Embed
Email

Light

Document Sample
Light
Shared by: HC111109232733
Categories
Tags
Stats
views:
31
posted:
11/9/2011
language:
Thai
pages:
100
แสง (Light)

แสง คืออะไร ?











แสงสามารถแสดงคุณสมบัติได้ท้ งคุณสมบัติของคลื่นและคุณสมบัติ

ของอนุภาค นันก็คือแสงเป็ นสิ่ งที่มีคุณสมบัติคู่ของคลื่น-อนุภาคนันเอง

่ ่

โดยที่คุณสมบัติคลื่นของแสงจะเกี่ยวข้องกับประกฏการณ์แทรกสอด

และปรากฏการณ์เลี้ยวเบน ส่ วนคุณสมบัติอนุภาคของแสงจะเกี่ยวข้อง

กับปรากฏการณ์โฟโตอิเลคตริ ก

แสงแสดงคุณสมบัติของคลื่น

แสงเป็ นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า



การค้นพบที่สาคัญที่สุดในศตวรรษที่18 คือการที่แมกซ์เวลค้นพบว่าแสงเป็ นคลื่น



แม่เหล็กไฟฟ้ าเช่นเดียวกับคลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุรังสี ยวี รังสี เอกซ์เรย์และรังสี

แกมมา คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ าแต่ละชนิดแตกต่างกันที่ความยาวคลื่น และเรี ยกแถบ

ความยาวคลื่นทั้งหมดของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ าว่า แถบสเปคตรั ม โดยที่แสงเป็ นคลื่น



แม่เหล็กไฟฟ้ าที่อยูในช่วงของสเปคตรัมที่สามารถมองเห็นได้ซ่ ึงมีความยาวคลื่น

ระหว่างประมาณ 400 - 750 นาโนเมตร

สเปคตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า

สเปคตรัมของแสง

สี แดง: l = 700 nm, f = 4.3x1014 Hz









สี น้ าเงิน: l = 475 nm, f = 6.3x1014 Hz







ค่าของ l และ f ของแสงสี ต่างๆ ในตัวกลางใดๆ สามารถหาได้จากความสัมพันธ์

v = fl

เมื่อ v คือความเร็ วของแสงในตัวกลางนั้นๆ

สาหรับในอากาศ แสงทุกชนิดจะมีความเร็ วเท่ากับ c = 3 x108 m/s ซึ่ งเป็ นความเร็ วสู งสุ ดของแสง

โดยในตัวกลางอื่น แสงแต่ละสี จะมีความเร็ วไม่เท่ากัน และมีค่าน้อยกว่า c

คุณสมบัติ คลื่น ของแสง









คุณสมบัติที่สาคัญของคลื่นคือ ความยาวคลื่น(l) แอมปลิจูด และเฟส

ซึ่งทาให้คลื่นสามารถแสดงคุณสมบัติที่สาคัญคือการหักเห การ

สะท้อน การแทรกสอดและการเลี้ยวเบน

แสงแสดงคุณสมบัติของอนุภาค

ปรากฏการณ์โฟโตอิเลคตริ ก









เมื่อฉายแสงไปตกกระทบที่ผิวของโลหะแล้วทาให้อิเลคตรอนหลุด

ออกมา โดยที่พลังงานจลน์ของอิเลคตรอนที่หลุดออกมาจะไม่ข้ ึนอยู่

่ ั

กับความเข้ม(แอมปลิจูด)ของแสง แต่จะขึ้นอยูกบความถี่ เรี ยก

ปรากฏการณ์ดงกล่าวว่า “ปรากฏการณ์ โฟโต้ อิเลคตริ ค”



