นเซนติเมตร



เชํน หีบหํอชิ้นหนึ่งมีนาหนัก 30 กิโลกรัม และมีด๎านยาวสุด 30 เซนติเมตร



จะมีโอกาสตกทีระดับความสูงอยํางน๎อย 30 เซนติเมตร อนึ่ง การเคลื่อนย๎ายด๎วยเครื่องจักร เชํน

รถฟอร์กลิฟท์โอกาสตกหลํนจะน๎อยลงกวําเคลื่อนย๎ายด๎วยแรงคน

แตํถ๎ามีการตกแล๎วระยะตกอาจจะสูงถึง 1.5 เมตร



ชนิดของวัสดุกันกระแทก

สุพจน์ ประทีปถิ่นทอง



วัสดุกันกระแทกทีมีการใช๎งานอยูํในปัจจุบัน ได๎แกํ แผํนกระดาษลูกฟูก โฟมพอลิสไตรีน โฟมพอลิ–

ยูรีเทน โฟมพอลิเอทิลีน แผํนพลาสติกอัดอากาศ ฝอยไม๎ และฝอยกระดาษ



วัสดุแตํละชนิดมีคณลักษณะประจาตัว และความเหมาะสมตํอการใช๎งาน แตกตํางกันไปดังนี้



แผ่นกระดาษลูกฟูก

้ ั

ใช๎ทาหน๎าที่แผํนรอง ตัวกันหรือแผํนกั้น เพื่อเก็บสินค๎าภายใน บรรจุภณฑ์



หรือทาหน๎าที่เป็นตัวหํอหุมสินค๎า

แผํนกระดาษลูกฟูกมีข๎อจากัดในการดูดซับแรงกระแทกอยํางรุนแรง และไมํคืนรูปกลับเป็นอยํางเดิม



หลังถูกแรงกระทา มีการดูดซึมความชื้น และอํอนตัวลงในสภาวะอากาศทีมีความชื้นสูง

แตํเนื่องจากการที่สามารถนากลับเข๎ากระบวนการหมุนเวียนกลับมาใช๎ใหมํได๎

จึงไมํกํอให๎เกิดปัญหาจากเศษวัสดุเหลือหลังใช๎งาน ตัวอยํางการนากระดาษลูกฟูกมาใช๎งาน ได๎แกํ

การใช๎แผํนชนิด 3 ชั้น ในการกั้นแบํงชํองของกลํองบรรจุเครื่องแก๎ว

เพื่อป้องกันการกระทบกระแทกซึ่งกันและกัน



หรือใช๎ทาหน๎าที่ลดการเคลื่อนที่ภายในกลํองหัตถกรรมทีมี รูปทรงแปลกๆ ชนิด 2 ชั้น (กระดาษ



ลูกฟูกหน๎าเดียว) ใช๎เพื่อการหํอหุ๎ม เป็นหลัก เชํน ใช๎หํอหุมชิ้นสํวน



ของเฟอร์นิเจอร์หรือชินสํวนของเครื่องจักร



โฟมพอลิสไตรีน

ิ ้

โครงสร๎างวัสดุเป็นเซลล์ปิดน้าหนักเบามาก มีคุณสมบัตที่ปองกันการกระแทกได๎เป็นอยํางดี



ไมํดูดซับความชื้น แตํมขีดจากัดในการคืนรูป

ทาให๎ไมํเหมาะกับงานที่รับการกระแทกอยํางรุนแรงหลายๆ ครั้ง



ลักษณะกึ่งแข็งสามารถขึ้นรูปทรงทีซับซ๎อนได๎ในราคาที่เหมาะสม เชํน

ใช๎ในรูปของการทาตามแมํแบบเฉพาะตามรูปแบบของสินค๎า แผํน สี่เหลี่ยมขนาดความหนาตํางๆ

และชิ้นเล็กๆ ในกรณีใช๎งานมากๆ การใช๎ แมํแบบในการผลิตจะดีมาก

ิ ั ่

และถ๎ามีการใช๎น๎อยจะใช๎วธีดดขึ้นรูปได๎จากแผํนสี่เหลี่ยมทีมีความหนาตํางๆ สํวนชิ้นเล็กๆ

มีการผลิตในหลายๆ รูปทรง และสามารถเติมสีลงไปชํวยเสริมให๎เกิดความสวยงาม โฟมพอลิสไตรีนมี

การใช๎อยํางแพรํหลาย แตํการใช๎งานกํอให๎เกิดปัญหาเศษวัสดุเหลือหลัง ใช๎งานเพราะสลายตัวยาก

ตัวอยํางการนาโฟมพอลิสไตรีนมาใช๎งาน ได๎แกํ

การนาโฟมชนิดขึ้นรูปจากแมํแบบใช๎กับพวกเครื่องแก๎ว เซรามิก อุปกรณ์ไฟฟ้า

ี่ ้

เครื่องมือเครื่องใช๎ทมีความประณีต ชนิดชินเล็กๆ



ใช๎สาหรับเติมในชํองวํางของกลํองที่ใช๎ในการขนสํงผลิตภัณฑ์ที่มรูปทรงแปลกๆ



โฟมพอลิยูรีเทน

โครงสร๎างมีลักษณะเป็นเซลล์เปิดจนถึงมีเซลล์ปิด 80 เปอร์เซ็นต์

ยอมให๎อากาศหนีออกเมื่อได๎รับแรงกระแทกและดูดอากาศกลับเมื่อหมดแรง กระแทก



การคืนรูปดีมากทาให๎เป็นวัสดุกันกระแทกทีดี ไมํดูดซับความชื้นในอากาศ



มีการใช๎งานทั้งชนิดขึนรูปจากแมํแบบมากํอน และขึ้นรูปด๎วยการฉีดเข๎าไปขยายตัวในชํองวําง

ี ์

ในกรณีขึ้นรูปด๎วยวิธฉีดให๎เข๎าไปขยายตัวใน ชํองวําง สินค๎าจะถูกนามาหํอหุ๎มด๎วยฟิลมพลาสติก



(ปกติใช๎ฟิล์มพอลิเอทิลีน) เพื่อป้องกันการติดของโฟมทีใสํไมํให๎เกาะติด สินค๎า



จากนันวางสินค๎าดังกลําวลงภายในกลํองแล๎วฉีดโฟมลงในที่วาง ํ



การใช๎เครื่องเติมโฟมประเภทมือถือจะชํวยให๎ทางานสะดวกมากขึน การใช๎งานโฟม

้ ่

ชนิดนีจะพบในการหํอสินค๎าทีคํอนข๎างละเอียดอํอน



เครื่องมือมีราคาแพงหรือสินค๎าทีมีขนาดรูปทรงเปลี่ยนแปลงบํอยมากๆ

จนไมํคุ๎มกับการลงทุนโฟมชนิดขึ้นรูปมากํอน



โฟมพอลิเอทีลีน

มีลักษณะโครงสร๎างเป็นแบบเซลล์ปิด มีการคืนรูปดีหลังรับแรง กระแทก น้าหนักเบา

ทนทานตํอสารเคมี โฟมพอลิเอทิลีนมีการใช๎ 2 รูป คือ ครอสลิงค์ (crosslink) นันครอสลิงค์ (non–

crosslink) ชนิดครอสลิงค์จะมีน้าหนักมากกวํา และมีราคาแพงกวําชนิดนันครอสลิงค์



แตํจะให๎สมบัติในการเป็นวัสดุกันกระแทกทีดีกวํา



มีการผลิตโฟมชนิดนี้ในรูปแบบสี่เหลี่ยมทีมีความหนาตํางๆ

สามารถตัดหรือเลื่อยแล๎วนามาเชื่อมตํอด๎วยความร๎อนหรือกาวเพื่อให๎ได๎รูปทรงตํางๆ

การผลิตอีกวิธีหนึ่งคือผลิตจากแมํแบบ ตัวอยํางการใช๎งานของโฟมชนิดนี้ได๎แกํ

โฟมที่มีความหนาใช๎กับอุปกรณ์เครื่องใช๎งานภายในบ๎าน เครื่องมือตํางๆ

แผํนโฟมชนิดบางนามาใช๎หํอหุ๎มสินค๎า พวกหัตถกรรมอุปกรณ์และเครื่องมือ









แผ่นพลาสติกอัดอากาศ



ทาจากแผํนฟิลมพอลิเอทิลีน 2 แผํน ประกบกัน โดยทาให๎เกิดที่กันอากาศเล็กๆ เกิดขึ้นระหวํางแผํน

๎ ้

มีการผลิตออกมาในรูปม๎วน ปกติใช๎ ประโยชน์ในการหํอหุมสินค๎าชินเล็กๆ เชํน เซรามิก หัตถกรรม



บางครั้งก็มีการใช๎หํอหุมภายนอกของอุปกรณ์ใช๎งานภายในบ๎าน เชํน ตู๎เย็น

ซึ่งมีการขนสํงโดยแทํนรองรับสินค๎า แผํนพลาสติกอัดอากาศมีความเหนียว สะอาด

และไมํเป็นตัวการทาให๎เกิดการผุกรํอน ไมํมีการดูดซับความชื้น ทนตํอแรงกระแทก

แตํไมํเหมาะกับสินค๎าที่มีความอํอนไหวตํอการสั่นสะเทือน

่ ่

จากการทีมีผลิตเป็นม๎วนจึงนามาใช๎งานได๎งํายกับสินค๎าทีมี รูปรํางและขนาดตํางๆ กัน



ฝอยไม้



เป็นวัสดุกันกระแทกทีมีการใช๎งานมานานโดยใช๎ใสํลงในชํองวํางของกลํองหรือลัง

ความสามารถในการเป็นวัสดุกันกระแทก ขึ้นกับความหนาแนํนในการบรรจุและความชืน ้



ซึ่งปกติมีคาประมาณ 12 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์โดยน้าหนัก



ในอดีตฝอยไม๎มีการใช๎กันอยํางกว๎างขวางกับสินค๎าตํางๆ ตังแตํผัก ผลไม๎

จนกระทั่งสินค๎าอุตสาหกรรม ปัจจุบันประเทศอุตสาหกรรมมักไมํนิยมใช๎ฝอยไม๎



เนื่องจากการไมํยอมรับกรณีที่อาจเสี่ยงตํอการปนเปื้อนเมือใช๎กับผักและผลไม๎

ในขณะที่ความชื้นของฝอยไม๎เองจะกํอให๎เกิดการผุกรํอนกับสินค๎าอุตสาหกรรม

ี่

อยํางไรก็ตามในสินค๎าบางประเภทก็ยังมีความต๎องการใช๎เนื่องจากเป็นวัสดุทให๎ลักษณะของความเป็

นธรรมชาติ เมื่อนาไปใช๎กับสินค๎าประเภทของขวัญ หรือสินค๎าที่แสดงถึงความมีคุณคําสูง เชํน

หินแกะสลักขนาดเล็ก ถ๎วยพิวเตอร์ หรืองานฝีมือพวกเซรามิก



ฝอยกระดาษ

ี ํ

มีการใช๎งานเชํนเดียวกับฝอยไม๎ เป็นวัสดุที่มราคาถูก และหาได๎งาย มีข๎อเสีย

อยูํบ๎างคือดูดซับความชื้นในอากาศได๎งําย มีการปนเปื้อนของฝุ่นละอองและไมํสะอาด



ในประเทศอุตสาหกรรมจะไมํนิยมใช๎ โดยเฉพาะฝอยกระดาษที่ได๎จากกระดาษทีผํานการพิมพ์มากํอน

ั ั

ในปัจจุบนวัสดุกนกระแทกประเภทโฟม มีการใช๎งานอยํางกว๎างขวาง

เนื่องจากสามารถผลิตให๎ได๎ความหนาแนํนตํางๆ ที่เหมาะสมกับสินค๎ามากมาย

แตํเนื่องจากโฟมบางชนิดมีการสลายตัวได๎ยาก และบางชนิดไมํสามารถนากลับ

เข๎ากระบวนการหมุนเวียนกลับมาใช๎ใหมํ จึงกํอให๎เกิดปัญหากับการจัดการเศษวัสดุที่เหลืออยูํ

การนามาใช๎งานจึงควรพิจารณาถึงจุดดังกลําวด๎วย



บรรจุภัณฑ์สลายตัวได้จริงหรือไม่



ดร.อมรรัตน์ สวัสดิฑต



การสลายคืออะไร

้ ้

มลภาวะที่เป็นพิษที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนีไมํมีแตํเพียงอากาศและน้าเทํานัน



แตํยังรวมถึงขยะที่เกิดจากบรรจุภณฑ์ที่เหลือจากการใช๎สินค๎าหมดแล๎วด๎วย

่ ั

จึงได๎มีการวิจัยและพัฒนาเพือให๎บรรจุภณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติกสลายจากสภาพเดิม

คาวํา “สลาย” หรือ “สลายตัว” ที่ใช๎กันอยูํกับพลาสติกนั้นมาจากคาภาษาอังกฤษวํา “degradation”

“Degradation” นั้น ศัพท์วิทยาศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได๎ให๎ความหมายวํา “1. การเสื่อม 2.

(เคมี) การทาให๎แตกสลาย” สํวน คาวํา “สลาย”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได๎ให๎ความหมายวํา “แตก พัง ทลาย ละลาย”

ั ั้

ซึ่งความหมายของบรรจุภณฑ์สลายได๎นั้นมีความหมายถึงการที่บรรจุภัณฑ์นนเปลี่ยนจากสภาพเดิมที่

ดีไปสูํ สภาพที่ด๎อยลงกวําเดิม เชํน กระดาษที่จะเปื่อยยุํย หรือ แผํนเหล็กเคลือบดีบุก



ก็จะเกิดการผุกรํอน เป็นต๎น แตํมิได๎หมายความวําสิ่งนันเมื่อ “สลาย” แล๎ว “จะหายไปเลย”



การสลายสาหรับพลาสติกนั้นอาจจะใช๎สิ่งมีชีวต เชํน จุลินทรีย์ไปทาลายโครงสร๎างของพลาสติก

(biodegradable) หรือใช๎พลังงานความร๎อนจากแสงไปทาลายโครงสร๎างของพลาสติก

(photodegradable) โดยทาให๎ความยาวของโมเลกุลสั้นลง

และบางครั้งได๎นาการสลายของพลาสติกนี้ไปสัมพันธ์กับคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของพลาสติก เชํน

การต๎านแรงดึงขาด (tensile strength) และการยืดตัว (elongation) จึงทาให๎เกิดความเข๎าใจผิด

่ ิ

เนื่องจากการทีคุณสมบัตในการต๎านแรงดึงขาดและการยืดตัวของพลาสติกนั้น

อาจจะเกี่ยวข๎องกับปัจจัยอื่นได๎ด๎วย



ดังนั้นการใช๎คาวํา “สลาย” ทีจะกลําวตํอไปในเรื่อง “บรรจุภัณฑ์สลายได๎จริงหรือไมํ”

ั้ ิ

จะหมายถึงการที่สายของโมเลกุลของวัสดุจะถูกตัด ให๎สนลงโดยสิ่งมีชีวต เชํน จุลินทรีย์

หรือโดยแสงคือ รังสีอัลตราไวโอเลตหรือการเกิดปฏิกิริยาเคมี



ซึ่งขึนอยูํกับองค์ประกอบและชนิดของวัสดุ การ

ั้ ้

ที่ความยาวของโมเลกุลของพลาสติกจะถูกตัดให๎สนลงนัน ปกติจะเป็นกระบวนการเติมออกซิเจน



และอาจเกิดขึนได๎แม๎วําจะไมํมีแสง แตํจะเป็นไปอยํางช๎ามาก

้ ๎ ิ

วัสดุบางชนิดถ๎ามีนาอยูํดวยจะชํวยให๎ปฏิกิรยาของการสลายเกิดขึ้นอยํางรวดเร็ว

วัสดุทุกชนิดจะสลายได๎เมื่อได๎รับความร๎อน



กระดาษ แก้ว และโลหะ



กระดาษ จัดอยูํในวัสดุที่สลายได๎ตามกระบวนการทางชีววิทยา

สํวนประกอบสาคัญของกระดาษคือเซลลูโลสซึ่งเป็นพอลิเมอร์ของน้าตาล

์ ํ

และเป็นอาหารของจุลินทรียหลายชนิดไมํวําจะอยูในสภาวะที่มีออกซิเจนหรือไร๎ออกซิเจน



นอกจากจุลินทรีย์จะเจริญเติบโตโดยใช๎นาตาลเป็นอาหารแล๎ว

ยังทาให๎เกิดก๏าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้า กระดาษบางชนิดอาจจะมีเฮมิเซลลูโลสและลิกนิน



ซึ่งเป็น สํวนประกอบสาคัญของต๎นไม๎อยูํด๎วยและสามารถยํอยได๎โดยจุลินทรียหลายชนิด



อัตราของการสลายของผลิตภัณฑ์กระดาษขึนอยูํกับปัจจัยหลายประการ ได๎แกํ สํวนประกอบทางเคมี



สารที่เติมลงไปเพื่อให๎มีประสิทธิภาพในการฆําจุลนทรีย์และรา

สภาวะแวดล๎อมที่เอื้ออานวยให๎สลายปริมาณของจุลินทรีย์ ปริมาณออกซิเจน และความชื้น เป็นต๎น



ได๎มีการรายงานวํา ในสภาวะของการฝังกลบที่ถูกสุขลักษณะหรือการทีนากระดาษไปเคลือบ



ไมํวาจะใช๎ไขหรือพลาสติกจะทาให๎การสลายของกระดาษเป็นไปได๎ชามาก ๎

ี่ ่ ิ

แก้ว เป็นวัสดุทมีคุณสมบัติเฉือย ซึ่งจุลนทรีย์และออกซิเจนไมํสามารถทาลายได๎

ํ ิ

แม๎วาแก๎วจะมีปฏิกิรยากับน้า แตํอัตราการสลายของแก๎วโดยน้าเป็นไปได๎ชามาก ๎



จึงไมํควรทิ้งแก๎วรวมไปกับขยะอื่น เพราะแก๎วจะคงอยูในสภาพเดิม

แก๎วเป็นวัสดุที่เปราะและจะแตกเมื่อเกิดแรงเค๎นทางกล



เมื่อทิ้งแก๎วรวมไปกับขยะอื่นแก๎วอาจจะแตกเป็นชินเล็กหรือไมํแตก

แตํจะไมํทาปฏิกิริยาเคมีกับวัสดุอื่นๆ

ได๎มีการวิจัยเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์แก๎วให๎ละลายได๎

่ ้ ่

เนื่องจากแก๎วมักจะใช๎เป็นบรรจุภัณฑ์สาหรับสินค๎าทีมีนาเป็นองค์ประกอบจึงเป็นการยากมากทีจะพย

ายามทาให๎แก๎วละลายในขณะที่ยังมีสินค๎าบรรจุอยูํ ปัจจุบันยัง



ไมํมแก๎วละลายได๎ใช๎ในการค๎าและความหวังในเรื่องนี้ก็คํอนข๎างจะเลือนลาง

โลหะ ได๎แกํ เหล็กและอะลูมิเนียม โลหะทั้ง 2

้ ิ

ชนิดนีจะไมํมีปฏิกริยากับจุลินทรีย์แตํจะเสื่อมสภาพได๎โดยการเติมออกซิเจน

สนิมเหล็กเกิดจากปฏิกิริยาระหวํางน้าและออกซิเจน ทาให๎เกิดออกไซด์ของเหล็ก การ



สลายของเหล็กในการฝังกลบ จึงขึนอยูํกับปริมาณ ของออกซิเจนและน้า



ถ๎าเหล็กถูกเคลือบด๎วยดีบุกหรือสารอินทรีย์ ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช๎ในการทากระป๋องทัวไป

ปฏิกิริยาการเติมออกซิเจนจะเกิดได๎ช๎ามาก



อะลูมิเนียมก็อาจเกิดปฏิกิรยาการเติมออกซิเจนได๎



แตํออกไซด์ของอะลูมิเนียมจะติดแนํนกับผิวของโลหะ เพื่อป้องกันไมํให๎เกิดปฏิกริยาตํอไปอีก

ซึ่งจะตรงกันข๎ามกับเหล็ก ซึ่งสนิมมักจะหลุดออกเป็นแผํนอะลูมิเนียม



จึงมีคุณสมบัติที่ตานทานตํอปฏิกิริยาการเติมออกซิเจนมากกวําเหล็ก เชํน แผํนเปลวอะลูมิเนียม

