_________________ _Business Research_

Document Sample
_________________ _Business Research_ Powered By Docstoc
					         ั
   การวิจยทางธุรกิจ
(Business Research)
           หลักสูตรบริ หารธุรกิจบัณฑิต
           มหาวิทยาลัยราชภัฏศรี สะเกษ
การวิจยทางธุรกิจ (Business Research)
      ั
 บทที่ 1 ความรู ้เกี่ยวกับการวิจย ั
   * ความหมายเกี่ยวกับการวิจย       ั
   * ประเภทของงานวิจยแบ่งตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ
                          ั
                              ั
   * ความหมายของการวิจยทางธุรกิจ
                            ั
   * ประโยชน์จากการวิจยธุรกิจ
   * จรรยาบรรณของนักวิจย        ั
ความหมายของการวิจัย

     เป็ นกระบวนการค้ นคว้ าหาข้ อเท็จจริงที่ปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติ โดย
      ดาเนินการตามระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ และมีจุดมุ่งหมายทีแน่ นอน     ่
          ่
      เพือให้ ได้ มาซึ่งความรู้ ทเี่ ชื่อถือได้ และนาผลการวิจัยมาใช้ เขียนเป็ นรายงาน
      ผลการวิจัย ภาคนิพนธ์ ปัญหาพิเศษ ปริญญานิพนธ์ วิทยานิพนธ์ (Thesis)
      หรือดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation)
                          ่ ี
      เป็ นกระบวนการทีมระบบและวัตถุประสงค์ ในการรวบรวม ( Gathering )
      การบันทึก ( Recording ) การวิเคราะห์ ข้อมูล ( Analyzing Data ) เพือ            ่
                                              ่                      ่
      ช่ วยในการตัดสิ นใจทางธุรกิจ เพือให้ ได้ ข้อมูลที่ถูกต้ องเพือใช้ ในการตัดสิ นใจ
                            ั
      อย่ างมีระบบละมีวตถุประสงค์ ที่แน่ นอน ( Zikmund. 1997 : 6 )
             ่
ลักษณะทีเ่ กียวข้ องกับงานวิจัย

    เป็ นการกาหนดความรู ้หรื อสร้างองค์ความรู ้
    เป็ นการทาให้ประจักษ์
    เป็ นกระบวนการศึกษาค้นคว้าซ้ า ๆ
    เป็ นกรรมวิธีการวางแผนอย่างเป็ นระบบ
    เป็ นวิธีแห่ งปั ญญา
    เป็ นการประดิษฐ์คิดค้น
    เป็ นกระบวนการที่ใช้เหตุผล
ประเภทของการวิจัย

     แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการให้ทุน
                    ้
           การวิจัยพืนฐาน (Basic Research)
          การวิจัยประยุกต์ (Applied Research)
          การพัฒนาการทดลอง (Experimental Development
                      ั
      แบ่งตามวิธีการวิจย
          การวิจัยเชิงทฤษฎี (Theoretical Research)
          การวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Research)
                          ั ิ
           การวิจัยเชิงปฏิบตการ (Action Research)
ประเภทของการวิจัย (ต่ อ)

     แบ่งตามจุดมุ่งหมาย
                     ่
           การวิจัยเพือค้ นคว้ าบุกเบิก (Exploratory Research)
                       ่
           การวิจัยเพือคาดคะเนเหตุการณ์ (Predictive Research)
          การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research)
          การวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Analytical Research)
                              ิ
           การวิจัยเชิงประวัตศาสตร์ (Historical Research)
     แบ่งตามวิธีการเก็บข้อมูล
          วิจัยภาคสนาม (Field Research)
          วิจัยเอกสาร (Documentary Research)
                                         ั
            ตารางสรุปการแบ่ งประเภทงานวิจย

  ตามวิธีการให้ ทุน      ตามวิธีการวิจัย        ตามจุดมุ่งหมาย      ตามวิธีการเก็บข้ อมูล
            ้
- การวิจัยพืนฐาน      - การวิจัยเชิงทฤษฎี            ่
                                              - เพือค้ นคว้ าบุกเบิก - การวิจัยภาคสนาม
- การวิจัยประยุกต์    -การวิจัยเชิงประจักษ์        ่
                                              - เพือคาดคะเน          - การวิจัยเอกสาร
- การพัฒนาการ         - การวิจัยเชิง          เหตุการณ์
ทดลอง                      ั
                      ปฏิบติการ               -การวิจัยเชิงพรรณนา
                                              -การวิจัยเชิงวิเคราะห์
                                              - การวิจัยเชิง
                                              ประวัติศาสตร์
      ั
การวิจยทางธุรกิจ