คุณสมบัติ อนุภาค ของแสง



ไอน์สไตน์เป็ นบุคคลแรกที่สามารถอธิบาย

ปรากฏการณ์โฟโต้อิเลคตริ กได้ โดยจะต้อง



พิจารณาว่าแสงมีลกษณะเป็ นก้อนๆเรี ยกว่า

โฟตรอนวิงมาชนผิวของโลหะ แล้วถ่ายทอด





โมเมนตัมให้กบอิเลคตรอน ซึ่งพลังงานของ

่ ั

แสงที่วิงมาชนจะขึ้นอยูกบความถี่ของแสง



นันคือแสงสี ม่วงมีพลังงานมากกว่าแสงสี แดง



ออฟติกส์ (Optics)

ออฟติกส์เป็ นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของแสงและการประยุกต์

ใช้งาน สามารถแบ่งออกเป็ น

1. แสงเชิงคลื่น

1.1 เมือ l n2) มุม q2 จะมากกว่ามุม q1

เสมอ จากกฏของสเนลล์จะได้วา ่

n1 sin q1  n2 sin q 2

เมื่อ q2 = 90 องศา จะเรี ยก q1 ว่ามุมวิกฤติ qc

n2

n2

n1 โดยที่ sin q c 

qc n1

ดังนั้นจะเห็นว่า ถ้าหาก q1 > qc จะเกิดการ

สะท้อนกลับหมดของแสง

ใยแก้วนาแสง(Fiber optics)

คือสายเคเบิลที่ประกอบด้วยใยแก้วเล็กๆ

ที่สามารถนาแสงได้แทนที่จะเป็ นกระแส

ไฟฟ้ า ใยแก้วนาแสงมีขนาดเล็กและเบากว่า,

ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสัญญาณไฟฟ้ ารบกวน

และสามารถนาข้อมูลได้เร็ วกว่าสายเคเบิล



ชนิดอื่นๆ ปัจจุบนมีการใช้ใยแก้วนาแสงใน

คอมพิวเตอร์ความเร็ วสู ง ระบบอินเตอร์เน็ต

แบบหลายช่องสัญญาณ เป็ นต้น

ใยแก้วนาแสง(Fiber optics)

การสะท้อนกลับหมดภายในใยแก้วนาแสง







เปลือกหุ้ม









ใยแก้ว เส้ นตั้งฉาก

มุมวิกฤต

การเดินทางของแสงภายในใยแก้วนาแสง

ใช้ใยแก้วนาแสงทาอะไร?

ใยแก้วนาแสงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในในการส่ ง

สัญญานได้รวดเร็ วขึ้น และส่ งได้ระยะไกลขึ้น





????? ใยแก้ วนาแสง

ทาไมต้องใช้ใยแก้วนาแสง??