จะคงสภาพเดิมอยูํได๎นานถึง 5 ปี

พลาสติก

พลาสติกเป็นวัสดุที่มักจะถูกกลําวขวัญถึงอยํางมาก

เมื่อใช๎สินค๎าหมดแล๎วพลาสติกจะกลายเป็นขยะและจะคงสภาพอยูํได๎นาน

ํ ํ

ไมํวาจะอยูในสภาพแวดล๎อมใดๆ แท๎จริงแล๎ว การคงสภาพของพลาสติกเป็นสิ่งจาเป็น

ในการ ใช๎งานหลายๆ ด๎าน การทาให๎พลาสติกสลายได๎นั้น คือ การลดการคงสภาพของพลาสติก



ปัจจัยทีจะมีผลตํอการสลายตัวของพลาสติกได๎แกํ แสง อุณหภูมิ ออกซิเจน ดิน และน้า

เนื่องจากมีความจาเป็นที่จะต๎องคงสภาพของพลาสติกไว๎จนกวําจะหมดอายุการใช๎งานและทิ้งไป

จึงทาให๎

พลาสติกเป็นวัสดุที่ทนตํออุณหภูมิหรือออกซิเจน การที่จะให๎พลาสติกมีความไวตํอน้านั้น



ไมํเหมาะกับการนาพลาสติกไปใช๎งานในบาง ประเภท และเป็นการยากทีจะทาให๎สาเร็จได๎

ิ ่

จึงไมํเป็นที่นยมในการทีจะศึกษาให๎พลาสติกสลายได๎โดยน้า

และให๎ความสนใจในการสลายของพลาสติกโดยจุลินทรีย์ (biodegradation)



และแสงอัลตราไวโอเลต (photodegradation) แทน แตํการสลายของพลาสติกโดยวิธทั้งสองนี้จะไมํ

เกิดขึ้น หากนาไปใช๎งานในทีรํม ่

พลาสติกสลายโดยแสง

่ ๎ ้

การทีจะทาให๎พลาสติกสลายตัวได๎ดวยแสงอัลตราไวโอเลต นัน มีวิธีการดังนี้

1. จะต๎องเติมสารบางชนิดที่ไวตํอแสงลงไป

โดยทาให๎เกิดการเติมออกซิเจนในโครงสร๎างของโมเลกุล ทาให๎พลาสติกมีคุณ–

สมบัติเปราะแตกเป็นชิ้นเล็กๆ เมื่อ พลาสติกถูกลม ฝน หรือสิ่งแวดล๎อม อื่นๆ

บางระบบพลาสติกจะสลายได๎เมื่อมีแสงเทํานัน ้

่ ่ ิ

แตํบางระบบการเริมสลายของพลาสติกจะเริมด๎วยการถูกแสง แล๎วปฏิกริยาจะเกิดตํอเนื่องไป

ํ ้

แม๎วาจะไมํถูกแสงแล๎วก็ตาม สาหรับระบบที่นามาใช๎ให๎ได๎ประโยชน์อยํางจริงจังนัน สารที่ได๎จากการ

สลายตัวจะต๎องไมํเป็นพิษ



การวิจัยเพื่อให๎พลาสติกสลายได๎ด๎วยแสงนัน มีประวัติควบคูํไปกับการวิจัย



เพื่อป้องกันไมํให๎พลาสติกเสือมสภาพ เมื่อใช๎งานกลางแจ๎งสารที่



เติมลงในพลาสติกเพื่อชํวยให๎พลาสติกสลายตัวด๎วยแสงนัน มักเรียกวํา “สาร ไวตํอแสง”

(photosensitizer) ได๎แกํ เกลือของโลหะหลายชนิด สารประกอบไนโตรโซ ควิโนน

เบนโซฟีโนนและไดคีโตน สารเหลํานี้มักจะใช๎กับฟิล์มพลาสติกที่ใช๎ในการเกษตร

ถุงใสํของและถุงขยะ การเลือกวําจะเติมสาร ชนิดใดลงไปนั้นเป็นเรื่องที่สาคัญมาก

เพราะต๎องคานึงถึงการคงสภาพขณะการใช๎งาน

ระหวํางการผลิตและการใช๎งานต๎องไมํเสื่อมสภาพด๎วยความร๎อน ต๎องไมํทาให๎เกิดกลิ่น รส



หรือเปลี่ยนสีทั้งตัวบรรจุภัณฑ์และสินค๎า ต๎องเข๎ากันได๎ดกับพลาสติกที่ใช๎



และต๎องรักษาหน๎าที่ในการทีจะใช๎เป็นบรรจุภัณฑ์

ํ ํ ้ ้

ไมํวาจะอยูในขันตอนของการผลิตหรือการบรรจุสินค๎า นอกจากนีหากใช๎สาหรับอาหาร

สารที่เติมลงไปจะต๎องได๎รับความเห็นชอบจากสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา

และควรจะมีราคาถูกด๎วย

๎ ้

2. อีกวิธีหนึ่งที่ใช๎ในการทาให๎พลาสติกสลายได๎ดวยแสงนัน คือ การเปลี่ยนโครงสร๎างของพลาสติก

โดยเปลี่ยนจากหมูํคาร์โบนิลให๎เป็นคีโตน ในสหรัฐอเมริกาในหลายๆ มลรัฐ



ได๎บังคับให๎หวงพลาสติกที่ใช๎คล๎องกระป๋องเข๎าด๎วยกันสลายได๎

หํวงพลาสติกนี้จะทาจากพลาสติกที่เป็นโคพอลิเมอร์ของเอทิลีน และคาร์บอนมอนอกไซด์ 1-2 %

หํวงพลาสติกนี้จะสลายได๎



โดยใช๎เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนขึนอยูํกับปริมาณและความเข๎มของรังสีอัลตราไวโอเลต

ู๎ ํ

ปัจจุบันนี้ ยังไมํมีผใดให๎ความกระจํางแจ๎งได๎วา สารที่เกิดจากการสลายตัวมีอะไรบ๎าง

และมีความเป็นพิษอยํางไร จากรายงานทราบแตํเพียงวําพอลิโพรพิลิน (พีพ) นั้น ี

เมื่อสลายแล๎วจะให๎ก๏าซคาร์บอนมอนอกไซด์ อะซีโตนและน้า พอลิเอทิลินเทอเรพทาเลต (พีอีท) ี

จะให๎ก๏าซคาร์บอน– มอนอกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์

พลาสติกสลายได้โดยกระบวนการทางชีววิทยา

ในการสลายตัวของพลาสติกตามกระบวนการทางชีววิทยานั้น

โมเลกุลของพลาสติกอาจถูกสลายโดยแสงกํอน จนมีน้าหนักโมเลกุลน๎อยกวํา 1,000



คือเล็กพอที่จุลินทรียจะใช๎เป็นอาหารได๎ โครงสร๎างของโมเลกุลที่มีแขนงจะสลายได๎ยาก

ี ิ

ดังนั้นพอลิเอทิลนความหนาแนํนต่าและพอลิโพรพิลน จะสลายได๎ยากกวําพอลิเอทิลีน

ความหนาแนํนสูง พอลิสไตรีน และสไตรีนโคพอลิเมอร์ และพอลิไวนิลคลอไรด์ (พีวซี) ี

ี ี ั

ที่บริสุทธิ์จะสลาย ยาก พลาสติกไซเซอร์ ที่เติมลงในพีวซมกจะสลายได๎

ํ ๎

พอลิเมอร์สังเคราะห์ที่สลายได๎คือ ประเภทที่ มีกลุมเชื่อมตํอระหวํางโมเลกุลที่สลายได๎ดวยน้า เชํน

ไนลอน พอลิเอสเตอร์ และพอลิยูริเทน ชนิดและจานวนของกลุํม

เชื่อมตํอระหวํางโมเลกุลสลายได๎ด๎วยน้า

และน้าหนักโมเลกุลของพลาสติกเป็นปัจจัยสาคัญในการสลายของพลาสติกนันๆ ้

ี่ ั้

พอลิเมอร์ทได๎จากธรรมชาตินน มักจะสลายได๎ดยกระบวนการทางชีววิทยา

ํ ้ ้

แม๎วาจะมีนาหนักโมเลกุลมากก็ตาม ดังนันเซลลูโลสและลิกนิน



ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในต๎นไม๎และสิ่งมีชีวิตอืนๆ





สลาย ได๎ด๎วยจุลินทรียหลายชนิด เซลโลเฟน ซึ่งเป็นเซลลูโลสที่คืนสภาพใหมํ (regenerated

cellulose) เป็นฟิล์มที่สลายได๎

ี ่

เซลลูโลสและลิกนิน ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในต๎นไม๎และสิ่งมีชวิตอืนๆ สลาย



ได๎ด๎วยจุลินทรียหลายชนิด เซลโลเฟน ซึ่งเป็นเซลลูโลสที่คืนสภาพใหมํ (regenerated cellulose)

เป็นฟิล์มที่สลายได๎โครงสร๎างของโคพอลิเมอร์ เนื่องจากกระบวนการในการทาให๎กรดแล็กติก



บริสุทธินั้นคํอนข๎างจะยุํงยาก จึงใช๎ทางการแพทย์เทํานั้น



ปัจจุบันได๎มีการพัฒนาพลาสติกให๎สลายได๎ดวยกระบวนการทางชีววิทยาโดยการเติมแป้งลงไปในพ

อลิเอทิลีน เพื่อให๎แป้งเป็นอาหารของจุลินทรีย์



หรืออาจจะเติมกรดเอทิลนอะครีลิกหรือโปรออกซิเดนต์ลงในแป้งด๎วย



เพื่อชํวยให๎พลาสติกสลายได๎งํายขึนปัญหาและแนวทางแก๎ไข

่ ั

ยังมีปัญหาหลายประการที่ไมํอาจเชื่อมันได๎วําบรรจุภณฑ์สลายได๎ จะชํวยแก๎ปัญหาขยะได๎

โดยเฉพาะพลาสติก

ั้ ั้

ประการที่ 1 วัสดุนนจะสลายได๎อยํางที่แจ๎งไว๎หรือไมํ วัสดุนนสลายได๎จริงหรือ ใช๎เวลานานเทําใด



ในสภาวะอยํางไร เนื่องจากยังไมํมนิยามและมาตรฐานที่แนํนอน

แม๎แตํกระดาษที่เคลือบด๎วยสารอื่นก็ยังไมํแนํใจวําจะสลายได๎ ปัญหาอีกอยํางหนึ่งคือ

ั้

จะเชื่อมั่นได๎อยํางไรวําวัสดุนนจะยังไมํ สลายตัวขณะที่ยังใช๎งานอยูํ









ํ ่ ่

ประการที่ 2 คือคําใช๎จายที่เพิมขึ้น พลาสติกที่สลายได๎มักจะมีราคาแพงกวําพลาสติกทัวไป

ประการที่ 3 เรารู๎แนํชัดหรือยังวํา สารที่เกิดจากการสลายของบรรจุภัณฑ์นั้นคืออะไร

จะเป็นอันตรายหรือไมํ ประการที่ 4 การทาให๎บรรจุภัณฑ์สลายได๎นั้นจะแก๎ปัญหาเรื่องขยะได๎หรือไมํ

การฝังกลบอยํางถูกสุขลักษณะจะลดการซึมผํานของน้า ทาให๎เกิดสภาวะไร๎อากาศ

ซึ่งจะทาให๎เกิดจุลินทรีย์เติบโตได๎ยากมาก กระดาษที่สลายได๎งํายก็ยังต๎องใช๎เวลานาน



การสลายด๎วยแสงจะไมํเกิดขึน หากใช๎การฝังกลบ

ประการที่ 5 การสลายตัวของวัสดุสํวนมาก รวมทั้งพลาสติกในการฝังกลบ



มักทาให๎เกิดก๏าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน ซึ่งมีผลทาให๎เกิดปฏิกิรยาเรือนกระจกและ

ทาให๎โลกร๎อนขึ้น

ในประเทศที่พัฒนาแล๎วก็ยังมีการใช๎พลาสติกสลายได๎เป็นสํวนน๎อยในวงจากัด

้ ี

เนื่องจากตระหนักถึงปัญหาตํางๆ ที่อาจเกิดขึนดังกลําว สํวนมากจะใช๎วิธนาไป

หมุนเวียนใช๎ประโยชน์ใหมํ (recycling)

เผาเพื่อนาพลังงานมาใช๎ประโยชน์และฝังกลบอยํางถูกสุขลักษณะ

การนาสิ่งใดมาใช๎กับบ๎านเรานั้นควรจะต๎อง ศึกษาให๎ถํองแท๎ถึงผลได๎ผลเสีย



โดยคานึงถึงประโยชน์สวนรวมและความรํวมมือ อยํางจริงจังของทุกฝ่าย ไมํวําจะเป็นภาครัฐ

ประชาชน หรือผู๎ประกอบการสิ่งที่ควรจะชํวยกันทาได๎อยํางเป็นรูปธรรมในขณะนี้คือการสร๎างจิตสานึก

ี่ ่

เพื่อชํวยกันแยกบรรจุภัณฑ์ทใช๎แล๎วหรือขยะ โดยเริมต๎นจากบ๎านและที่ทางาน

เพื่อนาไปหมุนเวียนใช๎ประโยชน์ใหมํ

นอกจากจะเป็นการชํวยลดปัญหาที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล๎อมแล๎วยังป็นการสงวนทรัพยากร

ประหยัดพลังงาน ลดปริมาณ



บรรจุภัณฑ์อาหารย่อยสลายได้

ศิริวรรณ แสงนิกรเกียติ



การเติบโตอยํางรวดเร็วของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ทาให๎



สิ่งแวดล๎อมถูกทาลายจนถึงขันกํอปัญหากับการดารงชีวิตของมนุษย์ ด๎วยเหตุนี้

จึงเกิดกระแสการตื่นตัวเพื่ออนุรักษ์ สิ่งแวดล๎อม

ี่

โดยการผลักดันการใช๎เทคโนโลยีการผลิตและผลิตภัณฑ์ทเป็นมิตรกับสิ่งแวดล๎อม

ั ้

ตัวอยํางหนึ่งของบรรจุภณฑ์ที่ได๎รับการพัฒนาขึนใหมํก็คอ ื



บรรจุภัณฑ์อาหารยํอยสลายได๎งํายด๎วยวิธทางชีวภาพ

ซึ่งสามารถใช๎แทนกระดาษและโฟมพอลิสไตรีนได๎

บรรจุภัณฑ์ดังกลําวผลิตจากปูนขาว แป้งมันฝรั่ง และเส๎นใยพืช

ซึ่งอาจเป็นเส๎นใยใหมํหรือจากกระดาษรีไซเคิล

ผํานการทาให๎พองโดยใช๎ไอน้าแล๎วอบในอุปกรณ์คล๎ายกับอุปกรณ์ที่ใช๎ในการผลิตโคนไอศกรีม



ในขณะที่การผลิตบรรจุภณฑ์อาหารจากพอลิสไตรีนมีการใช๎ไฮโดรคลอโรฟลูออโร– คาร์บอน

(HCFCs) เป็นตัวชํวยการพองตัว



นอกจากนี้การออกแบบยังใช๎กระบวนการใหมํที่พิจารณาวงจรชีวตของ ผลิตภัณฑ์เป็นหลัก (life

cycle assessment หรือ LCA)



เริ่มตั้งแตํวธีการผลิตวัตถุดิบจนถึงวิธีทาลายผลิตภัณฑ์หลังการใช๎งาน



ทาให๎ได๎บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล๎อมมีคณภาพสูง

และแข็งแรงกวําบรรจุภัณฑ์ประเภทพอลิสไตรีน



ในขณะเดียวกันก็สามารถแขํงขันได๎ในตลาดด๎วยต๎นทุนที่ไมํสูงนัก ผลการวิจยทางวิทยาศาสตร์พบวํา

ั ่

กระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ดงกลําวใช๎พลังงาน น๎อยกวําเมือเทียบกับการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร

ทั่วไป ดังนั้นปริมาณก๏าซที่กํอให๎เกิดปรากฏการณ์ เรือนกระจก (greenhouse effect)

ที่ปลํอยออกจากกระบวนการจึงน๎อยกวําด๎วย และเมื่อถูก ตัดเป็นชิ้นหลังการใช๎



ตัวบรรจุภณฑ์จะอํอนตัวในน้าได๎ (ซึ่งไมํมีการอํอนตัวขณะใช๎บรรจุอาหารเหลว)

ปูนขาวจะถูกน้าชะออกไป

ดังนั้นขยะที่เหลือจึงประกอบด๎วยเส๎นใยพืชและแป้งที่สลายตัวได๎เองตามธรรมชาติ

สามารถนาไปใช๎เป็นปุ๋ยเพื่อการเกษตรได๎

ั ั ๎

ผู๎ผลิตบรรจุภณฑ์ให๎ความสนใจตํอบรรจุภณฑ์ใหมํนี้ดวย เหตุผล

ที่สาคัญยิ่งประการหนึ่งนอกเหนือจากความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล๎อมก็คือ ต๎นทุนการผลิต

รวมทั้งต๎นทุนการเก็บรวบรวมขยะจะลดลงจากเดิมอยํางมีนยสาคัญ ั

แสดงให๎เห็นวําภาคอุตสาหกรรมจะมีความสนใจในผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล๎อม

ั้

หากผลิตภัณฑ์นนมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์

นับเป็นแนวคิดใหมํที่นาไปประยุกต์ใช๎ได๎ในยุคอนุรักษ์สิ่งแวดล๎อมดังเชํน ปัจจุบัน





บรรจุภัณฑ์ทนสมัยสาหรับยาเม็ด

กาญจนา ทุมมานนท์





บรรจุภัณฑ์สาหรับยาโดยทัวไปไมํได๎มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมากนัก

่ ี

มักอยูํในรูปขวดแก๎วทรงกระบอกสาหรับบรรจุแอสไพรินและน้ายาแก๎ไอแบบทีมฝาที่ป้องกันเด็กเล็กเ

ปิด 23 แบบ

และบรรจุภัณฑ์แบบบลิสเตอร์ จากรูปรํางที่เหมือนกัน เหลํานี้ ทาให๎บางบริษัทได๎พัฒนา

ั ้

รูปแบบใหมํสาหรับบรรจุภณฑ์ยา ขึนมา เชํน เป็นขวดที่สามารถปิดได๎ด๎วยมือข๎างเดียวหรือป้องกัน

ั ึ้

เด็กเล็กเปิดได๎ สาหรับยาเม็ดได๎มีการพัฒนาบรรจุภณฑ์ขนมาใหมํ ดังตัวอยํางตํอไปนี้



Neovial

เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันเด็กเล็กเปิด เมื่อมองจากภายนอกจะเป็นสํวนขวดและฝา

ในขณะที่ฝาปิดฝาจะจมอยูํในปากขวด เพื่อไมํให๎งัดเปิดได๎ วิธีเดียวที่จะเปิดได๎คือ

การบีบตรงปากขวด ผู๎ใหญํสามารถเปิดฝาออกได๎โดยใช๎มือเพียงข๎างเดียว คือใช๎นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบ

เมื่อขวดถูกเปิดออกฝาจะติดอยูํกับตัวขวด สาหรับเด็กเล็กๆ

ยังอาจจะคิดไมํออกวําต๎องเปิดฝาขวดโดยใช๎วธีบีบ ิ



อยํางไรก็ตามแรงบีบของเด็กก็น๎อยเกินไปทีจะเปิดฝาขวดได๎



ขวดนั้นให๎ความสะดวกในการเปิดและใช๎ แตํบรรจุภณฑ์แบบ



บลิสเตอร์ทาให๎เรารูวํารับประทานยาไปแล๎วกี่เม็ด หากนาข๎อดีทั้งสองมา



รวมกันได๎กจะให๎ประโยชน์อยํางมาก



Drug stick

เป็นแทํงพลาสติกขนาดเทํากับลิปสติก มีชํองเล็กๆ เพื่อใช๎บรรจุ ยาเม็ด ชํองละ 1 เม็ด

สํวนฝาเป็นแผํนฟิล์มที่ปิดผนึกบนแทํงพลาสติก แผํนฟิล์มนี้เปิดออกได๎งําย มีรอยปรุ



และพิมพ์ชื่อวันในหนึ่งอาทิตย์ไว๎ดวย เพื่อชํวยให๎ความสะดวกในการรับประทาน



เวลาใช๎ก็เพียงแตํดึงแผํนฟิลม ออก



Cap stick

มีขนาดเดียวกับ drug stick แตํ cap stick มีฝาเปิดด๎านข๎าง 1 ด๎าน เพื่อเทยาออก



สํวนแผํนฟิลมที่ปิดด๎านบนไมํมีรอยปรุ โรงงานผลิตยาจะได๎รับ cap stick



โดยที่ยังไมํปิดแผํนฟิลมด๎านบน เมื่อบรรจุยาลงไปทีละเม็ดจนครบจึงปิดผนึกฟิล์มด๎วยความร๎อน