                                         ่                    ี่ ี
      คือ การศึกษาค้ นคว้ าข้ อความจริงเกียวกับธุรกิจด้ วยวิธีทมหลักเกณฑ์ และ
                                       ี
      ถูกต้ องตามกระบวนการวิจัย ที่มการกาหนดปัญหา วัตถุประสงค์ ขอบเขตการ
             ่                              ่
      วิจัยทีชัดเจน และวิเคราะห์ ข้อมูล เพือให้ ธุรกิจดาเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์
      อย่ างมีประสิ ทธิภาพ เช่ น
          การวิจัยด้ านการผลิต
          การวิจัยด้ านการตลาด
          การวิจัยด้ านการเงิน
          การวิจัยด้ านการบัญชี
          การวิจัยด้ านทรัพยากรมนุษย์
          การวิจัยด้ านการจัดการ
          การวิจัยทางเศรษฐกิจ
ประโยชน์ จากการวิจัยทางธุรกิจ

   ช่วยในการแก้ปัญหาและการตัดสิ นใจของฝ่ ายบริ หาร
   ช่วยให้เกิดองค์ความรู ้ใหม่ ๆ
   ช่วยให้เป็ นคนที่ช่างสังเกต มีความคิดสร้างสรรค์
จรรยาบรรณของนักวิจัย

   มีความคิดริเริ่มสร้ างสรรค์
                ื้
   มีความรู้ พนฐานทางด้ านการวิจัย
   มีอุปนิสัยอยากรู้ อยากเห็น ชอบค้ นคว้ าหาความรู้
   รู้ จักวางแผนตัดสิ นใจ
   มีความซื่อสั ตย์ ในวิชาชีพ
   ยอมรับข้ อบกพร่ องด้ วยใจยุติธรรม
   มีการติดตามละประเมินผลตลอดเวลา
   มีความสามารถในเทคโนโลยี
             บทที่ 2 การเขียนรายงานในบทนา

                             ั
    การเลือกปัญหาที่จะทาการวิจย
              ่
        แหล่งทีมาของหัวข้ อวิจัย
            จากประสบการณ์ , ผู้รู้,วิเคราะห์ แนวโน้ มสถานการณ์ , การอ่ านมาก ๆ, จากงานวิจัย
             สถาบันต่ าง ๆ ฯ
                                       ่
        เกณฑ์ การเลือกหัวข้ อหรือปัญหาทีจะทาการวิจัย
            ตนเองสนใจ, มีความรู้พอ, สามารถเข้ าถึงข้ อมูลได้ , เกิดความรู้ใหม่ ๆ, เกิด
             ประโยชน์ ต่อส่ วนรวม, คุ้มค่ ากับการลงทุน
       การกาหนดหัวข้ อและปัญหาการวิจัย
                                                 ่
             พฤติกรรมหรือตัวแปร, บุคคลหรือหน่ วยทีจะศึกษา, สถานที,่ เวลา, ประเภทของ
             งานวิจัย
บทที่ 2 (ต่อ)

                         ่
       การตั้งชื่อเรื่องทีจะวิจัย
           ให้ ตรงประเด็นของปัญหา, สื่ อความหมายทิศทางเดียว
      ข้ อควรระวังในการเลือกหัวข้ อวิจัย
                                         ่
            ไม่ กว้ างจนเกินไป, หลีกเลียงปัญหา, รู้ คาตอบอยู่แล้ ว, เสี่ ยงอันตรายในการ
            เก็บข้ อมูล, ไม่ ก่อให้ เกิดประโยชน์
บทที่ 2 (ต่อ)

      การเขียนภูมิหลัง, ความเป็ นมา, ความสาคัญของปั ญหา
        ชี้ให้ เห็นถึงต้ นตอของปัญหา
        บอกเหตุผลได้ อย่ างเหมาะสม