สายโทรศัพท์ ใยแก้วนาแสง

หรื อสายไฟ



ลวดทองแดง ใยแก้ว

ข้อดีของใยแก้วนาแสง





+ ไม่ถกรบกวนด้ วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟา ้

+ ปลอยภัย

+ มีขนาดเล็ก

+ ไม่ไวต่อสารเคมี



+ ใช้ ตรวจวัดที่ระยะไกลได้ ไม่มีปัญหาไฟฟา



ลัดวงจรเหมือนสายไฟฟาโลหะ

การใช้ใยแก้วนาแสงในการส่ งสัญญาณเป็ นจานวนมาก

ด้วยความเร็ วสูง

การบ้าน

่ ่

1. จงใช้หลักการหักเหของแสงอธิ บายว่า ทาไมเราจึงมองเห็นปลาที่วายอยูในแม่น้ าอยู่

ที่ตาแหน่งที่ต้ืนกว่าตาแหน่งจริ งของมัน ให้เขียนรู ปเส้นแสงประกอบด้วย

2. จงใช้หลักการหักเหและหลักการสะท้อนของแสงอธิ บายการเกิดรุ ้งกินน้ า ว่าทาไม

จึงเห็นแสงรุ ้งเป็ นเจ็ดสี

แสง การมองเห็น และทัศนอุปกรณ์

ภาพในธรรมชาติ

ภาพที่เกิดจากการสะท้อนของแสง

วัตถุ









ภาพ

ภาพที่เกิดจากการหักเห

การมองเห็นภาพ









องค์ประกอบของการมองเห็นภาพ

1. วัตถุ

2. แสง

3. ตาซึ่งทาหน้าที่เป็ นฉากรับภาพ

ลักษณะของการมองเห็นภาพ



1. การมองเห็นภาพจากวัตถุโดยตรง









2. การมองเห็นภาพผ่านการสะท้อน

เนื่องจาก

- กระจกเงาราบ

- กระจกเงาเว้า

- กระจกเงาโค้ง

ลักษณะของการมองเห็นภาพ



1. การมองเห็นภาพผ่านการหักเห เนื่องจาก

- เลนส์

การมองเห็นภาพผ่านการสะท้อน



กระจกเงาราบ

การมองเห็นภาพผ่านการสะท้อน



กระจกเงาเว้า









กระจกเงาโค้ง

การมองเห็นภาพผ่านการสะท้อน



กระจกเงาเว้า

การมองเห็นภาพผ่านการสะท้อน

กระจกเงาเว้า เมื่อระยะวัตถุ p มากกว่าความยาวโฟกัส f

การมองเห็นภาพผ่านการสะท้อน

กระจกเงาเว้า เมื่อระยะวัตถุ p น้อยกว่าความยาวโฟกัส f

การมองเห็นภาพผ่านการสะท้อน

กระจกเงานูน

การมองเห็นภาพผ่านการหักเหของเลนส์บาง



เลนส์นูน









เลนส์เว้า

การขยายภาพโดยใช้เลนส์ประกอบในกล้องจุลทรรศน์

การขยายภาพโดยใช้เลนส์ประกอบในกล้องจุลทรรศน์

แสงเชิงคลื่น

เมื่อ l ~ ขนาดของสิ่ งกีดขวาง

- การแทรกสอด, การเลี้ยวเบน

การแทรกสอด(Interference)และการเลี้ยวเบน(diffraction)ของแสง









การแทรกสอดและการเลี้ยวเบนเป็ นปรากฏการณ์อนเนื่องั

มาจากคุณสมบัติความเป็ นคลื่นของแสง ซึ่ งจะเกี่ยวข้องกับ

ความถี่ ความยาวคลื่น และเฟส

หน้าคลื่น

หน้าคลื่นและรังสี ของแสง

รังสี ของแสง



ทิศทางการเคลื่อนที่





l



หน้ าคลืน คือเส้นที่เชื่อมตาแหน่ง

บนคลื่นที่มีเฟสเดียวกัน

รั งสีของแสง คือเส้นลูกศรที่บอกทิศทาง

การเคลื่อนที่ของคลื่น

l

หน้าคลื่นทรงกลมและหน้าคลื่นระนาบ



หน้าคลื่นทรงกลม



แหล่งกาเนิดแสง









แหล่งกาเนิดแสง

อยู่ไกลมาก

หน้าคลื่นระนาบ

หลักของฮอยเกนส์ (Huygen’s principle)





หลักของฮอยเกนส์ เป็ นวิธีทางเรขา

ทิศทาง คณิ ตที่จะหารู ปร่ างของหน้าคลื่นใหม่

การเคลือนที่ หลักของฮอยเกนส์กล่าวว่า ทุกๆจดบน

่ ุ



หน้ าคลืนจะทาหน้ าทีเ่ สมือนกับเป็ นแหล่ ง



กาเนิดคลืนซึ่งแผ่ ออกไปทุกทิศทางด้ วย



ความเร็ วเท่ าเดิม(เมื่ออยูในตัวกลางเดิม)