บรรจุภัณฑ์ในทศวรรษหน้า

ศิริวรรณ แสงนิกรเกียรติ

บรรจุภัณฑ์ในปี ค.ศ. 2005 จะเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบ วัสดุที่ ใช๎ และเทคนิคการตกแตํง

พัฒนาการของการผลิตพลาสติกโดยเฉพาะเทอร์โมฟอร์มจะเปลี่ยนแปลงอยํางเห็นได๎ชัด

โดยนาไปสูํการผลิตภาชนะบรรจุที่ลดต๎นทุนลงและอยํางน๎อยที่สุดจะต๎องมีพลาสติกชนิดใหมํ 1 ชนิด

เข๎าสูํวงจรบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจเป็นพอลิคีโตน สํวนโฟมจะถูกนาไปประยุกต์ ใช๎มากขึ้น

อาจมีการพัฒนาใช๎กับตัวสกัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของวัสดุ บรรจุภัณฑ์

ภายในปี ค.ศ. 2005 การใช๎เทคโนโลยีรํวมของการพิมพ์และ

้ ั

การตกแตํงในขันตอนการผลิตจะมีผลตํอการผลิตบรรจุภณฑ์อยํางแนํนอน

กระดาษ



คาดวําการผลิตกระดาษของยุโรปจะเพิ่มขึนไปพร๎อมๆ กับการนากระดาษเกํามาเข๎ากระบวนการ

ผลิตใหมํ ซึ่งการสํงออกกระดาษ ไปยังจีนและอินเดียจะมีการ เติบโต

แตํควรคานึงถึงปริมาณการจัดเก็บกระดาษเกํา

เพื่อเป็นวัตถุดิบต๎องให๎เพียงพอกับปริมาณความต๎องการใช๎ ของผู๎บริโภคสุดท๎าย



พลาสติก



การใช๎พอลิสไตรีนในบรรจุภณฑ์ จะลดลง เพราะถูกแทนที่ด๎วยวัสดุชนิดอื่น ในขณะที่ PVC



จะถูกใช๎เพิ่มขึน แตํที่จะมีการเติบโตสูงสุดเห็นจะได๎แกํ พอลิโพรพิลีน และ PET



โลหะ



ปัจจัยสาคัญทีมีผลตํอการเติบโตของโลหะก็คืออัตราการเติบโตของการนากระป๋องเหล็กและอะลูมิเนี

ยม มาแปรใช๎ใหมํ ซึ่งอาจสูงถึงร๎อยละ 70 ของการผลิตในยุโรปภายในปี ค.ศ. 2005

ึ้ ี

ทาให๎ตัวเลขการเติบโตของอะลูมิเนียมดูดีขนมากและชํวยในสํวนของโลหะชนิดอื่นที่มผลการดาเนิน

การ

ไมํดีนัก



แก้ว

บรรจุภัณฑ์แก๎วมีการเติบโตอยํางช๎าๆ ด๎วยพัฒนาการด๎านการลดน้าหนักลง

และคาดวําจะเป็นเชํนนี้ไปเรื่อยๆ สาหรับการทานายเป็นไปได๎ยากเพราะขาดข๎อมูลการผลิต



ฟิล์มอ่อนตัว

จากแนวโน๎มของพัฒนาการแสดงให๎เห็นวํา บรรจุภณฑ์ประเภทั

ฟิล์มอํอนตัวยังคงรูปแบบของการเติบโตตํอไป รวมไปถึงการใช๎ liquid crystal polymer



ในฟิล์มที่ทาหน๎าที่เป็น ตัวสกัดกั้นเพิ่มขึน copolyamide แบบใหมํ และการพัฒนา clayloaded nylon

ของญี่ปุ่น วัสดุประกอบ polyketone, metallocenebased polyolefin



และฟิล์มละลายหรือรับประทานได๎จะมีบทบาทสาคัญในบรรจุภณฑ์ยุคใหมํ



ขณะเดียวกับที่มีการปรับปรุงคุณภาพของฟิลมบางประเภทไปด๎วย ตัวอยํางเชํน ฟิล์ม oriented HDPE



จาก Mobil Plastic ที่มความเหนียวสูงเป็นพิเศษ

วัสดุแทนฟอยล์ในการประกบและ PVDC จะมีบทบาทมากขึ้นในการใช๎งานรํวมกับฟิล์มอะลูมิเนียม

ซิลิคอนไดออกไซด์และอะลูมิเนียมออกไซด์ สํวนแลกเกอร์จะเป็นประเภท acrylic, EVOH



และแลกเกอร์ตัวใหมํจาก ICI ที่ใช๎กับ Melinar PET โดยผูผลิตรายเดียวกัน





วัสดุประกอบอืนๆ

กาวและหมึกพิมพ์จะได๎รับการปรับปรุง โดยมีพัฒนาการของประเภทน้าเป็นหลัก

เทปปิดผนึกที่ใช๎กระดาษเป็นหลักจะได๎รับความนิยมมากขึน้



รวมไปถึงเทปกระดาษแบบมีกาวติดในตัว ฉลากหดรัดรูปทังแบบ inmould และ shrink sleeve label



จะมีบทบาทมากขึน นอกจากนี้ฉลากหํอพันรอบ (wraparound film label) สาหรับกระป๋องโลหะ



ก็จะมีการพัฒนาคุณภาพการพิมพ์ การป้องกันการพิมพ์ซ้า ความยืดหยุนในการผลิต

รํวมด๎วยการลดพื้นที่ในการจัดเก็บกระป๋องในคลังสินค๎า



บรรจุภัณฑ์ช่วยรักษาคุณภาพสินค้าผักและผลไม้สด

ฉวี สีบุบผา

ในระหวํางการลาเลียง ขนสํง และจัดจาหนํายสินค๎า

ต๎องประสบกับลักษณะความรุนแรงจากสภาพขนสํง อันอาจทาให๎สินค๎าเกิดความเสียหายได๎

โดยเฉพาะความรุนแรงทางกายภาพมี 3 ประเภทหลักดังนี้

1. การกดทับ

ึ่

การกดทับที่มีตํอบรรจุภัณฑ์ซงไมํแข็งแรงพอ จะทาให๎ผักผลไม๎ ชอกช้าหรือปริแตกได๎

ความเสียหายที่เกิดจากการกดทับนี้

เนื่องมาจากการบรรจุผักผลไม๎มากเกินไปหรือการเรียงซ๎อนกลํองผักผลไม๎สูงเกินไป



ทาให๎กลํองที่อยูํขางลํางไมํสามารถรับแรงกดของกลํองที่อยูํข๎างบนได๎

การจัดเรียงวางผลไม๎ในกลํองลูกฟูกก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต๎องพิจารณาคือ

ขนาดของผลไม๎ในแตํละกลํองควรมีขนาดใกล๎เคียงกัน

และไมํควรบรรจุผักผลไม๎ในกลํองจนกลํองโป่งตัวออก ควรจัดเรียงวางในกลํอง

ี ํ

เมื่อปิดกลํองแล๎วให๎มที่วาง บริเวณปากกลํองประมาณ 5-10 มิลลิเมตร

เพื่อผลไม๎จะได๎ไมํต๎องรับแรงกดโดยตรงจากการเรียงซ๎อน

2. การกระแทก

ระหวํางการขนสํง กลํองผักผลไม๎อาจจะถูกโยนหรือกระแทกใสํกลํองผักผลไม๎อนๆ ื่

หรือตกกระแทกพื้น ทาให๎ผักผลไม๎ช้าเสียหายได๎งาย ํ

การเรียงผักผลไม๎ในกลํองให๎กระจายน้าหนักอยํางสม่าเสมอ

และการขนสํงกลํองโดยใช๎แทํนรองรับสินค๎าหรือกระบะเป็นแนวทางที่ลดโอกาสตกกระแทกและควา

มเสียหายที่เกิดแกํผักผลไม๎ได๎



3. การสันสะเทือน

การสั่นสะเทือนที่เกิดจากอุปกรณ์ขนถํายและเครื่องยนต์ของ ยานพาหนะตํางๆ ระหวํางการขนสํง

ี่ ่

เป็นเหตุการณ์ทไมํอาจหลีกเลี่ยงได๎ ความรุนแรงของการสันสะเทือน

จะขึ้นอยูํกับความถี่ของระดับความเรํงของเครื่องยนต์ รวมทั้งระยะเวลาที่ได๎รับการสั่นสะเทือน การ



สั่นสะเทือนจะทาให๎ผักผลไม๎เกิดการเสียดสีระหวํางผักผลไม๎ดวยกันหรือเสียดสีกับด๎านข๎างของ

กลํอง กํอให๎เกิดรอยช้าหรือรํวงหลํน ออกจากชํอ

้ ่

การบรรจุผักผลไม๎ในกลํองหลายชันจะทวีความเสียหายมากขึ้น เนื่องจากในขณะสันสะเทือนนัน ้

จะเกิดการกดทับของผักผลไม๎ในกลํองพร๎อมๆ กันไปด๎วย



เพื่อสร๎างความมันใจวําผักผลไม๎จะเดินทางถึงจุดหมายปลายทางได๎อยํางปลอดภัย

ผู๎ประกอบธุรกิจผักผลไม๎ควรคานึงถึงความสาคัญของการบรรจุหีบหํอ โดยปฏิบัติดังนี้

1. ออกแบบบรรจุภัณฑ์ขนสํงที่สามารถทนตํอสภาวะการขนสํงได๎ด



2. เลือกใช๎วัสดุชวยในการบรรจุที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผักผลไม๎

3. เพิ่มความระมัดระวังในการขนย๎าย ขั้นตอนบรรจุ ใสํและขนสํง

โดยเริ่มใสํใจตั้งแตํการเก็บเกี่ยวจนกระทั่งสินค๎าถึงมือผู๎บริโภค



วัสดุที่ใช้ในการบรรจุผักและผลไม้สด

ฉวี สีบุบผา



ผักผลไม๎สดเป็นสินค๎าที่มความบอบบาง ช้าและเนําเสียงําย

ั ํ

ในการบรรจุสินค๎าเหลํานี้ลงในบรรจุภณฑ์เพื่อสํงไปจาหนํายควรมีการใช๎วัสดุชวยบรรจุดวย ๎

เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากการสั่นสะเทือน และการกระแทกในระหวํางเส๎นทางขนสํงนั้น

การเลือกวัสดุบรรจุภัณฑ์เพื่อป้องกันการสั่นสะเทือนและการกระแทกนี้

ี่

จะต๎องเข๎ากับรูปทรงของผักผลไม๎ทจะหํอ และสามารถจัดการเคลื่อนตัวของผักและผลไม๎ภายใน



เมื่อได๎รับการสั่นสะเทือนและบรรเทา แรงตกกระแทกได๎ วัสดุที่ใช๎ปัจจุบนมีดังตํอไปนี้

1. กระดาษ



กระดาษที่ใช๎หํอผักและผลไม๎จะต๎องนิ่ม เรียบ สะอาด ไมํมกลิ่นและส

2. แผ่นกระดาษลูกฟูก

แผํนกระดาษลูกฟูกมักใช๎ในรูปแบบของการขัดเป็นไส๎กลํองตาม แนวตั้ง



เพื่อป้องกันการสัมผัสโดยตรงของผลไม๎ และยังชํวยเสริมความ แข็งแรงให๎แกํตวกลํองลูกฟูก

นอกจากนี้แผํนกระดาษลูกฟูกยังสามารถใช๎วางตามแนวราบเพื่อรองรับผักผลไม๎

กระดาษลูกฟูกสามารถลดความเสียหายจากการกระแทกได๎บ๎าง

3. เศษฝอยของไม้

เป็นวัสดุที่เหลือจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ที่ไสจากเนื้อไม๎ เศษฝอยของไม๎ ควรเลือกเส๎นเล็กๆ

ิ่ ั ่ ํ ี

ไสจากไม๎นมเพื่อใช๎จดในบรรจุภัณฑ์ขนสํง ชํวยลดพื้นทีวาง สํวนใหญํจะใช๎กับผลไม๎ที่มขนาด

ใหญํและผิวขรุขระ เชํน สับปะรด ปัจจุบันความนิยมใช๎เศษฝอยของไม๎ลดลง



4. ถาดเยือกระดาษขึนรูป ้

มีลักษณะเป็นถาดทาจากเยื่อกระดาษที่อัดเป็นรอยหลุมขนาดตํางๆ กัน เพื่อวางรองรับผลไม๎

และกันไมํให๎ผลไม๎เคลื่อนที่ ถาดเยื่อกระดาษขึ้นรูป สามารถชํวยลดความเสียหายจากการสั่นสะเทือน

และการตกกระแทกได๎บาง ๎

5. ถาดพลาสติกขึ้นรูปร้อน



เป็นแผํนพลาสติกที่นามาขึนรูปด๎วยความร๎อน มีลักษณะเป็นถาดหลุม

คล๎ายคลึงกับถาดเยื่อกระดาษขึ้นรูป สามารถทนตํอการคายน้าของผลไม๎ได๎

6. โฟมแผ่น



โฟมแผํนทาจากพลาสติกหลายประเภท เชํน พอลิเอทิลน (PE) พอลิ– ยูรีเทน (PU) หรือพอลิสไตรีน

(PS) มีคุณสมบัติยืดหยุํนและป้องกันการกระแทกได๎ดี

7. แผ่นพลาสติกอัดอากาศ



เป็นพลาสติกหน๎าเรียบหนึ่งหน๎า และอีกหนึ่งหน๎าเป็นปุ่มๆ อัดอากาศ อยูภายใน

แตํละชํองสามารถป้องกันการสั่นสะเทือนและการตกกระแทกได

8. โฟมตาข่าย

เป็นวัสดุป้องกันการสั่นสะเทือนและการ กระแทก ที่พัฒนาเพื่อใช๎กับผักผลไม๎โดยเฉพาะ

สํวนใหญํทาจาก PE มีคุณสมบัติป้องกันการสั่นสะเทือนและการตกกระแทกได๎ดี



สามารถยืดหยุํนใช๎กับผลไม๎ขนาดตํางๆ กันโดยทีผลไม๎ยังสามารถหายใจและคายน้าได๎





บรรจุภัณฑ์ส้มโอเพือการส่งออก

ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย

่ ี่

ในบรรดาผลไม๎ไทยทีมีศักยภาพสูงในการสํงออกนั้น ส๎มโอเป็นผลไม๎ทมีอนาคตสดใสมาก



เนื่องจากปลูกงําย ขายได๎ราคาและมีรสชาติเป็น ที่ชื่นชอบของชาวตํางประเทศ โดยทัวไป

่ ี

จากการทีรัฐบาลไทยได๎มนโยบายเดํนชัดในการรณรงค์ สํงเสริม

และเผยแพรํผลไม๎ไทยให๎เป็นที่ยอมรับและนิยมแพรํหลายในตลาดโลก

ส๎มโอจึงได๎รับการกาหนดไว๎เป็นสินค๎าเป้าหมายในการสํงเสริมและเผยแพรํไปในตลาดยุโรป

ศูนย์การบรรจุหีบหํอไทย ซึ่งเป็นหนํวยงานของรัฐ



ภายใต๎สังกัดสถาบันวิจยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหํงประเทศไทย



จึงได๎ดาเนินการพัฒนาบรรจุภณฑ์สาหรับส๎มโอเพื่อการสํงออก เพื่อผลักดันให๎มีการใช๎

บรรจุภัณฑ์ที่ได๎มาตรฐาน

เป็นที่ต๎องการและยอมรับของตลาดตํางประเทศ

ี่ ี ั

อีกทั้งชํวยสร๎างภาพพจน์ทดแกํผลไม๎ไทยในตํางแดน บรรจุภัณฑ์ที่ได๎พฒนาเสร็จ

สมบูรณ์แล๎วเป็นกลํองกระดาษลูกฟูก 2แบบ คือ แบบที่ 1 เพื่อการสํงออกทางอากาศ และแบบที่ 2

เพื่อการขนสํงทางเรือ

กลํองสาหรับการขนสํงทางอากาศ มีขนาดวัดภายนอก 45 x 35 x 20 เซนติเมตร



บรรจุส๎มโอขนาดเส๎นรอบวงเกิน 17.5 นิ้ว ได๎ 5 ผล หรือส๎มโอขนาดเส๎นรอบวงไมํเกิน 17.5 นิว ได๎ 6

ผล

การบรรจุใช๎แผํนลูกฟูกวางกั้นระหวํางผลเพื่อไมํให๎ผลส๎มโอเคลื่อนที่และกระแทกกันในระหวํางการ

ลาเลียงขนสํง น้าหนักบรรจุสุทธิของส๎มโอแตํละกลํองไมํเกิน 9 กิโลกรัม



กลํองมีคําการต๎านแรงกดไมํตากวํา 650 กิโลกรัมแรง

กลํองสาหรับการขนสํงทางเรือ มีขนาดวัดภายนอก 50 x 40 x 25 เซนติเมตร

บรรจุส๎มโอขนาดเส๎นรอบวง 16-18 นิ้ว ได๎ 1622 ผล น้าหนักบรรจุสุทธิไมํเกิน 18 กิโลกรัม



กลํองมีคําการต๎านแรงกดไมํตากวํา 860

ั ั ี

กิโลกรัมแรงบรรจุภณฑ์ส๎มโอที่ได๎พฒนาขึ้นนี้มขนาดมาตรฐาน

่ ่

ใช๎เนื้อทีขนสํงได๎อยํางมีประสิทธิภาพมีรูปแบบโครงสร๎างทีแข็งแรง สามารถรักษาสภาพของส๎มโอ

และตัวกลํองไว๎ได๎อยํางสมบูรณ์ตลอดเส๎นทางการลาเลียงขนสํง

และทาหน๎าที่เป็นภาชนะเพื่อการขนสํงและเพื่อการวางขายอีกด๎วย



เทคนิคการบรรจุหีบห่อ “เนื้อแดง”

มยุรี ภาคลาเจียก



การบรรจุหีบหํอเนื้อแดง อาจแยกความหมายออกเป็น 2 สํวนคือ การบรรจุหีบหํอ

ซึ่งทาหน๎าที่บรรจุสินค๎า ป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล๎อม จากภายนอก

ี่

ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ททาให๎เกิดการเนําเสีย

ตลอดจนชํวยยืดอายุการเก็บของผลิตภัณฑ์ สํวนคาวํา “เนื้อแดง”



ในทีนี้หมายถึงเฉพาะเนื้อวัวหรือเนื้อหมูที่ไมํผํานกระบวนการแปรรูปด๎วยวิธีใดๆ

แตํเก็บในสภาวะการแชํเย็นคือที่อุณหภูมิ 5 ซ.

ในการบรรจุหีบหํอแบบขายปลีกของเนื้อแดงนี้ ปัจจัยสาคัญที่สุด



ที่มผลตํอการเลือกซื้อของผู๎บริโภคคือ สีของเนื้อนั่นเอง ความเข๎ม ของสีเนื้อขึ้นกับชนิดของสัตว์

พันธุ์ เพศ อายุสัตว์ ความกดดัน กํอนการฆํา และอัตราการลดของความเป็นกรดดําง (pH)



ความเป็นกรดดํางสุดท๎ายของเนื้อ เป็นตัวสาคัญที่มผลตํอเนื้อ



การที่เราเห็นสีตางกันเนื่องจากความเข๎มข๎นของไมโอโกลบินตํางกัน

ไมโอโกลบินเป็นโปรตีนโกลบินและเหล็ก (ในรูปเฟอรัส) เมื่อเราตัดชิ้นเนื้อผิวหน๎า จะเป็นสีมํวง



เนื่องจากไมโอโกลบินอยูในรูปรีดิวซ์ หลังจากทิ้งไว๎ในอากาศ

ไมโอโกลบินจะทาปฏิกิริยากับออกซิเจน กลายเป็นออกซิไมโอโกลบินซึ่งมีสีแดง

ี่ ๎

สีแดงนี้เป็นสีทผู๎บริโภคยอมรับมากที่สุด แตํถาเก็บไว๎ในอากาศนานเกินไป ออกซิไมโอ



โกลบินจะถูกออกซิไดซ์เป็นเมทไมโอโกลบิน ซึ่งเป็นสีนาตาลและไมํสามารถเปลี่ยนรูปไปได๎อีก

ปฏิกิริยาดังกลําว จึงเป็นสิ่งสาคัญที่จะต๎องคานึงถึงในการบรรจุเนื้อแดง จะสังเกตได๎วา ํ



ภาชนะบรรจุแบบขายปลีกทัวไปของเนื้อแดงตาม ซุปเปอร์มาร์เก็ต

์ ้ ิ

มักเป็นถาดและมีฟิลมพลาสติกหุ๎ม ฟิล์มเหลํานีมีคุณสมบัตไมํยอมให๎ไอน้าผํานเข๎าออก

แตํจะยอมให๎ก๏าซออกซิเจนผํานได๎ จึงมีผลให๎เนื้อนั้นมีสีแดงแตํก็มีระยะเวลาจากัดเพียง 23



วันเทํานัน หากเก็บที่อุณหภูมิ 05 ซ.