        ชี้ให้ เห็นถึงความสาคัญของปัญหา

        ใช้ ภาษาให้ ตรงประเด็น ระทัดรัด

        มีการอ้ างอิงแนวคิด ทฤษฎี และแหล่ งความรู้ ประกอบได้ อย่ างลงตัว
                         ั
         กรอบแนวคิดการวิจย
    (Conceptual Framework)
กรอบแนวคิด เป็ นการเสนอเหตุผลและหลักการโดยการนาแนวคิด
                                     ั             ั
และทฤษฎี สภาพปัญหาและผลงานวิจยในอดีต ปัจจุบนและแนวคิด
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับงานวิจยที่ตนเองกาลังทามาสนับสนุนให้เหตุผล
                           ั
              ั
ในการทาวิจย โดยแสดงด้วยรู ปภาพหรื อการเชื่อมโยงระหว่างปัจจัย
นาเข้า (Input) กระบวนการ (Process) และผลลัพท์ (Output) หรื อ
เพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่าง ตัวแปรอิสระ
(Independent) และตัวแปรตาม (Dependent)
ประสิ ทธิภาพการจัดการขององค์การบริ หารส่ วนตาบล
     INPUT                 PROCESS            OUTPUT

  สภาพทางเศรษฐกิจ         บทบาทของกรอบ        การบริการที่ดี
  วัฒนธรรมองค์ กร         แนวคิดทางเทคนิค               ี
                                              ระบบที่มคุณภาพ
  บุคลากร                 การบริหารงานบุคคล           ่
                                              ผลผลิตทีดี
      การบริหารจัดการ     (ทักษะการบริหาร
      การแบ่ งกลุ่ม        งานบุคคล)
      สภาพความเป็ นอยู่

                           Feedback
การกาหนดวัตถุประสงค์

                                     ั
      การกาหนดวัตถุประสงค์ของงานวิจยเป็ นการเขียนถึงปัญหาที่
                                              ั
      ต้องการทราบว่าต้องการคาตอบอะไร ทาวิจย “เพื่อ” อะไร เป็ นการ
      กาหนดแนวทางที่จะทาการศึกษา การเขียนควรเป็ นประโยคบอกเล่า
                                ั
      ไม่ควรใช้ประโยคยาว ๆ ที่ซบซ้อน ข้อความควรเป็ นข้อความที่แสดง
                                                              ั
      อาการหรื อระบุพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ วัดได้และระบุตวแปร
      เป็ นข้อมูลและประชากรที่จะศึกษา ดังตัวอย่าง..
การตั้งสมมติฐาน (Hypothesis)

                                             ูิ
      หมายถึง ข้ อความหรือคาอธิบายเฉพาะที่ผ้ วจัยคาดคะเนคาตอบ โดยคาตอบที่
                        ้                                   ่
      คาดไว้ ล่วงหน้ านีอาจมาจาก แนวคิก หลักการ ทฤษฎีทเี่ กียวข้ องหรือ
                           ิ                   ้
      ประสบการณ์ ของผู้วจัยเอง เป็ นข้ อสมมติขึนมาชั่วคราวทีเ่ ป็ นแนวทางค้ นคว้ า
      หาข้ อเท็จจริง และสามารถทดสอบได้ แบ่ งออกเป็ น 2 อย่าง คือ
      1. สมมติฐานทางการวิจัย
                                                                       ิ
           เป็ นข้ อความที่แสดงความสั มพันธ์ ของตัวแปรที่จะศึกษา ที่ผู้วจัยคาดการณ์ ไว้ ล่วงหน้ าว่ าจะ
                 ้
           เกิดขึน
       2. สมมติฐานทางสถิติ
                              ้ ่                                                         ่
       เป็ นสมมติฐานที่เขียนขึนเพืออธิบายข้ อความจริงในรู ปแบบสั ญลักษณ์ ทางคณิตศาสตร์ เกียวกับ
           พารามิเตอร์ ของประชากร ข้ อสมมติอาจจะจริงหรือไม่ จริงก็ได้ เช่ น
          H0 m1 = m2
          H1 m1 =/ m2
                    ั
การกาหนดขอบเขตการวิจย

                                                    ้
      เป็ นการกล่าวถึงขอบเขตประเด็นของปัญหาที่ตองการวิจย ทาให้  ั
                     ั
      ประเด็นการวิจยชัดเจนยิงขึ้น อีกทั้งเพื่อขีดวงจากัดหรื อตีกรอบให้
                             ่
      ผูอ่านทราบว่าการวิจยนี้มีขอบเขตกว้างลุ่มลึกเพียงใด ครอบคลุมถึง
        ้                ั
                               ้                              ้
      อะไรบ้าง แยกประเด็นที่ตองการศึกษากับประเด็นที่ไม่ตองการศึกษา
      อย่างชัดเจน ได้แก่
          ขอบเขตด้ านประชากร
          ขอบเขตด้ านตัวแปร
                        ้
           ขอบเขตด้ านเนือหา
          ขอบเขตด้ านเวลาและงบประมาณ เป็ นต้ น
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