ตาแหน่งของหน้าคลื่นใหม่ภายหลังเวลา

t จะเป็ นผิวสัมผัสกับลูกคลื่นใหม่น้ ี



หน้ าคลืนเก่ า ่

หน้ าคลืนใหม่

t=0 t= t

หลักการรวมของคลื่น









คลื่นที่มีเฟสต่างกันศูนย์

หลักการรวมของคลื่น





คลื่นที่มีเฟสต่างกันศูนย์

การแทกสอด(Interference)

รูปแบบของการแทรกสอด





s1





s2

เงื่อนไขของการเกิดแทรกสอด

แสงที่จะเกิดการแทรกสอดแล้วเห็นเป็ นแถบมืดและแถบสว่าง

จะต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้ คือ

1. ต้ องเป็ นแสงที่มาจากแหล่งกาเนิดแสงอาพันธ์ ( coherent)



คือ คลื่นแสงต้ องมีเฟส(phase)สัมพันธ์กนด้ วยค่าคงที่

2. ต้ องเป็ นแสงที่มีความยาวคลื่นเดียว

หรื อเป็ นแสงเอกรงค์ (monochromatic)

โดยในการแทรกสอดนั้น คลื่นจะรวมกันโดย

หลักการรวมกันของคลื่น(Superposition)

การบ้ าน



1. จงเขียนลักษณะของคลื่นแสงที่เป็ นแสงอาพันธ์(Coherent)

และมีความยาวคลื่นเดียว

การแทรกสอดเนี่องจากสลิทคู่ (Double Slits Interference)

แถบมืดและแถบสว่างของการแทรกสอดเนื่องจากสลิตคู่









d sin q  ml สาหรับแถบสว่าง

1

d sinq  (m+ )l สาหรับแถบมืด, m  0, 1, 2,...

2

การเกิดแถบสว่าง

P

r1



r2







ที่ตาแหน่ง P เป็ นแถบสว่าง เพราะคลื่นที่มาจาก S1 และ S2

มีผลต่างของระยะทาง(r2 - r1)เท่ากับจานวนเท่ า

ของความยาวคลืน(l)หรื อมีเฟสต่างกันศูนย์



การเกิดแถบมืด

D

r1



r2







ที่ตาแหน่ง D เป็ นแถบมืด เพราะคลื่น

ที่มาจาก S1 และ S2 มีผลต่างของระยะทาง (r2 - r1)

เท่ากับจานวนเท่ าของครึ่งหนึ่งของความยาวคลืนหรื อมีเฟสต่างกันp



การหาตาแหน่งของแถบมืดและแถบสว่าง









ตาแหน่งของแถบมืดและแถบสว่าง สามารถหาได้จากผลต่างของระยะ

ทาง(Path difference)ที่แสงจากแหล่งกาเนิด s1 และ s2 เคลื่อนที่

ไปถึงฉากที่จุด P โดยที่

Path difference = r2 - r1

การหาตาแหน่งของแถบมืดและแถบสว่าง









และจะเกิดเป็ นแถบสว่างเมื่อ

r2  r1  ml

จะเกิดเป็ นแถบมืดเมื่อ

1

r2  r1  (m  )l

2

โดยที่ m  0, 1, 2,...

การหาค่ า r2 - r1









q

r2 - r1

sin q 

d

r2  r1  d sin q







เมื่อ d > d l << d

การเลี้ยวเบนของแสงผ่านช่องแคบเดี่ยว



้ ่

การเลียงเบนของแสงผ่ านช่ องแคบเดียว

แบ่ งออกเป็ น 2 ชนิดคือ

1. การเลี้ยวเบนแบบฟรอนโฮเฟอร์

2. การเลี้ยวเบนแบบเฟรสเนล

การเลี้ยวเบนแบบฟรอนโฮเฟอร์ (Fraunhofer Diffraction)