หลังจากนั้นแล๎วเนื้อจะเริ่มเปลี่ยนสีและเนําเสียเนื่องจากแบคทีเรีย วิธีการบรรจุหีบหํอแบบนี้



ถ๎าต๎องการให๎มีอายุการเก็บทีนานขึ้นสามารถทาได๎ 2 วิธีคอ ื

1. ในระหวํางการเก็บ กํอนการวางขายต๎องดึงก๏าซออกซิเจนออก

่ ํ

เพือให๎ไมโอโกลบินอยูํในรูปของรีดิวซ์ (มีสีมวง) และเมื่อถึงเวลาวางขาย จึง

เปิดให๎เนื้อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ เนื้อนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง



2. ใสํก๏าซทีมีสํวนผสมของ ออกซิเจนแนํนอน โดยให๎มีความเข๎มข๎น

ของออกซิเจนมากกวําในอากาศลงใน ภาชนะบรรจุ เนื้อจะยังคงสีแดงในระหวําง



การเก็บและวางขาย วิธนี้จะต๎องระมัดระวังเกี่ยวกับความดันของออกซิเจน เพราะหากมีความดันเป็น



4 มิลลิเมตรปรอท เนื้อนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีนาตาลของเมทไมโอโกลบินทันที



การพัฒนาเทคนิคในการบรรจุหีบห่อเนือแดง เพื่อยืดอายุการเก็บมีหลายวิธีดวยกัน ้

ที่สาคัญมีดังนี้

1. การบรรจุหีบหํอแบบสุญญากาศ (vacuum packaging)



นิยมดูดเอาอากาศในภาชนะบรรจุออกให๎มีกาซคาร์บอนไดออกไซด์เหลืออยูํ 20-40%

และออกซิเจนน๎อยกวํา1% สีของเนื้อจะเปลี่ยนจากแดงเป็นมํวง



ออกซิเจนที่เหลืออยูจะถูกใช๎ไปในการหายใจ และทาให๎ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิมขึ้น ่

เป็นผลให๎เกิดการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิด Pseudomonas ขณะ

เดียวกันก็ทาให๎แบคทีเรียชนิดที่ผลิตกรดแล็กติกเจริญเติบโตแทน อายุการเก็บของเนื้อจะยืดได๎เป็น

ุ ี

1012 สัปดาห์ที่อณหภูมิ 0 ซ. อยํางไรก็ตามการบรรจุโดยวิธนี้ก็มี ข๎อจากัดอยูํ 2 ประการคือ



สีมํวงของเนื้อ จะลดการยอมรับของผู๎บริโภค และชิ้นเนื้อทีจะบรรจุต๎องมีความเป็นกรดดํางเริ่มต๎น

ต่ากวํา 6.0

2. การบรรจุหีบหํอแบบสุญญากาศแนบผิว (vacuumskin packaging)

์ ึ้

กลําวคือฟิลมพลาสติกที่ขนรูปด๎วยความร๎อนแล๎วจะถูกทาให๎นิ่มลงด๎วยความร๎อน

หลังจากนั้นใช๎สุญญากาศดูดฟิล์มให๎แนบติดกับชินเนื้อ ้

อายุการเก็บของเนื้อโดยวิธีการบรรจุแบบนี้จะขึ้นกับชนิดและ pH ของเนื้อ ถ๎าอุณหภูมิในการเก็บเป็น

0 ซ. เนื้อจะคงสีแดงไว๎ได๎ แตํถ๎าเก็บที่อุณหภูมิ 05 ซ. เนื้อจะกลายเป็นสีมํวง



ซึ่งมักไมํเป็นที่ยอมรับของผู๎บริโภค การแก๎ไข ปัญหาดังกลําวสามารถทาได๎โดยการใช๎ฟล์มพลาสติก



2 ชั้นหุมเนื้อ ชั้นนอกจะมีคุณสมบัติไมํยอมให๎อากาศผําน สํวนชั้นในยอมให๎อากาศผํานได๎

ซึ่งจะไปสัมผัสกับเนื้อทาให๎เนื้อมีสีแดง

3. การบรรจุหีบหํอแบบใช๎ก๏าซ (gas packaging)

เป็นวิธีที่บรรจุสํวนผสมของก๏าซออกซิเจน ไนโตรเจนและคาร์บอน–

ไดออกไซด์เข๎าไปในภาชนะบรรจุ อัตราสํวนของก๏าซผสมนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในระหวํางการเก็บ

ิ ้ ้ ๏

ซึ่งเป็นผลมาจากปฏิกริยาทางชีวเคมีของเนื้อนัน ในบางครังจะบรรจุกาซเฉื่อย

เชํนไนโตรเจนแตํเพียงอยํางเดียวลงไปในภาชนะบรรจุ

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษารูปรํางของผลิตภัณฑ์ไว๎ สํวนก๏าซคาร์บอน–

ิ ้ ้

ไดออกไซด์จะทาปฏิกิรยากับน้า (ชินเนื้อจะมีนาอยูํประมาณ 75%) ได๎กรดคาร์บอนิก

ซึ่งชํวยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ผลจากการทดลองในเรื่องนี้พบวํา



การบรรจุกาซผสมที่ประกอบด๎วยก๏าซคาร์บอนไดออกไซด์ 20% และออกซิเจน 80%



ลงภาชนะบรรจุมีความเหมาะสมที่สุด เพราะ นอกจากจะยืดอายุได๎นานขึนกวําปกติ 2 เทําแล๎ว

ยังสามารถรักษาสีแดงของเนือไว๎ได๎อีกด๎วย ้

4. การบรรจุหีบหํอแบบปรับบรรยากาศ (modified atmosphere packaging)

่ ุ๎

ฟิล์มพลาสติกทีใช๎หมถาดบรรจุเนื้อต๎องมีคุณสมบัติยอมให๎ก๏าซผสมผํานเข๎าออกได๎อยํางรวดเร็ว

ความเข๎มข๎นของก๏าซคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนในบรรยากาศในภาชนะบรรจุ

ํ ้

ควรเป็นสัดสํวนที่เหมาะสมอยูตลอดเวลาในการเก็บ เพื่อป้องกันมิให๎เนื้อเปลี่ยนเป็นสีนาตาล



ในขณะเดียวกันก็ชํวยยับยั้งการเจริญเติบของเชื้อจุลินทรียได๎ด๎วย การบรรจุหีบหํอโดยวิธีนี้



ข๎อเสียอยูํที่สิ้นเปลืองคําใช๎จายสูง และใช๎เนื้อที่ในการเก็บมาก

(ปริมาตรของภาชนะต๎องใหญํกวําปริมาตรชินเนื้อมาก) ้

ที่กลําวมาทั้งหมดก็คือ เทคนิคของการบรรจุหีบหํอ เนื้อแดง ในสภาวะการแชํเย็น

ี ้

การจะเลือกวิธใดขึนกับสภาพและความต๎องการของตลาด

ตลอดจนขอบขีดความสามารถทางเทคโนโลยีทมีอยูํ ี่



บรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์นม

บุษกร ประดิษฐนิยกูล



เมื่อ 100 ปีที่แล๎ว การออกแบบบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์นมขึ้นกับปัจจัยหลายประการ อาทิ

ความจาเป็นและความต๎องการของผู๎บริโภค

๎ ั

การตลาดและความคุมทุนอันเป็นผลทาให๎บรรจุภณฑ์ในขณะนั้นจะต๎องมีความเป็นเอกลักษณ์และรัก



ษาความสด ของสินค๎าไว๎ได๎ ในชํวงแรกนี้อาหารนมเหลํานีจะต๎องสํงตรงถึงบ๎านของผูซอ๎ ื้



โดยใช๎แก๎วเป็นบรรจุภัณฑ์เมือคิดค๎นฝากันอากาศเข๎าได๎



แก๎วจึงเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดในขณะนัน (เมื่อผู๎คนยังไมํมีตู๎เย็นใช๎)

เพราะใสสามารถมองเห็นความสดของนม

และนากลับมาใช๎ใหมํได๎โดยออกแบบเป็นขวดแบบเดียวกันและใช๎ฉลากกระดาษ

เมื่อเวลาผํานไปพร๎อมกับการเติบโตของซุปเปอร์มาร์เก็ต รวมทั้งการ เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์นมโดยใช๎กระดาษเคลือบ ผลิตเป็นกลํอง



สํวนบนสุดมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม มีนาหนักเบา และที่สาคัญ สามารถลดต๎นทุนลงจากเดิม ทาให๎

ผู๎ผลิตหลายราย หันมาใช๎บรรจุภัณฑ์กระดาษชนิดนี้โดยไมํลังเลใจ



แม๎วาจะต๎องใช๎เครื่องบรรจุใหมํก็ตาม

มีการใช๎บรรจุภัณฑ์กระดาษชนิดนี้ตํอมาอีกหลายปี

หลังจากนั้นได๎ค๎นพบข๎อจากัดวําบรรจุภัณฑ์ชนิดนี้สามารถใช๎เฉพาะระบบการพิมพ์แบบเฟล็กโซ

ิ ้

และจากัดสีที่พมพ์เพียง 4 สี เทํานัน

ู๎

ทาให๎ผผลิตผลิตภัณฑ์นมต๎องเสาะหาบรรจุภัณฑ์ชนิดใหมํที่สามารถสนองความต๎องการของตลาดไ

ด๎ มากกวํานี้



บรรจุภัณฑ์พลาสติกจึงได๎เข๎ามามีบทบาทเพื่อสนองความต๎องการดังกลําวด๎วยคุณสมบัตเดํนคือ

้ ํ

มีนาหนักเบา ปิดฉลากได๎งาย ราคาถูก และที่สาคัญเมื่อใช๎ฝากันอากาศเข๎าได๎



จะสามารถเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ไว๎ได๎นานขึน รวมทั้งทนทานกวําแก๎วและกระดาษอีกด๎วย

แนวโน๎มสาหรับผลิตภัณฑ์นมในทศวรรษนี้ จะมีการใช๎บรรจุภัณฑ์พลาสติกมากขึน ้





เก็บนมให้อยูนาน

ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย



ํ ํ

เป็นที่นายินดีวาในปัจจุบันเราได๎หันมาสนใจดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น

ื่

โดยเริ่มจากการรณรงค์ให๎ดมนมหรือนมถั่วเหลือง

ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของนมสดหรือนมที่บรรจุในกลํอง กระดาษเต็ดตราบริก (TETRABRIK)

ที่ให๎ความสะดวกสบายและสามารถเก็บรักษาคุณคําทางอาหารได๎ แม๎จะเก็บไว๎เป็นเดือนๆ

โดยไมํต๎องแชํเย็น เรื่องนี้เป็นไปได๎อยํางไร?



คาตอบก็คือ การผลิตที่ทนสมัยด๎วยระบบยูเอชที (Ultra Heat Treatment) ผนวกกับระบบอะเซบติค

(Aseptic)

ระบบยูเอชที เป็นการให๎ความร๎อนสูง อุณหภูมิ 140150 ซ. เป็นเวลาสั้นๆ เพียง 24 วินาที



ความร๎อนนี้สามารถทาลายเชือแบคทีเรียตํางๆ ในผลิตภัณฑ์นมได๎หมด

โดยที่ยังรักษาคุณคําอาหารไว๎ได๎

หลังจากนั้นนมเหลํานี้จะผํานเข๎าบรรจุในกลํองกระดาษเต็ดตราบริกภายใต๎ระบบสุญญากาศ



และปลอดเชื้อ ดังนันจึงแนํใจวําผลิตภัณฑ์นมนั้นจะสะอาด ทุกหยด

ระบบอะเซบติคคือ “การบรรจุหีบหํอแบบระบบปลอดเชื้อ” หรือ อีกนัยหนึ่งคือ

การทาให๎อาหารปลอดเชื้อแล๎วนาไปบรรจุในภาชนะบรรจุที่ปลอดเชื้อ

ภายใต๎สภาพสิ่งแวดล๎อมของการบรรจุและปิดผนึกที่ปลอดเชื้อด๎วยเชํนกัน

กลํองกระดาษเต็ดตราบริกผลิตจากการประกบฟิล์มพลาสติก



กระดาษและอะลูมิเนียมฟอยล์เข๎าด๎วยกันถึง 7 ชัน เพื่อป้องกันสิ่งปนเปื้อนจากภายนอก

ู๎ ้

อากาศและแสงสวําง ด๎วยเหตุนี้ผผลิตนมชันนาจึงวางใจ และมั่นใจใช๎กลํองกระดาษเต็ดตราบริก

เพื่อมอบความอรํอยแหํงคุณคําอาหาร และยังเก็บได๎นานโดยไมํต๎องแชํเย็น

ให๎คนนับล๎านได๎สร๎างพลานามัยแกํตนเอง



ซองบรรจุอาหาร

ุ ู

ไพศักดิ์ อนันต์นกล



ปัจจุบันมีอาหาร ขนมขบเคี้ยวรสชาติและรูปแบบตํางๆ เชํน บะหมี่กึ่งสาเร็จรูป มันฝรั่งทอดกรอบ



ข๎าวเกรียบ คุกกี้ ข๎าวโพดคัว ขนมอบกรอบ และอื่นๆ อีกมากมายที่บรรจุในซองพลาสติก

วางขายตามท๎องตลาด เมื่อเราซื้อมา บริโภคจะพบวําบางครั้งสินค๎าข๎างในซองจะอํอนนุํมไมํกรอบ



หรือบางทีก็ มีกลิ่นเหม็นหืน ทาไมจึงเป็นเชํนนัน ทั้งๆ ที่ซองอาหารบรรจุและปิดผนึกเรียบร๎อยมิดชิด

์ ์

ซองอาหารหรือขนมทามาจากแผํนฟิลมพลาสติกและมักทาจากฟิลมพลาสติกหลายชนิดหรือหลายแ

ผํนมาประกบกัน เชํน polyethylene ประกบกับ polypropylene หรือ polyethylene ประกบกับฟิล์ม

ิ ึ้

metalized เป็นต๎น เพื่อเพิ่มหรือทาให๎คุณสมบัตตํางๆ ของซองอาหารดีขน เชํน ความแข็งแรง

ความสามารถในการปิดผนึก



และคุณสมบัติอีกอยํางหนึ่งทีมีผลตํอคุณภาพของอาหารและขนมขบเคี้ยวเหลํานั้นมาก คือ

คุณสมบัติในการ ซึมผําน ซึ่งหมายถึงการซึมผํานของไอน้า



และก๏าซ โดยเฉพาะอยํางยิ่งก๏าซออกซิเจน เพราะโดยปกติแล๎วฟิลมพลาสติกชนิดตํางๆ

ไมํสามารถป้องกันน้าและก๏าซได๎ 100% และแตํละชนิดก็จะป้องกันการซึมผํานได๎ไมํเทํากัน

บางชนิดอาจจะป้องกันการซึมผํานของ ก๏าซออกซิเจนได๎ไมํดี เชํน oriented polypropylene,

polyethylene บางชนิดป้องกันการซึมผํานของก๏าซออกซิเจนได๎ดี แตํป้องกันไอน้าได๎ไมํดี เชํน nylon

บางชนิดป้องกันได๎ดีทั้งสองอยําง เชํน polyethylene terephthalate (PET)

ี ั้

หรือบางชนิดป้องกันได๎ไมํดทงสองอยําง เชํน PVC

์ ่ ุ

ดังนั้นผู๎ผลิตจึงพยายามเลือกชนิดของฟิลมพลาสติกทีมีคณสมบัติเดํน

แตกตํางกันมาประกบกัน เพื่อทาซองให๎เหมาะสม โดยคานึงถึงระยะเวลาการวางจาหนําย



ถึงแม๎วาจะมีการประกบกันของฟิล์มพลาสติกหลายชนิด แตํก็ยังมีการ



ซึมผํานเข๎าของไอน้าและก๏าซออกซิเจนได๎จานวนหนึ่ง ดังนั้นเมื่อเราซื้ออาหารขบเคียว



ที่มวางขายตามร๎านมาชํวงเวลาหนึ่งแล๎วพบวําอาหารไมํกรอบ

ก็เป็นเพราะวํามีการซึมผํานของไอน้าเข๎าไปผสมในอาหารทีละน๎อยจนกระทั่งชืน ้



หรืออาหารมีกลินเหม็นหืนก็เพราะมีการซึมผํานของก๏าซออกซิเจนเข๎าไป ทีละน๎อย



เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันกับอาหารจนมีกลินเหม็นหืนดังกลําว



การบรรจุอาหารพร้อมบริโภคแช่แข็งเพื่อการส่งออก

ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย



ปัจจุบันความต๎องการของตลาดโลกในเรื่องของผลิตภัณฑ์อาหารสาเร็จรูปแชํแข็ง



ซึ่งจัดเป็นผลิตภัณฑ์มูลคําเพิมมีแนวโน๎มที่สูงขึ้น ทั้งนี้เป็นผลมาจากอัตราการเพิ่มของประชากร

สภาวะเศรษฐกิจของโลก ตลอดจนพฤติกรรมของผู๎บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

สาหรับประเทศไทยอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดังกลําวได๎มีการพัฒนาและขยายตลาดเพิมขึ้นตามลาดับ ่

จวบจนปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกลําวก็ได๎ขยายตัวอยูํในระดับแนวหน๎าของสินค๎า สํงออก

โดยนาเงินตราเข๎าประเทศปีละจานวนมหาศาล

อยํางไรก็ตามการสํงออกสินค๎าดังกลําวยังประสบปัญหาอยูบ๎าง ํ



และคาดวําจะทวีความรุนแรงมากขึนในอนาคต ปัญหาเหลํานี้ที่สาคัญได๎แกํ

ปัญหาการแขํงขันทางด๎าน การตลาด ไมํวําจะเป็นการแขํงขันระหวํางประเทศคูํแขํงทางการค๎า

หรือการแขํงขันในระหวํางกลุํมผู๎สํงออกภายในประเทศกันเอง เป็นต๎น

การบรรลุทางการแขํงขันด๎านการตลาดจาเป็นต๎องอาศัยปัจจัยหลายประการ ได๎แกํ การ



ลดต๎นทุนการผลิตให๎มาก ที่สด การรักษาคุณภาพของสินค๎าให๎เป็นที่ยอมรับของผู๎บริโภค นอกจากนี้



ยังมีปัจจัยสาคัญอีกอยํางหนึ่ง ซึ่งมีผลโดยตรงตํอการเพิมยอดจาหนํายของสินค๎า

ั ่

นั่นคือการออกแบบบรรจุภณฑ์พร๎อมกราฟฟิกทีมีความเหมาะสมทั้งในด๎านประโยชน์ใช๎สอยและความ

สวยงามให๎สอดคล๎องกับรสนิยมและพฤติกรรมของผู๎บริโภค



อีกทั้งยังต๎องมีความถูกต๎องตามกฎระเบียบควบคุมสินค๎าของประเทศผูนาเข๎าอีกด๎วย



สถาบันวิจยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหํงประเทศไทย (วท.) โดยศูนย์การบรรจุหีบหํอไทย

ตระหนักดีถึงปัญหาดังกลําว

จึงได๎ศึกษาการออกแบบบรรจุภัณฑ์พร๎อมกราฟฟิกสาหรับผลิตภัณฑ์อาหารแชํแข็งเพื่อ การสํงออก

โดยกาหนดผลิตภัณฑ์เป้าหมายสาหรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เป็นชุด ได๎แกํ ทอดมันปลา

ไกํชุบแป้งทอด และปลาหมึกยัดไส๎

่ ั

ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทีมีศกยภาพพอที่จะเป็นที่ยอมรับของผู๎บริโภคในกลุํมประเทศตะวันตกเชํน

สหรัฐอเมริกาและยุโรป



เนื่องจากอาหารไทยเริมเป็นที่คุ๎นเคยและได๎รับความนิยมในกลุํมประเทศดังกลําวพอสมควร



บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบมีโครงสร๎างภายนอกเป็นกลํองกระดาษแข็งทีทาด๎วยเยื่อกระดาษฟอกขาวทั้งส