                                  ั
      เป็ นการกาหนดว่าเมื่อทาการวิจยเสร็ จแล้วจะสามารถนาผลของการ
          ั
      วิจยไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง โดยหลักการแล้วการเขียนประโยชน์
                ั                                             ั
      ของการวิจยจะเป็ นไปในทิศทางเดียวกับวัตถุประสงค์ของการวิจย
      เช่น
                           ่
          วัตถุประสงค์ * เพือศึกษาภาวการณ์ ผลิต การตลาดทุเรียนในภาคตะวันออก
         ประโยชน์ ฯ * ทาให้ ทราบภาวการณ์ ผลิต การตลาดทุเรียนในภาคตะวันออก
บทที่ 3 การเขียนเอกสารและงานวิจยที่เกี่ยวข้อง
                               ั

   การศึกษาเอกสารและงานวิจยที่เกี่ยวข้อง (Review of Relate
                                      ั
    Literature) นับเป็ นสิ่ งที่จาเป็ นอย่างยิง เพราะจะทาให้ทราบว่าเรื่ อที่
                                              ่
    กาลังทาวิจยนั้น ได้มีหลักการและทฤษฎีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง พร้อง
                ั
           ู้      ั
    ทั้งมีผที่ทาวิจยเร่ องนี้ไว้อย่างไร ได้ผลอย่างไรบ้าง
   เป็ นการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ
   มักจะประกอบด้วย 3 อย่าง ได้แก่
                 ่
        ข้ อมูลเกียวกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรม
                            ่
       แนวคิด ทฤษฎีที่เกียวข้ อง
                    ่ ่
       งานวิจัยทีเกียวข้ อง
                                ั
บทที่ 4 การเขียนวิธีดาเนินการวิจย

                                                        ่
  4.1 ประชาการ (Population) หมายถึง กลุ่มสมาชิกทั้งหมดทีจะศึกษา
     จาแนกออกเป็ น 2 ชนิด คือ
     4.1.1 ปะชากรที่นับได้
     4.1.2 ประชาการที่นับไม่ ได้
                     “สั ญลักษณ์ แทนด้ วย N”
4.2 กลุ่มตัวอย่ าง (Sample Group) หมายถึง ส่ วนหนึ่งของประชากร
                     ั
   หรือเหตุการณ์ ท้งหมด ทีเ่ ลือกมาเป็ นตัวแทนของประชากร
   สั ญลักษณ์ “n”
   4.2.1 การหาขนาดของกลุ่มตัวอย่ าง ใช้ สูตร Yamane
         n = N/1+N(e)2
                             ่
         e คือ ความคลาดเคลือนที่ยอมรับได้ เช่ น .10, .05, .01
4.3 วิธีการสุ่ มตัวอย่ าง มี 2 วิธีใหญ่ ๆ ได้ แก่
        4.3.1 การสุ่ มตัวอย่ างแบบไม่ อาศัยความน่ าจะเป็ น(Non-
   probability Sampling) ได้ แก่
                  4.3.1.1 การสุ่ มแบบบังเอิญ
                  4.3.1.2 การสุ่ มแบบโควตา
                  4.3.1.3 การสุ่ มแบบมีจุดมุ่งหมายเจาะจง
                  4.3.1.4 การสุ่ มตามสะดวก
4.3.2 การสุ่ มแบบอาศัยความน่ าจะเป็ น (Probability Sampling)
      4.3.2.1 การสุ่ มอย่ างง่ าย
      4.3.2.2 การสุ่ มอย่ างมีระบบ
      4.3.2.3 การสุ่ มตามระดับชั้นภูมิ
      4.3.2.4 การสุ่ มแบบกลุ่ม
      4.3.2.5 การสุ่ มแบบหลายขั้นตอน
      4.3.2.6 การสุ่ มตัวอย่ างจากตารางเลข
                          ่
4.4 การสร้ างเครื่องมือเพือใช้ ในงานวิจัย
                    ่
       เครื่องมือทีใช้ ในงานวิจัยแบ่ งออกเป็ น 4 ประเภท ได้ แก่
       1. แบบสอบถาม (Questionnaire)
       2. แบบสั มภาษณ์ (Interview Form)
       3. แบบสั งเกต (Observation)
       4. แบบทดสอบ (Experimental)

				
DOCUMENT INFO
Shared By:
Categories:
Tags:
Stats:
views:8
posted:11/8/2011
language:Thai
pages:27