รังสี ขนาน ฉากอยู่ไกลมาก









การเลี้ยวเบนแบบฟรอนโฮเฟอร์ คือการเลี้ยวเบนที่เกิดขึ้นเมื่อรังสี ของ

แสงที่มาตกกระทบที่ช่องเป็ นรังสี ขนาน และรังสี ที่เลี้ยวเบนไปตก

กระทบที่ฉากก็เป็ นรังสี ขนานเช่นกัน

การเลี้ยวเบนแบบฟรอนโฮเฟอร์ (Fraunhofer Diffraction)



เลนส์ A

เลนส์ B









ในห้องทดลองจะสามารถสังเกตุการเลี้ยวเบนแบบฟรอนโฮเฟอร์ได้

โดยใช้เลนส์นูนดังรู ป เลนส์ A ทาให้แสงที่ได้จากแหล่งกาเนิดแสงซึ่ ง



วางอยูที่ตาแหน่งโฟกัสของเลนส์ Aเป็ นแสงขนาน เมื่อแสงเลี้ยวเบน

ผ่านช่องแคบ แสงที่ได้เป็ นแสงขนาน เลนส์นูน B จะรวมแสงที่ฉาก

การเลี้ยวเบนแบบฟรอนโฮเฟอร์ (Fraunhofer Diffraction)

ลวดลายของการเลี้ยวเบนแบบฟรอนโฮเฟอร์เมื่อมีการแทรกสอด









สาหรับที่จุดกึ่งกลางของฉาก รังสี ทุกเส้นจากช่องแคบจะมี

เส้นทางเดินของแสงเท่ากัน ดังนั้นที่จุดกึ่งกลางจึงสว่างมากที่สุด

แถบมืดเนื่องจากการเลี้ยวเบนแบบฟรอนโฮเฟอร์

ขั้นตอนการหาตาแหน่งของแถบมืด

1. แบ่งความกว้าง a ออกเป็ นสองส่ วน

แต่ละส่ วนยาว a/2

2. แต่ละจุดบนช่องจะทาหน้าที่เป็ นแหล่ง

กาเนิดคลื่นใหม่

a

sin q

2 ่ ู

ดังนั้นแสงจากจดสองจดใดๆทีอย่ ห่างกัน a/2

ุ ุ

จะหักล้ างกันเมื่อ

a l

sin q 

2 2

หรื อ l

sin q 

a

แถบมืดเนื่องจากการเลี้ยวเบนแบบฟรอนโฮเฟอร์

2l

ถ้าแบ่งช่องเล็กออกเป็ น 4 ส่ วนก็จะได้ sinq 

a

3l

ถ้าแบ่งช่องเล็กออกเป็ น 6 ส่ วนก็จะได้ sin q 

a



ซึ่งจะได้เงื่อนไขของการเกิดแถบมืดคือ

ml

sinq  , when m=  1,  2,  3...