องผิวหน๎า มีมิตภายนอก 190 x 140 x 35 มิลลิเมตร

ขนาดของกลํองดังกลําวสามารถวางเรียงได๎เต็มพอดีในกลํองกระดาษลูกฟูกเพื่อการขนสํงขนาดมาต

รฐาน 400 x 300 x 215 มิลลิเมตร โดยวางเรียง 5 ชั้นๆ ละ 4 กลํอง

สํวนบรรจุภัณฑ์ภายในกลํองกระดาษแข็ง



ซึ่งใช๎บรรจุและสัมผัสกับอาหารโดยตรงเป็นถาดพลาสติกขึนรูปด๎วยความร๎อน



หุ๎มด๎วยฟิลมพลาสติกและปิดผนึกด๎วยความร๎อน ซึ่งจะชํวยคุ๎มครองและรักษารูปทรงของสินค๎าได๎ดี

ในสํวนของกราฟฟิกสาหรับบรรจุภัณฑ์นั้น การ

ออกแบบได๎คานึงถึงความสวยงามควบคูํไปกับความถูกต๎องสอดคล๎องกับ

กฎระเบียบของฉลากอาหาร โดยเน๎นตลาดยุโรปเป็นหลัก ดังนั้นภาษาบนฉลากที่เลือกใช๎จึงมี 3

ภาษา คือ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก โดยมีภาษาเยอรมันและฝรั่งเศสเป็นภาษารอง

รายละเอียดที่กาหนดและต๎องแจ๎งไว๎บนฉลากได๎แกํ ชื่อผลิตภัณฑ์ น้าหนักบรรจุ สํวนผสม

่ ๎ ๎

ข๎อความวํา “ควรบริโภคกํอนวันที” ที่อยูํของผูผลิต หรือผูจัดจาหนําย และแหลํงผลิตสินค๎า เป็นต๎น

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ซึ่งถ๎าขาดไปจะไมํสามารถบริโภคได๎อยํางเหมาะสมเชํน

วิธีการเก็บรักษา และวิธีการปรับปรุง เป็นต๎น การจัดวาง

องค์ประกอบของกราฟฟิกอันได๎แกํข๎อความและภาพประกอบนั้นอยูํในลักษณะแบบสมดุล

ซึ่งเป็นการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ที่มีประสิทธิภาพ

ให๎ความรู๎สึกในการสื่อสารข๎อมูลของสินค๎ากับผู๎บริโภคได๎อยํางตรงไปตรงมา และชัดเจน

สีหลักของกราฟฟิกที่เลือกใช๎คือ สีดา

ุ ึ่

ซึ่งเป็นสีที่แสดงถึงความมีคณภาพของสินค๎าและเป็นสีซงยอมรับได๎ในตลาดยุโรป อีกทั้งยังเป็นสี



ซึ่งชํวยสร๎างความเดํนสะดุดตาให๎ตวสินค๎าเมื่อต๎องแสดงตัว ณ จุดขาย

นอกจากนี้มีการใช๎สีรองซึ่งเป็นสีที่บํงบอกถึงความแตกตํางของชนิดของสินค๎า โดยเลือกใช๎สีตํางๆ

ซึ่งมีความสัมพันธ์กับตัวสินค๎า เชํน สีแดงสาหรับทอดมันปลากราย สีน้าเงินสาหรับปลาหมึกยัดไส๎



และสีน้าตาลทองสาหรับไกํชบแป้งทอด

นอกจากนี้แล๎วกราฟฟิกที่ออกแบบยังมีการสอดแทรกเอกลักษณ์ประจาชาติ

ซึ่งเป็นแนวความคิดในการประชาสัมพันธ์ประเทศอันเป็นแหลํงที่มาของผลิตภัณฑ์ เชํน



การใช๎ลวดลายกรอบยํอไม๎มมสิบสอง การเลือกใช๎จานเชิงลายไทยเป็นภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์



อีกทั้งยังมีการออกแบบคาขวัญและสัญลักษณ์ประกอบคาขวัญ โดยคาขวัญใช๎วา “THAILAND 1ST

CHOICE” สํวนสัญลักษณ์ประกอบคาขวัญเป็นรูปลวดลายกนก ซึ่งจะ



เป็นการสร๎างภาพลักษณ์ที่ดีตอผลิตภัณฑ์ ระบบการพิมพ์สาหรับบรรจุภัณฑ์เป็นระบบออฟเซ็ท 4 สี

โดยมีการเพิ่มสีพิเศษ (สีทอง) เป็นสีที่ 5

ซึ่งจะชํวยเพิ่มความสวยงามและมูลคําให๎กับตัวสินค๎าอีกด๎วย









ธนาคารขวดแก้ว



ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทต



แก๎วเป็นวัสดุที่ถูกนามาใช๎ในรูปของบรรจุภัณฑ์มาเป็นเวลานานมาก



แม๎ในปัจจุบันก็ยังใช๎แพรํหลายด๎วยคุณสมบัตทางกายภาพที่ใส สะอาด และปลอดภัย

ํ ั

สินค๎าบรรจุในขวดแก๎วจะดูมีคามากกวําบรรจุภณฑ์ประเภทอื่น

โดยเฉพาะอยํางยิ่งในตํางประเทศได๎มีการรณรงค์ให๎บรรจุสินค๎าใน ขวดแก๎ว

่ ั

เพื่อรักษาสภาวะแวดล๎อม เนืองจากบรรจุภณฑ์แก๎วสามารถนากลับมาใช๎ หมุนเวียนได๎ครบวงจร

ประเทศตํางๆ ในยุโรปมักจะมีธนาคารขวดแก๎วตั้งไว๎ตามถนน



เพื่อที่จะได๎นาขวดแก๎วที่ใช๎สนค๎าหมดแล๎วไปทิ้งในธนาคารขวดแก๎ว

บางประเทศอาจจัดธนาคารสาหรับแก๎วใส และแก๎วสีแยกจากกัน จากนั้นคัดแยกตามสีแก๎ว



แล๎วทุบยํอยให๎แตกเป็นชินเล็กๆ เรียกวํา “เศษแก๎ว” ล๎างด๎วยน้าให๎สะอาด และแยกวัสดุอื่นออก

แล๎วจึงนามาหลอมกับวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์แก๎วใหมํ

๎ ั

สาหรับประเทศไทย ผูผลิตบรรจุภณฑ์แก๎วซื้อ “เศษแก๎ว” เพื่อใช๎เป็นวัตถุดิบเป็นมูลคําวันละกวํา 1

ล๎านบาท เศษแก๎วยังชํวยประหยัดพลังงานในการหลอมวัตถุดิบในการผลิตได๎ร๎อยละ 2532

ทาให๎ประหยัดเงินตรา ที่จะต๎องซื้อน้ามันจากตํางประเทศ ถ๎าไมํมีการนาเศษแก๎วมาใช๎เลย



ประเทศไทยจะมีขยะเพิ่มขึ้นปีละ 350,000 ตัน จึงไมํควรทิงขวดแก๎วลง ไปในถังขยะ

ควรแยกไว๎ตํางหาก เพื่อจะนาไปหมุนเวียนเป็นวัตถุดิบสาหรับผลิตขวดแก๎วได๎อีก



ประโยชน์ของขวดแก้วใช้แล้ว

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต





เมื่อพูดถึงขวดแก๎วทุกคนคงรูจักกันดี เพราะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช๎และพบเห็นเป็นประจา



ได๎มีการตั้งโรงงานผลิตแก๎วขึนในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2489

เนื่องจากมีความจาเป็นต๎องใช๎ขวดแก๎วในการบรรจุเวชภัณฑ์ซึ่งถือวําเป็นยุทธปัจจัยอยํางหนึ่ง

่ ุ ิ

การทีนิยมใช๎ขวดแก๎วเป็นบรรจุภัณฑ์นั้น เนื่องจากมีคณสมบัติเดํนในความเป็นกลางไมํทาปฏิกิรยากับ









ผลิตภัณฑ์ มีความปลอดภัยสูง ใส สามารถมองเห็นสินค๎าทีบรรจุภายใน ่

เมื่อเปิดใช๎ผลิตภัณฑ์แล๎วยังปิดกลับ ใช๎ใหมํได๎



และจุดเดํนอีกประการหนึ่งคือนากลับมาใช๎หมุนเวียนได๎ อุตสาหกรรมทีใช๎ขวดแก๎วสํวนใหญํคือ

เครื่องดื่ม เชํน น้าอัดลม สุรา เบียร์ เครื่องดื่มชูกาลัง เป็นต๎น

ปัจจุบันมีโรงงานผลิตขวดแก๎วขนาดใหญํได๎ ปรับปรุงการผลิต โดยนาเทคโนโลยีใหมํๆ

จากตํางประเทศมาใช๎ เพื่อให๎มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูง แตํประหยัดต๎นทุน เชํน

การลดน้าหนักขวด แตํให๎มีความแข็งแรงเหมือนเดิม

และเป็นการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติได๎อีกด๎วย

สาหรับอุตสาหกรรมประเภทน้าอัดลม สุรา และเบียร์ อาจแบํงการใช๎ขวดได๎ 2 รูปแบบ คือ



นากลับมาใช๎อีกและใช๎ครั้งเดียว การนากลับมาใช๎อีกหรือแบบหมุนเวียนนีมีมากกวํา 90%

่ ๎

ของขวดแก๎วทีผลิตอยูํ โดยใช๎บรรจุน้าอัดลม ซึ่งผู๎ผลิตจะเป็น ผูจัดการวางมาตรการในการ

รวบรวมขวดน้าอัดลมที่ใช๎แล๎วคืนกลับโรงงาน ซึ่งเป็นการหมุนเวียนแบบครบวงจรและสมบูรณ์

หากปีหนึ่งน้าอัดลม จาหนํายถึง 100 ล๎านลัง หรือ 2,400 ล๎านขวด หากคําขวดมีราคาใบละ 1 บาท

(ในความเป็นจริงราคาจะสูงกวํา 1 บาท) ก็จะประหยัดเงินได๎ถึง 2,400 ล๎านบาท

้ ๎

ขวดน้าอัดลมนีจะใช๎ได๎ถึง 20 ครั้ง สํวนทางด๎านสุราและเบียร์นั้น ผูผลิตจะขายทั้งขวด

แตํจะมีพํอค๎ากลุํมหนึ่งรวบรวมนาขวดที่ใช๎แล๎วไปล๎างและขายให๎ผู๎ผลิตบรรจุสุราและเบียร์อีก

จึงเป็นแบบที่นากลับไปบรรจุหรือใช๎ใหมํในทางอ๎อม

่ ี

ขวดแก๎วทีใช๎เป็นบรรจุภัณฑ์มกาลังผลิตประมาณปีละ 300,000 ตัน คิดเป็นมูลคําประมาณ 3,000

ล๎านบาท การผลิตแก๎วเป็นการผลิตแบบ mass production



คือผลิตภัณฑ์ในจานวนมากราคาก็จะถูกมากขึน และในรูปแบบชนิดเดียวกันด๎วย

ดังนั้นในวงการการผลิตขวดแก๎วจึงพยายามที่จะผลิตขวดแก๎วให๎มีรูปแบบน๎อยที่สุด

้ ั

การผลิตขวดแก๎วนัน ต๎องใช๎วตถุดิบหลายชนิด ได๎แกํ ทราย โซดาแอช (สั่งจากตํางประเทศ) หินปูน

หินฟันม๎า โดโลไมต์ และสํวนประกอบอื่นๆ แล๎วแตํชนิดของขวดแก๎ว แตํสิ่งสาคัญที่จะขาดไมํได๎คือ



เศษแก๎ว ซึ่งเป็น ขวดแก๎วใช๎แล๎วนามาบดให๎มขนาดที่ต๎องการ

ขวดแก๎วทุกชนิดที่ไมํใช๎จึงสามารถนามาใช๎เป็นสํวนผสมในการทาขวดใหมํได๎

เมื่อผสมสํวนผสมตํางๆ เข๎ากันดีแล๎วจะผํานเข๎าไปในเตาหลอม



โซดาแอชจะชํวยให๎อุณหภูมหลอมเหลวต่าลง

และเศษแก๎วที่ใสํเข๎าไปด๎วยก็จะชํวยประหยัดพลังงานในการหลอม

เมื่อหลอมเหลวเป็นเนื้อเดียวกันแล๎ว น้าแก๎วจะไหลลงเป็นเส๎น แล๎วถูกตัดเป็นก๎อน

๎ ๎ ิ

เพื่อขึ้นรูปในแมํพิมพ์ดวย การเป่า จากนั้นจะสํงผํานไปยังตูอบความร๎อน เพื่อลดอุณหภูมของขวดแก๎ว

อยํางช๎าๆ

ในตํางประเทศ เชํน ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป แตํละประเทศจะวางถังใหญํรูปรํางตํางๆ กันไป

สาหรับรวบรวมขวดแก๎วใช๎แล๎ว เพื่อนากลับมาเข๎ากระบวนการผลิตใหมํ

ซึ่งเป็นการประหยัดทั้งทรัพยากรและพลังงาน



ผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษขึ้นรูป

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต



ธุรกิจด๎านการพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ หรือธุรกิจประเภทอื่นๆ ตามสานักงาน และแม๎แตํ

ในบ๎านเรือนก็เป็นแหลํงที่มาของกระดาษใช๎แล๎วทั้งสิ้น ได๎แกํ กระดาษหนังสือพิมพ์ วารสาร



บรรจุภัณฑ์กระดาษใช๎แล๎ว เศษกระดาษจากโรงงานผลิตบรรจุภณฑ์ โรงพิมพ์ และ สานักงานตํางๆ



ซึ่งกระดาษเหลํานี้สามารถนามาทาให๎มคุณคําขึ้นได๎ โดยใช๎

เป็นวัตถุดิบสาหรับทาผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษขึ้นรูปหรือ molded pulp products



ผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษขึนรูป มักจะใช๎เพื่อการบรรจุภัณฑ์เป็น สํวนใหญํ เชํน

ถาดหรือกลํองสาหรับบรรจุไขํ ถาดและกลํองสาหรับบรรจุ ผลไม๎ ซึ่งมีรูปรํางและขนาดตํางๆ กัน

แผํนรองขวดเพื่อกันแตก ถาดซึ่งใช๎ แทนถาดพลาสติกบรรจุภณฑ์ตางๆ ั ํ



โดยใช๎ฟิล์มยืดหํออีกครั้งหนึ่ง วัสดุ กันกระแทกสาหรับเฟอร์นิเจอร์และเครื่องมือตํางๆ และแผํนกัน



และยังใช๎ทาเป็นผลิตภัณฑ์ อืนๆ ได๎เชํน กระถางต๎นไม๎เพื่อเพาะชา

หรือรองด๎านในกระถางต๎นไม๎สาหรับแขวนถาดรูปไตใช๎ในโรงพยาบาล ภาชนะที่ใช๎ครั้งเดียวทิ้ง



ฝ้าเพดาน เป็นต๎น จึงอาจกลําวได๎วําผลิตภัณฑ์กระดาษขึนรูปสามารถนามาใช๎ได๎อยํางกว๎างขวาง

เนื่องจากสลายตัวได๎ตามปกติ จึงไมํกํอให๎เกิดมลพิษ หรือสร๎างปัญหาให๎กับสิ่งแวดล๎อม

วัตถุดิบหลักในการผลิตผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษขึ้นรูปสํวนใหญํเป็นเศษกระดาษตํางๆ



และมีเยื่อบริสุทธิผสมบ๎าง การเลือกใช๎วัตถุดิบชนิด ใดนั้น

จะขึ้นอยูํกับชนิดของผลิตภัณฑ์และความต๎องการในการใช๎งาน เศษกระดาษ

แบํงออกได๎หลายชั้นคุณภาพ

ชั้นคุณภาพดีสํวนใหญํจะเป็นเศษที่เหลือจากการตัดริมของกระดาษชนิดดีจากโรงงานผลิตกระดาษโ

ดยตรง



เนื่องจากเศษกระดาษเหลํานีจะมีคุณภาพใกล๎เคียงกับเยื่อบริสุทธิ์และไมํมีการปนเปื้อนของหมึกพิมพ์

่ ํ

และสิงสกปรกอื่นๆ หรืออาจเป็นเศษที่รวบรวมจากกระดาษที่ผานการใช๎งานแล๎ว

ี ิ ั

แตํต๎องเป็นกระดาษที่มคุณภาพสูง และไมํพมพ์ ซึ่งเหมาะสาหรับใช๎ทาบรรจุภณฑ์อาหาร

เศษกระดาษชั้นคุณภาพรองลงมาได๎แกํ เศษกลํองกระดาษลูกฟูก สํวนเศษกระดาษทีรวบรวมมา ่

ั้ ํ ้

จากกลํองกระดาษแข็งใช๎แล๎ว และกระดาษหนังสือพิมพ์นนจัดอยูใน ระดับชันคุณภาพต่า

ซึ่งเหมาะกับการใช๎ทากระถางเพาะชา

โดยทั่วไปแล๎วเศษกระดาษจะมีปริมาณสัดสํวนในการใช๎มากที่สุดเพราะชํวยลดต๎นทุนการผลิต

การทาผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษจะไมํใสํสารเคมีใดๆ เลยก็ได๎



หรืออาจจะผสมแป้งและขีผึ้งลงไปด๎วยเพื่อชํวยในการทนน้า หรือผสมสีที่ละลายน้า



เพื่อเพิ่มความสวยงามอีกด๎วยก็ได๎ขั้นตอนการผลิตจะเริมตั้งแตํการเตรียมเยื่อโดยการตีวัตถุดิบให๎กระ

จายตัวในน้าอยํางสม่าเสมอ ใสํสํวนผสมตํางๆ ลงไป ในการขึ้นรูปนั้น

ชุดตะแกรงแมํแบบที่ทาเป็นรูปผลิตภัณฑ์ตามต๎องการ

ซึ่งติดอยูํบนดรัมจะหมุนด๎วยความเร็วสม่าเสมอและตักเยื่อในถังด๎านลํางติดบนตะแกรงแมํแบบ

แล๎วถูกถํายเทไปสูํแมํแบบที่เป็นตัวประคองเพื่อนาเข๎ากระบวนการทาแห๎ง ตํอไป

การทาแห๎งอาจใช๎การตากแห๎งด๎วยแสงแดด หรือใช๎ลมร๎อนเป่า

หากต๎องการทาให๎แห๎งด๎วยกระบวนการตํอเนื่องจะมีสายพานนาผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นรูปแล๎วผํานเข๎าสูํอุโม

งค์ลมร๎อน ความชื้นของผลิตภัณฑ์ที่ทาแห๎งแล๎วอยูํในระดับประมาณร๎อยละ 10

อาจเพิ่มขั้นตอนการพิมพ์เพื่อความสวยงามหรือบอกรายละเอียดเพิ่มเติม

บนเยื่อกระดาษขึ้นรูปที่เป็นผลิตภัณฑ์สาเร็จแล๎ว โดย ติดตั้งแทํนพิมพ์ตํอจาก

ขั้นตอนการทาให๎แห๎งก็ได๎หากต๎องการ



เศษกระดาษ...วัสดุมีประโยชน์

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต



๎ ้

ชาวจีนเป็นผู๎คนคิดกระดาษขึนเมื่อ 2,000 ปีมาแล๎ว โดยทา



ด๎วยมือจากเส๎นใยของเชือกป่านและผ๎าเกํา ตํอจากนันก็ได๎แพรํหลายไปยังตะวันออกกลางและยุโรป

เครื่องทากระดาษเครื่องแรกประดิษฐ์โดย ชาวฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2341 และ 5 ปีตํอมา



เครื่องทากระดาษเครื่องแรกได๎สร๎างขึนในประเทศอังกฤษ เพื่อทาการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

้ ่

ในระยะแรกๆ นัน วัตถุดิบทีใช๎ทากระดาษคือ ฟางข๎าว กระดาษใช๎แล๎ว เศษฝ้าย และอื่นๆ จนกระทั่งปี

พ.ศ. 2387 ความต๎องการใช๎กระดาษเพิ่มมากขึ้น จนต๎องนาไม๎มาทาเป็นเยื่อเพื่อใช๎เป็นวัตถุดิบ

จึงนับได๎วํา กระดาษเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได๎จากทรัพยากรธรรมชาติ กระดาษแตํละตันนันต๎อง ้