a



ในการเลี้ยวเบนแบบฟรอนโฮเฟอร์ผานช่องเดี่ยวที่มีขนาดเท่ากับ a

ของแสงที่มีความยาวคลื่น l ดังรู ป









ถ้าหาก a = 0.2 mm, l = 700 nm และ L = 5 m จงคานวณหาความกว้างของ



แถบสว่างที่อยูตรงกลางซึ่งปรากฏบนฉากเนื่องจากการเลี้ยวเบน

แบบฝึ กหัด

1. ถ้ าหากว่าแสงเคลื่อนที่จากอากาศไปยังน ้า และรังสีของแสงตกกระทบทามุม

ั ั ั ั

45 องศา โดยที่อากาศมีดชนีหกเหเท่ากับ 1 และน ้ามีดชนีหกเหเท่ากับ 1.33

ก. จงเขียนรังสีของแสงในน ้า

่ ่

ข. ถ้ าเปลียนเป็ นให้ แสงเคลือนที่จากน ้าไปยังอากาศ ดังรูป



n2 = 1 air



n1 = 1.33 qc water









จงหามุมวิกฤติ qc ที่ทาให้ แสงเกิดการสะท้ อนกลับ

หมด

2. ดัชนีหกเหของแก้ วชนิดหนึงมีคา 1.51 สาหรับแสงสีแดง และ 1.53

ั ่ ่

สาหรับแสงสีม่วง เมื่อแสงสีขาวตกกระทบแก้ วทามุมตกกระทบ 60 องศา

ดังรูปมุมหักเหของแสงสีแดงและแสงสีม่วงต่างกันกี่องศา

2. มีแหล่งกาเนิดแสง B และสิ่ งกีดขวางซึ่งมีสลิต S1 และสลิต S2 ดังรู ป

สิ่งกีดขวาง ฉาก









ถ้ าหากแสงมีความยาวคลืน l = 600 nm, L = 1.5 m และ d = 1 mm



ก. ขณะทีแสงจาก S1 และ S2 ตกกระทบบนฉากที่ตาแหน่งเดียวกันดังรูป r2- r1จะต้ องมีคาอย่าง

่ ่



น้ อยที่สดเท่าไหร่ จึงจะทาให้ แสงจากสลิตทั ้งสองมีเฟสต่างกัน 180 องศา เมื่อ r1และr2คือ

ระยะทางที่แสงเดินทางจากs1และs2ไปตกกระทบบนฉาก ตามลาดับ

่ ่

ข. จงหาว่าที่บนฉาก แถบสว่างที่ 5 และแถบสว่างที่ 6 อยูหางกันเท่าไหร่

3. มีแหล่งกาเนิดแสง A และสิงกีดขวางซึงมีช่องสลิต S1 และ S2 วางอยูดง

่ ่ ่ ั

รูป









ถ้ า L = 1.5 m, d = 0.05 mm และตาแหน่งของแถบสว่างแถบแรกอยูห่างจากเส้ น



แกนกลาง 1.8 cm จงหาความยาวคลื่นของแสง

การบ้าน

1. ในการทดลองการแทรกสอดของยัง ช่องแคบคูอยูห่างกัน 2 mm และใช้

่ ่

คลื่นแสงที่มีความยาวคลื่น 750 nm และ 900 nm ถ้ าฉากอยูห่างจาก



ช่องแคบคู่ 2 m จงหาระยะห่างที่สนที่สดที่วดจากแถบกลางที่คลื่นทัง้

ั้ ุ ั

สองซ้ อนทับกันพอดี

2. แสงเลเซอร์ ความยาวคลื่น 630 nmผ่านช่องแคบคู่ พบว่าเกิดแถบสว่าง

สองแถบซึงอยูติดกัน ห่างกัน 8 mm เมื่อนาแสงความยาวคลื่น l มา

่ ่

่ ่

ฉายแทนแสงเลเซอร์ พบว่าแถบสว่างสองแถบซึงอยูติดกันห่างกัน 7.5

mm จงหาค่า l

3. ช่องแคบเดี่ยวและฉากอยูห่างกัน 50 cm แสงความยาวคลื่น 680 nm



ผ่านช่องแคบนี ้แล้ วทาให้ เกิดการเลี ้ยวเบนบนฉาก โดยที่ระยะห่าง

ระหว่างค่าต่าสุดที่ 1 และที่ 3 อยูห่างกัน 3 mm จงหาขนาดของช่อง



แคบ

เกรทติ้งเลี้ยวเบน(Diffraction grating)

และการศึกษาสเปคตรัมของแสง

เกรตติงเลี้ยวเบน (Diffraction grating)

เกรตติ้งเลี้ยวเบนเป็ นวัสดุที่ทาด้วยแก้วหรื อพลาสติกที่มีช่องแคบขนาด

เท่ากันขนานกันจานวนมาก และ มักจะระบุขนาดของเกรตติ้งด้วย

จานวนเส้นต่อซม. สามารถทาเกรตติ้งเลี้ยวเบนได้โดยขีดเส้นขนาน



จานวนมากลงบนแผ่นวัสดุใส เส้นที่ขีดจะเป็ นส่ วนทึบอยูระหว่างช่อง

แคบทั้งสองข้าง เกรตติ้งเลี้ยวเบนอาจจะเป็ นแบบสะท้อนแสงก็ได้ ซึ่งทา

โดยขีดเส้นขนานจานวนมากลงบนผิวโลหะสะท้อนแสง ส่ วนที่ไม่ถูก

ขีดจะทาหน้าที่สะท้อนแสง



ตัวอย่างของเกรตติ้งเลี้ยวเบนในชีวตประจาวัน

1. แผ่น CD

2. ปี กแมงทับ

3. ผิวน้ า







การประยุกต์ใช้งานที่สาคัญของเกรตติ้งเลี้ยวเบนคือการใช้เกรตติ้ง

เลี้ยวเบนเพื่อการศึกษาสเปคตรัมและการวัดความยาวคลืนของแสง



เกรตติงเลี้ยวเบน (Diffraction grating)

เกรทติ้งเลี้ยวเบน

แสง เนื่องจากเกรทติ้งเลี้ยวเบน

มีจานวนช่องเป็ นจานวนมาก

ดังนั้น

เกรตติงเลี้ยวเบน (Diffraction grating)

เกรทติ้งเลี้ยวเบน

แสง เนื่องจากเกรทติ้งเลี้ยวเบน

มีจานวนช่องเป็ นจานวนมาก

ดังนั้นแถบสว่ างที่เกิดจากการ



เลียวเบนจะมีความคมชัด ซึ่ง

ทาให้ สามารถเห็นแถบสว่ าง

ได้ อย่ างชัดเจน

หลักการทางานของเกรตติ้งเลี้ยวเบน





สามารถคานวณตาแหน่ง

ของแถบสว่างได้เช่นเดียว

กับกรณี ของการแทรกสอด

ผ่านสลิตคู่

ดังนั้น d sin q  ml



l Lm

yสว่าง 

d

่ ั

จะเห็นว่าตาแหน่งของแถบสว่างจะขึ้นอยูกบความยาวคลื่น

การใช้เกรตติ้งเลี้ยวศึกษาแยกสเปคตรัมของแสง

เนื่องจากเกรทติ้งเลี้ยวเบนสามารถแยกความยาวคลื่นของแสง

สี ต่างๆได้อย่างชัดเจน จึงมีการนาเกรทติ้งเลี้ยวเบนไปใช้ในการ

ศึกษาสเปคตรัมของแสง









จะเห็นว่าแสงสี แดงซึ่ งมีความยาวคลื่นมากกว่าแสงสี น้ าเงิน

จะมีมุมของการเลี้ยวเบนมากกว่าสาหรับค่า m ที่เท่ากัน

เครื่ องสเปคโตรมิเตอร์สาหรับวิเคราะห์สเปคตรัมของแสง

ตัวอย่าง



1. แสงเลเซอร์ความยาวคลื่น 650 นาโนเมตร ตกกระทบบนแผ่นเกรทติ้งขนาด

500 เส้นต่อเซนติเมตร จงคานวณหาว่าแถบสว่างที่1 และแถบสว่างที่2เบนไปเป็ นมุมเท่าไหร่