ใช๎ไม๎ประมาณ 3 ต๎น ใช๎กระแสไฟฟ้าถึง 4,100 กิโลวัตต์ตํอชั่วโมง ใช๎น้ามัน 31,500 ลิตร

และยังปลํอย มลพิษให๎สิ่งแวดล๎อมอีกด๎วย เพื่อเป็นการรักษาและเก็บทรัพยากรไว๎ใช๎ได๎นานขึ้น

จึงได๎มีการนากระดาษใช๎แล๎วมาผสมเป็นวัตถุดิบใน การทากระดาษ โดยปนกับ เยื่อใหมํได๎สูงถึง

4050% หรืออาจใช๎เยื่อเกําล๎วนเพื่อทาเป็นกระดาษแข็ง

การผลิตกระดาษจากเศษกระดาษ

นั้นจะนากระดาษผสมกับน้าแล๎วใช๎เครื่องตีเพื่อแยกเยื่อออกมาปนอยูํกับน้า

เติมสารเคมีหรือแยกเอาหมึกพิมพ์ออก

เยื่อที่ปนอยูํในน้าจะผํานไปยังตะแกรงซึ่งจะแยกเยื่อออกจากวัตถุอื่นๆ เชํน แก๎ว โลหะ พลาสติก

และสิ่งอื่นๆ ที่ปนอยูํ โดยทาเยื่อให๎เป็นแผํน บีบน้าออก อบให๎แห๎ง แล๎วรีดให๎เรียบ

่ ิ

อาจจะเคลือบแป้งทีผวหน๎า แล๎วม๎วนหรือตัดเป็นแผํน

กระดาษใช๎แล๎วมีหลายประเภท ได๎แกํ กระดาษหนังสือพิมพ์เกํา เศษที่เหลือจากการพิมพ์

กระดาษคอมพิวเตอร์ กลํองกระดาษลูกฟูกใช๎แล๎ว เศษกระดาษใช๎ในสานักงาน



เศษที่เหลือจากกระดาษที่ใช๎ทาบรรจุภัณฑ์ เชํน ถุงกระดาษหลายชัน กลํองกระดาษ



กระดาษสีนาตาล เป็นต๎น

กลํองกระดาษลูกฟูกเป็นบรรจุภัณฑ์ใช๎เพื่อการขนสํงสินค๎า

่ ้

ปัจจุบันการใช๎กลํองกระดาษลูกฟูกมีปริมาณเพิมขึนเป็นจานวนมากเมื่อใช๎กลํองนี้ บรรจุสินค๎าแล๎ว

ู๎

จะมีผรวบรวมนาไปใช๎ประโยชน์ตํอและมักจะพิมพ์สัญลักษณ์ ลูกศร 3 อัน ไว๎ที่กลํองด๎วย

เพื่อแสดงวํากลํองนี้สามารถนากลับไปตีเป็นเยื่อ แล๎วผลิตเป็นกระดาษใหมํแบบตํางๆได๎





แยกขยะกันเถิดหนา : เพิมมูลค่าบรรจุภัณฑ์

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต









บรรจุภัณฑ์เป็นสํวนสาคัญที่เกี่ยวข๎องกับเศรษฐกิจของประเทศ

ชํวยให๎การขนสํงสินค๎าเป็นไปอยํางรวดเร็ว ป้องกันสินค๎าจากการถูกกระแทก

และจากสภาพแวดล๎อมตํางๆ

ยิ่งไปกวํานั้นบรรจุภัณฑ์ยังทาหน๎าที่ในการโฆษณาและแจ๎งข๎อมูลสรรพคุณของสินค๎า



โดยเฉพาะสินค๎าประเภทอาหาร บรรจุภณฑ์จะ ชํวยยืดอายุการเก็บรักษาและเอื้ออานวย

ให๎สามารถผลิตอาหาร ได๎เป็นจานวนมาก ทาให๎ลดการเนําเสียของอาหาร

ื่

และยังนาสํวนที่บริโภคไมํได๎ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อน กํอให๎เกิดผลพลอยได๎อีกหลายชนิด



หลังจากบริโภคสินค๎าตํางๆ แล๎ว บรรจุภัณฑ์ที่เหลือ เชํน กลํองกระดาษ ขวดแก๎ว กระป๋องโลหะ



ขวดพลาสติก รวมทั้งเศษกระดาษ และวัสดุมคําอืนๆ ่



จะเป็นสํวนหนึ่งทียํอมมีผลกระทบตํอสิ่งแวดล๎อมอยํางหลีกเลี่ยงไมํได๎



ไมํวาจะเป็นการเก็บรวบรวมและกาจัด ซึ่งต๎องเสียคําใช๎จํายสูง หรือการทิ้งขว๎างไมํเลือกที่

ซึ่งทาให๎ถนนหนทางสกปรกและทํอระบายน้าอุดตัน แนวทางที่



นามาสูํการลดปัญหาดังกลําวมีหลายประการอาทิ การลดปริมาณของวัสดุบรรจุภณฑ์ไมํให๎ใช๎อยําง

ฟุ่มเฟือยเกินความจาเป็น การนาบรรจุภัณฑ์ที่ใช๎แล๎วมาใช๎ซ้าอีก หรือนากลับมาเข๎าสูํกระบวนการ



ผลิตใหมํ การสํงเสริมให๎ใช๎บรรจุภณฑ์ที่สามารถ สลายตัวได๎ตามธรรมชาติ เป็นต๎น









ศูนย์การบรรจุหีบหํอไทย









ได๎ตระหนักถึงความสาคัญของการลดปัญหาสิ่งแวดล๎อมอันเนื่องจากบรรจุภัณฑ์

จึงใครํขอเชิญชวนทุกทํานมา ชํวยกันรณรงค์ลดปัญหาสิ่งแวดล๎อมของเรา ด๎วยการชํวยกันแยกขยะ

เพื่อรักษาทรัพยากรและยังเป็นการชํวยประหยัดพลังงานในการผลิตอีกด๎วย



มีอะไรในขยะมูลฝอย



ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทต



บ๎านเมืองที่สะอาดและสิ่งแวดล๎อมที่ดีเป็นความปรารถนาของทุกคน

ขยะมูลฝอยเป็นสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข๎องกับชีวิตประจาวัน

ํ ้

ถ๎ามีขยะมากเกินความจาเป็นและไมํชวยกันทิ้งในที่ที่ควรทิง



ก็จะทาให๎บ๎านเมืองสกปรกและทาลายสิ่งแวดล๎อมได๎ วิธีการกาจัดขยะที่ใช๎กนมากมีอยูํ 3 วิธีคือ



วิธหมักเพื่อ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การเผาและนาไปถมที่

สํวนการเทกองกลางแจ๎งให๎สลายตัวตามธรรมชาตินั้นเป็นบํอเกิดแหํงโรคภัยตํางๆ สํงกลิ่นเหม็น

และทาลาย สิ่งแวดล๎อมอีกด๎วย



่ ้

ปัจจุบันประเทศไทยมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพิมมากขึน จนอาจ



กลําวได๎วาไมํน๎อยหน๎าประเทศอุตสาหกรรม ทาให๎ผลผลิตเนําเสียในขยะลดน๎อยลง

เห็นได๎จากปริมาณของขยะประเภทกระดาษ พลาสติก ไม๎ และผ๎า มีเพิ่มมากขึ้นกวําเทําตัว



และในจานวนนี้มีบรรจุภัณฑ์ใช๎แล๎วรวมอยูํดวย



ผลการศึกษาของสหประชาชาติชี้ให๎เห็นวําผลผลิตการเกษตรในประเทศกาลังพัฒนาเสียหายถึงร๎อย

ละ 30 เนื่องจากการเก็บ การขนสํง และการหีบหํอ ในบาง

ประเทศผลิตผลบางชนิดอาจมีการสูญเสียถึง 6080%





ปัญหาสิ่งแวดล๎อมเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให๎ความสนใจเป็นพิเศษในปัจจุบน

บรรจุภัณฑ์อาจมีผลตํอสิ่งแวดล๎อมได๎ถึง 3 ขั้นตอน ดังนี้



1. กํอนใช๎ เชํน การผลิตบรรจุภัณฑ์ต๎องใช๎พลังงานและทรัพยากรในการผลิต เชํน กระดาษ ขวด แก๎ว



ั ี

2. ระหวํางใช๎ ถ๎าบรรจุภณฑ์มน้าหนัก



และรูปแบบที่ยากแกํการขนสํงและขนถํายก็จะทาให๎สิ้นเปลืองพลังงานมากขึน





3. เมื่อใช๎สนค๎าหมดแล๎ว บรรจุภัณฑ์เป็นสํวนหนึ่งที่สร๎างปัญหาให๎กับสิ่งแวดล๎อม



ั ั

ประเทศที่พฒนาแล๎วมีบรรจุภณฑ์ใช๎แล๎วประกอบด๎วย กระดาษ แก๎ว พลาสติก เหล็ก และอะลูมิเนียม

รวมอยูํในขยะตั้งแตํ 3050% แตํละประเทศจึงได๎กาหนดมาตรการตํางๆ

่ ั

เพื่อลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ใช๎แล๎วในขยะ โดยการเพิมภาษีบรรจุภัณฑ์ ลดการใช๎บรรจุภณฑ์ให๎น๎อยลง



การออกข๎อบังคับตํางๆ และการรวบรวมบรรจุภณฑ์ใช๎แล๎วเพื่อนากลับเข๎ากระบวนการผลิตใหมํ



(recycling) เชํน กระดาษ การนาไปบรรจุใหมํ (refill) เชํน ขวดน้าอัดลม และนาไปใช๎ซาในรูปเดิม

(reuse) เชํน ลังพลาสติก เป็นต๎น



การนากลับเข๎ากระบวนการผลิตใหมํ จึงเป็นกรรมวิธีในการรวบรวมและแยกบรรจุภัณฑ์ใช๎แล๎ว

่ ั

โดยใช๎เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหมํ ตัวอยํางทีเห็นได๎ชดคือ

ขวดแก๎วจะนาไปบดเป็นเศษแก๎ว เพื่อใช๎เป็นสํวนประกอบในการผลิตขวดแก๎วใหมํ

กระดาษก็จะใช๎ตีเป็นเยื่อเพื่อใช๎ผลิต กระดาษ เป็นต๎น



วิธนี้จึงนับวํามีประโยชน์ในการรักษาและยืดอายุของทรัพยากร

่ ่

ชํวยลดปริมาณขยะมูลฝอยและชํวยให๎บ๎านเมืองสะอาด เนืองจากการชอบทิ้งไมํเลือกทีของประชากร

ู๎

ควรจะชํวยกันสร๎างจิตสานึกให๎ผผลิตบรรจุภัณฑ์และสินค๎าหาวิธีการ ที่เหมาะสมในการ



รวบรวมบรรจุภณฑ์ใช๎แล๎วมาใช๎ประโยชน์อีกทางหนึ่งด๎วย



รหัสบอกชนิดพลาสติก

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต







พลาสติกเป็นวัสดุ อีกชนิดหนึงที่นิยมนามาใช๎ทาบรรจุภัณฑ์กันมากขึ้นในปัจจุบันนี้



เนื่องจากมีคุณสมบัติ ที่ดีเดํนหลายประการ เชํน ใส เหนียว เป็นตัวกั้นความชืน และออกซิเจน

ไมํแตกงํายเหมือนแก๎วและใช๎ในปริมาณน๎อย ใช๎ทาเป็นบรรจุภัณฑ์แทนแก๎ว โลหะ กระดาษ

และไม๎ได๎ดีสาหรับสินค๎าบางประเภท การแก๎ปัญหาสิ่ง

แวดล๎อมเป็นนโยบายหลักของทุกประเทศทัวโลก ่



ทาให๎พลาสติกซึ่งมีการใช๎กันมากในชีวิตประจาวันจึงดูเหมือนเป็นตัวผูร๎ายเนื่องจากความคงทนไมํเสื่

อมสลายทั้งๆ ที่ในยุโรป พลาสติก เป็นสํวนประกอบของขยะเพียง 7% โดยน้าหนัก หรือ 3040%

โดยปริมาตร ดังนั้นถ๎าลดการใช๎พลาสติกลงก็ดูจะไมํสมเหตุสมผลเทําไรนัก



เพราะถึงแม๎วําเราจะไมํใช๎พลาสติกเลย ปริมาณของมูลฝอยจะเพิ่มขึนถึง 404% โดยน้าหนัก หรือ

256% โดยปริมาตร และราคาของบรรจุภัณฑ์จะเพิ่มขึ้นถึง 212% วิธีแก๎ปัญหาขยะที่เป็น

บรรจุภัณฑ์พลาสติก คือ การสํงเสริมและบังคับให๎นากลับมาหมุนเวียนใช๎ใหมํ The Society of the



Plastics Industry, Inc. สหรัฐอเมริกาจึงได๎จดทาสัญลักษณ์แสดงรหัสของพลาสติกชนิดตํางๆ

ั ู๎

เพื่อที่จะพิมพ์ลงไปบนบรรจุภณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์ให๎ผผลิต สามารถจาแนกชนิดของพลาสติกได๎

ื่ ่

เพื่อนากลับไปใช๎เป็นวัตถุดิบสาหรับผลิตผลิตภัณฑ์อนๆ โดยที่รหัสนี้จะแตกตํางจากเครืองหมายอื่นๆ



บน ฉลากของบรรจุภณฑ์ สัญลักษณ์ของรหัสประกอบด๎วยลูกศรเป็นรูปสามเหลี่ยม



ตัวเลขที่อยูํในรูปสามเหลียมเป็นตัวเลขที่ตรงกับชื่อยํอของพลาสติกปัจจุบันรหัสบอกชนิดของพลาส

ติกนี้มิได๎ใช๎กันแตํภายในสหรัฐอเมริกาเทํานั้น ยุโรปก็ใช๎รหัสนี้เหมือนกัน



ระเทศไทยก็มมาตรฐานรหัสบอกชนิดพลาสติกที่ประกาศใช๎แล๎ว และประเทศอื่นๆ



ก็อาจใช๎รหัสนีได๎ด๎วย

ั ิ

ผู๎ผลิตบรรจุภณฑ์ในประเทศไทยนําจะได๎พจารณาถึงผลดีในการพิมพ์รหัสนี้ไว๎บนบรรจุภณฑ์ด๎วย ั

ํ ํ

เพราะบ๎านเราก็ได๎มีการหมุนเวียนนาเอาพลาสติกไปผลิตเป็นของใช๎ตางๆ ซึ่งเห็นกันอยูทั่วไปแล๎ว

และยังจะเป็นการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์เพื่อสร๎างสรรค์สิ่งแวดล๎อม

สงวนทรัพยากรและประหยัดพลังงานอีกด๎วย



โฟมพลาสติก



ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทต





การควบคุมการใช๎สารเคมีซีเอฟซี (คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน) ทาลายชันบรรยากาศโอโซนนั้น

้ ่

จะไมํมีผลกระทบตํอการผลิตโฟมพลาสติกแตํอยํางใด เนื่องจากอุตสาหกรรมประเภทนีได๎ใช๎สารอืนๆ



แทนมาเป็นเวลานานแล๎ว โฟมพลาสติกที่ใช๎ในการบรรจุภณฑ์ ได๎แกํ โฟมพอลิสไตรีน

โฟมพอลิเอทิลีน และโฟมพอลิ ยูรีเทน



โฟมพอลิสไตรีน



เป็นโฟมพลาสติกที่มน้าหนักเบา เซลล์ปิด แข็งปานกลาง ราคาถูก



มีคุณสมบัติให๎ไอน้าซึมผํานและดูดน้าต่า จึงใช๎เป็นฉนวนได๎ดี ในการผลิตนัน เรซินซึ่งเป็นเม็ดเล็กๆ

จะอิ่มตัวด๎วยสารไฮโดรคาร์บอนที่มีความเข๎มข๎นน๎อยกวํา 8% เชํน ก๏าซเพนเทน

โดยใช๎เป็นสารขยายตัว เมื่อถูกความร๎อนถึงอุณหภูมิ 85.096.1 ซ. สารขยายตัวจะระเหยออกไป

ทาให๎เกิดความดันภายใน ขยายเรซินเม็ดเล็กๆ ออกเป็นเม็ดโฟม เรียกวํา พรี–พัฟ (pre–puff)

ถ๎าจะนาไปใช๎ทาเป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อเก็บความเย็น เชํน กลํองบรรจุผัก และผลไม๎ ฯลฯ

เม็ดโฟมจะขยายตัวได๎ 25–40 เทํา มีความหนาแนํน 0.016–0.026 กรัม/ซม.3

การที่เม็ดโฟมมีรูปรํางตามแมํพิมพ์ได๎นั้นจะต๎องฉีดเม็ดพรี–พัฟเข๎าไปในแมํพิมพ์ อัดภายใต๎ความดัน



ขณะเดียวกันไอน้าในแมํพิมพ์จะทาให๎แมํพิมพ์ร๎อนขึน ความร๎อนและความดันจะหลอมเม็ดโฟม

เข๎าด๎วยกันเป็นโฟมประเภทเซลล์ปิด มีการดูดซึมน้าต่า

โฟมพอลิเอทิลีนจะคล๎ายกับโฟมพอลิสไตรีนในการพิมพ์ออกมาเป็นกลํอง

ผู๎ผลิตจะสํงมาในรูปของผลิตภัณฑ์ที่ขยายตัว จึงสามารถเก็บไว๎ที่อุณหภูมิห๎องได๎นาน มี

ความหนาแนํนระหวําง 0.029–0.12 กรัม/ซม.3



โฟมพอลิยูรีเทน



เกิดจากปฏิกริยาพอลิเมอไรเซชันที่คํอนข๎างซับซ๎อน

โครงสร๎างเกิดจากการเชื่อมระหวํางยูเรียกับอีเทน จึงได๎ชื่อวําพอลิยูรีเทน

ขั้นแรกสารประเภทไดไอโซไซยาเนต (diisocyanate) เชํน tolylene diisocyanate

จะทาปฏิกิริยาพอลิเอสเตอร์ เชํน diethylene gylcol ไดโอโซยานิกเอสเตอร์

ตํอมาใช๎อีเทอร์แทนเอสเตอร์ เพราะมีราคาถูกกวํา

ิ ี

อีเทอร์เกิดจากปฏิกิรยาระหวํางไดไอโซยาเนตกับพอลิออกซิโพรพีลน (polyoxy propylene)



ปฏิกิริยานี้ต๎องใช๎นาด๎วย น้าจะรวมกับไดไอโซไซยาเนต ได๎ก๏าซคาร์บอนไดออกไซด์

ก๏าซทาให๎เจลเกิดเป็นฟองกลายเป็นโฟม ปฏิกิริยานี้จะสมบูรณ์ได๎ต๎องมีตัวเรํงให๎เกิดโฟม

สารลดการตึงผิวเพื่อทาให๎เกิดเป็นรูขนาดเล็ก และสารขยายตัว เชํน เมทิลีนคลอไรด์



โฟมพอลิยูรีเทน มีความหนาแนํน และความยืดหยุํนแตกตํางกันมาก ไมํมีกลิ่น

มีความต๎านทานตํอน้ามัน ไขมัน เชื้อรา และการเกิดการเติม ออกซิเจน

ั ิ

ใช๎เป็นวัสดุกนกระแทกที่มีประสิทธิภาพสูง และมีรูปรํางตาม แมํพมพ์

หลังจากนั้นก็ให๎ความเย็นและไลํสารขยายตัวออกไป ถ๎าใช๎สารขยายตัวเป็นซีเอฟซี

ํ ้ ํ ้ ่

แม๎วาสารนีจะไมํอยูที่โฟมก็จะไปทาลายชันโอโซนได๎เชํนกัน จึงจาเป็นต๎องใช๎สารอืนแทน



สาหรับโฟมพอลิสไตรีนชนิดแผํน ผลิตโดยการอัดรีดมีความ หนาแนํน 0.05–0.19 กรัม/ซม.3



มีความหนา 0.38–3.8 มิลลิเมตร เมื่อนามาขึนรูปด๎วยความร๎อน



เหมาะสาหรับทาเป็นบรรจุภณฑ์ชนิดใช๎แล๎วทิ้ง เชํน ถาดบรรจุอาหารตํางๆ รวมทั้งฟาสต์ฟู้ด

่ ๎

กลํองบรรจุไขํ ภาชนะบรรจุ ได๎แกํ ถ๎วย ชาม ถ๎วยน้าดืม ฉลากสาหรับหุมขวดแก๎ว เป็นต๎น



การผลิตโฟมพอลิสไตรีนชนิดแผํนนั้นจะหลอมเรซิน



สารทีทาให๎เกิดนิวเคลียสและสารขยายตัวเข๎าด๎วยกัน เรซินคือ

ุ ่

พอลิสไตรีนที่มีคณสมบัติในการใช๎งานทั่วไป สารทีทาให๎เกิดนิวเคลียสคือ แรํจาพวกแป้ง (talc)