แสงเชิงคลื่น



คุณสมบัติแม่ เหล็กไฟฟาของแสง

- ปรากฏการณ์โพลาไรเซชัน

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า



องค์ ประกอบของคลื่นแสง

ั้

มีทงแนวของคลื่นแม่ เหล็ก

้ ั้

และคลื่นไฟฟาที่ตงฉากซึ่ง

c กันและกันอยู่



เนื่องจากแสงเป็ นคลื่นแม่ เหล็กไฟฟ้ า ดังนั้นแสงจึงประกอบด้วย

สนามแม่ เหล็กและสนามไฟฟ้ าด้ วย

สนามไฟฟ้ าของแสงปกติที่ไม่โพลาไรส์

กับสนามไฟฟ้ าแสงที่โพลาไรส์แล้ว

สนามไฟฟ้ าของแสงปกติที่ไม่โพลาไรส์

กับสนามไฟฟ้ าแสงที่โพลาไรส์แล้ว









แสงไม่โพลาไรซ์ แสงโพลาไรซ์เชิงเส้น

สนามไฟฟ้ าของแสงปกติที่ไม่โพลาไรส์

กับสนามไฟฟ้ าแสงที่โพลาไรส์แล้ว







E

E



E





E

การสร้ างคลื่นแสงที่โพลาไรส์



คลื่นแสงที่ไม่ โพลาไรส์ สามารถทาให้ โพลาไรส์ ได้ โดย

1.การเลือกดูดกลืนคลื่น ( selective absorption)

2.การสะท้ อน ( reflection)

3.การหักเหซ้ อน ( double refraction)

4.การกระเจิง ( scattering)

การทาให้ แสงโพลาไรส์โดยการเลือกดูดกลืนคลื่น

โดยใช้ แผ่นโพลาไรเซอร์









แผ่นโพลาไรเซอร์



แสงโพลาไรซ์





แสงไม่โพลาไรซ์

แสงโพลาไรส์และกฏของมาลัส

1 Polarizer2



Imax



I

E0

E0sinq E0cosq

q









จะเห็นว่าองค์ประกอบของสนามไฟฟ้ าของ E0ซึ่ งเป็ นแสงโพลาไรส์ที่สามารถผ่านแผ่น

Analyzerไปได้คือ E0cosq ส่ วน E0sinq จะถูกดูดกลืนที่แผ่น Analyser ดังนั้นความเข้ม I

ที่ตามองเห็นคือ

I  ( E0 cosq )  E0 cos q

2 2 2





 I max cos 2 q

เมื่อ Imax = 2

E0 คือความเข้มของแสงที่ตกกระทบแผ่น analyzer



แสงจากแหล่งกาเนิดแสงทัวไป เช่นแสงจากหลอดไฟ หรื อแสงจาก

ดวงอาทิตย์ เป็ นแสงที่ไม่โพลาไรส์



ก. จงอธิบายความแตกต่างระหว่างแสงที่โพลาไรส์กบแสงที่ไม่โพลาไรส์



ข. ถ้ านักศึกษาใช้ แผ่นโพลาไรเซอร์ หนึงแผ่นมองแสงที่ไม่โพลาไรส์

แล้ วหมุนแผ่นโพลาไรเซอร์ ไปเรื่ อยๆ ความเข้ มของแสงที่มองเห็น

เปลี่ยนแปลงหรื อไม่(ดูรูปประกอบ)

แผ่นโพลาไรเซอร์

ค. ถ้ านักศึกษาเพิ่มแผ่นโพลาไรเซอร์ เป็ นสองแผ่น แล้ วมองแสงจาก

่ ่

แหล่งกาเนิดเดิม โดยกาหนดให้ แผ่นที่หนึงอยูนิ่งกับที่แล้ วหมุนแผ่นที่สอง

ไปเรื่ อยๆ ความเข้ มของแสงที่มองเห็น ต่างจากข้ อ ข. อย่างไร อธิบาย

เหตุผลประกอบ(ดูรูป)


Related docs
Other docs by HC111109232733
CAEN2008
Views: 1  |  Downloads: 0
syllabus
Views: 3  |  Downloads: 0
listadodetalle
Views: 136  |  Downloads: 0
Capital 20Litigation 20Report Jan 2010
Views: 0  |  Downloads: 0
PRNUBS_S
Views: 0  |  Downloads: 0
mso
Views: 2  |  Downloads: 0
UKOJlF 05
Views: 104  |  Downloads: 0
Chapter 204
Views: 0  |  Downloads: 0
By registering with docstoc.com you agree to our
privacy policy

You are almost ready to download!

You are almost ready to download!