หรือสํวนผสมของกรดซิตริกและโซเดียมไบคาร์บอเนต

เพื่อให๎เกิดเป็นโฟมมีขนาดเซลล์ที่ต๎องการและ สม่าเสมอ

ั้

สารขยายตัวซึ่งสํวนมากเป็นฟลูโอโรคาร์บอน เชํน ซีเอฟซีนนจะใช๎สารไฮโดรคาร์บอนประเภทอื่นๆ

แทน เชํน บิวเทน เมื่อสํวนผสมหลอมเข๎ากันดีแล๎วจะอัดรีดออกมาเป็นแผํนแล๎วทาให๎เย็น





แม๎วาการผลิตโฟมพอลิสไตรีนไมํได๎ใช๎สารซีเอฟซีแล๎วก็ตาม บาง

กลุํมยังต๎องการให๎มีการติดฉลากวําผลิตภัณฑ์ไมํได๎ใช๎สารซีเอฟซี



ในประเทศอังกฤษใช๎บรรจุภณฑ์ทาด๎วยโฟมพอลิสไตรีนบรรจุผลิตภัณฑ์อาหาร และเขียนวํา “CFC

free” บางกลุํมไมํยอมรับบรรจุภัณฑ์นี้เพราะยํอยสลายไมํได๎

โฟมชนิดนี้มักจะนาไปทาลายโดยใช๎ถมที่หรือเผาทิ้ง เนื่องจากโฟมมีคุณสมบัติเฉื่อยและแตกงําย



จึงไมํทาปฏิกิริยากับน้าในดิน แตํถ๎าเผาจะได๎นา ก๏าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๏าซคาร์บอนมอนอกไซด์

และสารเคมีอื่นๆ



โฟมพอลิเอทิลีน เป็นวัสดุที่แข็งปานกลาง เซลล์ปิด ทนตํอสภาพ ลมฟ้าอากาศได๎ดี

ทนตํอสารเคมีและสารละลาย ไมํเสียหายเมื่อถูกกรดหรือดําง

่ ้

แตํอาจได๎รับความเสียหายเมือถูกสารเติมออกซิเจนที่อุณหภูมิสูงขึน



ผลิตภัณฑ์ฉีดพ่น

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต

ซีเอฟซี (คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน) ใช๎กันมากสาหรับตู๎เย็น และเครื่องทาความเย็น

ใช๎ในการทาโฟมพลาสติก และใช๎เป็นสารขับเคลื่อน (propellant) สาหรับผลิตภัณฑ์ฉีดพํน



ซีเอฟซีเป็นตัวทาลายชันโอโซนในบรรยากาศ



ซึ่งชั้นโอโซนนี้ชวยป้องกันรังสีจากดวงอาทิตย์ที่สํองมายังพื้นโลก

รังสีนี้เป็นอันตรายโดยอาจจะทาให๎เป็นโรคผิวหนังเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันกาลังลดการใช๎ซีเอฟซีให๎น๎อยลง แตํในผลิตภัณฑ์บางชนิดยังจาเป็นต๎องใช๎ซีเอฟซี

เพราะยังหาสารอื่นที่เหมาะสมทดแทนไมํได๎





บรรจุภัณฑ์ฉีดพํน ใช๎บรรจุและคุ๎มครองผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยูํเชํนเดียวกับบรรจุภณฑ์อื่นๆ

ํ ่

นิยมใช๎มากกับผลิตภัณฑ์ตางๆ ทีใช๎ในบ๎าน ใช๎สํวนตัว ผลิตภัณฑ์อาหาร และใช๎ในอุตสาหกรรม เชํน

สารระงับกลิ่นตัว สเปรย์ฉีดพํนสี สารเคลือบ ยาฆําแมลง ผลิตภัณฑ์รักษาความสะอาด



ผลิตภัณฑ์ใช๎ในการแตํงผม ผลิตภัณฑ์กาจัดกลินในห๎องน้า ยา น้าหอม เป็นต๎น

ผลิตภัณฑ์ฉีดพํนได๎รับความนิยมแพรํหลาย เนื่องจากให๎ความสะดวกในการใช๎ เชํน



สีที่บรรจุดวยผลิตภัณฑ์ฉีดพํนจะฉีดออกมาเป็นละอองละเอียดให๎ความเรียบมากกวําใช๎แปรงทา

น้าหอมราคาแพงบรรจุในขวดฉีดพํน อากาศเข๎าไปไมํได๎และสามารถใช๎ได๎ทีละน๎อย

ิ้

ผลิตภัณฑ์ฉีดพํนประกอบด๎วย บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ลนบังคับ การปิดเปิดและฉีดพํน

สารขับเคลื่อนและฝาปิด บรรจุภัณฑ์อาจทาด๎วยแผํนเหล็กเคลือบดีบุก อะลูมิเนียม แผํนเหล็กไร๎สนิม

แก๎ว หรือพลาสติก แตํจะต๎องทนความดันให๎ได๎ตามกาหนด เชํน 1.5 x

ความดันสูงสุดของสารขับเคลื่อน เมื่อบรรจุที่อุณหภูมิ 55 ซ. หรือประมาณ 10 บาร์

ุํ ํ

ลิ้นบังคับการปิดเปิดและฉีดพํนจะตํอกับทํอที่จมอยูในผลิตภัณฑ์และที่กด

จึงเป็นสํวนที่บังคับให๎ผลิตภัณฑ์ฉีดพํนออกมาตามรูปแบบที่ต๎องการ เชํน อัตราการไหล

ขนาดของละออง เป็นต๎น อาจจะออกเป็นละอองขนาดตํางๆ หรือเป็นโฟมก็ได๎

ขึ้นอยูํกับสูตรที่ใช๎สาหรับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เชํน สเปรย์ฉีดผม



ถ๎าเป็นละอองฝอยเกินไปก็จะฟุ้งกระจายไปในอากาศ แตํถามี ขนาดพอดีจะเกาะติดผมพอเหมาะ

ลิ้นปิดเปิดจึงเป็นสํวนประกอบที่สาคัญสํวนหนึ่ง และควรจะต๎องมีฝาครอบ

เพื่อไมํให๎ถูกกระแทกเวลาขนสํง และยังเพิ่มความสวยงามให๎กับบรรจุภัณฑ์ด๎วย

สารขับเคลื่อนนับวําเป็นหัวใจสาคัญในการที่จะทาให๎ผลิตภัณฑ์ที่บรรจุออกมาใช๎ได๎ตามรูปแบบที่ต๎อ

งการ สารขับเคลื่อนมีหลายชนิด บางชนิดป็นประเภทซีเอฟซี ซึ่งควรจะต๎องลดปริมาณการใช๎ลง



เนื่องจากเป็นอันตรายดังที่ได๎กลําวแล๎ว ดังนั้นนอกจากสารขับเคลื่อนแล๎วอาจจะใช๎วิธทางกล เชํน



การปั๊ม เพื่อให๎ผลิตภัณฑ์พนออกมาได๎

สารขับเคลื่อน ชนิด

ฟลูโอโรคาร์บอน ได๎แกํ P11 (CCL3F), P12 (CCL2F2),

P114 (CCLF2CCLF2),

P152 a (CH3CHF2),

P142 b (CH3CCLF2),

P115 (CCLF2CF3),

P113 (CCL2FCCLF2),

P21 (CHCL2F), P (CHCLF2)

ไฮโดรคาร์บอน ได๎แกํ อีเทน โปรเปน บิวเทน เอทิลน ี

ก๏าซเหลว ได๎แกํ ไวนิลคลอไรด์ ไดเมทิลอีเทอร์

ก๏าซอัด ได๎แกํ คาร์บอนไดออกไซด์

ไนตรัสออกไซด์ ไนโตรเจน





กระป๋องอะลูมิเนียมบรรจุเครื่องดื่ม

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ควรมีสํวนรํวมในการรักษาสิ่งแวดล๎

อม

ั ี่

โดยการสํงเสริมให๎มีการใช๎บรรจุภณฑ์ทไมํทาลายสิ่งแวดล๎

อม



การพิจารณาเลือกวัสดุที่ใช๎จงมีสํวนสาคัญในการสร๎างสรรค์

ให๎เกิดการรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล๎อม

โดยเฉพาะอยํางยิ่งในวงการอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่จะมี

สํวนผลักดันให๎เกิดความรับผิดชอบในภาพลักษณ์ของชุมชนโดยทัวไป ปัจจุบน ่ ั



สิ่งที่เกิดขึ้นทัวโลก คือ เมื่อจะพัฒนาสินค๎าชนิดใด



ควรจะต๎องพิจารณาวัสดุที่จะนามาใช๎ในการทาบรรจุภัณฑ์และให๎เป็นทียอมรับแกํบุคคลทั่วไป

ั ั้

โดยที่จะไมํไปทาลายสิ่งแวดล๎อม โดยนาบรรจุภณฑ์นนกลับไปใช๎ประโยชน์ได๎อีก



ผู๎ตัดสินใจเลือกใช๎วัสดุมีสวนได๎รับอิทธิพลจากวงการอุตสาหกรรมด๎วยกันเองจากรัฐบาล

หรือกลุํมพิทักษ์สิ่งแวดล๎อม



และประชาชนทั่วไปที่ตระหนักถึงภัยที่เกิดขึนจากปัญหาสิ่งแวดล๎อมไมํวําจะเป็นการทิ้งกระจัดกร

ะจาย การเกิดมลพิษ หรือการกาจัดมูลฝอย การตัดสินใจในการเลือกใช๎วัสดุ จึงต๎องมีเป้าหมายที่

ี่ ี

แนํนอน โดยเลือกใช๎วัสดุทมคําพอที่จะชํวยให๎มีการเก็บรวบรวมแล๎วนากลับไปเป็นวัตถุดิบ

ี ั

เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์ได๎ใหมํอก บรรจุภณฑ์ที่กลําวถึงนี้คือ กระป๋องอะลูมิเนียมใช๎บรรจุเครื่องดื่ม



ซึ่งเป็นทีแพรํหลายในประเทศตํางๆ เชํน สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และไทย



เนื่องจากไมํแตก น้าหนักเบา สะดวก และเมื่อนาไปแชํเย็นแล๎วเครื่องดืมจะเย็นได๎เร็ว

อะลูมิเนียมมักเกิดขึ้นเป็นสํวนประกอบของธาตุตํางๆ ในรูปของ แรํ เชํน บอกไซด์ ไครโอไลต์

คอรันดัม อะลูไนต์ ไดแอสพอร์ เทอร์คอยส์ สปิเนล เคโอลิน เฟลด์สปาร์ และไมกา

ในบรรดาแรํเหลํานี้การทาอะลูมิเนียมจากบอกไซด์จะได๎ผลคุ๎มคําที่สุด

เนื่องจากบอกไซด์มีปริมาณอะลูมิเนียมถึง 60% บอกไซด์ 45 กิโลกรัม จะผลิตอะลูมิเนียมได๎ 1

กิโลกรัม กระป๋องอะลูมิเนียมบรรจุเครื่องดื่มเป็นกระป๋อง 2 ชิ้น คือ ตัวกับฝา

ผลิตจากแผํนอะลูมิเนียมโดยปั๊มอัดขึ้นรูปเป็นกระป๋องรูปทรงกระบอก แล๎วยืดให๎มีผนังบาง



จากนันผํานไปยังเครื่องตัดให๎ได๎ขนาดตามต๎องการ ล๎าง แล๎วอบให๎แห๎ง



ในขันตํอไปกระป๋องจะได๎ รับการเคลือบสีขาวและพิมพ์ภายนอกตามต๎องการ

เคลือบด๎วยวาร์นิชเพื่อป้องกันการขูดขีด แล๎วผํานเข๎าเตาอบ ภายในกระป๋องพํนด๎วยแล็กเกอร์

เพื่อป้องกันไมํให๎กระป๋องทาปฏิกิริยากับผลิตภัณฑ์ แล๎วนาไปอบให๎แห๎ง

้ ้

จากนันจึงลาเลียงไปขึนรูป กระป๋องจะได๎รับการทดสอบกํอนนาไปบรรจุ กระป๋องที่ใช๎แล๎ว

สามารถนาไปหมุนเวียนเปลี่ยนรูปใหมํได๎เมื่อเก็บรวบรวมแล๎วนาไปขายได๎ชํวยลดปริมาณมูลฝอ

ยประหยัดทรัพยากร



และพลังงานการนากระป๋องอะลูมิเนียมที่ใช๎แล๎วไปหลอมและผลิตเป็นกระป๋องนันจะประหยัดพลั



งงานได๎ถึงร๎อยละ95กลําวคือพลังงานทีใช๎สาหรับผลิตอะลูมิเนียมเพื่อใช๎ทากระป๋อง 1 ใบ จะ

เทํากับพลังงานที่ใช๎แปรรูปกระป๋องใช๎แล๎วได๎ถึง 20 ใบ การที่นากระป๋องใช๎แล๎ว

มาหลอมผลิตเป็นกระป๋องใหมํ 1 ตัน จะประหยัดแรํบอกไซด์ได๎ถึง 5 ตัน

กระป๋องแผ่นเหล็กเคลือบดีบุก ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต

แผํนเหล็กเคลือบ ดีบุก เป็นวัสดุอีกชนิด









หนึ่งนามาใช๎ทาบรรจุภัณฑ์สาหรับผลิตภัณฑ์หลายชนิด เชํน สับปะรด และผลไม๎อนๆ ื่



ผลิตภัณฑ์อาหารทะเล อาหารสุนัขและแมว ผลิตภัณฑ์อาหารอืนๆ ผลิตภัณฑ์ฉีดพํน กระป๋องสี ถัง

200 ลิตร ฝาปิดตํางๆ เป็นต๎น

ผลิตภัณฑ์อาหารบรรจุในกระป๋องทาด๎วยแผํนเหล็กเคลือบดีบุกสํวนใหญํจะสํง

ออกไปจาหนํายตํางประเทศ เรามักจะคุ๎นกับคาวํา เงาะกระป๋อง

ลิ้นจี่กระป๋องฯลฯซึ่งหมายถึงการนาผลไม๎เหลํานี้บรรจุกระป๋องแผํนเหล็กเคลือบดีบุกพร๎อมน้าเชื่อม

แล๎วนึ่งฆําเชื้อทาให๎เก็บได๎นานกวําของสดแผํนเหล็กเคลือบดีบุกใช๎เหล็กแผํนเป็นวัสดุหลักแล๎วเคลือ

ุ ิ

บด๎วยดีบุก เพื่อให๎มีคณสมบัตในการต๎านแรงดึงขาดที่ดี มีความทนทาน



สะดวกในการแปรรูปและคงรูป มีผวมันเมื่อขึ้นรูปเป็นกระป๋องด๎านในมักเคลือบด๎วยแล็กเกอร์

ั ั้

เพื่อป้องกันการกัดกรํอน ปัจจุบันเพื่อให๎รู๎ วําบรรจุภณฑ์นนทาด๎วยแผํนเหล็กเคลือบดีบุก

จะมีสัญลักษณ์เป็นแมํเหล็กรูปเกือกม๎าบนฉลาก ด๎วย เนื่องจากเหล็กมีคุณสมบัติที่แมํเหล็กดูดติด

ี้

และเพื่อแสดงวําบรรจุภัณฑ์นสามารถนาไปหมุนเวียนเปลี่ยนรูปได๎



สัญลักษณ์นี้ใช๎กนทั่วไปในประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ



ผลิตภัณฑ์อาหารทีผลิตในประเทศไทย และสํงออกไปจาหนํายในประเทศตํางๆ



ในยุโรปก็พมพ์สัญลักษณ์นี้ไว๎บนฉลากด๎วย



การรวบรวมบรรจุภณฑ์เพื่อนาไปหมุนเวียนเปลี่ยนรูปในประเทศ สวิตเซอร์แลนด์



ได๎จัดถังสาหรับใสํบรรจุภัณฑ์ใช๎แล๎ว โดยผูนาไปทิ้งจะต๎องลอกฉลากออก ล๎างให๎สะอาด

เปิดสํวนฝาและก๎นกระป๋องแล๎วอัดให๎กระป๋อง



แบนซึ่งเป็นการประหยัดพื้นทีในการรวบรวมในโรงกาจัดขยะเมื่อจะนาขยะไปทาปุ๋ยนั้นขยะจะผํานไป



ยังสายพานทีมีแมํเหล็กกระป๋องจะถูกแยกออก

และอัดเป็นก๎อนการนากระป๋องไปหมุนเวียนเปลี่ยนรูปจะชํวยประหยัดพลังงานได๎ ถึง 25%



ี่

บรรจุภัณฑ์ทนามาใช้บรรจุสินค้าซ้า (refillable)

กาญจนา ทุมมานนท์



ิ ้ ั ี่

บรรจุภัณฑ์ที่นามาใช๎บรรจุสนค๎าซ้า (refillable) หรือบางครังเรียกวําบรรจุภณฑ์ทนามาใช๎หมุนเวียน

ี่ ิ

(returnable) เป็นบรรจุภัณฑ์ทออกแบบเป็นการเฉพาะ เพื่อให๎นามาใช๎บรรจุสนค๎าชนิดเดิมได๎มากกวํา

1 ครั้ง เชํน ลังพลาสติกที่ใช๎บรรจุขวด แทํน รองรับสินค๎าทาด๎วยไม๎หรือพลาสติก

่ ิ

และยังมีบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนสํงอีกหลายชนิดทีใช๎บรรจุสนค๎าจากผู๎ผลิตไปสํงยังร๎านขายปลีก



ย๎อนหลังไปเมื่อหลายปีมาแล๎วผู๎บริโภคจะซื้อสินค๎าประเภทใบชาและขนมปังกรอบบรรจุในถุงแล๎วนา

่ ิ

ไปเก็บไว๎ในกระป๋องโลหะเพือให๎เก็บไว๎บริโภคได๎นาน ปัจจุบันมีสนค๎าหลายชนิดที่จาหนํายเรียกวํา

รีฟิล (re-fill) เชํน น้ายาซักล๎าง กาแฟ และเครื่องเทศ ซึ่งจะนามาบรรจุในขวดหรือภาชนะเดิม

บางครั้งผู๎บริโภคจะเป็นผู๎นาบรรจุภัณฑ์ไปยังร๎านค๎าเพื่อบรรจุสินค๎าเดิม เชํน ร๎าน Body Shop

และจํายเงินคําสินค๎าลดลง สินค๎าประเภทนี้



มีเพียงร๎อยละ2ของยอดขายเทํานันทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลหลายประการเชํน



ี่

ผู๎บริโภคอาจซื้อผลิตภัณฑ์ทแตกตํางออกไปและไมํอาจบรรจุในภาชนะเดิมได๎สินค๎าที่จาหนํายในบรร

จุภัณฑ์ที่บรรจุสินค๎าซ้าได๎โดยต๎องนาบรรจุภัณฑ์ไปคืนให๎



ร๎านค๎านั้นมีหลายประเภทเชํนเบียร์เครื่องดืมและนมในอดีตบรรจุภัณฑ์ที่ใช๎เป็นขวดแก๎วแตํปัจจุบันบา

งประเทศใช๎ขวดพลาสติกชนิดPETและพอลิคาร์บอเนตแทนการที่จะให๎ขวดประเภทนีใช๎บรรจุสินค๎าไ้



ด๎หลายครั้ง จาเป็นที่ขวดจะต๎องมีความแข็งเพียงพอทีจะทนตํอการขนสํงได๎หลายครั้ง



ทาให๎ขวดมีความหนาและหนักกวําขวดทีใช๎เพียงครั้งเดียว อีกทั้งใช๎วัตถุดิบในการผลิตมากขึ้นด๎วย



จึงเป็นความจาเป็น อยํางยิ่งเมื่อผู๎บริโภคซื้อสินค๎า บรรจุในขวดที่ นาไปบรรจุสนค๎าซ้าได๎



ต๎องนาขวดนี้ไปคืน ร๎านค๎า มิฉะนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะซื้อสินค๎าในบรรจุภัณฑ์ใช๎ซา



แล๎วเลือกซื้อสินค๎าบรรจุในบรรจุภณฑ์ใช๎ครั้งเดียว เชํน กระป๋อง แตํก็ควรรวบรวมกระป๋องเหลํานี้

เพื่อนาไปแปรใช๎ใหมํ (recycle) เชํนเดียวกัน

อยํางไรก็ตามการที่จะเลือกใช๎บรรจุภัณฑ์หมุนเวียนควรคานึงถึงระยะทางระหวํางโรงงานผลิตกับผู๎บริ

โภคด๎วย

คําใช๎จํายในการขนสํงขวดเปลํากลับมาที่โรงงานผลิตสินค๎าเพื่อบรรจุสินค๎าใหมํอาจแพงกวําการผลิต

บรรจุภัณฑ์ใหมํได๎



บรรจุภัณฑ์ประหยัดพลังงาน

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต

การเลือกบรรจุภัณฑ์สาหรับสินค๎าแตํละชนิดนั้น ขึ้นอยูํกับปัจจัยหลายประการ เชํน



ความเข๎ากันได๎ระหวํางบรรจุภณฑ์และสินค๎า ความต๎องการ ในการคุ๎มครอง เชํน

ความเปราะบางของสินค๎า สภาพแวดล๎อมและสภาวะในการขนสํง

การทาบรรจุภัณฑ์แตํละชนิดนั้นต๎องสิ้นเปลืองทั้งพลังงาน และทรัพยากร

่ ้

พลังงานทีใช๎ในการทาวัสดุแตํละชนิดจานวน 1 กิโลกรัมนัน แตกตํางกันไป ดังนี้



วัสดุ พลังงานที่ใช๎เพื่อทาวัสดุ

1 กิโลกรัม (เมกะจูล)

แผํนเหล็กอาบดีบุก 40

แผํนอะลูมิเนียม 270

แผํนกระดาษ/กระดาษแข็ง 100

บรรจุภัณฑ์แก๎ว 20

เม็ด PET 150

แผํน LDPE 100

บรรจุภัณฑ์พลาสติก



้ ้

กระดาษและอะลูมิเนียมจะมีนาหนักเบากวํากระป๋องเหล็กหรือขวดแก๎ว ดังนัน 1

กิโลกรัมของพลาสติก กระดาษและอะลูมิเนียม จะให๎จานวน



บรรจุภัณฑ์มากกวํา1กิโลกรัมของแผํนเหล็กและแก๎วจึงไมํควรนาปริมาณพลังงานทีใช๎ในการผลิตวัส

ดุแตํละชนิดมาเปรียบเทียบกันเพียงอยํางเดียว



การนาบรรจุภัณฑ์มาใช๎บรรจุอาหาร ซึ่งมีประมาณ 2 ใน 3 ของ สินค๎าตํางๆ นั้น

่ ้

บรรจุภัณฑ์จะชํวยคุ๎มครองอาหารซึ่งเป็นแหลํงพลังงาน เมืออาหารนันถูกบริโภค ตัวอยํางเชํน

่ ั

พลังงานทีใช๎เพื่อทาบรรจุภณฑ์ของน้าตาลนั้นประมาณ 0.9 เมกะจูล แตํน้าตาล 1 กิโลกรัม

จะให๎พลังงานถึง 16 เมกะจูล เป็นต๎น การใช๎บรรจุซ้าหลายครั้ง เชํนในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

การใช๎ขวดเพียงครั้งเดียว จะเสีย พลังงานถึง 34 เมกะจูล/ลิตร แตํถ๎าใช๎ 20 ครั้ง จะใช๎พลังงาน 10

เมกะจูล /ลิตร การใช๎ขวดซ้าเพื่อบรรจุเครื่องดื่มจึงเป็นการประหยัดพลังงาน บรรจุภัณฑ์ใช๎แล๎วนั้น





หากรวบรวมแล๎วใช๎เป็นวัตถุดบเพื่อผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ใหมํนั้น

นอกจากเป็นการชํวยรักษาสิ่งแวดล๎อม ลดภาระในการเก็บรวบรวมและกาจัดแล๎ว



ยังเป็นทรัพยากรทีมีคําและประหยัดพลังงานได๎อีกด๎วย เชํน ถ๎าใช๎เศษแก๎วในการผลิตขวดแก๎ว ทุกๆ

10% ของเศษแก๎วจะประหยัดพลังงานได๎ 2% การผลิตกระดาษ 1 ตัน

จากเศษกระดาษจะใช๎พลังงานเพียงครึ่งหนึ่งของการผลิตกระดาษจากไม๎ เป็นต๎น



การกาจัดบรรจุภัณฑ์ใช๎แล๎วมักจะนาไปถมที่และเผาทิ้ง

โดยไมํได๎คานึงถึงการนาพลังงานกลับมาใช๎ประโยชน์ แตํเมื่อ 34 ปีที่แล๎ว



ทัศนคติเกี่ยวกับสิ่งแวดล๎อมได๎เปลี่ยนไป โดยทีต๎องยอมรับวําทรัพยากรจะ ต๎องมีวันหมดไป

จึงควรหลีกเลี่ยง การสูญเสียทรัพยากรเหลํานี้ โดยนากลับมาใช๎ให๎เกิดประโยชน์อีก



การเผาจึงเป็นวิธีที่งายที่สุดในการกาจัด เพราะไมํต๎องคัดเลือก

และให๎พลังงานที่อาจทาให๎ใช๎ประโยชน์ได๎ เชํน ให๎ความร๎อนหรือแสงสวําง มีหลายประเทศได๎

รับผลสาเร็จแล๎วคือ สวีเดนและสวิต เซอร์แลนด์ และเพื่อไมํให๎การเผานี้กํอให๎เกิดมลภาวะ

ก๏าซที่ออกไปจะต๎องดัก ไว๎แล๎วทาให๎เป็นกลาง เพื่อนาไปใช๎ประโยชน์ตํอไป เชํน ก๏าซคลอรีน





สารทาความเย็นใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร

ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทัต

ในปี 2530 ได๎มีการจัดทาบันทึกแหํงเมืองมอนทรีออล

ี่

วําด๎วยการควบคุมสารเคมีททาลายบรรยากาศชั้น โอโซน และได๎กาหนดให๎สารที่มีโครงสร๎าง

ทางเคมีที่ทาลายบรรยากาศชั้นโอโซนคือ คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (ซีเอฟซี) –11, –12, –113, –



114 และ –115 เป็นสารควบคุม ในข๎อตกลงได๎ระบุวาใน ปี พ.ศ. 2540

ควรลดการใช๎สารซีเอฟซีลง 50%

สาหรับประเทศกาลังพัฒนาได๎รับการยกเว๎นวําการใช๎สารควบคุมนี้ต๎องไมํเกินประเทศละ 0.3

กิโลกรัม อยํางไรก็ตาม ในปัจจุบันพบวําปริมาณโอโซนได๎ลดลงอยํางรวดเร็ว



จึงอาจมีการปรับปรุงข๎อตกลงเดิมทีมีอยูํ ซึ่งจะทาให๎ปริมาณการใช๎สาร

ดังกลําวลดลงมากกวําที่กาหนดไว๎แล๎ว



การควบคุมดังกลําวทาให๎เกิดผลกระทบตํออุตสาหกรรมอาหาร



เนื่องจากสารทาความเย็นที่ใช๎ในอุตสาหกรรมอาหาร 2 ชนิด ทีใช๎กันมากคือ R 12 (ประกอบด๎วย

100% ซีเอฟซี 12) และ R 502 (มีซีเอฟซี 115 อยูํ 51%) มีสํวนประกอบของสารที่ควบคุม สํวน R

22 ซึ่งใช๎เป็นสารทาความเย็นอีกชนิดหนึ่ง แม๎จะเป็นซีเอฟซี แตํก็ไมํใชํสาร ควบคุม



เนืองจากมีโครงสร๎างทางเคมีของชนิดซีเอฟซี 12 ซึ่งทาลายชั้นบรรยากาศโอโซนเพียง 5%

ั้

และอะตอมของไฮโดรเจนของซีเอฟซี 12 มีโมเลกุลที่ไมํคงตัวที่ชนบรรยากาศต่า

ั้

จึงมีเพียงสํวนน๎อยที่จะเข๎าสูํชน สตราโตสเฟียร์ (stratosphere) ได๎ สํวนประกอบทางเคมีของ R

12, R 22 และ R 502 แสดงไว๎ดังนี้

ในอุตสาหกรรมจาเป็นจะต๎องลดปริมาณการใช๎สารซีเอฟซีที่เป็น

สารควบคุมอยํางคํอยเป็นคํอยไป



เนื่องจากเครื่องจักรในห๎องเย็นดังกลําว

ถ๎าออกแบบให๎ใช๎สารชนิดใดเป็นสารทาความเย็นแล๎วก็จะต๎องใช๎สารนั้น

ตํอไปหากไปใช๎สารอื่นอาจทาให๎เกิดความเสียหายแกํเครื่องจักรอุปกรณ์ เชํน



ไมํอาจทางานได๎ตามปกติหรืออาจเกิดระเบิดขึนได๎ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมเคมีก็ได๎พยายามแ

่ ํ

สวงหาวิธีการอืนที่ชวยลดผลกระทบตํออุตสาหกรรมอาหารในโรงงานตํางๆ เชํน หาสารอื่นที่มา



ทดแทน R 12 ได๎พบวํา สารทีจะนามาใช๎ทดแทนอาจเป็นไฮโดรฟลูโอโร–คาร์บอนเป็น(HFC

134a CF3

ิ ้

H2F)ซึ่งไมํมีปฏิกิรยากับโอโซนสารนี้มีการพัฒนาขึนมาอยํางเรํงรีบในปัจจุบันโรงงานผลิตไฮโดร

ฟลูโอโรคาร์บอนแหํงแรกกาลังมีการกํอตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกาอาจมีการนาสาร R 22

มาใช๎เป็นสารทาความเย็นแทนในโรงงานที่ใช๎ R 12 เพราะคอมเพรสเซอร์ คอนเดนเซอร์



และอีแวบพอเรเตอร์ ทีใช๎กับสาร R 12 สามารถใช๎กับสาร R 22 ได๎ แตกตํางกันที่ความดัน

ต่าสุดที่ใช๎กับสาร R 12 นั้นมีเพียง 1,400 กิโลปาสกาล ขณะที่ R 22 จะมีคําถึง 2,300

กิโลปาสกาล ดังนั้นสาหรับงานประเภทเดียวกันจะใช๎ R 22 น๎อยกวํา R 12 ระบบทํอตํางๆ จึง

ใช๎แทนกันไมํได๎ หากใช๎ R

ึ้

22เป็นสารทาความเย็นแล๎วจะต๎องเปลี่ยนคอนเดนเซอร์ให๎มีขนาดใหญํขนซึ่งไมํสามารถเปลี่ยนไ

ด๎งํายนักอยํางไรก็ตามก็ยังจาเป็นต๎องมีการปรับปรุงอุตสาหกรรมห๎องเย็นให๎ได๎ตามที่ได๎วางมาต

รการไว๎ ทั้งนี้เพื่อรักษาชั้นบรรยากาศโอโซน





การจัดการทรัพยากร



ดร. อมรรัตน์ สวัสดิทต



การผลิตใดๆ ก็ตาม มักจะเกี่ยวข๎องกับการใช๎พลังงาน วัตถุดิบ และการทิ้งของเสีย



แตํปัจจุบันนี้ควรตระหนักถึงความจาเป็นทีจะต๎องมีการ บรรจุภัณฑ์ด๎วย



โดยเฉพาะอยํางยิ่งบรรจุภณฑ์สาหรับผลิตภัณฑ์อาหาร และ เครื่องดืม ่



หน๎าที่ของบรรจุภัณฑ์จะชํวยให๎สินค๎าในบรรจุภัณฑ์ถึงมือผูบริโภค

ในสภาพเดียวกันกับที่ออกจากโรงงาน ผู๎บริโภคจะเห็นเพียงสํวนเดียว ของวงจรคือ



การเปิดบรรจุภัณฑ์เพื่อใช๎สินค๎าแล๎วก็ทิ้งบรรจุภัณฑ์ไป บรรจุภณฑ์จึงดูเสมือนเป็นมูลฝอย

ที่ไมํมีประโยชน์ ดังนั้นจึงควรจะได๎มีการวิเคราะห์การผลิตบรรจุภัณฑ์ให๎ครบทั้งวงจร

ตั้งแตํนาวัตถุดิบมาผลิตจนถึงการทิ้งบรรจุภัณฑ์

เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ใช๎แล๎วยังเป็นทรัพยากรที่สามารถนามาใช๎ประโยชน์ได๎อีกการใช๎วัตถุดิบอยํางเห

ั ี่

มาะสม แก๎วเป็นบรรจุภณฑ์ทใช๎มานานหลายพันปี โลหะใช๎มาประมาณ 200 ปี พลาสติกประมาณ 50

ั ี่

ปี กระดาษเป็นบรรจุภณฑ์ทใช๎มาเป็นเวลายาวนานเชํนกัน

ื่

และมีแนวโน๎มในการที่จะนาไปใช๎รํวมกับวัสดุอน



การเลือกใช๎วัสดุชนิดใดชนิดหนึ่งหรือการใช๎วัสดุหลายชนิดขึ้นอยูํกับประเภทของสินค๎า

๎ ่ ่

วําต๎องการความคุมครองในเรืองใดบ๎าง เชํน ความชื้น กลิ่น แมลง การรัวซึม การถูกกดทับ

้ ี่ ิ

และราคาดังนันจึงควรเลือกใช๎บรรจุภัณฑ์ทผลิตจากวัตถุดบซึ่งหาได๎งํายและมีอยูํเป็นจานวนมาก เชํน

แก๎ว อะลูมิเนียม กระดาษ การผลิตแก๎ว ต๎องการใช๎วัตถุดิบ เชํน ทราย หิน ปูน และ โซดาแอช



ซึ่งวัตถุดิบเหลํานี้จะไมํมีการขาดแคลน อะลูมิเนียมผลิตจากบอกไซด์และแรํอื่นๆ ซึ่งมีอยูมากมายบน



พื้นโลกนี้ กระดาษทาจากวัสดุที่สร๎างขึ้นใหมํได๎ เชํน ไม๎เนืออํอน ไม๎โตเร็ว

พืชและวัสดุเหลือใช๎ทางการเกษตร รวมทั้งนาเยื่อที่ได๎จากกระดาษใช๎แล๎ว มาผสม

ี่ ั

สํวนบรรจุภัณฑ์ทผลิตจากวัตถุดิบที่อาจจะมีวนหมดไปจากโลกนี้ได๎ ได๎แกํ

พลาสติกซึ่งผลิตจากน้ามัน ควรชํวยกันสงวนไว๎



โดยลดการใช๎หรือนาไปหมุนเวียนเปลียนรูปแทนที่จะให๎เลิกใช๎

ั ี

การพัฒนาบรรจุภณฑ์ให๎มน้าหนักเบาและการขนสํงรวมหนํวยใหญํ ปัจจุบันมี











การปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให๎มีนาหนักเบา เพื่อลดคําใช๎จํายในการขนสํงตัวอยํางที่พอเห็นได๎มีดังนี้



บรรจุภัณฑ์แก๎วทีใช๎ครั้งเดียว





ปัจจุบันมีน้าหนักลดลงจากการผลิตเมื่อ 5 ปีที่แล๎วถึง 30% และยังมีแนวโน๎มทีจะลดลงถึง 50% ในอีก



2 ปีข๎างหน๎า (ดู ภาพประกอบ) กระป๋องบรรจุอาหารมีนาหนักลดลงจากเมื่อ 10 ปีที่แล๎วถึง 18%

ถังเหล็กขนาดบรรจุ 200 ลิตร ความหนาลดลง 12.5% โดยยังมีความ แข็งแกรํงเหมือนเดิม

กระป๋องอะลูมิเนียมบรรจุเครื่องดื่มมีน้าหนักลดลงจากเมื่อ 20 ปีที่แล๎วถึง 20%



กลํองกระดาษขนาดกลางมีนาหนักลดลงจากเมื่อ 20 ปีที่แล๎ว 30%

กลํองบรรจุนมและน้าผลไม๎ใช๎วัสดุน๎อยลง 20% เทียบกับในปี 2518 ขวด PET



มีนาหนักน๎อยลงจากเมื่อ 20 ปีที่แล๎ว 38% และ ขวดนม PE มีน้าหนักลดลง 37%



บรรจุภัณฑ์ที่มน้าหนักเบาจะชํวยลดปริมาณการใช๎วัตถุดิบ

นอกจากนี้การปรับปรุงสํวนผสมของวัตถุดิบ ความก๎าวหน๎าทางเทคโนโลยีการผลิต



และการใช๎คอมพิวเตอร์ชวยในการออกแบบก็เป็นการลดปริมาณวัตถุดิบอีกวิธีหนึ่ง





นอกจากนี้การประหยัดวัตถุดบอีกวิธีหนึ่งคือ การขนสํงหนํวยใหญํ โดยบรรจุในถุงรวมขนาดใหญํ เชํน

อาหารสัตว์ ซีเมนต์ เม็ดพลาสติก การนากลับมาใช๎ซ้า

่ ้

การจัดการทรัพยากรอีกวิธีหนึงคือการนาบรรจุภัณฑ์มาใช๎ซา เชํน ลังพลาสติกสาหรับผลไม๎ ผัก

เครื่องดื่ม ขนมปัง ขนมอบตํางๆ รวมทั้ง แผํนรองรับสินค๎า

สํวนบรรจุภัณฑ์ขายปลีกจะเห็นได๎จากขวดแก๎วบรรจุเครื่องดื่มประเภทน้าอัดลม



ซึ่งนาไปล๎างแล๎วบรรจุใหมํอีก การกาจัดและหมุนเวียนเปลียนรูป

ประโยชน์ของการนาบรรจุภัณฑ์มาหมุนเวียนเปลี่ยนรูปนั้น มักจะถูกมองข๎ามไปเสมอ แท๎จริงแล๎ว

เป็นการประหยัดทรัพยากรและลดปริมาณมูลฝอยได๎เป็นอยํางดี



วัตถุประสงค์ของระบบการหมุนเวียนเปลี่ยนรูป คือ การรักษาสิ่งแวดล๎อมและการ

่ ั

ใช๎พลังงานอยํางสมดุล ในเรือง นี้ถ๎าเป็นบรรจุภณฑ์ใช๎แล๎วขนาดใหญํ

ซึ่งประกอบด๎วยวัสดุหลายชนิดอยูํ ในที่เดียวกัน เชํน ซากรถหรือเรือ

จะจัดการได๎งํายกวําบรรจุภัณฑ์ซึ่งประกอบด๎วยหนํวยยํอยเป็นล๎านหนํวย

การตั้งธนาคารขวดในตํางประเทศนั้น ภาคอุตสาหกรรมจะต๎องหาวิธีการตํางๆ

ให๎ประชาชนนาขวดมาไว๎ที่ธนาคารขวด

หากไมํใชํหนทางผํานแล๎วก็จะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานในการขับรถไปเพื่อนาขวดไปไว๎ยังธนาคาร



ขวด ตํอมาจึงได๎ยอมรับกันวําหากจะนาวัสดุที่สามารถหมุนเวียนเปลียนรูปใสํภาชนะแยกตํางหาก

และรวบรวมในครั้งเดียวกันกับการเก็บมูลฝอยจะได๎ผลดีกวํา

อยํางไรก็ตามระบบนี้ก็ยังขึ้นอยูํกับความรํวมมือของประชาชน

รัฐนําจะจัดให๎มีการลงทุนในระบบการรวบรวมและกาจัดมูลฝอยอยํางทันสมัยและมีประสิทธิภาพ

เพื่อให๎มีการหมุนเวียนเปลี่ยนรูปวัสดุที่ตลาดต๎องการ

ให๎มีการเผาเพื่อใช๎พลังงานให๎เกิดประโยชน์และให๎ทิ้งในที่

รองรับที่ไมํทาให๎สภาพแวดล๎อมเสื่อมโทรม







Creative internet & e-business solutions





http://www.mew6.com/composer/package/package_63.php


Other docs by HC111123061347
MEMORIAS 2003 - 2004
Views: 2  |  Downloads: 0
FICHA T�CNICA
Views: 12  |  Downloads: 0
ALLAN HANCOCK COLLEGE
Views: 3  |  Downloads: 0
RESTAURANTE LA PLACITA
Views: 1  |  Downloads: 0
d043246
Views: 0  |  Downloads: 0
Pell Grant Clock Hour Schools
Views: 5  |  Downloads: 0
Electric Circuits I
Views: 0  |  Downloads: 0
INV001
Views: 455  |  Downloads: 0
RECUPERO ANNI 2002
Views: 4  |  Downloads: 0
church
Views: 64  |  Downloads: 0
By registering with docstoc.com you agree to our
privacy policy

You are almost ready to download!

You are almost ready to download!